เตรียมพบกับอีกหนึ่งบทบันทึกแห่งความทรงจำของสองสาวสุดฮอต “หลิงหลิง คอง” และ “ออม กรณ์นภัส” กับโฟโต้บุ๊กเล่มใหม่ “LING & ORM WHEN WE’RE 2GETHER” The Official Photobook of LINGORM ที่จะพาแฟน ๆ หนีไปสู่โลกของความรู้สึกและภาพจำผ่านคอนเซ็ปต์ “RUN AWAY WITH ONE’S LOVER” การหลบหนีมากับคนรักแล้วสร้างพื้นที่ส่วนตัว เพื่อสร้างความเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง โดยภาพถ่ายภายในเล่มถ่ายทอดอารมณ์ในสไตล์ Modern, Arts และ Grunge ที่สะท้อนเสน่ห์เฉพาะตัวของคู่ “หลิง-ออม” แบบที่ไม่มีใครเคยเห็นในราคา 1,127 บาท เตรียมจับจองพรีออเดอร์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.com พิเศษสุด! ทุกการสั่งซื้อจะได้รับสิทธิ์ลุ้นร่วมกิจกรรม SPECIAL EVENT กับ “หลิง-ออม” ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยโฟโต้บุ๊กจะจัดส่งตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ทาง Ch3Thailand และ 3Plus

บันทึกความทรงจำที่จับต้องได้ “LING & ORM WHEN WE’RE 2GETHER”

เตรียมพบกับอีกหนึ่งบทบันทึกแห่งความทรงจำของสองสาวสุดฮอต “หลิงหลิง คอง” และ “ออม กรณ์นภัส” กับโฟโต้บุ๊กเล่มใหม่ LING & ORM WHEN WE’RE 2GETHER”  The Official Photobook of LINGORM ที่จะพาแฟน ๆ หนีไปสู่โลกของความรู้สึกและภาพจำผ่านคอนเซ็ปต์ RUN AWAY WITH ONE’S LOVER” การหลบหนีมากับคนรักแล้วสร้างพื้นที่ส่วนตัว เพื่อสร้างความเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง

โดยภาพถ่ายภายในเล่มถ่ายทอดอารมณ์ในสไตล์ Modern, Arts และ Grunge ที่สะท้อนเสน่ห์เฉพาะตัวของคู่ “หลิง-ออม” แบบที่ไม่มีใครเคยเห็นในราคา 1,127 บาท เตรียมจับจองพรีออเดอร์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.com พิเศษสุด! ทุกการสั่งซื้อจะได้รับสิทธิ์ลุ้นร่วมกิจกรรม SPECIAL EVENT กับ “หลิง-ออม” ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568

 โดยโฟโต้บุ๊กจะจัดส่งตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ทาง Ch3Thailand และ 3Plus

ยุรี เกนสาคู

ยุรี เกนสาคู Power of Art ศิลปะการเสียดสีที่ซ่อนในความสดใส

เมื่อเห็นภาพวาดคาแร็คเตอร์ น่ารัก สดใส มาพร้อมประกายกลิตเตอร์ระยิบระยับ หลายคนร้องอ๋อทันทีว่าเป็นฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินที่ได้รับการยอมรับในเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ ด้วยผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ แฝงไว้ด้วยประเด็นสังคม 

วันนี้ แพรว ชวนเธอมาคุยถึงเจตนารมณ์และวิธีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจนได้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์โฮโนลูลู ประเทศ สหรัฐอเมริกา, พิพิธภัณฑ์ศิลปะโม ประเทศญี่ปุ่น, An Innovative Art Gallery and Artist Residency ที่เมืองลาโรแชล ประเทศฝรั่งเศส

ผู้หญิงกับศิลปะ

กว่าจะมาเป็นศิลปินที่ได้มีนิทรรศการของตัวเอง ได้รับเชิญไปสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะในต่างประเทศ บุรีต้องผ่านเรื่องราวมากมาย เราชอบงานศิลปะตั้งแต่เด็ก ชอบ ระบายสีตัวการ์ตูน ชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง อาราเล่ ดราก้อนบอล และชอบการ์ตูนของ Studio Ghibli โดยเฉพาะแอนิเมชั่นเรื่อง Spinned Away ที่ลายเส้นน่ารักมาก ส่วนพวก งานเพ้น ระดับมาสเตอร์ชอบผลงานของปาโบล ปิกาโช หรือปอล เซซาน ดูแล้วเพลิน ตาดี ทําให้ตอนเข้ามหาวิทยาลัยตัดสินใจเรียนภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เลือกลงเรียนวิชาที่เป็นแนวอินทีเรียร์หรืออะไรก็ได้ที่ทําให้ได้วาดรูป 

“แต่ตอนเรียนไม่มีความมั่นใจเลยนะคะว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ยิ่งตอนเรียนจบ คุณพ่อเสีย ยิ่งคิดหนักว่าจะไปต่อดีไหม แม้ที่บ้านจะไม่กดดัน แต่ก็ไม่ได้สนับสนุน โชคดีที่หลังจากเรียนจบทางมหาวิทยาลัยมีโปรเจ็กต์ Brand New เบิดโอกาสให้คนทํางานศิลปะที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยวได้มาสร้างสรรค์และขายผลงานของตัวเอง และเราได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้แสดงผลงานด้วย งานตอนนั้นเป็นการเพ้นติ้งบนผ้าใบ มีกิมมิกด้วยพื้นผิวสีน้ํามัน ปรากฏว่าผลตอบรับ ดีเกินคาด มีแกลเลอรี่ ติดต่อขอซื้อผลงานเกือบหมด น้ําตาจะไหลเลยค่ะ ทําให้ ดสินใจเดินบนเส้นทางนี้ต่อ

“หลังจากนั้นแกลเลอรี่ 100 ต้นสนติดต่อชวนไปทํางานด้วยกัน ซึ่งความที่ เป็นแกลเลอรี่ศิลปะร่วมสมัย มีชื่อเสียงระดับโลก และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร ศิลปะอย่าง London a Contemporary Art เราจึงตัดสินใจร่วมงานด้วย ถึงตอนนี้ ก็ 20 ปีแล้วค่ะ ระยะเวลาที่ผ่านมามีทั้งงานแสดงเดี่ยวและแบบกลุ่ม รวมถึงงาน ด้านคอมเมอร์เชียลที่ให้เราออกแบบลวดลายสินค้าต่าง ๆ อย่างฉลากบรรจุภัณฑ์ ขวดนํ้าคริสตัล หรือการออกแบบสติกเกอร์ไลน์ให้กับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในโอกาส ครบรอบ 75 ปี คงเป็นโชคดีด้วยมังคะที่ทํางานออกมาแล้วมีคนชื่อ อาจเป็นเพราะ เขาชอบในคาแร็คเตอร์ต่าง ๆ ที่เราออกแบบ อย่างเช่น การใช้ตัวละครสัตว์หรือ การ์ตูนมังงะเข้าไปผสมผสานกับวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture) และตัวละคร เหล่านั้นก็สามารถสื่อสารอะไรบางอย่างได้ด้วย เราจึงคิดว่าลูกค้าคงชอบจุดนี้ คนเห็นเยอะเข้าก็นําไปบอกต่อ จนเราได้มีโอกาสไปร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ได้ไปร่วมจัดนิทรรศการที่ต่างประเทศอยู่เรื่อย ๆ (ยิ้ม)

“อีกหนึ่งความโชคดีคือการทางานในสายนี้ สังคมสมัยก่อนอาจมีการกีดกัน ความเป็นผู้หญิงกับงานศิลปะ บางคนต้องใช้ชื่อผู้ชายในการลงนามในผลงานเพื่อให้ ได้รับการยอมรับ รวมถึงโอกาสที่จะเข้าถึงการแสดงงานในพิพิธภัณฑ์และงานแสดง ระดับนานาชาติที่ยังไม่เท่าเทียม แต่ในปัจจุบันเราคิดว่าโลกค่อนข้างเปิดกว้างแล้ว ไม่ว่าเพศไหนก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาได้ เพราะโฟกัสที่ผลงานมากกว่า แต่ถ้าเป็นสายงานด้านอื่น ๆ แน่นอนว่ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับ รูปแบบการทํางานในแต่ละองค์กร อาจโดนผลกระทบที่ต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม เราก็อยากเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น

เรื่องสิทธิ หน้าที่ หรือโอกาสที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ “ถ้าถามถึงอุปสรรค ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง เกิดจาก ตัวเราเองล้วน ๆ ในเรื่องของการมีวินัย การมีสมาธิ และการจดจ่อกับงาน ด้วยความ ที่เราเป็นเจ้านายตัวเอง ฉะนั้นต้องค้นหาข้อมูล หาอุปกรณ์ ทําอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยตัวเอง ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมรวมถึงบรรยากาศในการทํางานให้ดี เพื่อที่เราจะได้ โฟกัสกับงานได้เต็มที่ เหมือนเป็นการแข่งขันกับตัวเอง ไม่ได้แข่งกับใคร และอย่างที่รู้ กันว่าเมื่อก่อนวงการศิลปะในประเทศเรามีพื้นที่ให้แสดงฝีมือค่อนข้างน้อย แต่ช่วงหลัง เริ่มมีแกลเลอรี่หรือมิวเซียมมากขึ้น ศิลปะเกิดความเคลื่อนไหว ไม่เฉพาะแต่งานเพ้นต์ เป็นที่นิยมในแต่รวมไปถึงงานสตรีทอาร์ตและอาร์ตทอยที่ช่วงนี้กระแสมาแรงมาก เด็กรุ่นใหม่ ทําให้คนหันมาสนใจศิลปะกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นผลดีกับเราด้วยค่ะ”

เสียดสีในเฉดสดใส

ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของยุรีคงรู้ว่าภายใต้ผลงานอันน่ารักสดใสนี้ มีประเด็น ทางสังคมที่เสียดสีได้อย่างเจ็บปวดซ่อนอยู่ “เอกลักษณ์ของงานเรา ถ้าเป็นงานเพ้นต์ คงเป็นการใช้ตัวการ์ตูนที่น่ารัก แต่แฝงด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างลึกและหลากหลาย ไม่ว่า จะเป็นเรื่องภายในจิตใจของมนุษย์ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การเมือง หรือเรื่องราวใน สังคม ล้อไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

“ทีมาของการหยิบยกประเด็นทางสังคมเกิดจากการที่เราได้มีส่วนร่วมอยู่ใน ห้วงเวลานั้น ๆ อย่างเรื่องการเมืองที่ค่อนข้างมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของ คนในสังคม แม้เราจะไม่ได้โดนเยอะขนาดนั้น แต่ก็เห็นได้จากคนรอบข้าง รวมถึง เราเป็นคนที่อินกับเหตุการณ์ในสังคมอยู่แล้ว ทําให้งานไม่แยกออกจากชีวิต จะเป็น เหมือนการจดบันทึกด้วยภาพ หรือเวลาเล่นโทรศัพท์แล้วเห็นข่าวเรื่องต่างๆ เรา มักจะหยิบเรื่องที่สนใจหรืออินกับมัน อย่างเรื่องเฟมินิสต์เราก็ใส่ลงไปในผลงาน ที่ชื่อว่า “Lady Key เป็นผลงานประติมากรรมรูปหล่อ โดยปั้นเป็นแมวเพศเมียนั่งกอดเข่าส่งสายตาละห้อย และที่หว่างขามีแม่กุญแจล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่าง รัดกุม แฝงนัยเรื่องของการกดขี่ทางเพศและความทรมานของอิสตรี 

“หรืออย่างเรื่องการสมรสเท่าเทียมที่ใส่ลงไปในนิทรรศการ The Mansion of Platea ครั้งล่าสุดในภาพที่ชื่อว่า The LGBTC+ Sailors in the World of Two Surr ทีเราวาดเซเลอร์มูนในเวอร์ชัน LGBTC+ เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมกันของทุกเพศโดยเลือกน่าสัตว์ในธรรมชาติที่มีการรักเพศเดียวกันมาวาด อย่างโลมา เพนกวิน ยีราฟ ถึง และพอกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้ จึงวาดแหวนลงไปในนิ้วมือ ของสัตว์ด้วย อยากนําเจตนารมณ์ของเราถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพราะอยากให้ผู้ที่ มาชมได้อะไรบางอย่างกลับไปด้วย แต่ถ้าเรื่องทีเรามีประสบการณ์โดยตรง ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องจิปาถะอย่างในชีวิตประจําวัน เช่น ขโมยเพิ่งขึ้นบ้านไม่นานมานี้ จึงใส่ลงไป ในภาพวาด The Stealing Raccoon and the Sin of Greed” โดยใช้แร็กคูนที่มีนิสัยชอบขโมยมาเป็นตัวละครแทนโจร น่ามาสร้างสรรค์ให้เป็นผลงานศิลปะให้บันเทิง ใจ ดีกว่ามานั่งโกรธแค้นแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นมาค่ะ (หัวเราะ) 

“ส่วนสไตล์งานที่ทุกคนเห็นว่าน่ารักสดใส ความจริงเราแค่รู้สึกเบื่อโลก จึง วาดอะไรที่ไม่เหมือนจริงเพื่อหลีกหนีสิ่งที่เห็นด้วยตา โดยใช้สัตว์ต่าง ๆ ที่ให้ ที่ให้ความ รู้สึกน่ารัก ไม่มีพิษภัย มีความตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจาก รสนิยมที่เราชอบความสนุกสนาน จึงอยากแปรสิ่งที่ไม่ดีให้สวยงาม ช่วยลดทอน ความโหดร้ายของเนื้อหา เพื่ออย่างน้อยที่สุดเราจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมัน ง่ายขึ้น เพราะเราไม่ใช่สายก้าวร้าวหรือรุนแรงขนาดนั้น ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่า ต้องการจะสื่อถึงเรื่องอะไร

The Mansion of Plates

นิทรรศการต้อนรับการกลับมาของบุรีหลังห่างหายจากการจัดแสดงผลงาน ที่ประเทศไทยกว่า 5 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศ การต่อสู้ และความเข้มแข็งของผู้หญิง ผ่านวัฒนธรรม นิทานพื้นบ้าน และเรื่องราวจาก ประวัติศาสตร์ “งานนี้ถือเป็นนิทรรศการเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ทํามา อาจจะยาก ทีสุดเลยด้วยป่า เพราะด้วยพื้นที่ที่ใหญ่มาก กว่าจะผลิตออกมาได้แต่ละชิ้นก็ใช้ เวลาประมาณ 2 – 3 เดือน กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ใช้เวลาร่วมปี จึงภูมิใจนําเสนอ นิทรรศการนี้มากๆ อยากให้มากันเยอะ ๆ นะคะ (งานมีถึง 18 มีนาคม 2025 ณ ศูนย์งานศิลปะ JWD Art Space)

“แรงบันดาลใจของงานนี้ เราอยากสื่อเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเพื่อลด ความเหลื่อมล้าในสังคม โดยเลือกใช้ตัวละครอย่างผีและปิศาจมาอุปมาถึงความ ซับซ้อนทางสังคม เพราะจะสังเกตได้ว่าในตํานานหรือเรื่องเล่าของพี่มักเป็นผู้หญิง ที่ถูกทําร้ายจนเกิดเรื่องน่าเศร้าในประวัติศาสตร์ เช่น ผีโอคิคุ เมดูซา แม่นาค หรือแม่มด รวมถึงตัวละครที่ไม่เคยถูกอคติ แต่ก็ยังโดนว่าร้าย โดยเลือกหยิบ ไอคอนสมัยใหม่อย่างลิซ่าและเหล่านักรบสาวเซเลอร์มูน เพื่อเปลี่ยนตัวละคร เหล่านั้นให้เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของผู้หญิงจากการไม่ยอมจํานนต่อำนาจการกดขี่ทางเพศ

“ห้องแรกสุดเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของเมดูซาและเทพอาธีน่า หนึ่งในตํานาน ปกรณัมกรีกที่ตกเป็นเหยื่อของอํานาจทางเพศ เมดูซาถูกตราหน้าว่าเป็นสัตว์ประหลาด เรื่องราวคร่าว ๆ คือเดิมเมดูซาเป็นผู้หญิงสวยมาก จนเทพโพไซดอนถูกใจแล้ว บุกเข้าไปข่มขืน ณ กลางวิหารศักดิ์สิทธิ์ของอาธีน่า ด้วยความที่อาธีน่าเจ้าของวิหาร มีความอิจฉาในความสวยของเมดูซา จึงสาปให้กลายเป็นปีศาจครึ่งคนครึ่งงู แต่ โพไซดอนที่ก่อเรื่องกลับไม่โดนลงโทษอะไร สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการข่มขืน ในสังคมชายเป็นใหญ่ หลายครั้งที่ผู้ถูกกระทําถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิด จึงอยากยกมาเป็นตัวอย่างของความไม่ยุติธรรมและความไม่เท่าเทียม

“ห้องถัดมาด้านซ้ายเป็นภาพจิ้งจอก 9 หางที่ตั้งใจวาดเป็นข่า Blackpinkt ตอนที่เธอไปแสดง Crazy Horse Paris ช่วงนั้นมีกระแสทั้งชื่นชมและกระแสลบ เราจึงหยิบเหตุการณ์ตรงนั้นมาเล่า ซึ่งจิ้งจอก 9 หางตามตํานานมักเล่าในมุมมอง ของความชั่วร้าย สื่อถึงสัญลักษณ์ของการล่อลวงชายด้วยความงาม แต่สําหรับเรา มองว่าแท้จริงแล้วความงามไม่ใช่ต้นตอของความผิดบาป แต่อาจเป็นกลุ่มคนที่ ลุ่มหลงในความงามเองหรือเปล่าที่ไม่เอาไหน

“ส่วนภาพด้านขวาเลือกเซเลอร์มูนมาเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเป็นการ์ตูนในยุคปฏิวัติความเป็นเพศหญิง อย่างสมัยก่อนฮีโร่ที่ต่อสู้กับเหล่าร้ายมักเป็นชาย หรือในขบวนการ 5 สีจะมีผู้หญิงแค่ 1 คน ซึ่งเซเลอร์มูนเป็นการ์ตูนที่สามารถ ถ่ายทอดความเป็นผู้หญิงที่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเองได้ และไฮไลต์ของงานนี้คือรูปภาพงานผีนับจานหรือผีโอคิคุของญี่ปุ่น เป็นเรื่องเล่าโศกนาฏกรรมของสาวใช้โฉมงาม โดนฆ่าเพราะไม่ยอมเป็นภรรยาซามูไร ณ ปราสาทฮิเมจิ ในตํานานเล่าว่าซามูไรสั่งให้สาวใช้หรือโอคิคดูแลจานล้ําค่า 10 ใบ แต่สาวใช้ท่าแตก 1 ใบ จึงถูกซามูไรลงโทษด้วยการให้นับจานให้ครบ 1 – 10 ไป ตลอดชีวิต แต่บางตํานานก็เล่าว่าแท้จริงแล้วสาวใช้ไม่ได้ทําแตก แต่ชามูไรน่าจาน ไปซ่อนเพื่อหวังให้เธอชดใช้ความผิดด้วยการเป็นภรรยา แต่เธอไม่ยอม จึงเลือก ที่จะรักษาเกียรติของตนด้วยการกระโดดลงบ่อน้ํา ซึ่งปัจจุบันบ่อน้ําแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ จึงอยากยกมาเป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่ถูกข่มเหงรังแกไม่มีทางสู้

“สุดท้ายเป็นห้องมืด เราใช้เทคนิคภาพถ่ายฟิล์มกระจก เป็นสไตล์ Photo Portrait โดยเรานํารูปภาพที่ถ่ายออกมาใส่ในกรอบรูปอย่างดี ซึ่งในสมัยก่อนคนที่ จะถ่ายภาพแบบนี้ได้ต้องเป็นคนสําคัญและร่ํารวย แต่เราเลือกผู้หญิงที่เป็นคน ชายขอบหรือบุคคลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างเช่น ผีแม่นาค เป็นตํานาน หญิงสาวที่แทนความเป็นสตรีเพศในหลายแง่มุม ทั้งในฐานะภรรยา แม่ และตัวแทนของความรักที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสะท้อนบทบาทของผู้หญิงในสังคมไทย แต่สุดท้าย บางเรื่องเล่าบอกว่าวิญญาณเธอถูกกักขัง ต้องทนทุกข์อย่างเจ็บปวด และความพิเศษ ของโซนนี้คือบางคนเชื่อกันว่าปกติแล้วกล้องจะถ่ายไม่ติดผี

แต่งานของเราถ่ายติดผีผู้หญิงเหล่านี้ได้นะ (ยิ้ม) เหมือนเป็นการให้คุณค่าและให้ความสําคัญในตัวตน ของหญิงแกร่งทั้งหลายเหล่านั้นที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต แม้ผีผู้หญิง ในเรื่องเล่าจะไม่ถูกให้ความสําคัญ แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่มีคุณค่า และปัจจุบัน เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังไม่เลือนหายไปจากสังคมด้วยซ้ําไป

“แม้ผลงานของเราจะมีความเป็นเพศอย่างชัดเจน แต่อยากเน้นในเรื่องของ ความเท่าเทียมด้วย ไม่ได้อยากพูดถึงแค่เรื่องอุปสรรคของผู้หญิงเพียงเท่านั้น ซึ่งเรา คิดว่าอุปสรรคของชีวิตคนเรามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การมีอยู่ของความเป็นเพศแล้วค่ะ”

Power of Art

“เราคิดว่าศิลปะมีพลังที่ช่วยกระตุ้นให้คนเกิดการตระหนักรับรู้ได้บางอย่าง เหมือนเวลาที่เราดูหนังก็จะถูกดูดเข้าไปในเรื่องราวที่สื่อนั้นกําลังจะถ่ายทอด และ ค่อย ๆ คิดตามเรื่องราวที่เขาปูมาให้ เช่นเดียวกับงานศิลปะ แต่ด้วยความที่ผลงาน ของเราอิงมาจากเหตุการณ์ในสังคมรอบตัว ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนมีประสบการณ์ร่วม อยู่แล้ว ฉะนั้นผู้ชมก็จะมีพื้นฐานของชุดข้อมูลแรก จากนั้นเมื่อเรานํามาสร้างสรรค์ เป็นผลงานศิลปะต่อ พอผู้ชมมาดูผลงานของเราอีกครั้ง เขาก็จะได้รับข้อมูลเข้าไปอีก เป็นชุดที่ 2 จะทําให้เกิดการนิ่มซับเข้าไปในความคิดเรื่อย ๆ หรืออาจได้เห็นในมุมมอง ต่าง ๆ มากขึ้น แม้ว่าคนที่รับข้อมูลบางทีเขาอาจจะไม่ได้เชื่อหรือไม่ได้ยิน แต่เราคิด ว่าศิลปะสามารถช่วยหล่อหลอมจิตใจคนได้นะ

“ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นหญิง ชาย หรือเพศอื่น ๆ ที่สังคมเริ่มเปิดกว้าง ยอมรับ แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเฉพาะ เรื่องของสังคมชายเป็นใหญ่ที่น่ามาสู่ความรุนแรงหรือการก่ออาชญากรรมต่าง ๆซึ่งเราก็ไม่ได้อยากเบถมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยากออกมาให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่อง ของความเท่าเทียมทางเพศ เพราะความรุนแรงและการกดขี่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร ทั้งสิ้น ทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม 

“เพราะมนุษย์มีคุณค่า ไม่ว่าจะเพศอะไรก็ตาม”


ที่มานิตยสารแพรว 

เรื่อง Prince ภาพ อิทธิศักดิ์ 

สไตล์ลิสต์ ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ

เพลน-ปวิตรา

ทำงานด้วยระบบ เติบโตด้วยหัวใจ มุมมองธุรกิจอาหารของ เพลน-ปวิตรา

เส้นทางธุรกิจอาหารของ คุณเพลน-ปวิตรา กอบกุลสุวรรณ จากความรักในการทำอาหาร สู่การสร้างอาณาจักร F&B (Food and Beverage) ที่เติบโตอย่างมีหัวใจ

หากพูดถึงผู้หญิงรุ่นใหม่ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจอาหารหลายแบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนและเติบโตอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ คุณเพลน-ปวิตรา กอบกุลสุวรรณ ผู้ประกอบการหญิงที่ก้าวเข้าสู่วงการ F&B ที่มีแบรนด์อาหารสุดชิค อาทิ Kay’s, Kanori และ Kayaki จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในครอบครัว ก่อนจะค่อย ๆ สร้างเส้นทางของตัวเองด้วยความตั้งใจ ความรักในอาหาร และการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง

ทำงานด้วยระบบ เติบโตด้วยหัวใจ มุมมองธุรกิจอาหารของ เพลน-ปวิตรา

คุณเบ๊นซ์-ปณิธาน, คุณโบ๊ท-ปณิธิ และ คุณเพลน-ปวิตรา กอบกุลสุวรรณ

จุดเริ่มต้นจาก “ครอบครัว” และโต๊ะอาหารเช้า

“จริง ๆ จุดเริ่มต้นมาจากครอบครัวค่ะ เราเป็นครอบครัวที่ชอบทานอาหารอยู่แล้ว และตัวเพลนเองก็ชอบทำอาหารมาตลอด”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพี่ชายของเธอเริ่มต้นทำบูทีคโฮเทลขนาดเล็ก แต่กลับได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าว่าอาหารเช้ายังไม่ตอบโจทย์ ในช่วงเวลานั้นคุณเพลนเพิ่งเรียนจบ เธอจึงตัดสินใจลองเข้ามาช่วยดูแลครัวอาหารเช้าอย่างจริงจัง

“พอลองทำไปแล้ว กระแสตอบรับดีเกินคาด เราเลยรู้สึกว่า เออ…นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี และสนุกกับมันจริง ๆ จากนั้นก็เลยตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจ F&B เต็มตัว”

ไม่ได้จบตรงสาย แต่ใช้สิ่งที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์

แม้จะไม่ได้เรียนด้านอาหารโดยตรง แต่คุณเพลนจบการศึกษาด้านบัญชี ขณะที่พี่ชายเรียนด้านมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

“ถึงจะไม่ได้เรียนทำอาหารมาโดยตรง แต่สิ่งที่เรียนบัญชีช่วยมากในเรื่องการคุมต้นทุนและโครงสร้างธุรกิจ ร้านอาหารถ้าคุมตัวเลขไม่อยู่ ต่อให้อาหารอร่อยแค่ไหนก็ไปต่อยาก”

ความรักในการทำอาหารจึงเดินคู่กับความเข้าใจเรื่องระบบและการบริหาร ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

เมนูแรกที่สร้างความมั่นใจ

เมนูที่คุณเพลนยังจดจำได้ดี และถือเป็นจุดเริ่มต้นความมั่นใจ คือ Ultimate French Toast เมนูซิกเนเจอร์ที่ยังคงมีขายอยู่ที่ Kay’s จนถึงปัจจุบัน

“ตอนแรกทำกินกันเองที่บ้าน เอานู่นเอานี่มาลองผสมกัน เป็น French Toast ไส้กล้วย มี Almond Cream แล้วท็อปด้วย Bacon Bits ปรากฏว่าที่บ้านชอบมาก เราเลยรู้สึกว่า เออ…เราน่าจะเปิดร้านได้” ซึ่งร้านแรกในเครือก็คือ Kay’s สาขารางน้ำ ซึ่งวันนี้เดินทางมาครบรอบเกือบ 10 ปีแล้วค่ะ

ทีม คือหัวใจของการไปต่อ

แม้จะผ่านความท้าทายมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้คุณเพลนยังสนุกกับการทำงานจนถึงวันนี้ คือ “ทีม”

“เราทำงานกับพี่ชายทั้งสองคน ซึ่งแต่ละคนมีสไตล์ต่างกันมาก แต่พอคุยกันแล้ว เรามีจุดแข็งคนละด้าน มันเลยทำให้ไปต่อได้ ถึงจะเจอปัญหา เราก็ยังกล้าลอง กล้าทำ”

สำหรับเธอ เสน่ห์ของธุรกิจอาหารคือการได้ทดลองสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา และความสุขที่สุดคือการได้เห็นลูกค้ามีความสุขกับอาหารตรงหน้า

บริหารงานและชีวิต ด้วยวินัยและการดูแลตัวเอง

ในฐานะผู้หญิงที่ต้องดูแลหลายบทบาท คุณเพลนให้ความสำคัญกับการบาลานซ์ชีวิตอย่างจริงจัง เธอมีรูทีนที่ชัดเจน ตื่นเช้าตั้งแต่ 6.30 น. เพื่อออกกำลังกายและทำสมาธิ ก่อนเริ่มงาน

“ช่วงไหนงานหนัก เราจะยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไม่งั้นมันจะเสียสมดุล”

เธอเชื่อในการ work on myself มากกว่าการพึ่งทางลัด และเลือกเลิกงานไม่ดึก เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

จากออฟฟิศ สู่หน้าร้าน: บทบาทที่แตกต่างแต่ต้องบาลานซ์

นอกจากธุรกิจร้านอาหาร คุณเพลนยังดูแลงานของครอบครัวด้านการเงินและบัญชี รวมถึงธุรกิจโรงแรม ทำให้แต่ละวันต้องสลับบทบาทอยู่ตลอด

“ตอนเช้าอาจจะเข้าออฟฟิศดูเรื่องบัญชี พอตอนบ่ายก็ออกไปเช็คสาขา ดูโอเปอเรชั่น คุยกับพนักงาน ดูลูกค้า เนเจอร์ของงานมันต่างกัน แต่เราพยายามบาลานซ์ให้ได้ในแต่ละวัน”

แตกต่างด้วยการ “อะแดป” ไม่ใช่ลอกเลียน

ในยุคที่ร้านอาหารเปิดใหม่แทบทุกวัน คุณเพลนมองว่าความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่การทำตามเทรนด์ แต่คือการ อะแดป ไอเดียจากทั่วโลกให้เข้ากับบริบทของคนไทย

หนึ่งในตัวอย่างคือร้าน Kanori Hand Roll ที่ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ช่วงเรียนที่อเมริกา นำคอนเซ็ปต์เทมากิแบบถือทานง่าย มาผสมกับรสนิยมของคนไทย จนกลายเป็นร้านที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันนั้น

คำตอบของคุณเพลนเรียบง่าย แต่ชัดเจนว่า “Just do it เลยค่ะ เพราะทุกอย่างมันไม่เคยเป็นไปตามแพลนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการปรับตัว”

โดยเธอย้อนเล่าถึงช่วงเริ่มต้นที่ต้องทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่แคชเชียร์ ปิ้งขนมปัง ไปจนถึงรับมือกับการไม่ถูกยอมรับเพราะอายุยังน้อย แต่ทั้งหมดกลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่หล่อหลอมให้เธอแข็งแรงขึ้น

สไตล์ที่มั่นใจ แบบไม่ต้องฝืน

ในวันที่ต้องวิ่งหลายสาขา คุณเพลนเลือกแต่งตัวแบบคล่องตัว เน้นความสบายเป็นหลัก เป็นไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้หญิงทำงานที่มั่นใจในแบบของตัวเอง “รองเท้าต้องเดินได้จริง เพลนไม่ค่อยใส่ส้นสูง เพราะต้องอยู่หน้างานตลอด”

ก้าวต่อไป กับธุรกิจที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

สำหรับแพลนในอนาคต คุณเพลนเผยว่าเธอกำลังสนใจเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

“พอเราทำร้านอาหาร เราจะเห็นภาพซัพพลายเชนทั้งหมด และรู้ว่าเราส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมยังไง เลยอยากลองทำอะไรที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับโลกมากขึ้น” แม้คอนเซ็ปต์จะยังอยู่ในขั้นพัฒนา แต่เพลนก็ตั้งใจให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นในปีหน้าให้ได้ค่ะ


สภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย องค์กรแห่งน้ำใจ

ในเวลาที่ประเทศลําบาก เรามักเห็นเครื่องหมาย กาชาดที่เป็นกากบาทสีแดงบนพื้นสีขาวของเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน สภากาชาดไทย องค์กรการกุศลที่ก่อตั้งขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ 5 จากจุดเริ่มต้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประ สบภัยในสงคราม ได้ขยายความช่วยเหลือให้กว้างขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ บริจาคโลหิต และงานส่งเสริม คุณภาพชีวิต ซึ่งในปีนี้โครงการแพรวแชริตี้จะร่วมมอบเงินบริจาคให้ทางสภากาชาดไทยด้วย

“คุณจันทร์ประภา วิชิตชลชัย” รองผู้อํานวยการ สํานักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย หรือ Donation HUB จะมาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของสภากาชาดไทย ที่เราอาจไม่เคยรู้

พันธกิจเพื่อสังคม

“ต้องเล่าย้อนว่าจุดประสงค์แรกของการก่อตั้งสภากาชาดไทยคือการบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จากการสู้รบในเหตุการณ์ รศ. 112 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ขณะนั้นไทยกับฝรั่งเศสมีข้อพิพาทเรื่องชายแดน บริเวณแม่น้ําโขง โดยฝรั่งเศสเข้ามาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เหตุการณ์ครั้งนั้นนําไปสู่การสู้รบกัน ทําให้ทหาร และประชาชนได้รับบาดเจ็บเป็นจํานวนมาก สถานการณ์ไม่ต่างจากกรณีชายแดนไทย – กัมพูชาในปัจจุบัน เลยค่ะ ความต่างคือยุคนั้นไม่มีองค์กรเข้าไปช่วยเหลือ

“ในช่วงเวลานั้นเอง ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ได้รวบรวมเงินจากสุภาพสตรีและข้าราชบริพาร ที่มีจิตศรัทธา แล้วกราบบังคมทูลต่อรัชกาลที่ 5 ขอก่อตั้งองค์กรการกุศลเพื่อนําเงินจํานวนนี้ไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดําริให้จัดตั้ง สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม” และเมื่อเหตุการณ์สู้รบสงบลง สภา อุณาโลมแดงแห่งชาติสยามยังคงอยู่ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นสภากาชาดสยาม ก่อนจะมาเป็นสภากาชาดไทย ในปัจจุบัน นอกจากการทํางานภายในประเทศ เรายังเข้าร่วมองค์กรระดับนานาชาติอย่างคณะกรรมการกาชาด ระหว่างประเทศ (ICRC) เพื่อปกป้องและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในสงครามด้วย

“สภากาชาดไทยไม่ได้ดูแลเฉพาะยามสู้รบอย่างเดียว ในยามบ้านเมืองสงบ เรายังทํากิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ และเป็นที่มาของพันธกิจที่สองคือ การบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย ที่หลายคนอาจไม่รู้คือโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์เป็นโรงพยาบาลในสังกัดของสภากาชาดไทย หลังจากที่รัชกาลที่ 5 สวรรคต รัชกาลที่ 6 ทรงดํารงตําแหน่งองค์พระบรมราชูปถัมภกของสภากาชาดไทย องค์ต่อมา พระองค์ท่านได้เสด็จฯไปทอดพระเนตรงานของสภากาชาดญี่ปุ่น ซึ่งมีบริการทางการแพทย์และมีโรงพยาบาลของตัวเอง จึงมีพระราชดําริให้สร้าง โรงพยาบาลในสภากาชาดไทยขึ้น แห่งแรกคือโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี อีกหนึ่งโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานเพื่อเป็นอนุสรณ์ ของพระราชบิดา ก็คือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่เกิดจากการ เรี่ยไรเงินจากข้าราชบริพาร รวบรวมเงินได้ประมาณ 120,000 กว่าบาท นอกจากนี้ เรายังมีศูนย์แพทย์ย่อย ๆ อีกหลายแห่ง เช่น ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่สมุทรปราการ เพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สถานเสาวภาที่ทํางานวิจัย ทางการแพทย์ในการผลิตเซรุ่ม วัคซีนต่าง ๆ รวมถึงศูนย์รับบริจาคอวัยวะและ ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย

“พันธกิจที่ 3 คืองานบริการโลหิต ซึ่งเราได้รับมอบหมายตรงจากรัฐบาล ให้เป็นศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ในแต่ละวันเราต้องมีโลหิตสํารอง 2,000 ยูนิต ต่อวันเพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ จึงอยากรณรงค์ให้มาบริจาคต่อเนื่องทุก 3 เดือน ในอนาคตเราจะสร้างภาคบริการโลหิตที่ลพบุรี เพื่อให้คนไปบริจาดง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังต้องระดมทุนอยู่

“สําหรับพันธกิจสุดท้ายคืองานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ดูแลกลุ่มผู้เปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้ยากไร้ เราจะ ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกไปรักษาผู้ป่วย เช่น ผ่าตัดต้อกระจก รวมถึงมีหน่วยแพทย์ ออกไปรักษาโรคพาร์กินสัน บริการตัดแว่นให้กับเด็กที่ขาดแคลนทุน รวมถึงส่งครูอาสา ไปสอนหนังสือในชนบท

รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

“ในบรรดาพันธกิจทั้ง 4 ด้าน เรามุ่งไปที่งานช่วยเหลือผู้ประสบภัยและงาน รักษาพยาบาลเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาเราเจอเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้เยอะ เช่น น้ําท่วมหรือโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 ทําให้ความช่วยเหลือที่เราส่งออกไปสวนทาง กับเงินบริจาคที่มีเข้ามาน้อยลง เราเห็นตัวอย่างของสภากาชาดในต่างประเทศ มีการทํากองทุนสํารองฉุกเฉินไว้เลย จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกองทุน โครงการ เงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย” เมื่อมีภัยมา เงิน ส่วนนี้จะนําไปช่วยเหลือได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลารอเงินบริจาค “โดยทั่วไปแล้วภัยพิบัติจะแบ่งเป็น 4 ระดับ ระดับแรกคือผู้ที่ได้รับความ เดือดร้อนไม่เกินร้อยครัวเรือน เช่น เหตุการณ์น้ําท่วมตามธรรมชาติที่มาแล้วไป เราจะส่งชุดธารน้ําใจไปช่วยเหลือ ส่วนระดับที่สองคือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เกินร้อย แต่ไม่ถึงพันครัวเรือน เรามีสถานีสภากาชาดประจําอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ 14 แห่ง สถานีกาชาดเหล่านั้นจะส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปประเมินสถานการณ์ ถ้า ชุดธารน้ําใจไม่พอ เราก็จะเติมเข้าไป หรือถ้าบางพื้นที่ต้องทําครัว เราก็จะท่าครัว เคลื่อนที่ น่าอาหารปรุงสุกไปมอบให้

“ระดับสามคือมีผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากกว่าหมื่นครัวเรือน เช่น สถานการณ์น้ําท่วมที่จังหวัดน่าน นอกจากให้ทุ่งธารน้ําใจ ทําครัวเคลื่อนที่ เรายัง ส่งเรือท้องแบนไปช่วย น่าหน่วยแพทย์ออกตรวจ และมีหน่วยรถผลิตน่าดื่มสะอาด ซึ่งกลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย ได้มอบรถคันนี้ให้เรา สามารถใช้น้ําที่ท่วมในพื้นที่ มากรองเป็นน่าสะอาดแล้วนําไปดื่มหรืออาบได้เลย ซึ่งตอนนี้มีรถเพียงคันเดียว ถ้ามีผู้ร่วมบริจาคอีกก็จะมีประโยชน์มาก เพราะรถหนึ่งคันสามารถท่าน้ําสะอาดใช้ได้

ทั้งหมู่บ้าน

“ระดับที่ 4 คือเหตุการณ์ที่สร้างความรุนแรงระดับชาติ เช่น เหตุการณ์ที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งนี่คือพันธกิจหลักของเราในการบรรเทาความเดือดร้อน จากเหตุการณ์สู้รบ ทุกวันนี้เงินในกองทุนฉุกเฉินได้ถูกนําไปใช้ในเหตุการณ์ นํ้าท่วมที่น่านและที่ชายแดน โดยเราจะทํางานร่วมกับเหล่ากาชาดในแต่ละจังหวัด เน้นบรรเทาทุกข์ผู้เปราะบาง เรามีแอพพลิเคชั่นที่ชื่อ “พ้นภัย อาสาสมัครในพื้นที่ สามารถปักหมุดพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือในแอพ เช่น ผู้ป่วยติดเตียงท่านนี้ อาศัยอยู่จุดไหน แล้วเราจะเข้าพื้นที่ไปช่วยต่อเลย

“สําหรับสถานการณ์ชายแดน เราทํางานร่วมกับหลายหน่วย และมี เหล่ากาชาดจังหวัดเป็นเจ้าภาพดูแลศูนย์อพยพใน 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และตราด นอกจากท่าศูนย์พักพิง เราแจกจ่าย ชุดธารน้ําใจ หมอนมุ้ง อุปกรณ์ทําครัว ฯลฯ ขณะเดียวกันทางสํานักงาน บรรเทาทุกข์ก็ได้ส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อประเมินสถานการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ เบื้องต้น รวมถึงเราได้ส่งทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปเสริมทัพดูแลผู้ป่วย

“สิ่งสําคัญของภารกิจนี้คือการบริจาคโลหิต ต้องบอกว่าคนไทยใจดี เราได้นํา โลหิตที่ท่านบริจาคไปให้ทหารและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ และเนื่องจากเรามีหน่วย บริการโลหิตที่จังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี คนไทยก็ไปบริจาคที่นั่นเยอะ ทําให้ โลหิตของเราไม่ขาดแคลนค่ะ

สภากาชาดไทย

หวังพึ่งธารนํ้าใจ

“132 ปีทีผ่านมาเราต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยเหลือตลอด เพราะ ถ้าไม่มีเงินบริจาค สภากาชาดไทยก็คงขับเคลื่อนภารกิจไม่ได้ ซึ่งมีบางช่วงเหมือนกัน ที่เงินบริจาคหยุดชะงัก เช่น โควิด เพราะทุกคนลําบาก แต่ ณ วันนี้หลาย ๆ โปรเจ็กต์เริ่มกลับมาหาต่อและยังรอคอยความช่วยเหลือ หากสนใจอยากร่วม ทําบุญ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ใน www.donationhub. or.th ซึ่งเรามีการระดมทุนทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ และยังมีแพลตฟอร์มสําหรับ องค์กรที่อยากร่วมทําบุญกับเราด้วยที่ www.redcross.org

“สุดท้ายต้องขอบคุณนิตยสาร แพรวมาก ๆ ที่เห็นประโยชน์จากโครงการ ที่สภากาชาดท่า สาหรับการจัดโครงการแพรวแชริตี้ที่จะน่าเงินสมทบทุนใน โครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย

“เงินทุกบาทจะถูกส่งไปช่วยเหลือพี่น้องคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนไปตามวัตถุประสงค์”

เฟิร์สวัน-วรรณกร

เปิดมุมลับ เรื่องรัก ของ เติ้ล-มติมันท์ & เฟิร์สวัน-วรรณกร

ในโลกของการแสดงที่เต็มไปด้วยแสงสี มีความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง นั่นคือ เติ้ล-มติมันท์ ศรีบุญเรือง และ เฟิร์สวัน-วรรณกร เรืองรัตน์ สองนักแสดงจากผลงานดัง “เขมจิราต้องรอด” ทั้งคู่ไม่ได้มีแค่เคมีในจอ แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญให้กันนอกจอด้วย

เฟิร์สวัน-วรรณกร

เติ้ล-มติมันท์ ศรีบุญเรือง

นิยามความเป็น “เติ้ล”
“ถ้าตั้งใจทําอะไร ผมจะมีแพสชั่นกับสิ่งนั้นและชอบเรียนรู้ครับ อย่าง สมัยเด็กถ้าวิชาไหนไม่เข้าใจ ผมจะอัดเสียงแล้วกลับมาย้อนฟัง ผมชอบ เติมเต็มตัวเอง เพราะรู้ว่าเราไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง
ท้าทายสุด

“การถ่ายแบบคือเรื่องที่ผมไม่ถนัดเลยครับ ไม่รู้ว่าจะทําหน้าหรือ วางมือแบบไหน โพสยังไง อย่างวันนี้มาถ่ายแบบกับ แพรว ผมก็ชอบดูพี่ ๆ โพสนะ จะได้เก่งทันคนอื่น ๆ ถ้าในบรรดาเพื่อน ๆ แก๊งดูมันดิ ผมคิดว่า คนที่โพสเก่งและแอตติจูดมาเต็มคือโทมัส (ธีร์ทัศน์ ซึ่งมณีรัตน์) เก่ง (หฤษฎ์ บัวย้อย) และเฟิร์สวัน (วรรณกร เรืองรัตน์) ครับ เพราะมีอินเนอร์ สีหน้าท่าทางก็ดูเป็นมืออาชีพมาก”

มุมลับ

“ผมติดเกม หมดเงินไปกับการซื้อไอเท็มใหม่ ๆ ในเกมเยอะเลย ต่อให้ ช่วงนั้นเงินน้อย แต่ถ้ามีอาวุธใหม่ปล่อยมาก็ต้องซื้อตั้งแต่วันแรก เล่นดีไม่ดี ไม่รู้ แค่อยากให้เพื่อนเห็นว่าเรามีของแล้วนะ (หัวเราะ) ความจริงการเล่นเกม อาจไม่ได้ช่วยเรื่องการผ่อนคลายความเครียด เพราะบางเกมเราก็ต้องแก้ปัญหา วางแผนเยอะ ส่วนความสนุกอยู่ตรงที่ได้เล่นกับเพื่อน บางทีลากยาวไปถึงตีสามก็มีครับ”

อินสุดใจ

“ผมชอบออกกําลังกาย เพราะเป็นภูมิแพ้อากาศ การออกกําลังกาย ช่วยให้ระบบหายใจแข็งแรงขึ้น ชอบว่ายน้ํา เทนนิส ฟุตบอล พอเข้าวงการ บันเทิงต้องเพิ่มการเข้าฟิตเนสเพื่อฟิตหุ่นให้เฟิร์มยิ่งขึ้น เมื่อก่อนรู้สึกทรมาน มาก เพราะออกกําลังกายในยิมไม่สนุกเท่ากับไปเล่นข้างนอก และบางครั้งโหม มากไปร่างกายก็บาดเจ็บ ก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลาหลายเดือนเพื่อขุดตัวเอง ให้ลุกไปเข้ายิม แต่เดี๋ยวนี้เริ่มชอบละ อาจเพราะมีเป้าหมายว่าอยากได้หุ่นที่ดูลีน ลําขึ้น พอเริ่มเห็นผลก็ยิ่งชอบ ตอนนี้มีน้องเฟิร์สวันมาเล่นด้วยกัน การมีเพื่อน ก็ได้ชาลเลนจ์ตัวเองไปในตัว แต่ไม่ใช่ในแง่แข่งขันนะครับ เป็นการแชร์กันว่า วันนี้เล่นจุดนี้มา เริ่มเห็นผลแล้วนะ ให้กําลังใจกันไปครับ”

เรื่องรัก ๆ

“ความรักคือการอยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ เป็นการทําบางอย่างให้โดย ไม่หวังอะไรตอบแทน อย่างผมมีน้องหมาปอมเมอเรเนียนชื่อบะหมี่ ผมรักมาก ไม่เคยคิดว่าจะรักขนาดนี้ ตอนแรกอยากจะเลี้ยงน้องผู้ชาย เนื่องจากรูปร่าง สวยกว่า แต่ปรากฏว่าบะหมี่เป็นน้องสาวที่น่ารัก เรียบร้อย ขี้อ้อน จนผมรู้สึก ดีใจที่ได้รัก บางช่วงผมงานหนักจนน้องงอน เมินใส่บ้าง ใจอยากจะงอนกลับ แต่สุดท้ายก็ต้องใจอ่อน กลับไปอุ้มง้อน้องอยู่ดี”

เฟิร์สวัน-วรรณกร เรืองรัตน์

นิยามความเป็น “เฟิร์สวิน”

“สวัสดีครับ เฟิร์สวัน เกิดวันที่ 1 สิงหาคม 2543 และเป็นลูกคนที่ : ครับ (ยิ้ม) ถ้ามองจากภายนอกผมเป็นคนสดใสร่าเริง แต่จริง ๆ แล้วมีความผสมผสานระหว่างอินโทรเวิร์ตกับเอกซ์โทรเวิร์ตครับ คือค่อนข้างเข้ากับคนใหม่ ๆ ได้ยาก สมัยเด็กจะมีความเนิร์ด ชอบเล่นเกมคนเดียว ไม่ชอบออกนอกบ้าน แต่พอ ม.ปลายเริ่มเข้าสังคมมากขึ้น มีกลุ่มเพื่อนที่สนิท และช่วงมหาวิทยาลัยได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของคณะ (คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) จึงกล้าพูดมากขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าเวลาอยู่กับ เพื่อนสนิทจะพูดไม่หยุดเลยครับ” (หัวเราะ)”

ท้าทายสุด

“ท้าทายหลายอย่างเลยครับ แต่ท้าทายที่สุดคงเป็นเวลาที่ต้องเจอคน เยอะ ๆ อย่างที่บอก ผมเข้าหาคนไม่ค่อยเก่ง ยิ่งงานไหนที่ต้องขึ้นเวทีแล้ว มีคนดูเยอะ ผมจะตื่นเต้นมากจนตัวสั่น ร้องเพลงเสียงสั่น ทั้งที่ชอบ ร้องเพลงนะครับ จึงเป็นความท้าทายที่ผมต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ ซึ่งตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เพราะเริ่มมีประสบการณ์ ผ่านมาหลายงาน”

อินสุดใจ

“คิดว่าเป็นเรื่องร้องเพลงครับ จริง ๆ เป็นสิ่งที่อินมาตลอดนะ แต่ ตอนนี้รู้สึกว่าชอบมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งได้ร้องเพลงกับเพื่อน ๆ ในค่าย ยิ่งสนุก และมีความสุขมากๆครับ”

มุมลับ
“อืม….ชอบส่องกระจกครับ ยิ่งเวลาตื่นนอนจะชอบส่องดูว่าทรงผม เป็นยังไง เรียกว่าเป็นสิ่งแรกที่ทําในทุกวัน” (หัวเราะ)

เรื่องรัก ๆ

“ผมคิดว่าตัวเองมีความโรแมนติกนะ (ยิ้ม) มีทุกมุม ทั้งคลั่งรัก สายเปย์ เทคแคร์ แต่อาจจะมีมุมละนิดละหน่อย อยากทําให้คนที่เรารัก มีความสุข แล้วก็มีมุมอ้อนบ้าง อาจจะพูดไม่เก่ง แต่ชอบอ้อน ชอบไปอยู่ ใกล้ ๆ ประมาณว่าติดสกินชิปครับ” (ยิ้มเขิน)

OWNDAYS

ย้อนวัยเด็ก เปิดคอลเล็คชั่นแว่นตา “FROZEN | OWNDAYS” คาแร็คเตอร์สุดน่ารัก

OWNDAYS แบรนด์แว่นตาชั้นนำจากโตเกียว ชวนแฟนๆ ดื่มด่ำเสน่ห์แห่งฤดูหนาวในโลกของ Frozen กับงานเปิดตัวร้านโฉมใหม่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเผยคอลเล็คชั่นล่าสุด “FROZEN | OWNDAYS” ที่พาเหล่าคนรักแฟชั่นและคาแร็คเตอร์ดิสนีย์หลุดเข้าสู่บรรยากาศสุดอลังการในธีม “MAGIC ON EYES”

ร้านโฉมใหม่ของ OWNDAYS ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “OWN ‘your’ DAYS” ที่ชวนให้ทุกคนสนุกกับการเลือกแว่นตาในแบบที่เป็นตัวเอง ผ่านพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้เปิดโปร่ง ทันสมัย และเป็นกันเองมากขึ้น เพื่อให้การเลือกแว่นเป็นช่วงเวลาที่ทั้งเพลิดเพลินและสะท้อนสไตล์ของผู้สวมใส่ได้อย่างแท้จริง

สำหรับคอลเล็คชั่น “FROZEN | OWNDAYS” ได้ถอดความงดงามของโลกเวทมนตร์ในแอนิเมชั่นขวัญใจคนทั่วโลกอย่าง Disney’s Frozen ออกมาเป็นกรอบแว่นดีไซน์พิเศษ 5 รุ่น สวมใส่ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ในโทนสีและลวดลายที่ผสานความอ่อนหวานและสง่างามของสองพี่น้อง Elsa และ Anna ไว้อย่างลงตัว

รุ่นผู้ใหญ่ เปล่งประกายด้วยคริสตัล Swarovski สะท้อนความสง่างามแบบ Elsa และความอ่อนโยนแบบ Anna ภายในเซ็ทมาพร้อมกล่องใส่แว่นดีไซน์พิเศษ หุ้มด้วยหนังคุณภาพสูงในโทนสีเงินหรูหรา และผ้าเช็ดแว่นลายเกล็ดหิมะ เมื่อซื้อกรอบแว่นคอลเลกชันนี้เท่านั้น

รุ่นเด็ก น่ารักสดใสด้วยดีเทลเกล็ดหิมะและประกายหิมะโปรย พร้อมธีม “Queen of All Ages” ที่เฉลิมฉลองเสน่ห์ของหญิงสาวทุกวัย มาพร้อมกล่องใส่แว่นแสนนุ่มนิ่มดีไซน์สุดคิ้วท์ในโทนสีฟ้าอ่อนละมุน ด้านหลังตกแต่งลวดลาย Olaf สนุกสนานท่ามกลางหิมะโปรยปราย พร้อมผ้าเช็ดแว่นทรงเกล็ดหิมะ ลาย Elsa และ Anna


ภาพและข้อมูล: OWNDAYS

Mensho Tokyo Bangkok

Sanctuary Gallery จับมือ Mensho Tokyo Bangkok รังสรรค์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผสานอาหารเข้ากับศิลปะจากผลงานและตัวตนของ MUEBON

Sanctuary Gallery อาร์ตแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยและ MUEBON (มือบอญ) ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวไทยเปิดโปรเจกต์ คอลลาบอเรชันครั้งแรก ร่วมกับ Mensho Tokyo Bangkok ร้านราเมนชื่อดังจากโตเกียวที่โดดเด่นด้วยน้ำซุปและเส้นสดทำมืออันเป็นเอกลักษณ์ โดยนำศิลปะร่วมสมัยมาผสานเข้ากับประสบการณ์
ราเมนระดับพรีเมียม ภายใต้โปรเจกต์ “MUEBON x Mensho Tokyo” พร้อมเปิดตัวผลงานใหม่ล่าสุดแบบ
ลิมิเต็ดเอดิชั่นของ MUEBON ผ่านการเพ้นท์ลายลงบนชามราเมนจากญี่ปุ่นด้วยมือกว่า 50 ชาม 50 ลาย ซึ่งแต่ละใบมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน

Mensho Tokyo Bangkok

MUEBON x Mensho Tokyo คอลเลคชั่นผลงานศิลปะล่าสุดในครั้งนี้ถือว่าได้เป็นอาร์ตพีซชิ้นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่เหมาะสำหรับแฟนๆของมือบอญ รวมถึงเป็นอีกไอเทมที่น่าสนใจสำหรับนักสะสม ด้วยแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์สนุกสนานและความรักอิสระสื่อผ่านซิกเนเจอร์คาแรกเตอร์ของ “ปุ๊กลุ๊ก” ในอิริยาบทต่างๆ ทั้งกิน เล่น เที่ยว และท่องอวกาศ รวมไปถึงการนำเส้นราเมนมาใช้เป็นลวดลายหลักของคอลเลคชั่นนี้ ถ่ายทอดผ่านผลงานการเพ้นท์มือด้วยสีสันสดใสในสไตล์มือบอญลงบนถ้วยชามเซรามิกซึ่งมีทั้งชามที่เป็นพื้นขาวและพื้นสีดำ โดยชามราเมนรุ่นนี้ผลิตในจังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดงานเครื่องปั้นดินเผาชื่อดังของญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 1,300 ปี โดยเฉพาะเครื่องปั้นแบบ Mino-yaki ที่ได้รับความนิยมในร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วประเทศ

Mensho Tokyo Bangkok

Sanctuary Gallery จับมือ Mensho Tokyo Bangkok รังสรรค์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผสานอาหารเข้ากับศิลปะจากผลงานและตัวตนของ MUEBON

Mensho Tokyo Bangkok

นอกจากนี้ยังเมนูนี้พัฒนาต่อยอดจากเมนูซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง Signature Tori Paitan Ramen ราเมนซุปไก่สีขาวเข้มข้นที่ผ่านการเคี่ยวยาวนานถึง 20 ชั่วโมง จากไก่พื้นบ้านไทยคุณภาพสูง ผสานวัตถุดิบคัดพิเศษเพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมและลึกซึ้งเฉพาะตัว สำหรับครั้งนี้ Mensho Tokyo Bangkok ได้นำวัตถุดิบพิเศษอย่าง ชาชูหมูอิโมะบูตะ หมูที่เลี้ยงอิสระด้วยมันหวานญี่ปุ่นจนได้เนื้อสัมผัสละเอียด นุ่มละลาย และมีกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว มาเป็นหัวใจสำคัญของเมนูนี้เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความสนุก สดใส แต่แฝงความเฉียบคมในแบบลายเส้นสตรีทอาร์ตของ MUEBON ผ่าน “รสชาติ” ที่สัมผัสได้จริง

Mensho Tokyo Bangkok

MUEBON กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดความเป็นตัวเองลงไปในชามราเมนนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบใหม่ของการเล่าเรื่องผ่านศิลปะของผม อยากให้ทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ”

Mensho Tokyo Bangkok

การผสานประสบการณ์ของราเมนระดับพรีเมียม จากศิลปินไทยระดับนานาชาติ และเชฟญี่ปุ่นผู้หลงใหลในความพิถีพิถันกับเมนูพิเศษ “MUEBON x Mensho Tokyo” ที่ร้าน Mensho Tokyo Bangkok ชั้น G อาคาร RSU Tower ซอยสุขุมวิท 31


MOGA x NIOXIN

ปฏิวัติการดูแลหนังศีรษะและเส้นผมแบบเหนือระดับ MOGA x NIOXIN

ในโลกของความงามและสุขภาพเส้นผม การดูแลอย่างล้ำลึกจากรากฐานคือหัวใจสำคัญของการมีผมที่แข็งแรงและดูดีอย่างยั่งยืน ล่าสุด NIOXIN® PROCLINICAL (ไนอ๊อกซิน โปรคลินิเคิล) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังศีรษะและปัญหาผมบางในเครือโอซีซี กรุ๊ป ได้จับมือกับ MOGA (โมก้า) ซาลอนระดับลักชัวรีที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 35 ปี จัดงานสุดพิเศษ MOGA x NIOXIN – Start Strong with NIOXIN: From Scalp to Confidence ขึ้น ณ ร้าน MOGA สาขาสยามพารากอน เพื่อเปิดประสบการณ์การดูแลหนังศีรษะและเส้นผมที่เหนือระดับอย่างแท้จริง

ภายในงานได้มีการบรรยายถึงความพิเศษของผลิตภัณฑ์ NIOXIN® PROCLINICAL รวมไปถึงการพัฒนาสูตรส่วนผสมที่สำคัญอย่าง Niacinamide, Caffeine และ Biotin ซึ่งช่วยในการบำรุงรากผม เสริมความหนาแน่น และเพิ่มความแข็งแรงให้เส้นผม พร้อมวิเคราะห์หนังศีรษะและเริ่มขั้นตอนการดูแลหนังศีรษะด้วยผลิตภัณฑ์ NIOXIN Scalp Renew Dermabrasion ทรีทเมนต์เฉพาะที่ช่วยผลัดเซลล์หนังศีรษะ และฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะ ซึ่งบริการนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญของ  NIOXIN ที่เปิดให้บริการเฉพาะซาลอนที่ผ่านการอบรมมาตรฐานและ MOGA ซึ่งไม่ได้มอบเพียงแค่บริการด้านความงาม แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพและความรู้สึกผ่อนคลาย โดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมจาก NIOXIN ด้านการวิเคราะห์หนังศีรษะและการเลือกสูตรบำรุงเฉพาะบุคคล เพื่อให้การดูแลตรงกับปัญหาและความต้องการของลูกค้าให้เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่แท้จริง

สัมผัสประสบการณ์การดูแลหนังศีรษะระดับลักชัวรีผสานความเชี่ยวชาญจากผลิตภัณฑ์ NIOXIN และ MOGA ได้แล้ววันนี้ ที่ MOGA Siam Paragon ชั้น 2 Instagram: @mogathailand

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ NIOXIN® PROCLINICAL ได้ที่ Facebook: facebook.com/NioxinThailand และ Instagram: @nioxin.thailand

#NioxinThailand #MOGAxNIOXIN #MOGAThailand #MOGAHairsalon #NIOXIN

‘เสน่ห์อยู่กับคุณแล้ว ฉ่ำทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ใช่คุณไหม?? ต้องเช็กแล้ว!!’ดวงรายสัปดาห์ 15-21 ธันวาคม 2568

‘เสน่ห์อยู่กับคุณแล้ว หวานฉ่ำทั้งออนไลน์ และออฟไลน์’

ดวงรายสัปดาห์ 15-21 ธันวาคม 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :   ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที ชาวอาทิตย์ก็ยังมีดวงที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานหรือธุรกิจทางด้านกฎหมาย เช่น นักกฎหมาย ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ตำรวจ ฯลฯ  มีความเป็นไปได้ว่าภายในสัปดาห์นี้คุณจะได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่มอบหมายงานชิ้นใหม่ให้ทำ แน่นอนว่า เต็มไปด้วยความคาดหวัง แล้วบอกเลยว่า เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่หากคุณอดทนจนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ ผลลัพธ์นั้นคุ้มค่า

การเงิน  :  มีเงินเข้า-ออกตลอดเวลา ส่วนมากจะอยู่กับผู้ใหญ่ ญาติมิตร หากช่วงนี้อยากลงทุนร่วมกับคนรัก ผู้ใหญ่สนับสนุน แต่ควรถูกกฎหมายถูกหลักศีลธรรม ไม่เช่นนั้นคุณอาจเสียชื่อเสียง

ความรัก  :   ผู้ใหญ่ก็ยังอยู่กับคุณ สำหรับสัปดาห์นี้ท่านอาจเป็นคนต้นเรื่อง ที่ทำให้คุณทั้งสองมีความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ได้  คนโสด  เป็นไปได้ว่าคุณจะรู้สึกอยากแย่งชิงผู้สูงอายุ หรือชาวต่างชาติที่อยู่ใกล้ตัวมาเป็นของคุณ

สุขภาพ  :  ในช่วงสัปดาห์นี้พยายามปัสสาวะให้เป็นปกติ อย่ากลั้นไว้ เพราะมีความเสี่ยงที่กรวยไตและกระเพาะปัสสาวะจะมีปัญหา นอกจากนั้นก็ระวังการลื่นล้ม ขาพลิก/แพลง เส้นเอ็น กระดูก และกล้ามเนื้อที่จะเกิดการปวด/เมื่อย   

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ขึ้นสู่สัปดาห์ใหม่ สำหรับชาวจันทร์ก็ยังมีโอกาสได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ดีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะหรือความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น นักบริหาร  นักการเมือง นักปกครอง เจ้าของธุรกิจ จนถึงทหาร ตำรวจ และองค์กรระหว่างประเทศ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้รับการชักชวนหรือทาบทามให้เข้าไปทำงานหรือร่วมหุ้นลงทุนทำธุรกิจกับครอบครัว คนรู้จัก นับว่ามีโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าในอนาคต แต่คุณก็ควรเปิดใจยอมรับความคิดเห็นจากทุกๆ คน อย่ายึดติดที่ความคิดของตัวเอง รวมถึงคนของตัวเองด้วย เพราะมิเช่นนั้นจะส่งผลต่อการทำงานและการปกครองในระยะยาว

การเงิน  :   ประหยัด เก็บเงินเก่ง วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้รับเงินปันผล หรือค่าคอมฯ จากธุรกิจของครอบครัว อาจมีญาติมาขอหยิบยืมเงินบ้าง เดี๋ยวเขาก็คืน  

ความรัก  :   จริงๆ สัปดาห์นี้คุณเป๊ะมากในเรื่องของความถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น หากคู่ครองคุณเป็นชาวต่างชาติ อะไรที่ยังไม่ถูกต้อง สัปดาห์นี้ถึงเวลาจัดความถูกต้องแล้ว คนโสด  มีโอกาสที่คุณจะได้พบรักกับชาวต่างชาติ ทั้งๆ ที่คุณทั้งรักและหลงตั้งแต่แรกเห็น ก็อยากบอกว่า อยากทำอะไรก็ทำเลยค่ะ เพราะความอาย ไม่กล้าบอกความในใจจะทำให้คุณพลาด  

สุขภาพ  :  เครียดง่ายนะเนี่ย เพราะฉะนั้นจึงควรระวังอาการปวดศีรษะ ไมเกรน ซึ่งมีโอกาสที่จะกลายเป็นโรคประจำตัวได้ นอกจากนั้นระบบหมุนเวียนเลือดก็อาจมีปัญหา ทำให้มีอาการหน้ามืด วูบบ่อยๆ จนอาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุได้ สัปดาห์นี้จึงควรรับประทานอาหาร ผักและผลไม้ที่ช่วยในการบำรุงเลือด รวมถึงวิตามินบำรุงเลือดด้วย

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   เข้าสู่สัปดาห์ใหม่ ก็ยังมีโอกาสที่ชาวอังคารจะทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางศาสนา หรือพิธีกรรม รวมถึงการเป็นจิตอาสาช่วยงานสังคมอยู โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอังคารที่อยู่ในสายงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับฝ่ายข่าวสารข้อมูล นักประชาสัมพันธ์ นักพูด นักข่าว นักการเมือง การปกครอง เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีความคิดเป็นของตัวเองมาก และจะพยายามทะลุทะลวงความคิดของตนเองไปให้สุด ซึ่งก็นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ใหญ่ รวมถึงผู้มีอำนาจ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนคุณไปให้สุดด้วยสิ  

การเงิน  :   มีความผันผวนไม่แน่นอน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ซึ่งทุกครั้งจะมีผู้ใหญ่คอยอุ้มอยู่ตลอดๆ รวมถึงในรอบสัปดาห์นี้ด้วย โดยที่คุณก็จะมีโอกาสได้ทำบุญด้วย   

ความรัก  :  ความคิด ความเห็น สิทธิและบทบาท โดดเด่นมาก มีโอกาสที่คุณจะปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในครอบครัวภายในบ้านของคุณเอง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งดี  คนโสด  เข้ากับสถานการณ์การเมือง การปกครอง ณ ขณะนี้อย่างมาก เพราะภายในสัปดาห์นี้คุณจะมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ เข้มข้นและรุนแรง เพราะฉะนั้นหากใครเข้ามาช่วงนี้ต้องมาแบบเพื่อน หรือผู้ใหญ่ที่สนิท จึงจะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ต่อได้  

สุขภาพ  :  คาดว่าของอร่อยจะสร้างปัญหาให้คุณแล้วล่ะ ทั้งน้ำหนัก อีกทั้ง น้ำตาล ความดัน ที่กำลังเข้าคิวรอตามมาติดๆ ควรลดได้แล้ว นอกจากนั้นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป จะนำมาซึ่งอาการแพ้อากาศ คัดจมูก มีน้ำมูก หายใจไม่สะดวก

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :   ยิ่งใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที แต่สำหรับชาวพุธก็ยังมีโอกาสที่จะเหนื่อยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางด้านออนไลน์  AI  ดิจิทัล เครื่องมือไฮเทค อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสที่จะได้ทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การครีเอทีฟ ความเป็นศิลปินในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะดนตรี วรรณกรรม บันเทิง ออกแบบดีไซน์ สถาปนิก เสริมสวย สปา ฯลฯ รวมถึงงานทางฝั่งสีเทาด้วย ซึ่งจะสำเร็จแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความขยันของคุณ แต่บอกเลยว่าเหนื่อยสุดๆ   

การเงิน  :  ส่วนมากจะเป็นไปในการลงทุน ทำธุรกิจ ธุรกรรมออนไลน์ โอนเงินเข้า-ออกเป็นว่าเล่น นอกจากการลงทุนแล้ว คุณก็ยังมีโอกาสหมดเงินไปกับการกินดื่ม เที่ยว และใช้เงินฟุ่มเฟือยด้วย   

ความรัก  :  สำหรับชาวพุธที่แต่งงานอยู่กินกันมานานแสนนาน ควรระวัง เพราะในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่คุณจะเบื่อหน่ายกันจนไม่สามารถคุยกันได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรปล่อยให้ถึงจุดนั้น ควรหาโอกาสไปท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ คนโสด  มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามมากๆ  ดังนั้น ภายในสัปดาห์นี้หากถามว่าจะมีคนมาจีบไหม ตอบเลยว่า มีโอกาสได้คู่ ทั้งจากออนไลน์ และออฟไลน์เลยทีเดียว

สุขภาพ   :   ต้องระวังเรื่องเลือดลมที่จะทำงานไม่เต็ม 100 จนมีโอกาสที่จะหน้ามืด วูบกลางอากาศได้ง่ายมาก นอกจากนั้นเรื่องน้ำหนักก็กำลังจะสร้างปัญหาให้คุณ ทั้งน้ำตาล ไขมัน ความดัน ที่ต้องรีบกำจัดก่อนที่จะเคลียร์ไม่ลง

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สัปดาห์นี้ของชาวพฤหัสต้องบอกเลยว่า คุณมีเทพพระพฤหัสบดีซึ่งเป็นเทพประจำวันสถิตอยู่ในดวงของคุณ ซึ่งนับเป็นคุณกับผู้ที่อยู่ในสายงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ครู อาจารย์ รวมถึงเทรนเนอร์ ติวเตอร์ โค้ชชิ่ง เพราะเทพพระพฤหัสบดีจะส่งเสริมให้คุณมีจิตวิญญาณ ของความเป็นครูมากยิ่งขึ้น แล้วยิ่งมีเทพพระศุกร์เข้ามาสนับสนุน เพราะฉะนั้นหากใครอยู่ในสายงานทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ครีเอทีฟ รวมถึงศิลปิน ไม่ว่าจะดนตรี วรรณกรรม บันเทิง ออกแบบดีไซน์ สถาปนิก เสริมสวย สปา ฯลฯ ก็จะโดดเด่นตามไปด้วย จึงมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้รับการชักชวน หรือทาบทามให้เข้าไปทำงานกับครอบครัว หรือคนสนิท

การเงิน  :   ใช้เงินเพลินเลย ทั้งกิน เที่ยว ช็อป ซึ่งช่องทางของรายได้คาดว่าจะมาจากรายได้ประจำ กับเงินปันผล หรือค่าคอมจากธุรกิจของครอบครัว

ความรัก  :  สัปดาห์นี้จริงๆ คุณอยากจะออกไปบันเทิง แต่เพราะเทพพระพฤหัสบดีทำให้คุณมีความอยากโดดเดี่ยว เก็บตัวอยู่กับตำรับตำรา อยู่ในห้องพระสวดมนต์มากกว่า   คนโสด  ก็เช่นกัน คุณมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม แต่เทพพระพฤหัสบดีจะทำให้คุณไม่ผลีผลาม ต้องศึกษาก่อนว่า ทัศนคติและความคิดจะไปด้วยกันได้หรือไม่  

สุขภาพ   :  สัปดาห์นี้ต้องระวังเรื่องการหมุนเวียนเลือดเลยนะคะ นอกจากจะทำให้เป็นเหน็บชาแล้ว ยังมีโอกาสที่จะหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ จนกระทั่งเป็นลมวูบไปได้เลย เพราะฉะนั้นควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เครื่องดองของเมาก็เว้นๆ ไปก่อน

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   นับเป็นสัปดาห์ที่ชาวศุกร์จะตั้งใจทำงานมากจนลืมเวลาส่วนตัวไปเลย เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสตกอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ซึ่งจะมี 2 อย่าง คือ มองเพื่อจับผิด กับมองเพื่อพิจารณาตำแหน่งและเงินเดือน เพราะใกล้สิ้นปีแล้ว จนกลายเป็นความกดดันและเกิดความเครียด แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะอยู่ในสายงานใด หากคุณทำงานด้วยความขยันและถูกต้อง ผลลัพธ์ย่อมออกมาดี แม้จะไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ก็จะส่งผลถึงอนาคต

การเงิน  :  สำหรับสัปดาห์นี้ชาวศุกร์นับว่าโชคดี แม้ว่าจะเป็นแม่บ้าน หรือเถ้าแก่เนี้ย เถ้าแก่น้อยก็จะเฮงๆ ปังๆ แต่ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินสินบน เงินใต้โต๊ะ หรือช่วยเหลือใครง่ายๆ  เพราะมีโอกาสที่คุณจะถึงกับล้มละลายได้เลย

ความรัก :   เป็นสัปดาห์ที่เปิดโอกาสให้ชาวศุกร์เร่งสร้างผลงาน พิสูจน์ตัวเองให้เต็มที่ เพราะคนที่บ้านรักและเข้าใจ พร้อมเป็นกำลังใจทั้งต่อหน้าที่ทำงานและที่บ้านเลย คนโสด  รักเดียวใจเดียว แต่ช่วงนี้ขอทำงานก่อนนะ

สุขภาพ  :   เครียด ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย จึงควรระวังโรคที่จะมาพร้อมกับความเครียด ทั้งปวดศีรษะ ไมเกรน โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย ซึ่งในสัปดาห์นี้คุณมีดวงที่โรคต่างๆ เหล่านี้จะโกโซบิ๊ก ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา พักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่  

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที ก็ต้องบอกว่าชาวเสาร์มีดวงที่จะได้บุกเบิกเริ่มต้น หรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงบันเทิง ศิลปิน ไม่ว่าจะดนตรี กวี ความสวยความงาม มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากผู้ใหญ่ให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำมานาน ก็นับว่าเป็นงานที่มีความท้าทายและมีผลตอบแทนสูง  

การเงิน  :  หาเงินเก่ง มีไหวพริบในการหาเงินทุกรูปแบบ มีผู้ใหญ่ช่วยเหลือด้วย แต่คุณก็จะใช้จ่ายเพลินจนไม่พอ ก็ระวังจะพลาด ถูกเขาหลอกจากความใจดีของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลงทุน การกู้ยืม ค้ำประกัน

ความรัก  :  ต้องเพิ่มความหนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิม เพราะสัปดาห์นี้เสน่ห์คุณจะโดดเด่น ใครเห็นก็อยากเข้ามาคุยด้วย ซึ่งคุณก็มีโอกาสเกิดความอ่อนไหวได้ง่ายมาก  คนโสด  มีเสน่ห์กับผู้พบเห็น ใครๆ ก็อยากเข้ามาคุยกับคุณ ทั้งคนใหม่และคนเก่า ก็เตรียมสับขาหลอกให้ดีเน้อ

 สุขภาพ   :   คำว่า อ้วน ก็ยังคงวิ่งตามมาถึงสัปดาห์นี้ แล้วเริ่มจะมีความเสี่ยงกับความดัน และระบบหมุนเวียนเลือด นอกจากนั้นยังมีโอกาสแพ้พวกสารเคมี ซึ่งจะมีอาการคัน เป็นตุ่ม มีอาการน้ำเหลืองไม่ดีด้วย  

TOMMY HILFIGER เปิดตัว Lucien Laviscount และ Alba Larsen ในแคมเปญ FW25

TOMMY HILFIGER เปิดตัวสองแบรนด์แอมบาสเดอร์ Lucien Laviscount และ Alba Larsen ผู้ถ่ายทอดนิยามใหม่แห่งความสง่างามเหนือกาลเวลาในแคมเปญนาฬิกาและจิวเวลรี่ Fall/Winter 2025 นี้

TOMMY HILFIGER เปิดตัว Lucien Laviscount และ Alba Larsen ในแคมเปญ FW25

TOMMY HILFIGER นำเสนอความละเมียดละไมของงานออกแบบที่งดงามในทุกรายละเอียด ผ่านคอลเล็คชั่นนาฬิกาและจิวเวลรี่ที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ รังสรรค์เสน่ห์ที่เรียบหรู แต่ทรงพลังในทุกมิติ

คอลเล็คชั่นสุภาพบุรุษโดดเด่นด้วย Hudson และ Stewart นาฬิกาที่สะท้อนความมั่นคง สงบ และเฉียบคม พร้อมจิวเวลรี่สเตนเลสสตีลและชุบทองที่เผยประกายแห่งความสง่างามอันไร้เวลา ขณะที่คอลเล็คชั่นสุภาพสตรีถ่ายทอดความหรูเรียบผ่านรุ่น Demi และจิวเวลรี่โทนทอง–ทูโทน ที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นสาย nautical ซึ่งงดงามในแบบความเรียบง่าย ไร้ที่ติตลอดกาล

โดย Laviscount และ Larsen กล่าวว่านาฬิกาและจิวเวลรี่ของ TOMMY HILFIGER เปรียบเสมือนสิ่งสำคัญที่ช่วยเติมเต็มลุคให้สมบูร์แบบ ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ หากคือสัญลักษณ์ของความมั่นใจ ความประณีต และตัวตนที่เปล่งประกายอย่างงดงาม สัมผัสความสง่างามจากคอลเล็คชั่นนี้ได้แล้ววันนี้ที่ Time Deco ทุกสาขา


Wingstop

Wingstop มาแล้ว! เปิดประสบการณ์ Flavor Business ระดับโลก สาขาแรกที่ MBK

สิ้นสุดการรอคอยแบบ สมศักดิ์ศรีความไฮป์ระดับโลก และครั้งนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะ Wingstop (วิงซ์สตอป) แบรนด์ไก่ทอดที่สร้างลัทธิความอร่อยมานับสิบปี เปิดตัวสาขาแรกในกรุงเทพฯ แล้วที่ MBK Center ชั้น 2 พร้อมประกาศเปิดศักราชใหม่ของ “ธุรกิจแห่งรสชาติ” ให้คนไทยได้สัมผัสด้วยตัวเองตั้งแต่ 13 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดยาว ๆ ถึง ตีสอง เอาใจสายหาของกินดึกแบบสุดทาง

Wingstop มาแล้ว! เปิดประสบการณ์ Flavor Business ระดับโลก สาขาแรกที่ MBK

โดยงานนี้ได้ “เนม-ปราการ ไรวา” ที่สลัดคราบนักร้องนำวง Getsunova ก้าวขึ้นแท่นหัวหอกของแบรนด์ในฐานะผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย หรือ Wingstop Bro เพื่อนำทัพและสร้างปรากฏการณ์ทางด้านรสชาติให้คนไทยด้วยตนเอง

“We’re not in the wings business. We’re in the flavour business.” การมาถึงของ วิงซ์สตอป ประเทศไทย ภายใต้การนำทีมของ “เนม-ปราการ ไรวา” ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย หรือ Wingstop Bro พร้อมจุดยืนที่ชัดเจนว่า “เราไม่ได้ทำธุรกิจไก่ทอด (Wings Business) แต่เราทำธุรกิจแห่งรสชาติ (Flavor Business)” เพราะเชื่อว่ารสชาติไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่เป็น “ประสบการณ์” ที่สะท้อนตัวตนและทำให้ชีวิตของผู้คนมีรสชาติพิเศษขึ้นในทุกๆ วัน และนี่คือวัฒนธรรม ความอร่อยแบบใหม่ที่แบรนด์ตั้งใจมอบให้กับคนไทยได้สัมผัสร่วมกับอีกหลายประเทศทั่วโลก

 ความไฮป์ของ วิงซ์สตอป ก้าวข้ามขีดจำกัดของแบรนด์อาหารไปสู่การเป็น Global Pop Culture ที่แทรกซึมอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั่วโลกอย่างแนบเนียน ตั้งแต่การถูกหยิบยกไปพูดถึงในเนื้อเพลงฮิตของวงการฮิปฮอป และการเป็นมีม หรือไวรัลที่สร้างสีสันในวงการกีฬาระดับโลกอย่างบาสเกตบอล ไปจนถึงปรากฏการณ์การต่อคิวที่ยาวเหยียดในบางประเทศจนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นทางเข้าไนต์คลับชื่อดัง สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า วิงซ์สตอป ไม่ใช่แค่แบรนด์อาหาร แต่คือไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่คลั่งไคล้ จนสามารถขยายอาณาจักรความอร่อยไปแล้วกว่า 3,000 สาขา ใน 18 ประเทศทั่วโลก

 The Wing Experts ความใส่ใจแบบ “ทำถึง”

 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านรสชาติ Wingstop ให้ความสำคัญกับคุณภาพที่ “ไม่ได้มาเล่นๆ” ด้วยมาตรฐาน Made to Order หรือ ปีกไก่จะไม่ถูกทอดทิ้งไว้ภายใต้โคมไฟอุ่นร้อน แต่จะเริ่มทอดก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามาเท่านั้น ก่อนนำมาผ่านกรรมวิธีที่เป็นเอกลักษณ์คือ ด้วยการคลุกเคล้าซอสด้วยมือในชามสแตนเลสใบใหญ่ เพื่อให้รสชาติซึมลึกเข้าเนื้อทุกอณู สร้างความเข้มข้นที่มาของรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

 ท้าพิสูจน์ 9 รสชาติซิกเนเจอร์บน Flavour Scale

 พบกับไลน์อัพความอร่อยที่ Wingstop จัดมาให้ครบทุกสเปกตรัม โดยไล่ระดับตาม Heat Scale ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ดังนี้

NO HEAT – ไม่เผ็ดแต่อร่อย

GARLIC PARMESAN (การ์ลิก พาร์เมซาน)

หอม มัน นัว! การรวมตัวของ Savory Garlic และ Buttery Parmesan ที่ให้ความหอม เค็มกลมกล่อมแทรกความมันนัวอร่อยแบบลงตัวสุดๆ 

LEMON PEPPER (เลมอน เปปเปอร์)

ราชินีแห่งรสชาติ ผสานความเปรี้ยวสดใสของเลมอน หยอดพริกไทยในรูปแบบ Dry Rub (แบบแห้ง) เคี้ยวกรอบสนั่น เหมาะกับการเป็นเมนูเริ่มต้นในการปลดล็อคประสบการณ์ทางรสชาติ  ใครไม่สั่ง = มาไม่ถึง Wingstop

HICKORY SMOKED BBQ (ฮิกคอรี สโมก บาร์บีคิว)

ไม่เผ็ดก็เด็ดได้! ด้วยซอสบาร์บีคิวที่ทำถึง เข้มข้นเคลือบไก่ทอดร้อนๆ จนฉ่ำวาว หอมกลิ่นควันไม้ฮิกคอรี่เข้มข้น ผสานกับความหวานเค็มนัวครบจบในคำเดียว อร่อยจนวางไม่ลง

SOME HEAT – เผ็ดกำลังดี

HOT HONEY RUB (ฮอท ฮันนี่ รับ)

นิยามของคำว่า “กลมกล่อม” การคอลแลปส์ที่ลงตัวระหว่าง ‘น้ำผึ้งหวานฉ่ำ’ และ
‘พริกเผ็ดร้อน’ เติมความอร่อยมาในรูปแบบ Dry Rub (แบบแห้ง) ที่ล็อคความกรอบให้ฟินทุกคำ! ฟินจนต้องเลียนิ้ว!”

LOUISIANA RUB (หลุยเซียน่า รับ)

สายกรอบต้องจัด! ไก่ทอดร้อนๆ คลุกเคล้าเครื่องเทศ Cajun (เคจัน) แบบ Dry Rub
(แบบแห้ง) บนไก่ร้อนๆ ทำให้คงความกรอบและหอมฟุ้งไปทั่วปาก

●TEXAS BUFFALO (เท็กซัส บัฟฟาโล)

รสชาติแห่งจุดเริ่มต้น ซอสสูตรแรกที่ถูกคิดค้น ตำนานความเผ็ดเปรี้ยวจากเท็กซัสที่จัดจ้านและถึงใจคนทั่วโลก

ALL THE HEAT – เผ็ดถึงใจ

MANGO HABANERO (แมงโก ฮาบาเนโร)

หวานฉ่ำมะม่วง ตัดกับความเผ็ดฮาบาเนโรแบบจัดจ้าน รสชาติผู้ดีแบบมีมิติ เป็นรสชาติที่หาอะไรมาแทนได้ยาก

INFERNO (อินเฟอร์โน)

เผ็ดแบบไฟลุก ความเร่าร้อนระดับ 3 ดาว เป็นความเผ็ดที่แสนสนุก มีสัมผัสของแป้งกรุบ จำลองความระอุของเปลวไฟที่เกิดขึ้นภายในปาก จนต้องร้องว่า “อร่อย”แบบตะโกน

ATOMIC BLAST (อะตอมมิค บลาสต์)

ความเผ็ดระดับปรมาณูที่ระเบิดความเผ็ดในคำแรกแล้วค่อยๆ กระจายความแสบร้อนออกมา เหมาะสำหรับสายโหดที่ชอบความท้าทาย

*รสชาติเฉพาะสำหรับ 2 ประเทศในโลก (ไทย,อินโดนีเซีย)  

Lifestyle Hub ของคนรุ่นใหม่

 การเปิดตัวที่ MBK Center ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเปิดร้านอาหาร แต่ วิงซ์สตอป ตั้งใจให้พื้นที่นี้เป็น Space ของคนรุ่นใหม่ ที่ทุกคนสามารถมาจอย มาแฮงค์เอาท์ และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม “Bring the Flavor” พร้อมเครื่องเคียงไฮไลท์อย่าง Voodoo Fries เฟรนช์ฟรายส์ราดชีสเยิ้มๆ และเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมอร่อยไม่เหมือนใคร และที่ขาดไม่ได้คือ “Ranch” แรนช์ดิป ที่เอาไว้จุ่มบูสความอร่อยได้ทุกเมนู สูตรต้นตำรับที่เป็นลายเซ็นของ Wingstop ที่ทำสดใหม่ในร้านทุกวัน ไม่ใช่ซอสสำเร็จรูป ด้วยรสชาติความนัวที่เป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็น “ต้นแบบ” ที่หลายแบรนด์พยายามเลียนแบบแต่ก็ไม่มีใครทำได้เหมือน

 มาพิสูจน์ความเป็น “ตัวจริง” ที่เป็นกระแสไปทั่วโลกกันได้ที่ Wingstop MBK Center ชั้น 2 ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00–02.00 น. และ ติดตามความเคลื่อนไหวและโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ที่โซเชียลมีเดียของ Wingstop Thailand ทุกช่องทาง ตั้งแต่ Facebook (Wingstop Thailand), TikTok (wingstopth), และ Instagram (wingstopth).


Element72

Element72 จัด E-Outside Expo.6 เปิดตัว Mammut ครั้งแรกในไทย

Element72 ตอกย้ำสถานะผู้นำด้านการจัดจำหน่ายแบรนด์ Urban Lifestyle & Urban Outdoor ระดับพรีเมียมของประเทศไทย ด้วยพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ระดับโลกที่สามารถผสาน “ฟังก์ชัน Outdoor” เข้ากับ “แฟชั่นการแต่งกายของคนเมือง” ได้อย่างลงตัว สะท้อนนิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบันที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในธรรมชาติ แต่เชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันอย่างกลมกลืน

Element72 จัด E-Outside Expo.6 เปิดตัว Mammut ครั้งแรกในไทย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Element72 สร้างปรากฏการณ์นำเข้าแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ Keen รองเท้า Hybrid Outdoor & Lifestyle ที่โดดเด่นทั้งความสบายและดีไซน์, YETI อุปกรณ์เก็บความเย็นระดับพรีเมียมที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน, Gramicci ไอคอนแห่ง Casual Outdoor, Topo Designs กระเป๋าและเสื้อผ้า Outdoor จากสหรัฐอเมริกาที่บาลานซ์ฟังก์ชันกับความมินิมอล

Houdini แบรนด์ Urban Outdoor จากสวีเดนที่ยืนหนึ่งด้าน Sustainable Design, Snow Peak และ Nanga แบรนด์พรีเมียมจากญี่ปุ่น รวมถึง Kelty และ NEMO ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์แคมปิ้งจากสหรัฐฯ และล่าสุดกับการต้อนรับ Mammut แบรนด์ Premium Outdoor ระดับตำนานจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 160 ปี สู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก

ปัจจุบัน Element72 มีสาขามากกว่า 65 สาขา ครอบคลุม 21 จังหวัดทั่วประเทศ และในช่วงปี 2025–2026 บริษัทเตรียมเดินหน้าขยายพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในกลุ่ม Outdoor Performance + Urban Lifestyle โดยให้ความสำคัญกับ 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่ Functional Performance, Design Identity, Brand Credibility และ Sustainability & Innovation เพื่อคัดเลือกแบรนด์ที่มีคุณค่า มีเรื่องราว และใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตามกระแส

ทิศทางสินค้าในปี 2025–2026 จะโฟกัสแนวคิด “Hybrid Outdoor” ที่สามารถใช้งาน Outdoor ได้จริง และสวมใส่ในเมืองได้อย่างมีสไตล์ ตั้งแต่ Technical Gear, Outdoor Apparel, Urban Utility Bags ไปจนถึง Footwear ที่เชื่อม Performance และ Lifestyle เข้าด้วยกัน พร้อมการวางกลุ่มผู้บริโภคอย่างชัดเจน ทั้งตามช่วงอายุ ไลฟ์สไตล์ และระดับการใช้งาน ตั้งแต่ Urban Lifestyle ไปจนถึงสาย Adventure ตัวจริง

ในมุมมองตลาด Outdoor ปี 2026 Element72 มองว่าเทรนด์ Outdoor-Inspired Lifestyle จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ความนิยมด้าน Nature Therapy การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ รวมถึงการที่แฟชั่นและ Outdoor กำลังบรรจบกัน ทำให้สินค้า Outdoor กลายเป็น “Lifestyle Essential” ของคนเมืองในไทยและเอเชีย

เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ดังกล่าว Element72 เตรียมจัดงาน E-Outside Expo.6 “Urban Play-Ground” เทศกาล Urban Outdoor Fashion & Lifestyle ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ระหว่างวันที่ 26–30 พฤศจิกายน 2568 ณ Outdoor Botanica HQ ยกทัพกว่า 200 แบรนด์มาไว้ในพื้นที่เดียว พร้อมกิจกรรมและเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจให้การใช้ชีวิต Outdoor ใจกลางเมืองมีชีวิตชีวาในทุกวัน

ไฮไลต์สำคัญคือ Element72 Fashion Show การเปิดตัว Mammut ครั้งแรกในประเทศไทย ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.00–15.30 น. กับการถ่ายทอดนิยามใหม่ของ Urban Outdoor Fashion ที่เชื่อมต่อการเดินทางในเมืองและการออกทริปธรรมชาติได้อย่างไร้รอยต่อ งานนี้สายเอ้าท์ดอร์และแฟชั่นไม่ควรพลาด


เหรินจวิ้น

น่ารัก จริงใจ “เหรินจวิ้น” NCT DREAM เคลียร์คิวพบแฟนคลับชาวไทย

เหรินจวิ้น (RENJUN) เมนโวคอลเสียงใสแห่งวง NCT DREAM เดินทางมาพบปะแฟนคลับชาวไทยแล้ว ในอีเวนต์ใหญ่แห่งปีที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความจริงใจ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 แฟนๆ ได้มารวมตัวกันอย่างหนาแน่น ณ ICONSIAM PARK 2 (ชั้น 2) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในอีเวนต์ครั้งสำคัญที่ถ่ายทอดเรื่องราวการร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศ “JANUA x RENJUN – WE MAKE THE PHENOMENON” อีเวนต์ที่ถ่ายทอดการเดินทางมาสู่วันที่แบรนด์และพรีเซนเตอร์ร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศ

โดยทาง JANUA เล็งเห็น “คาแรกเตอร์” ความอ่อนโยน น่ารัก จริงใจ และเข้าถึงง่ายของ RENJUN จึงทำให้ตัดสินใจชวน RENJUN มาร่วมงานในฐานะพรีเซนเตอร์ของน้ำหอม กลิ่น “Mine Wish” ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นแบบผลไม้และดอกไม้อ่อน ๆ ผสมผสานกับกลิ่นสะอาด ให้ความรู้สึกสดใส น่ารักและหรูหรา โดยมีกลิ่นของ ลูกแพร์ ที่เสริมให้ความหอมละมุน ที่ตรงกับภาพลักษณ์ของ RENJUN เป็นอย่างดี

ทันทีที่แคมเปญเปิดตัว RENJUN ได้สร้างปรากฎการณ์ไวรัล จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ อันดับ 1 ของโลก พร้อมยอดขายพุ่งทะลุ 13 ล้านบาทภายใน 24 ชั่วโมงแรก กลายเป็นหนึ่งในเคสที่ถูกบันทึกว่า “แรงที่สุดของปี” ในวงการความงามของประเทศไทย

ภายในงาน JANUA ยังจัดกิจกรรมพิเศษ 1–2 Lucky Campaign ที่เปิดโอกาสให้ 500 ผู้โชคดีที่เป็นแฟนคลับตัวจริง ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวแบบใกล้ชิด เพื่อสร้างความทรงจำและโมเมนต์ความประทับใจให้กับทุกคน

JANUA แบรนด์น้ำหอมชื่อดังสัญชาติไทย ได้พาทุกคนก้าวสู่บทถัดไป กับงาน JANUA x RENJUN – WE MAKE THE PHENOMENON สามารถหาซื้อน้ำหอม JANUA คอลเลคชั่น Girl Material กลิ่น Mine Wish ได้แล้ววันนี้ทาง Shopee : Janua official หรือติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำหอมแบรนด์ JANUA ได้ทาง Tiktok : ceo.januathailand และ Instagram : janua_thailand

นีโอ คอร์ปอเรท

นีโอ คอร์ปอเรท พา BeNice และ D-nee Deluxe คว้ารางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี International Innovation Awards 2025 ณ นครเซี่ยงไฮ้

บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) ผู้นำสินค้าอุปโภคสัญชาติไทยคุณภาพระดับมาตรฐานสากล ตอกย้ำศักยภาพด้านนวัตกรรมบนเวทีระดับโลก นำโดย ณิชมน ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายนวัตกรรมธุรกิจ ขึ้นรับมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “International Innovation Awards 2025” (IIA 2025) ในสาขา Product Category จัดโดย Enterprise Asia องค์กรพัฒนาเอกชนชั้นนำระดับภูมิภาค โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “Reinventing for tomorrow” ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นีโอ คอร์ปอเรท

สำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ นีโอ คอร์ปอเรท สามารถคว้ามาได้ถึง 2 รางวัล จากผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม ได้แก่

นีโอ คอร์ปอเรท
  1. BeNice Grape EXOBRIGHT Shower Gel ที่ปฏิวัติวงการครีมอาบน้ำด้วยการนำนวัตกรรมความงามระดับคลินิกอย่าง “Exosome” มาสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย สร้างกระแสไวรัล “คลินิกผิวใสใกล้ฉัน” จนมียอดขายเติบโตถึง 15% ภายใน 4 เดือน หลังวางจำหน่าย
  2. D-nee Deluxe Liquid Detergent ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าสำหรับกลุ่ม Silver Age ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ปัญหากลิ่นกายเฉพาะวัยได้ตรงจุด การันตีความสำเร็จด้วยยอดขายแตะ 100 ล้านบาทภายใน 1 ปี พร้อมอัตราการซื้อซ้ำสูง และเดินหน้าสู่เป้าหมายยอดขาย 500 ล้านบาท ภายใน 3 ปี
นีโอ คอร์ปอเรท
นีโอ คอร์ปอเรท
นีโอ คอร์ปอเรท

ทั้งนี้ รางวัล IIA 2025 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ นีโอ คอร์ปอเรท ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล


On เปิดสโตร์ที่ One Bangkok พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยี LightSpray™

On เปิดสโตร์ใหม่ที่ One Bangkok ในคอนเซ็ปต์ “Concrete Textures, Running Spirit”

On แบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาสัญชาติสวิสผู้โดดเด่นด้วยนวัตกรรมและดีไซน์ที่ล้ำสมัย เปิด On สาขาใหม่ล่าสุดที่ One Bangkok พร้อมเปิดตัว LightSpray™ เทคโนโลยีอัปเปอร์รุ่นปฏิวัติวงการเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนับเป็นสโตร์แห่งที่สองในกรุงเทพฯ ต่อจาก On Store Bangkok ICONSIAM โดยร่วมกับ Gill Capital ที่ตอกย้ำพันธกิจระยะยาวของ On ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านประสบการณ์ระดับพรีเมียม นวัตกรรมล้ำหน้า และคอมมูนิตี้ของนักวิ่งในย่านที่มีความทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

ประสบการณ์ “Dream On” ณ ใจกลาง One Bangkok

การออกแบบของ On Store One Bangkok ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด “Concrete Textures, Running Spirit” ถ่ายทอดโครงสร้างเมืองในรูปแบบใหม่ ผ่านพื้นผิวคอนกรีต โทนวัสดุธรรมชาติ เส้นโค้ง และดีเทลไม้โทนอุ่น สะท้อนบรรยากาศบริเวณทางสัญจรใต้โครงสร้างในกรุงเทพฯ ขณะที่แสงไฟนุ่มนวลและพื้นผิวที่ให้สัมผัสอบอุ่นช่วยเติมความรู้สึกผ่อนคลายและฟื้นคืนพลังใจกลางย่านธุรกิจ สะท้อนปรัชญา “Dream On” ผ่านการตีความพลังของการวิ่งในเมืองให้กลมกลืนกับจังหวะชีวิตประจำวันของกรุงเทพฯ

หนึ่งในไฮไลต์คือ Magic Wall แบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่เชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาทำความรู้จักโลกของ On ได้อย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อ เมื่อเปิดลิ้นชักที่ซ่อนอยู่ จะสามารถพบกับรองเท้าครบทุกไซซ์ของรุ่นล่าสุด ทำให้ทีม On advisors สามารถแนะนำขนาดที่เหมาะสมได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังมีโซนสินค้าอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ Tennis “Roger” และโซน Kids ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าแต่ละคู่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพที่แตกต่างกันอย่างไร

4 โซนไฮไลท์

  • Zone 1: Performance Running

นำเสนอรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงและเสื้อผ้ากีฬาที่ออกแบบสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นโดยมีรุ่นไฮไลต์อย่าง Cloudsurfer Max, Cloudmonster 2 และ Cloudrunner 2

  • Zone 2: Performance Training

พื้นที่เฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อรองเท้าเทรนนิงและอุปกรณ์เทคนิคสำหรับการฝึกแบบครอสเทรนนิง การออกกำลังกายในยิม คลาสต่างๆ ในสตูดิโอ และการเคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบ โซนนี้นำเสนอรองเท้าเทรนนิง Cloud X4 และ Cloudpulse ควบคู่กับเสื้อผ้าสมรรถนะสูง รวมถึงไฮไลต์จากคิวเรตการฝึกซ้อมหลักที่ผสานวัสดุฟังก์ชันนัลเข้ากับซิลูเอตแบบโมเดิร์น เพื่อรองรับการออกกำลังก้าระดับเข้มข้นและการใช้งานในชีวิตประจำวัน

  • Zone 3: Performance All Day

โซนนี้จะเน้นสินค้ารองรับไลฟ์สไตล์เดินทางและการใช้ชีวิตในเมือง โดยนำเสนอรุ่นไลฟ์สไตล์อย่าง Cloudtilt และ Cloud 6 ซึ่งออกแบบมาเพื่อการเดินทาง การใช้ชีวิตในเมือง และความสบายในทุกวัน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผสานดีไซน์มินิมัลแบบสวิสเข้ากับความเบา นุ่ม และการรองรับอันเป็นเอกลักษณ์ของ On

  • Zone 4: Tennis & Kids 

ร้านยังมีโซนเทนนิส ที่นำเสนอสินค้าที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์แอมบาสเดอร์เทนนิสของ On รวมถึงรุ่นที่พัฒนาจากความร่วมมือกับ Roger Federer พร้อมด้วยไลน์สินค้าเด็ก โดยโซนนี้จะทำให้ครอบครัวใด้รู้จักกับไลน์สินค้าสำหรับนักกีฬารุ่นเยาว์และนักสำรวจตัวน้อยในชีวิตประจำวันของ On

LightSpray™ เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ One Bangkok

LightSpray™ นับเป็นก้าวสำคัญของการผลิตอัปเปอร์รองเท้าประสิทธิภาพสูง โดยเทคโนโลยีนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นที่ On Labs เมืองซูริก ด้วยเทคโนโลยีการพ่นเส้นใยแบบความแม่นยำสูง ในกระบวนการอัตโนมัติขั้นตอนเดียว โดยเส้นใยน้ำหนักเบาจะถูกพ่นขึ้นรูปตามลักษณะเท้าโดยตรง ทำให้ได้อัปเปอร์แบบชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ภายในเวลาเพียง 3 นาทีอัปเปอร์ของ LightSpray™ มีน้ำหนักเพียง 30 กรัม ไม่มีเชือก ไร้รอยต่อทั้งชิ้น และถูกออกแบบให้กระชับรองรับอย่างแม่นยำ ช่วยให้นักกีฬาโฟกัสกับความเร็วและประสิทธิภาพได้เต็มที่ ส่วนรองเท้าทั้งคู่มีน้ำหนักเพียง 170 กรัม อัดแน่นด้วยโฟมสมรรถนะสูง Helion™ HF แบบสองชั้น แผ่นคาร์บอน Speedboard® ที่ให้แรงส่ง และโครงสร้างเรียบง่ายที่ลดการสูญเสียพลังงานในทุกย่างก้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการวิ่งที่เบาและเร็ว


“อิ้งค์-หมาก-กลัฟ”

“อิ้งค์-หมาก-กลัฟ” ร่วมสร้างมหากาพย์รักครั้งแตกต่างของผู้หญิงชื่อ ‘วันทอง’

เตรียมเปิดประตูก้าวเข้าสู่ความรักบทใหม่ของ “วันทอง” ที่ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า “สองใจ”! กับภาพยนตร์ไทยบล็อคบัสเตอร์ปี 2569 “อัศจรรย์วันทอง” หนังเรื่องแรกของค่าย Black Dragon Entertainment (บริษัท แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด) ได้ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาให้ชม ผ่านฝีมือและมุมมองของผู้กำกับ “ลอง ลีฟ เลิฟว์!” มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ และโปรดิวเซอร์ จูเลี่ยน จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (ผู้อำนวยการสร้าง Parasite, Snowpiercer, The Admiral: Roaring Currents และ The Host)

“อิ้งค์-หมาก-กลัฟ”



ตัวอย่างแรก “อัศจรรย์วันทอง” เผยให้เห็นการโคจรพบกันครั้งแรกของนักร้องสาวชื่อดังแห่งยุค อิ้งค์-วรันธร เปานิล รับบทเป็น “วันทอง” ประกบคู่ 2 พระเอกชื่อดัง ได้แก่ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ รับบทเป็น “ขุนแผน” และ กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ รับบทเป็น “ขุนช้าง” ร่วมด้วย ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ รับบทเป็น “สายทอง” และ เฟย-ภัทร เอกแสงกุล รับบทเป็น “จันสอน” อีกทั้งยังเผยภาพงานโปรดักชั่นสุดยิ่งใหญ่ผสมผสานความร่วมสมัย รวมถึงงานวิชวลเอฟเฟกต์ที่เร้าใจ ตระการตา และจับตามองการพลิกภาพของนักแสดงแต่ละคนในบทบาทที่ผู้ชมไม่เคยเห็น



“อัศจรรย์วันทอง” เรื่องราวการผจญภัยข้ามห้วงเวลาของพิมพ์มาดาหญิงสาวยุคปัจจุบันที่หลุดเข้าไปในโลกของวังวนรักแสนท็อกซิกของ “นางวันทอง” ในหน้าวรรณคดีที่สุดท้ายแล้วต้องรับโทษประหารเพราะขุนแผนและขุนช้างชายที่รักทั้งสอง แต่ทำไมต้องเป็นเธอที่ต้องก้มหน้ารับชะตากรรม พิมพ์มาดาจะขอกำหนดเส้นทางชีวิตใหม่ของวันทองด้วยความคิดและหัวใจของเธอเอง เพื่อหาทางเอาชีวิตรอดและหนีชะตาชีวิตอันน่าอดสูนี้ให้ได้

มุก-ปิยะกานต์ กล่าวว่า “หลังจบโปรเจกต์ ลอง ลีฟ เลิฟว์! ทางค่ายก็ติดต่อมาคุยโปรเจกต์วันทองและแจ้งว่าจะได้ร่วมงานกับคุณจูเลี่ยน จอง มุกก็ตาเป็นประกายเลย เพราะคุณจูเลี่ยนมีผลงานเป็นที่ยอมรับระดับสากล และคุณจูเลี่ยนเองก็ได้ดูผลงานของเราในโรงภาพยนตร์ เขาดูและวิเคราะห์จากงานของเรา มองว่าเราเหมาะกับโปรเจกต์นี้ก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่ซื้อเราเลยได้กลับมาอ่านขุนช้างและขุนแผนหลายเวอร์ชั่นมากจากนักเขียนแต่ละคน ก็ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันพอสมควร เราก็เริ่มสนใจว่าตัวเองยังมีสิ่งที่อยากพูดอยู่รู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สานต่อแมสเสจที่เรายังพูดไม่หมดจาก ลอง ลีฟ เลิฟว์!

เราอยากทำหนังที่เป็นความสัมพันธ์ของทั้ง 2 เพศ สร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขขึ้นเลยเป็นที่มาของการตัดสินใจทำโปรเจกต์นี้ค่ะ”

ติดตามชมตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ “อัศจรรย์วันทอง” ได้ทางช่อง YouTube Black Dragon Entertainment : https://youtu.be/iFWxHLkO1mY พบกันในพุทธศักราช 2569 ในโรงภาพยนตร์

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

การเดินทางค้นหาความสุขที่ยั่งยืนของ แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

“แพร – อมตา จิตตะเสนีย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อแพรี่พาย จากเมคอัพ สู่บทบาทการเป็นกระบอกเสียงเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ภูมิปัญญา จากเด็กอินโทรเวิร์ตที่ต้องเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้อยู่รอดในแวดวงความงาม จนรู้สึกไม่เป็นตัวเอง จึงตัดสินใจเดินเข้าป่า เก็บเห็ด ย้อมผ้า และเรียนรู้เรื่อง พืชพรรณตามฤดูกาล กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอได้เชื่อมโยงธรรมชาติกับชีวิต จนตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกด้านชีววิทยา 

นอกจากจะลงมือทํางานกับชุมชนที่เชียงดาว ทั้งงานพัฒนาโปรดักต์และเปิด คลาสเรียนรู้โลกธรรมชาติ เมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอได้สร้างสวนผักใจกลางกรุงเทพฯ “Pearypie Sky Garden” เนรมิตพื้นที่ดาดฟ้าบนคอนโดปลูกพืชผักกว่า 400 ชนิด สถานที่ที่พาเธอมาพบกับความสุขอันยั่งยืนด้วยการกลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

ธรรมชาติปาบัดใจ

“ชีวิตในวัยเด็กเราอินโทรเวิร์ตมาก เพราะเกิดที่อเมริกา ย้ายโรงเรียน ย้ายบ้านบ่อย ทาให้ชอบท่ากิจกรรมที่ได้อยู่กับตัวเอง อย่างการวาดรูป แต่งหน้า แต่งตัว จึงตัดสินใจเรียนปริญญาตรี คณะออกแบบการแสดง (Performance Deaign and Practice) ที่ Central Saint Martins และเรียนต่อปริญญาโท สาขา การบริหารการจัดการ (Olobal Management) ที่ Regent’s Business School 

จนกระทั่งได้มีโอกาสไปแต่งหน้าในงาน London Fashion Week จากนั้น ก็เริ่มทํายูทูบและอินสตาแกรมในชื่อ PEARYPIE เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์สอนแต่งหน้า ตามเทรน แปลกใหม่ คนก็เริ่มติดตามเยอะขึ้น เพราะช่วงนั้นไม่ค่อยมีใครทําอะไร แบบนี้ ทําให้ช่วงปี 2015 รุ่งมาก มีงานติดต่อเข้ามาตลอด บางวันไปออกอีเวนต์ 3 งาน ท่างานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 2 ชื่อของ FEARYPIE เป็นที่รู้จักในฐานะ เมคอัพอาร์ติสต์ของประเทศ ได้มีโอกาสไปเจอ Jessie J และคนดังมากมาย รู้สึก เท่มาก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทําให้อีโก้สูงมากเช่นกัน อยากได้อยากมีตลอด

มาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตคือตอนอายุ 27 แม้ทุก ๆ วันจะเป็นเหมือนวันเกิด ของตัวเอง เพราะมีแบรนด์ส่งของมาให้ลองใช้มากมาย ได้ลิปสติกวันละเกือบ ร้อยแห่ง แพ็กเกจจิ้งก็ใหญ่ขึ้น แต่เมื่อดูสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้า เริ่มเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลกร้อน บวกกับแต่ก่อนเรารักธรรมชาติมาก ชอบ ปลูกต้นไม้ แต่พอมาทํางานตรงนี้กลับลืมเรื่องเหล่านั้นไปหมด เกิดความรู้สึกว่า เราไม่สามารถหาความยั่งยืนในระยะยาวจากงานเมคอัพอาร์ติสต์ได้ สิ่งที่ทําอยู่ไม่ใช่ เส้นทางของตัวเองอีกต่อไป เราถูกดูดกลืนไปกับสังคมจนเสียความเป็นตัวเอง จากที่ ชอบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ก็ต้องปรับตัวให้พูดเก่ง กล้าแสดงออก เพื่อให้ได้รับ ความสนใจจากสังคมและอยู่รอดในแวดวงนี้ จึงตัดสินใจพักจากงานสายนี้”

“วันหนึ่งเมื่อปี 2017 เราได้ไปเป็นวิทยากรสอนกรูมมิ่งให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และมีอาจารย์จากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไหมไทย กลุ่มสตรี สหกรณ์บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น มอบผ้าไทยให้เป็นของที่ระลึก ซึ่งผ้าสวยมาก เราจึงอยากลงพื้นที่ไปเรียนรู้ภูมิปัญญา ขณะเดียวกันช่วงนั้นกําลังค้นหาเป้าหมาย ของตัวเองอยู่ บวกกับความชอบเที่ยวชอบเดินทางอยู่แล้ว จึงอยากทดลองท่า ทุกอย่าง วันต่อมาจึงตัดสินใจเดินทางไปกับเพื่อนที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนั้น 

ที่นั่นเราได้เข้าไปเรียนรู้กระบวนการการทําผ้าไหมไทยของชาวบ้านในท้องถิ่น ตั้งแต่การเลี้ยงไหม การเลี้ยงต้นหม่อน จนนําไหมมาทอเป็นผ้า ย้อมสี กลายเป็น ผ้าไทยที่สวยงามผืนหนึ่ง ทําให้เราได้ไอเดียนําผ้าทอในชุมชนมาออกแบบเป็นเสื้อผ้า ใส่เอง ก็เริ่มสนุกมากขึ้น เหมือนได้ตัวเองกลับมา จึงไปลงพื้นที่อีกหลายๆ จังหวัด อย่างเชียงใหม่ บุรีรัมย์ อุดรธานี กาฬสินธุ์ ทุกครั้งที่ไปจะได้เรียนรู้จากชาวบ้าน ในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของผ้าทอ แต่ยังได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติ พืชผักในป่าที่สามารถนํามาใช้เป็นสีย้อมผ้า ระบบนิเวศ อาหาร การเอาตัวรอด รวมไปถึง วิถีชีวิตของชาวบ้านด้วยค่ะ

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

เข้าใจป่า เข้าใจตัวเอง

หลังจากลงพื้นที่ในหลายจังหวัด คุณแพรได้สัมผัสประสบการณ์เข้าป่าครั้งแรก ช่วยเปิดโลกให้เธอได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง และค่อย ๆ หลงรักผืนป่า ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตและความงดงาม จนเกิดความตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาปกป้องธรรมชาติ ให้คงอยู่ต่อไป “เมื่อปี 2018 ตอนนั้นเราลงพื้นที่ไปหาชาวบ้านที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปเรียนรู้การทอผ้าไหม ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าป่า แต่ชาวบ้าน ในพื้นที่ชวนเราเข้าไปเก็บเห็ด อากาศดีมาก ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี เป็นครั้งแรก ที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิด ซึ่งสําหรับเราถือว่าแปลกใหม่มาก เพราะชีวิต ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ไปไหนก็มักจะมีคนมาห้อมล้อม ขอถ่ายรูป ให้ความสนใจ ตลอด ทําให้รู้สึกตัวเองตัวใหญ่มากอยู่เสมอ

“แต่พอได้เดินเข้าไปในป่า เรากลับรู้สึกตัวเล็กลงอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือน ธรรมชาติคอยสอนให้เราค่อย ๆ เปิดใจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ทําให้ถ่อมตน มากขึ้น ตลอดทางเดินก็ทุลักทุเลมาก ต้องลุยน้ํา ข้ามโขดหิน ซึ่งตอนแรกเราก็ยัง ใส่เสื้อผ้าที่ท่าจากผ้าไทยกับผ้าม่อฮ่อมเพราะอยากสวย (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็ต้อง ยอมเปลี่ยนเป็นกางเกงเลกกิ้งเพื่อให้เดินป่าได้สะดวกขึ้น พอได้ลองปรับตัวแล้วก็ สนุกเลยค่ะ ได้เล่นน้ําตก เก็บเห็ด เรียนรู้โลกใบใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน 

“สิ่งหนึ่งที่เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นคือเรื่องของระบบนิเวศ หลักการมีอยู่ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดคือส่วนประกอบของระบบนิเวศ และแต่ละชีวิตก็มีหน้าที่ของตัวเอง โดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 อย่าง คือ พืช ทําหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนมนุษย์ สัตว์ เป็น ผู้บริโภค สุดท้ายคือจุลินทรีย์ อย่างแบคทีเรียและเห็ดรา ทําหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย ช่วยคืนสารอาหารกลับสู่ธรรมชาติ แต่นอกจากสามหน้าที่หลักแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็ยังมีหน้าที่เป็นผลพลอยได้ เช่น การที่พึ่งมาเก็บน้ําหวานจากดอกไม้ก็ช่วยถ่าย ละอองเรณูระหว่างดอกไม้ เกิดการผสมเกสร จนเราได้กินผลผลิตต่าง ๆ มากขึ้น 

“หรืออย่างเมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเลยว่าทําไมต้องมีฤดูร้อน เพราะทั้งร้อนทั้งเหนียวตัวจนน่าหงุดหงิด ตอนหลังกลับค้นพบว่าฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาสําคัญ ของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะดอกไม้ท้องถิ่นที่จะเบ่งบานมากที่สุดในฤดูนี้ก็เพื่อดึงดูด ตั้งให้มาผสมเกสร กลายเป็นผล เป็นเมล็ด ที่เมื่อร่วงหล่นลงพื้นก็จะค่อยๆ แตกหน่อกลายเป็นต้นไม้ใหม่ต่อไป แม้จะฟังดูเหมือนแค่หลักการพื้นฐานของ ธรรมชาติ แต่พอเราเข้าใจสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ทําให้เราปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด เริ่มมองเห็นว่าฤดูร้อนก็มีเหตุผล เพราะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในวงจรธรรมชาติ ฉะนั้น เราก็ไม่จําเป็นต้องหงุดหงิดกับความร้อนขนาดนั้น ทุกอย่างเป็นพื้นฐานของชีวิต ทีเราต้องเข้าใจ

“นอกจากนี้ยังทําให้เราเข้าใจที่มาของวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง เช่น เห็ดป่าบางชนิด ถ้าเราอยากกิน ไม่ได้หมายความว่าแค่เดินเข้าป่าแล้วเก็บออกมาได้ แต่ต้องดูแลรักษา ต้นไม้ใหญ่ด้วย เพราะเห็ดหลายชนิดอย่างเห็ดโคนหรือเห็ดระโงกจะเติบโตได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ใกล้กับรากของต้นไม้บางชนิด เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการดูแลธรรมชาติด้วยเช่นกัน

พอได้เข้าป่าครั้งแรกก็ติดใจเลยค่ะ ในปีเดียวกันเรากลับเข้าไปในป่าเดิมอีกครั้งตรงกับช่วงที่เกิดวิกฤติฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง ครั้งนั้นได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของป่าไม้อย่างชัดเจน จากพื้นที่ที่เคยเขียวขจีกลับแห้งแล้ง แต่พอกลับไปอีกครั้งในช่วงฤดูฝน ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนไปอีก คราวนี้ผืนป่าเต็มไปด้วยความชุ่มชื้น เห็ดป่า ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ทําให้เราได้เห็นการพึ่งพาเกื้อกูลกันเองของธรรมชาติ โดยไม่จําเป็นต้องมีมนุษย์ไปจัดการหรือควบคุมเสมอไป จุดนั้นเองที่ทําให้รู้สึกอินกับเรื่อง ของป่าไม้มาก ๆ และอยากปกป้องสิ่งสวยงามนี้ไว้ให้ดํารงอยู่ต่อไป”

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

กลุ่มถิ่นนิยม คนรักป่า

“การเข้าป่าหลายครั้งทําให้ได้รู้จักกับพี่มล (ดร.จิราวรรณ คําชาว) นักวิจัย และพัฒนาด้านจุลชีววิทยา เขาเป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มถิ่นนิยม คือกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเพื่อพัฒนาในสิ่งที่ ตัวเองมี พูดง่ายๆ คือกลุ่มคนที่มีความรักในถิ่นของตน โดยมีเด็กๆ ในชุมชนร่วมด้วย 

“เขาเล่าให้ฟังว่าพื้นที่บริเวณดอยเชียงดาวทั้งหมด ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และยังเป็นแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าสงวน เขาจึง ก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์บ้านเกิด เป้าหมายคืออยากทําให้เชียงดาวกลายเป็น ชุมชนที่พึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้ โดยทํางานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ทั่ว เชียงดาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารที่ดี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และจะมี การแปรรูปทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แบรนด์ Timniyom Selected 

“นอกจากนี้เขาก็กําลังหาพาร์ตเนอร์มาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเราพอมีความรู้ด้านการออกแบบบ้าง จึงเข้าไปช่วยดีไซน์เปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งของ ผลิตภัณฑ์ในชุมชนใหม่ อย่างขวดน้ําผึ้งป่า ถุงใส่ขิง กระชายอินทรีย์อบแห้ง หรือ ถุงข้าวหอมนิลอินทรีย์ แล้วโปรโมตผ่านอินสตาแกรม (Quinniyom.selected) โดย น่าชุดความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาย่อยให้ง่าย เล่าผ่านศิลปะในแบบที่เราถนัด เช่น การทําคลิปเล่ากระบวนการทํางานของธรรมชาติ การปลูกพืชอย่างยั่งยืน หรือการ ทดลองน่าสีจากพืชมาย้อมเป็นผ้าธรรมชาติ ซึ่งเป็นทั้งการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับทรัพยากรพื้นถิ่นผ่านสายตาและภาษาของคนรุ่นใหม่”

“หลังจากเข้ากลุ่มกินนิยม คุณแพรได้ร่วมทํางานเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพ ของชุมชน ซึ่งต้องใช้ทั้งความเข้าใจเชิงพื้นที่ เชิงวัฒนธรรม และเชิงนโยบาย ทําให้ ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชา ความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถสื่อสารกับภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน

“เหตุผลที่ตัดสินใจเรียนต่อเพราะที่ผ่านมาเราถนัดเฉพาะการแสดงออกผ่าน ผลงานศิลปะ ใช้ความรู้สึกน่าทาง แต่เมื่อโตขึ้น พบว่าเรื่องที่เราสนใจอย่างการ อนุรักษ์ธรรมชาติไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว จําเป็น ต้องมีชุดความรู้ที่ลึกและรอบด้านจริง ๆ เพื่อให้สื่อสารออกไปแล้วมีน้ําหนัก ไม่ใช่ แค่ในฐานะศิลปินหรือคนที่มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ แต่ในฐานะของคนที่อยากเข้าใจ และเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมเข้ากับผู้คนในหลากหลายมิติ

“การเรียนด้านนี้เป็นเรื่องยากมาก เพราะความที่เราเรียนและทํางานเกี่ยวกับศิลปะมาตลอด ต้องกระโดดข้ามสายมาจ่าชื่อทางวิทยาศาสตร์ของพืชพรรณต่าง ๆ อย่างวิชาอนุกรมวิธานพืช (Plant Taxonomy) เป็นการศึกษาเอกลักษณ์ของพืช แต่ละชนิดว่ามีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่าอะไร อยู่วงศ์ตระกูลไหน หรือวิชา พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotany) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับพืช เพื่อเชื่อมโยงถึงภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเราต้องนําความรู้เหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในชุมชนเชียงดาว เช่น การนําาเอื้องค่าหรือ เอื้องผึ้งอบแห้งมาดองในน้ําผึ้งป่า ที่นอกจากให้กลิ่นหอมและความสวยงามแล้ว ยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย”

Chiangdao Classroom

อีกหนึ่งเครื่องมือที่คุณแพรในฐานะสมาชิกกลุ่มถิ่นนิยมภูมิใจนําเสนอการจัดค่าย Chiangdao Classroom ห้องเรียนที่ช่วยให้คนกับธรรมชาติได้เชื่อมโยง ถึงกัน “หลังจากที่เราได้ไปเรียนรู้ข้อมูลเชิงลีกมาเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องลงมือทํา โดยเรากับพิมลได้ร่วมจัดกิจกรรมให้คนที่สนใจเรื่องระบบนิเวศเข้าป่า เรียนรู้ธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ค่าย Chiangdao Classroom ตอน Magic World of Fungi ฟังใจป่า ฟังใจฉัน ฟังใจเรา” ทุกคนจะได้เข้าป่าไปสัมผัส ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรียนรู้ ธรรมชาติ เช่น การถอดรองเท้าลองเหยียบดินเดินป่า ให้เราได้เชื่อมโยงกับ ธรรมชาติ เมื่อรู้ว่าดินมีสัมผัสยังไง อุณหภูมิแบบไหน จะตามมาด้วยความ อยากดูแลรักษา ซึ่งความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบนี้กําลังหายไปจากสังคมปัจจุบัน พอห่างไกลทําให้ความรู้สึกอยากดูแลรักษาหายไปด้วย “ในส่วนของตัวเองก็ได้ใช้ความรู้ทางศิลปะมาเชื่อมโยงกับสายวิทยาศาสตร์

โดยจัดกิจกรรมน่าพืชพรรณจากธรรมชาติมาย้อมสีผ้า อย่างดาวเรือง ดอกตาเสีย ก็สามารถนํามาย้อมผ้าได้ หรือค่าแสดทีมีสีแดงอมส้ม ก็สามารถนําไปใช้ตกแต่ง สีอาหารหรือใช้เป็นสีลิปสติกได้เช่นกัน เป็นกิจกรรมในคลาสที่สามารถนําาไปต่อยอดประกอบอาชีพได้ เรารู้สึกว่าพืชแต่ละชนิดล้วนมีศักยภาพในตัวเอง ถ้าเข้าใจวิธีใช้ และคุณค่าของมันจะสามารถต่อยอดเป็นผลงานเชิงสร้างสรรค์ได้อีกมากมาย ทั้งในเชิงศิลปะ งานออกแบบ หรือผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น”

Pearypie Sky Garden

เมื่อเกิดวิกฤติโควิดในปี 2021 ทําให้คุณแพรไม่สามารถลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ได้เหมือนเดิม จึงหันมาเปลี่ยนพื้นที่ชั้นดาดฟ้าของคอนโดให้กลายเป็นสวนผัก จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ช่วงนั้นเราเครียดมากเพราะต้องถูกจํากัดพื้นที่และเราก็พบว่าปัญหาของคนเมืองคือไม่มีแหล่งอาหารเป็นของตัวเอง ต้องพึ่งอาหาร จากที่อื่น อย่างการไปซื้อวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ต จึงเกิดคําถามกับตัวเองว่า แล้ว ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยอยู่ตรงไหน

“เราจึงเปลี่ยนพื้นทีชั้นดาดฟ้าให้กลายเป็นสวนผัก เพื่อสร้างแหล่งอาหาร ที่มั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว เพราะเราอยู่ในอาคารที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับ ธรรมชาติเลย แต่พอมีสวนนี้ ทําให้เรามีพื้นที่ปลดปล่อยงานศิลปะ เป็นต้นแบบ ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้คนที่สนใจเข้ามาทํากิจกรรมเวิร์กช็อป เพื่อเรียนรู้วิธีการปลูกพืชผัก การผสมดิน และการดูแลต้นไม้ในเมืองให้งอกงาม 

“แม้เมื่อก่อนจะชอบไปลงชุมชนเก็บผักกาด เก็บเห็ดตามป่า แต่พอมาปลูก เองแล้วยากกว่าค่ะ เพราะเหนื่อยสุด ๆ ต้องใช้เวลาทุ่มเทให้กับพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อวัน เราต้องนอน 3 – 4 ทุ่มแล้วตื่นตี 5 เป็นประจํา เพื่อจะได้ มีเวลาดูแลสวนผักมากขึ้น ส่วนต้นไม้ที่ปลูกแล้วไม่ขึ้นไม่รอดก็มีเยอะ แต่ต้อง อาศัยความอดทนและเรียนรู้ไปกับมันพอสมควร อย่างกะหล่ําดอก มะเขือเทศใช้เวลาปลูก 4 เดือนขึ้นไป หรือแครอตบางชนิดต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่สิ่งที่ได้ กลับมาคือการรู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ

“เราตั้งใจให้สวนแห่งนี้มีความหลากหลายของพืชพรรณ โดยสร้างระบบนิเวศ ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดการพึ่งพากันและกันของสิ่งมีชีวิต อย่างโซนแรกเป็นโซน ดอกไม้สําหรับสิ่งมีชีวิต เช่น นกหรือผึ้งหลวง ซึ่งเราเลี้ยงชันโรงหรือผึ้งจิ๋วที่ไม่มี เหล็กในให้ช่วยผสมเกสรในแปลงผักและเก็บน้ําผึ้ง นอกจากนี้ยังสามารถนําสีของ ดอกไม้มาย้อมผ้าหรือตกแต่งสีอาหารได้อีกด้วย โขนที่สองเป็นโซนต้นมะนาว ของคุณแม่ โชนทีสามเป็นพืชผักสวนครัว เช่น ผักชี พริก ต้นหอม ผักกาด แครอต บีตรูต กะหล่ําปลี โซนที่สี่คือพืชหมุนเวียนตามฤดูกาล เช่น สับปะรด องุ่น สตรอว์เบอร์รี่ มะเขือเทศ ถั่ว ส่วนมากจะปลูกพืชผักระยะสั้น 3 – 4 เดือน ค่อยเปลี่ยนใหม่ และโซนที่ห้าเป็นพวกพืชผักที่ปลูกในกระถาง อย่างมันม่วงญี่ปุ่น โรสแมรี่ ข้าวโพด แก้วมังกร

“ทุกอย่างเป็นออร์แกนิกทั้งหมด รวมถึงการทําปุ๋ยก็ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และเศษอาหารที่เหลือมาทํา เช่น แกลบ ขุยมะพร้าว เปลือกไข่ อาหารที่กินเหลือ นํามาหมักประมาณ 3 – 4 เดือน ตอนนี้ปลูกมาแล้วกว่า 400 ชนิดค่ะ (ยิ้ม) 

“ทีปลูกเยอะขนาดนี้เพราะเราได้บทเรียนหนึ่งจากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด แม้ว่าเราจะชอบกินผัก แต่ก่อนหน้านี้กินอยู่แค่ไม่กี่อย่าง เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ช้า ๆ วนไปมา จนมาเจอพืชผักท้องถิ่นของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ถึงได้รู้ ว่าที่นั่นมีพืชที่กินได้มากถึง 900 ชนิด เช่น ผักขี้หูด ผักเฮือด มะเขือเหลือง มะเขือส้ม ซึ่งคนทั่วไปแทบไม่รู้จัก ทําให้เราได้เรียนรู้ว่าถ้าเรายังเลือกกินผักอยู่ ไม่กี่ชนิด หรือกินแต่ผักนอกฤดูกาลที่หาซื้อได้ตลอดปีในห้าง เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ก็จะค่อย ๆ หายไป เกษตรกรเองก็จะเลือกปลูกแต่พืชเศรษฐกิจซ้ํา ๆ ส่งผลให้ ระบบนิเวศในดินย่ําแย่ สมดุลของธรรมชาติก็จะถูกทําลายลง จนกลายเป็น สาเหตุหนึ่งของภัยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราเชื่อว่าทุกคนสามารถ เป็นนักอนุรักษ์ในแบบของตัวเองได้ และหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการกินให้หลากหลายไม่เพียงแค่ดีต่อร่างกาย แต่ยังเป็นการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพด้วยนะคะ

สร้างโลกให้สวยงาม

ทุกสิ่งที่เราทําไม่ใช่แค่เพื่อธรรมชาติ แต่เพื่อเยียวยาตัวเองด้วย เพราะเรา เชื่อว่าถ้าเราดูแลและเติมพลังให้ตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะส่งต่อพลังให้ใครได้ นี่คือพื้นฐานของชีวิต สําหรับแพลนในอนาคต กําลังตั้งใจพัฒนาพื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่ ที่อําเภอเชียงดาว เป็นทั้งฟาร์มและสตูดิโอเล็ก ๆ เพื่อต่อยอดจากสิ่งที่ทํามาตลอด ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติ และจะกลับมาทํายูทูบอีกครั้ง เพื่อเล่าเรื่องธรรมชาติที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

“เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป อย่างฝุ่น PM2.5 ที่เราหายใจเข้าไปทุกวัน หรืออากาศที่ร้อนขึ้นผิดปกติ นี่คือ ผลลัพธ์ของการที่เราตัดขาดจากธรรมชาติและมองข้ามความสําคัญของระบบนิเวศ ที่เราเคยพึ่งพิง เมื่อธรรมชาติไม่สมดุล มนุษย์เองก็อยู่ยากขึ้น เรายังเห็นช่องว่าง ระหว่างคนเมืองกับธรรมชาติอยู่เยอะ หลายคนโตมาโดยไม่เคยเดินป่า ไม่เคยจับดิน ไม่เคยรู้ว่าผักที่กินมาจากไหนด้วยซ้ํา ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเมื่อเราไม่รู้จักธรรมชาติ ก็ยากที่จะเห็นคุณค่า หลายคนที่มาเข้าร่วมเวิร์กช็อปกับเรามักบอกว่าพอได้สัมผัส ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทําให้พวกเขาเกิดความรู้สึกหวงแหน อยากให้มีสิ่งเหล่านี้ บนโลกเยอะ ๆ บางคนถึงขั้นนําเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นกลับไปปลูกต่อที่บ้านก็มี

“จริงอยู่ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ มนุษย์มีหน้าที่หลักในการบริโภค แต่เรา สามารถเลือกที่จะเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าได้ หากเรามองหาหน้าที่อื่น ๆ ที่สามารถสร้าง ประโยชน์ให้กับโลก เช่นเดียวกับผึ้งที่มีหน้าที่บริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถ ช่วยผสมเกสรดอกไม้ไปด้วย ฉะนั้นการเลือกที่จะช่วยกันดูแลธรรมชาติเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยให้ชีวิตมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมได้ แม้จะอยู่ในเมืองก็ตาม อาจเริ่มต้นจากการหันมาปลูกต้นไม้ในบ้าน แยกขยะ ลด การใช้พลาสติก หรือแม้แต่การเลือกสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนในท้องถิ่นนอกจากนี้ในโลกออนไลน์ก็สามารถช่วยกันทําหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ให้ปัญหา งแวดล้อมในชุมชนกลายเป็นประเด็นสาธารณะได้อีก

“การอนุรักษ์ธรรมชาติเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา เมื่อความตระหนักเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงทียังยืนจะตามมาเอง


ที่มา นิตยสารแพรว

เรื่อง Prince

ภาพ วรสันต์

Volvo

Volvo Family Day 2025 ทริปครอบครัววอลโว่สุดม่วนจอยม่วนใจ

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จัดกิจกรรม Volvo Family Day ม่วนจอยม่วนใจ พาครอบครัววอลโว่ร่วมทริปสุดม่วน บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – พัทยา เมื่อวันที่ 1–2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในปีนี้ วอลโว่ได้จัดทริปภายใต้ธีม “ม่วนจอยม่วนใจ” ให้ลูกค้ากว่า 300 คนได้ร่วมปลดปล่อยความสนุกตลอดทั้งเส้นทาง ผ่านกิจกรรมเสริมความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ออกแบบให้เหมาะสมกับครอบครัวที่มีเด็ก ให้ได้สนุกและใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากครอบครัววอลโว่จากหลากหลายพื้นที่ ทำให้บรรยากาศภายในงานอบอุ่นเสมือนได้กลับมาเจอครอบครัววอลโว่อีกครั้งหนึ่ง

Volvo

เริ่มต้นกิจกรรมช่วงเช้า ครอบครัววอลโว่ลงทะเบียน และรับประทานอาหารเช้าและรับฟังรายละเอียดเส้นทางและกิจกรรมตลอดทั้งวัน โดยมี คุณภัทรพงษ์ อชะปาละศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ให้เกียรติกล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้ร่วมเดินทางทุกท่านอย่างเป็นกันเอง ก่อนโบกธงปล่อยตัวคาราวานรถวอลโว่กว่าร้อยคัน มุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ สู่พัทยา

Volvo

เริ่มต้นกิจกรรมสุดม่วนที่ Thaithani Cultural Village & Elephant Pattaya ทุกครอบครัวได้ร่วมพิชิตภารกิจย้อนวันวานสุดม่วนจอยถึง 4 ฐาน ได้แก่ ม่วนดนตรีเพลง, ม่วนสเต็ป, ม่วนวิ่ง ม่วนเดิน, ม่วนต่อยม่วนตี โดยเล่นเป็นทีม ให้ทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้ร่วมม่วนไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน แต่ละฐานเรียกทั้งเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นสนุกสนานตลอดทั้งบ่าย

Volvo

ในช่วงค่ำคืน วอลโว่พาลูกค้าเข้าสู่กิจกรรมสุดท้ายของวัน ณ Grande Centre Point SPACE Pattaya  กับปาร์ตี้ม่วนจอยม่วนใจยามค่ำคืนให้ทุกท่านได้เต็มอิ่มไปกับอาหาร และร่วมสนุกกับการประกวดแต่งกายในธีม Thai iconic พร้อมลุ้นของรางวัลมากมาย ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งตัวแม่ “สามตัวบน” ได้แก่ ตั๊ก ลีลา, สุนารี ราชสีมา และ ฮาย อาภาพร ให้ครอบครัววอลโว่ทุกท่านได้ร่วมสนุก ได้รับพลังความม่วน ความฮากันแบบจัดเต็ม กลับบ้านไปด้วยรอยยิ้ม ตอบแทนที่ทุกท่านที่มาเข้าร่วมและสร้างประสบการณ์ สร้างความทรงจำดีๆร่วมกัน

Volvo

กิจกรรม Volvo Family Day ม่วนจอย ม่วนใจ ในครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), บริษัท อีแซดเอสวีเอส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ธนชาตประกันภัย, บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามมิชลิน จำกัด (Tyreplus), Hand & Co และ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด