iKON คัมแบ็กสเตจไทยในรอบ2ปี พร้อมระเบิดคอนเสิร์ตใหญ่แห่งปี

ไอคอนิกไทยเตรียมใจสั่น! iKON คอนเฟิร์มกลับมาพร้อมหน้า 4 คน ล็อคคิวเดือด “iKON FOUREVER WORLD TOUR” ณ ธันเดอร์โดม 4 ก.ค. นี้

สิ้นสุดการรอคอย! บอยแบนด์ K-Pop ระดับโลก iKON (ไอคอน) เตรียมกลับมาจุดเวทีเมืองไทยให้ลุกเป็นไฟอีกครั้ง กับคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ที่ทุกคนต่างตั้งตารอคอย “iKON FOUREVER WORLD TOUR IN THAILAND” หลังจากห่างหายไปเกือบ 2 ปี โดยครั้งนี้ iKON กลับมาในฐานะสมาชิก 4 คน พร้อมสร้างโมเมนต์สุดพิเศษให้กับเหล่า iKONIC ชาวไทยอีกครั้ง

พร้อมระเบิดความมัน ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้จะเป็นการกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาบนเวทีของ 4 หนุ่ม JAY (เจย์), SONG (ซง), BOBBY (บ๊อบบี้) และ CHAN (ชาน) หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากงานแฟนมิตติ้งเมื่อปี2024 เพื่อเฉลิมฉลองเส้นทางการ เติบโตของวงและเพื่อขอบคุณความผูกพันอันยาวนานที่พวกเขามีร่วมกับ “ไอคอนิกชาวไทย” เสมอมา

iKON คือวงบอยแบนด์จากประเทศเกาหลีใต้ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายโดดเด่นด้วยแนวเพลงที่ เป็นเอกลักษณ์ การแสดงบนเวทีที่ทรงพลัง และมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นอยู่ทั่วโลก นับตั้งแต่เปิดตัว iKON ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นทั้งในเอเชียและระดับสากล การันตีด้วยรางวัลมากมายจากหลายเวที รวมถึงผลงานเพลงฮิตที่ทะยานขึ้นอันดับ1บนชาร์ตเพลงต่างๆ ด้วยชื่อเสียงในเรื่องของการแสดงคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนอันสูงส่งและความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้งกับแฟนๆ ทำให้ iKON ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินผู้ทรงอิทธิพลและขับเคลื่อนอุตสาหกรรม K-Pop อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สำหรับคอนเสิร์ตในประเทศไทยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของตารางทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกซึ่งครอบคลุมทั้ง ในเอเชียและอเมริกาใต้โดยคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์นี้ได้เปิดฉากความยิ่งใหญ่อย่างประสบความสำเร็จไปแล้วด้วย การแสดง 2 รอบการแสดง ณ ชางชุง อารีน่า (Jangchung Arena) กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 16 และ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆและเป็นตัวจุดชนวนความร้อนแรงส่งต่อมายังทัวร์ในต่างประเทศ
ไอคอนิกชาวไทยเตรียมตัวพบกับค่ำคืนสุดประทับใจที่ไม่มีวันลืมเต็มอิ่มไปกับโชว์ระดับโปรดักชันจัด เต็ม และเพลย์ลิสต์เพลงฮิตตลอดกาล อาทิ “LOVE SCENARIO”, “KILLING ME” และ “RHYTHM TA” ซึ่งจะถูกถ่ายทอดผ่านพลังการแสดงสดอันเลื่องชื่อและคาริสมาบนเวทีสุดทรงพลังในแบบฉบับของ iKON อย่างแน่นอน
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง instagram: @amplitudelivesea
ช่องทางจำหน่ายบัตร: Thai Ticket Major

เตนล์ ชิตพล แท็กทีมแขกรับเชิญตัวท็อปเขย่าเวที “TEN:CORE0110”

จาก 0 สู่ 10’ที่โลกยอมรับ เตนล์ ชิตพล ปักหมุดคอนเสิร์ตเดี่ยวแห่งปี แท็กทีมแขกรับเชิญระดับมาสเตอร์พีซสะเทือนเวที“TEN:CORE0110”

ด้วยประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมาของ “TEN LEE” นอกจากจะมีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลกแล้ว ทุกก้าวของการเติบโตเต็มไปด้วยความความทุ่มเททุกด้านเพื่อค้นหาตัวตนของการเป็นศิลปินที่แท้จริง ผ่านจุดเริ่มต้นจาก “ศูนย์” ก่อนจะกลายมาเป็น “TEN” ในวันที่ทั่วโลกได้รู้จักชื่อของศิลปินอย่าง “TEN LEE”
ก้าวใหม่ครั้งสำคัญที่จะสร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ ผ่าน “TEN:CORE0110” ซึ่งไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 10 ปี ในการเป็นศิลปินเท่านั้น แต่คือการถ่ายทอดเส้นทางชีวิตจากการพิสูจน์ตัวเองผ่านความมุ่งมั่น ความพยายาม และทุกช่วงเวลาที่หล่อหลอมให้ “เตนล์” กลายเป็น “TEN” ในทุกวันนี้ และจะเป็นหนึ่งในโชว์ที่สำคัญและมีความหมายที่สุดในชีวิตของ “TEN LEE”

สำหรับคอนเสิร์ต “TEN:CORE0110” ทุกตัวอักษรและทุกตัวเลขล้วนมีความหมายที่ซ่อนอยู่ โดยคำว่า “CORE” คือ การเปิดเผยหัวใจและแก่นแท้ของ TEN ในทุกมิติ ทั้งด้านที่แฟน ๆ คุ้นเคย และอีกหลายด้านที่ไม่เคยถูกนำเสนอที่ไหนมาก่อน ส่วน “0110” เป็นแนวคิดที่เปรียบเสมือนเรื่องราวการเริ่มต้นจากความพยายามของเตนล์ที่สตาร์ทจาก “0” สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่และการเติบโตจาก Step ที่ “1” จนก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวตน TEN มาถึง “10” ในวันนี้

ในคอนเสิร์ตครั้งนี้เตรียมมอบโชว์ที่จะประทับใจให้กับแฟน ๆ ผ่านโปรดักชันในสเกลใหญ่ รวมทั้งการใช้ดนตรีสด ระบบแสง – สี Visual Direction และ Performance ซึ่งได้วางแผนและรังสรรค์ขึ้นอย่างละเอียด เพื่อถ่ายทอดโลกของ TEN ให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมแขกรับเชิญแถวหน้าของเมืองไทยที่จะมาร่วมแสดง อาทิ Jeff Satur, NONT TANONT, The Toys, NuNew, PiXXiE, URBOYTJ, Jaylerr, SIN SINGULAR และอีกหนึ่ง Surprise Guest ที่ยังคงถูกปิดเป็นความลับ ท่ามกลางกระแสการพูดถึงจากแฟน ๆ อย่างต่อเนื่องในตลอดช่วงที่ผ่านมา ยิ่งเพิ่มความน่าติดตามให้กับคอนเสิร์ตครั้งนี้มากยิ่งขึ้น และความพิเศษของคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือ การสร้างเซอร์ไพรส์ที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ทั้งในรายละเอียดการแสดงและบรรยากาศภายในงาน ทำให้ทั้ง 3 รอบการแสดง มอบประสบการณ์ที่มี
ไม่เหมือนกัน เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสความประทับใจในมิติที่แตกต่างกัน

“TEN:CORE0110” ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนจะได้เห็นศิลปินระดับโลกคนหนึ่งปลดจากกรอบเดิมและก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความหมายของแฟน ๆ ที่จะได้สัมผัสและจดจำโมเมนต์สุดพิเศษจากการเดินทางตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของ TEN LEE โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตแห่งปีที่คนรักดนตรี รวมถึงสาย Performance และงานโชว์ระดับคุณภาพ พลาดไม่ได้
เตรียมพบกับคอนเสิร์ต “TEN:CORE0110” ทั้ง 3 รอบการแสดง ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17–19 กรกฎาคม 2569 ณ BITEC Live, Bangna โดยเปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ผ่านช่องทาง Ticketmelon https://www.ticketmelon.com/tenthsound/tencore0110 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Tenth Sound | Facebook , TikTok : | TikTok , X Tenth Sound (@tenthsound) / X และ Instagram : TENTH SOUND (@tenth.sound) • Instagram photos and videos

ผนึกกำลังภาครัฐ-สังคม ภารกิจสู้ภัย ไข้เลือดออก ปี 2569 ทั่วประเทศ

เปิดฉากภารกิจร่วมใจสู้ภัย ไข้เลือดออก ปี 2569 ด้วยการผสานพลังจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและชุมชนลุยจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อรณรงค์และให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งมอบความคุ้มครองที่ทั่วถึงแก่คนไทยทั่วประเทศ

เดินหน้ายกระดับมาตรการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างเข้มข้นทั่วประเทศในปี 2569 ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดที่ยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี พร้อมผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความตระหนักรู้และป้องกันภัยจากยุงลายอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก ซอฟเฟล ได้จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Soffell Garden Run 2026” ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กรุงเทพมหานคร เมื่อมกราคม 2569 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักวิ่งสายสุขภาพและประชาชนทั่วไปกว่า 1,000 คน โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิหมอชาวบ้าน เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้ด้านการป้องกันโรคสู่สังคมในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ซอฟเฟลยังเร่งขยายการรณรงค์เชิงรุก ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วประเทศ อาทิ โครงการ School Tour กว่า 20 โรงเรียนทั่วประเทศ กิจกรรมการประกวดแนวความคิดสร้างสรรค์ระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ผสานการเรียนรู้เข้ากับกิจกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนกิจกรรม Engagement รูปแบบใหม่ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนตระหนักรู้และมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างจริงจังในระดับชุมชน และซอฟเฟลยังได้มีการลงพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกและการป้องกัน พร้อมส่งมองผลิตภัณฑ์แก่ชุมชนในภาคต่างๆทั่วประเทศ ผ่านโครงการ “ซอฟเฟลปกป้องชุมชน” อีกด้วย

ในด้านความร่วมมือกับภาครัฐ ล่าสุด เดือนเมษายน 2569 คุณเมนาท มีสมมนต์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทย กลุ่มบริษัท เอเนซีส กรุ๊ป ผู้ผลิตซอฟเฟล ได้มอบผลิตภัณฑ์โลชั่นทากันยุงจำนวน 100,000 ชิ้น ให้แก่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายผ่านสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ คุณชนิดา เกิดอยู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และ คุณพิลาสินี มยังพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท ซี.พี. คอนซูเมอร์โพรดักส์ จำกัด ยังได้มอบผลิตภัณฑ์อีก 100,000 ชิ้น ให้แก่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี คุณจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว เสริมความปลอดภัยในสถานประกอบการ โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวอย่างมั่นใจและยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนบทบาทของซอฟเฟลในฐานะแบรนด์ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำตลาด แต่ยังเป็น “พลังสำคัญของสังคม” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านการให้ความรู้ความเข้าใจ และพฤติกรรมการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน

ซอฟเฟลยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจระยะยาว เพื่อผลักดันให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากภัยยุงลาย และร่วมกันลดความเสี่ยงจากโรคไข้เลือดออกในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จากวิศวกรสู่เจ้าของฉายา ผู้ว่าฯ ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

จาก “ความแข็งแกร่งส่วนตัว” สู่ “ความแข็งแกร่งของเมือง” อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เจ้าของฉายาผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

เสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้น ถุงแกงในมือ และเท้าเปล่าที่ก้าวเดินเข้าวัดภาพนี้ไม่ได้มาจากฉากในภาพยนตร์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของมีมระดับตำนานที่กลายเป็นไวรัลและเปลี่ยนวิศวกรโยธาคนหนึ่งกลายเป็น “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” 

ประวัติ

อาจารย์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2509 เป็นบุตรชายของ พล.ต.อ.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ นางจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาที่เป็นบุคคลคุณภาพของสังคม ทั้ง รศ.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ และ คู่แฝดอย่าง รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

อาจารย์ชัชชาติ จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ให้ไปศึกษาต่อปริญญาโท วิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังสำเร็จการศึกษาจึงได้กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เส้นทางการมเมือง

เริ่มต้นจากสายวิชาการในฐานะอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ด้วยความเชี่ยวชาญอันโดดเด่นด้านวิศวกรรมขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เขาถูกดึงตัวเข้ามาช่วยงานบริหารประเทศในฐานะ “คนนอก” ที่ไม่ใช่เปิดตัวมาจากนักการเมืองอาชีพ โดยเริ่มจากการเป็นที่ปรึกษากระทรวงคมนาคม 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ความรู้ความสามารถที่ตรงสายส่งผลให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และขยับขึ้นเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในปีเดียวกัน ซึ่งช่วงนี้ที่ได้แสดงศักยภาพในการลงพื้นที่และผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง 

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 (พ.ศ. 2565) ชัชชาติสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ด้วยการชนะเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างถล่มทลาย ด้วยคะแนนเสียงสูงถึง 1,386,215 คะแนน ซึ่งเป็นสถิติคะแนนนิยมที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ เขาได้นำความเป็นวิศวกรมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการคิดเชิงระบบและนำเทคโนโลยีอย่างระบบ “Traffy Fondue” เข้ามาขับเคลื่อนเมืองเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับสไตล์การทำงานเชิงรุกที่บ้าพลังและเข้าถึงง่ายจนถึงปัจจุบัน

ที่มาของตำนาน “ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี “

ในปี พ.ศ. 2556 มีผู้พบเห็นชัชชาติเดินเท้าเปล่า ถือถุงอาหารตักบาตร ในสภาพสวมเสื้อแขนกุดและกางเกงขาสั้นสีดำที่จังหวัดสุรินทร์ ภาพนั้นถูกโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตและกลายเป็น “มีม” ระเบิดระเบ้อในชั่วข้ามคืน ชาวเน็ตนำภาพเขาไปตัดต่อล้อเลียนในฐานะผู้มีพลังพิเศษ ทรงพลังยิ่งกว่าซูเปอร์ฮีโร่คนไหนๆ จนได้รับฉายาว่า “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”

อย่างไรก็ตามแทนที่จะปฏิเสธหรือโกรธเคือง ชัชชาติกลับโอบรับมีมนี้ด้วยอารมณ์ขัน เขาใช้ความ “แข็งแกร่ง” นี้เป็นตัวแทนของความพร้อมในการทำงานหนักเพื่อประชาชน

นโยบาที่อยากให้ชีวิตคน กทม. ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ตลอด 4 ปีของการบริหารเมือง นโยบายของอาจารย์ชัชชาติไม่ได้เน้นการสร้างเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ แต่ใช้วิธีคิดแบบวิศวกรเข้าไปซ่อมแซมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงผ่าน “เส้นเลือดฝอย” อย่างเป็นระบบ ทั้งการปรับปรุงทางเท้า เพิ่มพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน และแก้ปัญหาน้ำท่วมเชิงรุก ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีทลายระบบราชการเพื่อคืนความสะดวกและโปร่งใสให้ประชาชน ซึ่งการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องตลอดวาระนี้ ได้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่ปลอดภัย มีชีวิตชีวา และน่าอยู่สำหรับทุกคนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยั่งยืน 

ภาพจาก https://www.facebook.com/chadchartofficial/photos?locale=th_TH

My Royal Nemesis กับการตีความ “ฮันบก” ใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นร่วมสมัย

เมื่อฮันบกไม่ได้มีไว้แค่เดินอยู่ในวังอีกต่อไป My Royal Nemesis เลยหยิบชุดดั้งเดิมของเกาหลีมาตีความใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นร่วมสมัย ที่ทั้งเก๋ สนุก และเต็มไปด้วยกลิ่นอาย K-Fashion ได้เหมือนกัน ผ่านการตีความใหม่ที่ทำให้ฮันบกดูโมเดิร์นขึ้น

My Royal Nemesis กับการตีความ “ฮันบก” ใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นร่วมสมัย

อีกสิ่งที่ทำให้แฟชั่นใน My Royal Nemesis ดูน่ามองแบบเปลี่ยนเรื่องไม่ได้ คือการสไตลิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนแฟชั่น มากกว่าการสวมชุดฮันบกแบบปกติ หลายลุคมีการมิกซ์แอนด์แมทช์ ทั้งการเลเยอร์ผ้า การเล่นซิลูเอต และการจับคู่ไอเท็มร่วมสมัยกับกลิ่นอายฮันบก

อย่างลุคเสื้อคาร์ดิแกนถักคู่กับกระโปรงสีพาสเทลของชินซอรีระหว่างทำงานโฮมช้อปปิ้ง ก็เป็นหนึ่งในลุคที่ถูกพูดถึงมาก ภาพรวมอาจจะดูเหมือน everyday look ของสาวเกาหลีทั่วไป แต่ดีไซน์ของกระโปรง การเลเยอร์เสื้อผ้า รวมถึงโทนสีที่เลือกใช้ กลับยังมีกลิ่นอายของชุดฮันบกซ่อนอยู่ชัดเจน ทำให้ลุคดูร่วมสมัย แต่ยังคงเสน่ห์แบบหญิงสาวยุคโชซอนไว้อย่างพอดี

อีกลุคที่โดดเด่นมากคือเซ็ตสีแดงสดที่จับคู่กับบู๊ตหนังและถุงเท้าโทนเดียวกัน ซึ่งหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในลุคที่น่าจดจำที่สุดของเรื่อง เพราะแม้ภาพรวมจะดูโมเดิร์นและมีความแฟชั่นแบบสาวเกาหลียุคปัจจุบัน แต่โครงชุด เส้นสายของเสื้อผ้า รวมถึงการเลือกใช้สี กลับยังมีกลิ่นอายของฮันบกแบบดั้งเดิมซ่อนอยู่แบบแนบเนียน

ความน่าสนใจคือ My Royal Nemesis ไม่ได้พยายามทำให้ฮันบกดูแฟชั่นจ๋าจนเกินไป แต่เลือกค่อยๆ สอดแทรกองค์ประกอบดั้งเดิมของชุดเกาหลีเข้าไปในเสื้อผ้าร่วมสมัยแทน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อทรงคล้าย Jeogori การผูกโบแบบ Goreum หรือซิลูเอตกระโปรงที่ได้แรงบันดาลใจจาก Chima ก่อนนำมามิกซ์กับไอเท็มยุคใหม่อย่างแจ็กเก็ตครอป รองเท้าหนัง หรือกระเป๋าทรงเหลี่ยมคม ทำให้ภาพรวมของแต่ละลุคดูโมเดิร์นแบบไม่พยายาม และให้ความรู้สึกเหมือนแฟชั่น K-Drama ยุคใหม่ มากกว่าชุดคอสตูมจากซีรีส์ย้อนยุคทั่วไป


Hendrick’s Gin เปิดประตูสู่ “Anotherland” ผ่านประสบการณ์ Immersive Theatre

Hendrick’s Gin สร้างค่ำคืนสุดเหนือความคาดหมายผ่านงานเปิดตัว “Discover the Tale of Anotherland” อีเวนต์ Immersive Theatre Experience ที่พาแขกผู้เข้าร่วมก้าวเข้าสู่โลกแห่งความ curious, craft และ contradiction พร้อมค้นพบอีกด้านของตัวตนผ่านประสบการณ์ multi-sensory journey ในคอนเซ็ปต์ “Discover the Another within” งานครั้งนี้สะท้อนภาพของ Hendrick’s ที่เชื่อในความงดงามของความแตกต่างและความไม่ธรรมดา ผ่านการเล่าเรื่องในโลกสมมติอย่าง “Anotherland” ดินแดนที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ แต่คือ “state of mind” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สำรวจตัวตนอีกด้านที่ซ่อนอยู่ภายใน

ภายในงาน แขกผู้เข้าร่วมได้สัมผัส immersive theatrical journey ผ่าน 4 acts สำคัญ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก botanical identity และ philosophy ของ Hendrick’s Gin เริ่มต้นตั้งแต่ “Mystical Fountain of Rose & Cucumber” จุดกำเนิดของความสมดุลอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hendrick’s ต่อด้วย “Mystical All-Seeing Eye” ที่ชวนตั้งคำถามกับตัวตนและสิ่งที่เห็นภายนอก ก่อนก้าวผ่าน “Hallowed Stairway to Nowhere” สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกใหม่ และจบลงที่ “The Anotherland – Stills Sprouting Orange Blossoms & Cacao” พื้นที่แห่งการยอมรับทุกด้านของตัวเอง ทั้งความแข็งแกร่ง ความอ่อนโยน และความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือประสบการณ์ personalized cocktail journey ที่แขกแต่ละคนจะได้รับการ์ด Black & White Archetype เพื่อสะท้อนตัวตนทั้งด้านที่คุ้นเคยและด้านที่ยังไม่เคยเปิดเผย

นอกจากนี้ ภายในงานยังเต็มไปด้วย immersive installations, symbolic rituals และ sensory-driven storytelling ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ทั้ง mysterious, theatrical และ emotionally engaging สะท้อนโลกของ Hendrick’s ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“Discover the Tale of Anotherland” ไม่ได้เป็นเพียงงานเปิดตัวครั้งใหม่ของ Hendrick’s เท่านั้น แต่ยังเป็นคำเชิญให้ทุกคนเปิดรับความแตกต่าง ความซับซ้อน และค้นพบอีกด้านของตัวเองที่อาจไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน

เพราะบางครั้ง… ความไม่ธรรมดา อาจเป็นตัวตนที่แท้จริงที่สุดของเรา

ORIENT STAR เปิดบูติคแห่งแรกของโลก พร้อมเผย Land of Smile รุ่นพิเศษ

ORIENT STAR ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิด “The World’s First Concept Boutique” คอนเซปต์บูติคแห่งแรกของโลก ณ เกษรวิลเลจ

ORIENT STAR เปิดบูติคแห่งแรกของโลก พร้อมเผย Land of Smile รุ่นพิเศษ

ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดนาฬิกาพรีเมียมที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค พร้อมถ่ายทอดจักรวาลแห่งเรือนเวลาผ่านคอนเซปต์ “Time & Space” ที่ผสานงานช่างฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ทั้งสวนหินเซน งานไม้ Yakisugi หินบลูไดมอนด์ และลวดลายไม้ Kumiko ที่สะท้อนแรงบันดาลใจจากวงโคจรของดวงดาวอย่างงดงาม

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว ORIENT STAR Modern Skeleton “Land of Smile” Thailand Limited Edition นาฬิการุ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก “รอยยิ้มสยาม” ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 275 เรือนทั่วโลก และวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นแห่งแรก โดยโดดเด่นด้วยหน้าปัดสเกเลตันแต่งแต้มสีแดง ขาว น้ำเงิน สื่อถึงธงชาติไทย พร้อมรายละเอียดลวดลายดอกพุดตานและวิถีชีวิตริมสายน้ำไทยบนฝาหลัง

ภายในงานยังมีการเผยโฉมนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นจาก M Collection เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปี ได้แก่ M34 F8 Skeleton Hand Winding, M45 F7 Small Second, M42 F6 Diver Date 200m และ M34 F8 Date ซึ่งแต่ละเรือนได้รับแรงบันดาลใจจากดวงดาว จักรวาล และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ถ่ายทอดผ่านงานฝีมือระดับสูงของ ORIENT STAR อย่างประณีต

งานเปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมนักแสดงหนุ่ม มีน–พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร ที่มาร่วมดื่มด่ำสุนทรียภาพแห่งกาลเวลาและห้วงจักรวาล ณ ORIENT STAR Boutique ชั้น 2 เกษรวิลเลจ


The Cut : Design Identity Challenge

GIT เปิดตัว “The Cut : Design Identity Challenge” เรียลลิตี้เฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ผลักดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก

ผลักดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก! GIT เปิดตัว “The Cut : Design Identity Challenge” เรียลลิตี้เฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ปั้น Soft Power ไทย พร้อมต่อยอดธุรกิจจริง

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หรือ GIT เปิดตัวโครงการ “The Cut” Design • Identity • Challenge ศึกประชันอัตลักษณ์ เจียระไนฝันสู่เวทีโลก รายการเรียลลิตี้เชิงสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ที่มุ่งค้นหาและพัฒนานักออกแบบและนักสร้างสรรค์อัญมณีและเครื่องประดับรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “หนึ่งคน คือพรสวรรค์ หนึ่งทีม คือประวัติศาสตร์”

The Cut : Design Identity Challenge

โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ “The Gems and Jewelry Journeys in Thailand : เส้นทางแห่งเครื่องประดับไทยสู่สากลเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

นายสุเมธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการค้นหาผู้ชนะจากการแข่งขัน แต่ต้องการสร้าง “นักสร้างสรรค์” รุ่นใหม่ ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทั้งในมิติของความคิดสร้างสรรค์ งานออกแบบ งานช่างฝีมือ และศักยภาพทางธุรกิจ

“เราเชื่อว่าอัตลักษณ์อัญมณีและเครื่องประดับไทยมีความโดดเด่น และสามารถพัฒนาเป็น Soft Power ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน THE CUT จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่ารายการแข่งขัน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติ”

The Cut : Design Identity Challenge

GIT เปิดตัว “The Cut : Design Identity Challenge” เรียลลิตี้เฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ผลักดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเผชิญโจทย์การออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI-assisted Design และ 3D Printing รวมถึงการเรียนรู้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของโครงการ คือกิจกรรม Business Matching ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้นำเสนอผลงานและแผนธุรกิจต่อผู้บริหาร นักลงทุน และภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อผลักดันผลงานสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

The Cut : Design Identity Challenge

ขณะเดียวกัน การแข่งขันรอบ Grand Finale จะจัดขึ้นภายในงาน Bangkok Jewelry Week 2026 บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์สำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในเขตบางรัก สัมพันธวงศ์ และพระนคร ซึ่งถือเป็นย่านแห่งการค้า งานช่างฝีมือ และวัฒนธรรมเครื่องประดับไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าแข่งขันได้จัดแสดงและจำหน่ายผลงานต่อผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

สำหรับผู้ชนะการแข่งขัน จะได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 2,500,000 บาท พร้อมโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับในระดับนานาชาติ

The Cut : Design Identity Challenge

ทั้งนี้ โครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ นักออกแบบ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งในรูปแบบเดี่ยวและแบบทีม ตั้งแต่วันนี้ – 7 มิถุนายน 2569

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://forms.gle/YRQMu3kQqmNwZtPQ7 และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/thecutreallity/


Beyond The Vines เปิดตัว Crunch Carryall สีพิเศษในไทย ร่วมกับ ใบปอ ธิติยา

Beyond The Vines เปิดตัวสีพิเศษเฉพาะประเทศไทยครั้งแรกสำหรับ Crunch Carryall ในสี Dark Plum เพื่อตอบรับกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่องของกระเป๋ารุ่นไอคอนิกนี้ในประเทศไทย Crunch Carryall ได้รับการพัฒนาและตีความใหม่ผ่านหลากหลายเฉดสีตลอดปีที่ผ่านมา จนกลายมาเป็นคอลเลกชันสุดพิเศษครั้งนี้ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ Crunch Carryall 0.5 และ Crunch Carryall 01

Beyond The Vines เปิดตัว Crunch Carryall สีพิเศษในไทย ร่วมกับ ใบปอ ธิติยา

สำหรับคอลเล็คชั่นพิเศษนี้ สตูดิโอเลือกใช้สี Dark Plum ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโทนสีเข้มคลาสสิค พร้อมเติมความอบอุ่นและมิติของสีให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเมืองร้อนอย่างประเทศไทย สี Dark Plum ให้ความรู้สึกหนักแน่นแต่ไม่ทึบจนเกินไป สามารถแมตช์เข้ากับไอเท็มต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ง่าย หรือเก็บเป็นไอเท็มสะสมจากคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟ Dark Plum ยังเป็นสีที่ให้ความรู้สึกสดใหม่ในแบบฉบับของ Beyond The Vines อีกด้วย

แคมเปญนี้ถ่ายทอดผ่าน ใบปอ — ธิติยา จิระพรศิลป์ นักแสดงรุ่นใหม่ที่ Beyond The Vines ร่วมงานด้วยในฐานะตัวแทนของแคมเปญไทยเป็นครั้งแรก นำเสนอความน่ารัก และตัวตนของใบปอในระหว่างวันทำงาน

“ช่วงนี้ยุ่งมาก ของที่พกก็เยอะตามค่ะ ทั้งสคริปต์ สมุดโน้ต กระเป๋าสตางค์ แล้วก็ลิปสติกทุกเฉดที่อาจต้องใช้ระหว่างวัน กระเป๋าที่ใส่ได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องคิดเลยสำคัญมากสำหรับใบปอ ซึ่ง Crunch Carryall มันตอบโจทย์ตรงนั้นเลย เราชอบที่ Beyond The Vines เลือกสี Dark Plum เพราะแมชต์กับทุกลุคได้จริงๆ ดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชันนี้ค่ะ” ใบปอ ธิติยา พูดถึงการถ่ายแคมเปญนี้

Crunch Carryall ผลิตจากไนลอนคุณภาพสูงที่ทนทานและกันน้ำ ออกแบบมาให้รองรับทุกช่วงเวลาของวัน พร้อมหูหิ้วสั้น สายสะพายยาวปรับได้ ซิปรูดเปิด-ปิด และฉลากยางโลโก้แบรนด์ที่ด้านหน้า เป็นกระเป๋าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในทุกวัน


The Consul Club เอ็กซ์คลูซีฟโซเชียลคลับแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

ห้ามพลาด! ต้องจดไว้ในลิสต์ด่วนๆ The Consul Club เอ็กซ์คลูซีฟโซเชียลคลับแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว

ทั้งอาหารจีน Fine Dining รสเลิศ , เครื่องดื่ม Signature Cocktail จาก Bar Won บาร์ชื่อดังระดับโลกที่ติดอันดับ Asia’s 50 Best Bars ท่ามกลางวิวพาโนรามาใจกลางเมือง บนเพนต์เฮาส์สุดหรูชั้น 30 และ 30M ของอาคาร JLK Tower ถนนสุขุมวิท อีกยังเป็นที่ตั้งของ The Yang’s Club 94 แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก ที่กำกับศิลป์โดยทีม Wang Design ภายใต้การดูแลของ Jackson Wang

The Consul Club คือ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ “กงสุล” จึงถือกำเนิด สถานที่ทางการทูตเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ติดต่อธุรกิจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

The Consul Club ถูกเนรมิตขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่พบปะของนักครีเอทีฟ ยูนิคอร์นรุ่นใหม่ นักชิม ผู้นำเทรนด์ ที่ออกแบบพื้นที่ให้สามารถเปลี่ยนจากบรรยากาศไฟน์ไดนิ่ง สู่ประสบการณ์โซเชียลคลับยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยพลังและสีสันได้อย่างกลมกลืน โดยแยกออกเป็น 3 โซนหลัก

Rong Supper Club – Contemporary Chinese Dining with Supper Club Energy

ห้องอาหาร (ไฟน์ไดนิ่ง) และ Social Space หัวใจสำคัญของ The Consul Club ชื่อ “Rong (融)” มาจากอักษรจีน หมายถึง การผสาน ความกลมกลืน และการหลอมรวม สะท้อนปรัชญาของร้านผ่านเมนูและประสบการณ์ นำเสนออาหารจีนร่วมสมัยที่ผสานรสชาติเข้มข้นแบบเสฉวน รังสรรค์อาหารโดย Chef Benson Feng เข้ากับความประณีตของธรรมเนียมอาหารกวางตุ้งอย่างมีชั้นเชิง

เมนูแนะนำที่ห้ามพลาด Sichuan chicken in chili oil (ไก่ในน้ำมันพริกสไตล์เสฉวน), Premium Honey Glazed Charsiu (หมูแดงอบน้ำผึ้ง), Mapo Tofu with Wagyu Beef (เต้าหู้หม่าโผวเนื้อวากิว) และเมนูจานกลางอย่างBoston Lobster Braised with Glutinous Rice Cakes (กุ้งบอสตันและข้าวเหนียวตัด)

พร้อมด้วย เมนูติ่มซำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “เสี่ยวหลงเปาปูม้าเห็ดทรัฟเฟิล” ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Rong Supper Club ในฐานะจุดหมายของนักชิม ที่ออกแบบให้เป็น Modern Supper Club ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารแบบดั้งเดิม แต่ยามค่ำคืนคุณจะได้พบกับ Live Performance สุดตระการตา

Bar Won – A Cocktail Bar Built on Cultural Exchange

Bar Won Signature Cocktail Destination ใหม่ล่าสุดที่ห้ามพลาด! สร้างสรรค์โดยทีมเดียวกับ Alice Cheongdam จากกรุงโซล หนึ่งในบาร์ชื่อดังระดับโลกที่ติดอันดับ Asia’s 50 Best Bars เน้น Storytelling ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านค็อกเทล สะท้อนมุมมองความเป็นไทยและสากลอย่างลงตัว

โดยเมนูค็อกเทลจะครีเอท และหมุนเวียนตามเรื่องราว ทั้งจากการเดินทาง ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปะทางการทูต สำหรับช่วงเปิดตัว Signature Cocktail แนะนำ Rome & Dome– Aperitif ที่มีส่วนผสมของ Italian amaro กับผลไม้เมืองร้อนของไทยอย่างส้ม , Train to Isan ค็อกเทลที่สะท้อนมนต์เสน่ห์ของภาคอีสานผ่านรัมท้องถิ่นและวัตถุดิบในเอเชีย และ Born Voyage เครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 ผสานรสชาติสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ากับ Presentation สุดประณีต

The Yang’s Club 94  – A World First Club Concept by Team Wang Design

จุดเด่นอย่างหนึ่งคือ The Yang’s Club 94 โซเชียลคลับแห่งแรกของโลกที่สร้างสรรค์โดย TEAM WANG DESIGN ภายใต้เครือ TEAM HOLDING ที่ก่อตั้งโดย แจ็คสัน หวัง และ เฮนรี่ เชิง เป็นบริษัทที่มีความหลากหลาย มุ่งมั่นที่จะแสดงออกถึงวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยในเวทีระดับโลก

The Yang’s Club 94 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ส่วนตัวด้านดนตรี ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ของแจ็คสัน นำเสนอประสบการณ์ยามค่ำคืนที่โดดเด่นด้วย Immersive design & experience ผสานแสงสีเสียงทันสมัย และเซเลบริตี้ ดีเจชื่อดังที่หมุนเวียนกันมาสร้างประสบการณ์แสนพิเศษ ซึ่งเปิดให้บริการแก่เฉพาะสมาชิกเท่านั้น

  • The Consul Club เปิดให้บริการทุกวัน ในเวลา (18.00 – 24.00)
  • สำรองที่นั่ง (โทร 098 010 9936 หรือ [email protected]) โดยผู้ที่สนใจสมัครสมาชิก The Consul Club สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ [email protected]
Power Ballad 07

Power Ballad 07 คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก

อีกไม่นานแฟนหนังชาวไทยจะได้พบกับ “Power Ballad: เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจาก John Carney ผู้กำกับเจ้าของผลงาน Once, Begin Again และ Sing Street  โดย ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ล่าสุดภาพยนตร์ได้รับเสียงตอบรับจากเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก การันตีด้วยรางวัล Best Feature จาก Annapolis Film Festival 2026 และ Boulder International Film Festival 2026 รวมถึงรางวัล Special Jury Prize สาขา Music in Film จาก Desertscape International Film Festival 2026 โดยกำหนดเข้าฉายในเมืองไทย วันที่ 11 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

นอกจากนั้น “Power Ballad: เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” ยังได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ และกวาดคะแนนความประทับใจจากนักวิจารณ์ 87% บน Rotten Tomatoes พร้อมตรา Must-See จาก Metacritic อีกหนึ่งหนังดนตรีที่ทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ทั่วโลกต่างพูดถึง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นเสน่ห์ของภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีเพียงความไพเราะของบทเพลงเท่านั้น เพราะยังมาพร้อมความเข้มข้นและแรงปะทะทางอารมณ์ที่ชวนให้ติดตามยิ่งขึ้น เมื่อเพลงฮิตเพลงหนึ่ง อาจไม่ได้เป็นของคนที่ ทุกคนคิด เบื้องหลังชื่อเสียง ความสำเร็จ และเพลงติดหู บางครั้งอาจมี “อีกคน” ซ่อนอยู่  ซึ่งค่อยๆ เผยตัวออกมาผ่านทุกท่วงทำนอง

และกว่า 10 ปี หลังจาก Sing Street ผู้กำกับ John Carney กลับมาสู่จอภาพยนตร์อีกครั้ง พร้อมหนังดนตรีที่พูดถึงเสียงเพลง ความสำเร็จ และสิ่งที่อาจต้องแลกมา ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ “Power Ballad: เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” ยังเป็นการมาพบกันของ Paul Rudd และ Nick Jonas สองนักแสดงที่มากฝีมือและมีเสน่ห์เฉพาะตัว ร่วมด้วย Peter McDonald ที่วางมือตราตำรวจจาก THE BATMAN มาเขียนบทและร่วมแสดงเป็น Sandy ให้แฟนๆ ได้ติดตามอีกหนึ่งบทบาท

สำหรับ Paul Rudd นักแสดงที่ผู้ชมคุ้นเคยจากผลงานสุดไอคอนิกหลากหลายแนว ทั้งหนังคอเมดี้ หนังดราม่า และแฟรนไชส์ระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Romeo + Juliet, Anchorman: The Legend of Ron Burgundy, The 40-Year-Old Virgin, The Perks of Being a Wallflower ฯลฯ ขณะที่เส้นทางการแสดงของ Nick Jonas  อีกหนึ่งศิลปินที่ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองบนเส้นทางนักแสดงผ่านหลากหลายบทบาทตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง Chaos Walking, The Good Half, A Very Jonas Christmas Movie, Midway ฯลฯ การมาร่วมงานกันของทั้งคู่ในครั้งนี้จึงยิ่งเพิ่มสีสันและมิติที่น่าจับตาให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

เตรียมพบกับเรื่องราวของบทเพลง ความสัมพันธ์ และคำถามที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จใน Power Ballad: เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” 11 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง
Facebook: www.facebook.com/shinesaengad.venture, Instagram: www.instagram.com/shinesaengad.venture
TikTok: www.tiktok.com/@shinesaengadventure, YouTube: www.youtube.com/@shinesaengad.venture

การบินไทย

การบินไทย ฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Plus มอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับแก่สมาชิกตลอดปี 2569

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 33 ปี โปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) ด้วยการยกระดับประสบการณ์สมาชิก ROP ผ่านการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ กิจกรรมพิเศษ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดปี 2569 เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ โดยมี คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ พร้อมด้วย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมในงานแถลงข่าว ณ ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

การบินไทย

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญ “Rise to GOLD” ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก Royal Orchid Plus ระดับ Silver สามารถก้าวสู่สถานะ Gold Member ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมรับเอกสิทธิ์การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ น้ำหนักสัมภาระเพิ่มเติม และสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย Star Alliance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สมาชิก ทั้งกลุ่มที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง สมาชิกที่เคยถือสถานะ Gold รวมถึงสมาชิกที่อยู่ในช่วงใกล้ถึงสถานะ Gold     

ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ โดยผู้บริหารจากการบินไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด ทิศทาง และการพัฒนา Royal Orchid Plus ในอนาคต พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ “บาส” จากช่อง Go Went Go ที่ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักเดินทางและสมาชิก Royal Orchid Plus ถึงประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

การบินไทย

นอกจากนี้ การบินไทยยังเตรียมสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ตลอดทั้งปี อาทิ โปรโมชันร่วมกับ Mastercard ที่มอบ Bonus Miles เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมรายการ สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางการเงิน กิจกรรมในงาน “รักคุณเท่าฟ้า” รวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 30% สำหรับการแลกบัตรโดยสารรางวัลชั้นประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศของการบินไทย

ขณะเดียวกัน Royal Orchid Plus ได้ขยายประสบการณ์ของสมาชิกสู่มิติใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสะสมไมล์ แต่เป็น ecosystem ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับสมาชิก ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือพิเศษ เช่น  GDH Concert ซึ่งสมาชิกสามารถรับโบนัสไมล์และสิทธิประโยชน์พิเศษจากกิจกรรมได้ รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้ โดยสมาชิกสามารถร่วมกิจกรรมและรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำไมล์สะสมมาใช้แลกแพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี ของการบินไทย ครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus และครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays เราได้เตรียมกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เพื่อขอบคุณสมาชิก Royal Orchid Plus ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแคมเปญ Rise to GOLD และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของการบินไทยในการมอบประสบการณ์และคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิกทุกคน”

ทั้งนี้ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือช่องทางสื่อสารของการบินไทยและ Royal Orchid Plus

การบินไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งการสะสมไมล์ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าและความประทับใจให้แก่สมาชิกในทุกการเดินทาง


3 พรีเซ็นเตอร์ เอส เปิดแคมเปญ “est COLA 3×3 Basketball U-League” ด้วยลีกแข่งบาสสุด Awesome

“เอส” แบรนด์น้ำอัดลมขวัญใจ Gen Z สร้างปรากฏการณ์ฮ็อตทะลุกราฟให้ตลาดน้ำอัดลมอีกครั้ง จัดงานเปิดตัวแคมเปญการแข่งขัน “est COLA 3×3 Basketball U-League 2026” ลีกการแข่งขันบาส 3×3 ชิงแชมป์ประเทศไทยสุด Awesome ส่ง 3 พรีเซ็นเตอร์หนุ่มฮอตเอาใจคนรุ่นใหม่ “เจฟ ซาเตอร์” “มีน นิชคุณ” และ “พาย CIR*CRL” โชว์ความหล่อทะลุกราฟ-ชูททะลุห่วง นำทีมสร้างปรากฏการณ์สุด Awesome กับ “THE ICONIC est SHOOT” โชว์เปิดสนามสุดอลัง เพื่อเปิดตัวแคมเปญที่มาพร้อมการโชว์ Passion ของทั้ง 3 หนุ่ม รวมทั้งการท้าดวลมิชชั่นสุดเซอร์ไพรส์ “est SHOOT All-Star Match” บูสทุก Passion กับสเปเชียลเกสต์ตัวท็อปอย่าง วง CIR*CRL, แจ๊คกี้ จักริน และนักบาสทีมชาติไทยจากทีม Hi-Tech Basketball เฟรดดี้ ลิช, โอม ชนาธิป จักรวาฬ, เตเต้ อรรถพงษ์ ลีลาพิพัฒน์กุล และ จูเนียร์ อิมานุเอล ชิเนดุ เอเจสุ รวมทั้ง Rookies นักกีฬาบาส 3×3

3 พรีเซ็นเตอร์ เอส “เจฟ ซาเตอร์” “มีน นิชคุณ” “พาย CIR*CRL” ท้าดวลนักบาสฮ็อต เปิดแคมเปญ “est COLA 3×3 Basketball U-League” ลีกแข่งบาสสุด Awesome

ไฮไลต์ในค่ำคืนนี้ เริ่มด้วยขบวนพาเหรด “THE ICONIC est SHOOT” เปิดฉากด้วยทีมแดนเซอร์โบกธง “est SHOOT FLAG” เข้าจังหวะเพลงฮิปฮอปสุดมัน โดยมี “พาย CIR*CRL” และสมาชิกวง CIR*CRL นำทีมสตรีทแดนซ์ UDO เติมพลังแดนซ์แบบจัดเต็มความซาบซ่าในธีมของ BOOST THE IGNITION แล้วอัปเอนเนอร์จี้ต่อด้วย “มีน นิชคุณ” “แจ๊คกี้ จักริน” และ 4 หนุ่มนักบาส “เฟรดดี้ ลิช” “โอม ชนาธิป” “เตเต้ อรรถพงษ์” และ “จูเนียร์ อิมานุเอล” ที่ออกมาอย่างเท่ในลุคสปอร์ตสุด Awesome ในธีม SHOOT ATHLETIC POWER  ปิดท้ายด้วยโมเมนต์ที่ “เจฟ ซาเตอร์” รับหน้าที่คฑากรหล่อทะลุกราฟ ที่มาพร้อมธีม AWESOME RUNWAY OF GLORY ที่มาชวนทุกคน Shoot แพสชั่นไปด้วยกันอย่างอลังการ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ที่มาเชียร์ลั่นสนาม

อีกหนึ่งโมเมนต์สุด Awesome ภายในงานคือกิจกรรม “est SHOOT All-Star Match” ที่รวมพลังเหล่าพรีเซนเตอร์ ศิลปิน และนักบาสตัวตึงมาประชันสกิลบาสเกตบอลแบบจัดเต็ม แบ่งออกเป็น 2 ทีมสุดซ่า นำโดย ทีม Salty Strike ที่มี เจฟ     ซาเตอร์, พาย CIR*CRL, แซม CIR*CRL, ติวเตอร์ CIR*CRL, เฟรดดี้ ลิช, โอม-ชนาธิป ขณะที่ ทีม Lemon Dunk นำโดย มีน นิชคุณ, แจ๊คกี้ จักริน, เลออน CIR*CRL, พี CIR*CRL, เบน CIR*CRL, เตเต้ อรรถพงษ์, จูเนียร์ อิมานุเอล โดยมีน้อง ๆ นักกีฬาบาสเกตบอล 3×3 มาโชว์ฝีมือสุด Awesome ร่วมกับพี่ ๆ ศิลปินและพี่ ๆ นักบาสทีมชาติไทย บรรยากาศการแข่งขันเต็มไปด้วยเสียงเชียร์และความคึกคักตลอดเกม ทั้ง 2 ทีมต่างงัดสกิลชูทและลีลาการเล่นออกมาแบบสุดพลัง เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ ได้ตลอดการแข่งขัน ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่รวมทั้งความมันส์ ความลุ้น เสน่ห์ความ AWESOME และสกิลบาสที่มาพร้อมความสนุกแบบหลุดกราฟของหนุ่ม ๆ ไว้เกินต้าน

เจฟ ซาเตอร์ กล่าวว่า “ผมว่าบาสเกตบอลมันไม่ใช่แค่เกมกีฬาแข่งแพ้ชนะ แต่ยังเป็นคอมมูนิตี้ของคนมี Passion ที่อยากปล่อยของไปพร้อมกัน มันเป็นวัฒนธรรมร่วมของกีฬา ดนตรี แฟชั่น ฯลฯ ที่หลอมรวมกันได้อย่างลงตัว โดนเส้น  Gen Z และคนรุ่นใหม่ ตอนกิจกรรม “est SHOOT All-Star Match” คือก็สนุกและจริงจังกันมาก ได้ร่วมกิจกรรม ได้ใกล้ชิด ได้ส่งพลังให้ทุกคนที่อยู่ในสนามกีฬาด้วย แล้วที่พวกเราชูทได้ทะลุกราฟแบบไม่ต้องกลัวหมดพลังแบบนี้ได้ เพราะว่ามีตัวซีเคร็ตอย่าง “est Shoot Salty Lemonade” นวัตกรรมน้ำอัดลมล่าสุดของเอส ที่มีส่วนผสมของวิตามินบีคอมเพล็กซ์ เลยช่วยบูสต์พลังและความเปรี้ยวซ่าสดชื่นไปพร้อมกัน ฟีลสดชื่นแบบมีคาแรกเตอร์ ดื่มแล้วเรียกว่าได้บูสต์ความมั่นใจ ก่อนจะ SHOOT ความฝันของตัวเองออกไป ผมว่าเข้ากับคอนเซ็ปต์มาก ๆ ครับ”

ด้าน มีน นิชคุณ เผยความรู้สึกว่า “ผมเป็นสายสปอร์ตอยู่แล้ว พอได้มาเป็นพรีเซนเตอร์เอส ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ est COLA 3×3 Basketball U-League” ซึ่งถือว่าเป็นลีกการแข่งขันบาส 3×3 ชิงแชมป์ประเทศไทยสุด Awesome ในตอนนี้ เหมือนว่าเราได้อยู่ในโลกที่บาสเกตบอลเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนมาส่งพลัง Passion ไปด้วยกัน ผมไปแอบเชียร์น้อง ๆ นักบาส 3×3 แบบติดขอบสนาม ซึ่งแต่ละทีมก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง บางทีมเน้นสปีด บางทีมเน้นทีมเวิร์ก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือแววตาตอนเขาเล่น มันเต็มไปด้วยโฟกัสและความฝัน แถมงานก็ยังมีกิจกรรมให้เขียนข้อความส่งพลังเชียร์ให้น้อง ๆ บน Giant Basketball ต้องขอบคุณเอส ที่สร้างพื้นที่ “est Playground” ให้เป็น “Space of Passion” ทำให้ทุกคนได้มาปล่อยของ กล้า Awesome ในแบบของตัวเองมาก ๆ เลยครับ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ของเอสได้ที่ Facebook: est Cola ครับ”

ปิดท้ายด้วย พาย CIR*CRL ที่กล่าวว่า “ตื่นเต้นที่ได้ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์เอส กับ “พี่เจฟ” และ “พี่มีน” แล้วคืองานเปิดแคมเปญ est COLA 3×3 Basketball U-League” ยังเป็นการเปิดตัว “est Shoot Salty Lemonade” อย่างเป็นทางการอีกด้วย ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่ทะลุกราฟเหมือนยกเวทีคอนฯ หรือแฟนมีตมาไว้เลย ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบคือทั้งแดนซ์และเล่นบาส เรียกว่าได้ SHOOT พลังและตัวตนของเราออกไปให้ทุกคนเห็น วันนี้ est เอาบาสเกตบอลมารวมกับดนตรี การเต้น และกิจกรรมสนุกๆ ได้แบบลงตัวมากๆ มันเลยรู้สึกว่าโลกของสปอร์ตกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์มันมาเจอกัน จอยกันแบบลงตัวมากครับ จะบอกว่าชอบ “est Shoot Salty Lemonade” มากเลยครับ เพราะมันให้ฟีลซ่า รู้สึกเฟรช ดื่มแล้วทั้งอร่อย สดชื่น แบบมีพลังพร้อมจะแอคทีฟอีกรอบ”

สำหรับงานแถลงข่าวเปิดแคมเปญ “est COLA 3×3 Basketball U-League” และเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ “est Shoot Salty Lemonade” จัดขึ้น ณ CU Sport Complex จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ท่ามกลางบรรยากาศสุด Awesome โดยมีลูกบาสยักษ์ “BASKETBALL OF PASSION” ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมเขียน PASSION ของตัวเอง  หรือจะส่งข้อความให้กำลังใจน้อง ๆ นักบาสรุ่นใหม่ หรือจะถ่ายภาพเก็บโมเมนต์สุดซ่าแชร์ลงโซเชียลกันแบบเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีบูทแจกตัวอย่าง “est Shoot Salty Lemonade” ให้ผู้ร่วมงานได้ลองสัมผัสรสชาติความซ่า ทะลุกราฟตลอดทั้งวัน เพิ่มดีกรีความสนุกโดย 2 พิธีกรอารมณ์ดี “ก๊อตจิ ทัชชกร” และ “เลโอ โซสเซย์” ชูทความสนุกให้กับเหล่าแฟนคลับและกองเชียร์ของทุกทีมตลอดทั้งงาน

นอกจากนั้น เอส ยังให้การสนับสนุนลีกการแข่งขันบาสเกตบอลระดับเยาวชน “D-League Youth Basketball” โดยร่วมกับ บริษัท ไททาเลนท์ จำกัด และสมาคมกีฬาบาสแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนที่มีใจรักในกีฬาบาสเกตบอลได้แสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และเฟ้นหาดาวรุ่งในวงการบาสเกตบอลที่จะก้าวขึ้นเสริมทัพทีมชาติไทยในอนาคต

ติดตามความเคลื่อนไหวและสมัครแข่งขัน ได้ที่ www.bsatthai.org หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน Facebook: est Cola


สีสัน ความโรแมนติก และกลิ่นอายแห่งการเดินทางบนรันเวย์ Cruise 2027

คอลเล็คชั่น Cruise 2027 จาก Chanel, Dior, Gucci และ Louis Vuitton ต่างพาแฟชั่นฤดูรีสอร์ตกลับไปสู่บรรยากาศของการเดินทางอีกครั้ง

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของฤดูกาลนี้คือ “พาเลตสี” ที่เข้ามากำหนดอารมณ์ของทั้งคอลเล็คชั่น ตั้งแต่โทนพาสเทลอ่อนละมุนที่เหมือนถูกแสงแดดฤดูร้อนฟอกจนจาง สีฟ้าและน้ำเงินที่ชวนให้นึกถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สีแดงเข้มที่ให้ความรู้สึกเหมือนฉากหนึ่งในภาพยนตร์คลาสสิก ไปจนถึงเฉดสีน้ำตาลที่ให้ความหรูหรา

เริ่มต้นด้วยเฉดสีที่เห็นได้ชัดบนหลายรันเวย์ นั่นคือ “Sun Faded Pastels” หรือพาสเทลที่ดูเหมือนถูกแดดฤดูร้อนค่อยๆ ฟอกจนซีดละมุน ทั้งเหลืองครีม ชมพูอ่อน มิ้นต์หม่น และลาเวนเดอร์จางๆ สีเหล่านี้ช่วยทำให้เสื้อผ้าดูเบา โปร่ง และสบายตา พร้อมเติมกลิ่นอายโรแมนติก

ขณะที่ “Mediterranean Blue” ถ่ายทอดเสน่ห์ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านเฉดฟ้าอความารีนและน้ำเงินเข้ม ให้ทั้งความสดชื่น สุขุม และความผ่อนคลายแบบฤดูร้อนในยุโรป

ในอีกด้านหนึ่ง “Cinema Rouge” คือสีแดงที่เข้ามาเพิ่มความดรามาติกให้กับฤดูกาลนี้ ตั้งแต่แดงเชอร์รี่ แดงกำมะหยี่ ไปจนถึงแดงไวน์เข้ม ทุกเฉดล้วนให้ความรู้สึกเย้ายวน น่าค้นหา และดูทรงพลังราวกับฉากในภาพยนตร์คลาสสิก

ในด้าน “Café Noir” เฉดน้ำตาลเข้มตั้งแต่โกโก้ เอสเปรสโซ ไปจนถึงคาราเมลไหม้ ก็กลายเป็นอีกสีสำคัญที่ช่วยเติมความลุ่มลึกและความอบอุ่นให้กับลุค ทั้งบนหนัง เฟอร์ และผ้าโปร่งพลิ้ว จนกลายเป็นความหรูหราที่สุขุม และร่วมสมัยมากขึ้นสำหรับ Cruise 2027


ภาพ: Courtesy of Brand

คลาสสิกและหรูหรา มินิเดรส After Party “ญาญ่า อุรัสยา” จาก Louis Vuitton

สมฐานะเฮ้าส์แอมบาสเดอร์ประจำ Louis Vuitton เมื่อเมซงรังสรรค์มินิเดรสสีขาวให้ “ญาญ่า อุรัสยา” อีกหนึ่งชุด สำหรับลุคอาฟเตอร์ปาร์ตี้ที่ยังคงกลิ่นอายความสง่างามไว้ ด้วยซิลลูเอตเข้ารูปช่วงลำตัว และเพิ่มความสนุกสนานให้กับลุคด้วยกระโปรงสั้นทรงพอง

สำหรับซิลลูเอตของชุดโดดเด่นด้วยคอร์เซ็ตโครงเสริมที่ขึ้นรูปอย่างประณีต ไล่ต่อสู่กระโปรงทรงปลายแหลมแบบสองเลเยอร์ พร้อมโบเลโรคอสูงที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายย้อนยุค ตกแต่งด้วยแขนพัฟทรงวอลุ่ม สร้างสมดุลระหว่างพลัง ความสง่างาม และความอ่อนหวานแบบเฟมินีนได้อย่างลงตัว ดีเทลลายดอกไม้ที่ติดแต่งด้วยมือ ใช้เวลากว่า 400 ชั่วโมงในการรังสรรค์ และอีกกว่า 1,000 ชั่วโมงสำหรับการประกอบชุดเข้าด้วยกันด้วยความประณีตทุกขั้นตอน สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมืออันเหนือระดับของเมซง


Medici Playhouse

Medici Playhouse ดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งฟลอเรนซ์ในโรงละครแห่งรสชาติใจกลางหลังสวน

ดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งฟลอเรนซ์ในโรงละครแห่งรสชาติใจกลางหลังสวน

หากนิยามของความโรแมนติกคือการผสมผสานระหว่างศิลปะ รสชาติอาหาร และท่วงทำนองที่นุ่มนวล Medici Playhouse Italian Restaurant & Bar Bangkok ณ Hotel Muse Bangkok, Autograph Collection By Marriott คืออัญมณีเม็ดงามใจกลางย่านหลังสวนที่พร้อมจะเปลี่ยนการเฉลิมฉลองของคุณให้กลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่า ภายใต้บรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตระกูล Medici แห่งฟลอเรนซ์ ผู้อุปถัมภ์ศิลปินก้องโลกในยุคเรเนสซองส์ ที่นี่จึงเป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นพื้นที่ที่ดนตรีและมิตรภาพอยู่รวมกันอย่างลงตัว

บรรยากาศที่เปลี่ยนทุกมื้ออาหารให้เป็นดั่งงานศิลปะ

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ Medici Playhouse คุณจะพบกับการออกแบบที่เน้นความใกล้ชิดภายใต้แสงเทียนอันอบอุ่น ให้พลังงานเสมือนห้องไวน์อิตาลีคลาสสิกที่แฝงด้วยความลึกลับน่าค้นหา โทนการตกแต่งที่โดดเด่นสไตล์ Florence Renaissance มอบความรู้สึก Dramatic และหรูหราแบบ Understated Luxury ทำให้ที่นี่ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่โรแมนติกที่สุดในกรุงเทพฯ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่มองหาร้านอาหารฉลองครบรอบ หรือการออกเดทที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและมีระดับ

ความสุนทรีย์จากดนตรีสดและรสชาติอิตาเลียนต้นตำรับ

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Medici Playhouse แตกต่างคือประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ดื่มด่ำควบคู่ไปกับ Daily Live Music ดนตรีสดคุณภาพที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละคืน ตั้งแต่แนวแจ๊สคลับไปจนถึงกลิ่นอายโรงละครยุโรปวินเทจ เริ่มขับกล่อมทุกวันตั้งแต่เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป 

สัมผัสรสชาติอิตาเลียน-เมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นความละเมียดละไม ตั้งแต่พาสต้าโฮมเมดจานซิกเนเจอร์อย่าง Ravioli fiore ไปจนถึง Fusilli alla Zozzona ที่มอบประสบการณ์ Interactive สุดพิเศษด้วยการปรุงสดให้ชมถึงที่โต๊ะ เมื่อจับคู่กับไวน์พรีเมียมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทุกคำที่คุณลิ้มลองจึงไม่ใช่แค่การทานอาหาร แต่คือการดื่มด่ำกับศิลปะแห่งรสชาติอย่างแท้จริง

โมเมนต์พิเศษในพื้นที่แห่งความทรงจำ

ไม่ว่าจะเป็นวินาทีที่แสงไฟตกกระทบแก้วไวน์ในคืนฉลองครบรอบหรือวันเกิด ทุกรายละเอียดถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจ เปลี่ยนค่ำคืนสำคัญของคุณให้กลายเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำตลอดไปในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและเอ็กซ์คลูซีฟที่สุด

ข้อมูลและการติดต่อสำรองที่นั่ง

  • สถานที่ตั้ง: โรงแรม Hotel Muse Bangkok, Autograph Collection 55/555 ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี (ใกล้ BTS ชิดลม)
  • เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 17:30 – 00:00 น.
  • ดนตรีสดทุกวัน: เริ่มเวลา 19:00 น. เป็นต้นไป (ไม่มีค่า Cover Charge)
  • จองโต๊ะออนไลน์: https://bit.ly/47ZS62X
  • โทรศัพท์: +66 (0) 2 630 4000
  • LINE: @medicibkk เว็บไซต์: www.medicikitchenandbarbangkok.com
โชซึงยอน (WOODZ)

โชซึงยอน (WOODZ) สะกดทุกสายตา! คอนเสิร์ตในไทยจะไม่มีวันลืม

โชซึงยอน (WOODZ) สะกดทุกสายตา!“2026 WOODZ WORLD TOUR ‘ Archive. 1 ’ IN BANGKOK”จัดเต็มเสียงร้อง โปรดักชัน และโมเมนต์ที่ MOODZ ไทยจะไม่มีวันลืมโชซึงยอน (WOODZ)

สมการรอคอยของแฟน ๆ ชาวไทยอย่างแท้จริง สำหรับคอนเสิร์ต “2026 WOODZ WORLD TOUR ‘ Archive. 1 ’ IN BANGKOK” ของศิลปินมากความสามารถ “WOODZ” (โชซึงยอน) จากค่าย EDAM Entertainment ที่กลับมาระเบิดความมันส์บนเวทีประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 2 ปีครึ่ง พร้อมพาทุกคนดำดิ่งเข้าสู่โลกดนตรีของเขาตลอดระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมง ผ่านเซ็ตลิสต์แน่น ๆ และโชว์ดนตรีสดสุดเข้มข้นที่ทำเอา MOODZ ไทยกรี๊ดสนั่นทั้งฮอลล์ “BEX” บริษัทอีเวนต์ออกาไนเซอร์ในเครือเวิร์คพอยท์กรุ๊ป ร่วมกับ YJ PARTNERS และ PROUD2 ยังคงรักษามาตรฐานโปรดักชันระดับอินเตอร์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์คอนเสิร์ตที่ทั้งเข้มข้น อบอุ่น และเต็มไปด้วยพลังดนตรี โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 “2 รอบการแสดง” ณ ONE BANGKOK FORUM

เปิดโชว์อย่างดุเดือดด้วย “Bloodline” ตามด้วย “Downtown” และ “Dirt on my leather” ที่เรียกเสียงกรี๊ดตั้งแต่วินาทีแรก ก่อนจะต่อเนื่องความร้อนแรงด้วย “Dayfly”, “NA NA NA” และ “Love Me Harder” ที่ซึงยอนปล่อยพลังทั้งเสียงร้องและ Performance แบบเต็มศักยภาพ พร้อมโปรดักชันแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์สุดอลังการที่ยกระดับโชว์ให้เดือดยิ่งขึ้น อีกหนึ่งช่วงที่แฟน ๆ ประทับใจคือพาร์ทอารมณ์ลึกซึ้งกับ “GLASS”, “I’ll Never Love Again”, “Drowning” และ “CINEMA” ที่ทั้งฮอลล์ร่วมกันร้องไปพร้อมกัน ก่อนส่งต่ออารมณ์ด้วย “Different”, “Plastic” และ “NOID” ที่เผยเสน่ห์ทางดนตรีของ WOODZ ได้อย่างชัดเจน ทั้งความดิบ ความเปราะบาง และความเท่ในคนคนเดียว

แต่หนึ่งในโมเมนต์ที่เรียกเสียงฮือฮาและทำเอาแฟน ๆ ชาวไทยซึ้งกันทั้งฮอลล์ คือช่วงเซอร์ไพรส์พิเศษที่ WOODZ เลือกหยิบเพลง “ซ่อน(ไม่)หา – Jeff Satur” มาคัฟเวอร์บนเวที ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความตั้งใจ ส่งผ่านความรู้สึกอบอุ่นไปถึงแฟน ๆ ชาวไทยโดยตรง กลายเป็นโมเมนต์สุดพิเศษที่ทั้งเซอร์ไพรส์และตราตรึงหัวใจ MOODZ อย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การร้องเพลงไทย แต่เป็นเหมือนการสื่อสารความรู้สึกจากศิลปินถึงแฟน ๆ ผ่านบทเพลงที่ทุกคนรักร่วมกัน ก่อนจะเปลี่ยนอารมณ์กลับเข้าสู่โหมดร็อกเดือดอีกครั้งใน “To My January”, “The Spark”, “AMNESIA” และ “Busted” ความเดือดยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงท้ายโชว์กับ “Human Extinction”, “Smashing Concrete”, “Who Knows” และ “Stray” ที่ WOODZ วิ่งทั่วเวที ปล่อยพลังแบบไม่มีพัก พร้อมชวนแฟน ๆ กระโดดและร้องตามกันแบบสุดเสียง ก่อนจะเข้าสู่ Encore ที่แฟน ๆ รอคอยกับ “POOL”, “Multiply”, “STOP THAT”, “I hate you” และปิดท้ายค่ำคืนอย่างสมบูรณ์แบบด้วยเพลงฮิต “BUMP BUMP” ท่ามกลางเอฟเฟกต์สุดยิ่งใหญ่และเสียงกรี๊ดกระหึ่มทั่วทั้งฮอลล์

นอกจากโชว์สุดเข้มข้นแล้ว MOODZ ชาวไทยยังร่วมกันจัด Fan Project สุดพิเศษตลอดทั้ง 2 วันการแสดง ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ Message Banner ในเพลง “Love Me Harder”, “BUMP BUMP”, “NA NA NA” และ “To My January” ที่ทั้งฮอลล์พร้อมใจกันชูข้อความให้ WOODZ ได้เห็นเป็นภาพที่สวยงามและอบอุ่นหัวใจอย่างมาก รวมถึงในรอบวันอาทิตย์ แฟน ๆ ยังได้เซอร์ไพรส์เพิ่มเติมด้วย Fan VDO Project ที่ถ่ายทอดความรู้สึกและความรักที่มีต่อ WOODZ จนทำเอาบรรยากาศภายในฮอลล์เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเสียงเชียร์แห่งความประทับใจ เรียกได้ว่าสมศักดิ์ศรี “ตัวพ่อ Performance” จริง ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นพลังเสียงสด การเล่นกีตาร์สดบนเวที เสน่ห์การเอ็นเตอร์เทน หรือการสื่อสารกับแฟน ๆ WOODZ ก็ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนสร้างค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความทรงจำสุดพิเศษให้กับ MOODZ ไทยอีกครั้ง

แล้วมาร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่กับ WOODZ ด้วยกันอีกครั้งในอนาคต พร้อมติดตามข่าวสารกิจกรรมและข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ X: @BEX_Concert

อพาร์ทเมนท์ จางวอนยอง กับเฟอร์นิเจอร์ระดับนักสะสมที่กลายเป็นไวรัล

ส่องอพาร์ทเมนท์ จางวอนยอง ผ่านเฟอร์นิเจอร์สุดลักชัวรี่ ตั้งแต่ Dune Sofa ราคากว่า 3 ล้านบาท ไปจนถึงของตกแต่งสุด playful ที่กำลังได้รับการพูดถึงทั่วโลกออนไลน์

หลายวันมานี้ หากติตตามโซเชียลอยู่เป็นประจำ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บนฟีดอินสตาแกรมเต็มไปด้วยคอนเทนต์เปิดลิสต์เฟอร์นิเจอร์ใน อพาร์ทเมนท์ จางวอนยอง หนึ่งในสมาชิก IVE ผู้เป็นกระแสไวรัลอยู่เสมอ เช่นเดียวกับครั้งนี้ แค่เพียงเธอโพสต์ภาพที่อยู่ในที่พักของตัวเอง ก็ทำให้ใครหลายคนพากันไปโฟกัสกับของตกแต่งภายในห้องที่แต่ละชิ้นมีทั้งที่มา รายละเอียด และราคาที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในโลกโซเชียลยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อพาร์ทเมนท์ ของจางวอนยอง เหมือนเป็น Mood Board ของรสนิยมที่ผสมผสานระหว่าง ความหรูหรา นุ่มนวล และขี้เล่นไว้ในพื้นที่เดียวกัน

Ensemble Dune

ชิ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้น Ensemble Dune จาก Paulin, Paulin, Paulin โซฟาทรงโค้งขนาดใหญ่ ผลงานออกแบบของ Pierre Paulin ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวฝรั่งเศส และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์สายสะสมที่หายากมากในโลกอินทีเรียร์ร่วมสมัย

จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ คือรูปทรงโค้งมนคล้ายประติมากรรม ให้ความรู้สึกทั้งล้ำยุคและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน ส่วนราคานั้นก็สมฐานะไอเท็มไวรัล เพราะอยู่ที่มากกว่า 100,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 3 ล้านบาท เลยทีเดียว

Ghost Fireplace

ชิ้นที่คนสะดุดตาคือ Ghost Fireplace จาก EcoSmart Fire เตาผิงดีไซน์ใสที่ดูเหมือนกล่องแก้วลอยอยู่กลางห้อง แม้จะดูมินิมอล แต่ความจริงราคาก็แตะประมาณ 2,595 ดอลลาร์ หรือประมาณ 85,000 บาท โดยเสน่ห์ของเตาผิงอยู่ที่ความโมเดิร์น ซึ่งต่างจากเตาผิงแบบคลาสสิกที่มักให้ความรู้สึกหรูแบบผู้ใหญ่

Floor Lamp Erosia, Deko Object Cherries & Pink Sheep

นอกจากอพาร์ตเมนต์จางวอนยอง จะโดดเด่นไปด้วยเฟอร์นิเจอร์งานดีไซน์ระดับนักสะสม แต่ายในที่พักแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ซ่อนความสนุกสนานไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน

เช่น Floor Lamp Erosia โคมไฟตั้งพื้นทรงโค้งมนราวงานประติมากรรม ราคาประมาณ 3,433 ดอลลาร์, Deko Object Cherries จาก KARE พร็อพเชอร์รี่สุดน่ารัก ราคา 59.99 ยูโร รวมถึง Pink Sheep จาก Meier Germany และของตกแต่งรูปแกะสีชมพูราคาประมาณ 535 ยูโร จาก Meier Germany

ว่ากันว่าถ้า Dune Sofa คือความลักชัวรี่ในแบบงานออกแบบระดับ Museum-Worthy ของตกแต่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เติม “บุคลิก” ให้บ้านดูสนุกสนานและเฟมินีนมากขึ้น

Harcourt 1841 Coupes

สุดท้ายแก้วคริสตัลที่เติมกลิ่นอายแบบ Parisian Luxury “Harcourt 1841 Coupes” จาก Baccarat ราคาประมาณ 860 ดอลลาร์ และเป็นหนึ่งในดีไซน์ที่คลาสสิกที่สุดของ Baccarat ซึ่งอยู่คู่กับแบรนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ด้วยรูปทรงเหลี่ยม “Signature Cut Crystal” ทำให้แก้วรุ่นนี้ให้ภาพจำแบบ Old Money Aesthetic ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลัง

เมื่อดูจากดีเทลการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นแล้ว ก็ทำให้เห็นว่าเซ้นส์การตกแต่งบ้านของเธอไม่ธรรมดา เพราะนอกจากความสวยงาม ลักชัวรี่ที่เรามองเห็นแล้ว ก็ยังสะท้อนตัวตนสนุกสนาน และน่ารักของเธอได้เป็นอย่างดี


ภาพ: Instagram @for_everyoung10