“สร้างเป็นซีรีส์ได้เลยครับ” คำกล่าวสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความหมายจาก อ๊อฟชั่น-กิตติพัฒน์ จำปา ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่ง Mandee Work (ดูมันดิ)
เพราะกว่าจะเป็น ‘ดูมันดิ’ ในวันนี้ เขาเกือบหมดตัวมา 3 ครั้ง และครั้งที่ 4 คือการเดิมพันครั้งสุดท้าย นำเงินเก็บทั้งชีวิตมาสร้างซีรีส์ ‘นิ่งเฮียก็ว่าหาว่าซื่อ’ จนกลายเป็นใบเบิกทางสร้างชื่อให้บริษัท Mandee Work จำกัด
แค่ในปีนี้ดูมันดิก็ลงทุนกับการสร้างซีรีส์ไปหลายร้อยล้าน เริ่มจาก ‘กี่หมื่นฟ้า’ ที่ลงทุนไปถึง 50 ล้าน ตามมาด้วย ‘ข้ามฟ้า เคียงเธอ’ และ ‘เขมจิรา ต้องรอด’ สองซีรีส์ Boy’s Loves เรื่องแรกในไทย ที่ใช้ทุนสร้างกว่า 100 ล้านบาท ยกระดับพัฒนางานโปรดักชั่นให้เทียบชั้นหนังภาพยนตร์ โดยเฉพาะเขมจิราต้องรอดที่กลายเป็นซีรีส์ BL ที่มียอดเทรนด์สูงสุด และกวาดยอดผู้รับชมสูงสุดตลอดกาล ทั้งหมดนี้เพื่อลบคำสบประมาทที่ว่า ‘ดูมันดิ ขายแต่จิ้น’
ดูมันดิเกิดขึ้นได้ยังไงคะ
“ก่อนหน้านี้ผมทำงานประจำเป็นโปรดิวเซอร์ทางช่องเคเบิลทีวี บวกกับขายเสื้อผ้าออนไลน์ หลังจากลาออกจากงานประจำและเลิกธุรกิจขายเสื้อผ้าไป ก็มีรุ่นพี่โทรมาบอกว่า มีแอพพลิเคชั่นเจ้าหนึ่งซึ่งดังมาก กำลังหาคนไปทำคลิปโปรโมทการท่องเที่ยวญี่ปุ่น สนใจไหม ซึ่งทางลูกค้าจะทำหน้าที่ติดต่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นให้ ส่วนผมแค่ทำหน้าที่คุมโปรเจ็คต์นี้ทั้งหมด พร้อมกับหาพิธีกรผู้ชาย 3-4 คนมาร่วมทริป ก็รับทำเลย ผมเริ่มจากแคสติ้งหาน้องๆ พิธีกร แต่เพราะเป็นน้องใหม่จึงแนะนำกับลูกค้าไปว่า ขอสร้างเพจที่ชื่อว่า ‘ดูมันดิ’ เพื่อเป็นช่องทางแนะนำพิธีกร สร้างฐานคนดูก่อน เพราะถ้าไม่มีใครรู้จักน้องๆ คงไม่มีใครดูคลิป ซึ่งชื่อ ‘ดูมันดิ’ ก็ช่วยกันคิดกับเพื่อน มาจากคำว่า ‘ดู’ เพราะเราอยากให้คนดูเท่านั้นเลย
“เราพาน้องๆ ไปทำคลิปรีวิวที่สวนน้ำในเมืองไทย ปรากฏว่าปล่อยไปคลิปแรกบูมมาก ยอดชมอยู่ที่ 3 แสนวิว ซึ่ง 8-9 ปีที่แล้วคือเยอะมากนะ ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นกระแส อาจเพราะน้องๆ หน้าตาดี ตลก เป็นธรรมชาติ พอกระแสมา ก็เริ่มมีงานจ้างเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งช่วงทำเพจโปรโมท ผมลงทุนเองทั้งหมด คำนวนแล้วอย่างไรต้องได้เงินกลับมาจากลูกค้า ส่วนคลิปก็ทำเองทุกขั้นตอน ทั้งวางโครงเรื่อง ถ่ายเอง ตัดต่อเอง ช่วงหลังเริ่มมีหลีดฯ รุ่นน้องมาช่วยงานตัดต่อด้วย กระทั่งเกิดจุดพลิกแรงอยู่เหมือนกัน”
พลิกแรงเบอร์ไหน
“ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น ผมคุยกับน้องๆ ว่า ถ้าคลิปเป็นกระแส เราคงได้ทำซีซั่น 2 แน่ๆ เพราะแอพพลิเคชั่นนี้คนใช้กันทั้งประเทศ คิดดูสิว่าคนจะกดเข้ามาดูเยอะขนาดไหน ผมจึงตั้งใจกับทริปนี้มาก ออกค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักเองทั้งหมด เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ต้องได้เงินคืน แต่ก็แอบเห็นสัญญาณแปลกๆ ว่าฝั่งลูกค้าเงียบผิดปกติ ก็ยังไม่คิดอะไร จนกระทั่งก่อนออกเดินทาง 2 วัน รุ่นพี่โทรมาแจ้งว่า ‘โปรเจ็คต์ล่มนะ ขอโทษด้วย’ ผมก็อึ้ง… อ้าว แล้วที่ทำมาทั้งหมด ทำไปเพื่ออะไร แต่เพราะตอนนั้นผมเชื่อใจ ไม่ได้เซ็นเอกสารทำสัญญาใดๆ จึงไม่ได้เงินที่เสียไปคืน ก็สับสนว่าจะทำอย่างไรต่อดี สุดท้ายก็คิดว่า ไหนๆ ก็ลงทุนค่าตั๋ว ที่พัก ที่กิน ไป 7 หลักแล้ว The show must go on บินไปนั่นแหละ แต่จะไม่บอกเรื่องนี้กับน้องๆ เพราะกลัวเขาผิดหวัง มีแค่รุ่นพี่ที่ไปช่วยงานอีกคนเท่านั้นที่รู้ความลับนี้”
โดนเทขนาดนี้ ทำใจทำงานต่อได้อย่างไร
“เรียกว่าเป็นการเที่ยวสิบกว่าวันที่หนักใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ผมคุยกับน้องไว้ดิบดีว่า เราต้องได้งาน ต้องได้ทำซีซั่นถัดไปแน่ๆ แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีว่า คลิปนี้อาจปังก็ได้นะ ทำให้เต็มที่ไปก่อน แต่ก่อนจะกลับเมืองไทยหนึ่งวัน ผมตัดสินใจบอกความจริงกับน้อง ยังจำบรรยากาศวันนั้นได้ดี ผมเปิดประตู เดินเข้าไปหา แล้วพูดว่า ‘พี่บอกข่าวร้ายนะ ไม่มีโปรเจ็คต์ต่อไปแล้ว พี่ขอโทษด้วย ค่าตัวและทุกๆ อย่างที่เราตกลงกันไว้ พี่ยังคงให้เหมือนเดิม’ จากที่เฮฮาปาร์ตี้ น้องทุกคนนั่งอึ้ง
“แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ปรากฏว่า คลิปปังสมใจ วันแรกที่ปล่อยคลิปมีคนดู 5 แสนวิว อาจเพราะในเมืองไทยยังไม่เคยมีใครทำ น้องๆ แต่งตัวเป็นคาแร็กเตอร์อนิเมะเดินกลางชิบูย่า, ไปแช่ออนเซ็น ทุกคนสนุก ตลก หล่อ หุ่นดี ปรากฏว่าดังเป็นกระแสจนได้ไปออกรายการทีวี งานเข้าเยอะมาก”
ใจชื้นเลยไหม
“ดีใจครับที่สิ่งที่ผมหวังลึกๆ นั้นเกิดขึ้น แต่ก็ยังกังวลว่าเงินที่หมดไปเป็นล้านๆ จะกลับคืนมาได้อย่างไร เพราะแม้งานจะเยอะ แต่เงินที่กลับเข้ามาก็ยังไม่คุ้มทุน เราก็พยายามทำงานต่อไป เอาเงินที่ได้มาหมุน จนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่จนแล้วจดรอดก็เกิดเรื่องตลกกับชีวิต เพราะพลาดกับการไว้ใจคนเป็นครั้งที่สอง
“ตอนนั้นเราได้สมาชิกพิธีคนที่ 5 คือ ซี พฤกษ์ ผมเห็นรูปซีผ่านเพื่อนอีกคน รู้สึกว่าน้องคนนี้หล่อมาก จึงชวนเขามาทำคลิปด้วยกัน ตอนนั้นซีก็แนะนำว่า เขารู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ค่อนข้างกว้างขวางนะ เราก็ชวนรุ่นพี่คนนั้นมาติดต่อประสานงานเวลาไปเที่ยว อย่างตอนไปทำคลิปที่กระบี่ เขาก็ช่วยประสานงานต่างๆ ได้ดี กระทั่งเรามีแพลนจะกลับไปทำคลิปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เพราะอยากให้น้องๆ ดังกว่านี้ ก็ให้เขาเป็นคนติดต่อจองโรงแรม เพราะดีลราคาต่างๆ ได้ถูกกว่า ก่อนออกเดินทางผมก็โอนเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เขา
“กระทั่งถึงวันที่พวกเราเดินทางถึงญี่ปุ่น ปรากฏว่าติดต่อเขาไม่ได้ สภาพคือทุกคนลากกระเป๋าหาโรงแรม ที่แรงยิ่งกว่าคือ ไม่มีแม้กระทั่งโรงแรมที่เขาบอก พอเช็คอีกครั้ง เอกสารทุกอย่างที่ส่งมาคือของปลอม สรุปแล้วพวกเรากำลังเดินหาโรงแรมที่ไม่มีอยู่จริง ซีรู้สึกผิดมาก เพราะเขาเป็นคนแนะนำ ก็ต้องปลอบว่าไม่ต้องเครียด ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ และก่อนหน้านั้นเขาก็ทำงานได้ดี สุดท้ายก็ต้องจองโรงแรมใหม่หมด เรียกว่า เจ็บหนักอีกทริป แต่ก็ยังไม่เครียดเท่าทริปแรก เพราะน้องๆ เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว แค่เจ็บใจว่าเสียเงินล้านอีกแล้วเหรอ แต่ถ้าพูดถึงภาพรวม ทริปนี้สนุกมากครับ มีเรื่องเล่าเยอะดี (หัวเราะ)”
ทริปนั้นสร้างชื่อให้น้องๆ สมกับที่หวังรึเปล่า
“ใช่ครับ จากที่แต่ละคนเป็นยูทูปเบอร์ ก็กลายเป็นเน็ตไอดอล ไปไหนก็มีคนขอถ่ายรูป ได้เดินแบบ ได้รับว่าจ้างรีวิวสินค้า เริ่มมีกลุ่มแฟนคลับของดูมันดิ สามารถจัดแฟนมีตเล็กๆ ได้ แม้จะกลุ่มไม่ใหญ่ แต่เสียงกรี๊ดก็ดังพอๆ กับดารา ผมมองแล้วว่าศักยภาพของพวกเขาสามารถเป็นศิลปินได้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็พยายามหางานซัพพอร์ตน้องๆ เช่น ทำงานเพลงให้เขาร้อง
“ซึ่งตอนนั้น ดูมันดิ ยังเป็นแค่เพจ เป็นยูทูปเบอร์ เราผลิตคอนเทนต์ไปวันๆ ผมก็คิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ใครจะอยากอยู่ด้วย ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ควรจะขยับตัวเองทำอะไรมากกว่านี้ไหม จะได้ผลักดันให้เด็กๆ เติบโตเป็นศิลปิน จึงตัดสินใจว่าจะทำซีรีส์ ซึ่งเสี่ยงมาก เพราะซีรีส์หนึ่งเรื่อง ต้องใช้เงินขั้นต่ำราวๆ 10 ล้าน แต่ก็เลือกที่จะสู้”
การสู้ครั้งนี้เป็นยังไง
“เป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ตอนนั้นดูมันดิยังไม่ได้เปิดตัวเป็นบริษัท ‘มันดีเวิร์ค’ เรายังเป็นแค่ช่องยูทูปที่ผันตัวมาทำซีรี่ส์ ซีรีส์เรื่องแรกของผมคือ ‘Why r u the series เพราะรักใช่เปล่า’ ตอนแรกเราหาสปอนเซอร์ได้หลายเจ้า แต่แล้วก็เกิดวิกฤตโควิด สปอนเซอร์จึงถอนตัว เหลือแค่เพียงเจ้าเดียวก็คือ อิชิตัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ค่ำจุนทุนเรา หายไปเกือบทั้งหมด และถ้าไม่มีสปอนเซอร์แล้ว ผมคือผู้ลงทุนเพียงคนเดียว ที่ไม่ได้ชวนใครเพราะหลังจากเจอเหตุการณ์ก่อนหน้า ก็ไม่ไว้ใจใครอีกเลย ไม่ใช่ว่าฐานะร่ำรวยนะ แค่พอมีเงินเก็บจากการทำงาน แต่สถานะตอนนั้นกำลังเข้าสู่ภาวะเป็นหนี้ ทุนที่ลงไปก็ไม่ได้คืน สุดท้ายต้องขายที่ดิน เอาเงินไปจ่ายค่าช่องซึ่งก็หลายล้าน
“ถึงเบื้องหลังเงินจะหาย แต่กระแสเบื้องหน้าผลตอบรับดีมาก น้องๆ มีชื่อเสียง จากยอดติดตามหลักหมื่นขยับเป็นหลักล้าน เริ่มมีค่ายมาขอซื้อตัว และด้วยสภาวะการเงินของเราที่ไม่ดี ก็ไม่รู้ว่า น้องจะคิดอย่างไร เรายังน่าเชื่อถือไหม เครียดหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเงิน เรื่องเด็ก เพราะแบกรับทุกอย่างเพียงคนเดียว บวกกับวงการบันเทิงไม่ได้น่ารักขนาดนั้น มีหลายๆ คำพูดที่กระทบจิตใจ สภาพแย่ถึงขั้นกินข้าวไม่ลง นอนติดเตียงไป 3 วัน”
เคยถามตัวเองไหมว่า ทำทั้งหมดไปเพื่ออะไร
“แน่นอนครับ โทษตัวเองด้วยซ้ำว่าไม่น่าทำตั้งแต่แรก ไม่น่าสู้เพื่อสิ่งนี้ เพราะสุดท้ายผมเป็นคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ตอนนั้นก็เปิดใจกับน้องๆ เหมือนกัน เพราะผมเข้าใจว่าในสภาวะสุ่มเสี่ยง ใครจะอยากอยู่กับคนที่ไม่มั่นคง น้องๆ เองก็ถามว่า พี่อ๊อฟจะสู้ต่อไหม ก็บอกทุกคนไปว่า ‘พี่คงจะต้องปิดตัว ดูมันดิ แล้วนะ อยากให้แต่ละคนนำชื่อเสียงที่สร้างมา ไปใช้ชีวิตของตัวเองดีกว่า พี่เอาไม่อยู่แล้วล่ะ เพราะไม่อยากมานั่งแบกรับ ว่าฉันจะทำให้น้องเสียใจไหม เขาจะมีชีวิตที่มั่นคงหรือเปล่า’ แต่ทุกคนก็ยังเลือกที่จะอยู่กับผม ก็ต้องเดินหน้าว่าจะหาเงินมาชดใช้เงินที่เสียไปอย่างไร แม้เรายังพอมีรายได้จากการขายของต่างๆ จากซีรีส์ และจากงานของเด็กๆ แต่ถ้าถามว่าได้กำไรหรือคืนทุนไหม ไม่อยู่แล้ว”
กลับมาลุยเต็มตัวอีกครั้งช่วงไหนคะ
“ผมบอกกับน้องๆ ว่า ‘พี่จะสู้อีกรอบนะ ใครมั่นใจก็อยู่ด้วยกัน’ แต่ผมไม่จับน้องเซ็นสัญญา เพราะเรายังไม่มั่นคง อยากให้เด็กๆ เป็นอิสระรับงานได้เต็มที่ จำได้ว่าตอนนั้นได้คุยจริงจังกับ ซี พฤกษ์ ถามซีว่าอยากสู้ใหม่ด้วยกันไหม ตอนแรกซีคิดว่า คงไม่ แต่สุดท้ายเขาก็บอกว่า ถ้าพี่ลอง ผมก็ลอง ตอนนั้นผมก็เริ่มศึกษา ถ้าจะทำซีรีส์วายให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำอย่างไรให้ฉีกจากตลาด เพราะจำได้ว่า ตอนที่ซีรี่ส์ ‘why r u’ ออนแอร์ ‘คั่นกู’ ก็ฉายพร้อมๆ กับเรา แต่เขายิ่งใหญ่มาก เราก็อยากเป็นอย่างนั้น
“ตอนนั้นได้อ่านนิยาย ‘นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ’ รู้สึกว่าสนุก บวกกับนักเขียนก็ชอบซีมาก จึงซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นซีรี่ส์ และรู้ว่าถ้าค่ายจะเติบโตต้องหานักแสดงรุ่นใหม่ จึงกลายเป็นมา ดูมันดิ Gen 2 ประกอบไปด้วย นุนิว ณัฐ ติวเตอร์ ยิม เน็ต เจมส์ ซึ่งตอนที่ผมอ่านบทหนูเกื้อในนิยาย ‘นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ’ ภาพนุนิวลอยมาเลย บวกกับซีก็ถูกชะตากับนุนิวมาก จึงตั้งใจจะให้สองคนนี้คู่กันและประกาศกับทุกคนว่า ผมจะเปิดตัวให้ซีรีส์เรื่องนี้ เป็นเรื่องแรกของบริษัทดูมันดิ และจะสู้เป็นเรื่องสุดท้าย ควักเงินทุกบาทที่เก็บมาใช้ ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ นั่นคือคำตอบแล้วว่า ผมต้องไปทำอย่างอื่น”
ตัดสินใจเดิมพันหมดหน้าตักขนาดนี้ มีวิธีปรับกลยุทธ์อย่างไรคะ
“ผมดูซีรีส์ต่างประเทศเยอะตั้งแต่เด็ก อย่างซีรีส์เกาหลีก็ชอบมาก จะตั้งคำถามในใจตลอดว่า ทำไมบ้านเราถ่ายออกมาไม่สวยแบบนี้นะ เป็นเพราะโลเคชั่น แสง หรือเพราะอะไร ซึ่งคำตอบคือ โปรดักชั่นที่ยังไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราต้องยกระดับเรื่องนี้
“ผมวางแผนสร้างซีรี่ส์นานระดับหนึ่งเลย คุมเองทุกอย่าง ตั้งแต่เลือกกล้อง เลือกเลนส์ ทำให้ได้รู้ว่า หากอยากได้งานภาพคุณภาพ กล้องเลนส์ต้องเทพซึ่งค่าเช่าแพงมาก คนอื่นจึงไม่นิยมเช่า แต่เรายอม นอกจากนี้ การย้อมสีสำคัญ เพิ่งรู้ว่าซีรี่ส์บ้านเรา พอถ่ายเสร็จก็ตัดต่อเลย แต่การย้อมสีจะช่วยให้ภาพสวยงาม ได้มิติการรับชมที่ดีขึ้น หรืออย่างสกอร์เพลง ผมให้ทำใหม่เลย ที่ผ่านมาก็เสพผลงานเพลงศิลปินไทยดีๆ เยอะ อย่างค่าย GTH สกอร์เพลงทุกเรื่องของเขาดีมาก ก็ตามหาว่า คนที่ทำสกอร์ให้หนังเหล่านี้คือใคร พอหาเจอก็ไปขอร้อง ชวนเขาทำงานด้วย ตอนแรกก็ถูกปฏิเสธ แต่ในฐานะเอฟซีก็ขอร้องจนเขายอมช่วย
“ส่วนงานกำกับ ผมวางให้คนอื่นช่วยทำให้ แต่พอใกล้วันเปิดกล้อง สถานการณ์โควิดยังระบาดหนัก ผู้กำกับขอถอนตัว ทุกคนจึงเชียร์ให้ผมลงมือเอง กลายเป็นว่า ผมรับผิดชอบทุกหน้าที่ตั้งแต่บท คิดซีน กำกับ ช่วยโปรดิวซ์ ดูสกอร์เพลง คิดไอเดียแต่งเพลง แม้กระทั่งโปสเตอร์โปรโมทบางชิ้น ผมก็ทำเอง ทำทุกอย่างแล้วจริงๆ”
เรื่องยากที่สุดในการผลิตซีรี่ส์คืออะไรคะ
“การสร้างซีรี่ส์แต่ละเรื่องลงทุนสูง เพราะต่อให้ซีรี่ส์ดังก็ใช่ว่าจะหาเงินได้ขนาดนั้น มาคิดตอนนี้ แต่ก่อนผมก็ใจเด็ดเหมือนกันนะ คือก่อนจะปล่อย ‘นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ’ ออนแอร์ มีแอพพลิเคชั่นเจ้าหนึ่งติดต่อขอซื้อไปลงในแพลตฟอร์มของเขา โดยจะให้เงินผม 7 ล้าน ถามว่าครอบคลุมไหม ก็ไม่ แต่ถามว่าเยอะไหม เยอะนะ จึงตอบตกลงไป
“กระทั่งใกล้เซ็นสัญญา แอพฯ ออกกฎใหม่ว่า หากใครอยากดูเรื่องนี้ ต้องเสียเงิน ผมรู้สึกว่า กฎใหม่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายเรา เพราะเราสร้างเรื่องนี้เพื่อเปิดทางให้น้องๆ แจ้งเกิด ถ้าน้องจะดัง คนต้องเห็นเขาเยอะที่สุด ตอนนั้นผมบ้ามาก ตัดสินใจโพสต์ฉายให้ดูฟรีลงช่องยูทูปเลย เพราะคิดว่าเป็นแอพฯ ที่คนดูเยอะที่สุดแล้ว ถ้าไม่เสี่ยงวิธีนี้ แล้วเมื่อไรน้องจะแจ้งเกิด”
ใจเด็ดมาก
“ใช่ครับ เหมือนผมทิ้งเงินรางวัลที่ 1 ไป แต่ก็คิดว่าถ้ารับเงินมาแล้วน้องไม่ดังล่ะ เขาจะเสียใจไหม งานโปรดักส์ชั่นที่เราตั้งใจสร้าง คนจะได้ดูหรือเปล่า เราจะรู้สึกล้มเหลวอีกครั้งไหม ผมเชื่อความรู้สึกตัวเองจึงตัดใจทิ้งเงินดีกว่า และผลก็ได้อย่างที่หวัง เพราะเมื่ออีพีแรกออนแอร์ ยอดเข้าชมไต่ขึ้นหลักล้านภายในไม่กี่วัน โล่งอกมาก มองอีกด้านการทิ้งเงิน 6-7 ล้านก็คือการลงทุน ต้องขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจแบบนั้น”
ทราบว่าปีนี้ดูมันดิทุ่มทุนกับสร้างซีรีส์สุดๆ
“ใช่ครับ ช่วงต้นปีเราฉายเรื่อง กี่หมื่นฟ้า ซึ่งทุ่มเงินสร้างไป 50 ล้าน ตามมาด้วยข้ามฟ้าเคียงเธอ เรื่องนี้ก็ 100 ล้าน ส่วนเขมจิราต้องรอดเป็นเรื่องที่สองของค่ายที่ลงทุนระดับ 100 ล้านเช่นกัน ผมเช็คมาแล้วไม่มีใครกล้าลงทุนทำซีรีส์วายสูงขนาดนี้ ตรงกับเป้าปีนี้ที่ตั้งใจปล่อยจอย ทุ่มโปรดักชั่นต้องเต็มที่ ไม่สนเรื่องเงิน เพราะการแข่งขันยุคนี้ดุเดือด เนื้อหา Boy’s loves ต้องโตขึ้น ไม่ใช่แค่รักใสๆ แต่ก่อนคนอาจจะมองว่า ดูมันดิ เป็นค่ายที่ผลิตผลงานขายจิ้นไปวันๆ ซึ่งนั่นคือคำสบประมาทที่เราอยากลบออกมาที่สุด อยากทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่นั่งขายเคมีนักแสดง โปรดักชั่นจึงต้องเต็มที่
“สารภาพเลยว่าเงินที่ได้จากสปอนเซอร์ไม่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นต่อให้ซีรีส์ดังมากก็ยังเจ็บตัว แต่ผมยอม บางคนบอกว่าผมบ้า ชอบลงทุน ทำอะไรสุ่มเสี่ยงกับชีวิต แต่ผมเป็นคนแบบนี้ อยากทำอะไรก็ทำเต็มที่ อยากให้หันมามองว่า ดูมันดิ ทำอะไรได้บ้าง มีเด็กๆ ที่น่ารักแค่ไหน สำหรับผมการลงทุนสร้างซีรีส์ คือการต่อยอดบริษัท ต่อยอดตัวน้อง”
ที่ว่าทุ่ม 100 ล้านในเขมจิรา ต้องรอด ทำอะไรบ้างคะ
“ยากมาก เพราะโลเคชั่นคือป่า เขา ถ้ำ อย่างบ้านพ่อครู เราหาบ้านเรือนไทยอย่างที่ตั้งใจไม่ได้ สุดท้ายตัดสินใจสร้างบ้านเรือนไทยหลังใหม่บนที่ดินของตัวเอง เพราะคำนวณแล้ว หากต้องบินไป-กลับถ่ายที่ต่างจังหวัด ทีมจะเหนื่อยมาก และแม้ว่าการสร้างบ้านจะแพงกว่าไปเช่า แต่ขั้นตอนทำงานง่ายกว่ามาก ส่วนงานเบื้องหลังยอมรับว่าโหด โดยเฉพาะซีจี ผมควบคุมการตัดต่อเองทั้งหมด เพราะถ้าตัดต่อไม่ดี ใส่ซีจีไม่เป๊ะ ต้องรื้อใหม่ เราเข้มงวดกับงานโปรดักชั่น จนโดนบริษัททำซีจีแซวว่า รู้ตัวไหม สเกลงานเขมจิราคือระดับหนังทุกตอน ซึ่งผมคิดว่านี่คือกำไรของคนดู
“ต่อมาคือนักแสดง ซึ่งเป็นพาร์ทที่สำคัญที่สุด ด้วยความเนื้อหาเล่าถึงเรื่องหลายภพหลายชาติ ตัวละครที่แคสติ้งมา หน้าก็ต้องคล้ายกัน บางคนต่อให้แอคติ้งดีมาก แต่ถ้าหน้าตาไม่เหมือน ผมยอมเปลี่ยนฉาก เพื่อรอคนที่ใช่ สำหรับการแสดง น้องต้องสามารถเอาตัวตนไปผสมกับตัวละครได้ ผมเชื่อว่า ทุกคนไม่สามารถแสดงเป็นเขมจิราได้เหมือนกัน และนี่คือเขมจิราในแบบฉบับน้ำปิง เขาจะเบลนด์นิสัยตัวเองอย่างไร จนทำให้คนเชื่อว่า น้ำปิงคือเขมจิราจริงๆ ซึ่งยากกว่าการตั้งจิตว่า ฉันคือเขมจิรา ถ้าเป็นฉบับนิยาย เขมจิราจะกลัวทุกสิ่ง แต่ในเวอร์ชั่นซีรีส์จะมีบุคลิกที่เข้มแข็งของน้ำปิงแทรกอยู่ในเรื่อง”
ทุกวันนี้ เวลาเจอปัญหาแก้ยังไงคะ
“ผมจะมีคำพูดว่า ‘ช่างมันบ้างก็ได้’ เพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกปล่อยวางบางสิ่งบ้าง เพราะทุกวันนี้ต้องดูแลทั้งเด็กๆ ผลงาน แฟนคลับ รวมถึงลูกค้า ถ้าเราต้องควบคุมทุกอย่าง ให้เป๊ะ ให้ดีที่สุด อาจกลายร่างได้นะ คำว่า ช่างมันบ้าง ช่วยฮีลใจ คือคนฟังอาจจะรู้สึกว่า เธอเพิกเฉยต่อปัญหารึเปล่า แต่บางทีการช่างมัน ก็เพื่อให้เราไปอยู่กับตัวเอง ช่วยให้มีสติ และอาจกลับมาแก้ปัญหาได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ก็พยายามปิดโซเชียล ยอมรับว่ายาก แต่พยายามพักจากหน้าจอให้ได้วันละ 3-4 ชั่วโมง เป็นวิธีที่ช่วยให้ใจเย็นลง”
ในตอนอวสาร เขมจิรารอดแล้ว ถ้าประเมินชีวิตตัวเองตอนนี้ คิดว่ารอดรึยัง
“มีทั้งสองแบบ คือรอดและไม่รอด ที่ไม่รอดคงเป็นสุขภาพและความเครียด วันนี้ยังเหนื่อยมาก ต้องเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ชีวิตตัวเองให้มากขึ้น แต่สิ่งที่รอดคือ ในฐานะคนผลิตผลงาน ผมรู้สึกดีใจที่ปีนี้ หลายๆ สื่อบอกว่าเราประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้คิดไปเอง เราปล่อยผลงานได้แบบ non-stop และพิสูจน์ได้แล้วว่า ผลงานเราไม่ใช่แค่ขายจิ้น”
“แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า โปรดักชั่น เนื้อหา และคุณภาพของเราก็สู้ได้”
บทความนี้คัดมาเพียงบางส่วน สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารแพรว ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 (หน้าปก เก่ง น้ำปิง เติ้ล เฟิร์สวัน)
เรื่อง Fai ภาพ วรสันต์