“แพร – อมตา จิตตะเสนีย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อแพรี่พาย จากเมคอัพ สู่บทบาทการเป็นกระบอกเสียงเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ภูมิปัญญา จากเด็กอินโทรเวิร์ตที่ต้องเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้อยู่รอดในแวดวงความงาม จนรู้สึกไม่เป็นตัวเอง จึงตัดสินใจเดินเข้าป่า เก็บเห็ด ย้อมผ้า และเรียนรู้เรื่อง พืชพรรณตามฤดูกาล กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอได้เชื่อมโยงธรรมชาติกับชีวิต จนตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกด้านชีววิทยา
นอกจากจะลงมือทํางานกับชุมชนที่เชียงดาว ทั้งงานพัฒนาโปรดักต์และเปิด คลาสเรียนรู้โลกธรรมชาติ เมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอได้สร้างสวนผักใจกลางกรุงเทพฯ “Pearypie Sky Garden” เนรมิตพื้นที่ดาดฟ้าบนคอนโดปลูกพืชผักกว่า 400 ชนิด สถานที่ที่พาเธอมาพบกับความสุขอันยั่งยืนด้วยการกลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง
ธรรมชาติปาบัดใจ
“ชีวิตในวัยเด็กเราอินโทรเวิร์ตมาก เพราะเกิดที่อเมริกา ย้ายโรงเรียน ย้ายบ้านบ่อย ทาให้ชอบท่ากิจกรรมที่ได้อยู่กับตัวเอง อย่างการวาดรูป แต่งหน้า แต่งตัว จึงตัดสินใจเรียนปริญญาตรี คณะออกแบบการแสดง (Performance Deaign and Practice) ที่ Central Saint Martins และเรียนต่อปริญญาโท สาขา การบริหารการจัดการ (Olobal Management) ที่ Regent’s Business School
จนกระทั่งได้มีโอกาสไปแต่งหน้าในงาน London Fashion Week จากนั้น ก็เริ่มทํายูทูบและอินสตาแกรมในชื่อ PEARYPIE เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์สอนแต่งหน้า ตามเทรน แปลกใหม่ คนก็เริ่มติดตามเยอะขึ้น เพราะช่วงนั้นไม่ค่อยมีใครทําอะไร แบบนี้ ทําให้ช่วงปี 2015 รุ่งมาก มีงานติดต่อเข้ามาตลอด บางวันไปออกอีเวนต์ 3 งาน ท่างานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 2 ชื่อของ FEARYPIE เป็นที่รู้จักในฐานะ เมคอัพอาร์ติสต์ของประเทศ ได้มีโอกาสไปเจอ Jessie J และคนดังมากมาย รู้สึก เท่มาก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทําให้อีโก้สูงมากเช่นกัน อยากได้อยากมีตลอด
มาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตคือตอนอายุ 27 แม้ทุก ๆ วันจะเป็นเหมือนวันเกิด ของตัวเอง เพราะมีแบรนด์ส่งของมาให้ลองใช้มากมาย ได้ลิปสติกวันละเกือบ ร้อยแห่ง แพ็กเกจจิ้งก็ใหญ่ขึ้น แต่เมื่อดูสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้า เริ่มเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลกร้อน บวกกับแต่ก่อนเรารักธรรมชาติมาก ชอบ ปลูกต้นไม้ แต่พอมาทํางานตรงนี้กลับลืมเรื่องเหล่านั้นไปหมด เกิดความรู้สึกว่า เราไม่สามารถหาความยั่งยืนในระยะยาวจากงานเมคอัพอาร์ติสต์ได้ สิ่งที่ทําอยู่ไม่ใช่ เส้นทางของตัวเองอีกต่อไป เราถูกดูดกลืนไปกับสังคมจนเสียความเป็นตัวเอง จากที่ ชอบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ก็ต้องปรับตัวให้พูดเก่ง กล้าแสดงออก เพื่อให้ได้รับ ความสนใจจากสังคมและอยู่รอดในแวดวงนี้ จึงตัดสินใจพักจากงานสายนี้”
“วันหนึ่งเมื่อปี 2017 เราได้ไปเป็นวิทยากรสอนกรูมมิ่งให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และมีอาจารย์จากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไหมไทย กลุ่มสตรี สหกรณ์บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น มอบผ้าไทยให้เป็นของที่ระลึก ซึ่งผ้าสวยมาก เราจึงอยากลงพื้นที่ไปเรียนรู้ภูมิปัญญา ขณะเดียวกันช่วงนั้นกําลังค้นหาเป้าหมาย ของตัวเองอยู่ บวกกับความชอบเที่ยวชอบเดินทางอยู่แล้ว จึงอยากทดลองท่า ทุกอย่าง วันต่อมาจึงตัดสินใจเดินทางไปกับเพื่อนที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนั้น
ที่นั่นเราได้เข้าไปเรียนรู้กระบวนการการทําผ้าไหมไทยของชาวบ้านในท้องถิ่น ตั้งแต่การเลี้ยงไหม การเลี้ยงต้นหม่อน จนนําไหมมาทอเป็นผ้า ย้อมสี กลายเป็น ผ้าไทยที่สวยงามผืนหนึ่ง ทําให้เราได้ไอเดียนําผ้าทอในชุมชนมาออกแบบเป็นเสื้อผ้า ใส่เอง ก็เริ่มสนุกมากขึ้น เหมือนได้ตัวเองกลับมา จึงไปลงพื้นที่อีกหลายๆ จังหวัด อย่างเชียงใหม่ บุรีรัมย์ อุดรธานี กาฬสินธุ์ ทุกครั้งที่ไปจะได้เรียนรู้จากชาวบ้าน ในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของผ้าทอ แต่ยังได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติ พืชผักในป่าที่สามารถนํามาใช้เป็นสีย้อมผ้า ระบบนิเวศ อาหาร การเอาตัวรอด รวมไปถึง วิถีชีวิตของชาวบ้านด้วยค่ะ
เข้าใจป่า เข้าใจตัวเอง
หลังจากลงพื้นที่ในหลายจังหวัด คุณแพรได้สัมผัสประสบการณ์เข้าป่าครั้งแรก ช่วยเปิดโลกให้เธอได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง และค่อย ๆ หลงรักผืนป่า ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตและความงดงาม จนเกิดความตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาปกป้องธรรมชาติ ให้คงอยู่ต่อไป “เมื่อปี 2018 ตอนนั้นเราลงพื้นที่ไปหาชาวบ้านที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปเรียนรู้การทอผ้าไหม ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าป่า แต่ชาวบ้าน ในพื้นที่ชวนเราเข้าไปเก็บเห็ด อากาศดีมาก ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี เป็นครั้งแรก ที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิด ซึ่งสําหรับเราถือว่าแปลกใหม่มาก เพราะชีวิต ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ไปไหนก็มักจะมีคนมาห้อมล้อม ขอถ่ายรูป ให้ความสนใจ ตลอด ทําให้รู้สึกตัวเองตัวใหญ่มากอยู่เสมอ
“แต่พอได้เดินเข้าไปในป่า เรากลับรู้สึกตัวเล็กลงอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือน ธรรมชาติคอยสอนให้เราค่อย ๆ เปิดใจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ทําให้ถ่อมตน มากขึ้น ตลอดทางเดินก็ทุลักทุเลมาก ต้องลุยน้ํา ข้ามโขดหิน ซึ่งตอนแรกเราก็ยัง ใส่เสื้อผ้าที่ท่าจากผ้าไทยกับผ้าม่อฮ่อมเพราะอยากสวย (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็ต้อง ยอมเปลี่ยนเป็นกางเกงเลกกิ้งเพื่อให้เดินป่าได้สะดวกขึ้น พอได้ลองปรับตัวแล้วก็ สนุกเลยค่ะ ได้เล่นน้ําตก เก็บเห็ด เรียนรู้โลกใบใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
“สิ่งหนึ่งที่เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นคือเรื่องของระบบนิเวศ หลักการมีอยู่ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดคือส่วนประกอบของระบบนิเวศ และแต่ละชีวิตก็มีหน้าที่ของตัวเอง โดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 อย่าง คือ พืช ทําหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนมนุษย์ สัตว์ เป็น ผู้บริโภค สุดท้ายคือจุลินทรีย์ อย่างแบคทีเรียและเห็ดรา ทําหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย ช่วยคืนสารอาหารกลับสู่ธรรมชาติ แต่นอกจากสามหน้าที่หลักแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็ยังมีหน้าที่เป็นผลพลอยได้ เช่น การที่พึ่งมาเก็บน้ําหวานจากดอกไม้ก็ช่วยถ่าย ละอองเรณูระหว่างดอกไม้ เกิดการผสมเกสร จนเราได้กินผลผลิตต่าง ๆ มากขึ้น
“หรืออย่างเมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเลยว่าทําไมต้องมีฤดูร้อน เพราะทั้งร้อนทั้งเหนียวตัวจนน่าหงุดหงิด ตอนหลังกลับค้นพบว่าฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาสําคัญ ของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะดอกไม้ท้องถิ่นที่จะเบ่งบานมากที่สุดในฤดูนี้ก็เพื่อดึงดูด ตั้งให้มาผสมเกสร กลายเป็นผล เป็นเมล็ด ที่เมื่อร่วงหล่นลงพื้นก็จะค่อยๆ แตกหน่อกลายเป็นต้นไม้ใหม่ต่อไป แม้จะฟังดูเหมือนแค่หลักการพื้นฐานของ ธรรมชาติ แต่พอเราเข้าใจสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ทําให้เราปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด เริ่มมองเห็นว่าฤดูร้อนก็มีเหตุผล เพราะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในวงจรธรรมชาติ ฉะนั้น เราก็ไม่จําเป็นต้องหงุดหงิดกับความร้อนขนาดนั้น ทุกอย่างเป็นพื้นฐานของชีวิต ทีเราต้องเข้าใจ
“นอกจากนี้ยังทําให้เราเข้าใจที่มาของวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง เช่น เห็ดป่าบางชนิด ถ้าเราอยากกิน ไม่ได้หมายความว่าแค่เดินเข้าป่าแล้วเก็บออกมาได้ แต่ต้องดูแลรักษา ต้นไม้ใหญ่ด้วย เพราะเห็ดหลายชนิดอย่างเห็ดโคนหรือเห็ดระโงกจะเติบโตได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ใกล้กับรากของต้นไม้บางชนิด เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการดูแลธรรมชาติด้วยเช่นกัน
พอได้เข้าป่าครั้งแรกก็ติดใจเลยค่ะ ในปีเดียวกันเรากลับเข้าไปในป่าเดิมอีกครั้งตรงกับช่วงที่เกิดวิกฤติฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง ครั้งนั้นได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของป่าไม้อย่างชัดเจน จากพื้นที่ที่เคยเขียวขจีกลับแห้งแล้ง แต่พอกลับไปอีกครั้งในช่วงฤดูฝน ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนไปอีก คราวนี้ผืนป่าเต็มไปด้วยความชุ่มชื้น เห็ดป่า ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ทําให้เราได้เห็นการพึ่งพาเกื้อกูลกันเองของธรรมชาติ โดยไม่จําเป็นต้องมีมนุษย์ไปจัดการหรือควบคุมเสมอไป จุดนั้นเองที่ทําให้รู้สึกอินกับเรื่อง ของป่าไม้มาก ๆ และอยากปกป้องสิ่งสวยงามนี้ไว้ให้ดํารงอยู่ต่อไป”
กลุ่มถิ่นนิยม คนรักป่า
“การเข้าป่าหลายครั้งทําให้ได้รู้จักกับพี่มล (ดร.จิราวรรณ คําชาว) นักวิจัย และพัฒนาด้านจุลชีววิทยา เขาเป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มถิ่นนิยม คือกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเพื่อพัฒนาในสิ่งที่ ตัวเองมี พูดง่ายๆ คือกลุ่มคนที่มีความรักในถิ่นของตน โดยมีเด็กๆ ในชุมชนร่วมด้วย
“เขาเล่าให้ฟังว่าพื้นที่บริเวณดอยเชียงดาวทั้งหมด ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และยังเป็นแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าสงวน เขาจึง ก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์บ้านเกิด เป้าหมายคืออยากทําให้เชียงดาวกลายเป็น ชุมชนที่พึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้ โดยทํางานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ทั่ว เชียงดาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารที่ดี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และจะมี การแปรรูปทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แบรนด์ Timniyom Selected
“นอกจากนี้เขาก็กําลังหาพาร์ตเนอร์มาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเราพอมีความรู้ด้านการออกแบบบ้าง จึงเข้าไปช่วยดีไซน์เปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งของ ผลิตภัณฑ์ในชุมชนใหม่ อย่างขวดน้ําผึ้งป่า ถุงใส่ขิง กระชายอินทรีย์อบแห้ง หรือ ถุงข้าวหอมนิลอินทรีย์ แล้วโปรโมตผ่านอินสตาแกรม (Quinniyom.selected) โดย น่าชุดความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาย่อยให้ง่าย เล่าผ่านศิลปะในแบบที่เราถนัด เช่น การทําคลิปเล่ากระบวนการทํางานของธรรมชาติ การปลูกพืชอย่างยั่งยืน หรือการ ทดลองน่าสีจากพืชมาย้อมเป็นผ้าธรรมชาติ ซึ่งเป็นทั้งการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับทรัพยากรพื้นถิ่นผ่านสายตาและภาษาของคนรุ่นใหม่”
“หลังจากเข้ากลุ่มกินนิยม คุณแพรได้ร่วมทํางานเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพ ของชุมชน ซึ่งต้องใช้ทั้งความเข้าใจเชิงพื้นที่ เชิงวัฒนธรรม และเชิงนโยบาย ทําให้ ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชา ความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถสื่อสารกับภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
“เหตุผลที่ตัดสินใจเรียนต่อเพราะที่ผ่านมาเราถนัดเฉพาะการแสดงออกผ่าน ผลงานศิลปะ ใช้ความรู้สึกน่าทาง แต่เมื่อโตขึ้น พบว่าเรื่องที่เราสนใจอย่างการ อนุรักษ์ธรรมชาติไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว จําเป็น ต้องมีชุดความรู้ที่ลึกและรอบด้านจริง ๆ เพื่อให้สื่อสารออกไปแล้วมีน้ําหนัก ไม่ใช่ แค่ในฐานะศิลปินหรือคนที่มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ แต่ในฐานะของคนที่อยากเข้าใจ และเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมเข้ากับผู้คนในหลากหลายมิติ
“การเรียนด้านนี้เป็นเรื่องยากมาก เพราะความที่เราเรียนและทํางานเกี่ยวกับศิลปะมาตลอด ต้องกระโดดข้ามสายมาจ่าชื่อทางวิทยาศาสตร์ของพืชพรรณต่าง ๆ อย่างวิชาอนุกรมวิธานพืช (Plant Taxonomy) เป็นการศึกษาเอกลักษณ์ของพืช แต่ละชนิดว่ามีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่าอะไร อยู่วงศ์ตระกูลไหน หรือวิชา พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotany) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับพืช เพื่อเชื่อมโยงถึงภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเราต้องนําความรู้เหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในชุมชนเชียงดาว เช่น การนําาเอื้องค่าหรือ เอื้องผึ้งอบแห้งมาดองในน้ําผึ้งป่า ที่นอกจากให้กลิ่นหอมและความสวยงามแล้ว ยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย”
Chiangdao Classroom
อีกหนึ่งเครื่องมือที่คุณแพรในฐานะสมาชิกกลุ่มถิ่นนิยมภูมิใจนําเสนอการจัดค่าย Chiangdao Classroom ห้องเรียนที่ช่วยให้คนกับธรรมชาติได้เชื่อมโยง ถึงกัน “หลังจากที่เราได้ไปเรียนรู้ข้อมูลเชิงลีกมาเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องลงมือทํา โดยเรากับพิมลได้ร่วมจัดกิจกรรมให้คนที่สนใจเรื่องระบบนิเวศเข้าป่า เรียนรู้ธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ค่าย Chiangdao Classroom ตอน Magic World of Fungi ฟังใจป่า ฟังใจฉัน ฟังใจเรา” ทุกคนจะได้เข้าป่าไปสัมผัส ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรียนรู้ ธรรมชาติ เช่น การถอดรองเท้าลองเหยียบดินเดินป่า ให้เราได้เชื่อมโยงกับ ธรรมชาติ เมื่อรู้ว่าดินมีสัมผัสยังไง อุณหภูมิแบบไหน จะตามมาด้วยความ อยากดูแลรักษา ซึ่งความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบนี้กําลังหายไปจากสังคมปัจจุบัน พอห่างไกลทําให้ความรู้สึกอยากดูแลรักษาหายไปด้วย “ในส่วนของตัวเองก็ได้ใช้ความรู้ทางศิลปะมาเชื่อมโยงกับสายวิทยาศาสตร์
โดยจัดกิจกรรมน่าพืชพรรณจากธรรมชาติมาย้อมสีผ้า อย่างดาวเรือง ดอกตาเสีย ก็สามารถนํามาย้อมผ้าได้ หรือค่าแสดทีมีสีแดงอมส้ม ก็สามารถนําไปใช้ตกแต่ง สีอาหารหรือใช้เป็นสีลิปสติกได้เช่นกัน เป็นกิจกรรมในคลาสที่สามารถนําาไปต่อยอดประกอบอาชีพได้ เรารู้สึกว่าพืชแต่ละชนิดล้วนมีศักยภาพในตัวเอง ถ้าเข้าใจวิธีใช้ และคุณค่าของมันจะสามารถต่อยอดเป็นผลงานเชิงสร้างสรรค์ได้อีกมากมาย ทั้งในเชิงศิลปะ งานออกแบบ หรือผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น”
Pearypie Sky Garden
เมื่อเกิดวิกฤติโควิดในปี 2021 ทําให้คุณแพรไม่สามารถลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ได้เหมือนเดิม จึงหันมาเปลี่ยนพื้นที่ชั้นดาดฟ้าของคอนโดให้กลายเป็นสวนผัก จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ช่วงนั้นเราเครียดมากเพราะต้องถูกจํากัดพื้นที่และเราก็พบว่าปัญหาของคนเมืองคือไม่มีแหล่งอาหารเป็นของตัวเอง ต้องพึ่งอาหาร จากที่อื่น อย่างการไปซื้อวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ต จึงเกิดคําถามกับตัวเองว่า แล้ว ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยอยู่ตรงไหน
“เราจึงเปลี่ยนพื้นทีชั้นดาดฟ้าให้กลายเป็นสวนผัก เพื่อสร้างแหล่งอาหาร ที่มั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว เพราะเราอยู่ในอาคารที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับ ธรรมชาติเลย แต่พอมีสวนนี้ ทําให้เรามีพื้นที่ปลดปล่อยงานศิลปะ เป็นต้นแบบ ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้คนที่สนใจเข้ามาทํากิจกรรมเวิร์กช็อป เพื่อเรียนรู้วิธีการปลูกพืชผัก การผสมดิน และการดูแลต้นไม้ในเมืองให้งอกงาม
“แม้เมื่อก่อนจะชอบไปลงชุมชนเก็บผักกาด เก็บเห็ดตามป่า แต่พอมาปลูก เองแล้วยากกว่าค่ะ เพราะเหนื่อยสุด ๆ ต้องใช้เวลาทุ่มเทให้กับพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อวัน เราต้องนอน 3 – 4 ทุ่มแล้วตื่นตี 5 เป็นประจํา เพื่อจะได้ มีเวลาดูแลสวนผักมากขึ้น ส่วนต้นไม้ที่ปลูกแล้วไม่ขึ้นไม่รอดก็มีเยอะ แต่ต้อง อาศัยความอดทนและเรียนรู้ไปกับมันพอสมควร อย่างกะหล่ําดอก มะเขือเทศใช้เวลาปลูก 4 เดือนขึ้นไป หรือแครอตบางชนิดต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่สิ่งที่ได้ กลับมาคือการรู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ
“เราตั้งใจให้สวนแห่งนี้มีความหลากหลายของพืชพรรณ โดยสร้างระบบนิเวศ ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดการพึ่งพากันและกันของสิ่งมีชีวิต อย่างโซนแรกเป็นโซน ดอกไม้สําหรับสิ่งมีชีวิต เช่น นกหรือผึ้งหลวง ซึ่งเราเลี้ยงชันโรงหรือผึ้งจิ๋วที่ไม่มี เหล็กในให้ช่วยผสมเกสรในแปลงผักและเก็บน้ําผึ้ง นอกจากนี้ยังสามารถนําสีของ ดอกไม้มาย้อมผ้าหรือตกแต่งสีอาหารได้อีกด้วย โขนที่สองเป็นโซนต้นมะนาว ของคุณแม่ โชนทีสามเป็นพืชผักสวนครัว เช่น ผักชี พริก ต้นหอม ผักกาด แครอต บีตรูต กะหล่ําปลี โซนที่สี่คือพืชหมุนเวียนตามฤดูกาล เช่น สับปะรด องุ่น สตรอว์เบอร์รี่ มะเขือเทศ ถั่ว ส่วนมากจะปลูกพืชผักระยะสั้น 3 – 4 เดือน ค่อยเปลี่ยนใหม่ และโซนที่ห้าเป็นพวกพืชผักที่ปลูกในกระถาง อย่างมันม่วงญี่ปุ่น โรสแมรี่ ข้าวโพด แก้วมังกร
“ทุกอย่างเป็นออร์แกนิกทั้งหมด รวมถึงการทําปุ๋ยก็ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และเศษอาหารที่เหลือมาทํา เช่น แกลบ ขุยมะพร้าว เปลือกไข่ อาหารที่กินเหลือ นํามาหมักประมาณ 3 – 4 เดือน ตอนนี้ปลูกมาแล้วกว่า 400 ชนิดค่ะ (ยิ้ม)
“ทีปลูกเยอะขนาดนี้เพราะเราได้บทเรียนหนึ่งจากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด แม้ว่าเราจะชอบกินผัก แต่ก่อนหน้านี้กินอยู่แค่ไม่กี่อย่าง เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ช้า ๆ วนไปมา จนมาเจอพืชผักท้องถิ่นของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ถึงได้รู้ ว่าที่นั่นมีพืชที่กินได้มากถึง 900 ชนิด เช่น ผักขี้หูด ผักเฮือด มะเขือเหลือง มะเขือส้ม ซึ่งคนทั่วไปแทบไม่รู้จัก ทําให้เราได้เรียนรู้ว่าถ้าเรายังเลือกกินผักอยู่ ไม่กี่ชนิด หรือกินแต่ผักนอกฤดูกาลที่หาซื้อได้ตลอดปีในห้าง เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ก็จะค่อย ๆ หายไป เกษตรกรเองก็จะเลือกปลูกแต่พืชเศรษฐกิจซ้ํา ๆ ส่งผลให้ ระบบนิเวศในดินย่ําแย่ สมดุลของธรรมชาติก็จะถูกทําลายลง จนกลายเป็น สาเหตุหนึ่งของภัยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราเชื่อว่าทุกคนสามารถ เป็นนักอนุรักษ์ในแบบของตัวเองได้ และหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการกินให้หลากหลายไม่เพียงแค่ดีต่อร่างกาย แต่ยังเป็นการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพด้วยนะคะ
สร้างโลกให้สวยงาม
ทุกสิ่งที่เราทําไม่ใช่แค่เพื่อธรรมชาติ แต่เพื่อเยียวยาตัวเองด้วย เพราะเรา เชื่อว่าถ้าเราดูแลและเติมพลังให้ตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะส่งต่อพลังให้ใครได้ นี่คือพื้นฐานของชีวิต สําหรับแพลนในอนาคต กําลังตั้งใจพัฒนาพื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่ ที่อําเภอเชียงดาว เป็นทั้งฟาร์มและสตูดิโอเล็ก ๆ เพื่อต่อยอดจากสิ่งที่ทํามาตลอด ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติ และจะกลับมาทํายูทูบอีกครั้ง เพื่อเล่าเรื่องธรรมชาติที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน
“เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป อย่างฝุ่น PM2.5 ที่เราหายใจเข้าไปทุกวัน หรืออากาศที่ร้อนขึ้นผิดปกติ นี่คือ ผลลัพธ์ของการที่เราตัดขาดจากธรรมชาติและมองข้ามความสําคัญของระบบนิเวศ ที่เราเคยพึ่งพิง เมื่อธรรมชาติไม่สมดุล มนุษย์เองก็อยู่ยากขึ้น เรายังเห็นช่องว่าง ระหว่างคนเมืองกับธรรมชาติอยู่เยอะ หลายคนโตมาโดยไม่เคยเดินป่า ไม่เคยจับดิน ไม่เคยรู้ว่าผักที่กินมาจากไหนด้วยซ้ํา ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเมื่อเราไม่รู้จักธรรมชาติ ก็ยากที่จะเห็นคุณค่า หลายคนที่มาเข้าร่วมเวิร์กช็อปกับเรามักบอกว่าพอได้สัมผัส ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทําให้พวกเขาเกิดความรู้สึกหวงแหน อยากให้มีสิ่งเหล่านี้ บนโลกเยอะ ๆ บางคนถึงขั้นนําเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นกลับไปปลูกต่อที่บ้านก็มี
“จริงอยู่ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ มนุษย์มีหน้าที่หลักในการบริโภค แต่เรา สามารถเลือกที่จะเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าได้ หากเรามองหาหน้าที่อื่น ๆ ที่สามารถสร้าง ประโยชน์ให้กับโลก เช่นเดียวกับผึ้งที่มีหน้าที่บริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถ ช่วยผสมเกสรดอกไม้ไปด้วย ฉะนั้นการเลือกที่จะช่วยกันดูแลธรรมชาติเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยให้ชีวิตมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมได้ แม้จะอยู่ในเมืองก็ตาม อาจเริ่มต้นจากการหันมาปลูกต้นไม้ในบ้าน แยกขยะ ลด การใช้พลาสติก หรือแม้แต่การเลือกสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนในท้องถิ่นนอกจากนี้ในโลกออนไลน์ก็สามารถช่วยกันทําหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ให้ปัญหา งแวดล้อมในชุมชนกลายเป็นประเด็นสาธารณะได้อีก
“การอนุรักษ์ธรรมชาติเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา เมื่อความตระหนักเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงทียังยืนจะตามมาเอง
ที่มา นิตยสารแพรว
เรื่อง Prince
ภาพ วรสันต์