เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “คริสติน่า แซ่แต้”
เส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “คริสติน่า แซ่แต้” ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและการเรียนรู้ ที่พิสูจน์แล้วว่า ‘ความขยันไขว่คว้าโอกาส’ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง
ตั้งแต่การปรากฏตัวในรายการ The Voice Charity 2024 ที่มียอดวิวพุ่งถึง 6.7 ล้านวิว ไปออกรายการ People You May Know ทางช่อง FAROSE Podcast ก็มียอดวิวสูงถึง 2.7 ล้านวิว แถมด้วยกระแสแรงข้าม แพลตฟอร์ม เมื่อแบรนด์ต่าง ๆ หยิบคาแร็คเตอร์ของเธอไปทําเป็นมีมสร้างสีสัน ให้กับโลกออนไลน์ แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ เธอก็เหมือนใครหลายคนที่ต้องผ่านช่วงเวลาค้นหา ตัวเอง ลองผิดลองถูก จึงได้พบว่าการได้สร้างรอยยิ้มและความสุขให้ผู้คนคือ สิ่งที่เธอตามหา

Find Myself
“เราเป็นเด็กต่างจังหวัด บ้านอยู่สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เวลาไปเรียนต้อง เดินทางไกลมาก เพราะเรียนโรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ อยู่แถวอําเภอเมืองฯ ไกลจากบ้านเกือบ 10 กิโล ต้องตื่นตี 5 ทุกวัน กว่าจะถึงบ้านก็เกือบ 6 โมงเย็น บางวันก็ถึงมืด แต่ตั้งใจเรียนเพราะชอบ โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ รู้สึกสนุกเนื้อหาน่าสนใจ ทําให้ค่อนข้างมีความรู้รอบตัว
“ตอนแรกฝันอยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะรักสัตว์ แล้วด้วยความที่บ้าน อยู่ใกล้ป่าจึงเคยเลี้ยงทั้งกระรอกป่า เม่น หรือนกแขกเต้า แต่พอขึ้นมัธยมปลาย เกิดสนใจอยากเรียนภาษาต่างประเทศ จึงหันมาเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่นแทน แม้ จะเป็นเด็กเรียน แต่เราก็ชอบทํากิจกรรม ทําให้มีเพื่อนเยอะ ที่ดูจะฉายแววความ เป็นตัวเองเรื่องการกล้าแสดงออกคือตอนเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ตอนนั้นคิดว่าเป็น ล็ดธรรมดาโลกไม่จํา ต้องเป็นลีดตลกด้วย จึงชวนเพื่อนไปเต้นกันขํา ๆ พอเห็น คนหัวเราะ กลายเป็นสนุกไป
“สิ่งที่รู้สึกว่ามีอิทธิพลต่อตัวตนจนถึงปัจจุบันน่าจะมาจากรายการตลก หรือ การ์ตูนญี่ปุ่นอย่างอาราเล่ ชินจัง หรือหนังที่สร้างเสียงหัวเราะ ชอบดูมาก รู้สึก มีความสุข แต่ไม่ถึงขั้นอยากเป็นตลก เพียงแค่อยากเป็นคนที่สร้างความสุขให้ คนรอบตัว ฉะนั้นการได้ดูสื่อเหล่านี้เยอะ ๆ ทําให้เรากล้าเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น “พอเรียนจบมัธยมปลาย กําลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นเริ่มสนใจ ด้านการท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะอยากออกไปเจอโลกข้างนอก อยากรู้ว่าเขา ใช้ชีวิตกันอย่างไร เพราะทั้งชีวิตอยู่แต่ราชบุรี จึงตัดสินใจเรียนที่มหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง คณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อมุ่งมั่นสอบเป็นไกด์ จะได้เที่ยวรอบโลกค่ะ”
New World
เมื่อเรียนจบก็ไปสอบเป็นไกด์ฟรีแลนซ์ตามบริษัทต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไปทริป ในเอเชียอย่างฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ประเทศที่ไปมาแล้วชอบที่สุดคือกัมพูชา เพราะศิลปะและวัฒนธรรมของที่นั่นสวยงามมาก
“หน้าที่ของไกด์คือต้องให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งอธิบายประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ และเกร็ดน่ารู้ของสถานที่นั้น ๆ คอยตอบ คําาถามนักท่องเที่ยว ได้ใช้สกิลการสื่อสารเยอะมาก ฉะนั้นเราต้องเตรียมตัวศึกษา ประวัติของสถานที่ให้แม่นยํา ต้องคอยดูแลความปลอดภัย อํานวยความสะดวก พานักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตามโปรแกรมทัวร์ ส่วนใหญ่เวลาสื่อสารจะใช้ ภาษาไทยเป็นหลักค่ะ หรืออาจมีอังกฤษบ้าง เพราะลูกทัวร์เป็นคนไทย บางครั้งก็มี ไกด์ท้องถิ่นมาร่วมทริปด้วย ซึ่งเราก็จะคอยแทรกข้อมูลเพิ่มเติมให้ รวม ๆ ก็สนุกดี นะคะ ได้ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาแบบที่ตั้งใจไว้
“แต่ประสบการณ์ที่ทําให้กลับมาทบทวนตัวเองว่าอาจไม่เหมาะกับอาชีพนี้คือตอนนั้นได้รับหน้าที่เป็นไกด์นําทัวร์ไปเที่ยวประเทศเกาหลี ความที่เพิ่งเคยไปครั้งแรก ก่อนนําทัวร์ไปเที่ยว 1 คืน เราดันไปสังสรรค์กับเพื่อนจนตื่นไปทํางานไม่ทัน มาตื่น เอาตอนเที่ยง ซึ่งลูกทัวร์ไปหมดแล้ว โชคดีที่ตอนนั้นมีไกด์อีกคน เขาจึงนําไปก่อน แล้วเราตามไป เป็นบทเรียนด้วยว่าต้องไม่ประมาทก่อนวันทํางาน ถึงอย่างนั้นก็เป็น ประสบการณ์ที่รู้สึกไม่ดีมาก ๆ จึงกลับมาทบทวนแล้วพบว่าความยากของการ เป็นไกด์สําหรับเรา อย่างแรกคือความตรงต่อเวลา ทุกอย่างต้องเป๊ะ เพราะถ้าข้า หนึ่งจุดอาจกระทบทั้งวัน ทําให้ทัวร์พังได้ ซึ่งเราไม่ใช่คนตรงต่อเวลาขนาดนั้น เวลาไปแต่ละสถานที่ก็ต้องกังวลเรื่องเวลาตลอด เคร่งมากจนเครียด อย่างที่สอง คือการรับมือกับคนที่หลากหลาย เพราะการทําทัวร์ต้องดูแลลูกทัวร์ 30 – 40 คน บางคนไม่ฟังคําแนะนํา ทําให้เกิดปัญหา เช่น หลงทาง ไม่ตรงเวลา หรือ ฝ่าฝืนกฎสถานที่ เราก็ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ ซึ่งแรก ๆ ก็ยังทําได้ดี แต่ เมื่อทําไปสักพักรู้สึกเหนื่อยกับการต้องรับมือกับคนมากมาย อย่างที่สามคือการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ไฟลท์ดีเลย์ รถเสีย ฝนตก เอกสารเดินทางของ ลูกทัวร์หาย เราก็ต้องหาทางออกให้ได้ ซึ่งถ้าทําไม่ได้หรือไม่ได้ดั่งใจ บางครั้ง ก็โดนต่อว่าจนเรารู้สึกแย่ สุดท้ายจึงคิดว่าเราคงไม่เหมาะกับการทําอาชีพนี้ หลังจาก ทํางานมาได้ 1 ปีจึงตัดสินใจเดินเส้นทางอื่น”
Keep Moving Forward
หลังจากที่นินิวตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางใหม่ โดยหันมาทําในสิ่งที่ชอบ อีกอย่างคือการถ่ายคลิป ซึ่งนําไปสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดัง ตามมาด้วย โอกาสใหม่ ๆ มากมาย “ปกติเราชอบเล่นโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว เวลาเจออะไร น่าสนใจก็จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย อย่างตอนเป็นไกด์ ได้ไปเที่ยวหลายที่ ก็ทํา คลิปท่องเที่ยว แม้จะไม่ได้เป็นไกด์แล้วก็ยังชอบถ่ายคลิป อย่างคลิปร้องเพลง คลิป แกล้งเพื่อน ก็ทําไปเรื่อย ๆ จนมียอดคนดู 2 – 3 ล้านต่อวันในเฟซบุ๊ก เริ่มมี แฟนคลับมาติดตาม จนมีแบรนด์ต่างๆ มาจ้างทําคลิป ซึ่งเราก็พบว่านี่เป็นช่องทาง ในการหารายได้ จึงลองมาทําด้านนี้เต็มตัว
“คิดว่าจุดเด่นที่ทําให้คนอื่นสนใจคือความตลก ความช่างพูด และความ ครีเอทีฟ รวม ๆ แล้วคือความเป็นธรรมชาติในตัวเรา บวกกับที่เราชอบสร้างสรรค์ ทําอะไรใหม่ ๆ อยู่แล้ว ส่วนทริคในการทําคอนเทนต์ ไม่มีเลยค่ะ (หัวเราะ) เราถ่ายไปเรื่อย ๆ แต่จะคอยสังเกตสถานการณ์ในตอนนั้น ๆ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง หรือถ้าคิดว่าตลกก็ถ่ายเก็บไว้
“เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการอินฟลูเอนเซอร์ ทําให้รู้จักกับเอม (วิทวัส รัตนบุญบารมี) และปิงลี (ลาภิศ วงศ์ทวี) เพราะบ้านอยู่ที่ราชบุรีเหมือนกัน เลยคุยกัน ถูกคอ จนกระทั่งวันหนึ่งอยากชวนเพื่อนทํารายการสนุกๆ เพราะเวลาอยู่ด้วยกัน มักมีโมเมนต์ตลกเกิดขึ้น จนเกิดเป็นรายการ “สะตุ๊ดจ๊อบ” เมื่อปี 2020
“คอนเซ็ปต์ของรายการเกิดจากความตั้งใจที่เราอยากเปลี่ยนภาพจําเดิม ๆ ที่ คนมีต่อสาวประเภทสองว่ากะเทยมักทําได้แค่แต่งหน้าแต่งตัวเก่งเท่านั้น ไอเดียให้กะเทยลองไปทําอาชีพอื่น ๆ บ้าง เรามีหน้าที่หาว่ามีอาชีพไหนที่น่าสนใจ และคนอยากไปทําแต่ไม่มีโอกาสได้ทํา ซึ่งโครงรายการเริ่มจากช่วงเปิดรายการ นั่งพูดคุยแบบสนุก ๆ จากนั้นพาผู้ชมไปรู้จักกับพี่ๆ เจ้าของอาชีพตัวจริง เรียนรู้ กระบวนการทํางานตั้งแต่การเตรียมตัวไปจนถึงการลงมือทํา ท้ายรายการก็จะมีการจึงคิดสรุปภาพรวม พร้อมเปิดพื้นที่ให้เจ้าของอาชีพได้ฝากร้านหรือโปรโมตธุรกิจของตัวเอง
“ความพิเศษของรายการนี้คือไม่มีสคริปต์ ความที่เป็นเพื่อนสนิทกัน จึง เหมือนชวนกันไปทํากิจกรรมมากกว่า เนื้อเรื่องจึงออกมาลื่นไหล ยกเว้นงานที่มี ลูกค้าจ้าง ก็จะต้องนั่งเตรียมว่าคนไหนต้องพูดคีย์เวิร์ดอะไร แรก ๆ มีทีมงานเบื้องหลัง แค่ 3 – 4 คน จนตอนนี้มีเพิ่มขึ้นเยอะมาก เราจึงทําหน้าที่พิธีกรเป็นหลัก ทํามาแล้ว กว่า 50 ตอนจนถึงปัจจุบัน เพราะกระแสตอบรับดีมาก ๆ
“แต่ละอาชีพที่ไปทดลองทํามีความยากหมดเลยค่ะ เพราะมีรายละเอียดเยอะ เหนื่อยที่สุดที่เคยทําน่าจะเป็นอาชีพทําน้ําตาลปี๊บในโรงงานน้ําตาล เพราะร้อนมาก ต้องเคี่ยวน้ําตาลจนกว่าจะเดือดและน้ํางวดลงไป เมื่อยมากๆ แต่ก็สนุกดี ส่วนอาชีพ ที่อยากทํา แต่ยังไม่เคยทําคืออาชีพร่อนทองที่บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพราะที่นั่นเป็นแหล่งแร่ทองคําที่มีการขุดพบทองและทําเหมือง ถ้ามีโอกาสจะลองไปหาดูนะคะ
“สิ่งที่ทําให้เราดีใจมากคือฟีดแบ็กจากผู้ชมที่บอกว่ารายการนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และเปลี่ยนภาพจําเกี่ยวกับกะเทยไปในทิศทางที่ดี พอได้เห็นพวกเราไปลอง ทําอาชีพต่าง ๆ ที่ทั้งเหนื่อยและท้าทายก็เริ่มเข้าใจและเปิดใจมากขึ้น มีบางคน ถึงกับส่งข้อความมาขอบคุณว่าเราช่วยเปลี่ยนภาพจําของเขาไปเลยว่ากะเทยก็เก่ง และสู้ชีวิตไม่แพ้ใคร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่ารายการสนุก ดูแล้วได้ความรู้เรื่องอาชีพ ใหม่ ๆ ไปด้วย จึงกลายเป็นกําลังใจสําคัญให้เรารู้ว่าทุกเทปที่ทํามีคุณค่าจริง ๆ”

“Christina Saetae”
หนึ่งในปัจจัยสําคัญที่ผลักดันให้นินิวกลายเป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นไปคือตัวละคร “คริสติน่า แซ่แต้” ที่โด่งดังจนเหมือนมีตัวตนอยู่จริง “ชื่อนี้ได้มาจากตอนที่พูดเล่น ในไลฟ์ขายของกับฝน (ทัตชญา ศุภธัญสถิต) ซึ่งเราก็ร้องเพลง สตอเบอแหล ของ พี่จ๊ะ (นงผณี มหาดไทย) ฝนจึงแซวในไลฟ์ว่านี่ คริสติน่า แซ่แต้ มาเอง เหมือน เป็นการตั้งชื่อเล่น ๆ เปรียบเราเป็นดาราต่างประเทศที่ร้องเพลงเพราะมาก ๆ และ บอกว่าเราเป็นแชมป์ The Voice UK 4,000 สมัย ยิ่งพูดเกินจริงคนดูยิ่งชอบ ไลฟ์นั้นคนดูเกือบหมื่น จนวันต่อมากลายเป็นไวรัส ชื่อนี้จึงติดตัวเรามาตั้งแต่ตอนนั้น
“เมื่อคนดูสนใจ เราก็ตีพคาแร็คเตอร์ราวกับเป็นคริสติน่า แซ่แต้ จริง ๆ คือ มีการทําคลิปร้องเพลงหรือคลิปแสดงละครเป็นคริสติน่า จนได้รับความสนใจล้นหลาม เราจึงตัดสินใจจัดงานแฟนมีตติ้ง World Tour Christina Saetae 1 Fan Meet (2004)รู้สึกดีมาก เพราะเป็นงานที่รวมตัวคนที่ชื่นชอบเราจริงๆ ทั้ง 2,200 คน พอยืนอยู่ บนเวทีได้เห็นทุกคนส่งเสียงเชียร์ ประทับใจอย่างบอกไม่ถูก จนมีแฟนคลับคนหนึ่ง เดินมาหาหลังงานจบ เล่าให้ฟังว่าเขาเป็นโรคมเศร้า แต่ก่อนกินยาเยอะมาก แต่พอ ได้ดูคลิปเราทําให้อาการดีขึ้น หมอลดยาให้เหลือแค่เม็ดเดียว และเขาก็ขอที่อยู่เพื่อส่ง ต้นโอลีฟมาให้ เพราะรู้ว่าเราชอบปลูกต้นไม้ เป็นโมเมนต์ที่ซาบซึ้งใจมาก ทําให้รู้ว่า การทําคลิปของเราทุกวันนี้มีประโยชน์ ช่วยอีกจิตใจคนได้จริง ๆ จึงเป็นหนึ่งในกําลังใจ ให้เราทําคลิปต่อไปค่ะ ตอนนี้มีแพลนจัดแฟนมีตอีกครั้งในปีนี้ รอติดตามกันนะคะ”
“ไม่เพียงแค่นี้ ความสามารถอีกอย่างที่โดดเด่นของนินิวคือการร้องเพลง จากคนที่ไม่มั่นใจในเสียงของตัวเอง จนได้เข้าร่วมรายการประกวดร้องเพลงในเทป พิเศษ The Voice Charity 2024
“เราชอบดนตรี ชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็ก และคุณพ่อก็เป็นนักร้องของวง ตํารวจ แต่ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในเสียงตัวเอง เพราะเวลาร้องเราจะใช้ช่องเสียงของ ผู้หญิงตลอด ทําให้ไม่กล้าร้องให้ใครฟัง จนโตมาจึงตัดสินใจไปเรียนร้องเพลงกับ พี่อิน อินทิรา ยืนยง) วงบูโดกัน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น ได้รู้ว่า การใช้เสียงผู้หญิงไม่ได้มีความผิดแปลกอะไร ทุกวันนี้ชอบ ร้องทุกแนวเลยค่ะ ไม่ว่าจะลูกทุ่งหรือสากล เริ่มถ่ายคลิป ร้องเพลงลงโชเชียลเล่น ๆ จนวันหนึ่งได้รับการติดต่อจาก ทีมงานรายการ The Voice Thailand ให้เข้าร่วมในตอนพิเศษ เพื่อการกุศล The Voice Charity” ซึ่งมีทั้งดาราและ อินฟลูเอนเซอร์มาร่วมร้องเพลง เพื่อนํารายได้ไปบริจาคกับ มูลนิธิต่าง ๆ
“ตอนแรกตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยขึ้นเวทีร้องเพลง ที่ไหนมาก่อน แต่คิดว่าถ้าจะทําอะไรสักอย่างเพื่อสังคม ก็อยากก้าวข้ามความกลัวครั้งนี้ให้ได้ สุดท้ายตัดสินใจร้องเพลง ที่ชอบ ถ้าคิดถึงเธอมากกว่านี้ ของคุณเจินเจิน บุญสูงเนิน และบริจาคเงินให้กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กระแต อามาก ความที่ฝนเคยแซวเราว่าเป็นแชมป์ The Voice หลายพันสมัย พอเราได้มายืนอยู่บนเวทีจริงๆ ยิ่งทําให้คนสนใจ กลายเป็นไวรัสบนโชเชียลมีเดีย”
ตัวตนของนินิว เพชรอ่านแก้ว และคริสติน่า แซ่แต้ยังคงถูกยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ในมิติของสังคมออนไลน์และโลกบันเทิง จนได้ไปออกรายการพอดแคสต์ People You May Know (2025) ของช่อง FAROSE ซึ่งตอนนี้มียอดคนดูสูงถึง 2.7 ล้านวิว
“ความที่ช่วงนั้นชื่อคริสติน่าเป็นที่รู้จักกันเยอะมาก ทางรายการก็ติดต่อมาว่า อยากให้เล่าเรื่องของเธอ ซึ่งเขาจะบุรีฟมาก่อนว่าอยากได้เรื่องอะไรบ้าง เช่น ชีวิต ช่วงวัยเด็ก ช่วงวัยรุ่น ช่วงทํางาน จนมีความรัก เราก็มานั่งแต่งโครงเรื่องก่อนว่า อยากให้ตัวละครนี้เป็นแบบไหน แล้วเราก็พูดไปเรื่อย ๆ เลยค่ะ
“สิ่งที่ทําให้คนสนใจน่าจะเป็นเพราะเนื้อหาและวิธีการเล่าเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่จะสังเกตได้ว่าเนื้อหาจะมีข้อมูลจริงที่สอดแทรกอยู่ เช่น เส้นทาง ภูมิศาสตร์หรือไทม์ไลน์ในประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ด้วยความที่เราชอบฟังพอดแคสต์ ประวัติศาสตร์อยู่แล้ว และเวลาว่างก็ชอบดูข่าวเศรษฐกิจ ทําให้มีความรู้ด้านนี้เยอะ และเมื่อสิ่งที่แต่งล้อไปกับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ทําให้คาแร็คเตอร์ที่เราสร้างดูมี สีสันขึ้น ยิ่งน่าสนใจ เหมือนกับว่ามีตัวละครนี้อยู่บนโลก กลายเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ เพราะยังไม่เคยเห็นคนออกมาทําอะไรแบบนี้ ซึ่งเราก็เล่าเป็นชั่วโมง คนก็ยังฟังจนจบ น่าทึ่งเหมือนกันนะคะ” (หัวเราะ)
Time to Shine
“ถ้าให้เลือกสิ่งที่ชอบที่สุดจากประสบการณ์การทํางานที่ผ่านมา คงเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เพราะเป็นงานอิสระ ได้ใช้ ความคิดสร้างสรรค์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ภายนอก คนอาจมองว่างานนี้ดูง่าย แค่อัดคลิปก็ได้เงินแล้ว แต่ สําหรับเราต้องใช้ทักษะหลายด้าน ทั้งการคิดคอนเทนต์ การสื่อสาร และความเข้าใจผู้ชม บวกกับต้องหมั่นหา ความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดและ พัฒนาความสามารถของเราได้ เช่น การที่มีคนบอกว่า เราพูดไปเรื่อย แต่การที่จะพูดได้แบบนี้ คุณต้องมีคลังความรู้ เยอะเช่นกัน รวมถึงการรับความเห็นต่างของสังคม เพราะ การเป็นบุคคลสาธารณะจะมีคนคอยมองและคอมเมนต์ ทั้งค่าชม ค่าติ ค่าค่า เป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นก่อนที่จะ เข้ามาอยู่จุดนี้ เราควรมีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง ต้องทําความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้ “ส่วนตัวชอบอ่านคอมเมนต์ ไม่ว่าจะคําชมหรือต่อว่า ไม่รู้สึกโกรธ เพราะ บางเรื่องหากเราผิดจริงก็จะได้ปรับตัวและไม่ทําอีก แต่ถ้าเป็นการต่อว่าในเชิง ไม่สร้างสรรค์ก็ไม่ได้ให้ค่า เพราะถือว่าเขาทิ้งขยะก้อนนี้มา เราก็แค่ไม่เก็บ แล้ว มูฟออนเดินหน้าท่าชีวิตของตัวเองให้ดีต่อไป”
Believe in Progress
“จากเด็กต่างจังหวัดธรรมดาคนหนึ่งมาถึงจุดที่แสงส่องถึง มีคนชื่นชอบ มากมาย ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก ทั้งคําดูถูก คําวิจารณ์ต่าง ๆ ในโซเชียล ทุกวันนี้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเองทุกวันที่ขยันไขว่คว้าหาโอกาสอยู่เสมอ ทําให้เรา เชื่อมั่นว่าตัวเองก็มีความสามารถทําอะไรได้หลายอย่าง และทําได้ดีด้วย เป้าหมาย ของเราคือการทําวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร แสงในสปอตไลต์ จะดับลงเมื่อไรไม่มีใครรู้ เราจึงต้องตั้งใจทําแต่ละวันให้ดี สําหรับใครที่มีความฝัน อยากให้ค่อย ๆ เดินตามความฝันนั้น ไม่ต้องกดดัน ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้อง เปรียบเทียบกับคนอื่น รักและชื่อสัตย์กับตัวเองให้มาก ๆ พอแล้ว สักวันจะเป็นวันของเราเอง”



















































































































