ยุรี เกนสาคู Power of Art ศิลปะการเสียดสีที่ซ่อนในความสดใส
เมื่อเห็นภาพวาดคาแร็คเตอร์ น่ารัก สดใส มาพร้อมประกายกลิตเตอร์ระยิบระยับ หลายคนร้องอ๋อทันทีว่าเป็นฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินที่ได้รับการยอมรับในเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ ด้วยผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ แฝงไว้ด้วยประเด็นสังคม
วันนี้ แพรว ชวนเธอมาคุยถึงเจตนารมณ์และวิธีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจนได้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์โฮโนลูลู ประเทศ สหรัฐอเมริกา, พิพิธภัณฑ์ศิลปะโม ประเทศญี่ปุ่น, An Innovative Art Gallery and Artist Residency ที่เมืองลาโรแชล ประเทศฝรั่งเศส

ผู้หญิงกับศิลปะ
กว่าจะมาเป็นศิลปินที่ได้มีนิทรรศการของตัวเอง ได้รับเชิญไปสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะในต่างประเทศ บุรีต้องผ่านเรื่องราวมากมาย เราชอบงานศิลปะตั้งแต่เด็ก ชอบ ระบายสีตัวการ์ตูน ชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง อาราเล่ ดราก้อนบอล และชอบการ์ตูนของ Studio Ghibli โดยเฉพาะแอนิเมชั่นเรื่อง Spinned Away ที่ลายเส้นน่ารักมาก ส่วนพวก งานเพ้น ระดับมาสเตอร์ชอบผลงานของปาโบล ปิกาโช หรือปอล เซซาน ดูแล้วเพลิน ตาดี ทําให้ตอนเข้ามหาวิทยาลัยตัดสินใจเรียนภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เลือกลงเรียนวิชาที่เป็นแนวอินทีเรียร์หรืออะไรก็ได้ที่ทําให้ได้วาดรูป
“แต่ตอนเรียนไม่มีความมั่นใจเลยนะคะว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ยิ่งตอนเรียนจบ คุณพ่อเสีย ยิ่งคิดหนักว่าจะไปต่อดีไหม แม้ที่บ้านจะไม่กดดัน แต่ก็ไม่ได้สนับสนุน โชคดีที่หลังจากเรียนจบทางมหาวิทยาลัยมีโปรเจ็กต์ Brand New เบิดโอกาสให้คนทํางานศิลปะที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยวได้มาสร้างสรรค์และขายผลงานของตัวเอง และเราได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้แสดงผลงานด้วย งานตอนนั้นเป็นการเพ้นติ้งบนผ้าใบ มีกิมมิกด้วยพื้นผิวสีน้ํามัน ปรากฏว่าผลตอบรับ ดีเกินคาด มีแกลเลอรี่ ติดต่อขอซื้อผลงานเกือบหมด น้ําตาจะไหลเลยค่ะ ทําให้ ดสินใจเดินบนเส้นทางนี้ต่อ
“หลังจากนั้นแกลเลอรี่ 100 ต้นสนติดต่อชวนไปทํางานด้วยกัน ซึ่งความที่ เป็นแกลเลอรี่ศิลปะร่วมสมัย มีชื่อเสียงระดับโลก และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร ศิลปะอย่าง London a Contemporary Art เราจึงตัดสินใจร่วมงานด้วย ถึงตอนนี้ ก็ 20 ปีแล้วค่ะ ระยะเวลาที่ผ่านมามีทั้งงานแสดงเดี่ยวและแบบกลุ่ม รวมถึงงาน ด้านคอมเมอร์เชียลที่ให้เราออกแบบลวดลายสินค้าต่าง ๆ อย่างฉลากบรรจุภัณฑ์ ขวดนํ้าคริสตัล หรือการออกแบบสติกเกอร์ไลน์ให้กับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในโอกาส ครบรอบ 75 ปี คงเป็นโชคดีด้วยมังคะที่ทํางานออกมาแล้วมีคนชื่อ อาจเป็นเพราะ เขาชอบในคาแร็คเตอร์ต่าง ๆ ที่เราออกแบบ อย่างเช่น การใช้ตัวละครสัตว์หรือ การ์ตูนมังงะเข้าไปผสมผสานกับวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture) และตัวละคร เหล่านั้นก็สามารถสื่อสารอะไรบางอย่างได้ด้วย เราจึงคิดว่าลูกค้าคงชอบจุดนี้ คนเห็นเยอะเข้าก็นําไปบอกต่อ จนเราได้มีโอกาสไปร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ได้ไปร่วมจัดนิทรรศการที่ต่างประเทศอยู่เรื่อย ๆ (ยิ้ม)
“อีกหนึ่งความโชคดีคือการทางานในสายนี้ สังคมสมัยก่อนอาจมีการกีดกัน ความเป็นผู้หญิงกับงานศิลปะ บางคนต้องใช้ชื่อผู้ชายในการลงนามในผลงานเพื่อให้ ได้รับการยอมรับ รวมถึงโอกาสที่จะเข้าถึงการแสดงงานในพิพิธภัณฑ์และงานแสดง ระดับนานาชาติที่ยังไม่เท่าเทียม แต่ในปัจจุบันเราคิดว่าโลกค่อนข้างเปิดกว้างแล้ว ไม่ว่าเพศไหนก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาได้ เพราะโฟกัสที่ผลงานมากกว่า แต่ถ้าเป็นสายงานด้านอื่น ๆ แน่นอนว่ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับ รูปแบบการทํางานในแต่ละองค์กร อาจโดนผลกระทบที่ต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม เราก็อยากเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องสิทธิ หน้าที่ หรือโอกาสที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ “ถ้าถามถึงอุปสรรค ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง เกิดจาก ตัวเราเองล้วน ๆ ในเรื่องของการมีวินัย การมีสมาธิ และการจดจ่อกับงาน ด้วยความ ที่เราเป็นเจ้านายตัวเอง ฉะนั้นต้องค้นหาข้อมูล หาอุปกรณ์ ทําอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยตัวเอง ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมรวมถึงบรรยากาศในการทํางานให้ดี เพื่อที่เราจะได้ โฟกัสกับงานได้เต็มที่ เหมือนเป็นการแข่งขันกับตัวเอง ไม่ได้แข่งกับใคร และอย่างที่รู้ กันว่าเมื่อก่อนวงการศิลปะในประเทศเรามีพื้นที่ให้แสดงฝีมือค่อนข้างน้อย แต่ช่วงหลัง เริ่มมีแกลเลอรี่หรือมิวเซียมมากขึ้น ศิลปะเกิดความเคลื่อนไหว ไม่เฉพาะแต่งานเพ้นต์ เป็นที่นิยมในแต่รวมไปถึงงานสตรีทอาร์ตและอาร์ตทอยที่ช่วงนี้กระแสมาแรงมาก เด็กรุ่นใหม่ ทําให้คนหันมาสนใจศิลปะกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นผลดีกับเราด้วยค่ะ”

เสียดสีในเฉดสดใส
ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของยุรีคงรู้ว่าภายใต้ผลงานอันน่ารักสดใสนี้ มีประเด็น ทางสังคมที่เสียดสีได้อย่างเจ็บปวดซ่อนอยู่ “เอกลักษณ์ของงานเรา ถ้าเป็นงานเพ้นต์ คงเป็นการใช้ตัวการ์ตูนที่น่ารัก แต่แฝงด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างลึกและหลากหลาย ไม่ว่า จะเป็นเรื่องภายในจิตใจของมนุษย์ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การเมือง หรือเรื่องราวใน สังคม ล้อไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
“ทีมาของการหยิบยกประเด็นทางสังคมเกิดจากการที่เราได้มีส่วนร่วมอยู่ใน ห้วงเวลานั้น ๆ อย่างเรื่องการเมืองที่ค่อนข้างมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของ คนในสังคม แม้เราจะไม่ได้โดนเยอะขนาดนั้น แต่ก็เห็นได้จากคนรอบข้าง รวมถึง เราเป็นคนที่อินกับเหตุการณ์ในสังคมอยู่แล้ว ทําให้งานไม่แยกออกจากชีวิต จะเป็น เหมือนการจดบันทึกด้วยภาพ หรือเวลาเล่นโทรศัพท์แล้วเห็นข่าวเรื่องต่างๆ เรา มักจะหยิบเรื่องที่สนใจหรืออินกับมัน อย่างเรื่องเฟมินิสต์เราก็ใส่ลงไปในผลงาน ที่ชื่อว่า “Lady Key เป็นผลงานประติมากรรมรูปหล่อ โดยปั้นเป็นแมวเพศเมียนั่งกอดเข่าส่งสายตาละห้อย และที่หว่างขามีแม่กุญแจล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่าง รัดกุม แฝงนัยเรื่องของการกดขี่ทางเพศและความทรมานของอิสตรี
“หรืออย่างเรื่องการสมรสเท่าเทียมที่ใส่ลงไปในนิทรรศการ The Mansion of Platea ครั้งล่าสุดในภาพที่ชื่อว่า The LGBTC+ Sailors in the World of Two Surr ทีเราวาดเซเลอร์มูนในเวอร์ชัน LGBTC+ เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมกันของทุกเพศโดยเลือกน่าสัตว์ในธรรมชาติที่มีการรักเพศเดียวกันมาวาด อย่างโลมา เพนกวิน ยีราฟ ถึง และพอกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้ จึงวาดแหวนลงไปในนิ้วมือ ของสัตว์ด้วย อยากนําเจตนารมณ์ของเราถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพราะอยากให้ผู้ที่ มาชมได้อะไรบางอย่างกลับไปด้วย แต่ถ้าเรื่องทีเรามีประสบการณ์โดยตรง ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องจิปาถะอย่างในชีวิตประจําวัน เช่น ขโมยเพิ่งขึ้นบ้านไม่นานมานี้ จึงใส่ลงไป ในภาพวาด The Stealing Raccoon and the Sin of Greed” โดยใช้แร็กคูนที่มีนิสัยชอบขโมยมาเป็นตัวละครแทนโจร น่ามาสร้างสรรค์ให้เป็นผลงานศิลปะให้บันเทิง ใจ ดีกว่ามานั่งโกรธแค้นแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นมาค่ะ (หัวเราะ)
“ส่วนสไตล์งานที่ทุกคนเห็นว่าน่ารักสดใส ความจริงเราแค่รู้สึกเบื่อโลก จึง วาดอะไรที่ไม่เหมือนจริงเพื่อหลีกหนีสิ่งที่เห็นด้วยตา โดยใช้สัตว์ต่าง ๆ ที่ให้ ที่ให้ความ รู้สึกน่ารัก ไม่มีพิษภัย มีความตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจาก รสนิยมที่เราชอบความสนุกสนาน จึงอยากแปรสิ่งที่ไม่ดีให้สวยงาม ช่วยลดทอน ความโหดร้ายของเนื้อหา เพื่ออย่างน้อยที่สุดเราจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมัน ง่ายขึ้น เพราะเราไม่ใช่สายก้าวร้าวหรือรุนแรงขนาดนั้น ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่า ต้องการจะสื่อถึงเรื่องอะไร

The Mansion of Plates
นิทรรศการต้อนรับการกลับมาของบุรีหลังห่างหายจากการจัดแสดงผลงาน ที่ประเทศไทยกว่า 5 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศ การต่อสู้ และความเข้มแข็งของผู้หญิง ผ่านวัฒนธรรม นิทานพื้นบ้าน และเรื่องราวจาก ประวัติศาสตร์ “งานนี้ถือเป็นนิทรรศการเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ทํามา อาจจะยาก ทีสุดเลยด้วยป่า เพราะด้วยพื้นที่ที่ใหญ่มาก กว่าจะผลิตออกมาได้แต่ละชิ้นก็ใช้ เวลาประมาณ 2 – 3 เดือน กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ใช้เวลาร่วมปี จึงภูมิใจนําเสนอ นิทรรศการนี้มากๆ อยากให้มากันเยอะ ๆ นะคะ (งานมีถึง 18 มีนาคม 2025 ณ ศูนย์งานศิลปะ JWD Art Space)
“แรงบันดาลใจของงานนี้ เราอยากสื่อเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเพื่อลด ความเหลื่อมล้าในสังคม โดยเลือกใช้ตัวละครอย่างผีและปิศาจมาอุปมาถึงความ ซับซ้อนทางสังคม เพราะจะสังเกตได้ว่าในตํานานหรือเรื่องเล่าของพี่มักเป็นผู้หญิง ที่ถูกทําร้ายจนเกิดเรื่องน่าเศร้าในประวัติศาสตร์ เช่น ผีโอคิคุ เมดูซา แม่นาค หรือแม่มด รวมถึงตัวละครที่ไม่เคยถูกอคติ แต่ก็ยังโดนว่าร้าย โดยเลือกหยิบ ไอคอนสมัยใหม่อย่างลิซ่าและเหล่านักรบสาวเซเลอร์มูน เพื่อเปลี่ยนตัวละคร เหล่านั้นให้เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของผู้หญิงจากการไม่ยอมจํานนต่อำนาจการกดขี่ทางเพศ
“ห้องแรกสุดเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของเมดูซาและเทพอาธีน่า หนึ่งในตํานาน ปกรณัมกรีกที่ตกเป็นเหยื่อของอํานาจทางเพศ เมดูซาถูกตราหน้าว่าเป็นสัตว์ประหลาด เรื่องราวคร่าว ๆ คือเดิมเมดูซาเป็นผู้หญิงสวยมาก จนเทพโพไซดอนถูกใจแล้ว บุกเข้าไปข่มขืน ณ กลางวิหารศักดิ์สิทธิ์ของอาธีน่า ด้วยความที่อาธีน่าเจ้าของวิหาร มีความอิจฉาในความสวยของเมดูซา จึงสาปให้กลายเป็นปีศาจครึ่งคนครึ่งงู แต่ โพไซดอนที่ก่อเรื่องกลับไม่โดนลงโทษอะไร สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการข่มขืน ในสังคมชายเป็นใหญ่ หลายครั้งที่ผู้ถูกกระทําถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิด จึงอยากยกมาเป็นตัวอย่างของความไม่ยุติธรรมและความไม่เท่าเทียม
“ห้องถัดมาด้านซ้ายเป็นภาพจิ้งจอก 9 หางที่ตั้งใจวาดเป็นข่า Blackpinkt ตอนที่เธอไปแสดง Crazy Horse Paris ช่วงนั้นมีกระแสทั้งชื่นชมและกระแสลบ เราจึงหยิบเหตุการณ์ตรงนั้นมาเล่า ซึ่งจิ้งจอก 9 หางตามตํานานมักเล่าในมุมมอง ของความชั่วร้าย สื่อถึงสัญลักษณ์ของการล่อลวงชายด้วยความงาม แต่สําหรับเรา มองว่าแท้จริงแล้วความงามไม่ใช่ต้นตอของความผิดบาป แต่อาจเป็นกลุ่มคนที่ ลุ่มหลงในความงามเองหรือเปล่าที่ไม่เอาไหน
“ส่วนภาพด้านขวาเลือกเซเลอร์มูนมาเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเป็นการ์ตูนในยุคปฏิวัติความเป็นเพศหญิง อย่างสมัยก่อนฮีโร่ที่ต่อสู้กับเหล่าร้ายมักเป็นชาย หรือในขบวนการ 5 สีจะมีผู้หญิงแค่ 1 คน ซึ่งเซเลอร์มูนเป็นการ์ตูนที่สามารถ ถ่ายทอดความเป็นผู้หญิงที่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเองได้ และไฮไลต์ของงานนี้คือรูปภาพงานผีนับจานหรือผีโอคิคุของญี่ปุ่น เป็นเรื่องเล่าโศกนาฏกรรมของสาวใช้โฉมงาม โดนฆ่าเพราะไม่ยอมเป็นภรรยาซามูไร ณ ปราสาทฮิเมจิ ในตํานานเล่าว่าซามูไรสั่งให้สาวใช้หรือโอคิคดูแลจานล้ําค่า 10 ใบ แต่สาวใช้ท่าแตก 1 ใบ จึงถูกซามูไรลงโทษด้วยการให้นับจานให้ครบ 1 – 10 ไป ตลอดชีวิต แต่บางตํานานก็เล่าว่าแท้จริงแล้วสาวใช้ไม่ได้ทําแตก แต่ชามูไรน่าจาน ไปซ่อนเพื่อหวังให้เธอชดใช้ความผิดด้วยการเป็นภรรยา แต่เธอไม่ยอม จึงเลือก ที่จะรักษาเกียรติของตนด้วยการกระโดดลงบ่อน้ํา ซึ่งปัจจุบันบ่อน้ําแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ จึงอยากยกมาเป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่ถูกข่มเหงรังแกไม่มีทางสู้
“สุดท้ายเป็นห้องมืด เราใช้เทคนิคภาพถ่ายฟิล์มกระจก เป็นสไตล์ Photo Portrait โดยเรานํารูปภาพที่ถ่ายออกมาใส่ในกรอบรูปอย่างดี ซึ่งในสมัยก่อนคนที่ จะถ่ายภาพแบบนี้ได้ต้องเป็นคนสําคัญและร่ํารวย แต่เราเลือกผู้หญิงที่เป็นคน ชายขอบหรือบุคคลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างเช่น ผีแม่นาค เป็นตํานาน หญิงสาวที่แทนความเป็นสตรีเพศในหลายแง่มุม ทั้งในฐานะภรรยา แม่ และตัวแทนของความรักที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสะท้อนบทบาทของผู้หญิงในสังคมไทย แต่สุดท้าย บางเรื่องเล่าบอกว่าวิญญาณเธอถูกกักขัง ต้องทนทุกข์อย่างเจ็บปวด และความพิเศษ ของโซนนี้คือบางคนเชื่อกันว่าปกติแล้วกล้องจะถ่ายไม่ติดผี
แต่งานของเราถ่ายติดผีผู้หญิงเหล่านี้ได้นะ (ยิ้ม) เหมือนเป็นการให้คุณค่าและให้ความสําคัญในตัวตน ของหญิงแกร่งทั้งหลายเหล่านั้นที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต แม้ผีผู้หญิง ในเรื่องเล่าจะไม่ถูกให้ความสําคัญ แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่มีคุณค่า และปัจจุบัน เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังไม่เลือนหายไปจากสังคมด้วยซ้ําไป
“แม้ผลงานของเราจะมีความเป็นเพศอย่างชัดเจน แต่อยากเน้นในเรื่องของ ความเท่าเทียมด้วย ไม่ได้อยากพูดถึงแค่เรื่องอุปสรรคของผู้หญิงเพียงเท่านั้น ซึ่งเรา คิดว่าอุปสรรคของชีวิตคนเรามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การมีอยู่ของความเป็นเพศแล้วค่ะ”

Power of Art
“เราคิดว่าศิลปะมีพลังที่ช่วยกระตุ้นให้คนเกิดการตระหนักรับรู้ได้บางอย่าง เหมือนเวลาที่เราดูหนังก็จะถูกดูดเข้าไปในเรื่องราวที่สื่อนั้นกําลังจะถ่ายทอด และ ค่อย ๆ คิดตามเรื่องราวที่เขาปูมาให้ เช่นเดียวกับงานศิลปะ แต่ด้วยความที่ผลงาน ของเราอิงมาจากเหตุการณ์ในสังคมรอบตัว ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนมีประสบการณ์ร่วม อยู่แล้ว ฉะนั้นผู้ชมก็จะมีพื้นฐานของชุดข้อมูลแรก จากนั้นเมื่อเรานํามาสร้างสรรค์ เป็นผลงานศิลปะต่อ พอผู้ชมมาดูผลงานของเราอีกครั้ง เขาก็จะได้รับข้อมูลเข้าไปอีก เป็นชุดที่ 2 จะทําให้เกิดการนิ่มซับเข้าไปในความคิดเรื่อย ๆ หรืออาจได้เห็นในมุมมอง ต่าง ๆ มากขึ้น แม้ว่าคนที่รับข้อมูลบางทีเขาอาจจะไม่ได้เชื่อหรือไม่ได้ยิน แต่เราคิด ว่าศิลปะสามารถช่วยหล่อหลอมจิตใจคนได้นะ
“ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นหญิง ชาย หรือเพศอื่น ๆ ที่สังคมเริ่มเปิดกว้าง ยอมรับ แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเฉพาะ เรื่องของสังคมชายเป็นใหญ่ที่น่ามาสู่ความรุนแรงหรือการก่ออาชญากรรมต่าง ๆซึ่งเราก็ไม่ได้อยากเบถมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยากออกมาให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่อง ของความเท่าเทียมทางเพศ เพราะความรุนแรงและการกดขี่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร ทั้งสิ้น ทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
“เพราะมนุษย์มีคุณค่า ไม่ว่าจะเพศอะไรก็ตาม”
ที่มานิตยสารแพรว
เรื่อง Prince ภาพ อิทธิศักดิ์
สไตล์ลิสต์ ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ