Balenciaga เปิดตัวแคมเปญแรก ภายใต้ยุคสมัยใหม่ของ Pierpaolo Piccioli

ภายหลังการเปิดตัวคอลเล็คชั่นแรกบนรันเวย์ของ Pierpaolo Piccioli สำหรับ Balenciaga ยุคสมัยใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ผ่านภาพถ่ายโดยช่างภาพ Hanna Moon หนึ่งในแคมเปญเปิดตัวชุดแรกนี้นำเสนอภาพถ่ายที่เปรียบดั่งการแนะนำ ผู้หญิงของ Balenciaga — ผู้ซึ่งถูกนิยามด้วยความเป็นธรรมชาติ ความอ่อนไหว และพลังอันสงบนิ่ง

ช่วงเวลาแห่งความมั่นใจและความผ่อนคลายถูกจับไว้ระหว่างการขับรถไปตามท้องถนนของกรุงปารีส ที่ซึ่งนักแสดงหญิงมากความสามารถอย่าง Zhang Xiaofei, Roh Yoon Seo และ Yang Chaoyue ถ่ายทอดความสง่างามและความจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการตีความความเป็นผู้หญิงรูปแบบใหม่ในภาพของ Piccioli — พลิ้วไหวแต่มีโครงสร้าง เป็นส่วนตัวแต่ทรงพลัง — สะท้อนถึงความเชื่อของเขาที่ว่า “ความงามคืออารมณ์”

หัวใจสำคัญของแคมเปญยังคงเป็นสองสัญลักษณ์อันยืนยงของแบรนด์อย่าง กระเป๋า Rodeo และ Le City ซึ่งเป็นตัวแทนของความเป็นคู่ในแบบ Balenciaga โดยมากกว่าการเป็นเพียงแค่แอ็กเซสซอรี่ กระเป๋าเหล่านี้คือจิตวิญญาณของแบรนด์ ที่หลอมรวมทั้งฟังก์ชันและความประณีตเข้าไว้ด้วยกัน

Rodeo สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความสบายและความเป็นตัวเอง ขณะที่ Le City แสดงถึงความเป็นอมตะของงานฝีมือ มุมมอง และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ยืนยง ทั้งสองชิ้นร่วมกันสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงนวัตกรรมจากอดีตของ Balenciaga เข้ากับวิสัยทัศน์ใหม่ของ Piccioli ที่เปี่ยมด้วยความใกล้ชิดและความหมาย

ด้วยการตีความความทันสมัยผ่านมุมมองแห่งมนุษยธรรม แคมเปญนี้เผยให้เห็นหญิงสาวภายใต้แสงธรรมชาติ ผู้เป็นทั้งมิวส์และกระจกสะท้อนตัวตน ซึ่งเปรียบดั่งใบหน้าที่แทนจิตวิญญาณอันแปรเปลี่ยนของ Balenciaga


ภาพและข้อมูล: Balenciaga

LAHN MAH … ‘ผมสร้างแอพฯ เพราะไม่อยากให้อาม่าเป็นอัลไซเมอร์’

สถิติผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ทั่วโลกในวันนี้ มีจำนวนราว 50 ล้านคน ส่วนเมืองไทย คาดการณ์ว่าตัวเลขจะทะลุ 2 ล้านภายใน 25 ปี และทางสถาบันอัลไซเมอร์สากล ได้พยากรณ์ว่า ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะแซงหน้าโรคมะเร็งภายในปี 2040

ไม่มีใครอยากให้คนที่เรารักจากไปอาการความจำเสื่อม เช่นเดียวกับน้องเพตั้น –ภูดิศ เจียเจษฎากุล วัย 10 ขวบ ที่ได้สร้างแอพพลิเคชั่น ‘หลานม่า’ ที่มีฟีเจอร์ช่วยพัฒนาระบบความจำของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่คุณหมอใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่มาในรูปแบบแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานง่าย และพาแอพฯ นี้สร้างชื่อให้เมืองไทย ด้วยการคว้ารางวัล Best Vision Award จากเวทีการแข่งขัน Tech Kids Grand Prix 2024 ที่ประเทศสิงคโปร์

เพราะไม่อยากให้อาม่าลืม 

“ผมสนิทกับอาม่าตั้งแต่เด็กๆ ครับเพราะพ่อกับแม่ฝากให้อาม่าเลี้ยงผมตั้งแต่เกิด เมื่อก่อนผมอยู่หมู่บ้านเดียวกับอาม่า เดินไปหาอาม่าได้บ่อยๆ แต่พอ 3 ขวบผมต้องย้ายบ้านเพื่อเดินทางไปโรงเรียนสะดวกยิ่งขึ้น ผมเลยไม่ได้เห็นอาม่าบ่อยๆ แม้ว่าบ้านเราจะอยู่ไกลกันแต่ใจผมก็ยังผูกพันกับอาม่า พ่อกับแม่ก็พาผมไปเยี่ยมอาม่าเสมอ

“ตอนนี้อาม่าอายุเกือบ 80 ปีแล้ว แม้ว่าจะยังสุขภาพดี แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ เพราะผมรู้มาว่าคนแก่ทั่วโลกเกือบ 50 ล้านคน เขาป่วยด้วยโรคนี้ ผมก็อยากหาวิธีช่วยอาม่า ก็พอดีกับที่ผมเรียนทำโค้ดดิ้ง กับทางโรงเรียน Beyond Code Academy มาตั้งแต่ 4 ขวบ คุณครูดิว (ธีรภัทร โภคาปราการ) ซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาบอกผมว่า มีอีเมล์จากเวทีการแข่งขัน Tech Kids Grand Prix 2024 ที่ประเทศสิงคโปร์ส่งมาถามทางโรงเรียนว่า มีเด็กคนไหน สนใจสร้างแอพฯ ไปประกวดในงานนี้ไหม จะสร้างแอพฯ อะไรก็ได้ ไม่มีหัวข้อ ไม่จำกัดประเภท แค่ต้องใช้วิธีเขียนโค้ดดิ้ง ตอนนั้นผมอยากแข่งเพื่อไปเอาประสบการณ์ ก็เลยปรึกษากับครูดิวว่า จะทำแอพช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ คุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยกันคิดชื่อ จนได้ชื่อหลานม่า เพราะแอพฯ นี้ผมทำเพื่ออาม่าครับ”

ฟีเจอร์ลับสมอง

“ผมพัฒนาแอพพลิเคชั่นนี้ในแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Flutter Flow เป็นแพลตฟอร์มเขียนโค้ดที่ใส่ลูกเล่นได้เยอะมาก ผมสามารถใส่เสียง รูป และข้อมูล ลงไปได้ โดยต้องคิดฟีเจอร์เองทั้งหมด เช่น ระบบ sing in หน้าตาเป็นแบบไหน ขั้นตอนการกดปุ่ม การทำงานของแอพฯ โดยผมใช้ฟังค์ชั่นทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพื่อให้สะดวกต่อการไปพรีเซนต์บนเวทีประกวด ซึ่งตอนที่พัฒนาแอพฯ ผมก็มีคุณครูดิวเป็นที่ปรึกษา ว่าเราควรจะมีฟีเจอร์อะไรบ้าง โดยฟีเจอร์เหล่านี้จะยึดตามงานวิจัยในโรงพยาบาล

“สำหรับฟีเจอร์ในแอพฯ ผมแบ่งเป็น 3 หมวด คือ Flash card เป็นการทายรูปภาพ ว่ารูปที่เห็นคืออะไร ซึ่งมีหลายหมวดหมู่เช่น สัตว์, ของใช้ในชีวิตประจำวัน, รูปทรงเรขาคณิต,หน้าปัดเข็มนาฬิกา รวมถึงสามารถใส่ภาพคนในครอบครัวเข้าไปก็ได้ครับ แล้วให้ทายว่าคนนั้นชื่ออะไร วิธีการเล่นเกมส์นี้คือ เราจะขึ้นแค่ภาพ แล้วให้คิดในใจก่อนว่าชื่ออะไร จากนั้นก็กดปุ่ม Flip เพื่อดูเฉลย อย่างถ้าเป็นรูปหมา พอกดคำว่า flip มันก็จะขึ้นคำเฉลยว่า Dog หรือถ้าเป็นรูปครอบครัว พอกดปุ่ม ก็จะขึ้นชื่อให้ว่านี่คือเพตั้น ซึ่งคุณแม่ก็จะช่วยดูว่า ควรจะใช้รูปอะไรให้แอพฯ ดูน่ารัก

“หมวดต่อมาคือ My memory จะรวบรวมอัลบั้มรูปภาพที่เคยใช้เวลากับครอบครัว สามารถทำเป็น อัลบั้มทริปเที่ยว, รูปแต่งงานในอดีต หรืออัลบั้มอะไรก็ได้ที่ประทับใจ เติมรูปได้เรื่อยๆ ไม่มีกำหนดจำนวนครับ แล้วเขียนแคปชั่นสั้นๆ ใต้รูปได้

“หมวดหมู่สุดท้ายคือ Pill Reminder เป็นหมวดหมู่เตือนเวลากินยา ผมได้ข้อมูลมาว่าคนอายุเยอะจะชอบลืมกินยาครับ ในหมวดนี้เราสามารถใส่ชื่อยา จำนวนเม็ดที่ต้องกิน รวมถึงต้องกินเวลาไหน ซึ่งผมจะแบ่งให้ 4 ช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน”

คุณครูดิวเสริม “ฟีเจอร์ทั้งหมดที่เราใช้ในแอพฯ นี้ผ่านงานวิจัยมาหมดแล้ว อย่างเกมส์ flashcard เป็นเกมส์ที่คุณหมอจะให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เล่นทายรูปภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะในหมวดของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แว่นตา ไม้เท้า โทรศัทพ์ หนังสือ จะช่วยผู้ป่วยได้มากเพื่อให้เขาจำได้ว่า สิ่งของนี้เรียกว่าอะไร ส่วนฟีเจอร์ My memory ถ้าดูบ่อยๆ ก็ช่วยจดจำหน้าตาของคนในครอบครัวได้เยอะ ส่วนหมวดเตือนการกินยา เป็นปัญหาของผู้ป่วยจริงๆ เพราะเขาจะลืมว่าวันนี้ต้องกินยาอะไร ช่วงเวลาไหน กี่โมง เขาก็สามารถเข้าไปเปิดดูในแอพนี้ได้”

เพตั้นเล่าต่อ “ผมใช้เวลาพัฒนาแอพนี้ประมาณ 2 เดือน คิดว่าเรื่องยากสุดก็คืองานรีเสิร์ชครับ ครูดิวจะบอกเสมอว่า จะคิดฟีเจอร์อะไรก็ตาม ต้องน่าสนใจ และต้องมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยคนเป็นอัลไซเมอร์ได้จริงๆ พอทำเสร็จผมก็ไปให้อาม่าลองใช้จริงๆ อาม่าชอบมาก โดยเฉพาะหมวด My memory  เพราะอาม่าชอบดูรูปในอดีต แล้วผมก็ให้อาม่าเล่นทายคำด้วย ที่ผ่านมาก็ทายถูกอยู่นะครับ

“ข้อจำกัดของแอพฯ ในตอนนี้คือ ยังไม่เปิดให้ใช้ในสาธารณะครับ ผมยังใช้ได้เพียงคนเดียว เพราะมีข้อจำกัดทางอายุ ว่าผู้พัฒนาแอพฯ ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปถึงจะเปิดใช้แพลตฟอร์มในที่สาธารณะได้ แต่ตอนนี้ผมเพิ่ง 10 ขวบเอง ถ้าจะปล่อยใช้อาจจะต้องทำในนามโรงเรียนหรือคุณแม่คุณแม่ครับ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต แต่ผมเองก็มีความตั้งใจว่า อยากให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้มาใช้ได้ แล้วก็จะพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วย” 

หลานม่า สร้างชื่อ

หลังจากพัฒนาแอพฯ เสร็จแล้ว น้องเพตั้นก็ส่งผลงานเข้าเวทีประกวด Tech Kids Grand Prix 2024 ซึ่งเดิมงานนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ขยายเวทีประกวดมาจัดที่สิงคโปร์ มีผู้สมัครแข่งขันทั้งหมด 300 คน จาก 11 ประเทศทั่วอาเซียน และจะคัดเข้ารอบไฟนอลเพียง 20 คนเท่านั้น โดยจะแบ่งเป็นรุ่นจูเนียร์และซีเนียร์ หลังจากที่ยื่นผลงานไป งานของเพตั้นก็ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย และได้ลงแข่งในรุ่นจูเนียร์ ซึ่งจะมีอายุ 9-11 ขวบ

 “ตอนไปแข่งผมไม่ถึงรางวัล คิดแค่จะไปเอาประสบการณ์ ผมจำได้ว่าก่อนขึ้นเวทีผมตื่นเต้นมาก เพราะเป็นเวทีใหญ่ จัดที่ห้องประชุม Sands expo and convention centre ที่ Marina Bay Sands มีคนดูประมาณ 50 กว่าคน ผมตื่นเต้นมาก ตอนนั้นพยายามหายใจลึกๆ กินขนมก่อนขึ้นเวที ให้หายตื่นเต้น

“พอถึงคิว ผมต้องพรีเซนต์แอพฯ เป็นภาษาอังกฤษประมาณ 15 นาที ว่าแอพทำงานอย่างไร มีฟีเจอร์อะไรบ้าง และช่วยคนอัลไซเมอร์ได้ยังไง จากนั้นกรรมการทุกคนเขาก็จะถามเป็นภาษาอังกฤษ เช่น อนาคตอยากพัฒนาอะไรในแอพฯ เพิ่ม ผมก็ตอบว่า ในอนาคตอยากพัฒนาให้รองรับภาษาไทยได้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้น 

“พอพรีเซนต์เสร็จ ผมก็ลงมานั่งหน้าเวทีกับที่บ้านครับ แล้วก็ดูเพื่อนๆ คนอื่นไปพรีเซนต์  แต่ละคนเจ๋งมาก มีอยู่คนหนึ่ง เขาพัฒนาแอพฯ เพื่อช่วยผู้ป่วยไม่ให้ต้องรอหมอนาน โดยถ่ายรูปบริเวณที่ตัวเองบาดเจ็บ แล้วส่งให้ Chat GPT ช่วยวิเคราะห์ว่า จะรักษาเบื้องต้นด้วยตัวเองยังไงบ้าง ควรกินยาอะไร ส่วนอีกคนก็ทำแอพพลิเคชั่น ที่ช่วยให้เก็บเงินออมง่ายขึ้น ผมคิดว่าคนอื่นทำแอพฯได้ดีมากกว่าผมอีก โดยเฉพาะแอพฯ ที่สามารถใช้ chat GPT วิเคราะห์อาการป่วย เพราะฉะนั้นตอนที่กรรมการประกาศว่าผมได้รางวัล Vision awards ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับแอพฯ ที่มีวิสัยทัศน์และแนวคิดใหม่ๆ ผมตกใจมาก เพราะตอนที่กรรมการประกาศ เขาพูดชื่อผมเป็นคนแรก ผมยังไม่คิดเลยว่านั่นคือชื่อตัวเอง กระทั่งคุณแม่บอกว่า เพตั้นขึ้นไปรับรางวัลก่อน ผมถึงได้ขั้นไปครับ

“ผมดีใจและภูมิใจมากที่ตัวเองได้รางวัล วันที่ผมไปประกวดอาม่าไม่ได้ไปด้วย แต่ก็ส่งข่าวไปบอกอาม่าที่บ้าน อาม่าดีใจมาก”

เก่งแบบเพตั้น

“ก่อนที่จะทำแอพพลิเคชั่นไปแข่ง ผมฝึกเขียนโค้ดมาตั้งแต่ 4 ขวบเลยครับ ตอนนั้นอยากเรียนเอง ที่บ้านจึงพามาเรียนเสริม การเขียนโค้ดสนุกมาก เพราะเขียนง่ายและการเขียนโค้ดมีหลายอย่าง จะทำเป็นเกมส์หรืออนิเมชั่นก็ได้”

ครูดิวเสริม “การเขียนโค้ดดิ้งคือฝึกพัฒนาความคิดให้เป็นขั้นตอน ฝึกให้แก้ปัญหา โดยจะเริ่มสอนจากแพลตฟอร์มที่ชื่อ Scratch ของ MIT  ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเขียนโค้ดที่ให้บริการฟรี เขาสร้างมาสำหรับคนที่เขียนโค้ดดิ้งไม่เป็นเลย แต่วิธีการใช้งานง่ายมาก ด้วยการใช้รูปตัวการ์ตูนน่ารักๆ มาเรียงต่อกัน แทนวิธีการพิมพ์โค้ดดิ้งยากๆ แต่ก็ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากที่นักศึกษาปริญญาโททำโค้ดดิ้งเลยครับ วิธีนี้เด็กจะสนุกกับการสร้างแอพฯ  ขณะเดียวกันก็จะซึมซับกระบวนการใช้เหตุผลโดยไม่ได้รู้ตัว ซึ่งแพลตฟอร์ม Scratch สามารถต่อยอด ไปใช้งานในแพลตฟอร์ม Flutter Flow ที่น้องใช้ในประกวดได้ด้วย 

เพตั้นเล่าต่อ “ตอนผมอายุ 8 ขวบ ก่อนจะมาทำแอพฯ หลานม่า ผมชอบเต่ามากครับ ก็เลยคิดวิธีว่า เราจะช่วยอนุรักษ์เต่ายังไง ผมเลยทำแอพพลิเคชั่นหนึ่งขึ้นมาให้ตัวเองเล่น ประมาณว่าถ้าเราปล่อยเต่าไป ตอนนี้เต่าจะไปอยู่ที่ไหน โดยมีฟีเจอร์ที่สามารถโทรเช็คกับศูนย์ช่วยเหลือเต่าในประเทศไทย แล้วแอพนี้ก็เป็นช่องทางเรียนรู้เต่าแต่ละสายพันธุ์ได้ เช่น ถ้าอยากรู้ว่า เต่าตัวนี้เป็นชนิดอะไร ก็อัพโหลดรูปเข้าแอพ แอพก็จะระบุมาว่า มีโอกาสเป็นเต่าชนิดนั้นๆ กี่เปอร์เซ็นต์ครับ ผมชอบสัตว์มาก พอโตขึ้นผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่คอยช่วยเหลือ อนุรักษ์สัตว์ครับ เพราะ ผมไม่อยากให้สัตว์ที่ผมชอบต้องสูญพันธุ์ 

“นอกจากเป็นนักอนุรักษ์แล้ว ผมก็อยากพัฒนาแอพฯ หลานม่า ให้ทุกคนใช้งานได้จริงครับ อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันอาการป่วยได้ในระดับหนึ่งครับ”


เรื่อง Fai 

ภาพ อิทธิศักดิ์ 

ญี่ปุ่น

ค้นพบสมดุลของใจสู่ผมพลิ้วสวยเปล่งประกายจากภายในแบบ ญี่ปุ่น

Pantene Miracles Exclusive Workshop: ‘The Hikari Season’ เปิดฤดูกาลแห่งแสงให้ผู้หญิงทุกคนได้สัมผัสผมพลิ้วสวยเปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก ผ่านเวิร์กช็อปปรับสมดุลของใจสู่ผมพลิ้วสวยเปล่งประกายจากภายในแบบ ญี่ปุ่น

PANTENE MIRACLES (แพนทีน มิราเคิล) เชื่อว่าความงามไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่เป็นพลังที่เริ่มต้นจากภายใน เมื่อใจสงบ สมดุล และผมได้รับการดูแลอย่างล้ำลึก ก็จะเผยประกายความงามสู่ภายนอกได้อย่างมั่นใจ ผ่านแนวคิด “The Hikari Season เปิดฤดูกาลผมพลิ้วสวย เปล่งประกายจากภายใน” แบรนด์จึงจัดเวิร์กช็อปเอ็กซ์คลูซีฟในครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้หญิงได้ฟื้นสมดุลใจและผมไปพร้อมกัน

งานนี้จัดขึ้น ณ Yunomori Onsen & Spa สาทร 10 สถานที่ที่สะท้อนความสงบแบบญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายในงานผู้เข้าร่วมได้พบกับ 4 เวิร์กช็อป ที่ร้อยเรียงความงามจากภายในสู่ภายนอกอย่างละเอียดอ่อน

เริ่มจาก WORKSHOP 1: Hikari Inner Bloom ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สร้าง Sand Tray Mandala ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ความรู้สึก และพลังภายใน ผ่านการจัดวางหินและเปลือกหอยบนถาดทราย เพื่อปรับสมดุลและปลุกประกายแสงภายในของตัวเอง

ต่อด้วย WORKSHOP 2: Hikari Flow ประสบการณ์ Japanese Head Spa  พร้อมช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย สอดคล้องกับแนวคิดหลักของงานในครั้งนี้คือ “ความงามเริ่มจากภายใน เมื่อใจสงบ ผมก็พลิ้วสวยอย่างเป็นธรรมชาติ”

Workshop ถัดมาคือช่วงเวลาที่ความงามเริ่มส่องแสงออกมาอย่างอ่อนโยน กับ Personal Hair Styling โดยผู้เชี่ยวชาญจาก KevinJoe Academy by Mrs. Emmy ที่ออกแบบลุคเฉพาะตัว ผ่านลุคผมที่พลิ้วสวย เปล่งประกายดุจแสง Hikari บนเส้นผม

ปิดท้ายด้วย WORKSHOP 4: Hikari Moment ต้อนรับสไตล์ญี่ปุ่นด้วย Japanese Bento Set & Afternoon Tea พร้อมมอบ Exclusive Giftset ให้ผู้เข้าร่วมได้เก็บความทรงจำผ่านผลิตภัณฑ์ Pantene Miracles

ซึ่ง Pantene Miracles Japan Premium Edition คือหัวใจของเวิร์กช็อปครั้งนี้ แฮร์แคร์ระดับพรีเมียมที่ผสานความอ่อนโยนแบบญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีบำรุงล้ำลึกถึงแกนผม ช่วยฟื้นบำรุงเส้นผมให้กลับมานุ่มสวย แข็งแรง และเปล่งประกายจากภายในอย่างแท้จริง

มาด้วยกัน 2 สูตรหลัก Mutenka & Gentle Repair (สีชมพู) คืนผมพลิ้วสวยมีน้ำหนัก และ Moisture & Power Repair (สีเหลือง) เผยผมชุ่มชื้น นุ่มสลวยไม่พันกัน ทั้งสองสูตรช่วยฟื้นบำรุงลึกถึงแกนผม ให้ผมแข็งแรง เงางาม เปล่งประกายดุจแสง Hikari สอดคล้องกับแนวคิด The Hikari Season ที่ชวนผู้หญิงทุกคนเผยความงามจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ

นิตา พึ่งอัตวุฒิถาวร Brand Manager, Pantene Thailand กล่าวถึงการจัดเวิร์คช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟในครั้งนี้ว่า “Pantene Miracles มีความตั้งใจที่จะส่งมอบประสบการณ์ความงามที่แท้จริงให้กับผู้หญิงทุกคน โดยเราเชื่อว่าความงามไม่ได้เกิดขึ้นจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากความสงบและสมดุลภายใน งานนี้จึงถูกออกแบบเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ดูแลทั้งใจและเส้นผมไปพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของ Pantene Miracles Japan Premium Edition ที่ผสานความอ่อนโยนแบบญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีบำรุงล้ำลึกถึงแกนผม เพื่อให้ผมแข็งแรง เปล่งประกายจากภายในอย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ คุณพิมฐา – ฐานิดา มานะเลิศเรืองกุล  Pantene Miracles Brand Ambassador ยังได้แบ่งปันเคล็ดลับการดูแลผม และมุมมองที่ได้จากการร่วมเวิร์คช็อปในครั้งนี้ “พิมเชื่อว่าความงามเริ่มจากภายในค่ะ เมื่อใจสงบ เราจะดูเปล่งประกายขึ้น และผมก็พลิ้วสวยเป็นธรรมชาติไปด้วย เวิร์กช็อปครั้งนี้ทำให้เห็นชัดเลยว่าการดูแลใจและร่างกายสำคัญพอ ๆ กับการดูแลเส้นผม สำหรับพิม เคล็ดลับคือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับเส้นผม เช่น Pantene Miracles Japan Premium Edition ที่ช่วยบำรุงล้ำลึกถึงแกนผม ให้ผมแข็งแรงและสวยจากภายในจริง ๆ”

งาน Pantene Miracles Exclusive Workshop ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เวิร์กช็อปดูแลผม แต่เป็นประสบการณ์ที่ชวนผู้หญิงกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง ฟื้นคืนความสมดุลทั้งใจและกาย และเปิดโอกาสให้ความงามจากภายในได้เปล่งประกายออกมาผ่านเส้นผมที่พลิ้วสวย

สามารถติดตามเรื่องราวดี ๆ ทั้งหมดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ Pantene Thailand

@panteneth #เปิดฤดูกาลผมพลิ้วสวยจากภายใน #แพนทีนญี่ปุ่น #PanteneMiraclesJapan

Classy Club

Classy Club เปิดแฟลกชิปสโตร์ระดับโกลบอลแห่งแรก ปักหมุดย่านสุดชิค ซองซูดง กรุงโซล

พร้อมต้อนรับสายแฟชั่นแล้ว สำหรับแฟลกชิปสโตร์ระดับโกลบอลแห่งแรกของ Classy Club แบรนด์แฟชั่นที่ขึ้นชื่อด้วยดีไซน์เรียบโก้ และโดดเด่นด้วยสไตล์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ซึ่งปักหมุดที่ย่านสุดชิคอย่าง ซองซูดง กรุงโซล เกาหลีใต้ ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

Classy Club

ดังนั้นการเปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการขยายสาขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงแนวคิดของแบรนด์ ซึ่งยึดมั่นสไตล์ที่ใส่ใจ ยั่งยืน และแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเสมอไป โดยแนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนผ่านโลโก้รูปหอยทากอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างลงตัว

Classy Club

สำหรับงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ของแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ของ Classy Club ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คนไม่ได้เพียงมาซื้อเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนมุมมองต่อแฟชั่นอีกด้วย นั่นคือการแสดงตัวตนอย่างแท้จริงผ่านเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ยาวนานและยังคงดูดีอยู่เสมอ

Classy Club

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานคือการเผยโฉมคอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุด ‘FRIENDS FURREAL’ ซึ่งนำเสนอความสนุกสนานแบบมีระดับ ผสานกับดีไซน์คุณภาพสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Classy Club

Classy Club

คุณอุมาทิพย์ ชำนาญเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสซี่ คลับ จำกัด พูดถึงคอลเล็คชั่นล่าสุดว่า “ความสำเร็จของคอลเล็คชั่น FRIENDS FURREAL ตอกย้ำความเชื่อของเราว่า ผู้บริโภคกำลังมองหาเสื้อผ้าที่สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้จริงๆ” ซึ่งคอลเล็คชั่นนี้ยังได้แรงบันดาลใจจากความน่ารักของสัตว์เลี้ยง โดยถ่ายทอดออกมาเป็นดีไซน์ที่สนุก มีชีวิตชีวา และยังคงความหรูหราในแบบ Classy Club อย่างครบถ้วน

Classy Club

Classy Club เปิดแฟลกชิปสโตร์ระดับโกลบอลแห่งแรก ปักหมุดย่านสุดชิค ซองซูดง กรุงโซล

งานเปิดตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 จัดขึ้นแบบ Invitation Only ที่เชิญเฉพาะแขกพิเศษ เป็นงานที่สะท้อนสไตล์แห่งความสร้างสรรค์และสนุกสนาน

Classy Club

ที่พิเศษสุดๆ เพื่อเฉลิมฉลองแนวคิดแห่งการแสดงตัวตนอย่างแท้จริง Classy Club ได้ร่วมมือกับศิลปินที่เป็นตัวแทนของแนวคิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ‘นัตตี้ – อาณัชญา สุพุทธิพงศ์’ จากวง KISS OF LIFE แฟชั่นไอคอนสาวที่มีสไตล์เฉพาะตัว

Classy Club

การปรากฏตัวของ ‘นัตตี้’ ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Classy Club ในฐานะแบรนด์แฟชั่นร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพล เธอเปลี่ยนงานเปิดแฟลกชิปสโตร์ให้กลายเป็นอีเว้นต์แฟชั่นที่ทุกคนต้องพูดถึง เพราะไม่ใช่แค่มอบเสน่ห์บนเวที แต่เธอยังพาผู้ร่วมงานเดินชมภายในแฟลกชิปสโตร์ด้วยตัวเอง พร้อมเล่าถึงการจัดวางคอลเล็คชั่นที่พิถีพิถัน การจัดแสงและพื้นที่ที่ออกแบบอย่างมีศิลปะ จนกลายเป็นมุมถ่ายรูปแนวแฟชั่นสุดเก๋ที่เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์

Classy Club

แฟลกชิปสโตร์ของ Classy Club ตั้งอยู่ที่ 2F-203 Yeongmujang-gil, Seongsu, Seoul และได้กลายเป็นมากกว่าร้านแฟชั่นทั่วไป แต่เป็น ‘คอมมูนิตี้ฮับ’ แห่งใหม่ของคนรักแฟชั่น ที่สะท้อนถึงคุณภาพ ความใส่ใจในดีไซน์ และแฟชั่นที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

Classy Club

ใครที่อยากก้าวออกจากกระแสแฟชั่นที่หมุนเร็ว และมองหาความเรียบหรูที่มีจังหวะเป็นของตัวเอง Classy Club พร้อมเสิร์ฟความปัง และกำลังรอต้อนรับคุณอยู่นะคะ

Classy Club

เวลาเปิดทำการ

จันทร์ – พฤหัสบดี 12.00 – 20.00 น.

ศุกร์ – อาทิตย์ 11.00 – 21.00 น.

ติดตาม Classy Club ได้ที่

Website: https://classyclub.kr/

Instagram: @classyclub.official / @classyclub.kr

TikTok: @classyclub.official

Facebook: @classyclubofficial


The House 94

The House 94 ร้านอาหารบรรยากาศบ้านสไตล์ทรอปิคัลโมเดิร์น ใจกลางสุขุมวิท 31

The House 94 เป็นร้านอาหารที่เกิดจากการรีโนเวทบ้านที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ยุคที่ประเทศไทยเริ่มรับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modernism) จากตะวันตก บ้านลักษณะนี้พบได้มากในย่านสุขุมวิท ถือเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุคแรกๆ ที่สะท้อนรสนิยมและวิถีชีวิตของคนเมืองในเวลานั้น ซึ่งวันนี้ได้ถูกตีความใหม่ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของร้านอาหารร่วมสมัยใจกลางสุขุมวิท ท่ามกลางแมกไม้อันเขียวขจี โอบล้อมด้วยต้นก้ามปูที่อายุกว่า 100 ปี ภายใต้แนวคิด “บ้าน” ในบรรยากาศอบอุ่น ที่พร้อมเชื้อเชิญทุกคนให้มาแชร์โมเมนต์แห่งความสุขร่วมกัน พร้อมลิ้มลองเมนูอาหารที่ไร้พรมแดนอันแสนพิเศษ

The House 94

The House 94 ร้านอาหารบรรยากาศบ้านสไตล์ทรอปิคัลโมเดิร์นที่ผสานดีไซน์ วัฒนธรรม และรสชาติอย่างไร้พรมแดน ใจกลางสุขุมวิท 31

ในอดีต สุขุมวิทถือเป็นย่านแรกๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายสัญชาติมารวมอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยที่มีฐานะดี ญี่ปุ่น ยุโรป จีน อินเดีย ที่ทยอยเข้ามาอยู่อาศัยจนถึงปัจจุบัน จึงเกิดเป็นความหลากหลายด้านวัฒนธรรม The House 94 ได้ถือกำเนิดขึ้นใจกลางสุขุมวิทในบ้านหลังเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เป็นพื้นที่แห่งการเล่าเรื่องผ่านอาหาร การออกแบบ และความทรงจำ ภายใต้แนวคิด “Borderless Cuisine” เกิดเป็น “เมนูหนึ่งเดียวในโลกที่ไร้พรมแดน” รังสรรค์โดยทีมมาสเตอร์เชฟ ที่พิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบ และเครื่องปรุงจากทั่วทุกมุมโลกมาผสมผสานได้อย่างลงตัว พร้อมมอบสุดยอดแห่งประสบการณ์ด้านอาหารใหม่ ๆ ที่มีความหมายและความลึกซึ้ง

The House 94 ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุค 70s และได้รับการปรับปรุงใหม่โดยยังคงกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ไว้ทุกมุม ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์วินเทจ งานศิลปะร่วมสมัย สระว่ายน้ำ ไปจนถึงบาร์ค็อกเทลสไตล์ยุค 70s ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้สะท้อนชีวิตครอบครัวในแต่ละทศวรรษ บ้านที่เล่าเรื่องผ่านการออกแบบในสไตล์ทรอปิคัลโมเดิร์น ที่มีเสน่ห์อันแสนอบอุ่น เปรียบเสมือนบ้านที่ทุกคนสามารถมาใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารักอย่างมีความสุข และเชื่อว่าอาหารคือภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คนได้โดยไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ

The House 94

Love at first sight แนวคิด ของ The House 94 บ้านของเพื่อนสนิทที่แบ่งปันเรื่องราวแห่งมิตรภาพ

Mr. HANS BOGETOFT CHRISTENSEN, Chief Creative Officer ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบชาวเดนมาร์ก The House 94 กล่าวถึงแรงบันดาลใจของการรังสรรค์ร้านอาหารนี้ว่า

“ผมตกหลุมรักบ้านหลังนี้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ไม่ใช่แค่ตัวบ้าน แต่รวมถึงพื้นที่กลางแจ้งที่มีต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่นและสระว่ายน้ำ หรือห้องเรือนกระจกที่เสมือนพื้นที่ส่วนตัว ทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่แสนวิเศษร่วมกัน สถานที่นี้เต็มไปด้วยเรื่องราว ทำให้ผมอดคิดถึงบ้านในวัยเด็กของผมไม่ได้ “The House 94” สะท้อนตัวตนของผมอย่างแท้จริง ผมเติบโตมาในบ้านหลังใหญ่กับครอบครัวใหญ่ เราชอบต้อนรับแขก มีห้องครัวเป็นหัวใจของบ้าน ที่ทุกคนมารวมตัวกันรอบโต๊ะเพื่อแบ่งปันเวลาแห่งความสุขร่วมกัน  พ่อสนใจเรื่องการออกแบบมาก ท่านมักพาผมไปประมูลหรือเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเป็นประจำ และนี่จึงทำให้ผมมีสายเลือดหรือ DNA แห่งนักออกแบบมาตั้งแต่เด็ก”

ฮันส์ยังเล่าถึงการออกแบบว่า “ดีไซน์ของบ้านหลังนี้สร้างขึ้นประมาณปี 60s -70s องค์ประกอบการออกแบบสะท้อนถึงชีวิตครอบครัวในแต่ละทศวรรษ—ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณพ่อคุณแม่ จนถึงรุ่นปัจจุบัน มีทั้งเฟอร์นิเจอร์วินเทจ งานศิลปะ ไปจนถึงงานศิลป์ร่วมสมัย การตกแต่งภายในจึงเหมือนบทเรียนเล็กๆ ในประวัติศาสตร์ ผมเลือกใช้สีโทนอ่อนจับคู่กับวอลล์เปเปอร์ลายจัดจ้าน สร้างบรรยากาศที่แปลกตาแต่ก็อบอุ่นและโปร่งสบาย มีโซนเลานจ์ที่ผนังตกแต่งด้วยไม้สีเข้ม พร้อมบาร์ค็อกเทลสไตล์ย้อนยุค ให้ความรู้สึกถึงยุค 70s ตัวบ้านเต็มไปด้วยงานศิลปะและของตกแต่งที่เติมความมีชีวิตชีวาและบุคลิกเฉพาะตัว

The House 94

“อาหาร” สายใยแห่งความสุข เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน กับคอนเซ็ปต์ “Borderless Cuisine”

Mr. MORTEN BOJSTRUP NIELSEN, Group Executive Chef  มาสเตอร์เชฟสัญชาติเดนมาร์ก ผู้หลงรักเมืองไทยสุดหัวใจได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจของการรังสรรค์เมนูพิเศษว่า “ผมและทีมเชฟได้แรงบันดาลใจของเมนู “หนึ่งเดียวในโลก” จากประสบการณ์การเดินทาง ความหลากหลายของวัฒนธรรม และความกล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ยึดติดกับกรอบเดิม เราเลือกใช้วัตถุดิบจากทั้งท้องถิ่นและต่างประเทศ ผสมผสานเทคนิคจากหลายเชื้อชาติ เพื่อสร้างรสชาติที่สดใหม่และไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิด “Borderless Cuisine” เมนูไร้พรมแดน ที่เปิดกว้างให้เชฟเล่าเรื่องผ่านจานอาหารอย่างอิสระ  The House 94 ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร  แต่เป็นสถานที่ที่ทุกคนมาสังสรรค์และให้เชฟในบ้านปรุงอาหารให้ตามที่ต้องการ”

The House 94

เชฟกอล์ฟ ประวิทย์ อุดมพรประสิทธิ์ Executive Chef  มากประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศเผยว่า  “การเดินทางทำให้ผมได้เปิดโลกกว้างและได้เรียนรู้มุมมองอาหารจากทุกมุมโลก ผมพิถีพิถันด้านการคัดสรรวัตถุดิบโดยคำนึงถึง คุณภาพ แหล่งที่มา ฤดูกาล และความสัมพันธ์ของรสชาติ ทั้งวัตถุดิบท้องถิ่นและวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ  ที่มีความโดดเด่น ผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ผมชื่นชอบและสนุกกับการทำอาหารที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงสื่อสารและเล่าเรื่องผ่านจานอาหารไปยังลูกค้า พร้อมให้ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของ The House 94 เพิ่มอรรถรสได้อย่างลงตัว” เชฟกอล์ฟกล่าว

7 เมนูพิเศษที่ไม่ควรพลาด

Signature – Main Course

●  Ribs Chop เนื้อหมู Imo Buta (หมูที่เลี้ยงด้วยมันม่วง) ส่วน Ribs Chop ที่ชุ่มฉ่ำ เนื้อนุ่มกว่า Pork Chop ทั่วไป ย่างด้วยซอสบ๊วยดองญี่ปุ่น น้ำผึ้ง และโชยุ เสิร์ฟคู่กับ Apple Puree และ Cognac Mustard ที่หมักกับน้ำแอปเปิ้ลและคอมบูฉะ นาน 7-10 วัน จากนั้นหมักด้วยบรั่นดีจากฝรั่งเศส จนกลายเป็น Cognac Mustard จึงเป็น Signature Menu ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

 Red Snapper – ปลากระพงแดงจากสุราษฎร์ธานี หมักกับสาหร่ายคอมบุเพื่อซึมรสชาติอูมามิ ตากหนังปลา 2-3 วัน เมื่อนำมาย่างจะได้ความหอมกรุ่น หนังกรอบสมบูรณ์แบบ เนื้อปลาสดขาวนุ่ม เสิร์ฟกับซอสสไตล์ซัลซ่าที่ใช้พริก Habanero ที่ Fermented กับน้ำผึ้ง ให้ความแปลกใหม่ที่ลงตัว

The House 94

Appetizers

●  Ceviche – ปลากระมงรีดเลือด (Ikejime) จากสุราษฎร์ธานี แล่เสิร์ฟสไตล์ปลาดิบ ทานกับซอสที่ทำจาก Sea Buckthorn ซี บัคธอร์น (เบอรี่สีส้มสดจากชายฝั่งทะเลแถบยุโรป) และฝรั่งไส้แดง พร้อมส้มคัมควอท (ส้มจี๊ด) จากสวนบ้าน 94 เรียกคืนความสดชื่นและเปรี้ยวอมหวานแบบคลาสสิก

●  Burrata – การผสมผสานข้ามวัฒนธรรมที่น่าทึ่ง ด้วยชีส Burrata เสิร์ฟกับซอสงาถั่วสไตล์จีน คล้ายน้ำจิ้มสุกี้เพิ่มน้ำมันงา เลมอนรายู และ Dukkah ดุกคา (เฮเซลนัทและอัลมอนด์บดกับเครื่องเทศ) โรยด้วยผักร็อกเก็ต จานเดียวที่รวมสไตล์จีน อิตาเลียน และตะวันออกกลางอย่างกลมกล่อม

●  Crab Salad – เมนูที่เชฟภูมิใจนำเสนอ ใช้เนื้อปูม้าสดจากชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดสตูล คลุกเคล้ากับ Cream Fraiche ยอดมะพร้าวอ่อน และเครื่องเทศต่าง ๆ เสิร์ฟกับ Granita น้ำแข็งไสสไตล์อิตาลี ทำจากแอปเปิ้ลเขียว แตงกวา น้ำมะนาว ใบชิโสะ และสาเกญี่ปุ่น เพิ่มความหอม เย็น ชื่นใจ – เมนูที่มีการผสมผสานความเป็นไทย อิตาเลียน และญี่ปุ่นอยู่ในจานเดียวกันได้อย่างลงตัว

The House 94

เมนูของหวาน ใจละลาย

●  Burnt Cheesecake – Basque Cheesecake ที่ใช้ชีส Gruyere เสิร์ฟกับครีมคาราเมลกล้วยน้ำว้าและมะม่วงสุก ท็อปด้วยสับปะรดหอมสุวรรณเชื่อมน้ำเชื่อมดอกส้ม พร้อม Tropical Sauce จากน้ำสับปะรด กลิ่นดอกส้ม และมะม่วงน้ำดอกไม้ ตัดความเข้มข้นด้วยความสดชื่นเขตร้อน

●  Ginger Dessert – ขนมรูปร่างขิงที่ล้อกับคอนเซ็ปต์ The House 94 และร้านในเครือ Ginger Farm มีไส้ขิงเชื่อมผสมเลมอน หุ้มด้วยมูสน้ำผึ้งวานิลลา และ Feuilletine (บิสกิตกรอบผสมช็อกโกแลต) ให้รสหอมหวานน้ำผึ้งและวานิลลา ซ่อนรสเลมอนเปรี้ยวหวานและความเผ็ดร้อนของขิง ด้านล่างโรยด้วยแครกเกอร์เพิ่ม texture ความกรุบกรอบ ถือเป็นของหวานที่อร่อยลงตัวฟินสุดๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

สัมผัสรสชาติอาหารแบบไร้พรมแดน ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกในบรรยากาศอันแสนอบอุ่นและร่มรื่นที่ The House 94 ร้านอาหารใจกลางสุขุมวิท 31 ไม่ว่าจะเป็นดินเนอร์ส่วนตัวริมสระว่ายน้ำ ปาร์ตี้ส่วนตัว หรือเวิร์กช็อป นัดประชุม สัมมนา กิจกรรมวันแสนพิเศษในบ้านหรือห้องเรือนกระจกเอาต์ดอร์ส่วนตัว ปกคลุมด้วยแมกไม้ให้ความสดชื่นของต้นก้ามปูอายุกว่า  1 ศตวรรษ  เชื่อมโยงกับรสชาติอาหารที่แสนประทับใจ เหมาะเป็นจุดเช็กอินอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.thehouse94.com


NH Collection Hotels & Resorts

NH และ NH Collection Hotels & Resorts พาชมจุดหมายสกีทั่วยุโรป

เอ็นเอช โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (NH Hotels & Resorts) และ เอ็นเอช คอลเลคชั่น โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (NH Collection Hotels & Resorts) ในเครือ ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ชวนผู้ที่รักในการเดินทางออกไปสัมผัสเสน่ห์แห่งฤดูหนาวของทวีปยุโรป ผ่านโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้กับสกีรีสอร์ทชื่อดังของทวีป ผสมผสานความหรูหราของเมืองใหญ่ ความสะดวกสบายทันสมัย และทิวทัศน์อันงดงามตระการตาของเทือกเขาได้อย่างลงตัว โรงแรมแต่ละแห่งมอบบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนในฤดูหนาวที่ยากจะลืม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกีท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ (Alps) เที่ยวชมเมืองเก่าที่เปี่ยมเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ หรือการผ่อนคลายหลังวันผจญภัยบนลานสกี แขกผู้เข้าพักจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ผสานทั้งวัฒนธรรมและความสนุกสนานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ครอบคลุมหลายจุดหมายปลายทางทั้ง ฟินแลนด์ สเปน อิตาลี และอันดอร์รา

เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

เพียงครึ่งชั่วโมงจากโรงแรม เอ็นเอช คอลเลคชั่น เฮลซิงกิ แกรนด์ ฮันซา (NH Collection Helsinki Grand Hansa) นักเดินทางจะได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นสกีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่งของเฮลซิงกิ ไม่ว่าจะเป็นทางลาดสุดท้าทายที่ Paloheinä เส้นทางเดินป่าอันงดงามที่ Tali หรือเล่นสกีครอสคันทรีท่ามกลางธรรมชาติผ่านเส้นทาง Backby Manor ทะเลสาบ Bodom และสวน Strömberginpuisto

หลังจากวันแห่งการผจญภัยบนลานสกี ผู้เข้าพักสามารถกลับมาพักผ่อนที่โรงแรม เพลิดเพลินไปกับค็อกเทลสูตรพิเศษพร้อมวิวเมืองแบบพาโนรามาจากรูฟท็อปบาร์ หรือผ่อนคลายด้วยทรีตเมนต์สุดหรูที่สปา เพื่อปิดท้ายการพักผ่อนในฤดูหนาวที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม

กรานาดา ประเทศสเปน

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสทั้งหิมะและแสงแดดในทริปเดียวกัน โรงแรม เอ็นเอช คอลเลคชั่น กรานาดา วิกตอเรีย (NH Collection Granada Victoria) ตั้งอยู่ห่างจากสกีรีสอร์ทชื่อดัง Sierra Nevada เพียง 40 นาทีเท่านั้น นักเดินทางสามารถเพลิดเพลินกับการเล่นสกีและสโนว์บอร์ดบนทางลาดยาวกว่า 100 กิโลเมตร พร้อมด้วยกระเช้าสกี 23 สาย ท่ามกลางทิวทัศน์ของอุทยานแห่งชาติ Sierra Nevada ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องความหลากหลายทางธรรมชาติและภูมิทัศน์ที่สวยงามตระการตา ใกล้กับเมืองแห่งแสงแดดอันอบอุ่นอย่าง กรานาดา

ประเทศอิตาลี

ตั้งแต่ชายฝั่งอันเงียบสงบของทะเลสาบโคโม (Lake Como) ไปจนถึงยอดเขาอันยิ่งใหญ่ของมอนเต โรซา (Monte Rosa) ประเทศอิตาลีคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

ที่โรงแรม เอ็นเอช เลกโก พอนเตเวคชิโอ (NH Lecco Pontevecchio) ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุด เพียง 25 นาทีจากพื้นที่เล่นสกี Piani di Bobbio Valtorta โดยหลังจากสนุกกับการเล่นสกี แขกผู้เข้าพักสามารถเดินเล่นบนถนนสุดโรแมนติกของเมืองเลกโก หรือพักผ่อนริมฝั่งทะเลสาบโคโมอันงดงาม รายล้อมด้วยยอดเขาตระการตาบรรจบกับแม่น้ำอันสงบนิ่ง มอบประสบการณ์การพักผ่อนท่ามกลางเทือกเขาที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก

NH Lecco Pontevecchio

ทางตอนเหนือของอิตาลี ที่หมู่บ้านอันงดงาม Alagna Valsesia โรงแรม เอ็นเอช คอลเลคชั่น อลาญา เมียร์ทิลโล รอสโซ (NH Collection Alagna Mirtillo Rosso) คือสถานที่แห่งการพักผ่อนบนภูเขาอันเงียบสงบ ราย ล้อมด้วยความยิ่งใหญ่ของเทือกเขามอนเต โรซา โรงแรมแห่งนี้ผสมผสานความสะดวกสบายเข้ากับสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของชาววาลเซอร์ (Walser) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับทั้งครอบครัว คู่รัก และผู้ที่เดินทางคนเดียว ด้วยห้องพักที่กว้างขวางปลอดโปร่งด้วยแสงธรรมชาติ พร้อมสปา ฟิตเนส และห้องอาหารที่นำโดยเชฟ Omar Bonecchi ที่พร้อมรังสรรค์เมนูรสเลิศสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษ

อันดอร์รา ลา เวลลา, ประเทศอันดอร์รา

ซ่อนตัวอยู่ระหว่างประเทศสเปนและฝรั่งเศส อันดอร์ราคือดินแดนมหัศจรรย์แห่งฤดูหนาวที่ขึ้นชื่อเรื่องสกีรีสอร์ท ระดับโลกและวิวภูเขาสุดตระการตา เพียง 30 นาทีจากลานสกีที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปโรงแรม เอ็นเอช อันดอร์รา ลา เวลลา (NH Andorra La Vella) คือที่พักอันสมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนอย่างมีสไตล์ท่ามกลางเทือกเขาพิเรนีส (Pyrenees)

ไม่ว่าจุดหมายจะอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ที่ปกคลุมด้วยหิมะของฟินแลนด์ หรือความงดงามของทะเลสาบและเทือกเขาในอิตาลี เอ็นเอช โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท และ เอ็นเอช คอลเลคชั่น โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท ต่างมอบประสบการณ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง ด้วยดีไซน์อันเรียบง่ายและเหนือกาลเวลา กลิ่นอายรสชาติท้องถิ่น และการบริการที่อบอุ่น เติมเต็มฤดูหนาวนี้ด้วยเสน่ห์แห่งยุโรปในทุกการเข้าพัก

KAYAKI

KAYAKI เปิดตัวสาขาใหม่ พร้อมนิยามใหม่ของการย่างปลา

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับสาขาแรกที่สุขุมวิท 49 ซึ่งเปิดเมื่อกลางปี 2568 และได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม จองคิวแน่นทุกวันจนต้องรอข้ามเดือน KAYAKI (คายากิ) ร้านปิ้งย่างเนื้อปลาและซีฟู้ดสไตล์ญี่ปุ่น

KAYAKI เปิดตัวสาขาใหม่ พร้อมนิยามใหม่ของการย่างปลา

โดยสามผู้บริหาร คุณเบ๊นซ์-ปณิธาน, คุณโบ๊ท-ปณิธิ และคุณเพลน-ปวิตรา กอบกุลสุวรรณ จึงขยับขยายความสำเร็จสู่ สาขาที่สอง ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เพื่อให้คนเมืองได้สัมผัสคอนเซ็ปต์อาหารญี่ปุ่นที่ทั้ง “เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง” ในแบบฉบับ YAKIZAKANA (YAKI = ย่าง, ZAKANA = ปลา)” ผ่านวัตถุดิบระดับพรีเมียมและเทคนิคการย่างที่ประณีตทุกองศา

ในประเทศญี่ปุ่น “YAKIZAKANA” ไม่ใช่เพียงอาหารบ้าน ๆ แต่คือหนึ่งในรากวัฒนธรรมการกินที่สืบทอดมายาวนาน ความเรียบง่ายของการปรุงแค่เกลือหรือหมักเบา ๆ สะท้อนปรัชญาอาหารญี่ปุ่นที่เน้นเคารพวัตถุดิบ และเป็นศิลปะแห่งความเรียบง่ายที่ซ่อนความลุ่มลึกไว้ในทุกคำเมื่อย่างด้วยเทคนิค “Medium Rare” เนื้อจะชุ่ม ฉ่ำ และหนังกรอบ KAYAKI ได้หยิบแนวคิดนี้นำมาถ่ายทอดให้คนไทยได้สัมผัสผ่านประสบการณ์ใหม่ของ “ปิ้งย่างปลาและซีฟู้ด” เลือกเสิร์ฟแบบ “พอดีคำ” คล้ายร้าน Yakiniku ที่ย่างเนื้อวัว แต่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นปลาเกรดซาซิมิระดับพรีเมียมส่งตรงจากญี่ปุ่น

ร้าน KAYAKI สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ออกแบบในสไตล์ Japanese Modern ที่ผสานความเรียบง่ายและโมเดิร์นได้อย่างลงตัว พื้นที่ร้านโปร่ง โล่ง มองเห็นวิวเมืองจากกระจกด้านนอก เพิ่มโซนเคาน์เตอร์บาร์ถึง 3 จุด เพื่อให้ลูกค้า
ได้สัมผัสบรรยากาศเชฟย่างปลาต่อหน้าในทุกขั้นตอน สาขาใหม่นี้ขยายพื้นที่รองรับเกือบ 50 ที่นั่ง พื้นที่ร้านเปิดโล่ง มองเห็นวิวเมืองชัดเจน และยังเพิ่มโซน Outdoor Terrace สำหรับนั่งชิลล์ในบรรยากาศสบาย ๆ เหมาะกับมื้อกลางวันและดินเนอร์สุดผ่อนคลาย

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดสาขาใหม่ KAYAKI เปิดตัว “Tenkai” สุนทรียะแห่งการย่าง 7 คำเซ็ตเมนูพิเศษที่รวบรวมทั้งเมนูยอดนิยมและเมนูใหม่เฉพาะสาขานี้ไว้อย่างลงตัว ราคา 1,290 บาท เริ่มต้นด้วย Chutoro Leek ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ (Signature) ของร้าน KAYAKI ที่ใครได้ลองก็ต้องติดใจ ทางเราจึงคัดเลือกมาเป็นคำเปิด

สำหรับเซ็ตนี้ ประกอบด้วย ชูโทโร่ (เนื้อปลาทูน่าส่วนท้องตอนบน) ซึ่งเป็นเนื้อที่มีไขมันแทรกในระดับปานกลาง (คล้ายเนื้อวัวเกรด A4 – A3) ให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นแต่ยังคงความแน่นของเนื้อปลาไว้มากกว่าโอโทโร่ (ส่วนที่คนนิยมทานมากที่สุด) นำชูโทโร่แทรกด้วยต้นหอมสดเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมบางเบาของผัก

ตามมาด้วย Hotate หอยเชลล์โฮตาเตะคุณภาพระดับโอมากาเสะ ย่างด้วยไฟจนหอมกรุ่น และราดด้วยซอสสูตรพิเศษของทางร้าน

จากนั้นพบกับ Shade of Toro เมนูไฮไลต์ประจำเซ็ตและมีเฉพาะสาขานี้เท่านั้น ซึ่งเป็นการรวมความอร่อยของปลาทูน่า (มากุโระ) ไว้ถึงสามส่วนสำคัญที่นำมาหั่นเต๋า เสียบไม้ และทาด้วยซอสสูตรพิเศษก่อนนำไปย่างอย่างพิถีพิถัน เมื่อย่างเสร็จ เนื้อปลาแต่ละส่วนจะให้เฉดสีที่แตกต่างกันตามระดับไขมันและกลายเป็นสามเฉดสีแห่งความละมุน

โดยประกอบด้วย โอโทโร่ (Otoro) ส่วนที่มีไขมันแทรกสูงสุดบริเวณท้องด้านล่าง มอบรสชาติหวานมันเข้มข้น นุ่มละลายในปาก เทียบได้กับเนื้อวัวเกรด A5, ชูโทโร่ (Chutoro) ส่วนที่มีไขมันแทรกปานกลางบริเวณหน้าท้องตอนบน เนื้อนุ่มกำลังดี แต่ยังคงความแน่นของเนื้อปลาไว้มากกว่าโอโทโร่ เป็นส่วนที่ได้รับความนิยมมาก และอากามิ (Akami) ส่วนเนื้อแดงที่ไม่ติดมันจากบริเวณกลางลำตัว มีไขมันน้อยที่สุด ให้เนื้อสัมผัสที่แน่นและนุ่ม เป็นส่วนที่ลีนที่สุดของปลา เทียบได้กับเนื้อวัวส่วนสันใน

นอกจากนี้ยังมี Salmon ปลาแซลมอนเกรดพรีเมียมนำเข้า ที่เปี่ยมด้วยความสดใหม่ นำมาย่างพร้อมกับทาซอสสูตรพิเศษของทางร้าน เพื่อเพิ่มรสชาติที่กลมกล่อมและกลิ่นหอมชวนรับประทาน

อีกหนึ่งเมนูไฮไลต์ใหม่คือ Unagi ปลาไหลน้ำจืดย่าง ที่ทาด้วยซอสหวานสูตรพิเศษของทางร้าน ความพิเศษของจานนี้คือเนื้อปลาที่นุ่มละลายในปาก ตัดกับส่วนหนังที่ย่างจนกรอบ (Crispy) และมีความมันเล็กน้อย มอบมิติและอรรถรสในการรับประทานได้อย่างลงตัว เพิ่มความพรีเมียมไปอีกขั้นด้วยการ On-top “Uni” (ไข่หอยเม่น) ในราคาเพียง 250 บาท เติมเต็มรสชาติหอมมันในแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่ยกระดับคำนี้ให้หรูหราและน่าลิ้มลองยิ่งขึ้น

ต่อด้วย Aka Ebi กุ้งแดงอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Aka Ebi อยู่ที่เนื้อกุ้งที่หวานฉ่ำและมีสัมผัสที่หนึบเด้งตามธรรมชาติ ผ่านการย่างในระดับมีเดียมแรร์ เพื่อสร้างสมดุลแห่งรสชาติ โดยทำให้ผิวภายนอกถูกความร้อนเพียงพอ จนเกิดกลิ่นหอมกรุ่น

ขณะที่เนื้อด้านในยังคงรักษาความชุ่มฉ่ำและความหวานตามธรรมชาติของกุ้งแดงไว้ได้อย่างครบถ้วน ปิดท้ายมื้ออาหารอย่างลงตัวด้วย Tamago (ไข่หวานญี่ปุ่น) เมนูใหม่ที่นำไข่หวานมาย่างอย่างพิถีพิถันจนได้ความร้อนที่พอเหมาะ ทำให้รสชาติหวานมันอร่อย กลมกล่อม และ มีกลิ่นหอมของถ่านอ่อน ๆ สร้างความประทับใจสุดท้ายได้อย่างนุ่มนวล

และเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารของท่านให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คายากิ ขอแนะนำเมนู Lobster Sando แซนวิชล็อบสเตอร์ย่างที่ยังคงความฉ่ำหวานของเนื้อไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ประกบด้วยขนมปังบริยอชโฮมเมดสูตรพิเศษจาก Kay’s Café นับเป็นครั้งแรกที่ คายากิ นำเมนูล็อบสเตอร์มานำเสนออย่างสร้างสรรค์

โดยเสิร์ฟพร้อมซอสไข่พริกมะนาวสูตรเฉพาะ ที่ช่วยเสริมรสชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สามารถสั่ง Lobster Sando เป็นเมนูเพิ่มพิเศษ (Add-on) จากทุกชุด (Set) ในราคาเพียง 390 บาท สำหรับจานเดี่ยว (A la carte) ในราคา 590 บาท

วัตถุดิบทุกอย่างคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะ “ล็อบสเตอร์ ปลาไหล และทามาโกะ” ที่เป็นเมนูใหม่ของร้าน และย่างด้วยเทคนิคเฉพาะเพื่อคงความสดและสัมผัสที่สมบูรณ์แบบในทุกคำ ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจของทีมเชฟที่ให้ความสำคัญกับทั้งรสชาติและศิลปะการย่าง

สามารถมาสัมผัสประสบการณ์ คอนเซ็ปต์ YAKIZAKANA ปิ้งย่างเนื้อปลาและซีฟู้ดสุดพรีเมียมได้แล้ววันนี้
ที่ร้าน KAYAKI สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชั้น 5 โดยร้านเปิดให้บริการทุกวัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
ใจกลางเมือง พร้อมบรรยากาศที่เหมาะกับทั้งมื้อกลางวัน มื้อค่ำ และช่วงเวลาพิเศษของวันตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.00 น. และสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: Kayaki และ  IG: Kayaki.thailand


LeLabo

สำรวจ 6 กลิ่นซิกเนเจอร์ LE LABO สู่ Perfuming Hand Cream

LE LABO หนึ่งในเครื่องหอมแบรนด์โปรดของใครหลายคน ล่าสุดได้เปิดตัว Perfuming hand cream ครีมเข้มข้นนี้มอบความชุ่มชื้นแก่ผิวมือ พร้อมทิ้งกลิ่นหอมติดทนนาน

LeLabo2

 หากพูดถึงกลิ่นหอมซิกเนเจอร์ประจำ LE LABO คิดถึงกลิ่นไหนกันบ้างคะ? ใช่ ANOTHER 13, BERGAMOTE 22, ROSE 31, SANTAL 33, THÉ MATCHA 26, THÉ NOIR  29 หรือเปล่า ถ้ามีหนึ่งในกลิ่นเหล่านี้ในใจ เตรียมกุมกระเป๋าตังค์ไว้ให้ดีเลยค่ะ เพราะกลิ่นน้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งหมดนี้ได้กลับมานำเสนอใหม่ในรูปแบบ Perfuming hand cream ผสานน้ำมันสกัดจากเมล็ดมีโดว์โฟม (Meadowfoam Seed Oil) เป็นครีมบำรุงมือที่มอบทั้งความชุ่มชื่น และกลิ่นหอมอันเย้ายวนที่ชวนให้ทุกคนอยากใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Find Your Signature Scent!

ANOTHER 13

ย้อนกลับไปเมื่อ 2010 Le Labo ได้รับโจทย์จาก AnOther Magazine ให้รังสรรค์กลิ่นน้ำหอมเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์ระหว่าง  Le Labo และ Jefferson Hack หัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสารดังกล่าว โดยมี Sarah Andelman เป็นผู้นำริเริ่มโปรเจ็กต์นี้

ความสำเร็จของโปรเจ็กต์เกิดเป็น ANOTHER 13 กลิ่นน้ำหอมซึ่งผสานกลิ่นแอมบรอกไซด์ และกลิ่นมัสก์ที่เลียนแบบกลิ่นมัสก์จากสัตว์ สร้างเสน่ห์เย้ายวนใจ และ เมื่อผสานเข้ากับวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น ดอกมะลิ และมอส ยิ่งช่วยขับเน้นโน้ตกลิ่นนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

BERGAMOTE 22 

BERGAMOTE 22 ผสมผสานความสดชื่น หอมอบอวล และเย้ายวน กลิ่นน้ำหอมดังกล่าวเคยได้โค้ดเนมว่า “Fire Cologne” หากใครชอบความหอมหวานคงถูกใจกลิ่นหอมแนวฟลอรัล เพราะมีทั้งกลิ่นน้ำมันหอมระเหยเพตติตเกรน และเจือความขมของเกรปฟรุต ปิดท้ายด้วยกลิ่นหอมอันนุ่มลึกของแอมเบอร์ และมัสก์เข้ากับกลิ่นหญ้าแฝก ที่ผสานกันอย่างลงตัว

ROSE 31

จากกุหลาบในเมือง Grasses สู่น้ำหอม Unisex ที่นำเสนอกลิ่นของกุหลาบสายพันธุ์ Centifolia Rose ที่ผสานด้วยโน้ตกลิ่นโทนอบอุ่น เผ็ดร้อน และกลิ่นของไม้หอม เช่น กลิ่นยี่หร่า, กำยาน, ไม้ซีดาร์ และแอมเบอร์ ตามด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนของไม้ไกวแอค และดอกกุหลาบหิน ขับเน้นความหอมมอบความรู้สึกลึกลับชวนค้นหา

SANTAL 33

กลิ่นหอมที่ชวนให้จินตนาการถึงภาพธรรมชาติอันกว้างใหญ่ ไร้ขอบเขต และชวนลุ่มหลง ถ่ายทอดออกมาสู่น้ำหอมที่ผสานส่วนผสมของกระวาน โน้ตของดอกไอริส และดอกไวโอเล็ต ที่โดดเด่นอยู่ในสูตรนี้ พร้อมกลิ่นไม้อบรมควัน อย่างออสเตรเลียนแซนดัลวู้ด และซีดาร์วู้ด เจือด้วยโน้ตกลิ่นเครื่องเทศกลิ่นหนังสัตว์ และกลิ่นมัสก์ ทำให้น้ำหอมนี้มีเอกลักษณ์ เย้ายวนใจ

THÉ MATCHA 26

สำหรับ THÉ MATCHA 26 ให้ความหอมละมุนด้วยโน้ตกลิ่นลูกฟิก ผสานกลิ่นเบสจากใบหญ้าแฝก และกลิ่นไม้ซีดาร์วูด ปิดท้ายด้วยกลิ่นจากเปลือกส้มที่เจือความขมแต่เย้ายวนใจ ดังนั้นจึงให้ความรู้สึกลึกลับลุ่มลึกชวนค้นหา และกลมกลืนไปกับผิวกาย

THÉ NOIR 29 

กลิ่นหอมที่สร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากใบชา น้ำหอมกลิ่น THÉ NOIR 29 จึงผสมผสานความลุ่มลึก สดชื่น นุ่มนวล แต่แฝงความแข็งแกร่งที่สัมผัสได้จากกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของผิวมะกรูด, ลูกฟิก, ใบกระวาน, หญ้าแฝก, มัสก์ และเทคนิคพิเศษในการสกัดใบชาดำที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้น้ำหอมสูตรนี้ ให้มีกลิ่นของใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง และยาสูบซ่อนอยู่ในกลิ่นสุดท้าย

สามารถสัมผัสทั้ง 6 กลิ่นหอมในรูปแบบ Perfuming Hand Cream ได้ตั้งแต่วันนี้ ที่ Le Labo ทุกสาขา


ToB1

ToB1 Ultra Hair Station เปิดตัวโปรเจ็กต์ The Ultimate Luxurious Experience for Flawless Hair Color & Holistic Care

ที่สุดแห่งประสบการณ์เหนือระดับ เมื่อร้านซาลอนต้นแบบโดยแบรนด์ระดับโลก Schwarzkopf Professional และ SUBLIMIC ผนึกกำลังร่วมกับ ToB1 Ultra Hair Station เปิดตัวโครงการพิเศษ “The Ultimate Luxurious Experience for Flawless Hair Color & Holistic Care” เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลเส้นผมสู่ประสบการณ์ความงามแบบครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Best of Both”  ผลลัพธ์ที่นำไปสู่ข้อได้เปรียบทางธุรกิจ 

ToB1 Ultra Hair Station ถ่ายทอดแนวคิดความงามแห่งอนาคตที่ผสานนวัตกรรมการทำสีผมและการบำรุงปรนนิบัติเส้นผมระดับโปรเฟสชันแนล โดยใช้ผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากสองแบรนด์ระดับโลก 

ภายใต้แนวคิด “Best of Both” Best in Product & Service Innovation ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานซาลอนไทยให้มีมาตรฐานสูงทั้งคุณภาพการบริการ ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ และประสบการณ์มี่ผู้บริโภคจะมั่นใจได้ในคุณภาพ ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ คุณภาพการบริการ การออกแบบพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการดูแลเส้นผม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง “Your Go-To Luxury Salon” ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและสุขภาพเส้นผมอย่างแท้จริง

ToB1 Ultra Hair Station ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ “Ultra in Every Dimension” ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญของประสบการณ์สุดหรู

  1. ULTRA in Lifestyle – งานเปิดตัวสุดหรูที่รวมเหล่า KOLs และแขกรับเชิญพิเศษกว่า 20 ท่าน เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การปรนนิบัติผมในแบบ Ultra Salon ที่รังสรรค์ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
  2. ULTRA in Experience – ถ่ายทอดความประทับใจผ่านกิจกรรมสุดพิเศษและของขวัญสำหรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อม Workshop ให้ความรู้ด้านการดูแลผมและหนังศีรษะโดยผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC 
  3. ULTRA in Craft – เปิดตัวบริการ Signature สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งการบริการเปลี่ยนสีผมโดยผู้เชี่ยวชาญ และการบำรุงดูแลเส้นผม ผสานความหรูหราและเทคโนโลยีแห่งการดูแลเส้นผม

บรรยากาศของ ToB1 Ultra Hair Station ออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจาก “Holistic Beauty” พื้นที่ที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ของการดูแลเส้นผม ด้วยโทนสีเรียบหรู เน้นความผ่อนคลายและประสบการณ์แบบ Private Lounge พร้อมบริการจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมจากสองแบรนด์ระดับโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบของที่ระลึกพิเศษ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียม SUBLIMIC และ Gift Voucher รับบริการทรีทเม้นท์เมนูพิเศษ แทนคำขอบคุณแก่แขกผู้ร่วมงาน และเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยุคใหม่ของซาลอนระดับพรีเมียมในประเทศไทย

“โครงการนี้สะท้อนจุดยืนของเราในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการยกระดับมาตรฐานซาลอนไทย ทั้งด้านคุณภาพ บริการ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ” ผู้บริหารโครงการกล่าว ToB1 Ultra Hair Station พร้อมแล้วที่จะเป็น “Your Go-To Luxury Salon” จุดหมายใหม่ของคนรักผม ที่ต้องการสัมผัสการดูแลระดับโลกที่ต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลเส้นผมอย่างแท้จริง


“ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล”

“ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล” ผู้นำหญิงแห่งวงการ Data ขับเคลื่อนไทยสู่ยุค AI

ในโลกที่ “ข้อมูล” ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ การใช้ Big Data และ AI ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ และหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนนี้ คือ “ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล” ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ที่คร่ำหวอดในวงการเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากว่า 20 ปี เชียวชาญ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ไปจนถึงการร่วมกำหนดนโยบายระดับชาติ เพื่อผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัลที่ยั่งยื่น

Big Data Institute

 “เมื่อพูดถึง Big Data หลายคนอาจนึกถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้ในที่เดียว แต่ความจริง ภารกิจของเราคือการบูรณาการข้อมูลจากภาครัฐ ด้วยการรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง โดยขั้นตอนเรามีดังนี้ หนึ่ง รวบรวมและทำความสะอาดข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากหลายเหล่งและมีรูปแบบแตกต่างกัน ทั้งด้านโครงสร้าง เนื้อหา ความครบถ้วน หรือแม้แต่ความถูกต้อง เราจึงต้องนำข้อมูลมาจัดให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และทำความสะอาด ด้วยการตัดข้อมูลที่ซ้ำหรือผิดพลาดออก เติมเต็มช่องโหวให้สมบูรณ์ เพื่อให้ข้อมูลพร้อมไปใช้วิเคราะห์ จากนั้นก็แยกเป็นหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่นข้อมูล ท่องเที่ยว, สาธารณสุข, สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ข้อมูลเก็บเป็นระบบและเชื่อมโยงกันได้

“ถัดมาคือ การวิเคราะห์และพัฒนาโมเดล AI ซึ่งเราจะมีทีมงานพิจารณาว่า ข้อมูลในลักษณะนี้เหมาะกับการใช้เทคนิค AI ประเภทใด เช่น ใช้ระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เพื่อวิเคราะห์ข้อความ โดยเทคนิคหลักการใช้ AI คือคอมพิวเตอร์จะเรียนรู้จากข้อมูลด้วยตนเอง เราไม่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์หรือเขียนโปรแกรมขึ้นใหม่ แค่ให้ข้อมูลและตัวอย่างกับคอมพิวเตอร์ มันจะหาแพทเทิร์นการทำงานตามรูปแบบของข้อมูล ฉะนั้นถ้าจะให้ Big Data เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์และประมวลผล

“ขั้นตอนสุดท้ายคือ การส่งมอบผลลัพธ์จากการทำงานของ AI ที่มีทั้งในรูปแบบของแดชบอร์ด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์, เว็บไซต์ หรืออินโฟกราฟิก สำหรับเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะรวมถึงการป้อนข้อมูลเข้าสู่แอปพลิเคชั่น เพื่อใช้ประกอบการแนะนำหรือการตัดสินใจ”

Smart Data Projects

“ปัจจุบัน BDI มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ AI และ Big Data อยู่มากมาย เรียกได้ว่าแทบทุกโครงการนำ AI มาใช้ ทั้งการวิเคราะห์เชิงข้อมูล หรือการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) หลังจากรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ได้แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลสร้างเป็นแดชบอร์ด เพื่อช่วยตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ขณะนี้มีมากกว่า 100 โครงการที่กำลังดำเนินงานอยู่ เช่น ในทางเศรษฐกิจมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม Travel Link ด้วยการนำข้อมูลการเข้าเมืองของนักท่องเที่ยวมาประมวลผล เพื่อดูสถิติภาพรวม เช่น สัญชาติ เพศ และช่วงอายุของผู้เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งตอนนี้เราสร้างฐานข้อมูลครอบคลุมกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ และยังมีอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลของนักท่องเที่ยว เพื่อให้เห็นภาพรวมง่ายขึ้น โดยข้อมูลเหล่านี้จะอัพเดตทุกๆ 24 ชั่วโมง ภาครัฐหรือเอกชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้

“ในมิติทางสังคม เรายังทำข้อมูลด้านสุขภาพ ในแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Health Link ใช้ข้อมูลสุขภาพจากประชาชนมาวิเคราะห์โรคที่พบบ่อยในแต่ละพื้นที่และวางแผนเชิงป้องกัน และเรายังเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ป่วย เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่ทุกวันนี้ สามารถใช้สิทธิ์รักษาได้ทุกโรงพยาบาลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เราจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลางประวัติการรักษา การวินิจฉัยโรค หรือการแพ้ยาจากโรงพยาบาลที่เคยเข้ารับการ รักษา พอย้ายมาใช้สิทธิ์ 30 บาท ที่โรงพยาบาลใหม่ แพทย์ก็จะเรียกดูข้อมูลได้ทันที

“ด้านสิ่งแวดล้อม เราก็มีโครงการที่ชื่อว่า Envi Link ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อมได้รวดเร็ว จะเข้าไปศึกษาหรือติดตามสภาพแวดล้อมก็ได้ โดยเฉพาะเรื่อง ฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาหลักในหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งเรารวบรวมข้อมูลเซนเซอร์ที่ใช้วัดค่าฝุ่นจากหลายๆ แห่ง ทั้งกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานอื่นๆ จากนั้นก็ส่งข้อมูลให้ AI วิเคราะห์ว่าค่า PM2.5 ส่งผลต่อโรงเรียนหรือกลุ่มเปราะบางอย่างไร หรือหน่วยงานรัฐอาจนำข้อมูลสุขภาพมาเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่ค่า ฝุ่นสูง เพื่อดูแนวโน้มการเจ็บป่วยและในอนาคตข้อมูลลักษณะนี้จะถูกนำไปต่อยอดในด้านต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ต้องคำนวณผลกระทบจากคาร์บอนฟุตพรินท์และคุณภาพอากาศต่อการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่”

Unlocking Al Potential

สำหรับอุตสาหกรรม Big Data และการใช้ AI ในองค์กรของประเทศไทยศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี ประเมินว่า อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 เปอร์เซ็นต์ต่อปีสะท้อนถึงความตื่นตัวของตลาดและศักยภาพของผู้ประกอบการไทย แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

“ประการแรก คือ วัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะภาครัฐ ยังคงดำเนินการภายใต้กรอบระเบียบเดิม ทำให้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกจำกัดด้วยกฎหมาย จนขัดขวางโอกาสในการนำ AI มาใช้จริง ประการที่สอง คือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี หลายองค์กรยังไม่พร้อมสำหรับการใช้ AI อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะยังขาดระบบคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูง

“ประการสุดท้าย คือ ความเข้าใจและทัศนคติของบุคลากร บางกลุ่มกระตือรือร้นที่จะใช้เทคโนโลยีจนขาดการตรวจสอบความถูกต้อง ทำให้เกิดปัญหาตามมา ในขณะที่บางกลุ่มกลับกังวลและไม่กล้าใช้เพราะกลัวผลกระทบ เช่น กลัวถูกแทนที่ด้วย AI

“หากจะเตรียมความพร้อม สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับทั้งวัฒนธรรมองค์กร คน และระบบการทำงานไปพร้อมๆ กัน ผู้บริหารระดับสูง ต้องชัดเจนในการปรับทิศทางองค์กร ส่วนฝ่าย HR ก็ต้องช่วยเสริมความรู้ให้คนในองค์กรมีทักษะใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ทันเทคโนโลยี ในขณะเดียวกัน ฝ่าย IT ก็ต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการจัดซื้อระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มต่างๆ

 “อย่างไรก็ตาม AI ก็ยังมีข้อจำกัดเช่น AI ดึงข้อมูลจากเฟคนิวส์แล้วสรุปออกมาเหมือนจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ เช่น การแพทย์หรือการตัดสินคดีความภาครัฐจึง ต้องมีแนวทางกำกับว่างานประเภทใดมีความเสี่ยงสูง งานประเภทใดที่มีความเสี่ยงต่ำ”

“เพราะสุดท้ายแล้ว AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์”

SARRAN

SARRAN เปิดตัว “Oriental Blue” คอลเล็คชั่น Art to Wear ใหม่ล่าสุด ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเครื่องกระเบื้องลายคราม

ดีไซน์เนอร์ชาวไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานให้เหล่าไอคอนชื่อดังทั่วโลกอย่าง ‘ศรัณญ อยู่คงดี’ ได้เปิดตัวคอลเล็คชั่น Art to Wear ชุดใหม่กับ “Oriental Blue” by SARRAN ที่นำเอาเครื่องกระเบื้องลายครามมาผสมผสานกับดอกพุดตานที่ถูกตีความเป็นลวดลายไทย และพัฒนาขึ้นมาเป็นศิลปะ ​​ณ Suriyasai Content Bar เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2568 โดยในงานนี้ก็ได้รับเกียรติจากบ้านสุริยาศัย ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก สื่อมวลชน และเหล่าเซเลบมากมายที่ได้มาร่วมเป็นเกียรติในงานแฟชั่นโชว์และแสดงความยินดีกับการเปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่สุดยิ่งใหญ่ของ SARRAN

SARRAN
SARRAN
ศรัณญ อยู่คงดี ดีไซเนอร์

“Oriental Blue” ได้ตีความใหม่ของความผูกพันระหว่างธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อ ผ่านการใช้ เซรามิกสีน้ำเงิน–ขาว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาชนะล้ำค่าในอดีต หลอมรวมเข้ากับเฉด Midnight Blue (Siam รัตติกาล) ของเครื่องเคลือบลายคราม กลายเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่ไม่เพียงสะท้อนความงาม หากยังบรรจุปรัชญาแห่ง “การซ่อมแซม” หรือ “Kintsugi” ไว้ในตัว

SARRAN

โดยศรัณญได้เล่าถึงแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นที่เริ่มต้นจากลวดลายกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงิน–ขาว ที่ประดับอยู่บนฐานพระปรางค์วัดอรุณ ศิลปกรรมที่ผสานศรัทธาและความงามทางสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อแสงย่ำค่ำทอดผ่านฟ้าเป็นเฉดน้ำเงินเข้ม เงาสะท้อนเหล่านั้นไหลรินลงบนผิวน้ำเจ้าพระยา กลายเป็นช่วงเวลาอันลึกลับ สงบ และไปด้วยเปี่ยมพลัง

SARRAN

SARRAN เปิดตัว “Oriental Blue” คอลเล็คชั่น Art to Wear ใหม่ล่าสุด ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเครื่องกระเบื้องลายครามอันทรงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม สู่เครื่องประดับร่วมสมัยที่สะท้อนทั้งความงามและปรัชญาแห่ง “การซ่อมแซม”

SARRAN
SARRAN

คอลเล็คชั่น Oriental Blue คือการตีความใหม่ของความผูกพันระหว่างธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อ ผ่านการใช้ เซรามิกสีน้ำเงิน–ขาว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาชนะล้ำค่าในอดีต หลอมรวมเข้ากับเฉด Midnight Blue (Siam รัตติกาล) ของเครื่องเคลือบลายคราม กลายเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่ไม่เพียงสะท้อนความงาม หากยังบรรจุ “ปัญญาแห่งการซ่อมแซม” ไว้ในตัว เตือนให้เราตระหนักว่าแม้เราจะเปราะบางและแตกหัก แต่ทุกเศษเสี้ยวคือประวัติศาสตร์ที่ประกอบร่างขึ้นเป็น “เรา” ในปัจจุบัน

SARRAN
คุณแซม ตัวแทนจาก บ้านสุริยาศัย และ Suriyasai Content Bar
SARRAN
คุณโทบี้ ลู ตัวแทนจาก River City Bangkok

โดยคอลเล็คชั่น “Oriental Blue” จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568 นี้เป็นต้นไป ณ SARRAN Life Studio & Flagship Store ชั้น 1 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

SARRAN

‘เปิดหู เปิดตา เปิดใจกันด้วย ระวังเจอคนไม่ตรงปก ใช่คุณไหม? ต้องเช็กแล้ว!’ ดวงรายสัปดาห์ 10-16 พฤศจิกายน 2568

‘เปิดหู เปิดตา เปิดใจกันด้วย ระวังเจอคนไม่ตรงปก’

ดวงรายสัปดาห์ 10-16 พฤศจิกายน 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  : ได้พักไปสัปดาห์หนึ่งแล้วนะคะชาวอาทิตย์ ก็ถึงเวลาที่จะได้กลับมาเครียดกันอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งในองค์กร หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะคาดว่าในรอบ 7 วันนี้เป็นไปได้ที่คุณจะได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานสายเอ็นเทอร์เทน พวกนักร้อง นักดนตรี พิธีกร หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน ซึ่งงานนี้คุณจะมีโอกาสตกอยู่ในภาวะที่ต้องปรับตัวอย่างยิ่ง ต้องงัดสรรพกลยุทธ์ชั้นเซียนขึ้นมารับมือ อยู่ในภาวะที่เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังกลับก็ไม่ทันแล้ว    

การเงิน  :   จริงๆ คุณมีรายได้ที่มั่นคงอยู่แล้ว แต่ภายในรอบ 7 วันนี้จะมีโอกาสหารายได้เพิ่มจากงานกลางคืน ก็เก็บๆ ไว้บ้างนะ เพราะเงินประเภทนี้มักจะอยู่ในกระเป๋าได้ไม่นาน ต้องมีเหตุให้จ่ายออกไป

ความรัก  :   ระวังนะคะ กับความเป๊ะปังและซีเรียส จ้ำจี้จ้ำไชของคุณ เพราะมีโอกาสที่จะทำให้คู่ครองคุณเบื่อ จนถึงกับออกไปหาสถานที่และบุคคลเพื่อผ่อนคลาย คนโสด  สัปดาห์นี้ความรักของชาวอาทิตย์จะบอกว่าสับสนก็ได้ มีทั้งความเป๊ะยึดติดในกรอบประเพณี กับความโรแมนติกอ่อนหวาน ขณะที่ความสัมพันธ์ก็หมิ่นเหม่กับศีลธรรมมากเลย  

สุขภาพ  :   ต้องระวังระบบการปัสสาวะจะสร้างปัญหาให้กับกรวยไตและกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนั้นยังมีเรื่องเข่า ขา และข้อเท้า ที่จะปวดเมื่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยึดตึงผิดปกติ จนเดินผิดปกติ  

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  แม้จะขึ้นต้นสัปดาห์ใหม่แล้ว แต่ชาวจันทร์ก็ยังมีโอกาสที่จะต้องปลงยาวไปกับงานหรือธุรกิจที่ไม่ได้เป็นดังที่วาดหวังไว้ ดังนั้น ภายใน 7 วันนี้หากคุณจะเสนอโครงการหรือแผนงานอะไร ควรเตรียมแผนสองไว้ด้วยเลย เพราะมีโอกาสที่จะไม่ผ่านการพิจารณาหรือไม่อนุมัติสูงมาก จากเหตุการณ์นี้จะทำให้คุณเครียด เป็นไปได้ว่าจะฟาดงวงฟาดงากับคนรอบข้างไปทั่ว ก็ใจเย็นๆ เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะหนักก็คือคุณ ถึงกับมีโอกาสที่จะท้อแท้และโทษโชคชะตาเลยทีเดียว

การเงิน  :  รายจ่ายในรอบ 7 วันนี้เยอะมากจนคุณหมุนเงินไม่ทัน มีความเสี่ยงที่จะต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพราะฉะนั้นจึงควรใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้ชีวิตสมถะก่อนอย่าเพิ่งฟุ้งเฟ้อ    

ความรัก  :  หากคุณเป็นนักเที่ยว เจ้าชู้ หรือนักรักตัวยง สัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณจะเริ่มไม่สนุกกับบรรยากาศที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ จึงมีโอกาสที่จะเข้าสู่โหมดปลงต่อ    คนโสด  มีโอกาสที่คุณจะปลงกับการหาแฟนเพื่อจะชูหน้าชูตาและชูใจแก่ผู้พบเห็น มาสัปดาห์นี้คุณเริ่มช้าลงแล้ว  

สุขภาพ  :   วัยทองก็ยังคงอยู่กับชาวจันทร์อยู่ พวกกระดูกและฟัน ก็มีบ้างที่จะผุและบางขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์นี้ยังรวมถึงเหตุที่มาจากแอลกอฮอล์ และการพักผ่อนไม่เพียงพอด้วย  

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   หากจะบอกว่าเป็นสัปดาห์ใหม่ที่ชาวอังคารมีโอกาสจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็ได้นะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือทำธุรกิจกับครอบครัว คนรู้จัก หรือคนรัก เพราะเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสที่จะได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงาน การบริหารจัดการ หรือให้บริการคำปรึกษาต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่อยากทำ ไม่ถนัด ไม่ชอบ หรืออีกหลายๆ ไม่ แต่เพราะติดที่พระคุณหรือความสัมพันธ์จึงทำให้คุณปฏิเสธไม่ได้ ก็ใจเย็นๆ อย่าใจร้อน หากจะตัดสินใจ ก็พยายามถามความคิดเห็นของคนรอบข้างด้วย

 การเงิน  :    มีโอกาสที่คุณจะได้เงินค่าตอบแทนหรือเงินปันผลจากครอบครัว แม้จะไม่ถึงกับอู้ฟู่  แต่ก็มีค่าขนมมาให้ตลอดๆๆ เลย ก็ระวังจะถูกหลอก ถูกโกง ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพด้วย

ความรัก  :  สำหรับคู่แต่งงานใหม่ที่เพิ่งเข้าหอมาหมาดๆ หรือกำลังอยู่ในช่วงฮันนีมูน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความรักของคุณมาจากแม่สื่อหรือพ่อสื่อจัดการให้ รวมถึงคู่ที่ไม่ตรงปก เป็นสัปดาห์ที่น่าจะมีเฮ เพราะที่สุดแล้ว พวกคุณจะจบอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง  คนโสด สำหรับใครที่กำลังอินเลิฟ โลกนี้เป็นสีชมพู ต้องเปิดตา เปิดหู เปิดใจให้มาก เพราะตัวจริงของเขามีโอกาสที่จะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเห็น

สุขภาพ  :   เลือดลมเป็นประเด็นที่ต้องระวังอย่างยิ่งสำหรับชาวอังคารในรอบสัปดาห์นี้ มีโอกาสที่คุณจะหน้ามืด เป็นลมกลางอากาศได้เลย จึงควรรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ และวิตามินบำรุงเลือด รวมถึงไวรัสตับอักเสบด้วย

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  หากจะบอกว่าเป็นสัปดาห์ผู้ใหญ่แห่งชาติของชาวพุธก็ได้นะ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้หากคุณกำลังวางแผนการณ์อะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา ไม่ว่าจะประสานงาน ต่อรอง หรือไกล่เกลี่ย เพื่อให้งานหรือธุรกิจบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งคุณมีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับผู้ใหญ่ที่เป็นระดับเซียนในวงการหลากหลายสาขา ซึ่งท่านจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ส่วนเจ้านายและเพื่อนร่วมงานก็เมตตาเอ็นดู ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่งานหรือธุรกิจนั้นจะสำเร็จได้ไม่ยาก   

การเงิน  :  มีโชคลาภจากผู้ใหญ่และทีมงานที่ดี แต่จะเก็บเงินไม่อยู่ คาดว่าจะหมดเงินไปกับการเดินทางท่องเที่ยว การเข้าสังคม และการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์นี้จะมีรายจ่ายของผู้สูงอายุในบ้าน

ความรัก  :   สัปดาห์นี้ไม่ต้องคิดว่าจะจูงมือคู่ครองไปเที่ยวกันตามลำพังเลยค่ะ เพราะมีโอกาสสูงมากที่ตัวจะติดกับผู้ใหญ่หลายท่านด้วยสิ ซึ่งคู่ก็เข้าใจดี  คนโสด  เป็นไปได้ว่า สัปดาห์นี้คุณจะให้เวลากับผู้สูงวัย ซึ่งเป็นไปได้ทั้งศึกษานิสัยใจคอ หรือดูแลพาท่านไปหาหมอ

สุขภาพ   :   ปัญหาสำคัญของชาวพุธในรอบสัปดาห์นี้คือ กระดูกและเส้นเอ็นต่างๆ ระวังจะเกิดการบาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุบริเวณช่วงขาตั้งแต่สะโพกลงไป เช่น ข้อ หรือเอ็นเสื่อม รวมถึงหลังด้วย

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :   หากจะบอกว่า ชาวพฤหัสสัปดาห์นี้ผู้หญิงให้โชคก็ได้นะ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้ร่วมงานกับผู้หญิงในงานที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกในเรื่องของความรู้สึกและอารมณ์ เช่น นักแสดง นักประพันธ์ นักโฆษณา ดีไซเนอร์ รวมถึงสินค้าและบริการที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นไปได้ที่เธอจะชักชวนคุณไปทำงานเพื่อสังคม เช่น มูลนิธิ หรือจิตอาสา จนไปถึงสายมู ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงมาก ได้ทั้งบุญและงาน

การเงิน  :   มีโอกาสที่จะมีชีวิตสุขสบาย ติดแกรมกับเขาบ้าง ส่วนมากจะไปกับเพื่อนสาว ทั้งชอปปิ้ง และสายมูกันทั้ง 7 วันเลย ก็เก็บเงินไว้บ้างนะคะ  

ความรัก  :  เป็นไปได้ว่า สัปดาห์นี้คุณจะให้เวลากับเพื่อนผู้หญิง ญาติผู้หญิงมากกว่าคู่ครองเสียแล้ว แต่อย่างไรคุณก็ยังโหยหาอ้อมกอดของคู่ครองอยู่ล่ะ   คนโสด  สัปดาห์นี้มีโอกาสสูงมากที่คุณจะเรียกร้องอ้อมกอดจากผู้หญิงแล้วล่ะ

 สุขภาพ   :   สัปดาห์นี้ชาวพฤหัสควรระวังบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน นอกจากนั้นเมื่อชีวิตมีความสุข ก็ต้องระวังน้ำหนักที่จะตามมาด้วย มาแล้วกลับตัวลำบาก   

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :  อย่าเพิ่งเครียดกันนะคะชาวศุกร์ สำหรับใครที่กำลังมีโครงการที่จะเสนอแผนงานระยะยาว หรือเสนอแผนธุรกิจของปีหน้า สำหรับสัปดาห์นี้ควรเตรียมไว้หลายๆ แผน เพราะมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่แผนงานจะไม่ผ่านการพิจารณาหรือไม่ได้รับการอนุมัติ แต่ด้วยความสามารถของคุณที่งัดสรรพกลยุทธ์เตรียมมาเสนอใหม่ได้อย่างทันท่วงที เป็นไปได้ว่าผู้ใหญ่จะเห็นในความพยายาม และคาดว่าคงมีสักแผนที่เข้าตาท่าน จนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่คุณต้องการ  

การเงิน  :  มีเงินเข้ามาตลอดเวลา และก็จ่ายไปตลอดเวลา คาดว่าสัปดาห์นี้จะจ่ายมากกว่ารับ แม้ผู้ใหญ่จะช่วยเหลืออย่างไร แต่ก็ไม่พอ

ความรัก :   อยากบอกว่าสัปดาห์นี้ชาวศุกร์เจ้าชู้มากเลย หากแฟนเผลอก็จะทำตาหวานใส่คนอื่นตลอดๆ ตามใจตัวเองมากกว่าคนที่อยู่ด้วย คนโสด  เสน่ห์กับเพศตรงข้ามก็ยังอยู่ สัปดาห์นี้ยังเพิ่มความเจ้าชู้เข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องบอกว่าจะเป็นสัปดาห์ที่ร้อนแรงแค่ไหน   

สุขภาพ  :   น้ำหนักก็ยังตามมาติดๆ อยู่นะ ซึ่งสัปดาห์นี้คาดว่าจะเริ่มเห็นผล ตรงที่มีอาการปวดขา ปวดเข่า และกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นต่างๆ นอกจากนั้นการดื่มหนัก และเที่ยวกลางคืนติดๆ กันก็จะทำให้สุขภาพร่างกายโทรมเร็วกว่าวัยนะ

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  หากจะบอกว่าเป็นสัปดาห์แห่งความเป็นสิริมงคลของชาวเสาร์ก็ได้ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้ติดต่อกับผู้ใหญ่ ผู้มีบารมี หรือระดับผู้บริหารขององค์กรจนถึงประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรอง ไกล่เกลี่ย หรือรอมชอม เป็นโอกาสดีที่คุณจะได้ใช้เทคนิคและประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อให้การเจรจานั้นบรรลุวัตถุประสงค์ ก็นับว่าแต้มบุญคุณดี เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ท่านเหล่านั้นจะให้การส่งเสริมสนับสนุนจนงานผ่านไปได้ด้วยดี

การเงิน  :  เป็นสัปดาห์ที่คุณจะมีโอกาสได้เดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ หรือไปร่วมงานบุญยังสถานที่ต่างๆ ก็ควรจัดสรรเงินเก็บไว้บ้าง เพราะคาดว่าเงินจะไม่พอ แม้ผู้ใหญ่จะพยายามช่วยแล้วก็ตาม  

ความรัก  :   ผู้ใหญ่จะเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตคู่อย่างมาก แม้คุณพยายามตีตัวออกห่าง แต่ก็ยาก เพราะยังต้องอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน คนโสด  จะบอกว่าเอาแต่ใจตัวก็ได้นะคะ แม้ผู้ใหญ่จะพยายามจัดสรรคู่เดทมาให้ตามสเปกคุณแล้ว แต่คุณก็ไม่ใยดี

 สุขภาพ   :   จะบอกว่าน้ำหนักกำลังจะมีผลอย่างยิ่งกับอวัยวะช่วงขา ตั้งแต่สะโพกลงไป ยิ่งคุณมีกิจกรรมที่ต้องเดินมากด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้เข่า และข้อเท้ารับน้ำหนักมาก จนมีอาการปวด เพราะฉะนั้นรีบคุมน้ำหนักด่วน

'ใหม่-เต๋อ'

รักนิรันดร์ของ ‘ใหม่-เต๋อ’ “ชีวิตนี้ขาดกันไม่ได้อีกแล้ว”

เรื่องราวของความรักของ ‘ใหม่-เต๋อ’ ที่เริ่มต้นจาก การถูกปฏิเสธขอเบอร์โทรศัพท์ สู่การเป็นผู้เยียวยาหัวใจ ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของซูเปอร์สตาร์สาวให้กลับมาเป็น “ใหม่ 100%”

จากคู่จิ้นในกองถ่ายละคร “ชายไม่จริงหญิงแท้” สู่คู่ชีวิตจริงที่เพิ่งจูงมือเข้าสู่พิธีวิวาห์กันไปหมาดๆ  สำหรับนางเอกซูเปอร์สตาร์ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ และนักแสดงและนักเขียนบทมากความสามารถ เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี คู่ที่มั่นคงในความรักมานานกว่า 7 ปี

'ใหม่-เต๋อ'

จากความเข้าใจสู่ความผูกพัน

ใหม่-ดาวิกา  และ เต๋อ-ฉันทวิชช์ เริ่มสนิทกันจากการร่วมงานกันในละครเรื่อง “ชายไม่จริงหญิงแท้” โดยในช่วงแรก เต๋อยอมรับว่าเขาไม่ได้คิดจะจีบหรือสนใจใหม่เลย เพราะภาพจำของเขาคือเธอคือซูเปอร์สตาร์ แต่เมื่อได้ใช้เวลาทำงานร่วมกัน เขาก็ได้ค้นพบว่า ตัวจริงของใหม่เป็นคน อยู่ง่ายกินง่าย ขี้เล่น เป็นกันเอง จนกระทั่งละครปิดกล้อง เต๋อจึงได้รู้ตัวว่า เขาได้ตกหลุมรักใหม่เข้าอย่างจัง

แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นคู่จิ้นแต่เส้นทางรักของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่น เพราะแค่เริ่มจีบ เต๋อก็ถูกใหม่ปฏิเสธไม่ให้เบอร์โทรศัพท์ แต่ด้วยความพยายาม และความรักที่จริงใจและสม่ำเสมอ ทำให้เต๋อสามารถชนะใจนางเอกสาวสวยได้ในที่สุด โดยเต๋อเคยกล่าวถึงความรักครั้งนี้ว่าเป็น “ผู้ชายที่โชคดี” ที่ได้คบกับ “ใหม่” ขณะที่ “ใหม่” ก็ยอมรับว่าเต๋อคือคนที่เข้ามาเติมเต็มและเป็นกำลังใจสำคัญในทุกช่วงชีวิตของเธอ ทั้งคู่ผ่านการเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปด้วยกัน ทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแฟ้นและมั่นคง

ชีวิตนี้ขาดกันไม่ได้อีกแล้ว

คำพูดที่ว่า  ชีวิตนี้ขาดหนูไม่ได้อีกแล้ว” ไม่ได้เป็นเพียงคำหวาน แต่เป็นประโยคที่สะท้อนถึงความผูกพันลึกซึ้งที่ทั้งคู่มีให้กัน โดยเต๋อเคยให้สัมภาษณ์ว่า “การที่มีใหม่เข้ามาทำให้ชีวิตของผมมีเป้าหมาย ผมรักเขามาก รักมากที่สุด รักชนิดที่ว่าในชีวิตไม่คิดว่าจะรักใครได้เท่านี้อีกแล้ว ไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีกันได้ ยังไงเราก็ไม่เลิกรักกันแน่นอน”

ขณะที่ใหม่เคยเล่าเช่นเดียวกันว่าเต๋อเข้ามาในช่วงชีวิตที่เธอกำลังเผชิญกับดราม่าหนัก ๆ จนรู้สึกว่าคนทั้งประเทศเกลียดเธอ แต่เมื่อมีเต๋อเข้ามาในชีวิต ทำให้เธอรู้สึกถึงความรักอีกครั้ง ใหม่บอกว่า การได้อยู่เต๋อคือการเติมพลังชีวิต ขณะเดียวกันเวลาที่ใหม่เจอดรามาหนัก ๆ เต๋อจะคอยอยู่ด้วย รับฟัง เป็นที่ระบาย และสร้างกำลังใจให้กับใหม่เสมอ

อย่างไรก็ตามแฟนคลับที่สนับสนุนใหม่มาอย่างสม่ำเสมอต่างบอกว่าเต๋อเข้ามาเปลี่ยนใหม่ ให้ใหม่เป็น ใหม่ 100% เป็นคนละคนกับใหม่ ดาวิกาที่เข้าวงการมาในยุคแรกๆ ที่ดูไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เต๋อคือคนที่ช่วยปลดล็อกความกลัวและบาดแผลในใจ ที่ทำให้ใหม่เคยปิดกั้นตัวเองจากผู้คนในอดีต และทำให้เธอกล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างแท้จริงในวันนี้

บุญชัย เบญจรงคกุล

“รวยไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่อยู่ที่ใจ” บทเรียนจาก บุญชัย เบญจรงคกุล

เปิดบันทึกประสบการณ์ 27 ปี ของ บุญชัย เบญจรงคกุล ในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย ที่ชี้ให้เห็นว่า ความพอเพียงคือของขวัญที่ยั่งยืนที่สุดที่เราจะมอบให้ตัวเองและคนรอบข้างได้

ในยุคที่ผู้คนแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุอย่างไม่สิ้นสุด บุญชัย เบญจรงคกุล ผู้คร่ำหวอดในโลกธุรกิจระดับหมื่นล้าน กลับพาคนไทยทุกคนกลับมาทบทวนนิยามของ “ความรวย” ที่แท้จริงผ่านหนังสือ “พ่อ พา รวย” หนังสือที่ไม่ใช่คู่มือรวยเร็วฉบับเจ้าสัว แต่คือการตกผลึกของหลักปรัชญาที่ยั่งยืนที่สุดของแผ่นดิน: “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) ได้พระราชทานไว้

จากโลกธุรกิจสู่รากฐานแห่งความพอเพียง

คุณบุญชัยใช้เวลากว่า 27 ปี ในการทำงานเพื่อยกระดับเกษตรกรไทย ผ่านการก่อตั้งและขับเคลื่อน มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ประสบการณ์เหล่านี้คือ “ห้องเรียน” ที่ทำให้ท่านเห็นว่า ปัญหาของเกษตรกรไม่ได้อยู่ที่การขาดเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การขาด “รากฐานที่มั่นคงทางความคิดและการพึ่งพาตนเอง”

แก่นแท้แห่งความรวยในมุมมองใหม่

หนังสือว่า “รวย” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง “รวยด้วยเงินทอง” หากแต่คือ “รวยด้วยความสุข ความพอประมาณ และความยั่งยืนในชีวิต”

  • ความรวยทางใจ: ความสงบ ความสุข และการรู้จักคุณค่าของสิ่งที่ตนมี
  • ความรวยทางชีวิต: การพึ่งพาตนเองได้ มีความมั่นคงในปัจจัยสี่ มีเครือข่ายความช่วยเหลือ
  • ความรวยที่ยั่งยืน: การใช้ทรัพยากรอย่างรอบคอบ ไม่สร้างหนี้สินเกินตัว และสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล

อย่างไรก็ตาม หัวใจของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือการให้ความสำคัญกับ ความสุขและความมั่นคงในชีวิตที่เกิดจากใจที่รู้จักพอ ความมั่งคั่งที่แท้จริงจึงไม่ใช่จำนวนเงินที่มาก แต่คือการมีชีวิตที่สมดุล มีความสุข และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

หน่อง-อรุโณชา

หน่อง-อรุโณชา ยกระดับพลังสร้างสรรค์ เชื่อมวรรณกรรมคุณภาพสู่จอแก้ว

อุตสาหกรรมละครโทรทัศน์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ผู้จัดมือทอง ‘หน่อง-อรุโณชา ภาณุพันธุ์’ แห่งค่ายบรอดคาซท์ ไทยเทเลวิชั่น ไม่ได้เลือกที่จะอยู่เฉย แต่ได้แสดงบทบาทในฐานะ “ผู้นำที่ใช้การปรับตัวเพื่อยกระดับ” วงการคอนเทนต์ไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ ผ่านการเชื่อมโยงแหล่งความคิดสร้างสรรค์เข้ากับกลไกการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุดในงานประกาศผลรางวัลชมนาด (Chommanard Book Prize) ครั้งที่ 14 บอสใหญ่แห่งบรอดคาซท์ ไทยเทเลวิชั่น ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า หนทางสู่การยกระดับอุตสาหกรรมนั้น ต้องเริ่มจาก “ต้นน้ำ” ที่มีคุณภาพ

“สำหรับงานชมนาด หลายปีมาแล้วมีโอกาสร่วมเป็นกรรมการในการตัดสิน สำหรับปีนี้นอกจากมาร่วมแสดงความยินดี ก็ถือโอกาสอัปเดตข้อมูลข่าวสาร นักเขียนวรรณกรรมนิยายที่มีความคิดสร้างสรรค์ และแปลกใหม่กว่าที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมคือ เวทีชมนาดให้โอกาสผู้หญิง ในการเป็นนักเขียน เพราะรู้สึกว่าผู้หญิงมีความสามารถที่จะถ่ายทอด เรื่องราวและมุมมองต่างๆ ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้ดีมาก ผู้หญิงเราละเอียดอ่อนมีความตั้งใจ ที่สำคัญคือมีการพัฒนาหาพล็อตเรื่องที่แปลกใหม่อยู่เสมอ

ในปีนี้มีผู้ส่งนิยายเข้าประกวดกว่า 40 เรื่อง มี พล็อตเรื่องใหม่ๆ ให้ติดตามหลายเรื่อง บางคนที่เคยได้รับรางวัลนี้มาแล้วก็ยังกลับมาร่วมกิจกรรมคว้ารางวัลกันอีก แสดงให้เห็นว่า มีคนที่มีความสามารถทางการเขียนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องพี่ว่าเวทีนี้ทำให้ทุกคนมีกำลังใจ ไม่ใช่เรื่องของรางวัลอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของเวทีในการให้ความเผยแพร่ ผลงานออกสู่สายตา ของสำนักพิมพ์ ผู้ผลิตซีรี่ส์ก็ดี หรือผู้ผลิตละครก็ดี ส่วนตัวถือว่าเป็นเวทีสำคัญและอยากให้มีกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้หญิงไทยที่มีความสนใจในการเป็นนักเขียน มีเพิ่มขึ้นและแข่งขันกันด้วยความสามารถ ที่มีคุณภาพ ทำให้เราได้มีนิยายที่ดี ประดับวงการ ซึ่งอาจจะสามารถนำไปต่อยอดทำเป็นซีรี่ส์ต่างๆ ได้ในอนาคต ชื่นชมจริงๆค่ะ

การได้เห็นนักเขียนรุ่นใหม่ และไอเดียใหม่ใหม่เกิดขึ้นมากมายในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็รู้สึกว่า ทุกคนถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน อนาคต นวัตกรรมเทคโนโลยี ออกมาได้ดี แปลกใหม่ขึ้นทุกปี โดยมีความน่าสนใจ และเป็นความแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำทาง ในยุคที่มีความแตกต่างและเราต้องสร้างความแตกต่าง ที่สำคัญคือผลงานเหล่านี้ สามารถนำไปต่อยอดได้ ในฐานะของผู้จัดละคร เป็นประโยชน์มากสำหรับการทำผลงานชิ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์หรือซีรีส์ก็ตาม”

“ในฐานะผู้จัดละคร ปีนี้ไม่ง่ายเลย กับสภาวะทางเศรษฐกิจแบบนี้ ที่มีการแข่งขันสูงในทุกภาคส่วน ในเรื่องของการทำซีรีส์คนทำเยอะขึ้น อุตสาหกรรมนี้โตขึ้น แมสขึ้น ในฐานะผู้จัดเอง ก็ต้องปรับตัวในทุกด้านเพื่อให้ตอบโจทย์กับทาร์เก็ตคนดูของเรา และต้องทำตามนโยบายของช่องด้วย ดังนั้น เรามีหน้าที่คัดเลือกเรื่องที่แปลกใหม่และน่าสนใจจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ”

“สำหรับความยากในการทำซีรีส์และละคร ก็มีการปรับตัวสูงจริงๆ เพื่อให้ตรงกับความชอบ เทรนด์ต่างๆ ความแปลกใหม่เสมอ คนดูอยากดูอะไร และ ละครที่ทำต้องเข้าถึงคนดู ทั้งตลาดไทยและในตลาดโลกได้ ฉะนั้น ผู้จัดต้องก้าวให้ทันความต้องการของผู้ชม เช่น เรื่องแบบนี้คนดูเบื่อแล้ว อย่าทำเลย ก็ต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น ในเรื่องของการผลิตงานส่วนหนึ่งมันน้อยลง ส่วนนึงก็มากขึ้น ซึ่งความต้องการของตลาดไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงตลอด จะสังเกตได้จากนโยบายช่องที่ไม่มีการให้ผลิตละครเพิ่ม และมีการนำละครเก่ามาออนแอร์ ฉะนั้น ผู้ผลิตจึงต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอด และให้ความสำคัญว่าตลาดวงการนี้จะไปในทิศทางใด ผู้ผลิตต้องหาช่องว่าง และความแตกต่างให้เจอ แม้กระทั่งดารานักแสดงเองก็ตาม”

ย้ำ! ปีหน้ามาแน่ ทั้งละครโทรทัศน์ และซีรี่ส์ นอกจากการปรับตัวของทีมงานทุกภาคส่วนหากยังมีคนดูให้การสนับสนุนก็พร้อมสู้กันต่อไป แต่ใดๆ ขอฝากความน่าชื่นใจและชื่นชมกับ รางวัลชมนาด ที่ได้เติบโตจากเวทีเล็ก ๆ ที่มุ่งส่งเสริมพลังของนักเขียนหญิงไทย สู่เวทีระดับภูมิภาค ที่สะท้อนให้เห็นว่า “เสียงของผู้หญิง” คือพลังสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองของสังคมได้อย่างงดงาม เราภูมิใจที่รางวัลนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ให้ผู้หญิงทุกคนได้กล้าเขียน กล้าเล่า และกล้าแบ่งปันความคิด ความฝัน และประสบการณ์ของตนผ่านปลายปากกาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกจริงใจ

อย่างไรก็ตามเมื่อรางวัลชมนาดประสบความสำเร็จในประเทศไทย และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นรางวัลวรรณกรรมสตรีที่มีคุณภาพ จึงได้พัฒนาโครงการสู่ระดับสากลเข้มข้นยิ่งขึ้นภายใต้ชื่อ “Chommanard Women’s Literary Award” โครงการนี้ได้เปิดรับสมัคร นักเขียนผู้หญิงจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงจีน ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งเต็มไปด้วยวัฒนธรรม ภาษา และรากฐานทางสังคมที่หลากหลาย การเปิดเวทีนี้ขึ้นมาไม่เพียงสร้างการแลกเปลี่ยนวรรณกรรมสตรีในระดับนานาชาติ แต่ยังเชื่อมโยงความเข้าใจ ความฝัน และพลังแห่งการเขียนของผู้หญิงทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูงสุด 500,000 บาท ซึ่งจะประกาศผล Shortlist ในวันที่ 3 ธ.ค. 2568 ณ ร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส์ สาขาไอคอนสยาม

ปิดท้ายกับกติกาการเปิดรับโครงการประกวดงานวรรณกรรมยอดเยี่ยมประเภทนวนิยายของนักเขียนหญิง รางวัลชมนาด ครั้งที่ 15  สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป โดยผลงานต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 120 – 200 หน้ากระดาษ A4 ขนาดอักษร 16 Point  โดยต้องพิมพ์และส่งต้นฉบับพร้อมสำเนา รวม 2 ชุด พร้อมบันทึกไฟล์ต้นฉบับในแฟลชไดร์ฟ หรือส่งช่องทางอีเมล [email protected]  สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.praphansarn.com

อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์

อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปี 2568 ตามที่ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) โดย นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการ ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย

อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์

โดยมี นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วยคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้บริหาร พนักงาน ร่วมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปี 2568 ตามที่ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)

อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์

การถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ได้ยอดเงินบำรุงพระอารามหลวง รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,576,324  บาท โดยบริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทำบุญ จำนวน 900,000 บาท บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมทำบุญ จำนวน 100,000 บาท คณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้บริหาร พนักงาน บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครืออมรินทร์ ฯ ร่วมทำบุญ จำนวน 229,133 บาท

อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์

สาธุชนทั่วไป ร่วมทำบุญ จำนวน 240,191 บาท ถวายพระภิกษุและสามเณร จำนวน 67,000 บาท มอบทุนการศึกษาบำรุงโรงเรียนจำนวน 4 ทุนๆ ละ 10,000 บาท รวม 40,000 บาท ประกอบด้วย ทุนบำรุงโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดชัยพฤกษมาลา ทุนบำรุงโรงเรียนกุศลศึกษา วัดชัยพฤกษมาลา ทุนบำรุงโรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา ทุนบำรุงโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ ท่ามกลางสาธุชนที่ร่วมกันอนุโมทนาบุญ

อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์
อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์
อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์

บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี BB LIVING

บัว-บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี เปิดตัว BB LIVING ต่อยอดงานศิลปะสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

เมื่อศิลปะไม่ได้อยู่แค่บนผนัง บัว – บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี ศิลปินและดีไซเนอร์มากความสามารถ ได้ขยายขอบเขตการสร้างสรรค์อีกครั้ง พร้อมเปิดตัว BB LIVING แบรนด์ไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้าน ที่นำเอาความงดงามของลายเส้นและสีสันจากปลายพู่กัน มาผสานเข้ากับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด “Art for Everyday Living” เพื่อให้สามารถนำสุนทรียภาพไปไว้ในพื้นที่ส่วนตัวได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือโต๊ะอาหาร ตอบโจทย์ทั้งนักสะสม ผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์ หรือผู้ที่กำลังมองหาของขวัญชิ้นพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี BB LIVING

บัว – บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี กล่าวถึงที่มาของแบรนด์ว่า “ศิลปะไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในแกลเลอรีหรือบนฝาผนัง แต่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน BB LIVING จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำความสุข ความงาม และพลังของสีสันจากงานของเรา ไปสู่ผู้คนในวงกว้างขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินกับศิลปะในทุกๆ วัน”

บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี BB LIVING

แบรนด์ BB LIVING ได้หยิบยกจิตวิญญาณและสีสันอันเปี่ยมด้วยพลังจากผลงานศิลปะเทคนิค “WET ON WET” อันโดดเด่นของศิลปิน มาถ่ายทอดลงบนผืนผ้าและวัสดุคุณภาพสูง เปลี่ยนของใช้ธรรมดาให้กลายเป็น “ศิลปะที่ใช้งานได้” (Functional Art) ทุกชิ้นถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่มองหาความหมายและความงามในทุกรายละเอียดของชีวิต เพื่อเปลี่ยนทุกมุมในบ้านให้กลายเป็นแกลเลอรีส่วนตัวที่สะท้อนตัวตนได้อย่างแท้จริง

บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี BB LIVING

บัว – บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี เปิดตัว BB LIVING แบรนด์ไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้าน ต่อยอดงานศิลปะสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี BB LIVING

สำหรับคอลเล็คชั่นเปิดตัว ทุกชิ้นผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด (Limited Edition) เพื่อมอบความพิเศษให้กับผู้ครอบครอง ประกอบด้วย  

  • ผ้าห่ม (Blanket)  เพิ่มความอบอุ่นและสีสันให้กับโซฟาหรือเตียงนอน มีให้เลือก 2 ขนาด คือ ไซส์ M (100 x 150 ซม.) ราคา 2,500 บาท และไซส์ L (120 x 180 ซม.) ราคา 2,900 บาท
  • ปลอกหมอน (Pillow Case)  ไอเท็มที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของห้องให้สดใสขึ้นในพริบตา ขนาด (45 x 45 ซม.) ราคา 890 บาท
  • ผ้ารองบนโต๊ะ (Table Runner)  เปลี่ยนโต๊ะอาหารให้สวยงามราวกับงานศิลปะ มี 2 ขนาดให้เลือก ได้แก่ (30 x 294 ซม.) ราคา 2,400 บาท และ (35 x 155 ซม.) ราคา 2,000 บาท
  • ผ้าพันคอ (Scarf)  นิยามใหม่ของ “Wearable Art” ศิลปะที่สวมใส่ได้ เติมเต็มทุกลุคให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี ในขนาด (100 x 100 ซม.) มี 2 เนื้อผ้า คือ Silk Satin ราคา 2,900 บาท และ Chiffon ราคา 2,500 บาท
บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี BB LIVING

เป็นเจ้าของผลงานศิลปะที่ใช้ได้จริงกับคอลเล็คชั่นแรกของ BB LIVING พร้อมให้สัมผัสและสั่งซื้อแล้ววันนี้ สินค้ามีจำนวนจำกัด สั่งซื้อได้ที่ LINE: @bbliving ชมคอลเล็คชั่นและติดตามผลงานใหม่ๆ ได้ที่ Instagram: bb.living และดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศิลปินได้ที่ www.buabstudio.com


วีนา-ปวีนา ซิงห์

วีนา-ปวีนา ซิงห์ กับชุดต้อนรับที่สะท้อนไมตรีจิตของเจ้าภาพ มิสยูนิเวิร์ส

“วีนา-ปวีนา ซิงห์” อวดลุคแรกภายใต้ชุด ‘พวงมาลัย’ ที่ซ่อนความหมายลึกซึ้งด้วย”ดอกรัก” นับพัน สะท้อนไมตรีจิตและสิริมงคลแห่งการเริ่มต้น

เรียกว่าความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกสำหรับ “วีนา-ปวีนา ซิงห์” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทยในการประกวดนางงามจักรวาลในปีนี้ โดยล่าสุดในการเปิดตัววันแรก วีนา ได้ปรากฏตัวในชุดสุดตระการตาภายใต้ชุดที่ชื่อว่า ‘พวงมาลัย’ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนความงดงามทางแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังซ่อนความหมายลึกซึ้งถึงไมตรีจิตและสิริมงคลแห่งการเริ่มต้น

วีนา-ปวีนา ซิงห์

ความหมายที่ซ่อนอยู่ใน “ดอกรัก” นับพัน

สำหรับลุคต้อนรับเพื่อนสาวงามจากทั่วโลกของวีนา เป็นผลงานการออกแบบอันวิจิตรจากแบรนด์ MANIRAT  โดยมีคอนเซ็ปต์หลักคือ ‘พวงมาลัย’ สัญลักษณ์แห่งการต้อนรับที่ผูกพันกับวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน

โดยชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแพทเทิร์นชุดไทยดั้งเดิมอย่างชัดเจน ทั้งโครงสร้างของกระโปรงยาวที่สง่างาม และสไบพาดข้างที่ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยงดงาม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่ทำให้ชุดนี้โดดเด่นและเปี่ยมด้วยความหมายคือการนำ “ดอกรัก” มาร้อยเรียงเป็นองค์ประกอบหลักทั่วทั้งชุด

ทั้งนี้ดอกรักเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความเมตตา และการต้อนรับด้วยความปรารถนาดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นเจ้าภาพที่ดี ทั้งชุด ‘พวงมาลัย’ ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง การเริ่มต้นที่เปี่ยมด้วยความเป็นสิริมงคล สำหรับการประกวด Miss Universe ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นบนแผ่นดินไทย เป็นการอวยพรให้การจัดงานและทุกกิจกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและงดงามอีกด้วย

ภาพจาก MANIRAT