เทิร์นสายสู่ Quiet Luxury เปิดกระเป๋า The Row ใบโปรดของ เจสสิก้า จอง

จากเจ้าแม่ Chanel ‘เจสสิก้า จอง‘ ขอเทิร์นสายมาจับเทรนด์ฮิต Quiet Luxury! เปิดดีเทลกระเป๋าใบโปรดสุดมินิมอลจาก The Row

อย่างที่รู้กันดีว่า ‘เจสสิก้า จอง’ โปรดปรานไอเท็มจาก Chanel เป็นไหนๆ เพราะหากซูมดูกระเป๋าในรูปภาพจากอินสตาแกรมของเธอก็พบว่าแบรนด์ที่ใช้บ่อยลงมาจาก Hermès คือชาเนลนั่นเอง ไม่ว่าจะรุ่นฮิตหรือแรร์ไอเท็ม รับรองว่าต้องอยู่ในคลังแสงของเจสสิก้าเป็นที่เรียบร้อย

แต่ดูเหมือนช่วงนี้เทรนด์ Quiet Luxury กำลังมาแรง หากเทียบแล้ว Hermès ก็จัดเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่า ‘รวยไม่ตะโกน’ เพียงแต่เราคุ้นเคยกับหน้าตาของกระเป๋ามานาน ทำให้เห็นปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากแบรนด์อะไร แต่เลื่อนอินสตาแกรมไปเรื่อยๆ ก็พบแบรนด์ใหม่ที่ช่วงนี้เจสสิก้าหยิบกระเป๋ามาใช้บ่อยไม่แพ้กัน นั่นคือ Half Moon Bag จาก The Row

แน่นอนว่าเมื่อ The Row ถือเป็น Quiet Luxury หัวใจในการออกแบบจึงเน้นที่ความเรียบง่ายเป็นหลัก ซึ่งแบรนด์สามารถตีโจทย์แตกจนขอปรบมือให้ แถมยังสร้างเอกลักษณ์ด้วยความโมเดิร์นที่เพิ่มลงไปบนทุกไอเท็มเช่นเดียวกับ Half Moon Bag กระเป๋าทรงพระจันทร์ ดีไซน์สี่เหลี่ยมโค้งมน ดูทันสมัย มีให้เลือกทั้งหมด 2 เฉดสีนั่นคือ Black และ New Ivory เหมือนกับเจสสิห้า ราคาในเว็บไซต์อยู่ที่ $1,390 หรือประมาณ 53,000 บาท แอบกระซิบว่าไม่ใช่แค่เจสสิก้าที่ใช้กระเป๋าใบนี้นะคะ แต่ Kendall Jenner, Hailey Bieber และ Emily Ratajkowski ก็สะพายเช่นกัน


รูปภาพ: @jessica.syj และ The Row

เช็คลิสต์ 3 ศิลปิน K-POP ผู้ทรงอิทธิพลผลักดัน Local Fashion Brand

เมื่อ 3 ศิลปิน K-POP ลิซ่า, เจนนี่ และคาริน่า ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลผลักดัน Local Fashion Brand อยู่เสมอ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าศิลปิน K-POP ในยุคนี้เป็นแรงผลักดันให้กับหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ‘แฟชั่น’ ที่เห็นได้จากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างเลือกไอดอลที่มีภาพลักษณ์ตรงคอนเซ็ปต์มาเป็นตัวแทน แน่นอนว่ามูลค่าการเซ็นสัญญาแต่ละครั้งคงมหาศาล ทำให้การดึงศิลปินระดับท็อปมาเป็นหน้าตาให้กับ Local Fashion Brand เล็กๆ จึงเป็นเหมือนความฝัน แต่ก็มีศิลปินหลายคนที่คอยผลักดันสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ

ลิซ่า BLACKPINK

เริ่มต้นด้วยสาวน้อยที่เราคุ้นเคย ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ถ้าติดตามเธอตั้งแต่เริ่มต้นจะเห็นว่าเจ้าลิซของเรามักหาโอกาสนำเสนอแฟชั่นแบรนด์ไทยอยู่ตลอดทั้งในอีเวนต์หรือชีวิตประจำวันอย่างแบรนด์ SRETSIS ที่ถือเป็นแบรนด์โปรดของเธอ อีกทั้งโอกาสสำคัญอย่างซิงเกิลแรกเพลง ‘LALISA’ เจ้าลิซก็ใส่ความเป็นไทยอย่างเต็มที่ทั้งคอสตูมชุดไทยโมเดิร์นสีทอง หรือครั้งรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จักรวรรดิบริติชชั้น MBE จากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เธอก็เลือกสวมใส่ชุดที่ออกแบบโดย ASAVA

เจนนี่ BLACKPINK

ถ้าพูดถึงเรื่องแฟชั่น ชื่อ ‘เจนนี่ BLACKPINK’ ต้องห้ามตกหล่น เพราะสไตล์ที่โดดเด่นของเธอทำให้เข้าตาใครหลายคนจนถูกยกย่องเป็นแฟชั่นไอคอนไปโดยปริยาย แต่ถึงแม้ว่าเธอจะมีชื่อเสียงมากเพียงใด บ่อยครั้งนักที่เจนนี่มักหยิบแฟชั่นไอเท็มจากแบรนด์ Local มาสวมใส่อยู่เสมอ หรือ อย่างลุคล่าสุดในงานเปิดตัวคอลเล็คชั่น ‘Jentle Salon’ ของ Gentle Monster ที่โตเกียว มินิเดรสที่เธอสวมใส่ก็มาจาก Her Praha แฟชั่นแบรนด์เล็กๆ สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากที่เธอสวมใส่แบรนด์ก็กลายเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน

คาริน่า aespa

คนสุดท้าย ‘คาริน่า aespa’ ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจแฟชั่นของประเทศไทยกับเดรสผ้าฝ้ายที่เจ้าของร้านถึงกับออกปากว่าตอนนี้ผลิตไม่ทัน เนื่องจากออเดอร์ที่ล้นทะลักเข้ามา ต่อด้วยครั้งที่เธอไปเยือนประเทศเวียดนาม คาริน่าก็ได้อุดหนุนชุดว่ายน้ำจาก XITA แบรนด์จากประเทศเวียดนามอีกด้วย


เปิดตัว PRIMA l HELLO KITTY จากตัวการ์ตูนยอดฮิต สู่คอลเลคชั่นเครื่องประดับสุดคิ้วท์แห่งปี

PRIMA เอาใจสาวกคนรักคิตตี้ เปิดตัว Hello Kitty ตัวการ์ตูนยอดฮิตระดับตำนานสุดน่ารักจาก SANRIO ที่ทุกคนประทับใจ ซึ่งได้รับเชิญเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับแบรนด์ PRIMA กับคอลเลคชั่นพิเศษ PRIMA | HELLO KITTY ที่โดดเด่นด้วยเทคนิคพิเศษ ใช้การแทงลายเส้นไหมและการขัดแต่งเงาซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ PRIMA โดยแต่ละชิ้นงานล้วนเป็นงานแฮนด์เมดที่ใช้ความชำนาญของช่างฝีมือไทย รังสรรค์เป็นชิ้นงานที่มีความประณีต ผสานกับความน่ารักสดใสของคิตตี้ สู่เครื่องประดับสุดคิ้วท์ โดยมีลวดลายการออกแบบที่ใช้เอกลักษณ์ต่างๆ ของ Hello Kitty นำมาออกแบบเป็นเครื่องประดับหลากหลายดีไซน์ที่เป็นซิกเนเจอร์ของ PRIMA ได้แก่ เครื่องประดับทองคำ 99.9% เครื่องประดับเพชร 9K  และงานประติมากรรมสุวรรณศิลป์ ซึ่งมาพร้อมแพคเกจจิ้งครบเซ็ต ที่ออกแบบอย่างพรีเมี่ยม น่ารักสะดุดตา เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาสาวกเฮลโล คิตตี้ที่ชื่นชอบการแต่งตัวอย่างแน่นอน

พบกับคอลเลคชั่น PRIMA | HELLO KITTY ได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน PRIMA ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ : Prima Thailand

Tipco Super Fruit Makeover

น้องฉัตร ชวนสาวๆ มาสะบัดแปรงผิวสวยฉ่ำรับซัมเมอร์ เปลี่ยนลุคคุณเป็นคนใหม่ ในเวิร์คชอป “Tipco Super Fruit Makeover”

ทิปโก้ จับมือกับ น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ เมคอัพอาร์ติสชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมจัดกิจกรรมเวิร์คชอปสุดเอ๊กซ์คลูซีพ “Tipco Super Fruit Makeover” ผิวสวยฉ่ำรับซัมเมอร์ เปลี่ยนลุคคุณเป็นคนใหม่ จากเคล็ดลับการดูแลความงามจากภายในด้วย ทิปโก้ ซุปเปอร์ฟรุต เอสเซนส์ น้ำทับทิมสกัดเข้มข้น 100% และทีมงาน CHAT Makeup Artist มาช่วยจับมือสะบัดแปรงเปลี่ยนลุคให้สาวๆ ที่ได้รับคัดเลือกจากกิจกรรม Super Fruit Makeover ทั้งหมด 20 คน พร้อมแนะนำเทคนิคการแต่งหน้าเทรนด์ปี 2024 โชว์ผิวสวยฉ่ำโกลว์แลดูสุขภาพดีแบบไม่มีกั๊ก ณ Audrey Cafe des Fleurs ชั้น 8 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

น้องฉัตร ชวนสาวๆ มาสะบัดแปรงผิวสวยฉ่ำรับซัมเมอร์ เปลี่ยนลุคคุณเป็นคนใหม่ ในเวิร์คชอป “Tipco Super Fruit Makeover”

น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ได้เผยเคล็ดลับการดูแลผิวในงานเวิร์คชอปครั้งนี้ว่า “การทำอาชีพเป็นช่างแต่งหน้าจะทำงานไม่เป็นเวลา บางวันทำงานตั้งแต่เช้ามืดจนถึงค่ำ หากมีงานงานเช้าทีมงานต้อง สแตนบายแต่งหน้ากันตั้งแต่ ตี 3 ตี 4 ถ้ารับงานเจ้าสาวก็จะต้องแสตนบายจนจบงานก็มี ทำให้บางวันเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ไม่สดชื่น แต่โชคดีมีตัวช่วยที่ช่วยบูสต์พลังความสดชื่นอย่าง ทิปโก้ ซุปเปอร์ฟรุต เอสเซ้นส์ น้ำทับทิมเข้มข้น ที่ช่วยได้เยอะมากจริงๆ ยิ่งดื่มตอนเช้าก่อนทำงานยิ่งสดชื่นสุด ๆ และชอบตรงที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าของเซลล์ผิวด้วยวิตามินเอ และวิตามินซีจากธรรมชาติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัยให้กับเซลล์ในร่างกายได้ และยังเป็นเกราะป้องกันมลพิษต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย และน้องฉัตรเชื่อว่าการที่จะมีผิวสุขภาพดีนั้น จะต้องดีมาจากภายใน ดังนั้น ทิปโก้ ซุปเปอร์ฟรุต เอสเซนส์ จึงเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของฉัตรที่ช่วยในการดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอกครับ”


ครีมอาบน้ำ แจ๊บส์

ซัมเมอร์นี้ไม่หลบร้อน! สาดความสดชื่นด้วย ครีมอาบน้ำ และผ้าเช็ดทำความสะอาดสูตรเย็นจาก แจ๊บส์

ซัมเมอร์นี้ไม่ต้องหนีร้อนอีกต่อไป เตรียมมาสาดความสดชื่นด้วย “แจ๊บส์ ครีมอาบน้ำ คูลลิ่ง เฟรช เมนทอล” และ “ผ้าเช็ดทำความสะอาดสูตรเย็น แจ๊บส์ รีเฟรชชิ่ง ไวพส์ คูลลิ่ง เฟรซ” 2 ไอเท็มสุดคูลสูตรเมนทอลที่มาช่วยเติมความเย็นสดชื่นให้กับผิวได้ตลอดทั้งวัน และยังช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย มอบความรู้สึกเย็นสดชื่นผ่อนคลายทุกครั้ง หลังใช้ทันที ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสภาวะอากาศร้อน หรือทำกิจกรรมหนักแค่ไหนรับรองเอาอยู่

divana…Sustainability Luxury เมื่อการ “เปลี่ยน” กลายเป็นจังหวะของโอกาส

divana…Sustainability Luxury เมื่อการ “เปลี่ยน” กลายเป็นจังหวะของโอกาส

divana ก้าวสู่ปีที่ 25 ในฐานะแบรนด์สินค้าและบริการด้านเวลเนสอันดับต้นๆ ของไทย ท่ามกลางการยอมรับทั้งคุณภาพ และบริการระดับโลก บวกกับวิสัยทัศน์เชิงบวกของผู้บริหาร ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกตลอดเวลา ทำให้ divana ฝ่าทุกอุปสรรคมากว่า 2 ทศวรรษ ต้องยกเครดิตนี้ให้หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง คุณตง–ธเนศ จิระเสวกดิลก ที่จะนำพา divana ก้าวสู่ปีที่ 25 อย่างยั่งยืน

บทเรียนจากวิกฤต
“วิกฤตโควิดที่ผ่านมาเป็นช่วงหนึ่งที่เราต้องเผชิญกับความท้าทาย เพราะก่อนหน้านั้น divana เปิดให้บริการด้านสปาเป็นหลักทำให้ลูกค้า ประมาณ 80-90% เป็นชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ที่เหลือเป็นคนไทย ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวปีแรกๆ เราตั้งใจจะเจาะตลาดยุโรป แต่จริตของแบรนด์เราไปตรงกับลูกค้าแถบเอเชีย เพราะด้วยโอกาสที่เขาได้มาเมืองไทยบ่อยกว่า จึงกลายเป็นว่าเขาครอบครองพื้นที่ได้เยอะกว่า

“จริงๆ แล้วตอนนั้นเรามีการเตรียมพร้อมในระดับหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าสถานการณ์จะมาเร็ว แรง และนานขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเราโชคดีคือ ผมกับตี๋ (พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ divana) ได้มีโอกาสไปเป็น mentor ให้กับกลุ่มนักธุรกิจ SCB SME ที่มาขอคำปรึกษากับธนาคาร เราเป็นเหมือนตัวเชื่อมแล้วนำประสบการณ์เป็นแชร์ให้พวกเขาได้ทราบ นอกจากนี้เรายังช่วยในส่วนของภาคการศึกษาในเรื่องการสร้าง eco-system ของstartup thai (ระบบนิเวศทางธุรกิจ) รวมถึง lifelong learning (รุปแบบการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต) ทำให้เราได้อัพเดทความรู้ ข้อมูล มองเห็นเทรนด์ของโลก และทำให้ทราบว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้นเมื่อโควิดระบาด มายด์เซ็ตของเราก็พร้อมสำหรับการปรับตัว

“เราทราบทันทีว่า หลังจากโควิด โลกจะเปลี่ยน วิธีการใช้ชีวิตเปลี่ยน ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนแน่นอน ฉะนั้น divana ก็ต้องเปลี่ยน เราจึงวางแผนเลยว่า จะไม่เน้นแต่กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนในอดีต แต่จะเน้นกลุ่มคนที่เรียกว่า global citizen หรือพลเมืองโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ของที่เขาใช้ เครื่องดื่มที่กิน ไม่ได้มีผลกระทบแค่ตัวเขาใช่ไหม แต่มีผลกระทบถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น ธรรมชาติ ทำให้เวลาที่จะตัดสินใจใช้หรือทำอะไร เขาจะใส่ใจมากขึ้น และที่สำคัญ การที่เขาจะห่วงใยหรือดูแลตัวเอง จะไม่ใช่แค่มิติทางด้านร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะทุกวันนี้มีทั้งความเครียดจากปัญหา รวมไปถึงเรื่องของอารมณ์ต่างๆ ด้วย จึงต้องดูแลเรื่องการบาลานซ์ และสร้างคุณค่าของชีวิตในเรื่องจิตวิญญาณด้วย

“ฉะนั้นกลุ่ม global citizen เป็นใครก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ ผู้สูงอายุ, Gen X, GenY, รวมทั้งกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ อย่าง กลุ่ม Millennials หรือ Gen Alpha ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของสังคม ธรรมชาติ และคนรอบข้างมากขึ้น เพราฉะนั้นเวลาเขาจะทำอะไรหรือกินอะไร ก็มองว่าทำร้ายธรรมชาติ หรือทำร้ายคนรอบข้างไหม ทำให้เกิดปัญหามลภาวะอะไรไหม นั่นคือกลุ่มคนที่เราต้องการจะโฟกัส

“ดังนั้นจะเห็นว่าเทรนด์ของ divana ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนปัจจุบัน เราให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง มาโดยตลอด หนึ่ง เรื่องของสุขภาพ เพราะเราเชื่อว่าสุขภาพคือ พื้นฐานของการใช้ชีวิต ถือเป็นความจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก สอง ในเรื่องของธรรมชาติ เพราะเราเชื่อว่าธรรมชาติคือยารักษาที่ดีที่สุด เราจึงให้ความสำคัญกับการนำสมุนไพรหรือพลังและคุณค่าจากธรรมชาติมาใช้ และสุดท้าย hospitality คือการต้อนรับและบริการ ซึ่งเป็นพื้นฐานของคนไทยทุกคนอยู่แล้ว thainess hospitality จึงเป็นจุดแข็งของเรา”

It’s Time to Re-brand
“ช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคือ ต้องรัดเข็มขัดกับทุกอย่าง ขณะเดียวกันเราก็ต้องเพิ่มรายได้ให้มากที่สุด และทุกคนต้องทำทุกหน้าที่ให้ได้เยอะที่สุด แต่มี 2 เรื่องที่เราไม่สามารถลดหรือตัดทอนได้เลย คือ เรื่องของคน เพราะเป็นหัวใจสำคัญ เราต้องดูแลและประคองพนักงานทุกคนให้ไปด้วยกันให้ได้ และเรื่องของนวัตกรรม เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยต่อยอดให้กับแบรนด์เราเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

“เราจึงตัดสินใจ re-brand ครั้งใหญ่ ลงทุนกับการปรับแบรนด์เพื่อให้มีความแข็งแรง โดยเฉพาะการเข้าไปสู่เทรนด์ของความยั่งยืนหรือ sustainability มากขึ้น เราจึงมอบหมายให้มืออาชีพ คือบริษัทออกแบบดีไซน์ระดับโลกสัญชาติสแกนดิเนเวียน อย่าง jjd ซึ่งมีความถนัดในเรื่องของ sustainability ให้มาช่วยทำ positioning ของ divana ให้ก้าวสู้ความเป็น sustainability luxury branding อย่างเต็มตัว

“สำหรับมิติของความ Luxury หลายคนอาจจะนึกถึงฝรั่งเศส ที่มีความหรูหรา ทุกอย่างมลังเมลือง หรือไม่ก็แบบอิตาลี ที่เน้นแฟชั่น และดีไซน์ที่มีความเอ็กซ์คลูซีฟ แต่ divana มองภาพลักชัวรี่ในแบบของสวิตเซอร์แลนด์ คือ หนึ่ง มีวิธีคิดหรือวิธีการใช้ชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ เละเข้าถึงธรรมชาติได้เป็นอย่างดี สอง ความเคารพในตัวเอง เมื่อตัดสินใจทำหน้าที่อะไรแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุดในชีวิต และสาม คือความยั่งยืน ไม่ฟุ่มเฟือย หรือทิ้งอะไรโดยเปล่าประโยชน์ เราจะนำไปรีไซเคิล หรือ re-use ไหม่ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสิ่งนั้นให้มากที่สุด

“เรื่องของงานดีไซน์ผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เราเน้นความเป็น universal สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น คือมีความ Simple และ Humble โดยถ่ายทอดออกมาเป็น symbolic design ที่เป็นวงกลม 3 วง เปรียบเหมือนวงปีของต้นไม้ ต้องการสื่อถึง Longevity Life หรืออายุยืนแบบมีคุณภาพของผู้คน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายของแบรนด์ divana เพราะเราต้องการให้คนรอบข้างของเราทุกคนมีชีวิตที่มีความสุข มีสุขภาพที่ดีในทุกๆ วัน ทั้งในมิติของร่างกาย จิตใจ รวมถึงเรื่องของจิตวิญญาณ และที่สำคัญทุกเช้าที่เikตื่นขึ้นมาจะรู้เลยว่า วันนี้เราจะทำประโยชน์อะไรให้กับสังคม หรือธรรมชาติได้อย่างไร

“ส่วนเรื่องของกลิ่นหอม ปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับ plant based ingredient หรือสารสกัดต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติ 100% เราได้เนรมิตกลิ่นหอมใหม่ภายใต้คอนเส็ป Phenomenon Collection ซึ่งเป็นคอลเล็คชั่นกลิ่นหอม 8 กลิ่นพิเศษจากธรรมชาติ ที่มอบ 8 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์และให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ได้แก่ North Star ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง อบอุ่น, Sunrise ให้ความรู้สึกรีเฟรช ฟื้นฟูพลัง ลดความเหนื่อยล้า, Full Moon ให้ความรู้สึกโรแมนติก หลงใหล น่าจดจำ, Snowdrop ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เสริมสร้างจินตนาการ, Rainbow ให้ความรู้สึกถึงการเปล่งประกายของความหวังและความฝัน, Moss Garden ให้ความรู้สึกถึงการฟื้นฟูร่างกาย เติมเต็มจิตวิญญาณ, Aurora ให้ความรู้สึกลึกลับ ทรงคุณค่าและทรงพลัง สุดท้ายคือกลิ่น Glacier ให้ความรู้สึกสนุกสนาน มีชีวิตชีวา

“แม้วันนี้ divana จะมีการปรับเปลี่ยน แต่เรายังเก็บซีรี่ส์กลิ่น Signature Collection ทั้ง 8 กลิ่นคลาสสิกจากพืชพรรณธรรมชาติของเราที่อยู่กันมากว่า 20 ปี ประกอบด้วย Pitta Ginger Olive, Pasuta Papaya, Amrita Jasmine, Prana Lemongrass, Queen of the night, Raya Vedic Rose, Amethyst Lavendar และ Emerald Verte”

Divana Wellness Atelier
“ความเปลี่ยนแปลง และการรีแบรนดิ้งทั้งหมดนี้ เราทำมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มเปิดประเทศ รวมทั้งการเปิดตัวเฟลกชิปสโตร์แห่งแรกของ Ddivana ที่ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ที่ที่ทำให้วันนี้ผู้คนได้เห็นความเป็น Sustainable Luxury อย่างเต็มตัว ซึ่งที่มาของแฟล็กชิปสโตร์แห่งนี้ โดยเอ็มสเฟียร์ ถือเป็นศูนย์การค้าสำหรับคนรุ่นใหม่ เราจึงได้จับจองพื้นที่ตรงนี้แล้วสร้างเป็น Divana Wellness Atelier โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ แฟล็กชิปสโตร์ที่เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ Divana ทั้งหมด ส่วนที่สอง เราทำเป็น Whole Food Cafe เพราพยายามต่อยอดคำว่า sustainability ในทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะสารสกัด สารประกอบเพื่อทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และลดการเกิด Waste ให้น้อยที่สุด

“ส่วนที่ 3 DIY Station เราจะมีคลาสสำหรับทำเวิร์กช็อป หรือกิจกรรมพิเศษขึ้นมาทุกอาทิตย์ เมื่อเดือนที่แล้ว เราทำกิจกรรมเวิร์กช็อป ที่เรียกว่า self love เพราะเรามองว่าคนในยุคนี้โหยหาในเรื่องของการเติมเต็มคุณค่าทางจิตใจให้กับตัวเอง โดยที่เราเชิญนักเปิดไพ่มาตอบทุกคำถามที่ค้างคาใจ อย่าง เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนนอนหลับแห่งโลก เราจัดกิจกรรมการทำ miracle roller essential oil ลูกกลิ้งน้ำมันหอมระเหย ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ

“ทำให้ Divana Wellness Atelier เป็นที่รู้จักตั้งแต่วันเปิดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลตอบรับจากลูกค้าดีมากๆ เช็คลิสต์ของเราติ๊กถูกทุกข้อเลย เพราะ หนึ่ง สิ่งที่เราสื่อสารออกไป ลูกค้าเข้าใจและมีความสุข ถือเป็นที่ที่สามารถสร้าง wellness activity ให้เขาได้ สอง เราได้กลุ่มที่เป็น global citizen จริงๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen A มากันเยอะมาก คือเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ลูกค้าได้ทดลองผลิตภัณฑ์และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

“ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นที่มาที่เราจะเริ่มต้นประกาศว่า Divana กำลังเข้าสู่ Sustainable Luxury Branding อย่างเต็มตัว”


ถึงเวลาพักร้อน! สำรวจไอเท็มรับซัมเมอร์ผ่านคอลเล็คชั่น Dioriviera

เมื่อซัมเมอร์เดินทางมาถึงก็เหมือนเป็นสัญญาณแห่งการพักร้อน ‘Dioriviera’ จึงนำเสนอไอเท็มแห่งการเดินทางหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่สู่จุดหมายปลายทางการพักผ่อนในฝัน

คอลเล็คชั่นเครื่องแต่งกายลำลองสำหรับการเดินทางพักผ่อน Dioriviera โดย ‘มาเรีย กราเซีย คิวริ’ มีหัวใจสำคัญเป็นผ้าพิมพ์ลายจิตรกรรม toile de Jouy (ตวล เดอ ฌูย) ซึ่งได้นำกลับมาดัดแปลง และพัฒนาใหม่สู่แพรพรรณหลากเนื้อสัมผัส รองรับงานออกแบบลวดลายใหม่ยกผืนสำหรับตัดเย็บ และสรรค์สร้างผลงานต่างรูปลักษณ์จนกลายเป็นที่รู้จัก และจดจำในฐานะสัญลักษณ์ประจำ House of Dior

โดยคอลเล็คชั่นล่าสุด “ตวล เดอ ฌูย” ได้รับการออกแบบลวดลายใหม่ถึงสองรุ่น ประกอบไปด้วย Toile de Jouy Sauvage (ตวล เดอ ฌูย โซวาจ) ตั้งชื่อตามความหรูหราของพงไพรธรรมชาติ และ Toile de Jouy Soleil (ตวล เดอ ฌูย โซเลย์) สะกดสายตาด้วยลวดลายดวงอาทิตย์กับหมู่ดาวบริวาร ร่วมกับลูกเล่นสีสันสดใสรื่นรมย์สายตาจากน้ำเงินกรมท่าสู่สีส้มปะการัง จากสีเขียวน้ำทะเลสู่สีชมพูนวลแป้ง และสีเหลืองมะนาว เพื่อนำมาใช้ตัดเย็บเครื่องแต่งกายหลากดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเดรส, กระโปรง, เสื้อกระดุมหน้า และเสื้อแขนกุด

ผ้าพิมพ์ลายใหม่ทั้งสองรุ่นจะยังมอบความครบครันให้กับลุคการแต่งกายชายหาดผ่านเครื่องประดับหลากสไตล์ ทั้งผ้าคลุมไหล่แบบปอนโช, ผ้าปูรองนั่งแบบฟูตาห์ และผ้านุ่มแบบปารีโอ รวมถึงผ้าพันคอทอไหม ซึ่งยังเพิ่มตัวเลือกด้วยงานพิมพ์ลายตารางฟันสุนัขหรือ houndstooth (ฮาวน์ดสูทูธ) อันทรงแบบฉบับแล้ว ก็ยังมาปรากฏบนกระเป๋าถือ ทั้งรุ่น Lady D-Lite กับ Dior Book Tote bags และกระเป๋าสาน Lady D-Joy นอกจากนี้ยังมีรองเท้าหนังสาน Dior Sun กับ Dway รองเท้าแตะยกพื้นตกแต่งโลโก้สัญลักษณ์ Christian Dior

สำหรับสายกิจกรรมหรือรักการแต่งบ้าน Dioriviera ยังนำเสนอ เสื่อโยคะ, ร่ม และเก้าอี้ชายหาด ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ ตกแต่งบ้าน, ภาชนะประจำโต๊ะอาหาร และหมอนปักอีกด้วย


นับถอยหลัง! ไปจอยในงาน “FANSLAND MUSIC FESTIVAL”

นับถอยหลัง! ไปจอยในงาน “FANSLAND MUSIC FESTIVAL” 4-5 พฤษภาคมนี้ ณ อิมแพค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-8 เมืองทองธานี

“ไอมี่ไทยแลนด์” ผู้จัดสายทุ่ม พร้อมเปย์หนักทุกฟังก์ชัน แสง สี เสียง สมสโลแกน “We’re all gonna make it!” กับงานมิวสิคเฟสติวัลแห่งปีรวมศิลปินชื่อดังฝั่งเกาหลี และฝั่งไทยเอาไว้มากที่สุด ในงาน “FANSLAND MUSIC FESTIVAL” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4-5 พฤษภาคมนี้ ณ อิมแพค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-8 เมืองทองธานี

เตรียมพบกับปรากฎการณ์ทางดนตรีที่จะทำให้เห็นถึงคำว่าคุ้มค่าทุกนาทีมีอยู่จริง! ไลน์อัพศิลปินอัดแน่นเกือบ 70 ชีวิตที่จะมาสาดความสนุกแบบจุใจทั้ง 2 วัน วันละกว่า 6 ชั่วโมง ตัวพ่อ ตัวแม่ สายแดนซ์มาครบ ประเดิมวันแรก 4 พฤษภาคม โอปป้าตัวพ่อที่แค่เห็นชื่อก็การันตีความมันส์สะท้านเวที “PSY” HEAD LINER ตามมาด้วยต่อแม่ ตัวมัม “SISTAR19 , HYOLYN และเหล่ารุ่นน้องสุดฮอตอย่าง HENRY LAU และ 8TURN พร้อมแท็กทีมศิลปินไทย อย่าง “WIN METAWIN (วิน เมธวิน) , BUS because of you i shine, DICE และ LKYN มามอบความสนุก

ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม ก็ปังไม่แพ้กัน ศิลปินเบอร์ต้นของเมืองไทย “BILLKIN & PP KRIT” (บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ และพีพี-กฤษฎ์)  HEAD LINER นำทัพศิลปินดัง “TAEMIN, CHANYEOL,24KGOLDN, EDISON CHAN&3CORNERZ, DREAMNOTE, PRETZELLE และศิลปินน้องใหม่แกะกล่องวง GEN1ES จากรายการเซอไววัลชื่อดัง CHUANG ASIA มาระเบิดความร้อนแรงให้เวทีลุกเป็นไฟ

สำหรับงาน “FANSLAND MUSIC FESTIVAL” เปิดให้จับจองบัตรแล้ว บัตร 1 วัน ราคา 4,500 บาท และ 2 วัน  6,000 บาท ซื้อบัตรได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

Fansland – https://fansland.io/bsc/launchpad/fansland2024

Fantopia – https://fantopia.io/events-tickets?eventsKey=s81m7r7s

Damai – https://detail.damai.cn/item.htm?id=773358428382

Ticketmelon – https://www.ticketmelon.com/event/fanslandmusicfestival

ทาดาโอะ อันโดะ x บุลการี ยลโฉม 4 เรือนเวลาผ่านห้วงฤดูกาล

นับเป็นความร่วมมือเชิงศิลป์ครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในคอลเล็คชั่น เซอร์เพนติ ทูโบกาส (Serpenti Tubogas) โดยการ เฉลิมฉลองชั่วขณะแห่งความหรูหรางดงามของธรรมชาติ ที่เป็นแนวคิดอันเป็นที่รักยิ่งสำหรับสถาปนิกชาวญี่ปุ่น ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) นำเสนอผ่านความโดดเด่นของอเวนจูรีนสีเขียว ไทเกอร์สอาย รวมทั้งเปลือกหอยมุกสีขาว หรือสีชมพู ซึ่งวันนี้ได้ตีความมาสู่โฉมหน้าของนาฬิการูปทรงงูอันเป็นไอคอนิกของบุลการี และแสดงออกถึงเหลือบสีที่เปลี่ยนแปลงไปของผืนป่าตลอดการผันเปลี่ยนของฤดูกาลต่างๆ

ทาดาโอะ อันโดะ x บุลการี ยลโฉม 4 เรือนเวลาผ่านห้วงฤดูกาล

ฤดูร้อน (natsu) ความเข้มข้นแห่งเฉดสีเขียวชอุ่มของผืนป่าที่อาบไปด้วยแสงอาทิตย์ นำเสนอผ่านความมีชีวิตชีวาของหินอเวนจูรีนสีเขียวกึ่งโปร่งแสงเล็กน้อยที่เสริมเสน่ห์ด้วยมิติของแสงสลัวที่ปรากฏบนหน้าปัดอันโดดเด่นสะกดสายตา ทั้งยังตัดอย่างสวยงามกับตัวเรือนและสายสร้อยข้อมือที่ทำจากเยลโลว์โกลด์และสตีล

ฤดูใบไม้ร่วง (aki) ใบไม้ก็ดูคล้ายกับลุกไหม้ และที่นี่ไทเกอร์สอายได้เข้ามามอบซึ่งแสงเรืองรองสีทองอันอบอุ่นให้กับงูอันเป็นไอคอนิก ที่บรรจบกับความรุ่มรวยของโรสโกลด์ ทั้งยังย้ำความโดดเด่นด้วยรูเบลไลต์สีชมพูบนเม็ดมะยม

ฤดูหนาว (fuyu) ความสวยงามอันเย็นยะเยือกของธรรมชาติก็ได้ถูกเผยออกมา ผ่านสัญลักษณ์ของการประดับมุกด้วยเปลือกหอยมุกสีขาว กับเหลือบสีรุ้งอันเรืองรองที่เติมเต็มอย่างสวยงามโดยตัวเรือนและสายสตีลอันแพรวพราว

ฤดูใบไม้ผลิ (haru) ได้ประกาศถึงการถือกำเนิดใหม่ของพลังงานแห่งชีวิต กับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในญี่ปุ่นพร้อมดาดาษไปด้วยซากุระบาน ท่ามกลางป่าแห่งต้นดอกซากุระอันเป็นภาพวิจิตรงดงามที่บรรจุอยู่ภายในนาฬิการุ่นผลิตจำนวนจำกัดของ เซอร์เพนติ ซึ่งถ่ายทอดผ่านเฉดสีต่าง ๆ อันละเอียดอ่อนของการประดับมุกด้วยเปลือกหอยมุกสีชมพูอ่อนหวาน

ผลงานรุ่นใหม่สู่คอลเล็คชั่น เซอร์เพนติ ทูโบกาส เหล่านี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งฤดูกาลต่าง ๆ และพร้อมเปิดตัวไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 2025 โดยแต่ละรุ่นผลิตจำนวนจำกัดนี้ยังบรรจุภายในกล่องที่ออกแบบและรังสรรค์ขึ้นพิเศษ พร้อมทั้งลายเซ็นของทาดาโอะ อันโดะ อันเป็นรายละเอียดที่แสดงออกผ่านฝาหลังของตัวเรือนนาฬิกาแต่ละเรือน มากไปกว่านั้น ยังมีเซ็ตของนาฬิการวมทั้งหมดสี่รุ่นบรรจุอยู่ภายในกล่องสุดเอ็กซ์คลูซีฟอีกจำนวนยี่สิบเซ็ต ที่จะนำเสนอสำหรับเหล่านักสะสมและผู้ที่หลงใหลในผลงานสร้างสรรค์นี้ด้วย


คิมจีวอน (Kim Ji Won)

คิมจีวอน (Kim Ji Won) นางรองสู่นางเอกเรตติ้งสูงสุดขวัญใจชาวเกาหลี

กลายเป็นตำนานบทใหม่ที่สร้างประวัติศาสตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Queen of Tears ผลงานล่าสุดของพระเอกค่าตัวแพง คิมซูฮยอน  กับนางเอกสาว คิมจีวอน ที่ล่าสุดสร้างสถิติใหม่ให้กับช่อง TVN ด้วยการทำเรตติ้งเฉลี่ยทั่วประเทศไปถึง  24.850 % ล้มแชมป์เก่า ซีรีส์ Crash Landing on You ผลงานของ ฮยอนบิน และ ซนเยจิน ซึ่งสถิติ 21.683 %

คิมจีวอน Queen of Tears

โดยที่ผ่านมา 5 ซีรีส์เรตติ้งสูงสุดตลอดกาล ช่อง tvN มีดังต่อไปนี้

อันดับ 1 Queen of Tears 24.850 %

อันดับ 2 Crash Landing on You 21.683 %

อันดับ 3 Reply 1988 18.803 %

อันดับ 4 Goblin 18.680 %

อันดับ 5  Mr. Sunshine 18.129 %

ขณะเดียวกันถ้าพูดถึง 5 ซีรีส์เรตติ้งสูงสุดตลอดกาลของช่องเคเบิ้ลทีวี Queen of Tears รั้งอันดับ 3 เป็นรอง The World of the Married 28.371  และ Reborn Rich 26.948 %  อันดับหนึ่งและสองตามลำดับ

คิมจีวอน (Kim Ji Won) จากนางรองสู่นางเอกเรตติ้งสูงสุดขวัญใจชาวเกาหลี

อีกหนึ่งเรื่องที่กลายเป็นปรากฏการณ์คือ การที่นางเอกของเรื่องนี้  คิมจีวอน  หรือ พี่สาวฮงแฮอิน กลายเป็นนักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างสุดขีด งานพรเซนเตอร์เข้าแบบไม่พัก รวมถึงมีกองทัพสื่อและแฟนคลับจำนวนมากมาให้กำลังใจเธอหน้าที่จัดงานเลี้ยงปิดกล้อง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำเอาเจ้าตัวเกือบน้ำตาไหล

คิมจีวอน  (Kim Ji Won)
คิมจีวอน  (Kim Ji Won)

กว่าที่จะประสบความสำเร็จไม่ง่าย คิมจีวอน เข้าวงการบันเทิงโดยเริ่มจากการถ่ายแบบโฆษณา มีผลงานเข้าตาและเป็นที่จดจำของแฟนๆ หลายตัวไม่ว่าจะเป็น โฆษณามือถือ LG’s Lollipop 2 ร่วมกับ Big Bang, ขนมเค้ก Tous Les Jours  กับ พระเอกดัง วอนบิน ร่วมถึงได้ร้องเพลง Pick A Star From The Sky โฆษณาของผลิตภัณฑ์ OranC จนกลายเป็นไวรัล

โฆษณามือถือ LG’s Lollipop 2

นอกจากนี้ยังเคยปรากฏตัวในมิวสิควิดีโอเพลง Gossip Boy ของ YOUNHA ทั้งยังเดินสายร่วมกับเธอในฐานะ JessicaK และมีผลงานเพลงประกอบซีรีส์ต่างๆ ออกมาอีกหลายชิ้น

คิมจีวอน เคยร่วมแสดงในซีรีส์ดังหลายเรื่อง อาทิ บท ราเชล ในผลงาน The Heirs วุ่นรักทายาทพันล้าน, รับบท นางรอง ในเรื่อง Descendants of the Sun ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ หลังจากนั้นก็ได้ขึ้นแท่นนางเอกในเรื่อง Arthdal ​​​​Chronicles , Lovestruck in the City  และ My Liberation Notes ตามลำดับ แต่ก็ยังไม่มีกระแสที่มากมายเท่าผลงานล่าสุด Queen of Tears ที่เพิ่งลาจอไปหมาดๆ

 Descendants of the Sun ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ
Descendants of the Sun ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ
DIOR LE BAUME

DIOR LE BAUME ลาย Houndstooth สีชมพู Limited Edition พร้อมเนื้อครีมนุ่มละมุนสูตรใหม่ ที่ควรค่าพกพาบำรุงระหว่างวัน

บิวตี้นิสต้าขาช้อปแฟนดิออร์ต้องไม่พลาดไอเท็มนี้ DIOR LE BAUME ลาย Houndstooth สีชมพู Limited Edition วางจำหน่ายวันที่ 1 พ.ค. พร้อมกันทั่วประเทศ และออนไลน์ shop.dior.co.th

Dior Le Baume เนื้อครีมนุ่มละมุน เหมาะกับผิวหลากหลายประเภท แม้กระทั่งผิวที่บอบบางที่สุด ใช้บำรุงให้ความชุ่มชื้นผิวมือ ริมฝีปาก เล็บรวมไปถึงผิวกาย นอกจากนี้ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น เข้าได้กับทุกการแต่งกายและทุกไลฟ์สไตล์ รูปทรงกลมพกพาสะดวกทาให้ใช้งานได้ง่าย เข้าถึงสูตรที่มอบความรู้สึกสบายผิวได้ทุกเวลา ภายในหนึ่งปี Dior Le Baume ได้ขึ้นแท่นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่กลายเป็นไอเท็มสำคัญในชีวิตประจาวัน เพื่อเป็นการฉลองการวางจำหน่ายครบ 1 ปีแรก Dior Le Baume กลับมาพร้อมกับการตกแต่งด้วยลวดลาย Houndstooth กูตูร์สีชมพูในรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่แสดงออกถึงการเป็นเครื่องประดับแฟชั่นที่มาพร้อมกับความงามทรงพลังในรูปแบบที่พกพาสะดวก รวมถึงการเป็นที่ต้องการมากขึ้นกว่าที่เคย ฉีกทุกกฎเกณฑ์การดูแลผิวและเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร

Dior Le Baume มาพร้อมกับแคมเปญดิจิทัลใหม่ที่พร้อมสยบทุกความเคลื่อนไหว ขับเคลื่อนด้วยพลัง K-POP จากไอดอลสาวเกาหลีอย่าง JISOO เคียงข้างนักเทนนิส Emma Raducanu และนางแบบชั้นนำอย่าง Nonso นี่เป็นการสะท้อนไลฟ์สไตล์และความปรารถนาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่หยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รูปลักษณ์ใหม่ที่แต่งแต้มด้วยเฉดสีชมพูอ่อน ให้ความสดชื่นอ่อนวัย เฉดสีสดใสเปล่งประกายเผยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของดิออร์ที่โอบล้อมผลิตภัณฑ์รูปทรงโค้งมน ลายตาราง Houndstooth ถูกขับเน้นให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการประดับชื่อ Christian Dior ตัวพิมพ์ใหญ่ในโทนสีดำ นี่คือเสน่ห์ที่มาพร้อมกับการออกแบบที่พกพาได้สะดวกสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมือง อยู่ในรถหรือบนเครื่องบิน นอกจากนี้ Dior Le Baume ยังสอดรับกับแนวคิดความหรูหราที่มีความรับผิดชอบ เพราะตัวผลิตภัณฑ์ถูกบรรจุอยู่ในแพคเก็จจิ้งที่ทาจากวัสดุเพียงชนิดเดียว ง่ายต่อการรีไซเคิล ซึ่ง Dior Le Baume แล้ว Dior Science ได้พัฒนาสูตรพิเศษที่ทรงพลังด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติถึง 96% สะท้อนผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ที่พร้อมช่วยฟื้นบารุง มอบความรู้สึกสบายผิว เสริมความแข็งแรง ให้ความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูสวยขึ้นในทุกขณะของทุกๆวัน


FENTY SKIN CHERRY DUB BLAH 2 BRIGHT 5% AHA Face Mask เนื้อเจลลี่เชอร์รี่ฉ่ำๆ

FENTY SKIN CHERRY DUB BLAH 2 BRIGHT 5% AHA Face Mask เนื้อเจลลี่เชอร์รี่ฉ่ำๆ

FENTY BEAUTY (เฟนตี้ บิวตี้) เปิดตัวโปรดักส์ใหม่จาก FENTY SKIN! Cherry Dub Blah 2 Bright 5% AHA Face Mask with Salicylic Acid + Vitamin C ผสานพลังจาก AHAs เอนไซม์ผลไม้และน้ำตาล ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวรวบรวมสามพลังเพื่อปรับสภาพผิว พร้อม Salicylic Acid + Vitamin C เพื่อผิวเรียบเนียนและมอบผิวโกลว์ มาส์กหน้าเนื้อเจลลี่มีสารสกัดหลักจาก Triple Cherry Complex และ Vitamin C ช่วยเพิ่มปรับสีผิวที่สม่ำเสมอ ในขณะที่ AHA 5% ช่วยปรับสภาพผิวให้ความรู้สึกนุ่มนวลและเรียบเนียนทันที พร้อมเปล่งประกายแลดูกระจ่างใสสุขภาพดี มาพร้อมกลิ่นหอมที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Barbados Cherry และสีแดงเชอร์รี่อันชุ่มฉ่ำ

“มาส์กนี้ทำได้ทุกอย่างจริงๆ มันช่วยปรับสีผิวของคุณให้สม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันมันทำให้ผิวของฉันดูไบรท์อยู่เสมอไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ ฉันหลงใหลไปกับกลิ่นของ Barbados Cherryที่มีสีแดงน่าลิ้มลอง และเนื้อสัมผัสแบบเยลลี่!” – ริฮานน่า


“มายด์ – ณภศศิ” พาซูมอิน 4 ลักซ์ชัวรี่แบรนด์สุดฮ็อต @ สยามพารากอน

ซัมเมอร์ปีนี้ แพรว ขอสู้กับความร้อนแรงของอากาศ 40 องศา ด้วยการชวนเซเลบสาวสุดชิค “มายด์ – ณภศศิ” ไปปักหมุดพิกัดแอร์เย็นฉ่ำสุดหรูอย่าง “สยามพารากอน” ซึ่งถือเป็นสุดยอด Luxury Shopping Destination พิกัดช้อปปิ้งระดับโลกที่ครองใจทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะที่นี่รวบรวมลักซ์ชัวรี่แบรนด์ชั้นนำเอาไว้มากมาย โดยครั้งนี้สาวมายด์จะพาไปซูมอินพร้อมอัปเดตเทรนด์กันที่ 4 ลักซ์ชัวรี่แบรนด์สุดฮ็อต ได้แก่ Chopard, Piaget, Versace และ Fendi ที่มาพร้อมกับความปังแบบเหนือระดับ ขอบอกเลยว่าสายลักซ์ชูห้ามพลาดค่ะ  

Chopard

สตาร์ทพิกัดแรกกันที่ Chopard @ ชั้น M สยามพารากอน กับบูติกสุดลักซ์ชัวรี่ของแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับระดับตำนานจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งละลานตาไปด้วยไอเท็มสุดเลอค่าจากคอลเล็คชั่นต่างๆ ที่พร้อมให้สาวกนาฬิกาและเครื่องประดับได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิกและหรูหราอันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ดังนั้นหากใครเป็นสายลักซ์ชูที่หลงรักนาฬิกาหรูและจิเวลรี่ระดับโลก ต้องปักหมุดพิกัดนี้ให้ได้ค่ะ 

แน่นอนว่ามาเยือนบูติก Chopard ทั้งที สาวมายด์จึงไม่พลาดหยิบไอเท็มชิ้นเด็ดมาอัพลุคเริ่ดๆ ไม่ว่าจะเป็นกำไลข้อมือรุ่น Happy Hearts Bangle Tahiti MOP แมตช์กับสร้อยคอรุ่น Happy Hearts ONYX และต่างหู Happy Hearts Earrings ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์รูปหัวใจในโทนสีเรียบหรูดูแพง พร้อมคอมพลีทลุคด้วยไอเท็มชิ้นสำคัญอย่างนาฬิการุ่น Happy Sport ที่มีไฮไลท์เป็นเพชรกลิ้ง ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์​ อีกทั้งยังเลอค่าสุดๆ ด้วยตัวเรือนที่ทำจากทองล้อมด้วยเพชร

Piaget

เช็คอินความลักซ์ชูกันต่อเลยกับแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ Piaget @ ชั้น M สยามพารากอน ซึ่งมาพร้อมกับความหรูหราของดีเทลการตกแต่งในทุกอณู ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีน้ำเงินและสีทอง หรือลวดลายบนผนังที่สะท้อนงานหัตถศิลป์เก่าแก่ของแบรนด์ อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ Salon Piaget ที่เป็นเอกลักษณ์ของบูติก Piaget ทั่วโลก โดยสะท้อนความหมายมาจากคำว่า Salon ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่าห้องนั่งเล่น ดังนั้นนอกจากการได้สัมผัสนาฬิกาและเครื่องประดับสุดหรูแล้ว บูติกแห่งนี้ยังพร้อมเป็นหมุดหมายในฝันของเหล่าคนรักนาฬิกาและเครื่องประดับระดับโลกอีกด้วย    

สำหรับลุค Piaget ของสาวมายด์ มาพร้อมกับหลากหลายไอเท็มจากคอลเล็คชั่น Piaget Sunlight ซึ่งโดดเด่นด้วยงานโรสโกลด์สุดประณีต เริ่มตั้งแต่ต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ และแหวน พร้อมอัพลุคให้จึ้งสุดๆ ด้วยนาฬิการุ่น Limelight Gala Watch ตัวเรือนทำจากโรสโกลด์ 18K ประดับเพชรเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร 62 เม็ด หรือประมาณ 1.65 กะรัต เรียกว่าเป็นลุคที่เจิดจรัสสุดๆ

Versace

อัปเดตเทรนด์หรูกันต่อแบบจัดเต็มกับบูติก Versace @ ชั้น M สยามพารากอน อีกหนึ่งลักซ์ชัวรี่แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่สายแฟ (ชั่น) ตัวท็อปห้ามพลาด เพราะขอบอกเลยว่าที่นี่รวบรวม ready-to-wear รองเท้า กระเป๋า และแอคเซสซอรี่สไตล์โก้หรูเอาไว้อย่างครบครัน อีกทั้งยังดีงามด้วยบรรยากาศคลาสสิกและร่วมสมัยที่เกิดขึ้นจากอัตลักษณ์การตกแต่งบูติกของแบรนด์ ซึ่งเลือกใช้วัสดุพรีเมียมในการสร้างบรรยากาศสุดหรู ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม เซรามิก ไม้ หรือโลหะสีทอง ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ช้อปแบบลักซ์ชู ต้องมาค่ะ

โดยไอเท็มจาก Versace คอลเล็คชั่นล่าสุด Spring/Summer 2024 มาพร้อมกับความสดใสและความละมุนของโทนสีพาสเทลและเฉดสีที่อ้างอิงจากธรรมชาติ เช่น สีทราย สีเทาประกายมุก สีแดงทับทิม อีกทั้งยังดีงามด้วยการเน้นเนื้อผ้าบางเบาใส่สบาย นอกจากนี้ยังมีกระเป๋ารุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Medusa ’95 ที่โดดเด่นด้วยฮาร์ดแวร์เมดูซาจากปี 1995 ขอบอกเลยว่าสวยคลาสสิกสมดีกรีลักซ์ชัวรี่แบรนด์จริงๆ ค่ะ

Fendi

มาถึงอีกหนึ่งพิกัดหรูที่สาวมายด์ไม่อยากให้ตกขบวนกัน คือบูติก Fendi @ ชั้น M สยามพารากอน ที่พร้อมเสิร์ฟคอลเล็คชั่นใหม่จากลักซ์ชัวรี่แบรนด์สัญชาติอิตาลี โดยบูติกแห่งนี้โดดเด่นด้วยความโก้หรูในทุกตารางนิ้ว พร้อมสะท้อนความเหนือระดับตามแบบฉบับของแบรนด์ด้วยงานดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นผลงานที่ผสานความลงตัวของนักออกแบบรุ่นใหม่และช่างฝีมือชั้นสูง เรียกว่าสมกับเป็นบูติกของลักซ์ชัวรี่แบรนด์ระดับโลกจริงๆ ค่ะ

โดยสาวมายด์ขอส่งท้ายมิชชั่นนี้ด้วยลุคเรียบโก้จาก Fendi คอลเล็คชั่น Spring/Summer 2024 ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ชิคเก๋ตามแบบฉบับของแบรนด์ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเป็นดีไซน์ที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งคอลเล็คชั่นนี้ยังโดดเด่นด้วยการเล่นกับสีสันแบบพองาม ซึ่งเพิ่มดีกรีความสนุกสนานให้กับสไตล์ได้อย่างลงตัว

นอกจาก 4 ลักซ์ชัวรี่แบรนด์นี้ที่สาวมายด์พาไปเช็คอินแล้ว ขอบอกเลยว่า “สยามพารากอน” ยังรวบรวมแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเอาไว้อีกเพียบกว่า 70 แบรนด์ ดังนั้นใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ช้อปสุดหรู ก็ตามไปปักหมุดกันได้เลย @ ชั้น M และชั้น 1 สยามพารากอน หรือติดตามอัปเดตเทรนด์และกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook : Siam Paragon เลยค่ะ

แสบจารชนคนพลิกโลก

เปิด 8 เกร็ดมันส์ ก่อนมุ่งหน้าสู่ยุทธการบ้าระห่ำ แสบจารชนคนพลิกโลก

เปิด 8 เกร็ดมันส์ ก่อนมุ่งหน้าสู่ยุทธการบ้าระห่ำพลิกประวัติศาสตร์ใน “The Ministry of Ungentlemanly Warfare แสบจารชนคนพลิกโลก”

ใกล้เข้ามาทุกทีกับความมันส์เต็มพิกัดในภาพยนตร์สงครามโลกบล็อกบัสเตอร์ “The Ministry of Ungentlemanly Warfare แสบจารชนคนพลิกโลก”ผลงานดีเดือดโดยผู้กำกับ “กาย ริตชี” และผู้สร้าง Top Gun: Maverick “เจอร์รี
บรักไฮเมอร์”กับเรื่องราวของเหล่าทหารเสี่ยงตายผู้ทำภารกิจบ้าระห่ำนอกรีตเพื่อโค่นทัพนาซี นำทีมอภินันทนาการฆ่าไม่ยั้งโดย “เฮนรี คาวิลล์” (Man of Steel), “อลัน ริตช์สัน” (ซีรีส์ Reacher) “เอซา กอนซาเลซ” (Baby Driver), “อเล็กซ์
เพตตีเฟอร์” (I Am Number Four) และ “เฮนรี โกลดิง” (Crazy Rich Asians)

วันนี้ “มงคลเมเจอร์” ขอเร่งอะดรีนาลีนให้สูบฉีดขึ้นไปอีกกับ “8 เกร็ดสังหารโคตรเดือด”ที่จะทำให้ครั้งนี้คือการสร้างหนังสงครามโลกที่มันส์ที่สุดแห่งปี

1.หนังสงครามโลกเรื่องแรกในชีวิตของผู้กำกับมือมันส์ “กาย ริตชี”หลังจากสร้างชื่อและลายเซ็นการกำกับในหลากหลายผลงาน เช่นSherlock Holmes, The Gentlemenคราวนี้เขายกระดับไปอีกขั้นกับการเนรมิตสงครามโลกสุดยิ่งใหญ่ให้คอหนังได้มันส์กันถ้วนหน้า

แสบจารชนคนพลิกโลก

2.เปิด “ยุทธการโพสต์มาสเตอร์” แผนลับจากประวัติศาสตร์จริงบนจอใหญ่นี่จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งโลกจะได้เห็นแผนที่เสมือนทั้งความบ้าและอัจฉริยะบนจอภาพยนตร์ ซึ่งคิดค้นโดยนายกรัฐมนตรี “วินสตัน เชอร์ชิล”

3.ปฏิบัติการจริงสู่นิยายสายลับก้องโลก “เจมส์ บอนด์” โดยในเวลานั้น “เอียนเฟลมมิง” ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของกองทัพเรือและได้เห็นปฏิบัติการความคลั่งนี้จนเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เขาจรดปลายปาก
กาสร้างนิยายสายลับเจมส์ บอนด์ขึ้นมา

4.เป้าหมายหลักคือกำจัดเรือดำน้ำของเยอรมนีจัดการแขนขากองกำลังฮิตเลอร์ รวมทั้งถล่มคลังแสงให้ระเบิดบึ้มกันไปข้าง

5.ถ่ายทำในทะเลจริง เนรมิตความมันส์บนน้ำแบบโคตรเรียลโดยทีมงานได้ยกกองถ่ายไปที่ทะเลแถบประเทศตุรกีเพราะฉะนั้นฉากกองเรือรบในน้ำนั้นทีมงานตั้งใจจะใช้ซีจีให้น้อยที่สุด

6.มหึมาเรือรบขนกันมาล้นจอ! ทีมงานใช้เรือจริงในการถ่ายทำ 12 ลำมีทั้งเรือรบ เรือลาดตระเวนและเรือลากจูงที่ขนมาซัดกันให้กระหน่ำจออย่างแน่นอน

7.ถ่ายทำในเมืองอันตาลยา หนึ่งในเมืองตากอากาศที่งดงามที่สุดของตุรกีแม้ว่าเรื่องราวจริงจะเกิดขึ้นในแถบเมดิเตอเรเนียนและแอฟริกาตะวันตกแต่ทีมสร้างพาโลเคชันที่ใกล้เคียงที่สุดอย่างตุรกีเพราะเต็มไปด้วยซากอารยธรรมต่างๆ ที่ทั้งสวยงามและอลังการ

8.สร้างหอสังเกตการณ์และระเบิดทิ้งจริง!โปรดจับตาซีนใหญ่นี้ให้ดีกับภารกิจบุกฝ่าดงกองทัพนาซีนำโดย “กัสมาร์ช-ฟิลลิปส์”ซึ่งทีมงานเล่นใหญ่โดยการสร้างหอสังเกตการณ์และระเบิดทิ้งบึ้มจริงให้สมกับหนังสงครามโลกบล็อกบัสเตอร์แห่งปี

แฟนหนังชาวไทยเตรียมเข้าสู่สมรภูมิสงครามโลกครั้งที่มันส์ที่สุดจัดเต็มความเดือดถึงสองชั่วโมงเต็มใน “The Ministry of UngentlemanlyWarfare แสบจารชนคนพลิกโลก” 1 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั้งเสียงไทยและอังกฤษ

อีจางอู

‘อีจางอู’ เผยวิธีลดน้ำหนักลง 22 โล ภายใน 3 เดือน เป็นการหักดิบที่ไม่แนะนำ เพราะไม่ดีต่อสุขภาพ

ก่อนหน้านี้ นักแสดง อีจางอู (Lee Jang-woo) เคยมีกระแสไวรัลเกี่ยวกับน้ำหนักของเขาที่จู่ๆ ก็ทำให้ภาพลักษณ์ที่เคยหล่อเหลากลับดูอวบอ้วนต่างไปจากเดิม ล่าสุด เขาก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยรูปร่างที่ผอมลงกลับมาหล่อเป๊ะเหมือนเดิม

ซึ่งเขาได้เล่าว่าในยุคเสื้อแจ็คเก็ตบุนวมสีเขียวอันโด่งดังจนเห็นเหนียงใต้คาง เขาหนัก 108 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันที่น้ำหนักเขาลดลง ตอนนี้ใบหน้าและแนวสันกรามเขาดูชัดขึ้น ซึ่งเขาเปิดเผยเคล็ดลับของการอดอาหารและออกกำลังกายว่า “ฉันเคยกินมาก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทางเดินอาหารและอาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ทำให้ในตอนที่ฉันรู้สึกหิวเกินไป ฉันต่อต้านสิ่งล่อใจต่างๆ ด้วยการกินมะเขือเทศเชอรี่เป็นของว่างแทน ” ทำให้จากน้ำหนัก 108 กก. ตอนนี้ลดลงเหลือ 86 กก. โดยสามารถลดไขมันในร่างกายได้ทั้งหมด 22 กก. ภายใน 3 เดือน “แต่วิธีนี้ค่อนข้างหักโหมเกินไป และไม่ดีต่อสุขภาพ แม้แต่หมอก็ยังห้ามการอดอาหารอย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้ผมกลับมาดูแลตัวเองและมีสุขภาพแข็งแรงแล้ว การลดน้ำหนักเป็นเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมอาหารมากกว่าการออกกำลังกาย แต่การทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปจะดีที่สุด แต่ที่สำคัญไม่ควรอดอาหารแบบหักดิบเกินไป”

ซึ่งการลดน้ำหนักแบบหักดิบแบบรวดเร็ว คือการงดอาหารทุกประเภทที่เคยกินมาแล้วเปลี่ยนไปสู่อาหารใหม่ทันที จะทำให้ร่างกายอาจปรับสภาพไม่ทัน จนอาจเกิดอาการโยโย่ที่ตีกลับมาสู่การกินเพิ่มมากขึ้นได้ จึงควรระวัง ป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพภายหลังด้วย

Photo: leejangwoo4


คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน รับมอบใบประกาศเกียรติคุณ เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2567

คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) (กลาง) รับมอบใบประกาศเกียรติคุณ ”สตรีนักบริหารดีเด่น สาขาสตรีผู้บริหารภาคเอกชนดีเด่น สถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ ประจำกรุงเทพมหานคร“ เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2567 มอบโดย ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (ที่ 2 จากซ้าย) เพื่อประกาศเกียรติคุณให้แก่สตรีไทยที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของบุคคล ชุมชน และสังคม โดยคุณมณีสุดา เป็นผู้นำองค์กรที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมโครงการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพแก่ชุมชน ด้วยความตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และการเป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม นอกจากนี้ยังร่วมขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ตลอดจนผลักดันองค์กรให้ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนจากตลาดหลักทรัพย์ และรางวัลระดับเอเชียจาก Enterprise Asia องค์กรอิสระที่สนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับ “รางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานจนประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับในสังคม โดยยกย่องให้เป็นสตรีต้นแบบสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่า ตลอดจนเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป โดยมี คุณวรรณี  จุลลวาทีเลิศ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ(ซ้ายสุด) ร่วมแสดงความยินดีณ สำนักอธิบดี กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เมื่อเร็วๆ นี้

เพราะเหตุใด? The Row Margaux จึงกลายเป็นว่าที่กระเป๋าคลาสสิกแห่งยุค

แว่วๆ จนเริ่มหนาหู เมื่อวงการแฟชั่นเริ่มพูดถึง The Row Margaux จะกลายเป็นกระเป๋าคลาสสิกแห่งยุคต่อจาก Hermès Birkin

อย่างที่รู้กันดีว่าตั้งแต่ปี 2023 เทรนด์ ‘Quiet Luxury’ มาแรงจนถึงตอนนี้ ทำให้ความต้องการซื้อของแบรนด์ดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นชนิดฉุดไม่อยู่ หนึ่งในนั้นคือ The Row แฟชั่นแบรนด์สัญชาติอเมริกัน ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2006 โดย Ashley Olsen และ Mary-Kate Olsen โดยดีไซน์ของไอเท็มส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเรียบง่าย คลาสสิก เน้นวัสดุที่มีคุณภาพสูง พร้อมการตัดเย็บอย่างประณีต

สำหรับไอเท็มยอดฮิต และเป็นภาพจำมากที่สุดนช่วงเวลานี้คงเป็นกระเป๋ารุ่น Margaux ที่คนในวงการแฟชั่นพากันจับตามองว่าจะขึ้นแท่นเป็นกระเป๋าคลาสสิกแห่งยุค ต่อจาก Hermès Birkin เหตุแรกเป็นเพราะมาจากดีไซน์ของกระเป๋าที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย ไม่มีโลโก้ที่ชัดเจนว่าเป็นแบรนด์อะไร แต่ถ้าหากใครสังเกต หรือชอบเรื่องแฟชั่นอู่แล้ว มองปราดเดียวก็ดูออกว่าเป็นไอเท็มจาก ‘The Row’ ตามวาทกรรมของ ‘Quiet Luxury’ ที่คนพูดกันว่า ‘If you know, you know’ เช่นเดียวกับ Birkinที่แม้จะไม่มีโลโก้เด่นหรา แต่เห็นสายเข็มขัดที่ขาดอยู่บนกระเป๋าก็มองออกทันทีว่าเป็น Hermès แน่นอน

แต่ในทางกลับกันยังมีการถกเถียงถึงเรื่องมูลค่าว่าการที่ Margaux จะขึ้นแท่นแทน Birkin ยังคงเป็นไปได้ยากเพราะเมื่อเทียบกันแล้ว Birkin ยังคงเป็นกระเป๋าที่ไม่ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ หรือถูกส่งต่อจากรุ่นสูรุ่น ราคากระเป๋าเฉลี่ยยังคงสูงขึ้นเสมอ แต่ Margaux เมื่อส่งเข้าตลาดมือสอง ราคากลับลดลงไปถึง 20% เลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลนี้จึงยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่า The Row Margaux จะสามารถแทนที่ Hermès Birkin ได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามยังถือว่าเป็นประเด็นที่น่าจับตามองต่อไป เพราะถ้าหากพูดถึงเรื่องดีไซน์แล้ว Margaux ก็คงความคลาสสิกได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องมูลค่าอาจต้องรอคำตอบในอนาคต


ข้อมูล: Highsnobiety, The Business of fashion
รูป: The Row

ยลโฉม Blue Book 2024: Tiffany Céleste ความหรูหราจากห้วงอวกาศ

ถึงเวลาเปิดตำรา Blue Book 2024: Tiffany Céleste ยลโฉมความงามแสนหรูหรา ส่งต่อแรงบันดาลใจจากห้วงอวกาศ

เมื่อไม่นานนี้ Tiffany & Co. ได้จัดนิทรรศกาลเครื่องประดับสุดยิ่งใหญ่เปิดตัว Blue Book 2024: Tiffany Céleste ณ Beverly Eatate ใน Los Angeles โดยมีคนสำคัญของแบรนด์มาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น Anya Taylor-Joy, Caroline Daur, Laura Harrier, Adria Arjona และอีกมากมาย ถึงแม้เราไม่ได้เห็นคอลเล็คชั่นนี้ด้วยตาเนื้อของตัวเอง แพรวขอเป็นตัวแทนเปิดกล่องอัญมณีสีฟ้า ถ่ายทอดเรื่องราวความหรูหราให้ทุกคนได้สัมผัสไปพร้อมกัน

เครื่องประดับจากทั่วมุมโลกมักหยิบสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นแรงบันดาลใจ เช่นเดียวกับ Blue Book 2024: Tiffany Céleste ที่มีห้วง ‘อวกาศ’ และ Jean Schlumberger นักออกแบบระดับตำนานเป็นจุดกำเนิด นำลวดลายบนท้องฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของเขากลับมาตีความใหม่ โดยในคอลเล็คชั่นแบ่งเป็นทั้งหมด 4 ไลน์

Wings

ว่าด้วย ‘ปีก’ เป็นเอกลักษณ์ของนักออกแบบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการบินและจินตนาการ แปลงร่างเป็นเรื่องราวอันเจิดจ้าซึ่งแสดงด้วยเพชรและแซฟไฟร์ที่ยังไม่ได้ปรับปรุง จี้รูปปีกเป็นงานฝีมือจากการหล่อในรูปแบบที่ชวนให้นึกถึงฟากฟ้า โดยชิ้นที่อลังการที่สุดคือสร้อยคอ ‘The Wings’ ชิ้นนี้ที่ใช้เวลารังสรรค์กว่า 1,732 ชั่วโมง โดดเด่นด้วยเพชรสี D ซึ่งเป็นเพชรทรงรีไร้ตำหนิมีน้ำหนักกว่า 20 กะรัต เพชรเจียระไนรวมกว่า 2 กะรัต เพชรทรงบาแกตต์เจียระไนแบบสั่งทำพิเศษ 131 เม็ด รวมกว่า 14 กะรัต และเพชรทรงกลม 1,841 เม็ด รวมกว่า 58 กะรัต

Arrow

ลวดลายลูกศรถูกมองว่าเป็นลวดลายที่ซับซ้อนชวนให้นึกถึงความรวดเร็ว ราวกับทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ชิ้นพิเศษของไลน์นี้ยังคงเป็น ‘สร้อยคออัญมณีสีเขียว’ ซึ่งประกอบด้วยมรกตเจียระไนมรกตโคลอมเบียที่ไม่ได้รับการปรุงแต่ง ซึ่งมีน้ำหนักรวมกว่า 12 กะรัต

Ray of Light

สำหรับ Ray of Light ได้รับแรงบันดาลใจจากเข็มกลัด Jean Schlumberger ในตำนานเลียนแบบแสงตะวัน การออกแบบเหล่านี้โดดเด่นด้วยดีไซน์เหมือนกับลำแสงที่เข้าใจยาก เช่นเดียวกับสร้อยคอเส้นนี้ที่แสดงออกผ่านรายละเอียดทอง 18k ซึ่งยื่นออกไปด้านนอกจากสปิเนลสีแดงและสีชมพู

Apollo

เมื่อพูดถึงอวกาศคงขาด ‘Apollo’ ไปไม่ได้ โดยชิ้นเอกของคอลเล็คชั่นนี้ทำจากทอง 18k สร้างขึ้นด้วยความใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ประกอบด้วยเพชรสีเหลืองและขาว โดยแต่ละส่วนถูกสร้างแยกกัน ก่อนนำมารวมกันอย่างลงตัว ซึ่งอัญมณีแต่ละเม็ดมีการเจียระไนแบบไม่สม่ำเสมอ เป็นไปตามเค้าโครงของเพชรแบบพาเว่นั่นเอง


ภาพและข้อมูล: Tiffany & Co.