อิน-สาริน

การบริหารแบบ อิน-สาริน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสแห่งชัยชนะ

นอกจากบทบาทนักแสดง อิน-สาริน รณเกียรติ คือนักธุรกิจ กีบแบรนด์ปังถึง 7 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นขนมทาร์ตไข่ Yolk, Shu All Day Dining Deno Holiday Pastry,เอ หมูกระทะ, สินค้าไลฟ์สไตล์ HYE EVERYDAY, เครื่องประดับแบรนด์ hye.bkk, โครงการ OURS รวมถึงต้องดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้านด้วย

หนึ่งในเรื่องท้าทายในฐานะเจ้าของธุรกิจยุคเศรษฐกิจขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้ คือการหาวิธีบริหารธุรกิจ ที่มีความต่างโดยสิ้นเชิง ซึ่งน่าปวดหัวใช่ย่อย เรื่องน่าสนใจคืออินมีวิธีการมองโลกโดยใช้เซ้นส์จับทิศทางตลาด เน้นการปรับตัวอย่างรวดเร็วและจับกระแสเทรนด์ บวกกับไลฟ์สไตล์ของเจ้าตัวที่ชอบจัดแจง เรื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก น่าจะให้ไอเดียกับคนที่ประสบ ปัญหาธุรกิจไม่มากก็น้อยว่าเราจะฝ่าคลื่นมรสุมนี้ไปได้อย่างไร

เงินต่อเงิน

“อินสนใจการลงทุนตั้งแต่เด็ก เพราะตอน เรียนจบมัธยมปลาย ที่บ้านใช้วิธีให้เงินมาหนึ่งก้อน แล้วให้ผมบริหารชีวิตเองตั้งแต่นั้น โดยจะไม่ให้เงิน อีกเลย ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าโหดนะ จนกระทั่งโตขึ้น ถึงรู้สึกว่าวิธีนี้โหดเอาเรื่อง (หัวเราะ) เพราะอย่าง เพื่อน ๆ ที่บ้านยังให้ค่าขนมรายเดือน ทําให้ตั้งแต่ เรียนจบชั้น ม.6 อินต้องจัดสรรเงินก้อนนี้อย่างดี และใช้วิธีน่า เงินต่อเงิน” โดยแบ่งเงินออกเป็นหลายก้อน เช่น ก้อนแรกสําหรับลงทุนธุรกิจ อย่างช่วงที่ เรียนมหาวิทยาลัย อินก็เริ่มทําธุรกิจขายเครื่องประดับ ทําขนมขาย รวมถึงทํางานเป็นดีเจ ก้อนที่สองสําหรับ ใช้จ่ายชีวิตประจําวัน และอีกก้อนมีไว้เพื่อลงทุน อิน เริ่มลงทุนหุ้นกู้และหุ้นกู้ปันผลตั้งแต่เรียนปี 1 แล้ว เพราะฉะนั้นในแต่ละปีเราจะได้เงินปันผลมาสะสมไว้

“นอกจากนี้ยังมีก้อนที่เป็นบัดเจ็ตตามใจฉันแต่เอาเข้าจริงอินใช้เงินไม่ถึง 1 ใน 10 ของเงินที่หามา คืออินมีนิสัยซื้อของเฉพาะที่จําเป็นมาตั้งแต่เด็ก แม่ ชอบบอกว่าอินเหมือนอากง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่จึงมักโดนคนรอบข้างแซวเสมอว่าอินงก (หัวเราะ) เพื่อนจะคอยเตือนว่าหาเงินเป็น ก็ต้องใช้เงินให้เป็นด้วย แต่สารภาพเลยว่าตัวเองไม่ค่อยใช้เงิน แต่การไม่ใช้ในที่นี้หมายถึงไม่ซื้อของจุกจิก แต่จะซื้อในสิ่งที่อยากได้จริง ๆ เช่น รถวินเทจ คอนโด ที่ดิน นาฬิกา ซึ่งทุกอย่างคือการลงทุนทั้งหมด เพราะรู้สึกว่าจะซื้ออะไร ก็ควรมีเหตุผล และต้องดูว่าในระยะยาวสิ่งนั้นคุ้มค่าไหม อย่างรถยนต์ อินไม่ได้เลือก จากราคาถูกหรือแพง แต่จะดูที่ค่าเสื่อมราคาของรถ (Depreciation) ว่าในอนาคต มูลค่าลดลงเท่าไร คุ้มกับที่ซื้อมาไหม หรืออย่างนาฬิกา เป็น Guilty Pleasure ทั้งชอบทั้งรู้สึกผิด เพราะแต่ละเรือนที่ชื่อมูลค่าสูง แต่ก็ยังทําใจได้กว่าซื้อเสื้อครับ เพราะอย่างน้อยการซื้อนาฬิกาก็ถือเป็นการลงทุน มองภาพในระยะยาวคุ้มค่ากว่ามาก

ลงทุนตามสถานการณ์โลก

“อินลงทุนเกือบทุกรูปแบบ ทั้งเงินฝากออมทรัพย์ หุ้น กองทุนปันผล โดย จ้างโบรกเกอร์ที่เชี่ยวชาญดูแลเป็นหลัก ซึ่งจะตั้งเป้าในแต่ละปีว่าต้องการผลตอบแทน เท่าไร โดยไม่ได้แบ่งเงินตายตัว แต่จะกระจายความเสี่ยงโดยดูตามเทรนด์แต่ละปี อย่างปีนี้สภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยถดถอย เมื่อความเสี่ยงสูงก็จะถือ เงินสดเยอะขึ้น เพื่อให้มีสภาพคล่องในการใช้จ่าย นอกจากนี้ก็จะมีลงทุนตามเทรนด์ ที่ดูแล้วน่าจะรุ่งบ้าง แต่น้อยหน่อย เช่น ธุรกิจนิวเคลียร์ หรือคริปโตเคอร์เรนซี่ ที่ลงทุนไปตามแฟชั่น แต่ก็เจ็บเยอะเหมือนกัน (หัวเราะ)

“หนึ่งในสินทรัพย์ที่ไม่ลงทุนเลยคือทอง ทั้งที่ตอนนี้ราคาขึ้นสูงมาก เพราะ ส่วนตัวรู้สึกว่าตอนนี้โลกสามารถผลิตเพชรแล็บได้แล้ว (เพชรแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนเพชรจากธรรมชาติทุกประการ) ทําให้ราคาเพชรจริง ลดลงไปเลยครึ่งหนึ่ง คิดว่าอีกไม่นานเราคงจะได้เห็นทองแล็บกัน ซึ่งแนวคิดนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าสุดโต่ง ไม่จําเป็นต้องเชื่อ ลองพิจารณาตามดุลยพินิจนะครับ”

ยิ่งปรับตัวยิ่งรอด

“ตอนนี้อินทําธุรกิจทั้งหมด 7 แบรนด์ หากแบ่งเป็นประเภทก็คือ F&B (Food and Beverage) อสังหาริมทรัพย์ และแฟชั่น ซึ่งแต่ละแบรนด์ต้องการ การวางแผนแตกต่างกันสิ้นเชิง นอกจากต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละธุรกิจแล้ว ภาวะเศรษฐกิจคือตัวแปรที่สําคัญมากเช่นกัน อย่างปีนี้เห็นได้ชัดว่าทุกธุรกิจได้รับ ผลกระทบ ต้องอาศัยการปรับตัว ซึ่งเป้าหมายการทําธุรกิจของอินก็คือถ้าบริษัท ไม่โตขึ้น อย่างน้อยก็ต้องยั่งยืนสม่ําเสมอ แต่จะไม่ลดลงจากเดิม

“เริ่มจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว เราทําทั้ง ลานจอดรถและอาคารให้เช่าทุกรูปแบบ แต่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะที่บ้านท่า ธุรกิจแบบแมสมาร์เก็ต คือเน้นคนหมู่มาก อย่างห้องเช่าตกห้องละ 3,000 – 4,000 บาทต่อเดือน ที่มีกระทบบ้างอิออนเริ่มค้างค่าเช่าเยอะขึ้น มีจํานวนถึง 1 ใน 4 ทางคุณพ่อคุณแม่จึงแก้ปัญหาด้วยวิธีว่าแทนที่จะลงโทษที่เขาจ่ายช้า เราควรจะให้ รางวัลแทนถ้าจ่ายเงินตรงเวลา เช่น ลดค่าน้ํา ค่าไฟให้ เพราะถือว่าเมื่ออยู่ในภาวะ เศรษฐกิจแบบนี้ก็ควรจะช่วยเหลือกัน และเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ทําให้คนอยาก จ่ายค่าเช่าตรงเวลามากขึ้น

“ส่วนอีกหนึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือโครงการ OURS ซึ่งเป็นกึ่งคอมมูนิตี้ มอลล์ตรงเจริญนคร ธุรกิจนี้อินดูแลเอง ได้รับผลกระทบสูง เพราะเมื่อเศรษฐกิจแย่ นักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยลง คนไทยเองก็ออกจากบ้านน้อยลง เราจึงปรับโมเดล ธุรกิจจากคอมมูนิตี้ให้กลายเป็น Delivery Hub คือเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ร้านอาหาร ดังๆ เข้ามาเช่าทีาครัวกลาง เรียกว่า Cloud Kitchen เพื่อให้ที่นี่เป็นอับครัวกลาง ทําอาหารเสร็จแล้วออกไปส่งตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองได้เลย เนื่องจากท่าเลเรา ค่อนข้างดี จะไปสาทรหรือสีลมก็อยู่ในระยะใกล้ ราคาค่าส่งก็ไม่แพง จึงมี หลายแบรนด์ที่สนใจ อย่างร้าน Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีกก็มาร่วมธุรกิจกับเรา อินโชคดีที่ปรับตัวทันพอดี ทําให้ได้รับการตอบรับที่ดี

มาถึงฟากของแฟชั่นและอาหาร ใช้กลยุทธ์เหมือนกัน คือทุกคอลเล็คชั่นต้องปรับราคาให้จับต้องได้มากขึ้น และมีมาตรฐานสินค้าที่สูงกว่าเดิม เพราะคน สมัยนี้จะซื้อของที่คุ้มค่าในราคาที่ลดลง เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่ากําไรต่อชิ้น ที่ได้อาจจะน้อยลง แต่ถือว่าเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้า อย่างร้านอาหาร นอกจากต้องออกโปรดักต์ใหม่เรื่อย ๆ แล้ว การคิดโปรโมชั่นมาร์เก็ตติ้งก็ช่วยดึง ความสนใจของคนที่อาจไม่เคยสนใจแบรนด์เราเลย ให้หันมาสนับสนุนแบรนด์เรา ถ้าได้เห็นโปรโมชั่นลดราคาหรือไวรัลคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ก็จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้เร็วเหมียนกัน

จะรุ่งหรือร่วง ขี้นอยู่กับเซ้นส์

“แม้ปีนีธุรกิจเราจะได้รับผลกระทบเยอะ แต่ไม่ถึงขั้นลดจํานวนทีมงานลง อย่างธุรกิจอาหารตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็เติบโต 100 เปอร์เซ็นต์ติดต่อกัน การทําธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของโชค แต่ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยเลือด สิ่งสําคัญคือ Out Feeling หมายถึงเซ้นส์และความรู้สึกจากข้างในว่าสิ่งนี้จะใช่หรือเปล่า เพราะในโลกธุรกิจ เราเก็งและวางแผนมาหมดแล้ว เช่น แผนมาร์เก็ตติ้งที่เตรียมมาทุกรูปแบบ ขนม ก็คิดว่าอร่อยแล้ว ช่องทางการขายและหน้าร้านพร้อม แต่ท้ายสุดทุกอย่างขึ้นอยู่ กับว่าจะมีคนซื้อหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีทางรู้เลย มันคือการลุ้นด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งยินดีใจที่ไม่ว่าออกโปรดักต์อะไรมา 7 ใน 10 นั้นผู้บริโภคชอบ

“สําหรับผมเซ้นส์ในการทําธุรกิจอาหารมีหลายปัจจัย อันดับแรกคือ World Trenda ในแต่ละปีจะมีเทรนด์ขนม อย่างช่วงปี 2024 – 2025 คือไก่หยองมายองเนสและชิโอปัง ถ้าเราจับกระแสโลกได้ เราจะได้กลุ่มลูกค้าแล้วแน่ ๆ ส่วนที่เหลือคือ ไทยเทรนต์ ว่าคนไทยชอบกินอะไร ซึ่งโชคดีที่เรามีฐานแฟนเยอะ อย่างร้าน Yolle กับ Holiday Pastry มีคนติดตามทุกช่องทางเกิน 600,000 คน Yolk เป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนมากว่าท่าอะไรออกมา อีกหลาย ๆ แบรนด์ก็จะทําตาม นั่นแปลว่าเราคือ เทรนด์เขตเตอร์ ซึ่งทําให้เราต้องทําการบ้านหนักขึ้น นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูล หลังบ้านก็สําคัญ ทําให้รู้ว่าอะไรคือเมนูยอดนิยมจากฐานลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญ ในการทําผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากขณะเดียวกันในฐานะเจ้าของ เราต้องไปดูตลาดมากขึ้น ไปชิมตามร้านค้า ต่าง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่ดูว่าแต่ละร้านให้ประสบการณ์อะไร บางร้านมีป้าย เมนูออฟไลน์เป็นกระดาษเยอะมาก ทําให้อ่านจนตาลาย เราก็นําสิ่งนี้มาปรับ กลาย เป็นว่าร้านเราน่าจะเป็นร้านแรกๆ ที่นําเมนูขึ้นจอทีวี ไม่ต้องเสียค่าพริ้นต์ ซึ่งตอบโจทย์ ความรวดเร็ว เพราะหากคิดเมนูใหม่ได้ หรืออยากรีบโปรโมตโปรโมชั่น ก็ปรับ หน้าตาเลย์เอาต์แล้วฉายขึ้นจอได้ทันที อีกทั้งการปรับเมนูบ่อย ๆ จะทําให้ไม่เหลือ เมนูคงค้าง ทําให้ลูกค้าได้รับรู้เมนูอาหารครบถ้วน รวดเร็ว

“ด้วยความที่อินดูแลทุกธุรกิจเอง เวลาทํางานไม่ต่างจากทศกัณฐ์ เหมือน ตัวเองมี 10 หน้า 10 มือ ตอนนี้จึงพยายามปรับโครงสร้างบริษัทให้ใหญ่ขึ้น แต่ละทีม ต้องมีผู้จัดการที่ไว้ใจได้ เพื่อไม่ให้ทุกปัญหาวิ่งเข้าหาเราเพียงคนเดียว จะได้ใช้เวลา ที่ว่างขึ้นไปพัฒนาธุรกิจอื่น ๆ เนื่องจากมองว่าทุกธุรกิจสามารถเติบโตได้มากกว่านี้อีก อย่างธุรกิจอาหาร หากเต็ม 10 คะแนน ขอให้ที่ 3 คะแนน แม้เราจะเป็นร้านที่ติด ท็อป 5 ของเมืองไทยก็ตาม แต่มองว่าเราโตกว่านี้ได้อีก”

“มายด์เขตสําคัญของผู้ประกอบการยุคนี้ก็คือคุณต้องเร็ว เราสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้ หรอกครับ แต่ต้องใช้ความไวและคุณภาพของสินค้าเข้าสู้ อย่าลืมว่ายุคนี้เจ้าใหญ่ เขาก็ไว อย่างช่วงที่ผ่านมาแบรนด์เราก็เจอช่วงเวลาที่ท้าทายเมื่อต้องเจอแบรนด์ใหญ่ เข้ามาตีตลาด แม้จะน่ากลัว แต่สิ่งเดียวที่เราทําได้คือต้องสู้ ไม่ว่าจะเป็นความคิด สร้างสรรค์ ความรวดเร็ว จุดเด่นจากท่าได้ เราจะรอดครับ”


ข้อมูลจาก นิตยสารแพรว

เรื่อง Fai

ภาพ วรสันต์