VEX KING

เลิกหลอกตัวเอง! “ทำไมต้องฝืนยิ้มตอนพัง” : เว็กซ์ คิง ( VEX KING )

นี่คือเบื้องหลังชีวิตของ เว็กซ์ คิง ( VEX KING ) นักเขียนเจ้าของยอดขาย 2 ล้านเล่ม จาก Good Vibes, Good Life ที่ติดอันดับ 1 จาก Sunday Timesที่กว่าจะประสบความสําเร็จอย่างวันนี้ วัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค เมื่อพ่อเสีย ทั้งแม่ เขา และพี่น้องอีกสองคนมีสภาพไม่ต่างจากคนไร้บ้าน ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักแหล่ง นานหลายปี ความยากจน คําพูดเหยียดหยามก่อบาดแผลในใจ ทว่าก็เป็นแรงบันดาลใจให้เขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิต 

เว็กซ์อ่านหนังสือพัฒนาตัวเองหลายเล่มตั้งแต่อายุ 14 ปี หนังสือสอนให้เขามองโลกในแง่ดีขึ้น กระทั่ง อายุ 20 ชีวิตเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะประสบปัญหาการเรียนในมหาวิทยาลัย บวกกับต้องทํางานอย่างหนัก เพราะที่บ้านแทบไม่มีเงินใช้ ชีวิตถูกรุมด้วยปัญหา เขาค้นพบว่าการ “มอง” โลกแง่บวกเพียงอย่างเดียวไม่อาจ ช่วยได้ สิ่งสําคัญคือต้อง “สร้าง” พลังบวกและเรียนรู้ที่จะยอมรับอารมณ์สุขและทุกข์ในทุกด้าน นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่เขาแชร์ข้อความในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นนักเขียนโด่งดังและมีโอกาสมานั่งพูดคุยกับ แพรว ในวันนี้

VEX KING

คุณเขียนถึงความยากลําบากในวัยเด็กไว้ใน Good Vibes, Good Life หลายเรื่อง ระหว่างที่ เขียนได้ตกผลึกอะไรเพิ่มเติมไหมคะ

“แค่ตระหนักว่าผมมาไกลแค่ไหนแล้ว และไม่เคยลืมความยากลําบากที่ผ่านมา ความจริงประสบการณ์ ที่ผมเจอไม่ได้ยากเกินกว่าจะเขียนหรอกครับ เพราะผมเขียนด้วยความรู้สึกเป็นอิสระ เขียนในจุดที่ตัวเองเติบโตขึ้น จึงไม่เจ็บปวดอะไร ต้องขอบคุณอดีตด้วยซ้ําที่ทําให้มีผมในวันนี้ เพราะคงไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย ถ้าไม่ได้

ผ่านความเจ็บปวด

“จําได้ว่าช่วงที่แชร์ข้อความแรก ๆ ในออนไลน์ผมใช้ #goodvibesonly สาเหตุที่ผมเลือกใช้แฮชแท็กนี้ เพราะรู้สึกว่าผู้คนในโลกออนไลน์เป็นทุกข์ เราเห็นความคิดลบเต็มไปหมด ซึ่งก่อนหน้านั้นผมเคยมีโอกาสอ่านหนังสือ เกี่ยวกับ Law of Vibration หรือกฎแห่งแรงสั่นสะเทือน เนื้อหาเล่าว่าถ้าคุณสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้ คุณจะสร้างชีวิตที่ดีได้ ซึ่งพลังเหล่านี้อยู่ในความคิด ความปรารถนา การลงมือทํา และจะสะท้อนกลับมาหาคุณ เช่น เราเชื่อเหลือเกินว่าเรามองโลกในแง่บวกสุด ๆ แต่ลึกลงไปเราไม่ได้คิดเช่นนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดก็อาจจะ ไม่ได้ตามที่คิดไว้ ผมอยากแชร์เรื่องเหล่านี้ให้ทุกคนได้รับรู้ เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของผมในการเล่นออนไลน์ คือการส่งต่อข้อความพลังบวก ซึ่งคุณสามารถส่งได้ทุกที่ทุกเวลา

“ช่วงแรกผมไม่ได้หวังอะไรนอกจากอยากให้ข้อความเหล่านี้ได้เผยแพร่ออกไปมากที่สุด อีกเหตุผลหนึ่งของการเขียนก็เพื่อสํารวจความคิดตัวเอง สิ่งที่ทําให้รู้ว่าผม มาถูกทางแล้วก็คือการได้รับข้อความจากผู้ชายคนหนึ่ง เขาเล่าว่าเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อความของผม เขาตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ เรื่องนี้ประทับใจผม มาก และทําให้ผมตระหนักถึงพลังของคําพูดที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้

“เพราะฉะนั้นตอนเขียนหนังสือ Good Viber, Good Lite ผมบอกตัวเองว่า แม้จะขายหนังสือได้เพียงหนึ่งเล่ม แต่ถ้าผมสามารถเปลี่ยนชีวิตใครสักคนได้แค่ คนเดียวก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่ผมซาบซึ้งมากที่สุดคงไม่ใช่จํานวนเล่มที่ขายได้ แต่ เป็นเจตนารมณ์ของตัวเองที่ช่วยให้ผู้อ่านสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้”

ปัจจุบันสังคมเต็มไปด้วยปัญหา ทั้งสงคราม สิ่งแวดล้อม และ การเมือง มีข้อแนะน่าในการใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาเหล่านี้อย่างไรให้มี ความสุขไหมคะ

บางครั้งผมรู้สึกเห็นแก่ตัวที่อยากจะอยู่อย่างมีความสุข ขณะที่คนบางกลุ่ม อาจต้องทนทุกข์กับปัญหาที่พวกเขาเจอ ยังรู้สึกว่าตัวเองน่าจะทําอะไรได้มากกว่านี้ แต่คุณรู้ไหม เราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ได้อย่างใจ ดังที่ท่านมหาตมะ คานธี เคยพูดไว้ว่า “Be the change that you wish to see in the world.” หมายถึง “จงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คุณปรารถนา จะเห็นในโลกใบนี้ คือจงเปลี่ยนตัวเองเสียก่อนที่จะหวังให้สิ่งอื่นเปลี่ยน คุณไม่ สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกได้ แต่สิ่งที่คุณทําได้คือแผ่ความเมตตา ความรัก และหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะให้แรงบันดาลใจแก่คนอื่น ๆ และถ้าเราเผื่อแผ่ได้ไกลพอ เราอาจจะหยุดความรุนแรงต่อโลกได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวคุณ นั่นคือ สิงทีเราควบคุมได้

“ซึ่งการที่เราจะควบคุมอะไรก็ตาม ต้องเริ่มจากการตระหนักรู้ในตัวเองก่อน คือรู้ว่าฉันเป็นใคร บทบาทของฉันเป็นอย่างไร ฉันจะทําเรื่องเชิงบวกให้กับสังคม ได้อย่างไร ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง การตระหนักรู้จะช่วยส่งต่อถึงสังคมรอบข้างในเชิงบวก มากขึ้น ลองสังเกตดูนะครับ ถ้าคุณตัดสินใจเรื่องอะไรก็ตามในขณะที่กําลังโกรธ ผลลัพธ์มักออกมาไม่ดี แต่ถ้าคุณตัดสินใจขณะที่กําลังสงบ มีความสุข การตัดสินใจนั้น จะออกมาในทิศทางที่ดีกว่า ถ้าพวกเรารวมถึงผู้นําโลกสามารถเลือกที่จะตัดสินใจใน ภาวะที่ตัวเองเป็นสุขได้ เราคงแก้ปัญหาให้โลกนี้ได้ดีขึ้น”

VEX KING

เมื่อเจอความทุกข์ที่ดูไร้ทางออก คุณมีวิธีหลุดจากวัฏจักรนั้นอย่างไรคะ 

“แค่รับรู้อารมณ์ของตัวเอง บางครั้งเวลาอยู่ในสถานการณ์ย่ําแย่ ถ้าคุณบอก ตัวเองว่าฉันต้องมีความสุข ฉันต้องมองโลกในแง่บวก แล้วพยายามโยนความ รู้สึกนั้นทิ้งไปหรือแสร้งว่าไม่มีอยู่จริง จะเสียสุขภาพจิตมากกว่าครับ เพราะเวลาที่ คุณจดจ่ออยู่กับอารมณ์ลบมาก ๆ ก็ไม่ต่างจากการโยนลูกบอลเปล่าลงน้ํา ยิ่งโยนแรง ก็ยังกระเด้งกลับมาหาคุณแรง อารมณ์ลบก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อผมมีอารมณ์ แย่ ๆ จะใช้วิธีนั่งลงมอง เหมือนเวลาดูหนังเลยครับ แต่รับรู้ถึงมันและดูมันไป เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องตัดสินอะไร

“ดร.จิล โบลเต้ เทย์เลอร์ (Dr.Ji Bolte Taylor) นักประสาทวิทยา กล่าวว่า ปกติอารมณ์มนุษย์จะคงอยู่ราว ๆ 20 วินาทีตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ ถ้าคุณ สามารถนั่งมองไปเรื่อย ๆ จะรู้ว่าอารมณ์เป็นแค่ความรู้สึกทีเดียวก็หายไป เพราะ สุดท้ายแล้วเราไม่ใช่อารมณ์ที่เราเป็น

การนั่งเฝ้ามองอารมณ์โดยไม่คิดอะไร แม้เพียง 90 วินาทีก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันนะคะ

“แน่นอนครับ ไม่ง่ายเลย และไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทําได้ทุกครั้งด้วย แต่ ทุกอย่างต้องเริ่มจากการฝึกฝน ผมใช้วิธีสูดหายใจเข้า แต่รับรู้ว่าความรู้สึกเกิดขึ้น แล้วนะ ถ้าโกรธมากก็ให้รับรู้ว่าโกรธและอยู่กับมัน ลองสังเกตดูจะเห็นว่าความรู้สึก เหมือนเมฆก้อนใหญ่ทีสุดท้ายจะจางหายไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องนิยามหรือตัดสินแค่รับรู้เท่านั้น

“นอกจากนี้ผมแนะน่าว่าการนั่งสมาธิช่วยได้มาก ผมฝึกมาตั้งแต่อายุ 14 และท่าต่อเนื่องจนตอนนี้ผมอายุ 38 แล้ว ก็ยังทําสมาธิทุกเช้า เพราะจะช่วยดึงเรา กลับมาอยู่กับช่วงเวลาปัจจุบัน แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ายาก ลองใช้วิธีเขียนความรู้สึก ดูครับ วิธีนี้ช่วยให้ผมรับรู้ถึงอารมณ์ของตัวเอง และถ้าคุณยังติดอยู่ในภาวะนั้น จนถอนตัวยาก เช่น โกรธมากจนไม่รู้จะระบายอย่างไร อาจฟังดูบ้านะ แต่ลอง ระบายสีลงบนกระดาษแรง ๆ ระบายความโกรธของคุณออกมาให้หมดจนรู้สึกว่า ได้ปลดปล่อย คุณจะเบาขึ้น เพราะเมื่อคุณยึดติดกับความรู้สึกบางอย่างมากเกินไป คุณกําาลังทรมานตัวเอง

เหตุผลสําคัญที่มนุษย์ต้องเยียวยาตัวเองคืออะไรคะ 

“ตั้งแต่เกิดมาบนโลกเราไม่สนใจหรอกว่าผู้คนหน้าตาเป็นอย่างไร เราไม่ได้ตัดสินใคร เรารู้จักแค่ความรักจากพ่อแม่เท่านั้น แต่เมื่อคุณโตขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น คุณเริ่มสร้างอีโก้ เริ่มแยกตัวเองออกจากตัวตนข้างใน รวมถึงคนรอบข้าง คุณเริ่ม ตั้งค่าถาม เริ่มตัดสิน และหลายสิ่งในชีวิตกลายเป็นเงื่อนไข จนกลายเป็นความเชื่อสุดท้ายความเชื่อนั้นเป็นสาเหตุที่ทําให้กังวลจนสร้างบาดแผลในใจ และหลายครั้งที่ แผลเหล่านั้นได้พรากคุณค่าของคุณไป

“เพราะฉะนั้นการเยียวยาไม่ใช่แค่รักษาแผลทางใจ แต่เป็นการเยียวยาความเชื่อ บางอย่างที่ได้รับมาตลอดชีวิต และเป็นวิธีที่ได้รู้จักตัวเองเช่นกัน เพราะเวลาเยียวยา เราต้องนึกย้อนกลับไปดูที่ต้นตอ เราอาจจะได้รู้ว่าชีวิตฉันไม่ได้ฟังแต่แรก เรา จะเริ่มรู้ว่าชีวิตติดขัดตรงไหน

อย่างที่รู้กันว่าโชเชียลมีเดียท่าให้เกิดการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับ ผู้อื่นและด้อยค่าตัวเอง มีวิธีใช้โซเชียลมีเดียอย่างเท่าทันอย่างไรคะ

“เรื่องแรกที่คุณต้องจําไว้คือเวลาผู้คนเล่นโซเชียล เขาแค่โพสต์โมเมนต์ที่ดี ที่สุดในชีวิต ไม่มีใครโพสต์เรื่องเศร้าหรือจุดที่แย่ เรื่องที่สอง รูปไม่กี่รูปไม่สามารถ บอกเรื่องราวทั้งชีวิตได้ เหมือนกับที่คุณไม่มีทางรู้จักหนังสือทั้งเล่มถ้าได้อ่านเพียง แค่ประโยคเดียว คุณไม่มีทางรู้จักใครจากรูปเดียว และข้อที่สาม ไม่ใช่ทุกสิ่งในโซเชียลจะเป็นเรื่องจริง บางครั้งก็ปลอมทั้งหมดด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเปรียบ เทียบตัวเองกับคนในโซเชียล ก็เหมือนเรากําลังเปรียบเทียบกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง และ โซเชียลก็ทําให้เราวิตกกังวลมากกว่าเดิม ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเยอะกับเด็กรุ่นใหม่ 

“ทุกวันนี้เราใช้เวลามากมายไปกับโซเชียลมีเดีย และมันก็พรากคุณไปจากเวลา ปัจจุบันรวมถึงความจริงตรงหน้า นั่นคือเหตุผลที่เราวิตกกังวล คุณสร้างเรื่องราว และจินตนาการถึงชีวิตของคนอื่นอย่างไม่รู้จบสิ้น ทั้งยังไม่สามารถหลุดออกจาก วังวนนั้น คุณหลงอยู่ในวัฏจักรความกลัวในจิตใจ แต่เมื่อคุณอยู่กับปัจจุบัน ความ วิตกกังวลจะหายไป เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องสําคัญมากที่จะใช้โทรศัพท์ให้เป็นเวลา

“สําหรับผมยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเสี่ยงโซเชียล เพราะต้องโพสต์งานลงในอินสตาแกรมทุกวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องฝึก ก่อนที่จะแนะนําใครก็ต้องทําเอง ให้ได้ก่อนจริงไหมครับ (หัวเราะ) สิ่งที่ผมทําก็คือหลังจากนั่งสมาธิช่วงเช้าผมจะ ใช้เวลานั้นเล่นโซเชียลมีเดีย ซึ่งปกติผมจะโพสต์งานผ่านคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะ ตอบคําถามบางคอมเมนต์ แล้วก็ไม่เล่นอีกเลย จะกลับมาเล่นอีกครั้งในช่วงเย็น ใช้เวลาราว ๆ 10 – 15 นาที ดูคอนเทนต์อื่น ๆ บ้าง แต่จะเสพสิ่งที่เป็นบวกกับใจ ไม่ดูคนรบราฆ่าฟันหรือการแข่งขันทางการเมือง เพราะยิ่งทําให้รู้สึกแย่ เพราะฉะนั้น ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้คนที่เราติดตามเป็นบวกกับชีวิตหรือเปล่า”

หลายคนรู้สึกกลัวเมื่อต้องเปิดเผยด้านที่ไม่มั่นใจ คุณมีวิธีสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเองอย่างไร

“ผมเคยแชร์เรื่องราวในชีวิตหลายอย่างผ่านทั้งทางออนไลน์และหนังสือ ตั้งแต่เรื่องในอดีต ความเชื่อ ความรู้สึก ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมภูมิใจ เช่น บางคร้งความเจ็บปวดในวัยเด็กก็ทําให้ผมอยากเอาคืนกับโลกบ้าง ผมเคยไม่มั่นใจเคยพูดจาแย่ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือมนุษย์ต้องยอมรับตัวเองให้ได้ทั้งดีและร้าย

เพราะทุกอย่างทําให้เป็นตัวเราในวันนี้ เมื่อยอมรับตัวเองได้ เราจะรู้สึกถึงความเป็น อิสระที่จะพูดว่าเรารู้สึกอย่างไร เคยเป็นใครและท่าอะไรมาก่อน ที่สําคัญเมื่อคุณ ยอมรับในสิ่งที่เป็น จะไม่มีใครทําร้ายคุณได้ เพราะคุณรู้ดีว่าตัวเองคือใคร 

“ผมเข้าใจนะว่าขั้นตอนแรกของการเปิดเผยความรู้สึกยากเสมอ เพราะ มนุษย์กลัวการโดนตัดสิน เรากลัวความคิดเห็นของคนอื่น และเรื่องจริงคือบางคน ก็ตัดสินเราจริง ๆ แต่ถ้าคุณผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ คุณจะมีอิสรภาพ แล้วทุกอย่าง จะง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น Self-love หรือการรักตัวเองจึงสําคัญ มันคือการยอมรับ ตัวตนข้างใน และถ้าคุณยอมรับตัวเองได้ คุณจะยอมรับคนอื่นได้ มีเมตตาขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ดัง ที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “Love is a bridge to other people.” รักคือสะพานที่เชื่อมเรากับผู้คน

แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะมอบความเมตตาให้กับคนที่ไม่ชอบนะคะ

“ความเมตตาจะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณเมตตาต่อตัวเอง มันคือการยอมรับจุดด้อย ของเรา เรื่องยากของการยอมรับจุดบกพร่องของคนอื่นเกิดจากคุณไม่ชอบสิ่งนั้น และถ้ามองให้ลึก จุดด้อยนั้นก็คือสิ่งที่คุณมีและไม่กล้ายอมรับเช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยอมรับสิ่งนี้ไม่ได้ ก็จะตัดสินคนอื่นเสมอไป สุดท้ายโลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ หรอกครับ แค่มอบความเมตตาให้เขา เพราะเขามีปัญหาเหมือนเรานี่แหละ ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน”

พูดถึงความรักในหนังสือ Things No One Taught Us About Love คุณเขียนไว้ว่า “ความรักและสถานะความสัมพันธ์ไม่เกี่ยวข้องกัน เรา สามารถรักบางสิ่งหรือบางคนโดยไม่ต้องระบุสถานะความสัมพันธ์” แต่สําหรับคนที่ต้องการสถานะในความสัมพันธ์ล่ะคะ

“คุณต้องเข้าใจถึงความหมายของความรักก่อน เรื่องจริงคือคุณสามารถรัก อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือผู้คน เพราะความรักเกิดจากข้างในตัวคุณ แต่ ไม่ได้หมายความว่าคุณจําเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งนั้น เพราะเป็นเรื่องยาก เกินไปที่จะระบุสถานะหรือติดป้ายความสัมพันธ์กับทุกสิ่งที่เรารัก

“ยกตัวอย่างนะครับ คุณชอบรูปภาพหนึ่งมาก ทั้งที่รู้ว่ารูปนั้นไม่ได้รักคุณ กลับ ไม่มีพลังแห่งรักออกมาจากภาพนั้น แต่เราก็ยังรักรูปนั้นอยู่ดี แสดงให้เห็นว่า ภาพได้สะท้อนความรักที่คุณมีต่อมัน นี่เรียกว่าความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องการ

อะไรตอบแทน

“แต่ผมเข้าใจว่าเมื่อคุณหลงรักใครคนหนึ่งมากๆ แล้วเขาก็รักคุณกลับเช่นกัน แต่ถ้าเขาไม่ต้องการสถานะในความสัมพันธ์ก็อาจทําให้คุณเจ็บปวด สิ่งที่คุณต้องจําไว้ คือคุณสมควรอยู่กับคนที่มีใจและทุ่มพลังงานให้ความสัมพันธ์เช่นเดียวกับที่คุณหวัง เพราะฉะนั้นถ้าคนนั้นไม่ได้มีพลังงานเช่นเดียวกับคุณก็ควรปล่อยเขาไป เพราะ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะควบคุมให้ใครทําในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ

เพราะฉะนั้นควรเลือกคนที่รักเราตอบมากกว่าคนที่เรารักเขามากอยู่ฝ่ายเดียว

“ส่วนตัวผมคิดว่าใช่ครับ ผมอยากเปรียบเทียบความสัมพันธ์เหมือนกับการสร้างสวน ในความสัมพันธ์นอกจากแต่ละฝ่ายจะมีพื้นที่ของตัวเองแล้ว เรายังมีสวน ตั้งอยู่ตรงกลาง ถ้าใครคนนั้นไม่ช่วยคุณดูแลสวน เหลือเพียงคุณตัวคนเดียว สวนนั้น คงไม่ออกดอกผลงดงามเต็มที่ จึงเป็นเรื่องสําคัญที่จะหาคนที่อยากดูแลสวนตรงกลาง มากเท่ากับที่คุณอยากจะดูแล แต่สุดท้ายถ้าเขาไม่อยากดูแลสวนกับคุณอีกต่อไป ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักคุณ เขาแค่ไม่อยากดูแลสวนกับคุณเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นความรักกับสถานะความสัมพันธ์เป็นคนละเรื่องกัน

เมื่อความคาดหวังไม่ได้บรรจบกับความจริง มีวิธีจัดการความผิดหวังยังไงคะ

“ที่จริงความคาดหวังไม่ได้แย่เสมอไป มีทั้งด้านดีและเสีย อย่างในความสัมพันธ์ เราสร้างความคาดหวังที่เอลกับชีวิตคู่ได้ เช่น ผมคาดหวังให้คู่ชีวิตแสดงถึงความ เข้าใจและความรัก แต่โดยส่วนมากความคาดหวังมักสร้างความเจ็บปวดมากกว่าเพราะฉะนั้นหนทางที่จะต่อสู้กับความคาดหวังคือความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจ ในสิ่งที่มี เพราะเราได้อยู่กับความจริงตรงหน้า

“สมมติว่าผมคาดหวังให้คู่ชีวิตทําให้ผมมีความสุขตลอดเวลา นี่ไม่ใช่ความ คาดหวังที่ดี เพราะความสุขเป็นสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบให้เกิดขึ้นเอง คู่ชีวิตไม่มีหน้าที่สร้างความสุขให้คุณได้ตลอดเวลา แต่เขาสามารถสร้างความสุขร่วมกับคุณได้เพราะฉะนั้นต้องทําความเข้าใจก่อนว่าความคาดหวังเป็นเรื่องของฉัน

และมีเพียงแค่ฉันที่จะตอบสนองสิ่งนี้ต่อตัวเองได้ คนรักไม่ได้มีหน้าที่เติมเต็มความคาดหวัง เพราะถ้าหวังพึ่งเขาตลอด คุณคงจะพบแต่ความเจ็บปวด อย่างที่รู้ คู่ชีวิตไม่ได้ สร้างความสุขให้เราเสมอไป”

คุณมีทริคดูแลความสัมพันธ์กับภรรยาไหมคะ

(หัวเราะ) “สิ่งสําคัญคือคุณต้องรู้ว่าคุณถกเถียงกับคู่ชีวิตด้วยวิธีไหน ส่วนมาก เวลาที่เราทุ่มเถียงกันจะมีแนวโน้มว่าฉันต่อต้านคุณ ไม่ก็คุณต่อต้านฉัน เหมือน การก่อสงครามที่ต่างฝ่ายต่างต้องสู้กัน จากนั้นผลที่ตามมาจะมีแค่เมื่อคุณคุณจะเจ็บ และถ้าคุณวิ่งก็คือการหนีจากปัญหา ดังนั้นคุณต้องเป็นทีมเดียวกัน สิ่งสําคัญคือ ต้องรักษาความเคารพ งกันและกัน ผมคิดว่าเราควรปรับมุมมองใหม่เป็นว่าเรา ทุ่มเถียงกัน อย่างไร มากกว่าเราทุ่มเถียงกัน เรื่องอะไร

“เพราะทุก ๆ ความสัมพันธ์ต้องมีการถกเถียงกันสักวัน ไม่มีทางเลี่ยงได้ สิ่งสําคัญคือคุณจะรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลําบากอย่างไรต่างหาก ผมพยายาม อย่างมากที่จะเคารพความคิดเห็นของภรรยา (Kaushal Modha) เพราะบางที ผมคิดว่าผมถูก แต่เธอก็คิดว่าเธอถูก แล้วใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูก บางครั้งเราทั้งคู่ อาจจะถูกก็ได้นะ เพราะฉะนั้นการพูดคุยกันจึงสําคัญมาก มันเป็นการสร้างสะพาน เชื่อมระหว่างเราสองคน มีคําพูดหนึ่งเขียนไว้ว่า เมื่อหัวใจแยกออกจากกัน คุณ จะยิ่งตะโกนดังขึ้น ทุ่มเถียงดังขึ้น เพราะเราไม่ได้ยินกันและกัน แต่เมื่อหัวใจ ใกล้กัน คุณไม่ต้องตะโกน เพราะไม่ได้อยู่ไกลกันอีกต่อไป”

หากอยากพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น ต้องทําอย่างไรคะ 

“ทําสิ่งที่ต้องการจากคนรักให้ตัวเองก่อน จงเป็นคนนั้นด้วยตัวคุณเอง ทุกวันนี้ หลายคนพยายามตามหาคนที่ใช่ คนที่จะรักฉันอย่างสุดหัวใจ คนที่จะยอมรับ ทุกจุดบกพร่องในชีวิต คนที่คอยรับฟังและอดทนทุก ๆ การกระทําของฉัน แต่สิ่งที่ อยากถามกลับคือคุณทําสิ่งนี้ให้ตัวเองแล้วหรือยัง หากค่าตอบคือยัง ก็ต้องถาม ตัวเองว่าแล้วทําไมไม่ทําล่ะ จากนั้นคุณก็จะเริ่มคิดได้ว่าสิ่งที่คุณขาดคือการยอมรับข้อผิดพลาดในตัวเอง

“ส่วนมากมนุษย์ก้าวสู่ความสัมพันธ์โดยขาดความรักในตัวเองแล้วโหยหาจากคนอื่น แทนที่จะสร้างรักและความเชื่อมั่นให้ตัวเอง เรากลับท่าตัวเป็น People Pleasing (คนที่ชอบเอาใจคนอื่น) เพราะหวังให้เขาเติมเต็มบางอย่างในตัวเรา นี่จึง เป็นเหตุผลที่ Self-love สําคัญมากหากคุณยอมรับตัวเองได้ เมื่อได้เจอกับใครบางคน คุณจะยอมรับได้ในสิ่งที่ พวกเขาเป็น ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาต้องทําอะไรให้ เพราะคุณยอมรับในตัวเองได้แล้ว Matt Kahn นักเขียนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “People can only meet you, as deeply as they’ve met themselves.” คือยิ่งรู้จักตัวเองได้ลึกซึ้งเท่าไร คนอื่นก็จะรู้จักคุณได้ลึกซึ้งเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในชีวิตคู่ เมื่อก่อนผมเคย คิดว่ามีหนทางไหนที่ภรรยาจะทําให้ชีวิตผมดีขึ้นบ้าง (อย่าเข้าใจผิดนะครับ เธอทําให้ ชีวิตผมดีขึ้นทุกทางอยู่แล้ว) แต่เมื่อปรับมุมมองและถามตัวเองใหม่ว่าคุณจะทําให้ ตัวเองดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เมื่อเลิกโยนความคาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยนชีวิตเรา แล้ว หันมาเปลี่ยนชีวิตด้วยตัวเอง เมื่อนั้นความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้น”

ทุกความสัมพันริย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แม้จะรู้ แต่ยอมรับได้ยาก คุณมีค่าแนะน่าอย่างไรบ้างคะ

“การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้และทุกสิ่งต้องเปลี่ยนครับ ควรมอง มุมใหม่ คิดเสียว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่คุณต้องจดจําคือแม้จะเป็น คืนมืดมิดที่สุด ถึงอย่างไรแสงแดดก็จะปรากฏขึ้นในยามเช้า ในวันที่ชีวิตต้องเผชิญ กับเรื่องโหดร้ายที่สุด อย่างไรก็ต้องเจอกับแสงสว่างเข้าสักวัน เพราะฉะนั้นถึงแม้เรา จะพยายามเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงเพราะทําให้ไม่สบายใจ แต่ถ้าชีวิตไม่เปลี่ยน ไม่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลําบาก เราคงไม่เติบโตขึ้นในฐานะของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลง

จึงทรงพลังมาก

มีการเปลี่ยนแปลงไหนที่ทําใจยอมรับได้ยากไหมคะ

“หลายเรื่องเลยครับ เรื่องง่ายและใกล้ตัวที่สุดคือเวลาเข้าร้านอาหาร ผม มักสั่งเมนูเดิมเป็นประจํา ซึ่งภรรยาบอกเสมอว่าลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง ก็จริงอย่างที่ เธอว่า ถ้าติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆ จะไม่มีทางรู้ว่าตัวเองพลาดอะไรไปเลย อย่างผม มาหางานที่เมืองไทยครั้งนี้ ถ้าผมกินอาหารตะวันตกแบบที่ชอบ ไม่ลองอาหารไทย ผมคงไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารไทยอร่อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าเรายอมรับการเปลี่ยนแปลง ได้ เมื่อนั้นอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้”

หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่โหดร้าย เช่น สูญเสียครอบครัว เพื่อน หรือ คนที่เรารัก คุณมีวิธีรับมืออย่างไรคะ

“สิ่งสําคัญที่สุดที่ผมพูดเสมอคือรับรู้ถึงความโศกเศร้าเสียใจนั้นไว้ ไม่เป็นไรเลย ที่จะรู้สึกเศร้า เพราะเราก็เป็นมนุษย์ แน่นอนว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกที่คุณกําลัง เผชิญอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพยายามมองโลกในแง่บวก ถ้าเพื่อนคุณหรือคนใกล้ตัว อยู่ในภาวะที่เขากําลังสูญเสียใครไป ไม่ต้องปลอบใจเขาว่าไม่เป็นไรหรอก พยายาม มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เพราะไม่ช่วยอะไร มีแต่จะทําให้เขาทุกข์เพิ่มขึ้น คุณควรเป็น ที่พักพิงให้เขาสบายใจ แค่พูดว่าเสียใจด้วยนะกับการสูญเสีย และให้เวลาเขาอยู่ กับตัวเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สําคัญมากครับ พยายามทําดีกับตัวเองไว้ อยู่ในพื้นที่ที คุณสบายใจ หรือถ้าเกินทนไหว ระบายมันออกมาได้

“ไม่แน่ว่าในช่วงเวลานั้นคุณอาจนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองได้สร้างความทรงจําทีดีให้กับคนที่จากไปมากแค่ไหน”

VEX KIN