Gucci เปิดตัว “The Original Sinner” แคมเปญใหม่ร่วมกับ Jannik Sinner

Gucci เปิดตัวแคมเปญใหม่ “The Original Sinner” ร่วมกับ Jannik Sinner แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ที่ร่วมงานกับเฮาส์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปี พร้อมพาโลกแฟชั่นกลับไปสำรวจเสน่ห์ของกีฬาเทนนิสอีกครั้ง ผ่านมุมมองที่ทั้งร่วมสมัย ขี้เล่น และเต็มไปด้วยตัวตนอันชัดเจน

ชื่อของแคมเปญครั้งนี้เป็นการเล่นคำจากนามสกุลของนักเทนนิสชาวอิตาเลียน โดยคำว่า “Sinner” ถูกนำมาต่อยอดเป็นแนวคิดที่พูดถึงความเป็น “Original” หรือความเป็นต้นฉบับในแบบของตัวเอง ซึ่งก็สะท้อนตัวตนของ Jannik Sinner ได้อย่างชัดเจน ทั้งในฐานะนักกีฬาและบุคคลแห่งวงการแฟชั่นยุคใหม่

ภาพสำคัญของแคมเปญคือการเปลี่ยนลูกเทนนิสให้กลายเป็นแอปเปิล สัญลักษณ์ที่แฝงทั้งความสนุกและความหมายเชิงสัญลักษณ์ สื่อถึงพลัง ความสดใหม่ และจิตวิญญาณอันแตกต่างที่เขานำเข้ามาสู่ทั้งสนามแข่งขันและโลกสไตล์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เทนนิสถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของ Gucci โดยความสัมพันธ์ระหว่างเฮาส์กับกีฬาชนิดนี้ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค 1970s เมื่อ Gucci เริ่มนำกลิ่นอายของเทนนิสไลฟ์สไตล์เข้าสู่โลกแฟชั่นผ่านแอ็กเซสซอรี่และงานออกแบบ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนากลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับ Jannik Sinner ที่ตลอดเส้นทางอาชีพ เขามักสร้างภาพจำใหม่ๆ ให้กับวงการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าชัยในรายการระดับเมเจอร์ หรือการสร้างโมเมนต์แฟชั่นไวรัลจากการถือกระเป๋าดัฟเฟิล Gucci แบบคัสตอมลงสนามแข่งขัน ทุกการปรากฏตัวของเขาดู effortless แต่ยังคงทรงพลังในแบบที่เป็นตัวเอง

เนื่องในโอกาสเปิดตัวแคมเปญ Gucci ยังเตรียมจัดแสดงสื่อ Out of Home บริเวณ Bibliothèque François Mitterrand กรุงปารีส พร้อมการปรากฏตัวพิเศษของ Jannik Sinner ที่ร้าน Gucci สาขา Avenue Montaigne อีกด้วย


ภาพและข้อมูล: Courtesy of Brand

แสนสิริ จับมือ Thairath Plus+ เปิดแคมเปญ “Behind The Design by Sansiri”

“ดีไซน์” ในวันนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องของความสวยงามหรือฟังก์ชันการใช้งานอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของผู้คนในสังคมเมืองอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป จากการรับสารแบบทางเดียว สู่การมีส่วนร่วมและการตีความที่ลึกขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้านนี้ กำลังทำให้ “วิธีเล่าเรื่องของแบรนด์” ต้องปรับตัวตาม จากการสื่อสารแบบเดิมที่เน้นการบอกเล่า ไปสู่การเปิดพื้นที่ให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ และการมีส่วนร่วมของผู้คนในวงกว้าง

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว แสนสิริประกาศจับมือกับ Thairath Plus+ เพื่อเปิดบทใหม่ให้กับแพลตฟอร์ม “Behind The Design” ขยายขอบเขตจากคอนเทนต์ด้านการออกแบบ สู่การสำรวจดีไซน์ในบริบทของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวิตร่วมสมัย

แสนสิริเขย่าบทบาทแบรนด์ รวมทีม Thairath Plus+ สร้างแคมเปญ “Behind The Design by Sansiri” เล่าดีไซน์ผ่านหลากเรื่องราวร่วมสมัย

จาก Storytelling สู่ “บทสนทนา” ที่เปิดกว้างหลากหลายขึ้น

ที่ผ่านมา Behind The Design ทำหน้าที่บอกเล่าเบื้องหลังของการออกแบบ ทั้งแนวคิดทางสถาปัตยกรรม การเลือกใช้วัสดุ และองค์ประกอบทางศิลปะ ไม่ได้จำกัดกรอบอยู่บนแค่เรื่องของ ความสวยงาม ความหรูหรา และมากมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่บอกเล่าเพื่อสะท้อนเรื่องราวของการอยู่อาศัยในทุกเซกเมนต์

และในปี 2026 แสนสิริขยับแพลตฟอร์มนี้ไปอีกขั้น จากการเล่าเรื่องโดยแบรนด์ สู่ “พื้นที่บทสนทนา” ที่เปิดให้เกิดการร่วมสร้างสรรค์และตีความจากหลากหลายมุมมอง การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแสนสิริในการขยับบทบาท จากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ไปสู่แบรนด์ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนบทสนทนาด้านวัฒนธรรม

เมื่อดีไซน์ไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกออกแบบ แต่คือเรื่องเล่าในชีวิตประจำวัน

ภายใต้แนวคิด “Sansiri Design Leader” คอนเทนต์ในเฟสใหม่นี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจสิ่งของและพื้นที่ที่คุ้นเคย ผ่านมุมมองที่ลึกขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้น การเปลี่ยนผ่าน ไปจนถึงการตีความใหม่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น “รูปปั้นสิงโต” สัญลักษณ์แห่งผู้นำ สู่เรื่องราวของอีโก้ สัญญะ และป็อปคัลเจอร์ หรือ “แชนเดอเลียร์” จากแหล่งกำเนิดแสง สู่สัญลักษณ์ของความหรูหรา ทุกองค์ประกอบถูกนำเสนอในฐานะความหมายที่เชื่อมโยงกับยุคสมัยและการใช้ชีวิต

Thairath Plus+ กับบทบาท Co-Creator ของบทสนทนา

ความร่วมมือกับ Thairath Plus+ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายช่องทางการสื่อสาร แต่เป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบ Editorial Co-Creation โดย Thairath Plus+ ทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ในการตีความและขยายมุมมองของดีไซน์ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง

เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “Design Conversation” ที่เชื่อมโยงไปสู่ Micro Community ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Gen Z สายครีเอทีฟ ศิลปะ หรือไลฟ์สไตล์ ที่มีความสนใจเฉพาะตัวและต้องการมุมมองที่ลึกมากกว่าคอนเทนต์ทั่วไป

Behind The Design ในบทใหม่ จึงไม่ใช่เพียงคอนเทนต์ของแบรนด์ แต่คือพื้นที่ที่เปิดให้ผู้คนได้เข้าใจ ตีความ และเชื่อมโยงดีไซน์กับชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงองค์ประกอบของการอยู่อาศัย สู่การเป็น “ความหมาย” ที่สะท้อนวิธีคิด ไลฟ์สไตล์ และบริบทของแต่ละยุคสมัย การขยับครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร แต่คือการขยับบทบาทของแสนสิริให้เข้าไปอยู่ในบทสนทนาด้านวัฒนธรรม ที่เปิดกว้างให้หลายมุมมองเข้ามาร่วมสร้างความหมายร่วมกันอย่างแท้จริง

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Behind The Design ในเฟสใหม่ ที่จะค่อย ๆ เปิดมุมมองของดีไซน์ให้ลึกขึ้น กว้างขึ้น และเชื่อมโยงกับชีวิตมากกว่าที่เคย มาร่วมติดตามการเดินทางของบทสนทนานี้ได้ผ่านคอนเทนต์ซีรีส์รูปแบบต่าง ๆ บน Thairath Plus+ ได้แล้ววันนี้


กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

บทเรียนชีวิต 70 ปี ของศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

หากลองเสิร์ชชื่อ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นอกจากประวัติที่บอกว่าเป็นหนึ่งในนักกฎหมายแนวหน้าของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีและกฎหมายธุรกิจครอบครัวไทย

สิ่งถัดมาที่คุณจะเห็นคือตำแหน่ง “ประธาน” ที่เรียงยาวเหยียด

ตั้งแต่ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 2 สมัยแล้ว ประธานกรรมการบริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัดประธานกรรมการธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) อดีตประธานกรรมการบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด และยังเป็นประธานกรรมการในอีกหลาย ๆ บริษัท

แต่ครั้งนี้ แพรว จะไม่คุยเรื่องงานเพียงอย่างเดียวแต่ขอเน้นเรื่องราวการใช้ชีวิตที่น้อยคนจะรู้ ตั้งแต่วิธีคิดที่ทำให้เดินทางมาถึงวันนี้ ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จจนอีโก้พุ่งทะยานถึงขีดสุด ก่อนจะพบสัจธรรม ที่เปลี่ยนมายด์เซตในการมองโลก

นี่คือบทเรียนที่ใช้เวลาตกตะกอนถึง 70 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จ แต่คือความหมายของการใช้ชีวิต

จากเด็กบ้านนอกใต้สุดแดนสยาม วันนี้เขาได้เป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ บทเรียนชีวิต 70 ปี ของศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

อาจารย์เริ่มสนใจกฎหมายตั้งแต่เมื่อไรคะ

“เป็นความบังเอิญนะ ผมเกิดที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สมัยเด็กมีความฝันอยากเป็นนายอำเภอ เพราะพี่ชายเรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นนักปกครอง และด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัดก็รู้สึกว่าโตขึ้นเป็นนายอำเภอก็มั่นคงดี แต่ปรากฏว่าผมสอบรัฐศาสตร์ไม่ติด แต่ไปติดภาคสมทบของคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเลือกไว้เป็นอันดับที่ 5 ตอนนั้นผมไปเรียนนิติฯด้วยความไม่มั่นใจ แต่พี่ชายสนับสนุนเพราะจบจากคณะนี้ก็มีการงานมั่นคงได้ ปรากฏว่าพอเข้าเรียนแล้วชอบ เพราะอาจารย์สอนดี เนื้อหาสนุก คงเป็นเพราะกฎหมายอยู่ในชีวิตของเรา ตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าเรียนจบแล้วอยากจะไปเป็นนักการเมืองที่เบตง

ทำไมถึงอยากเป็นนักการเมืองคะ

“สมัยนั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาพอดี เป็นยุคของนักเคลื่อนไหว เราก็อยากเป็นนักการเมือง อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้าได้เป็นนายกเทศมนตรีก็ฟังดูดีหรือไม่ก็เป็นผู้พิพากษา อัยการ จึงโฟกัสว่าหลังเรียนจบจะทำงานเป็นข้าราชการไม่เคยคิดอยากทำงานเอกชน แต่บังเอิญว่าหลังเรียนจบผมสอบเนติบัณฑิตผ่านเรียบร้อย ถ้าจะสอบเป็นผู้พิพากษาก็ต้องรอสอบตอนอายุ 25 ปี ส่วนถ้าอยากสอบอัยการ ก็ต้องรอสอบตอนอายุ 23 ปี ตอนนั้นผมอายุ 21 เอง จึงใช้เวลาว่างไปกับการสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศ แต่สอบไม่ติด จึงคิดว่าไปทำงานธนาคารฆ่าเวลาแล้วกัน

“ผมสมัครเป็นพนักงานสินเชื่อที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสาทร ทำหน้าที่พิมพ์สัญญา ต่อสัญญา ไม่ได้อยู่ฝ่ายกฎหมายด้วยซ้ำ ต่อมาย้ายไปทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ก็สนุกดีครับ ได้รู้จักพี่ ๆ เยอะมาก ช่วงนั้นใช้ชีวิตตามประสาคนหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบ ตกเย็นหลังเลิกงานไปเที่ยวกินเบียร์ ลงเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายก็เรียนไม่จบ เพราะใช้ชีวิตประมาท ไม่เข้าเรียน ที่ชิลขนาดนี้คงเพราะที่บ้านฐานะดี มีกิจการ จึงไม่เดือดร้อน กระทั่งวันหนึ่งคิดได้ว่าจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างนี้ไม่ได้แล้ว

“คนที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคือพี่ชายที่แนะนำว่าลองไปทำงานที่บริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ไหม เป็นสำนักงานกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพิ่งมาเปิดในเมืองไทย ตอนแรกก็ลังเลนะ เพราะเป็นบริษัทต่างชาติ เขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งผมไม่เก่งเลย คิดว่าไม่เอาหรอก ทำงานอยู่ธนาคารดีกว่าได้เงินเดือนรวมโบนัสเกือบ 8,000 บาท ชีวิตก็สบายอยู่แล้ว แต่พี่ชายบอกว่าอยากให้ลองมาทำงานที่นี่เพื่อหาประสบการณ์ ผมกลับไปคิดดูก็รู้สึกว่าหากมีเป้าหมายอยากจะเป็นผู้พิพากษา ถ้าทำงานอยู่ธนาคาร ใช้ชีวิตเกเรต่อไปคงไปไม่ถึงไหน จึงตัดสินใจลาออกและมาทำงานที่เบเคอร์ฯ แทน

“ผมเริ่มงานปี 2521 เป็นทนายคนที่ 6 ของบริษัท ความตั้งใจคือมาฝึกภาษา ฝึกกฎหมาย ทำงานฆ่าเวลารอสอบ ไม่มีความคิดที่จะเจริญรุ่งเรืองในอาชีพการงานที่นี่หรอก ที่ไหนได้ ไปๆ มาๆ อยู่ยาวถึง 43 ปี” (หัวเราะ)

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

อะไรทำให้อาจารย์อยู่เบเคอร์ฯ ยาวนานขนาดนั้นคะ

“ผมสอบเป็นผู้พิพากษาไม่ผ่าน ขาดไป 5 คะแนนเท่านั้น (ยิ้ม) เปลี่ยนชีวิตเลยนะ จำได้ว่ารุ่นผมคนสอบเป็นผู้พิพากษาทั้งหมด 800 คน คนที่สอบผ่านมีเพียง 18 คนเท่านั้น ผมเชื่อว่าชีวิตคงถูกกำหนดมาเป็นอย่างนี้ พอรู้ว่าคงไม่มีวันได้เป็นผู้พิพากษา จึงเปลี่ยนมายด์เซ็ตใหม่ หันมามุ่งมั่นกับงานกฎหมายแทน ตั้งใจทำงานมากขึ้น เพราะ 4 ปีแรกของการทำงานผมทำแค่ให้ผ่านไปวัน ๆ

“ตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ผมได้เงินเดือนเพียง 4,000 บาท น้อยกว่าเงินเดือนที่เก่าตั้งเท่าหนึ่ง ถ้าที่บ้านไม่มีฐานะ ผมคงทำงานที่นี่ไม่ไหวหรอก แต่ที่อดทนทำเพราะตอนนั้นแอบหวังในใจว่า ถ้าทำงานผ่านโปร 3 เดือน เจ้านายคงเพิ่มเงินเดือนให้ อย่างน้อยก็คงเท่ากับที่ได้จากธนาคาร ปรากฏว่าผ่านไป 3 เดือนเงินเดือนยังเท่าเดิม ไปถามเจ้านาย เขาก็ขึ้นเงินเดือนให้นะ แต่ขึ้นมา 200 กลายเป็น 4,200 บาท ถือว่าน้อยมาก (ยิ้ม)

“พอพี่ที่ทำงานเก่ารู้เรื่องเงินเดือนผมก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม บอกว่าจะให้เงินเดือนเท่าเดิมด้วย ช่วงนั้นสับสนพอสมควรว่าจะกลับไปดีไหม เปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับเพื่อนเยอะ ทำไมเพื่อนได้เงินเดือนเยอะกว่า ทำไมเราได้เงินเท่านี้ งานก็หนัก แต่เปรียบเทียบไปก็เป็นทุกข์ ไม่มีประโยชน์ ผมทำที่เบเคอร์มาได้สักพักแล้ว หากกลับไปทำงานธนาคารจะเสียทุกอย่างที่ทำมา จึงตัดสินใจเดินหน้า ตั้งใจทำงานมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ผมบอกน้อง ๆ รุ่นหลังเสมอว่าเวลาทำงานอย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น มันไม่ได้อะไร แค่ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ”

การตั้งใจทำงานช่วยเปิดโอกาสให้ชีวิตมากแค่ไหนคะ

“หลายเรื่องมาก พอทำงานได้ดี บริษัทก็ให้โอกาสส่งไปฝึกงานที่ต่างประเทศ ได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ และได้ทุนไปเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อว่าทำวิทยานิพนธ์เรียนจบยากมาก เพราะเขียนกันเป็นเล่มๆ แต่ผมอ่านหนังสือล่วงหน้าไปเยอะ รู้แม้กระทั่ง ว่าจะทำหัวข้อ ‘การค้าต่างตอบแทน’ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนจบไว คนอื่นใช้เวลาเรียน 2 ปี แต่ผมเรียนจบภายในปีเดียว ที่จริงคนที่ทำให้ผมเรียนจบเร็วขนาดนี้คือภรรยา เขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เก่งภาษาอังกฤษกว่าผมเยอะ จึงช่วยตรวจทานวิทยานิพนธ์ให้ ถ้าไม่มีเขาคงเรียนไม่จบ เพื่อนยังบอกผมเลยว่าปริญญาใบนี้ต้องแบ่งครึ่งให้ภรรยาด้วย” (ยิ้ม)

เจอภรรยาได้อย่างไรคะ

“เขาเป็นเลขานุการของเจ้านายผมที่เบเคอร์ฯ คือผมทำงานหนักมาก ไม่มีเวลาเจอผู้หญิงที่ไหนหรอก จึงจีบเลขาฯ เจ้านายเสียเลย (หัวเราะ) ตอนที่ผมได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ เราแต่งงานกันแล้ว เขาก็ตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพอผมเรียนจบก็มีครอบครัวแล้ว จึงเริ่มวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ตั้งใจว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ของเบเคอร์ฯให้ได้”

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

เพราะอะไรถึงอยากเป็นพาร์ตเนอร์คะ

“คือจุดสูงสุดของการทำงาน คุณจะได้ส่วนแบ่งผลทำไรจากบริษัท ได้เงินเดือนที่มากขึ้น ได้ตำแหน่งการงาน และช่วยต่อยอดโอกาสชีวิต เป็นเป้าหมายของคนทำงาน ซึ่งพาร์ตเนอร์ที่นี่มีสองระดับ คือ Local Partner (หุ้นส่วนของกรุงเทพฯ) และ Principal Partner (หุ้นส่วนทั่วโลก) หลังจากทำงานมา 9 ปี ก็ได้เป็น Local Parter ตอนอายุ 30 เท่านั้นพออายุ 35 ก็ขยับไปเป็น Principal Partner”

รีวิวชีวิตผู้บริหารให้ฟังหน่อยค่ะ

“ทำงานหนักมาก แต่ทำให้คนรู้จักผมเยอะเช่นกัน เพราะในปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผมได้พูดเรื่องการฟื้นฟูกิจการ ให้ความรู้เรื่องกฎหมายล้มละลาย ฯลฯ สื่อจึงมาสัมภาษณ์เยอะ คนก็รู้จักเยอะ จนบางคนคิดว่าผมเป็นเจ้าของเบเคอร์ฯ ซึ่งที่จริงไม่ใช่

“ช่วงนั้นผมอายุ 40 กว่า ๆ ทำงานที่เบเคอร์ฯ มาเกือบ 20 ปีแล้ว คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาก จึงมีอัตตาสูง อีโก้เยอะ เวลาทำงานผมจะฟังเฉพาะลูกน้องที่เก่ง มีประสบการณ์ พูดง่ายๆ ว่าฟังเฉพาะคนที่ฉลาด ถ้าเป็นเด็กนี่ไม่ต้องมาพูดกับผมเลยนะ เพราะไม่ฟัง ตอนนั้นผมไม่มีความเห็นอกเห็นใจต่อ ลูกน้อง เวลาพูดจาก็ไม่มีน้ำเสียง คิดว่าตัวเองเก่งมาก จึงทำให้คนรอบตัวไม่ค่อยกล้าเสนอความคิดเห็น ซึ่งเจ้านายไม่ควรทำอย่างนั้น เจ้านายควรฟังลูกน้องทุกคน”

อะไรทำให้เปลี่ยนไปคะ

“ชีวิตผมมุ่งแต่งานจนไม่มี Work-Life Balance ไม่ค่อยสนใจครอบครัว ตอนนั้นผมให้ภรรยาลาออกจากงานมาดูแลลูก ๆ สองคนเต็มตัว ส่วนผมก็หาเงินเพราะฉะนั้นจึงห่างเหินกับลูก ช่วงเช้าที่ควรจะเป็นเวลาไปส่งลูกที่โรงเรีย ผมแทบไม่ไป จะไปเฉพาะงานสำคัญเท่านั้น ความสนิทสนมกับลูกจึงมีไม่มากเท่าภรรยา

“จุดเปลี่ยนในชีวิตคือตอนที่ผมอายุ 50 พบว่าภรรยาป่วยด้วยโรคมะเร็งรังไข่ ปกติโรคนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ 5 ปี แต่ภรรยาผมสู้มาเป็น 10 ปี แล้วจากไปตอนผมอายุ 60 ช่วง 10 ปีที่รักษาตัว ผมได้เห็นสัจธรรมของชีวิต เดิมทีผมไม่สนใจศาสนาแต่พอมีทุกข์ก็เริ่มปฏิบัติธรรม เริ่มปล่อยวางอัตตา

“หลังจากที่ภรรยาจากไป ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ผมคิดว่าเรายังไม่ได้คุยกันอีกหลายเรื่อง คิดว่าเขาคงมีเรื่องที่ค้างคาใจ แต่คงเพราะเขาเองก็ไม่อยากคุย ส่วนผมก็ไม่อยากถาม เพราะกลัวจะทำให้เขาไม่สบายใจ ถึงแม้เขาจะทำพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว ได้เห็นลูกคนเล็กสอบติดจุฬาฯแล้ว และผมก็สัญญาว่าจะดูแลคุณแม่ของเขาเป็นอย่างดี แต่คิดว่าเขาคงมีเรื่องในอดีตที่ค้างคา แม้กระทั่งเรื่องการจัดงานศพเรายังไม่เคยคุยกันว่าคุณอยากจัดงานศพแบบไหน ไม่เชิงว่ากลัวหรือถือเรื่องความตาย แค่ไม่คิดว่าเขาจะไปเร็วขนาดนั้น เพราะมีบางช่วงที่อาการเขาดีขึ้น ขนาด วันสุดท้ายผมยังหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ แต่สุดท้ายก็จากไป

“เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมบอกคนอื่นเสมอคือ สิ่งที่คุณทำได้ในเวลานี้คือการให้เวลากับครอบครัวเพราะต่อให้มีเงินในบัญชีมากขนาดไหนก็ทดแทนเวลาที่เสียไปไม่ได้ ที่ผ่านมาผมให้เวลากับครอบครัว น้อยไป ตอนภรรยาเสีย ผมรู้เลยว่าตัวเองมีช่องว่างกับลูก ๆ เยอะ คือลูกรักผมนะ แต่ก็ไม่เหมือนคนที่สนิทกัน”

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

เคยนึกเสียดายเวลาที่ใช้ไปกับการทำงานไหมคะ

“ไม่เลย อะไรที่เกิดขึ้นนั้นดีเสมอ ผมคิดว่าการทำงานหนักทำให้เราได้ประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้มีโอกาสอย่างวันนี้ และสิ่งที่เจอในที่ทำงานก็มีทั้งทุกข์และสุข สองสิ่งนี้สอนให้เราเข้มแข็งและสอนให้มองไปข้างหน้า เพียงแต่ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงแบ่งเวลาให้กับครอบครัวดีกว่านี้ ฝึกตัวเองให้คิดถึงมรณานุสติมากขึ้น เพราะพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาถึงก่อน ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า”

การจากไปของภรรยาทำให้อาจารย์หันมาทำ ชีวามิตร ใช่ไหมคะ

“ใช่ครับ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้งชีวามิตร เป็นผู้ชักชวนผม ซึ่งก็มาจากการที่ผมสูญเสียภรรยานี่แหละ คุณหญิงบอกว่าอยากทำบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมด้าน Palliative Care หรือการดูแลแบบประดับประคอง อยากให้ผมไปช่วยหน่อย จึงเป็นที่มาของ ‘บริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม’ เป้าหมายของเราคือการวางแผนดูแลชีวิตในระยะสุดท้าย ซึ่งทำมาเกือบจะครบ 10 ปีแล้ว เรายังเป็นพันธมิตรสนับสนุนการทำงานของ ‘เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม’ ที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เลือกจะรักษาตัวที่บ้าน โดยมีทีมแพทย์เข้าไปดูแล  เป้าหมายของการทำงานที่นี่คือผมอยากให้คนตระหนักถึงการวางแผนชีวิตหลังจากที่เราจากไปแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมาก คนไทยยังรู้น้อยเกินไป เราทุกคนควรมีพินัยกรรมชีวิตหรือ Living Wil

“ตอนนี้เราได้ทำสมุด ‘Living & Leaving Note’ หรือ ‘สมุดเพื่อนชีวิต ให้คุณจดความตั้งใจและข้อมูลจำเป็นให้คนที่อยู่ข้างหลังรับรู้ ทั้งเรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าวของ สัตว์เลี้ยงที่จะให้จัดการต่อ ไปจนถึงวิธีการจัดงานศพ เพื่อให้เขาสานต่อทุกอย่างตามที่เราปรารถนาจริงๆ และผมคิดว่าการดูแลแบบประคับประคองในยุคนี้สำคัญ ควรมีแผนก Palliative Care ในทุก ๆ โรงพยาบาล อย่างที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ก็เพิ่งมีเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งผมนำเงินทำบุญที่ได้จากงานศพภรรยารวมกับเงินทำบุญวันเกิดครบ 60 ปี ค่าลิขสิทธิ์หนังสือที่ผมเขียนบางส่วน รวมถึงเงินตัวเอง ทั้งหมด 6 ล้าน บริจาค ตั้งเป็นกองทุนให้กับศูนย์ชีวาภิบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

อาจารย์คุยเรื่องวางแผนการตายกับลูก ๆ บ้างไหมคะ

“ลูกยังไม่ยอมคุย (ยิ้ม) แต่ผมเขียนไว้ทั้งหมดแล้ว พินัยกรรมก็ทำแล้ว ในชีวิตนี้ผมเหลือแค่ลูกสองคน การจัดการมรดกจึงง่าย ผมเขียนไว้ทุกอย่างเลยว่างานศพอยากจัดแบบไหน หนังสืองานศพ ก็เตรียมไว้แล้วด้วย เขียนไว้ตังแต่ปี 2565 แต่คิดว่าเมือผมอายุ 72 ปีก็อยากจะเขียนหนังสืองานศพใหม่เป็นเรือง ‘ธรรมะกับธุรกิจครอบครัว’ ซึ่งเริ่มเขียนแล้วในตอนนี้ เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์

“หลังจากที่ผมจากไป เงินส่วนหนึ่งอยากตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือคนรุ่นหลัง ผมโชคดีมากที่มาได้ไกลขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าเด็กบ้านนอกจากอำเภอเบตง ใต้สุดแดนสยาม วันหนึ่งจะได้เป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ มาไกลกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ”

ชีวิต 70 ปีที่ผ่านมาสอนอะไรอาจารย์บ้าง

“ผมคิดว่าชีวิตที่มาได้ถึงวันนี้มีอยู่ 5 ข้อ ข้อแรก สิ่งที่ถูก แม้ไม่มีคนทำก็ยังถูก สิ่งที่ผิด แม้มีคนทำก็ยังผิด’ ความถูกต้องสำคัญมาก การทำผิดแม้จะทำเพียงครั้งเดียวก็ยังผิด เรื่องนี้ผมอ่านมาจากหนังสือ ปัญญาวิชาชีวิต ที่เขียนโดยเคลย์ตัน เอ็ม. คริสเตนเซน แปลโดยคุณ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเยอะมาก ผู้เขียนเป็นอาจารย์ที่สอนด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเขียนไว้ว่าคนเก่ง ๆ ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดติดคุกเพราะโกงเยอะมาก เพราะยิ่งมีความรู้เยอะ ก็ยิ่งทำผิดเยอะ เนื่องจากคนพวกนี้คิดว่าเงินเป็นคำตอบเดียวในชีวิต และเข้าโลภเพราะอยากได้ทรัพย์สินกับอำนาจ”

อาจารย์ทำงานด้านกฎหมาย น่าจะเจอคนติดสินบนเยอะไหมคะ

“เจอเยอะ มีคนขอติดสินบนผมก็เยอะ เช่น ให้ไม่ทำคดี หรือจะให้เงินเพื่อเร่งดำเนินเอกสารให้เสร็จเร็วขึ้น แต่ผมไม่เคยรับ ต้องชื่นชมที่บ้านที่สอนผมเรื่องความถูกต้องมาอย่างดี

“ผมคิดว่ามนุษย์ทุกวันนี้ทุกข์ก็เพราะกิเลส ตัณหา สงครามที่เกิดขึ้นเพราะทุกคนอยากได้อำนาจ อยากได้เงิน ล่าสุดผมอ่านหนังสือเรื่อง อู้เหวย ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นหลักการที่สอนเรื่องการไม่กระทำเพื่อให้เกิดผล นั่นคือกระทำเพื่อจำเป็น อย่าฝืนธรรมชาติ อย่าโลภมาก”

เราจะแยกได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำเป็นเพราะโลภหรือเพราะอยากเจริญก้าวหน้า

“แต่ก่อนผมก็สับสนเรื่องนี้เหมือนกัน หลังจากการเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรอบที่ 1 คิดว่าควรมาเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวาระที่ 2 ดีไหม ตอนนั้นสับสนว่าควรทำอย่างไรดี จะดูโลภอยากมีอำนาจหรือเปล่า

“กระทั่งวันหนึ่งผมได้ฟังเทศน์ พระอาจารย์ชยสาโรบอกว่า ถ้าทำงานด้วยตัณหา คืออยากได้อำนาจไปทำสิ่งที่ผิดนั้นไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเราทำด้วยฉันทะ คือความพอใจ เต็มใจที่จะทำ มีความรักในงาน อยากมีความเจริญก้าวหน้าและมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งนี้ไม่ใช่ตัณหา แม้จะทำเพื่อตัวเราบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เพื่อเราเพียงคนเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมรับตำแหน่งนี้ในปี 2568 เพราะฉะนั้นความสำเร็จของผมวันนี้ไม่ใช่เงินหรืออำนาจ แต่อยู่ที่ผมได้ทำงานที่พอใจ มีแพสชั่นทำงานแล้วได้รับการยอมรับว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ เราก็อยากทำต่อ”

 ข้อ 2 ล่ะคะ

“ต้องหมั่นลงทุน หาความรู้ด้วยการอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าหลังเกษียณจากบริษัทเบเคอร์ฯ ผมจะไม่ทำอะไรอีกแล้ว จะไปพักผ่อน ต่างจังหวัด ตีกอล์ฟ ไปเที่ยว แต่ทำได้ไม่นาน เพราะพอลองใช้ชีวิตอย่างนั้นแล้ว รู้สึกไม่มีประโยชน์เลย ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ ชีวิตที่ดีต้องสงบเย็นและเป็นประโยชน์ด้วย จึงลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง และยังทำงานจนถึงวันนี้

“ส่วนข้อที่ 3 คือ ทำตัวให้พร้อม รอรับโอกาส หากคุณมีความรู้ โอกาสเข้ามา คุณไปต่อได้เลย แต่ถ้าคุณไม่พร้อม เมื่อโอกาสมาถึง คุณจะไม่ไปไหนโอกาสเป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ

“และข้อที่ 4 ถ้าเจอความทุกข์ ให้ใช้ความพยายาม อย่าท้อแท้  ไม่ว่าคุณจะมาจากกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จ บางเรื่องไม่ต้อง ตั้งความหวังไว้สูง แต่ทำให้ดีที่สุด เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทุกเรื่องไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข มันย่อมผ่านไป ไม่มีอะไรอยู่ถาวร

“ชีวิตนี้ผมเจอมาหมดแล้ว ทั้งความสุข ความหมดหวัง ผิดหวัง แต่ก็ต้องจำไว้ว่าเดี๋ยวมันก็จบ ถ้าไม่ปล่อยวางก็ลำบาก ทำให้ชีวิตมีความทุกข์ หลายคนถามว่าทำไมผมมีความสุข ผมตอบว่า ไม่คิดมาก กินอิ่ม นอนอุ่น แบบที่พระอาจารย์ไพศาลเคยว่าไว้ ทำเท่านี้เลย ต้องไม่คิดในสิ่งที่เป็นภาระ อย่างวันไหนอยู่กับครอบครัว ก็ทิ้งงานไว้ที่ทำงานเลย จะได้อยู่กับครอบครัวจริง ๆ

“ข้อสุดท้ายคือ ‘ความกตัญญู’ คนเราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วย ตัวเอง ต้องมีคุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ สถาบันการศึกษา กัลยาณมิตร ที่ช่วยเหลือเรา เราจึงต้องมีความกตัญญูรู้คุณคน”

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

สิ่งที่เราควรทำในวันนี้คืออะไรคะ

“อยู่กับวันนี้ อยู่กับปัจจุบัน ดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุดในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ อย่าไปตอบแทนในวันที่เขาจากไปด้วยการจัดงานศพใหญ่โต ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ผมมองว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดกับทุกคน แต่เราจะรับกับทุกข์โศกอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ผมคิดว่าหลังจากสูญเสียภรรยา ความตายเป็นเรื่องปกติเพราะคนที่เรารักที่สุดได้จากไปแล้ว ถ้าผมอยู่กับมันได้ ก็อยู่ได้เอง ผมเคยรู้สึกเสียใจ แล้วอย่างไรล่ะ สุดท้ายเราไม่สามารถทำอะไรได้ดีกว่านี้

“เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้พ่อแม่คุณอยากกินอะไร ให้กินเลย อยากทำอะไรให้ทำอย่าไปห้าม แล้วเตรียมเรื่องความตายให้พร้อม ตัวเราก็ด้วย ต้องนึกถึงเรื่องมรณานุสติ อยู่ด้วยความไม่ประมาท มนุษย์เราวางแผนทุกอย่างในชีวิต ทั้งการเงิน การแต่งงาน แต่เราไม่เคยวางแผนการจากไปให้มีคุณภาพ ซึ่งสำคัญมาก”

ขออนุญาตถาม ถ้าวันสุดท้ายในชีวิตมาถึง อาจารย์เตรียมจะทำอะไรคะ

“วันนั้นถ้าผมนอนอยู่บนเตียง จะบอกลาคนที่รักให้พร้อม อย่าให้เขาเป็นทุกข์ เพราะเราไปสบายแล้ว นอนฟังธรรมะ ถึงวันนั้นถ้าอ่านหนังสือไม่ไหว ก็จะให้คนอื่นอ่านหนังสือให้ฟัง หากก่อนหน้านั้นมีเวลา ก็อยากเจอคนรู้จัก ขออภัยคนที่เคยมีเรื่องค้างคา ทำได้เท่านี้ก็เพอร์เฟ็กต์แล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่คาใจ ไม่โกรธเคืองใคร ก็ไปสบาย

“นี่แหละชีวิต”


อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569

เรื่อง Fai ภาพ อิทธิศักดิ์ บุญปราศภัย

‘ถูกใจเด็กที่ทำงานเดียวกัน ใช่คุณไหม?? เช็กเลย!!’ดวงรายสัปดาห์ 25-31 พฤษภาคม 2569

‘สั้นๆ เลย ถูกใจเด็กที่ทำงานเดียวกัน!!’

ดวงรายสัปดาห์ 25-31 พฤษภาคม 2569

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :   ชาวอาทิตย์ปิดท้ายเดือนพฤษภาคมพร้อมกับการเริ่มต้นใหม่แบบดุเดือดเลือดพล่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานที่ต้องเดินทางติดต่อประสานงานตามสถานที่ต่างๆ ภายในสัปดาห์นี้มีความเป็นไปได้ที่คุณจะได้บุกเบิกเริ่มต้นงานใหม่ๆ ที่มีผลต่อการก้าวหน้าในอนาคต และมีโอกาสตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งหน้าที่การงานหรือผลประโยชน์อย่างบ้าคลั่ง  ยิ่งหากคุณเป็นคนทำงานที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ และไม่สนใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังจะเกิดการขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนอาจเกิดผลร้ายและกระทบต่อหน้าที่การงานได้อย่างกะทันหัน

การเงิน  :  ก็ยังให้ความสำคัญกับผลของงานมากกว่าเงินหรือผลตอบแทนอื่นๆ อาจเพราะคุณสามารถวางแผนการใช้เงินได้ดีอยู่แล้วจึงไม่ห่วงกังวลใดๆ แต่หากสัปดาห์นี้อยากจะลงทุน ก็ขอให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจ เพราะการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง  

ความรัก  :  ชาวอาทิตย์ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการทำงาน จากความเก่งของคุณจะนำภัยและความแตกแยกมาสู่ครอบครัวอย่างช่วยไม่ได้ เพราะทำให้คุณกลายเป็นจุดสนใจของเพศตรงข้าม มีเกณฑ์ทะเลาะกันบ้านแตกเลยนะเนี่ย  คนโสด  ทั้งเก่ง ทั้งเจ้าเสน่ห์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากสัปดาห์นี้จะมีหนุ่มๆ มาเขม่นกันเพื่ออยากเดทกับคุณ

 สุขภาพ  :  ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเจ็บตัวอย่างไม่คาดคิดในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องระวังคือ บาดแผลจากมีดหรือของมีคม นอกจากนี้ยังต้องระวังโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ  

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สัปดาห์ปิดท้ายปลายเดือนของชาวจันทร์ต้องบอกว่า คุณมากับอีโก้ล้วนๆ ภายใน 7 วันนี้หากลองได้ตัดสินใจอะไรแล้ว ถือว่าเด็ดขาด ไม่มีใครจะขัดขวางหรือทัดทานคุณได้ เพราะคุณจะไม่เปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างได้ปริปากแสดงความคิดเห็นใดๆ จากนั้นคุณก็จะหมกตัวอยู่กับงานนั้นจนไม่เป็นอันกินอันนอน ซึ่งจากพฤติกรรมนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกอิจฉาริษยา และใส่ร้ายป้ายสีจากคนรอบข้าง จนอาจเกิดผลร้ายและกระทบกับหน้าที่การงานได้อย่างกะทันหัน    

การเงิน  :   จริงๆ คุณให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานมากกว่ามูลค่าของเงิน ขณะที่ในความเป็นจริง สัปดาห์นี้คุณมีโอกาสที่จะหมุนเงินจนเหนื่อย ด้วยสาเหตุมาจากความใจดีใจอ่อนของคุณที่หยิบยื่นเงินให้กับคนอื่นได้โดยง่าย จนกลายเป็นถูกหลอก

ความรัก  :  สัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าชาวจันทร์จะให้ความสำคัญกับงานมากกว่าเวลาของครอบครัว ก็อย่าวางใจว่าคู่ครองคุณจะเข้าใจ เพราะมีแนวโน้มว่าจะเริ่มคิดต่างจนกลายเป็นขัดแย้งกัน  คนโสด  สัปดาห์นี้ชาวจันทร์น่าจะตัดสินใจได้แล้วว่า การซ่อนรักไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าการตั้งอกตั้งใจทำงานหาเงิน  

สุขภาพ  :  ต้องระวังจะได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานอย่างกะทันหัน นอกจากนั้นยังต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่สุกๆ ดิบๆ  ไม่สดสะอาด รสจัด เพราะมีความเสี่ยงที่จะท้องเสีย อาหารเป็นพิษ มีพยาธิในลำไส้  

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   ต้องบอกว่าชาวอังคารขึ้นสัปดาห์ปิดท้ายปลายเดือนด้วยความอึดอัดคับข้องใจนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานหรือเกี่ยวข้องกับเอ็นเทอร์เทน นักร้อง นักแสดง นักดนตรี สถานบันเทิง ภายใน 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้ทำงานทางด้านการติดต่อประสานงาน ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายขาย รวมถึงนักแปล หรือผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านภาษา แต่ต้องทำใจหน่อยนะ ว่าเป็นงานที่คุณไม่ได้รัก ไม่ได้เลือก ไม่ถนัด แต่ที่ต้องทำเพราะติดที่สัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาใจหรือสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร    

การเงิน  :  สัปดาห์นี้มีความเป็นไปได้ว่า คุณจะกระโดดจากโลกของบุญมาสู่โลกเอ็นเทอร์เทน เพราะฉะนั้นจึงมีความเสี่ยงที่คุณจะหมดเงินกับการดื่มกิน ดูคอนเสิร์ต เดท ก็ต้องระวังจะถูกคนใกล้ชิดหรือคนรักหลอก

ความรัก  :  ชาวอังคารสงบไม่ไหวแล้ว สัปดาห์นี้มีโอกาสตกหลุมรักกับคนที่ไม่ใช่คู่ครอง ที่น่ากลัวกว่านั้นคือตัดสายสัมพันธ์ไม่ขาดด้วย คนโสด ก็เช่นกัน สัปดาห์นี้อารมณ์รักของชาวอังคารร้อนแรงมาก หากไปสปาร์คกับคนโสดก็ไม่มีปัญหา แต่เป็นไปได้ว่าคุณจะไปติดบ่วงคนมีเจ้าของนี่สิ แล้วก็พัลวันพันตู ตัดไม่ขาดอีก

สุขภาพ  :  สำหรับนักดื่ม นักเที่ยว ต้องระวังอุบัติเหตุ ดื่มไม่ขับทันที ไม่มีข้ออ้าง นอกจากนั้นต้องระวังพวกโรคเลือด ดีซ่าน ไวรัสตับอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองไม่ดี

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :   อยากบอกว่า ชาวพุธมีโอกาสเฮปิดท้ายสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ครองตำแหน่งผู้นำ ทั้งการทหาร การทูต นักธุรกิจระดับสูง เจ้าของกิจการทุกประเภท หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานะคนไม่สำคัญ เข้าผู้ใหญ่ไม่ติด เพื่อนสนิทก็หักหลัง ชิงหนีเอาตัวรอดไปก่อน ภายใน 7 วันนี้เป็นไปได้ว่า จากไฟในการทำงานที่ยังระอุอยู่เสมอ มีโอกาสให้คุณกลับมาท้อปฟอร์ม ดูดีขึ้นในสายตาของผู้ใหญ่ เพื่อนร่วมงานและเจ้านายก็เมตตาเอ็นดู จนมีโอกาสได้ปรับตำแหน่งหน้าที่การงาน

การเงิน  :  มีโอกาสที่คุณจะเสียเงินให้กับคนรักอย่างไม่คาดการณ์มาก่อน แต่จากความสามารถของคุณก็สามารถกู้กลับมาได้ไม่ยาก แต่ก็อย่ามองข้ามรายจ่ายของผู้สูงอายุในบ้านที่กำลังรอคุณอยู่  

ความรัก  :   เป็นไปได้ว่าชาวพุธสัปดาห์นี้ค่อนข้างขี้เหงา อ่อนไหว และโรแมนติก เรียกร้องความสนใจจากคนในครอบครัวมากมาย ขณะเดียวกันก็อย่าลืมผู้สูงอายุในบ้าน เพราะท่านก็ต้องการคุณ คนโสด จริงๆ คนที่คุณกำลังคบอยู่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ดังนั้น อย่าเพิ่งสัญญิงสัญญาอะไรกัน เพราะคุณน่าจะเหมาะกับผู้ใหญ่  

สุขภาพ   :  เด่นมากเรื่องระบบปัสสาวะ ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะมีความเสี่ยงที่กรวยไตและกระเพาะปัสสาวะจะมีปัญหา นอกจากนั้นยังต้องระวังการหกล้ม หรือบาดเจ็บกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงขาและหลัง

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนของชาวพฤหัส ในหัวใจของคุณยังเต็มอยู่ด้วยการบริการ สามารถทำงานได้ทุกตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแล้วคุณก็ทำได้ดีด้วย สามารถไปยืนอยู่แถวหน้าของงานนั้นๆ แต่สำหรับสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าความคิดของคุณจะลิงโลดทะยานจนใครก็ตามไม่ทัน โดยที่คุณก็ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จ จนไม่แคร์แม้จะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องก็ตาม ดังนั้น จึงเป็นการดีหากคุณจะรับงานอิสระ หรือทำงานของตัวเอง

การเงิน  :  มีเงินเข้ามาแต่ก็ไม่แน่นอน ขึ้นๆ ลงๆ เข้าๆ ออกๆ กว่าจะใช้เงินให้รอดสัปดาห์นี้ได้ก็แทบแย่ แต่ก็ยังนับว่าแต้มบุญคุณดี เพราะมีโอกาสได้รับเงินพิเศษ เงินรางวัล หรือเงินปันผล

ความรัก  :  สัปดาห์นี้ชาวพฤหัสมีโอกาสที่หัวใจจะไม่สงบเสียแล้ว สำหรับคนมีคู่ครองอยู่แล้วก็พยายามหักห้ามใจไว้นะคะ เพราะมีโอกาสที่คุณจะมีปากเสียงกับคู่ครองในประเด็นมือที่สาม     คนโสด  เจ้าชู้ค่ะ ขณะเดียวกันคุณก็ชอบที่จะเปลี่ยนโลกของเขาให้เป็นโลกของฉัน แต่หากผิดหวังแล้วก็จำจนตายเลย

สุขภาพ   :  คิดมาก ชอบเก็บเรื่องไร้สาระมาคิด ย้ำคิดย้ำทำ จนเกิดความเครียด มีความเสี่ยงที่จะลงกระเพาะ อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เพราะฉะนั้นจึงควรมองโลกในแง่ดี คิดบวก

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   ชาวศุกร์จ๋า อย่าเพิ่งเหนื่อยจ้า ลุกขึ้นมาก่อน เพราะคุณมีโอกาสปิดดีลส่งท้ายสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนอย่างสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวศุกร์ที่ทำงานในสายงานอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน อาคารสำนักงาน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศ หรือต่างจังหวัด เพื่อทำสัญญาซื้อขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ต่างๆ บอกเลยว่า งานนี้ควรทำการบ้านอย่างหนัก ทบทวน พร้อมหาเหตุผลประกอบ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

การเงิน  :  จริงๆ คุณสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง หากสัปดาห์นี้คุณกำลังลงทุนกับคู่รัก หรือคู่ครอง ผู้ใหญ่จะสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

ความรัก :   เป็นสัปดาห์ที่คุณตั้งความหวังเรื่องบ้าน รวมถึงการตั้งหลักปักฐาน กับคู่ครองมาก เสียจนกลายเป็นความคิดเห็นขัดแย้งกัน คนโสด ชาวศุกร์ตั้งมาตรฐานคนที่จะมาเป็นแฟนว่า ต้องเข้ากันได้ทั้งความคิดและทัศนคติ ทำงานเก่ง เป็นไปได้ว่าก็ยังคงโสดต่อไป  

 สุขภาพ  :  อย่ากลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะมีโอกาสที่จะโกโซบิ๊ก นอกจากนั้นหากจะออกนอกสถานที่ก็ควรให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็นพิเศษ ทั้งอาหาร ที่พัก และสถานที่สาธารณะ เพราะมีโอกาสที่คุณจะนำเชื้อไวรัสกลับบ้านมาด้วย

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  ก็ยังจูงมือผู้ใหญ่มาปิดท้ายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมอยู่นะคะ เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้ในสายตาของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่ผู้หญิงจะมองว่าคุณสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี มีโอกาสได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าคุณจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงจนไม่ใส่ใจถึงความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้าง ซึ่งนั่นจะส่งผลเสียทั้งกับงานและกับคุณอย่างน่าเสียดาย จึงควรเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย   

การเงิน  :  มีโชคลาภอย่างมั่นคงและเข้ามาไม่ขาดสาย จากผู้ใหญ่ผู้หญิง ซึ่งคุณจะให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานมากกว่ามูลค่าของเงิน ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะใช้ไปกับการเลี้ยงดูปูเสื่อบริวารและเพื่อนฝูง

ความรัก  :   เป็นสัปดาห์ที่คุณจะได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าครอบครัวอย่างมีความสุข แต่กระนั้นก็ตามปลายสัปดาห์คุณก็ยังอดที่จะแวบไปทำงานไม่ได้  คนโสด  สั้นๆ สำหรับชาวเสาร์ มีโอกาสถูกใจเด็กในที่ทำงานเดียวกัน

สุขภาพ   :   แม้ชาวเสาร์จะดูแลรักษาสุขภาพตัวเองอย่างดี แต่สัปดาห์นี้ก็อย่าประมาท เพราะมีโอกาสที่คุณจะเกิดการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้นยังต้องระวังมดลูก รวมถึงคุณแม่หลังคลอด อย่าเพิ่งยกของหนัก เดี๋ยวแผลจะปริ  

Camper

CAMPER “Right Niko” รองเท้าทรงบัลเล่ต์แบบโมดูลาร์ที่คุณสร้างได้เอง

Camper คอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2026 นำเสนอ Right Niko รองเท้าบัลเล่ต์แบบโมดูลาร์ที่ออกแบบมาเพื่อการปรับแต่ง โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

CAMPER “Right Niko” รองเท้าทรงบัลเล่ต์แบบโมดูลาร์ที่คุณสร้างได้เอง

ผลิตจากชิ้นส่วนสองชิ้นที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ รองเท้ารุ่น Right Niko สามารถประกอบใหม่ ถอดเปลี่ยน ผสมผสาน และซ่อมแซมได้ เพื่อยืดอายุการใช้งานและลดทอนความจำเป็นในการเปลี่ยนใหม่ มุ่งเน้นที่ความทนทานและการซ่อมแซมที่ง่าย นวัตกรรมการออกแบบล่าสุดของ Camper มีเป้าหมายเพื่อลดของเสียให้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็เพิ่มมูลค่าของรองเท้าแต่ละคู่ให้สูงสุด

รองเท้า Right Niko ผสานสองแนวคิดของแบรนด์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ความเรียบง่ายแบบผู้หญิงของรองเท้าบัลเลริน่ารุ่น Right ปีค.ศ. 2005 ที่มีพื้นรองเท้าแบบสองส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบแบบโมดูลาร์ของ Roku ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น ผลลัพธ์ที่ได้คือดีไซน์ที่ปรับแต่งได้เฉพาะตัว ผสานจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานของ Right และแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมของ Roku เข้าด้วยกัน

รองเท้า Right Niko ได้ชื่อมาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “สองชิ้น” โดดเด่นด้วยวัสดุรีไซเคิลและโครงสร้างสองชิ้นที่ไม่ใช้กาว ทำให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์ พื้นรองเท้าด้านนอกทำจาก TPU รีไซเคิลที่ยืดหยุ่นได้ จับคู่กับส่วนบนถักทอแบบ 3 มิติที่ระบายอากาศได้ดี ผลิตจาก CYCLEYARN® ของ Camper ซึ่งเป็นเส้นใยสิ่งทอที่ได้จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิต ทำให้เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งแล้วมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

รองเท้า Right Niko สามารถซื้อได้ทั้งแบบครบชุดหรือแยกชิ้น คอลเลคชั่นนี้เปิดตัวสองสไตล์ใหม่ คือ ทรงบัลเลริน่าและทรงแมรี่ เจน โดยแต่ละแบบมีให้เลือกสองสี ทำให้สามารถผสมผสานกันได้ถึง 16 แบบ ในหลายโทนสี ตั้งแต่ดำไปจนถึงเบอร์กันดีและแดงสด


เปิด 3 ชุดแต่งงานของ ญาญ่า – ใหม่ ดาวิกา – คิมเบอร์ลี่ จาก Louis Vuitton, Gucci และ Dior

เมื่อพูดถึงลุคเจ้าสาวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ชุดแต่งงานของเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยจากแฟชั่นเฮาส์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Gucci และ Dior ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญที่แฟนแฟชั่นจับตามอง โดยทั้ง “ญาญ่า อุรัสยา”, “ใหม่ ดาวิกา” และ “คิมเบอร์ลี่” ต่างปรากฏตัวในชุดวิวาห์สั่งตัดพิเศษที่สะท้อนตัวตน ความสง่างาม และงานฝีมือชั้นสูงของแต่ละเมซงออกมาได้อย่างโดดเด่น

ญาญ่า อุรัสยา – Louis Vuitton

เริ่มต้นที่ “ญาญ่า อุรัสยา” กับงานฉลองมงคสมรส ณ ประเทศนอร์เวย์ บ้านเกิดของเจ้าสาวที่เพิ่งผ่านพ้นไป ในฐานะ House Ambassador ของ Louis Vuitton เมซงจึงเลือกตัดชุดวิวาห์เป็นพิเศษให้กับเธอ โดยเดรสโดดเด่นด้วยโทนสีขาวบริสุทธิ์ โดดเด่นด้วยงานปักลูกไม้ชั้นสูงบนผ้าทูล ถ่ายทอดความงดงามอย่างละเอียดอ่อนทั่วทั้งชุด พร้อมประดับไข่มุกและคริสตัลเม็ดเล็กนับพันด้วยงานปักมือ รวมถึงถุงมือที่เข้าชุดกันอย่างประณีต

อีกหนึ่งดีเทลที่ช่วยเติมความสง่างามให้ลุคนี้ คือเวลผ้าไหมทูลปักลวดลายเข้าชุด และชายกระโปรงลากยาวที่พลิ้วไหวอย่างงดงาม เสริมให้ลุคเจ้าสาวของญาญ่าดูเรียบหรู โรแมนติก และเหนือกาลเวลาในทุกมุมมอง ก่อนคอมพลีตลุคด้วยต่างหูรุ่น Idylle จาก Louis Vuitton High Jewelry Collection พร้อมเมคอัพลุคละมุนจาก La Beauté Louis Vuitton

ใหม่ ดาวิกา – Gucci

เมื่อย้อนเวลากลับไป เราก็จะได้เห็นความสวยงาม เหนือกาลเวลาของอีกหนึ่งลุคเจ้าสาว นั่นคือ ใหม่ ดาวิกา แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Gucci ที่ถ่ายทอดความโรแมนติกผ่านงานลูกไม้สีขาวไอวอรี่ที่ปกคลุมทั่วทั้งชุด

ชุดดังกล่าวได้รับการออกแบบในลักษณะสองเลเยอร์ โดยเลเยอร์ด้านในมาในดีไซน์คอร์เซ็ตลูกไม้รัดใต้อก ช่วยขับซิลูเอตของเจ้าสาวให้ดูโปร่งบางและสง่างาม ก่อนต่อเข้ากับกระโปรงลูกไม้ลวดลายดอกไม้ ขณะที่ด้านนอกตกแต่งด้วยผีเสื้อจากผ้าลูกไม้กีย์ปูร์ในรูปแบบสามมิติ เพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับชุดอย่างอ่อนหวาน ซึ่งชุดนี้ใช้เวลาตัดเย็บกว่า 120 ชั่วโมง

ในช่วงงานเฉลิมฉลอง ใหม่ได้ถอดชุดเลเยอร์ด้านนอกออก เผยให้เห็นเดรสเกาะอกเข้ารูปที่ยังคงใช้ลูกไม้ลวดลายเดียวกัน ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับเจ้าสาวโดยยังคงความหรูหราเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังมีเวลผ้าทูลยาวตกแต่งชายลูกไม้ และรองเท้าที่ตัดเย็บจากผ้าชนิดเดียวกับชุด พร้อมประดับสัญลักษณ์ Bamboo คริสตัล รวมถึงสลักชื่อของเจ้าสาวไว้ภายในรองเท้า เพื่อสร้างชิ้นงานที่ออกแบบขึ้นสำหรับเธอเพียงคนเดียว

คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส – Dior

ปิดท้ายด้วย “คิมเบอร์ลี่” House Ambassador ของ Dior กับชุดแต่งงานโอต์ กูตูร์สำหรับงานเลี้ยงฉลองสมรส ที่สะท้อนความประณีตในแบบฉบับ Dior ผ่านงานตัดเย็บชั้นสูงและผ้าลูกไม้กีย์ปูร์ลายดอกอันละเอียดอ่อน

นอกจากซิลูเอตที่ดูสง่างามแล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือแถบผ้าคาดศีรษะปักลวดลายอย่างประณีต ซึ่งช่วยเติมกลิ่นอายความคลาสสิกและความหรูหราให้ลุคเจ้าสาวดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนงานฝีมือชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงได้อย่างชัดเจน

แม้ลุคทั้งหมดจาก Louis Vuitton, Gucci และ Dior ต่างสะท้อนนิยามของเจ้าสาวร่วมสมัยผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือความงดงามเหนือกาลเวลาที่เกิดขึ้นจากรายละเอียดและงานฝีมืออันประณีตของแต่ละเมซง


ภาพ: Instagram @Urassayas, @davikah และ @kimmy_kimberley

เรียบหรูและโรแมนติก เปิดลุควิวาห์ของ ญาญ่า อุรัสยา ณ ประเทศนอร์เวย์

หนึ่งโมเมนต์ที่แฟนแฟชั่นจับตามอง คือการปรากฏตัวของ “ญาญ่า อุรัสยา” ในวันสำคัญ ณ ประเทศนอร์เวย์ กับลุคเจ้าสาวที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของความเรียบหรู โรแมนติก และสง่างามได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับพิธีแต่งงาน Louis Vuitton รังสรรค์ชุดวิวาห์สั่งตัดพิเศษให้กับญาญ่าในโทนสีขาวบริสุทธิ์ โดดเด่นด้วยงานปักลูกไม้ชั้นสูงบนผ้าทูลที่เผยรายละเอียดอย่างประณีตและละเอียดอ่อนทั่วทั้งชุด พร้อมประดับไข่มุกและคริสตัลเม็ดเล็กนับพันด้วยงานปักมือ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง

อีกหนึ่งดีเทลที่ช่วยเติมความสง่างามให้ลุคนี้ คือเวลผ้าไหมทูลปักลวดลายเข้าชุด และชายกระโปรงลากยาวที่เคลื่อนไหวอย่างพลิ้วไหว เพิ่มบรรยากาศโรแมนติกเหนือกาลเวลาให้กับเจ้าสาวได้อย่างงดงาม

ในลุคนี้ญาญ่ายังคอมพลีทลุคด้วยต่างหูรุ่น Idylle จาก Louis Vuitton High Jewelry Collection พร้อมเมกอัพลุคละมุนจาก La Beauté Louis Vuitton ที่ช่วยขับเสน่ห์ความสวยแบบธรรมชาติให้ยิ่งโดดเด่น

ขณะที่ย้อนกลับไปช่วงดินเนอร์ก่อนวันแต่งงาน เจ้าสาวเลือกสวมเดรสสั่งตัดพิเศษจาก Stolen Studios กับเดรสสีขาวทรงสลิปเดรสที่มาพร้อมซิลูเอตเรียบโก้ ตกแต่งดีเทลบริเวณสะโพกอย่างประณีต โดยหนึ่งในรายละเอียดที่หลายคนพูดถึง คือข้อความ “Since 2011” ที่ถูกปักไว้บริเวณปลายแขนเสื้อ เพื่อสื่อถึงจุดเริ่มต้นความรักของทั้งคู่

โดยลุคดังกล่าวยังคอมพลีทด้วยรองเท้าส้นสูงประดับคริสตัลจาก Louis Vuitton ถ่ายทอดภาพของเจ้าสาวที่ดูเรียบง่าย แต่ยังคงความหรูหราและมีเสน่ห์ในทุกมุมมอง


NCT JNJM พร้อมระเบิดเคมีสุดลงตัวในแฟนมีตติ้งคู่ครั้งแรก

จากมิตรภาพยาวนานกว่า 10 ปี สู่แฟนมีตติ้งคู่ครั้งแรกที่ทุกคนไม่ควรพลาด ไปพิสูจน์เคมีสุดลงตัวกับ NCT JNJM ร่วมกันในวันที่ 8 สิงหาคม 2026 นี้

SM True จับคู่การรวมตัวที่ดีที่สุดในทุกด้านของ JENO (เจโน่) และ JAEMIN (แจมิน) ในนามยูนิต NCT JNJM (เอ็นซีที เจโน่แจมิน) มาโปรยเสน่ห์มัดใจแฟนคลับชาวไทย กับทัวร์แฟนมีตติ้งครั้งแรก 2026 NCT JNJM FANMEETING TOUR [DUALITY] # BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2026 เวลา 17:00 น. ณ อิมแพ็ค อารีน่า
NCT JNJM จุดกระแสความร้อนแรงให้วงการเพลง ด้วยการเดบิวต์อย่างเป็นทางการพร้อมมินิอัลบั้มชุดแรก ‘BOTH SIDES’ ที่ส่งให้พวกเขาขึ้นแท่น Half-Million Seller ด้วยยอดจำหน่ายถล่มทลายเกิน 5 แสนอัลบั้ม หลังปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมตอกย้ำความนิยมระดับโลกด้วยการกวาดอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงและอัลบั้มชั้นนำทั้งในเกาหลี, ญี่ปุ่น (Oricon Daily Albums) และจีน (QQ Music Digital Albums Chart)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NCT JNJM ถือเป็นที่สุดแห่งความลงตัวจากการทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ช่วงเป็นเด็กฝึกหัดจนถึงการทำกิจกรรมในนาม NCT และ NCT DREAM อีกทั้งในเดือนมกราคมปี 2026 JENO และ JAEMIN ยังได้โชว์ทักษะการแสดงและเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัวผ่านการรับบทนำในละครสั้นเรื่อง ‘WIND UP’ ซึ่งสร้างสถิติยอดผู้ชมสะสมทะลุ 5 ล้านวิว ภายในเวลาเพียง 5 วันหลังเปิดตัว ด้วยพื้นฐานจากการแสดงบนเวทีที่ยอดเยี่ยมและพลังงานที่เปี่ยมล้น รวมถึงขอบเขตทางดนตรีที่กว้างขวาง ทำให้พวกเขาสามารถสร้างตัวตนและเสน่ห์ที่หลากหลายได้อย่างชัดเจน จนได้รับความรักอย่างมหาศาลจากแฟนคลับทั่วโลก

สำหรับคีย์เวิร์ดสำคัญอย่าง “DUALITY” ถูกใช้เป็นคอนเซปต์หลักในการโปรโมตของทั้งคู่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มินิอัลบั้มจนถึงชื่อทัวร์แฟนมีตติ้งในครั้งนี้ เพื่อสื่อถึงภาพลักษณ์สองด้านที่แตกต่างแต่เติมเต็มกันได้อย่างไร้ที่ติ ระหว่าง JENO ผู้โดดเด่นด้วยการแสดงอันแข็งแกร่งและเสน่ห์บนเวทีที่สะกดทุกสายตา กับ JAEMIN ที่มาพร้อมเสน่ห์อันผ่อนคลายและทัศนคติที่เฉียบคมจากทักษะอันเป็นเลิศ ซึ่งทั้งสองสมาชิกต่างนำเสนอตัวตนและสีสันเฉพาะตัวออกมาได้อย่างอย่างเด่นชัด ก่อนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบ โดยผลงานเหล่านี้จะพิสูจน์ให้เห็นถึงการผนึกกำลังเพื่อถ่ายทอด “สุนทรียภาพแห่งสองขั้ว” ที่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังที่สุด
2026 NCT JNJM FANMEETING TOUR [DUALITY] จะเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ ซึ่งบัตรทั้ง 3 รอบการแสดง รวมไปถึงที่นั่งในโซนจำกัดการมองเห็น ถูกจับจองหมดเกลี้ยงทันทีที่เปิดจำหน่าย ก่อนจะออกเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในเอเชีย ได้แก่ โตเกียว, จาการ์ตา, มาเก๊า, เกาสง และปิดท้ายความประทับใจ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่เหล่า NCTzen (เอ็นซีทีเซ็น : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ชาวไทยต่างเฝ้ารอ

เตรียมพบกับช่วงเวลาอันแสนพิเศษ ผ่านการแสดงหลากหลายเวที และช่วงต่าง ๆ ที่จะเผยภาพลักษณ์สองขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจน พร้อมพิสูจน์ความสมบูรณ์แบบของเคมีที่แตกต่างแต่ลงตัวเมื่ออยู่เคียงคู่กัน เพราะไม่ว่าจะ Up, Down, Left, Right ด้านไหนก็ใช่ ด้านไหนก็ถูกใจ NCTzen อย่างแน่นอน
เปิดจำหน่ายบัตรรอบสมาชิก “NCTzen DREAM” Membership (GL) Pre-Sale ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2026 เวลา 19:00 น. – 23:59 น. รอบสมาชิก JOY-CLUB Pre-Sale วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2026 เวลา 11:00 น. – 15:59 น. และรอบบุคคลทั่วไป วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2026 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ทิคเก็ต ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com/event/NCTJNJM_DUALITY_BANGKOK บัตรนั่งราคา 6,500 (DUALITY PACKAGE) / 6,000 / 5,200 / 4,500 / 3,600 / 2,600 / 2,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ซื้อบัตร

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของคอนเสิร์ตได้ทางบัญชีโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของ SM True : Facebook (เฟซบุ๊ก) facebook.com/smtruethailand, Instagram (อินสตาแกรม) instagram.com/smtruethailand, X (เอ็กซ์) x.com/SMTrueThailand และ TikTok (ติ๊กต๊อก) tiktok.com/@smtruethailand สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อบัตรได้ทาง Counter Service : อีเมล [email protected] และไลน์ออฟฟิเชียล @counterservice

Wink Boy คัมแบ็ค! พัค จีฮุน เตรียมกลับมาจัดเต็มความฟินอีกครั้งในรอบ 3

จาก ‘ดันจงฟีเวอร์’ สู่ตัวจริงบนเวที! ‘พัค จีฮุน’ เตรียมเสิร์ฟความฟินพร้อมชวนเมย์ไทยร่วมสร้างโมเมนต์สุดพิเศษในงานแฟนคอน 11 ก.ค. นี้

แฟนคลับชาวไทยเตรียมหัวใจวิ้งค์!! ไปกับเจ้าของฉายา Wink Boy อย่าง “พัค จีฮุน” (Park Jihoon) นักร้องและนักแสดงมากความสามารถ ที่กำลังโกยความนิยมและความรักจากแฟนคลับทั่วโลก หลังภาพยนตร์ The King’s Warden ที่เจ้าตัวแสดงนำ โด่งดังและเกิดกระแส ‘ดันจงฟีเวอร์’ ทั้งในเกาหลีใต้และต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยหลังเข้าฉายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำเอาคอหนังอินหนักรีเควสอยากเจอตัวจริงเสียงจริงของหนุ่มจีฮุนกันแบบสุดๆ

งานนี้เจ้าตัวรับเรื่องอย่างไว รีบประกาศข่าวดีเตรียมมาเจอแฟนคลับชาวไทยแบบใกล้ชิด ในงาน 2026 PARK JI HOON ASIA FANCON [RE:FLECT] in BANGKOK ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ณ IDEA LIVE BRAVO BKK โดยจะเปิดขายบัตรในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง www.triplech.com บัตรราคา 5,900 / 4,900 / 3,900 / 2,900 บาท เรียกได้ว่านาทีนี้ ‘เมย์ไทย’ (May : ชื่อแฟนคลับ) ต้องรีบล็อกคิวกันให้พร้อม เพราะสนามชิงบัตรกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

สำหรับ พัค จีฮุน ไม่ได้คัมแบ็คระเบิดฟอร์มเพียงแค่ในพาร์ทการแสดงเท่านั้น แต่ยังกลับมาในฐานะนักร้องอีกครั้งในรอบ 3 ปี กับผลงานอัลบั้ม RE:FLECT ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ ที่เฝ้ารอเสียงร้องสุดละมุนและไฮโน้ตทรงพลังของเขาอีกครั้ง และแน่นอนว่าในแฟนคอนครั้งนี้ แฟนๆ จะได้เต็มอิ่มกับเพลงฮิต สนุกไปกับโชว์และใจฟูกับโมเมนต์สุดพิเศษที่หนุ่มจีฮุนเตรียมมามอบความสุขและใช้เวลาร่วมกับเมย์ไทยอย่างคุ้มค่าทุกวินาที นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์อีกมากมายที่เตรียมไว้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ
หนุ่มจีฮุนพร้อมเสิร์ฟความฟินจัดเต็ม!! เมย์ไทยห้ามพลาด… มาวิ้งค์ทั้งใจไปกับ Wink Boy ของพวกคุณ!!” ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Triple Check Thailand ทุกช่องทาง

VFC & BB Clinic

VFC จับมือ BB Clinic เปิดตัวศูนย์ผู้มีบุตรยากและสุขภาพองค์รวมครบวงจรแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท

เพื่อตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบของครอบครัวในทุกมิติ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร VFC ในเครือโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ร่วมกับ BB Clinic จัดงานเปิดตัว VFC & BB Clinic (Sukhumvit 11) อย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ชาคริต ศึกษากิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เวชธานี จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ พร้อมเชิญครอบครัวคนบันเทิงและแขกผู้มีเกียรติ อาทิ สัณณ์ชัย- ธัญญาเรศ เองตระกูล, สุชาติ สินรัตน์, จตุพร สารสินธ์, ศ.นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์, วราวุธ เจนธนากุล – อัธนียา เอี่ยมวสันต์, จิน ธรรมวัฒนะ – รติชา แพงทรัพย์ มาร่วมแสดงความยินดี

สองพันธมิตรชั้นนำ VFC และ BB Clinic จับมือต่อยอดความสำเร็จ เปิดตัวศูนย์ผู้มีบุตรยากและสุขภาพองค์รวมครบวงจรแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท พร้อมชวนคุณพ่อคุณแม่คนบันเทิงแชร์ประสบการณ์ตรงกับการสานฝันสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ

ดร.นพ. ตุลวรรธน์ พัชราภา ผู้อำนวยการปฏิบัติการ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “VFC ในเครือโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดให้บริการดูแลลูกค้ามาแล้วกว่า 15 ปี ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ และทีมนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง Embryologist ที่มีประสบการณ์ทำงานด้านพันธุศาสตร์และตัวอ่อนมายาวนาน และได้รับใบรับรองจากสมาคมด้านการเจริญพันธุ์และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนแห่งยุโรป (ESHRE : European Society of Human Reproduction and Embryology) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรทางการแพทย์ด้านการเจริญพันธุ์หรือการมีบุตรยากที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยพิสูจน์ได้ด้วยอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์ (Success Rate)ที่สูงมากกว่า 80% ถือเป็นผลงานระดับแถวหน้าของโลก นอกจากนี้ เรายังเป็นศูนย์ผู้มีบุตรยากที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน CCPC ด้านมีบุตรยากจาก JCI สหรัฐอเมริกา รายแรกของโลก ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเราดูแลตัวอ่อนของคุณด้วยมาตรฐานและเทคโนโลยีระดับสากลจริง ๆ โดยการที่เราขยายศูนย์มาที่สุขุมวิท 11 เพราะเราต้องการเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ผู้ใช้บริการ และครั้งนี้ก็พิเศษมากครับ เพราะเป็นการจับมือร่วมกับ BB Clinic ซึ่งจะสร้างมิติใหม่ให้กับวงการ เพราะเราไม่ได้มองแค่ความสำเร็จของการทำให้ตั้งครรภ์ แต่เรามองไปถึงเรื่องของเวลเนสและความงามของคุณแม่แบบครบวงจร และในฐานะที่ VFC & BB Clinic เป็นส่วนหนึ่งของเครือโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เราจึงสามารถดูแลทุกขั้นตอนของการสร้างครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเริ่มต้นวางแผนมีบุตร การฝากครรภ์ การคลอด ไปจนถึงการดูแลลูกน้อย ภายใต้มาตรฐานเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ

สินีนารถ เองตระกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ศูนย์ฯ แห่งนี้เรายึดพันธกิจที่สำคัญคือ ”ความสำเร็จและความอบอุ่นใจที่ใกล้ชิดคุณมากขึ้น“ เราให้ความสำคัญซึ่งเริ่มตั้งแต่วิเคราะห์และแก้ปัญหาความพร้อมในการเตรียมตัวมีบุตรและสภาวะจิตใจซึ่งแตกต่างกันไปเฉพาะบุคคล โดยคัดกรองการผสานศาสตร์แห่งความงามและสุขภาพองค์รวม (Aesthetic & Wellness) เพื่อให้เข้ากับเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ได้อย่างลงตัว จึงทำให้ผู้รับบริการมีโอกาสได้รับความสำเร็จในการมีบุตรอย่างสูงสุด เรายังใส่ใจในการฟื้นฟูดูแลภาพลักษณ์ความงามหลังคลอดให้อีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าในทุกช่วงเวลาทั้งก่อนและหลังคลอด เราจะเลือกสรรวิธีการดูแลเฉพาะตัว และมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่คุณได้ตลอดเวลา ภายใต้บรรยากาศ และทำเลที่ตั้งที่จะให้คุณได้รู้สึกอบอุ่นเป็นส่วนตัวและใกล้ชิดคุณมากยิ่งขึ้นจริงๆ“

ภายในงาน ยังได้ฟังประสบการณ์ตรงจากผู้ที่มาใช้บริการจริง ไม่ว่าจะเป็น โบว์-เบญจวรรณ อาร์ดเนอร์ นักแสดงจากช่อง 3 ที่มาใช้บริการในการฝากไข่ นอกจากนั้น ยังมีเคสที่มาปรึกษาคุณหมอด้านการมีบุตร อาทิ คู่รัก แอนดรูว์-กรเศก และ แพร-ปภาดา โคนินทร์ , ปุณภัท-วรารัตน์ อภิชญาวรกุล ที่มาพร้อมน้องเคเดน มาร่วมบอกเล่าประสบการณ์การเตรียมตัวมีบุตร และบอกเล่าถึงบริการที่เรียกว่าประทับใจในทุกช่วงเวลา

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้ารับการปรึกษาที่ VFC & BB Clinic สุขุมวิท 11 สอบถามรายละเอียดหรือนัดหมายคิวได้ทาง 095-370-7522 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ www.v-ivf.com
Facebook https://www.facebook.com/share/17H1REESeZ/?mibextid=wwXIfr


ครั้งแรกในพื้นที่ประวัติศาสตร์ LOUIS VUITTON จัดแฟชั่นโชว์ CRUISE 2027 ใน The Frick Collection

สำหรับ Cruise 2027 ดีไซเนอร์อย่างNicolas Ghesquière พา Louis Vuitton กลับสู่นิวยอร์กอีกครั้ง พร้อมเลือก The Frick Collection เป็นสถานที่จัดโชว์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในเชิงแฟชั่นและวัฒนธรรม เพราะนี่คือครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเก่าแก่แห่งนี้เปิดพื้นที่ให้กับแฟชั่นโชว์ ท่ามกลางบรรยากาศของสถาปัตยกรรมยุค Gilded Age และคอลเล็กชั่นศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ทำให้โชว์ครั้งนี้เหมือนเป็นการเชื่อมโยงแฟชั่น ศิลปะ และตัวตนของมหานครนิวยอร์กเข้าด้วยกัน

สำหรับแรงบันดาลใจของคอลเล็กชั่นนี้มาจาก “ความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้” ของนิวยอร์ก ไม่ว่าจะเป็นความหรูหราแบบอัปทาวน์กับพลังดิบของดาวน์ทาวน์ วัฒนธรรมลักชัวรี่กับสตรีตคัลเจอร์ หรืออดีตกับอนาคต ซึ่งดีไซเนอร์ได้ถ่ายทอดออกมาผ่านเสื้อผ้าที่ผสมงานตัดเย็บแบบยุโรปเข้ากับสไตล์อเมริกันร่วมสมัย นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงถึง Keith Haring ศิลปินระดับไอคอนแห่งยุค 1980 ผ่านลายกราฟิกและเครื่องประดับหลายชิ้น โดยเฉพาะกระเป๋าที่นำภาษาภาพของ Haring มาตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น

ด้านเสื้อผ้า คอลเล็คชั่นนี้เต็มไปด้วยการเล่นกับความคอนทราสต์อย่างชัดเจน ตั้งแต่เสื้อระบายดรามาติกที่จับคู่กับกางเกงกีฬา แจ็กเก็ตโครงเฉียบคมกับกระโปรงสั้นทรงสปอร์ต ไปจนถึงการใช้ผ้าเมทัลลิก หนังเงา ผ้าซาติน และพื้นผิวหลากหลายภายในลุคเดียว สีสันยังคงโดดเด่นแบบป๊อปอาร์ต ทั้งสีเงิน เหลืองไฟฟ้า แดงสด และลายกราฟิกขาวดำ ขณะเดียวกัน Louis Vuitton ยังแทรกเอกลักษณ์ด้านการเดินทางของแบรนด์ ผ่านรายละเอียดกระเป๋าทรงทรังก์ ฮาร์ดแวร์วินเทจ และแอ็กเซสซอรีที่ดูเหมือนกับงานประติมากรรมมากกว่าเครื่องประดับทั่วไป

Cruise 2027 จึงเป็นอีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่สะท้อนตัวตนของ Nicolas Ghesquière ได้ชัดเจนที่สุด ทั้งความล้ำสมัย ความเป็นศิลปะ และความสามารถในการทำให้เสื้อผ้าที่ดูซับซ้อน กลับมีพลังและสวมใส่ได้จริงในเวลาเดียวกัน


ภาพ: Courtesy of Brand

“xTool” ผู้นำอุปกรณ์สร้างสรรค์ระดับโลก เปิดตัวซีรีส์เครื่องมือแกะสลักด้วยเลเซอร์ที่จะเป็น “เครื่องทำเงิน” พร้อมด้วย “100 Local Brands Power-Up Program”

“xTool (เอ็กซ์ทูล)” ผู้นำระดับโลกด้านเครื่องมือสร้างสรรค์ จัดงาน “Southeast Asia Brand Premiere” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ประกาศเดินหน้ารุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มรูปแบบ ภายในงานยังได้เผยโฉมนวัตกรรมเรือธงประจำปี “M2 Color Craft Laser” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์และผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์โดยเฉพาะ พร้อมยังได้เปิดตัวโครงการ “xTool Thailand Local Brand Power-UP Program (100 Local Brands Initiative)” เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ สตูดิโอ และสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพทางธุรกิจ เข้าร่วมต่อยอดและขยายธุรกิจกับ xTool ผ่านกิจกรรมป๊อปอัพแบบ immersive การให้คำปรึกษาเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร การสร้างการรับรู้แบรนด์ร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนการสร้างทราฟฟิกบนโซเชียลมีเดียในประเทศไทย

คุณเจสซี หลิว ประธานบริษัท xTool

คุณเจสซี หลิว ประธานบริษัท xTool เปิดเผยว่า ปัจจุบัน xTool (เอ็กซ์ทูล) ถือเป็นแบรนด์เป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องเลเซอร์แกะสลักและตัดระดับโลก โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดและมากกว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของคู่แข่งอันดับ 2 ถึงอันดับ 10 รวมกัน สะท้อนศักยภาพทางธุรกิจและความสำเร็จอันเกิดจากความเชื่อมั่นของครีเอเตอร์หลายล้านคนทั่วโลกที่ทำให้ xTool เป็น “เครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้และต่อยอดธุรกิจสร้างสรรค์” สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยหัวใจสำคัญมาจากการนำเทคโนโลยีเลเซอร์อุตสาหกรรมที่เดิมมีราคาสูงและเข้าถึงยาก มาพัฒนาให้เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม

คุณนีล เฟิง ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย

“xTool เชื่อมั่นในศักยภาพทางธุรกิจของตลาดไทยในอนาคตอย่างมาก เนื่องด้วยประเทศไทยมีระบบนิเวศด้านความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งและมีรากฐานด้านงานฝีมืออันโดดเด่น บริษัทฯ จึงเลือกก่อตั้งโรงงานและวางโครงสร้างซัพพลายเชนแบบครบวงจรในประเทศ ซึ่งการตัดสินใจนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระยะยาวต่อตลาดไทย แต่ยังเป็นการมอบคุณค่าที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ ทั้งในด้านการจัดส่งที่รวดเร็ว การตอบสนองความต้องการโดยทีมงานมืออาชีพในไทย ตลอดจนความมั่นใจด้านเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ”

ตัวเลือกแรกของผู้เริ่มต้นธุรกิจยุคใหม่ด้วยต้นทุนต่ำ พร้อมพิสูจน์โมเดลธุรกิจสินค้าสั่งทำเฉพาะบุคคลที่สร้างกำไรสูง เพื่อการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับนักสร้างสรรค์ชาวไทย xTool M2 ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจและเร่งการหมุนเวียนเงินทุน ภายใต้แนวคิด “Easy, Powerful, Accessible” โดยรุ่น M2 ได้นำเทคโนโลยี Dual Cameras และระบบ ACS™ (Auto-Creation System) ซึ่งเดิมพบได้เฉพาะในเครื่องระดับไฮเอนด์ มาให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยราคาเริ่มต้นที่สามารถแข่งขันได้ M2 ช่วยให้ผู้สร้างสรรค์งานแฮนด์เมดจากที่บ้านสามารถผลิตผลงานคุณภาพระดับมืออาชีพได้จากโฮมสตูดิโอของตนเอง โดยปราศจากความกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดด้านเทคนิคได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โมเดลธุรกิจ “Customization Service” ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างกำไรในระดับสูง ถูกนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็วในกลุ่ม Home Crafters ด้วยระบบการใช้งานที่เรียบง่าย ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจจากที่บ้านสามารถผลิตสินค้าต่างๆ เช่น จี้สั่งทำพิเศษ ที่รองแก้ว และการ์ดดีไซน์ประณีต ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที พร้อมช่วยให้เกิดการคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศและนักศึกษาที่ต้องการสร้างรายได้เสริม หรือคุณแม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจที่มั่นคงในเวลาว่าง สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยต้นทุนที่ไม่สูง ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจของขวัญขนาดกลางและขนาดย่อม (Gift SMBs) งานคัสตอมยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางศิลปะให้กับวัสดุทั่วไป เช่น ไม้ โลหะ และหนัง ส่งผลให้สามารถสร้างกำไรต่อออเดอร์ได้สูงขึ้น และลดระยะเวลาคืนทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศักยภาพในการสร้างกำไรในระดับสูงนี้ได้รับการพิสูจน์จากตลาดแล้ว โดยในปีที่ผ่านมา xTool ได้ทดลองโมเดล “Customization Service” ในเมืองพัทยา ผ่านการใช้งาน xTool F2 ซึ่งในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าโดดเด่นอย่างมาก โดยเครื่องเพียงหนึ่งเครื่องสามารถรองรับออเดอร์ได้มากกว่า 150 รายการภายในวันเดียว และสร้างรายได้สูงสุดต่อวันมากกว่า 17,000 บาท ตลอดระยะเวลาทดลองหนึ่งเดือน โครงการดังกล่าวสามารถสร้างรายได้รวมเกือบ 120,000 บาท ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ โคมไฟแกะสลักลายใบไม้ แก้วน้ำสั่งทำเฉพาะบุคคล และเครื่องประดับสลักลวดลายเฉพาะบุคคล

“xTool” ผู้นำอุปกรณ์สร้างสรรค์ระดับโลก เดินหน้ากลยุทธ์บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวซีรีส์เครื่องมือแกะสลักด้วยเลเซอร์ที่จะเป็น “เครื่องทำเงิน” พร้อมด้วย “100 Local Brands Power-Up Program”

“xTool Retail Studio” เพิ่มประสบการณ์คัสตอมแบบเรียลไทม์ สร้างทราฟฟิกและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

ในฐานะหัวใจสำคัญของโครงการ Power-Up Program xTool ยังได้เปิดตัวโซลูชัน “xTool Retail Studio” ที่เปลี่ยนประสบการณ์ “การคัสตอมหน้างาน” ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มทราฟฟิกและประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านค้า สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือระหว่าง xTool และ Starbucks Thailand เป็นต้นแบบสำคัญด้านนวัตกรรมค้าปลีก โดยปัจจุบันร้าน Starbucks Reserve™ Chao Phraya Riverfront ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ได้เปิดให้บริการ xTool Retail Customization Station อย่างเป็นทางการ เพื่อมอบประสบการณ์ออกแบบข้อความเฉพาะบุคคลที่สะท้อนตัวตนบนแก้วทัมเบลอร์ให้แก่ลูกค้า

ด้าน คุณนิภารัตน์ เยาว์วิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมการขายและการตลาด สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เผยว่า หลังจากเปิดให้บริการออกแบบข้อความเฉพาะบุคคลที่ Starbucks Reserve™ Chao Phraya Riverfront ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกอย่างล้นหลามจากลูกค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ลูกค้าไม่ได้เพียงเพลิดเพลินกับบริการดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรู้สึกเชื่อมโยงทางอารมณ์กับโอกาสในการสร้างสรรค์ไอเทมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสลักชื่อของตนเองหรือคนสำคัญลงบนผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์ที่มีความหมายและสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน ความต้องการสินค้าสั่งทำเฉพาะบุคคลนี้ได้ช่วยเพิ่มทราฟฟิกให้ร้านค้า รวมถึงสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียในตลาดพรีเมียมอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ในปี 2569 เทรนด์การสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะบุคคลกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของร้านแฟลกชิปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกของ Huawei, Meta Lab ในนิวยอร์ก และร้าน Decathlon กว่า 200 สาขาทั่วโลก ได้นำบริการสร้างสรรค์สินค้าตามความต้องการเฉพาะบุคคลมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลของร้าน Huawei ในเซี่ยงไฮ้ พบว่า ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดให้บริการ ยอดขายสินค้าของ 5 สาขานำร่องเพิ่มขึ้นถึง 58% ขณะที่จำนวนผู้เข้าใช้บริการภายในร้านเพิ่มขึ้น 18% นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับช่องทางออนไลน์ อัตราการคืนสินค้าลดลงถึง 80% และยังสามารถสร้างสถิติ “ไม่มีข้อร้องเรียนจากลูกค้า” ตลอด 10,000 ออเดอร์ที่ผ่านมา โดย xTool เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีเบื้องหลังแบรนด์ชั้นนำเหล่านี้ ปัจจุบันโซลูชัน Retail Studio ของ xTool ได้ถูกนำไปใช้งานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ และครอบคลุมจุดให้บริการมากกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก ทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้า ผ่านประสบการณ์ออกแบบเฉพาะบุคคลที่สร้างความแตกต่างเหนือสินค้ามาตรฐานทั่วไปได้มากยิ่งขึ้น

คุณนิภารัตน์ เยาว์วิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโส

โรงงานในประเทศไทยและระบบ Care+: เสริมความต่อเนื่องทางธุรกิจผ่านระบบสนับสนุนในประเทศ

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการหลักด้านความมั่นคงในการดำเนินงานของผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ xTool ได้เปิดตัวระบบบริการ “Care+ Exclusive Service System” โดยอาศัยจุดแข็งจากโรงงานและเครือข่ายซัพพลายเชนภายในประเทศไทย ระบบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากทีมเทคนิคที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้การให้บริการและการสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ขณะเดียวกัน ระบบคลังสินค้าในประเทศยังช่วยรองรับการจัดส่งที่รวดเร็วเป็นพิเศษ ช่วยลดระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เพื่อให้ธุรกิจของ Home Crafters และผู้ประกอบการสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงซ่อมบำรุง Care+ ยังได้เปิดตัวระบบ “Loaner Machine” หรือเครื่องสำรองใช้งาน โดยในระหว่างที่ลูกค้าส่งเครื่องเข้ารับการซ่อมบำรุง xTool จะจัดส่งเครื่องสำรองให้ใช้งานชั่วคราว กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจาก Downtime ต่อสายการผลิต และช่วยรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสนับสนุนแบบครบวงจรนี้ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยศักยภาพการผลิตภายในประเทศ จะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ชาวไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องในการผลิตและขยายศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างมั่นคงตลอดเส้นทางการเติบโตเชิงพาณิชย์

สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ M2 สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการได้ดังต่อไปนี้

  1. Shopify: https://asia.xtool.com/th-th/products/xtool-m2-laser-with-color-module-for-creative-projects
  2. TikTok: https://vt.tiktok.com/ZS9FhyHdWQdbU-6EpnA/
  3. Shopee: https://shopee.co.th/product/1735059459/49060735048

TWS ชวนสร้างโมเมนต์สุดพิเศษในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ

เตรียมล็อกคิวเปิดรับพลัง Boyhood Pop และโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ 6 หนุ่ม TWS ในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ 26 ก.ย. นี้

ถึงเวลาที่ 42 ชาวไทย (42 (ซาอี) ชื่อแฟนคลับ) จะได้ไปสร้างความทรงจำสุดพิเศษแบบ “24/7” กับ TWS (ทูอัส) บอยกรุ๊ปมาแรงจากค่าย PLEDIS Entertainment ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากแฟน K-POP ทั่วโลก หลังจากประกาศทัวร์อย่างเป็นทางการ ก็ไม่พลาดที่จะปักหมุดแลนดิงไทยแลนด์ ในคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย “2026 TWS TOUR ’24/7:FOR:YOU’ IN BANGKOK” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 18:00 น. ณ ไอเดีย ไลฟ์, บราโว่ บีเคเค งานนี้แฟนๆ ชาวไทยเตรียมโดนตกเพิ่มไปกับโชว์สุดพิเศษ โปรดักชันเต็มรูปแบบ และเสน่ห์เกินห้ามใจของทั้ง 6 หนุ่ม ที่พร้อมแท็กทีมมาเติมความสุขและสร้างโมเมนต์สุดฟินกับทุกคนแบบใกล้ชิดที่สุด

TWS ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 6 คน ได้แก่ ชินยู (SHINYU), โดฮุน (DOHOON), ยองแจ (YOUNGJAE), ฮันจิน (HANJIN), จีฮุน (JIHOON) และ คยองมิน (KYUNGMIN) โดยชื่อวงย่อมาจาก “TWENTY FOUR SEVEN WITH US” หมายถึง การอยู่เคียงข้างแฟนๆ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทุกช่วงเวลา พวกเขาพร้อมถ่ายทอดพลังแห่งวัยรุ่นผ่านแนวดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกขนานนามว่า “Boyhood Pop” ด้วยเสน่ห์สดใส สนุก และเต็มไปด้วยพลังแห่งการเติบโต ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในศิลปิน K-POP รุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองและได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้

หลังจากเดบิวต์อย่างเป็นทางการ TWS ก็กวาดกระแสนิยมทันทีด้วยเพลง “plot twist” จากอัลบั้มเปิดตัว “Sparking Blue” ที่สามารถติดชาร์ต Billboard Global 200 ต่อเนื่องนานถึง 8 สัปดาห์ พร้อมคว้าอันดับ 1 บนชาร์ตประจำปีของ Melon แพลตฟอร์มสตรีมมิงชั้นนำของเกาหลีใต้ อีกทั้งผลงานทั้ง 5 ชุดของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มเดบิวต์, มินิอัลบั้มชุดที่ 2 “SUMMER BEAT!”, ซิงเกิลแรก “Last Bell”, มินิอัลบั้มชุดที่ 3 “TRY WITH US” และมินิอัลบั้มชุดที่ 4 “play hard” ต่างก็มียอดขายทะลุครึ่งล้านชุดทั้งหมด ตอกย้ำความนิยมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพลง “OVERDRIVE” ที่สร้างกระแสฟีเวอร์และได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย จนกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตขวัญใจมหาชนและแดนซ์ชาเลนจ์ที่ใครๆ ก็ต้องเต้นตามกลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์สุดฮอตแห่งปี  ก่อนที่อัลบั้มล่าสุด “NO TRAGEDY” จะสร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขายสัปดาห์แรกทะลุ 1.1 ล้านชุด กลายเป็นอัลบั้มล้านแตกชุดแรกของวง พร้อมได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งการติดโผ NME 100 ประจำปี 2568 และได้รับเลือกให้เป็นศิลปิน K-pop เพียงกลุ่มเดียวใน Rolling Stone Future 25 ประจำปี 2569

สำหรับงาน “2026 TWS TOUR ’24/7:FOR:YOU’ IN BANGKOK” เปิดจำหน่ายบัตรในราคา VIP PACKAGE 6,900 (บัตรยืน) / 5,900 (บัตรยืน) / 4,900 / 3,900 / 2,900 บาท บัตรทุกราคาจะได้รับบัตรแข็งและโปสเตอร์ที่ระลึก นอกจากนี้ ผู้ถือบัตร VIP PACKAGE ยังจะได้รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์เข้าชม Soundcheck รวมถึงลุ้นเป็น 1 ใน 30 ผู้โชคดีที่จะได้รับโปสเตอร์พร้อมลายเซ็น และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย โดยงานนี้จะเปิดจำหน่ายบัตรรอบ 42 MEMBERSHIP PRESALE ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 12:00 – 18:00 น. ผ่านทาง www.imethai.com เท่านั้น ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการซื้อบัตรรอบพรีเซล จำเป็นต้องสมัครสมาชิก 42 MEMBERSHIP (GLOBAL) และลงทะเบียนเข้าร่วมการจำหน่ายบัตรล่วงหน้า (42 MEMBERSHIP PRESALE) ผ่านทาง Weverse ให้เสร็จสมบูรณ์ ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 13:00 น. – 14 มิถุนายน 2569 เวลา 13:00 น. เท่านั้น จึงจะสามารถเข้าร่วมซื้อบัตรในรอบพรีเซลได้ และจะมีการเปิดจำหน่ายบัตรรอบทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 12:00 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง www.imethai.com สำหรับบัตรทุกราคา และ www.fantopia.io สำหรับบัตรราคา 4,900 / 3,900 / 2,900 บาท เท่านั้น

Lei Jun

จากแฟนคลับ Tesla สู่คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด! Lei Jun แห่งอาณาจักร Xiaomi

ในโลกธุรกิจอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เล่ย จุน (Lei Jun) คือผู้ปลุกปั้น Xiaomi จากแบรนด์สมาร์ทโฟนราคาประหยัด จนกลายเป็นอาณาจักรเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลก แต่มีอีกหนึ่งมุมที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เล่ย จุน เคยยกให้ซีอีโอของ Tesla อย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เป็นทั้งไอดอลและแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ในการทำธุรกิจ กระทั่งวันนี้ เขากลับพารถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นคู่ปรับคนสำคัญ และเปลี่ยนสถานะของทั้งคู่จาก “แฟนบอยกับไอดอล” สู่การเป็น “คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด” แห่งยุค

ย้อนกลับไปในปี 2013 ยุคที่ Xiaomi เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 3 ปี เล่ย จุน ได้เดินทางไปยังซิลิคอนแวลลีย์ และทริปนั้นเองที่กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดครั้งใหญ่เมื่อเขาได้พบกับ อีลอน มัสก์ ซึ่งเล่ย จุน เคยให้สัมภาษณ์ถึงความประทับใจในครั้งนั้นไว้ว่า

คนส่วนใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์มักคิดทำซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันที่ทำเงินได้เร็ว แต่มัสก์กลับเลือกทำในสิ่งที่ยากและเสี่ยงมหาศาลอย่างรถยนต์ไฟฟ้า, จรวด และพลังงานแสงอาทิตย์ มัสก์เป็นคนที่บ้าบิ่นมากในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับผม เขาคืออัจฉริยะที่มองเห็นอนาคตก่อนใคร สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจเพื่อผลกำไร แต่เขากำลังแก้ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติในอีก 100 ปีข้างหน้า” วิสัยทัศน์นี้เองที่จุดประกายให้ เล่ย จุน หันมามองการทำธุรกิจในมุมใหม่ ว่าซอฟต์แวร์และระบบอินเทอร์เน็ตสามารถพลิกโฉมได้ไกลกว่าที่เขาคาดคิด”

หลังจากทริปนั้น เล่ย จุน กลายเป็นคนจีนกลุ่มแรกๆ ที่ควักเงินซื้อ Tesla Model S มาขับ และทำหน้าที่เป็นสาวกตัวยงที่คอยเขียนบล็อกชื่นชมวิสัยทัศน์ของมัสก์บนโลกโซเชียลอยู่เสมอ ในฐานะบริษัทที่ไม่ได้แค่อยากผลิตรถยนต์ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดที่มีต่อพลังงาน

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ โลกของ EV เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในเดือนมีนาคม 2021 เล่ย จุน ช็อกวงการด้วยการประกาศว่า Xiaomi จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าของตัวเอง โดยพร้อมลงทุนสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ เพราะมองว่ารถยนต์ในอนาคตจะไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือสมาร์ทโฟนคันใหญ่ที่มีล้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Xiaomi เชี่ยวชาญที่สุดผ่านระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human x Car x Home”

Xiaomi SU7
Xiaomi SU7

และการเปิดตัว Xiaomi SU7 ก็พิสูจน์ว่างานนี้พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ ซีดานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์กลายเป็นหมัดเด็ดที่ส่งมาถล่ม Tesla Model 3 โดยตรง ซึ่งในวันนี้ Xiaomi สามารถสร้างปรากฏการณ์พลิกโฉมวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการขึ้นแท่นรถเก๋งไฟฟ้าพรีเมียมอันดับ 1 ในจีน โค่นแชมป์เก่าอย่าง Tesla Model 3 ได้สำเร็จ โดยชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีระบบปฏิบัติการ HyperOS ที่เชื่อมต่อสมาร์ตโฟนและ IoT ได้อย่างลื่นไหล มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือกว่าในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม เล่ย จุน ยังคงชื่นชม อีลอน มัสก์ อยู่เสมอ ล่าสุดทั้งคู่มีโอกาสได้พบกันระหว่างที่ อีลอน มัสก์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ร่วมกับคณะผู้แทนทางธุรกิจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในงานเลี้ยงต้อนรับระดับรัฐพิธีอันทรงเกียรติ ณ มหาศาลาประชาชน (Great Hall of the People) ซึ่งเล่ย จุน ได้เดินถือสมาร์ทโฟนตรงเข้าไปหามัสก์เพื่อขอถ่ายรูปเซลฟี่คู่กันด้วยตัวเองอย่างเป็นกันเอง

เหตุการณ์นี้ถูกสื่อต่างประเทศและชาวเน็ตนิยามว่าเป็น “การสลับบทบาทครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 13 ปี” ะจากวันแรกในปี 2013 ที่ เล่ย จุน เป็นเพียงผู้เดินทางไปศึกษา Tesla วันนี้เขากลับมายืนในฐานะผู้สร้างสมาร์ทอีวี ที่กำลังเขย่าบัลลังก์ของ Tesla  ถือเป็นการก้าวขึ้นมากระทบไหล่ไอดอลในฐานะคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีที่สุดบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้ถูกสื่อต่างประเทศและชาวเน็ตนิยามว่าเป็น “การสลับบทบาทครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 13 ปี” เพราะจากวันแรกในปี 2013 ที่เล่ย จุน เป็นเพียงผู้เดินทางไปศึกษาดูงานของ Tesla วันนี้เขากลับมายืนในฐานะคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีที่สุดของ Tesla

มองต์เฟลอ

มองต์เฟลอ เผยเสน่ห์แฟชั่นรักษ์โลกผ่านคอลเล็คชั่น TRÈS CHÉRIE จาก POEM x CHERRY KHEMUPSORN

ในวันที่ “ความยั่งยืน” กลายเป็นมากกว่าเทรนด์ แต่คือแนวคิดสำคัญของการใช้ชีวิตยุคใหม่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่าย “มองต์เฟลอ” (Mont Fleur) น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากแหล่งกำเนิดแหล่งน้ำใต้ดินธรรมชาติ เดินหน้าส่งต่อแนวคิดการดูแลโลกอย่างสมดุล ผ่านการร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลัก ในงานเปิดตัว “TRÈS CHÉRIE” คอลเล็คชั่นล่าสุดจากแบรนด์แฟชั่น POEM x CHERRY KHEMUPSORN ที่ถ่ายทอดความงามร่วมสมัยผ่านมุมมองของแฟชั่นที่อ่อนโยนต่อโลกอย่างละเมียดละไม

“TRÈS CHÉRIE” ถือกำเนิดจากการพูดคุย แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และร่วมกันออกแบบระหว่าง “ฌอน–ชวนล ไคสิริ” ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรกเตอร์แบรนด์ POEM กับ “เชอรี่–เข็มอัปสร สิริสุขะ” จนกลายเป็นคอลเล็คชั่นที่เปรียบเสมือน “จดหมายแห่งความรู้สึก” ถ่ายทอดเสน่ห์ของหญิงสาวฝรั่งเศสผู้เรียบโก้ งดงามอย่างเป็นธรรมชาติ และเต็มไปด้วยอิสรภาพทางความคิด ผ่านกลิ่นอาย French New Wave และปรัชญาแห่งความงามแบบ Effortless Beauty

มองต์เฟลอ

ความพิเศษของคอลเล็คชั่นนี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความงามของงานดีไซน์ แต่ยังสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วิธีการตัดเย็บที่ช่วยลดการสูญเสีย ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณค่า ผ้าค้างสต็อกจากอุตสาหกรรมแฟชั่น (Deadstock) ที่ถูกนำกลับมาสร้างคุณค่าอีกครั้ง การเลือกใช้ผ้าทอพื้นถิ่นจากโคราช เกาะยอ และน่าน รวมถึงการใช้เส้นใยฟางข้าวและหนังวีแกน เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับงานหัตถศิลป์ไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่ไร้กาลเวลา

มองต์เฟลอ ถ่ายทอดเสน่ห์แฟชั่นรักษ์โลกผ่าน TRÈS CHÉRIE คอลเล็คชั่นล่าสุดจาก POEM x CHERRY KHEMUPSORN

ภายในงานอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งศิลปะ แฟชั่น และแรงบันดาลใจ ผ่านแฟชั่นโชว์ที่สะท้อนเสน่ห์สไตล์ French Beauty อันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ในโอกาสนี้ผู้บริหาร SPC นำโดย “นายบุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการ พร้อมด้วย “นางชัยลดา ตันติเวชกุล” รองกรรมการผู้อำนวยการ “นายเพชร พะเนียงเวทย์” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพฉลองการเปิดตัวคอลเลกชัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความงาม ความรัก และความอ่อนโยนต่อโลก

มองต์เฟลอ

อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ร่วมเติมเต็มความสมบูรณ์ของงาน คือ “มองต์เฟลอ” น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากแหล่งกำเนิดแหล่งน้ำใต้ดินธรรมชาติ ที่ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลัก พร้อมส่งต่อแนวคิดการดูแลโลกอย่างสมดุล ผ่านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิด “Natural – Healthy – Sustainable” ได้อย่างชัดเจนและสอดคล้องกับเทรนด์ ESG (Environmental, Social, Governance) ในปัจจุบัน มองต์เฟลอยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้ง “Mont Fleur Elite Oxygenated Mineral Water” ในรูปแบบกระป๋องอะลูมิเนียมที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% และขวดน้ำแร่ที่พัฒนาฝา “Tethered Cap” ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่จะปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมและยังลดการสูญหาย เพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล

มองต์เฟลอ

เพราะไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นหรือการใช้ชีวิต ความงามที่แท้จริงอาจไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็นจากภายนอก แต่คือสิ่งที่เราเลือกส่งต่อให้กับโลกในทุกวัน เช่นเดียวกับ “TRÈS CHÉRIE” ที่ถ่ายทอดความอ่อนโยนผ่านงานออกแบบ และ “มองต์เฟลอ” ที่คัดสรรความบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% เพื่อร่วมสร้างสมดุลระหว่างความงาม การใช้ชีวิต และความยั่งยืนให้โลกใบนี้ต่อไปอย่างงดงามในระยะยาว


BEAUTY EDITOR TALK

ถอดรหัสลุคพรมแดง EP.2 CANNES FILM FESTIVAL 2026

คนไทยไม่ตายกล้องสด EP.2 : ถอดรหัสลุคพรมแดง CANNES FILM FESTIVAL 2026 ที่ยิ่งซูมยิ่งสวย

หลังสร้างไวรัล ‘คนไทยไม่ตายกล้อง GETTY’ จากแฟชั่นวีคมาแล้ว คนดังชาวไทยยังคงสร้างแรงกระเพื่อมต่อบนพรมแดง CANNES FILM FESTIVAL อีกหนึ่งเวทีที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดของกล้องและแฟลชระดับโลก

เพราะพรมแดง CANNES คือพื้นที่ที่กล้องซูมสามารถเก็บได้ตั้งแต่เท็กซ์เจอร์ผิว ความเงาบนใบหน้า ไปจนถึงรอยต่อของรองพื้น เมคอัพจึงต้องถูกออกแบบให้รองรับทั้งแฟลชและเลนส์ระยะใกล้โดยเฉพาะ ผิวที่ฉ่ำเกินอาจสะท้อนแสงจนใบหน้าดูแบน ขณะที่รองพื้นที่หนาเกินไปก็จะยิ่งเผยเท็กซ์เจอร์ชัดขึ้นเมื่ออยู่บนกล้องสด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมลุคของคนไทยปีนี้ถึงถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะหลายคนสามารถบาลานซ์ทั้งงานผิว มิติของใบหน้า และความเงาของเมคอัพได้ดี จนภาพที่ออกมายังดูสวย คม และมีชีวิต เรียกว่ากดปุ๊บสวยปั๊บ แทบไม่ต้องร้องขอชีวิตจากการรีทัชใดๆ คนไทยโครงหน้าดี ช่างหน้าก็ฝีมือถึง จะให้กล้องสดซูมโหดแค่ไหน สุดท้ายก็ยังรอด…นางเริดตรงนี้!”

#01
BAMBAM  KANPIMUK (@bambam1a
)

ความเนี้ยบแบบ K-POP ที่ออกแบบมาสู้กล้องสด

“ลุคของแบมแบมสะท้อนความละเอียดแบบ K-POP GROOMING ได้ชัดมาก โดยเฉพาะการเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ บนใบหน้าให้ยังดูคมชัดแม้ถูกถ่ายด้วยเลนส์ซูมระดับ GETTY IMAGES ทั้งกรอบหน้า คิ้ว และดวงตาถูก DEFINE ไว้อย่างพอดี ขณะที่ผิวถูกคุมให้เป็น SATIN-MATTE ที่ไม่สะท้อนแฟลชจนเสียมิติ อีกหนึ่งรายละเอียดที่ถูกพูดถึงคือริมฝีปากที่ดูอิ่มเต็มและสุขภาพดี ช่วยให้ภาพรวมของลุคยังดูสดใส อ่อนเยาว์ และมีความ POLISHED แบบ K-POP STAR แม้จะอยู่บนกล้องสดก็ยังหล่อในทุกดีเทล”

#02
CHOMPOO ARAYA (@chomismaterialgirl)
สวยไม่ต้องฉ่ำ ยังไงก็คือสวย!

“ลุคของชมพู่ปีนี้ถูกพูดถึงในมุมของความสง่าแบบ TIMELESS HOLLYWOOD BEAUTY มากกว่าความแฟชั่นจัด ซึ่งเป็นไดเรคชั่นที่ฉลาดมากสำหรับพรมแดง CANNES เพราะกล้องสดจะยิ่งขยาย TEXTURE และความเงาบนผิวชัดกว่าปกติ เมคอัพอาร์ทิสต์เลือกผิวแบบ SOFT-MATTE ที่ยังมีมิติ แทนการลงผิวฉ่ำจัด ทำให้เวลาโดนแฟลช โหนกแก้ม กรอบหน้า และสัดส่วนของใบหน้ายังชัดโดยไม่เกิดความมันสะท้อนเกินจำเป็น เป็นลุคที่พิสูจน์ว่า ‘ผิวแพง’ บนพรมแดง ไม่ได้แปลว่าต้องโกลว์ฉ่ำเสมอไป”

#03
BECKY REBECCA (@beccca)

ผิวโปร่งแสงเบาใสแต่สู้กล้อง

“เบคกี้ในปีนี้ดูเติบโตเป็นสาวสะพรั่งขึ้น พร้อมออร่าของความเป็น GLOBAL STAR ที่ชัดเจนขึ้นมาก ภาพของเบคกี้จากพรมแดง CANNES ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วด้วยฐานแฟนคลับจำนวนมหาศาลและสวยรอดทุกรูป แม้จะเป็นกล้องสดหรือภาพแคนดิด ใบหน้าก็ยังดูละมุน และมีออร่าแบบไม่แข็ง จุดสำคัญอยู่ที่งานผิวแบบ TRANSLUCENT SKIN ที่ยังเผยความเป็นผิวจริงอยู่ภายใต้เมคอัพ เทคนิคการวางบลัชสูงบริเวณช่วงกลางหน้า รวมถึงงานตาโทน SOFT ROSE ช่วยดึงความสดใสให้ใบหน้าดูเฟรชอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสำคัญมากสำหรับกล้องสดที่มักดึงความเหนื่อยล้าบนใบหน้าออกมาได้ง่ายกว่าปกติ”

#04
KENG HARIT (@harit_keng)

น่าหลงใหลแบบไทยแท้

“สิ่งที่หลายคนพูดถึงเก่ง หฤษณ์ คือภาพของความเป็น ‘ผู้ชายไทย’ ที่ชัดเจนมาก ทั้งโครงหน้า คาแรกเตอร์ และโทนผิวสีน้ำผึ้งที่ไม่ได้ถูกปรับให้ขาวเกินจริง จนหลายคนมองว่าเป็นเสน่ห์แบบ THAI LEADING MAN ที่เริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ทีมเมคอัพเลือกเก็บงานผิวให้ยังดูเป็น SKIN มากกว่า LAYER ของรองพื้น ทำให้เมื่อโดนแฟลช ผิวยังคงดูมีมิติและสุขภาพดี ยิ่งรวมกับโครงหน้าคมและทรงผมเปิดหน้า ยิ่งช่วยให้ลุคนี้ขึ้นกล้องสดได้อย่างมีเสน่ห์กลมกล่อม”

This image has an empty alt attribute; its file name is S__58597385_0-819x1024.jpg

#05
GEMINI NORAWIT @gemini_nt

หล่อสะอาดแบบลูกรักกล้องสด

“จุดเด่นของลุคเจมิไนน์คือความคลีนสะอาดตาที่ดูสมบูรณ์แบบจนหลายภาพเผลอให้ความรู้สึกเหมือนแฟชั่นแคมเปญมากกว่าภาพจากงานอีเวนต์ สิ่งที่ทีมกรูมมิ่งทำได้ดีมากคือการควบคุมเท็กเจอร์ผิวและความเงาเฉพาะจุด โดยไม่ทำให้ผิวดู MATTE หนาจนเกินธรรมชาติ อีกหนึ่งจุดที่ช่วยส่งลุคนี้มากคือทรงผมแบบเปิดหน้า ที่เซตให้เห็นช่วงหน้าผากและกรอบหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นทรงที่ช่วยดึง BONE STRUCTURE ให้เด่นขึ้นบนกล้อง ให้ใบหน้าดูคม โปร่ง และมีความ LEADING MAN ENERGY ชัดเจนบนพรมแดง”

BEAUTY TIPS TO SURVIVE RAW CAMERAS
เพราะเมคอัพที่สวยในชีวิตจริง อาจไม่รอดบนกล้องสดเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเจอแฟลชแรงและเลนส์ซูมระดับ Getty Images นี่คือเทคนิคเล็กๆ ที่ช่วยให้เมคอัพยังดูสวย คม และมีมิติ แม้ถูกถ่ายแบบไม่มีฟิลเตอร์หรือรีทัชก็ยังสวยรอดปลอดภัย

TIPS#01
เซ็ตใต้ตาแบบเบามือ

ใต้ตาเป็นจุดที่กล้องสดจับคราบและความแห้งได้ง่ายที่สุด ยิ่งลงแป้งหนักยิ่งเห็นเท็กเจอร์ชัด เทคนิคคือใช้คอนซีลเลอร์บางแต่ปกปิดดี แล้วเซ็ตแป้งเฉพาะจุดที่เกิดรอยพับจริง เพื่อให้ใต้ตายังดูเป็นผิวเมื่อโดนแฟลช
MUST-TRY PICKS :
• L’ORÉAL PARIS TRUE MATCH RADIANT SERUM CONCEALER
• GIORGIO ARMANI POWER FABRIC + ULTRA LONGWEAR SETTING POWDER

TIPS#02
อย่าปล่อยกรอบหน้าโล่งเกินไป
แฟลชมักทำให้ใบหน้าดูแบนกว่าปกติ โดยเฉพาะลุคเปิดหน้า ช่างแต่งหน้าพรมแดงจึงมักเติมเงาบางๆ ช่วงไรผมและขมับ เพื่อช่วยให้หน้าดูมีมิติโดยที่กล้องไม่เห็นรอยคอนทัวร์ชัด
MUST-TRY PICKS :
• MAKE UP FOR EVER ARTIST COLOR CRAYON CREAMY MULTI-USE STICK
• CATHY DOLL HAIR LINE CUSHION

TIPS#03
ปัดบลัชสูงช่วยยกหน้า
ตำแหน่งของบลัชมีผลกับโครงหน้าบนกล้องมากกว่าสี การปัดสูงช่วงหน้าแก้มไปทางขมับ จะช่วยให้หน้าดู LIFTED และสดใสขึ้น เวลาถูกถ่ายด้วยกล้องสดหน้าจะดูไม่ตกและไม่เหนื่อย
MUST-TRY PICKS :
• SUQQU  BLURRING COLOR BLUSH
• YSL BEAUTY MAKE ME BLUSH BOLD BLURRING BLUSH

TIPS#04
เลือกลิปที่ยังสะท้อนแสงได้
ลิปแมตต์แห้งเกินไปอาจทำให้หน้าดูแข็งเมื่อขึ้นกล้อง ลิปเนื้อ SATIN หรือ SHINE บาง ๆ จะช่วยให้ปากดูอิ่ม สุขภาพดี และทำให้ภาพรวมของหน้าดูสดขึ้นทันทีเมื่อเจอแฟลช
MUST-TRY PICKS :
• L’OREAL PARIS HYALURON TINT LIP STAIN SERUM
• DIOR ADDICT GLASS LIPSTICK

  • BEAUTY EDITOR TALK
  • เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA
X Æ A-12

น่ารักผู้ละลายหัวใจคนทั้งโลก X Æ A-12 ลูกชายคนที่ 13 ของ อีลอน มัสก์

เมื่อพูดถึง อีลอน มัสก์ (Elon Musk)  เจ้าพ่อเทคโนโลยีผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยยนตรกรรมสุดล้ำและโปรเจกต์อวกาศเหนือจินตนาการ ใครเลยจะคาดคิดว่าอาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดในเวลานี้กลับไม่ใช่เทคโนโลยีชิ้นไหน แต่เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่ารัก เจ้าของชื่อสุดล้ำอย่าง X Æ A-12 หรือที่คนทั้งโลกเรียกกันด้วยความเอ็นดูว่า “ลิล เอ็กซ์” (Lil X) ลูกชายคนที่ 13 ของ Elon Musk กับศิลปินสาว Grimes

ชื่อจริงสุดล้ำที่หน้าตาเหมือนสมการคณิตศาสตร์มากกว่าชื่อคน

X Æ A-12 คือชื่อจริงกลายเป็นประเด็นถกเถียงตั้งแต่เจ้าหนูน้อยลืมตาดูโลกว่ามันอ่านออกเสียงอย่างไร ซึ่ง Elon Musk ได้เคยเฉลยคำอ่านว่า “เอ็กซ์-แอช-เอ-ทเวลฟ์” โดยที่มาของชื่อนี้เป็นการผสมผสานไอเดีย

 X: หมายถึง ตัวแปรที่ยังไม่รู้ค่า (The unknown variable) ในทางคณิตศาสตร์

 Æ: เป็นการสะกดแบบเอลฟ์ของคำว่า Ai ซึ่งหมายถึงความรัก และ/หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

A-12: มาจากชื่อเครื่องบินรบ Archangel-12 ซึ่งเป็นเครื่องบินสอดแนมรุ่นโปรดของอีลอนและกริมส์ เป็นเครื่องบินที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีการป้องกัน มีเพียงความเร็วที่ยอดเยี่ยม เป็นการต่อสู้ในแบบที่ชาญฉลาดและไม่รุนแรง นอกจากนี้อีกความหมายหนึ่งตัว A ยังสื่อถึง Archangel ซึ่งเป็นเพลงโปรดของกริมส์อีกด้วย

น่ารักขโมยซีน ความสดใสเกินต้านทาน

ภาพลักษณ์ของ Elon Musk คือนักธุรกิจผู้จริงจังและคาดเดายาก แต่เมื่อมี Lil X อยู่ในเฟรม ความสดใสตามวัยในขณะที่คุณพ่อกำลังพรีเซนต์โปรเจกต์เปลี่ยนโลก ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปกลายเป็นโมเมนต์สุดน่ารักที่ละลายใจผู้คน

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันและแข็งกร้าว ยังจำนนให้กับความน่ารักของเจ้าหนู Lil X เราจึงได้เห็นโมเม้นต์ประวัติศาสตร์ที่พ่อใหญ่ทรัมป์สวมบทคุณลุงใจดี นับเป็นภาพที่คาดไม่ถึงที่จะได้เห็นมุมนุ่มละมุนแบบนี้จากบุคคลระดับผู้นำระดับโลก

ไอคอนรุ่นเยาว์

ตอกย้ำความน่ารักระดับโลก ด้วยกระแสไวรัลล่าสุดเมื่อ Lil X ได้ติดตามคุณพ่อซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนร่วมเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ปรากฏตัวในลุคสุดคิวต์ด้วยเสื้อแจ็กเก็ตผ้าไหมสไตล์จีน พร้อมสะพายกระเป๋าคาดไหล่สีน้ำตาลรูปหน้าเสือ ภาพถ่ายแฟชั่นเซตนี้ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ของจีนจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ และพลังความเอ็นดูก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังช้อปปิ้งในพริบตา เมื่อสื่อท้องถิ่นรายงานว่า “กระเป๋าหัวเสือแฮนด์เมด” ชิ้นนี้ ผลิตโดยบริษัท ย่าเสี่ยวชี แฮนด์เมด (Yaxiaoqi Handmade) ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และทันทีที่ภาพถูกเผยแพร่ สินค้าดังกล่าวก็ถูกแฟนๆ รุมกระหน่ำซื้อจน Sold Out ขายหมดเกลี้ยงบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดังอย่างเถาเป่า (Taobao) ภายในคืนเดียว

X Æ A-12

พลังแห่งความไร้เดียงสาไร้พรมแดนน่าติดตามเหลือเกินว่าในอนาคต หนุ่มน้อยขวัญใจชาวเน็ตคนนี้จะเติบโตขึ้นมาแต่งแต้มสีสันให้โลกใบนี้ในรูปแบบไหนต่อไป

ภาพจาก GettyImages

The Spirits of Maritime Crossing: วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026

เวนิส เมืองแห่งสายน้ำและศิลปะ กำลังต้อนรับผลงานจากศิลปินไทย อาเซียน และศิลปินนานาชาติอีกครั้ง กับนิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing: วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026”

โดยมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ One Bangkok ผสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน จัดแสดง ณ Palazzo Rocca Contarini Corfù ระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569 ในฐานะหนึ่งใน Collateral Events ของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ พร้อมด้วยตัวแทนศิลปิน

สิ่งที่น่าสนใจของนิทรรศการนี้ คือการใช้ “ทะเล” และ “กระแสน้ำ” เป็นภาษากลางในการเล่าเรื่อง เพราะสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทะเลไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่เป็นพื้นที่ของการเดินทาง การค้าขาย การย้ายถิ่น การพลัดถิ่น การพบกันของผู้คน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

ภายในนิทรรศการรวบรวมผลงานศิลปะร่วมสมัยกว่า 30 ชิ้น จาก 20 ศิลปินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศิลปินนานาชาติ ครอบคลุมทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม วิดีโอจัดวาง และศิลปะการแสดงสด โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ทำหน้าที่ภัณฑารักษ์

ระหว่างเดินดูงาน ผมรู้สึกว่านิทรรศการนี้ไม่ได้ชวนเรามอง ‘ผลงานศิลปะ’ ทีละชิ้นเท่านั้น แต่เหมือนค่อย ๆ พาเราเข้าไปฟังหลายเสียง หลายความทรงจำ และประวัติศาสตร์ของผู้คนที่ไหลมาบรรจบกันกลางเมืองเวนิส

ผลงานของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์
ผลงานของ อง เคียน เผิง ศิลปินชาวสิงคโปร์ 
ผลงานของมาร์ธา เอเทียนซา ศิลปินชาวฟิลิปปินส์

ผลงานของศิลปินทั้ง 20 ท่าน ได้แก่ มารีน่า อบราโมวิช (เซอร์เบีย), เรืองศักดิ์ อนุวัฒน์วิมล (ไทย), อาราห์มายานี (อินโดนีเซีย), มาร์ธา เอเทียนซา (ฟิลิปปินส์), นฎียะฮ์ บามาดาจ (มาเลเซีย), อแมนดา คูแกน (ไอร์แลนด์), เล เฮียน มินห์ (เวียดนาม), ยาสมิน ไจดิน (บรูไน), อง เคียน เผิง (สิงคโปร์), พิเชษฐ กลั่นชื่น (ไทย), ต่อลาภ ลาภเจริญสุข (ไทย), พิมดาว พานิชสมัย (ไทย), ศรชัย พงษ์ษา (ไทย), เชียว ซ่ง (ลาว), วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ (ไทย), โซ ยู นเว (เมียนมา), สวานนี่ (เมียนมา), อเล็กซานเดอร์ ทิโมทิช (เซอร์เบีย), สัมโบเลียพ โทล (กัมพูชา) และ ภาราดา วิรัสวีร์ (ไทย)

ผลงานของ ศรชัย พงษ์ษา ท่ามกลางบรรยากาศของ Palazzo Rocca Contarini Corfù
พิเชษฐ กลั่นชื่น ขณะทำการแสดงสด เบื้องหน้าคือหนึ่งในผลงานของ ภาราดา วิรัสวีร์

บรรยากาศวันเปิดงาน เริ่มต้นด้วยบทสนทนาอันเปี่ยมแรงบันดาลใจ โดยคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ และศิลปินเจ้าของผลงาน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติจากทั้งอิตาลีและประเทศไทย ที่ได้ร่วมชมศิลปะ และ Live Performance ที่สะกดห้วงเวลานั้น ให้เต็มไปด้วยเรื่องราว ความรู้สึก และบทสนทนา 

อแมนดา คูแกน ศิลปินชาวไอร์แลนด์ กับ มัดหมี่ – พิมดาว พานิชสมัย 
ต่อลาภ ลาภเจริญสุข กับผลงาน Spiritual Spaceship Orbit

อีกหัวใจที่ถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน คือสถานที่จัดงานอย่าง Palazzo Rocca Contarini Corfù อาคารโกธิกเวนิส ริม Grand Canal หรือ “ถนนใหญ่กลางน้ำ” ของเมืองเวนิส การดูนิทรรศการในครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้ฟังบทสนทนาระหว่างศิลปะโลกตะวันออก กับสถาปัตยกรรมแห่งโลกตะวันตก

The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026 จัดขึ้นพร้อมกับมหกรรม เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61 ซึ่งเปรียบได้กับโอลิมปิกแห่งวงการศิลปะ เป็นช่วงเวลาที่ศิลปิน และคนรักศิลปะจากทั่วโลกมารวมตัวกัน และเป็นโอกาสสำคัญที่งานศิลปะจากประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนจะได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ลุ่มลึก งดงาม และร่วมสมัยไม่แพ้ใครบนเวทีโลก

  • เรื่อง: ปารัณ เจียมจิตต์ตรง
  • ภาพ: สิทธิศักดิ์ น้ำคำ