“คริสติน่า แซ่แต้”

เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “คริสติน่า แซ่แต้”

เส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “คริสติน่า แซ่แต้” ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและการเรียนรู้ ที่พิสูจน์แล้วว่า ‘ความขยันไขว่คว้าโอกาส’ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง

ตั้งแต่การปรากฏตัวในรายการ The Voice Charity 2024 ที่มียอดวิวพุ่งถึง 6.7 ล้านวิว ไปออกรายการ People You May Know ทางช่อง FAROSE Podcast ก็มียอดวิวสูงถึง 2.7 ล้านวิว แถมด้วยกระแสแรงข้าม แพลตฟอร์ม เมื่อแบรนด์ต่าง ๆ หยิบคาแร็คเตอร์ของเธอไปทําเป็นมีมสร้างสีสัน ให้กับโลกออนไลน์  แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ เธอก็เหมือนใครหลายคนที่ต้องผ่านช่วงเวลาค้นหา ตัวเอง ลองผิดลองถูก จึงได้พบว่าการได้สร้างรอยยิ้มและความสุขให้ผู้คนคือ สิ่งที่เธอตามหา

“คริสติน่า แซ่แต้”

Find Myself

“เราเป็นเด็กต่างจังหวัด บ้านอยู่สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เวลาไปเรียนต้อง เดินทางไกลมาก เพราะเรียนโรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ อยู่แถวอําเภอเมืองฯ ไกลจากบ้านเกือบ 10 กิโล ต้องตื่นตี 5 ทุกวัน กว่าจะถึงบ้านก็เกือบ 6 โมงเย็น บางวันก็ถึงมืด แต่ตั้งใจเรียนเพราะชอบ โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ รู้สึกสนุกเนื้อหาน่าสนใจ ทําให้ค่อนข้างมีความรู้รอบตัว

“ตอนแรกฝันอยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะรักสัตว์ แล้วด้วยความที่บ้าน อยู่ใกล้ป่าจึงเคยเลี้ยงทั้งกระรอกป่า เม่น หรือนกแขกเต้า แต่พอขึ้นมัธยมปลาย เกิดสนใจอยากเรียนภาษาต่างประเทศ จึงหันมาเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่นแทน แม้ จะเป็นเด็กเรียน แต่เราก็ชอบทํากิจกรรม ทําให้มีเพื่อนเยอะ ที่ดูจะฉายแววความ เป็นตัวเองเรื่องการกล้าแสดงออกคือตอนเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ตอนนั้นคิดว่าเป็น ล็ดธรรมดาโลกไม่จํา ต้องเป็นลีดตลกด้วย จึงชวนเพื่อนไปเต้นกันขํา ๆ พอเห็น คนหัวเราะ กลายเป็นสนุกไป

“สิ่งที่รู้สึกว่ามีอิทธิพลต่อตัวตนจนถึงปัจจุบันน่าจะมาจากรายการตลก หรือ การ์ตูนญี่ปุ่นอย่างอาราเล่ ชินจัง หรือหนังที่สร้างเสียงหัวเราะ ชอบดูมาก รู้สึก มีความสุข แต่ไม่ถึงขั้นอยากเป็นตลก เพียงแค่อยากเป็นคนที่สร้างความสุขให้ คนรอบตัว ฉะนั้นการได้ดูสื่อเหล่านี้เยอะ ๆ ทําให้เรากล้าเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น “พอเรียนจบมัธยมปลาย กําลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นเริ่มสนใจ ด้านการท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะอยากออกไปเจอโลกข้างนอก อยากรู้ว่าเขา ใช้ชีวิตกันอย่างไร เพราะทั้งชีวิตอยู่แต่ราชบุรี จึงตัดสินใจเรียนที่มหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง คณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อมุ่งมั่นสอบเป็นไกด์ จะได้เที่ยวรอบโลกค่ะ”

New World

เมื่อเรียนจบก็ไปสอบเป็นไกด์ฟรีแลนซ์ตามบริษัทต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไปทริป ในเอเชียอย่างฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ประเทศที่ไปมาแล้วชอบที่สุดคือกัมพูชา เพราะศิลปะและวัฒนธรรมของที่นั่นสวยงามมาก

“หน้าที่ของไกด์คือต้องให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งอธิบายประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ และเกร็ดน่ารู้ของสถานที่นั้น ๆ คอยตอบ คําาถามนักท่องเที่ยว ได้ใช้สกิลการสื่อสารเยอะมาก ฉะนั้นเราต้องเตรียมตัวศึกษา ประวัติของสถานที่ให้แม่นยํา ต้องคอยดูแลความปลอดภัย อํานวยความสะดวก พานักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตามโปรแกรมทัวร์ ส่วนใหญ่เวลาสื่อสารจะใช้ ภาษาไทยเป็นหลักค่ะ หรืออาจมีอังกฤษบ้าง เพราะลูกทัวร์เป็นคนไทย บางครั้งก็มี ไกด์ท้องถิ่นมาร่วมทริปด้วย ซึ่งเราก็จะคอยแทรกข้อมูลเพิ่มเติมให้ รวม ๆ ก็สนุกดี นะคะ ได้ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาแบบที่ตั้งใจไว้

“แต่ประสบการณ์ที่ทําให้กลับมาทบทวนตัวเองว่าอาจไม่เหมาะกับอาชีพนี้คือตอนนั้นได้รับหน้าที่เป็นไกด์นําทัวร์ไปเที่ยวประเทศเกาหลี ความที่เพิ่งเคยไปครั้งแรก ก่อนนําทัวร์ไปเที่ยว 1 คืน เราดันไปสังสรรค์กับเพื่อนจนตื่นไปทํางานไม่ทัน มาตื่น เอาตอนเที่ยง ซึ่งลูกทัวร์ไปหมดแล้ว โชคดีที่ตอนนั้นมีไกด์อีกคน เขาจึงนําไปก่อน แล้วเราตามไป เป็นบทเรียนด้วยว่าต้องไม่ประมาทก่อนวันทํางาน ถึงอย่างนั้นก็เป็น ประสบการณ์ที่รู้สึกไม่ดีมาก ๆ จึงกลับมาทบทวนแล้วพบว่าความยากของการ เป็นไกด์สําหรับเรา อย่างแรกคือความตรงต่อเวลา ทุกอย่างต้องเป๊ะ เพราะถ้าข้า หนึ่งจุดอาจกระทบทั้งวัน ทําให้ทัวร์พังได้ ซึ่งเราไม่ใช่คนตรงต่อเวลาขนาดนั้น เวลาไปแต่ละสถานที่ก็ต้องกังวลเรื่องเวลาตลอด เคร่งมากจนเครียด อย่างที่สอง คือการรับมือกับคนที่หลากหลาย เพราะการทําทัวร์ต้องดูแลลูกทัวร์ 30 – 40 คน บางคนไม่ฟังคําแนะนํา ทําให้เกิดปัญหา เช่น หลงทาง ไม่ตรงเวลา หรือ ฝ่าฝืนกฎสถานที่ เราก็ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ ซึ่งแรก ๆ ก็ยังทําได้ดี แต่ เมื่อทําไปสักพักรู้สึกเหนื่อยกับการต้องรับมือกับคนมากมาย อย่างที่สามคือการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ไฟลท์ดีเลย์ รถเสีย ฝนตก เอกสารเดินทางของ ลูกทัวร์หาย เราก็ต้องหาทางออกให้ได้ ซึ่งถ้าทําไม่ได้หรือไม่ได้ดั่งใจ บางครั้ง ก็โดนต่อว่าจนเรารู้สึกแย่ สุดท้ายจึงคิดว่าเราคงไม่เหมาะกับการทําอาชีพนี้ หลังจาก ทํางานมาได้ 1 ปีจึงตัดสินใจเดินเส้นทางอื่น”

Keep Moving Forward

หลังจากที่นินิวตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางใหม่ โดยหันมาทําในสิ่งที่ชอบ อีกอย่างคือการถ่ายคลิป ซึ่งนําไปสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดัง ตามมาด้วย โอกาสใหม่ ๆ มากมาย “ปกติเราชอบเล่นโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว เวลาเจออะไร น่าสนใจก็จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย อย่างตอนเป็นไกด์ ได้ไปเที่ยวหลายที่ ก็ทํา คลิปท่องเที่ยว แม้จะไม่ได้เป็นไกด์แล้วก็ยังชอบถ่ายคลิป อย่างคลิปร้องเพลง คลิป แกล้งเพื่อน ก็ทําไปเรื่อย ๆ จนมียอดคนดู 2 – 3 ล้านต่อวันในเฟซบุ๊ก เริ่มมี แฟนคลับมาติดตาม จนมีแบรนด์ต่างๆ มาจ้างทําคลิป ซึ่งเราก็พบว่านี่เป็นช่องทาง ในการหารายได้ จึงลองมาทําด้านนี้เต็มตัว

“คิดว่าจุดเด่นที่ทําให้คนอื่นสนใจคือความตลก ความช่างพูด และความ ครีเอทีฟ รวม ๆ แล้วคือความเป็นธรรมชาติในตัวเรา บวกกับที่เราชอบสร้างสรรค์ ทําอะไรใหม่ ๆ อยู่แล้ว ส่วนทริคในการทําคอนเทนต์ ไม่มีเลยค่ะ (หัวเราะ) เราถ่ายไปเรื่อย ๆ แต่จะคอยสังเกตสถานการณ์ในตอนนั้น ๆ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง หรือถ้าคิดว่าตลกก็ถ่ายเก็บไว้

“เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการอินฟลูเอนเซอร์ ทําให้รู้จักกับเอม (วิทวัส รัตนบุญบารมี) และปิงลี (ลาภิศ วงศ์ทวี) เพราะบ้านอยู่ที่ราชบุรีเหมือนกัน เลยคุยกัน ถูกคอ จนกระทั่งวันหนึ่งอยากชวนเพื่อนทํารายการสนุกๆ เพราะเวลาอยู่ด้วยกัน มักมีโมเมนต์ตลกเกิดขึ้น จนเกิดเป็นรายการ “สะตุ๊ดจ๊อบ” เมื่อปี 2020 

“คอนเซ็ปต์ของรายการเกิดจากความตั้งใจที่เราอยากเปลี่ยนภาพจําเดิม ๆ ที่ คนมีต่อสาวประเภทสองว่ากะเทยมักทําได้แค่แต่งหน้าแต่งตัวเก่งเท่านั้น ไอเดียให้กะเทยลองไปทําอาชีพอื่น ๆ บ้าง เรามีหน้าที่หาว่ามีอาชีพไหนที่น่าสนใจ และคนอยากไปทําแต่ไม่มีโอกาสได้ทํา ซึ่งโครงรายการเริ่มจากช่วงเปิดรายการ นั่งพูดคุยแบบสนุก ๆ จากนั้นพาผู้ชมไปรู้จักกับพี่ๆ เจ้าของอาชีพตัวจริง เรียนรู้ กระบวนการทํางานตั้งแต่การเตรียมตัวไปจนถึงการลงมือทํา ท้ายรายการก็จะมีการจึงคิดสรุปภาพรวม พร้อมเปิดพื้นที่ให้เจ้าของอาชีพได้ฝากร้านหรือโปรโมตธุรกิจของตัวเอง

“ความพิเศษของรายการนี้คือไม่มีสคริปต์ ความที่เป็นเพื่อนสนิทกัน จึง เหมือนชวนกันไปทํากิจกรรมมากกว่า เนื้อเรื่องจึงออกมาลื่นไหล ยกเว้นงานที่มี ลูกค้าจ้าง ก็จะต้องนั่งเตรียมว่าคนไหนต้องพูดคีย์เวิร์ดอะไร แรก ๆ มีทีมงานเบื้องหลัง แค่ 3 – 4 คน จนตอนนี้มีเพิ่มขึ้นเยอะมาก เราจึงทําหน้าที่พิธีกรเป็นหลัก ทํามาแล้ว กว่า 50 ตอนจนถึงปัจจุบัน เพราะกระแสตอบรับดีมาก ๆ

“แต่ละอาชีพที่ไปทดลองทํามีความยากหมดเลยค่ะ เพราะมีรายละเอียดเยอะ เหนื่อยที่สุดที่เคยทําน่าจะเป็นอาชีพทําน้ําตาลปี๊บในโรงงานน้ําตาล เพราะร้อนมาก ต้องเคี่ยวน้ําตาลจนกว่าจะเดือดและน้ํางวดลงไป เมื่อยมากๆ แต่ก็สนุกดี ส่วนอาชีพ ที่อยากทํา แต่ยังไม่เคยทําคืออาชีพร่อนทองที่บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพราะที่นั่นเป็นแหล่งแร่ทองคําที่มีการขุดพบทองและทําเหมือง ถ้ามีโอกาสจะลองไปหาดูนะคะ

“สิ่งที่ทําให้เราดีใจมากคือฟีดแบ็กจากผู้ชมที่บอกว่ารายการนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และเปลี่ยนภาพจําเกี่ยวกับกะเทยไปในทิศทางที่ดี พอได้เห็นพวกเราไปลอง ทําอาชีพต่าง ๆ ที่ทั้งเหนื่อยและท้าทายก็เริ่มเข้าใจและเปิดใจมากขึ้น มีบางคน ถึงกับส่งข้อความมาขอบคุณว่าเราช่วยเปลี่ยนภาพจําของเขาไปเลยว่ากะเทยก็เก่ง และสู้ชีวิตไม่แพ้ใคร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่ารายการสนุก ดูแล้วได้ความรู้เรื่องอาชีพ ใหม่ ๆ ไปด้วย จึงกลายเป็นกําลังใจสําคัญให้เรารู้ว่าทุกเทปที่ทํามีคุณค่าจริง ๆ”

“Christina Saetae”

หนึ่งในปัจจัยสําคัญที่ผลักดันให้นินิวกลายเป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นไปคือตัวละคร “คริสติน่า แซ่แต้” ที่โด่งดังจนเหมือนมีตัวตนอยู่จริง “ชื่อนี้ได้มาจากตอนที่พูดเล่น ในไลฟ์ขายของกับฝน (ทัตชญา ศุภธัญสถิต) ซึ่งเราก็ร้องเพลง สตอเบอแหล ของ พี่จ๊ะ (นงผณี มหาดไทย) ฝนจึงแซวในไลฟ์ว่านี่ คริสติน่า แซ่แต้ มาเอง เหมือน เป็นการตั้งชื่อเล่น ๆ เปรียบเราเป็นดาราต่างประเทศที่ร้องเพลงเพราะมาก ๆ และ บอกว่าเราเป็นแชมป์ The Voice UK 4,000 สมัย ยิ่งพูดเกินจริงคนดูยิ่งชอบ ไลฟ์นั้นคนดูเกือบหมื่น จนวันต่อมากลายเป็นไวรัส ชื่อนี้จึงติดตัวเรามาตั้งแต่ตอนนั้น 

“เมื่อคนดูสนใจ เราก็ตีพคาแร็คเตอร์ราวกับเป็นคริสติน่า แซ่แต้ จริง ๆ คือ มีการทําคลิปร้องเพลงหรือคลิปแสดงละครเป็นคริสติน่า จนได้รับความสนใจล้นหลาม เราจึงตัดสินใจจัดงานแฟนมีตติ้ง World Tour Christina Saetae 1 Fan Meet (2004)รู้สึกดีมาก เพราะเป็นงานที่รวมตัวคนที่ชื่นชอบเราจริงๆ ทั้ง 2,200 คน พอยืนอยู่ บนเวทีได้เห็นทุกคนส่งเสียงเชียร์ ประทับใจอย่างบอกไม่ถูก จนมีแฟนคลับคนหนึ่ง เดินมาหาหลังงานจบ เล่าให้ฟังว่าเขาเป็นโรคมเศร้า แต่ก่อนกินยาเยอะมาก แต่พอ ได้ดูคลิปเราทําให้อาการดีขึ้น หมอลดยาให้เหลือแค่เม็ดเดียว และเขาก็ขอที่อยู่เพื่อส่ง ต้นโอลีฟมาให้ เพราะรู้ว่าเราชอบปลูกต้นไม้ เป็นโมเมนต์ที่ซาบซึ้งใจมาก ทําให้รู้ว่า การทําคลิปของเราทุกวันนี้มีประโยชน์ ช่วยอีกจิตใจคนได้จริง ๆ จึงเป็นหนึ่งในกําลังใจ ให้เราทําคลิปต่อไปค่ะ ตอนนี้มีแพลนจัดแฟนมีตอีกครั้งในปีนี้ รอติดตามกันนะคะ” 

“ไม่เพียงแค่นี้ ความสามารถอีกอย่างที่โดดเด่นของนินิวคือการร้องเพลง จากคนที่ไม่มั่นใจในเสียงของตัวเอง จนได้เข้าร่วมรายการประกวดร้องเพลงในเทป พิเศษ The Voice Charity 2024

“เราชอบดนตรี ชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็ก และคุณพ่อก็เป็นนักร้องของวง ตํารวจ แต่ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในเสียงตัวเอง เพราะเวลาร้องเราจะใช้ช่องเสียงของ ผู้หญิงตลอด ทําให้ไม่กล้าร้องให้ใครฟัง จนโตมาจึงตัดสินใจไปเรียนร้องเพลงกับ พี่อิน อินทิรา ยืนยง) วงบูโดกัน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น ได้รู้ว่า การใช้เสียงผู้หญิงไม่ได้มีความผิดแปลกอะไร ทุกวันนี้ชอบ ร้องทุกแนวเลยค่ะ ไม่ว่าจะลูกทุ่งหรือสากล เริ่มถ่ายคลิป ร้องเพลงลงโชเชียลเล่น ๆ จนวันหนึ่งได้รับการติดต่อจาก ทีมงานรายการ The Voice Thailand ให้เข้าร่วมในตอนพิเศษ เพื่อการกุศล The Voice Charity” ซึ่งมีทั้งดาราและ อินฟลูเอนเซอร์มาร่วมร้องเพลง เพื่อนํารายได้ไปบริจาคกับ มูลนิธิต่าง ๆ

“ตอนแรกตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยขึ้นเวทีร้องเพลง ที่ไหนมาก่อน แต่คิดว่าถ้าจะทําอะไรสักอย่างเพื่อสังคม ก็อยากก้าวข้ามความกลัวครั้งนี้ให้ได้ สุดท้ายตัดสินใจร้องเพลง ที่ชอบ ถ้าคิดถึงเธอมากกว่านี้ ของคุณเจินเจิน บุญสูงเนิน และบริจาคเงินให้กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กระแต อามาก ความที่ฝนเคยแซวเราว่าเป็นแชมป์ The Voice หลายพันสมัย พอเราได้มายืนอยู่บนเวทีจริงๆ ยิ่งทําให้คนสนใจ กลายเป็นไวรัสบนโชเชียลมีเดีย”

ตัวตนของนินิว เพชรอ่านแก้ว และคริสติน่า แซ่แต้ยังคงถูกยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ในมิติของสังคมออนไลน์และโลกบันเทิง จนได้ไปออกรายการพอดแคสต์ People You May Know (2025) ของช่อง FAROSE ซึ่งตอนนี้มียอดคนดูสูงถึง 2.7 ล้านวิว

“ความที่ช่วงนั้นชื่อคริสติน่าเป็นที่รู้จักกันเยอะมาก ทางรายการก็ติดต่อมาว่า อยากให้เล่าเรื่องของเธอ ซึ่งเขาจะบุรีฟมาก่อนว่าอยากได้เรื่องอะไรบ้าง เช่น ชีวิต ช่วงวัยเด็ก ช่วงวัยรุ่น ช่วงทํางาน จนมีความรัก เราก็มานั่งแต่งโครงเรื่องก่อนว่า อยากให้ตัวละครนี้เป็นแบบไหน แล้วเราก็พูดไปเรื่อย ๆ เลยค่ะ

“สิ่งที่ทําให้คนสนใจน่าจะเป็นเพราะเนื้อหาและวิธีการเล่าเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่จะสังเกตได้ว่าเนื้อหาจะมีข้อมูลจริงที่สอดแทรกอยู่ เช่น เส้นทาง ภูมิศาสตร์หรือไทม์ไลน์ในประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ด้วยความที่เราชอบฟังพอดแคสต์ ประวัติศาสตร์อยู่แล้ว และเวลาว่างก็ชอบดูข่าวเศรษฐกิจ ทําให้มีความรู้ด้านนี้เยอะ และเมื่อสิ่งที่แต่งล้อไปกับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ทําให้คาแร็คเตอร์ที่เราสร้างดูมี สีสันขึ้น ยิ่งน่าสนใจ เหมือนกับว่ามีตัวละครนี้อยู่บนโลก กลายเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ เพราะยังไม่เคยเห็นคนออกมาทําอะไรแบบนี้ ซึ่งเราก็เล่าเป็นชั่วโมง คนก็ยังฟังจนจบ น่าทึ่งเหมือนกันนะคะ” (หัวเราะ)

Time to Shine

“ถ้าให้เลือกสิ่งที่ชอบที่สุดจากประสบการณ์การทํางานที่ผ่านมา คงเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เพราะเป็นงานอิสระ ได้ใช้ ความคิดสร้างสรรค์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ภายนอก คนอาจมองว่างานนี้ดูง่าย แค่อัดคลิปก็ได้เงินแล้ว แต่ สําหรับเราต้องใช้ทักษะหลายด้าน ทั้งการคิดคอนเทนต์ การสื่อสาร และความเข้าใจผู้ชม บวกกับต้องหมั่นหา ความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดและ พัฒนาความสามารถของเราได้ เช่น การที่มีคนบอกว่า เราพูดไปเรื่อย แต่การที่จะพูดได้แบบนี้ คุณต้องมีคลังความรู้ เยอะเช่นกัน รวมถึงการรับความเห็นต่างของสังคม เพราะ การเป็นบุคคลสาธารณะจะมีคนคอยมองและคอมเมนต์ ทั้งค่าชม ค่าติ ค่าค่า เป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นก่อนที่จะ เข้ามาอยู่จุดนี้ เราควรมีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง ต้องทําความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้ “ส่วนตัวชอบอ่านคอมเมนต์ ไม่ว่าจะคําชมหรือต่อว่า ไม่รู้สึกโกรธ เพราะ บางเรื่องหากเราผิดจริงก็จะได้ปรับตัวและไม่ทําอีก แต่ถ้าเป็นการต่อว่าในเชิง ไม่สร้างสรรค์ก็ไม่ได้ให้ค่า เพราะถือว่าเขาทิ้งขยะก้อนนี้มา เราก็แค่ไม่เก็บ แล้ว มูฟออนเดินหน้าท่าชีวิตของตัวเองให้ดีต่อไป”

Believe in Progress

“จากเด็กต่างจังหวัดธรรมดาคนหนึ่งมาถึงจุดที่แสงส่องถึง มีคนชื่นชอบ มากมาย ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก ทั้งคําดูถูก คําวิจารณ์ต่าง ๆ ในโซเชียล ทุกวันนี้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเองทุกวันที่ขยันไขว่คว้าหาโอกาสอยู่เสมอ ทําให้เรา เชื่อมั่นว่าตัวเองก็มีความสามารถทําอะไรได้หลายอย่าง และทําได้ดีด้วย เป้าหมาย ของเราคือการทําวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร แสงในสปอตไลต์ จะดับลงเมื่อไรไม่มีใครรู้ เราจึงต้องตั้งใจทําแต่ละวันให้ดี สําหรับใครที่มีความฝัน อยากให้ค่อย ๆ เดินตามความฝันนั้น ไม่ต้องกดดัน ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้อง เปรียบเทียบกับคนอื่น รักและชื่อสัตย์กับตัวเองให้มาก ๆ พอแล้ว สักวันจะเป็นวันของเราเอง”

Aura Bangkok Clinic

Sold Out ทุกแบบภายในไลฟ์ 24 ชั่วโมงกับคอลแลปจาก Aura Bangkok Clinic x Atipa ทุบกรอบชุดทำงานแบบเดิม เปิดตัวคอลเลกชัน Workwear สร้างปรากฏการณ์แฟชั่นส่งท้ายปี

Aura Bangkok Clinic จับมือ Atipa แบรนด์เสื้อผ้าสายแฟตัวแม่ เปิดตัว Workwear คอลเลกชัน “From Boardroom to Runway” ส่งท้ายปี ด้วยคอนเซปต์ Break the Rule ทุบกรอบชุดทำงานแบบเดิม ๆ พร้อมดึงนางแบบตัวแม่กว่า 14 คน เดินรันเวย์พร้อมไลฟ์ขายเสื้อผ้า ทำยอดขายถล่มทลายกว่าล้านบาท สร้างกระแสหน้าสวยชุดสับ

Aura Bangkok Clinic

Collab ไฟลุก ปลุกกระแสไวรัล! Aura X Atipa จับมือเสิร์ฟแคมเปญท้ายปี From Boardroom to runway หน้าออร่า แมทช์ลุกอติภาส่งเสริมความมั่นใจให้ชาวออฟฟิศ

เมื่อ Aura Bangkok Clinic แบรนด์คลินิกแนวหน้าขวัญใจคนคนรุ่นใหม่ใหม่ ดึงแบรนด์เสื้อผ้าอย่างแบรนด์ Atipa มาทำเสื้อผ้า Workwear Collection ด้วยไอเดีย Break the rule ทุบกรอบชุดทำงานเดิม ๆ ให้เป็น Workwear Fashion & Life Style ที่ใส่แล้ว สวยสับ มั่นใจ พร้อมไปทำงาน

Aura Bangkok Clinic

งานนี้ไม่ใช่แค่เปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าธรรมดา เพราะออร่าและอติภา ขยายกิจกรรมให้เข้าถึงลูกค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ปิดออฟฟิศ Aura Wellness Headquarters มูลค่าเกือบร้อยล้าน ที่ตึกสาธรนครทาวเวอร์ ใจกลางย่านสีลม เพื่อทำเป็นรันเวย์ยาวกว่าสิบเมตร เปิดตัวคอลเลกชัน From Boardroom to runway นำโดยนางแบบตัวแม่ของเมืองไทย ตัวแทนความมั่นใจของสาวยุคใหม่ อิงฟ้า วราหะ วีนา ปวีณา ชาล็อต ออสติน กชเบล ศรัณย์รัชต์ อุ้ม ทวีพร เสริมทัพด้วย เทีย ทวีพาณิชย์พันธุ์ กวาง วรรณปิยะ และสองสาวสวยตัวแทนสาวออร่า โยชิ รินรดา Aura Bangkok Clinic Presenter และ กลอย ประวีวรรณ Aura Bangkok Clinic Brand Ambassador โดยมีแขกพิเศษและแฟนคลับเข้าร่วมกว่าพันคน

Aura Bangkok Clinic

นอกจาก Fashion Show ที่จัดเต็มทุกลุก ยังมีการไลฟ์เปิดขายเสื้อผ้าในคอลเลกชัน From Boardroom to runway ผ่านแพลตฟอร์ม Tiktok Shop เป็นครั้งแรก โดย อิงฟ้า วราหะ กชเบล ศรัณย์รัชต์ อุ้ม ทวีพร และ ชาล็อต ออสติน ดึงยอดคนดูถล่มทลายมากกว่าสามพันคน สร้างยอดขายรวมกว่าหมื่นออเดอร์ภายในวันเดียว ตอกย้ำพลังของการคอลแลปข้ามวงการที่เชื่อมแฟชั่นและคลินิกฉีดหน้าอย่างลงตัว

Aura Bangkok Clinic

นอกจากเสื้อผ้าเกือบ 20 แบบ ทั้ง Blazer เสื้อ Long Sleeve กางเกงยีนส์ กระโปรงดีไซน์เรียบหรู ให้สาว ๆ ได้เลือกหยิบลงตะกร้า ออร่าและอติภายังได้ออกแบบ Mini Gift Set ที่มี Card Holder ดีไซน์สุด Exclusive มาพร้อมกับ Photo Card ดีไซน์เองได้ และ Voucher ส่วนลดฉีดหน้าที่ออร่า แจกฟรีให้ลูกค้าออร่าที่มาทำสวยในช่วงแคมเปญนี้เท่านั้น สาว ๆ ได้ลุคชุดทำงานที่ใช่ และได้ Card Holder มาคอมพลีทลุคสวย ช่วยเสริมความมั่นใจ พร้อมเฉิดฉายในออฟฟิศ

Aura Bangkok Clinic

จากไอเดียในห้องเสื้อผ้าสู่ความมั่นใจผ่านชุดจริง เบื้องหลัง “From Boardroom to runway”

สิ่งที่ทั้งสองแบรนด์ตั้งใจสื่อสารในคอกเลกชันพิเศษนี้ ไม่ใช่แค่การสร้าง Brand Love ให้กับลูกค้าของแบรนด์ แต่เบื้องหลังของแพทเทิร์นเสื้อผ้าทุกตัว คือความตั้งใจในการ Empower หรือสร้างพลังความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ ให้ทุกคนกล้าเป็นตัวเอง สนุกกับการรักตัวเอง ทั้งในรูปแบบของการเลือกทำหัตถการให้ตัวเองดูดี ดูสดใสมากขึ้น รวมถึงการแต่งตัว ตามสไตล์ที่ชอบ ใส่เสื้อผ้าที่ใช่ เพิ่มความมั่นใจในการเป็นตัวเองในทุก ๆ วัน

Aura Bangkok Clinic

จากความตั้งใจนี้ ทั้งทีมงานของ Aura Bangkok Clinic และ ทีมงานของ Atipa ซุ่มเตรียมแคมเปญส่งท้ายปีครั้งนี้กว่าสี่เดือน โดยเริ่มจากโจทย์ตั้งต้น ที่อยากเปลี่ยนให้ชุดทำงานที่มีแต่แพทเทิร์นเดิม ๆ ให้กลายเป็นชุดใหม่ที่ดูไม่น่าเบื่อ ไม่จำเจ เป็นแฟชั่นที่จับมา Mix&Match กับชุดอื่น ๆ ได้ ใส่มาทำงานที่ออฟฟิศก็สวยสับ หรือจะแมชท์กับชุดอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มความแฟ(ชั่น) คอมพลีทลุคให้การแต่งตัวสนุกไปอีกขั้น

Aura Bangkok Clinic

งานนี้ คุณบรีม พรกมล เพชรดาษดา CMO of Aura Bangkok Clinic และ คุณเฟิร์น อติภายิ์ คงคาลัย Founder of Atipa ทุ่มงบทำโปรเจคนี้ร่วมกัน โดยที่ Aura Bangkok Clinic เป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่อยู่ในกระแส มั่นใจ มีสไตล์เป็นของตัวเอง ขณะที่  Atipa แบรนด์เสื้อผ้าที่มาแรงที่สุดแห่งยุค ก็เป็นตัวแทนของความสวย ความมั่นใจ สนุกในการแต่งตัวในแบบของตัวเอง ปรากฏการณ์ Aura Bangkok Clinic X Atipa ได้ส่งสารออกไปสู่สังคม ตามความตั้งใจของสองแบรนด์ที่อยากจะทุบกรอบแนวคิดยูนิฟอร์มและชุดทำงานที่จำเจแถมจำกัดความเป็นตัวเอง จนเกิดเป็น Break the rule and Set the new trend! ที่เราได้เห็นกันในสื่อโซเชียลทุกช่องทาง

Aura Bangkok Clinic

คุณบรีม CMO of Aura Bangkok Clinic เล่าถึงที่มาของการคอลแลปครั้งนี้ว่า

“เวลาเรามาทำงาน เข้าประชุม จะมีภาพจำว่าต้องใส่ชุดกระโปรงสีพื้น สีขาวดำ แพทเทิร์นซ้ำ ๆ น่าเบื่อ ๆ เราติดอยู่ในกรอบการแต่งตัวแบบนั้นมานาน แต่ยุคนี้เรามีทางเลือกมากขึ้น และแฟชั่นมันไปไกลกว่าที่เราคิด ออร่าและอติภาเลยอยากเซ็ทเทรนด์ใหม่ และ Empowering ให้ผู้หญิงรู้สึกมั่นใจในการแต่งตัว กล้าเป็นตัวของตัวเอง สนุกในการมิกซ์เสื้อผ้า พอมันมีความสุขกับการแต่งตัว ไม่มีชุดทำงานเดิม ๆ มาลิมิตความเป็นตัวเรา หรือลิมิตความคิดสร้างสรรค์ของเรา ก็จะทำให้เรามั่นใจ แฮปปี้กับการทำงาน มีเอเนอจี้ดี ๆ ให้ตัวเอง คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน มีเอเนอร์จี้ที่ดีไปเจอลูกค้า งานมันก็จะออกมาดีด้วย”

Aura Bangkok Clinic

ปี 2026 ออร่าจะไปคอลแลปกับใคร อิเวนต์ถัดไปจะสนุกแค่ไหน ติดตามข่าวสารอิเวนต์ใหม่ ๆ ได้ที่ Social Media ทุกช่องทางของ Aura Bangkok Clinic

Instagram: aurabangkok.clinic

Tiktok: aurabangkokreview

Line: @Aura Bangkok Clinic

Website: aurabangkokclinic.com

Facebook: Aura Bangkok Clinic

Aura Bangkok Clinic

ฉลองเทศกาลแห่งแสง “A Season to Twinkle in Time” ที่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท ชวนทุกท่านร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขด้วยแคมเปญ “A Season to Twinkle in Time” เรื่องราวแห่งการเฉลิมฉลองที่รังสรรค์ขึ้นอย่างประณีต ถ่ายทอดความอบอุ่นของช่วงเวลาแห่งความสุข และความสง่างามเหนือกาลเวลาในทุกช่วงเวลาแห่งเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์แห่งความสุขผ่านอาหารเลิศรส ห้องพักหรูหรา และของขวัญสุดพิเศษที่เต็มไปด้วยความหมายทุกองค์ประกอบล้วนเปล่งประกายด้วยเอกลักษณ์แห่งความหรูหราในแบบอินเตอร์คอนติเนนตัล

บุฟเฟต์ดินเนอร์ค่ำคืนส่งท้ายปีเก่า

วันพุธที่ 31 ธันวาคม 2568 | เวลา 19.00 – 23.30 น.

ส่งท้ายปี 2568 อย่างหรูหราใจกลางสุขุมวิท-ทองหล่อ ด้วยบุฟเฟต์ดินเนอร์สุดอลังการที่รวบรวมอาหารพรีเมียมนานาชนิด อาทิเช่น ปูคิงแครบและซีฟู้ดออนไอซ์ ฟัวกราส์ หอยเชลล์ฮอกไกโด ซี่โครงแกะย่าง สตริปลอยน์ออสเตรเลีย เนื้อริบอาย และริซอตโต้ เสิร์ฟพร้อมขนมหวานสุดหรูให้คุณได้ฉลองรับปีใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ

The Winter Tale Festive Afternoon Tea ณ เดอะ ล็อบบี้ 

ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 – 30 ธันวาคม 2568

ดื่มด่ำช่วงบ่ายแห่งความสุขท่ามกลางบรรยากาศของฤดูหนาวที่แสนอบอุ่น “The Winter Tale” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากความทรงจำในฤดูหนาว ผ่านขนมและของว่างแสนละเมียด ทั้งหวานและคาว เสิร์ฟคู่ชาหรือกาแฟระดับพรีเมียม

ราคา 2,200++ บาทต่อคู่ รวมสปาร์กลิ้งไวน์ 2 แก้ว และชา/กาแฟไม่จำกัด

Festive Cocktails at ROGUES – ค่ำคืนที่เปล่งประกายด้วยรสชาติแห่งเทศกาล

ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 – 30 ธันวาคม 2568

ร่วมยกแก้วฉลองค่ำคืนแห่งความสุขกับค็อกเทลสุดพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ แต่ละแก้วเปี่ยมด้วยศิลปะ เรื่องราว และเสน่ห์แห่งการเฉลิมฉลองในแบบฉบับ ROGUES

ราคาเริ่มต้นที่ 380++ บาท

ของขวัญแห่งกาลเวลา และช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

Timeless Hampers – ของขวัญแห่งความสง่างามเหนือกาลเวลา
จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 31 มกราคม 2569

ถ่ายทอดศิลปะแห่งการมอบของขวัญด้วย “Timeless Hampers” ชุดของขวัญสุดประณีตที่คัดสรรด้วยความใส่ใจ รวมผลิตภัณฑ์กูร์เมต์และเครื่องดื่มพรีเมียมเพื่อส่งต่อความสุขแห่งฤดูกาล

  • Twinkle Prestige – 3,900++ บาทต่อเซ็ต
    ชุดของขวัญหรูสำหรับผู้ที่หลงใหลในรสสัมผัสอันประณีต
  • Time Retreat – 2,900++ บาทต่อเซ็ต
    ชุดของขวัญแนวเวลเนส เติมเต็มความสมดุลและความผ่อนคลาย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]
กรุณาสำรองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน

แพ็กเกจห้องพักเฉลิมฉลองเทศกาล

New Year’s Eve Celebration Stay & Feast 24,999 บาทสุทธิ
ห้องพักคลาสสิก 2 คืน พร้อมอาหารเช้าทุกวันและดินเนอร์ค่ำคืนส่งท้ายปีสำหรับ 2 ท่าน

เริ่มต้นปีใหม่อย่างสง่างาม ณ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท เพลิดเพลินกับการเข้าพัก 2 คืน พร้อมบุฟเฟต์อาหารเช้าระดับพรีเมียม และดินเนอร์เคานต์ดาวน์สุดพิเศษในค่ำคืนส่งท้ายปี เพื่อเปิดประตูสู่ปีใหม่อย่างงดงามและเต็มไปด้วยความสุข

ช่วงเวลาการเข้าพัก: 30 ธันวาคม 2568 – 2 มกราคม 2569


VEX KING

เลิกหลอกตัวเอง! “ทำไมต้องฝืนยิ้มตอนพัง” : เว็กซ์ คิง ( VEX KING )

นี่คือเบื้องหลังชีวิตของ เว็กซ์ คิง ( VEX KING ) นักเขียนเจ้าของยอดขาย 2 ล้านเล่ม จาก Good Vibes, Good Life ที่ติดอันดับ 1 จาก Sunday Timesที่กว่าจะประสบความสําเร็จอย่างวันนี้ วัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค เมื่อพ่อเสีย ทั้งแม่ เขา และพี่น้องอีกสองคนมีสภาพไม่ต่างจากคนไร้บ้าน ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักแหล่ง นานหลายปี ความยากจน คําพูดเหยียดหยามก่อบาดแผลในใจ ทว่าก็เป็นแรงบันดาลใจให้เขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิต 

เว็กซ์อ่านหนังสือพัฒนาตัวเองหลายเล่มตั้งแต่อายุ 14 ปี หนังสือสอนให้เขามองโลกในแง่ดีขึ้น กระทั่ง อายุ 20 ชีวิตเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะประสบปัญหาการเรียนในมหาวิทยาลัย บวกกับต้องทํางานอย่างหนัก เพราะที่บ้านแทบไม่มีเงินใช้ ชีวิตถูกรุมด้วยปัญหา เขาค้นพบว่าการ “มอง” โลกแง่บวกเพียงอย่างเดียวไม่อาจ ช่วยได้ สิ่งสําคัญคือต้อง “สร้าง” พลังบวกและเรียนรู้ที่จะยอมรับอารมณ์สุขและทุกข์ในทุกด้าน นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่เขาแชร์ข้อความในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นนักเขียนโด่งดังและมีโอกาสมานั่งพูดคุยกับ แพรว ในวันนี้

VEX KING

คุณเขียนถึงความยากลําบากในวัยเด็กไว้ใน Good Vibes, Good Life หลายเรื่อง ระหว่างที่ เขียนได้ตกผลึกอะไรเพิ่มเติมไหมคะ

“แค่ตระหนักว่าผมมาไกลแค่ไหนแล้ว และไม่เคยลืมความยากลําบากที่ผ่านมา ความจริงประสบการณ์ ที่ผมเจอไม่ได้ยากเกินกว่าจะเขียนหรอกครับ เพราะผมเขียนด้วยความรู้สึกเป็นอิสระ เขียนในจุดที่ตัวเองเติบโตขึ้น จึงไม่เจ็บปวดอะไร ต้องขอบคุณอดีตด้วยซ้ําที่ทําให้มีผมในวันนี้ เพราะคงไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย ถ้าไม่ได้

ผ่านความเจ็บปวด

“จําได้ว่าช่วงที่แชร์ข้อความแรก ๆ ในออนไลน์ผมใช้ #goodvibesonly สาเหตุที่ผมเลือกใช้แฮชแท็กนี้ เพราะรู้สึกว่าผู้คนในโลกออนไลน์เป็นทุกข์ เราเห็นความคิดลบเต็มไปหมด ซึ่งก่อนหน้านั้นผมเคยมีโอกาสอ่านหนังสือ เกี่ยวกับ Law of Vibration หรือกฎแห่งแรงสั่นสะเทือน เนื้อหาเล่าว่าถ้าคุณสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้ คุณจะสร้างชีวิตที่ดีได้ ซึ่งพลังเหล่านี้อยู่ในความคิด ความปรารถนา การลงมือทํา และจะสะท้อนกลับมาหาคุณ เช่น เราเชื่อเหลือเกินว่าเรามองโลกในแง่บวกสุด ๆ แต่ลึกลงไปเราไม่ได้คิดเช่นนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดก็อาจจะ ไม่ได้ตามที่คิดไว้ ผมอยากแชร์เรื่องเหล่านี้ให้ทุกคนได้รับรู้ เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของผมในการเล่นออนไลน์ คือการส่งต่อข้อความพลังบวก ซึ่งคุณสามารถส่งได้ทุกที่ทุกเวลา

“ช่วงแรกผมไม่ได้หวังอะไรนอกจากอยากให้ข้อความเหล่านี้ได้เผยแพร่ออกไปมากที่สุด อีกเหตุผลหนึ่งของการเขียนก็เพื่อสํารวจความคิดตัวเอง สิ่งที่ทําให้รู้ว่าผม มาถูกทางแล้วก็คือการได้รับข้อความจากผู้ชายคนหนึ่ง เขาเล่าว่าเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อความของผม เขาตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ เรื่องนี้ประทับใจผม มาก และทําให้ผมตระหนักถึงพลังของคําพูดที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้

“เพราะฉะนั้นตอนเขียนหนังสือ Good Viber, Good Lite ผมบอกตัวเองว่า แม้จะขายหนังสือได้เพียงหนึ่งเล่ม แต่ถ้าผมสามารถเปลี่ยนชีวิตใครสักคนได้แค่ คนเดียวก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่ผมซาบซึ้งมากที่สุดคงไม่ใช่จํานวนเล่มที่ขายได้ แต่ เป็นเจตนารมณ์ของตัวเองที่ช่วยให้ผู้อ่านสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้”

ปัจจุบันสังคมเต็มไปด้วยปัญหา ทั้งสงคราม สิ่งแวดล้อม และ การเมือง มีข้อแนะน่าในการใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาเหล่านี้อย่างไรให้มี ความสุขไหมคะ

บางครั้งผมรู้สึกเห็นแก่ตัวที่อยากจะอยู่อย่างมีความสุข ขณะที่คนบางกลุ่ม อาจต้องทนทุกข์กับปัญหาที่พวกเขาเจอ ยังรู้สึกว่าตัวเองน่าจะทําอะไรได้มากกว่านี้ แต่คุณรู้ไหม เราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ได้อย่างใจ ดังที่ท่านมหาตมะ คานธี เคยพูดไว้ว่า “Be the change that you wish to see in the world.” หมายถึง “จงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คุณปรารถนา จะเห็นในโลกใบนี้ คือจงเปลี่ยนตัวเองเสียก่อนที่จะหวังให้สิ่งอื่นเปลี่ยน คุณไม่ สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกได้ แต่สิ่งที่คุณทําได้คือแผ่ความเมตตา ความรัก และหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะให้แรงบันดาลใจแก่คนอื่น ๆ และถ้าเราเผื่อแผ่ได้ไกลพอ เราอาจจะหยุดความรุนแรงต่อโลกได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวคุณ นั่นคือ สิงทีเราควบคุมได้

“ซึ่งการที่เราจะควบคุมอะไรก็ตาม ต้องเริ่มจากการตระหนักรู้ในตัวเองก่อน คือรู้ว่าฉันเป็นใคร บทบาทของฉันเป็นอย่างไร ฉันจะทําเรื่องเชิงบวกให้กับสังคม ได้อย่างไร ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง การตระหนักรู้จะช่วยส่งต่อถึงสังคมรอบข้างในเชิงบวก มากขึ้น ลองสังเกตดูนะครับ ถ้าคุณตัดสินใจเรื่องอะไรก็ตามในขณะที่กําลังโกรธ ผลลัพธ์มักออกมาไม่ดี แต่ถ้าคุณตัดสินใจขณะที่กําลังสงบ มีความสุข การตัดสินใจนั้น จะออกมาในทิศทางที่ดีกว่า ถ้าพวกเรารวมถึงผู้นําโลกสามารถเลือกที่จะตัดสินใจใน ภาวะที่ตัวเองเป็นสุขได้ เราคงแก้ปัญหาให้โลกนี้ได้ดีขึ้น”

VEX KING

เมื่อเจอความทุกข์ที่ดูไร้ทางออก คุณมีวิธีหลุดจากวัฏจักรนั้นอย่างไรคะ 

“แค่รับรู้อารมณ์ของตัวเอง บางครั้งเวลาอยู่ในสถานการณ์ย่ําแย่ ถ้าคุณบอก ตัวเองว่าฉันต้องมีความสุข ฉันต้องมองโลกในแง่บวก แล้วพยายามโยนความ รู้สึกนั้นทิ้งไปหรือแสร้งว่าไม่มีอยู่จริง จะเสียสุขภาพจิตมากกว่าครับ เพราะเวลาที่ คุณจดจ่ออยู่กับอารมณ์ลบมาก ๆ ก็ไม่ต่างจากการโยนลูกบอลเปล่าลงน้ํา ยิ่งโยนแรง ก็ยังกระเด้งกลับมาหาคุณแรง อารมณ์ลบก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อผมมีอารมณ์ แย่ ๆ จะใช้วิธีนั่งลงมอง เหมือนเวลาดูหนังเลยครับ แต่รับรู้ถึงมันและดูมันไป เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องตัดสินอะไร

“ดร.จิล โบลเต้ เทย์เลอร์ (Dr.Ji Bolte Taylor) นักประสาทวิทยา กล่าวว่า ปกติอารมณ์มนุษย์จะคงอยู่ราว ๆ 20 วินาทีตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ ถ้าคุณ สามารถนั่งมองไปเรื่อย ๆ จะรู้ว่าอารมณ์เป็นแค่ความรู้สึกทีเดียวก็หายไป เพราะ สุดท้ายแล้วเราไม่ใช่อารมณ์ที่เราเป็น

การนั่งเฝ้ามองอารมณ์โดยไม่คิดอะไร แม้เพียง 90 วินาทีก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันนะคะ

“แน่นอนครับ ไม่ง่ายเลย และไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทําได้ทุกครั้งด้วย แต่ ทุกอย่างต้องเริ่มจากการฝึกฝน ผมใช้วิธีสูดหายใจเข้า แต่รับรู้ว่าความรู้สึกเกิดขึ้น แล้วนะ ถ้าโกรธมากก็ให้รับรู้ว่าโกรธและอยู่กับมัน ลองสังเกตดูจะเห็นว่าความรู้สึก เหมือนเมฆก้อนใหญ่ทีสุดท้ายจะจางหายไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องนิยามหรือตัดสินแค่รับรู้เท่านั้น

“นอกจากนี้ผมแนะน่าว่าการนั่งสมาธิช่วยได้มาก ผมฝึกมาตั้งแต่อายุ 14 และท่าต่อเนื่องจนตอนนี้ผมอายุ 38 แล้ว ก็ยังทําสมาธิทุกเช้า เพราะจะช่วยดึงเรา กลับมาอยู่กับช่วงเวลาปัจจุบัน แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ายาก ลองใช้วิธีเขียนความรู้สึก ดูครับ วิธีนี้ช่วยให้ผมรับรู้ถึงอารมณ์ของตัวเอง และถ้าคุณยังติดอยู่ในภาวะนั้น จนถอนตัวยาก เช่น โกรธมากจนไม่รู้จะระบายอย่างไร อาจฟังดูบ้านะ แต่ลอง ระบายสีลงบนกระดาษแรง ๆ ระบายความโกรธของคุณออกมาให้หมดจนรู้สึกว่า ได้ปลดปล่อย คุณจะเบาขึ้น เพราะเมื่อคุณยึดติดกับความรู้สึกบางอย่างมากเกินไป คุณกําาลังทรมานตัวเอง

เหตุผลสําคัญที่มนุษย์ต้องเยียวยาตัวเองคืออะไรคะ 

“ตั้งแต่เกิดมาบนโลกเราไม่สนใจหรอกว่าผู้คนหน้าตาเป็นอย่างไร เราไม่ได้ตัดสินใคร เรารู้จักแค่ความรักจากพ่อแม่เท่านั้น แต่เมื่อคุณโตขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น คุณเริ่มสร้างอีโก้ เริ่มแยกตัวเองออกจากตัวตนข้างใน รวมถึงคนรอบข้าง คุณเริ่ม ตั้งค่าถาม เริ่มตัดสิน และหลายสิ่งในชีวิตกลายเป็นเงื่อนไข จนกลายเป็นความเชื่อสุดท้ายความเชื่อนั้นเป็นสาเหตุที่ทําให้กังวลจนสร้างบาดแผลในใจ และหลายครั้งที่ แผลเหล่านั้นได้พรากคุณค่าของคุณไป

“เพราะฉะนั้นการเยียวยาไม่ใช่แค่รักษาแผลทางใจ แต่เป็นการเยียวยาความเชื่อ บางอย่างที่ได้รับมาตลอดชีวิต และเป็นวิธีที่ได้รู้จักตัวเองเช่นกัน เพราะเวลาเยียวยา เราต้องนึกย้อนกลับไปดูที่ต้นตอ เราอาจจะได้รู้ว่าชีวิตฉันไม่ได้ฟังแต่แรก เรา จะเริ่มรู้ว่าชีวิตติดขัดตรงไหน

อย่างที่รู้กันว่าโชเชียลมีเดียท่าให้เกิดการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับ ผู้อื่นและด้อยค่าตัวเอง มีวิธีใช้โซเชียลมีเดียอย่างเท่าทันอย่างไรคะ

“เรื่องแรกที่คุณต้องจําไว้คือเวลาผู้คนเล่นโซเชียล เขาแค่โพสต์โมเมนต์ที่ดี ที่สุดในชีวิต ไม่มีใครโพสต์เรื่องเศร้าหรือจุดที่แย่ เรื่องที่สอง รูปไม่กี่รูปไม่สามารถ บอกเรื่องราวทั้งชีวิตได้ เหมือนกับที่คุณไม่มีทางรู้จักหนังสือทั้งเล่มถ้าได้อ่านเพียง แค่ประโยคเดียว คุณไม่มีทางรู้จักใครจากรูปเดียว และข้อที่สาม ไม่ใช่ทุกสิ่งในโซเชียลจะเป็นเรื่องจริง บางครั้งก็ปลอมทั้งหมดด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเปรียบ เทียบตัวเองกับคนในโซเชียล ก็เหมือนเรากําลังเปรียบเทียบกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง และ โซเชียลก็ทําให้เราวิตกกังวลมากกว่าเดิม ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเยอะกับเด็กรุ่นใหม่ 

“ทุกวันนี้เราใช้เวลามากมายไปกับโซเชียลมีเดีย และมันก็พรากคุณไปจากเวลา ปัจจุบันรวมถึงความจริงตรงหน้า นั่นคือเหตุผลที่เราวิตกกังวล คุณสร้างเรื่องราว และจินตนาการถึงชีวิตของคนอื่นอย่างไม่รู้จบสิ้น ทั้งยังไม่สามารถหลุดออกจาก วังวนนั้น คุณหลงอยู่ในวัฏจักรความกลัวในจิตใจ แต่เมื่อคุณอยู่กับปัจจุบัน ความ วิตกกังวลจะหายไป เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องสําคัญมากที่จะใช้โทรศัพท์ให้เป็นเวลา

“สําหรับผมยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเสี่ยงโซเชียล เพราะต้องโพสต์งานลงในอินสตาแกรมทุกวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องฝึก ก่อนที่จะแนะนําใครก็ต้องทําเอง ให้ได้ก่อนจริงไหมครับ (หัวเราะ) สิ่งที่ผมทําก็คือหลังจากนั่งสมาธิช่วงเช้าผมจะ ใช้เวลานั้นเล่นโซเชียลมีเดีย ซึ่งปกติผมจะโพสต์งานผ่านคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะ ตอบคําถามบางคอมเมนต์ แล้วก็ไม่เล่นอีกเลย จะกลับมาเล่นอีกครั้งในช่วงเย็น ใช้เวลาราว ๆ 10 – 15 นาที ดูคอนเทนต์อื่น ๆ บ้าง แต่จะเสพสิ่งที่เป็นบวกกับใจ ไม่ดูคนรบราฆ่าฟันหรือการแข่งขันทางการเมือง เพราะยิ่งทําให้รู้สึกแย่ เพราะฉะนั้น ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้คนที่เราติดตามเป็นบวกกับชีวิตหรือเปล่า”

หลายคนรู้สึกกลัวเมื่อต้องเปิดเผยด้านที่ไม่มั่นใจ คุณมีวิธีสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเองอย่างไร

“ผมเคยแชร์เรื่องราวในชีวิตหลายอย่างผ่านทั้งทางออนไลน์และหนังสือ ตั้งแต่เรื่องในอดีต ความเชื่อ ความรู้สึก ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมภูมิใจ เช่น บางคร้งความเจ็บปวดในวัยเด็กก็ทําให้ผมอยากเอาคืนกับโลกบ้าง ผมเคยไม่มั่นใจเคยพูดจาแย่ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือมนุษย์ต้องยอมรับตัวเองให้ได้ทั้งดีและร้าย

เพราะทุกอย่างทําให้เป็นตัวเราในวันนี้ เมื่อยอมรับตัวเองได้ เราจะรู้สึกถึงความเป็น อิสระที่จะพูดว่าเรารู้สึกอย่างไร เคยเป็นใครและท่าอะไรมาก่อน ที่สําคัญเมื่อคุณ ยอมรับในสิ่งที่เป็น จะไม่มีใครทําร้ายคุณได้ เพราะคุณรู้ดีว่าตัวเองคือใคร 

“ผมเข้าใจนะว่าขั้นตอนแรกของการเปิดเผยความรู้สึกยากเสมอ เพราะ มนุษย์กลัวการโดนตัดสิน เรากลัวความคิดเห็นของคนอื่น และเรื่องจริงคือบางคน ก็ตัดสินเราจริง ๆ แต่ถ้าคุณผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ คุณจะมีอิสรภาพ แล้วทุกอย่าง จะง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น Self-love หรือการรักตัวเองจึงสําคัญ มันคือการยอมรับ ตัวตนข้างใน และถ้าคุณยอมรับตัวเองได้ คุณจะยอมรับคนอื่นได้ มีเมตตาขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ดัง ที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “Love is a bridge to other people.” รักคือสะพานที่เชื่อมเรากับผู้คน

แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะมอบความเมตตาให้กับคนที่ไม่ชอบนะคะ

“ความเมตตาจะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณเมตตาต่อตัวเอง มันคือการยอมรับจุดด้อย ของเรา เรื่องยากของการยอมรับจุดบกพร่องของคนอื่นเกิดจากคุณไม่ชอบสิ่งนั้น และถ้ามองให้ลึก จุดด้อยนั้นก็คือสิ่งที่คุณมีและไม่กล้ายอมรับเช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยอมรับสิ่งนี้ไม่ได้ ก็จะตัดสินคนอื่นเสมอไป สุดท้ายโลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ หรอกครับ แค่มอบความเมตตาให้เขา เพราะเขามีปัญหาเหมือนเรานี่แหละ ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน”

พูดถึงความรักในหนังสือ Things No One Taught Us About Love คุณเขียนไว้ว่า “ความรักและสถานะความสัมพันธ์ไม่เกี่ยวข้องกัน เรา สามารถรักบางสิ่งหรือบางคนโดยไม่ต้องระบุสถานะความสัมพันธ์” แต่สําหรับคนที่ต้องการสถานะในความสัมพันธ์ล่ะคะ

“คุณต้องเข้าใจถึงความหมายของความรักก่อน เรื่องจริงคือคุณสามารถรัก อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือผู้คน เพราะความรักเกิดจากข้างในตัวคุณ แต่ ไม่ได้หมายความว่าคุณจําเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งนั้น เพราะเป็นเรื่องยาก เกินไปที่จะระบุสถานะหรือติดป้ายความสัมพันธ์กับทุกสิ่งที่เรารัก

“ยกตัวอย่างนะครับ คุณชอบรูปภาพหนึ่งมาก ทั้งที่รู้ว่ารูปนั้นไม่ได้รักคุณ กลับ ไม่มีพลังแห่งรักออกมาจากภาพนั้น แต่เราก็ยังรักรูปนั้นอยู่ดี แสดงให้เห็นว่า ภาพได้สะท้อนความรักที่คุณมีต่อมัน นี่เรียกว่าความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องการ

อะไรตอบแทน

“แต่ผมเข้าใจว่าเมื่อคุณหลงรักใครคนหนึ่งมากๆ แล้วเขาก็รักคุณกลับเช่นกัน แต่ถ้าเขาไม่ต้องการสถานะในความสัมพันธ์ก็อาจทําให้คุณเจ็บปวด สิ่งที่คุณต้องจําไว้ คือคุณสมควรอยู่กับคนที่มีใจและทุ่มพลังงานให้ความสัมพันธ์เช่นเดียวกับที่คุณหวัง เพราะฉะนั้นถ้าคนนั้นไม่ได้มีพลังงานเช่นเดียวกับคุณก็ควรปล่อยเขาไป เพราะ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะควบคุมให้ใครทําในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ

เพราะฉะนั้นควรเลือกคนที่รักเราตอบมากกว่าคนที่เรารักเขามากอยู่ฝ่ายเดียว

“ส่วนตัวผมคิดว่าใช่ครับ ผมอยากเปรียบเทียบความสัมพันธ์เหมือนกับการสร้างสวน ในความสัมพันธ์นอกจากแต่ละฝ่ายจะมีพื้นที่ของตัวเองแล้ว เรายังมีสวน ตั้งอยู่ตรงกลาง ถ้าใครคนนั้นไม่ช่วยคุณดูแลสวน เหลือเพียงคุณตัวคนเดียว สวนนั้น คงไม่ออกดอกผลงดงามเต็มที่ จึงเป็นเรื่องสําคัญที่จะหาคนที่อยากดูแลสวนตรงกลาง มากเท่ากับที่คุณอยากจะดูแล แต่สุดท้ายถ้าเขาไม่อยากดูแลสวนกับคุณอีกต่อไป ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักคุณ เขาแค่ไม่อยากดูแลสวนกับคุณเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นความรักกับสถานะความสัมพันธ์เป็นคนละเรื่องกัน

เมื่อความคาดหวังไม่ได้บรรจบกับความจริง มีวิธีจัดการความผิดหวังยังไงคะ

“ที่จริงความคาดหวังไม่ได้แย่เสมอไป มีทั้งด้านดีและเสีย อย่างในความสัมพันธ์ เราสร้างความคาดหวังที่เอลกับชีวิตคู่ได้ เช่น ผมคาดหวังให้คู่ชีวิตแสดงถึงความ เข้าใจและความรัก แต่โดยส่วนมากความคาดหวังมักสร้างความเจ็บปวดมากกว่าเพราะฉะนั้นหนทางที่จะต่อสู้กับความคาดหวังคือความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจ ในสิ่งที่มี เพราะเราได้อยู่กับความจริงตรงหน้า

“สมมติว่าผมคาดหวังให้คู่ชีวิตทําให้ผมมีความสุขตลอดเวลา นี่ไม่ใช่ความ คาดหวังที่ดี เพราะความสุขเป็นสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบให้เกิดขึ้นเอง คู่ชีวิตไม่มีหน้าที่สร้างความสุขให้คุณได้ตลอดเวลา แต่เขาสามารถสร้างความสุขร่วมกับคุณได้เพราะฉะนั้นต้องทําความเข้าใจก่อนว่าความคาดหวังเป็นเรื่องของฉัน

และมีเพียงแค่ฉันที่จะตอบสนองสิ่งนี้ต่อตัวเองได้ คนรักไม่ได้มีหน้าที่เติมเต็มความคาดหวัง เพราะถ้าหวังพึ่งเขาตลอด คุณคงจะพบแต่ความเจ็บปวด อย่างที่รู้ คู่ชีวิตไม่ได้ สร้างความสุขให้เราเสมอไป”

คุณมีทริคดูแลความสัมพันธ์กับภรรยาไหมคะ

(หัวเราะ) “สิ่งสําคัญคือคุณต้องรู้ว่าคุณถกเถียงกับคู่ชีวิตด้วยวิธีไหน ส่วนมาก เวลาที่เราทุ่มเถียงกันจะมีแนวโน้มว่าฉันต่อต้านคุณ ไม่ก็คุณต่อต้านฉัน เหมือน การก่อสงครามที่ต่างฝ่ายต่างต้องสู้กัน จากนั้นผลที่ตามมาจะมีแค่เมื่อคุณคุณจะเจ็บ และถ้าคุณวิ่งก็คือการหนีจากปัญหา ดังนั้นคุณต้องเป็นทีมเดียวกัน สิ่งสําคัญคือ ต้องรักษาความเคารพ งกันและกัน ผมคิดว่าเราควรปรับมุมมองใหม่เป็นว่าเรา ทุ่มเถียงกัน อย่างไร มากกว่าเราทุ่มเถียงกัน เรื่องอะไร

“เพราะทุก ๆ ความสัมพันธ์ต้องมีการถกเถียงกันสักวัน ไม่มีทางเลี่ยงได้ สิ่งสําคัญคือคุณจะรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลําบากอย่างไรต่างหาก ผมพยายาม อย่างมากที่จะเคารพความคิดเห็นของภรรยา (Kaushal Modha) เพราะบางที ผมคิดว่าผมถูก แต่เธอก็คิดว่าเธอถูก แล้วใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูก บางครั้งเราทั้งคู่ อาจจะถูกก็ได้นะ เพราะฉะนั้นการพูดคุยกันจึงสําคัญมาก มันเป็นการสร้างสะพาน เชื่อมระหว่างเราสองคน มีคําพูดหนึ่งเขียนไว้ว่า เมื่อหัวใจแยกออกจากกัน คุณ จะยิ่งตะโกนดังขึ้น ทุ่มเถียงดังขึ้น เพราะเราไม่ได้ยินกันและกัน แต่เมื่อหัวใจ ใกล้กัน คุณไม่ต้องตะโกน เพราะไม่ได้อยู่ไกลกันอีกต่อไป”

หากอยากพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น ต้องทําอย่างไรคะ 

“ทําสิ่งที่ต้องการจากคนรักให้ตัวเองก่อน จงเป็นคนนั้นด้วยตัวคุณเอง ทุกวันนี้ หลายคนพยายามตามหาคนที่ใช่ คนที่จะรักฉันอย่างสุดหัวใจ คนที่จะยอมรับ ทุกจุดบกพร่องในชีวิต คนที่คอยรับฟังและอดทนทุก ๆ การกระทําของฉัน แต่สิ่งที่ อยากถามกลับคือคุณทําสิ่งนี้ให้ตัวเองแล้วหรือยัง หากค่าตอบคือยัง ก็ต้องถาม ตัวเองว่าแล้วทําไมไม่ทําล่ะ จากนั้นคุณก็จะเริ่มคิดได้ว่าสิ่งที่คุณขาดคือการยอมรับข้อผิดพลาดในตัวเอง

“ส่วนมากมนุษย์ก้าวสู่ความสัมพันธ์โดยขาดความรักในตัวเองแล้วโหยหาจากคนอื่น แทนที่จะสร้างรักและความเชื่อมั่นให้ตัวเอง เรากลับท่าตัวเป็น People Pleasing (คนที่ชอบเอาใจคนอื่น) เพราะหวังให้เขาเติมเต็มบางอย่างในตัวเรา นี่จึง เป็นเหตุผลที่ Self-love สําคัญมากหากคุณยอมรับตัวเองได้ เมื่อได้เจอกับใครบางคน คุณจะยอมรับได้ในสิ่งที่ พวกเขาเป็น ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาต้องทําอะไรให้ เพราะคุณยอมรับในตัวเองได้แล้ว Matt Kahn นักเขียนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “People can only meet you, as deeply as they’ve met themselves.” คือยิ่งรู้จักตัวเองได้ลึกซึ้งเท่าไร คนอื่นก็จะรู้จักคุณได้ลึกซึ้งเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในชีวิตคู่ เมื่อก่อนผมเคย คิดว่ามีหนทางไหนที่ภรรยาจะทําให้ชีวิตผมดีขึ้นบ้าง (อย่าเข้าใจผิดนะครับ เธอทําให้ ชีวิตผมดีขึ้นทุกทางอยู่แล้ว) แต่เมื่อปรับมุมมองและถามตัวเองใหม่ว่าคุณจะทําให้ ตัวเองดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เมื่อเลิกโยนความคาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยนชีวิตเรา แล้ว หันมาเปลี่ยนชีวิตด้วยตัวเอง เมื่อนั้นความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้น”

ทุกความสัมพันริย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แม้จะรู้ แต่ยอมรับได้ยาก คุณมีค่าแนะน่าอย่างไรบ้างคะ

“การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้และทุกสิ่งต้องเปลี่ยนครับ ควรมอง มุมใหม่ คิดเสียว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่คุณต้องจดจําคือแม้จะเป็น คืนมืดมิดที่สุด ถึงอย่างไรแสงแดดก็จะปรากฏขึ้นในยามเช้า ในวันที่ชีวิตต้องเผชิญ กับเรื่องโหดร้ายที่สุด อย่างไรก็ต้องเจอกับแสงสว่างเข้าสักวัน เพราะฉะนั้นถึงแม้เรา จะพยายามเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงเพราะทําให้ไม่สบายใจ แต่ถ้าชีวิตไม่เปลี่ยน ไม่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลําบาก เราคงไม่เติบโตขึ้นในฐานะของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลง

จึงทรงพลังมาก

มีการเปลี่ยนแปลงไหนที่ทําใจยอมรับได้ยากไหมคะ

“หลายเรื่องเลยครับ เรื่องง่ายและใกล้ตัวที่สุดคือเวลาเข้าร้านอาหาร ผม มักสั่งเมนูเดิมเป็นประจํา ซึ่งภรรยาบอกเสมอว่าลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง ก็จริงอย่างที่ เธอว่า ถ้าติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆ จะไม่มีทางรู้ว่าตัวเองพลาดอะไรไปเลย อย่างผม มาหางานที่เมืองไทยครั้งนี้ ถ้าผมกินอาหารตะวันตกแบบที่ชอบ ไม่ลองอาหารไทย ผมคงไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารไทยอร่อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าเรายอมรับการเปลี่ยนแปลง ได้ เมื่อนั้นอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้”

หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่โหดร้าย เช่น สูญเสียครอบครัว เพื่อน หรือ คนที่เรารัก คุณมีวิธีรับมืออย่างไรคะ

“สิ่งสําคัญที่สุดที่ผมพูดเสมอคือรับรู้ถึงความโศกเศร้าเสียใจนั้นไว้ ไม่เป็นไรเลย ที่จะรู้สึกเศร้า เพราะเราก็เป็นมนุษย์ แน่นอนว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกที่คุณกําลัง เผชิญอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพยายามมองโลกในแง่บวก ถ้าเพื่อนคุณหรือคนใกล้ตัว อยู่ในภาวะที่เขากําลังสูญเสียใครไป ไม่ต้องปลอบใจเขาว่าไม่เป็นไรหรอก พยายาม มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เพราะไม่ช่วยอะไร มีแต่จะทําให้เขาทุกข์เพิ่มขึ้น คุณควรเป็น ที่พักพิงให้เขาสบายใจ แค่พูดว่าเสียใจด้วยนะกับการสูญเสีย และให้เวลาเขาอยู่ กับตัวเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สําคัญมากครับ พยายามทําดีกับตัวเองไว้ อยู่ในพื้นที่ที คุณสบายใจ หรือถ้าเกินทนไหว ระบายมันออกมาได้

“ไม่แน่ว่าในช่วงเวลานั้นคุณอาจนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองได้สร้างความทรงจําทีดีให้กับคนที่จากไปมากแค่ไหน”

VEX KIN

บลูพอร์ต เนรมิตคริสต์มาสกลางหัวหิน เปิดไฟต้นคริสต์มาส พร้อม Christmas Village

บลูพอร์ต หัวหิน เปิดฤดูกาลแห่งความสุขด้วยงานเฉลิมฉลองคริสต์มาส พร้อมพิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาส ประจำปี 2568 สัญลักษณ์แห่งฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของหัวหิน โดยปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้นในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของบลูพอร์ต หัวหิน สะท้อนบทบาทของการเป็น Lifestyle Destination ที่ร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

บลูพอร์ต เนรมิตคริสต์มาสกลางหัวหิน เปิดไฟต้นคริสต์มาส พร้อม Christmas Village

งานในปีนี้ได้เนรมิตบรรยากาศอบอุ่นและงดงามยิ่งกว่าเคย ในธีม “Christmas Village หมู่บ้านคริสต์มาสแสนอบอุ่นกลางหัวหิน” ทำให้บริเวณลานด้านหน้ากลายเป็นแลนด์มาร์กถ่ายภาพและจุดเช็กอินประจำเทศกาลที่ทุกคนต้องมาเยือน พร้อมการแสดง “Christmas Show” และโชว์สุดพิเศษจากแขกรับเชิญ ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ที่มาร่วมมอบความสุข ณ ลานเดอะ สแควร์ บลูพอร์ต หัวหิน

บรรยากาศในงานเฉลิมฉลองเป็นไปอย่างคึกคัก โดย นางสาววจี กลมเกลี้ยง กรรมการผู้จัดการ บลูพอร์ต หัวหิน นำทีมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงาน โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน ขึ้นกล่าวอวยพร และร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญครั้งนี้

ร่วมด้วยผู้แทนจากองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ คุณนพพร บุญลาโภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), คุณธนกร อนันต์ประกฤติ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจขายปลีกน้ำมัน บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณอินธิอร จิรพรดีศร ผู้จัดการอาวุโสด้านการบริหารแบรนด์ Evian

และไฮไลต์ในงานพิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาส ประจำปี 2568 จะได้ร่วมตื่นตาตื่นใจไปกับต้นคริสต์มาสประดับไฟสีสันสดใสจากบรรดาพันธมิตร อาทิ บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ Evian พร้อมโชว์พิเศษจาก ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมพิเศษ, จุดถ่ายรูป, ตัวตลกโบโซ่ & คณะคาร์นิวัล และหิมะจำลองให้ถ่ายรูปสวย ๆ เก็บความประทับใจกันทุกศุกร์-อาทิตย์ รอบ 18:00–18:20 น. และ 20:00–20:20 น. อีกด้วย

นางสาววจี กลมเกลี้ยง กรรมการผู้จัดการ บลูพอร์ต หัวหิน เผยว่า “ปีนี้เราอยากให้บลูพอร์ตเป็น “แลนด์มาร์กแห่งความสุข” ของหัวหินในช่วงปลายปี เราออกแบบต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่และตกแต่งพื้นที่ด้านหน้าให้สวยงาม เหมาะกับการถ่ายรูปและสร้างความทรงจําร่วมกันของครอบครัวและ นักท่องเที่ยว ซึ่งทําต่อเนื่องทุกปี และตั้งใจให้ทุกคนรู้สึกถึงบรรยากาศของเทศกาลตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา”

ผู้บริหารฯ เผยต่ออีกว่า “ตลอด 10 ปีทีผ่านมา เรามีการปรับปรุงหลายส่วนทั้งการเพิ่มร้านค้าใหม่ๆ และพัฒนาพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวภายในศูนย์ เพื่อให้บลูพอร์ตตอบโจทย์ผู้มาเยือนทุกกลุ่มมากขึ้นค่ะ และในปีต่อๆ ไป เราจะเดินหน้าพัฒนาพื้นทีให้เป็นจุดหมายด้านช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมสําหรับครอบครัวอย่างครบวงจร ให้ทุกไลฟ์สไตล์สามารถใช้เวลาที่นี่ ได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะมาเดินเล่น ช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร หรือทํากิจกรรมร่วมกัน ทังยังช่วยกระตุ้นให้คนใช้เวลาที่บลูพอร์ตนานขึ้นอีกด้วย”

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บลูพอร์ต หัวหิน ได้ร่วมทำงานกับพันธมิตรมากมาย ทั้งภาครัฐ เอกชน โรงแรม ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชุมชน เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว งานเทศกาลระดับเมือง พื้นที่สำหรับครอบครัว กีฬา ไลฟ์สไตล์ และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับให้หัวหินเป็นจุดหมายปลายทางที่ครบครันสำหรับคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ในปี 2025–2026 บลูพอร์ต หัวหิน ยังคงเดินหน้าพัฒนา เปิดตัวร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวใหม่หลากหลายประเภท ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็น HarborLand สวนสนุกในร่มที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากเด็กและครอบครัว, Sportsworld ร้านค้าปลีกรวมสินค้ากีฬาแบรนด์ดัง, สวนพฤกษาภิรมย์ (Art Botanic Garden) พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ของเมืองหัวหิน ที่ผสานบรรยากาศธรรมชาติของต้นไม้ใหญ่เข้ากับงานศิลปะภาพเขียนบนกำแพงขนาดใหญ่ (Mural Art) และประติมากรรมกลางสวน พร้อมคาเฟ่และโซน Pet Friendly ให้ทุกคนและทุกครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเพลิดเพลิน มุ่งหวังให้เป็นจุดเช็คอินใหม่ของนักท่องเที่ยวและชาวหัวหิน เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็น Lifestyle Destination ที่ครบกว่าเดิม

รวมไปถึง Museo Auto Classica พิพิธภัณฑ์รถคลาสสิกและศิลปะ ที่รวบรวมรถหายากและผลงานศิลป์อันทรงคุณค่าไว้ในพื้นที่เดียวกัน เตรียมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนมกราคม 2569 เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ที่ชื่นชอบยานยนต์และศิลปะ

ผู้บริหารฯ เผยทิ้งท้ายว่า “บลูพอร์ตเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวของหัวหิน ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมปลายปีอย่างงานเทศกาลคริสต์มาสต์ปีใหม่ งานเทศกาลประจําปีต่างๆ หรือการร่วมมือกับโรงแรม ผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เมืองคึกคัก มีทางเลือกในการพักผ่อนและใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งมีส่วนสําคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของเมือง ในช่วงไฮซีซันอย่างชัดเจน”

บลูพอร์ต หัวหิน ในวันนี้จึงเป็นมากกว่าศูนย์การค้า แต่เป็นปลายทางด้านการท่องเที่ยว–ช้อปปิ้ง–ไลฟ์สไตล์ ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนหัวหิน และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับชาวหัวหินและนักท่องเที่ยว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกเจเนอเรชัน ทุกไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำบทบาทการเป็น “Lifestyle Destination” อย่างสมบูรณ์


"กาเหว่าที่บางเพลง The New Musical"

จากวรรณกรรมระดับตำนานสู่ “กาเหว่าที่บางเพลง The New Musical”

ถือเป็นการปลุกวรรณกรรมไซไฟระดับตำนาน  “กาเหว่าที่บางเพลง”  ของ พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ให้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง สำหรับ “กาเหว่าที่บางเพลง”  The New Musical โดยคณะละครมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BU Theatre Company) ที่หยิบยกวรรณกรรมดังที่นำเรื่องราว “สิ่งแปลกปลอมนอกโลก” มาตั้งคำถามกับสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้ง โดยเมื่อวันที่  23 ธันวาคม 2568 ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์  ได้มีการจัดงาน GALA NIGHT ซึ่งมีแขกผู้มีเกียรติทั้งจากภาครัฐบาล เอกชน สถาบันการศึกษา และ ศิลปินแห่งชาติ  เข้าร่วมชมการแสดงอย่างคับคั่ง

โดยก่อนเริ่มการแสดงมีการเสวนาพิเศษหัวข้อ “ประดิษฐกรรมความเป็นไทยในวรรณกรรมของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และเส้นทางละครเวทีไทยสู่มาตรฐานโลก” โดยการเสวนาครั้งนี้ เปิดมุมมองที่หลากหลายผ่านบทสนทนาจากนักคิดและศิลปินระดับชาติและนานาชาติ เช่น คุณถกลเกียรติ  วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทวี สุรฤทธิกุล ผู้แทนจากสถาบันคึกฤทธิ์ เลขานุการ  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ,ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล นักเล่าเรื่อง ผู้กำกับภาพยนตร์ เจ้าของบริษัท FukDuk Production  และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พรรณศักดิ์ สุขี หัวหน้าภาควิชาศิลปะการแสดง ผู้อำนวยการศิลป์ คณะละครมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ขยายคุณค่าและความหมายของ “ความเป็นไทย” (Thainess)” ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ผ่านมิติของวรรณกรรม ศิลปะการแสดง และ Soft Power ของประเทศไทย ในฐานะพลังสร้างสรรค์ที่หล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอัตลักษณ์ชาติสู่เวทีโลกอย่างมีคุณค่าและเท่าทันอนาคต

“จากวรรณกรรมอมตะ สู่พื้นที่ที่มนุษย์จะเปิดใจให้กันและกันอีกครั้ง” วรรณกรรมคลาสสิก “กาเหว่าที่บางเพลง” ของ พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับยุคของคนรุ่นใหม่—ยุคที่ความเร็วของเทคโนโลยีมักทำให้เรา “ห่างจากหัวใจตัวเองไปทีละนิด” ภายใต้แนวคิด Creative Sustainability ซึ่งเป็น DNA หลักของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มุ่งมั่นในการนำศิลปะของการสื่อสารการละครและสื่อร่วมสมัยมาทอเข้าด้วยกันอย่างงดงาม โดยตั้งคำถามกับผู้ชมว่า “เราจะอยู่ร่วมกับความแตกต่าง—ด้วยความเมตตาและความเข้าใจ—ได้อย่างไรในโลกหลัง AI?” เรื่องราวความรัก ความศรัทธา ความกลัว และความเป็นมนุษย์ ถูกถ่ายทอดผ่านเสียงเพลง ฉาก และการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ ที่ชวนให้ผู้ชมทั้งรู้สึก และกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง

สำหรับ “กาเหว่าที่บางเพลง The New Musical” เปิดการแสดงเป็นรอบสุดท้ายในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ณ เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ รวมทั้งสิ้น 7 รอบการแสดง บัตรราคา 800 / 1,000 / 1,200 / 1,500 บาท สามารถซื้อบัตรและดูรายละเอียดรอบการแสดงได้แล้ววันนี้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม รายละเอียดการแสดง และกิจกรรมเบื้องหลังได้ที่ช่องทางประชาสัมพันธ์ของคณะละครมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาควิชาศิลปะการแสดง (BU Theatre) คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BUCA) และเครือข่ายพันธมิตร

#กาเหว่าที่บางเพลงTheNewMusical

#BUTHEATRExRACHADALAI

#CreativeSustainability

#SoftPowerThailand

#BUCA #BangkokUniversity

Blue Moon

Blue Moon เสิร์ฟความอร่อยระดับตำนานในคอนเซ็ปต์ Tapas Bar

There and back again

ครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางของโฟรโด้กับแซม แต่เป็นเรื่องราวของเพื่อนกลุ่มหนึ่งนำโดย เบญญา นันทขว้าง ที่รวมตัวกันเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลากว่า 38 ปีมาแล้ว

นั่นคือ Blue’s Bar ในปี 1988 ร้านที่ตั้งชื่อตามเรื่องราวของ “พระจันทร์สีน้ำเงิน” อันเป็นบทประพันธ์อิงชีวิตจริงของ วงศ์เมือง นันทขว้างผู้เป็นพี่ชาย โดยสุวรรณี สุคนธา และในยุคนั้นคนเก๋ๆ ในวงการแฟชั่น-โฆษณา จะต้องรู้จักกลุ่มผับในย่านสารสิน-หลังสวนกันอย่างดี ใครไม่มาเป็นตกเทรนด์

จากความฮิตแน่นตรึมของ Blue’s Bar จึงมีภาคต่อเป็น Red Bar และ White Café ตามลำดับจนได้ชื่อว่ากลุ่มร้านสามสี ต่อมาในห้วงแห่งการเปลี่ยนแปลงศตวรรษใหม่ ยุคบูมของการตลาดแบบ below the line กลุ่มนี้ก็ได้ใช้โอกาสนั้น ผันตัวหลบไปทำงานหลังฉากในรูปของบริษัท Concept Catering ในนามของ White Café Catering เปิดศักราชของการผสานอาหารเข้ากับคอนเซ็ปต์ของอิเวนต์ โดยออกแบบคิดค้นให้อาหารและเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญในการขับประกายส่องแสงให้ theme ของงาน ไม่ว่าจะเป็นสีสัน รูปแบบ หรือการนำเสนอ

ด้วยเชื่อมือในประสบการณ์จากการทำอิเวนต์เจาะกลุ่ม exclusive นับพันครั้ง สยามพารากอนจึงชักชวน White Café ให้ล็อคคิวจากคนเบื้องหลังที่รู้จักกันดีในกลุ่มออกาไนเซอร์ ออกมาทำงานเบื้องหน้า โดยผนึกกำลังกับกลุ่มนักสะสมเครื่องดื่มรายใหญ่ เปิดป๊อบอัพโปรเจ็คในชื่อ Blue Moon โซน Eatelier ชั้น 4 ของสยามพารากอน  เสิร์ฟทาปาสไทย-เทศ กับเครื่องดื่มระดับโลกที่นักสะสมถวิลหาจนถึงกลางปีนี้

Blue Moon

อาหารแนะนำ 

แน่นอนจะต้องมีอาหารที่เป็นตำนานสร้างบริษัท signature dish ของ  Blue’s Bar สารสินมาในงานนี้ด้วย นั่นคือ “ข้าวผัดปลาทู” อาหารแบบกินได้ทุกเพศทุกวัยที่มีต้นกำเนิดแสนเรียบง่ายนั่นคือ เจ้าของร้านชอบกินข้าวสวยร้อนๆ คลุกปลาทูใส่น้ำปลาแบบแม่ทำให้กินตอนเด็ก แต่…ขี้เกียจแกะ ก็เลยเกิดไอเดียว่า งั้นให้ครัวแกะเอามาทำเป็นข้าวผัดเลยดีกว่า คาดไม่ถึง อาหารที่ดูธรรมดาจานนี้ กลับได้รับความนิยมจนแพร่พันธุ์ไปทั่วประเทศ แต่ของแท้ออริจินั้น จะต้องเอาปลาทูตัวอ้วนผิวสีเงินวาววับ มาทอดเสียก่อนแล้วแกะเอาแต่เนื้อ เวลาจะผัดข้าวต้องคั่วอีกครั้งจนหอมฟุ้งเและปรุงรสแค่น้ำปลาชั้นเลิศเท่านั้น จบเลย

Blue Moon

“ไส้อั่ว” ของคนในตระกูลนันทขว้างจากลำพูนก็ไม่ธรรมดา เพราะเราพิถีพิถัน ค่อยๆ หั่นมันหมูให้เป็นลูกเต๋าขนาดจิ๋ว ไม่ใช้เครื่องบดไฟฟ้า เมื่อผสมลงไป ไส้อั่วถูกย่างเจอความร้อนจึงได้สัมผัสชุ่มฉ่ำ และขั้นตอนย่างก็ไม่ใช่แค่ย่างถ่าน แต่เรายังได้ทริกมาจากภูมิปัญญาแปดริ้ว ท่านว่าให้รมควันด้วยกากมะพร้าวที่ได้จากการคั้นกะทิ ไส้อั่วจึงมีกลิ่นรสที่หอมล้ำกว่าย่างถ่านธรรมดา กินคู่กับน้ำพริกหนุ่มผักลวกตามธรรมเนียม หรือถ้าเบื่อ ก็สามารถสั่งเป็นสปาเก็ตตี้ผัดไส้อั่วได้ ส่วนสายเนื้อ ขอแนะนำของหากินยาก “ลิ้นแดดเดียว” นุ่มและกรอบที่ยิ่งสนุกมากขึ้น เมื่อปะทะรสกับแจ่วมะเขือปลาร้ามาเป็นตัว

Blue Moon

ข้างฝั่งอาหารเทศ house special จานที่เป็นการผสานวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น คือ “กระทงทองโฮตาเตะ” ที่ใช้หอยเกรดซาชิมิจากญี่ปุ่น ปรุงรสด้วยโชยุ มิริน และน้ำมันงา ท็อปให้กรี๊ดขึ้นด้วยไข่ปลาซัลมอน ได้รสความกรอบ หวานหอมและเค็มมันในคำเดียว

Blue Moon

จากญี่ปุ่นข้ามไปสเปน Figatell in Tomato Sauce เป็นจานที่ได้แรงบันดาลใจจากไส้กรอกชนิดมีทบอลของแคว้นวาเลนเซียแห่งสเปน ที่นั่นเขาใช้เนื้อผสมหมู ปรุงรสแล้วพิเศษตรงต้องห่อด้วยมันร่างแหเสียก่อนจะย่าง ในเมืองไทย มันชนิดนี้จะต้องสั่งพิเศษไม่มีวางขายทั่วไป เมื่อครั้งที่เวลายังหมุนช้า เชฟจากโลกเก่าจะใช้มันร่างแหนี้ห่ออาหารที่ต้องการรักษาความชุ่มชื้นเวลาปรุง เช่นหอยจ๊อ หรือเผือกในบ๊ะจ่าง เพราะเยื่อบางๆ ของมัน จะซึมละลายให้ความชุ่มชื้นอย่างทั่วถึง อันเป็นความละเมียดละไมที่ปัจจุบันถูกข้ามไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากนั้น Figatell ของเรายังเสิร์ฟกับซอสมะเขือเทศโฮมเมด และ Parsley Oil น้ำมันหอมสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นในค่ำคืนหนึ่งจากครัวของ White Café ทำด้วยExtra Virgin Olive Oil และพาร์สลีย์สดกับเครื่องเทศ เป็นเครื่องชูรสที่เรียกว่าช่วยส่ง after taste ให้ประทับใจยิ่งขึ้นและเหมาะกับไวน์แดงที่สุด  เราภูมิใจในน้ำมันนี้มากจนต้องนำมาใช้กับอาหารเด่นอีกจาน คือ Grilled Octopus  หนวดหมึกยักษ์ย่างน้ำมันมะกอก ความกรุบของปลาหมึกเมื่อกินกับน้ำมันหอมๆ และ Aioli อย่างธรรมเนียมทาปาสบาร์ของเมืองกระทิงดุ เป็นรสชาติที่ต้องลิ้มลอง

Blue Moon

อ่านมาถึงตรงนี้ คงพอจะเดาอายุ food director ของกลุ่มกันได้แล้ว เลยจะขอนำเสนออาหารจากอดีตที่รู้จักกันดีในยุค 70’s นั่นคือ corned beef โดยเฉพาะของ อสร.อันลือลั่น ถือเป็นของโก้มากในสมัยหนึ่ง และเราได้รื้อฟื้นตำรา มาพลิกแพลงนำเสนอให้คนรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองของดี

คำว่า corned หลายคนคงสงสัย เอ๊ะ ข้าวโพดมายังไง corn ในที่นี้หมายถึง ลักษณะนามของเกลือชนิดเม็ด ฝรั่งเรียก เม็ดเกลือทะเลใหญ่ๆ ว่า corns of salt เมื่อนำเนื้อมาบ่มในน้ำเกลือ จึงได้ชื่อว่า corned beef ซึ่งจะต้องคัดเลือกใช้เนื้อส่วนพื้นท้องที่ตุ๋นแล้วคงความเป็นเส้นสวยงามเท่านั้น ใช้เนื้อนี้บ่มเย็นในนำเกลือผสมเครื่องเทศนานห้าวัน จึงเคี่ยวไฟอ่อนๆ กับสมุนไพรให้เปื่อยนุ่มหอม ที่ Blue Moon เราเสิร์ฟคอร์นบีฟสองแบบ คือแบบกินเล่น ผสมซาวร์เคราท์ เป็นก้อนแล้วชุบแป้งทอด กับแบบไทย คือข้าวผัดคอร์นบีฟ เพิ่มความเผ็ดหอมด้วยพริกขี้หนูสวนหอมแดงซอย บีบมะนาวปรี๊ดให้ถูกปากคนไทย

Blue Moon

ข้างฝ่ายเครื่องดื่มก็ไม่ธรรมดา เรามี Apple Green Tea ชื่อง่ายๆ แต่วิธีทำซับซ้อน เพราะทำจากแอปเปิ้ลเขียวสดๆ คั้นด้วยเครื่อง cold pressed แล้วผสมลงในชาแอปเปิ้ล cold brew เรียกว่าทั้งคั้นเย็นและชงเย็นกันเลยทีเดียว  สายหวานน้ำส้ม เราเลือกเสิร์ฟน้ำส้มมะปี๊ดหรือ Kumquat จากจันทบุรี ผสมน้ำผึ้งโซดา จนได้ความหอมที่เหนือชั้นกว่าน้ำส้มทั่วไป และหากใครชอบกลิ่นและรสของพีช ต้องลอง Peach Rose Sparkling ที่อัพความหอมให้เข้มด้วย rose tea elixir สูตรพิเศษจาก Dilmah

Blue Moon

เล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อจะบอกว่า ไหนๆ จะกลับมาเปิดร้านกันทั้งที ก็ย่อมต้องใช้ประสบการณ์อันยาวนานกลั่นกรองนำเอาทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ที่ผ่านการคิดมาอย่างดีภายใต้คอนเซ็ปต์ Tapas Bar มานำเสนอ เมื่อคนหลังฉากอย่างพวกเราได้เวลาออกโรงอีกครั้ง


แสนสิริ

เจาะลึก ‘แสนสิริ’ ผู้นำอสังหาฯ ที่ไม่เคยหยุดปรับตัวเพื่อส่งมอบ ‘ทุกวัน ชีวิตดี’ ให้ทุกคน

หากกวาดตามองภูมิทัศน์ของโลกธุรกิจในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางความผันผวน
อย่างที่สุด ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงและคาดเดาได้ยาก ไปจนถึง พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนตั้งคำถามว่าที่อยู่อาศัยยังเป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นที่สุดอยู่หรือไม่ หรือคนรุ่นใหม่มองหาประสบการณ์การใช้ชีวิตมากกว่าการครอบครองสินทรัพย์ ขนาดใหญ่

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ “แสนสิริ” พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการยืนหยัดอย่างมั่นคง ในฐานะผู้นำคือผลลัพธ์ของการตกผลึกทางประสบการณ์ การอ่านเกมที่ขาด และความกล้าที่จะปรับตัว ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา แบรนด์อสังหาริมทรัพย์โลโก้สีน้ำเงินแห่งนี้ ได้ก้าวข้ามวิกฤตใหญ่ มานับครั้งไม่ถ้วน พร้อมกับสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการเสมอ  

แสนสิริ

สิ่งที่น่าสนใจคือภายใต้ความท้าทายรอบด้าน แสนสิริยังคงรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจไว้ได้อย่างโดดเด่น ตัวเลขผลประกอบการยืนยันความแข็งแกร่งได้ชัดเจน กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกของปี 2568 แสนสิริทำได้ 3,029 ล้านบาท ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยไทย ขณะที่ยอดขาย 11 เดือนอยู่ที่ 47,700 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่หลายฝ่ายยอมรับว่าไม่ง่าย

แสนสิริ

ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ กระจายความเสี่ยงและการมองหาโอกาสใหม่ๆ โดยแสนสิริมีธุรกิจครอบคลุมทั้งธุรกิจโรงแรม การถือหุ้นหลักใน พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ดูแลบริหารจัดการโครงการอันดับต้นๆ ของประเทศ ไปจนถึงการ รุกตลาดรับสร้างบ้านภายใต้ชื่อ ต้นแบบ Crafted by Sansiri เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีที่ดินของตัวเอง และ ต้องการคุณภาพมาตรฐานแสนสิริ”

นับเป็นการอ่านเกมที่เฉียบขาดในการดึง Real Demand ออกมาจากตลาดที่หลายคนมองข้ามมาพร้อมกับ One Stop Service Solution ที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมก่อสร้างบ้าน เริ่มจากการดีไซน์ การผลิต
การจัดส่ง การก่อสร้าง โดยทุกขั้นตอนมีมาตรฐานที่ชัดเจน รวมทั้งความพร้อมของโรงงานพรีคาสท์ที่มีกำลังการผลิตที่ได้มาตรฐานพร้อมส่งไปได้ในทุกจังหวัด  

แสนสิริ

เบื้องหลังการขับเคลื่อนองค์กรขนาดใหญ่ให้มีความคล่องตัวสูงเช่นนี้ มาจาก DNA ของคนแสนสิริที่ถูก ปลูกฝังจนเข้มข้น ทั้งเรื่อง Speed to Market ความรวดเร็วในการรุกตลาด, Attention to Detail ความใส่ใจในทุกรายละเอียด, Ownership ความรู้สึกเป็นเจ้าของที่พร้อมรับผิดชอบ และ Good Citizen การเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม สิ่งเหล่านี้หลอมรวมให้แสนสิริมีรากฐานที่มั่นคง โดยยึดมั่นในการดูแล 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม เพื่อให้ระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมดเติบโต ไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน”

เมื่อรากฐานทางธุรกิจแข็งแกร่ง แสนสิริจึงสามารถทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยอย่างเต็มศักยภาพ โดยขับเคลื่อนผ่านทีมวิศวกร สถาปนิก นักออกแบบ ทีมการตลาดที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับ การวิจัยความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า มุ่งมั่นใจการส่งมอบโครงการคุณภาพ สังคมการอยู่อาศัยที่อบอุ่น ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าด้วยการบริการหลังการขายที่พร้อมดูแลอย่างไม่สิ้นสุด

แสนสิริ

เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ทำให้แสนสิริเป็นแบรนด์ ที่ผู้บริโภครักและเชื่อถือ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องดีไซน์ หรือตัวเลข กำไร แต่คือ “หัวใจ” ของการดูแลที่พิสูจน์แล้ว ผ่านการกระทำ เมื่อพูดถึงการดูแลลูกค้า แสนสิริพิสูจน์ ตัวเองมาหลายครั้งในช่วงวิกฤต ทั้งเหตุการณ์ น้ำท่วมใหญ่ โควิด และแผ่นดินไหว ทีมงานเข้าไปดูแล ลูกบ้าน ทันทีโดยไม่รอให้ร้องขอ สร้าง Brand Love ที่ทำให้ลูกค้าบอกต่อ ซึ่งแนวคิดความรับผิดชอบนี้ ไม่ได้ จำกัดวงอยู่แค่รั้วโครงการ แต่ขยายวงกว้างออกไปสู่สังคมในฐานะ Good Citizen

อย่างการที่แสนสิริส่งมอบบังเกอร์พรีคาสท์ ให้ชุมชนชายแดนไทยที่ได้รับผลกระทบ จากความไม่สงบ รวมถึงบทบาทในการสร้างความเท่าเทียมผ่านโครงการ Zero Dropout และการระดมทุน เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาจากพนักงาน  จะถูกนำไปใช้ในการจัดเตรียมสิ่งของ จำเป็นและส่งต่อไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบผ่านมูลนิธิอีจัน ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าแสนสิริจริงจัง กับการลดความเหลื่อมล้ำและดูแลสังคมในทุกมิติ

แสนสิริ

ควบคู่ไปกับการเปิดตัวแบรนด์แคมเปญแห่งปี “Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี” ถ่ายทอดปรัชญาการสร้างบ้านที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ทุกคน ผ่าน 4 แกนหลักคือไทม์เลสดีไซน์ คุณภาพและบริการ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด คอมมูนิตี้การอยู่อาศัยที่ดี และความยั่งยืน แคมเปญนี้มาพร้อม 12 Brand Films ถ่ายทำแบบ Cinematic ในโทนขาวดำที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ เน้นการสื่อสารให้เห็นว่าชีวิตที่ดีเริ่มจากที่บ้านและ แสนสิริพร้อมสร้างความสุขในทุกมิติของชีวิตให้กับทุกคนในทุกวัน

แสนสิริ

การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ดำเนินไปพร้อมกับพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป้าหมาย Net-Zero ในปี 2050 ซึ่งความมุ่งมั่นทุ่มเททั้งในมิติของธุรกิจและความยั่งยืนได้รับการการันตีผ่านรางวัลและการยอมรับจากองค์กรระดับสากล เริ่มตั้งแต่การได้รับการจัดอันดับใน 2025 Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยยืนหยัดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยของไทย ควบคู่ไปกับการคว้ารางวัลจากในและต่างประเทศรวมกว่า 50 รางวัล  

แม้หลายคนยังตั้งคำถามว่าที่อยู่อาศัยยังเป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นที่สุดอยู่หรือไม่? แต่ความจริงแล้ว บ้าน” ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต และเป็นพื้นที่เดียวที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตและประสบการณ์ที่คนรุ่นใหม่มองหา

แสนสิริ

อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาฯ ยังคงเผชิญความท้าทาย ทั้งด้านดอกเบี้ยและกำลังซื้อ การปรับตัวของธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตา ซึ่งแสนสิริได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้เล่นที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด เมื่อผนวกกับรากฐานที่แข็งแกร่งและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เชื่อได้ว่าแสนสิริจะยังคงเป็นเบอร์หนึ่งที่ครองใจผู้บริโภค และพร้อมส่งมอบ ชีวิตดีๆ ให้กับทุกคนต่อไป (ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก https://siri.ly/H1YVmgC)


Max Mara เฉลิมฉลอง 20 ปี Face of the Future Award

Max Mara เฉลิมฉลอง 20 ปี WIF Max Mara Face of the Future Award® พร้อมยกย่อง Maude Apatow ในฐานะผู้รับรางวัลปี 2025

Max Mara จัดงานค็อกเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ โรงแรม Chateau Marmont ใจกลางลอสแอนเจลิส เพื่อเฉลิมฉลองให้กับนักแสดงสาว Maude Apatow ในฐานะผู้รับรางวัล WIF Max Mara Face of the Future Award® ประจำปี 2025 ซึ่งในปีนี้ยังนับเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของรางวัลอันทรงเกียรติที่ยกย่องผู้หญิงผู้ทรงอิทธิพลในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์

งานเฉลิมฉลองจัดขึ้นโดย Maria Giulia Prezioso Maramotti หลานสาวของผู้ก่อตั้งแบรนด์และหนึ่งในคณะกรรมการของ Max Mara Fashion Group ท่ามกลางบรรยากาศดนตรีจาก DJ Mia Moretti โดยมีแขกคนดังจากวงการบันเทิงและแฟชั่นเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ Kate Hudson, Naomi Watts, Sarah Paulson, Chriselle Lim และอีกมากมาย

Maude Apatow ได้รับการยกย่องในฐานะนักแสดง โปรดิวเซอร์ และศิลปินรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ สามารถถ่ายทอดตัวตนผ่านงานแสดง การเขียนบท และการอำนวยการสร้างได้อย่างโดดเด่น โดยเธอเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการในงาน 2025 WIF Honors ณ โรงแรม The Beverly Hilton

รางวัล WIF Max Mara Face of the Future Award® ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 เพื่อยกย่องนักแสดงหญิงที่อยู่ในช่วงสำคัญของเส้นทางอาชีพ และสะท้อนถึงความเป็นเลิศทางศิลปะควบคู่กับความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รางวัลนี้ได้เชิดชูผู้หญิงมากความสามารถมาแล้วมากมาย และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของพลัง ความสง่างาม และวิสัยทัศน์ของผู้หญิงในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างแท้จริง


SHEEP รวมจักรวาลแฟนด้อม ในงาน Carry the “Celeb” ration อบอวลความสุขและรอยยิ้ม

นับเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่ตอกย้ำพลังของแบรนด์ SHEEP ได้อย่างชัดเจน กับการกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความคึกคักแบบห้างแทบแตกอีกครั้ง ในงาน Carry the “Celeb” ration ที่รวมทุกพลังแฟนด้อมไว้ในที่เดียว ทั้งแฟนคลับแห่งจักรวาล GL ของ ฟรีน–เบ็คกี้ และแฟนคลับของ พั้นรักแมว ที่พร้อมใจกันมาส่งกำลังใจ สร้างบรรยากาศอบอุ่น สดใส และอบอวลไปด้วยโทนสีชมพูตลอดทั้งงาน ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

ความสนุกเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกของงาน เมื่อ มุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ นางเอกสาวยืนหนึ่ง ขึ้นร้องเพลง Santa Tell Me เปิดเวทีเฉลิมฉลองส่งท้ายปี ภายใต้แนวคิด Carry the “Celeb” ration ที่ SHEEP ต้องการสื่อสารว่าแบรนด์อยู่กับทุกโมเมนต์แห่งการเฉลิมฉลอง และช่วยเติมเต็มความมั่นใจให้ทุกคนพกพาความเป็นเซเลบไปได้ในทุกที่

ภายในงานยังมีการเปิดตัว Collection Presenter คนล่าสุดอย่าง พั้นรักแมว อินฟลูเอนเซอร์ขวัญใจโซเชียล พร้อมเผยโฉมคอลเลกชันพิเศษ SHEEP X Monchhichi : The Celebration – Limited Edition อย่างเป็นทางการ โดยมี อภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ Founder & CEO บริษัท ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด ร่วมเปิดงาน ถ่ายทอดแรงบันดาลใจของลายเคสดีไซน์สุดเก๋ ที่หยิบเสน่ห์และความน่ารักของ Monchhichi มาตีความใหม่ในสไตล์ SHEEP ภายใต้คอนเซ็ปต์แห่งการเฉลิมฉลอง มีให้เลือก 2 ลาย 2 โทนสีหลัก ทอง–ชมพู พร้อมอุปกรณ์เสริมครบไลน์ ไม่ว่าจะเป็น SHEEP Phone Wallet, SHEEP Phone Grip และ SHEEP Phone Charm

นอกจากนี้ พั้นรักแมว ยังร่วมถ่ายทอดนิยามความเป็น Celeb ผ่านแต่ละลุคที่ถ่ายทำร่วมกับแบรนด์ และร่วมกิจกรรม TikTok Celebration 3 Look Challenge พลังความน่ารักที่เรียกเสียงปรบมือและยอดไลก์จากแฟนคลับได้อย่างล้นหลาม ขณะเดียวกัน ภายในงานยังเปิดตัว AppleSheep Store สาขาใหม่ ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Multi-Store พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ชวนให้ทุกคนเข้ามาเอ็นจอยได้อย่างอิสระ

ไฮไลต์พิเศษที่ทำให้บรรยากาศพีคสุด ๆ คือการปรากฏตัวของสองสาวขวัญใจแฟนด้อม GL อย่าง ฟรีน สโรชา จันทร์กิมฮะ และ เบ็คกี้ รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยขบวนดุริยางค์ นั่งรถรางเคลื่อนผ่านแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจกันแน่นพื้นที่ ก่อนขึ้นเวทีร่วมกิจกรรมเลือกอุปกรณ์ตกแต่งเคส SHEEP ให้กันและกัน ในสไตล์ที่สะท้อนตัวตนของแต่ละคน พร้อมเลือกพร็อพดีไซน์ลุคถ่ายภาพ และโชว์ท่าเซลฟี่กับเคส Monchhichi ในโมเมนต์สุดคิวต์

ปิดท้ายความสนุกด้วย TikTok Challenge ภารกิจ “ฟรีน–เบ็คกี้การละคร” และ “ฟรีน–เบ็คกี้การเต้น” ที่ทั้งสองสาวปล่อยเสน่ห์กันแบบจัดเต็ม ครบรสทั้งความหวาน ความน่ารัก และเสียงกรี๊ดที่ดังสนั่นห้าง เพียงแค่สบตากันเบา ๆ ก็ทำเอาแฟนคลับหัวใจพองโตตลอดทั้งงาน พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์ที่มาร่วมสร้างสีสัน อาทิ โยชิ รินรดา ธุระพันธ์, Yumakardasian และพิธีกรสาว ดาว ณัฐภัสสร สิมะเสถียร ที่ช่วยเติมจังหวะความสนุกแบบไม่พัก

ร่วมสัมผัสโมเมนต์แห่งการเฉลิมฉลองในแบบที่มั่นใจที่สุดกับ SHEEP X Monchhichi : The Celebration – Limited Edition คอลเลกชันพิเศษที่ SHEEP ทำร่วมกับเดอะมอลล์ กรุ๊ป วางจำหน่ายระหว่างวันที่ 20–26 ธันวาคม นี้ ที่แผนก Betrend เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา, เดอะมอลล์โคราช, เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ รวมเพียง 7 วัน 7 สาขาเท่านั้น ก่อนเปิดจำหน่ายทั่วประเทศในลำดับถัดไป


ณ จิรัฏฐ์ – ชาช่า ชัญญา วิวาห์อบอุ่น รวมใจสองตระกูลโค้ก “ไทยน้ำทิพย์–หาดทิพย์”

อบอวลไปด้วยความสุขและรอยยิ้มสำหรับงานวิวาห์ของคู่รักจากสองตระกูลดัง “คุณณ จิรัฏฐ์ บุญสูง”ทายาทคนโตของคุณแอ๋ ฤาชุตา บุญสูง และ คุณเอก วัฒนชัย อนุรัฐพันธ์ แห่งตระกูลไทยน้ำทิพย์ ผู้ผลิตและจำหน่ายโค้กใน 62 จังหวัดทั่วประเทศ กับ “คุณชาช่า ชัญญาจีระพันธุ์ (รัตตกุล)” บุตรสาวคนสวยของ คุณปริยา และ คุณอภิชาติ จีระพันธุ์ แห่งตระกูลหาดทิพย์ ผู้ผลิตและจำหน่ายโค้กใน 14 จังหวัดภาคใต้

พิธีหมั้นและพิธีมงคลสมรสของทั้งคู่จัดขึ้นที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โดยครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าวมีกิมมิคเก๋ ๆ ด้วยการยกขบวนขันหมากล่องเรือมาขึ้นที่ท่าเรือโรงแรมเพื่อสู่ขอเจ้าสาวท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่นและสนุกสนาน

ส่วนสถานที่จัดงานครั้งนี้ก็ได้รับการเนรมิตให้เป็นสวนดอกไม้โทนสีขาวนวลหรูที่ดูสดชื่นและเบิกบาน เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวบ่าวสาวและแขกที่มีร่วมงาน 

พิธีการสำคัญได้รับเกียรติจาก พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานในพิธี และมีแขกคนสำคัญจากแวดวงสังคมและธุรกิจพร้อมใจกันมาอวยพรให้กับการเริ่มต้นชีวิตคู่ของบ่าวสาวกันอย่างคับคั่ง อาทิ ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์  คุณหญิงทิพยวดี ปราโมช ณ อยุธยา คุณสนั่น อังอุบลกุล คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล  พล.ต.พัชร รัตตกุล  ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล รัตตกุล  พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย  คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ คุณทยา ทีปสุวรรณ และ คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร

งานนี้มีอีกหนึ่งโมเมนต์ประทับใจเมื่อครอบครัวเจ้าบ่าวได้เซอร์ไพรส์เจ้าสาวด้วยการเชิญ ป๊อด ธนชัย  อุชชิน มาร้องเพลงรักคุณเข้าอีกแล้ว เพื่อต้อนรับเจ้าสาวในฐานะสมาชิกใหม่ของครอบครัว

สำหรับงานเลี้ยงจัดขึ้นที่ LA CHAPELLE BANGKOK ซึ่งทุกมุมของงานได้รับการออกแบบอย่างประณีต ทั้งแสง สี ดนตรี ดอกไม้ และอาหาร เพื่อให้ทุกช่วงเวลาในค่ำคืนนี้พิเศษที่สุด ภายในงานเต็มไปด้วยแขกคนพิเศษและเพื่อนสนิทของบ่าวสาวที่มาร่วมแสดงความยินดี ซึ่งบรรยากาศในงานเลี้ยงก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีกิจกรรมและเกมที่เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ก่อนจะต่อเนื่องสู่ After Party สุดโรแมนติกที่เติมเต็มความประทับใจด้วยบทเพลงรักจากศิลปินชื่อดังทั้ง ดา เอ็นโดรฟิน บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ บอย พีชเมคเกอร์ และ โต้งทูพี

เรียกได้ว่าเป็นงานที่มีทั้งความอบอุ่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน สมฐานะงานวิวาห์แห่งปีที่หลายคนรอคอย เพราะอยากเห็นสองตระกูลโค้กดองเป็นทองแผ่นเดียวกันมานานแล้ว


บิ๊ก-ศรุต วิจิตรานนท์

ตัวตนของ ปิ๊ก-ศุภวิทย์ ลูกชาย บิ๊ก-ศรุต วิจิตรานนท์

ในโลกที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง การเป็น “ลูกไม้ใต้ต้น” อาจเป็นคำจำกัดความที่หลายคนมอบให้ ปิ๊ก-ศุภวิทย์ แต่สำหรับชายหนุ่มคนนี้ เขาไม่ได้เพียงแค่เดินตามรอยเท้าใคร แต่เขากำลังออกแบบเส้นทางของตัวเองด้วยความหลงใหลในศิลปะ เหตุผล และความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้บุคลิกที่นิ่งสงบ

THE ARTSY GUY

“ผมชอบศิลปะหลากหลายรูปแบบมาตั้งแต่เด็ก สมัยประถมมีโอกาสแข่ง วาดรูปบ่อย นอกจากนี้ยังชอบฟังเพลงมาก พอโตมาก็หัดเล่นกีตาร์ ไลฟ์ร้องเพลง บ้าง วันว่างชอบไปดูคอนเสิร์ต และพอต้องเลือกสาขาเรียน ผมชอบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รู้สึกว่าคณะนี้เท่ดี มีเสน่ห์ เป็น การเรียนศิลปะที่ใช้ดีไซน์จากความรู้สึกมาผสมกับการใช้หลักเหตุและผล อย่างเวลา ออกแบบสถานที่ นอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว เราต้องคํานึงถึงประโยชน์ใช้สอย ด้วย รวมถึงจะใช้โทนสีแบบไหนให้เข้ากับ Mood & Tone ที่ทําให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกดี ทุกอย่างต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล “อย่างที่รู้กันว่าคณะนี้ขึ้นชื่อเรื่องการท่าโปรเจ็กต์ ผมเองพอเข้าไปแล้วก็ต้อง ดโมเดลต่าง ๆ แบบหามรุ่งหามค่า ทําให้มีเวลานอนน้อย เรียกว่าไม่ผิดจากค่าร่าอ จึงต้องแบ่งเวลาให้ดี ส่วนตัวผมเวลาต้องทําโปรเจ็กต์จะเก็บตัวอยู่ในห้องเพื่อ ทํางานให้เสร็จทันเวลา เพราะผมเครียดง่าย เคยทํางานไปร้องไห้ไป แต่ถือว่าเป็น ประสบการณ์ชีวิต และทําให้ตัวเองมีจิตใจที่แข็งแกร่งมากขึ้น แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก็ดีทุกครั้งครับ

“ผมว่าเมื่อทุกอย่างสําเร็จ สิ่งมีค่าที่ได้รับจริงๆ ก็คือ ความภูมิใจ อย่างล่าสุดงานสําคัญที่ทําให้ผมเสียน่าตาเยอะ คือการท่า ซิส ผมเลือกออกแบบโรงแรม เพราะมีดีเทลเยอะ ท้าทายดี ทั้งการเลือกพื้นระนาบ ผนัง ฝ้า เพดาน สีสัน เราต้องคิดหมด และน่าไอเดียการออกแบบมารวมกับสิ่งที่ ผมชอบ คือดนตรีบลูส์ที่มีสไตล์นุ่มลุ่มลึก คลาสสิก กลาย เป็นคอนเซ็ปต์ของโรงแรม ซึ่งยากตรงที่เราต้องออกแบบ

สิ่งที่มองไม่เห็นแล้วแปลงออกมาให้เป็นสิ่งทีมองเห็นให้ได้ ใช้เวลาประมาณครึ่งปีกว่าผลงานจะสําเร็จ “ขณะเดียวกันช่วงนั้นผมต้องฝึกงานที่ Interior Architects 49 Limited ด้านการออกแบบภายในต่าง ๆ ไปด้วย ถือเป็นช่วงเวลาที่หินมาก ๆ แต่เหลืออีกปีเดียวก็ใกล้จะเรียนจบแล้วครับ”

บิ๊ก-ศรุต วิจิตรานนท์

BEING AN ACTOR

“จุดเริ่มต้นที่ทําให้ผมเริ่มสนใจการแสดงคือการได้มีส่วนร่วมในละครเวทีของโรงเรียน แล้วรู้สึกว่าการแสดง ก็เป็นศาสตร์ที่สนุกดีเหมือนกัน เหมือนเราได้ร่วมเป็น ส่วนหนึ่งของครอบครัวที่ใหญ่มาก ๆ แล้วช่วยกันทําภารกิจ บางอย่างให้สําเร็จ ทําให้ชีวิตผมมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหมือนได้เปิดโลกให้กว้างขึ้น

“วันที่ค่าย Kongthup Artist ติดต่อให้ไปเป็นนักแสดง ผมดีใจมาก ตกลง ทันที เพราะโอกาสเข้ามาแล้วก็อยากคว้าเอาไว้ ตั้งใจว่าจะเต็มที่ให้ได้มากที่สุด ซึ่ง พอเข้าไปแล้วทางค่ายก็ให้ทําเวิร์กช็อป เรียนการแสดง ฝึกแสดงอารมณ์หลาย ๆ แบบ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่สนุกดีครับ”

LIKE FATHER, LIKE SON

“เรื่องเส้นทางอาชีพนักแสดง คุณพ่อให้อิสระผมเป็นคนตัดสินใจ ทั้งพ่อ และแม่เปิดโอกาสให้ทําในสิ่งที่ชอบและคอยซัพพอร์ตทุก ๆ เส้นทางที่ผมเลือกเดิน หากมีบางเวลาที่ผมรู้สึกซัฟเฟอร์ ความที่ผมคิดมากอยู่แล้วด้วย ไม่ว่าจะเรื่องงาน หรือเรื่องเรียน กลัวจะท่าโปรเจ็กต์ไม่ทัน กลับบ้านมาก็รู้สึกเหนื่อย ท้อ ไม่มีเวลาพัก ผมก็มานั่งระบายกับคุณพ่อคุณแม่ ท่านจะคอยให้คําปรึกษา ช่วยบอกวิธีแก้ไขให้กําลังใจอยู่ตลอด

THE INSPIRATION

“เป้าหมายของผมคืออยากจะพัฒนาตัวเองให้ได้ตลอดเวลา อยากจะยกระดับฐานะครอบครัวและตัวเองให้ดี มากขึ้น พยายามมองหาโอกาสก้าวหน้าทางวิชาชีพ อยาก มีบ้านทีผมออกแบบเองสักหลัง ให้คนในครอบครัวมาอยู่ ด้วยกัน (ยิ้ม)นักแสดงรุ่นพี่ที่ผมมองว่าเป็นไอดอลคือพี่นัท (ณัฏฐ์ กิจจริต) ผมรู้สีกรีเลตและอินกับเขาง่าย เพราะเขาเป็นทั้ง นักแสดงและสถาปนิก รู้สึกว่าเขาเท่และเก่งมาก ติดตาม การแสดงของพี่นัทตั้งแต่ FAST & FEEL LOVE เร็วโหด เหมือนโกรธเธอ จนกระทั่งหนังเรื่อง 4 KINGG ทีเขา ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ผมอยากรู้ว่าเขา สามารถท่าทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันให้ออกมาดีมาก ๆด้วยได้ยังไง

MY TYPE

“ใครไม่สนิทอาจมองว่าผมดูหยิ่ง ตึง ๆ ก็เข้าใจได้ เพราะหน้าผมเป็นแบบนั้น (หัวเราะ) แถมยังพูดน้อย แต่ถ้า สนิทจะรู้ว่าผมมีมุมเอา เป็นคนสนุกสนานคนหนึ่ง เพราะ เราชอบให้คนอื่นมีความสุขไปกับเรา ชอบให้คนรอบข้างยิ้มได้ “เรื่องความรักผมชอบคนที่ขยันทํางาน มีความ เท่ๆ หน่อยก็ได้ เพราะตัวผมมีมุมง้องแง้ง อยากมีคนที่ให้ แรงบันดาลใจกับผมได้ เพราะในบางเวลาที่ผมหมดไฟ ก็อยากให้เขาให้กําลังใจ หรือในวันที่เศร้า ซึ่งผมจะไม่ค่อยพูด รถดูผมออก มีเซ้นส์ประมาณหนึ่งคงดี และผมแพ้ทางคนที่มีแพสชั่น มีเป้าหมายในชีวิต ดูมีเสน่ห์ดีครับ

“ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกผมไม่ได้จํากัด ขอแค่รู้จักดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพ เพราะผมก็ชอบดูแลตัวเองเหมือนกัน ช่วงนี้เข้าฟิตเนสแทบทุกวัน ถ้ามีคนไป ออกกําลังกายด้วยกันคงจะน่ารักดี” (ยิ้ม)

THINGS I’VE LEARNED 

“สิ่งที่เราทําได้หรือทําได้ดีอาจไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เราจะทําตลอดไป อาจมี สิ่งอื่นที่เราค้นพบว่าทําได้อีกเสมอ เพราะฉะนั้นอย่าปิดกั้นโอกาสที่เข้ามา ขอแค่ เชื่อมั่นในตัวเองและตั้งใจทุกครั้งเมื่อได้รับโอกาส

“และเมื่อเรารักมันอย่างจริงใจ ผมเชื่อว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะต้องออกมาดีครับ”

ดวง 12 ราศี

แพรวพยากรณ์ ดวง 12 ราศี คำทำนายเดือนธันวาคม 2568 โดย อ.ดั๊มพ์ ฅนอ่านดวง   

ชาวราศีเมษ

ผู้ที่เกิดวันที่ 21 มี.ค. – 19 เม.ย.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้ดูเหมือนคุณ…ผู้ซึ่งมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบให้ใครมารู้เรื่องส่วนตัว ออกแนวอินโทรเวิร์ธหน่อยๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นคนละคน ทำเอาคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน รู้สึกว่าคุณเป็นคนเปิดเผย กล้าแสดงออก ดูสดใสร่าเริง

การงาน : ใครสมัครงานไว้หลายที่ เดือนนี้มีสิทธิ์ได้คำตอบ หรือหน้าที่การงานที่เคยอึมครึม จะชัดเจนขึ้น จนคุณไม่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป

การเงิน : มีโอกาสได้โบนัสจากงานใหม่ที่เพิ่งทำ หรือถ้าคุณทำงานแนวอาร์ทิสต์ ศิลปิน มีโอกาสได้เงินก้อนจากสิ่งที่คุณครีเอท หรืออาจได้ข่าวดีเกี่ยวกับเงินที่รอมานาน รวมถึงมีเพื่อนหรือผู้ใหญ่ใจดี หยิบยื่นเงินทองให้

ความรัก : คนมีคู่แล้ว อาจรู้สึกเหนื่อยหน่ายกันเป็นธรรมดา พยายามทำความเข้าใจคู่ของคุณให้มาก ชีวิตรักจะได้ราบรื่น คนโสดได้พบรักกับรุ่นใหญ่ใจถึง ต่างคนต่างมีความรู้สึกดีๆให้กัน

สุขภาพ : แข็งแรง แต่อาจเริ่มมีอาการปวดกระดูกและข้อ โดยเฉพาะข้อมือ นิ้วมือ

โชคลาภ : ได้ลาภเป็นความรู้สึกดีๆ จากผู้คน หรือจะลองเสี่ยงซื้อแบบตะมุตะมิดูก็ได้

ชาวราศีพฤษภ

ผู้ที่เกิดวันที่ 20 เม.ย. – 20 พ.ค.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้ชาววัวอารมณ์บ่จอย เพราะมีปัญหาคิดไม่ตก จนกลายเป็นคิดวนเวียนไม่เลิก ขณะที่คนอื่นกลับมองว่าคุณเป็นคนเก่ง มีปัญหาอะไรมา ลุยได้หมด แถมเป็นสายปาร์ตี้ด้วย แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าในใจคุณไม่ได้รื่นเริงเหมือนอย่างที่แสดงออกมา

 การงาน : มีแต่ปัญหารุมล้อม จนรู้สึกอึดอัด เพราะแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากทำใจ รอให้ปัญหาคลี่คลายไปเอง พฤษภบางคนมีโอกาสหยิบจับงานใหม่ ซึ่งจะนำโอกาสดีๆ มาให้

การเงิน : ราบรื่นได้เงินจากการทำงาน จากการใช้หัวหมอง ยิ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสวยๆ งามๆ ยิ่งสร้างรายได้ดี ยอมเหนื่อยหน่อย เดี๋ยวก็ได้

ความรัก : คนมีคู่แล้ว เขามีความเป็นผู้นำ พร้อมซัพพอร์ตคุณในทุกเรื่อง คนโสดยังไม่มีใครเข้ามา

สุขภาพ : หมั่นออกกำลังกาย อย่านั่งทำงานนานเกิน ระวังโรคเบาหวาน

โชคลาภ : อาจได้โชคแบบไม่คาดคิด ลองซื้อล็อตเตอรี่จากคนขายที่ดูหนุ่มๆ หน่อย ขี่มอเตอร์ไซคล์หรือจักรยานมาขาย…ต้องจัดแล้ว

ชาวราศีมิถุน

ผู้ที่เกิดวันที่ 21 พ.ค. – 21 มิ.ย.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้คุณดูคิดเยอะนะ ทั้งๆ ที่บางเรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่คุณยังเก็บมาคิดให้เจ็บใจอยู่นั่นแหละ ลดความคิดฟุ้งซ่านบ้าง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นใช้เข็มทิ่มตัวเองตลอดเวลา แผลไม่หายสักที

การงาน : งานดูไม่สดใสเท่าไหร่ เพราะมีบางเรื่องถูกปกปิดไว้ โดยเราไม่เคยรู้ สิ่งที่ทำได้เวลานี้คือ เข้มแข็งไว้ ทำใจร่มๆ

การเงิน : ค่อนข้างมีปัญหา หรืออาจต้องจ่ายในเรื่องไม่คาดคิด เช่น ค่าผ่าตัด รักษาพยาบาลตัวเอง หรือคนในบ้าน

ความรัก : คนมีคู่แล้ว เป็นช่วงที่ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันเริ่มต้นใหม่ คนโสดมีโอกาสพบคนรักจากการทำงาน หรือพบรักในที่ทำงาน  

สุขภาพ : ระวังอุบัติเหตุจากความใจร้อน ฟืนไฟ หรืออาจผ่าตัด ฝังเข็ม รักษาโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม

โชคลาภ : ยังไม่เห็นเงา

ชาวราศีกรกฎ

ผู้ที่เกิดวันที่ 22 มิ.ย. – 22 ก.ค.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้คุณโดดเด่นและสมหวังในเรื่องงาน จนใครๆพากันมองด้วยความตาร้อนผ่าวๆ เพราะเขารู้สึกว่าคุณเก่ง ฉลาด มีพรสวรรค์ รู้จักบริหารเสน่ห์ และแอบซ่อนความเจ้าชู้ด้วย

การงาน : ถึงจะมีปัญหาหรือคู่แข่ง คุณก็ไม่หวั่น เพราะมีทีมงานแข็งแกร่งพอ และจะร่วมมือทำงานต่อไปด้วยความราบรื่น

การเงิน : แฮปปี้มาก หยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทอง อาจได้เงินก้อนจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้าน หรือที่ออฟฟิศ รวมทั้งอาจมีการแบ่งผลประโยชน์การเงิน ซึ่งคุณต้องเจรจาต่อรอง จึงจะได้อย่างที่อยากได้

ความรัก : ดีงาม โดยเฉพาะคนมีคู่แล้ว อยากได้อะไร ชี้ห่อๆ…น่าอิจฉานะเราน่ะ คนโสดมีโอกาสพบใครใหม่ในงานปาร์ตี้ หรือเลี้ยงฉลอง

สุขภาพ : แข็งแรงดี

โชคลาภ : แนวเสี่ยงโชคยังไม่มี แต่ก้อนที่ได้จากทางบ้าน ก็ดูเยอะอยู่

ชาวราศีสิงห์

ผู้ที่เกิดวันที่ 23 ก.ค. – 22 ส.ค.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้ชาวสิงห์ มีความอดทนเกี่ยวกับการทำงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว จะช่วยให้ได้รับลาภผลตามสมควร

การงาน : ถ้าที่ผ่านมา คุณทุ่มเทให้กับการทำงาน เดือนนี้ถึงเวลาที่คุณจะได้รับผลสำเร็จจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจ คิดหวังสิ่งใดจะได้อย่างที่หวัง 

การเงิน : มีค่าใช้จ่ายไม่คาดคิดมาให้ต้องตัดสินใจว่า จะช่วยใครดี เช่น อาจมีคนรู้จักสองคนมาขอยืมเงินพร้อมกัน แต่คุณให้ยืมได้คนเดียว เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ดีว่าจะช่วยใคร หรือควรช่วยพวกเขาจริงไหมเพราะถึงเวลาคุณเดือดร้อน ไม่มีใครช่วยคุณนะ

ความรัก : คนมีคู่ ดูแลใส่ใจกันดี หรือคุณอาจมีแพลนเดินทางไปทำงานด้วยเที่ยวด้วย ก็เลยชวนคู่คุณไปด้วย คนโสดมีโอกาสพบหนุ่มนักสู้ ขยัน อดทน พูดจาตรงไปตรงมา ไม่หวั่นความยากลำบาก

สุขภาพ : ระวังอุบัติเหตุจากความร้อน

โชคลาภ : ได้เงินจากการทำงาน ส่วนเรื่องเสี่ยงโชคอาจขอเลขจากเสด็จพ่อรัชกาลที่ 5

ชาวราศีกันย์

ผู้ที่เกิดวันที่ 23 ส.ค. – 22 ก.ย.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้ใครๆ ก็มองว่าคุณเป็นคนอบอุ่น รักและดูแลครอบครัวดี ประสบความสำเร็จในงาน ระยะนี้คุณอยากเริ่มอะไรใหม่ๆ เป็นการเริ่มต้นชีวิตซีซั่น 2 แต่จะทำอะไร ขอให้คิดหน้าคิดหลังดีๆ สะสมคอนเนกชั่นไว้ จึงจะช่วยให้เส้นทางใหม่ราบรื่น

การงาน : เป็นช่วงที่วิตกกังวลเรื่องนี้ พยายามคิดหาหนทางนั่นนี่โน่น เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม อยากแนะนำว่า แทนที่จะใส่พลังให้กับความวิตกกังวล ลองเปลี่ยนมาใส่พลังงานดีๆ ให้กำลังใจตัวเองดีกว่าไหม ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ กังวลไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา 

การเงิน : คุณไม่พอใจกับรายได้จากการทำงาน รู้สึกว่าได้ไม่คุ้มเหนื่อย ทำใจร่มๆ รอเวลานิดหนึ่ง แล้วการเงินจะดีขึ้น

ความรัก : คู่ครองนำโชคลาภ หรือเงินทองมาให้ เป็นคู่ที่คอยแบ็คอัพ ช่วยเหลือกัน คนโสดมีโอกาสเจอคนคุย แต่ก็ได้แค่นั้น เพราะเขายังไม่คิดจริงจังกับใคร 

สุขภาพ : ปรกติ

โชคลาภ : ไม่มี

ชาวราศีตุลย์

ผู้ที่เกิดวันที่ 23 ก.ย. – 23 ต.ค.

ตัวตนเจ้าชะตา : เป็นช่วงที่ชาวตุลย์ต้องจัดการปัญหาความรักในครอบครัว อย่ามัวหลงใหลได้ปลื้มกับคนใหม่ที่เข้ามาในชีวิต มีสติเข้าไว้ จะได้ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรค

การงาน : ชาวตุลย์บางคนมีโอกาสเริ่มงานใหม่ ที่จะนำความสำเร็จมาให้ บางคนทำผลงานไว้ดีแล้ว มาถึงเดือนนี้ มีโอกาสฉลองความสำเร็จ เป็นที่ชื่นชมยกย่องของคนในองค์กรหรือในหน่วยงาน

การเงิน : ได้เงินจากงานที่เกี่ยวข้อง หรือต่อยอดจากออนไลน์ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ มีโอกาสได้เงินจากงานเทาๆ หรืองานเกี่ยวกับอบายมุขและการเสี่ยงโชค

ความรัก : คนมีคู่แล้ว รักกันดี เขารักคุณ แต่คุณมันเจ้าชู้ อยากเปลี่ยนแฟน คนโสดเจอคนน่าสนใจเข้ามา แต่ยังไม่ถูกใจ

สุขภาพ : ระวังโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือ ไวรัส

โชคลาภ : ลองเสี่ยงดวงดู

ชาวราศีพิจิก

ผู้ที่เกิดวันที่ 24 ต.ค. – 22 พ.ย.

ตัวตนเจ้าชะตา : อิทธิพลเดือนนี้ ส่งผลให้ชาวตุลย์อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง พัฒนาความรู้ความสามารถออนไลน์เพิ่มขึ้น หลังจากจดๆ จ้องๆ มานาน ตอนนี้น่าจะถึงเวลาแล้วละ

การงาน : มีปัญหาอุปสรรคเข้ามา ขอให้อดทน ไม่ท้อถอย อีกสักพักปัญหาเหล่านั้นจะคลี่คลาย เพราะยังไงๆ องค์กรก็ต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะด้านของคุณ ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป

การเงิน : มีคนมาขอให้ช่วยเรื่องเงินปุบปับ บางครั้งคนเราต้องอย่าใจดีมากไป เพราะถึงคุณช่วยเขา แต่ผลสุดท้ายเขาไม่ได้มาช่วยคุณนะ บอกไว้ก่อน

ความรัก : คนมีคู่แล้วรักกันดี บางทีเขาหรือเธอคนนั้น อาจเป็นเนื้อคู่ในอดีตชาติก็เป็นได้ คนโสดพบรักกับคนสูงวัย มีความรู้ และมีโลกส่วนตัว

สุขภาพ : ระวังอุบัติเหตุฟืนไฟ ความร้อน

โชคลาภ : ไม่เห็นวี่แวว

ชาวราศีธนู

ผู้ที่เกิดวันที่ 23 พ.ย. – 21 ธ.ค.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้ชาวธนูคิดเป็นพันเรื่อง ถ้าคิดดีก็ดีไป ถ้าคิดลบ ก็บั่นทอนกำลังใจตัวเอง ดังนั้นเมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่าเริ่มคิดเรื่องไม่ดีๆ จงหยุด และย้ายไปโฟกัสเรื่องดีๆ แทนดีกว่า

การงาน :  มีปัญหาที่ต้องสะสาง หาทางออก เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายคน หลายฝ่าย จนบางครั้งทำให้คุณนอนไม่หลับ เครียด คิดไม่ตก อาจลองปรึกษาเจ้านาย หรือผู้หลักผู้ใหญ่ อาจพบหนทางที่ช่วยให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้

การเงิน : ต้องเสียเงินดูแลผู้ใหญ่ที่บ้าน หรือ อาจจะกำลังมองหาช่องทางทำเงินเพิ่ม

ความรัก : คนมีคู่แล้ว มอบความรู้สึกดีๆให้กัน ถ้ามีปัญหาก็อย่าใจร้อนใส่กัน คนโสดมีโอกาสพบหนุ่มเลือดร้อน ผิวคล้ำ รูปร่างสูงโปร่ง กำยำ อายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป

สุขภาพ : ระวังอาการปวดหัว หรือออฟฟิศซินโดรม

โชคลาภ : ได้ลาภเป็นความรู้สึกดีๆ หรือมีเพื่อนฝูงชวนไปกิน เที่ยว ดื่มเรื่อยๆ

ชาวราศีมังกร

ผู้ที่เกิดวันที่ 22 ธ.ค. – 19 ม.ค.

ตัวตนเจ้าชะตา :เดือนนี้ชาวมังกรมีเรื่องกังวลเกี่ยวกับงาน จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียด  

การงาน : ถ้าที่ผ่านมา คุณทุ่มเททำงานเต็มที่ มาถึงเดือนนี้ก็รอรับผลจากความทุ่มเทของคุณได้เลย บางคนอาจมีงานใหม่ๆ มาเสนอ แต่คุณจะสนใจทำหรือเปล่า…ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การเงิน : ที่ผ่านมาอาจเป็นคนอยากได้ต้องได้ แต่เดือนนี้แนะนำให้รัดเข็มขัดนิดหนึ่ง บังคับตัวเองหน่อย จะได้ไม่มีปัญหาการเงินตามมาทีหลัง   

ความรัก : คนมีคู่แล้ว พูดคุยกันน่ารักดี คนโสดถ้าเดินทางไปต่างประเทศ มีโอกาสพบคนเริ่ชๆ

สุขภาพ : ระวังเบาหวาน ระบบเลือดและน้ำเหลือง รวมถึงระบบหายใจ ปอด

โชคลาภ : เรื่องเสี่ยงดวงยังไม่มี ช่วงนี้ขอให้ใจเย็นๆ อดทน เดี๋ยวอะไรๆจะดีเอง

ชาวราศีกุมภ์

ผู้ที่เกิดวันที่ 20 ม.ค. – 18 ก.พ.

ตัวตนเจ้าชะตา : ระยะนี้คุณอยากได้อะไรก็จะได้ ชีวิตไม่ติดขัดอะไร เดือนนี้มีโลกส่วนตัวสูง คนเข้าถึงยาก

การงาน : เป็นไปได้ที่จะมีงานใหม่ให้ทำเพิ่ม หรือไม่คุณอาจต้องเดินทางไปช่วยเขาทำงานด่วนที่ต่างจังหวัด เพราะปัญหานั้นรอไม่ได้

การเงิน : ที่ผ่านมาคุณอาจตรากตรำทำงานหนัก พอมาถึงปลายปีก็ต้องเสียเงินกับการดูแลสุขภาพกันหน่อย ใช้เขาทำมาหาเงินมาครบปีแล้ว ไม่ไหวอย่าฝืน

ความรัก : คนมีคู่แล้ว ความเห็นไม่ตรงกัน มีทะเลาะเบาะแว้ง พยายามมีสติให้มาก อย่าใช้วาจาหรือกำลังเชือดเฉือนกัน หมั่นสวดมนต์ ทำสมาธิ หรือเข้าวัดทำบุญก็ได้ คนโสดรอต่อไป

สุขภาพ : ต้องการการพักผ่อน

โชคลาภ : ไหว้เสด็จพ่อร. 5 แล้ว ก็ขอเลขท่านสักสองตัว

ชาวราศีมีน

ผู้ที่เกิดวันที่ 19 ก.พ. – 20 มี.ค.

ตัวตนเจ้าชะตา : เดือนนี้ชาวมีนมีปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงเยอะเลย เพราะชอบกิน เที่ยว ดื่มอยู่แล้ว หรืออาจเพราะชีวิตต้องเริ่มซีซั่น 2 ก็ได้ เลยต้องมีสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้นิดหนึ่ง 

การงาน : ทำงานมาเยอะแล้ว ถึงเวลาก็ต้องพักบ้าง แต่คนเก่งอย่างคุณซึ่งทำงานมานาน จะให้อยู่ๆ หยุดทำงาน พักอยู่บ้าน ไม่แฮปปี้หรอก รออะไรๆ เข้าที่ ค่อยเริ่มต้นใหม่ไม่สาย

การเงิน : เสียเงินกับการเดินทางท่องเที่ยวที่คุณแพลนไว้นานแล้ว หรืออาจต้องเสียเงินซ่อมรถ จุดที่ว่าจะซ่อมๆ แต่ไม่ได้ซ่อมสักที หรือเป็นไปได้ว่าเงินที่รอมานาน ถึงเวลาที่จะได้แล้ว ได้มาก็ต้องรู้จักเก็บออมให้ดีอย่าใช้ตามใจตัวเอง

ความรัก : คนมีคู่ ควรอยู่ในโอวาทของคู่ หรือมีปัญหาอะไร ขอให้เขาช่วยได้เลย เดี๋ยวทุกอย่างก็คลี่คลาย คนโสดได้พบคนอายุอ่อนกว่า อยู่ด้วยแล้วสดใสเหมือนวัยเด็ก

สุขภาพ : ระวังอาการปวดหัว ปวดท้อง หรือปวดเมื่อยขา เข่า ข้อเท้า ที่เกิดจากการขับรถ

โชคลาภ : งานออนไลน์ให้โชค ยิ่งถ้าขายสินค้าหรือบริการเกี่ยวกับน้ำ เช่น เครื่องดื่ม ครีม เดินทางท่องเที่ยวทางน้ำ ฯลฯ จะดี


น่ารักเกินต้าน! “Lenskart x Sweet Bean I Want a Hug” แว่นตาสุดคิวท์ที่สายต้องหลงรัก

Lenskart จับมือ POP MART เปิดตัวคอลเล็คชั่นแว่นตาสุดคิวท์ “Lenskart x Sweet Bean I Want a Hug” เปลี่ยนโลกพาสเทลนุ่มฟูให้กลายเป็นแฟชั่นที่สวมใส่ได้จริง พร้อมกิมมิก ‘กล่องสุ่ม’ ที่สาวก Art Toy ห้ามพลาด

น่ารักเกินต้าน! “Lenskart x Sweet Bean I Want a Hug” แว่นตาสุดคิวท์ที่สายต้องหลงรัก

เตรียมใจให้พร้อม เพราะความน่ารักครั้งนี้อาจทำให้เผลอใจได้ไม่ยาก เมื่อ Lenskart แบรนด์แว่นตาที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ จับมือกับ POP MART เปิดตัวคอลเล็คชั่นพิเศษ “Lenskart x Sweet Bean I Want a Hug” นำคาแรกเตอร์ขวัญใจนักสะสมอย่าง Sweet Bean (น้องถั่วหวาน) วัย 2 ขวบครึ่ง มาถ่ายทอดลงบนกรอบแว่นตาเป็นครั้งแรก

คอลเล็คชั่นนี้หยิบเอาซิกเนเจอร์ของโลก Art Toy อย่างคอนเซปต์ “Blind Box” (กล่องสุ่ม) มาผสานกับ Lenskart Bitz เปลี่ยนจินตนาการแสนอบอุ่นให้กลายเป็น Wearable Art ที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน

ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในงานเปิดตัวคอลเล็คชั่น Collaboration ครั้งสำคัญ ณ ประเทศสิงคโปร์ ยังนำโดย ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก Face of Lenskart South East Asia และนักแสดงสาว น้ำตาล ทิพย์นารี ที่บินไปร่วมฉลองความสำเร็จ พร้อมผู้โชคดีชาวไทย 10 ท่านจากกิจกรรม Lucky Fan ได้สัมผัสและสวมใส่แว่นตาสุดคิวท์นี้เป็นกลุ่มแรก

นี่คือครั้งแรกที่ POP MART จับมือกับแบรนด์แว่นตาอย่าง Lenskart อย่างเป็นทางการ นำแนวคิด Blind Box มาใช้ร่วมกับ Lenskart Bitz ทำให้แว่นตาในคอลเล็คชั่นนี้ไม่ใช่เพียงไอเท็มแฟชั่น แต่กลายเป็น “Collectible Experience” ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทุกกรอบแว่นและทุก Bitz คือเซอร์ไพรส์ที่รอให้ค้นพบ

แรงบันดาลใจทั้งหมดถอดแบบมาจาก Sweet Bean คาแรกเตอร์ยอดนิยมที่ออกแบบโดย Xue Chen จาก POP MART Designer Centre (PDC) เด็กน้อยวัยเตาะแตะผู้มองโลกในแง่ดี ขี้สงสัย และเป็นสายกินตัวยง ความไร้เดียงสาและเสน่ห์เฉพาะตัวนี้เองที่ทำให้ Sweet Bean ครองใจแฟน ๆ ทั่วโลก

คอลเล็คชั่นนี้ถ่ายทอดจิตวิญญาณจากซีรีส์ I Want a Hug ผ่านงานออกแบบอันแม่นยำของ Lenskart ผสานกับการเล่าเรื่องที่มีชีวิตชีวาของ POP MART จนเกิดเป็นแว่นตาที่สะท้อนอารมณ์ “Pastel, Plush & Dreamy” ราวกับได้หลุดเข้าไปในโลกนุ่มฟูของ Sweet Bean ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่คือผลงานศิลปะที่ทั้งสายแฟชั่นและนักสะสมไม่ควรพลาด

สำหรับไฮไลต์คอลเล็คชั่น Lenskart x Sweet Bean I Want a Hug ประกอบด้วย

16 โมเดลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
• แว่นสายตา 13 รุ่น ถ่ายทอดคาแรกเตอร์จากฟิกเกอร์ทั้ง 13 ตัวในซีรีส์
• แว่นกันแดด 3 รุ่น ที่ผสาน Core Essence ของ Sweet Bean เข้าไว้ในดีไซน์

วัสดุพรีเมียม กรอบแว่นผลิตจาก Premium Acetate ให้สัมผัสหรูหรา น้ำหนักเบา และทนทาน ดีเทลละลายใจ การเล่นสีและรูปทรงที่สื่อถึงความ Cute & Playful ใส่ง่าย เติมความสดใสให้ทุกลุค

ความพิเศษที่พลาดไม่ได้ !!

Lenskart Bitz Magnetic Charms จี้แม่เหล็กติดขาแว่นลาย Sweet Bean สุดน่ารัก มาในรูปแบบ กล่องสุ่ม

  • มีให้สะสมทั้งหมด 6 แบบ
  • ใช้เปลี่ยนสไตล์แว่นได้ตามอารมณ์ หรือเก็บเป็นคอลเล็คชั่นพิเศษสำหรับนักสะสม

ร่วมสัมผัสความน่ารักและเป็นเจ้าของคอลเล็คชั่น Lenskart x POP MART ได้แล้ววันนี้ สินค้ามีจำนวนจำกัด อย่ารอช้า มารับ Sweet Bean กลับบ้านไปกอดให้อุ่นใจได้แล้ววันนี้


“คุณดอกอ้อ ใจตั้ง”

“คุณดอกอ้อ ใจตั้ง” หัวใจวัยรุ่นในร่างนักสะสมตัวแม่

จากวันที่เคยเชื่อว่าศิลปะคือเรื่องไกลตัววันนี้เธอค้นพบโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสุข ผ่านการสะสมอาร์ตทอยและงานศิลปะของศิลปินไทยและ ต่างประเทศนับหมื่น ๆ ชิ้น ถึงขั้นที่บ้านแต่ละหลังมีไว้เพื่อให้งานศิลปะและอาร์ตทอย เพราะสําหรับ “คุณดอกอ้อ ใจตั้ง” ศิลปะไม่ใช่แค่ของที่มีไว้โชว์ แต่มีเรื่องราวซ่อนอยู่มากกว่านั้น

20 Years Ago

“ต้องเล่าก่อนว่าตอนเด็กๆ ไม่เคยสนใจงานศิลปะเลยค่ะ อาร์ตทอยคืออะไร ก็ไม่รู้จัก เคยเห็นแต่รูปปั้นตัวการ์ตูนกระเบื้องที่ตั้งอยู่ตามบ้าน อาจเป็นเพราะเติบโต มาในยุคที่ศิลปะไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก แต่เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มที่มีความสนใจ ด้านนี้ เพราะฉะนั้นเวลามองงานศิลปะจึงรู้สึกเฉย ๆ และการเป็นนักสะสมก็ไม่เคย อยู่ในความคิดเลย กระทั่งเมื่อประมาณ 20 ปีก่อนได้มีโอกาสช่วยสามีทําร้านขายของตกแต่งอยู่ที่จตุจักร เพราะเขาชอบของแต่งบ้าน ทั้งตู้ โต๊ะ เก้าอี้ แจกัน โคมไฟ รวมถึงงานศิลปะที่มีสไตล์แปลกใหม่ไม่ซ้ําใคร เขาจะไปกว้านซื้อมาสะสมและแบ่งขายตลอด

“จนวันหนึ่งเรากับสามีไปเที่ยวฮ่องกงด้วยกัน แล้วไปเจอร้านขายรูปปั้น สไตล์ป็อปอาร์ตที่รวมผลงานของศิลปินต่างชาติเอาไว้ ด้านในมีแต่ของน่ารัก ๆ ละลานตา จนไปสะดุดตากับรูปปั้นตัวการ์ตูนเด็กตาโตหน้าตาดุ ๆ ตัวหนึ่งที่ดึงดูดเรา ทั้งคู่มาก ๆ เป็นของศิลปินชาวญี่ปุ่น ชื่อโยชิโตโมะ นาระ (Yoshitomo Nara) ซึ่งนอกจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว ยังให้ความรู้สึกขัดแย้งบางอย่าง คือ ใบหน้าน้องน่ารัก แต่แฝงไปด้วยความดื้อรั้นและความเกรี้ยวกราดในเวลาเดียวกัน จึงอยากนําเขากลับไปตกแต่งที่ร้านด้วย แต่พอดูป้ายราคาก็อึ้งเลยค่ะ เพราะราคา เกือบหมื่น เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ารูปปั้นตัวเล็ก ๆ เหล่านี้มูลค่าเป็นอย่างไร แต่ด้วย ความที่สามีชอบมาก จึงตัดสินใจซื้อกลับไทยมา 2-3 ตัว โดยเก็บไว้ 1 ตัว ที่เหลือก็แบ่งมาขายต่อ

“แต่อย่างที่บอกว่าคนสมัยนั้นส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่างานศิลปะร่วมสมัย คืออะไร คนก็หาว่าบ้า ตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ อะไรราคาสูงมาก ผ่านไปเกือบ 2 ปี ของตกแต่งทุกอย่างในร้านขายได้เกือบหมด ยกเว้นตุ๊กตาตัวนี้ที่ตั้งอยู่ในร้าน เราเกือบนําเก็บเข้าลังไปแล้ว วันหนึ่งมีลูกค้าผู้หญิงต่างชาติสองคนเดิน เข้ามาในร้านและขอซื้อตุ๊กตาตัวนั้น รวมถึงงานศิลปะอื่น ๆ ด้วยท่าทางที่ ตื่นเต้นมาก รวมทั้งหมดล้านกว่าบาท เพียงแค่เขาอยากน่าไปสะสมและ ตกแต่งบ้าน นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสําคัญที่ทําให้เราเริ่มมองเห็นและเข้าใจ ในคุณค่าที่แท้จริงของงานศิลปะว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อใจและสร้างความสุข ให้คนได้จริงๆ และยังเข้าใจอีกว่าการที่ตุ๊กตาตัวนั้นขายไม่ได้ ไม่ใช่ เพราะราคา แต่เป็นเพราะเขากําลังรอเจ้าของที่เห็นคุณค่าอยู่ต่างหาก 

“เรื่องที่ท่าให้อึ้งได้อีกคือการได้เห็นผลงานแบบเดียวกัน กับตุ๊กตาตัวนั้นถูกนําไปประมูลที่ Christie’s ลอนดอน ซึ่งเป็น สถาบันประมูลผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในโลก โดยราคาพุ่งไปถึงสองล้านกว่าบาท ซึ่งการที่งานชิ้นไหน ได้ขึ้นประมูลที่นี่ หมายความว่าเป็นของสะสมที่มีคุณค่าและได้รับ การยอมรับในระดับนานาชาติ ยิ่งทําให้เราตระหนักได้ว่ารูปปั้นตัวเล็ก ๆ ก็มีคนรักและให้คุณค่ามากมาย เหตุการณ์เหล่านี้เปิดโลกของเรามากๆ ค่ะ จนเกิดเป็นความรัก หลังจากนั้นจึงเข้าวงการศิลปะอย่างจริงจัง ศึกษาผลงาน ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ทั้งหาหนังสือมาอ่าน ค้นหาทางออนไลน์ ไปเดินตาม พิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการที่จัดงานอาร์ตทั้งหมด เพื่อดูว่างานชิ้นไหน น่าสะสมบ้าง จนต่อยอดสร้าง Trendy Gallery ให้กลายเป็นพื้นที่สําหรับ คนที่รักศิลปะเหมือนกัน

Focused on Story and Detail

“สําหรับเกณฑ์ในการเลือกสะสม ด่านแรกที่พิจารณาคือประวัติของศิลปิน เพราะเราเชื่อว่างานศิลปะทุกชิ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ เพราะทุก ฝีแปรง ทุกสีสันในผลงาน ล้วนสะท้อนตัวตน ความคิด และประสบการณ์ชีวิตของผู้สร้างด้วยไม่มากก็น้อย ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ เราต้องทราบว่าชีวิตของศิลปิน เป็นอย่างไร มีเรื่องราวน่าสนใจไหม ชื่อเสียงเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ การเข้าใจ ตัวตนเขาอย่างแท้จริงจะทําให้รู้ว่าผลงานต้องการสื่ออะไร ซึ่งจะทําให้การเก็บสะสม มีคุณค่าและมีความหมายมากยิ่งขึ้น

“อีกอย่างคือยังช่วยให้เราแยกของแท้จากของปลอมได้ทันที เป็นทริค อย่างหนึ่งที่เราใช้มาตลอด เพราะถ้าสังเกตให้ดี งานที่ปลอมขึ้นมามักไม่สอดคล้อง กับสไตล์หรือท่าทางของผลงานต้นฉบับ เราจะรู้ว่าศิลปินคนนั้น ๆ ใช้ลายเส้น แบบไหน โทนสีแบบไหน อาศัยการดูเยอะๆ ก็จําได้เองค่ะ เพียงแต่ต้องพิจารณา ให้ละเอียด แต่สีเพี้ยนไปนิดเดียวก็รู้แล้ว

“ด่านที่สองคือรูปแบบและสไตล์ผลงาน เรามักจะเสียเงินให้กับชิ้นที่ศิลปิน ออกแบบเป็นคาแร็คเตอร์ มีลิขสิทธิ์ชัดเจน ยิ่งถ้ามีจํานวนจํากัดหรือคอลเล็คชั่น แบบลิมิเต็ดจะดีมาก เพราะเราชอบชิ้นงานที่ไม่เหมือนใคร ไม่อยากเก็บตัวซ้ํากับ คนอื่น ยกเว้นว่าชิ้นไหนเป็นผลงานของศิลปินไทยที่เราชื่นชอบคอนเซ็ปต์ก็อยาก สนับสนุนเขา โดยจะตามเก็บเกือบทุกคอลเล็คชั่นเลยค่ะ ความจริงเราชอบทุกแนว แต่ถ้าให้เลือกที่ชอบที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นงานสไตล์น่ารัก สีสันสดใส แต่ แฝงไปด้วยเรื่องราว เช่น ผลงานของ Maokoha หรือน้องแม็กกี้ (ชรารัต สาระอาภรณ์) เธอเป็นที่รู้จักจากคาแร็คเตอร์ Chalotta เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผมหยิก สีขาว ตาสีฟ้า แววตาภายนอก สดใส แต่ถ้ามองลึกเข้าไปจะแฝงด้วยความเศร้า รายละเอียดในองค์ประกอบต่าง ๆ ก็ชัดมาก โดยเฉพาะลายเส้นผม เราก็ไม่พลาด ที่จะเก็บ ซึ่งในหนึ่งคอลเล็คชั่นจะมีหลายสี เราสะสมไว้ทุกแบบ เพราะเวลานํามา จัดที่แล้วไล่ระดับสีเรียงกันไปก็ดูสวยดี เช่น GOFISH รุ่น Fish Stainless,Fish Orange และ Gold Fish อีกแบบที่ชอบคือ QUEEN CHALOTTE รุ่น Shallow Crown, Ivory Crown และ Deep Crown เป็นรุ่นที่มีจํานวนจํากัด รวม ๆ หลายแสนค่ะ

“งานของศิลปินไทยอีกคนที่น่าสนใจคือ 2CHOEY โดยค่าว่า เฉย” มาจาก ค่าภาษาไทยที่ไม่ได้หมายถึงความไม่สนใจหรือเฉยเมย แต่สะท้อนถึงแนวคิด ส่วนตัวของเขาที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดเป็นพิเศษ และไม่ยอมถูกจํากัด ผลงานของเขา จึงโดดเด่นด้วยความนอกกรอบ เห็นแล้วรู้ได้ทันทีเลยว่างานใคร อย่างภาพแคนวาส ที่ติดตามผนังบ้านเราก็เป็นผลงานของเขา จะสังเกตได้ว่าแม้สีสันในภาพจะดู เรียบเนียน แต่ยังมีบางส่วนที่สีล้นออกนอกเส้น เพื่อไม่ให้ผลงานดูเป๊ะเกินไป การลากเส้นที่ไม่แม่นยํากลับทําให้ภาพดูนุ่มนวลขึ้น เหมือนเขาใส่ตัวตนลงไปใน ทุกชิ้นงาน นอกจากนี้ก็มีรูปปั้น FINGY BOY ของเขา ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ตั้งอยู่ตามมุมของบ้าน เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่มีจํานวนจํากัดมาก ๆ

“แต่ช่วงหลัง ๆ มานี้เริ่มสนใจศิลปินต่างชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง Bankay เป็นศิลปินสตรีทอาร์ตชาวอังกฤษที่ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าต่อสังคม ดูลึกลับน่าค้นหา เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากการพ่นสีกราฟฟิตีบนกําแพงก่อน สไตล์ ผลงานเป็นเอกลักษณ์ มีการเสียดสีแง่มุมทางสังคม การเมือง และสงครามเอาไว้ ผ่านผลงานเสมอ ทําให้ชื่อของเขาเป็นที่จดจํา อย่างรูปปั้นของเขาที่เราสะสม ก็มาจากภาพวาดที่ชื่อ Love Is In the Air เป็นหนึ่งในงาน Anti-War ที่มีรูป ผู้ชายแต่งตัวเป็นนักรบ โพกผ้าปิดหน้าปิดตา สวมหมวก และกําลังขว้างปาดอกไม้ แทนที่จะเป็นระเบิด ซึ่งงานชิ้นนี้ซ่อนนัยทางการเมืองไว้ เป็นผลงานที่โด่งดังที่สุด เราสั่งมาจากแพลตฟอร์ม eBay ได้มาในราคาประมาณหมื่นกว่าบาท

“ถ้าที่หนึ่งในใจคงต้องยกให้โยชิโตโมะ นาระ เช่นเดิม เขามีชื่อเสียงจาก ผลงานภาพวาดตัวการ์ตูนเต็กตากลมโตที่ดูน่ารักสดใส แต่กลับซ่อนความโกรธความขุ่นเคืองไว้ในใจ เหมือนสื่อให้เข้าใจว่าเด็กไม่ใช่ผ้าสีขาวหรือไม่รู้เรื่องอะไร แต่มีอารมณ์ซับซ้อนเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ คอนเซ็ปต์เขาน่าสนใจดีค่ะ รวมถึงลายเส้น ก็เป็นสไตล์มินิมัล เรียบง่าย แต่ดูมีอะไร อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นคือรูปปั้น Your Dog สุนัขตัวสีขาว จมูกสีแดง ซึ่งเปรียบเสมือนเพื่อนในจินตนาการที่ เข้ามาเยียวยาความเหงาในใจศิลปิน เช่นเดียวกับที่มันอยู่เคียงข้างเด็กคนนั้นที่เป็น คาแร็คเตอร์หลัก ฉะนั้นเราจึงต้องสะสมตัวละครทั้งสองเป็นเซตคู่กัน จําได้ว่าซื้อที่ ฮ่องกง พนักงานขายบอกว่าเหลือไม่กี่ชิ้นแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะหายากมากแล้วนะคะ”

Art Lives Here

ในบ้านของคุณดอกอ้อที่จังหวัดสมุทรปราการแห่งนี้เต็มไปด้วยอาร์ตทอย และงานศิลปะ ซึ่งเธอบอกว่าตั้งใจให้เป็นที่อยู่ของชิ้นงานเหล่านั้น พร้อมตกแต่ง สไตล์สตรีท เพื่อให้เข้าบ้านมาเมื่อไรก็รู้สึกสนุกเสมอ แต่คลังเก็บผลงานของเธอไม่ได้มีแค่นี้ แต่ยังมีอีกหลายหลังทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล แม้ว่าทุกหลังจะเต็ม ไปด้วยผลงานหลายร้อยชิ้น แต่คุณดอกอ้อเล่าว่า ยังมีอีกเพียบที่ยังไม่ได้แกะออกมา จากกล่อง หากอยากจัดโชว์ทั้งหมดจริงๆ คงต้องสร้างบ้านเพิ่มอีกหลายหลัง 

“ด้วยความที่เราชอบสะสมบ้านด้วย ทําให้แต่ละหลังไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ การใช้งาน เพราะเราไม่ค่อยอยู่ จะอยู่บ้านที่กรุงเทพฯมากกว่า บ้านที่เหลือจึงตกแต่ง ด้วยของสะสม เพื่อให้งานศิลปะได้มีชีวิต ได้โชว์ความสวยงามอย่างเต็มที่ นอกจาก รูปปั้นและอาร์ตทอย เราก็สะสมภาพวาดต่าง ๆ ล่าสุดเพิ่งไปขอซื้อจากพี่โน้ส อุดม แต้พานิช) เป็นภาพที่สะท้อนเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตของเขา สีสันสดใสสะดุดตา มาก ตอนเห็นภาพนี้ครั้งแรกรู้สึกได้รับพลังงานดี ๆ จึงอยากเก็บสะสมไว้ค่ะ

“คุณดอกอ้อ ใจตั้ง”

“นอกจากนี้ก็มี Bearbrick ของสะสมสุดฮิตที่คนชอบของเล่นน่าจะมีกันเกือบ ทุกบ้าน แต่ก่อนสามีชอบนํามาตกแต่งร้าน พอเราเห็นอยู่รวมกันเยอะ ๆ แล้วน่ารักดี จึงชอบสะสมไปด้วย แต่ด้วยความที่ไม่ชอบซ้ําใคร จึงเก็บเฉพาะคอลเล็คชั่นรุ่นลิมิเต็ด ทีคอลแล็บกับศิลปินต่าง ๆ อย่าง Jean-Michel Basquiat หรือ Hajime Sorayamaนอกจากนี้ก็มีสะสม Bearbrick 200 เปอร์เซ็นต์ วัสดุจากเหล็กล้วนๆ น้ําหนักจึง ค่อนข้างเยอะ มีเกือบครบทุกคอลเล็คชั่น ลิมิเต็ดทุกชิ้น ตอนนี้น่าจะหาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว

“ส่วนเรื่องการดูแลรักษา เราจะให้แม่บ้านเข้ามาทําความสะอาดเป็นประจํา ทุกสัปดาห์ เพื่อให้งานศิลปะอยู่กับเราได้นานที่สุด บ้านแต่ละหลังจึงกลายเป็นเหมือน แกลเลอรี่ส่วนตัวที่เก็บสะสมสิ่งที่เรารักไว้ทั้งหมด ทุกครั้งที่มีแขกมาบ้านแล้วชม ชิ้นงานที่เรามี จะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งเลยค่ะ

No Life without Art

การสะสมงานศิลปะและอาร์ตทอยของคุณดอกอ้อเป็นเรื่องของใจล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับเงิน “ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาในการสะสม เราไม่กล้านับเลยค่ะ ว่าหมดเงินไปเท่าไร น่าจะเยอะมาก (หัวเราะ) เวลาสะสมเราจะตั้งงบไว้ล่วงหน้าก่อน ว่าเดือนนี้จะซื้อเท่าไร บางเดือนแตะหลักแสนถึงหลักล้านก็มี เลือกเฉพาะชิ้นที่ อยากได้จริง ๆ เท่านั้น แต่ถ้าเจอชิ้นงานหายากหรือแบบลิมิเต็ดก็มักจะเกินงบตลอด ส่วนใหญ่ต้องบินไปต่างประเทศเพื่อตามหา อย่างฮ่องกงและญี่ปุ่นที่มีแหล่งของเล่น เยอะมาก แต่ไม่ได้ไปได้บ่อย ๆ ฉะนั้นเมื่อเจอของที่ถูกใจแล้วจะรีบซื้อทันที ไม่ปล่อยให้พลาดโอกาสเด็ดขาด

“ทุกวันนี้งานศิลปะกลายเป็นส่วนสําคัญในชีวิตไปแล้ว ขาดไม่ได้จริงๆ ตั้งแต่ ตื่นเช้ามา หันไปทางไหนก็เจอ การได้อยู่ท่ามกลางงานเหล่านี้สร้างทั้งความสุขและ แรงบันดาลใจให้ริเริ่มท่าสิ่งใหม่ ๆ เสมอ แม้ว่าจะมีมูลค่ามากหรือน้อย แต่เราเชื่อว่า คุณค่าทางจิตใจมีมากกว่าแน่นอน“เพราะสําหรับอ้อ งานศิลปะคือชีวิต”


เรื่อง นิตยสารแพรว

เรื่อง Prince

ภาพ วรสันต์

Sea Fire Salt Hua Hin ร้านอาหารติดทะเลสุดพรีเมียม ณ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท

ชวนสัมผัสรสชาติอาหารทะเลคุณภาพระดับพรีเมียม ที่ Sea Fire Salt Hua Hin ห้องอาหารซิกเนเจอร์ของ Anantara Hua Hin Resort

Sea Fire Salt Hua Hin ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล จุดเด่นอยู่ที่เทคนิคการย่างบนแผ่นเกลือหิมาลายันที่ให้ความร้อนถึง 200 องศา ซึ่งช่วยเสริมรสชาติจากแร่ธาตุธรรมชาติพร้อมดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาได้อย่างลงตัวที่เราจะได้รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน จากวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ผสานเข้ากับกลิ่นหอมของไฟด้วยเทคนิคการย่างเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้รสสัมผัสที่ลุ่มลึกไม่เหมือนใคร เพื่อยกระดับรสชาติอาหารในทุกๆจาน ผ่านฝีมือการรังสรรค์ของเชฟ Jarno van den Broek ชาวเนเธอแลนด์ ผู้ที่มีประสบการณ์การทำอาหารจากร้านระดับ Michelin Star และ Fine Dining มาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพ การปรุงอย่างเคารพธรรมชาติ และการนำเสนออย่างร่วมสมัยอีกด้วย

ที่ตั้งของร้าน Sea Fire Salt อยู่ติดริมทะเลหัวหิน ในบรรยากาศแบบ Beachfront Dining ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังคงความหรูหราทันสมัย ผ่านการตกแต่งที่ผสมผสานความเรียบง่ายอย่างเป็นธรรมชาติเข้ากับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นอย่างลงตัว พื้นที่ภายในร้านประกอบด้วยโซนปรับอากาศและโซนด้านนอกรับลมทะเล เหมาะสำหรับมื้ออาหารและงานอีเว้นท์ขนาดเล็ก พร้อมครัวเปิดที่มี BBQ Corner และ Pop-up Rum Bar เพิ่มเพิ่มเสน่ห์และความมีชีวิตชีวา รวมไปถึงพื้นที่สนามหญ้า เหมาะสำหรับงานในโอกาสพิเศษต่างๆ อีกด้วย

Highlight Menu

  • Charred Octopus: หมึกออคโตปุสย่าง เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งม่วง, มะกอกดำ, มะเขือเทศกึ่งแห้ง (Semi-dried Tomato), ขึ้นฉ่าย และหญ้าเปรี้ยว (Sorrel) โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและแหล่งผลิตในประเทศไทย
  • Water-Aged Angus Beef Tenderloin (14 Days): เนื้อ Angus Tenderloin ที่ผ่านกระบวนการ Water Aging นาน 14 วัน เพื่อเพิ่มความนุ่มและดึงรสชาติความอร่อยของเนื้อออกมาให้มากที่สุด ผู้ที่ชื่นชอบในการทานเนื้อคุณภาพเยี่ยมไม่ควรพลาด
  • Chocolate Love: นอกจากเมนูของคาวแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูของหวานที่ชวนให้ลิ้มลอง อย่างช็อกโกแลตเลิฟ ช็อกโกแลตมูสบาร์สูตรเฉพาะของทางร้าน ผสมเข้ากับถั่วหลากหลายชนิดและดาร์กช็อกโกแลตกานาชสุดเข้มข้น เหมาะสำหรับผู้ที่รักในการทานช็อกโกแลต เพื่อปิดท้ายมื้ออาหารสุดพิเศษได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ร่วมสัมผัสรสชาติอาหารคุณภาพระดับพรีเมียมในบรรยากาศริมทะเลหัวหินอันงดงามและเป็นส่วนตัว ที่ห้องอาหาร Sea Fire Salt อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.30 น. 


สอบถามรายละเอียดได้ที่: โทร 032-520250 อีเมล [email protected]

A Good Match! เส้นทางความรัก 8 ปี ชัญญา จีระพันธุ์ & จิรัฏฐ์ บุญสูง

เป็นอีกคู่ที่จัดงานแต่งสุดประทับใจส่งท้ายปี 2025 สำหรับ คุณชาช่า – ชัญญา จีระพันธุ์ และคุณณ – จิรัฏฐ์ บุญสูง ที่ปลูกต้นรักกันมานาน จนเมื่อไม่นานมานี้ที่ฝ่ายชายทำเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานและจูงมือกันเข้าสู่ประตู่วิวาห์ท่ามกลางคำอวยพรและบรรยากาศอบอุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ครั้งนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งสองคนถึงเส้นทางความรักกว่า 8 ปี ที่ทำให้เข้าใจรูปแบบความรักที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และอ่อนโยน

จากเพื่อนสู่คนพิเศษ

คุณชาช่า: “พี่ณกับชาช่าเจอกันครั้งแรกที่หัวหินปี 2013 เพราะมีกลุ่มเพื่อนที่รู้จักกัน หลังจากนั้นก็เป็นเพื่อนกันมาตลอด แต่เขาเรียนอยู่เมืองนอกก็เลยเจอกันปีละสามเดือน แต่ทุกครั้งที่เขากลับมาชาช่าก็จะไปหาเพื่อนกลุ่มนี้ แต่มีจุดที่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป คือคืนนึงเราไปดื่มกันที่คอนโดของพี่ณ มีเพื่อนสองคนทะเลาะกัน แล้วพี่ณก็ควบคุณสถานการณ์ได้ดีมาก ทำให้ชาช่ารู้สึกว่าอยากรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น ก็เลยชวนเขาไปทานข้าว ชวนไปทำกิจกรรมกันสองคน 

คุณณ: “คือสมัยก่อนรู้จักกันก็จริงแต่ผมจะชอบเล่นเกมเล่นกีฬากับพวกเด็กผู้ชาย ไม่ค่อยไปยุ่งอะไรกับกลุ่มเด็กผู้หญิง เอาจริงๆ รู้ว่าเป็นใครแต่ยังไม่ได้รู้จักขนาดนั้น แต่พอได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ได้รู้ว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก ไปหาคุณตาคุณยายตลอด ได้รู้จักว่าเขาเป็นคนอารมณ์ดี อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ก็ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปครับ

เราคุยกันไม่นานก็ตกลงคบกันเพราะรู้จักกันมา 4 ปีแล้ว พอเป็นแฟนกันชาช่าก็พาเขาไปหาคุณตาคุณยาย คือชาช่าโตมากับคุณตาคุณยาย พอเป็นแฟนกันก็อยากให้ได้พวกท่านเจอเขา โชคดีที่คุณตาได้เจอพี่ณก่อนจะเสีย พอเราพาเขาไปเจอก็พบว่าความจริงเราอยู่ใกล้กันมากแค่ไม่เคยรู้จักกัน อย่างคืนหนึ่งคุณยายก็เดินมาถามว่า ‘ณรู้จักคุณยายแต๋วไหม’ พี่ณก็ตอบว่า อ๋อ เป็นยายผมเองครับ ซึ่งพี่สาวของคุณยายแต๋วที่เป็นยายพี่ณเป็นเพื่อนรักคุณยายตั้งแต่เด็กแล้วโตมาด้วยกัน”

“คุณตาของชาช่าก็บอกว่าท่านเคยไปบ้านผมที่ใต้ เคยเจอคุณทวดผม”

คุณชาช่า: “หรือบ้านพี่ณไปหาคุณตาจักรพันธุ์ที่เป็นญาติผู้ใหญ่ฝั่งคุณตาของชาช่าทุกอาทิตย์ (อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์) เพราะน้าแอ๋ (คุณฤาชุตา บุญสูง คุณแม่ของคุณณ) สนิทมาก แต่คุณพ่อคุณแม่เรากลับไม่รู้จักกัน เราไม่เคยเห็นกันด้วยซ้ำค่ะ มาเจอกันคือตอนโตแล้วที่เป็นเพื่อนกัน แล้วก็มารู้ว่าทำธุรกิจคล้ายกันตอนหลัง คุณแม่ชาช่าก็มารู้จักบ้านพี่ณตอนที่เราเป็นแฟนกันแล้ว” 

คุณณ: “ตอนเด็กๆ ผมไม่รู้ว่าที่บ้านทำธุรกิจเหมือนบ้านเขาด้วยครับ คือที่บ้านมีหลายธุรกิจ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเราทำเกี่ยวกับโคคาโคล่าด้วย จนโตมาถึงรู้ แล้วก็แบบ อ้าว…บ้านชาช่าเขาก็ทำเหมือนกัน ก็เลยรู้ว่ามันมี 2บริษัทนะ บ้านเราทำบริษัทหนึ่ง บ้านเขาทำอีกบริษัทหนึ่ง (บ้านคุณณทำบริษัทไทยน้ำทิพย์ ผู้ผลิตและจำหน่ายโค้กใน 62 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนบ้านคุณชาช่าทำบริษัทหาดทิพย์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโค้กใน 14 จังหวัดภาคใต้) พอรู้จักกันแล้วโชคดีมากที่ครอบครัวเราเข้ากันได้ดี สามารถไปเที่ยวด้วยกันได้ พ่อแม่พวกเราเจอกันบ่อยครับ” 

คุณชาช่า: “เหมือนพ่อแม่เราก็มีเพื่อนที่เป็น Mutual Friend กันเยอะมากแค่ไม่เคยเจอกัน พอได้รู้จักเลยกลายมาเป็นเพื่อนกันด้วย เรื่องเลยง่ายค่ะ ไม่ได้มีความเกร็งแบบ…คุณแม่ช่วยไปเจอฝั่งพี่ณหน่อย ไม่มีอารมณ์นั้นเลย”

คุณณ: “ใช่ครับ เหมือนบางทีผมนั่งทานข้าวอยู่บ้านชาช่าแล้วคุยกับแม่ว่า ผมอยู่บ้านชาช่า คุณแม่ก็จะแวะเข้ามาบ้านชาช่าเลย ง่ายๆ สบายๆ คิดว่าเราโชคดีมากครับ”

8 ปีที่เรียนรู้กัน

  • ความรักระยะไกล

คุณณ: “ความยากอย่างหนึ่งของคู่เราคือระยะทาง เพราะช่วงเริ่มคบกันผมเรียนอยู่อเมริกา แต่เราจะคุยกันเยอะครับ วิดีโอคอลกันครั้งละนานๆ บางทีเจ็ดแปดชั่วโมงก็มี”

คุณชาช่า: “ต้องใจเย็นมากๆ ค่ะ เพราะบางทีเราพิมพ์ไปเขาหลับอยู่ ทะเลาะกันค้างอยู่ก็ต้องรอเขาตื่นก่อนถึงจะมาคุยกันอีกที ถือว่าโชคดีนะคะที่เราเฟซไทม์หรือไลน์หากันได้ ถ้าเป็นยุคจดหมายเรื่องน่าจะยากกว่านี้ เพราะเขาคงไม่เขียน” (หัวเราะ)

คุณณ: “ช่วงที่คุยกับชาช่าอยู่มีเทอมหนึ่งผมต้องไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อังกฤษ ผมไม่เคยไปอังกฤษเลยก็เลยต้องปรับตัวใหม่ทั้งการใช้ชีวิต ทั้งไทม์โซน ตอนแรกก็เลยเป็นชาเลนจ์นิดหน่อย แต่หลังจากนั้นก็โอเคขึ้นครับ เทคนิคคือคุยกันทุกวัน” 

  • การแบ่งเวลาให้กัน

คุณณ: “พอเข้าสู่ช่วงทำงานก็ต้องแบ่งเวลาครับ เพราะที่บ้านมีธุรกิจเยอะ หลายบริษัท ฉะนั้นตารางของผมจะแรนดอม ไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวันเป็นรูทีน แล้วยังมีบริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ผมสร้างขึ้นมาเอง ต้องดีลงานกับเมืองนอก บางทีก็มีคุยงานกลางคืนด้วย” 

คุณชาช่า: “ชาช่าไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวัน จะเป็นฝ่ายที่ปรับเวลาให้แมตช์กับเขา คุยกับเขาว่าวันไหนไปกินข้าวที่บ้านเขาได้ก็จะไป เรื่องเวลาน้อยไม่ค่อยเป็นปัญหากับชาช่าค่ะ เพราะโตมากับคุณตา ก็เลยเข้าใจว่าการทำธุรกิจมันต้องใช้เวลา”

  • สิ่งที่ต้องปรับตัวเข้าหากัน

คุณณ: “ของผมอาจจะมีเครียดค้าง ก็พยายามคุยกันว่าอย่าเอากลับมาที่บ้าน ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือถ้ามี Conflict อะไรในความสัมพันธ์ เขา Identify มันได้เร็ว แล้วจะมาคุยกับผมเลย ถ้าทะเลาะกัน-เห็นไม่ตรงกันก็ถกเถียงกันจนจบแล้วหาข้อสรุป ไม่มีการทะเลาะข้ามวัน ซึ่งจริงๆ ดีมากเพราะว่าผมเป็นคนที่ไม่ค่อยง้อคน แล้วบางทีผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีปัญหา”

คุณชาช่า: “ชาช่าไม่มีอีโก้ ไม่งอน หรือรอให้มาง้อ คือเขาเป็นแบบผู้ช้ายผู้ชาย บางทีเขาไม่เก็ต ชาช่าก็ต้องไปบอกเขาตรงๆ ว่าไม่ค่อยโอเคกับตรงนี้นะคะ เพราะพี่ณพร้อมที่จะแก้ปัญหากับชาช่าตลอด ไม่มีการโทษชาช่าฝ่ายเดียว เขาจะโอเค งั้นเดี๋ยวปรับตรงนี้แบบนี้ดีไหม ชาช่าคิดว่าทุกคู่แหละที่ทะเลาะกัน แต่ขึ้นกับว่าทั้งคู่อยากจะหาทางออกไหม ถ้าเกิดยังพยายามอยู่ทั้งคู่ ยังไงต้องไปรอด”

คุณณ: “ผมว่าต้องมีคนหนึ่งที่เป็นเหมือนชาช่าที่หาปัญหาให้เจอแล้วพูดออกมา จะได้จบ ไม่ใช่งอนกันเป็นวันเป็นอาทิตย์ น่าจะไม่เวิร์ค แบบนั้นน่าจะไปกันยาก”

ความต่างที่ลงตัว

คุณณ: “ผมว่าเราเหมือนกันตรงที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก รักความสะอาดมากเหมือนกัน ชอบกินเหมือนกัน แต่ตอนแรกเขาไม่ใช่สายกินขนาดผม แบบต้องไปลองร้านโน้นประเทศนี้ ผมเป็นคนพาเขาเข้ามาสายนี้” 

คุณชาช่า: “แต่นิสัยไม่เหมือนกันค่ะ อย่างพี่ณจะนิ่งๆ ช่าก็จะพูดเยอะ แต่รู้สึกว่าก็เป็น A Good Match นะคะ”

คุณณ: “บางทีชีวิตผมก็เครียดไป พอมีชาช่าก็ทำให้ผมไม่เครียดเท่าเดิม” 

คุณชาช่า: “สำหรับชาช่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องบังคับตัวเองให้ทำ อย่างที่บอกไปว่าคุณตาก็ทำงานตลอดและเข้าโรงพยาบาลบ่อย ช่าก็จะไปอยู่กับคุณตา ไปทำให้เขาหัวเราะ ทำให้เขายิ้ม เป็นรูทีนของชาช่าทุกอาทิตย์ค่ะ ก็เลยมาทำให้พี่ณแทน มันเลยไม่รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง มันคือเหมือนเป็นตัวชาช่าที่พยายามทำให้คนรอบข้างหัวเราะ มีความสุข ด้วยการเป็นตัวเอง เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องปรับอะไรขนาดนั้น เหมือนเป็นตัวเองเรื่อยๆ

จากคู่รักสู่คู่แต่งงาน

คุณณ: “ผมอายุใกล้สามสิบแล้ว รู้สึกพร้อม ที่สำคัญปีนั้นธุรกิจของตัวเองค่อนข้างดีก็เลยถือว่าการเงินก็พร้อม ก็เลยตัดสินใจขอแต่งงานครับ”

คุณชาช่า: “ความจริงเราไม่ค่อยคุยเรื่องแต่งงานกันนะคะ คือเรามองอนาคตร่วมกันไว้อยู่แล้ว แต่เรื่องเมื่อไหร่จะขอนี่ไม่มีเลย คือชาช่าคิดอยู่แล้วว่ายังไงก็อยู่กับคนนี้ ส่วนเขาจะขอแต่งเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

“ตอนเขาขอก็ดีใจที่จะได้เริ่มสเต็ปต่อไป เพราะว่าก่อนแต่งทางบ้านชาช่า Conservative มากๆ คือห้ามนอนค้างบ้านพี่ณเลย ต้องกลับบ้านทุกวัน ไปเที่ยวก็ต้องแยกห้อง พอแต่งงานจะได้เริ่มเข้ามาอยู่กับเขา เป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่สำหรับชาช่าคือมีความสุขมากค่ะ” (ยิ้ม)

Transition Phase 

คุณชาช่า: “เคยได้ยินคนพูดกันว่าช่วงเตรียมงานแต่งจะทะเลาะกันเยอะ แต่คู่เราไม่มีเลย เพราะเขาปล่อยให้ชาช่าครีเอทีฟได้หมด (หัวเราะ) ทุกอย่างเลยง่ายมาก แต่ก็จะเคารพการตัดสินใจของเขานะคะ อะไรที่ต้องตัดสินใจร่วมกันก็จะไปถามเขา” 

คุณณ: “สำหรับผมงานแต่งงานเป็น Transitionary Phase มากกว่า เป็นจุดที่เราผ่านไปเพื่อจะเป็นทีมเดียวกัน ถ้ามัวขัดแย้งกันทุกอย่าง งานจะเดินช้า ผมเลยปล่อยชาช่าจัดการเรื่องธีม สี ดอกไม้ต่างๆ ไปเลย มีแค่เรื่องอาหารที่ผมจะซีเรียสหน่อย เพราะผมเป็นสายกิน เวลาไปเที่ยวคือไปกินเป็นหลัก จัดตารางไปลองร้านอร่อยแน่นๆ ชมวิวเป็นเรื่องรอง พอเป็นงานแต่งก็เลยเลือกร้านที่เราทั้งคู่ชอบจริงๆ มา เช่น ร้านสีฟ้า คั่วกลิ้งผักสด เทพผัดไทย 984Wolf หรือ Madbeef” 

คุณชาช่า: “ชาช่าไม่ได้มีภาพในใจว่าต้องแบบนี้แบบนั้น การเตรียมงานเลยเป็นไปแบบสบายๆ เช่น เรื่องดอกไม้แค่บอกโทนสีกับออร์แกไนเซอร์ไป แล้วให้เขาจัดการ ชาช่าขอแค่มีดอกไลเซนทัสเยอะๆ เพราะเป็นดอกไม้โปรดของคุณตา ท่านเสียไปก่อนจะได้เห็นชาช่าแต่งงานก็เลยอยากรู้สึกว่าท่านอยู่ด้วยและท่านจะได้คิดว่างานเราสวย พอถึงวันงานก็มีดอกไลเซนทัสเต็มงานเลย (ยิ้ม) เป็นงานที่อบอุ่นและมีความสุขค่ะ เพราะแขกทุกคนเป็นคนที่รักและสนิทมาก”

Life as a Newlywed

คุณณ: “หลังแต่งงานได้มาใช้ชีวิตกันจริงๆ เราก็มีปรับตัวเรื่องความเป็นอยู่ครับ เพราะว่ารูทีนเยอะและมีความเฉพาะตัวทั้งสองคน ก็ต้องเอามาเบลนด์กัน ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น อย่างเตียงนอนก็ต้องซื้อใหม่เป็นไซส์ใหญ่เลย เพราะชาช่าเขาจะมีวิธีการนอนของเขาที่ต้องใช้พื้นที่เยอะ วางหมอนเยอะจนผมเบียด แล้วก็ต้องการที่เก็บของเยอะๆ ก็ซื้อเฟอร์นิเจอร์มาเติม” 

คุณชาช่า: “พี่ณเคลียร์พื้นที่ตู้ให้เยอะเลยค่ะ แล้วก็ผ้าห่มก็ต้องแยก เพราะชาช่าชอบผ้าห่มหนัก พี่ณชอบผ้าห่มเบา แล้วก็มีเรื่องอุณหภูมิที่ปรับเข้าหากัน เพราะพี่ณนอนเย็นมาก 16 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิต่ำสุดที่แอร์ทำงานได้ เขาก็ปรับขึ้นมาหน่อยให้ชาช่าโอเคด้วย เวลาเขาเข้านอนทีหลังและตื่นก่อนก็จะย่อง ชาช่าชอบลุกไปเข้าห้องน้ำกลางคืนก็ต้องย่อง คือเรามีความเกรงใจให้กันค่ะ”

คุณณ: “จริงๆ ตอนแรกผมคิดว่าว่าพอแต่งงานแล้วเราน่าจะต้องการพื้นที่ส่วนตัวอยู่บ้าง แต่สรุปมันไม่เป็นแบบนั้น ทั้งที่ผมเป็นคนมีความเป็นส่วนตัวสูง เป็นคนอินโทรเวิร์ตที่เวลาอยู่กับคนนานๆ จะรู้สึกดูดพลังงาน แต่กับชาช่าไม่เป็น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องมานั่งคุยนั่งเอนเตอร์เทนกันตลอดนะ บางทีผมก็นั่งทำงานของผม เขาก็นั่งทำงานองเขา เราก็อยู่กันได้”

คุณชาช่า: “เราแทบไม่มีพื้นที่ส่วนตัวค่ะ ชาช่าจะไปรังควาญเขาตลอด (หัวเราะ) เพราะเราขี้เหงาไง ก็จะแบบ…พี่ณทำอะไรอยู่ ส่วนมากเขาก็จะทำงานอยู่ ช่าก็จะเปิดทีวีข้างๆ ชาช่าเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าพอมาอยู่ด้วยกันจริงๆ มันจะยากนะ แต่จากที่มาอยู่กัน ตอนนี้ก็สองอาทิตย์ ช่ารู้สึกว่ามีความสุขมากๆ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันยากค่ะ  

เรียนรู้จากกันและกัน

คุณชาช่า: “สิ่งดีๆ ที่ได้จากพี่ณคือ พอคบกับพี่ณแล้วชาช่าโตขึ้นในทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การดูแลตัวเอง เมื่อก่อนชาช่าก็เป็นลูกคนเล็กก็จะแบบ อะไรๆ ก็แม่ พ่อ พี่เลี้ยง แต่มาอยู่กับเขา ชาช่าเห็นเขาดูแลตัวเองเป็น ทำงานเอง ทำให้ชาช่าอยากขยันและมีวินัยเหมือนเขาบ้าง ทั้งที่เขาไม่เคยขอให้ช่าทำหรือเปลี่ยนอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่เราเห็นเขาแล้วยากพัฒนาตัวเองค่ะ”

คุณณะ: “เขาทำให้ผมรู้จัก Enjoy the Moment มีช่วงหนึ่งที่พี่บริษัทของผมเองบรรลุเป้าหมายแล้วแต่ผมก็มองเป้าหมายต่อไปทันที ซึ่งชาช่าก็คอยเตือนผมว่าอย่าลืม Celebrate ที่มาถึงจุดนี้นะ มีความสุขกับตรงนี้สักนิดที่ทำได้ขนาดนี้แล้วค่อยไปต่อ

“สำหรับผมชาช่าทำให้ผมเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับชีวิตครับ”


“Gumber Bear”

ลีน่า-หมิว ชวนพรีออเดอร์ “Gumber Bear” อุนย่า อุนยาย ต้องมีไว้กอด

 แฟนคลับเตรียมใจละลายได้เลย เมื่อสองสาวสุดฮอต “ลีน่า – หมิว” เปิดตัวลูกสาวสุดคิวท์ตุ๊กตาหมีผีเสื้อ “Gumber Bear” จนเป็นกระแสฮือฮาและกลายเป็นขวัญใจด้วยความน่าเอ็นดู โดยพร้อมประกาศเปิดพรีออเดอร์ให้อุนย่า อุนยาย ได้จับจองความน่ารักของหลานแบบออฟฟิเชียลแล้ว บอกเลยว่าน่ารักเกินต้านจนเหล่าแฟน ๆ ต้องรีบตั้งปลุกอย่างแน่นอน!

สำหรับ “Gumber Bear” มาพร้อมดีไซน์ซิกเนเจอร์หมีตัวนุ่มฟูมาพร้อมปีกผีเสื้อสีหวานรายละเอียดจัดเต็มทุกมุม เห็นแค่ครั้งแรกก็ใจละลาย มองมุมไหนก็น่ารัก น่ากอด งานนี้เหล่าแฟนคลับของลีน่าหมิวห้ามพลาด เพราะเป็นการเปิดพรีออเดอร์ครั้งแรก ในราคา 790 บาท ตั้งแต่วันที่ 18 – 31 ธันวาคมนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.com

 ลีน่า ลลินา เล่าถึงความพิเศษของน้องว่า  “เบบี๋คนแรกมาแล้วค่ะ! ‘น้องกัมเบอร์แบร์’ เกิดเมื่อ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา น้องได้ DNA ความน่ารักของพวกเรามาเต็ม ๆ ทั้งตาสีน้ำตาล แก้มชมพูแป๋วแหวว ขนตาเด้ง ขนนุ่มฟูเกรดพรีเมียม นอกจากน้องจะมีความน่าฟัดน่ากอดแล้ว ทุกรายละเอียดบนตัวน้องคือตัวแทนและบันทึกรักของพวกเราค่ะ ที่อุ้งเท้าจะมีรูปผีเสื้อ และที่หูขวาจะมีดอกเดซี่สีชมพูประดับอยู่ เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงโมเมนต์ที่พวกเรา ‘ตกหลุมรักกัน’ ฝากเอ็นดูหลานคนนี้ แล้วมาช่วยแม่ลีน่ากับแม่หมิวเลี้ยงน้องไปด้วยกันนะคะ”

หมิว ณัชชา สปอยต่อว่า “ที่ปีกสีชมพูของน้องยังมีดอกเดซี่สีขาวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ ซึ่งผีเสื้อก็คือตัวแทนของ ลีน่า ส่วนดอกเดซี่สีขาวคือตัวแทนของ หมิว รวมกันแล้วมันคือ ความรักบริสุทธิ์ที่เรามีให้กัน ความสนุกอีกอย่างคือน้องหมีกัมเบอร์แบร์ยังเป็นไอคอนแฟชั่นอีกด้วย ตอนนี้พวกเราทั้งสองคนพร้อมส่งต่อความรักแล้ว รอทุกคนมารับหลานไปดูแลอยู่นะคะ รับรองว่าน้องไม่ดื้อ ไม่ซน แถมขี้อ้อนที่หนึ่งเลยค่ะ!”

​เตรียมตั้งนาฬิกาปลุกรอได้เลย ใครอยากรับเลี้ยงน้อง “Gumber Bear” มาอยู่ข้างกาย รีบจับจองก่อนความน่ารักนี้จะหมดสต็อก! ใครที่ได้มาครอบครองพาไปอวดโฉมกันได้ในงาน “LENAMIU Born to Shine Fan Meeting” แฟนมีตติ้งครั้งแรกของแม่ลีน่าหมิวในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Phenix Grand Ballroom ชั้น 5

“Gumber Bear”