LAHN MAH … ‘ผมสร้างแอพฯ เพราะไม่อยากให้อาม่าเป็นอัลไซเมอร์’
สถิติผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ทั่วโลกในวันนี้ มีจำนวนราว 50 ล้านคน ส่วนเมืองไทย คาดการณ์ว่าตัวเลขจะทะลุ 2 ล้านภายใน 25 ปี และทางสถาบันอัลไซเมอร์สากล ได้พยากรณ์ว่า ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะแซงหน้าโรคมะเร็งภายในปี 2040
ไม่มีใครอยากให้คนที่เรารักจากไปอาการความจำเสื่อม เช่นเดียวกับน้องเพตั้น –ภูดิศ เจียเจษฎากุล วัย 10 ขวบ ที่ได้สร้างแอพพลิเคชั่น ‘หลานม่า’ ที่มีฟีเจอร์ช่วยพัฒนาระบบความจำของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่คุณหมอใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่มาในรูปแบบแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานง่าย และพาแอพฯ นี้สร้างชื่อให้เมืองไทย ด้วยการคว้ารางวัล Best Vision Award จากเวทีการแข่งขัน Tech Kids Grand Prix 2024 ที่ประเทศสิงคโปร์

เพราะไม่อยากให้อาม่าลืม
“ผมสนิทกับอาม่าตั้งแต่เด็กๆ ครับเพราะพ่อกับแม่ฝากให้อาม่าเลี้ยงผมตั้งแต่เกิด เมื่อก่อนผมอยู่หมู่บ้านเดียวกับอาม่า เดินไปหาอาม่าได้บ่อยๆ แต่พอ 3 ขวบผมต้องย้ายบ้านเพื่อเดินทางไปโรงเรียนสะดวกยิ่งขึ้น ผมเลยไม่ได้เห็นอาม่าบ่อยๆ แม้ว่าบ้านเราจะอยู่ไกลกันแต่ใจผมก็ยังผูกพันกับอาม่า พ่อกับแม่ก็พาผมไปเยี่ยมอาม่าเสมอ
“ตอนนี้อาม่าอายุเกือบ 80 ปีแล้ว แม้ว่าจะยังสุขภาพดี แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ เพราะผมรู้มาว่าคนแก่ทั่วโลกเกือบ 50 ล้านคน เขาป่วยด้วยโรคนี้ ผมก็อยากหาวิธีช่วยอาม่า ก็พอดีกับที่ผมเรียนทำโค้ดดิ้ง กับทางโรงเรียน Beyond Code Academy มาตั้งแต่ 4 ขวบ คุณครูดิว (ธีรภัทร โภคาปราการ) ซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาบอกผมว่า มีอีเมล์จากเวทีการแข่งขัน Tech Kids Grand Prix 2024 ที่ประเทศสิงคโปร์ส่งมาถามทางโรงเรียนว่า มีเด็กคนไหน สนใจสร้างแอพฯ ไปประกวดในงานนี้ไหม จะสร้างแอพฯ อะไรก็ได้ ไม่มีหัวข้อ ไม่จำกัดประเภท แค่ต้องใช้วิธีเขียนโค้ดดิ้ง ตอนนั้นผมอยากแข่งเพื่อไปเอาประสบการณ์ ก็เลยปรึกษากับครูดิวว่า จะทำแอพช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ คุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยกันคิดชื่อ จนได้ชื่อหลานม่า เพราะแอพฯ นี้ผมทำเพื่ออาม่าครับ”
ฟีเจอร์ลับสมอง
“ผมพัฒนาแอพพลิเคชั่นนี้ในแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Flutter Flow เป็นแพลตฟอร์มเขียนโค้ดที่ใส่ลูกเล่นได้เยอะมาก ผมสามารถใส่เสียง รูป และข้อมูล ลงไปได้ โดยต้องคิดฟีเจอร์เองทั้งหมด เช่น ระบบ sing in หน้าตาเป็นแบบไหน ขั้นตอนการกดปุ่ม การทำงานของแอพฯ โดยผมใช้ฟังค์ชั่นทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพื่อให้สะดวกต่อการไปพรีเซนต์บนเวทีประกวด ซึ่งตอนที่พัฒนาแอพฯ ผมก็มีคุณครูดิวเป็นที่ปรึกษา ว่าเราควรจะมีฟีเจอร์อะไรบ้าง โดยฟีเจอร์เหล่านี้จะยึดตามงานวิจัยในโรงพยาบาล
“สำหรับฟีเจอร์ในแอพฯ ผมแบ่งเป็น 3 หมวด คือ Flash card เป็นการทายรูปภาพ ว่ารูปที่เห็นคืออะไร ซึ่งมีหลายหมวดหมู่เช่น สัตว์, ของใช้ในชีวิตประจำวัน, รูปทรงเรขาคณิต,หน้าปัดเข็มนาฬิกา รวมถึงสามารถใส่ภาพคนในครอบครัวเข้าไปก็ได้ครับ แล้วให้ทายว่าคนนั้นชื่ออะไร วิธีการเล่นเกมส์นี้คือ เราจะขึ้นแค่ภาพ แล้วให้คิดในใจก่อนว่าชื่ออะไร จากนั้นก็กดปุ่ม Flip เพื่อดูเฉลย อย่างถ้าเป็นรูปหมา พอกดคำว่า flip มันก็จะขึ้นคำเฉลยว่า Dog หรือถ้าเป็นรูปครอบครัว พอกดปุ่ม ก็จะขึ้นชื่อให้ว่านี่คือเพตั้น ซึ่งคุณแม่ก็จะช่วยดูว่า ควรจะใช้รูปอะไรให้แอพฯ ดูน่ารัก
“หมวดต่อมาคือ My memory จะรวบรวมอัลบั้มรูปภาพที่เคยใช้เวลากับครอบครัว สามารถทำเป็น อัลบั้มทริปเที่ยว, รูปแต่งงานในอดีต หรืออัลบั้มอะไรก็ได้ที่ประทับใจ เติมรูปได้เรื่อยๆ ไม่มีกำหนดจำนวนครับ แล้วเขียนแคปชั่นสั้นๆ ใต้รูปได้
“หมวดหมู่สุดท้ายคือ Pill Reminder เป็นหมวดหมู่เตือนเวลากินยา ผมได้ข้อมูลมาว่าคนอายุเยอะจะชอบลืมกินยาครับ ในหมวดนี้เราสามารถใส่ชื่อยา จำนวนเม็ดที่ต้องกิน รวมถึงต้องกินเวลาไหน ซึ่งผมจะแบ่งให้ 4 ช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน”
คุณครูดิวเสริม “ฟีเจอร์ทั้งหมดที่เราใช้ในแอพฯ นี้ผ่านงานวิจัยมาหมดแล้ว อย่างเกมส์ flashcard เป็นเกมส์ที่คุณหมอจะให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เล่นทายรูปภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะในหมวดของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แว่นตา ไม้เท้า โทรศัทพ์ หนังสือ จะช่วยผู้ป่วยได้มากเพื่อให้เขาจำได้ว่า สิ่งของนี้เรียกว่าอะไร ส่วนฟีเจอร์ My memory ถ้าดูบ่อยๆ ก็ช่วยจดจำหน้าตาของคนในครอบครัวได้เยอะ ส่วนหมวดเตือนการกินยา เป็นปัญหาของผู้ป่วยจริงๆ เพราะเขาจะลืมว่าวันนี้ต้องกินยาอะไร ช่วงเวลาไหน กี่โมง เขาก็สามารถเข้าไปเปิดดูในแอพนี้ได้”
เพตั้นเล่าต่อ “ผมใช้เวลาพัฒนาแอพนี้ประมาณ 2 เดือน คิดว่าเรื่องยากสุดก็คืองานรีเสิร์ชครับ ครูดิวจะบอกเสมอว่า จะคิดฟีเจอร์อะไรก็ตาม ต้องน่าสนใจ และต้องมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยคนเป็นอัลไซเมอร์ได้จริงๆ พอทำเสร็จผมก็ไปให้อาม่าลองใช้จริงๆ อาม่าชอบมาก โดยเฉพาะหมวด My memory เพราะอาม่าชอบดูรูปในอดีต แล้วผมก็ให้อาม่าเล่นทายคำด้วย ที่ผ่านมาก็ทายถูกอยู่นะครับ
“ข้อจำกัดของแอพฯ ในตอนนี้คือ ยังไม่เปิดให้ใช้ในสาธารณะครับ ผมยังใช้ได้เพียงคนเดียว เพราะมีข้อจำกัดทางอายุ ว่าผู้พัฒนาแอพฯ ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปถึงจะเปิดใช้แพลตฟอร์มในที่สาธารณะได้ แต่ตอนนี้ผมเพิ่ง 10 ขวบเอง ถ้าจะปล่อยใช้อาจจะต้องทำในนามโรงเรียนหรือคุณแม่คุณแม่ครับ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต แต่ผมเองก็มีความตั้งใจว่า อยากให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้มาใช้ได้ แล้วก็จะพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วย”
หลานม่า สร้างชื่อ
หลังจากพัฒนาแอพฯ เสร็จแล้ว น้องเพตั้นก็ส่งผลงานเข้าเวทีประกวด Tech Kids Grand Prix 2024 ซึ่งเดิมงานนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ขยายเวทีประกวดมาจัดที่สิงคโปร์ มีผู้สมัครแข่งขันทั้งหมด 300 คน จาก 11 ประเทศทั่วอาเซียน และจะคัดเข้ารอบไฟนอลเพียง 20 คนเท่านั้น โดยจะแบ่งเป็นรุ่นจูเนียร์และซีเนียร์ หลังจากที่ยื่นผลงานไป งานของเพตั้นก็ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย และได้ลงแข่งในรุ่นจูเนียร์ ซึ่งจะมีอายุ 9-11 ขวบ
“ตอนไปแข่งผมไม่ถึงรางวัล คิดแค่จะไปเอาประสบการณ์ ผมจำได้ว่าก่อนขึ้นเวทีผมตื่นเต้นมาก เพราะเป็นเวทีใหญ่ จัดที่ห้องประชุม Sands expo and convention centre ที่ Marina Bay Sands มีคนดูประมาณ 50 กว่าคน ผมตื่นเต้นมาก ตอนนั้นพยายามหายใจลึกๆ กินขนมก่อนขึ้นเวที ให้หายตื่นเต้น
“พอถึงคิว ผมต้องพรีเซนต์แอพฯ เป็นภาษาอังกฤษประมาณ 15 นาที ว่าแอพทำงานอย่างไร มีฟีเจอร์อะไรบ้าง และช่วยคนอัลไซเมอร์ได้ยังไง จากนั้นกรรมการทุกคนเขาก็จะถามเป็นภาษาอังกฤษ เช่น อนาคตอยากพัฒนาอะไรในแอพฯ เพิ่ม ผมก็ตอบว่า ในอนาคตอยากพัฒนาให้รองรับภาษาไทยได้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้น
“พอพรีเซนต์เสร็จ ผมก็ลงมานั่งหน้าเวทีกับที่บ้านครับ แล้วก็ดูเพื่อนๆ คนอื่นไปพรีเซนต์ แต่ละคนเจ๋งมาก มีอยู่คนหนึ่ง เขาพัฒนาแอพฯ เพื่อช่วยผู้ป่วยไม่ให้ต้องรอหมอนาน โดยถ่ายรูปบริเวณที่ตัวเองบาดเจ็บ แล้วส่งให้ Chat GPT ช่วยวิเคราะห์ว่า จะรักษาเบื้องต้นด้วยตัวเองยังไงบ้าง ควรกินยาอะไร ส่วนอีกคนก็ทำแอพพลิเคชั่น ที่ช่วยให้เก็บเงินออมง่ายขึ้น ผมคิดว่าคนอื่นทำแอพฯได้ดีมากกว่าผมอีก โดยเฉพาะแอพฯ ที่สามารถใช้ chat GPT วิเคราะห์อาการป่วย เพราะฉะนั้นตอนที่กรรมการประกาศว่าผมได้รางวัล Vision awards ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับแอพฯ ที่มีวิสัยทัศน์และแนวคิดใหม่ๆ ผมตกใจมาก เพราะตอนที่กรรมการประกาศ เขาพูดชื่อผมเป็นคนแรก ผมยังไม่คิดเลยว่านั่นคือชื่อตัวเอง กระทั่งคุณแม่บอกว่า เพตั้นขึ้นไปรับรางวัลก่อน ผมถึงได้ขั้นไปครับ
“ผมดีใจและภูมิใจมากที่ตัวเองได้รางวัล วันที่ผมไปประกวดอาม่าไม่ได้ไปด้วย แต่ก็ส่งข่าวไปบอกอาม่าที่บ้าน อาม่าดีใจมาก”

เก่งแบบเพตั้น
“ก่อนที่จะทำแอพพลิเคชั่นไปแข่ง ผมฝึกเขียนโค้ดมาตั้งแต่ 4 ขวบเลยครับ ตอนนั้นอยากเรียนเอง ที่บ้านจึงพามาเรียนเสริม การเขียนโค้ดสนุกมาก เพราะเขียนง่ายและการเขียนโค้ดมีหลายอย่าง จะทำเป็นเกมส์หรืออนิเมชั่นก็ได้”
ครูดิวเสริม “การเขียนโค้ดดิ้งคือฝึกพัฒนาความคิดให้เป็นขั้นตอน ฝึกให้แก้ปัญหา โดยจะเริ่มสอนจากแพลตฟอร์มที่ชื่อ Scratch ของ MIT ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเขียนโค้ดที่ให้บริการฟรี เขาสร้างมาสำหรับคนที่เขียนโค้ดดิ้งไม่เป็นเลย แต่วิธีการใช้งานง่ายมาก ด้วยการใช้รูปตัวการ์ตูนน่ารักๆ มาเรียงต่อกัน แทนวิธีการพิมพ์โค้ดดิ้งยากๆ แต่ก็ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากที่นักศึกษาปริญญาโททำโค้ดดิ้งเลยครับ วิธีนี้เด็กจะสนุกกับการสร้างแอพฯ ขณะเดียวกันก็จะซึมซับกระบวนการใช้เหตุผลโดยไม่ได้รู้ตัว ซึ่งแพลตฟอร์ม Scratch สามารถต่อยอด ไปใช้งานในแพลตฟอร์ม Flutter Flow ที่น้องใช้ในประกวดได้ด้วย
เพตั้นเล่าต่อ “ตอนผมอายุ 8 ขวบ ก่อนจะมาทำแอพฯ หลานม่า ผมชอบเต่ามากครับ ก็เลยคิดวิธีว่า เราจะช่วยอนุรักษ์เต่ายังไง ผมเลยทำแอพพลิเคชั่นหนึ่งขึ้นมาให้ตัวเองเล่น ประมาณว่าถ้าเราปล่อยเต่าไป ตอนนี้เต่าจะไปอยู่ที่ไหน โดยมีฟีเจอร์ที่สามารถโทรเช็คกับศูนย์ช่วยเหลือเต่าในประเทศไทย แล้วแอพนี้ก็เป็นช่องทางเรียนรู้เต่าแต่ละสายพันธุ์ได้ เช่น ถ้าอยากรู้ว่า เต่าตัวนี้เป็นชนิดอะไร ก็อัพโหลดรูปเข้าแอพ แอพก็จะระบุมาว่า มีโอกาสเป็นเต่าชนิดนั้นๆ กี่เปอร์เซ็นต์ครับ ผมชอบสัตว์มาก พอโตขึ้นผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่คอยช่วยเหลือ อนุรักษ์สัตว์ครับ เพราะ ผมไม่อยากให้สัตว์ที่ผมชอบต้องสูญพันธุ์
“นอกจากเป็นนักอนุรักษ์แล้ว ผมก็อยากพัฒนาแอพฯ หลานม่า ให้ทุกคนใช้งานได้จริงครับ อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันอาการป่วยได้ในระดับหนึ่งครับ”
เรื่อง Fai
ภาพ อิทธิศักดิ์