The Royal Blue

Christie’s เปิดตัว “The Royal Blue” มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท

Christie’s เปิดม่านงาน Bangkok Luxury Sales Preview 2025 เผยโฉม “The Royal Blue” สร้อยคอแซฟไฟร์แคชเมียร์ 104.61 กะรัต พร้อมไฮไลต์กระเป๋า Hermès รุ่นหายาก และนาฬิกา Patek Philippe สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอกย้ำกรุงเทพฯ ศูนย์กลางใหม่แห่งวงการลักชัวรีเอเชีย

Christie’s เปิดตัว “The Royal Blue” มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท

ปีนี้ ไฮไลต์ของงานคือ “The Royal Blue” สร้อยคอประดับแซฟไฟร์แคชเมียร์สี Royal Blue 16 เม็ด น้ำหนักรวมกว่า 104.61 กะรัต ล้อมเพชรส่องประกายเรืองรอง เป็นผลงานที่ทั่วโลกต่างจับตา คาดการณ์ราคาประมูลเริ่มต้นกว่า 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความหายากของแซฟไฟร์จากแคชเมียร์ที่เลือนหายไปจากแหล่งกำเนิด ทำให้ชิ้นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ที่สุดของความหรูหราและคุณค่าเหนือกาลเวลา”

นอกจากอัญมณีสุดตระการตาแล้ว ภายในงานยังนำเสนอคอลเล็คชั่นลักชัวรี่จากหลากหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า Hermès รุ่นหายาก เช่น Mini Kelly 20 II หนัง Black Tadelakt ประดับลวดลายไม้สีธรรมชาติ และ Quelle Idole รุ่น Limited Edition สี Vert Foncé และ Vert Peppermint ที่นักสะสมทั่วเอเชียต่างหมายตา รวมถึงกระเป๋า Runway Mini Van Minaudière จาก Chanel Cruise 2024 ที่ผสานดีไซน์แฟนซีเข้ากับงานคราฟต์ระดับสูง ตัวแทนของ “แฟชั่นในฐานะศิลปะการสะสม” อย่างแท้จริง

สำหรับกลุ่มนาฬิกา ไฮไลต์อยู่ที่ผลงานจาก Patek Philippe อาทิ Ref. 3974J-001 รุ่นทอง 18K ฟังก์ชัน Minute Repeater และ Perpetual Calendar ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลที่นักสะสมทั่วโลกต่างตามหา รวมถึง Ref. 1518J ผลิตปี 1943 ที่บ่งบอกถึงจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกของแบรนด์ระดับตำนาน

ขณะที่งานประมูลหมวดอัญมณี “Magnificent Jewels” เตรียมเผยโฉมผลงานหายาก เช่น ต่างหูทับทิมพม่าสี “Pigeon Blood” โดย James W. Currens และ แหวนเพชรและแซฟไฟร์จาก JAR, Paris ซึ่งเป็นชื่อที่นักสะสมระดับโลกให้ค่าดุจศิลปินแห่ง Haute Joailler

ในโลกที่ “ความหายาก” กลายเป็นนิยามของความหรูหรา งาน Christie’s Bangkok Preview 2025 จึงไม่เพียงเป็นงานแสดงอัญมณี หากยังสะท้อนรสนิยม ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของนักสะสมไทยในเวทีโลก อีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ยืนยันว่า “กรุงเทพฯ” คือจุดหมายใหม่ของวงการ Luxury ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง


พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม นำทัพ GPO รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ก้าวสู่ปีที่ 60 อย่างยั่งยืน

เกือบ 6 ทศวรรษที่ ‘องค์การเภสัชกรรม’ (GPO) ถือเป็นหน่วยงานหลักที่อยู่คู่กับสุขภาพคนไทย ไม่ว่าจะในยามวิกฤตโรคระบาด หรือในสถานการณ์ปกติ GPO คือคำตอบของความมั่นคงทางยาที่ทุกคนไว้วางใจ

แต่ในวันที่โลกกำลังถูก พลิกโฉมด้วยความเร็วของเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยาเองก็กำลังเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงไม่ต่างกัน จากยาเคมีที่คุ้นเคยสู่เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์แห่งอนาคตที่ซับซ้อนเกินจินตนาการ

GPO จะก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 ต่อไปอย่างไร? แพรว ได้พูดคุยกับ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ถึงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมในการนำองค์กรนี้ให้ ‘รู้เท่าทัน’ และพร้อมทะยานไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์

6 ทศวรรษแห่งความไว้วางใจ รากฐานที่แข็งแกร่งของ GPO

ก่อนจะมองไปสู่อนาคต พญ.มิ่งขวัญ ได้พาย้อนกลับไปสัมผัสหัวใจที่แท้จริงของ GPO ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้องค์กรยืนหยัดมาได้อย่างยาวนาน

“ภารกิจหลักของเราไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 60 ปี นั่นคือ ‘การสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ’ ในภาวะฉุกเฉิน GPO ทำหน้าที่ผลิตและจัดหายาและวัคซีนให้เราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ส่วนในสถานการณ์ปกติ แม้ว่าเราจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเป็นผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ แต่องค์การเภสัชกรรมก็ยังคงบทบาทของการผลิตยากำพร้า หรือยาที่มีความจำเป็นแต่จำนวนที่ใช้ค่อนข้างน้อย จนไม่ค่อยมีภาคเอกชนสนใจจะผลิต ยาสำหรับโรคเรื้อรังต่าง ๆ  หรือยาที่จำเป็น มีความต้องการจำนวนมาก แต่ก็มีราคาแพงมากถ้าต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ยาหมวดต่าง ๆ เหล่านี้ GPO ก็จะมุ่งวิจัยพัฒนาและผลิตออกมา

GPO

พญ.มิ่งขวัญ ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น “ยาต้านไวรัส HIV ของเราคือตัวอย่างที่ภาคภูมิใจ ปัจจุบันผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาได้ในทุกสิทธิการรักษา ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุขัยยืนยาว หรือยารักษาไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งหากนำเข้าจะมีราคาแพงมาก แต่ GPO สามารถผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ผลักดันจนผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ ด้วยอัตราการหายขาดสูงกว่า 90% สิ่งเหล่านี้คือบทบาทขององค์การเภสัชกรรม คือการทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป 

“Trust หรือความไว้วางใจที่ชาวไทยมีให้ คือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และต้องมองไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด”

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์

เมื่อโลกเปลี่ยน…ยาต้องเปลี่ยน รับมือ Paradigm Shift ครั้งประวัติศาสตร์

จากรากฐานที่มั่นคง GPO กำลังปรับตัวเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของวงการยา พญ.มิ่งขวัญ เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จนทำให้เห็นภาพราวกับฉากในภาพยนตร์

“อุตสาหกรรมยาตอนนี้เหมือนการเปลี่ยนผ่านจากยุคกล้องฟิล์มสู่ดิจิทัลและสมาร์ทโฟนเลยค่ะ มันคือ ‘Paradigm Shift’ หรือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากยาที่ผลิตด้วยสารเคมี กำลังถูกแทนที่ด้วยยาชีวภาพ (Biologics) และการแพทย์ก้าวหน้าอย่าง ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) เช่น การใช้เซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) ซึ่งเป็นการรักษาที่เจาะจงและแม่นยำสูงมาก

GPO

“GPO ต้อง ‘รู้เท่าทันและปรับตัว’ เพื่อให้ทันต่อคลื่นลูกใหญ่นี้ และเราได้เตรียมพร้อมแล้ว ในปี 2569 โรงงานผลิตยาแห่งใหม่ที่รังสิตจะเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพการผลิตยาและการรักษารูปแบบใหม่ ๆ ของเราได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยกระบวนการผลิตที่เหนือกว่ามาตรฐานสากลทั่วไป เพื่อให้คนไทยได้ใช้ยาคุณภาพสูง และแสดงศักยภาพของประเทศให้โลกได้เห็นอย่างเต็มภาคภูมิ”

GPO

GPO Pharmaceutical Summit 2026 รวมพลังสมองระดับโลก สู่อนาคตของไทย

เพื่อเป็นการประกาศความพร้อมและระดมองค์ความรู้ในการก้าวสู่ปีที่ 60 GPO จึงได้จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ GPO Pharmaceutical Summit 2026 ขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 ณ ทรูไอคอนสยาม

“เราตั้งใจให้งานนี้เป็นการรวม ‘พลังสมอง’ ของวงการแพทย์และเภสัชกรรมระดับโลกไว้ในที่เดียว เราเชิญวิทยากรระดับตำนานมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Professor Aaron Ciechanover นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ที่จะมาเปิดโลกการแพทย์แม่นยำเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) Dr.Sherine Helmy ซีอีโอจากอียิปต์            ผู้จะมาถ่ายทอดบทเรียนการกำจัดไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไป ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ GPO ตั้งใจจะทำให้สำเร็จในไทยภายใน 3 ปีข้างหน้าเช่นกัน

GPO

“นอกจากนี้ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจอย่างการรับมือเชื้อดื้อยาและการรักษามะเร็งด้วยระบบภูมิคุ้มกัน และที่พิเศษสุด ๆ คือเราได้เชิญเภสัชกรที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง คุณบอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ คุณบิ๊นท์-ภญ.สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ มาร่วมสร้างสีสันและแชร์มุมมองที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์สุขภาพให้เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยค่ะ

“GPO Summit 2026 จึงไม่ใช่แค่งานประชุม แต่คือการ ‘สานพลัง’ เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออนาคต เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเราที่ว่า GPO คือ ‘องค์กรหลักเพื่อความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ของประเทศ ที่ชาวไทยไว้วางใจและภาคภูมิใจ’ อย่างแท้จริงค่ะ”

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์

ชีวิตเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมาย

มุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

บทบาทแม่ทัพของ GPO สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมสูงสุดของ ‘พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์’ ซึ่งยึดมั่นตลอดชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะแพทย์ หรือผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ที่ต้องดูแลปัจจัยสำคัญของชีวิตอย่าง ‘ยารักษาโรค’ ให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

จากวิศวะสู่แพทย์ จุดเปลี่ยนที่ค้นพบความหมายของวิชาชีพ

“ถ้าพูดกันตามตรง ตอนแรกไม่ได้อยากเรียนแพทย์เลยค่ะ ด้วยสไตล์และความชอบส่วนตัวอยากเรียนวิศวะ แต่คุณพ่อขอไว้ว่าให้ช่วยเลือกแพทย์สักอันดับ ตอนนั้นเราก็คิดหนักเหมือนกัน เพราะเป็นการสอบตรงของเด็กภาคใต้เข้า มอ. (สงขลานครินทร์) ซึ่งเลือกได้แค่สามอันดับ แต่คุณพ่อก็ให้กำลังใจว่าเราทำได้ และอาชีพนี้ดีนะ เพราะหมอเป็นวิชาชีพที่เหมือนได้ทำบุญทุกวัน ก็เลยเลือกแพทย์เป็นอันดับแรกและสอบติด

“ช่วงปีแรก ๆ ก็ยังไม่ได้รู้สึกอินอะไรมากนัก แต่มาอินจริง ๆ คือตอนขึ้นปี 4 ที่ต้องเริ่มรับผิดชอบชีวิตผู้ป่วย มีอยู่เคสหนึ่งที่เราตรวจเจอเชื้อโรคที่ไม่ได้พบบ่อยและไม่ค่อยมีใครนึกถึง ผู้ป่วยมีอาการคล้ายวัณโรค คือไอเรื้อรังและน้ำหนักลด ซึ่งอาจวินิจฉัยเป็นวัณโรคหรือมะเร็งปอดก็ได้ แต่พอย้อมเชื้อกลับไม่เจอ เราจึงนึกสงสัยและนึกขึ้นได้ว่ามีวิธีย้อมเชื้ออีกแบบหนึ่ง (modified acid fast stain) แทนการย้อมแบบปกติ จึงลองดู ปรากฏว่าเจอเชื้อ Nocardia ซึ่งเป็นเชื้อที่ต้องใช้ยาอีกแบบหนึ่งในการรักษา

“เหตุการณ์นั้นทำให้เราคิดได้ว่า แม้จะเป็นแค่นักศึกษาปี 4 แต่ด้วยวิชาชีพของเรา เราสามารถช่วยชีวิตคนคนหนึ่งได้ นี่คือจุดที่ทำให้ย้อนนึกถึงคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ และเป็นสิ่งที่เตือนใจเรามาตลอดว่า การเป็นแพทย์ต้องมีความรับผิดชอบ ขวนขวายหาความรู้ และอยากทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด”

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์

ก้าวสู่การปฏิรูประบบสุขภาพ พัฒนานโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกโรค’

“สิ่งที่พี่ยึดถือในชีวิตการทำงานมาตลอดคือ การทำสิ่งที่เกิดประโยชน์มากที่สุด หลังจากนั้นจึงเริ่มมีแนวคิดว่าอยากจะทำประโยชน์ส่วนรวมในภาพที่ใหญ่ขึ้น

“เมื่อก่อนแพทย์จบใหม่จะถูกส่งไปใช้ทุนต่างจังหวัดและส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานบริหารไปด้วย พี่เองก็ต้องเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ทั้งที่ตอนแรกแม้แต่เซ็นเช็คยังทำไม่เป็นเลย จุดนั้นเลยทำให้หันมาสนใจด้านการบริหารและเชิงนโยบายมากขึ้น พอใช้ทุนเสร็จ พี่ก็มาเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางที่สถาบันโรคผิวหนัง แต่ในขณะเดียวกันก็ไปเรียนปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ ภาคค่ำ ที่จุฬาฯ เพราะอยากทบทวนว่าตอนที่เราเป็น ผอ.โรงพยาบาล เราทำอะไรถูกผิดอย่างไร

“ช่วงนั้นกระแสการปฏิรูประบบสาธารณสุขกำลังคึกคักทั่วโลก พี่เลยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘Health care reform, proposal for Thailand’ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เมื่อพี่สงวน (นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ซึ่งท่านได้ทุนจาก EU มาทำโครงการวิจัยเรื่องนี้ ได้อ่านและมาชวนให้ไปร่วมทีมด้วย แม้ตอนนั้นจะดูแปลก ๆ ที่แพทย์ผิวหนังไปทำวิจัยเชิงนโยบาย แต่ด้วยความตั้งใจส่วนตัวและความศรัทธาในตัวพี่สงวน เราก็ตัดสินใจไปทำค่ะ

พี่ทำงานโครงการนั้นอยู่เกือบ 7 ปีเต็ม (ออกตรวจและผ่าตัดที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า สัปดาห์ละสองวัน) จนการวิจัยระยะแรกเสร็จ และถูกนำไปปฏิบัติใช้จริงเป็นนโยบาย ’30 บาทรักษาทุกโรค’ ซึ่งเป็นหมุดหมายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระบบสวัสดิการสุขภาพไทย ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงระบบสุขภาพได้อย่างมีเกียรติเท่าเทียมกัน 7 ปีนั้นพี่ได้เรียนรู้จากพี่สงวนและทีม รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ช่วงหนึ่งในชีวิตได้ร่วมทีมทำงานนี้”

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์

ภารกิจผู้นำ สถาบันโรคผิวหนัง สู่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ

“หลังจากนโยบาย 30 บาทเกิดขึ้น คนทำงานส่วนใหญ่ก็ปรับไปอยู่ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่พี่ตัดสินใจกลับมาทำงานเป็นแพทย์ผิวหนังเต็มตัวอีกครั้งที่ รพ.พระนั่งเกล้า จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ซึ่งก็ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ประมาณ 10 ปี

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทำงานสนุกและเต็มที่มาก เราได้ปรับบทบาทของสถาบันโรคผิวหนังให้กว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นผลิตแพทย์เฉพาะทาง ก็มาเป็นสถาบันหลักในการดูแลผู้ป่วยเคสยาก ๆ และให้ความรู้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มการวิจัยพัฒนาเชิงพาณิชย์ นำสูตรตำรับยาและเวชสำอางที่สถาบันฯ สั่งสมมากว่า 50 ปี มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้

“แต่ภารกิจที่อาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกันมากที่สุด คือตอนที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ก็ได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก ชาวสถาบันโรคผิวหนังซึ่งมีกันไม่ถึง 400 คน ต้องมาช่วยกันบริหารศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่น่าจะถือว่าเป็นศูนย์ที่ใหญ่และฉีดได้มากที่สุดในโลก

“ช่วงนั้นเป็นช่วงการทำงานที่ท้าทายและหนักมาก แต่เป็นความหนักแบบไม่มีเวลาให้คิดว่าหนัก เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปเกือบ 500 วัน ที่เราทำงานกันแบบไม่มีวันพักเลย… เกือบสองปีนั้น เราได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และจิตอาสา พี่ซาบซึ้งในพลังของความร่วมมือของคนไทยเป็นอย่างมาก ทำให้มั่นใจในศักยภาพของประเทศเราว่า ในยามวิกฤติ เราพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังทุกอย่างมาฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน

“ถ้าจะมีผลกระทบกับชีวิตพี่นิดหน่อย ก็คือเราเกิดภาวะ Empty Nest (ภาวะรังว่าง) แบบไม่รู้ตัว ก่อนรับผิดชอบศูนย์ฯ บางซื่อ ลูกชายพี่อายุประมาณ 11-12 ปี ยังติดแม่มาก พอเราต้องคุมศูนย์ฯ ก็ต้องแยกชั้นกันอยู่เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ปรากฏว่าจบโควิด จบงานบางซื่อ ลูกที่แยกไปแล้วก็โตเป็นวัยรุ่นและแยกห้องถาวร ไม่กลับมาติดกับแม่อีกเลย เป็นการเกิดภาวะ Empty Nest ที่เร็วและไม่ค่อยได้ตั้งตัว แต่อย่างอื่นก็โอเคหมดค่ะ”

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์

สู่ GPO และสไตล์การทำงานแบบ ‘ลุย…อย่างมีแบบแผน’

“สำหรับองค์การเภสัชกรรม (GPO) ส่วนตัวรู้สึกประทับใจอยู่แล้ว เพราะเคยร่วมงานด้วยทั้งตอนอยู่สถาบันโรคผิวหนังและช่วงโควิด-19 เราเห็นว่า GPO เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยาและวัคซีนของประเทศ พอได้รับโอกาสเข้ามาทำงานที่ GPO จึงไม่ลังเล เพราะที่นี่เปรียบเสมือนดาวอีกดวงที่ส่องประกายในการทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมได้

“สไตล์การทำงานของเราคือ ‘ลุยไปก่อน’ พี่จะชอบพูดว่า ถ้าต้องทำอะไรแล้วก็อย่า ‘ร่ำไร’ แต่เป็นการลุยที่มีแบบแผนพอสมควรนะคะ พี่คิดว่าในการทำงานใด ๆ ไม่มีทางที่เราจะมีข้อมูลครบถ้วน 100% แต่ถ้ามีการเตรียมตัวศึกษาอย่างรอบคอบพอสมควรแล้ว เราจะเห็นความเป็นไปได้ในแต่ละสถานการณ์ (Scenario) แล้วเราก็จะคิดไว้ด้วยว่าผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario) คืออะไร ยอมรับได้ไหม ถ้ายอมรับได้ก็ตัดสินใจลุยไปเลย

“อีกอย่างคือเราเป็นคนที่ปรับตัวเร็ว ถ้าลุยไปแล้วล้มเหลว ก็จะรีบแก้ไขให้เร็ว และเป็นคนที่ไม่รอให้ปัญหาเข้ามาหา ถ้ารู้ว่ามีปัญหาแน่ ๆ ก็เลือกที่จะ ‘พุ่งชนปัญหา’ เพื่อทำให้เกิดการแก้ไขที่เร็วและทันการณ์ แต่การลุยแบบนี้ สิ่งสำคัญคือต้องมีแผนสำรอง (Back-up Plan) ไว้เสมอ… ถ้าครบแบบนี้ พี่ก็ทำเลยค่ะ อาจจะดูโหด ๆ ลุย ๆ ขัดกับลุคเล็กน้อย” (หัวเราะ)

ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังที่แข็งแกร่งของ GPO ในการนำพาประเทศไทยรับมือและปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยาที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเดินหน้าดูแลคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

เตรียมพบกับการรวมพลังสมองครั้งสำคัญของวงการเภสัชกรรม ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ “GPO PHARMACEUTICAL SUMMIT 2026” โดยองค์การเภสัชกรรม

มาร่วมกัน “Evolving Pharma for Tomorrow” ในวันที่ 15-16 มกราคม 2026 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ

พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล นักวิจัยแนวทางการรักษาแบบใหม่ แพทย์ เภสัชกร และศิลปินรับเชิญ

ติดตามรายละเอียด กำหนดการ วิทยากร และจองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://gposummit2026.gpo.or.th/


หมายเหตุ : บทความนี้ ถ่ายทำก่อนวันที่ 24 ตุลาคม 2568

มิสเวิลด์ 2025

แรงบันดาลใจจาก พระมารดาแห่งผ้าไหมไทย ถึง “โอปอล สุชาตา” มิสเวิลด์ 2025

“โอปอล สุชาตา” ยืนยันความตั้งใจ สืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่คนไทยและเป็นที่รู้จักในระดับสากล

นับตั้งแต่ประกวดในเวทีระดับประเทศจนได้รับตำแหน่งระดับโลก https://www.facebook.com/MissWorld?locale=th_THมิสเวิลด์ 2025 โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี  ได้ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นภายใต้ชุดผ้าไหมไทยหลายครั้ง ซึ่งนอกจากความสวยงามที่ล้ำค่าสู่สายตาชาวต่างชาติแล้ว ยังแสดงถึง Soft Power ที่สง่างาม ช่วยสืบสานและสร้างคุณค่า ให้กับหัตถศิลป์ไทยได้อย่างน่าประทับใจ

ล่าสุดโอปอลได้ มาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง  ซึ่งเธอได้เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจการสวมใส่ชุดผ้าไหมไทยจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มิสเวิลด์ 2025

“หลายคนน่าจะเห็นจากชุดที่โอปอลประกวด ทั้งชุด และผ้าไทย จะมีแรงบันดาลใจมาจากพระองค์ท่านซึ่งเป็นจุดที่เรารู้สึกว่าได้ใกล้กับพระองค์ท่าน โอปอลรู้สึกภูมิใจ ไม่รู้เป็นเพราะได้เสียงตอบรับที่ดีด้วยหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าใส่แล้วมีความเป็นตัวเอง พอมีคนชมเรายิ่งอยากจะใส่ โดยเฉพาะเด็กรุ่นโอปอลอาจจะมีความคิดว่าผ้าไทยใส่แค่ผู้ใหญ่ หรือผ้าไทยใส่แล้วมีอายุ พอโอปอลได้ใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ ก็ยิ่งอยากจะใส่ให้คนเห็นว่าผ้าไทยสามารถเป็นอะไรได้มากกว่านั้น”

“ที่ผ่านมามีหลายชุดมากๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของท่าน ด้วยสิ่งที่มันควรจะเป็นเราก็ได้ปรับอะไรหลายๆ อย่างให้ไม่ถอดแบบมากจนเกินไป เรารู้สึกว่าสิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งให้ตัดเป็นฉลองพระองค์ของพระองค์ท่านในคอลเลกชั่นต่างๆ มันคลาสสิก จะใส่ในยุคไหนก็สวย ก็เลยเอามาปรับ จะมีความคล้ายคลึงกันในผ้าที่ใช้ การตัดเย็บ สี เป็นแรงบันดาลใจแรกในหลากหลายมุมมาผสมผสานกัน”

“โอปอลมองว้าราต้องการอะไรที่มีความเป็นไทยในเวทีนานาชาติ เราเห็นภาพฉลองพระองค์ท่านแล้วรู้สึกว่านี่คือความเป็นไทย เราเห็นแล้วเรายังชอบเลย ต่างชาติก็คงจะชอบเหมือนกัน เราได้สนับสนุนผ้าไทย สนับสนุนพี่ป้าน้าอาที่เขาทอผ้า เป็นหนึ่งในสิ่งที่พระองค์ท่านอุทิศมาตลอดทั้งชีวิต รู้สึกภูมิใจในตรงนั้นด้วย เป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนที่เราใส่ชุดเข้ากองประกวดแล้วเพื่อนทักว่าเขาอยากได้บ้าง หรืออีกเหตุผลที่โอปอลชอบเอาผ้าไทยมาตัดใส่เพราะเทียบกับผ้าธรรมดา”

“ผ้าไทยไม่ใช่ผ้าธรรมดา มันเป็นสิ่งทอที่พิเศษไม่เหมือนเสื้อผ้าปกติทั่วไป คนจะเดินเข้ามาทักว่าผ้านี้คือผ้าอะไร ไปได้มาจากไหนก็จะเป็นโอกาสที่เราได้พูดได้บอกว่าฉันได้มาจากประเทศไทย จากจังหวัดนี้นะถ้าคุณต้องการที่จะได้ผ้าแบบฉัน คุณจะต้องไปซัปพอร์ตใคร ที่ไหน แล้วคุณจะสามารถช่วยประชากรในพื้นที่ยังไงได้บ้าง ก็ถือเป็นโอกาสที่เราได้ผลักดันผ้าไทย เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้ช่วยส่งเสริมตรงนี้ค่ะ”

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม รอบตัดสิน ระดับประเทศ (Final) ประจำปี 2568 คัดเลือกสุดยอดผลงานโดดเด่นเหรียญทอง 15 ประเภท โดยผลงาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์สร้างสรรค์สามัคคี” กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จ.กาฬสินธุ์ คว้ารางวัลพิเศษรวมดาวสาวสยาม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม รอบตัดสิน ระดับประเทศ (Final) ประจำปี 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์”

ในการนี้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายชูชีพ พงษ์ไชย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก คณะกรรมการตัดสิน และผู้เข้าร่วมการประกวด เฝ้ารับเสด็จ

เมื่อเสด็จถึง ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม แล้วจึงทรงพระดำเนินไปประทับยืนรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วจึงประทับที่โต๊ะทรงงาน เพื่อทรงตัดสินลายผ้าพระราชทานและงานหัตถกรรมร่วมกับคณะกรรมการจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกิตติมศักดิ์

โดยมีประชาชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าประกวดระดับประเทศ เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน จำนวน 59 ชิ้นงาน จำแนกเป็น ประเภทผ้า 54 ผลงาน และประเภทหัตถกรรม 5 ผลงาน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประกวด สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานพระดํารัสให้แก่ผู้เข้าร่วมการประกวด และผู้เข้าเฝ้า ความว่า

“แสดงความยินดีสำหรับผู้เข้าประกวดทุกท่าน มันมีความสวยงามและเห็นความพยายามของผู้ประกอบการทุกคน  หลายคนชนะใจตัวเองได้ ชนะการทำงานได้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แม้ท่านหญิงจะดุ แต่หวังดีกับทุกคนเสมอ อยากให้มีความก้าวหน้า อยากให้มีงานใหม่ ๆ และขอให้ทุกคนทำงานนี้ต่อไป ให้นึกว่ารากฐานและถิ่นกำเนิดนั้นมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงคือผู้ที่สร้างอาชีพให้แก่วงการหัตถศิลป์ผ้าไทย แม้กระทั่งศูนย์ศิลปาชีพหรือกลุ่มศิลปาชีพหรือศิลป์แผ่นดิน (สถาบันสิริกิติ์) แห่งนี้ พระองค์ท่านรักของท่าน และพระองค์ท่านไม่อยากทิ้งมัน เพราะฉะนั้นพวกเราคือคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า คนรุ่นกลาง ก็ต้องทำมันต่อไป และทำอย่างไรให้มันไม่อยู่กับที่  พัฒนาตนเองตลอดเวลา

วันนี้เป็นวันที่พิเศษมาก และท่านหญิงคิดว่าพระองค์ท่านก็ทรงดีพระทัยและสนุกไปกับการแข่งขันในวันนี้ เพราะพระองค์ท่านยังโปรดงานรื่นเริงแบบนี้ งานสนุก งานแข่งผ้าแบบนี้ ขอแสดงความยินดีอีกครั้ง และขอบคุณที่ให้กำลังใจท่านหญิงและครอบครัว …

ขอแสดงความยินดีกับกลุ่มศิลปาชีพที่มีเหรียญสักที และถ้ามีหลาย ๆ เหรียญ จะทำให้ท่านหญิงชื่นใจ ขอให้สู้ต่อไป ท่านหญิงรักทุกคน ขอให้ช่วยกับท่านหญิงในการพัฒนาทุกอย่างต่อไป ท่านหญิงทำคนเดียวไม่ได้ถ้าขาดทุกคน แล้วพบกันใหม่ในปีหน้า

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณและกราบทูลถวายรายงานความโดยสังเขปว่า “ข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทย มีความปีติยินดีที่ได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ในโอกาสที่ทรงได้รับการถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2566 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยทรงนำมาออกแบบต่อยอดให้โครงสร้างลวดลายมีความร่วมสมัยเป็นสากล หากยังคงสื่อถึงเอกลักษณ์อันงดงามของชาติ สะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทย โดยพระราชทานผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมไทย เพื่อนำไปถักทอผืนผ้าและสร้างสรรค์งานหัตถกรรม ด้วยการผสมผสานกับลวดลายโบราณในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาแห่งอดีต ยกระดับมาตรฐาน และเพื่อพัฒนาศักยภาพการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรมในทุกมิติ ด้วยการออกแบบตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน”

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระอนุญาตให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดประกวดแข่งขันผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ และงานหัตถกรรม อันเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสืบสานผ้าไทย ซึ่งมีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 8,903 ชิ้นงาน

โดยมีผลงานเข้ารอบตัดสินระดับประเทศ ประเภทผ้า 54 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 5 ชิ้น และนับเป็นมิ่งมงคลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมการประกวดที่พระองค์เสด็จเป็นองค์ประธานตัดสินการประกวดในครั้งนี้ และด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนปวงชนชาวไทย ขอน้อมนำแนวพระดำริในการสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับผลการประกวด รางวัลพิเศษรวมดาวสาวสยาม ได้แก่ ผ้าเทคนิคผสมพื้นเมือง ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์สร้างสรรค์สามัคคี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์  โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการคัดเลือกจากการรวมผลงานทุกประเภท แล้วคัดเลือกโดยคณะกรรมการตัดสิน และสำหรับรางวัลชนะเลิศ (เหรียญทอง) ผลงานทั้ง 15 ประเภท ประกอบด้วย

ประเภทที่ 1 ผ้าขิด ได้แก่ ไหมแท้ที่แม่ทอ ดอกพุดตานบานที่บ้านเชียง กลุ่มเฮือนไหมมนัสวรรณ โดยนายวันเฉลิม ศรีภุยเดช จ.อุดรธานี

ประเภทที่ 2 ผ้าเทคนิคเกาะ/ล้วง ได้แก่ ผ้าเกาะล้วงลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มณัฐธภาผ้าจกทอมือ โดยนางณัฐธภา ทิพย์วัจนะ จ.ราชบุรี

ประเภทที่ 3 ผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ ได้แก่ สร้างสรรค์ไหมมัดหมี่ ใต้ร่มพระบารมีสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มที จัตุวัน ไทยซิลค์ โดยนายทวีศักดิ์ จัตุวัน จ.ร้อยเอ็ด

ประเภทที่ 4 ผ้าจากกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ เพื่องอุบะดอกไม้ถวายราชนารี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์  โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์

ประเภทที่ 5 ผ้าจก/ผ้าตีนจก ได้แก่ ผ้าจก กลุ่มทอผ้าหัสดินทร์ โดยนายภณพล คิดสำราญ จ.สุรินทร์

ประเภทที่ 6 ผ้าปัก ได้แก่ ผ้าปักชนเผ่าเมี่ยน โครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ บ้านฟุ้งจี้(ผ้าปักยาวเขาบ้านวังใหม่) โดยนางสาวศศิวิมล รัตนวิจิตรสกุล จ.ลำปาง

ประเภทที่ 7 ผ้าบาติก/ผ้ามัดย้อม/ผ้าเขียนเทียน ได้แก่ มยุเรศ พัตรา ภูษาพัทลุง กลุ่มลานใบเมืองลุง โดยนายมนัส สุวรรณถาวร จ.พัทลุง

ประเภทที่ 8 ผ้ายกใหญ่ ได้แก่ ผ้ายกราชสำนัก (ผ้ายกใหญ่) ลายสิริราชพัสตราภรณ์ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (สถาบันสิริกิติ์) โดยพลตรี ชัยยุทธ วชิรวรภักดิ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

ประเภทที่ 9 ผ้าเทคนิคผสมเทคนิคพื้นเมือง ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ 3 ตะกอ ยกดอกลายตารางหมากรุก สมาชิกศิลปาชีพ ตำบลช้างใหญ่ โดยนายอิทธิชัย ไชยรินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา

ประเภทที่ 10 ผ้าแพรวา ได้แก่ สิริราชพัสตราภรณ์กลุ่มชุมชนภูไทดำ โดยนายพงษ์ชยุตน์ โพนะทา จ.กาฬสินธุ์

ประเภทที่ 11 ผ้ามัดหมี่ 2 ตะกอ ได้แก่ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มเจริญกิจนิยมชื่อ โดยนายเจริญกิจ นิยมชื่อ จ.สุรินทร์

ประเภทที่ 12 ผ้ามัดหมี่ 3 ตะกอ ขึ้นไป ได้แก่ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านทุ่งสว่าง โดยนายธีรเดช กลายไพร จ.บุรีรัมย์

ประเภทที่ 13 ผ้ายกเล็ก ได้แก่ ผ้าลายสิริราสพัตราภรณ์อาภรณ์แห่งความรักภักดี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์

ประเภทที่ 14 ผ้าหมี่ข้อ/หมี่คั่น ได้แก่ ผ้าลายมยุรสิริชมดอกพุดตาน กลุ่มไหมมีชัย โดยนายเนติพงศ์ กระแสโสม จ.ชัยภูมิ

และประเภทงานหัตถกรรม ได้แก่ แจกันเขียนลายสิริราชพัสตราภรณ์ ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผา พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ โดยนายศรีโพธิ์ กลิ่นมาลี จ.นราธิวาส

โดยผู้ได้รับรางวัลต่าง ๆ จะเข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัลจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นี้

การประกวดฯ ในวันนี้มีคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ตัดสินการประกวดที่ร่วมตัดสินใจวันนี้ ได้แก่ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562 และนายอนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยคณะกรรมการจากกระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อาทิ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัตน์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรปราการ และในส่วนของคณะกรรมการตัดสิน ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระด้านการจัดการความรู้และสื่อสารการศึกษา นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ 

นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ASAVA นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ISSUE

นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป อาจารย์สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

นายวีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ประจำปี 2564 นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวเจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ JANESUDA นางสาวณิญาพัณณ์ ภัทระเสฐกูล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ IRADA นางสาวปัณณศา ภัทระเสฐกูล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ IRADA และนางสาวมิลิน ยุวจรัสกุล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Milin

การเสด็จในวันนี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี อธิบดีกรมที่ดิน นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมการปกครอง นางปิติมา รักพานิชมณี อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมที่ดิน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรม ร่วมเฝ้ารับเสด็จ


White Wood Green Spa

เช็คอิน White Wood Green Spa สัมผัส Urban Retreat ความสงบท่ามกลางชีวิตเมืองที่เร่งรีบ

Praew Survey ชวนเช็คอิน White Wood Green Spa สัมผัส Urban Retreat ความสงบท่ามกลางชีวิตเมืองที่เร่งรีบ สำหรับคนทำงานในเมืองใหญ่ ที่เต็มไปด้วยความรีบเร่งและความกดดัน จนตึงไปทั้งคอ บ่า ไหล่ ศีรษะ ไปจนถึงทั้งร่าง จะดีแค่ไหน หากมีพื้นที่เล็กๆ อันเงียบสงบ ให้สัมผัสอบอุ่น เป็นส่วนตัว โอบล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียว แสงแดดรำไร กลิ่นอโรมาหอมละมุน ให้เราได้ปล่อยวางความคิดและความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง หยุดพักนิ่งๆ กับลมหายใจและความผ่อนคลาย ฟื้นฟูพลังจากร่างกายมาถึงหัวใจ ขอบอกเลยว่า White Wood Green Spa คือคำตอบ

White Wood Green Spa

เช็คอิน White Wood Green Spa สัมผัสUrban Retreat ความสงบท่ามกลางชีวิตเมืองที่เร่งรีบ

The Heart of Bangkok

ด้วยโลเคชั่นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองทั้งสองสาขา ทั้งที่เอกมัยและเย็นอากาศ พร้อมดีไซน์แบบ Stand-alone คือไม่อยู่ในตึกสูง แต่อยู่ที่ในพื้นที่ธรรมชาติสีเขียวกลางกรุง ให้ความเป็นส่วนตัว เหมือนหลุดออกไปพักผ่อนอยู่นอกเมือง ที่นี่จึงไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังช่วย Recharge ฟื้นพลังให้ร่างกายและจิตใจกลับมาสดชื่น Rethink ให้ได้อยู่กับตัวเองอย่างสงบเพื่อทบทวนและสะท้อนความคิดให้เห็นมุมมองใหม่ รวมถึง Pause การวางมือถือ คอมพิวเตอร์และภาระหน้าที่ต่างๆ เพื่อให้เวลาตัวเองได้พักจริงๆ ไม่ว่าจะมาคนเดียว เป็นคู่ หรือยกหมู่มาเป็นครอบครัวก็ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

White Wood Green Spa

โดย “สาขาเอกมัย” เปรียบเหมือนโอเอซิสใจกลางสุขุมวิท เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างแท้จริง ตั้งอยู่บนพื้นที่สีเขียวกว่าครึ่งไร่ พร้อมให้คุณมาพักกายและใจก่อนกลับเข้าสู่โหมดชีวิตคนเมือง

White Wood Green Spa
White Wood Green Spa

ส่วนที่ “เย็นอากาศ” เป็น Urban Wellness Sanctuary แบบครบวงจร จัดเต็มทั้งสปา คาเฟ่ ห้องโยคะและ Hydrotherapy Facility (บ่อน้ำร้อน-เย็นสไตล์ออนเซ็น) ให้เลือกทำกิจกรรมที่ชอบและใช่ได้หลากหลาย แถมยังมีร้านอาหารเล็กไว้จิบกาแฟและกินอาหารให้อิ่มท้องก่อนกลับบ้านอีกด้วย

White Wood Green Spa
White Wood Green Spa

Relax & Release

สำหรับจุดเด่นของที่นี่ ต้องยกให้ความหลากหลายของทรีตเมนต์ที่พร้อมเสิร์ฟกว่า 17 โปรแกรม ครอบคลุมตั้งแต่การนวดเพื่อผ่อนคลาย ไปจนถึงการดูแลผิว และแพ็คเกจแบบเต็มวันให้คุณรีชาร์จได้เต็มที่ ซึ่งที่คัดมาแล้วและขอให้ได้ลองคือ

  • Signature Therapeutic Massage ซิกเนเจอร์ที่ออกแบบเฉพาะ
  • White Wood Green ผสมผสานการยืด ดัด และหินร้อน เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้หลุดออกจากความตึงเครียด
  • Lymphatic Drainage Massage เป็นการนวดเบาแบบเป็นจังหวะ ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนและดีท็อกซ์
  • Sleep Therapy Massage โปรแกรมการนวดสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการนอนไม่หลับ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เสริมคุณภาพการนอนให้หลับสบายยิ่งขึ้น
  • Organic Aromatherapy พิเศษสุดด้วยการใช้น้ำมันออร์แกนิก 3 ชนิด มาผสมผสานกัน ได้แก่ Grapeseed, Avocado และ Macadamia เพื่อมอบการบำรุงผิวที่ล้ำลึกยิ่งขึ้น
  • Mom-to-Be Massage ทรีตเมนต์พิเศษสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ด้วยผลิตภัณฑ์จาก Endota© ซึ่งได้ชื่อว่าอ่อนโยนและปลอดภัย
  • Ultimate & Half Day Retreats จัดไปจุกๆ สำหรับการรีทรีตแบบจัดเต็ม ให้คุณได้ใช้เวลากับการดูแลตัวเองแบบเต็มวัน
White Wood Green Spa
White Wood Green Spa

ต้องบอกว่าจุดเด่นของที่นี่คือบรรยากาศที่ผ่อนคลายสุดๆ สมชื่อ White Wood Green Spa ที่ชวนให้หลุดเข้าไปอยู่ในบ้านที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ พร้อมผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงอย่างเอสเซนเชียลออยล์ที่ซึมดีและบำรุงได้อย่างลึกล้ำ รวมถึงทรีตเมนต์ที่จัดเต็มอย่างลงตัว ทั้งสัมผัส น้ำหนักการนวด และกลิ่นหอม ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้าให้เบาสบาย สดชื่น ปลอดโปร่ง เปี่ยมไปด้วยพลัง ลืมไปเลยว่าความบีซี่คืออะไร

White Wood Green Spa

สัมผัสความผ่อนคลายและเติมพลังกันได้ที่ White Wood Green Spa & Café
• สาขาเอกมัย 53 ซอยเอกมัย 12 โทร. 06-1802-2244
• สาขาเย็นอากาศ 45 ถนนเย็นอากาศ โทร. 06-2802-2245
Instagram : @whitewoodgreenspa
Website : www.whitewoodgreen.com


‘หากกำลังหน้ามืดกับรักลึกลับ ต้องระวัง ใช่คุณไหม? ต้องเช็กแล้ว!!’ ดวงรายสัปดาห์ 3-9 พฤศจิกายน 2568

‘หากกำลังหน้ามืดตามัวกับความรักที่ลึกลับ ต้องระวัง!!’

ดวงรายสัปดาห์ 3-9 พฤศจิกายน 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :   เป็นสัปดาห์ที่ชาวอาทิตย์จะได้พักบ้างแล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจในวงราชการ รัฐวิสาหกิจ การเงิน การธนาคาร การแพทย์ และสาธารณสุข ฯลฯ หากที่ผ่านมาคุณบู๊ ทำงานถึงลูกถึงคน กัดไม่ปล่อย จมอยู่กับความเครียดมานาน มีความเป็นไปได้ว่า ในรอบ 7 วันนี้จะเป็นห้วงเวลาที่คุณยอมวางมือจากงานต่างๆ ตัดสินใจลาพักร้อนไปเที่ยวฉลองวันลอยกระทงก็ได้  ก็นับว่าดี เพราะไม่เช่นนั้นการตัดสินใจที่รวดเร็ว จนขาดสติมีความเสี่ยงที่งานหรือธุรกิจจะเสียหายอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  

การเงิน  :   เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้ต่อมความเสี่ยงและความท้าทายจะเต้นตูมตาม ใจถึงกับการลงทุนอย่างน่าประหลาด ก็นับว่ามีโชค แต่ขอให้ทำเอง อย่าร่วมหุ้นลงทุนกับคนอื่น เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะถูกหลอกได้ง่าย

ความรัก  :   ช่วงนี้คุณจะสตรอง เป็นตัวของตัวเองมาก อยากทำอะไรก็ทำ ไม่แคร์คนที่อยู่ด้วย รวมถึงเรื่องความรักความสัมพันธ์ด้วย จนเสี่ยงที่ความคิดเห็นจะขัดแย้งกันได้ง่าย คนโสด  อยากทำอะไรฉันทำเลย เหมือนจะไม่คิดอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วคิดละเอียดทุกเม็ดกว่าจะยอมรับเป็นแฟน

สุขภาพ  :   สัปดาห์นี้สำหรับชาวอาทิตย์อย่าอยู่เฉย เพราะจะทำให้คุณป่วย ควรหากิจกรรมทำหรือเดินทางท่องเที่ยว จะไปไหนก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องของความสะอาด ทั้งที่พัก อาหาร และสถานที่สาธารณะ เพราะมีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อกลับมาบ้านด้วย  

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  ชาวจันทร์อาจต้องปลงตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานใหม่ นักธุรกิจมือใหม่ หรือเฟรชชี่ทางด้านต่างๆ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่คุณจะได้แสดงความรู้ความสามารถทางด้านวาทศิลป์ ซึ่งอาจเป็นทางด้านการติดต่อประสานงาน โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สื่อสารองค์กร สื่อมวลชน งานส่งเสริมการขาย ฯลฯ  แม้ไฟการทำงานในตัวคุณจะร้อนแรง ไอเดียพุ่งกระฉูดอย่างยิ่งก็ตาม แต่เป็นไปได้ว่าจะมีปัญหาและอุปสรรคเข้ามาให้ได้พิสูจน์ความสามารถ จนคุณมีโอกาสที่จะถอดใจได้ง่ายๆ แต่ขอให้อดทน หากคุณก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ผลตอบแทนที่ได้รับจะคุ้มค่า

การเงิน  :  รายได้คาดว่าจะมาจากความขยันเป็นหลัก แล้วสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณจะอยู่อย่างสมถะ ประหยัด กินง่ายอยู่ง่าย แต่ก็ดีนะคะ พยายามอย่าไปเกี่ยวข้องกับเงินที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีที่มาที่ไป เพราะจะนำความเสื่อมเสียมาให้   

ความรัก  :  ก็เช่นกัน เป็นไปได้ว่าจะมีอารมณ์ปลงแฝงอยู่ด้วย ซึ่งสัปดาห์นี้มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลที่สามจะสร้างประเด็นแตกแยกให้กับความรักความสัมพันธ์ของคุณ ก็ทำใจร่มๆ หูหนักๆ อย่าเพิ่งเหวี่ยงวีน   คนโสด  จากที่คุณเคยพยายามต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้เธอมาครอง มาสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณจะเริ่มปล่อยและวางมากขึ้น อยู่นิ่งๆ รอให้เธอเข้ามาหาบ้าง  

สุขภาพ  :   วัยทองถามหาแล้วนะคะ พวกกระดูกและฟัน ก็มีบ้างที่จะผุและบางขึ้น  นอกจากนั้นยังต้องระวังเรื่องท้องและไส้ด้วย หลีกเลี่ยงการรับประทานของดิบๆ สุกๆ ไม่สดสะอาด เพราะมีความเสี่ยงที่ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ตรงนี้ยังรวมถึงโรคประจำตัวที่จะกลับมากำเริบอีกครั้ง

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน    สัปดาห์แรกของเดือนสำหรับชาวอังคารอาจบอกได้ว่าเป็นสัปดาห์แห่งการเรียนรู้เลยก็ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการการศึกษา เช่น ครู อาจารย์ เทรนเนอร์ ไลฟ์โค้ช เทรนเนอร์ ฯลฯหรือผู้ที่กำลังเข้าทำงานใหม่ เปิดธุรกิจใหม่ จนถึงนักศึกษาใหม่ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับวงการช่างต่างๆ นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย นักการทูต สังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คาดว่าจะเป็นงานเพื่อสังคม และประเทศชาติ ซึ่งคุณจะอุทิศตัวอย่างเต็มที่ ดังนั้น แม้จะมีอุปสรรค ปัญหาเข้ามานานัปการ ก็อย่าได้ย่อท้อ เพราะผลตอบแทนนั้นคุ้มค่าเสมอ

 การเงิน  :   หากรายได้หลักคือเงินเดือน สัปดาห์นี้มีโอกาสที่จะมีจ๊อบเข้ามาขึ้นอยู่กับความขยันของคุณ แต่ก็ขอให้เลือกในทางที่ถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นอาจเสื่อมเสียชื่อเสียงได้  

ความรัก  :  ก็ยังคงอยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่ ซึ่งสัปดาห์นี้มีโอกาสที่ท่านจะกลายเป็นประเด็นกับความรักความสัมพันธ์ของคุณ ก็พยายามคนละครึ่ง อย่าเทใจให้กับคู่ครองอย่างเดียว  คนโสด ก็เช่นกัน แต่สัปดาห์นี้คาดว่า คุณน่าจะตกอยู่ในอ้อมอกของผู้ใหญ่แล้วล่ะ  

สุขภาพ  :   ออฟฟิศซินโดรมมาเยือนแล้ว ไม่ว่าจะหน้าจอเล็ก จอใหญ่ อาการปวดเมื่อยกำลังรุกคืบเข้ามากระชับพื้นที่ ตั้งแต่คอ บ่า ไหล่ จนไปถึงแขน นอกจากนั้นยังต้องระวังท้องและไส้ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่สดสะอาด มีความเสี่ยงที่จะท้องเสีย อาหารเป็นพิษได้ง่ายๆ  

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนใหม่ อยากบอกชาวพุธให้ระวังตัว อย่าประมาท  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังจะเดินทางไปเริ่มต้นงานหรือธุรกิจใหม่ๆ ในสายงานบริการ งานทางด้านการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร เช่น นักข่าว ลงทุนในหุ้น การเงิน การธนาคาร หรือกำลังจะได้แต่งตั้งโยกย้ายให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่มีความก้าวหน้า ก็อย่าเพิ่งวางใจ หากจะให้ดีควรเตรียมแผนสองไว้ด้วย เพราะมีความเสี่ยงที่คำสั่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี มีโอกาสที่คุณจะไม่ได้ไปต่อ

การเงิน  :  ควรระวังคำพูดในการติดต่อประสานงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเงินและผลประโยชน์ ควรคิดให้รอบคอบก่อนจะทำการตกลง หรือเซ็นสัญญาใดๆ เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการผิดพลาด หรือถูกเอาเปรียบจนหมดตัว

ความรัก  :   มีโอกาสที่คุณจะยังคงมีอาการซึมเศร้าสะสม ซึ่งจริงๆ แล้วก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่คุณจะลุกขึ้นมาแต่งตัวสวย เสื้อผ้า หน้า ผมเป๊ะปังออกไปพบปะสังคม ก็อย่าลืมเคลียร์กับคนข้างๆ ด้วย เพราะคาดว่ามรสุมลูกใหญ่กำลังจะตามมาค่ะ คนโสด  เรื่องเสน่ห์ไม่ต้องพูดถึง ไม่ได้แผ่วลงเลย แต่สัปดาห์นี้ความเบื่อมีมากกว่า   

สุขภาพ   :   ชาวพุธควรระวังภูมิแพ้ พวกฝุ่นละอองต่างๆ สูดดมบ่อยๆ มีความเสี่ยงที่จะเป็นสาเหตุของหวัดเรื้อรัง นอกจากนั้นยังต้องระวังอุบัติเหตุที่มาจากการเดินบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อขา หน้าแข้ง และเท้า  

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สัปดาห์ขึ้นต้นเดือนใหม่ของชาวพฤหัส ก็ยังอยู่กับผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางด้านการเกษตร ที่ดิน ที่นา นักออกแบบตกแต่งสวน ศิลปะวัฒนธรรม สินค้าโอทอป ฯลฯ ก็อยากบอกว่า มีความเป็นไปได้สูงว่า คุณมีโอกาสที่จะต้อนรับสัปดาห์แรกของการทำงานด้วยความเครียด นอกจากนั้นภายในองค์กรยังมีการปรับตัวสูง อาจเพราะได้ทำงานกับคนเก่งระดับปรมาจารย์จากหลากหลายวงการ เพราะเมื่อคนเก่งกับคนเก่งมาเจอกัน ก็ต้องลับคมกลยุทธ์กันหน่อย แต่ใดๆ ก็ตาม จะจบท้ายลงด้วยดี

การเงิน  :  ก็ยังมีโอกาสได้รายได้จากการซื้อ-ขายที่นา ที่ดิน หรือให้เช่าอยู่ ซึ่งจะมาจากผู้ใหญ่และทีมงานที่ดี หากสัปดาห์ที่แล้ว เงินเข้ามือขวาออกมือซ้าย คาดว่าสัปดาห์นี้จะดีขึ้น

ความรัก  :  ก็ยังคงมีความสุขดี คุณรักและหลงคู่ครองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์นี้คาดว่าผู้ใหญ่จะเข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้กับครอบครัวด้วย  คนโสด  ก็ยังคงโชคดีในเรื่องของความรักวนไป ลอยกระทงปีนี้ คาดว่าจะมีทีมกามเทพออแกไนซ์รุ่นใหญ่จัดสรรคู่เดทเตรียมรอไว้แล้ว ก็อย่าจู้จี้ ขี้บ่น เอาแต่ใจ เดี๋ยวจากความสุขจะกลายเป็นความอึดอัดกันเสียเปล่าๆ

 สุขภาพ   :  ไปลอยกระทง ก็ระวังลื่นปรื๊ด ตกบันได หรือตกสะพานกันนะคะ เพราะชาวพฤหัสมีดวงบาดเจ็บบริเวณช่วงขา และข้อต่างๆ รวมถึงโรคเก๊า อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเส้นเอ็นฉีกขาด ตึงยึด จนกล้ามเนื้อขามีอาการผิดปกติ  

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :  นับว่าชาวศุกร์ตบเท้าเข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนด้วยความสุขสมดังวันเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปิน ดารา ผู้ที่ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงและความสวยงาม เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้เดินทางไปทำงานหรือขยับขยายธุรกิจ ที่ต้องใช้ความรู้สึกและอารมณ์ในการแสดงออก รวมถึงสินค้าและบริการที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ร่วมกับเพื่อนหญิงที่สนิท หรือญาติผู้หญิง ยังต่างจังหวัดจนถึงต่างประเทศ มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จด้วยดี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง

การเงิน  :   มีโอกาสได้เงินจากความสิเน่หา ซึ่งคาดว่าคุณจะเตรียมนัดเพื่อนหญิงไปชอปปิ้งกันแล้วด้วย และขอคาดอีกว่าอาจไปไกลถึงต่างประเทศเลยทีเดียว ก็เก็บเงินไว้บ้าง เพราะสัปดาห์นี้คุณยังมีดวงถูกหลอกอยู่   

ความรัก :  เป็นสัปดาห์ที่คุณขอให้เวลากับเพื่อนหญิง หรือญาติผู้หญิงมากกว่าคู่ครอง มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะจูงมือกันไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศเลยนะนั่นน่ะ  คนโสด  สัปดาห์นี้ชาวศุกร์มีเสน่ห์กับทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกันเลย แต่คาดว่าโอกาสสูงมากที่จะเลือกเพศเดียวกัน

สุขภาพ  :   คาดว่าหนึ่งในกิจกรรมหลักของการเดินทางท่องเที่ยว ก็คือการรับประทานของอร่อย เพราะฉะนั้นจึงควรระวังเรื่องน้ำหนักที่จะตามกลับมาด้วย ขณะเดียวกันการรับประทานอาหารตรงเวลาก็ต้องให้ความสำคัญ เพราะคุณมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระเพาะ ปวดและเสียดท้องด้วย  

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  สัปดาห์แรกของชาวเสาร์มีแต่ความร้อนรุ่มดังเพลิงสุมอยู่ในใจ ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมาจากทิฐิที่อยู่ในใจของตัวเอง ยึดแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ จนตัวเองเกิดความอึดอัดไปหมด ทั้งบรรยากาศการทำงาน เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงาน  อยากจะลาออกให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะฉะนั้นในรอบ 7 วันนี้หากคุณมีโอกาสได้ทำงานหรือดำเนินธุรกิจ ทางด้านการติดต่อประสานงาน การบริหารจัดการ และการให้บริการคำปรึกษา ก็ขอให้ใจเย็นๆ อย่าด่วนตัดสินใจโดยไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะมีโอกาสที่งานหรือธุรกิจจะสะดุดได้ง่ายๆ  

การเงิน  :    รายจ่ายเยอะถึงเยอะมาก สัปดาห์นี้มีความเสี่ยงที่จะไปหยิบยืมเงินจากที่อื่นมาช่วยด้วย เพราะฉะนั้นก็อยู่นิ่งๆ ไว้ก่อน อย่าเพิ่งลงทุนเพิ่ม

ความรัก  :   นิ่งๆ ไว้ก่อน เพราะสัปดาห์นี้รัศมีแห่งความหึงหวงแรงมากเลย ส่วนอีกฝ่ายความหลงกำลังเข้าตา จนตาบอดและหูดับ ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง มีแต่ความแตกหัก     คนโสด   หากคุณกำลังหน้ามืดตามัวกับความรักแบบลึกลับ เปิดเผยไม่ได้ ก็ต้องระวัง สัปดาห์นี้กลิ่นความหึงหวงแรงมาก

 สุขภาพ   :   โรคทางกายมีผลจากสภาวะอารมณ์และโรคทางจิตประสาท เพราะมีความเสี่ยงที่ความเครียด ความหึงหวง ความโกรธ จะนำพาให้เกิดโรคต่างๆ เช่น ไมเกรน ความดัน และโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโตรค

MINISO LAND

MINISO LAND เปิดสาขาแรกในไทย พร้อมคอลเล็คชั่นใหม่ ‘Disney’s Zootopia’

กระแสแรงตั้งแต่วันแรก! แฟน ๆ มินิโซ (MINISO) ต่อแถวกันยาวตั้งแต่เช้าเพื่อเข้าชม “มินิโซแลนด์ (MINISO LAND)” สาขาแรกในประเทศไทย ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ณ ใจกลางสยามสแควร์ ย่านไลฟ์สไตล์สุดฮิปของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ภายในร้านตกแต่งอย่างสนุกสนานในธีม IP สุดน่ารักจากทั่วโลก พร้อมโซนอินเทอร์แอกทิฟที่ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสและถ่ายรูปกันอย่างจุใจ

MINISO LAND เปิดสาขาแรกในไทย พร้อมคอลเล็คชั่นใหม่ ‘Disney’s Zootopia’

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวสุดพิเศษ มินิโซยังเปิดตัว คอลเล็คชั่นใหม่ “Disney’s Zootopia” เป็นครั้งแรกในต่างประเทศ ก่อนภาพยนตร์ภาคต่อ Zootopia 2 จะเข้าฉายอย่างเป็นทางการ และหนึ่งในแขกคนพิเศษที่มาร่วมงานคือ “วิน–เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” ที่มาร่วมสัมผัสโลกแห่งความสนุกด้วยตัวเอง!

รวมสินค้าหลายพันรายการ และอีกกว่า 80 คาแรกเตอร์ไว้ในที่เดียว

MINISO LAND ไม่ใช่เพียงร้านค้าทั่วไป แต่คือ โลกแห่งความสนุกในแบบ IP Wonderland” ที่รวบรวมคาแรกเตอร์ระดับโลกไว้ในโซนต่าง ๆ กว่า 40 โซน ทั้ง Harry Potter, Sanrio, Disney’s Stitch และแน่นอนว่า Zootopia ที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดต้อนรับแฟน ๆ ตั้งแต่ทางเข้า ผู้มาเยือนจะได้เพลิดเพลินกับสินค้าในหมวดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ของตกแต่งบ้าน ของใช้เดินทาง น้ำหอม และสินค้า IP สุดคิวต์อีกมากมาย ร้านแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่าสามชั้น รวมสินค้ากว่า 8,300 รายการ และคาแรกเตอร์กว่า 80 ตัว ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่แห่งการชอปปิงของกรุงเทพฯ สำหรับคนรุ่นใหม่

เปิดตัวคอลเลกชัน “Zootopia”

เปิดตัววันแรกแบบปังสุด ๆ เมื่อมินิโซเปิดขาย คอลเลกชัน Disney’s Zootopia สุดน่ารัก ที่แฟน ๆ รอคอย พบกับคาแรกเตอร์สุดฮิตอย่าง Nick Wilde และ Judy Hopps ในรูปแบบตุ๊กตา, Blind Box, พวงกุญแจ, แม่เหล็กติดตู้เย็น และอีกมากมาย นอกจาก Zootopia แล้ว ยังมีสินค้าขายดีอื่น ๆ ในวันเปิดตัว เช่น Blind Box รุ่นใหม่ Hello Kitty POP STAR ที่เปิดขายครั้งแรกในไทย รวมถึงคอลเลกชันดิสนีย์สุดฮิต และสินค้าสุดครีเอตในธีมประเทศไทยอย่าง ตุ๊กตาไก่ DUNDUN ชุดมวยไทย และ ช้างไทยสุดน่ารัก ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

กระแสตื่นเต้นเริ่มตั้งแต่ก่อนเปิดตัว เมื่อมินิโซตกแต่ง รถไฟฟ้า BTS ทั้งขบวนในธีม Zootopia Collection สุดพิเศษ สร้างรอยยิ้มให้ผู้โดยสารทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน โดยผู้พบเห็นสามารถโพสต์ภาพขบวนรถพร้อม แฮชแท็ก #MINISOSIAMSQUARE #MINISOZOOTOPIA เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ

“วิน–เมธวิน” ร่วมเปิดประสบการณ์โลกแห่ง IP Wonderland

วิน–เมธวิน นักแสดงหนุ่มสุดฮอต ปรากฏตัวในงานเปิดตัว MINISO LAND พร้อมร่วมชมร้านและเล่นเกมเปิดกล่องสุ่มกับแฟน ๆ อย่างเป็นกันเอง แฟน ๆ ต่างตื่นเต้นที่ได้พบวินตัวจริงในบรรยากาศสุดอบอุ่น วินยังกล่าวชื่นชมคอนเซปต์ร้านใหม่ของมินิโซ และแสดงความดีใจที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดสนุกครั้งนี้ด้วยตนเอง


การเดินทาง 67 ปี เซียงเพียวอิ๊ว

67 ปี คือการเดินทางของแบรนด์ จากยาหม่องน้ำ “เซียงเพียวอิ๊ว” ขวดแรกในปี พ.ศ. 2501 มาถึง “เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ แบล็ค ซีรีส์ในปี 2568

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดยาดมในปัจจุบัน อะไรคือสูตรลับที่ทำให้ เซียงเพียว” อยู่คู่คนไทยมา ยาวนานกว่า 67 ปี จากผู้บุกเบิกรุ่นแรก สู่ผู้บริหารเจเนอเรชันที่ 3 “มีมี่ – มีนา (เอี่ยมพิกุล) อัครพงศ์พิศักดิ์” รองประธานบริหาร ด้านงานกลยุทธ์การเติบโตและความยั่งยืน บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ “เซียงเพียว” และ “เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์”

เซียงเพียว

ความท้าทาย

“ย้อนกลับไปตั้งแต่จำความได้ มีมี่เติบโตมากับบริษัท เดินเข้าออกโรงงานอยู่ตลอดตั้งแต่เด็ก ทำให้เห็นขั้นตอนการทำงาน และรู้สึกผูกพันกับแบรนด์มาตั้งแต่เกิด นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มีมี่อยากทำงานด้านการตลาด เพราะเวลาอยู่บ้านกับคุณแม่ (คุณสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) มักจะเล่าเรื่องงานให้ฟังเสมอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ  ทั้งเล่า ทั้งสอน ทำให้เราซึมซับมาโดยไม่รู้ตัวค่ะ”

“หลังเรียนจบ มีมี่เริ่มต้นทำงานด้วยการดูแลลูกค้าต่างประเทศก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับตำแหน่ง เพราะคุณแม่อยากให้ทำงานแบบเรียนรู้จากประสบการณ์จริงทุกขั้นตอน ไม่ใช่เข้ามาแล้วจะได้รับตำแหน่งใหญ่ทันที ต้องเรียนรู้และเติบโตไปทีละขั้น เริ่มจากตำแหน่ง Brand Executive และได้รับการโปรโมตเป็น Brand Manager และปัจจุบันได้รับตำแหน่ง Vice President ดูแลรับผิดชอบงานในขอบเขตที่ใหญ่ขึ้นค่ะ”

“ด้วยความที่เราเป็นธุรกิจครอบครัว ช่วงแรกความท้าทายคือ การปรับจูนสไตล์การทำงานกับคุณแม่ค่ะ เพราะเวลาทำงาน เราไม่ได้อยู่ในบทบาทแม่ลูก แต่คุณแม่คือ CEO ของบริษัท ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ว่ามีไอเดียอะไรแล้วจะเดินไปพูดเหมือนตอนคุยกันที่บ้าน แต่ต้องเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน มีพรีเซนเทชัน มีเหตุผลชัดเจนในการนำเสนอค่ะ”

เซียงเพียว02

67 ปี แบรนด์ในตำนาน

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “คุณภาพของสินค้า” และการเลือกใช้ “ส่วนผสมที่ดีที่สุด” มีมี่มองว่าจุดแข็งของแบรนด์เซียงเพียวอยู่ที่ คุณภาพของผลิตภัณฑ์และสูตรที่ดีที่สุด สืบทอดมายาวนานกว่า 67 ปี ภายใต้กระบวนการผลิตมาตรฐานระดับสากล PIC/S GMP ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าปลอดภัย และผ่านการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน เรายังพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภคในแต่ละวัย รวมถึงให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาแพ็กเกจจิ้งของ “เซียงเพียวอิ๊ว” ให้ดูทันสมัยและใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น เช่น การต่อยอดจากขวดยาหม่องแบบเดิม มาเป็นหัวลูกกลิ้ง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ และล่าสุดกับ หัวลูกกลิ้งเหล็ก ที่ให้สัมผัสเย็นขึ้น ลื่นกว่า และใช้งานง่ายกว่าเดิม”

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้รับฟีดแบ็กจากผู้บริโภคอยู่เสมอว่า ยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว ใช้แล้วเห็นผลจริง ทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพ และเป็นสินค้าที่ใช้กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์อยู่คู่คนไทยมายาวนานถึง 67 ปี

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือ การปรับตัวให้ทันยุคค่ะ เราปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์และวิธีการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเดิม เพราะความสนใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปตลอดเวลา เซียงเพียวจึงต้องพัฒนาอยู่เสมอ ทั้งในด้านสินค้า การตลาด และกิจกรรมต่างๆ และเรายังสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภค และมี engagement ต่อเนื่อง รวมถึงการต่อยอดด้วยการสร้างคอมมูนิตี้ออนไลน์ชื่อ “วัยเก๋ารักสุขภาพ by เซียงเพียว” เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค ปัจจุบันแบรนด์เซียงเพียวมีผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้ง ยาหม่องน้ำ บาล์ม ยาดม ยาดมน้ำ ครีมบรรเทาอาการปวดเมื่อย และยาอมสมุนไพร

“ส่วนแบรนด์ เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ เกิดขึ้นเพราะต้องการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เน้นสร้างประสบการณ์และความรู้สึกร่วม โดยไม่ได้สื่อสารเรื่องสรรพคุณทางยา แต่ใช้แนวทาง Lifestyle Marketing และ Emotional Marketing เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ที่ผ่านมา เราเห็นเทรนด์ยาดมสมุนไพรเติบโตต่อเนื่อง เราจึงเปิดตัว “ยาดมสมุนไพร แบล็ค เฮอร์เบิล” วัตถุดิบจากสมุนไพรธรรมชาติกว่า 10 ชนิด มีเทคโนโลยี Air Flow เพิ่มการไหลเวียนอากาศ ดีไซน์เท่ ทันสมัย พกพาสะดวก รวมถึง “ยาดมลูกกลิ้ง แบล็ค อินเฮเลอร์” ที่ให้กลิ่นหอมเข้มสดชื่นด้วย ยูคาลิปตัส ออยล์ สูงถึง 14% ให้สัมผัสเย็นขึ้นลื่นกว่าด้วยลูกกลิ้งหัวเหล็ก ผ่านการควบคุมคุณภาพเข้มงวดตามมาตรฐาน US FDA โดยมีการบูรไม่เกิน 11% เพื่อให้สูดดมได้บ่อย ไม่แสบ และไม่ทำร้ายจมูก”

ความประทับใจจากรุ่นสู่รุ่น

“อย่างที่บอกว่าเซียงเพียวอยู่คู่คนไทยจากรุ่นสู่รุ่น มีคอมเมนต์หนึ่งที่ประทับใจมากคือ มีลูกค้าท่านหนึ่งส่งจดหมาย พร้อมรูปถ่ายขวดยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊วที่ใช้หมดแล้วกว่า 100 ขวด เก็บไว้ในถุง ซึ่งเขาเล่าว่า พบขวดยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊วเหล่านี้ในห้องของคุณยายที่เพิ่งเสียไป คุณยายชอบดมก่อนนอนเป็นประจำ และทุกครั้งที่เขาเห็นและได้กลิ่นนี้ จะทำให้เขานึกถึงคุณยายเสมอ เขาจึงเขียนจดหมายมาขอบคุณ เพราะเขาอยากให้เรารู้ว่าคุณยายรักแบรนด์นี้มากแค่ไหน

“จดหมายนั้นเราได้นำมาใส่กรอบไว้ที่บริษัทด้วยค่ะ เป็นเหมือนพลังใจให้กับทุกคนในทีม ที่ได้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณค่าทางใจและอยู่ในความทรงจำของผู้คนจริง ๆ”

อ๊อฟชั่น-กิตติพัฒน์ จำปา

เกือบไม่มี ‘ดูมันดิ’…ชีวิตจริงยิ่งกว่าซีรีส์ ของ อ๊อฟชั่น-กิตติพัฒน์ จำปา

“สร้างเป็นซีรีส์ได้เลยครับ” คำกล่าวสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความหมายจาก อ๊อฟชั่น-กิตติพัฒน์ จำปา ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่ง Mandee Work (ดูมันดิ)

เพราะกว่าจะเป็น ‘ดูมันดิ’ ในวันนี้ เขาเกือบหมดตัวมา 3 ครั้ง และครั้งที่ 4 คือการเดิมพันครั้งสุดท้าย นำเงินเก็บทั้งชีวิตมาสร้างซีรีส์ ‘นิ่งเฮียก็ว่าหาว่าซื่อ’ จนกลายเป็นใบเบิกทางสร้างชื่อให้บริษัท Mandee Work จำกัด

แค่ในปีนี้ดูมันดิก็ลงทุนกับการสร้างซีรีส์ไปหลายร้อยล้าน เริ่มจาก ‘กี่หมื่นฟ้า’ ที่ลงทุนไปถึง 50 ล้าน ตามมาด้วย ‘ข้ามฟ้า เคียงเธอ’ และ ‘เขมจิรา ต้องรอด’ สองซีรีส์ Boy’s Loves เรื่องแรกในไทย ที่ใช้ทุนสร้างกว่า 100 ล้านบาท ยกระดับพัฒนางานโปรดักชั่นให้เทียบชั้นหนังภาพยนตร์ โดยเฉพาะเขมจิราต้องรอดที่กลายเป็นซีรีส์ BL ที่มียอดเทรนด์สูงสุด และกวาดยอดผู้รับชมสูงสุดตลอดกาล ทั้งหมดนี้เพื่อลบคำสบประมาทที่ว่า ‘ดูมันดิ ขายแต่จิ้น’

ดูมันดิเกิดขึ้นได้ยังไงคะ

“ก่อนหน้านี้ผมทำงานประจำเป็นโปรดิวเซอร์ทางช่องเคเบิลทีวี บวกกับขายเสื้อผ้าออนไลน์ หลังจากลาออกจากงานประจำและเลิกธุรกิจขายเสื้อผ้าไป ก็มีรุ่นพี่โทรมาบอกว่า มีแอพพลิเคชั่นเจ้าหนึ่งซึ่งดังมาก กำลังหาคนไปทำคลิปโปรโมทการท่องเที่ยวญี่ปุ่น สนใจไหม ซึ่งทางลูกค้าจะทำหน้าที่ติดต่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นให้ ส่วนผมแค่ทำหน้าที่คุมโปรเจ็คต์นี้ทั้งหมด พร้อมกับหาพิธีกรผู้ชาย 3-4 คนมาร่วมทริป ก็รับทำเลย ผมเริ่มจากแคสติ้งหาน้องๆ พิธีกร แต่เพราะเป็นน้องใหม่จึงแนะนำกับลูกค้าไปว่า ขอสร้างเพจที่ชื่อว่า ‘ดูมันดิ’ เพื่อเป็นช่องทางแนะนำพิธีกร สร้างฐานคนดูก่อน เพราะถ้าไม่มีใครรู้จักน้องๆ คงไม่มีใครดูคลิป ซึ่งชื่อ ‘ดูมันดิ’ ก็ช่วยกันคิดกับเพื่อน มาจากคำว่า ‘ดู’ เพราะเราอยากให้คนดูเท่านั้นเลย

“เราพาน้องๆ ไปทำคลิปรีวิวที่สวนน้ำในเมืองไทย ปรากฏว่าปล่อยไปคลิปแรกบูมมาก ยอดชมอยู่ที่ 3 แสนวิว ซึ่ง 8-9 ปีที่แล้วคือเยอะมากนะ ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นกระแส อาจเพราะน้องๆ หน้าตาดี ตลก เป็นธรรมชาติ พอกระแสมา ก็เริ่มมีงานจ้างเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งช่วงทำเพจโปรโมท ผมลงทุนเองทั้งหมด คำนวนแล้วอย่างไรต้องได้เงินกลับมาจากลูกค้า ส่วนคลิปก็ทำเองทุกขั้นตอน ทั้งวางโครงเรื่อง ถ่ายเอง ตัดต่อเอง ช่วงหลังเริ่มมีหลีดฯ รุ่นน้องมาช่วยงานตัดต่อด้วย กระทั่งเกิดจุดพลิกแรงอยู่เหมือนกัน”

อ๊อฟชั่น-กิตติพัฒน์ จำปา

พลิกแรงเบอร์ไหน

“ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น ผมคุยกับน้องๆ ว่า ถ้าคลิปเป็นกระแส เราคงได้ทำซีซั่น 2 แน่ๆ เพราะแอพพลิเคชั่นนี้คนใช้กันทั้งประเทศ คิดดูสิว่าคนจะกดเข้ามาดูเยอะขนาดไหน ผมจึงตั้งใจกับทริปนี้มาก ออกค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักเองทั้งหมด เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ต้องได้เงินคืน แต่ก็แอบเห็นสัญญาณแปลกๆ ว่าฝั่งลูกค้าเงียบผิดปกติ  ก็ยังไม่คิดอะไร จนกระทั่งก่อนออกเดินทาง 2 วัน รุ่นพี่โทรมาแจ้งว่า ‘โปรเจ็คต์ล่มนะ ขอโทษด้วย’ ผมก็อึ้ง… อ้าว แล้วที่ทำมาทั้งหมด ทำไปเพื่ออะไร แต่เพราะตอนนั้นผมเชื่อใจ ไม่ได้เซ็นเอกสารทำสัญญาใดๆ จึงไม่ได้เงินที่เสียไปคืน ก็สับสนว่าจะทำอย่างไรต่อดี สุดท้ายก็คิดว่า ไหนๆ ก็ลงทุนค่าตั๋ว ที่พัก ที่กิน ไป 7 หลักแล้ว The show must go on บินไปนั่นแหละ แต่จะไม่บอกเรื่องนี้กับน้องๆ เพราะกลัวเขาผิดหวัง มีแค่รุ่นพี่ที่ไปช่วยงานอีกคนเท่านั้นที่รู้ความลับนี้”

โดนเทขนาดนี้ ทำใจทำงานต่อได้อย่างไร

“เรียกว่าเป็นการเที่ยวสิบกว่าวันที่หนักใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ผมคุยกับน้องไว้ดิบดีว่า เราต้องได้งาน ต้องได้ทำซีซั่นถัดไปแน่ๆ แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีว่า คลิปนี้อาจปังก็ได้นะ ทำให้เต็มที่ไปก่อน แต่ก่อนจะกลับเมืองไทยหนึ่งวัน ผมตัดสินใจบอกความจริงกับน้อง ยังจำบรรยากาศวันนั้นได้ดี ผมเปิดประตู เดินเข้าไปหา แล้วพูดว่า ‘พี่บอกข่าวร้ายนะ ไม่มีโปรเจ็คต์ต่อไปแล้ว พี่ขอโทษด้วย ค่าตัวและทุกๆ อย่างที่เราตกลงกันไว้ พี่ยังคงให้เหมือนเดิม’ จากที่เฮฮาปาร์ตี้ น้องทุกคนนั่งอึ้ง

“แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ปรากฏว่า คลิปปังสมใจ วันแรกที่ปล่อยคลิปมีคนดู 5 แสนวิว อาจเพราะในเมืองไทยยังไม่เคยมีใครทำ น้องๆ แต่งตัวเป็นคาแร็กเตอร์อนิเมะเดินกลางชิบูย่า, ไปแช่ออนเซ็น ทุกคนสนุก ตลก หล่อ หุ่นดี ปรากฏว่าดังเป็นกระแสจนได้ไปออกรายการทีวี งานเข้าเยอะมาก”

ใจชื้นเลยไหม

“ดีใจครับที่สิ่งที่ผมหวังลึกๆ นั้นเกิดขึ้น แต่ก็ยังกังวลว่าเงินที่หมดไปเป็นล้านๆ จะกลับคืนมาได้อย่างไร เพราะแม้งานจะเยอะ แต่เงินที่กลับเข้ามาก็ยังไม่คุ้มทุน เราก็พยายามทำงานต่อไป เอาเงินที่ได้มาหมุน จนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่จนแล้วจดรอดก็เกิดเรื่องตลกกับชีวิต เพราะพลาดกับการไว้ใจคนเป็นครั้งที่สอง

“ตอนนั้นเราได้สมาชิกพิธีคนที่ 5 คือ ซี พฤกษ์ ผมเห็นรูปซีผ่านเพื่อนอีกคน รู้สึกว่าน้องคนนี้หล่อมาก จึงชวนเขามาทำคลิปด้วยกัน ตอนนั้นซีก็แนะนำว่า เขารู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ค่อนข้างกว้างขวางนะ เราก็ชวนรุ่นพี่คนนั้นมาติดต่อประสานงานเวลาไปเที่ยว อย่างตอนไปทำคลิปที่กระบี่ เขาก็ช่วยประสานงานต่างๆ ได้ดี กระทั่งเรามีแพลนจะกลับไปทำคลิปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เพราะอยากให้น้องๆ ดังกว่านี้ ก็ให้เขาเป็นคนติดต่อจองโรงแรม เพราะดีลราคาต่างๆ ได้ถูกกว่า ก่อนออกเดินทางผมก็โอนเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เขา

 “กระทั่งถึงวันที่พวกเราเดินทางถึงญี่ปุ่น ปรากฏว่าติดต่อเขาไม่ได้  สภาพคือทุกคนลากกระเป๋าหาโรงแรม ที่แรงยิ่งกว่าคือ ไม่มีแม้กระทั่งโรงแรมที่เขาบอก พอเช็คอีกครั้ง เอกสารทุกอย่างที่ส่งมาคือของปลอม สรุปแล้วพวกเรากำลังเดินหาโรงแรมที่ไม่มีอยู่จริง ซีรู้สึกผิดมาก เพราะเขาเป็นคนแนะนำ ก็ต้องปลอบว่าไม่ต้องเครียด ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ และก่อนหน้านั้นเขาก็ทำงานได้ดี สุดท้ายก็ต้องจองโรงแรมใหม่หมด เรียกว่า เจ็บหนักอีกทริป แต่ก็ยังไม่เครียดเท่าทริปแรก เพราะน้องๆ เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว แค่เจ็บใจว่าเสียเงินล้านอีกแล้วเหรอ แต่ถ้าพูดถึงภาพรวม ทริปนี้สนุกมากครับ มีเรื่องเล่าเยอะดี (หัวเราะ)”

ทริปนั้นสร้างชื่อให้น้องๆ สมกับที่หวังรึเปล่า

“ใช่ครับ จากที่แต่ละคนเป็นยูทูปเบอร์ ก็กลายเป็นเน็ตไอดอล ไปไหนก็มีคนขอถ่ายรูป ได้เดินแบบ ได้รับว่าจ้างรีวิวสินค้า เริ่มมีกลุ่มแฟนคลับของดูมันดิ สามารถจัดแฟนมีตเล็กๆ ได้ แม้จะกลุ่มไม่ใหญ่ แต่เสียงกรี๊ดก็ดังพอๆ กับดารา ผมมองแล้วว่าศักยภาพของพวกเขาสามารถเป็นศิลปินได้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็พยายามหางานซัพพอร์ตน้องๆ เช่น ทำงานเพลงให้เขาร้อง

“ซึ่งตอนนั้น ดูมันดิ ยังเป็นแค่เพจ เป็นยูทูปเบอร์ เราผลิตคอนเทนต์ไปวันๆ ผมก็คิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ใครจะอยากอยู่ด้วย ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ควรจะขยับตัวเองทำอะไรมากกว่านี้ไหม จะได้ผลักดันให้เด็กๆ เติบโตเป็นศิลปิน จึงตัดสินใจว่าจะทำซีรีส์ ซึ่งเสี่ยงมาก เพราะซีรีส์หนึ่งเรื่อง ต้องใช้เงินขั้นต่ำราวๆ 10 ล้าน แต่ก็เลือกที่จะสู้”

การสู้ครั้งนี้เป็นยังไง

“เป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ตอนนั้นดูมันดิยังไม่ได้เปิดตัวเป็นบริษัท ‘มันดีเวิร์ค’ เรายังเป็นแค่ช่องยูทูปที่ผันตัวมาทำซีรี่ส์ ซีรีส์เรื่องแรกของผมคือ  ‘Why r u the series เพราะรักใช่เปล่า’ ตอนแรกเราหาสปอนเซอร์ได้หลายเจ้า แต่แล้วก็เกิดวิกฤตโควิด สปอนเซอร์จึงถอนตัว เหลือแค่เพียงเจ้าเดียวก็คือ อิชิตัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ค่ำจุนทุนเรา หายไปเกือบทั้งหมด และถ้าไม่มีสปอนเซอร์แล้ว ผมคือผู้ลงทุนเพียงคนเดียว ที่ไม่ได้ชวนใครเพราะหลังจากเจอเหตุการณ์ก่อนหน้า ก็ไม่ไว้ใจใครอีกเลย ไม่ใช่ว่าฐานะร่ำรวยนะ แค่พอมีเงินเก็บจากการทำงาน แต่สถานะตอนนั้นกำลังเข้าสู่ภาวะเป็นหนี้ ทุนที่ลงไปก็ไม่ได้คืน สุดท้ายต้องขายที่ดิน เอาเงินไปจ่ายค่าช่องซึ่งก็หลายล้าน

“ถึงเบื้องหลังเงินจะหาย แต่กระแสเบื้องหน้าผลตอบรับดีมาก น้องๆ มีชื่อเสียง จากยอดติดตามหลักหมื่นขยับเป็นหลักล้าน เริ่มมีค่ายมาขอซื้อตัว และด้วยสภาวะการเงินของเราที่ไม่ดี ก็ไม่รู้ว่า น้องจะคิดอย่างไร เรายังน่าเชื่อถือไหม เครียดหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเงิน เรื่องเด็ก เพราะแบกรับทุกอย่างเพียงคนเดียว บวกกับวงการบันเทิงไม่ได้น่ารักขนาดนั้น มีหลายๆ คำพูดที่กระทบจิตใจ สภาพแย่ถึงขั้นกินข้าวไม่ลง นอนติดเตียงไป 3 วัน”

เคยถามตัวเองไหมว่า ทำทั้งหมดไปเพื่ออะไร

“แน่นอนครับ โทษตัวเองด้วยซ้ำว่าไม่น่าทำตั้งแต่แรก ไม่น่าสู้เพื่อสิ่งนี้ เพราะสุดท้ายผมเป็นคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ตอนนั้นก็เปิดใจกับน้องๆ เหมือนกัน เพราะผมเข้าใจว่าในสภาวะสุ่มเสี่ยง ใครจะอยากอยู่กับคนที่ไม่มั่นคง น้องๆ เองก็ถามว่า พี่อ๊อฟจะสู้ต่อไหม ก็บอกทุกคนไปว่า ‘พี่คงจะต้องปิดตัว ดูมันดิ แล้วนะ อยากให้แต่ละคนนำชื่อเสียงที่สร้างมา ไปใช้ชีวิตของตัวเองดีกว่า พี่เอาไม่อยู่แล้วล่ะ เพราะไม่อยากมานั่งแบกรับ ว่าฉันจะทำให้น้องเสียใจไหม เขาจะมีชีวิตที่มั่นคงหรือเปล่า’ แต่ทุกคนก็ยังเลือกที่จะอยู่กับผม ก็ต้องเดินหน้าว่าจะหาเงินมาชดใช้เงินที่เสียไปอย่างไร แม้เรายังพอมีรายได้จากการขายของต่างๆ จากซีรีส์ และจากงานของเด็กๆ  แต่ถ้าถามว่าได้กำไรหรือคืนทุนไหม ไม่อยู่แล้ว”

กลับมาลุยเต็มตัวอีกครั้งช่วงไหนคะ

“ผมบอกกับน้องๆ ว่า ‘พี่จะสู้อีกรอบนะ ใครมั่นใจก็อยู่ด้วยกัน’ แต่ผมไม่จับน้องเซ็นสัญญา เพราะเรายังไม่มั่นคง อยากให้เด็กๆ เป็นอิสระรับงานได้เต็มที่ จำได้ว่าตอนนั้นได้คุยจริงจังกับ ซี พฤกษ์ ถามซีว่าอยากสู้ใหม่ด้วยกันไหม ตอนแรกซีคิดว่า คงไม่ แต่สุดท้ายเขาก็บอกว่า ถ้าพี่ลอง ผมก็ลอง ตอนนั้นผมก็เริ่มศึกษา ถ้าจะทำซีรีส์วายให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำอย่างไรให้ฉีกจากตลาด เพราะจำได้ว่า ตอนที่ซีรี่ส์ ‘why r u’ ออนแอร์ ‘คั่นกู’ ก็ฉายพร้อมๆ กับเรา แต่เขายิ่งใหญ่มาก เราก็อยากเป็นอย่างนั้น

“ตอนนั้นได้อ่านนิยาย ‘นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ’ รู้สึกว่าสนุก บวกกับนักเขียนก็ชอบซีมาก จึงซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นซีรี่ส์ และรู้ว่าถ้าค่ายจะเติบโตต้องหานักแสดงรุ่นใหม่ จึงกลายเป็นมา ดูมันดิ Gen 2 ประกอบไปด้วย นุนิว ณัฐ ติวเตอร์ ยิม เน็ต เจมส์ ซึ่งตอนที่ผมอ่านบทหนูเกื้อในนิยาย ‘นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ’ ภาพนุนิวลอยมาเลย บวกกับซีก็ถูกชะตากับนุนิวมาก จึงตั้งใจจะให้สองคนนี้คู่กันและประกาศกับทุกคนว่า ผมจะเปิดตัวให้ซีรีส์เรื่องนี้ เป็นเรื่องแรกของบริษัทดูมันดิ และจะสู้เป็นเรื่องสุดท้าย ควักเงินทุกบาทที่เก็บมาใช้ ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ นั่นคือคำตอบแล้วว่า ผมต้องไปทำอย่างอื่น”

ตัดสินใจเดิมพันหมดหน้าตักขนาดนี้ มีวิธีปรับกลยุทธ์อย่างไรคะ

“ผมดูซีรีส์ต่างประเทศเยอะตั้งแต่เด็ก อย่างซีรีส์เกาหลีก็ชอบมาก จะตั้งคำถามในใจตลอดว่า ทำไมบ้านเราถ่ายออกมาไม่สวยแบบนี้นะ เป็นเพราะโลเคชั่น แสง หรือเพราะอะไร ซึ่งคำตอบคือ โปรดักชั่นที่ยังไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราต้องยกระดับเรื่องนี้

“ผมวางแผนสร้างซีรี่ส์นานระดับหนึ่งเลย คุมเองทุกอย่าง ตั้งแต่เลือกกล้อง เลือกเลนส์ ทำให้ได้รู้ว่า หากอยากได้งานภาพคุณภาพ กล้องเลนส์ต้องเทพซึ่งค่าเช่าแพงมาก คนอื่นจึงไม่นิยมเช่า แต่เรายอม นอกจากนี้ การย้อมสีสำคัญ เพิ่งรู้ว่าซีรี่ส์บ้านเรา พอถ่ายเสร็จก็ตัดต่อเลย แต่การย้อมสีจะช่วยให้ภาพสวยงาม ได้มิติการรับชมที่ดีขึ้น หรืออย่างสกอร์เพลง ผมให้ทำใหม่เลย ที่ผ่านมาก็เสพผลงานเพลงศิลปินไทยดีๆ เยอะ อย่างค่าย GTH สกอร์เพลงทุกเรื่องของเขาดีมาก ก็ตามหาว่า คนที่ทำสกอร์ให้หนังเหล่านี้คือใคร พอหาเจอก็ไปขอร้อง ชวนเขาทำงานด้วย ตอนแรกก็ถูกปฏิเสธ แต่ในฐานะเอฟซีก็ขอร้องจนเขายอมช่วย

“ส่วนงานกำกับ ผมวางให้คนอื่นช่วยทำให้ แต่พอใกล้วันเปิดกล้อง สถานการณ์โควิดยังระบาดหนัก ผู้กำกับขอถอนตัว ทุกคนจึงเชียร์ให้ผมลงมือเอง กลายเป็นว่า ผมรับผิดชอบทุกหน้าที่ตั้งแต่บท คิดซีน กำกับ ช่วยโปรดิวซ์ ดูสกอร์เพลง คิดไอเดียแต่งเพลง แม้กระทั่งโปสเตอร์โปรโมทบางชิ้น ผมก็ทำเอง ทำทุกอย่างแล้วจริงๆ”

เรื่องยากที่สุดในการผลิตซีรี่ส์คืออะไรคะ

“การสร้างซีรี่ส์แต่ละเรื่องลงทุนสูง เพราะต่อให้ซีรี่ส์ดังก็ใช่ว่าจะหาเงินได้ขนาดนั้น มาคิดตอนนี้ แต่ก่อนผมก็ใจเด็ดเหมือนกันนะ คือก่อนจะปล่อย ‘นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ’ ออนแอร์ มีแอพพลิเคชั่นเจ้าหนึ่งติดต่อขอซื้อไปลงในแพลตฟอร์มของเขา โดยจะให้เงินผม 7 ล้าน  ถามว่าครอบคลุมไหม ก็ไม่ แต่ถามว่าเยอะไหม เยอะนะ จึงตอบตกลงไป

“กระทั่งใกล้เซ็นสัญญา แอพฯ ออกกฎใหม่ว่า หากใครอยากดูเรื่องนี้ ต้องเสียเงิน ผมรู้สึกว่า กฎใหม่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายเรา เพราะเราสร้างเรื่องนี้เพื่อเปิดทางให้น้องๆ แจ้งเกิด ถ้าน้องจะดัง คนต้องเห็นเขาเยอะที่สุด ตอนนั้นผมบ้ามาก ตัดสินใจโพสต์ฉายให้ดูฟรีลงช่องยูทูปเลย เพราะคิดว่าเป็นแอพฯ ที่คนดูเยอะที่สุดแล้ว ถ้าไม่เสี่ยงวิธีนี้ แล้วเมื่อไรน้องจะแจ้งเกิด”

ใจเด็ดมาก

“ใช่ครับ เหมือนผมทิ้งเงินรางวัลที่ 1 ไป แต่ก็คิดว่าถ้ารับเงินมาแล้วน้องไม่ดังล่ะ เขาจะเสียใจไหม งานโปรดักส์ชั่นที่เราตั้งใจสร้าง คนจะได้ดูหรือเปล่า เราจะรู้สึกล้มเหลวอีกครั้งไหม ผมเชื่อความรู้สึกตัวเองจึงตัดใจทิ้งเงินดีกว่า และผลก็ได้อย่างที่หวัง เพราะเมื่ออีพีแรกออนแอร์ ยอดเข้าชมไต่ขึ้นหลักล้านภายในไม่กี่วัน โล่งอกมาก มองอีกด้านการทิ้งเงิน 6-7 ล้านก็คือการลงทุน ต้องขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจแบบนั้น”

ทราบว่าปีนี้ดูมันดิทุ่มทุนกับสร้างซีรีส์สุดๆ

“ใช่ครับ ช่วงต้นปีเราฉายเรื่อง กี่หมื่นฟ้า ซึ่งทุ่มเงินสร้างไป 50 ล้าน ตามมาด้วยข้ามฟ้าเคียงเธอ เรื่องนี้ก็ 100 ล้าน ส่วนเขมจิราต้องรอดเป็นเรื่องที่สองของค่ายที่ลงทุนระดับ 100 ล้านเช่นกัน ผมเช็คมาแล้วไม่มีใครกล้าลงทุนทำซีรีส์วายสูงขนาดนี้  ตรงกับเป้าปีนี้ที่ตั้งใจปล่อยจอย ทุ่มโปรดักชั่นต้องเต็มที่ ไม่สนเรื่องเงิน เพราะการแข่งขันยุคนี้ดุเดือด เนื้อหา Boy’s loves ต้องโตขึ้น ไม่ใช่แค่รักใสๆ แต่ก่อนคนอาจจะมองว่า ดูมันดิ เป็นค่ายที่ผลิตผลงานขายจิ้นไปวันๆ ซึ่งนั่นคือคำสบประมาทที่เราอยากลบออกมาที่สุด อยากทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่นั่งขายเคมีนักแสดง โปรดักชั่นจึงต้องเต็มที่

“สารภาพเลยว่าเงินที่ได้จากสปอนเซอร์ไม่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นต่อให้ซีรีส์ดังมากก็ยังเจ็บตัว แต่ผมยอม บางคนบอกว่าผมบ้า ชอบลงทุน ทำอะไรสุ่มเสี่ยงกับชีวิต แต่ผมเป็นคนแบบนี้ อยากทำอะไรก็ทำเต็มที่ อยากให้หันมามองว่า ดูมันดิ ทำอะไรได้บ้าง มีเด็กๆ ที่น่ารักแค่ไหน สำหรับผมการลงทุนสร้างซีรีส์ คือการต่อยอดบริษัท ต่อยอดตัวน้อง”

ที่ว่าทุ่ม 100 ล้านในเขมจิรา ต้องรอด ทำอะไรบ้างคะ

ยากมาก เพราะโลเคชั่นคือป่า เขา ถ้ำ อย่างบ้านพ่อครู เราหาบ้านเรือนไทยอย่างที่ตั้งใจไม่ได้ สุดท้ายตัดสินใจสร้างบ้านเรือนไทยหลังใหม่บนที่ดินของตัวเอง เพราะคำนวณแล้ว หากต้องบินไป-กลับถ่ายที่ต่างจังหวัด ทีมจะเหนื่อยมาก และแม้ว่าการสร้างบ้านจะแพงกว่าไปเช่า แต่ขั้นตอนทำงานง่ายกว่ามาก ส่วนงานเบื้องหลังยอมรับว่าโหด โดยเฉพาะซีจี ผมควบคุมการตัดต่อเองทั้งหมด เพราะถ้าตัดต่อไม่ดี ใส่ซีจีไม่เป๊ะ ต้องรื้อใหม่ เราเข้มงวดกับงานโปรดักชั่น จนโดนบริษัททำซีจีแซวว่า รู้ตัวไหม สเกลงานเขมจิราคือระดับหนังทุกตอน ซึ่งผมคิดว่านี่คือกำไรของคนดู

“ต่อมาคือนักแสดง ซึ่งเป็นพาร์ทที่สำคัญที่สุด ด้วยความเนื้อหาเล่าถึงเรื่องหลายภพหลายชาติ ตัวละครที่แคสติ้งมา หน้าก็ต้องคล้ายกัน บางคนต่อให้แอคติ้งดีมาก แต่ถ้าหน้าตาไม่เหมือน ผมยอมเปลี่ยนฉาก เพื่อรอคนที่ใช่ สำหรับการแสดง น้องต้องสามารถเอาตัวตนไปผสมกับตัวละครได้ ผมเชื่อว่า ทุกคนไม่สามารถแสดงเป็นเขมจิราได้เหมือนกัน และนี่คือเขมจิราในแบบฉบับน้ำปิง เขาจะเบลนด์นิสัยตัวเองอย่างไร จนทำให้คนเชื่อว่า น้ำปิงคือเขมจิราจริงๆ ซึ่งยากกว่าการตั้งจิตว่า ฉันคือเขมจิรา ถ้าเป็นฉบับนิยาย เขมจิราจะกลัวทุกสิ่ง แต่ในเวอร์ชั่นซีรีส์จะมีบุคลิกที่เข้มแข็งของน้ำปิงแทรกอยู่ในเรื่อง”

ทุกวันนี้ เวลาเจอปัญหาแก้ยังไงคะ

“ผมจะมีคำพูดว่า ‘ช่างมันบ้างก็ได้’ เพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกปล่อยวางบางสิ่งบ้าง เพราะทุกวันนี้ต้องดูแลทั้งเด็กๆ ผลงาน แฟนคลับ รวมถึงลูกค้า ถ้าเราต้องควบคุมทุกอย่าง ให้เป๊ะ ให้ดีที่สุด อาจกลายร่างได้นะ คำว่า ช่างมันบ้าง ช่วยฮีลใจ คือคนฟังอาจจะรู้สึกว่า เธอเพิกเฉยต่อปัญหารึเปล่า แต่บางทีการช่างมัน ก็เพื่อให้เราไปอยู่กับตัวเอง ช่วยให้มีสติ และอาจกลับมาแก้ปัญหาได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ก็พยายามปิดโซเชียล ยอมรับว่ายาก แต่พยายามพักจากหน้าจอให้ได้วันละ 3-4 ชั่วโมง เป็นวิธีที่ช่วยให้ใจเย็นลง”

ในตอนอวสาร เขมจิรารอดแล้ว ถ้าประเมินชีวิตตัวเองตอนนี้ คิดว่ารอดรึยัง

“มีทั้งสองแบบ คือรอดและไม่รอด ที่ไม่รอดคงเป็นสุขภาพและความเครียด วันนี้ยังเหนื่อยมาก ต้องเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ชีวิตตัวเองให้มากขึ้น แต่สิ่งที่รอดคือ ในฐานะคนผลิตผลงาน ผมรู้สึกดีใจที่ปีนี้ หลายๆ สื่อบอกว่าเราประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้คิดไปเอง เราปล่อยผลงานได้แบบ non-stop และพิสูจน์ได้แล้วว่า ผลงานเราไม่ใช่แค่ขายจิ้น”

“แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า โปรดักชั่น เนื้อหา และคุณภาพของเราก็สู้ได้”


บทความนี้คัดมาเพียงบางส่วน สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารแพรว ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 (หน้าปก เก่ง น้ำปิง เติ้ล เฟิร์สวัน)

เรื่อง Fai ภาพ วรสันต์

จากลายซับในสู่สัญลักษณ์แฟชั่นโลก เรื่องราวของ Burberry Check

เบอร์เบอรี่ถ่ายทอดความอบอุ่นและเอกลักษณ์ของผ้าพันคอลาย Burberry Check ผ่านซีรี่ส์ภาพพอร์ตเทรตที่รวบรวมเหล่า Friend of the House ไว้อย่างคับคั่ง

จากลายซับในสู่สัญลักษณ์แฟชั่นโลก เรื่องราวของ Burberry Check

ไม่ว่าจะเป็น โอลิเวีย โคลแมน (Olivia Colman) อะมีเลีย เกรย์ (Amelia Gray) หลิว เหวิน (Liu Wen) ลัคกี้ บลู สมิธ (Lucky Blue Smith) โมนา ทูการ์ด (Mona Tougaard) และ ไทสัน เบ็กฟอร์ด (Tyson Beckford) ที่ต่างสะท้อนเสน่ห์เหนือกาลเวลาของแอ็กเซสเซอรีชิ้นไอคอนิก พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สวมใส่

ลวดลาย “Burberry Check” ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเริ่มจากการเป็นผ้าซับในของเทรนช์โค้ตอันเลื่องชื่อของแบรนด์ ก่อนจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสไตล์อังกฤษอันคลาสสิก จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 1960 เมื่อซับในลายตารางถูกนำมาแสดงด้านนอกในการจัดหน้าร้านที่ปารีสโดยบังเอิญ จนกลายเป็นภาพจำของแบรนด์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และในปี 1970 เบอร์เบอรี่ได้นำลาย Check มาตีความใหม่ผ่านผ้าพันคอแคชเมียร์ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในไอเท็มที่ได้รับความนิยมสูงสุด ลวดลายนี้ประกอบด้วยสี่สีหลัก ได้แก่ camel ขาว ดำ และแดง ซึ่งสื่อถึงความเรียบง่าย ทว่ามีความสง่างามและอบอุ่นในแบบอังกฤษขนานแท้

ผ้าพันคอแคชเมียร์ของเบอร์เบอรี่ผลิตขึ้นในสกอตแลนด์โดยโรงงานครอบครัวที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 1797 และร่วมงานกับแบรนด์มานานกว่า 125 ปี ผ้าทุกผืนทอด้วยเครื่องทอแบบดั้งเดิมและขัดผิวด้วย teasel หรือดอกธิสเซิล เพื่อให้ได้สัมผัสนุ่มละมุนเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน ความใส่ใจในรายละเอียดเช่นนี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณของงานฝีมืออังกฤษที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

เบอร์เบอรี่ยังคงยกระดับผ้าพันคอให้เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ผ่านการเปิดตัว Scarf Bar ในสโตร์ทั่วโลก ตั้งแต่ Hyundai Seoul (เกาหลีใต้) Ginza (โตเกียว) Plaza 66 (เซี่ยงไฮ้) Regent Street (ลอนดอน) 57th Street (นิวยอร์ก) จนถึง Iconsiam (กรุงเทพฯ) และสาขาใหม่ที่ Iguatemi (เซาเปาโล) พื้นที่จัดแสดงได้รับการออกแบบอย่างประณีต เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสมรดกและงานฝีมือเบื้องหลังลาย Check ที่อยู่คู่แบรนด์มากว่าศตวรรษ

คอลเล็คชั่นผ้าพันคอได้รับการคัดสรรกว่า 30 เฉดสี ตั้งแต่แคชเมียร์เนื้อนุ่มไปจนถึงผ้าไหมทวิลล์ พร้อมบริการปักอักษรย่อ (Monogramming) ที่ช่วยเปลี่ยนผ้าพันคอให้กลายเป็นของขวัญสุดพิเศษเฉพาะตัว โดยลูกค้าสามารถเลือกสีด้ายและเพิ่มอักษรย่อได้สูงสุด 5 ตัวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เบอร์เบอรี่ยังขยายประสบการณ์การเลือกผ้าพันคอผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยฟีเจอร์ Virtual Try-On ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองเลือกและจับคู่ลวดลายได้แบบเรียลไทม์ พร้อมอัปเดตคอลเล็คชั่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ผ้าแคชเมียร์แสนอบอุ่นไปจนถึงผ้าวูลน้ำหนักเบา


Van Cleef & Arpels

L’ÉCOLE ร่วมกับ Van Cleef & Arpels เปิดโลกอัญมณีผ่านเสวนา Fascinating Diamonds

ภายใต้การสนับสนุนจาก Van Cleef & Arpels โรงเรียนศิลปะอัญมณี L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts จัดกิจกรรมเสวนา “Fascinating Diamonds” หรือ “เสน่ห์แห่งเพชร” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2025 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้และแรงบันดาลใจเกี่ยวกับเพชรในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แก่ผู้หลงใหลในความงามอันทรงคุณค่าของอัญมณี

L’ÉCOLE ร่วมกับ Van Cleef & Arpels เปิดโลกอัญมณีผ่านเสวนา Fascinating Diamonds

เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสองผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ได้แก่ โอลิเวียร์ เซกรูรา (Olivier Segura) นักอัญมณีศาสตร์และกรรมการผู้จัดการ L’ÉCOLE Asia Pacific และ เอริน บิลลี่ ฮิวส์ (E. Billie Hughes) นักอัญมณีศาสตร์และผู้ร่วมก่อตั้ง Lotus Gemology ประเทศไทย ทั้งสองร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกถึงความงดงาม ความหายาก และคุณค่าทางวัฒนธรรมของเพชรในแต่ละยุคสมัย

เนื้อหาภายในงานครอบคลุมตั้งแต่การกำเนิดของเพชรตามกระบวนการทางธรณีวิทยา หลักการประเมินคุณค่าตามมาตรฐาน 4Cs ไปจนถึงเรื่องราวของเพชรหายากในเฉดสีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพชรสีชมพู เพชรสีน้ำเงิน หรือเพชรสีเขียว ซึ่งล้วนสะท้อนมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่เปล่งประกายเหนือกาลเวลา

ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และแบ่งปันศาสตร์ด้านศิลปะเครื่องประดับแก่ผู้คนทั่วโลก ปัจจุบันมีสาขาถาวรในกรุงปารีส ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และดูไบ โดยกิจกรรมในประเทศไทยครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสถาบันในการเผยแพร่วัฒนธรรมแห่งความงามของอัญมณี


ฉลองพระบาท

ดีไซน์งดงามทุกคู่! เปิดภาพ ‘ฉลองพระบาท’ ใน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ดีไซน์งดงามทุกคู่! เปิดภาพ ‘ฉลองพระบาท’ ใน ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดแสดงฉลองพระบาท ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ประชาชนได้เข้าชมความงดงามของดีไซน์ ซึ่งฉลองพระบาทที่จัดแสดงนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระบาทใช้งานจริงทุกคู่ แต่ฉลองพระบาทยังคงดูใหม่ เนื่องจากทางพิพิธภัณฑ์ผ้าฯพิถีพิถันในการดูแลและเก็บรักษาฉลองพระบาทเป็นอย่างดี

ความเป็นมาของฉลองพระบาท ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีดังนี้

เรอเน มันชินี เป็นผู้ผลิตรองเท้าที่มีชื่อเสียงในกรุงปารีส สำหรับลูกค้าที่สั่งทำพิเศษหรือห้องเสื้อชั้นสูง โดยนายบัลแมงเป็นผู้เลือกสรรให้เรอเน มันชินี ดูแลฉลองพระบาทของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการเสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2503 และต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายปีหลังจากนั้น ซึ่งฉลองพระบาทส่วนใหญ่ออกแบบให้เข้ากับฉลองพระองค์

สำหรับพระราชกรณียกิจช่วงค่ำ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระบาทปลายงอน ทำจากหนังสีเงินหรือทอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 50 จนถึงคริสต์ทศวรรษที่ 60 มีทั้งแบบเปิดด้านหน้า และเปิดด้านข้าง ช่วยส่งเสริมความเป็นไทยในฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ฉลองพระบาท ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะมีดีไซน์งดงามเพียงใด มาชมกันเลยค่ะ

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท

ฉลองพระบาท


ข้อมูล : พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ภาพ : Hana_แพรวดอทคอม (ฮานะ)

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เผยที่มา ‘ทรังค์ Louis Vuitton’ อันเก่าแก่ ใครเป็นผู้สั่งทำถวายสมเด็จพระพันปีหลวง

ยลโฉม 6 มงกุฎอันทรงคุณค่า งดงามสมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ยลโฉม 7 เครื่องประดับ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ’ ทรงสวมใส่เหมือนกัน

Proud to be Thai! 3 คอสตูมอัตลักษณ์ความเป็นไทยของ ลิซ่า ลลิษา

สมมง Amazing Thailand Brand Ambassador! เผยดีเทล 3 คอสตูมสะท้อนความเป็นไทยของ ลิซ่า ลลิษา บนคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR <DEADLINE> in BANGKOK

ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับ BLACKPINK WORLD TOUR <DEADLINE> in BANGKOK ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ที่เหล่าสมาชิกทั้ง 4 คนอย่าง จีซู, เจนนี่, โรเซ่ และลิซ่า จัดเต็มความสนุกให้กับบลิ้งค์ชาวไทย โดยหนึ่งไฮไลท์ที่กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลจนทำให้ #LISAinConcert และ #ProudToBeThai ติดเทรนด์บน X คงหนีไม่พ้นโชว์เดี่ยวของลิซ่ากับคอสตูมสุดเก๋ที่นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย

Look 1

เริ่มต้นลุคแรกด้วยคอสตูมสีทองอร่ามจาก Hook’s โดย ประภากาศ อังศุสิงห์ ดีไซเนอร์ประจำแบรนด์ที่เขาได้เปิดเผยเบื้องหลังการรังสรรค์ชุดดังกล่าวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า คุณแนน (Hathairat NAN NIST Permpoon) สไตลิสต์ประจำตัวของลิซ่าติดต่อมาให้ตัดเย็บชุดสำหรับขึ้นแสดงในโจทย์ที่ว่า ต้องการคอสตูมที่แสดงความเป็นไทยและดีไซน์ที่บ่งบอกวัฒนธรรมแบบไม่ตะโกน 

ชุดดังกล่าวจึงออกแบบให้มีพวงมาลัยที่สะโพก ซึ่งเป็นการนำโลหะแผ่นกลมทองมาประกอบคล้ายเสื้อเกราะนักรบ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง แข็งแกร่ง ที่แฝงความนุ่มนวลในแบบสาวไทย

Look 2

ลุควันที่สอง ลิซ่าปรากฏตัวในคอสตูมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้ประจำชาติอย่าง มวยไทย ซึ่งดีเทลของชุดโดดเด่นด้วยกางเกงมวยและเสื้อคลุมที่ปักประดับคริสตัลด้วยชื่อ “ลลิษา” โดยผลงานดังกล่าวมี I wanna Bangkok เป็นผู้ออกแบบ นอกจากนี้ไม่ว่าจะรองเท้าบู๊ตก็ได้รับการรังสรรค์พิเศษจาก EMPTY BEHAVIOR และเครื่องประดับจาก Bunyakorrn

Look 3

ลุคสุดท้ายปิดท้ายอย่างตราตรึงด้วยบอดี้สูทประดับคริสตัล SWAROVSKI ทั้งชุด ซึ่งนอกจากความระยิบระยับแล้ว ดีเทลที่ได้รับการพูดถึงที่สุดคือลวดลายธงชาติไทยที่อยู่บริเวณด้านหลัง ผลงานดังกล่าวออกแบบโดย Unkuniya

เรียกว่าคอมตูมที่ลิซ่าสวมใส่บนโชว์เดี่ยวในคอนเสิร์ตทั้ง 3 วัน ได้สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนเป็นที่กล่าวขานสู่สายตาของโลกแน่นอน


Cr. bunyakorrn, prapakas, iwannabangkok

‘ระวังถ่านไฟเก่าจะเผาไหม้มือของตัวเอง ใช่คุณหรือไม่??? ต้องติดตาม!!’ ดวงรายสัปดาห์ 27 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2568

‘ระวังถ่านไฟเก่าจะเผาไหม้มือของตัวเอง’

ดวงรายสัปดาห์ 27 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :  สำหรับชาวอาทิตย์เข้าสู่สัปดาห์ใหม่ก็ก็ยังไม่ห่างจากผู้ใหญ่นะคะ ณ ที่นี้นับรวมถึงผู้ทรงศีล ผู้ที่มีอำนาจราชศักดิ์ยิ่งใหญ่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโครงการที่จะก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขัน ไม่ว่าจะประมูล ประกวด สอบแข่งขัน สอบเรียนต่อ สอบสัมภาษณ์ ใดๆ ก็ตาม ซึ่งคุณมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคว้าชัยชนะให้ได้ สามารถทำได้ทุกวิถีทาง โดยไม่คิดถึงความถูกต้องชอบธรรมแล้วล่ะก็ อยากบอกว่า ไม่ต้องลงทุนทำแบบนั้นให้มัวหมอง แค่ภายใน 7 วันนี้คุณเข้าหาผู้ใหญ่ไว้ ท่านก็พร้อมที่จะสนับสนุนและส่งเสริมในทุกๆ เรื่องแล้ว

การเงิน  :  รายได้จะมาจากผู้ใหญ่เมตตาเอ็นดู ให้ทั้งงานและค่าขนม นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้เงินรางวัลจากการทำงานด้วย ขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นสัปดาห์ของการทำบุญ บริจาคทานด้วยนะ จัดสรรเงินให้ดีๆ

ความรัก  :   ผู้ใหญ่ก็ยังคงห้อมล้อมคุณอยู่ไม่ห่าง หากคุณกำลังงอนกับคู่ครองอยู่ ท่านสามารถเป็นไปได้ ทั้งกลายเป็นประเด็นและเชื่อมความเข้าใจอันดี คนโสด  คาดว่าสัปดาห์นี้คุณน่าจะเป็นเด็กดีของผู้ใหญ่ที่จะคอยจัดหาคู่เดทมาให้ หรือไม่ก็น่าจะได้คู่เดทเป็นผู้ใหญ่มากๆๆ เลย

สุขภาพ  :  เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับชาวอาทิตย์มีความเสี่ยงที่จะแพ้อากาศ หายใจไม่สะดวก จามบ่อย นอกจากนั้นยังต้องระวังการบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่วงขาและหลัง  

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สัปดาห์ที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ สำหรับชาวจันทร์แล้วมีโอกาสที่จะหนาวหลังเยือก กับการถูกคนจ้องที่จะจ้องแทงข้างหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์  เช่น งานออกแบบ โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ศิลปิน นักเขียน นักประดิษฐ์ เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้ ความคิดและจินตนาการของคุณจะกว้างไกลมากถึงมากที่สุด จนยากที่จะทำงานร่วมกับคนอื่น  ดังนั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ผู้ร่วมงานไม่ชอบหน้าคุณ หาทางกลั่นแกล้งทุกๆ ทาง ในที่สุดคุณก็ถูกต้อนเข้ามุม หลังชนกำแพง เดินหน้าก็ไม่ได้ หากเลือกได้ก็พยายามทำงานคนเดียวที่ไม่ข้องเกี่ยวกับใครเลยดีที่สุด

การเงิน  :  เข้ามือขวาออกมือซ้ายตลอดๆ นอกจากนั้นสัปดาห์นี้ไม่ควรเจรจาต่อรองธุรกิจและการลงทุน รวมถึงการให้กู้ยืมเงินด้วย  เพราะมีโอกาสถูกแทงข้างหลัง คดโกง จนถึงถูกขโมยทรัพย์สิน

ความรัก  :   สัปดาห์นี้แม้คุณกำลังอยู่ในช่วงรักและหลงคู่ครองของคุณมากแค่ไหน ก็ควรต้องเผื่อใจไว้ด้วย เพราะมีโอกาสที่จะเกิดความไม่ซื่อสัตย์ขึ้นในความสัมพันธ์ของคุณ มีความเสี่ยงทั้งคุณและคู่ครองเลย  คนโสด  หากถ่านไฟเก่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกลับมาติดไฟใหม่จริงๆ สัปดาห์นี้ก็ต้องพิจารณาแล้วล่ะค่ะว่า เขามีแฟนอยู่หรือเปล่า เพราะจะมีประเด็นเกี่ยวกับมือที่สาม

สุขภาพ  :   โอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานยังมีอยู่นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขา เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมีผลถึงกับเดินผิดท่าเลยทีเดียว นอกจากนั้นอากาศเปลี่ยน ก็ต้องระวังเรื่องไข้หวัดด้วย

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน    สัปดาห์เดือนใหม่ชนเดือนเก่าเช่นนี้ต้องบอกชาวอังคารว่า อย่าผลีผลาม ดับเครื่องชน เพราะจะทำให้ตัวเองดูไม่เป็นมืออาชีพในสายตาผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่ต้องติดต่อประสานงาน เป็นฝ่ายบริหารจัดการ หรือให้บริการคำปรึกษาแนะนำในด้านต่างๆ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้ร่วมงานกับผู้ใหญ่ที่ทรงคุณวุฒิมากด้วยประสบการณ์หลายท่าน แล้วประกอบว่า ส่วนตัวคุณก็มีไอเดียและจินตนาการที่กว้างไกล เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการขัดแย้งกับผู้ใหญ่ จึงอยากให้คุณใจเย็นๆ ฟังผู้ใหญ่ให้มาก แทนที่จะยึดแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่  

 การเงิน  :   มีโอกาสโชคดีในเรื่องของการลงทุนและทรัพย์สิน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมาจากผู้ใหญ่และทีมงานที่ดี  ขณะเดียวกันต้องระวังความใจดีไว้ด้วย เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอก ถูกโกง ยืมเงินแล้วเชิด

ความรัก  :  สัปดาห์นี้ขอว่างมือจากการทำงานมาหวานแหววกับคนข้างเคียงบ้างนะคะ แต่อย่างไรก็แล้วแต่คาดว่าคุณไม่ได้อยู่แค่ 2 คน จะมีผู้ใหญ่มาแจมด้วยเต็มเลย  คนโสด เช่นกันค่ะ มีโอกาสที่ผู้ใหญ่จะเข้ามามีอิทธิพลกับความรักของคุณ แต่คาดว่าคุณจะไม่ยอมนะ

สุขภาพ  :   สำหรับชาวอังคารหากพักผ่อนและดื่มน้ำน้อย มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดแผลในช่องปาก หรือร้อนใน จะทำให้รับประทานอาหารไม่อร่อย แสบปากไปหมด เมื่ออักเสบมากๆ จะเป็นสาเหตุให้เกิดไข้ด้วย จึงควรพักและดื่มน้ำให้มากๆ

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์เดือนเก่าขึ้นเดือนใหม่นี้ อยากให้ชาวพุธทำใจสบายๆ อย่าคาดหวังอะไรมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังจะเข้าสู่การแข่งขัน เช่น การประมูล การประกวด การสอบเข้าทำงาน สอบสัมภาษณ์ ใดๆ ก็ตาม ซึ่งคุณมีความปรารถนาและมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะคว้าชัยชนะมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใดก็ตาม ก็อยากจะบอกว่า หากคุณคิดว่าผู้ใหญ่ผู้หญิงจะช่วย เมื่อถึงเวลาจริงๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นไปได้ว่าท่านจะไม่สนใจคุณ ถอนตัวโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เพราะฉะนั้นจึงควรเตรียมแผนสองไว้ด้วย

การเงิน  :  หากเคยจับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุข สัปดาห์นี้ต้องระวังผู้ใหญ่ผู้หญิงที่เคยช่วยเหลือ เป็นไปได้ว่าท่านจะติดขัดบางประการ แต่คุณก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว ยังมีโอกาสได้เงินจากการทำงานด้วย

ความรัก  :  จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ในครอบครัวและชีวิตคู่ของคุณก็มีความสุขดี แต่สัปดาห์นี้เหมือนใจคุณกำลังโหยหาวันคืนเก่าๆ คนเก่าๆ จนทำให้ตัวเองหดหู่ ต้องระวังจะเป็นซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว คนโสด ก็ยังเสน่ห์แรงอยู่ และยิ่งจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ในสัปดาห์นี้ แต่ก็ต้องระวังเพราะมีโอกาสสูงมากที่คุณจะเลือกคนผิด ที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

สุขภาพ   :   ทางกายต้องระวังโรคที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร การเจ็บป่วยในช่องท้องและลำไส้ นอกจากนั้นทางใจก็ต้องระวังพวกโรคซึมเศร้าด้วย ทางที่ดีอย่าทำตัวให้ว่าง พยายามหากิจกรรมทำ

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวพฤหัสบดี ก็ต้องบอกว่ามีโอกาสที่จะเดินหน้าต่อไปแบบถึงลูกถึงคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางด้านการเกษตร ที่ดิน ที่นา นักออกแบบตกแต่งสวน ศิลปะวัฒนธรรม สินค้าโอทอป ฯลฯ ในรอบ 7 วันนี้เป็นไปได้ว่าคุณจะมีโอกาสได้ใช้ความสามารถทางการพูดในการติดต่อและประสานงาน โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สื่อสารมวลชน หรืองานขาย ไม่ว่าจะอะไรก็ตามคุณจะประสบความสำเร็จในงานที่ทำ หากคิดจะทำเป็นของตัวเองก็มีโอกาสไปต่อได้  

การเงิน  :  มีโอกาสได้รายได้จากการซื้อ-ขายที่นา ที่ดิน หรือให้เช่า แต่เมื่อได้มาคุณก็มีความเสี่ยงที่จะจ่ายออกแทบจะในทันที แล้วก็เสี่ยงที่จะไม่ได้คืนด้วย  

ความรัก  :  สัปดาห์นี้นับว่าโชคดีที่คู่ครองรักและเข้าใจคุณอย่างดี เพราะเป็นไปได้ว่าคุณพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดและการดำเนินชีวิตของคนในครอบครัว  คนโสด  ต้องบอกว่าสัปดาห์นี้ดวงคุณโชคดีเรื่องความรัก แต่ที่ยังไปได้ไม่สุด เพราะน่าจะมาจากอุดมการณ์ที่มั่นคงของคุณ หากเพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ น่าจะรับได้ยาก แต่หากเป็นเพื่อนเก่าก็คงคุ้นแล้ว

 สุขภาพ   :  สัปดาห์นี้ต้องระวังเรื่องกระดูกและฟันจะมีปัญหา นอกจากนั้นยังมีความเครียดจนไมเกรนขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าได้นะคะ  

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   สำหรับสัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวศุกร์ ต้องบอกว่าใจเย็นๆ ค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางด้านกฎหมาย เช่น ทนายความ อัยการ ที่ปรึกษาทางกฎหมาย ตำรวจ ผู้พิพากษา ฯลฯ รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ด้วย เพราะเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แม้จะเป็นคดีความอยู่แล้วก็ตาม มีความเสี่ยงที่จะเกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรงจนกระทั่งไปต่อไม่ได้ ทางที่ดีคุณควรปรึกษาผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ เพราะพวกท่านจะสามารถช่วยคลี่คลายไปในทางที่ดี  

การเงิน  :   หากคุณทำธุรกิจกับคู่ครอง หรือคนรัก ในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่จะเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนธุรกิจไปต่อไม่ได้ พร้อมๆ กับความสัมพันธ์ จึงควรรีบไปปรึกษาผู้ใหญ่เลยค่ะ   

ความรัก :   จริงๆ ทั้งคุณและผู้ใหญ่ตั้งมาตรฐานชีวิตคู่และครอบครัวของคุณไว้สูงมาก ซึ่งในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่ความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นความกดดัน จนเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง เสี่ยงต่อสายสัมพันธ์จะขาดกันได้ง่ายมาก คนโสด   ผู้ใหญ่ก็ยังเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่นะคะ สัปดาห์นี้มาหลายท่านด้วย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ความรักของคุณสะเทือนด้วย  

สุขภาพ  :  ต้องระวังเรื่องกรวยไตและกระเพาะปัสสาวะ พยายามอย่ากลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน หากมีอาการผิดปกติต้องรีบพบหมอเลย มีความเสี่ยงที่จะต้องรักษากันยาวเลย

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  เป็นไปได้ว่า ชาวเสาร์จะเริ่มต้นสัปดาห์เดือนเก่าชนเดือนใหม่ด้วยความหนาวๆ ร้อนๆ หายใจไม่ทั่วท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นหัวหน้างาน หรือได้รับผิดชอบโครงการ หัวหน้าทีม หัวหน้าชุดปฏิบัติงานด้วยแล้ว เพราะมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสที่จะได้บุกเบิกเริ่มต้นงานหรือโครงการใหม่ พร้อมกับงานเก่าที่ค้างคามานานก็ดำเนินรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงห้ามไม่ได้ที่จะมีคนหมั่นไส้ จ้องที่จะแทงข้างหลัง ทะลุถึงหัวใจเลยทีเดียว       

การเงิน  :   มีโอกาสพลี่ยงพล้ำให้หุ้นส่วน หรือคู่เจรจา ได้ง่ายๆ จนไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้ หากหนักกว่านั้นก็คือถูกขโมยทรัพย์สิน ที่แย่กว่านั้นคือคุณไม่สามารถที่จะเรียกร้องกับใครได้ด้วย

ความรัก  :   เตรียมใจไว้หน่อย เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่คู่ครองจะคิดไม่ซื่อมีโอกาสที่ต้องแยกกันอยู่ชั่วคราว โดยที่คุณจะรับผิดชอบดูแลครอบครัวด้วย    คนโสด   หากคุณกำลังให้เวลากับเรื่องงาน เพราะมีภาระที่ต้องรับผิดชอบอยู่จนไม่ได้อยู่กับคู่รัก หรือคนรัก ก็ระวังว่า ไม่ใครก็ใครที่จะมีใจเป็นอื่น แต่คุณไม่น่าจะมีเวลาคิดเรื่องอื่น

 สุขภาพ   :  ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารไม่ตรงเวลาและไม่ครบตามหลักโภชนาการ ก็ต้องระวังโรคภัยจะถามหา รวมถึงพวกอารมณ์ต่างๆ เช่น ความเครียด ความโกรธ ความหึงหวง ที่จะซ้ำเติมโรคให้แย่หนักเข้าไปอีก

สมเด็จพระพันปีหลวง “แฟชั่นไอคอน” ผู้ทรงนำเสนอความงามของผ้าไหมไทย

ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 พระนามของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับการยกย่องในฐานะ “แฟชั่นไอคอน” ผู้ทรงนำเสนอความงามของผ้าไหมไทยและศิลปะการแต่งกายอันสง่างามสู่สายตาชาวโลก ผ่านการสร้างสรรค์ “ฉลองพระองค์” ที่เปี่ยมด้วยอัตลักษณ์และความประณีตในทุกรายละเอียด

ใน พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างเป็นทางการ

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักว่า การแต่งกายคือ “ภาษาสากล” ที่สะท้อนรสนิยมและอัตลักษณ์ของชาติ จึงมีพระราชดำริให้ Pierre Balmain แฟชั่นดีไซเนอร์ระดับตำนานแห่งปารีส ออกแบบฉลองพระองค์สำหรับการเสด็จฯ ในครั้งนั้น

โดย Balmain ถือเป็นหนึ่งในสามแบรนด์แห่งยุค Golden Age of Haute Couture ของฝรั่งเศส (ร่วมกับ Dior และ Givenchy) ได้นำความหรูหราของแฟชั่นฝรั่งเศสมาผสานกับความงามของผ้าไหมไทยอย่างประณีต จนออกมาเป็นฉลองพระองค์กว่า 100 ชุด ที่ทรงตลอดห้าเดือนที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนในครั้งนี้มีทั้งชุดราตรี, สูทกลางวัน, และชุดประจำชาติที่กลายเป็นแบบอย่างของ Thai National Dress ในเวลาต่อมา

ในการนี้ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงร่วมกับ Pierre Balmain (ปิแอร์ บัลแมง) ออกแบบฉลองพระองค์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โครงชุดแบบตะวันตกที่เน้นรูปร่างสง่างาม ผสานผ้าไหมไทยหลากสี ลวดลายพื้นบ้าน และงานปักละเอียดจากสำนักปักระดับโลก Maison Lesage

เป็นเวลานานกว่า 22 ปี ที่ Pierre Balmain (ปิแอร์ บัลแมง) ได้ถวายงานในฐานะดีไซเนอร์ จนเมื่อถึงแก่อสัญกรรม Erik Mortensen ซึ่งเป็นมือขวาของ ปิแอร์ บัลแมง ได้ถวายงานการออกแบบฉลองพระองค์อย่างต่อเนื่อง

หลังจากการเสด็จฯ ในครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้สร้าง “ชุดไทยพระราชนิยม” หรือ “ชุดไทยประจำชาติ” ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย 8 แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น, ชุดไทยจิตรลดา, ชุดไทยอมรินทร์, ชุดไทยบรมพิมาน, ชุดไทยจักรี, ชุดไทยจักรพรรดิ, ชุดไทยดุสิต และชุดไทยศิวาลัย

ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็น Thai National Costume (ชุดไทยประจำชาติ) ที่ได้รับการสืบทอดจนถึงปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ทั้งไทยและต่างประเทศ


Photo: Getty Image

“พระพันปีหลวง”

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พระเศวตฉัตร ๙ ชั้น ถวายแด่ “พระพันปีหลวง”

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พระบรมวงศ์ฝ่ายในได้รับพระเกียรติยศระดับสูงสุดเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ พระเศวตฉัตร ๙ ชั้น ถวายแด่ “พระพันปีหลวง” ผู้เป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” และเป็นศูนย์รวมดวงใจของปวงชนชาวไทย

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย

 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทยที่ได้จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย ในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ถวายพระเกียรติยศสูงสุดแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วย พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ๙ ชั้น เหนือพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งนี่นับเป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระบรมวงศ์ฝ่ายในที่ได้รับพระราชอิสริยยศระดับ “พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระบรมราชอิสริยยศสูงสุด

“พระพันปีหลวง”

ที่มาและความหมายแห่งบรมเดชานุภาพ

พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือ ฉัตร ๙ ชั้น คือเครื่องสูงที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึง พระบรมราชอิสริยยศ และความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ แห่งประเทศไทย คำว่า “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” แปลว่า “ร่มขาว ๙ ชั้นที่ยิ่งใหญ่” โดยที่มาและความเชื่อ ลักฐานเก่าแก่ที่สุดของพระเศวตฉัตร ๙ ชั้น ปรากฏอยู่ใน กฎมณเฑียรบาล ของกฎหมายตราสามดวง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมฉัตรมีความหมายเปรียบเสมือน สวรรค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งจักรวาล และหมายถึง ความเป็นพระราชามหากษัตริย์ ที่มีชัยชนะอันเป็นสิริมงคล คติแต่เดิมเป็นเศวตฉัตร ๖ ชั้น อันหมายถึงสวรรค์ ๖ ชั้น แต่ฉัตร ๙ ชั้นที่ใช้ในปัจจุบัน สื่อถึง พระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีชัยชนะเหนือกษัตริย์อื่น ๆ ทั้ง ๘ ทิศ และรวมกับพระองค์เองอีก ๑ อันเป็นที่สุดแห่งอำนาจและพระเกียรติยศ

การถวายพระเกียรติยศเหนือประเพณี

ตามโบราณราชประเพณี ฉัตร ๙ ชั้นสงวนไว้สำหรับพระบรมโกศของพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับบรมราชาภิเษกแล้วเท่านั้น การถวาย พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เหนือพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงเป็นการตัดสินพระทัยและพระมหากรุณาธิคุณที่ ก้าวข้ามแบบแผนเดิม

อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พระบรมราชวงศ์ฝ่ายในได้รับพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ ซึ่งตอกย้ำถึง พระราชศรัทธาและความอาลัยอันลึกซึ้ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพระราชมารดา และ การสดุดีพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ของพระองค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อปวงชนชาวไทยตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ ๙ จนเป็นที่ประจักษ์ในพระฐานะ “แม่แห่งแผ่นดิน”

มุมกล้าหาญ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

เผยมุมกล้าหาญ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ผ่านนางสนองพระโอษฐ์ผู้ถวายงานใกล้ชิดมานาน

นับเป็นเวลาเนิ่นนานที่ “ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ” นางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการในพระองค์ ได้ตามเสด็จและถวายงานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากเวลาที่ผ่านมา หลายคนอาจได้เห็นและได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 กันไปเป็นจำนวนมาก และหลายคนคงจะรับรู้ได้ว่า เมื่อพ่อหลวงของเราเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนที่แห่งใด ย่อมมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคียงข้างกายอยู่เสมอ แม้กระทั่งจะเสด็จพระราชดำเนินลงพื้นที่ที่ลำบากมากเพื่อเยี่ยมเยือนราษฎรชาวไทยก็ตาม

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ

ต้องยอมรับกันโดยแท้จริงว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระราชินีที่ทรงพระสิริโฉม ซึ่งพระนามาภิไธยของพระองค์ได้ปรากฏอยู่ในหอแห่งเกียรติยศ นครนิวยอร์ก ในฐานะทรงเป็น 1 ใน 12 สตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก และชาวต่างชาติต่างเห็นพ้องต้องกันว่าพระองค์ทรงงามด้วยพระรูปโฉมและฉลองพระองค์ ซึ่งหากถามคนไทยแล้ว พระราชินียังทรงงามด้วยพระราชจริยวัตร งามด้วยพระเมตตา และงามในน้ำพระราชหฤทัยอีกด้วย และพระองค์ยังทรงสนับสนุนงานผ้าไทยให้โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งนอกจากความสง่างาม ความอ่อนหวานของพระราชินีที่หลายคนได้เห็นเบื้องหน้า อีกมุมแห่งความกล้าหาญ ความเข้มแข็งของพระราชินี ผู้หญิงที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ชายซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ ก็เป็นสิ่งที่หากใครได้รับรู้แล้ว จะรู้สึกซาบซึ้งที่ได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระบารมีของทั้งสองพระองค์อย่างแน่นอน

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ

เรื่องราวต่อจากนี้เปรียบเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทย ผ่านคำบอกเล่าและความทรงจำของท่านผู้หญิง ถึงการได้มีโอกาสตามเสด็จไปยังพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ ได้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ พระราชกิจ และพระเมตตาอีกนับไม่ถ้วนที่ทำให้ประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (บทสัมภาษณ์เมื่อปี 2559)

ทราบมาว่าท่านผู้หญิงถวายงานมานานมากแล้ว
ใช่ค่ะ  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ตอนนั้นท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ซึ่งเป็นนางสนองพระโอษฐ์ผู้ใหญ่รู้จักกับคุณแม่ดิฉันมานาน (ท่านผู้หญิงเจือทอง อุรัสยะนันทน์) ท่านผู้หญิงมณีรัตน์บอกคุณแม่ให้พาลูกสาวมาทำงานถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ดิฉันจึงมีโอกาสเข้ามาทำงานในฐานะนางพระกำนัล และรับราชการในกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ แต่ก่อนหน้านั้นสมัยเด็กดิฉันเคยเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องจากคุณพ่อ (นายจาด อุรัสยะนันทน์) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีนานหลายปี เวลาทั้งสองพระองค์เสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวลทางรถไฟหรือรถยนต์ คุณพ่อคุณแม่ก็ได้เตรียมการรับเสด็จ และถ้าตรงกับช่วงที่ดิฉันปิดเทอมก็ได้เฝ้าฯรับเสด็จด้วย เวลามีงานที่วังไกลกังวลก็จะทรงเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์เข้าร่วมงานด้วยเสมอ

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงถือดอกไม้

มีพระราชกรณียกิจหรือการเสด็จพระราชดำเนินครั้งไหนที่ยากลำบากหรือเสี่ยงอันตรายไหม

ยากทุกแห่งเลยค่ะ (หัวเราะ) ขอย้อนเล่าสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลอีกครั้ง ตอนนั้นพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ ดํารงตําแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เสด็จพระราชดำเนินไปกิ่งอำเภอดงหลวง (ปัจจุบันเป็นอำเภอดงหลวง) จังหวัดนครพนม ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างรุนแรงมาก

ท่านผู้หญิงสุประภาดากับดิฉันมีหน้าที่สังเกตการณ์พื้นที่ล่วงหน้า เราต้องปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปที่ตลาดนาแก นุ่งผ้าถุง ไม่แต่งหน้า ใส่แว่นสายตา หิ้วตะกร้าหนึ่งใบ เหลือแต่ไม่ได้เคี้ยวหมากเท่านั้น (หัวเราะ) แล้วนั่งรถสองแถวเข้าไปในพื้นที่ พอไปถึงปรากฏว่าทางการเปลี่ยนแผนไม่ให้พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปบริเวณนั้น เพราะเกรงจะเกิดอันตราย จึงให้เสด็จฯไปโรงเรียนที่อยู่ห่างกัน ขณะนั้นชาวบ้านมารอกันเต็มไปหมดแล้ว พอรู้ว่าทางการเปลี่ยนแผนจึงน้อยใจว่าทำไมพระราชินีมาบ้านเขาไม่ได้ จากที่นั่งอยู่เป็นร้อยๆ คนลุกเดินกลับเข้าหมู่บ้านหมดในทันที

พอเห็นอย่างนั้น ท่านผู้หญิงสุประภาดาบอกดิฉันว่าท่านจะดูแลสถานการณ์ตรงนั้น ให้ดิฉันนั่งรถไปกับทหารเพื่อกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขอพระราชทานวินิจฉัยว่าเมื่อเสร็จพระราชกิจตรงนั้น จะขอพระราชทานให้เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์มาที่นี่ จากนั้นดิฉันก็นั่งรถยนต์ของทหารที่มีปืนประทับอยู่ด้านบน เขาเรียกรถอะไรก็ไม่ทราบ เนื่องจากทหารเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ถูกซุ่มยิง แต่ตอนนั้นไม่ทันคิดกลัว ต้องรีบไปถึงให้เร็วที่สุด พอไปถึง ดิฉันรีบบอกท่านแม่ทัพว่าท่านผู้หญิงสุประภาดาให้มากราบบังคมทูลตามที่เล่าไว้ข้างต้น ตอนนั้นพลเอกเปรมไม่อยากให้พระองค์ท่านเสด็จฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เช่นกัน แต่ดิฉันบอกว่าท่านผู้หญิงสั่งมาให้กราบบังคมทูล คงต้องเฝ้าฯกราบบังคมทูล และเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็รับสั่งทันทีว่าจะเสด็จฯไป โดยให้ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์รออยู่ที่เดิม จะเสด็จฯไปพระองค์เดียว ให้ดิฉันรีบกลับไปบอกท่านผู้หญิงตามนั้น

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ประทับรถยนต์

พระองค์ท่านไม่เคยละทิ้งประชาชน หลังจากนั้นดิฉันกับท่านผู้หญิงสุประภาดาจึงแสดงตัวและประกาศว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯ เท่านั้นแหละ ชาวบ้านดีอกดีใจ รีบกลับมากันเนืองแน่นเหมือนเดิมในพริบตา และเมื่อพระองค์เสด็จฯมาถึงก็มีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง ระหว่างนั้นจะมีเครื่องบินอารักขาบินสังเกตการณ์อยู่รอบๆ พอเครื่องบินไปถึงชายป่าก็มีเสียงปืนดังปังๆ ดิฉันเห็นแสงไฟพุ่งวาบไปทางเครื่องบิน พระองค์ท่านก็ทรงได้ยิน แต่ไม่ทรงแสดงว่าจะต้องรีบเสด็จฯกลับ ยังมีรับสั่งถามสารทุกข์สุกดิบและทรงเยี่ยมราษฎรจนเสร็จ

ท่านผู้หญิงต้องปลอมตัวแบบนั้นบ่อยไหม

ครั้งนั้นครั้งเดียวค่ะ แต่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นแบบนั้นอีกเยอะ เช่น ครั้งที่ท่านผู้หญิงสุประภาดากับดิฉันตามเสด็จไปจังหวัดตราดในปี พ.ศ.2522 ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ชาวกัมพูชานับแสนคนอพยพมาอยู่บริเวณชายหาดบ้านเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับที่หัวหิน ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้เขียนจดหมายผ่านมาที่สภากาชาดไทยว่ามีกัมพูชาเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทุกคนอยู่ในสภาพหิวโหย ทางจังหวัดพยายามช่วยเหลือสุดความสามารถแล้ว แต่คงจะแบกรับสถานการณ์นั้นไม่ไหว จึงขอความช่วยเหลือมาที่สภากาชาดไทย ซึ่งพระองค์ท่านเป็นสภานายิกาสภากาชาดไทย เมื่อทรงทราบก็รับสั่งว่าจะเสด็จฯไปทอดพระเนตรเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือจากหัวหิน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับเครื่องบินข้ามทะเลไปที่จังหวัดจันทบุรี แล้วประทับเฮลิคอปเตอร์ต่อ พอเสด็จฯถึงก็ทอดพระเนตรแล้วรับสั่งว่า สถานการณ์ที่ทอดพระเนตรเห็นไม่เป็นอย่างที่ผู้ว่าฯบรรยายในจดหมายเลย ชาวกัมพูชาที่มาคอยอยู่นั้นดูร่างกายแข็งแรง ทรงจับได้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้พาพระองค์ไปพื้นที่จริง เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย จึงให้ทหารขนชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งนั่งรถมาเข้าเฝ้าฯที่โรงเรียนบ้านไร่  ซึ่งชาวกัมพูชาที่ปีนขึ้นรถทหารได้ก็ต้องแข็งแรง พระองค์จึงทรงยืนยันว่าจะเสด็จฯไปบ้านเขาล้าน

ขณะเสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์ เมื่อใกล้ถึงที่หมายแล้ว ดิฉันมองลงไปพื้นเบื้องล่างก็ตกใจมาก เพราะเห็นคนอยู่เบื้องล่างมากเกินประมาณ ทุกคนใส่เสื้อผ้าสีดำ โพกศีรษะด้วยผ้าสีดำ นั่งกันอยู่เต็มไปหมด ไม่มีทั้งอาหารและน้ำ ที่ติดตัวมาก็หมดไปกลางทาง เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลงถึงพื้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระดำเนินไปในพื้นที่เปียกแฉะ แล้วคิดดูว่ามีคนจำนวนมาก กิน นอน ถ่ายอยู่ตรงนั้น กลิ่นไม่พึงประสงค์คลุ้งไปหมด ขณะที่ดิฉันตามเสด็จ ได้เห็นภาพที่น่าเวทนาสุดจะบรรยาย เด็กเล็กๆ ที่แม่อุ้มอยู่เหลือแต่ซี่โครง อ้าปากเหมือนลูกนกคอยอาหารจากแม่ หลายคนอยู่ในภาวะขาดอาหารขั้นรุนแรง เพราะเดินเท้ารอนแรมข้ามภูเขามา บางคนมาถึงก็ล้มตายอยู่ตรงนั้น เห็นกันคาตา

ในครั้งนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเลี้ยงเด็กกำพร้าจำนวนมาก ทรงชงนมให้ดูเป็นตัวอย่าง และทรงสอนว่าเด็กที่ขาดอาหาร ถ้าชงนมเหมือนปกติอาจทำให้ท้องเสีย ต้องให้นมเจือจางที่สุดและป้อนทีละน้อย ให้สภาพร่างกายเคยชินก่อนจึงเพิ่มนมให้เข้มข้นขึ้น ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยนะคะ สิ่งของเหล่านี้ก่อนเสด็จฯมา ได้ทรงให้ตระเตรียมมาพร้อมกับขบวนเสด็จฯ ทรงคาดเดาได้จากรายละเอียดในจดหมายของผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนที่พระองค์ท่านเสด็จฯกลับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา ดิฉัน และคุณชวลี อมาตยกุล อยู่ช่วยชาวกัมพูชาต่อ โดยนำเครื่องหมายกาชาดพระราชทานติดที่เสื้อ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งศูนย์สภากาชาดขึ้นในบริเวณนั้น ทั้งยังพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือตามมาอีกจำนวนมาก เช่น  น้ำสะอาด เกลือไอโอดีน นมผง ข้าวสาร เสื้อผ้า พลาสติก เครื่องปั่นไฟ

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯไปในงานเลี้ยง

ถ้าให้ท่านผู้หญิงสรุปความทรงจำในฐานะผู้ได้ถวายงานใกล้ชิดแม่ของแผ่นดินไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี

เป็นบุญเหลือเกินค่ะ ที่ได้เข้ามารับใช้พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ ไม่ได้คิดฝันเลย และเมื่อมีโอกาสถวายงานก็ได้เห็นน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่าทรงรักประเทศชาติ ทรงอยากให้ประเทศไทยมีความมั่นคงยั่งยืน คนไทยเราโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงงามพร้อมด้วยพระจริยวัตรและน้ำพระทัยที่ใสสะอาด ดิฉันคิดว่าคนไทยควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ดูพระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ให้ลึกซึ้ง อย่าดูแต่ฉาบฉวย ทุกพระราชกรณียกิจทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้น ไม่เคยทรงหวังผลตอบแทนอะไรเลย นอกจากอยากทอดพระเนตรเห็นคนไทยรักและสามัคคี ช่วยกันดูแลประเทศชาติ สำหรับดิฉัน การได้ถวายงานรับใช้ถือเป็นความภูมิใจสูงสุดของชีวิตและจะมุ่งมั่นตั้งใจทำงานต่อไปค่ะ

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และในหลวงรัชกาลที่ 9

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนสมเด็จพระบรมราชินีนาถเกี่ยวกับกลไกของปืน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ


ข้อมูล : นิตยสารแพรว ปี 2559 ฉบับที่ 887 (10 ส.ค. 2559)
ภาพ : แฟนเพจ Facebook : กรกฎ มโนรัตน์, ทรรศมน สุนทรจักร

เรื่องเล่าแห่งความรักสุดงดงามของ ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9 – สมเด็จพระพันปีหลวง’

ดังเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของพสกนิกรไทยทุกคนว่า พระราชปฏิพัทธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นความรักที่งดงามและยิ่งใหญ่ ทั้งสองพระองค์ทรงอยู่เคียงข้าง คอยดูแลกันในทุกๆ เรื่อง และทรงงานเพื่อประชาชนประสานกันมาตลอดรัชสมัย ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รับสั่งไว้ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันก็จะสร้างป่า”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประทับเคียงข้างมาตลอดรัชสมัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของพระชนม์ชีพ ทั้งยามสุขยามทุกข์ และในยามที่ทรงพระประชวร อย่างเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานสัมภาษณ์แก่นักข่าวหญิงจากสโมสรนักข่าวหญิงแห่งประเทศไทย จำนวน 29 คน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2523

“…ต้องดูแล เพราะว่าบางครั้งท่านเพลินกับงาน กว่าจะออกมาเสวยก็ช้า ต้องคอยเคาะประตูคอยเข้าไปเฝ้าฯ แล้วก็เวลาหลังจากที่ประชวรเป็นปอดบวมเลยคอยห่วง ตอนนี้ท่านก็ย่างพระชนม์มากขึ้นยิ่งทำงานหนักใหญ่

“เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวประชวร (ต้น พ.ศ. 2518) ตอนนั้นหมอที่รักษาร้องไห้ พี่ชายฉัน (นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร) ก็เป็นหมออยู่ด้วย หน้าเขียวไม่นอนทั้งคืน เขาบอกว่ารู้สึกว่าเรากำลังจะเสียท่านไป เพราะว่าหมอให้ยาเท่าไรๆ ไข้ไม่ลงเลย ท่านแบบคล้ายๆ เพ้อๆ คือปอดทั้งสองข้างนี่บวม แล้วสุดปรอทอยู่ได้ตั้งเกือบ 10 วัน จนหมอบอกว่านี่ถ้าเป็นคนหัวใจไม่ดีก็หัวใจวายแล้ว สมเด็จพระศรีฯ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ท่านไปดูเองเลย…”

ในเรื่องของความห่วงใยดูแลซึ่งกันและกัน ทั้งสองพระองค์ทรงมีให้กันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พระองค์ก็ทรงให้ความสำคัญและใส่พระราชหฤทัย ดังความตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของพลเอก นายแพทย์ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา อดีตแพทย์ที่มีโอกาสถวายงานและตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เล่าว่า

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นห่วงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังครั้งหนึ่งที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ปกติทั้งสองพระองค์จะออกพระกำลังด้วยวิธีทรงพระดำเนินขึ้น-ลงพระตำหนัก ประมาณ 35 นาที แต่มีวันหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯไปทรงงานข้างนอก ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่ได้ตามเสด็จด้วยและจะทรงออกพระกำลังเหมือนเช่นทุกวัน

“ครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 มีรับสั่งกับผมว่า ‘วันนี้สมเด็จฯไม่เสด็จฯด้วยและจะทรงออกกำลังตามปกติ ให้หมอเดินนำหน้า เข้าใจไหม เพราะถ้าสมเด็จฯเดินเร็วจะทำให้เหนื่อย ให้หมอเดินนำ แต่อย่าเร็วเกินไป’

“หลังจากนั้นพอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จลงจากพระตำหนัก ผมก็ทรุดตัวลงกราบพระบาทแล้วเดินนำหน้าพระองค์ คนที่ไม่รู้พอเห็นก็สงสัยว่าทำไมผมถึงทำแบบนั้น แต่ภายหลังรู้ว่าเป็นพระบรมราชโองการจึงเข้าใจ

“กระทั่งช่วงหลังปี พ.ศ. 2525 ด้วยปัจจัยเรื่องพระพลานามัยส่งผลให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯไปทรงงานที่ต่างจังหวัดน้อยลง เช่น หมายกำหนดการอยู่ที่ 10 วัน แต่พระองค์อาจทรงงานแค่ 7 วันแล้วเสด็จฯกลับพระนคร ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงงานและเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการต่างๆ แทนพระองค์

“ในเรื่องนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล่าพระราชทานแก่ผมว่า พอทรงงานเสร็จทุกคนกลับมาพักผ่อนและเข้านอน แต่พระองค์ท่านจะทรงโทรศัพท์ถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อกราบบังคมทูลว่า โครงการต่างๆ ดำเนินการเป็นอย่างไร ถ้างานมีความก้าวหน้า พระองค์ท่านจะพอพระราชหฤทัยมาก ผมฟังก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะเวลาตามเสด็จต่างจังหวัดกว่าจะกลับถึงพระตำหนักก็มืดค่ำ ทุกคนเหนื่อยกันถ้วนหน้า แต่ยังมีเจ้านายสองพระองค์ที่ยังทรงงานเพื่อประชาชนคนไทยต่อจนถึงดึกดื่น”

ตลอดรัชสมัย พสกนิกรไทยต่างยังจดจำภาพของทั้งสองพระองค์ที่เสด็จฯออกไปทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ แม้จะเป็นท้องที่ทุรกันดารที่ยากลำบากเพียงใด แต่ทั้งสองพระองค์ก็ประทับเคียงข้างกันไปในทุกที่ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่ดีกินดีของราษฎรที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร


 

ติดตามอ่านเรื่องราวพิเศษของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 มหาราชผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวไทยฉบับสมบูรณ์ได้ในนิตยสารแพรวฉบับพิเศษ “ตุลามหาราช” สามารถหาซื้อได้ที่ ร้านหนังสือนายอินทร์ ทั่วประเทศ