'จอนโซมี' ปรับราคาเครื่องสำอางแบรนด์ GLYF ของตัวเองลง หลังถูกวิจารณ์เรื่องราคาสูงเกินไป

‘จอนโซมี’ ปรับราคาเครื่องสำอางแบรนด์ GLYF ของตัวเองลง หลังถูกวิจารณ์ราคาแพงเกินไป

ไอดอลสาวสวย จอนโซมี (Jeon Somi) ก้าวตามความฝันอีกขั้นสำหรับการลงสนามวงการความงามด้วยการสร้างแบรนด์ ‘GLYF’ ของเธอเอง แน่นอนว่าได้รับความสนใจจากแฟนๆ เป็นอย่างมาก

โดยผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์คือพาเล็ตต์ไฮไลท์สีหวานแวววาว ในตลับมี 4 สี ราคาตลับละ 43,000 วอน หรือ 32 USD หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,175 บาท และแม้ว่าการโปรโมตแบรนด์ความงามใหม่ของเธอบนหลายแพลตฟอร์มได้สร้างความฮือฮาอย่างมาก แต่เธอกลับต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ เมื่อชาวเน็ตต่างรู้สึกผลิตภัณฑ์แรกของเธอ มีราคาที่สูงกว่าที่คาดไว้ หลายคนชี้ให้เห็นว่าพวกเขาจะสามารถซื้อเครื่องสำอางแบรนด์หรูอื่นๆ เช่น Dior หรือ Chanel ได้ หากลงทุนเพิ่มอีกนิด ซึ่งหลังจากการคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เธอจึงตัดสินใจลดราคาลงเหลือ 34,400 วอน หรือ~25.45 USD หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 934 บาท

และสำหรับเหตุที่เธอตัดสินใจเลือกไฮไลท์เป็นผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์ เพราะเวลาเธอแต่งหน้าเอง เธอรู้สึกมีความสุขที่สุดเมื่อที่ได้ใช้ไฮไลท์ เธอมักจะผสมสีจากผลิตภัณฑ์จาก 3 ถึง 4 แบรนด์เพื่อให้ได้ลุคที่สมบูรณ์แบบที่สุด และคงจะดีหากรวมผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไว้ในตลับเดียว


โฮม่า มุ่งกำหนดนิยามการอยู่อาศัยแบบยั่งยืน

โฮม่า (HOMA) คอมมิวนิตี้อพาร์ตเมนต์ผู้นําที่อยู่อาศัยภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัยแบบชุมชนในราคาที่เอื้อมถึงได้ สร้างสถิติใหม่ด้วยการประหยัดเงินทุนประมาณ 4 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 950 เมตริกตันในปี 2566 ภายใต้วิสัยทัศน์สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม นำร่องนวัตกรรมการก่อสร้างอาคารและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

โฮม่า นำพาอาคารสิ่งปลูกสร้างไปสู่มิติใหม่แห่งการขับเคลื่อนเชิงสิ่งแวดล้อม โดยการบูรณาการมาตรฐานการรับรองอาคารที่ยั่งยืนระดับโลก ยกระดับความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล  (ESG) และการตลาดแบบ ‘สีเขียว’ เพื่อตอบสนองความต้องการและการเติบโตอย่างรวดเร็วของสาธารณชนต่อผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน

ในปี 2566 โฮม่าสาขาภูเก็ตทาว์น เปิดตัวเป็นสาขาแรกในจังหวัดภูเก็ต พร้อมกับโครงการสิ่งแวดล้อม เช่น การรีไซเคิลและการจัดการขยะอย่างครอบคลุม นำเสนอนวัตกรรมการอนุรักษ์น้ำระบบอัจฉริยะ พลังงานหมุนเวียนจากแผงโซลาร์เซลล์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ซึ่งต่อมาที่โฮม่าสาขาที่สองในจังหวัดภูเก็ตที่สาขาเชิงทะเลเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยคาดการณ์การประหยัดเงินสูงถึง 2.5 ล้านบาทในปี 2567

คุณลูก้า ดอตติ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ HOMA กล่าวว่า “ในการพัฒนาโฮม่าเชิงทะเล เราได้นำกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จจากสาขาภูเก็ตทาว์นมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วยการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศสำหรับคุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น และฉนวนกันเสียงที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มอบสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดให้กับผู้เข้าพัก ความมุ่งมั่นนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกบ้านและลูกค้าเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและการเรียนรู้จากประสบการณ์สำหรับความเชี่ยวชาญที่ยั่งยืน”

3 เสาหลักกลยุทธ์ความยั่งยืนของโฮม่า ได้แก่ การบูรณาการจัดหาเงินทุนที่เป็นไปตามหลัก ESG ซึ่งเน้นการพัฒนาที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล รวมไปถึงการทำการตลาด ‘สีเขียว’ และการใช้โซลูชันที่เป็นรูปธรรม โครงการอพาร์ตเมนต์ของโฮม่าทุกแห่งได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล LEED และ EDGE โดยความมุ่งมั่นนี้เสริมสร้างความยั่งยืนและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โฮม่าได้รับการสนับสนุนจากธนาคารอย่างต่อเนื่อง

โฮม่าสาขาภูเก็ตทาวน์ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 240 kWp บนหลังคาและลานจอดรถ

คุณลูก้า กล่าวเสริมว่า “การเป็นธุรกิจที่ได้รับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนแสดงถึงความมุ่งมั่นของเราในการอนุรักษ์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในกลุ่มลูกค้า หุ้นส่วน และแหล่งเงินทุน ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้โฮม่าเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง”

การเงินเพื่อความยั่งยืน: ปัจจัยใหม่ในการดึงดูดหุ้นส่วนการพัฒนา

โฮม่า ฉลองความสำเร็จของสินเชื่อสีเขียว หรือสินเชื่อเพื่อโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมูลค่า 675 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอเชีย นับเป็นก้าวย่างสำคัญจากการสนับสนุนของ UOB Real Estate Sustainable Finance Framework ในการร่วมมือครั้งแรกกับธนาคารในสิงคโปร์ ซึ่งปูทางให้โฮม่าโดดเด่นในเวทีการลงทุนด้วยการดำเนินการแบบ ‘สีเขียว’ ที่นำมาซึ่งการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและการลดต้นทุนการดำเนินงาน นับเป็นการยืนยันถึงการลงทุนที่มีความยั่งยืนและเป็นกลยุทธ์ระยะยาวสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจธุรกิจสีเขียว: แนวโน้มใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดย 80% ของผู้บริโภครุ่นใหม่หันมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน แม้ความยั่งยืนอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกที่อยู่อาศัย แต่โฮม่าค้นพบว่า การนำแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความภักดี และเป็นเหตุผลที่ดีในการแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับโฮม่า ซึ่งช่วยรักษาและดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตู้กดน้ำบริการบนทุกชั้นของทุกอาคาร เพื่อลดการใช้ขวดน้ำพลาสติก ลูกบ้านสามารถใช้บริการได้ฟรี

ความยั่งยืนที่ปฏิบัติได้จริง

โฮม่า นำร่องเป็นที่อยู่อาศัยหลายครอบครัวแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองทั้ง LEED และ EDGE ควบคู่ไปกับการสนับสนุนทางการเงินจาก UOB ทำให้โฮม่าสาขาภูเก็ตทาวน์ได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 240 kWp บนหลังคาและลานจอดรถ แนวคิดความยั่งยืนถูกประยุกต์ใช้ทุกมุมด้วยตู้กดน้ำบนทุกชั้นอาคาร การเก็บน้ำฝนและการนำน้ำสีเทากลับมาใช้ รวมถึงก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ห้องพักติดตั้งเครื่องซักผ้า Energy Star ใช้ไฟ LED และกระจกประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ อาคารยังได้รับการออกแบบให้ระบายอากาศตามธรรมชาติ พร้อมมีหม้อต้มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์และหน่วย AC ที่ประหยัดไฟ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้อยู่อาศัย ในขณะที่ยกระดับความสะดวกสบายและสนับสนุนวิถีชีวิตที่ยั่งยืนต่อโลก

โฮม่า ขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืน นำชาวบ้านและผู้อยู่อาศัยร่วมมือทำความสะอาดชายหาดเดือนละครั้ง เพื่อชายหาดที่สะอาดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งกิจกรรมนี้ยังถือเป็นโอกาสให้ทุกคนในชุมชนได้มาพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์กัน โครงการนี้แสดงถึงความพยายามของโฮม่าในการทำงานร่วมกับชุมชนและธุรกิจใกล้เคียง เพื่อให้บริเวณรอบ ๆ สะอาด และยังช่วยรวมเงินบริจาคให้กับองค์กรการกุศลในท้องถิ่น สร้างความสามัคคีและสนับสนุนจิตวิญญาณชุมชนไปพร้อมกัน

“การมุ่งเน้นความยั่งยืนในโครงการต่าง ๆ ช่วยให้เราลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งเพิ่มกำไรและทำให้ที่อยู่อาศัยของเรามีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น การดำเนินงานของเรายังส่งผลให้เกิดชุมชนที่แข็งแกร่งและมีส่วนร่วมมากขึ้น การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เราดำเนินงานอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้คนมารวมตัวกันเพื่อแสดงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เรามีความดีใจและตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือนี้จากทุกฝ่าย” คุณลูก้า กล่าว

โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในหน้าร้อน 

โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในหน้าร้อน พร้อมแนะวิธีป้องกันผิวจากแดดที่แผดเผา

ปีนี้อากาศร้อนไม่ธรรมดา ล่าสุด กรมอุตุฯ เตือนประเทศไทยร้อนจัด อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 42 องศา แนะเลี่ยงทำงานกลางแจ้งนานๆ ซึ่งแพทย์ผิวหนังก็ชี้เพิ่มเติมว่าต้องระวัง โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในหน้าร้อน พร้อมแนะนำการดูแลและป้องกันผิวจากแสงแดดแบบเบื้องต้นที่ถูกวิธี หมั่นสังเกตตนเองหากมีความผิดปกติทางผิวหนัง ควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง

ซึ่งพอเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนทีไร ประเทศไทยก็ยิ่งอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ปีนี้พุ่งถึง 42 องศา ทำให้เราอาจต้องพบเจอกับโรคผิวหนังที่อาจมากับอากาศร้อนและแสงแดด ดังนั้น ควรดูแลผิวพรรณ โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงและที่ไม่ได้ป้องกัน สามารถใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดโดยตรง เช่น หมวก ร่ม และการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอทั้งใบหน้าและลำตัว ในปริมาณที่เพียงพอ คือ ประมาณสองข้อนิ้ว ทาออกแดดก่อนสามสิบนาที เเละหมั่นทาซ้ำบ่อยๆ ทุกสองชั่วโมง หากมีผื่นหรือความผิดปกติใดๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

ซึ่งโรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าร้อน แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักด้านล่างนี้ หากมีอาการ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

  • ผดร้อน สัมพันธ์กับการอุดตันของท่อเหงื่อ เเละการมีเหงื่อออกมากในช่วงหน้าร้อนทำให้เกิดเป็นผื่นแดง ที่มีอาการคันและแสบได้ การบรรเทาอาการเบื้องต้นด้วยตัวเอง เมื่อพบว่ามีผดร้อนเกิดขึ้น ได้แก่ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น, ควรอยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็น หรือมีเครื่องปรับอากาศ และประคบผ้าเย็นบริเวณผิวหนัง เพื่อช่วยลดความร้อน, หลีกเลี่ยงการใช้พลาสเตอร์ปิดทับผิวหนัง หรือไม่สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูป เพื่อป้องกันการอุดตันของต่อมเหงื่อ, หลีกเลี่ยงการทำงานหรือออกกำลังกลางแจ้งที่อาจทำให้เกิดเหงื่อออกมาก และอาบน้ำด้วยน้ำเย็นและสบู่ที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง และปล่อยให้ผิวแห้งเองหลังอาบน้ำเสร็จ ไม่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวเพื่อลดการเสียดสีจนเกิดผดร้อนอักเสบเพิ่มขึ้น แต่หากมีผื่นและรู้สึกผิดปกติแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังดีที่สุด
  • ฝ้าและกระ เกิดจากแสงแดดไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น ทำให้โรคในกลุ่ม ฝ้า กระ มีสีที่เข้มขึ้นได้ในช่วงหน้าร้อน
  • กลุ่มติดเชื้อราต่างๆ อากาศร้อนส่งผลให้เหงื่อออกมากผิวหนังมีความอับชื้น เเละมีการติดเชื้อราซ้ำซ้อนตามมา บริเวณที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณรักแร้ ซอกพับ ง่ามมือง่ามเท้าสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย

ข้อมูล: สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์
ภาพ: Pexels


นีเวีย ชวน “คิม คิมเบอร์ลี่” ยืนยันประสิทธิภาพ “นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้”

ผิวแตกลายแค่ไหนก็ไม่ใช่ข้อจำกัดของการแต่งตัวเผยผิวสวยมั่นใจของคุณอีกต่อไป เมื่อ นีเวีย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับโลก ที่ได้รับความไว้วางใจในการดูแลผิวจากคนไทยมากว่า 30 ปี เผยโฉมนวัตกรรมบำรุงผิวกายล่าสุด “นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้” (NIVEA Luminiuos630 Body) ชุดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายเพื่อการรับมือกับปัญหาผิวแตกลาย ไม่เรียบเนียนด้วยสารลูมินัส630  เอกสิทธิ์ของนีเวีย ที่พร้อมตรงเข้าจัดการกับรอยแตกลาย และผิวไม่เรียบเนียน ลงลึกถึงเซลล์ผิว ให้คุณพร้อมเผยผิวกายสวย ลดเลือนรอยแตกลาย และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอขึ้น เห็นผลใน 4 สัปดาห์* “วันนี้ทางนีเวีย ได้ตอกย้ำการเป็นที่หนึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับโลกที่คนไทยไว้ใจอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้” นวัตกรรมล่าสุดสำหรับปัญหาผิวแตกลาย โดยในวันนี้ได้ถือโอกาสเชิญนักแสดงและนางแบบสาวสวยอย่าง “คิม คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส” ตัวแทนสาวยุคใหม่กับไลฟ์สไตล์สุดเฮลท์ตี้ มาเป็นตัวแทนผู้ที่ได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ “นีเวีย ลูมินัส 630 บอดี้” มาร่วมคอนเฟิร์มผลลัพธ์ ให้สาวๆ มั่นใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และสามารถโชว์ผิวสวยรับซัมเมอร์นี้ได้ทุกกิจกรรมค่ะ” คุณภวิกา ทองทวี ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และพัฒนาธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและกันแดดนีเวีย ภูมิภาคอาเซียนกล่าว

คุณภวิกา ทองทวี ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และพัฒนาธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและกันแดดนีเวีย ภูมิภาคอาเซียน

สาว ๆ มากมายมีความกังวลกับผิวกายที่ประสบปัญหารอยแตกลายตามจุดต่าง ๆ และความไม่เรียบเนียน สีผิวไม่สม่ำเสมอตามจุดต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็น สะโพก หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน ฯลฯ ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจที่จะเผยผิวกายได้ตามที่ใจต้องการ เพราะนีเวียเข้าใจจึงคิดค้นพัฒนา นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้ ผลิตภัณฑ์ต่อยอดความสำเร็จจากซีรีย์ นีเวีย ลูมินัส630 ที่ปกป้องผิวหน้าจากปัญหาฝ้ากระและจุดด่างดำฝังลึกนาน 10 ปี อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงจนเป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้อย่างแพร่หลาย และครั้งนี้นีเวีย ได้นำสารลูมินัส 630 มาสู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย เพื่อมอบผิวพรรณที่สวยสุขภาพดี ผู้ใช้สามารถโชว์ผิวเรียบเนียนทั่วเรือนร่างได้อย่างมั่นใจ

เภสัชกรหญิงพิชชาพร กล้าหาญ  ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์นีเวีย ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า  “สำหรับ นีเวีย เราใส่ใจ มุ่งมั่นพัฒนา และให้ความสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่มีคุณภาพและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่ผู้คนทั่วโลก สารลูมินัส 630 ที่เราคิดค้นพัฒนาขึ้นครั้งนี้ต่อยอดจากผิวหน้ามาสู่ผิวกาย  เพราะเราทราบดีว่าผิวแตกลาย และสีผิวไม่สม่ำเสมอนั้นเป็นปัญหาผิวที่หลาย ๆ คนกังวล ด้วยสารลูมินัส 630 ใน นีเวีย ลูมินัส 630 บอดี้  ที่ถูกทุ่มเทคิดค้นอย่างจริงจังถึงกว่า 10 ปี จนสามารถจำลองสารไทโรซิเนสต้นตอของการสร้างเม็ดสีในผิวมนุษย์ได้เป็นครั้งแรกของโลก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสามารถค้นพบสารสำคัญที่ช่วยจัดการปัญหาสีผิวรอยด่างดำ ไม่สม่ำเสมอที่เกิดในผิวมนุษย์อย่างตรงจุด สามารถลดรอยแตกลายได้ถึงต้นตอ ช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอ เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังมอบความชุ่มชื้นให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นดีขึ้น ซึ่งผลลัพธ์คือผิวแตกลายลดลงได้จริงในสี่สัปดาห์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีอยู่ในท้องตลาดช่วยได้เพียงทำให้ผิวและรอยแตกลายดูนุ่มขึ้นเท่านั้น”

เภสัชกรหญิงพิชชาพร กล้าหาญ  ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์นีเวีย ภูมิภาคอาเซียน

“ผิวแตกลายเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลและลดความมั่นใจให้หลาย ๆ คน ซึ่งรอยแตกลายเกิดจากการยืดขยายหรือหดตัวของผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวฉีกขาดและเกิดเป็นรอยแตกลายขึ้น ดังนั้นปัญหานี้ใกล้ตัวกว่าที่ทุกคนคิด เพราะไม่ว่าจะน้ำหนักตัวเพิ่มหรือลด เล่นเวทเทรนนิ่ง ตั้งครรภ์ หรือวัยรุ่นที่กำลังโตอย่างรวดเร็ว ล้วนมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหารอยแตกลายทั้งสิ้น โดยบริเวณที่มักเกิดรอยแตกลายคือสะโพก ต้นขา ต้นแขน และหน้าท้อง ซึ่งเราสามารถจัดการกับปัญหานี้ให้น้อยลง ด้วยการบำรุงผิวให้กลับมาสุขภาพดีผ่านการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดรอยแตกลายพร้อมปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ อย่างนีเวีย ลูมินัส630 บอดี้ ที่มีสาร ลูมินัส 630  ที่ช่วยจัดการปัญหาสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้ ด้วยการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดสี ก่อให้เกิดปัญหาสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอทำให้สีผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอขึ้น จึงสามารถลดรอยแตกลายให้ดูจางลงอย่างได้ผลจริง” นพ. ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ หัวหน้าศูนย์ผิวหนังความงามและเส้นผม โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวเสริม

นพ. ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ หัวหน้าศูนย์ผิวหนังความงามและเส้นผม โรงพยาบาลเมดพาร์ค

ชุดผลิตภัณฑ์ นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้ เพื่อการดูแลผิวกายให้เรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ ลดรอยแตกลาย ประกอบด้วย

  • นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้ ครีม ครีมบำรุงผิวกายที่ช่วยลดรอยแตกลายและ

ช่วยจัดการผิวที่ดูไม่สม่ำเสมอเห็นผลใน 4 สัปดาห์พร้อมเติมความชุ่มชื้นยาวนาน 48 ชั่วโมง  ใช้ได้กับผิวทั่วเรือนร่าง หรือทาเฉพาะจุดที่มีปัญหา ขนาด 200 มล. ราคา 249 บาท

  • นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้ ออยล์-เซรั่ม ออยล์บำรุงสำหรับทาเฉพาะจุดที่มีรอยแตกลาย ช่วยให้รอยแตกลายจางลง ใน 2 สัปดาห์ พร้อมลดโอกาสเกิดรอยแตกลายใหม่ มอบความชุ่มชื้นแบบเต็มขั้นยาวนานถึง 48 ชั่วโมง ขนาด 100 มล. ราคา 395  บาท
ชุดผลิตภัณฑ์ นีเวีย ลูมินัส630 บอดี้ 

ไม่ว่าจะกิจกรรมไหนใส่ชุดไหนก็สวย เพราะเผยผิวแบบ #มั่นใจโชว์ได้อีก กับ นีเวีย  ลูมินัส630  ได้แล้วที่ร้านวัตสัน ทุกช่องทางการจำหน่าย และทุกสาขาทั่วประเทศ

Praew Club: Hub of Luxury Influencer

นิตยสารแพรว สู้ศึกอินฟลูเอนเซอร์สายลักซ์ชัวรี เปิดตัว Praew Club: Hub of Luxury Influencer

หากพูดถึงเทรนด์อาชีพที่ได้รับความสนใจมากจากคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ คงต้องยกให้อาชีพ  “อินฟลูเอนเซอร์” ( Influencer ) ซึ่งถือเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดในโลกโซเชียล ยิ่งมีผู้ติดตามมาก ยิ่งมีอิทธิพลมาก ทำให้ “นิตยสารแพรว” ภายใต้ Amarin Media & Event ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป จึงเห็นความน่าสนใจ และเกิดไอเดียต่อยอดค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ใหม่ โดยดึงความโดดเด่นของ นิตยสารแพรว ซึ่งเป็นเจ้าตลาดสายลักซ์ชัวรี มาเพิ่มเอกลักษณ์และตัวตนให้กับเหล่าครีเอเตอร์

โดยในวันที่ 27 มีนาคม 2567 “นิตยสารแพรว” จะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว Praew Club : Hub of Luxury Influencer ณ Hotel Indigo Bangkok Wireless Road พร้อมพูดคุยกับ ดาว – พิมพ์ทอง วชิราคม อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง และนักแสดง พร้อมด้วย ณัฐเดช ยอแซฟ Praew Friends ผู้ชนะจาก Praew Club ซีซั่นก่อน มาบอกเล่าถึงความประทับใจและสิ่งทิศทางที่เปลี่ยนไปของอาชีพนี้หลังจากได้ร่วมโปรเจกต์ Praew Club ครั้งที่ผ่านมา

นอกจากนี้ภายในงานได้พบกับศิลปินรุ่นใหม่ จ๊อบ – กฤษ อหันทริก และ พอร์ช – ศิฑา กาญจนอลงกรณ์ จากซีรีส์ เฟื่องนคร (City of Stars) และ ไต๋ – ธนภัทร ขจรชัยกุล ที่มาเสริมความคึกคักให้กับงาน Praew Club : Hub of Luxury Influencer

Praew Club: Hub of Luxury Influencer

Praew Club : Hub of Luxury Influencer เป็นโปรเจกต์ครั้งที่ 3 ที่เหมือนเป็นสปอตไลท์ส่องแสงแก่เหล่าครีเอเตอร์หน้าใหม่ ได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองและเป็นที่รู้จัก และได้ลองทำคอนเทนต์ในหลากหลายรูปแบบ โดยผู้เข้าร่วมยังจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมคอนเทนต์ครีเอเตอร์หน้าใหม่ของ”นิตยสารแพรว”

สำหรับ “นิตยสารแพรว” เป็นนิตยสารรายเดือนที่ครองใจสาวยุคใหม่วัยทำงานที่ทันสมัย และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงในทุกด้าน โดยมีผู้ติดตามรวมกว่า 1.6 ล้านฟอลโลเวอร์ ทั้งทาง  Facebook, Instagram, YouTube, X และ TikTok นำเสนอเนื้อหาที่มีสาระและความบันเทิงครบครัน ทั้งแฟชั่น ความงาม สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ ข่าวสารความเคลื่อนไหวในสังคม เรื่องราวต่างๆ ที่ผู้หญิงควรรู้ โดยมีแพรวนิสต้าและแพรวเฟรนด์ ในการขับเคลื่อนข่าวสารสู่ผู้ติดตามทุกช่องทาง

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ Praew Club : Hub of Luxury Influencer ได้ทาง www.praew.com

และโซเชียลทุกช่องทาง Facebook, Instagram, YouTube, X และ TikTok #PraewclubSS3 #PraewClub #PraewFriends #acseineth #Indigohotel #Praewmag

เปิดวาร์ป KANEBO SKIN HARMONIZER สกินแคร์เทคโนโลยีใหม่ ดักจับ “กรดไขมันไม่อิ่มตัว”

เรียกว่าสร้างความว้าวให้กับวงการบิวตี้ โดยเฉพาะเหล่าคนรักผิวอีกแล้ว สำหรับ KANEBO แบรนด์สุดฮ็อตจากประเทศญี่ปุ่น ล่าสุดกับการเปิดตัวสกินแคร์น้องใหม่คุณภาพแน่นอย่าง KANEBO SKIN HARMONIZER ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Above & Beyond” กับการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ซึ่งผ่านการค้นคว้าวิจัยอย่างยาวนาน มาสร้างสรรค์เป็นสกินแคร์ที่จะช่วยจัดการปัญหาผิวซับซ้อนได้แบบเอาอยู่

ไฮไลท์ของ KANEBO SKIN HARMONIZER คือการมาพร้อมกับ Targeted Sebum Trapping Technology ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด สำหรับการค้นพบเทคโนโลยีที่ดักจับเฉพาะ “กรดไขมันไม่อิ่มตัว” (UFA) หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ซีบั่มไม่ดี” ที่เป็นสาเหตุของการลดประสิทธิภาพการทำงานของเกราะปกป้องผิว นำไปสู่การก่อให้เกิดปัญหาผิวแห้งกร้านและผิวมัน ซึ่งถือเป็นปัญหากวนใจหลายคนแบบไม่จบไม่สิ้น

นอกจากนี้ KANEBO SKIN HARMONIZER ยังเป็นโลชั่น Dual-phase ซึ่งโดดเด่นด้วยอัตราส่วนที่สมดุล คือส่วนที่เป็นน้ำต่อส่วนที่เป็นน้ำมันอยู่ที่ 98:2 ช่วยคืนความสมดุลให้ผิวอย่างลงตัว โดยจัดการกับทั้งความมันและความแห้งกร้านที่เกิดจากไขมันที่เคลือบผิวอยู่ พร้อมช่วยเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวไปพร้อมๆ กัน

มร. อัตสึชิ ซูมิโนะ ประธานกรรมการ บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย)

สำหรับการเปิดตัว KANEBO SKIN HARMONIZER ครั้งนี้ นอกจากการได้สัมผัสผลิตภัณฑ์เป็นกลุ่มแรกๆ แล้ว แพรว ยังมีโอกาสได้พูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับผู้บริหารและผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งบินตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นจึงไม่พลาดเจาะลึกดีเทลต่างๆ มาฝากทุกคนกันด้วยค่ะ

Miss Yukie Fujita (ยูกิ ฟูจิตะ) Product Development

ขอเริ่มกันที่ Miss Yukie Fujita (ยูกิ ฟูจิตะ) Product Development ซึ่งได้เล่าถึงคอนเซ็ปต์ “Above & Beyond” ของผลิตภัณฑ์ KANEBO SKIN HARMONIZER เอาไว้อย่างน่าสนใจ

“คอนเซ็ปต์ Above & Beyond สื่อความหมายถึงเทคโนโลยีที่เราค้นพบและนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ KANEBO SKIN HARMONIZER นั่นคือ Targeted Sebum Trapping Technology ที่เป็นการดักจับเฉพาะซีบั่มที่ไม่ดีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่เหนือกว่าใครและพัฒนาต่อไปได้อีกไกล เมื่อนำสองคำนี้มารวมกัน จึงสะท้อนถึงการก้าวล้ำนำไปยิ่งกว่าของผลิตภัณฑ์ของเรา

“นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ KANEBO SKIN HARMONIZER ยังเปรียบเสมือนเป็นความหวังของผู้หญิงทุกคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาผิวที่ไม่สมดุลอย่างยาวนาน ดังเช่นปณิธานของเราที่สะท้อนให้เห็นจากสโลแกน I HOPE KANEBO ซึ่งเรามุ่งมั่นที่จะเป็นความหวังของผู้หญิงทุกคนทั่วโลก”   

Miss Emiko Yano (เอมิโกะ ยาโนะ) Product Development

นอกจากนี้ Miss Emiko Yano (เอมิโกะ ยาโนะ) Product Development ยังได้เล่าถึงเบื้องหลังกว่าจะเป็น KANEBO SKIN HARMONIZER เอาไว้อีกด้วย

“จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ KANEBO SKIN HARMONIZER คือการช่วยแก้ปัญหาผิวที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเผชิญ นั่นคือปัญหาผิวแห้งกร้านและผิวมัน รวมถึงช่วยดูแลเรื่องการอักเสบของผิว โดยโฟกัสไปที่การดูแลความมันบนผิว ซึ่งเราใช้เวลาหลายปีมากๆ ในการศึกษาเกี่ยวกับน้ำมันบนผิว จนค้นพบว่าผิวของเรานั้นมีทั้งน้ำมันที่ดีและไม่ดี นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถดักจับเฉพาะน้ำมันที่ไม่ดีเท่านั้นได้ ซึ่งการค้นพบนี้นับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

“หัวใจสำคัญอีกประการของผลิตภัณฑ์ KANEBO SKIN HARMONIZER คือการคำนวณอัตราส่วนที่สมดุลและดีที่สุดสำหรับผิว จนได้เป็นโลชั่น Dual-phase ส่วนที่เป็นน้ำต่อส่วนที่เป็นน้ำมันอยู่ที่ 98:2 ซึ่งเราศึกษาค้นคว้ากันหนักมากกว่าจะได้อัตราส่วนนี้มา โดยส่วนที่เป็นน้ำช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และส่วนที่เป็นน้ำมันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว สเต็ปต่อมาคือการช่วยปรับสภาพผิว และช่วยแก้ปัญหาผิวต่างๆ โดยผลิตภัณฑ์ KANEBO SKIN HARMONIZER สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวเลยทีเดียว”

แค่ได้รู้รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ยังรู้สึกว้าวขนาดนี้ แพรว เชื่อว่าผลลัพธ์ของสกินแคร์เทคโนโลยีใหม่ KANEBO SKIN HARMONIZER จะสร้างประทับใจให้กับคนรักผิวได้อย่างแน่นอน ดังนั้นใครที่กำลังเผชิญปัญหาผิวไม่สมดุล ทั้งแห้งกร้านและมันเยิ้ม ขอบอกเลยว่า ต้องลองค่ะ!  

“S&P” เข้าร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ “โครงการไม่ทอดซ้ำ”

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร (ที่ 2 จากขวา) ร่วมกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณธรรมรัตน์ ประยูรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (ขวาสุด) คุณกลอยตา ณ ถลาง รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร (ที่ 2จากซ้าย) พร้อมด้วย คุณนิพนธ์ เลิศทัศนีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารโครงการวิศวกรรมและโลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน (ซ้ายสุด) โดย เอส แอนด์ พี ได้ร่วมพิธีลงนามเข้าร่วม โครงการ “ไม่ทอดซ้ำ” ในฐานะองค์กรที่ส่งต่อน้ำมันใช้แล้วผ่านโครงการทอดไม่ทิ้ง เพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เอส แอนด์ พี ให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพของอาหาร และความปลอดภัยของผู้บริโภค ในกระบวนการการปรุงอาหารประเภททอดจะมีการกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสม และคุณภาพของน้ำมันที่ใช้ทอดจะมีค่าโพล่าร์ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนัก ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อควบคุมให้ร้านอาหารเอส แอนด์ พี ดำเนินงานตามมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา 

เอส แอนด์ พี ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรงและความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อการเติบโตควบคู่กับสังคมอย่างมั่นคงสมดุลและยั่งยืน ตลอดจนมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามคำมั่นสัญญาของบริษัทที่ว่า “Healthier Family, Happier World” ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท บางจากฯ อาคารเอ็ม ทาวเวอร์ เมื่อเร็วๆ นี้

สัมผัสรสชาติ เมืองแห่งสามรส “เพชรบุรี” ที่โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน

โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน จับมือร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี และอิตาเลี่ยนคาเฟ่ บ่วนจอร์โน่ (Café Buongiorno) เปิดประสบการณ์อาหารมือค่ำสไตล์เมืองเพชร ที่นำวัตถุดิบเด่นของชุมชนแต่ละอำเภอของจังหวัดเพชรบุรี ผนวกกับประสบการณ์ของเชฟเส็ง “ธนนันท์ กิจประยูร” หัวหน้าเชฟของโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ที่รังสรรค์เมนูด้วยความเข้าใจในวัตถุดิบ ปรุงแต่งด้วยทักษะความรู้ด้านอาหาร เป็นเมนูที่มีแก่น มีรากและมีสไตล์ที่สืบต่อกันมาในสำรับพื้นบ้าน ให้กลายเป็นเมนูอาหารจานพิเศษ เสริ์ฟแบบเซ็ตคอร์ส จับคู่กับไวน์ ให้อาหารน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ซึ่งจัดขึ้นวันพุธที่ 20 มีนาคม 2567

เพชรบุรี นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินเมืองเพชร ผลิตความหลากหลายของพืชพรรณธัญญาหารมากมาย สะท้อนผ่านภาพผืนนาเกลือกว้างใหญ่ ท้องร่องสวนมะนาว และดงตาลสูงฉลูด ไว้ภายใต้ความงดงามของทิวทัศน์ที่ซ่อนขุมทรัพย์ล้ำค่า หล่อเลี้ยงเมืองเพชรอย่างไม่สิ้นสุด เมื่อมีวัตถุดิบดีเยี่ยม ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนเมืองเพชร ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงเกิดเป็นเสน่ห์แห่งรสชาติ ทั้งเค็ม เปรี้ยว และหวาน สะท้อนรากวัฒนธรรมของเพชรบุรีอย่างชัดเจน จนได้รับฉายาว่า “เมืองแห่ง 3 รส” และยังได้คัดเลือกและยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของ UNESCO

ฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร เป็นหัวใจสำคัญของเพชรบุรี โดยเกษตรกรท้องถิ่นส่งมอบวัตถุดิบสดใหม่ ทั้งพืชผัก ผลไม้ เกลือทะเล มะนาว น้ำตาลปึก มะไฟ สับปะรด กล้วยและอาหารทะเล สู่ที่มีคุณภาพเยี่ยม ร้านอาหารและครัวเรือนทั่วทั้งจังหวัด รวมถึงน้ำตาลโตนด ผลผลิตที่ได้จากต้นตาล ส่วนผสมที่สำคัญในการทำขนมหวาน เป็นต้น

เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยว ของเพชรบุรีอยู่ที่วัฒนธรรมการกินอาหารและงานฝีมืออันประณีต เมืองนี้ผสมผสานประเพณีอันเก่าแก่เข้ากับกลยุทธ์การพัฒนาที่ทันสมัย เน้นความยั่งยืนและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองที่เท่าเทียมกันครอบคลุมทั้งชุมชน

โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น โดยการนำเสนอ รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเพชรบุรี เชฟเส็ง พร้อมกับทีม ได้ร่วมรังสรรค์เมนูอาหารขึ้นชื่อของเพชรบุรี นำเสนอทั้งแบบ a la carte และ set menu ที่ห้องอาหาร White Oven เพื่อให้ลูกค้าของเราได้ลิ้มลองรสชาติต้นตำรับของเพชรบุรีอย่างแท้จริงระหว่างการเข้าพักที่โรงแรม เริ่ม 1 เมษายน 2567 นี้เป็นต้นไป

เมนูอาหาร:

  1. ขนมจีนทอดมันปลาใส่เนื้อปู สัมผัสความสดใหม่ของ เนื้อปูม้า จากชุมชนแหลมผักเบี้ย อำเภอชะอำ เนื้อแน่น หวาน ฉ่ำ เต็มคำ ผสมผสานกับทอดมันปลา เสิร์ฟพร้อมขนมจีนเส้นเหนียวนุ่ม ราดด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด กลมกล่อมลงตัว (Rice Noodles, Fried Fish Cake with Crab Meat)
  2. ยำหัวโหนดกุ้งลายเสือย่างและสมุนไพร ยำโบราณที่รวมเครื่องยำ ผัก สมุนไพรต่าง ๆ และ “หัวโหนด” ซึ่งคือลูกตาลโตนด โดยใช้บริเวณขั้วที่ติดกับทะลายของลูกตาลที่ยังอ่อนอยู่ เป็นสีขาว-เขียวอ่อน รสชาติออกฝาด ๆ หวาน ๆ โดยแหล่งที่ปลูกต้นตาล อยู่ที่ หัวโหนด บ้านถำรงค์ อำเภอบ้านลาด (Toddy Palm Salad with Thai Herbs and Grilled Tiger Prawn)
  3. ต้มศรีนวลไก่และสมุนไพร ลักษณะคล้ายๆกับต้มข่าไก่ แต่ใส่หัวปลีลงไปด้วย ปรุงรสชาติโดยใช้ดอกเกลือจากบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม เพื่อเพิ่มความกลมกล่อมให้รสซุป จัดเสิร์ฟในกะลามะพร้าว เพิ่มอรรถรสในการทาน (Coconut Soup with Chicken and Thai Herbs)
  4. ไอศกรีมน้ำผึ้งมะนาว ที่ท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง เมืองเพชรบุรี จะขึ้นชื่อเรื่องมะนาวแป้น  เนื้อสีขาวใส ให้น้ำมาก มีรสเปรี้ยว และมีกลิ่นหอมอโรม่า นำมาทำเป็นไอศกรีมผสมกับน้ำผึ้ง ให้ความสดชื่นและปรับการรับรสเตรียมพร้อมสำหรับอาหารจานต่อไป (Tha Yang Lime with Wild Honey Sorbet )
  5. เนื้อวากิวย่างเสิร์ฟพร้อมผักกูด, หัวตาล, ข้าวมันกะทิทอด และ ซอสแกงหัวตาล ซึ่งจุดเด่นจะอยู่ที่การนำผักกูด ของขึ้นชื่อจากจากบ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน มาแทนผักสลัด มีความกรอบ และรสชาติหวาน เสิร์ฟพร้อมข้าวมันกะทิทอด กรอบนอกนุ่มใน หอมมันกะทิ ให้สัมผัสที่แตกต่างคำต่อคำ ราดด้วยซอสหัวตาลที่อันมีรสขมจาง ๆ ของหัวตาลอ่อน เมื่อปรุงด้วยน้ำตาลโตนดจึงทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น (Grilled Wagyu Beef Served with Kaeng Krachan Vegetables, Coconut Milk Rice, and Red Curry)
  6. หม้อแกงมะม่วงเสิร์ฟลูกตาลและครัมเบิลลูกตาล ถ้าพูดถึงขนมหม้อแกง ขนมอร่อยต้องหม้อแกงจากนาพันสาม อำเภอเมือง แต่เพื่อเพิ่มความซับซ้อนให้กับรสชาติ เชฟเส็งได้ดัดแปลง แต่งเติมรสชาติเปรี้ยวอมหวานของมะม่วงเข้าไป ราดด้วยลูกตาลอ่อนนุ่มๆ และโรยด้วยครัมเบิลลูกตาลเพิ่มรสสัมผัสความกรอบและหอมอย่างลงตัว (Thai Mango Custard with Toddy Palm and Toddy Palm Cake Crumble )

ร่วมเดินทางไปกับเรา สู่สัมผัสประสบการณ์ทางอาหารอันน่าจดจำ ณ เมืองเพชรบุรี ดินแดนแห่ง “สามรส” พร้อมทั้งเชิดชูมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีการปรุงอาหารอย่างยั่งยืน ที่โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน

ชุดอาหารค่ำ สำหรับ 2 ท่าน

ราคา: 4,990 บาทสุทธิ รวมไวน์ 1 ขวด

  1. ขนมจีนทอดมันปลาใส่เนื้อปู
  2. ยำหัวโหนดกุ้งลายเสือย่างและสมุนไพร
  3. ต้มศรีนวลไก่และสมุนไพร
  4. ไอศกรีมน้ำผึ้งมะนาว
  5. เนื้อวากิวย่างเสิร์ฟพร้อมผักกูด, หัวตาล, ข้าวมันกะทิทอด และ ซอสแกงหัวตาล
  6. หม้อแกงมะม่วงเสิร์ฟลูกตาลและครัมเบิลลูกตาล

A La Carte

  1. ทอดมันปลาเพชรบุรีพร้อมน้ำจิ้มบ๊วย: ราคา 310 บาท ++
  2. ยำหัวโหนดกุ้งลายเสือย่าง: ราคา 355 บาท ++
  3. แกงคั่วหัวตาลหมูย่าง: ราคา 310 บาท ++
  4. ต้มศรีนวล: ราคา 315 บาท ++

เดนิมไม่มี Out! ซูมอิน 7 ไอเท็ม ‘เจนนี่ BLACKPINK’ แคมเปญจาก Calvin Klein

Calvin Klein เผยภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟของแบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘เจนนี่ BLACKPINK‘ ในลุคเดนิมใหม่ล่าสุดของซีซั่นนี้ โดยได้ช่างภาพฝีมืออย่าง ฮอง จาง ฮยอน มาถ่ายทอดลุคเดนิมหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่ลุคคลาสสิกเหนือกาลเวลา ไปจนถึงลุคเรียบหรูแต่สวมใส่สบาย

ภาพถ่ายเซ็ตนี้เผยความมั่นใจที่ไม่เหมือนใครของ JENNIE ในลุคเดนิมหลากหลากแบบ ตั้งแต่ ด้วยการจับคู่เสื้อกล้ามสีขาวทรงครอปเข้ารูปรุ่น Cotton Contour Rib Tank ราคา $39 กับกางเกงยีนส์ทรงหลวมรุ่น 90s Loose Fit ราคา $89 เป็นการแมตช์ลุคสบายๆ แต่ยังคงความมีสไตล์

นอกจากนี้ ยังเผยลูกเล่นด้วยการสวมใส่เดนิมทั้งชุด โดยจับคู่เสื้อแจ๊คเก็ตรุ่น Classic Trucker ราคา $99 สวมทับกางเกงยีนส์เอวสูงขากว้างรุ่น Ultra High Rise Wide Leg Fit ราคา $99 ที่มาในโทนสีฟ้าคลาสสิกที่ฟอกด้วยเทคนิค Pacifico Wash 

ความเย้ายวนแบบแคชชวลของ JENNIE ถูกถ่ายถอดผ่านบราเกาะอกรุ่น Modern Cotton Lightly Lined Bandeau ราคา 2,790 บาท แมทช์กับกางเกงยีนส์รุ่น Barrel Fit ราคา $99 ปิดท้ายด้วยชุดเดรสรุ่น Sculpt Denim Bodycon ราคา $89 ที่เสริมลุคให้ดูโดดเด่นด้วยทรงเข้ารูปเผยสัดส่วนและความสั้นระดับมินิสเกิร์ตที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูและเย้ายวนไปพร้อมกัน

หรูหรา โออ่า บูติคแห่งใหม่ของ ชาเนล ณ ห้างแกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ ปารีส โฮสมานน์

แพรวพาไปเปิดดีเทลทุกมุมมองภายใน บูติคแห่งใหม่ของ ชาเนล ณ ห้างแกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ ปารีส โฮสมานน์ (Galeries Lafayette Paris Haussmann) บนพื้นที่กว่า 420 ตารางเมตร ที่ออกแบบโดย ปีเตอร์ มาริโน่ (Peter Marino) สถาปนิกชื่อดัง

Boutique Chanel Mode – Galeries Lafayette Haussman – Paris Février 2024

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2024 ชาเนลเปิดตัวบูติคใหม่ ณ ห้างแกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ ปารีส โฮสมานน์ (Galeries Lafayette Paris Haussmann) นำเสนอคอลเล็คชั่นแฟชั่นควบคู่ไปกับคอลเล็คชั่นนาฬิกาและจิวเวลรี่บนพื้นที่กว่า 420 ตารางเมตรที่ครอบคลุมทั้งสองชั้น ณ ใจกลางห้างสรรพสินค้าชั้นนำของกรุงปารีส บูติคแห่งนี้ออกแบบโดยปีเตอร์ มาริโน่ (Peter Marino) สถาปนิกชื่อดังผู้ร่วมงานกับชาเนลมายาวนาน

Boutique Chanel Mode – Galeries Lafayette Haussman – Paris Février 2024

ที่ชั้นล่าง ด้านหน้าของบูติคที่โอ่อ่าหรูหราโดยมีความยาวถึง 80 เมตรได้รับการประดับด้วยตัวอักษร “CHANEL” เพื่อเป็นการเชื้อเชิญให้ผู้คนแวะเข้ามาชม ทั้งสามส่วนของพื้นที่ได้รับการจัดสรรให้กับเครื่องประดับ กระเป๋า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังชิ้นเล็ก คอสตูมจิวเวลรี่ แอคเซสเซอรี่จากสิ่งทอ และแว่นกันแดด

นอกจากนี้ ยังนำเสนอคอลเล็คชั่นนาฬิกา อาทิ นาฬิกา J12 ที่เป็น ไอคอนิก, Première และ BOY.FRIEND รวมถึงคอลเล็คชั่นจิวเวลรี่ COCO CRUSH, Camélia, Comète และ N°5 ในพื้นที่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

Boutique Chanel Mode – Galeries Lafayette Haussman – Paris Février 2024

บันไดที่แกะสลักจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์เชื่อมไปยังชั้นหนึ่งซึ่งนำเสนอผลงานแฟชั่นไว้ทั้งหมด รวมถึงแอคเซสเซอรี่ โดยสามารถเดินเข้าอีกทางหนึ่งที่ตกแต่งด้วยหินลาวาเป็นตัวอักษร “CHANEL” คอลเล็คชั่นเสื้อผ้าโดยวีร์จินี วิยาร์ด (Virginie Viard) จัดแสดงอยู่บริเวณโซนเสื้อผ้า 2 โซนใหม่ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เมื่อเดินไปทางด้านหลังของ บูติคจะพบเตาผิงสไตล์พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ประดับประดาด้วยร็อคคริสตัลที่สะท้อนประกายเรืองรอง ชวนให้นึกถึงคริสตัลต่างๆ ที่กาเบรียล ชาเนลสะสมไว้ในอพาร์ตเมนต์ของเธอ ณ อาคารเลขที่ 31 ถนนกัมบง

ในแต่ละโซนตกแต่งด้วยพรมสีดำและสีเบจเหลือบทอง รวมถึงโซฟาและเก้าอี้สตูลหุ้มผ้าทวีดที่ออกแบบมาสำหรับบูติคแห่งนี้โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มความเรียบหรูให้สถานที่ มีการจัดแสดงงานศิลปะทั่วทั้งบูติค อาทิ บานประตูสีดำและสีขาวสไตล์ แอ็บแสตร็คเด่นสะดุดตาที่ชั้นล่างโดยฝีมือของโรเบิร์ต กรีน (Robert Greene) ในขณะที่โซนส่วนตัวสำหรับนาฬิกาและ จิวเวลรี่ตกแต่งด้วยผลงานของปีเตอร์ เดย์ตัน (Peter Dayton) ห้องลองเสื้อที่ชั้นหนึ่งนำเสนอผลงานภาพถ่ายของ อลาสแตร์ กอร์ดอน (Alastair Gordon)

Boutique Chanel Mode – Galeries Lafayette Haussman – Paris Février 2024

ผลิตภัณฑ์นํ้าหอมและความงามได้รับการนำเสนอในโซนปรับปรุงใหม่ทั้งสามโซนที่ชั้นล่างและชั้นหนึ่งของห้างสรรพสินค้า โดยคัดเลือกผลิตภัณฑ์เอ็กซ์คลูซีฟมาจัดวางอย่างพิถีพิถัน และมีบริการแบบสั่งทำ

การกลับมาเปิดให้บริการบูติคชาเนล ณ ห้างแกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ ปารีส โฮสมานน์นี้ ชาเนลต้องการนำเสนอจุดเด่นที่มีเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมมอบบริการเหนือระดับและเป็นส่วนตัวให้แก่ลูกค้าแต่ละท่าน


แรร์ไอเท็มทุกใบ! เปิด 3 กระเป๋า ‘Louis Vuitton’ ของ ลิซ่า BLACKPINK

ตัวแม่ถือแต่ของแรร์เท่านั้น! เปิด 3 กระเป๋า ‘Louis Vuitton’ ของ ลิซ่า BLACKPINK

ช่วงนี้เริ่มเห็นเจ้าลิซของเราใช้ไอเท็ม Louis Vuitton อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งก่อนหน้ายังเป็นแขกคนพิเศษที่ได้รับเชิญให้ไปชมแฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่น Fall/Winter 2024 ด้วย หลังจากนี้คงต้องเกาะขอบรอดูกันดีๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแบรนด์จะไปในทิศทางไหน แต่เชื่อว่าข่าวดีที่เรารอคอยคงมาในอีกไม่ช้า เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาส่องแฟชั่นไอเท็มที่เจ้าลิซใช้ช่วงนี้กันหน่อยดีกว่า แอบกระซิบว่าแต่ละใบไม่แรร์ไอเท็ม ก็เป็นรุ่นฮิตสุดๆ

เริ่มต้นความพิเศษด้วยคอลเล็คชั่น Louis Vuitton x Yayoi Kusama การคอลเลบอเรชั่นกับศิลปินระดับโลกที่ใครๆ ต้องรู้จักอย่างคุณยาโยอิ คุซามะ โดยรุ่นที่ลิซ่าถืออยู่มีชื่อว่าlouis LV x Yayoi Kusama pumpkin monogram bag กระเป๋ารูปทรงฟักทองสีเหลืองสดใส ตกแต่งด้วยลายพริ้นต์โมโนแกรมสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ ซึ่งตอนนี้ Out of Stock เป็นที่เรียบร้อย ใครครอบครองอยู่ต้องจับให้แน่นเลยนะคะ เพราะเดาว่าจากที่หายากอยู่แล้ว เมื่อเจ้าลิซนำมาถือความยากคงยิ่งทวีคูณ

รุ่นต่อไป ‘GO-14’ กระเป๋าทรงโมเดิร์นสีดำ คงความหรูหราตามฉบับ Louis Vuitton โดยใบนี้ยังคงความประณีตเอาไว้ด้วยการตัดเย็บจากช่างฝีมือระดับสูง ซึ่งนี่ไม่ใช่ผลงานชิ้นใหม่ แต่เป็นงานของ Nicolas Ghesquière ตั้งแต่ปี 2014 ที่นำมาเล่าใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น สำหรับความโดดเด่นของกระเป๋าใบนี้อยู่ที่เทคนิค “Overstitching” ที่ทำให้ดีไซน์โค้งเว้าอย่างสวยงาม แน่นอนว่าตอนนี้ Out of Stock บนเว็บไซต์แล้วเช่นกัน

และขอปิดท้ายด้วยกระเป๋า Louis Vuitton วินเทจตั้งแต่คอลเล็คชั่น Spring/Summer 2001 ที่หากไม่บอกปีก็ไม่รู้ว่ากระเป๋าใบนี้มีมาแล้วถึง 23 ปี ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยกับฟ้อนต์หนังสือ ‘Louis Vuitton Paris’ แน่นอนว่าปีเก่าขนาดนี้ไม่มีวางขายแล้วแน่ๆ ใครเล็งอยู่ต้องกดเข้าเว็บไซต์แบรนด์เนมมือสองเท่านั้นค่ะ

ครบทั้ง 3 ใบแล้ว มีกระเป๋าที่โดนใจหรือยัง ถ้าใครมีแล้วรีบหาตำกันด่วนๆ เลยนะคะ ก่อนราคาจะพุ่งสูงเพราะมีเจ้าลิซของเราเป็นตัวแปร


รูปภาพ: Instagram @lalalalisa_m

เชย์นิส ปาลาซิโอส

นางสงกรานต์ระดับจักรวาลคนแรก เชย์นิส ปาลาซิโอส MU2023

เรียกว่าทำเอาแฟนนางงามชาวไทยตื่นเต้นไม่น้อยเลยสำหรับการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ “เชย์นิส ปาลาซิโอส” (Sheynnis Palacios) Miss Universe 2023 ที่ เดินทางมาประเทศไทยครั้งแรกหลังคว้าตำแหน่ง Miss Universe 2023 เพื่อร่วมแถลงข่าว THAILAND’S SONGKRAN FESTIVAL 2024 สงกรานต์มหาบันเทิง ณ ห้อง At Work ชั้น 3 centralwOrld Offices

โดย เชย์นิส สวยสง่าในชุดผ้าไหมไทย พร้อมเปิดใจกับสื่อมวลชน เตรียมมาเล่นน้ำสงกรานต์ที่ไทย และจะเป็น “นางสงกรานต์” ระดับจักรวาลคนแรก มีขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่ 13 เมษายนนี้

สำหรับงาน โลก “THAILAND’S SONGKRAN FESTIVAL 2024 สงกรานต์มหาบันเทิง” สร้างปรากฏการณ์ชู ‘สงกรานต์ไทย’ ติด Top 10 สุดยอดเฟสติวัลโลก ประเดิมสร้างปรากฏการณ์เซอร์ไพร์ส ครั้งแรกกับการเปิดตัว “เชย์นิส ปาลาซิโอส” มิสยูนิเวิร์ส 2023 เป็นนางสงกรานต์ระดับจักรวาล ในฐานะ Global Cultural Ambassador หลัง UNESCO ยกสงกรานต์ไทยให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ปฏิบัติภารกิจ The Best of Thainess ส่งต่อความเป็นไทยในทุกมิติ จัดเต็ม 1,000 อีเวนต์ ผ่าน 6 ไฮไลต์วัฒนธรรมและเอนเตอร์เทนเมนท์ ระหว่าง 2-21 เม.ย. 67 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ

รู้จัก ‘Marguerite’ ดอกไม้แรกที่ผลิบานบนเครื่องประดับ Van Cleef & Arpels

เมื่อดอกไม้แห่งความไร้เดียงสา ‘Marguerite’ เป็นดอกไม้แรกที่ผลิบานบนเครื่องประดับ Van Cleef & Arpels

เมื่อไม่นานนี้ Van Cleef & Arpels แบรนด์เครื่องประดับสุดหรูเพิ่งปล่อยคอลเล็คชั่นใหม่ที่มีชื่อว่า ‘Frivole’ ออกมาในดีไซน์ดอกไม้ ประกอบไปด้วยเครื่องประดับ 5 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นกำไลข้อมือทองคำขาวประดับดอกไม้ 7 วงกลีบ, แหวนหว่างนิ้วตัวเรือนทองคำสีกุหลาบ, แหวนประดับดอกไม้สลับเฉด 8 วงกลีบ รวมถึงต่างหู และจี้สร้อยคอเข้าชุด ซึ่งนอกจากความประณีตที่มีเสมอมา ความพิเศษของคอลเล็คชั่นนี้ยังอยู่ที่การเลือกใช้ทองคำต่างโทนสีมาอยู่บนเครื่องประดับชิ้นเดียวกัน

เป็นยังคะ หลังจากเห็นเครื่องประดับทั้ง 5 ชิ้นแล้ว ดีเทลต่างๆ ประณีตและสวยงามไม่น้อยทีเดียว แต่มีใครอยากรู้บ้างไหมว่า เครื่องประดับที่มีดีไซน์เป็นดอกไม้ของ Van Cleef & Arpels ชิ้นแรกเป็นอะไรและดอกไม้ชนิดไหนจะเป็นผู้ถูกเลือก ‘แพรว’ จะพาทุกคนไปสืบเสาะเรื่องนี้พร้อมกัน

สำหรับดอกไม้ที่ผลิบานครั้งแรกบนเครื่องประดับ Van Cleef & Arpels คือเดซี่กลีบกลม หรือ Marguerite โดยเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1907 ในดีไซน์ช่อดอกไม้ที่ผูกไว้ด้วยริบบิ้น ต่อมาในปี 1920 จึงเริ่มประดับด้วยอัญมณีต่างๆ และในปี 1930 ดีไซน์ได้ปรับเปลี่ยนอีกครั้ง เพิ่มการตกแต่งด้วยใบไม้หลากรูปทรงที่ทำจากทองคำขัดผิวขึ้นจนเงาให้ดูโดดเด่นสะดุดตา

ข้อมูลทั่วไปของดอกไม้ชนิดนี้เล่าว่า Marguerite มีถิ่นกำเนิดมาจากหมู่เกาะคานารี ประเทศสเปน เป็นไม้ดอกที่มีอายุยืนต้นหลายปี กลีบดอกวงนอกมีสาวสดใส และตัดด้วยสีเหลืองของกลีบดอกวงใน ส่วนความหมายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความรัก, ความไร้เดียงสา, การปกป้อง และความจริง เรียกได้ว่าถ้าใครกำลังหาของขวัญให้คนสำคัญอยู่เครื่องประดับชิ้นนี้คงเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย แต่ไม่แน่ใจนะคะว่าจะสามารถหาซื้อได้อีกไหม เพราะนับจากเวลานั้นก็ผ่านมาถึง 1 ศตวรรษเต็มๆ


ภาพและข้อมูล: Van Cleef & Arpels และ Pixabay

ทรู คอร์ปอเรชั่น ชวนเที่ยวใต้แล “เกาะลับ สัญญาณล้ำ” เมืองสุราษฎร์ฯ สวยจังฮู้

ติดต่อไม่สะดุด! ล่องใต้แล “เกาะลับ สัญญาณล้ำ” ทรู ดีแทค เร็ว แรง ทั้งบนฝั่ง บนเกาะ กลางทะเล

ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าพิสูจน์เครือข่ายที่ดีที่สุดทั่วไทยรับเทรนด์ท่องเที่ยว พร้อมนำศักยภาพเครือข่าย 5G และเทคโนโลยีดิจิทัล เสริมแกร่งชุมชนทั่วไทย และภาคใต้ พร้อมชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมสัมผัสธรรมชาติและวิถีชุมชนดั้งเดิม เพิ่มเสาสัญญาณใช้พลังงานหมุนเวียน ด้วยการติดตั้งและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทุกภาคทั่วไทยและจังหวัดสุราษฎร์ธานี  อีกทั้งเอาใจสายท่องเที่ยวต่างประเทศ ชู GO Beyond Roaming  มาพร้อมประสบการณ์ In-Flight Roaming เปิด โรมมิ่งบนเครื่องบิน เชื่อมต่อโลกออนไลน์อย่างไร้ขีดจำกัด และ On Cruise Roaming ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาแม้ท่องมหาสมุทร กับ Cruise Line ชั้นนำระดับโลก   

นายชารัด เมห์โรทรา รองประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทั่วไทยทั้งเรื่องเครือข่ายที่ดีที่สุด และการให้บริการเหนือระดับแบบไร้รอยต่อ โดยได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัลให้ทันสมัยและมีคุณภาพสูง รวมถึงการยกระดับประสบการณ์การใช้งาน 5G ด้วยการอัปเกรดเทคโนโลยีเครือข่ายอย่างต่อเนื่องสู่มาตรฐานระดับโลก พร้อมทั้งพัฒนาเครือข่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย”

การใช้งานดาต้าจังหวัดภาคใต้พุ่งติดเทรนด์เติบโตแถวหน้า
ทรู คอร์ปอเรชั่นนำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย AI อัจฉริยะ BNIC (Business Network Intelligence Center) วิเคราะห์พฤติกรรม แนวโน้มการใช้งานดาต้าทุกจังหวัดทั่วประเทศ พบว่าจังหวัดภาคใต้มีการใช้งานเติบโตสูงติดเทรนด์ โดยมีจังหวัดภูเก็ตเป็นอันดับ 1 เติบโตประมาณ 29%, อันดับ 2 ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี เติบโตประมาณ 22% และ อันดับ 3 คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เติบโตประมาณ 20% ซึ่งรับกับกระแสท่องเที่ยวภาคใต้ที่เติบโตมากขึ้น

ทั้งนี้ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังมีเกาะลับที่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวให้ความนิยมเพิ่มขึ้นคือ “เกาะนกเภา” ซึ่งทรูได้เป็นผู้ให้บริการติดตั้งเสาสัญญาณรายแรก เพิ่มโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้กับคนในชุมชนและโรงเรียน โดยเสาสัญญาณดังกล่าวเป็นเสาที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ด้วยการติดตั้งและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำให้ชุมชนในเกาะใช้งานมือถือและเน็ตได้อย่างมีคุณภาพ  สามารถออนไลน์โปรโมตโฮมสเตย์ให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งทรูยังได้ขยายสัญญาณให้ครอบคลุมทั่วทั้งบนฝั่ง บนเกาะ กลางทะเล  เติมเต็มไลฟ์สไตล์ แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทรูพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Net Zero เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน สุราษฎร์ใช้เสาโซล่าเซลล์ 6%
ทรู คอร์ปอเรชั่น ผลักดันเส้นทางสู่ Net Zero อย่างเข้มข้น ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันการเชื่อมต่อให้ทันสมัย รวมถึงการอัปเกรดเสาสัญญาณสู่การใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างเต็มที่ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน โดยปี 2566 สามารถลดการใช้พลังงานได้กว่า 10,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงและลดก๊าซเรือนกระจกได้ 4,400 ตัน การใช้ AI และ Machine Learning เพื่อตรวจจับและแก้ไขปัญหาเครือข่ายอย่างรวดเร็ว นับเป็นกุญแจสำคัญในการลดการใช้พลังงานและก๊าซเรือนกระจก สำหรับปีที่ผ่านมา ทรูได้ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ที่เสาสัญญาณกว่า 7,800 แห่งและดาต้าเซ็นเตอร์ 1 แห่ง ทำให้สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 45,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยในปี 2567 มีแผนที่จะติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ที่เสาสัญญาณรวมเป็น 11,200 แห่ง และดาต้า เซ็นเตอร์อีก 6 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 64,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 28,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทั้งนี้ สุราษฎร์ธานีได้ติดตั้งใช้เสาสัญญาณโซล่าเซลล์ จำนวน 6% ของเสาทั้งหมด

นอกจากนี้ ทรูยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน อาทิ ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชัน หมอดี (MorDee) ที่เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพกับหมอออนไลน์ได้ทุกที่ทั่วไทย ซึ่งมีหมอมากกว่า 500 ท่าน 20 กว่าสาขา ผู้ป่วยสามารถพบแพทย์ผ่านวิดีโอคอล โทร หรือแชท กับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ จากสถาบันชั้นนำแบบเป็นส่วนตัว ด้วยการออนไลน์ผ่านแอปจากที่ไหนก็ได้ ในเวลาที่สะดวก ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่ต้องรอนานอีกด้วย

นายประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับประโยชน์จากโครงข่ายดิจิทัลและการพัฒนา 5G เพื่อที่จะทำให้การท่องเที่ยวมีความสนุกสนาน เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทรูได้ออกแบบเครือข่ายให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งานแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ซึ่งเทคโนโลยี 5G จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปิดประตูสู่การให้บริการใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ช่วยเพิ่มคุณภาพและประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างยั่งยืน เราวางแผนปรับปรุงเครือข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ทั่วประเทศและรวมถึงภาคใต้ นอกจากนี้ ทรูยังมีแผนในการรวมโครงข่ายเป็นหนึ่งเดียว (One Integrated Network) และใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ทุกย่านอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานบนเครือข่ายที่ครอบคลุมและเร็วยิ่งขึ้น

จากดาต้าการใช้งานที่แหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ของทรู คอร์ปอเรชั่น พบว่าจุดหมายท่องเที่ยวภาคใต้ 5 อันดับแรกที่มีปริมาณดาต้าสูงสุด ประจำมีนาคม 2567 ซึ่งสอดคล้องกับแผนการพัฒนาสัญญาณเพื่อนักท่องเที่ยว ดังนี้

  1. เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
  2. เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
  3. เกาะพีพี จ.กระบี่
  4. อ่าวนาง จ.กระบี่
  5. เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล

นายชารัด กล่าวเสริมว่า “ทรูและดีแทคให้ความสำคัญกับการออกแบบแพ็กเกจและสิทธิประโยชน์ที่ตรงความต้องการนักท่องเที่ยว รวมถึงนำจุดเด่นของการตลาดแต่ละพื้นที่มาใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรองรับการเดินทางท่องเที่ยวไทย ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทรูและดีแทค ทั้งการท่องเที่ยวต่างประเทศและในประเทศ”

สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศ แบรนด์ทรูและดีแทคพร้อมมอบสิทธิพิเศษมากมายสำหรับทุกการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถยนต์ รวมถึงการพักผ่อนในโรงแรมที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทั้งยังมั่นใจได้ด้วยประกันอุบัติเหตุและการเดินทางที่ครอบคลุมเพื่อความมั่นใจให้ลูกค้า

เดินทางด้วยเครื่องบิน

  • ลูกค้าสามารถแลกเงินอัตราพิเศษกับ Twelve Victory ใช้บริการรถรับส่งไปสนามบินผ่านแอป Maxim หรือ The Black Tie Limousine
  • เสิร์ฟสุขสุดพิเศษ ก่อนเดินทาง ทุกเที่ยวบินสามารถอิ่มอร่อยได้ที่ 9 สนามบินภายในประเทศ พร้อมสิทธิพิเศษในการช็อป duty free และรถกอล์ฟรับส่งจากเครื่องบินสู่จุดตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สำหรับลูกค้าทรูแบล็คการ์ด

เดินทางด้วยรถยนต์

  • มีบริการเช็กอัปสุขภาพรถที่ Cockpit, Autobac และชาร์จรถที่ EA anywhere
  • บริการรถเช่าจาก TrueLeasing, DriveHub และอีกมากมาย รวมถึงสถานีบริการน้ำมันชั้นนำอย่าง PT, Susco
  • Cafehopping ไม่พลาดสำหรับคอกาแฟตลอดเส้นทาง ทั้ง Cafe Amazon, D’Oro และร้านกาแฟสุดฮิป

โรงแรมที่พักตอบโจทย์ลูกค้า
บริการจองห้องพักทั้งจาก Ascend Travel, Agoda และจองผ่าน Personal Assistance สำหรับลูกค้าทรูแบล็ค/ดีแทคแพลทินัมบลู พร้อมสิทธิพิเศษจากเครือโรงแรมชั้นนำ

ปลอดภัยทุกการเดินทาง
ได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุ/การเดินทางจาก AIA, FWD ทิพยประกันภัย และไทยวิวัฒน์

ทั้งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศ ทรู คอร์ปอเรชั่นได้เปิดตัว “GO Travel” แพ็คเกจเน็ตและซิมต่างประเทศ ซึ่งเป็นครั้งแรกของบริการใหม่ระดับพรีเมียมสำหรับการท่องเที่ยวเหนือกว่าการโรมมิ่งทั่วไป เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาสให้แก่ลูกค้าทั้งทรูและดีแทค ทำให้สามารถสื่อสารได้อย่างราบรื่นทั่วโลกผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรมากกว่า 700 รายทั่วโลก

พลิกโฉมประสบการณ์โรมมิ่งรูปแบบใหม่ ครั้งแรกในไทย: GO Travel ให้ท่องเน็ต โทร ส่งข้อความได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งบนเครื่องบินและเรือสำราญระหว่างประเทศ
GO Travel นับเป็นครั้งแรกของวงการโรมมิ่งไทยที่ให้บริการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินฟรีกับ 25 สายการบินชั้นนำระดับโลก พร้อมสิทธิพิเศษเหนือชั้นอื่นๆ อาทิ รับประกันการเดินทางระหว่างประเทศฟรีจากความร่วมมือกับ FWD ประกันชีวิต บริการช่องเช็คอินพิเศษ Red Carpet บริการเดินทางสุดหรูระดับวีไอพีกับสายการบินแอร์เอเชีย บริการผู้ช่วยส่วนตัวและรถกอล์ฟไฟฟ้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจาก Airport Premium Service และยังได้รับส่วนลดสูงสุด 50% เมื่อใช้บริการห้องรับรองที่สนามบินกับ True You และ dtac Reward

  • In-Flight Roaming ประสบการณ์ใหม่! โรมมิ่งบนเครื่องบิน เชื่อมต่อโลกออนไลน์อย่างไร้ขีดจำกัด เมื่อซื้อแพ็คเกจเสริม GO Travel ก็สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่ออยู่บนเครื่องบิน ให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาเหนือน่านฟ้า กับ 25 สายการบิน อาทิ Cathay Pacific, EVA Air, Lufthansa, Singapore Airlines, SWISS Air เป็นต้น
  • On Cruise Roaming ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาแม้ท่องมหาสมุทร กับ Cruise Line ชั้นนำระดับโลก อาทิ Oceania Cruise, Royal Caribbean International, Regent Seven Seas Cruise

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ชวนคนไทยสายมู มูได้บุญรับปีใหม่ไทย

คนไทยมีความเชื่อเรื่องของการทำบุญไหว้พระเพื่อเสริมสร้างสิริมงคล อันเป็นประเพณีที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน และนิยมขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ เพื่อสร้างบุญกุศลให้แก่ตนเองและครอบครัว ซึ่งวัดแต่ละแห่งก็จะมีความเชื่อที่ผู้คนศรัทธาไปขอพรในแต่ละด้าน

ตอนนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุขของคนไทย “สงกรานต์” ที่ถือเป็นวันปีใหม่ไทย                    ปีนี้คนไทยสายมูฯ ที่อยากขอพรเรื่องการเงินการงาน แนะนำชวนกันมาไหว้ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปทองมีคำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่า “Golden Buddha” โดยเชื่อว่าจะเป็นการเสริมบุญให้มีเงินทองไหลมาเทมา มีเงินมีทองใช้ตลอดปี ซึ่งสายมูทั้งชาวไทย และคนต่างชาติ ที่ไม่อยากพลาดเรื่องการงาน ก็มักจะมาขอพรเรื่องความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และการเงินมั่นคง  

หากใครได้แวะไปไหว้พระพุทธรูปทองคำแล้ว ศรัทธาอยากได้รูปหล่อจำลองไปบูชาสักการะที่บ้าน หรือมอบให้ผู้ใหญ่ ญาติมิตร ก็สามารถเช่าบูชาพระพุทธรูปทองคำที่จัดทำขึ้นในวาระพิเศษเพื่อระดมทุนสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คลิกสั่งจองได้ที่ www.ramafoundation.or.th

ที่มาของการจัดสร้าง พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (จำลอง) หรือ “พระพุทธรูปทองคำ” นั้นเกิดจาก มูลนิธิรามาธิบดีฯ ร่วมกับวัดไตรมิตรวิทยาราม ต้องการการสร้างมหากุศล เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาได้เช่าบูชาพระพุทธรูปทองคำไปกราบสักการะที่บ้าน เสริมมงคลให้ชีวิตและครอบครัว และได้ร่วมทำบุญด้วยการช่วยเหลือผู้ป่วย ส่งเสริมบุญให้มีสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนแก่ “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี”อาคารแห่งใหม่เพื่อทดแทนอาคารเดิมที่ทรุดโทรมเนื่องจากให้บริการทางการแพทย์และดูแลสุขภาพของคนไทยมามากกว่า 50 ปี

ความพิเศษของ “พระพุทธรูปทองคำ” ที่จัดทำขึ้นครั้งนี้ ได้แก่ การหล่อองค์พระด้วย “ทองคำ” หลอมรวมกับ “ยันต์พิชัยสงครามแผ่นทอง ยันต์เกราะเพชรแผ่นทอง และยันต์ 108 แผ่นทองแดง” จากสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) โดยเชื่อว่าอานุภาพของยันต์ดังกล่าวจะช่วยเสริมบารมี การงาน การเงิน หนุนดวงชะตา โดยฐานองค์พระมีหมายเลขกำกับการผลิตทุกองค์ อีกทั้ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในฐานะองค์ประธานคณะกรรมการกลางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” ภายใต้มงกุฎขัตติยราชนารี ประดิษฐานบนผ้าทิพย์ด้านหน้าฐานของพระพุทธรูปทองคำที่จัดสร้างขึ้น โดยด้านหลังมีตราสัญลักษณ์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมปี พ.ศ. 2567 และทรงสุหร่ายน้ำพระพุทธมนต์ และทรงเจิมวัตถุมงคล และทองคำแท้ เพิ่มความสิริมงคลก่อนนำทองคำแท้และแผ่นยันต์ทั้งหมดไปหล่อองค์พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (จำลอง) หรือ “พระพุทธรูปทองคำ”และจัดทำพิธีพุทธาภิเษกต่อไปในเดือนพฤษภาคมที่กำลังจะถึงนี้

ขอเชิญเช่าบูชา “พระพุทธรูปทองคำ” วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ
มีทั้งสิ้น 5 รูปแบบ ได้แก่

1. พระบูชา ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว องค์เรซิ่น หุ้มทองคํา 99.99% น้ำหนักทองประมาณ 100 กรัม
(รวมฐาน) ราคา 1,000,000 บาท/องค์

2. พระขนาดหน้าตัก 1 นิ้ว เนื้อทองคํา 96.5% พ่นทราย ขัดเงาบางส่วน น้ำหนักทอง 15.2 กรัม ราคา 200,000 บาท/องค์

3. รูปหล่อลอยองค์ ขนาดหน้าตัก 1/2 นิ้ว เนื้อทองคํา 96.5% พ่นทราย ขัดเงาบางส่วน น้ำหนักทองประมาณ 7.6 กรัม ราคา 100,000 บาท/องค์

4. พระขนาดหน้าตัก 1 นิ้ว เนื้อบรอนซ์นอก ชุบทอง ราคา 2,000 บาท/องค์  

5. พระขนาดหน้าตัก 1/2 นิ้ว เนื้อบรอนซ์นอก ชุบทอง ราคา 1,000 บาท/องค์

ผู้บริจาคตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป จะได้รับการจารึกชื่อที่อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี และใบเสร็จรับเงินจากการร่วมบริจาคเช่าบูชาพระสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

เช่าบูชาได้ตั้งแต่วันนี้ ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือทางออนไลน์ www.ramafoundation.or.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE @RAMAFOUNDATION หรือโทร 0 2201 1111 (ในวัน – เวลาราชการ) หรือร่วมสมทบทุน “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี” เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยทุกระดับได้ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดีฯ • กรุงเทพ 090-3-50015-5 • กสิกรไทย 879-2-00448-3 • ไทยพาณิชย์ 026-3-05216-3 หรือบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ทาง www.ramafoundation.or.th ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION

เปลี่ยนผิวให้สวยด้วยผลิตภัณฑ์ไบรท์เทนนิ่งอันเป็นเอกลักษณ์จาก SK-II

ลองจินตนาการถึงความกระจ่างใสจากภายใน มาร่วมทำความรู้จักซีรีส์ผลิตภัณฑ์ไบรท์เทนนิ่งซิกเนเจอร์จาก SK-II กับไบร์ทเทนนิ่งเอสเซนส์ขายดีอันดับหนึ่งอย่าง Genoptics Ultraura Essence และครีมกันแดด Atmosphere Airy Light UV Cream SPF50+/PA++++ รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผสานพลังเพื่อเปลี่ยนผิวของคุณให้สวยมีออร่าเปล่งประกายขั้นสูงสุดจากภายใน

จากการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับความกระจ่างใสของผิวมากกว่า 26 ปี SK-II GenOptics Ultraura Essence จะช่วยปลดล็อคผิวออร่าสดใสและสุขภาพดี ซึ่งทำให้ผิวใสเพียงพอเพื่อให้แสงสามารถส่องผ่านผิวได้

จากการผสมผสานส่วนผสมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ SK-II  อย่าง PITERA™ และ SDL Pro ทำให้ SK-II GenOptics Ultraura Essence ควบคุมการพลิกฟื้นของผิว เพื่อผิวที่เปล่งปลั่ง เรียบเนียน และกระจ่างใสดุจคริสตัล

  • PITERA™: ส่วนผสมมหัศจรรย์สุดพิเศษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสารสกัดธรรมชาติที่ได้มาจากกระบวนการหมักบ่มยีสต์สายพันธุ์พิเศษของ SK-II และเน้นแก้ไขปัญหาผิวจากต้นตอ
  • SDL PRO: ส่วนผสมเพิ่มพลังความกระจ่างใสขั้นกว่า SDL PRO มีประสิทธิภาพในการป้องกันผิวจากมลภาวะภายนอก ลดความหมองคล้ำสีเหลืองที่จากภาวะเครียดออกซิเดชั่น และลดความแดงจากผิวแห้งกร้านได้เป็นอย่างดี
  • WHITE LOTUS COMPLEX: สารสกัดจากดอกบัวขาวที่หายากและทรงคุณค่าที่เติบโตท่ามกลางหิมะตกหนัก และสภาพอากาศแปรปรวน แม้จะมีระยะเวลาออกดอกเพียง 4 วัน ช่วยลดเลือนความหมองคล้ำและจุดด่างดำทั้งที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนและฝังตัวอยู่ภายในเนื่องจากอายุที่ร่วงโรยและแสงแดด

ด้วย SK-II GenOptics Ultraura Essence ผิวคุณจะรู้สึกกระจ่างใสขึ้นทันที ลดความหมองคล้ำภายใน 7 วัน  และลดเลือนรอยดำภายใน 4 สัปดาห์ พร้อมค้นพบออร่าเปล่งประกายขั้นสูงสุดจากภายใน

พลิกโฉมรูทีนเพื่อผิวเปล่งประกายเมื่อจับคู่กับผลิตภัณฑ์ SK-II Atmosphere Airy Light UV Cream SPF50+/PA++++ รุ่นใหม่ล่าสุด ครีมกันแดดที่ช่วยปกป้องผิวคุณจากแสงแดดแบบทรงพลังเต็มสเปกตรัมด้วยสัมผัสบางเบาประดุจเอสเซนส์ ทำให้เกลี่ยง่าย เรียบเนียน พร้อมช่วยให้เครื่องสำอางของคุณติดทนนาน ทั้งยังเหมาะสมกับสภาพผิวแพ้ง่าย

ด้วยพลังของการบำรุงและการปกป้องแสงแดดเต็มสเปกตรัมด้วย SPF50+ PA++++ ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดตัวล่าสุดยังมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวแก่ก่อนวัยจากแสงแดดไม่ว่าจะเป็นรังสี UVA, UVB, IR และมลภาวะภายนอกต่างๆ และช่วยป้องกันการเกิดจุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และริ้วรอยต่างๆ บนผิวหน้า

การรวมตัวของส่วนผสมมหัศจรรย์ PITERA™ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ SK-II สารสกัดจากแอปริคอทญี่ปุ่น (อุเมะ) และ ไนอาซินาไมด์ SK-II Atmosphere Airy Light UV Cream SPF50+/PA++++  ไม่เพียงปกป้องผิวอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงอย่างล้ำลึกเพื่อต่อสู้กับมลภาวะภายนอก และคงความออร่าเปล่งประกายกระจ่างใสนานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง

  • PITERA™: ส่วนผสมมหัศจรรย์สุดพิเศษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสารสกัดธรรมชาติที่ได้มาจากกระบวนการหมักบ่มยีสต์สายพันธุ์พิเศษของ SK-II และเน้นแก้ไขปัญหาผิวจากต้นตอ
  • สารสกัดจากแอปริคอทญี่ปุ่น (อุเมะ): สารสกัดธรรมชาติจากแอปริคอตญี่ปุ่นที่มีพลังในการเสริมโปรตีนในผิว เพื่อให้ผิวสามารถคงความชุ่มชื้น พร้อมเสริมศักยภาพการกักเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างเห็นได้ชัด
  • ไนอาซินาไมด์ (NIACINAMIDE): ส่วนผสมไบรท์เทนนิ่งที่เป็นที่รักของทุกๆ คน ในการช่วยปรับผิวให้กระจ่างใสด้วยพลังการปกป้องจากภายใน

SK-II GenOptics Ultraura Essence และ Atmosphere Airy Light UV Cream SPF50+/PA++++ รุ่นล่าสุด วางจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ SK-II และ Lazada ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

ส่งท้ายความร้อนแรงในงาน ‘THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION HEATWAVE HITTING’

ส่งท้ายความร้อนแรงสำหรับ “THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION HEATWAVE HITTING” งานสุดพิเศษที่จัดขึ้นให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองไปกับเทรนด์แฟชั่นฤดูร้อน 2024 โดยงานนี้เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ร่วมกับนิตยสารแพรว ได้ครีเอท 3 กิจกรรมมาให้ร่วมสนุก ไม่ว่าจะเป็น The mall Lifestore Summer Cation Profile Pic Update Workshop, Weekend Styling และ Fashion Mission X Praew Magazine

โดยกิจกรรมแรกเป็นการเวิร์คช้อปเทรนด์แฟชั่นรับซัมเมอร์ 2024 ที่มีคุณ “มิลิน ยุวจรัสกุล” ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์จาก Milin มาร่วมแลกเปลี่ยน 3 คอนเซ็ปต์การแต่งตัวทั้ง Solar Sunkissed, Electric flare และ Mirage maker ซึ่งหลังจากพูดคุยเรียบร้อย คุณมิลินและทีมแฟชั่นจากนิตยสารแพรวได้ทำการเปลี่ยนลุคให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมถ่ายภาพโปรไฟล์เก๋ๆ กับช่างภาพมืออาชีพ

นอกจากนั้นตลอดทั้งวันยังเปิดโอกาสให้ทุกคนมาร่วมสนุกกับกิจกรรม Weekend Styling อัพลุครับซัมเมอร์พร้อมถ่ายแบบในแฟชั่นเซ็ตเสมือนจริงจากนิตยสารแพรว พร้อมรับรูปกลับไปเป็นที่ระลึก

และในช่วงบ่ายยังจัดเต็มความพิเศษไปกับ Fashion Mission X Praew Magazine การแข่งขันสุดร้อนแรงของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ทั้ง 10 คน มาครีเอทลุคซัมเมอร์ตามโจทย์ที่ได้รับ ซึ่งได้ 19 แฟชั่นแบรนด์ดัง อาทิ Pomelo, Jelly Bunny, The next, Adidas, Uniqlo, Lyn Around, A’maze, Puma, Mc Jean, JD Sports, Jaspal, HLA Concept Store, H&M, Muji, Kurimu, JASON, Misty Mynx และ Bata มาร่วมสร้างความท้าทายให้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อชนะใจคณะกรรมการทั้ง 4 ท่าน

นำโดยคุณมี่ – มิลิน ยุวจรัสกุล ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์จาก Milin, คุณลิน – อัฐมาภรณ์ อัมระปาล รองบรรณาธิการบริหาร นิตยสารแพรว, คุณยุ้ย – อมรา ยาวิลาศ Style Editor นิตยสารแพรว และนักแสดงมากความสามารถ คุณดาว – พิมพ์ทอง วชิราคม

จนในที่สุดมีเพียง 3 คนเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัล Gift Voucher มูลค่า 50,000 บาท, 30,000 บาท และ 20,000 บาท กลับไปได้

หากใครอยากได้ลุคเก๋ๆ เข้ากับซัมเมอร์ 2024 นี้ อย่าลืมไปช้อปปิ้งกันได้ที่ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ , งามวงศ์วาน , บางแค , บางกะปิ และเดอะมอลล์ โคราช ตั้งแต่วันนี้จนถึง 16 เมษายน 2567 นะคะ

#TheMallLifestoreSummerCationHeatwaveHitting #TheMallLifestore #SUMMERCATION #ThemallThailand #Praewmag


เดาอารมณ์ไม่ถูก! วิธีการรับมือ เมื่อคนใกล้ชิดเป็น โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว

เดาอารมณ์ไม่ถูก! วิธีการรับมือ เมื่อคนใกล้ชิดเป็น โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว

เนื่องจากวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นวันไบโพลาร์โลก World bipolar day ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อให้ตระหนักถึงปัญหา สร้างความรู้ความเข้าใจ และเปิดใจให้กับโรคไบโพลาร์ เพราะครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในการดูแลให้ผู้ป่วยกินยาและปฏิบัติตามขั้นตอนการรักษา คอยให้กำลังใจ สังเกตอาการ ควบคุมกิจกรรมที่ผู้ป่วยทำในช่วง Mania และคอยรับฟังผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งวิธีสังเกตอาการ สาเหตุ วิธีที่ควรเลี่ยงในการดูแลผู้ป่วย โรคไบโพลาร์ สำหรับนำไปสังเกตตนเองและคนรอบข้าง หากมีอาการดังกล่าวจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพื่อจะได้เข้าใจ และดูแลคนรอบข้างที่เป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์ 2 ขั้ว ได้ถูกต้อง

สาเหตุโรค ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์นั้น มีได้หลายสาเหตุซึ่งแบ่งออกได้เป็น

  • ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาท ในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย , การนอนหลับที่ผิดปกติ, ความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่างๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น การไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเครียด หรือปัญหาต่างๆ ภายในชีวิตได้ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุของโรค แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้
  • ปัจจัยทางพันธุศาสตร์ ขณะนี้เรายังไม่ทราบรูปแบบของการถ่ายทอดผ่านยีนที่ชัดเจนของโรคไบโพลาร์ แต่จากการศึกษาพบว่าสามารถพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นไบโพลาร์มากกว่าในประชากรทั่วไป

วิธีสังเกตอาการ โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่มีความผิดปกติของอารมณ์เป็นหลัก มีอาการแสดงออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มอาการแมเนีย (Mania) คือ อารมณ์ดี หรือคึกคัก สนุกสนาน แสดงออกอย่างเต็มที่ พูดมาก พูดเร็ว พูดไม่ยอมหยุด ความคิด พรั่งพรู มีโครงการมากมายเป็นร้อยเป็นพันล้าน รู้สึกว่าตนเองเก่ง มีความสามารถมาก มีความสำคัญมาก ความมั่นใจในตนเองสูง เรี่ยวแรงเพิ่ม นอนน้อยกว่าปกติ โดยไม่มีอาการอ่อนเพลีย สมาธิไม่ดี วอกแวก สนใจไปทุกสิ่งทุกอย่าง หุนหันพลันแล่น การตัดสินใจไม่เหมาะสม เช่น ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ซื้อของแพง มากมายเกินจำเป็น ซื้อทีละเยอะๆ แจกคน เล่นการพนัน ก่อหนี้สินมากมาย ทำเรื่องเสี่ยงอันตราย ผิดกฎหมาย ชอบเที่ยวกลางคืน ความต้องการทางเพศสูง มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม บางคนหงุดหงิดก้าวร้าวได้ง่ายเมื่อถูกขัดใจ
  • กลุ่มอาการซึมเศร้า (Depress) เกิดขึ้นบ่อยกว่ากลุ่มอาการแมเนียเกือบ 3 เท่า โดยมีลักษณะเดียวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คือ อาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ มองทุกอย่างในแง่ลบ ความสนใจหรือเพลิดเพลินใจในสิ่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีกำลังใจ ความจำไม่ดี สมาธิลดลง นอนไม่หลับหรือนอนมากกว่าปกติ รู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เป็นภาระ รู้สึกไร้ค่า บางรายคิดอยากตาย

ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างอาการสองกลุ่มข้างต้น โดยอาการในแต่ละกลุ่มอาจเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ หรือหลายๆ เดือนก็ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยทั้งในด้านการงาน การประกอบอาชีพ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และการดูแลตนเองอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ

วิธีดูแลผู้ป่วย
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการเสียสมดุลของสารสื่อนำประสาท ดังนั้น ยา จึงเป็นปัจจัยหลักของการรักษาที่ช่วยปรับระดับสารสื่อนำประสาทให้เข้าสู่สมดุล ปัจจุบันมียาอยู่หลายชนิดที่มีประสิทธิภาพในการรักษา ไม่ทำให้ติดยาเมื่อใช้ในระยะยาว แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ จึงเห็นผล ได้แก่ ยาในกลุ่มยาควบคุมอารมณ์ ยาต้านโรคจิต และยาต้านซึมเศร้า ซึ่งการใช้ยาเหล่านี้ขึ้นกับการพิจารณาของแพทย์ที่รักษาผู้ป่วย

ส่วนญาติควรให้การดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วย ดังนี้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค สังเกตอาการเริ่มต้น เรียนรู้การรับมือพฤติกรรมก้าวร้าว เสี่ยงฆ่าตัวตาย โดยเทคนิคที่สำคัญที่สุด คือ การรับฟัง คุยกับผู้ป่วยด้วยน้ำเสียง จังหวะ และคำพูดที่เหมาะสม อย่ากระตุ้นผู้ป่วยด้วยการโต้แย้ง ชวนทะเลาะ หรือท้าทายผู้ป่วย และจัดเก็บสิ่งของที่อาจนำมาใช้เป็นอาวุธให้มิดชิด กินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และท้ายที่สุดผู้ดูแลก็จำเป็นจะต้องดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของตนเองด้วยเช่นกัน

ข้อมูล: พญ.เต็มหทัย นาคเทวัญ จิตแพทย์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพจิต (Mental Health Center) โรงพยาบาลนวเวช
ภาพ: Pexels