“ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล” ผู้นำหญิงแห่งวงการ Data ขับเคลื่อนไทยสู่ยุค AI
ในโลกที่ “ข้อมูล” ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ การใช้ Big Data และ AI ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ และหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนนี้ คือ “ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล” ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ที่คร่ำหวอดในวงการเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากว่า 20 ปี เชียวชาญ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ไปจนถึงการร่วมกำหนดนโยบายระดับชาติ เพื่อผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัลที่ยั่งยื่น

Big Data Institute
“เมื่อพูดถึง Big Data หลายคนอาจนึกถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้ในที่เดียว แต่ความจริง ภารกิจของเราคือการบูรณาการข้อมูลจากภาครัฐ ด้วยการรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง โดยขั้นตอนเรามีดังนี้ หนึ่ง รวบรวมและทำความสะอาดข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากหลายเหล่งและมีรูปแบบแตกต่างกัน ทั้งด้านโครงสร้าง เนื้อหา ความครบถ้วน หรือแม้แต่ความถูกต้อง เราจึงต้องนำข้อมูลมาจัดให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และทำความสะอาด ด้วยการตัดข้อมูลที่ซ้ำหรือผิดพลาดออก เติมเต็มช่องโหวให้สมบูรณ์ เพื่อให้ข้อมูลพร้อมไปใช้วิเคราะห์ จากนั้นก็แยกเป็นหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่นข้อมูล ท่องเที่ยว, สาธารณสุข, สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ข้อมูลเก็บเป็นระบบและเชื่อมโยงกันได้

“ถัดมาคือ การวิเคราะห์และพัฒนาโมเดล AI ซึ่งเราจะมีทีมงานพิจารณาว่า ข้อมูลในลักษณะนี้เหมาะกับการใช้เทคนิค AI ประเภทใด เช่น ใช้ระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เพื่อวิเคราะห์ข้อความ โดยเทคนิคหลักการใช้ AI คือคอมพิวเตอร์จะเรียนรู้จากข้อมูลด้วยตนเอง เราไม่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์หรือเขียนโปรแกรมขึ้นใหม่ แค่ให้ข้อมูลและตัวอย่างกับคอมพิวเตอร์ มันจะหาแพทเทิร์นการทำงานตามรูปแบบของข้อมูล ฉะนั้นถ้าจะให้ Big Data เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์และประมวลผล
“ขั้นตอนสุดท้ายคือ การส่งมอบผลลัพธ์จากการทำงานของ AI ที่มีทั้งในรูปแบบของแดชบอร์ด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์, เว็บไซต์ หรืออินโฟกราฟิก สำหรับเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะรวมถึงการป้อนข้อมูลเข้าสู่แอปพลิเคชั่น เพื่อใช้ประกอบการแนะนำหรือการตัดสินใจ”

Smart Data Projects
“ปัจจุบัน BDI มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ AI และ Big Data อยู่มากมาย เรียกได้ว่าแทบทุกโครงการนำ AI มาใช้ ทั้งการวิเคราะห์เชิงข้อมูล หรือการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) หลังจากรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ได้แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลสร้างเป็นแดชบอร์ด เพื่อช่วยตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ขณะนี้มีมากกว่า 100 โครงการที่กำลังดำเนินงานอยู่ เช่น ในทางเศรษฐกิจมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม Travel Link ด้วยการนำข้อมูลการเข้าเมืองของนักท่องเที่ยวมาประมวลผล เพื่อดูสถิติภาพรวม เช่น สัญชาติ เพศ และช่วงอายุของผู้เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งตอนนี้เราสร้างฐานข้อมูลครอบคลุมกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ และยังมีอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลของนักท่องเที่ยว เพื่อให้เห็นภาพรวมง่ายขึ้น โดยข้อมูลเหล่านี้จะอัพเดตทุกๆ 24 ชั่วโมง ภาครัฐหรือเอกชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้
“ในมิติทางสังคม เรายังทำข้อมูลด้านสุขภาพ ในแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Health Link ใช้ข้อมูลสุขภาพจากประชาชนมาวิเคราะห์โรคที่พบบ่อยในแต่ละพื้นที่และวางแผนเชิงป้องกัน และเรายังเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ป่วย เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่ทุกวันนี้ สามารถใช้สิทธิ์รักษาได้ทุกโรงพยาบาลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เราจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลางประวัติการรักษา การวินิจฉัยโรค หรือการแพ้ยาจากโรงพยาบาลที่เคยเข้ารับการ รักษา พอย้ายมาใช้สิทธิ์ 30 บาท ที่โรงพยาบาลใหม่ แพทย์ก็จะเรียกดูข้อมูลได้ทันที

“ด้านสิ่งแวดล้อม เราก็มีโครงการที่ชื่อว่า Envi Link ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อมได้รวดเร็ว จะเข้าไปศึกษาหรือติดตามสภาพแวดล้อมก็ได้ โดยเฉพาะเรื่อง ฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาหลักในหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งเรารวบรวมข้อมูลเซนเซอร์ที่ใช้วัดค่าฝุ่นจากหลายๆ แห่ง ทั้งกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานอื่นๆ จากนั้นก็ส่งข้อมูลให้ AI วิเคราะห์ว่าค่า PM2.5 ส่งผลต่อโรงเรียนหรือกลุ่มเปราะบางอย่างไร หรือหน่วยงานรัฐอาจนำข้อมูลสุขภาพมาเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่ค่า ฝุ่นสูง เพื่อดูแนวโน้มการเจ็บป่วยและในอนาคตข้อมูลลักษณะนี้จะถูกนำไปต่อยอดในด้านต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ต้องคำนวณผลกระทบจากคาร์บอนฟุตพรินท์และคุณภาพอากาศต่อการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่”

Unlocking Al Potential
สำหรับอุตสาหกรรม Big Data และการใช้ AI ในองค์กรของประเทศไทยศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี ประเมินว่า อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 เปอร์เซ็นต์ต่อปีสะท้อนถึงความตื่นตัวของตลาดและศักยภาพของผู้ประกอบการไทย แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข
“ประการแรก คือ วัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะภาครัฐ ยังคงดำเนินการภายใต้กรอบระเบียบเดิม ทำให้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกจำกัดด้วยกฎหมาย จนขัดขวางโอกาสในการนำ AI มาใช้จริง ประการที่สอง คือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี หลายองค์กรยังไม่พร้อมสำหรับการใช้ AI อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะยังขาดระบบคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูง
“ประการสุดท้าย คือ ความเข้าใจและทัศนคติของบุคลากร บางกลุ่มกระตือรือร้นที่จะใช้เทคโนโลยีจนขาดการตรวจสอบความถูกต้อง ทำให้เกิดปัญหาตามมา ในขณะที่บางกลุ่มกลับกังวลและไม่กล้าใช้เพราะกลัวผลกระทบ เช่น กลัวถูกแทนที่ด้วย AI

“หากจะเตรียมความพร้อม สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับทั้งวัฒนธรรมองค์กร คน และระบบการทำงานไปพร้อมๆ กัน ผู้บริหารระดับสูง ต้องชัดเจนในการปรับทิศทางองค์กร ส่วนฝ่าย HR ก็ต้องช่วยเสริมความรู้ให้คนในองค์กรมีทักษะใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ทันเทคโนโลยี ในขณะเดียวกัน ฝ่าย IT ก็ต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการจัดซื้อระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มต่างๆ
“อย่างไรก็ตาม AI ก็ยังมีข้อจำกัดเช่น AI ดึงข้อมูลจากเฟคนิวส์แล้วสรุปออกมาเหมือนจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ เช่น การแพทย์หรือการตัดสินคดีความภาครัฐจึง ต้องมีแนวทางกำกับว่างานประเภทใดมีความเสี่ยงสูง งานประเภทใดที่มีความเสี่ยงต่ำ”
“เพราะสุดท้ายแล้ว AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์”