Blue Moon เสิร์ฟความอร่อยระดับตำนานในคอนเซ็ปต์ Tapas Bar
There and back again
ครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางของโฟรโด้กับแซม แต่เป็นเรื่องราวของเพื่อนกลุ่มหนึ่งนำโดย เบญญา นันทขว้าง ที่รวมตัวกันเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลากว่า 38 ปีมาแล้ว
นั่นคือ Blue’s Bar ในปี 1988 ร้านที่ตั้งชื่อตามเรื่องราวของ “พระจันทร์สีน้ำเงิน” อันเป็นบทประพันธ์อิงชีวิตจริงของ วงศ์เมือง นันทขว้างผู้เป็นพี่ชาย โดยสุวรรณี สุคนธา และในยุคนั้นคนเก๋ๆ ในวงการแฟชั่น-โฆษณา จะต้องรู้จักกลุ่มผับในย่านสารสิน-หลังสวนกันอย่างดี ใครไม่มาเป็นตกเทรนด์
จากความฮิตแน่นตรึมของ Blue’s Bar จึงมีภาคต่อเป็น Red Bar และ White Café ตามลำดับจนได้ชื่อว่ากลุ่มร้านสามสี ต่อมาในห้วงแห่งการเปลี่ยนแปลงศตวรรษใหม่ ยุคบูมของการตลาดแบบ below the line กลุ่มนี้ก็ได้ใช้โอกาสนั้น ผันตัวหลบไปทำงานหลังฉากในรูปของบริษัท Concept Catering ในนามของ White Café Catering เปิดศักราชของการผสานอาหารเข้ากับคอนเซ็ปต์ของอิเวนต์ โดยออกแบบคิดค้นให้อาหารและเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญในการขับประกายส่องแสงให้ theme ของงาน ไม่ว่าจะเป็นสีสัน รูปแบบ หรือการนำเสนอ
ด้วยเชื่อมือในประสบการณ์จากการทำอิเวนต์เจาะกลุ่ม exclusive นับพันครั้ง สยามพารากอนจึงชักชวน White Café ให้ล็อคคิวจากคนเบื้องหลังที่รู้จักกันดีในกลุ่มออกาไนเซอร์ ออกมาทำงานเบื้องหน้า โดยผนึกกำลังกับกลุ่มนักสะสมเครื่องดื่มรายใหญ่ เปิดป๊อบอัพโปรเจ็คในชื่อ Blue Moon โซน Eatelier ชั้น 4 ของสยามพารากอน เสิร์ฟทาปาสไทย-เทศ กับเครื่องดื่มระดับโลกที่นักสะสมถวิลหาจนถึงกลางปีนี้

อาหารแนะนำ
แน่นอนจะต้องมีอาหารที่เป็นตำนานสร้างบริษัท signature dish ของ Blue’s Bar สารสินมาในงานนี้ด้วย นั่นคือ “ข้าวผัดปลาทู” อาหารแบบกินได้ทุกเพศทุกวัยที่มีต้นกำเนิดแสนเรียบง่ายนั่นคือ เจ้าของร้านชอบกินข้าวสวยร้อนๆ คลุกปลาทูใส่น้ำปลาแบบแม่ทำให้กินตอนเด็ก แต่…ขี้เกียจแกะ ก็เลยเกิดไอเดียว่า งั้นให้ครัวแกะเอามาทำเป็นข้าวผัดเลยดีกว่า คาดไม่ถึง อาหารที่ดูธรรมดาจานนี้ กลับได้รับความนิยมจนแพร่พันธุ์ไปทั่วประเทศ แต่ของแท้ออริจินั้น จะต้องเอาปลาทูตัวอ้วนผิวสีเงินวาววับ มาทอดเสียก่อนแล้วแกะเอาแต่เนื้อ เวลาจะผัดข้าวต้องคั่วอีกครั้งจนหอมฟุ้งเและปรุงรสแค่น้ำปลาชั้นเลิศเท่านั้น จบเลย

“ไส้อั่ว” ของคนในตระกูลนันทขว้างจากลำพูนก็ไม่ธรรมดา เพราะเราพิถีพิถัน ค่อยๆ หั่นมันหมูให้เป็นลูกเต๋าขนาดจิ๋ว ไม่ใช้เครื่องบดไฟฟ้า เมื่อผสมลงไป ไส้อั่วถูกย่างเจอความร้อนจึงได้สัมผัสชุ่มฉ่ำ และขั้นตอนย่างก็ไม่ใช่แค่ย่างถ่าน แต่เรายังได้ทริกมาจากภูมิปัญญาแปดริ้ว ท่านว่าให้รมควันด้วยกากมะพร้าวที่ได้จากการคั้นกะทิ ไส้อั่วจึงมีกลิ่นรสที่หอมล้ำกว่าย่างถ่านธรรมดา กินคู่กับน้ำพริกหนุ่มผักลวกตามธรรมเนียม หรือถ้าเบื่อ ก็สามารถสั่งเป็นสปาเก็ตตี้ผัดไส้อั่วได้ ส่วนสายเนื้อ ขอแนะนำของหากินยาก “ลิ้นแดดเดียว” นุ่มและกรอบที่ยิ่งสนุกมากขึ้น เมื่อปะทะรสกับแจ่วมะเขือปลาร้ามาเป็นตัว

ข้างฝั่งอาหารเทศ house special จานที่เป็นการผสานวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น คือ “กระทงทองโฮตาเตะ” ที่ใช้หอยเกรดซาชิมิจากญี่ปุ่น ปรุงรสด้วยโชยุ มิริน และน้ำมันงา ท็อปให้กรี๊ดขึ้นด้วยไข่ปลาซัลมอน ได้รสความกรอบ หวานหอมและเค็มมันในคำเดียว

จากญี่ปุ่นข้ามไปสเปน Figatell in Tomato Sauce เป็นจานที่ได้แรงบันดาลใจจากไส้กรอกชนิดมีทบอลของแคว้นวาเลนเซียแห่งสเปน ที่นั่นเขาใช้เนื้อผสมหมู ปรุงรสแล้วพิเศษตรงต้องห่อด้วยมันร่างแหเสียก่อนจะย่าง ในเมืองไทย มันชนิดนี้จะต้องสั่งพิเศษไม่มีวางขายทั่วไป เมื่อครั้งที่เวลายังหมุนช้า เชฟจากโลกเก่าจะใช้มันร่างแหนี้ห่ออาหารที่ต้องการรักษาความชุ่มชื้นเวลาปรุง เช่นหอยจ๊อ หรือเผือกในบ๊ะจ่าง เพราะเยื่อบางๆ ของมัน จะซึมละลายให้ความชุ่มชื้นอย่างทั่วถึง อันเป็นความละเมียดละไมที่ปัจจุบันถูกข้ามไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากนั้น Figatell ของเรายังเสิร์ฟกับซอสมะเขือเทศโฮมเมด และ Parsley Oil น้ำมันหอมสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นในค่ำคืนหนึ่งจากครัวของ White Café ทำด้วยExtra Virgin Olive Oil และพาร์สลีย์สดกับเครื่องเทศ เป็นเครื่องชูรสที่เรียกว่าช่วยส่ง after taste ให้ประทับใจยิ่งขึ้นและเหมาะกับไวน์แดงที่สุด เราภูมิใจในน้ำมันนี้มากจนต้องนำมาใช้กับอาหารเด่นอีกจาน คือ Grilled Octopus หนวดหมึกยักษ์ย่างน้ำมันมะกอก ความกรุบของปลาหมึกเมื่อกินกับน้ำมันหอมๆ และ Aioli อย่างธรรมเนียมทาปาสบาร์ของเมืองกระทิงดุ เป็นรสชาติที่ต้องลิ้มลอง

อ่านมาถึงตรงนี้ คงพอจะเดาอายุ food director ของกลุ่มกันได้แล้ว เลยจะขอนำเสนออาหารจากอดีตที่รู้จักกันดีในยุค 70’s นั่นคือ corned beef โดยเฉพาะของ อสร.อันลือลั่น ถือเป็นของโก้มากในสมัยหนึ่ง และเราได้รื้อฟื้นตำรา มาพลิกแพลงนำเสนอให้คนรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองของดี
คำว่า corned หลายคนคงสงสัย เอ๊ะ ข้าวโพดมายังไง corn ในที่นี้หมายถึง ลักษณะนามของเกลือชนิดเม็ด ฝรั่งเรียก เม็ดเกลือทะเลใหญ่ๆ ว่า corns of salt เมื่อนำเนื้อมาบ่มในน้ำเกลือ จึงได้ชื่อว่า corned beef ซึ่งจะต้องคัดเลือกใช้เนื้อส่วนพื้นท้องที่ตุ๋นแล้วคงความเป็นเส้นสวยงามเท่านั้น ใช้เนื้อนี้บ่มเย็นในนำเกลือผสมเครื่องเทศนานห้าวัน จึงเคี่ยวไฟอ่อนๆ กับสมุนไพรให้เปื่อยนุ่มหอม ที่ Blue Moon เราเสิร์ฟคอร์นบีฟสองแบบ คือแบบกินเล่น ผสมซาวร์เคราท์ เป็นก้อนแล้วชุบแป้งทอด กับแบบไทย คือข้าวผัดคอร์นบีฟ เพิ่มความเผ็ดหอมด้วยพริกขี้หนูสวนหอมแดงซอย บีบมะนาวปรี๊ดให้ถูกปากคนไทย

ข้างฝ่ายเครื่องดื่มก็ไม่ธรรมดา เรามี Apple Green Tea ชื่อง่ายๆ แต่วิธีทำซับซ้อน เพราะทำจากแอปเปิ้ลเขียวสดๆ คั้นด้วยเครื่อง cold pressed แล้วผสมลงในชาแอปเปิ้ล cold brew เรียกว่าทั้งคั้นเย็นและชงเย็นกันเลยทีเดียว สายหวานน้ำส้ม เราเลือกเสิร์ฟน้ำส้มมะปี๊ดหรือ Kumquat จากจันทบุรี ผสมน้ำผึ้งโซดา จนได้ความหอมที่เหนือชั้นกว่าน้ำส้มทั่วไป และหากใครชอบกลิ่นและรสของพีช ต้องลอง Peach Rose Sparkling ที่อัพความหอมให้เข้มด้วย rose tea elixir สูตรพิเศษจาก Dilmah

เล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อจะบอกว่า ไหนๆ จะกลับมาเปิดร้านกันทั้งที ก็ย่อมต้องใช้ประสบการณ์อันยาวนานกลั่นกรองนำเอาทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ที่ผ่านการคิดมาอย่างดีภายใต้คอนเซ็ปต์ Tapas Bar มานำเสนอ เมื่อคนหลังฉากอย่างพวกเราได้เวลาออกโรงอีกครั้ง