PAUL & JOE

ผิวสวยสุขภาพดีในทุกช่วงเวลา ด้วย 3 สกินแคร์ใหม่ล่าสุดจาก PAUL & JOE

เครื่องสำอาง PAUL & JOE (พอล แอนด์ โจ) จากประเทศฝรั่งเศส ขอแนะนำ 3 สกินแคร์ใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลผิวที่เข้าใจความงามเฉพาะตัวและการฟื้นฟูที่ตรงจุด ตอบโจทย์ทุกสภาพผิวและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ดีไซน์หรูหรา สวยราวกับพร็อพตกแต่งโต๊ะเครื่องแป้งจากปารีส

PAUL & JOE

ประกอบด้วย DOUBLE CONCENTRATE SERUM เซรั่มสูตร 2 ชั้น (Bi-phase) ประสิทธิภาพสูงสุดของแบรนด์ ช่วยมอบความกระชับและความเปล่งประกาย ให้ผิวแลดูโกลว์สวยตลอดวัน ราคา 3,600 บาท (40 ml), PRIMER MOISTURE ESSENCE เอสเซนส์บำรุงขั้นตอนแรกหลังล้างหน้า ซึมซาบไว สัมผัสสดชื่นทันทีที่ใช้ เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป ราคา 2,200 บาท (80 ml) และ MOISTURE BALANCE ESSENCE ทรีทเมนต์เซรั่ม ช่วยปลอบประโลมผิวที่อ่อนแอ พร้อมล็อกความชุ่มชื้น เหมาะกับผิวบอบบางและผิววัยผู้ใหญ่ ราคา 2,200 บาท (60 ml) 

สัมผัสผิวสวยสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติได้แล้ววันนี้ ที่เคาน์เตอร์ PAUL & JOE เซ็นทรัลชิดลม และเมกาบางนา หรือสั่งซื้อออนไลน์ที่ได้ Central Online, Lazada และ www.occlife.com


AUTUMN/WINTER

PAUL SMITH เผยโฉม AUTUMN/WINTER ’26 ตีความงานเทเลอริ่งไอคอนิกให้ร่วมสมัย

ท่ามกลางบรรยากาศแบบ Salon Show ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง Paul Smith เปิดตัวคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าผู้ชาย Autumn/Winter ’26 เพื่อเฉลิมฉลองทั้งงานตัดเย็บอันเป็นไอคอนิกและประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของแบรนด์ โดยคอลเล็คชั่นนี้ขับเน้นแนวคิด “Magpie dressing” ที่หลงใหลในความหลากหลาย หยิบองค์ประกอบต่าง ๆ มามิกซ์แอนด์แมตช์อย่างมีชั้นเชิงจนเกิดลุคที่ยูนีกและเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว

แรงบันดาลใจหลักถูกถ่ายทอดผ่านความสุขในการออกเดินทางและการสะสมของล้ำค่า ซึ่งเป็นหัวใจการสร้างสรรค์ของเซอร์พอลมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น คลังสมบัติส่วนตัวของเซอร์พอล, ภาพจำของ หนอนหนังสือแบบอังกฤษ, ไปจนถึงโลกโบฮีเมียนที่อบอวลด้วยศิลปะจากศิลปินระดับตำนานอย่าง Jean Cocteau ทั้งหมดถูกนำมาถักทอเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

คอลเล็คชั่นนี้ยังเป็นการเล่าเรื่องอดีตในมุมมองใหม่ โดยเซอร์พอลทำงานอย่างใกล้ชิดกับ แซม คอตตอน (Sam Cotton) หัวหน้าฝ่ายออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายคนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่เขาบ่มเพาะและถ่ายทอดวิชาให้มาอย่างยาวนาน เส้นเรื่องสำคัญเริ่มต้นจากการเดินทางไปเยี่ยมชมคลังผลงานที่ นอตติงแฮม ที่เก็บเสื้อผ้ามากกว่า 5,000 ชิ้น จากตลอด 55 ปี บนเส้นทางแฟชั่น ก่อนหยิบเอาบทเด่นจาก Paul Smith Archive ช่วงยุค 80s–90s กลับมาตีความใหม่ โดยเฉพาะ งานสูทและซิลูเอตเทเลอริ่ง ซึ่งถือเป็นลายเซ็นของแบรนด์ ถูกปรับให้คมขึ้นและร่วมสมัยขึ้นสำหรับผู้ชายยุคปัจจุบัน

ไฮไลต์ของคอลเล็คชั่นอยู่ที่รายละเอียดการ แยกโครงสร้าง (Deconstruction) ที่เผยให้เห็นด้านในของเสื้อผ้า สะท้อนความกล้าที่จะ “ฉีกกรอบ” ของการแต่งตัวแบบคลาสสิก พร้อมเติมอารมณ์แบบอังกฤษให้สนุกขึ้นด้วยการเลือกใช้ผ้าอย่าง Harris Tweed และ Donegal

ในด้านสีสัน Paul Smith ยังคงทำได้อย่างเฉียบขาดและมีเอกลักษณ์ คอลเล็คชั่นนี้เลือกใช้โทนฤดูใบไม้ร่วงที่ลุ่มลึกเป็นพื้น ก่อนแต่งแต้มด้วยสีสดและลวดลายจากคลังดีไซน์ในอดีตผ่านการผสมผสานระหว่าง งานพิมพ์ แพทเทิร์น และเท็กซ์เจอร์ ที่หลากหลาย ขณะเดียวกันยังสอดแทรกเรื่องราวจากเส้นทางอาชีพของเซอร์พอล โดยเฉพาะแรงบันดาลใจจากคลังภาพถ่ายจำนวนมหาศาลของคุณพ่อ ที่ถูกนำมาพิมพ์ลงบน เสื้อเชิ้ต ให้กลายเป็นรายละเอียดที่เหมือนเล่าเรื่องได้ในตัวเอง

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นคือ ลายจุด ซึ่งถูกนำมาเล่นกับเลเยอร์ของความโปร่งแสงและเงา ควบคู่กับลายวาดมือ รูปลูกแพร์ ที่ช่วยสะท้อนมุมมองขี้เล่นของเซอร์พอลได้อย่างชัดเจน รวมถึงงานดีไซน์ “จากในสู่ นอก” ที่ประณีต โดยเฉพาะ ซับใน ที่หยิบแรงบันดาลใจจากความหลงใหลใน ทฤษฎีสีแบบญี่ปุ่น มาเสริมมิติให้กับงานเทเลอริ่งอย่างมีรสนิยม

แรงบันดาลใจจาก Jean Cocteau ยังทำให้เสื้อผ้าในคอลเล็คชั่นนี้ถูกออกแบบให้ดูเหมือนผ่านการใช้งานจริง และด้วยความสนใจร่วมกันในเรื่อง “เครื่องแบบในชีวิตประจำวัน” ภาพจำของ Cocteau ที่มักอยู่กับเสื้อเชิ้ตและเนกไท เช่นเดียวกับเซอร์พอลที่แทบไม่เคยห่างจากสูท จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของลูกเล่นการตัดเย็บที่ดูแปลกใหม่และน่าค้นหา ไม่ว่าจะเป็น Layered cuffs, ผ้าโปร่งบาง (Sheer fabrics) ไปจนถึง Button covers ที่ช่วยขยายความสนุกของ “Magpie dressing” ไปถึงงานสไตลิ่งและแอ็กเซสซอรี

ไม่เพียงเท่านั้น แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านรายละเอียดของเครื่องประดับบนรันเวย์ ทั้ง กระเป๋าหนังฟอกนุ่ม เข็มขัด และชาร์ม ที่ถูกทำผิวให้ดูมีร่องรอยการใช้งาน ราวกับเป็นของสะสมที่พกเรื่องราวติดตัวมาจริง ๆ

ในฐานะนักเล่าเรื่องชั้นเยี่ยม เซอร์พอลยังถ่ายทอดแรงบันดาลใจของเขาผ่านดนตรีและงานออกแบบฉากหลัง โดยหยิบผลงานของศิลปินอย่าง Colin Barnes ผู้เคยสเก็ตช์ดีไซน์ยุคแรกของ Paul Smith ในปี 1976 มาเป็นหัวใจสำคัญของโชว์ พร้อมต้อนรับแขกด้วยภาพวาดฝาผนังขนาดใหญ่ที่ดัดแปลงจากงานต้นฉบับของเขา ด้วยเทคนิค Trompe L’oeil เพื่อสร้างอารมณ์แห่งการค้นพบและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงาน และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด “Magpie” ที่นั่งภายในงานยังถูกหุ้มด้วยลวดลายจากสิ่งของสะสมในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กรรไกรไปจนถึงถ้วยกาแฟ เป็นการส่งต่อความสุขผ่านความงามของของธรรมดาที่ถูกมองด้วยสายตาแบบ Paul Smith อย่างแท้จริง


“ปีมะเมียธาตุไฟ”

เปิดตำรับความมงคลรับ “ปีมะเมียธาตุไฟ” เมนูมงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

ห้องอาหาร พาโกด้า ไชนีส เรสเตอรองท์ ห้องอาหารจีนกวางตุ้งระดับพรีเมียมแห่ง โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ขอเชิญทุกท่านร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอันเป็นมงคล ด้วยประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษที่ถ่ายทอดรสชาติคลาสสิกและวัฒนธรรมจีนอย่างแท้จริง ต้อนรับ “ปีมะเมียธาตุไฟ” สัญลักษณ์แห่งพลัง ความกระตือรือร้น ความคิดสร้างสรรค์ และความก้าวหน้า เชฟออสก้า ปัน และทีมเชฟมากประสบการณ์ ได้รังสรรค์เมนูมงคลและเซตเมนูสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลในปีนี้ เพื่อให้คู่รัก กลุ่มเพื่อน และครอบครัวได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน พร้อมเริ่มต้นปีใหม่จีนอย่างเป็นสิริมงคล

“ปีมะเมียธาตุไฟ”

ชุดของขวัญตรุษจีนสุดหรู

วันที่ 1- 22 กุมภาพันธ์ 2569 พาโกด้า ไชนีส เรสเตอรองท์ นำเสนอชุดของขวัญตรุษจีนสุดพรีเมียม เหมาะสำหรับมอบให้แก่ครอบครัว เพื่อนฝูงและคู่ค้าทางธุรกิจ บรรจุในกล่องสีแดงหรูหรา ตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ อันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งสุขภาพ และโชคลาภ โดยสามารถเลือกสรรของขวัญได้ดังนี้ ขนมเหนียนเกา (1,088 บาทสุทธิ/กล่อง): บรรจุขนมเหนียนเการูปปลา หยวนเปา (888 บาทสุทธิ/กล่อง): ขนมเปี๊ยะจีนรูปทองคำโบราณ 6 ชิ้น

พิเศษ! เมื่อซื้อชุดของขวัญขนมเหนียนเกาและหยวนเปาคู่กัน ราคาเพียง 1,976 บาทพร้อมรับโปรโมชั่น Early Bird ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 และ Flash Sale ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสั่งซื้อผ่าน Line Official Account @pagoda

มื้อพิเศษสำหรับครอบครัว

วันที่ 14 – 19 กุมภาพันธ์ 2569ร่วมฉลองตรุษจีนไปกับครอบครัวและคนที่คุณรัก ด้วยมื้ออาหารมงคลที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันถ่ายทอดความหมายแห่งความสุข ความสามัคคี และความรุ่งเรือง ได้แก่ หยี่ซัง สลัดมงคลต้อนรับปีใหม่จีนประเพณีแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ ที่สมาชิกในครอบครัวจะร่วมกันคลุกเคล้าวัตถุดิบมงคลพร้อมกล่าวคำอวยพรสู่ความโชคดี ความสามัคคี และความสุข โดยเชฟได้คัดสรรวัตถุดิบมงคลถึง 18 ชนิด มีให้เลือก 2 เซต ได้แก่ หยี่ซังปลาแซลมอน ราคา 2,388++ บาทต่อเซตเซตพรีเมียม หยี่ซังหอยเป๋าฮื้อและปลาแซลมอน ราคา 3,888++ บาทต่อเซต

เซตเมนูมงคลตรุษจีน

เลือกอิ่มอร่อยกับเซตเมนูพิเศษถึง 4 รูปแบบ รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพสูงทั้งในประเทศและนำเข้าผสานเมนูซิกเนเจอร์กับอาหารมงคลประจำเทศกาลได้อย่างลงตัว แต่ละเซตประกอบด้วยเมนู 8 คอร์สเริ่มต้นด้วยหยี่ซังแซลมอน ตามด้วยติ่มซำโฮมเมด ซุปทะเลเสฉวนรสเปรี้ยวเผ็ดสูตรต้นตำรับ เป็ดปักกิ่งข้าวเหนียวเนื้อปูนึ่งในใบบัว เนื้อวากิวผัดพริกกระเทียม ล็อบสเตอร์บอสตันนึ่งกระเทียมและปิดท้ายด้วยของหวานให้เลือก ระหว่าง พุดดิ้งมะม่วง หรือ ช็อกโกแลตส้มชาอู่หลงเซตเมนูเริ่มต้นในราคา 1,500++ บาทต่อท่าน พิเศษสำหรับผู้ที่จองเซตเมนูล่วงหน้าภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 รับส่วนลด 15% จากราคาเซต พร้อมรับ มินิทาร์ตฟรีหลังมื้ออาหาร ท่านละ 1 ชิ้นกิจกรรมพิเศษวันตรุษจีน

ในวันตรุษจีน วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 แขกทุกท่านจะได้ร่วมลุ้นกิจกรรม “ต้นส้มแห่งความมั่งคั่ง”พร้อมของขวัญเทศกาลอันเป็นมงคล พร้อมดื่มด่ำกับการบรรเลงสด กู่เจิ้งที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศแห่งความอ่อนช้อยและความเป็นสิริมงคลตลอดจนตื่นตาตื่นใจกับการแสดงเชิดสิงโตและมังกรภายในโรงแรมเพื่อสร้างประสบการณ์การเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่จีนอย่างงดงามและน่าประทับใจ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง ได้ที่ โทร. +66 (0) 2 059 5999 อีเมล restaurant-
[email protected] หรือ https://sevn.ly/xJjOTGwN หรือติดต่อเราผ่านช่องทางเหล่านี้
เว็บไซต์ www.pagodabangkok.com
เฟซบุ๊ก www.facebook.com/PagodaChineseRestaurant/
ไลน์ @pagoda

“ล็อบสเตอร์ โอมากาเสะ”

สัมผัสศิลปะแห่งรสชาติ ประสบการณ์ดินเนอร์ “ล็อบสเตอร์ โอมากาเสะ”

ห้องอาหารคิซาระ โรงแรมคอนราด กรุงเทพ สานต่อความสำเร็จของเมนู “โอมากาเสะ ดินเนอร์”เชิญนักชิมร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจกับเมนูใหม่ “ล็อบสเตอร์ โอมากาเสะ” 10 คอร์สที่นำเสนอความโดดเด่นของวัตถุดิบชั้นเลิศ “บอสตัน ล็อบสเตอร์”ผ่านหลากหลายมิติแห่งรสชาติและนำเสนอศิลปะการปรุงอาหารญี่ปุ่นสไตล์ร่วมสมัย รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาแห่งการรับประทานอาหารมื้อพิเศษให้ล้ำค่าและน่าจดจำ

ศิลป์แห่งรสชาติและความร่วมสมัย

“ล็อบสเตอร์ โอมากาเสะ” ได้รับการรังสรรค์ขึ้นโดยทีมเชฟประจำห้องอาหารคิซาระถ่ายทอดความพิถีพิถันแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ผสมผสานแรงบันดาลใจในการนำเสนออาหารญี่ปุ่นแบบร่วมสมัยอาหารแต่ละคอร์สเป็นเสมือนผลงานศิลปะที่นำเสนอรสชาติ เนื้อสัมผัส และได้รับการจัดวางอย่างสวยงามเพื่อให้คุณประทับใจทั้งรสชาติและความงดงาม

การเดินทางของประสบการณ์ดินเนอร์เริ่มต้นด้วย “ล็อบสเตอร์ชาวันมูชิ”ไข่ตุ๋นเนื้อนุ่มละมุนในน้ำซุปดาชิคั่วหอมกรุ่นเคล้ากลิ่นแปะก๊วย ตามด้วย “ล็อบสเตอร์นิกิริ” และ“ล็อบสเตอร์อูนิ” ที่ตกแต่งด้วยทองคำเปลว จากนั้นเชฟได้นำเสนอเมนูที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์“ล็อบสเตอร์ทาโก้กรอบ แต่งหน้าด้วยไข่ปลาอิคุระ” และ “ล็อบสเตอร์อาบุริ” ที่ผ่านการลนไฟเบาๆเผยรสชาติอูมามิอย่างลึกซึ้ง“ล็อบสเตอร์เทมปุระ” ทอดกรอบสีเหลืองทอง มอบรสสัมผัสแบบดั้งเดิมเสริมด้วยความแปลกใหม่ของมื้อพิเศษด้วย “สลัดล็อบสเตอร์รมควัน”ที่ใช้น้ำผึ้งบริสุทธิ์จากดาดฟ้าของโรงแรมคอนราด กรุงเทพ เป็นส่วนผสมที่สำคัญ และ “ต้มยำคริสป์”สไตล์ไทย ก่อนเข้าสู่จานหลัก “ล็อบสเตอร์ ริซอตโต้” ที่เชฟเลือกใช้ชีสสตราชเชียเทลลาซึ่งเป็นชีสสดจากประเทศอิตาลี ผสมซอสเทริยากิและซุปดาชิจากใบชาเขียวอย่างลงตัว

ปิดท้ายค่ำคืนด้วยของหวานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการทำอาหารฝรั่งเศสและความเรียบง่ายของการจัดวางสไตล์ญี่ปุ่น “มูสบรี เดอ โมซ์” เนื้อเนียนนุ่ม เคียงคู่กับเค้กอุเมะชู และซอร์เบต์ชาเขียวช่วยปิดท้ายมื้ออาหารด้วยความละมุนละไมอย่างแท้จริง

ชมโชว์การปรุงอาหารแบบใกล้ชิดเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ “ไรอัล ดาดูฟาลซ่า” เสนอประสบการณ์ “ล็อบสเตอร์ โอมากาเสะ” มื้อค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟบริเวณซูชิบาร์ของห้องอาหารคิซาระ (ตั้งอยู่ชั้น 3 โรงแรมคอนราด กรุงเทพ)เพื่อให้คุณได้ใกล้ชิดกับเชฟและมองเห็นความพิถิพิถันในการปรุงอาหารแต่ละจานประสบการณ์ “ล็อบสเตอร์ โอมากาเสะ” เปิดให้บริการเฉพาะคืนวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 18.00– 22.00 น. ราคาท่านละ 2,990++ บาท (ไม่รวมเครื่องดื่ม ค่าบริการ และภาษีมูลค่าเพิ่ม17.7%)ที่นั่งมีจำนวนจำกัดเพียงคืนละ 10 ท่านเท่านั้น

ติดต่อสำรองโต๊ะล่วงหน้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 690 9999 หรืออีเมล [email protected]

สิ้นสุดการรอคอย! EXO หวนคืนสู่บัลลังก์กับอัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ‘REVERXE’

การกลับมาทวงบัลลังก์อย่างยิ่งใหญ่ของราชาแห่งเค-ป็อป กับอัลบั้มใหม่ในรอบกว่า 2 ปี พร้อมสวมมงกุฎอย่างทรงพลังในเพลงไตเติล ‘Crown’

ราชาแห่งวงการเค-ป็อป EXO (เอ็กซ์โซ) กลับคืนสู่บัลลังก์พร้อมเปิดตัวอัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ‘REVERXE’ (รีเวิร์ซ) ซึ่งกำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ทั่วโลก ผลงานที่พาทุกคนไปสัมผัสกันอีกครั้งกับโลกทัศน์ของ EXO วงที่ทำให้โลกทัศน์ของเค-ป็อปได้รับความนิยมอย่างมากอีกทั้งยังเป็นอัลบั้มใหม่ของพวกเขาในรอบ 2 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่ 7 ‘EXIST’ (เอ็กซิสท์) ในเดือนกรกฎาคม 2023

เริ่มตั้งแต่ชื่อของอัลบั้มนี้ที่ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี จากวิธีการแสดงออกตามสไตล์ของ EXO ที่ตั้งชื่ออัลบั้มว่า ‘REVERXE’ ซึ่งนำคำภาษาอังกฤษ ‘Reverse’ ที่หมายถึงการย้อนกลับคืน มาตีความใหม่โดยอิงจากเรื่องราวโลกทัศน์ของEXO พร้อมสื่อถึงความหมายว่า ‘โลกใหม่ได้เปิดออกอีกครั้ง’

สำหรับอัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ‘REVERXE’ ประกอบด้วยเพลงหลากหลายอารมณ์ รวมทั้งหมด9 เพลง หนึ่งในนั้นคือเพลงไตเติล‘Crown’ เพลงฮาร์ดแดนซ์ที่ทลายกรอบของแนวเพลงด้วยการผสมผสานทั้งกลองสไตล์แอตแลนตาแทรป กีตาร์เฮฟวีเมทัล และซินธ์ EDM อย่างลงตัว พร้อมเสริมความรู้สึกเข้มข้นด้วยเอฟเฟกต์เสียงไซเรนและเสียงร้องอันทรงพลังของสมาชิก เหนือสิ่งอื่นใด เพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลสำคัญ และมีเนื้อเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘มงกุฎ’ ช่วยเพิ่มความสนุกในการฟัง โดยเปรียบเทียบสิ่งล้ำค่ากับมงกุฎที่ผู้คนมากมายปรารถนา สื่อถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องสิ่งนั้นจนถึงที่สุดด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ทำให้ผู้ฟังรับรู้ได้ถึงความมั่นใจและความจริงใจของEXO

ก่อนหน้านี้ EXO ได้สปอยล์เพลงนี้ในงานแฟนมีตติ้งส่งท้ายปีที่ผ่านมาว่า “เพลงไตเติลจะเป็นสไตล์ SMP (SM Music Performance)” ซึ่งการแสดงเพลงไตเติล ‘Crown’ สร้างสรรค์โดยนักออกแบบท่าเต้น Jrickและ Bada Lee โดยจะเน้นไปที่ท่าเต้นสุดทรงพลัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงตัวตนของ EXO ที่กลับมาในฐานะทีมหนึ่งเดียวกัน พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยการนำเสนอเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หลากหลายของแต่ละสมาชิก ซึ่งพวกเขาจะแสดงร่วมกับนักเต้นถึง8 คน และมีการนำสัญลักษณ์ต่าง ๆ จากโลกทัศน์ของ EXO มาใช้ในรูปแบบสามมิติ ตลอดจนท่าเต้นสำคัญที่เข้ากับเนื้อเพลงอย่างท่าที่สมาชิกคว้ามงกุฎมาสวมบนศีรษะ

นอกจากนี้ ในอัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ‘REVERXE’ ยังมีเพลงใหม่ที่ได้รับการพูดถึงถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นเพลงฤดูหนาวสุดอบอุ่น ‘I’m Home’ ที่แสดงในงานแฟนมีตติ้งส่งท้ายปีที่ผ่านมา และเพลง ‘Back It Up’ ที่เซอร์ไพรส์โชว์การแสดงสุดแข็งแกร่งในงาน ‘MMA 2025’ ไปจนถึงเพลงแดนซ์อย่าง ‘Crazy’ ถ่ายทอดความรู้สึกที่ใกล้จะบ้าเมื่อติดอยู่ในกับดักแห่งความรัก และ ‘Suffocate’ ที่สื่อสารความเจ็บปวดของการเลิกราผ่านจังหวะอันกลมกล่อม

รวมถึงเพลงแนวป็อป อาร์แอนด์บีอย่าง ‘Moonlight Shadows’ ที่เล่าถึงฉากสุดโรแมนติกของเงาที่สัมผัสกันใต้แสงจันทร์,เพลงอาร์แอนด์บีสนุก ๆ ‘Back Pocket’ สื่อความปรารถนาจะใกล้ชิดกับคนที่ดึงดูดใจ, เพลงป็อปที่มีจังหวะ‘Touch & Go’ เปรียบเทียบจิตใจโอนเอียงเหมือนการเรียงโดมิโน และเพลงป็อปจังหวะปานกลาง ‘Flatline’ เปรียบเทียบชีวิตกับการแล่นเรือ

La Clef Bangkok

La Clef Bangkok ชูบริการแบบ Personalized ตอบรับความต้องการเฉพาะบุคคลของนักเดินทางยุคใหม่

นับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา La Clef Bangkok by The Crest Collection ได้ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบลักชัวรีในกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิดการบริการที่พิถีพิถันและการดูแลความสัมพันธ์ในแบบเฉพาะบุคคล ที่พักแห่งนี้ถ่ายทอดนิยามความหรูหรายุคใหม่ผ่านท่าทีเล็ก ๆ ที่มีความหมาย มากกว่าการเน้นความหรูหราของสถาปัตยกรรม ท่ามกลางกระแสการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบริการ นักเดินทางสมัยใหม่ต่างให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ ทำให้หลายแบรนด์ต้องปรับวิธีการเชื่อมต่อกับผู้เข้าพักให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ La Clef Bangkok คือหนึ่งในแบรนด์ที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างโดดเด่นที่สุด

La Clef Bangkok

La Clef Bangkok ชูบริการแบบ Personalized ตอบรับความต้องการเฉพาะบุคคลของนักเดินทางยุคใหม่ ยกระดับการมาตรฐานการบริการ ด้วยความใส่ใจที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

นิยามใหม่ของการบริการเฉพาะบุคคล

ปัจจุบัน นักเดินทางไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อการพักผ่อน แต่ต้องการประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่า “ถูกเข้าใจ” และ “ได้รับการใส่ใจ” อย่างแท้จริง แนวคิดของการบริการแบบเฉพาะบุคคลจึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ ที่สร้างความแตกต่าง  ตั้งแต่การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักตามความชอบเฉพาะบุคคล ไปจนถึงคำแนะนำคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานที่ท้องถิ่นที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน  เมื่อการเข้าพักสามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความใส่ใจ และความลงตัวที่กลมกลืนในทุกองค์ประกอบของประสบการณ์การเข้าพัก ผู้เข้าพักจะเกิดความผูกพันเชิงอารมณ์ที่ลึกซึ้งขึ้น พร้อมนำกลับไปเป็นความทรงจำอันมีคุณค่าในระยะยาว

La Clef Bangkok

ความใส่ใจที่นำไปสู่ความผูกพันอันยั่งยืน

การบริการที่มีความหมายอย่างแท้จริง สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนาน มีค่ามากกว่าการเข้าพักเพียงครั้งเดียว เมื่อผู้เข้าพักรู้สึกได้รับการดูแลเอาใจใส่ พวกเขาย่อมมีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง แนะนำบอกต่อให้คนรอบข้าง และแบ่งปันประสบการณ์อันน่าประทับใจ การบริการที่ใส่ใจ รับฟัง และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่าง “เข้าถึงทุกรายละเอียด” คือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับผู้เข้าพัก 

La Clef Bangkok

La Clef Bangkok ผสานเสน่ห์บริการแบบไทยเข้ากับการใช้ชีวิตร่วมสมัย

La Clef Bangkok ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวผ่านบริการ Butler และ Bespoke Concierge ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับผู้เข้าพักระยะยาว บริการนี้ก้าวไปไกลกว่าการดูแลเอาใจใส่ทั่วไป เพราะ Butler จะทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยส่วนตัว คอยช่วยให้ผู้เข้าพักปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น พวกเขาประสานงานเรื่องงานแม่บ้าน ซักรีด เติมสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงช่วยจัดการความต้องการต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกที่สุด อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม” คอยช่วยชาวต่างชาติทำความเข้าใจวิถีท้องถิ่น ภาษา และการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ  ตั้งแต่การเดินทาง การจองร้านอาหาร ไปจนถึงการรับส่งพัสดุ

La Clef Bangkok

สิ่งที่ทำให้บริการนี้โดดเด่น คือความสามารถของทีมในการจดจำรายละเอียดที่แต่ละคนชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นชาแก้วโปรด หรือเวลาที่ต้องการให้แม่บ้านเข้าให้บริการทำความสะอาด การดูแลที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกอบอุ่น ราวกับได้ใช้ชีวิตใน “บ้าน” ที่คุ้นเคย มากกว่าที่พักชั่วคราว

ทุกช่วงเวลาที่ La Clef Bangkok สะท้อนปรัชญาของแบรนด์ “A Story Behind Every Door” ที่นี่ให้ความหมายของการใช้ชีวิตผ่านความสบาย ความเป็นตัวของตัวเอง และการดูแลอย่างจริงใจ เปลี่ยนที่พักให้กลายเป็นสถานที่ที่รู้สึกว่ามีความหมายและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างแท้จริง 

La Clef Bangkok

สามารถสำรองห้องพักหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +662 460 6808, 1800 018 263 อีเมล [email protected] หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.laclefbangkok.com 


จิม ทอมป์สัน เปิดตัวคอลเล็คชั่น Jim’s Siamese Exploration ด้วยลายผ้าสุดวิจิตร

จิม ทอมป์สัน เปิดตัวคอลเล็คชั่น Jim’s Siamese Exploration ต้อนรับปีใหม่  ถ่ายทอดภาพประเทศไทยผ่านสายตาของจิม ทอมป์สัน ชายผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณนักสำรวจ ผู้หลงใหลในงานหัตถศิลป์อันประณีต ภูมิประเทศอันงดงาม และมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของไทย เรียงร้อยเรื่องราวที่ได้พบเจอมานำเสนอในรูปแบบของลายพรินต์และผ้าไหมอันเป็นเอกลักษณ์ของจิม ทอมป์สัน เพื่อเล่าเรื่องราวของคอลเลกชันผ่านหลากหลายลวดลายที่จะเริ่มทยอยปล่อยออกมาในเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 นี้

จิม ทอมป์สัน เปิดตัวคอลเลกชัน Jim’s Siamese Exploration ด้วยลายผ้าสุดวิจิตร

เรื่องราวของ Jim’s Siamese Explorationเริ่มต้นเดินทางจากอยุธยาเมืองประวัติศาสตร์ที่ถูกตีความใหม่ผ่านลวดลายอันละเอียดอ่อนสะท้อนเรื่องราวและความงามของอดีต ก่อนจะเคลื่อนไปสู่ภูมิทัศน์เขตร้อนอันอุดมสมบูรณ์ที่ดอกไม้และพรรณพฤกษาค่อย ๆ เผยตัวผ่านลวดลายอันโดดเด่น แรงบันดาลใจเหล่านี้ถูกต่อยอดสู่ผ้าทอแจ็กการ์ดสู่ซิลูเอตแบบรีสอร์ตที่ร่วมสมัย ตัดเย็บจากผ้าไหม ผ้าคอตตอนผสมไหม และผ้าลินิน ขณะเดียวกันลายซิกเนเจอร์ของคอลเล็คชั่นยังปรากฏบนแอ๊กเซสซอรีส์ผ้าไหมและแคนวาส ตั้งแต่กระเป๋าโท้ต กระเป๋าทรงโฮโบ ไปจนถึงแอ๊กเซสซอรีส์ชิ้นเล็กที่ออกแบบมาเพื่อความงามแบบเรียบง่าย

 คอลเล็คชั่นนี้นำเสนอออกมาในหลากหลายสไตล์ โดยสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้ากับทั้งสไตล์ของผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งลวดลายที่จะปล่อยมาในเดือนมกราคม ได้แก่ SAKUNA ลายผ้าพรินต์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหล่าฝูงนกกระยางที่ออกหากินอยู่ทั่วไปตามท้องทุ่งในฤดูเพาะปลูกของชาวนายามแสงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ต่อด้วยลาย BUXARA ผ้าไหมทอแจ็กการ์ดประดับด้วยลายมัดหมี่แบบดั้งเดิม ตั้งชื่อตามเมือง Bukara ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าเส้นทางสายไหมและลาย HANG DONG ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อในด้านการทอผ้ามัดหมี่ที่ประณีตผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยการนำเอาองค์ประกอบพื้นผิวหินของแกรนด์แคนยอนมาผสมผสานเข้าด้วยกัน 

ต่อด้วยในเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับลวดลายที่ปล่อยออกมาได้แก่ AYOTHAYA KINGDOM ลวดลายภายในกำแพงวังสมัยอยุธยา สถาปัตยกรรมของพระราชวัง และวัดวาอารามสะท้อนความวิจิตรที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของศิลปะไทยเข้ากับอิทธิพลจากนานาชาติ ลายต่อไปคือ AYOTHAYA PARADISE ลายนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามและความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของอยุธยาผสานเส้นสายอ่อนช้อยเข้ากับรายละเอียดอันประณีต เพื่อถ่ายทอดและเชิดชูมรดกแห่งกาลเวลาอันทรงคุณค่าด้วยโทนสีที่สดใสและมีชีวิตชีวา และลาย MALEE ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์นี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ลายที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงชีวิตของคุณจิม ทอมป์สัน ประกอบด้วยนกหลายตัวที่กำลังร้องเพลงท่ามกลางดอกพีโอนีขนาดใหญ่ที่บานสะพรั่ง

ปิดท้ายการเดินทางในเดือนมีนาคมด้วยลวดลายที่โดดเด่นอย่าง INDIAN ANCIENT เป็นการนำศิลปะลวดลายอินเดียมาจัดวางในรูปแบบคล้าย ๆ การต่อลายกระเบื้องคือพลิกลายกลับไปมาให้ดูลงตัว และลาย KOSUM ได้แรงบันดาลใจมาจากลายประจำยาม ลวดลายที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสตะแคง มีลักษณะคล้ายดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจากดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ดอกสี่ทิศ” ซึ่งคำว่า โกสุม มีความหมายในภาษาไทยว่า ดอกไม้

นอกจากลายผ้าอันวิจิตรแล้ว คอลเล็คชั่น Jim’s Siamese Exploration ยังมาพร้อมกับ New Silhouettes ของไลน์เสื้อผ้าเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้สวมใส่สามารถเลือกสรรรูปแบบที่เหมาะกับสไตล์และไลฟ์สไตล์ของตนเองได้อย่างหลากหลาย สะท้อนจิตวิญญาณของการเดินทาง การค้นพบ และความงามของประเทศไทยในมุมมองร่วมสมัยอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งไฮไลต์ไอเท็มที่น่าสนใจในครั้งนี้คือ Silk Chenille ที่จิม ทอมป์สัน พัฒนาด้วยเทคนิคขั้นสูงในการทอผ้า Chenille จากเส้นไหมแท้ ให้สัมผัสนุ่มฟูเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากผ้า Chenille ทั่วไปที่มักผลิตจากใยสังเคราะห์ ทุกขั้นตอนการผลิตถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถันภายในโรงทอของแบรนด์ ผสานงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนกลายเป็นผ้าไหมไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนคุณค่าและความเชี่ยวชาญของจิม ทอมป์สัน


TAEYONG กลับมาแล้ว! พร้อมคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในไทย มีนาคมนี้

จูนทุกคลื่นความถี่สู่ TY TRACK ต้อนรับการกลับมาอย่างสง่างามของศิลปินที่ทุกคนรอคอย TAEYONG (แทยง) ลีดเดอร์แห่ง NCT กับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย ‘2026 TAEYONG CONCERT in BANGKOK’ (วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 เวลา 18:00 น. และวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2026 เวลา 17:00 น. ณ ธันเดอร์โดม คอนเสิร์ตที่จะถ่ายทอดเส้นทางชีวิตด้านดนตรีกว่า 10 ปี ผ่านการแสดงและโปรดักชันที่ถูกยกระดับในทุกมิติ
TAEYONG เดบิวต์ในฐานะสมาชิก NCTในปี 2016 และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศิลปินระดับแถวหน้าของวงการเค-ป็อป ด้วยผลงานเพลงฮิตมากมาย พร้อมได้รับการยอมรับว่าเป็น “ออลราวด์เดอร์” ผู้มีความสามารถรอบด้าน ทั้งการแรป เสียงร้องที่มีเสน่ห์ ทักษะการแสดง และการนำเสนอคอนเซปต์อันยอดเยี่ยม ผ่านการทำกิจกรรมอย่างหลากหลายทั้งใน NCT Uและ NCT 127


ตลอดเส้นทางการทำงาน TAEYONG พิสูจน์ตัวเองในฐานะ “ศิลปินที่สมบูรณ์แบบ” จากผลงานเพลงและการแสดงระดับโลก ทั้งแบบกลุ่มและเดี่ยว ซึ่งเขาได้มีส่วนร่วมในการแต่งเนื้อร้อง ทำนอง และออกแบบท่าเต้นในผลงานสำคัญมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง TAEYONG แสดงให้เห็นถึงสีสันและตัวตนในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่างเด่นชัดผ่านมินิอัลบั้มแรก ‘SHALALA’ ที่ปล่อยในเดือนมิถุนายน 2023 และต่อยอดพัฒนาศักยภาพอย่างโดดเด่นในมินิอัลบั้มที่สอง ‘TAP’ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ด้วยการรับหน้าที่เขียนเนื้อร้องครบทุกเพลง ส่งต่อข้อความแห่งความมั่นใจอันเปี่ยมล้น อีกทั้งยังขยายบทบาทในงานสร้างสรรค์ ด้วยการจัดเซตลิสต์คอนเสิร์ตแรกจากบทเพลงที่เขาเขียนขึ้นทั้งหมด สะท้อนอัตลักษณ์ทางดนตรีที่แข็งแรง
ด้านการแสดงสด TAEYONG ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ศิลปินที่เกิดมาเพื่อการแสดง” ด้วยการถ่ายทอดอารมณ์ที่สะกดสายตา ผสานด้วยท่าเต้นที่มีเอกลักษณ์ ยืนยันได้จากคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก ‘2024 TAEYONG CONCERT ’ ที่กรุงโซลในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 โดยบัตรจำหน่ายหมดทันทีทุกที่นั่ง รวมถึงที่นั่งจำกัดทัศนวิสัย และถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางว่าเป็นการแสดงที่สื่อเรื่องราวชีวิตศิลปินราวกับภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง


สำหรับ ‘2026 TAEYONG CONCERT ’ ครั้งนี้ คือการนำคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกมาถอดรหัสใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ดนตรี เซตลิสต์ การแสดง ไปจนถึงโปรดักชัน เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้เข้มข้นและยิ่งใหญ่ขึ้น พร้อมเผยโลกดนตรีและตัวตนที่หลอมรวมด้วยวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และเอกลักษณ์ที่ไม่อาจทดแทนได้ของศิลปินอย่าง TAEYONG
ทัวร์คอนเสิร์ตจะเปิดฉากขึ้น ณ กรุงโซล ในวันที่ 24-25 มกราคมที่จะถึงนี้ โดยบัตรทั้งสองรอบการแสดงถูกจำหน่ายหมดทันทีที่เปิดขาย ก่อนจะเดินทางไปพบกับแฟนคลับในแถบเอเชีย ได้แก่ จาการ์ตา วันที่ 7 กุมภาพันธ์, โยโกฮามา วันที่ 16-17 กุมภาพันธ์, มาเก๊า วันที่ 28 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม, กรุงเทพฯ วันที่ 28-29 มีนาคม และกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 11 เมษายน 2026 รวม 6 เมือง ทั้งหมด 10 รอบการแสดง
เตรียมพบกับโลกดนตรีสุดทรงพลังที่นับจากนี้ ทุกแทร็ก ทุกจังหวะ และทุกอารมณ์ จะบรรเลงตามเส้นทางที่ TAEYONG เป็นผู้นำไป ในคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบ ‘2026 TAEYONG CONCERT in BANGKOK’ เปิดจำหน่ายบัตรรอบสมาชิก “NCTzen 127” Membership (GL) Pre-Sale ในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 เวลา 19:00 น. – วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 เวลา 00:59 น. ทางเว็บไซต์เท่านั้น และรอบบุคคลทั่วไป (General Sale) ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com

Wladimir

Wladimir ไอคอนแมวผู้สง่างามของเมซง Boucheron

ทุกเมซงต่างมีสัตว์สัญลักษณ์เป็นของตนเอง และสำหรับ Boucheron นั้นคือ วลาดิเมียร์ (Wladimir) แมวผู้สง่างามของ Gérard Boucheron หลานชายของ Frédéric Boucheron ผู้ก่อตั้งเมซง วลาดิเมียร์เคยเป็นผู้เฝ้าดูแลอาคารหมายเลข 26 ณ Place Vendôme หัวใจสำคัญของเมซงมาอย่างยาวนาน ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในสัตว์ไอคอนิกที่ถูกบันทึกไว้ในโลกของ Animaux de Collection

Wladimir ไอคอนแมวผู้สง่างามของเมซง Boucheron

เมื่อย้อนกลับไปยังคลังเอกสารของเมซง พบว่าแรงบันดาลใจจากวลาดิเมียร์อยู่คู่ผลงานของ Boucheron มาตั้งแต่ ปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งในรูปแบบเข็มกลัดและงานเชิงศิลป์หลากหลายประเภท สะท้อนเสน่ห์ของสัตว์ผู้เป็นมากกว่าความน่ารัก หากแต่เต็มไปด้วยบุคลิกและความขี้เล่นอย่างสง่างามในแบบฉบับเมซงฝรั่งเศส

ในปี 1978 วลาดิเมียร์ก้าวเข้าสู่สายตาสาธารณชนอย่างแท้จริง ผ่านแคมเปญโฆษณาของ Boucheron ในยุคที่นำสัตว์มาเป็นภาพหลักยังถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ และยิ่งน่าจดจำ เมื่อถูกนำเสนอพร้อม สวมสร้อยคอไฮจิเวลรี่ของเมซง แคมเปญดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 9 ปี จนถึงปี 1987 ก่อนจะหล่อหลอมให้วลาดิเมียร์กลายเป็นภาพจำและไอคอนของผู้หลงใหลงานจิเวลรี่ทั่วโลกนับแต่นั้น

หลายทศวรรษต่อมา ในปี 2018 Claire Choisne ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของเมซง ได้ตีความวลาดิเมียร์ขึ้นใหม่อีกครั้ง ถ่ายทอดบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาผ่านความประณีตระดับสูงของช่างฝีมือ Boucheron โดยเฉพาะ “ดวงตา” ที่ถูกออกแบบให้เปล่งประกายด้วยเทคนิคการซ้อนชั้นอัญมณี เสมือนภาพสะท้อนจากแคมเปญในปี 1978 ที่เขาเคยปรากฏพร้อมสร้อยคอประดับอัญมณีจากคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่

ภายในเวิร์กช็อปของเมซง สัตว์แต่ละตัวค่อย ๆ มีชีวิตขึ้นผ่านศาสตร์แห่งการแกะสลัก ขัดเงา และการฝังอัญมณีอย่างแม่นยำ จนกลายเป็นงานสามมิติที่สมจริงราวกับหยุดช่วงเวลาไว้ สำหรับวลาดิเมียร์โดดเด่นด้วยดวงตาที่เจิดจรัส ขนเพชรที่มีมิติ และผิวสัมผัสระยิบระยับซึ่งเผยให้เห็นความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคอันเลื่องชื่อของ Boucheron

วลาดิเมียร์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันและอารมณ์ความรู้สึก เป็น “เพื่อนคู่ใจ” ที่ผู้สวมใส่สามารถตีความได้ตามตัวตนของตนเอง ทั้งในฐานะผู้ปกป้อง เครื่องนำโชค หรือไอคอนที่เติมเสน่ห์ให้ทุกลุคอย่างมีเอกลักษณ์


ผ่าตัดเต้านม

ผ่าตัดเต้านม ทำอย่างไร มีกี่วิธี? เหมาะกับใคร หลังทำดูแลยังไง

รู้ทุกเรื่องก่อนผ่าตัดเต้านม ทำอย่างไร เหมาะกับใคร ดูแลยังไงดี?

ผ่าตัดเต้านม

การผ่าตัดเต้านม เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาทางศัลยกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการดูแลความผิดปกติของเต้านม โดยเฉพาะในกลุ่มที่ตรวจพบก้อนเนื้อหรือมะเร็งเต้านม การผ่าตัดเต้านมในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การตัดก้อนเนื้อเฉพาะจุดไปจนถึงการตัดเต้านมออกทั้งหมด แล้วแต่ละเทคนิคผ่าตัดต่างกันอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง และมีแนวทางดูแลตนเองหลังผ่าตัดอย่างไร หาคำตอบได้ในบทความนี้


ผ่าตัดเต้านม คืออะไร ช่วยเรื่องใด?

การผ่าตัดเต้านม คือหัตถการทางศัลยกรรมที่มีเป้าหมายหลักในการกำจัดเนื้อเยื่อส่วนที่มีความผิดปกติออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการรักษามะเร็งเต้านม (Breast Cancer), เนื้องอก (Tumor), ซีสต์ (Cyst) หรือการแก้ไขภาวะเต้านมโตผิดปกติ การผ่าตัดจะช่วยลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ และเพิ่มโอกาสในการหายขาดจากโรคที่เกี่ยวกับเต้านม


ผ่าตัดเต้านม เหมาะกับใคร ต้องมีข้อบ่งชี้ใดก่อนทำ

การรักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีการผ่าตัดนั้น ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศัลยแพทย์เฉพาะทาง โดยพิจารณาจากตำแหน่ง ขนาด และชนิดของความผิดปกติ โดยมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเต้านม ดังนี้

  • ผู้ที่ตรวจพบมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นหรือระยะลุกลาม
  • ผู้ที่มีก้อนเนื้อเต้านมที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็ง
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงทางพันธุกรรม เช่น ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 และได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดเต้านม เพื่อลดความเสี่ยง
  • ผู้ที่มีภาวะฝีในเต้านม (Breast Abscess) หรือการอักเสบรุนแรงที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกจากหัวนม หรือมีก้อนเนื้อที่ไม่สามารถยืนยันได้

ผ่าตัดเต้านม แบ่งเป็นกี่วิธี ทำอย่างไรบ้าง?

การผ่าตัดเต้านม

การผ่าตัดเต้านม สามารถแบ่งออกได้หลายวิธีตามลักษณะของโรคและแผนการรักษา โดยมีแนวทางหลักดังต่อไปนี้

1. ผ่าตัดเต้านม นำเนื้อเยื่อออกทั้งหมด

Mastectomy คือการผ่าตัดเพื่อนำเนื้อเยื่อเต้านมออกทั้งหมด รวมถึงหัวนมและลานนม ในบางกรณีอาจเป็นการผ่าตัดที่เรียกว่า MRM คือ Modified Radical Mastectomy ซึ่งเป็นการตัดเต้านมออกทั้งหมด ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่หรือมีการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งหลายจุดในเต้านม

2. ผ่าตัดเต้านมแบบสงวนเต้า

เป็นการผ่าตัดมะเร็งเต้านมโดยตัดเฉพาะก้อนเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้าง เพื่อรักษาลักษณะรูปร่างของเต้านมเดิมไว้ให้มากที่สุด เรียกว่า Breast Conserving Surgery มักใช้ในระยะเริ่มต้น และต้องทำร่วมกับการฉายรังสีเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ

3. ผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม

Reconstruction คือ การผ่าตัดเพื่อสร้างรูปลักษณ์ของเต้านมขึ้นมาใหม่หลังจากที่ทำการผ่าตัดนมออกไปแล้ว สามารถทำได้โดยการใช้ซิลิโคน (Implant) หรือการใช้เนื้อเยื่อของตนเอง เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือหลัง วิธีนี้ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจและความมั่นใจให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี

4. ผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้

เป็นการผ่าตัดเพื่อตรวจสอบว่าเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังระบบน้ำเหลืองหรือไม่ ประกอบด้วยวิธี Sentinel Lymph Node Biopsy (SLNB) ซึ่งเป็นการตัดต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้กับมะเร็งไปส่งตรวจ และวิธี Axillary Lymph Node Dissection (ALND) หรือการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมดในกรณีที่พบการแพร่กระจายแล้ว


ผ่าตัดเต้านม ต้องดูแลตัวเองอย่างไรให้ฟื้นตัวได้ดี

หลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้แผลผ่าตัดมะเร็งเต้านมสมานตัวได้ดีและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีวิธีดูแลตนเองหลังผ่าตัดเต้านม ดังนี้

  • การดูแลแผล : รักษาความสะอาดของแผลผ่าตัดให้แห้งอยู่เสมอ เปลี่ยนผ้าปิดแผล หากมีสายระบายเลือดและน้ำเหลือง (Drainage Tube) ควรดูแลไม่ให้พับ งอ หรือเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่ง
  • การสังเกตอาการ : สังเกตสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น แผลบวมแดง มีหนอง หรือมีไข้สูง หากพบอาการผิดปกติควรพบแพทย์ทันที
  • การเคลื่อนไหว : เริ่มบริหารข้อไหล่และแขนข้างที่ผ่าตัดตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันภาวะข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder) และลดอาการบวมน้ำเหลือง (Lymphedema)
  • การพักผ่อนและอาหาร : พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • การสวมใส่เครื่องแต่งกาย : เลือกสวมใส่เสื้อชั้นในสำหรับหลังผ่าตัด (Post-operative Bra) ที่ไม่มีโครงเหล็กและไม่รัดแน่นจนเกินไป จะช่วยลดการดึงรั้งแผลได้ดี

ส่วนคำถามที่พบบ่อยอย่าง ผ่าตัดมะเร็งเต้านม นอนโรงพยาบาลกี่วันนั้น โดยส่วนใหญ่มักใช้เวลาพักฟื้นในสถานพยาบาลประมาณ 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของวิธีผ่าตัด ส่วนผ่าตัดก้อนเนื้อพักฟื้นกี่วันกว่าจะกลับไปทำงานปกติได้ มักใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล


ผ่าตัดเต้านม วิธีรักษาก้อนเนื้อและความผิดปกติที่เต้านม ป้องกันโรคลุกลาม

การผ่าตัดเต้านม คือกระบวนการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับความผิดปกติบริเวณเต้านม ไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกธรรมดาหรือโรคมะเร็งร้ายแรง โดยการผ่าตัดเต้านม ทั้งแบบตัดออกทั้งหมด หรือการผ่าตัดแบบสงวนเต้า จะช่วยหยุดยั้งการลุกลามของโรค และป้องกันกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้ หลังการรักษาควรดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม เพื่อให้ฟื้นตัวได้ดี ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้บริการตรวจสุขภาพ เพื่อคัดกรองโรคมะเร็ง ซีสต์ หรือเนื้องอกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาสำเร็จให้สูงขึ้น ทำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านเต้านม พร้อมทีมสหสาขาวิชาชีพดูแลอย่างใกล้ชิดหลังผ่าตัด รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องการเสริมสร้างเต้านม เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านจิตใจและเสริมความมั่นใจในระยะยาว

ช่องทางติดต่อ


ก้าวใหม่บนรันเวย์! เผยลุคแรก “แบมแบม กันต์พิมุกต์” ในแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton FW26

สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง เมื่อ “แบมแบม กันต์พิมุกต์” ปรากฏตัวในฐานะนายแบบ บนรันเวย์แฟชั่นโชว์ Louis Vuitton Menswear Fall/Winter 2026

กลายเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อเฮ้าส์แอมบาสเดอร์ประจำ Louis Vuitton อย่าง “แบมแบม กันต์พิมุกต์” เปลี่ยนบทบาทจากแขกร่วมชมแฟชั่นโชว์ เป็นนายแบบบนรันเวย์ Louis Vuitton Menswear Fall/Winter 2026 โดยเขาปรากฏตัวในลุคแจ็กเก็ตนวม แมตช์ลุคเข้ากับกางเกงและรองเท้าสีดำ พร้อมคอมพลีทลุคด้วยกระเป๋า Keepall Bandoulière 45 สีดำลายโมโนแกรม และเพิ่มความน่ารักด้วยชาร์มตุ๊กตาขนปุยสีน้ำตาล ซึ่งถือเป็นลุคแรกในฐานะนายแบบหลุยส์ วิตตอง ที่น่าจดจำของแบมแบมเลยทีเดียว

สำหรับ Louis Vuitton Fall/Winter 2026 ภายใต้การออกแบบของ Pharrell Williams ครั้งนี้ ถ่ายทอดแนวคิด Timeless Textiles ผ่านงานตัดเย็บอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton Studio Homme โดยนำรหัสดั้งเดิมของเสื้อผ้าผู้ชายมาตีความใหม่ให้สอดรับกับยุคสมัย ผสานความแข็งแรงของฟังก์ชันเข้ากับความประณีต จนกลายเป็นซิลูเอตที่สะท้อนความสง่างามในแบบเรโทร-ฟิวเจอริสติก พร้อมนิยามภาพลักษณ์ future dandy ได้อย่างชัดเจน

อีกหนึ่งไฮไลท์ของโชว์คือการเล่นกับพื้นผิวและวัสดุที่หลากหลาย ถ่ายทอดผ่านวัสดุผ้าและหนัง พร้อมแอ๊กเซสซอรี่ส์เด่นอย่างกระเป๋า Speedy P9 แบบ reversible รวมถึง LV Silk-Nylon และ Malletier Leather Crossover Messenger ที่สะท้อนแนวคิดงานออกแบบซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงามภายนอก


ภาพ: Louis Vuitton และ Getty Images

BURBERRY เปิดตัว “GABARDINE CAPSULE” เฉลิมฉลองผ้ากาบาดีนอันเป็นเอกลักษณ์

ถ้าพูดถึง Burberry มีสิ่งหนึ่งที่เป็นมากกว่า “ซิกเนเจอร์” แต่คือ จุดเริ่มต้นของนวัตกรรม และเป็นรากฐานของมรดกที่แบรนด์ยืนหยัดมายาวนาน นั่นคือ ผ้ากาบาดีน (Gabardine) ผ้าที่ทำให้คำว่า “Outerwear ของอังกฤษ” กลายเป็นนิยามที่คนทั้งโลกจดจำ

BURBERRY เปิดตัว “GABARDINE CAPSULE” เฉลิมฉลองผ้ากาบาดีนอันเป็นเอกลักษณ์

และในครั้งนี้ Burberry กลับมาสานต่อประวัติศาสตร์อีกครั้งกับ Gabardine Capsule คอลเล็คชั่นใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเสน่ห์ของผ้าระดับตำนาน พร้อมตีความไอเท็มสำหรับการรับมือทุกสภาพอากาศให้ร่วมสมัยและสวมใส่ได้จริงยิ่งกว่าเดิม

นวัตกรรมคือหัวใจของ Burberry มาโดยตลอด และหนึ่งในผลงานที่ถูกยกให้ “ทรงอิทธิพลที่สุด” คือ ผ้ากาบาดีน ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1879 โดย โทมัส เบอร์เบอรี่ (Thomas Burberry)

จุดเด่นของผ้าชนิดนี้คือ กันฝน ทนต่อสภาพอากาศ และปกป้องผู้สวมใส่ได้จริง คุณสมบัติที่ทำให้กาบาดีนถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องมานานเกือบ 150 ปี ตั้งแต่นักสำรวจที่เดินทางสู่ทวีปแอนตาร์กติกา ไปจนถึงภาพคุ้นตาของชาวลอนดอนที่สวมเทรนช์โค้ทท่ามกลางสายฝน

เรียกได้ว่า กาบาดีนไม่ใช่แค่ “เนื้อผ้า” แต่คือ บทบันทึกของการเดินทาง และเป็น DNA ที่ทำให้ Burberry โดดเด่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสื้อผ้าชั้นนอกอย่างแท้จริง

เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ของเบอร์เบอรี่ คอลเล็คชั่น Gabardine Capsule เป็นการแสดงความเคารพต่อเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ ผ้าปฏิวัติวงการที่ โทมัส เบอร์เบอรี่ (Thomas Burberry) คิดค้นขึ้น และถูกสวมใส่โดยทั้งนักสำรวจและนักผจญภัยในชีวิตประจำวัน คอลเล็คชั่นนี้ประกอบด้วยไอเท็มที่รังสรรค์จากผ้ากาบาดีน หรือตกแต่งด้วยผ้ากาบาดีน รวมถึงเสื้อผ้านิตแวร์และไอเท็มสำหรับการเลเยอร์ที่ผลิตจากผ้าคอตตอนเจอร์ซีย์เนื้อนุ่ม ซึ่งช่วยเสริมกันอย่างลงตัว

ไอคอนแห่งอาวต์เตอร์แวร์ของ Burberry ตั้งแต่ พาร์กา เสื้อขนเป็ด แจ็คเก็ตควิลท์ แฮร์ริงตัน ไปจนถึงบอมเบอร์ ถูกนำมาตีความใหม่ด้วย ผ้ากาบาร์ดีนไนลอนคอตตอนเนื้อนุ่ม ย้อมสีในพาเลตต์เฉพาะของแคปซูล ได้แก่ hamper beige และ juniper green ด้านในเน้นการเลเยอร์ด้วยนิตแวร์ทอหนาจาก วูลแคชเมียร์ ฮู้ดดีคอตตอนเมลานจ์ กางเกงจ็อกกิ้ง และเสื้อยืด เพื่อให้ความอบอุ่นและสวมใส่สบาย โดยยังคงกลิ่นอายของเทรนช์โค้ทผ่านรายละเอียดซิกเนเจอร์ อย่าง อินทรธนู (epaulette) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

เพื่อสะท้อนความผูกพันของ Burberry กับชนบทและการใช้ชีวิตกลางแจ้ง คอลเล็คชั่นนี้มาพร้อมป้ายดีไซน์พิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากแคมเปญในอาร์ไคฟ์ปี ค.ศ.1993 พร้อมข้อความ ‘Burberrys grew out of country life’ ซึ่งถูกนำไปใช้ทั้งการเย็บไว้ด้านในเสื้อโค้ทและแจ็คเก็ต การปักบนไอเท็มผ้าเจอร์ซีย์ รวมถึงปรากฏบนสเวตเตอร์ถักลายด้วยเทคนิค อินทาร์เซีย (Intarsia) ช่วยตอกย้ำรากเหง้าของแบรนด์ที่เติบโตจากธรรมชาติ ก่อนจะกลายเป็นนิยามของอาวต์เตอร์แวร์ที่คนทั้งโลกหลงรัก


Ralph’s Coffee ต้อนรับ “เทศกาลตรุษจีน” ด้วยเซตของขวัญคุกกี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Ralph’s Coffee เฉลิมฉลอง “เทศกาลตรุษจีน” ฤดูกาลแห่งความสุข การแบ่งบัน และการอยู่พร้อมหน้ากันกับครอบครัว ด้วยชุดของขวัญคุกกี้สุดพิเศษ Lunar New Year Cookie Gift Set ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความสุขและและเติมเต็มบรรยากาศงานสังสรรค์รื่นเริง

ชุดของขวัญลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ประกอบด้วยคุกกี้สูตรเฉพาะของ Ralph’s Coffee จำนวน 24 ชิ้น คัดสรร 3 รสชาติพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น Palmier (Butterfly Cookies) 12 ชิ้น Chocolate Marble 6 ชิ้น และ Coffee Cookie 6 ชิ้น แต่ละชิ้นมาพร้อมรสชาติอันประณีตและงานฝีมือโดดเด่น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและสวยงามเหนือกาลเวลาของ Ralph’s Coffee

กล่องของขวัญโดดเด่นด้วยดีไซน์สีแดงสดใส ประดับด้วยลวดลายดอกไม้ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงน้ำชา มีดอกโบตั๋น สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองเป็นจุดเด่น ตกแต่งด้วยลวดลายม้าสีทองต้อนรับปีมะเมีย ความพิเศษอยู่ที่หูจับสีทองดีไซน์รูปถ้วยกาแฟ Ralph’s Coffee ที่พร้อมมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจให้แก่ผู้ได้รับ เพียงหมุนหูจับจะพบกับลิ้นชัก 8 ช่องอยู่ภายใน ชวนให้นึกถึงเสน่ห์ของกล่องลูกกวาดจีนแบบดั้งเดิม และพร้อมให้ทุกคนมาร่วมแบ่งปันความสุขและการเฉลิมฉลองร่วมกัน

ชุดของขวัญ Ralph’s Coffee Lunar New Year Cookie Gift Set ราคา 2,150 บาท สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ -22 มกราคม 2569 และรับสินค้าในวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ Ralph’s Coffee สาขา CentralwOrld ชั้น 1 โซน Beacon หรือ Ralph’s Coffee สาขา Central Embassy ชั้น 1 สำหรับลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้า รับฟรีไอศกรีม Soft Serve จำนวน 1 ถ้วย ต่อ 1 บิล


บริจาคเงิน

บริจาคเงิน แบ่งปันความสุข สร้างอนาคตให้กับผู้ลี้ภัยและผู้ยากไร้

ร่วมบริจาคเงิน แบ่งปันความสุข สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ผู้ยากไร้

บริจาค

การบริจาค คือการส่งต่อความสุขที่ช่วยเติมเต็มหัวใจให้อบอุ่นมากขึ้นทั้งผู้ให้และผู้รับ หากคุณต้องการเปลี่ยนโลกใบนี้ให้เปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ให้ด้วยการบริจาคเงิน เพื่อแบ่งปันความสุข สร้างโอกาสให้กับผู้รับ ทั้งผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่น และผู้ไร้สัญชาติ ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน


ทำไมการบริจาคเงินในยุคดิจิทัลถึงได้รับความนิยมมากขึ้น?

ในยุคดิจิทัลที่หลาย ๆ เทคโนโลยีต่างพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด มูลนิธิและองค์กรต่าง ๆ จึงสามารถเผยแพร่ข่าวรับบริจาคเงินผ่านโซเชียลและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับบริจาค จากแต่ก่อนที่เปิดรับบริจาคตามสถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น ก็ขยายช่องทางการบริจาครูปแบบออนไลน์เพิ่มและทำให้จำนวนผู้ร่วมบริจาคเพิ่มมากขึ้น และเหตุผลที่การบริจาคเงินในยุคดิจิทัลถึงได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก มีดังนี้

  • การรับบริจาคในยุคดิจิทัลเป็นการบริจาครูปแบบออนไลน์ สามารถบริจาคได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องเดินทางไปบริจาคตามมูลนิธิที่อาจอยู่ไกลจากที่อยู่อาศัย
  • การบริจาครูปแบบออนไลน์รวดเร็วและปลอดภัยสูง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคได้ว่า เงินบริจาคจะถูกส่งไปยังมูลนิธิหรือองค์กรครบทุกบาท
  • สามารถส่งความช่วยเหลือให้กับผู้คนทั่วโลกได้เพียงแค่ปลายนิ้ว ภายในระยะเวลาสั้น ๆ

ทำความรู้จักโครงการบริจาคเงินกับ UNHCR

ผู้ที่สนใจบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่นในพื้นที่สงคราม รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติใหญ่ ๆ ที่ทำให้เกิดการพลัดถิ่นแต่ยังไม่รู้ว่าจะบริจาคเงินกับหน่วยงานหรือองค์กรไหนดี? การบริจาคให้กับองค์ใหญ่ที่ทำงานในพื้นที่ทั่วโลก มีทั้งความโปร่งใส และน่าเชื่อถือคือคำตอบ

UNHCR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ที่เป็นที่รู้จักดีจากการทำงานในพื้นที่มายาวนานตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้ง 2 ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ถึง 2 ครั้ง จากการทำงานด้านมนุษยธรรมในวิกฤตสงครามมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการบริจาค โดยเฉพาะการบริจาคอย่างต่อเนื่องเพื่อเป้าหมายในการมอบความช่วยเหลืออย่างยั่งยืน สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง และมีประสิทธิภาพสูงสุด

UNHCR มีเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ในพื้นที่กว่า 135 ประเทศทั่วโลก มอบความคุ้มครอง คอยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่น และบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศต่าง ๆ รวมไปถึงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่อาศัยได้ด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

ร่วมบริจาคกับ UNHCR ได้ที่ www.unhcr.org/th


การบริจาคมีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันอย่างไร

การบริจาคแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การบริจาครายเดือน และ การบริจาครายครั้ง โดยการบริจาคแต่ละแบบมีความแตกต่างกัน ดังนี้

บริจาครายเดือน

การบริจาครายเดือน คือ การบริจาคเงินให้ตามจำนวนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อจุดประสงค์ในการส่งมอบความช่วยเหลือต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การมอบที่อยู่อาศัย อาหาร น้ำสะอาด เครื่องนุ่งห่ม ของใช้จำเป็น รวมถึงมอบการรักษาพยาบาลและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่น บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ประสบภัย โดยความช่วยเหลือเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เด็ก ผู้หญิง และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมีชีวิตรอดในสถานการณ์ที่โหดร้าย และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นวิธีการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สะดวกต่อผู้บริจาค และทำให้องค์กรสามารถวางแผนการช่วยเหลือในระยะยาวได้อีกด้วย

การบริจาคเงินรายเดือนดีอย่างไร ทำไมถึงควรร่วมบริจาคเงินรายเดือน? เพราะปัจจุบันมีผู้ประสบภัยที่รอความช่วยเหลือมากมาย และการดำเนินการช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น การช่วยผู้รอดชีวิตจจากสงคราม การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ รวมถึงการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจำเป็นต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก

การบริจาครายเดือนจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการรับมือจากเหตุการณ์เร่งด่วน หรือปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็จะมีโอกาสเริ่มต้นใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน

ร่วมบริจาครายเดือน

บริจาครายครั้ง

การบริจาครายครั้ง คือ การบริจาคเงินเป็นรายครั้ง เพื่อให้ความช่วยเหลือระยะสั้นแก่ผู้ประสบภัยในเหตุการณ์เร่งด่วน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเกิดโรคระบาด หรือภัยสงคราม


ทำไมถึงควรร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้กับ UNHCR

บริจาคกับ UNHCR

ในการดำเนินการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่น และกลุ่มผู้ประสบภัย UNHCR ให้ความสำคัญกับการมอบความคุ้มครองที่รอบด้านโดยไม่แบ่งแยก เริ่มต้นด้วยการมอบสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น น้ำ อาหาร ที่พักอาศัย ผ้าห่ม อุปกรณ์เครื่องครัว แสงสว่าง อีกทั้งยังมอบความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยอย่างการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเยียวยาจิตใจ ทั้งยังมอบการศึกษา การฝึกอาชีพ ให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตใหม่อีกครั้งได้อย่างยั่งยืน


Header Tag 2 : ร่วมบริจาคเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้ยากไร้มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

วันนี้เด็ก ผู้หญิง และครอบครัวมากกว่า 100 ล้านคน ต้องพลัดถิ่นและลี้ภัยอย่างยากลำบาก การบริจาคจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่น ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในระหว่างที่กำลังฟื้นฟูจากความสูญเสียอย่างตรงตามความต้องการและความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละคน หรือแต่ละครอบครัว แต่การช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมีความสุขได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยสามารถร่วมบริจาคเงินรายเดือน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ให้พวกเขามีโอกาสเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ได้ด้วยรอยยิ้ม

ร่วมบริจาคได้ที่นี่


จากเครื่องหอมแบรนด์ไทย สู่ความภิรมย์ในบ้าน Maye Musk

กลายเป็นไวรัลสนั่นโซเชียล เมื่อภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัวของ Maye Musk นางแบบระดับโลกและคุณแม่ของมหาเศรษฐีอันดับ 1 อย่าง Elon Musk ได้สร้างกระแสครั้งใหญ่ให้กับวงการบิวตี้ไทย หลังจากที่เธอโพสต์ภาพโปรโมทหนังสือขายดีของเธอ “A Woman Makes a Plan” แต่หลายคนกลับไปสะดุดเข้ากับไอเท็มก้านหอมดีไซน์หรูที่วางอยู่ในเฟรม ซึ่งแท้จริงแล้วมาจากแบรนด์ไทยอย่าง “รื่นรมย์ (REUNROM)” นั่นเอง

สำหรับ Room Diffuser และ Moon Perfume จากแบรนด์ “รื่นรมย์” โดดเด่นด้วยกลิ่นไทยที่ไม่ตะโกน โดยแบรนด์ได้หยิบเอาความทรงจำจากจังหวัดต่างๆ ในไทยมาทำเป็นกลิ่นหอมสไตล์ซิกเนเจอร์ มาพร้อมด้วยดีไซน์สวย ส่วนตัว Moon Perfume ที่ใช้ฉีดลงบนหัวเซรามิก เข้ากับความ Luxury ของบ้านระดับมหาเศรษฐีได้อย่างไร้ที่ติ

การที่ผลิตภัณฑ์ของ “รื่นรมย์” ถูกส่งมอบในโอกาสพิเศษและกลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของ Maye Musk ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า T-Beauty กำลังเดินหน้าไปได้อย่างสวยงาม


อิน-สาริน

การบริหารแบบ อิน-สาริน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสแห่งชัยชนะ

นอกจากบทบาทนักแสดง อิน-สาริน รณเกียรติ คือนักธุรกิจ กีบแบรนด์ปังถึง 7 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นขนมทาร์ตไข่ Yolk, Shu All Day Dining Deno Holiday Pastry,เอ หมูกระทะ, สินค้าไลฟ์สไตล์ HYE EVERYDAY, เครื่องประดับแบรนด์ hye.bkk, โครงการ OURS รวมถึงต้องดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้านด้วย

หนึ่งในเรื่องท้าทายในฐานะเจ้าของธุรกิจยุคเศรษฐกิจขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้ คือการหาวิธีบริหารธุรกิจ ที่มีความต่างโดยสิ้นเชิง ซึ่งน่าปวดหัวใช่ย่อย เรื่องน่าสนใจคืออินมีวิธีการมองโลกโดยใช้เซ้นส์จับทิศทางตลาด เน้นการปรับตัวอย่างรวดเร็วและจับกระแสเทรนด์ บวกกับไลฟ์สไตล์ของเจ้าตัวที่ชอบจัดแจง เรื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก น่าจะให้ไอเดียกับคนที่ประสบ ปัญหาธุรกิจไม่มากก็น้อยว่าเราจะฝ่าคลื่นมรสุมนี้ไปได้อย่างไร

เงินต่อเงิน

“อินสนใจการลงทุนตั้งแต่เด็ก เพราะตอน เรียนจบมัธยมปลาย ที่บ้านใช้วิธีให้เงินมาหนึ่งก้อน แล้วให้ผมบริหารชีวิตเองตั้งแต่นั้น โดยจะไม่ให้เงิน อีกเลย ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าโหดนะ จนกระทั่งโตขึ้น ถึงรู้สึกว่าวิธีนี้โหดเอาเรื่อง (หัวเราะ) เพราะอย่าง เพื่อน ๆ ที่บ้านยังให้ค่าขนมรายเดือน ทําให้ตั้งแต่ เรียนจบชั้น ม.6 อินต้องจัดสรรเงินก้อนนี้อย่างดี และใช้วิธีน่า เงินต่อเงิน” โดยแบ่งเงินออกเป็นหลายก้อน เช่น ก้อนแรกสําหรับลงทุนธุรกิจ อย่างช่วงที่ เรียนมหาวิทยาลัย อินก็เริ่มทําธุรกิจขายเครื่องประดับ ทําขนมขาย รวมถึงทํางานเป็นดีเจ ก้อนที่สองสําหรับ ใช้จ่ายชีวิตประจําวัน และอีกก้อนมีไว้เพื่อลงทุน อิน เริ่มลงทุนหุ้นกู้และหุ้นกู้ปันผลตั้งแต่เรียนปี 1 แล้ว เพราะฉะนั้นในแต่ละปีเราจะได้เงินปันผลมาสะสมไว้

“นอกจากนี้ยังมีก้อนที่เป็นบัดเจ็ตตามใจฉันแต่เอาเข้าจริงอินใช้เงินไม่ถึง 1 ใน 10 ของเงินที่หามา คืออินมีนิสัยซื้อของเฉพาะที่จําเป็นมาตั้งแต่เด็ก แม่ ชอบบอกว่าอินเหมือนอากง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่จึงมักโดนคนรอบข้างแซวเสมอว่าอินงก (หัวเราะ) เพื่อนจะคอยเตือนว่าหาเงินเป็น ก็ต้องใช้เงินให้เป็นด้วย แต่สารภาพเลยว่าตัวเองไม่ค่อยใช้เงิน แต่การไม่ใช้ในที่นี้หมายถึงไม่ซื้อของจุกจิก แต่จะซื้อในสิ่งที่อยากได้จริง ๆ เช่น รถวินเทจ คอนโด ที่ดิน นาฬิกา ซึ่งทุกอย่างคือการลงทุนทั้งหมด เพราะรู้สึกว่าจะซื้ออะไร ก็ควรมีเหตุผล และต้องดูว่าในระยะยาวสิ่งนั้นคุ้มค่าไหม อย่างรถยนต์ อินไม่ได้เลือก จากราคาถูกหรือแพง แต่จะดูที่ค่าเสื่อมราคาของรถ (Depreciation) ว่าในอนาคต มูลค่าลดลงเท่าไร คุ้มกับที่ซื้อมาไหม หรืออย่างนาฬิกา เป็น Guilty Pleasure ทั้งชอบทั้งรู้สึกผิด เพราะแต่ละเรือนที่ชื่อมูลค่าสูง แต่ก็ยังทําใจได้กว่าซื้อเสื้อครับ เพราะอย่างน้อยการซื้อนาฬิกาก็ถือเป็นการลงทุน มองภาพในระยะยาวคุ้มค่ากว่ามาก

ลงทุนตามสถานการณ์โลก

“อินลงทุนเกือบทุกรูปแบบ ทั้งเงินฝากออมทรัพย์ หุ้น กองทุนปันผล โดย จ้างโบรกเกอร์ที่เชี่ยวชาญดูแลเป็นหลัก ซึ่งจะตั้งเป้าในแต่ละปีว่าต้องการผลตอบแทน เท่าไร โดยไม่ได้แบ่งเงินตายตัว แต่จะกระจายความเสี่ยงโดยดูตามเทรนด์แต่ละปี อย่างปีนี้สภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยถดถอย เมื่อความเสี่ยงสูงก็จะถือ เงินสดเยอะขึ้น เพื่อให้มีสภาพคล่องในการใช้จ่าย นอกจากนี้ก็จะมีลงทุนตามเทรนด์ ที่ดูแล้วน่าจะรุ่งบ้าง แต่น้อยหน่อย เช่น ธุรกิจนิวเคลียร์ หรือคริปโตเคอร์เรนซี่ ที่ลงทุนไปตามแฟชั่น แต่ก็เจ็บเยอะเหมือนกัน (หัวเราะ)

“หนึ่งในสินทรัพย์ที่ไม่ลงทุนเลยคือทอง ทั้งที่ตอนนี้ราคาขึ้นสูงมาก เพราะ ส่วนตัวรู้สึกว่าตอนนี้โลกสามารถผลิตเพชรแล็บได้แล้ว (เพชรแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนเพชรจากธรรมชาติทุกประการ) ทําให้ราคาเพชรจริง ลดลงไปเลยครึ่งหนึ่ง คิดว่าอีกไม่นานเราคงจะได้เห็นทองแล็บกัน ซึ่งแนวคิดนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าสุดโต่ง ไม่จําเป็นต้องเชื่อ ลองพิจารณาตามดุลยพินิจนะครับ”

ยิ่งปรับตัวยิ่งรอด

“ตอนนี้อินทําธุรกิจทั้งหมด 7 แบรนด์ หากแบ่งเป็นประเภทก็คือ F&B (Food and Beverage) อสังหาริมทรัพย์ และแฟชั่น ซึ่งแต่ละแบรนด์ต้องการ การวางแผนแตกต่างกันสิ้นเชิง นอกจากต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละธุรกิจแล้ว ภาวะเศรษฐกิจคือตัวแปรที่สําคัญมากเช่นกัน อย่างปีนี้เห็นได้ชัดว่าทุกธุรกิจได้รับ ผลกระทบ ต้องอาศัยการปรับตัว ซึ่งเป้าหมายการทําธุรกิจของอินก็คือถ้าบริษัท ไม่โตขึ้น อย่างน้อยก็ต้องยั่งยืนสม่ําเสมอ แต่จะไม่ลดลงจากเดิม

“เริ่มจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว เราทําทั้ง ลานจอดรถและอาคารให้เช่าทุกรูปแบบ แต่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะที่บ้านท่า ธุรกิจแบบแมสมาร์เก็ต คือเน้นคนหมู่มาก อย่างห้องเช่าตกห้องละ 3,000 – 4,000 บาทต่อเดือน ที่มีกระทบบ้างอิออนเริ่มค้างค่าเช่าเยอะขึ้น มีจํานวนถึง 1 ใน 4 ทางคุณพ่อคุณแม่จึงแก้ปัญหาด้วยวิธีว่าแทนที่จะลงโทษที่เขาจ่ายช้า เราควรจะให้ รางวัลแทนถ้าจ่ายเงินตรงเวลา เช่น ลดค่าน้ํา ค่าไฟให้ เพราะถือว่าเมื่ออยู่ในภาวะ เศรษฐกิจแบบนี้ก็ควรจะช่วยเหลือกัน และเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ทําให้คนอยาก จ่ายค่าเช่าตรงเวลามากขึ้น

“ส่วนอีกหนึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือโครงการ OURS ซึ่งเป็นกึ่งคอมมูนิตี้ มอลล์ตรงเจริญนคร ธุรกิจนี้อินดูแลเอง ได้รับผลกระทบสูง เพราะเมื่อเศรษฐกิจแย่ นักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยลง คนไทยเองก็ออกจากบ้านน้อยลง เราจึงปรับโมเดล ธุรกิจจากคอมมูนิตี้ให้กลายเป็น Delivery Hub คือเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ร้านอาหาร ดังๆ เข้ามาเช่าทีาครัวกลาง เรียกว่า Cloud Kitchen เพื่อให้ที่นี่เป็นอับครัวกลาง ทําอาหารเสร็จแล้วออกไปส่งตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองได้เลย เนื่องจากท่าเลเรา ค่อนข้างดี จะไปสาทรหรือสีลมก็อยู่ในระยะใกล้ ราคาค่าส่งก็ไม่แพง จึงมี หลายแบรนด์ที่สนใจ อย่างร้าน Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีกก็มาร่วมธุรกิจกับเรา อินโชคดีที่ปรับตัวทันพอดี ทําให้ได้รับการตอบรับที่ดี

มาถึงฟากของแฟชั่นและอาหาร ใช้กลยุทธ์เหมือนกัน คือทุกคอลเล็คชั่นต้องปรับราคาให้จับต้องได้มากขึ้น และมีมาตรฐานสินค้าที่สูงกว่าเดิม เพราะคน สมัยนี้จะซื้อของที่คุ้มค่าในราคาที่ลดลง เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่ากําไรต่อชิ้น ที่ได้อาจจะน้อยลง แต่ถือว่าเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้า อย่างร้านอาหาร นอกจากต้องออกโปรดักต์ใหม่เรื่อย ๆ แล้ว การคิดโปรโมชั่นมาร์เก็ตติ้งก็ช่วยดึง ความสนใจของคนที่อาจไม่เคยสนใจแบรนด์เราเลย ให้หันมาสนับสนุนแบรนด์เรา ถ้าได้เห็นโปรโมชั่นลดราคาหรือไวรัลคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ก็จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้เร็วเหมียนกัน

จะรุ่งหรือร่วง ขี้นอยู่กับเซ้นส์

“แม้ปีนีธุรกิจเราจะได้รับผลกระทบเยอะ แต่ไม่ถึงขั้นลดจํานวนทีมงานลง อย่างธุรกิจอาหารตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็เติบโต 100 เปอร์เซ็นต์ติดต่อกัน การทําธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของโชค แต่ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยเลือด สิ่งสําคัญคือ Out Feeling หมายถึงเซ้นส์และความรู้สึกจากข้างในว่าสิ่งนี้จะใช่หรือเปล่า เพราะในโลกธุรกิจ เราเก็งและวางแผนมาหมดแล้ว เช่น แผนมาร์เก็ตติ้งที่เตรียมมาทุกรูปแบบ ขนม ก็คิดว่าอร่อยแล้ว ช่องทางการขายและหน้าร้านพร้อม แต่ท้ายสุดทุกอย่างขึ้นอยู่ กับว่าจะมีคนซื้อหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีทางรู้เลย มันคือการลุ้นด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งยินดีใจที่ไม่ว่าออกโปรดักต์อะไรมา 7 ใน 10 นั้นผู้บริโภคชอบ

“สําหรับผมเซ้นส์ในการทําธุรกิจอาหารมีหลายปัจจัย อันดับแรกคือ World Trenda ในแต่ละปีจะมีเทรนด์ขนม อย่างช่วงปี 2024 – 2025 คือไก่หยองมายองเนสและชิโอปัง ถ้าเราจับกระแสโลกได้ เราจะได้กลุ่มลูกค้าแล้วแน่ ๆ ส่วนที่เหลือคือ ไทยเทรนต์ ว่าคนไทยชอบกินอะไร ซึ่งโชคดีที่เรามีฐานแฟนเยอะ อย่างร้าน Yolle กับ Holiday Pastry มีคนติดตามทุกช่องทางเกิน 600,000 คน Yolk เป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนมากว่าท่าอะไรออกมา อีกหลาย ๆ แบรนด์ก็จะทําตาม นั่นแปลว่าเราคือ เทรนด์เขตเตอร์ ซึ่งทําให้เราต้องทําการบ้านหนักขึ้น นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูล หลังบ้านก็สําคัญ ทําให้รู้ว่าอะไรคือเมนูยอดนิยมจากฐานลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญ ในการทําผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากขณะเดียวกันในฐานะเจ้าของ เราต้องไปดูตลาดมากขึ้น ไปชิมตามร้านค้า ต่าง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่ดูว่าแต่ละร้านให้ประสบการณ์อะไร บางร้านมีป้าย เมนูออฟไลน์เป็นกระดาษเยอะมาก ทําให้อ่านจนตาลาย เราก็นําสิ่งนี้มาปรับ กลาย เป็นว่าร้านเราน่าจะเป็นร้านแรกๆ ที่นําเมนูขึ้นจอทีวี ไม่ต้องเสียค่าพริ้นต์ ซึ่งตอบโจทย์ ความรวดเร็ว เพราะหากคิดเมนูใหม่ได้ หรืออยากรีบโปรโมตโปรโมชั่น ก็ปรับ หน้าตาเลย์เอาต์แล้วฉายขึ้นจอได้ทันที อีกทั้งการปรับเมนูบ่อย ๆ จะทําให้ไม่เหลือ เมนูคงค้าง ทําให้ลูกค้าได้รับรู้เมนูอาหารครบถ้วน รวดเร็ว

“ด้วยความที่อินดูแลทุกธุรกิจเอง เวลาทํางานไม่ต่างจากทศกัณฐ์ เหมือน ตัวเองมี 10 หน้า 10 มือ ตอนนี้จึงพยายามปรับโครงสร้างบริษัทให้ใหญ่ขึ้น แต่ละทีม ต้องมีผู้จัดการที่ไว้ใจได้ เพื่อไม่ให้ทุกปัญหาวิ่งเข้าหาเราเพียงคนเดียว จะได้ใช้เวลา ที่ว่างขึ้นไปพัฒนาธุรกิจอื่น ๆ เนื่องจากมองว่าทุกธุรกิจสามารถเติบโตได้มากกว่านี้อีก อย่างธุรกิจอาหาร หากเต็ม 10 คะแนน ขอให้ที่ 3 คะแนน แม้เราจะเป็นร้านที่ติด ท็อป 5 ของเมืองไทยก็ตาม แต่มองว่าเราโตกว่านี้ได้อีก”

“มายด์เขตสําคัญของผู้ประกอบการยุคนี้ก็คือคุณต้องเร็ว เราสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้ หรอกครับ แต่ต้องใช้ความไวและคุณภาพของสินค้าเข้าสู้ อย่าลืมว่ายุคนี้เจ้าใหญ่ เขาก็ไว อย่างช่วงที่ผ่านมาแบรนด์เราก็เจอช่วงเวลาที่ท้าทายเมื่อต้องเจอแบรนด์ใหญ่ เข้ามาตีตลาด แม้จะน่ากลัว แต่สิ่งเดียวที่เราทําได้คือต้องสู้ ไม่ว่าจะเป็นความคิด สร้างสรรค์ ความรวดเร็ว จุดเด่นจากท่าได้ เราจะรอดครับ”


ข้อมูลจาก นิตยสารแพรว

เรื่อง Fai

ภาพ วรสันต์

Xian Yuan ดินแดนแห่งอาหารกวางตุ้ง ในบรรยากาศแห่งความสงบกลางเมือง

ถ้าใครกำลังมองหาร้านอาหารจีนกวางตุ้งที่ “ไม่จำเจ” แต่ยังคงความคลาสสิกไว้ครบ Xian Yuan เป็นร้านที่ทำให้รู้สึกประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป

Xian Yuan ดินแดนแห่งอาหารกวางตุ้ง ในบรรยากาศแห่งความสงบกลางเมือง

ร้าน Xian Yuan ตั้งอยู่ชั้น 5 ของ Central Park ในบรรยากาศเงียบ สงบ เหมือนหลุดออกจากความวุ่นวายของเมือง พอเข้าร้านคือรู้สึกได้เลยว่าที่นี่ตั้งใจทำมาก โทน Modern Chinese Zen ดูหรูแต่ไม่อึดอัด นั่งสบาย มีทั้งโซนโต๊ะใหญ่ วิวสวนลุมฯ และห้องไพรเวตที่เหมาะกับมื้อธุรกิจหรือมื้อพิเศษจริงๆ

ไฮไลต์อาหาร เริ่มต้นด้วยติ่มซำ Har Gow Abalone ฮะเก๋าเป๋าฮื้อคือเด่นจริง แป้งบาง กุ้งเด้ง เป๋าฮื้อมาเป็นตัว ไม่ได้มาแค่ชื่อ ต่อด้วย Gold Fish Dumpling หน้าตาน่ารัก แต่รสชาติจริงจัง น้ำซุปกระดูกปลาคือกลมกล่อมมาก และ Crab Shumai คลาสสิก แต่ทำออกมาเนียน ละเอียด กินเพลิน

ถัดมาที่ของทอดก็ทำได้ดีเกินคาด อาทิ ปอเปี๊ยะหอยหลอด กรอบเบา ไม่อมน้ำมัน ส่วน เผือกทอดปูผัดผงกะหรี่ อันนี้อยากให้สั่งมาก เผือกกรอบ ไส้ปูแน่น ซอสผงกะหรี่หอมแบบผู้ดี ไม่แรงเกิน

สำหรับ เมนูที่รู้สึกว่า “เชฟตั้งใจเล่นกับรายละเอียด” คือ ก๋วยเตี๋ยวหลอด หนึ่งในหมวดที่ชอบมาก ทั้งแบบกุยช่ายขาวหมูกรอบ ก๋วยเตี๋ยวหลอดซิกเนเจอร์ที่เชฟใช้แป้งสองสี ห่อด้วยกุยช่ายขาวผัดหมูกรอบย่าง โรยด้วยแคปหมูสเปนบด ทานกับน้ำราดซีอิ้วเซียนหยวน และ ก๋วยเตี๋ยวหลอดหมูแดงย่างซอสพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวหลอดห่อด้วยไส้หมูแดงย่างซอสพะโล้ ราดด้วยซอสงาคั่ว และน้ำราดซีอิ้วเซียนหยวน แป้งนุ่ม น้ำราดซีอิ๊วไม่เค็มโดด มีความบาลานซ์ดีมาก

มากันที่ไฮไลต์ตัวจริงของห้องอาหารนี้ คือ เป็ดปักกิ่งย่างไม้แอปเปิ้ล หนังกรอบ หอมแบบไม่ต้องจิ้มเยอะ เครื่องเคียงแอปเปิ้ลทำออกมาเก๋ และที่ชอบคือสามารถเลือกเอาเนื้อไปทำต่อได้อีก 2 เมนู ส่วนใครชอบรสจัดขึ้นนิด แนะนำ เป็ดย่างเครื่องเทศหมาล่า หอมเครื่องเทศแบบจีนแท้ แต่ยังไม่กลบรสเนื้อ หรือ หมูแดงสเปนย่างซอสพะโล้สไตล์เซียนหยวน  หมูไอเบริโกหมักเครื่องเทศพะโล้และซอสสูตรพิเศษ จากนั้นนำไปย่างสไตล์ฮ่องกง เสิร์ฟคู่สลัดเมลอนยูสุพริกเซี่ยงไฮ้

ปิดท้ายด้วยของหวานและเครื่องดื่ม อย่าง  Pear Pagoda  ลูกแพร์ 7 ชั้น ผสมน้ำผึ้งและอัลมอนด์อบกรอบ เสิร์ฟคู่ครีมชามะลิ ลูกแพร์เชื่อม และซอร์เบต์ลูกแพร์–ลำไยสีทอง คือสวยและอร่อยจริง ไม่หวานจัด ซอร์เบต์ Mango Yuzu ซอร์เบต์มะม่วงและส้มยูสุรส สดชื่น เบาเหมาะมากกับการปิดมื้ออาหารจีน

ส่วน  Mocktail อย่าง Apple Refresher ดื่มแล้วรู้สึกเฟรช ตัดเลี่ยนดี นอกจากนี้ยังมี Coco Dream หอมมะพร้าวผสมเลมอน กลิ่นซิตรัสตัดด้วยสับปะรดและมะนาว สดชื่นแบบทรอปิคัล และ Two Harmony Layers น้ำมะม่วงหอมหวานเบลนด์เข้ากับเสาวรสเปรี้ยวสดใส เกิดเป็นเลเยอร์รสผลไม้หวานอมเปรี้ยว

ถ้าใครกำลังมองหาร้านอาหารจีนกวางตุ้งที่ครบทั้งรสชาติ บรรยากาศ และความประณีตในทุกดีเทล Xian Yuan เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่เหมาะทั้งมื้อธุรกิจ มื้อพิเศษ หรือการสังสรรค์ในโอกาสสำคัญ สามารถติดต่อ หรือ สำรองที่นั่งได้ที่


Onitsuka Innovative Factory โรงงานผลิตเฉพาะทางแห่งแรก ณ บ้านเกิด คิฮาชิโร โอนิซึกะ

Onitsuka Tiger เปิดตัวโรงงานผลิตเฉพาะทางแห่งแรก “Onitsuka Innovative Factory”  ณ จังหวัดทตโตริ ประเทศญี่ปุ่น บ้านเกิดของ คิฮาชิโร โอนิซึกะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้ผสานกระบวนการสร้างสรรค์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุ การออกแบบ ไปจนถึงการผลิต และในอนาคตโรงงานจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของแบรนด์ โอนิซึกะ ไทเกอร์ รวมถึงความงดงามของงานฝีมือแบบญี่ปุ่นสู่ผู้ชมทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ Milan Design Center ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ด้านงานสร้างสรรค์ระดับนานาชาติของแบรนด์ และ The ASICS Institute of Sport Science ศูนย์วิจัยที่มุ่งบุกเบิกเทคโนโลยีกีฬาขั้นสูง

Onitsuka Innovative Factory จะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตรองเท้าคุณภาพสูง อาทิ ซีรีส์ NIPPON MADE ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกในฐานะสัญลักษณ์ของงานฝีมือชั้นสูงของ Onitsuka Tiger รวมถึงสายการผลิตรองเท้าหนังอย่างเป็นทางการ THE ONITSUKA อีกทั้งยังถือเป็นก้าวแรกของแบรนด์ในการขยายสู่การผลิตกระเป๋าหนังภายใต้แบรนด์ Onitsuka Tiger ซึ่งสะท้อนถึงการขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ไปอีกขั้น

สำหรับพื้นที่แกลเลอรีซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงาน ได้มีการจัดแสดงผลงานและสินค้าสำคัญหายาก รวมถึงนิทรรศการที่ถ่ายทอดถึงความทุ่มเทของแบรนด์ในด้านงานฝีมือ และในวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2026 Onitsuka Gallery Store จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ นับเป็นร้านแห่งแรกของแบรนด์ในจังหวัดทตโตริ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ NIPPON MADE ที่คัดสรรและผลิตจาก Onitsuka Innovative Factory แห่งนี้ พร้อมมีบริการสั่งผลิตแบบพิเศษตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า

การเฉลิมฉลองครั้งนี้ยังได้เผยโฉมรองเท้ารุ่นพิเศษ ซึ่งนับเป็นโมเดลออริจินัลอย่างเป็นทางการจาก Onitsuka Innovative Factory ในรุ่น MEXICO 66 NM L9 ผลงานการออกแบบโดยศิลปินชื่อดัง โทโมฮิซะ ยามาชิตะ (Tomohisa Yamashita) โดยรองเท้ารุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากงานฝีมือแบบญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยโทนสีที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเนินทรายของจังหวัดทตโตริ ผสานกับวัสดุหนังกลับคุณภาพสูงบริเวณด้านบน เพื่อมอบสัมผัสที่หรูหราและประณีตในทุกย่างก้าว แน่นอนว่าเป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นมีเพียง 1,000 คู่เท่านั้น!


ภาพและข้อมูล: Onitsuka Tiger