บิ้วจุดซ่อนเร้นให้ส่งกลิ่น…ห๊อมมมหอม

เรื่องกลิ่นกับจุดซ่อนเร้นเนี่ย พูดไปแล้วก็อาจจะเหมือนว่ามาดามพูดซ้ำๆ ซากๆ แต่แหม…ขนาดเคยพูดเคยบอกมาแล้ว แต่จนทุกวันนี้สาวๆ บางคนก็ยังไม่พ้นปัญหาจิมิส่งกลิ่นปลาเค็มกันอยู่เลย วันนี้มาดามก็เลยขอจัดกันไปเต็มๆ ให้กระจ่างอีกสักครั้ง ถึงต้นตอกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมแนะทางออกทางแก้กันตรงนี้ เอ๊า…ไม่ต้องเขินไม่ต้องอาย ตั้งใจอ่านสิคะ!!

อาหารกับกลิ่น

อาหารที่สาวๆ บริโภคเข้าไปเนี่ยส่งผลให้ทั้งบวกและลบนะคะ เรื่องลบก็คือ อาหารบางจำพวกประเภทของหมักดอง ปลาร้า ปลาเค็ม กระเทียมหรืออาหารทะลบางชนิดมีสารบางอย่างที่ไปกระตุ้นการเกิดปฎิกริยาอักเสบระคายเคืองในร่างกาย ส่งผลให้ผลิตกลิ่นไม่น่าดมมาอยู่เนืองๆ แต่ขณะเดียวกัน อาหารบางอย่างเช่นนมเปรี้ยว โยเกิร์ต ก็ช่วยทำให้กลิ่นที่ว่ากลับมาหอมสดชื่นหรือเป็นกลิ่นธรรมชาติได้

ทีนี้ถ้าคุณเป็นสาวนิยมของดองก็อย่าลิมกินนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตเข้าไปช่วยบรรเทากลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยล่ะ

สบู่หอม…บางทีก็ไม่หอม

ใครที่เชื่อว่าใช้สบู่หอมมาถูทำความสะอาดจิมิแล้วจะช่วยทำให้จิมิหอมช่วยกรุณาคิดใหม่ด้วยนะคะ จริงอยู่ที่ตอนอาบน้ำใหม่ๆ อาจจะหอม แต่เดินไปเดินมาก็กลายเป็นกลิ่นไม่หอมได้นะคะ นั่นเพราะคุณสมบัติบางอย่างของสบู่หอมจะไปต้านเชื้อแบคทีเรียทำให้จิมิเสียสมดุลธรรมชาติ ทีนี้กลิ่นก็เลยเพี้ยนไงล่ะ

ใช้แผ่นอนามัยให้เป็น

เมื่อก่อนมาดามก็เข้าใจผิดว่าการใส่แผ่นอนามัยจะทำให้ชีวิตดี๊ดี แต่ที่ไหนได้ ใส่เยอะเกินไปจิมิเลยไม่ค่อยได้หายใจ ขึ้นผื่นอับชื้นซะงั้น ก็เลยเริ่มศึกษาการใช้งานอย่างถูกต้องจึงพบว่า ใส่เท่าที่จำเป็นก็พอ เช่นหากรู้ว่าใกล้เวลาประจำเดือนมาเยือนก็ใส่ จากนั้นมาใส่อีกทีช่วงวันท้ายๆ ที่ประจำเดือนมา

ที่สำคัญ ไม่ใส่แผ่นเดียวยาวทั้งวัน แต่เปลี่ยนด้วยนะจ้ะสาวๆ ประมาณว่าเปลี่ยนเช้าเย็นวันละสองแผ่น ก็ช่วยเรื่องความสะอาดและกลิ่นน้องหอมๆ ได้

เครื่องนุ่งห่มต้องระวัง

การใส่ยีนส์ฟิตๆ คับๆ โชว์เรียวขาน่ะใส่ได้ แต่ไม่ควรใส่ทุกวันจนจิมิไม่มีช่วงเวลาได้หายใจ ลองคิดดูง่ายๆ สมัยก่อนที่สาวไทยเคียนนมนุ่งผ้าถุงไม่เห็นจะมีปัญหาจิมิมีกลิ่น นั่นเพราะไม่เกิดการอับชื้นไงล่ะ แล้วบอกไว้เลยนะว่าถ้าคุณคิดว่าก็แค่ความอับชื้น คุณคิดผิด เพราะความอับที่ว่านำมาซึ่งการเกิดเชื้อราได้ด้วย

อีกอย่างที่ต้องระวังคือกางเกงในรัดติ้ว ก็ให้ผลร้ายไม่ต่างกัน คำแนะนำคือ กลางคืนไม่ต้องใส่ก็ได้ น้องสาวจะได้โล่งๆ รับลม ระบายอากาศบ้าง และถ้าจะเลือกซื้อก็ควรเลือกเนื้อผ้าให้เหมาะสม ซึ่งมาดามขอแนะนำให้ใช้กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้ายเพราะบางเบา ระบายอากาศได้ดี อ้อ…แล้วอย่าลืมซักเสร็จแล้วตากให้โดนแดดด้วยล่ะ

ล้างเช็ดให้ถูกวิธี

เรื่องสุดท้ายนี้พูดแล้วพูดเล่าเฝ้าแต่พูด ก็เวลาที่ล้างทำความสะอาดน้องสาวไม่ต้องถึงขั้นล้วงเข้าไปแล้วล้าง เพราะนั่นไม่ได้การันตีความสะอาดแบบล้ำลึก แต่กลับทำให้ช่องคลอดมีภาวะเป็นด่างเกินจำเป็น ส่งผลให้จำนวนแบคทีเรียสร้างกลิ่นสูงขึ้น นอกจากนี้การเช็ดทำความสะอาดให้เช็ดจากหน้าไปหลัง อันนี้คงไม่ต้องบอกนะว่า ถ้าเช็ดจากหลังมาหน้าจะพาอะไรๆ มาบ้าง

แค่ระวังและทำตามคำแนะนำขอมาดามอย่างเคร่งครัด รับรองได้ว่า ถ้าคุณไม่ได้มีโรคใดแฝงอยู่ในตัว จุดซ่อนเร้นของคุณจะมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติแบที่เขาช๊อบชอบแน่นอนค่ะ

เรื่อง : Madam Hong Hern

ภาพ : http://www.rd.com

จดจำไม่มีวันลืม “หนุ่ม สันติสุข”เศร้าสูญเสียคุณแม่ในวันแม่แห่งชาติ

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเพราะชีวิตคนเราสั้น-ยาวไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับ “หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ”ที่สูญเสียคุณแม่ผู้เป็นที่รักไปในวันแม่แห่งชาติปีนี้

กลายเป็นข่าวฮือฮาทั่วโซเชียลสำหรับข่าวคุณแม่ของนักแสดงรุ่นใหญ่“หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ”ที่ชีพจรกลับมาเต้นอีกครั้งราวกับปฎิหาริย์หลังหยุดไปนานหลายชั่วโมง แต่เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนไปนานจึงทำให้สมองเสียหาย แม้จะอาหารดีขึ้นมีการทานอาหารทางสายยางและก็หายใจมีการขยับร่างกายได้ แต่กลับไม่รู้สึกตัว โดยหลังจากย้ายจากไอซียูไปชั้นผู้ป่วยปกติได้เพียง 3 วัน คุณแม่ของนักแสดงรุ่นใหญ่จากไปในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.2560

“หนุ่ม สันติสุข กับคุณแม่”

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมาครอบครัวดารารุ่นใหญ่ได้จัดพิธีพิธีรดน้ำศพ พิธีสวดอภิธรรม ณ วัดบำเพ็ญใต้ ซ.รามคำแหง 187 โดยนักแสดงดังได้เผยเกี่ยวกับอาการของคุณแม่ก่อนที่จะลาโลกไปโดยกล่าวว่า“ครั้งนี้ไม่แล้วครับเพราะว่าชีพจรหยุดสนิทไม่มีการหายใจแล้วก็หมอเฝ้าสังเกตอาการอยู่จนกระทั่งตอนเช้าถึงได้เข้าห้องเย็น สำหรับอาการก่อนหน้านี้คุณหมอบอกว่ามีหลายเคส มันเป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้เพราะร่างกายมนุษย์มันไม่เหมือนกันในแต่ละคน บางคนก็หยุดไปนานกว่านี้ก็กลับมาได้ บางคนถึงขั้นเข้าไปในห้องดับจิตแล้วกลับมาได้ก็ยังมี แล้วในเรื่องของสมองก็แล้วแต่คน แต่ส่วนใหญ่ขาดออกซิเจน5นาทีสมองก็เสียหมด 100%แล้ว บางคนขาดไป20นาทีแต่สมองเสียหายแค่นิดเดียวก็มี แต่พี่เองก็ทำใจในระดับนึงแล้ว”
“3วันที่ผ่านมาก็เครียดพอสมควร ไม่อยากให้คุณแม่เป็นอย่างนี้เพราะเป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่เหมือนกับต้องทุรนทุรายหายใจ แต่โดยทางการแพทย์แล้วเขาก็ต้องรักษาไปแบบนี้ 3 พี่น้องก็ผลัดกันเฝ้าคุณแม่ไม่ได้นอน เพราะต้องดูอาการใกล้ชิดตลอดเวลา เรื่องเสียชีวิตก็เป็นปกติ จริงๆอยากให้อยู่นานๆให้อยู่ตลอดไปแต่เมื่อสังขารท่านเป็นแบบนี้ก็ไปตาม วัฏจักร เกิด, แก่, เจ็บและตายเป็นเรื่องปกติ อยากให้คุณแม่ไปสบายเพราะเราเคยขาดอากาศหายใจแป๊บเดียวยังรู้สึกทรมานเลย”

เมื่อถามถึงความรู้สึกสูญเสียคุณแม่ในวันแม่นั้น “พี่หนุ่ม”กล่าวว่า “ก็จะได้ระลึกถึงคุณแม่ได้ชัดเจนที่สุด ก็ขอบคุณคุณพ่อ-คุณแม่ที่ได้เลี้ยงดูมาอย่างดี คงความรู้สึกตอนนี้ก็หวิวๆเหมือนกัน เพราะปกติคุณแม่จะทำกับข้าวให้กินตลอด เย็บเสื้อผ้าให้เพราะท่านตัดเสื้อมาก่อน ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับคุณแม่ ตอนนั้นก็ยังคุยรู้เรื่องแต่ท่านก็มีหลงๆบ้างเป็นธรรมดา เจอหลานก็ถามว่านี่ลูกใคร? เจอผมก็มาชมว่าหล่อจัง? เราบอกกับท่านว่านี่ลูกแม่ครับ”

สุดท้ายเมื่อถามถึงคำสอนของแม่ “พี่หนุ่ม”เล่าว่า “คุณแม่มักสอนในเรื่องพี่น้อง ต้องรักกันให้มากๆ”

คุณแม่ไฮโซ

รวยแค่ไหนก็ยังต้องการ! 12 คุณแม่ไฮโซ กับโมเม้นต์อุ่นรักวันแม่

ข้ามคืนวันแม่ 12 สิงหาคม เปิดอินสตาแกรมแล้วเจอโพสต์อุ่นรักระหว่างคุณแม่ คุณลูก บานตะไท ดูแล้วก็สุดแสนดีใจว่าสังคมไทยยังเปี่ยมด้วยแรงกตัญญู

สะดุดตาสุดคือไอจีของ คุณแม่ไฮโซ เซเลบริตี้คนดังในสังคมที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตา บ้างก็คุณแม่เป็นฝ่ายอัพ บ้างก็คุณลูก แต่ล้วนดีงาม เพราะแต่ละบ้านเขามากันแบบง่ายๆ พวงมาลัย การ์ดทำมือ เค้กของหวาน ดูไม่อู้ฟู่เหมือนยอดเงินในบัญชีธนาคารเลยละ

เห็นแล้วเลยอยากแชร์ เพื่อประกาศว่าไม่ว่าจะเป็น คุณแม่ไฮโซ หรือไม่ไฮโซ

สิ่งที่หัวอกคนเป็นแม่ต้องการล้วนไม่แตกต่าง นั่นคือ การแสดงออกถึงความรักของลูกที่มีต่อแม่

คุณแม่ไฮโซ

คุณหญิงต้น มล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี กับคุณตั๊น-จิตภัสร์ กฤดากร ผลัดกันอัพไอจีด้วยภาพชุดเดียวกันคือใส่โททัลลุคขาวพร้อมมาลัยขาว โดยคุณแม่มาด้วยข้อความ “ลูกน้อยสุดที่รักของแม่ ขอบใจมากจ้ะ 12 สิงหาคม 2560” ส่วนคุณลูกก็ซึ้งไม่แพ้ “คืนนี้กับคุณแม่ สุขสันต์วันแม่นะคะ ขอบคุณสำหรับอ้อมกอดที่อบอุ่นเสมอ รักแม่ค่ะ” (ภาพ : IG@piyapas และchitpas)

คุณแม่ไฮโซคุณแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ มอบมาลัยงามวิจิตรให้คุณแม่ยุพา พร้อมขึ้นข้อความว่า “ที่สุดของชีวิตลูก❤️ สุขสันต์วันแม่” (ภาพ : IG@panglamsam)

คุณแม่ไฮโซ

คุณแพร-พัชรพิมล ยังประภากร ยิ้มปลื้มท่ามกลางลูกชายหญิงครบก๊วน คุณฝน-ชวมณฑ์, คุณฟ้า-ภณภิสา, คุณรุ่ง-ศิวานุช และคุณแชมป์-วรุตม์ชาติ ที่จัดช่อดอกไม้โทนสีฟ้าวันแม่มาให้ เธอเลย “Thank you all of you, My dearest daughters and son” ขึ้นไอจีซะเลย (ภาพ : IG@patcharapimol_suvimol)

คุณแม่ไฮโซภาพอุ่นๆ 3 เจนเนอเรชั่น มาลัยขาวมอบให้ผู้อาวุโสสูงสุด พร้อมข้อความ “Happy Mother’s Day” จากคุณส้ม-ชนัดดา จิราธิวัฒน์ ขณะที่ลูกสาวคนสวย แพร-พิมพิศา ลงทุนทำการ์ดโอเวอร์ไซส์จาก ERB ให้ ด้วยเหตุผล “Mum, you are My Best Friend. Love ya” น่าเอ็นดู๊ (ภาพ : IG@somchanadda และ pearpimpisa)

คุณแม่ไฮโซ

นี่ก็รวม 3 เจนเนอเรชั่นเช่นกัน คุณเตย-ปรีดิ์รติ ภิรมย์ภักดี ชวนคุณพ่อสันติ ภิรมย์ภักดี และสองพี่ชาย คุณภูริต(สันต์) และคุณต๊อด-ปิติ แอนด์พี่สะใภ้ นุ่น-วรนุช พร้อมหลานๆ พาคุณแม่อรุณี ไป “Mommy’s day dinner❤️” ที่ Kitaohji แน่นอนว่าต้องมีช็อตมอบมาลัยขาวจากลูกๆ สิคะ (ภาพ : IG@preerati)

คุณแม่ไฮโซ

ลูกสาวบ้านศรีกาญจนามาด้วยคอนเซ็ปต์มอบเค้กวันแม่ โดยคุณพิม-พิมพ์พยัพ ประกาศผ่านไอจีว่า “(♡˙︶˙♡) วันแม่ทั้งที ก็ต้องมาทำงานเป็นเพื่อนแม่สิคะ ( ° Д° )!!! หัวหมุนเลย เพิ่งมีเวลาลงรูป #HappyMotherDay วันแม่ต้องลงรูปคู่เพราะปรกติคุณแม่ไม่ชอบถ่ายรูป (○゚ε゚○)” ขณะที่คุณพลอย-พลอยพยัพ แม้จะมาแบบสั้นๆ แต่เปี่ยมความหมาย “My Everything ” งานนี้คุณแม่ยูกิก็ยิ้มปลื้มไปเลยสิคะ (ภาพ : IG@pimpayap และ ploypayap_s)

คุณแม่ไฮโซ

ข้อความของคุณเกรซ มหาดำรงค์กุล ใครได้อ่านก็ต้องบอก… บ้านนี้น่ารักเว่อร์ “Happy Mother’s day 2017 to my dearest Mami ❤️ คือคุณปู่คุณย่า ตั้งใจตัดชุดให้แม่กับจาติมใส่ด้วยกันวันแม่ แต่ Mami ก็อยากใส่ชุดนี้ถ่ายรูปกับจาติมเลยต้องถ่ายคนละครั้ง แม่ถ่ายเสร็จก็ให้ Mami ใส่ ใส่ size เดียวกันสบายอยู่แล้ว” แถมท้ายยังติดแฮทแท็ก #บ้านเราใช้เสื้อผ้าคุ้ม อีกด้วย แหม… มันน่าจัดลิสต์ 3 เจนแต่งตัวแท็กทีมดีไหม (ภาพ : IG@gracemahadumrongkul)

คุณแม่ไฮโซ

คุณตุ๊ย-ทิพนันท์ ไกรฤกษ์ เป็นปลื้มสุดๆ เมื่อน้องวิน ลูกชายสุดหวงนำความชื่นใจมาให้พร้อมด้วยมาลัยพวงโต คุณแม่เลยขออวดผ่านโซเชียล ด้วยข้อความ “วินเอาพวงมาลัยมาสุขสันต์วันแม่แต่เช้าคับ” (ภาพ : IG@tuitipanan)

คุณแม่ไฮโซ

คุณยุ้ย-อรวรรณ อิงคสิทธิ์ มาพร้อมข้อความ “ตื่นมาก็มีลูกชายทํา card วันแม่ให้ เป็นเด็กดีนะ เกิดมามีแม่คนเดียวต้องรักแม่มากๆ นะครับ❤️” อืมม…คุณแม่คะ ไม่ค่อยคาดคั้นเลยเนอะ (ภาพ : IG@yuiolivia)

คุณแม่ไฮโซคุณนา-อุษณา ทัพพะรังสี รับมาลัยจากลูกชายสุดหล่อที่แต่งตัวเข้าคู่กับคุณแม่ได้อย่างน่าเอ็นดูสุดๆ คือเสื้อสีฟ้าและกางเกงยีนส์ สร้างมุมมองใหม่ให้ชาวโลกรับรู้กันไปเลยว่าคุณแม่ก็เป็นคู่ดูโอ้กับลูกชายได้นะ ไม่ใช่เฉพาะกับลูกสาวเท่านั้น และความสุขของเธอคงจะล้นหลั่ง เลยใจดีโพสต์ข้อความเผื่อมนุษย์แม่อื่นๆ ว่า “Happy Mother’s Day to all mothers out there ka #babyrayanawin ‍❤️” (ภาพ : IG@na_ausana)

คุณแม่ไฮโซ

คุณหญิงแม้น คงคาแร็คเตอร์ความเป็นอาร์ติสท์ด้วยการจัดการ์ดวันแม่เวอร์ชั่นพิเศษให้คุณแม่ หม่อมอัญชลี ยุคล พร้อมบทประกาศ “Happy mother’s day to my beautiful mamabear @a_yugala ❤ I love you more than anything in the world” เอ่อ… ไม่เผื่อท่านพ่อ มจ.จุลเจิม ที่ยืนข้างๆ เลยหรือคะ (ภาพ : IG@yingmann)

คุณแม่ไฮโซคุณแพม-สิตามนินท์ สุสมาวัตนะกุล พร้อมหน้าครอบครัว ชวนกันไปดินเนอร์ วาระ “Happy mother’s day” แบบง่ายๆ สบายๆ ไม่เชื่อดูจากการแต่งตัวของสมาชิกทุกคนได้เลย จะว่าไปก็ถูกนะ แม่ก็แม่เรา ใยต้องประดิษฐ์ จริงไหม (ภาพ : IG@pamsuperrichth)

เห็นโมเม้นต์อุ่นรักครบ 12 บ้านแล้ว ก็หันไปสร้างฟีลนี้กับคุณแม่ของคุณๆ กันด้วยนะคะ เพราะวันแม่ ไม่ได้มีวันเดียว และสิ่งที่คุณแม่ต้องการเหมือนๆ กันก็คือ อ้อมกอดและคำบอกรัก ไม่ว่าจะมีฐานะยากดีมีอย่างไรก็ตาม

รักแม่กันนะทุกคน

 

ตระการตา! ทุ่งกระเจียวกลางกรุงกว่า 2 แสนดอก ร่วมเทิดพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี

ตระการตา! ทุ่งกระเจียวกลางกรุงกว่า 2 แสนดอก ร่วมเทิดพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี 

เนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 ทรงมีพระชนมายุครบ ๘๕ พรรษา  และเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหาคม  ๒๕๖๐  อุทยานไม้ดอกเพ ลา เพลิน จังหวัดบุรีรัมย์ร่วมกับ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ภายใต้การดำเนินงานโดย คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)  และศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม

จัดงาน “ปทุมมาราชินีป่าฝน” Emporium The Queen of Tropical Rainforest  ครั้งแรกของการแสดงทุ่งกระเจียวกว่าสองแสนดอกใจกลางกรุง พร้อมเปิดพื้นที่ทำกิจกรรมสาธิตการปลูกดอกกระเจียว และจำหน่ายดอกกระเจียวในโครงการ “กระเจียวเพื่อน้องท้องอิ่ม” สร้างรายได้ให้กับเด็กที่ขาดแคลนในจังหวัดบุรีรัมย์  งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๙-๑๔ สิงหาคม ณ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรี่ยม

ภายในงานมีการจัดแสดงดอกกระเจียวหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมการตกแต่งประดับประดาทั้งบริเวณของศูนย์การค้า ให้เป็นทุ่งดอกกระเจียวที่มีความสวยงาม หลายสีสัน โดยมีการจัดดอกกระเจียวเป็นประติมากรรมรูปนกยูง พร้อมสร้างความตระการตากับการจัดตกแต่งหางนกยูง ซึ่งมีความยาวกว่า 15 เมตร ไฮไลท์สำคัญดอกกระเจียว ๒ สายพันธุ์ พิเศษ คือ สายพันธุ์ลาสเบอรรี่ และสายพันธุ์เพอฟูม ซึ่งเป็นสายพันธุ์พัฒนาจากประเทศฮอลล์แลนด์ นำมาจัดแสดงโชว์เป็นครั้งแรก โดยนำมาจัดในรูปแบบประติมากรรมรูปนกยูงซึ่งถือเป็นราชินีแห่งนก เมื่อนำมารวมกับกระเจียวราชินีป่าฝนแล้ว สร้างความตระการตางดงามประทับใจแก่ผู้พบเห็น  นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสายพันธุ์กระเจียวชุด Royal Thai จำนวน ๙ สายพันธุ์ ที่วิจัยขึ้นใหม่เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี มาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ชมอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก

อุทยานไม้ดอกเพ ลา เพลิน  จังหวัดบุรีรัมย์ เชิญร่วมงานปทุมมาราชินีป่าฝน Emporium The Queen of Tropical Rain Forest จัดขึ้นระหว่างวันที่      ๙-๑๔ สิงหาคม ณ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรี่ยม

5 เรื่องเกี่ยวกับหน้าอก ผู้หญิงไม่รู้ว่าหนุ่มๆ คิดลึก

“ยอดปทุมถัน” (หรือที่เรียกกันง่ายๆ ตรงๆ ว่า “หัวนม”) จุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้ชายและหญิงรู้สึกถึงอะไรๆ มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าจะพูดถึงความกังวลที่มีต่อยอดปทุมถันเนี่ย คงต้องยกให้ฝ่ายหญิงแน่นอน เพราะมีสาวหลายนางถามมาดามมาว่า ถ้าตรงนี้ดำเขาจะรังเกียจไหม ถ้าเกิดมันบอดล่ะเขาจะขำไหม บอกเลยนะคะว่า หนุ่มๆ เนี่ยเขาคิดกับยอดปทุมถันคุณคนละประเด็นกันเลย แต่เขาคิดกันยังไง มาดูกันค่ะ

1. หัวนมก็เหมือนผลเชอรี่บนไอศกรีมช๊อกโกแลตซันเดย์

แต่ในที่นี้มาดามไม่ได้โฟกัสไปที่ความแดงของลูกเชอรี่นะคะ เพราะบางร้านก็เอาเชอรี่ไปเคลือบช็อกโกแลตเพิ่มรสชาติให้ลึกล้ำเข้าไปอีก แต่ไม่ว่าจะเป็นเชอรี่ธรรมดาหรือเคลือบแล้ว สำหรับหนุ่มๆ เชอรี่ผลนี้จะได้รับการทะนุถนอมด้วยปลายลิ้นและแรงดูดดุนเบาๆ เพื่อให้ผลเชอรี่ที่ว่านี้ปรับสภาพจากเชอรี่นุ่มนิ่มมาเป็นเชอรี่สดใหม่เต่งตึงรอบทิศ

2. หัวนมเป็นจุดเด่นดึงดูดความสนใจ (โดยเฉพาะในยามที่เธอโนบรา)

ช่างภาพหนุ่มที่เพิ่งผ่านวัย 31 ไปหมาดๆ บอกกับมาดามว่า เวลาที่บังเอิญเห็นหัวนมของสาวๆ ใต้เสื้อที่เธอสวมอยู่ (โดยเฉพาะเสื้อเชิ้ต) จะดึงดูดอารมณ์และให้ความรู้สึกมากกว่าที่ได้เห็นสาวๆ เปลือยเปล่าตรงหน้าซะอีก เพราะอารมณ์ลุ้นขั้นพีคอยู่ตรงที่เห็นหัวนมชัดหรือเปล่า เพราะนั่นสะท้อนถึงอารมณ์ที่เธอกำลังเป็นอยู่

3. หัวนมเป็นจุดที่ล้วงจับได้ง่าย

ก็แหม…ระหว่างการล้วงจับน้องสาวของเธอด้วยการถลกกระโปรงหรือปลดกระดุมรูดซิปกางเกงกับการเอามือล้วงเสื้อจากทั้งด้านล่างและด้านบน แบบไหนมันง่ายกว่ากันล่ะ แล้วแบบนี้ หัวนมจะไม่เป็นเป้าหมายต้นๆ ของเขาได้ยังไง

4. หัวนมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเเต่ละคน

ที่สาวๆ กังวลกันเหลือเกินว่าหัวนมดำ หัวนมบอดหรือจะเล็กหรือใหญ่ แบบไหนจะถูกใจเขา สำหรับหนุ่มๆ แล้วทั้งหมดที่ว่าคือจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าค้นหาและเป็นสิ่งท้าทายสำหรับเขา เพราะด้วยรูปทรงที่ต่างกัน ทำให้เขาต้องงัดเทคนิกมาเสิร์ฟความเสียวให้คุณไงล่ะ แถมทุกครั้งที่ได้เห็นหัวนมเฉพาะตัวของสาวเจ้า เขายังรู้สึกว่าหัวนมแบบนี้แหละที่เขาเป็นเจ้าของได้ครอบครองเพียงผู้เดียว ฉะนั้นต่อไปนี้หัวนมจะเล็กจะใหญ่จะบอดจะดำก็อย่าสน เพราะเขาไม่สนเลยสักนิด

อ้อ…แต่ถ้าคุณกังวลเรื่องสีของหัวนมละก็ บอกเลยว่าเลิกคิดซะ!! เพราะมีผู้ชายส่วนน้อยมากๆ ถึงมากที่สุดที่จะมานั่งโฟกัสสีของหัวนมว่าต้องชมพูสวยใสหรือน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ เพราะสีพวกนี้ไม่ได้มีผลต่อการมีเซ็กส์สักนิด

5. หัวนมเป็นประตูนำไปสู่เกมรัก เวลาที่ลิ้นสากๆ ของเขาลงไปสัมผัสหัวนมเมื่อไหร่ ความรู้สึกเสียวซ่านขนลุกไปทั้งหลังจะเกิดขึ้นง่ายกว่าการเอาลิ้นลงที่บริเวณอื่นๆ ยิ่งบวกกับเทคนิกลีลาเฉพาะบุคคลที่หนุ่มๆ มี จนทำให้หัวนมนิ่มๆ ของเธอแข็งปั๋งขึ้นมา ทำให้เขารู้สึกว่าประสบความสำเร็จในการเสิร์ฟความสุขเบื้องต้นให้คุณแล้วล่ะ สเต็ปต่อไปก็ไม่ต้องรออะไรแล้ว ลงล่างจัดหนักกันไปเลย

เป็นไงกันบ้างคะ กับ 5 ความคิดผสานความรู้สึกที่เขามีต่อหัวนมของคุณ ต่อไปนี้ถ้าคิดจะริมีเกมรัก ไม่ต้องเขินอายกับหัวนมสารพัดสีสารพัดรูปทรงกันอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะหนุ่มๆ เขาไม่ได้คิดในสิ่งที่คุณกังวลเลยสักนิดจริงๆ

เรื่อง : Madam Hong Hern

ภาพ : freepik.com

Vitamin C

น่าใช้มากๆ “5 สกินแคร์” ที่มี Vitamin C เป็นส่วนผสมหลัก ช่วยฟื้นฟูผิวหมองคล้ำให้ขาวใสออร่าจับขั้นสุด

INNISFREE Whitening Pore Synergy Serum
(50 มิลลิลิตร / 1,450 บาท)

เซรั่มแอมพูลสูตรเข้มข้น ช่วยให้ผิวสว่างกระจ่างใสและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดเลือนจุดด่างดำ พร้อมเติมเต็มรูขุมขนที่ลึกให้ตื้นขึ้น ด้วยสารสกัดเปลือกส้มแทนเจอรีนจากเกาะเชจู เติมเต็มความสดชื่น มีชีวิตชีวาให้ผิว แก้ปัญหาสีผิวหมองคล้ำด้วยการยับยั้งการทำงานของเม็ดสีผิว พร้อมช่วยแก้ปัญหารูขุมขนให้กระชับเรียบเนียน

INNISFREE Whitening Pore Sleeping Pack
(100 มิลลิลิตร / 740 บาท)

มาสก์ส้มเขียวหวานเชจูจากส้มเขียวหวานออแกนิกที่ปลูกบนเกาะเชจู มีพืชตระกูลส้มฟลาโวนอยด์ 6 ชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาผิวเรียบเนียน สะอาด และกระจ่างใส รวมกับส่วนผสมที่ทำงานตามหน้าที่ แก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ ผิวไม่เรียบ และรูขุมขน

No7 Youthful Vitamin C Fresh Radiance Essence
(10 มิลลิลิตร / 990 บาท)

เอสเซ้นส์ที่มีส่วนผสมวิตามินซีบริสุทธิ์ 5 เปอร์เซ็นต์ นับว่าเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ซึ่งผลัดเซลล์ผิวใหม่ตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวที่ดูเหนื่อยล้า ไร้ชีวิตชีวา กลับมาดูกระจ่างใสและสุขภาพดีขึ้น ลดปัญหาสีผิวที่เข้มขึ้น ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว พร้อมเสริมประสิทธิภาพของวิตามินซีด้วยการผสานสารสกัดอื่นๆ อย่าง Liquorice และไฮยาลูโรนิกแอซิดที่จะเข้ามาช่วยเสริมสร้างผิวให้เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น

เซรั่มวิตามินซีบริสุทธิ์ 10.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าช่วยฟื้นฟูผิวพรรณได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดริ้วรอยแห่งวัย เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องไปสักระยะจะช่วยให้ริ้วรอยบนใบหน้าจางลง โดยเฉพาะริ้วรอยรอบริมฝีปากและรอบดวงตา รวมทั้งริ้วรอยและร่องลึกอื่นๆ บนใบหน้า นอกจากนี้ผิวพรรณจะได้รับการปรับปรุงให้ดูเรียบเนียนและเปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย

เรื่อง : PP_แพรวดอทคอม
ภาพ : ลิขสิทธิ์แบรนด์

ใครว่าไม่สวย! “นุ่น – ศิรพันธ์” กับแฟชั่น 11 ลุคสุดชิค จะแต่งตัวสไตล์ไหนก็เลิศ

นุ่น – ศิรพันธ์ นางเอกสาวคนเก่งที่ใครๆ ก็ยอมรับว่าฝีมือการแสดงเด็ดไม่แพ้ใคร บทบาทไหนก็ตีซะแตกกระจุยกระจาย ไม่ว่าจะเป็นบทผีอย่าง อีแพง ที่แฟนละครเรียกชื่อนี้กันทั้งเมือง บท บุญรอด สาวสู้ชีวิต ที่เล่นจนคนดูอินไปตามๆ กัน หรือจะเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกอย่าง เพื่อนสนิท ที่ทำให้คนรักเธอในบท ดากานดา สาวเหนือผู้มีเสน่ห์ล้นจอ แต่ๆๆๆ ก็ยังมีคนเม้าท์เรื่องอื่นนอกจากการแสดงของเธอจนได้ เมื่อเธอรับบท มิ้น ใน เสน่หา Diary ตอน บ่วงเสน่หา ชาวเน็ตบางส่วนกลับวิจารณ์เรื่องหน้าตาว่าไม่เหมาะกับบทนางเอกซะงั้น แต่สาวนุ่นก็ยังคงสตรอง เพราะเธอผ่านเรื่องราวทำนองนี้มามากแล้ว ดังนั้นขอก้าวผ่านและเป็นตัวเองให้ดีที่สุดจะดีกว่า

อย่ากลัว…. 10 กว่าปีที่เป็น นุ่น ศิรพันธ์ ในวันนี้ ความคิด คำพูด ความรู้สึก แบบนี้ก็ยังคงวนเวียน อยู่ตัวรอบนุ่นมาโดยตลอด ตั้งแต่ก้าวมาทำงานวันแรกจนถึงตอนนี้ กลัวไหม?… ใช่ นุ่นเคยกลัวที่จะเห็นและได้ยินสิ่งเหล่านี้ มันบั่นทอนกำลังใจ บั่นทอนความสุขในชีวิตไปไม่ใช่น้อย เสียใจไหม?… ใช่ นุ่นเคยร้องไห้ และเคยถามตัวเองบ่อยๆว่า จะทนไปเพื่ออะไร แต่ วัน เวลา ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาก็ทำให้เราได้เรียนรู้ และมีคำตอบให้กับชีวิตของเราว่า … เราห้ามความคิด ความรู้สึก และทัศนคติ ของคนอื่นไม่ได้ … ที่เราทำได้คือ เผชิญหน้ากับโลกของความจริง … รับรู้ถึง ความเกลียด ความโกรธ ที่มีต่อเรา … รับ ว่ามันมีอยู่จริง … รู้ ว่าเราไม่มีอำนาจไปเปลี่ยนแปลง หรือห้ามไม่ให้มีความรู้สึกแบบนั้นได้ แต่ เราบอกตัวเองได้ว่า … อย่ากลัว ที่จะเจอ … อย่าท้อ เวลาที่ได้อ่าน … แต่จงรู้ไว้ว่า เราจะดีขึ้นไปได้อีก เก่งขึ้นไปได้อีก และที่สำคัญที่สุด … อย่าเลิก ในสิ่งทีเราเชื่อ สิ่งที่เรารัก เพียงเพราะเสียงของคนอื่น ให้เสียงของ”เรา” เป็นตัวนำทาง อย่ากลัวที่จะฟัง”เสียง”ของตัวเอง อย่ากลัวที่จะ “เป็น” ตัวของตัวเอง #cheerupMode #Nodramaนาจา #เป็นกำลังใจให้เธอที่ยังกลัว “นุ่น” ที่ผ่านมาแล้ว และมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ 💋💋💋

A post shared by Noon Siraphun (@noon_siraphun) on

แพรวดอทคอมได้เข้าไปดูในไอจีส่วนตัวของสาวนุ่น ไหนคะ สิ่งที่ชาวเน็ตวิจารณ์ เธอออกจะสวย มีสไตล์ บวกกับการแสดงขั้นเทพแล้ว เราว่าลงตัวสุดๆ ดังนั้นวันนี้แพรวดอทคอมเลยขอเอาแฟชั่นของสาวนุ่นมาอวดโฉมให้สาวแพรวดอทคอมดูกัน แล้วบอกหน่อยว่าไม่สวยตรงไหน ป.ล. ทำไมต้องอินเบอร์นี้ ฮาๆๆ

นุ่น – ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

สบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติด้วยชุดสีแดงสดตัดกับพื้นสีเขียวจากดอกไม้ใบหญ้า ทำให้ดูเด่นไปเลย


สดใสมากกก กับเดรสสีแดงสุดเซ็กซี่ แต่ด้วยท่าโพสทำให้ลุคดูซอฟต์น่ารักลงมาเยอะเลย 


โพสหน้านิ่งกับชุดขาวทั้งตัว เปิดโชว์ไหล่หน่อย แต่ความเซ็กซี่จากอินเนอร์มาเต็มแม็กซ์เลย 


ลุคออกงานกับเดรสดำพอดีตัว ทำให้เห็นรูปร่างทรวดทรงงามๆ ของสาวนุ่นได้อย่างเฟอร์เฟ็คท์จริงๆ


สไตล์เท่ๆ นี่แหละงานถนัดสาวนุ่นเลย ลุคนี้เธอมาในเสื้อยืดสีเทา กางเกงยีนส์สีขาว และเข็มขัดสีดำ ส่วนทรงผมกับบุคลิกก็เข้ากันมากกกก


ชุดสีขาวอีกครั้ง แต่ให้อารมณ์ที่ต่างไปจากลุคก่อน เพราะลุคนี้จะมีความสุภาพและโก้หรูอยู่ในตัว


ออกงานก็ต้องเดรสสีดำ โชว์ความเซ็กซี่เล็กๆ ด้วยดีไซน์ของชุดที่ปาดและไขว้กันไปมา บวกกับรูปร่างสูงๆ คือสง่ามาก


มาแบบสาวชาวบ้านก็รอด แลดูเด่นออกมาเลย กับชุดง่ายๆ อย่างเสื้อยืดแมตช์กับผ้าซิ่น แถมด้วยหมวกสักใบ ก็ได้ลุคที่ยูนีคสุดๆ แล้ว


เผยออร่าความเซ็กซี่อีกแล้วค่าาา ลุคนี้อวดหน้าท้องเฟิร์มๆ ด้วยเดรสดีไซน์เก๋ ผสานระหว่างสีขาวและดำสุดชิค


ผมทรงนี้คือที่สุด ชอบมาก เราว่าผมดัดหยิกเหมาะกับสาวนุ่นนะ เพราะดูสวยเซ็กซี่และเก๋มาก ส่วนเดรสวันนี้ลายผ้ามีความคล้ายผ้าไหมไทย ดูดีมากๆ


สุดท้ายกับลุคสตรีทที่มีทั้งความเท่และความชิคอยู่ในลุคเดียวกัน เสื้อโค้ตสีเหลือง เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าสีน้ำตาล และกระเป๋าทูโทนฟ้า-ขาว รวมไอเท็มบนตัวกี่สีเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังเอาอยู่และสวยยยยเด่นสุดๆ


กก

สาวนุ่นเป็นคนที่มีสไตล์การแต่งตัวเป็นเอกลักษณ์มากนะ ไม่ว่าจะหยิบจับสไตล์ไหนมาแมตช์กับตัวเองก็มีความเชื่อได้ว่านั่นคือตัวเธอ 11 ลุคที่แพรวดอทคอมนำมาให้ดูกัน เป็นเพียงเศษเสี้ยวความเลิศของเธอเท่านั้น ส่วนเรื่องความงาม เราว่านอกจากหน้าตาของเธอจะสวยเก๋แล้ว นิสัยและจิตใจยังงดงามมากกกก เห็นได้เลยว่ารักธรรมชาติ รักษ์โลก และช่วยเหลืองานกุศลอยู่บ่อยๆ ส่วนเรื่องฝีมือการแสดงก็แจ่มเว่อร์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่ครบเครื่องเลย

 

 

 

เรื่อง : Hana (ฮานะ)

ภาพ : IG@noon_siraphun

 

 

วริศรา ลี้ธีระกุล

ดีของลูกคือแค่มีเรา วริศรา ลี้ธีระกุล อดีตมิสเอเชีย 2531 หนีเมืองกรุง ปั้นสุข ใช้ชีวิตที่เชียงดาว

“ไม่ห่วงว่าดีที่สุดคืออะไร เพราะดีของลูกคือแค่มีเรา” หนึ่งในบทสนทนาจากหัวอกคนเป็นแม่ที่มองความสุขและชีวิตของลูกคือที่หนึ่ง โดยเจ้าของคำพูดนี้ก็คือ โรส – วริศรา มหากายี หรือ วริศรา ลี้ธีระกุล ผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายจากเวทีประกวดนางสาวไทยปี 2531 และเป็นตัวแทนสาวไทยประกวดเวทีมิสเอเชีย จนคว้าตำแหน่งมิสเอเชียประจำปี 2531 ที่ประเทศอังกฤษมาครองได้สำเร็จ พร้อมกับการเดินเข้าสู่วงการบันเทิง รับหน้าที่พิธีกรและนักแสดง ก่อนที่จะผันชีวิตจากเมืองกรุงไปอยู่ที่เชียงดาวเพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

ประกวดนางสาวไทยปีเดียวกับปุ๋ย – ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก แม้ไม่ได้ตำแหน่งนางสาวไทยปี 2531 แต่โรส – วริศรา ลี้ธีระกุล สามารถคว้าตำแหน่งมิสเอเชียปี 2531 ที่ประเทศอังกฤษไปได้สำเร็จ ซึ่งเป็นสาวไทยคนที่สองที่คว้าตำแหน่งได้ ถัดจากสาวไทยคนแรกคือ จ๊ะโอ๋ – ทวินันท์ คงคราญ มิสเอเชียปี 2530

วริศรา ลี้ธีระกุล

วริศรา ลี้ธีระกุล เป็นหนึ่งในผู้หญิงหลายคนที่พูดได้ว่าเกิดมาแล้วไม่ว่าอยู่ที่ใดก็สามารถสร้างคุณค่า ความดีให้แก่ตัวเองและสังคมได้ หลายคนอาจคุ้นเคยกับเธอผ่านบทบาทพิธีกรรายการ อาทิ ศุกร์สบาย, ลุ้นข้ามโลก รวมถึงบทบาทนักแสดง จนกระทั่งมีข่าวการสมรสกับคุณโอ๊ค – คฑา มหากายี ซึ่งได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ขึ้นมา หลายปีมาแล้วที่คุณโรสได้วางชื่อเสียงเงินทองจำนวนมากลง โดยออกจากวงการ ทิ้งการใช้ชีวิตแสนเร่งรีบในเมืองกรุง ไปปักหลักอาศัยอยู่ที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีบ้านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย โดยมีลูกๆ น้องช้างน้อย – ด.ช.เป็นตา และน้องลิบตา – ด.ญ.ลิบตา มหากายี คอยเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์ รวมถึงยังคงดูแลโรงแรมพระนครนอนเล่น ย่านบางขุนพรหม ที่ได้เปิดสอนทำ “ขนมปังเปลี่ยนชีวิต” เพื่อช่วยเหลือ มอบความสุข มอบอาชีพให้แก่ผู้อื่นด้วย

แพรวดอทคอม มีโอกาสพิเศษได้พูดคุยกับคุณโรส – วริศรา เพื่ออัพเดตถามไถ่เรื่องราวชีวิตของเธอ แม้การพูดคุยครั้งนี้จะไม่ได้มีแสงสปอตไลท์ หรือมีการแต่งหน้า แต่งตัวเพื่อเตรียมสัมภาษณ์มาก่อน แต่เรื่องราวที่ได้จากบทสนทนานี้ทำให้ซึมซับได้ว่าคนเรามีแสง มีพลัง และคุณค่าของชีวิตอยู่ในตัวมาก โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแสงสปอตไลท์มาฉายให้เด่นเลย ไม่รอช้า ไปฟังเรื่องราวดีๆ ให้พลังงานบวกจากเรื่องราวของคุณโรสพร้อมๆ กันเลยค่ะ…

เริ่มต้นขออัพเดตชีวิตคุณโรสกันก่อนว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง และพักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ถาวรเลยหรือเปล่า

คุณโรส: ตอนนี้ก็ดูลูกเป็นหลักค่ะ ย้ายมาอยู่ที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพราะโฮมสกูลให้ลูกๆ ด้วยทรัพยากรการเรียนรู้ที่ต่างจังหวัดเอื้อกว่าค่ะ มีสอนขนมปังเดือนละครั้ง และดูแลโรงแรมพระนครนอนเล่นที่กรุงเทพฯ

ถามถึงลูกทั้งสอง “น้องช้างน้อย – น้องลิบตา” ตอนนี้อายุเท่าไหร่และเรียนที่ไหนกันบ้างคะ แล้วสไตล์การเลี้ยงดูลูกๆ ของคุณโรสเป็นอย่างไรบ้าง แตกต่างจากเดิมหรือเปล่า

คุณโรส: ช้างน้อย (ด.ช.เป็นตา มหากายี) ตอนนี้ 9 ขวบค่ะ ส่วนลิบตา (ด.ญ.ลิบตา มหากายี) 5 ขวบครึ่ง ลาออกจากโรงเรียนมาจะ 2 ปีแล้วค่ะ มาสอนเอง คุณพ่อเขาอยากสอนลูกเองค่ะ เราทำบ้านเรียนชื่อว่า “บ้านเรียนทางช้างเผือก” สอนโดยเอาความสนใจลูกเป็นตัวนำเนื้อหาที่จะเรียนค่ะ เรียนรู้ผ่านธรรมชาติและการลงมือทำ เน้นทักษะชีวิต รู้ความหมายของสิ่งที่จะเรียน เรียนไปเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่ท่องจำ เช่น โรสสอนลูกๆ ทำขนมปัง เขาได้ชั่งตวง เรียนเลขจากตรงนั้น มีทักษะการนวด ใช้มือ ใช้ความรู้สึก ฝึกสังเกต พออบเสร็จ เราก็จะเอาไปขาย เขาก็ต้องช่วยบรรจุและก็ไปนั่งขาย รู้จักทอนตังค์ คิดตังค์ และสื่อสารกับคนอื่นค่ะ

หรือบางทีจะเปิดคลาสสอนเด็ก เขาก็จะมาเป็นครู ต้องออกแบบตำราสอน หัดเขียน หัดสะกด วาดภาพประกอบ ซ้อมทำ เขาก็จะได้ทักษะเรื่องภาษาไทยกับการถ่ายทอดให้คนอื่นผ่านการสอนค่ะ โรสจะเน้นสอนเรื่องวิชาชีพ ทำขนม ตัดเย็บ ภาษา ส่วนคุณพ่อจะเน้นเรื่องธรรมชาติ ศิลปะ ชีวะ ฟิสิกส์ ส่วนวิชาอื่นที่เราสอนไม่เป็นก็ให้น้องๆ ไปเรียนกับคนอื่นค่ะ เช่น ดนตรี ภาษาจีน

ถามว่าแตกต่างจากเดิมไหม มากค่ะ เพราะดูแลเองหมด ไม่ได้ฝากทุกอย่างไว้กับครูเหมือนแต่ก่อนตอนอยู่ในโรงเรียน มันอาจจะไม่สมบูรณ์ในแบบหนึ่ง แต่มันก็ได้มาซึ่งแบบเดิมให้ไม่ได้ เด็กๆ ร่วมจัดตารางเรียนกับพ่อแม่ เสนอความเห็นได้ และสุดท้ายต้องประเมินตัวเองได้ค่ะ ทุกวันศุกร์เราจะมีการประเมินกันด้วยการพูดคุยก่อนอาหารเย็น ให้พูดถึงตัวเองว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเรามีข้อเสียอะไร ข้อดีอะไร เราพัฒนาอะไร อะไรที่เรายังติดขัด เราอยากขอโทษใคร อยากขอบคุณใคร 4 คน พ่อ แม่ ลูก ต้องพูดกันหมดค่ะ ลูกสาวจะชอบมากช่วงเวลานี้

ถามถึง “บ้านเรียนทางช้างเผือก” คุณโรสและคุณโอ๊คได้ช่วยกันดีไซน์ออกแบบร่วมกันเลยใช่ไหมคะ เป็นอย่างไรบ้าง

คุณโรส: ช่วยกันทั้งสองคนเลยค่ะ บ้านก็ออกแบบเพื่อให้รองรับการเรียนลูกด้วย สามีจะเป็นคนวางแผนการเรียนค่ะ เขาก็จะรับผิดชอบดูแลเนื้อหาที่เขาถนัดสอน โรสก็ดูแลในส่วนของโรส เราก็จะสลับกันสอน สลับกันทำงานบ้าน ทำสวน ตารางสอนก็จะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เด็กๆ สนใจค่ะ

เมื่อได้เห็นลูกๆ มีพัฒนาการตามที่ได้เลี้ยง ได้สอนเอง เพราะที่ติดตามน้องๆ จะเห็นว่าได้ลงมือปลูกสวน ปลูกผักเองด้วย ความรู้สึกของคนเป็นแม่ต่อลูกๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง แล้วมีการวางแผนอนาคตให้พวกเขาอย่างไร 

คุณโรส: ที่บ้านจะแปะตารางไว้ เด็กๆ จะรู้หน้าที่และทำตามตารางค่ะ แต่ก็ทำมั่งไม่ทำมั่ง (หัวเราะ) แล้วแต่ว่ามีเรื่องอะไรมาแทรก แล้วเราดูว่าเหมาะกับการเรียนรู้ตอนนั้นค่ะ รู้สึกว่าลูกแข็งแรงขึ้นทั้งภายนอกและภายใน เขารู้สึกอิ่มที่มีพ่อและแม่ให้เวลาเขาเต็มที่ 24 ชั่วโมงเลย เขาจึงมั่นคง มั่นใจที่จะทำ มีความกล้า สุขภาพแข็งแรง มีรอยยิ้ม มีความตื่นรู้ในดวงตา มีอิสระ ช่วยเหลือตัวเองได้ ดูแลตัวเองเป็น เท่าที่เห็นเขาทำได้ดีขึ้นทุกๆ วัน ก็มีความสุขแล้วนะคะในฐานะคนเป็นแม่ แต่เรื่องอนาคตว่าเขาจะสอบที่ไหน เข้ามหาวิทยาลัยไหม ไม่ห่วงเลยค่ะ อยากเห็นเขาได้มีชีวิตที่เหมาะกับเด็กๆ มากกว่า ได้เล่น ได้เรียน ได้ทำอยู่กับธรรมชาติ มีรอยยิ้ม มีสุขภาพแข็งแรงพอแล้ว

ถ้าเรามัวแต่เพ่งที่อนาคต เราจะไม่เห็นปัจจุบันเลย สมัยก่อนไม่มีเวลาให้ลูกขนาดนี้ค่ะ เช้ามาไปส่ง เย็นไปรับ กินข้าวนี่ต้องตักไปกินในรถ ไปรับลูกที่โรงเรียน ลูกหมดพลังทุกวัน สลบคารถ เราเองก็หมดพลังด้วย คิดแล้วเราคงต้องเลือก เลยต้องตัดเรื่องของตัวเองทิ้ง และมาเริ่มดูแลเขาเองเท่าที่เราทำได้ ไม่ห่วงว่าดีที่สุดคืออะไร เพราะดีของลูกคือแค่มีเรา และก็รู้สึกว่าคุ้มมากที่เราเลือกเดินไปกับลูก ได้เห็นเขาเติบโต และเขาก็ได้เห็นว่าเราทำให้เขาทั้งชีวิต

ถามเรื่องสอนทำ “ขนมปังเปลี่ยนชีวิต” กันบ้าง จุดเริ่มต้นมาจากอะไรคะ ปกติคุณโรสเป็นคนชอบทำอาหาร ทำขนมอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า

คุณโรส: เปล่าเลยค่ะ ไม่ชอบทำอาหาร (หัวเราะ) จุดเริ่มต้นคือทำโรงแรม และอยากเสิร์ฟขนมปังดีๆ ให้แขก ก็ไปลงคลาสขนมปัง ให้พนักงานไปเรียน เขาดันไม่ว่างไป เราเลยต้องไปเอง พอไปทำแล้วชอบ ก็เลยทำมาเรื่อยๆ ก่อนหน้าชอบเย็บผ้า แต่เป็นคนทำแล้วไม่สุด เย็บแล้วค้างคาไว้กับจักรตลอด (หัวเราะ) พอมาทำขนมปังมันเลิกหรือหยุดไม่ได้ ใจร้อนก็ไม่ได้ มันค่อยๆ สอนเรา เลยเห็นว่ามันเปลี่ยนเราได้นะ จากนิสัยใจร้อน ไม่รอ ก็ต้องรู้จักรอ จากที่ทำอะไรไม่จบ ไม่สำเร็จ เราก็เริ่มเห็นความสำเร็จ และเวลาเราเห็นความสำเร็จบ่อยขึ้น เราก็เกิดความมั่นใจ ภูมิใจ มันเปลี่ยนวิธีคิดเรา ดัดนิสัยเรา ที่สำคัญขนมปังทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติ ให้เราเคารพธรรมชาติ เคารพอากาศ ยีสต์ จุลินทรีย์ รู้จักใช้เซ้นส์ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส เลยคิดว่าการทำขนมปังเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แค่ได้ขนมปัง ที่มาเปิดสอนก็ไม่ใช่ว่าเก่งอะไรนักหนา (หัวเราะ) แต่มีความรู้สึกว่าอยากถ่ายทอดให้คนรับรู้ว่าขนมปังมันมีชีวิตนะ มันสื่อสาร มันเชื่อมโยงธรรมชาติกับเรา อยากให้คนได้มีโอกาสรู้จัก รู้สึกกับธรรมชาติผ่านขนมปัง

ที่ผ่านมามีเรื่องน่ารักพิเศษๆ ในช่วงที่คุณโรสทำขนมปังกับคนที่มาเรียนบ้างไหมคะ อย่างเขาได้นำไอเดียมามิกซ์กับไอเดียเรา หรือนำไปทำขายประมาณนี้

คุณโรส: เรื่องน่ารักมีหลายเรื่องที่ประทับใจเรา เช่น พี่คนหนึ่ง คุณพ่อเขาเป็นคนทำขนมปัง แต่ท่านเสียไปนานแล้ว พี่คนนี้ทำขนมปังไม่เป็น ไม่ชอบ แต่ก็มาลงเรียนเพราะอยากรู้ว่าทำไมพ่อถึงหลงใหลขนมปัง วันที่เขามาเรียน เขาได้กลิ่นยีสต์ ทำให้เขาคิดถึงพ่อ พอกลับบ้านไป เขาไปยืนบอกพ่อว่าเขารู้แล้วทำไมพ่อถึงรักขนมปัง อีกวันเขากลับมาที่โรงแรม มาขอบคุณเราที่ทำให้เขาเข้าใจพ่อ เรากอดให้กำลังใจกัน น้ำตาไหลพรากทั้งห้องเรียน (หัวเราะ) เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกดีใจที่ได้ทำหน้าที่คนสอนขนมปัง มันมีค่าต่อใจมาก

อีกเรื่องก็คือก่อนเลิกเรียนเราคุยกันเสมอว่าเราอยากให้ขนมปังสามารถสร้างที่ยืนให้คนอื่นๆ ที่ไม่มีที่ยืนบ้าง เช่น คนติดคุก เด็กกำพร้า เด็กดอย โดยเราจะรวมตัวกันไปช่วยสอน หรือใครอยากให้ไปช่วยตรงไหนก็ไปช่วยๆ กัน อยากสร้างสังคมขนมปังที่สามารถสร้างพื้นที่ยืนให้คนตัวเล็กๆ ได้ ก็มีนักเรียนหลายคนไปเริ่มทำ สอนเด็กบนดอยหรือคนไร้บ้าน บ้างก็ทำขนมปังหารายได้ไปทำบุญ ฯลฯ นี่คือหัวใจของงานสอนเลย อยากให้ขนมปังมันทำงานกับคน

โรงแรมพระนครนอนเล่น คุณโรสก็ยังนำความเป็นไทยมาผสมกับธรรมชาติ
โรงแรมพระนครนอนเล่น คุณโรสก็ยังนำความเป็นไทยมาผสมกับธรรมชาติ

เรียกว่าส่งต่อความสุข ความดีเป็นทอดๆ ต่อกันเลย แล้วปกติสถานที่หลักๆ ของคุณโรสจะเปิดสอนที่บ้านเลยหรือเปล่าคะ

คุณโรส: ที่กรุงเทพฯ สอนที่โรงแรมพระนครนอนเล่นเดือนละครั้งค่ะ ที่เชียงดาวจะสอนที่บ้าน ดูรูปได้ในเพจขนมปังเปลี่ยนชีวิตค่ะ

ถามถึงความรักกับคุณโอ๊ค การใช้ชีวิตครอบครัวจากวันแรกจนถึงปัจจุบันกันบ้าง เพราะถือว่าชีวิตคู่ของคุณโรสก็มีทัศนคติไปในทางเดียวกันด้วย และเป็นคู่ที่คบกันมานาน เวลาเจอปัญหา ความไม่เข้าใจกัน มีวิธีดูแลกันและกันอย่างไรบ้างคะ

คุณโรส: ก็เถียงกันค่ะ (หัวเราะ) แต่เป็นคนไม่โกรธทั้งคู่ คือส่วนมากจะเถียงเรื่องลูก แม่จะทำอย่าง พ่อจะทำอย่าง แต่สุดท้ายผลัดกันยอมค่ะ เพราะเรารู้ว่าเรามีเป้าหมายเดียวกันคือรักลูก อยากทำให้เขาเหมือนกัน และก็พยายามมีกิจกรรมคล้ายกันค่ะ ไม่แยกว่าเรื่องของเธอ ของฉัน มีอะไรจะเล่าให้กันฟังตลอด ให้รู้ว่าปัจจุบันเราทำ เราคิดอะไร ก็ช่วยกันส่งเสริม แนะนำกัน คือถ้าคุยกันน้อยมันจะเหมือนไม่รู้จักกัน ต่างคนต่างทำเรื่องตัวเอง แต่นี่เราคุยกันทุกเรื่อง ไม่อยากฟังก็พูด (หัวเราะ) ทำอะไรก็ช่วยกันทุกเรื่องค่ะ แม่ทำขนมปัง พ่อก็ติดเตา เก็บล้างอะไรอย่างนี้ ส่วนมากพ่อจะช่วยแม่นะคะ (หัวเราะ) เพราะงานหลักพ่อมีแค่เรื่องลูก เรื่องค่าย และทำสวนค่ะ แม่มีงานสอน งานโรงแรม งานก่อสร้าง งานบ้าน แต่รวมๆ เราจะช่วยกันค่ะ สามีเคยพูดว่า ร่วมทุกข์ ร่วมสุข คือร่วมทุกอย่าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่เอา เอาสุขอย่างเดียว และชีวิตสมรสคือการที่มีรสนิยมสมกัน รสชาติเดียวกันก็จะอยู่กันได้กลมกลืนยิ่งขึ้นค่ะ เขาถึงเรียกว่าคู่สมรส

ชีวิตของคุณโรสตอนนี้ก็ดูแฮ็ปปี้กับทุกๆ วันอยู่แล้ว เคยมีความคิดแวบๆ ไหมคะว่าอยากกลับไปทำงานในวงการบันเทิง อย่างพิธีกร นักแสดง

คุณโรส: เคยนะคะ แต่ก็คิดว่าไม่เหมาะแล้ว อ้วน (หัวเราะ) และงานที่ทำตอนนี้คือเป็นงานที่เราชอบแล้ว เลือกแล้วเวลายังไม่พอเลยค่ะ กับสามีตอนนี้งานหลักคือการศึกษา ไม่ใช่แค่ให้ลูกตัวเอง ปีหน้านี้คิดว่าจะทำค่ายเพื่อเด็กคนอื่นๆ ด้วยค่ะ อยากทำห้องเรียนนอกโรงเรียนกัน ก็ขอบคุณที่ยังจำโรสได้แล้วอุตส่าห์มาสัมภาษณ์นะคะ

คิดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่อยากเลี่ยงชีวิตในเมืองไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่ต่างจังหวัดอย่างคุณโรส มีวิธีแนะนำพวกเขาอย่างไรบ้างคะ

คุณโรส: อืม…ตอบยากนะข้อนี้ บางทีเพื่อนๆ ก็ชอบแซวว่า แหม…ก็แกรวยหนิ ถึงทำได้ จะบอกเลยว่ามีเงินถึง แต่ใจไม่ถึงก็ไม่มีประโยชน์ ที่บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร โชคดีที่เรารู้สึกตัวเร็วว่าอยากใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด เลยหาที่ทางไว้ที่ต่างจังหวัดนานแล้ว ตอนราคาที่ไม่แพง ถ้าเป็นตอนนี้คงไม่มีปัญญา แต่สิ่งที่ทำให้เราทำได้คือ ใจ สามีบอกว่า move and the way will open เราไม่รู้หรอกว่าการเปลี่ยนตัวเองมาอยู่ต่างจังหวัดจะเจอกับอะไร ลำบากไหม หรือสบายไหม อยู่ได้จริงไหม แต่เราไม่กลัว และคิดว่าคำตอบที่ดีคือการได้ลองทำมัน กล้าเปลี่ยนตัวเองก่อน เจอปัญหาก็ด้นหาทางออกไป คิดว่ามันท้าทาย มันสนุก ก็กล้าเดินออกมาเอง แต่ถ้ากลัวและติดกับความรู้สึกเดิมๆ ก็จะไม่มีทางเดินใหม่ๆ เงินจำเป็นไหม ตอบเลยจำเป็น แค่เราอย่าดูถูกตัวเอง คนอื่นทำได้ เขาทำยังไง เราก็ไปศึกษาหาทางของเราเอง อยู่นี่โรสก็หาเงินก๊อกแก๊กไปให้พอมีเงินซื้อข้าวกิน สอนบ้าง ทำขนมขายตลาดนัดบ้าง ใช้เงินประหยัดๆ ก็อยู่ได้ เพียงแต่รายได้มันไม่หวือหวาแบบที่เราคุ้น แต่ก็ได้มาซึ่งคุณภาพชีวิตที่เงินมากมายอาจทำให้เราไม่ได้ ก็คงต้องลองตัดสินใจกันดูว่าเราทนกับวิถีเดิมไหวอยู่ไหม ถ้าไหวก็โอเค แต่ถ้าเริ่มปฎิเสธมัน เราต้องอย่าเฉย แต่ต้องเริ่มหาทางออกให้ตัวเองได้แล้ว แค่นั้นค่ะ

มาลาดาราษ
มาลาดาราดาษ
มาลาดาราษ
มาลาดาราดาษ
วริศรา ลี้ธีระกุล
มาลาดาราดาษ

สุดท้ายก่อนจบบทสนทนา เราได้ถามถึงที่มาของคำว่า “มาลาดาราดาษ” ซึ่งเมื่อรู้ความหมายก็สัมผัสได้ถึงความลึกซึ้ง ความคิดที่คุณโรสและคุณโอ๊คสร้างขึ้นเลย โดยคุณโรสกล่าวว่า มาลาดาราดาษ เป็นชื่อบ้านของเธอที่สื่อว่า ณ ที่นี้มีดอกไม้ ดวงดาวมากมาย ซึ่งบ้านหลังนี้ก็ได้เตรียมห้องพัฒนาทักษะไว้สอนเด็กๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวิร์คชอปเล็กๆ อย่างเรื่องการทำขนมปัง งานผ้า งานไม้ งานปั้น งานอาหาร ส่วนบ้านเรียนที่ตั้งชื่อว่าบ้านเรียนทางช้างเผือก เพื่อสื่อให้เด็กเข้าใจได้ง่าย เรียกว่าหลังจบการสนทนา ความหมายของบ้านที่แพรวดอทคอมเข้าใจมาตลอด มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเดิมมากเลยจริงๆ และเชื่อว่าบ้านของใครหลายคนก็สร้างสุขได้เช่นอดีตมิสเอเชีย โรส – วริศรา ลี้ธีระกุล

 


เรื่อง: กัญญาวีร์ วิมลรัตน์
ภาพ: Facebook-Rose Varisaraขนมปังเปลี่ยนชีวิตMahakayi KataPhranakorn-NornlenVintage Gallery: Beauty Queen & Star

ดูดวงรายวัน ประจำวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2560

ดูดวงรายวัน ประจำวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2560 เช็คทุกวัน ทันทุกดวงกับ แพรว ดอทคอม

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน : วันนี้ท่านมีโอกาสได้ไปข้องเกี่ยวกับงานด้านบริการ การท่องเที่ยว หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน อย่าหลงระเริงมาก เพราะเป็นงานที่ฉาบฉวย

การเงิน : ดวงการเงินดี แต่จะหมดเปลืองกับการเที่ยวเตร่

ความรัก : วันนี้จะทำอะไรให้ระวังเกิดเรื่องอื้อฉาว การมีความรักที่ซ่อนเร้นทุกรูปแบบ คนโสด น่าเห็นใจค่ะ เพราะคนที่ท่านชอบ น่าจะมีเจ้าของแล้ว

สุขภาพ : อย่าเครียด เดี๋ยวไมเกรนถามหา

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน : ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่มาจากการที่ท่านทำงานหนัก และกำลังใจที่เข้มแข็ง ที่เพื่อนร่วมงานและบุคคลใกล้ชิดให้การยอมรับ

การเงิน : มั่นคง แต่อาจต้องหมดกับการเลี้ยงดูบริวาร ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนฝูง ค่อนข้างมาก

ความรัก :  ควรให้คู่ครองช่วยดูแลทรัพย์สินเงินทองให้จะดีกว่า เพราะจะเก็บเงินได้ มีโอกาสร่ำรวยเลยทีเดียว คนโสด มีเด็กกว่ามาชอบ และยังช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานท่านด้วยสิ

สุขภาพ :  ท่านแข็งแรงเป็นพื้นฐาน แต่ระวังติดหวัดจากคนอื่น

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน  :  วันนี้ท่านขี้เบื่อ จึงเหมาะกับการทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่างานประจำ ที่ทำได้ดีคือ งานที่เกี่ยวข้องกับบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์ ระวังการตัดสินใจด้วยความเชื่อมั่นที่สูงมากเกินไปจะทำให้เลือกอาชีพผิดพลาดได้

การเงิน :  ท่านทำงานหาเงินเก่ง จึงไม่ค่อยมีปัญหา

ความรัก : วันนี้ท่านกับคู่จะเริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวกัน อาจใช้เวลาวันหยุดไปหาที่เหมาะๆ เพื่อดูที่ทางเปิดธุรกิจ คนโสด ความรักวันนี้มาพร้อมกับการสร้างครอบครัว ไก่กาถอยไปก่อน

สุขภาพ : ควรตรวจเช็คสุขภาพประจำปี จะได้ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคร้าย

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  : กลับมาสู่งานที่ถนัด วันนี้ท่านเปี่ยมด้วยสติปัญญาและความสามารถค่อนข้างสูง จนอาจมองข้ามความคิดเห็นของคนอื่นไปโดยไม่รู้ตัว หากท่านเปิดใจกว้างจะทำให้มีคนรักและเคารพมากขึ้น

การเงิน   : รักการเก็บสะสมและมีแผนการลงทุนที่ดีเลิศ

ความรัก : วันนี้ท่านค่อนข้างปากหนัก ไม่ยอมบอกความรู้สึกของตัวเอง จนทำให้พลาดช่วงเวลาที่ดีๆ ไป บอกเถอะ เวลามีน้อยใช้สอยประหยัด   คนโสด มี 2 ทางที่พร้อมจะเลือกคือ ไม่ครองความเป็นโสดยาวก็แต่งงานเลย

สุขภาพ : ท่านเป็นคนเครียดและจริงจังกับชีวิต จะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่อง

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน : แข่งขันกันนิดหนึ่ง เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่ง หรือให้ได้มาซึ่งงาน ระวังเข้มข้นจนเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง

การเงิน :  ความโลภทำให้เกิดหนี้สินก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว

ความรัก : วันนี้มีเรื่องของศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านอาจต้องยื้อแย่งแข่งขันในเรื่องของความรัก คนโสด ท่านอาจชอบคนๆ เดียวกัน แต่แข่งกันไป อย่างไรก็ไม่ใช่รักที่จริงจัง

สุขภาพ : เดินทางไปไหนให้ระวังเรื่องการขับรถ อย่าประมาท

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  : วันนี้ขอหยุดพักเหนื่อยบ้าง หลังจากตรากตรำทำงานหนักมาหลายวัน พักให้สบาย เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

การเงิน : ไม่ชอบเก็บเงิน ชอบลงทุนมากกว่า ซึ่งก็ถือว่ามีโชค แต่ควรทำคนเดียวดีกว่า

ความรัก : มีทิฐิมานะไม่ลงรอยกัน เพราะมีความคิดแบบเด็กๆ และคาดหวังจากคู่ค่อนข้างสูง คนโสด จะพัฒนาจากความเป็นเพื่อนมากกว่าความรักแบบชู้สาว

สุขภาพ  :  ระวังติดเชื้อจากการใช้ของร่วมกับคนอื่น หรือภูมิแพ้จากการทานอาหาร

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน : งานสารพัดช่างมาค่ะ แต่หนักไปในทางทำงานเพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ผลงานของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในอนาคต แต่ก็อย่าเพิ่งหลง เพราะอาจตกลงมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว

การเงิน : ทำงานเพื่ออุดมการณ์ เงินทองจะมาพร้อมผลงาน

ความรัก : วันนี้อาจคิดทำอะไรให้กับคนที่ท่านรัก เพื่อเซอร์ไพร์สในวันพิเศษ ก็ประทับใจกันไป คนโสด ท่านบูชาความรักมากมาย รักเดียว ใจเดียว  เพราะฉะนั้นกว่าจะตัดสินใจก็นานนิดหนึ่ง

สุขภาพ : จะปวดหลัง หรือปวดกล้ามเนื้อ

9 เรื่องต้องรู้และทำก่อนร่อนการ์ดแต่งงานถึงมือแขก

เวลาที่คุณสั่งทำ การ์ดแต่งงาน คุณก็คิดแล้วคิดอีกว่าจะทำแบบไหน กำหนดสีอะไรให้สวยที่สุด โลโก้ไหนดีที่สุด แต่พอได้การ์ดมาอยู่กับมือแล้วนี่สิ ส่วนใหญ่พลาดตลอด เพราะไม่รอบคอบในเรื่องการจัดส่ง ด้วยคิดแค่ว่าใส่ชื่อแขกก็จบ แพรว Wedding ขอบอกว่า มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นนะคะ เพราะมีเรื่องหลายอย่างที่คุณควรทำก่อนจะร่อนการ์ดถึงมือแขกค่ะ

  1. ระยะเวลาในการเตรียมตัวก่อนส่ง

การ์ดแต่งงานควรเสร็จและถึงมือคุณว่าที่บ่าวสาวอย่างน้อย 2 เดือนก่อนถึงวันงาน เพราะใช่ว่าการ์ดเชิญพิมพ์เสร็จแล้วจะส่งถึงแขกได้เลยซะที่ไหน คุณต้องทำการนำการ์ดใส่ซอง แบ่งสรรจัดส่วนแขกฝ่ายหญิงแขกฝ่ายชาย และเขียนชื่อแขกที่หน้าซองอีก และเมื่อเขียนเสร็จคุณก็ต้องจัดแบ่งอีกว่าการ์ดเชิญชุดไหนส่งไปรษณีย์ ชุดไหนจะถือไปเชิญกับตัว และกลุ่มที่เชิญกับตัวก็ควรแบ่งไปเป็นเส้นถนนเพื่อความคล่องตัวและเดินทางไปรอบเดียว เห็นไหมละ หลายลำดับจะแย่

2. เขียนด้วยลายมือดีกว่าพิมพ์จากคอมฯ ลงหน้าซอง

หน้าซองที่เขียนชื่อแขกลงไป เราขอแนะนำให้คุณเขียนด้วยลายมือของคุณเอง ย้ำนะคะว่าเขียนด้วยลายมือของคุณเองจะดีกว่าการพิมพ์ เพราะแม้การพิมพ์จะสะดวกและอ่านได้ง่าย แต่ความรู้สึกของคนรับการ์ดต่างกันไป เพราะการ์ดที่เขียนด้วยมือให้ความรู้สึกถึงความใส่ใจในแขกทุกคนได้ดีกว่าการพิมพ์ชื่อลงบนซองจดหมายด้วยคอมพิวเตอร์ไงล่ะ

3. ชื่อจริงและนามสกุลปัจจุบันของแขก

แม้จะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแบบว่าวิ่งเล่นเปิดกระโปรงกันมาก็เถอะ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนสถานะเปลี่ยน คุณจึงควรเขียนชื่อของเพื่อนให้ถูกต้อง โดยเช็คชื่อนามสกุลปัจจุบันให้เป๊ะ จะได้ไม่เหวอว่าแต่งงานแล้วก็ยังนามสกุลเดิมหรือหย่าแล้วยังใช้นามสกุลสามี

Cr. http://www.brides.com

4. ที่อยู่ที่เจ้าตัวสถิตย์อยู่จริงๆ

ไม่ใช่ว่าคุณรู้ว่าในบัตรประชาชนของแขกที่จะเชิญนั้นลงที่อยู่แบบนั้นแล้วที่พักอาศัยจริงๆ จะเป็นที่เดียวกัน ฉะนั้นถ้าคุณจะร่อนการ์ดเชิญไม่ว่าจะทางไปรษณีย์ไทยหรือการเดินทางไปหาแล้วส่งให้กับมือ ก็ต้องเตรียมความพร้อมเช็คให้ชัวร์ว่าไปผิดที่หรือเปล่า แล้วที่นั้นเป็นที่อยู่ปัจจุบันที่พักอาศัยจริงๆ นะ จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางหรือไปรษณีย์ตีกลับ ซึ่งถ้าในกรณีไม่ตีกลับคุณอาจมีงอนเพื่อนผิดๆ เพราะคิดว่าไม่ใส่ใจ แต่ที่ไหนได้ ไม่ได้รับการ์ดเชิญต่างหากล่ะ

5. ที่อยู่ของคุณเอง

อย่าลืมใส่ที่อยู่ของคุณเองลงไปหลังซองที่จะส่งการ์ดเชิญทางไปรษณย์เด็ดขาด คนรับจะได้รู้ว่าจากใคร ไปรษณีย์ส่งไปถึงได้ส่งกลับมาถูก คุณจะได้จัดการเชิญทางอื่นต่อไป

6. การ์ดขอบคุณควรแนบไปในซองเลย

ไม่ต้องรอให้แขกมาถึงงานค่อยกล่าวคำขอบคุณบนเวทีหรอกนะคะ เพราะคุณควรที่จะแนบการ์ดขอบคุณลงไปในการ์ดเชิญเลย ซึ่งการแนบการ์ดขอบคุณไม่ใช่เป็นการบังคับกลายๆ ว่ามาเถอะเพราะขอบคุณไปแล้ว หรืออยากให้มามากๆ อะไรแบบนั้น แต่อย่างน้อยๆ การขอบคุณล่วงหน้าจะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับแขกที่ได้รับการ์ดนะคะ ก็แหม…อย่างน้อยๆ แขกก็ไม่โยนทิ้งขยะเลย แต่ยังเปิดดูการณ์ดของคุณ คิดแบบนั้นก็ขอบคุณได้แล้วค่ะ

7. เช็คสิว่าแผนที่มีแนบไปไหม

ไม่ว่าคุณจะจัดงานแต่งงานที่บ้าน ที่โรงแรม หรือสถานที่รับจัดงานที่ไหนก็ตาม อย่าคิดว่า Google Map จะช่วยแขกของคุณได้เสมอไปนะคะ เพราะหลายคนที่เวียนเฮดกับเจ้าแอพตัวนี้มานักต่อนัก (ก็แหม…บางทีหวังดีมาก เปลี่ยนเส้นทางให้เลยก็งงไงล่ะ) ฉะนั้นอย่าลืมเช็คว่าในการ์ดเชิญที่จะส่งให้ มีแผนที่ไปงานแนบไปแล้วหรือยัง ถือเป็นการอำนวยความสะดวกกับแขกไปในตัว อย่าคิดว่าสมัยนี้แผนที่แผ่นๆ ไม่มีค่าล่ะ

Cr. https://s-media-cache-ak0.pinimg.com

8. เตรียมเอกสารเช็คว่าส่งการ์ดให้ใครไปแล้วบ้าง และส่งไปทางไหน

เรื่องนี้หลายคนไม่ค่อยรอบคอบ เลยมักเกิดอาการสับสนว่าแขกคนนั้นส่งการ์ดเชิญทางไหนไปแล้ว จึงควรทำเอกสารหรือตารางสรุปรายชื่อแขกให้ชัดเจนว่าส่งการ์ดเชิญไปให้แขกคนนั้นคนนี้แล้วหรือยัง ส่งทางไหนบ้าง เพราะถ้าคุณส่งซ้ำเมื่อไหร่จะสร้างความรำคาญให้แขกได้ เพราะบางคนรู้สึกว่าอยากได้ซองจัดหรือไง เชิญมาทุกทางเลยอะไรแบบนั้น ฉะนั้นการมีตารางเช็คที่ว่าจะช่วยไม่ให้คุณส่งการ์ดเชิญซ้ำซ้อนและรู้ช่องทางการส่งของตัวเองไปยังแขก เวลาเช็คยอดคนมาก็ไม่สบสนด้วยนะคะ

9. เช็คยศ

ตำแหน่งทางการเมือง, ตำแหน่งทางวิชาการ, ยศทางราชการ หรือแม้แต่ตัวย่อประดับดีกรีทั้งหลาย ทั้ง ด๊อกเตอร์, ศาสตราจารย์, นายแพทย์, นายสัตวแพทย์ ฯลฯ อะไรก็ตาม ควรเช็คค่ะว่ามีนำหน้าไหม และยศล่าสุด ณ ขณะที่เชิญคือยศไหน ถือเป็นการให้เกียรติแขะและแสดงความใส่ใจที่ช่วยสร้างความน่าประทับใจได้นะคะ

อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณคงพอได้ไอเดียแล้วใช่ไหมคะว่า ก่อนร่อนการ์ดเชิญควรทำอะไร เช็คอะไรบ้าง เพื่อความพร้อมแบบเป๊ะๆ และไม่ผิดพลาดจนแขกบ่น ทำเถอะค่ะ เชื่อแพรว Wedding เนอะ

ภาพเปิด : The Knot

เบลล่า-ราณี ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างดีและมีความสุขเพราะคำสอนของแม่

ในตอนเด็กๆเราอาจจะไม่ค่อยใส่ใจกับคำสั่งสอนสักเท่าไหร่ แต่พอเติบโตขึ้นเราถึงตระหนักได้ว่าคุณพ่อ-คุณแม่เห็นภาพในอนาคตเราได้ชัดเจนกว่าใคร และทำให้เราเข้าใจว่าคำที่ท่านเคยบอกไว้คือเรื่องจริง เช่นเดียวกับ เบลล่า-ราณี แคมเปน นางเอกชื่อดังที่เล่าให้ฟังว่าคำสอนของแม่ทำให้เธอใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข

“เบลล่ากับคุณแม่”

บางสิ่งบางอย่างเราเรียนรู้ได้จากในห้องเรียน แต่บางครั้งประสบการณ์ตรงก็สามารถสอนอะไรให้เราได้มากกว่าการศึกษาในห้องสี่เหลี่ยม โดยเฉพาะการใช้ชีวิตซึ่งผู้ที่คอยแนะนำได้ดีที่สุดก็คือคุณพ่อ-คุณแม่ ซึ่ง เบลล่า-ราณี แคมเปญ นางเอก ได้เปิดเผยว่าเธอเติบโตมาเพราะคำสอนที่ดีและเข้าใจโลก

เพราะคำสอนของแม่”เบลล่า”ถึงประสบความสำเร็จ

“ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียวเราก็จะสนิทกับคุณแม่มากเวลามีเรื่องอะไร”เบล”ก็จะเล่าให้แม่ฟังทุกๆอย่างและคุณแม่เป็นคนที่สอน “เบล”ให้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างดีและมีความสุข คุณแม่ค่อนข้างใจกว้างและรับฟังปัญหาทุกเรื่อง “เบล”รู้สึกว่า”เบล”โตมาเพราะคำสอนที่ดีและเข้าใจโลกและเข้าใจผู้คนจริงๆ”

“ถามว่าตอนนี้รู้สึกห่วงคุณแม่ในเรื่องไหนบ้าง? “เบล”คิดว่าเรื่องเดียวที่ห่วงคือเรื่องสุขภาพและก็แอบมีห่วงกลัวคุณแม่จะเหงาเพราะคุณพ่อเพิ่งจากไปไม่นาน ตอนนี้คุณแม่มีกิจกรรมให้ทำและมีน้องหมามาให้เลี้ยงให้แบบคุณแม่ได้มีความสดใสในบ้าน จริงๆกับคุณแม่บอกรักกันบ่อยมากก่อนนอนก็ต้องหอมแก้ม และตื่นเช้ามาคุณแม่ก็จะอวยพรก่อนไปทำงาน เราค่อนข้างผูกพันกันมากๆอยู่แล้วเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน รักแม่ทุกๆวันรักแม่ที่สุดในโลกเลยนะคะ”


ภาพจาก @bellacampen

 

22 เรื่องบนเตียง ที่ผู้หญิงต้องรู้

เปิดใจให้กว้างแล้วยอมรับความต้องการที่แอบซ่อนอยู่ลึกสุดขั้วภายในใจกันดี ไหมจ๊ะสาวๆ เพราะ เรื่องใต้สะดือ เป็นเรื่องธรรมชาติ ใช่ว่าสาวๆ ต้องปิดกั้นตัวเองเสมอไป เอาล่ะทีนี้เริ่มอ่าน 22 เรื่องบนเตียงกันเลยดีกว่า แล้วชีวิตเซ็กส์ของคุณจะไหลลื่นกว่าเดิมอีกมากโข

1. ผู้หญิงทุกคนมีท่าเซ็กส์ประจำตัว…คุณหาเจอหรือยัง

ลองท่าใหม่ๆ  ผสมท่านั้นเข้ากับท่านี้หรือดัดแปลงลีลาเดิมๆ ให้เป็นท่าใหม่ รับรองถึงออกัสซั่มแน่นอน

2. ระหว่างมีเซ็กส์ เขาไม่มานั่งจับผิดอะไรคุณหรอก

เลิกกังวลกับข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ บนเรือนร่างของคุณขณะมีเซ็กส์ได้แล้ว  เพราะระหว่างที่เขากำลังอารมณ์พุ่งถึงขีดสุด ความเพลิดเพลินที่ได้รับสร้างความสนุกจนเขาลืมสังเกตจุดด้อยบนเรือนร่างของ คุณ ดังนั้นเอาเวลาไปสนุกกับเขาให้เต็มที่ดีกว่า

3. เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยการมีเซ็กส์ได้ทุกที่

มาดามเคยบอกไปแล้วว่าให้ลองเปลี่ยนรสชาติเซ็กส์ด้วยการเปลี่ยนสถานที่มี เซ็กส์บ้างก็ไม่ผิด ลองท่วงท่าและลีลาต่างๆ ในห้องครัว ห้องน้ำ (โดยเฉพาะบนเครื่องบิน) หรือแม้แต่ดาดฟ้ากว้าง

4. บทรักแบบเดิมๆ ถ้ายังเวิร์กก็ทำต่อไปเถอะ

ถ้าค่ำคืนแห่งเซ็กส์เริ่มต้นด้วยนัดเดท กินข้าวและเข้าโรงแรม ช่วยกันอาบน้ำแล้วเริ่มบรรเลงเพลงรักยังใช้ได้เสมอ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรให้วุ่นวาย แต่อย่าลืมจุดเทียนหอมให้พร้อมด้วยล่ะ

5. อย่าคิดว่าคนอื่นจะมีเซ็กส์ที่มากกว่าและมีความสุขกว่าคุณ

เลิกเปรียบเทียบเซ็กส์ของคู่ตัวเองกับคู่อื่น เพราะการวัดปริมาณและคุณภาพเซ็กส์ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ของคุณและ เขาไปด้วยกันได้ดี  สิ่งสำคัญมีเพียง  “คุณมีเซ็กส์ในแบบที่คุณพอใจหรือยัง?”

Cr. Pixabay

6. บอกไปเลยว่าคุณต้องการอะไร

จะเสียหายตรงไหนถ้าบอกหนุ่มของคุณไปตรงๆ เลยว่าคุณต้องการอะไร ฉะนั้นแล้วก็กล้าๆ หน่อยสิ

7. ให้เวลาตัวเองบ้าง

งานหนัก ภาระเยอะเจอกันทุกคน แต่อย่าลืมให้เวลาตัวเองบ้าง อย่างน้อยๆ ให้เวลาตัวเองเต็มๆไปกับการอาบน้ำอย่างผ่อนคลายหรืออ่านหนังสือที่ชอบ จะได้เก็บแรงไว้สนุกกับเขา

8. มีเซ็กส์ถี่แต่สั้นอาจดีกว่า

ประสบการณ์เซ็กส์แสนหวานน่าจดจำทำให้คุณรู้สึกสนุก  และเกิดความรู้สึกต้องการแบบไม่รู้จักจบสิ้น แต่จงจำไว้ว่า การมีเซ็กส์นานๆ อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่ากับมีเซ็กส์ถี่บ่อยแต่ล่าแต้มได้อย่างใจ

9. สนุกกับตัวเองและอนุญาตให้เขาแจม

ข้อดีข้อแรกของการช่วยตัวเองคือความสนุก  ข้อสองคือยิ่งคุณช่วยตัวเอง คุณก็ยิ่งถึงจุดสุดยอดได้มากขึ้น แล้วจะแปลกอะไรที่เขาอยากจะร่วมสนุกในช่วงเวลานี้กับคุณบ้าง

10. เลิกกังวลว่าจะถึงจุดสุดยอดเมื่อไหร่

เลิกตั้งเป้าว่าการมีเซ็กส์ทุกครั้งต้องเสร็จสมเสมอไป เพราะนั่นอาจกลายเป็นว่าคุณกำลังกดดันเขาและตัวเอง มาดามขอให้เอาเวลาวิตกกังวลกับจุดสุดยอดไปให้ความสำคัญกับการร่วมรักของคุณ จะดีกว่า

11. วางแผนเซ็กส์ดีกว่ามีเซ็กส์แบบไม่คิด

ลองจินตนาการบทเล้าโลมไว้ล่วงหน้า  พอเริ่มท่วงท่าจะได้สนุกแบบทันท่วงที

ดอกไม้ของแม่ … 3 ดอกไม้ ไทยภูมิใจ ต่างชาติขอพระราชทานชื่อ ควีนสิริกิติ์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือที่ชาวต่างชาติเรียกขานกันว่า ควีนสิริกิติ์ ทรงเป็นพระบรมราชชนนี ในรัชกาลที่ 10 ที่ผู้คนต่างรักใคร่

มิใช่แค่เพียงประชาชนไทย แต่ยังขยายวงกว้างไปยังนานาประเทศ นานาเชื้อชาติ นาม ควีนสิริกิติ์ ที่หลายๆ ประเทศใช้เรียกขาน จึงมิใช่เป็นเพียงชื่อสากลที่ใช้เพื่อให้ง่ายต่อการพูด หรือค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์เท่านั้น  

หากแต่ยังเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกยกย่อง ศรัทธา ต่อพระราชจริยวัตรสุดงดงาม รวมทั้งการทรงงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนเป็นที่ตั้ง

เป็นที่มาให้โลกนี้มีดอกไม้ 3 ชนิดที่ค้นพบโดยชาวต่างชาติ และเพราะความชื่นชมที่พวกเขามีต่อพระบรมราชชนนีของไทย จึงได้ทำเรื่องขออัญเชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  มาตั้งเป็นชื่อ ซึ่งพระองค์ก็ทรงพระราชทานพระราชานุญาติ ดังนี้

แคทลียาควีนสิริกิติ์ : Cattleya Queen Sirikhit

แคทลียาควีนสิริกิติ์, Cattleya Queen Sirikhit. ควีนสิริกิติ์, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, ดอกไม้ของแม่

กล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ ORCHIDACEAE  ซึ่งบริษัท Black & Flory Ltd. บริษัทกล้วยไม้เก่าแก่ของอังกฤษเป็นผู้ผสมกล้วยไม้พันธุ์นี้ขึ้นในปี พ.ศ.2501 โดยใช้กล้วยไม้พันธุ์ Cattleya Bow Bell ผสมกับพันธุ์ Cattleya O’ brieniana var. alba และได้จดทะเบียนชื่อพันธุ์ไว้แต่แรกว่า Exquisite อันมีความหมายว่า “ยอดเยี่ยมอย่างหาที่ติมิได้”

แต่เมื่อแคทลียาพันธุ์ใหม่นี้ได้รางวัลชนะเลิศ  Award of merit (AM) ของ The Royal Horticultural Society ประเทศอังกฤษ Mr.Peter McKenzie Black  จากบริษัท Black & Flory จึงได้ขอพระราชทานพระราชานุญาต อัญเชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อกล้วยไม้พันธุ์ดังกล่าวว่า Cattleya Queen Sirikhit

ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ดอกกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ นี้ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทยซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม ของทุกปี

ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ เป็นกล้วยไม้สูง 10-40 เซนติเมตร มีดอกเป็นสีขาวนวล ประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ โดยที่ขอบกลีบย่นเป็นคลื่น ตรงกลางดอกมีสีเหลืองทอง กลีบรองดอกเป็นรูปรีแกมสามเหลี่ยม ส่งกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ และออกดอกตลอดทั้งปี

กุหลาบควีนสิริกิติ์ : Rosa Queen Sirikit 

กุหลาบควีนสิริกิติ์, Rosa Queen Sirikit,  ควีนสิริกิติ์, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, ดอกไม้ของแม่

กุหลาบควีนสิริกิติ์  เป็นกุหลาบลูกผสมระหว่างพันธุ์ Königinder rosen และพันธุ์ Golden Giant Rose เกิดเป็นกุหลาบพันธุ์ใหม่ในปี พ.ศ.2511

ต่อมา ในปี พ.ศ.2513 ดอกกุหลาบสีเหลืองพันธุ์นี้ ได้รับรางวัลชนะเลิศในงานประกวดกุหลาบที่กรุงเบลฟาสต์ ไอร์แลนด์เหนือ และเมื่อยังไม่มีชื่อเป็นทางการ ในปีถัดมานายอองเดร อองดริก (Andre Hendricx) ผู้อำนวยการไร่กุหลาบกร็องด์ โรเซอเร ดู วาล เดอ ลัวร์ (Grandes Roseraiea du Val de Loire) แห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์ในฝรั่งเศส จึงได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตตั้งชื่อว่า ‘Rosa Queen Sirikit’  เพื่อจดทะเบียนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2514

ทั้งนี้มีบันทึกว่าในเอกสารที่ขอพระราชทานมีคำบรรยายบางตอนที่นายอองเดร อองดริก ระบุว่า กุหลาบดอกใหญ่สีเหลือง เมื่อต้องแสงอาทิตย์ปลายกลีบจะมีสีส้มนี้ … “งดงามดุจพระราชินีแห่งประเทศไทยผู้ทรงสิริโฉม เป็นเสน่ห์แบบตะวันออกเหนือตะวันตก”

ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ : Dona Queen Sirikit

ดอนญ่าควีนสิริกิติ์, Dona Queen Sirikit, ควีนสิริกิติ์, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, ดอกไม้ของแม่

ดอนญ่าควีนสิริกิติ์พันธุ์นี้ถือกำเนิดขึ้นในราวปี พ.ศ.2526 เมื่อมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์นำดอนญ่าพันธุ์  M. Dona Luz มาผสมกับพันธุ์ M. phillipica ‘Aurorae’ ได้ออกมาเป็นดอนญ่าพันธุ์ใหม่ที่มีกลีบดอกสีชมพูอ่อน โดยตรงขอบกลีบจะออกสีชมพูเข้ม เมื่อถูกแสงแดดจะมีประกายสีเงินระเรื่อ

ประจวบเหมาะกับในเวลานั้น  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศฟิลิปปินส์พอดี ทางมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์จึงได้นำดอกไม้พันธุ๋ใหม่นี้ขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ามกลางหมู่นักข่าว เจ้าหน้าที่สถานทูต และผู้เชี่ยวชาญผู้ทำการผสมพันธุ์ของมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์

และเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทอดพระเนตรดอนญ่าสีชมพูพันธุ์นี้แล้ว จึงทรงโปรดพระราชทานนามว่า Dona Queen Sirikit

คำว่า Dona นี้มาจากคำภาษาสเปน Doña มีความหมายว่า “ผู้หญิง หรือ นาง” บ่งบอกสถานะว่าแต่งงานแล้ว  ซึ่งปกติฟิลิปปินส์จะให้เกียรติขนานนามดอกดอนญ่าพันธุ์ใหม่ๆ ตามชื่อสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของประเทศเขาเท่านั้น  การที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ทูลเกล้าถวายให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นองค์พระราชทานชื่อจึงนับว่าเป็นความพิเศษยิ่ง

 

ที่มาช้อมูล : ฮ.ซาเปียน คอลัมน์ Know What Know Why แพรว ฉบับที่ 911

 

อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ 4 คุณแม่นางงามเลี้ยงเดี่ยว เหนื่อยก็ทน เพราะรักลูกเต็มหัวใจ

ผู้หญิงจะเข้มแข็งมากที่สุดตอนไหน หากถามสาวๆ หลายคนอาจได้หลายคำตอบ แต่หนึ่งในคำตอบส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้น ช่วงเวลาของการเป็นคุณแม่ที่ต้องเสียสละตั้งท้องนานถึง 9 เดือน พิถีพิถันเรื่องการดูแลตัวเอง การทานอาหารอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วถ้าหากต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันกลายเป็นซิงเกิลมัม เป็นทั้งคุณแม่และคุณพ่อให้ลูกดังเช่น 4 คุณแม่นางงามเลี้ยงเดี่ยว ตามด้านล่างนี้ คงไม่ต้องพูดถึงว่า พลังความเข้มแข็งของพวกเธอต้องดับเบิ้ลทวีคูณแค่ไหน เพราะตัวเองเหนื่อยอย่างไร ก็ขอให้ลูกได้เติบโตอย่างสบาย มีอนาคตที่ดี เป็นที่รักของผู้คน และเป็นคนดีเข้ากับสังคมได้ก็เพียงพอ

บุ๋ม-ปนัดดา วงษ์ผู้ดี

เริ่มกันที่นางสาวไทยปี 2543 บุ๋ม-ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ที่หลังจากเลิกรากับอดีตสามี วีรพงศ์ พิพิธสุขสันต์ เมื่อช่วงปี 2550 โดยทั้งคู่มีลูกสาว “น้องอันดามัน” ด้วยกัน สาวบุ๋มก็ขอลุยเดี่ยวเป็นซิงเกิลมัม ทุ่มทำงานและเลี้ยงลูกสาวอย่างสุดความสามารถ ซึ่งถ้าใครคุ้นชินภาพลักษณ์สาวบุ๋มที่มีนิสัยตรงไปตรงมา พูดจริง ทำจริง จนบางครั้งมองดูเป็นผู้หญิงแรงๆ คนหนึ่ง นั่นเป็นเพียงมุมหนึ่งเท่านั้น เพราะสาวแกร่งที่ผ่านปัญหาชีวิตหลายอย่างมาได้คนนี้มีมุมอ่อนโยนและน่ารักเช่นกัน โดยเฉพาะกับน้องอันดามัน ที่แม้สาวบุ๋มจะมีงานในมืออยู่มาก แต่ก็ยังแบ่งเวลาสอนการบ้านลูกและพาลูกสาวไปเที่ยว โดยต่อมาเมื่อปี 2558 สาวบุ๋มได้พบรักใหม่และได้แต่งงานสไตล์ล้านนากับเทรนเนอร์หนุ่ม เอก-เอกรินทร์ นิลเศรษฐี ซึ่งทั้งคู่มักจะหาเวลาไปออกกำลังกายร่วมกันอยู่บ่อยๆ รวมถึงลูกสาวก็ยังได้ตามไปให้กำลังใจถึงที่ออกกำลังกายอีกด้วย นี่สินะที่กล่าวว่าฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ

ษา-วรรณษา ทองวิเศษ

ตามมาต่อกันที่นักแสดงสาว ษา-วรรณษา ทองวิเศษ หรือชื่อ สาธิตา วงษ์ทอง ดีกรีรองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์เวิร์ลปี 2540 และรองอันดับ 1 มิสไชนิสอินเตอร์เนชั่นแนลปี 2541 หลังจากษาเลิกรากับอดีตสามี เป้ ไฮร็อก เธอก็ลุยเดี่ยวเลี้ยงลูกชายซึ่งเป็นเด็กออทิสติก น้องเซย์เดย์-ชวาลภพ วงษ์ทอง มาเองตลอด ถึงกับมีช่วงหนึ่งษาได้ห่างหายจากวงการไปนานถึง 4 ปี เพราะต้องการทุ่มเวลาพัฒนาลูกชายให้เติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแรง และเข้ากับสังคมได้

โดยษาได้เผยต่อรายการโทรทัศน์ทางช่อง Thai PBS ว่า น้องเซย์เดย์เป็นเด็กออทิสติกขั้นต่ำ มี LD คือบกพร่องทางการเรียนรู้ และสมาธิสั้น ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา เธอก็ได้พยายามแก้ปัญหาทีละจุดจนตอนนี้เบาบางลงแล้ว เหลือเพียงออทิสติกที่รักษาไม่หาย ซึ่งสาวษายึดหลักเอาความใกล้ชิด ความอบอุ่น และความเข้าใจมอบให้แก่ลูกชาย โดยเธอถือว่าเป็นซิงเกิลมัมที่สตรองมากขึ้น ด้วยพื้นฐานครอบครัวคุณแม่ก็หย่าร้างกับคุณพ่อตั้งแต่เธอยังเด็ก แต่ษาก็ไม่ได้นำปัญหานั้นมาตอกย้ำให้กับชีวิตตัวเอง เพราะว่าปัจจุบันชีวิตครอบครัวของเธอสมบูรณ์แล้วที่มีคุณแม่ มีเธอ และมีลูกชายที่เธอรักอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า

จีน่า-จิดาภา ณ ลำเลียง

คว้ารองอันดับ 1 นางสาวไทยปี 2535 ท่ามกลางกระแสเชียร์ล้นหลาม สำหรับ จีน่า-จิดาภา ณ ลำเลียง ที่ปัจจุบันยังคงสวยไม่เปลี่ยน โดยเธอมีลูกสาวหนึ่งคนคือ น้องเจด้า ณ ลำเลียง

เธอเป็นซิงเกิลมัมเลี้ยงน้องเจด้าอยู่ที่ต่างประเทศ โดยสาวจีน่าก็ทำงานเดินแบบและทำงานด้านสายแฟชั่นเพื่อคอยเลี้ยงดูลูกสาวคนสวยมานานกว่า 20 ปี เรียกว่าเป็นสาวสวยที่สตรองมากคนหนึ่ง ซึ่งน้องเจด้าก็เป็นเด็กเรียนดี และน่ารักด้วย โดยปัจจุบันน้องเจด้าก็ได้มีผลงานในวงการบันเทิงอย่างเดินแบบ ถ่ายแบบ ส่วนจีน่านั้นได้พบรักใหม่กับสามีต่างชาตินามว่า Mr.Matt ซึ่งเพิ่งแต่งงานกันไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2558

ลูกตาล-จริญญา หาญณรงค์

ส่งท้ายกันที่ ลูกตาล-จริญญา รองอันดับ 2 นางสาวไทยปี 2532 ที่นับเป็นคุณแม่นางงามสุดแกร่งคนหนึ่ง หลังจากลูกตาลเลิกรากับอดีตสามี โดโด้-ยุทธพิชัย ชาญเลขา หลังจากมีเหตุโดนสามีทำร้ายร่างกาย ชีวิตซิงเกิลที่ต้องดูแลลูกๆ ทั้งสาม ได้แก่ น้องออมสิน น้องเอเชีย และน้ององศา ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นระยะเวลาหลายปีทีเดียวที่ลูกตาลทุ่มเลี้ยงดูลูกๆ ช่วยวางแผนอนาคต และคอยปลูกฝังให้ลูกๆ ของเธอเป็นคนดี วางตัวดี โดยล่าสุดลูกตาลได้เริ่มต้นความรักครั้งใหม่กับ คุณเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โดยภายในงานแต่งนั้น ลูกทั้งสามก็ต่างยิ้มยินดีไปกับความสุขของผู้เป็นแม่ และได้เข้าไปสวมกอดทั้งแม่และคุณเกียรติ ซึ่งคุณเกียรติก็ได้คอยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกตาลมานานหลายปีก่อนทั้งคู่จะตัดสินใจแต่งงานกัน และปัจจุบันน้ำตาลยังได้ทำงานด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อัญมณีและเครื่องประดับด้วย

 


เรื่อง: Gingyawee_แพรวดอทคอม
ที่มา: คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวใจสู้ “วรรรณษา ทองวิเศษ” (11ส.ค.57)
ภาพ: IG @boompanadda @wannasa_thong @ginaforever, แฟนเพจ Facebook-Jarinya Hannarong 

โมเมนต์สุดน่ารักของ “เป๊ก – ผลิตโชค” กับคุณแม่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและกำลังใจสำคัญ

เป๊ก – ผลิตโชค พูดชื่อนี้แล้วนึกถึงอะไรกันบ้าง นักร้องเสียงดี หน้ากากจิงโจ้ คุณหลวง เฮีย สามี หรือว่า อ้วน อุ้ย! ฮาๆๆ หลายคนคงชินกับบทบาทของผู้ชายคนนี้บนเวทีที่ถือไมค์ร้องเพลง โยกตัวไปมาตามจังหวะดนตรี แต่ภาพความเป็นส่วนตัว ถ้าไม่ใช่นุชของเฮียเป๊กแล้วก็อาจจะไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ โดยเฉพาะโมเมนต์ที่หนุ่มเป๊กอยู่กับครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนๆ

วันนี้เราขอพานุชไปเจอกับความน่ารัก ความอ่อนโยนในอีกมุมของผู้ชายคนนี้ ซึ่งนุชทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าเฮียเป็นคนยังไง แต่เนื่องในโอกาสวันแม่ แพรวดอทคอมอยากจะนำเสนอเรื่องราวน่ารักๆ ระหว่างหนุ่มเป๊กกับคุณแม่ เพื่อตอกย้ำความรักของแม่ลูกคู่นี้ให้อบอวลไปด้วยความอบอุ่นในวันแม่อีกครั้ง

ดูเป็นแม่ลูกที่สนิทกันดีจัง

สำหรับคนทั่วไปอาจจะไม่รู้จักหนุ่มเป๊กในมุมนี้มากนัก หรือพูดได้ว่าคนนอกที่ไม่ใช่แฟนคลับอาจไม่รู้เรื่องนี้เลยก็ได้ เรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่หนุ่มเป๊กมีความฝันอยากจะเป็นนักร้อง เลยเลือกอยู่กับคุณพ่อ เพราะคุณแม่แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ประเทศฮอลแลนด์ ถึงแม้ตัวจะห่าง แต่ใจใกล้กันเสมอ ไม่ว่ามีเรื่องอะไร หนุ่มเป๊กจะเล่าให้คุณแม่ฟังตลอด จนมีครั้งหนึ่งที่หนุ่มเป๊กเลือกจะปิดบังและมีความลับกับคุณแม่ครั้งแรก จนทำให้คุณแม่ต้องหลั่งน้ำตา ฟังแล้วเหมือนจะไม่ใช่เรื่องดีเลยเนอะ แต่ผิดคาด เพราะกลับเป็นเรื่องราวที่ได้ฟังก็เต็มไปด้วยความประทับใจ

ลูกชายที่เล่นกับแม่แบบนี้มีเสน่ห์เนอะ น่ารักกกก

หนุ่มเป๊กอยากจะไปเซอร์ไพร้ส์คุณแม่ที่ฮอลแลนด์ ทั้งที่ปกติจะไปก็ต้องบอกคุณแม่ทุกครั้ง เพราะคุณแม่จะมารับที่สนามบินและจัดการให้ทุกอย่างแม้แต่จองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งรอบนี้หนุ่มเป๊กกะจะไปทำให้คุณแม่ประหลาดใจ เลยลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนกำลังดำเนินการจะโทร.เช็กกับคุณแม่บ่อยกว่าปกติ จนคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นอะไรหรือเปล่า ช่วงนี้ถามบ่อยจัง ถามแม้กระทั่งสภาพอากาศที่ฮอลแลนด์ ฮาๆๆ

หลังจากเครื่องบินแลนดิ้ง หนุ่มเป๊กออกมาตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วยความมั่นใจ เพราะทุกครั้งที่เดินทางเองก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะมีปัญหาซะแล้ว เพราะถูกกักตัวอยู่เป็นชั่วโมง นอกจากนั้นก็ยังเจอปัญหาเส้นทางรถไฟที่ไม่แน่ใจเลยว่าจะผ่านเมืองที่คุณแม่อยู่หรือเปล่า ในหัวมีเสียงตะโกนอยู่ตลอดเวลาว่าให้โทร.หาแม่แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย แต่หนุ่มเป๊กก็เลือกสู้ต่อด้วยตัวเองจนไปถึงเมืองที่คุณแม่อยู่ตอนเวลาตี 2

จากนั้นก็เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านคุณแม่ ถึงหน้าตาบ้านในละแวกนั้นจะเหมือนกันหมด แต่หนุ่มเป๊กก็เลือกกดกริ่งถูกหลังจนได้ เมื่อแม่เห็นลูกชายยืนอยู่หน้าประตูบ้านในเวลาดึก บวกกับอากาศข้างนอกที่หนาวจับใจ ทำให้คุณแม่เข่าอ่อนร้องไห้ออกมา พร้อมถามลูกว่า “ทำไมทำแบบนี้ ทำไมไม่บอกแม่” เป็นประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความรัก ความห่วงใยของคนเป็นแม่จริงๆ

เป็นรูปที่มองแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลย น่ารักอีกแล้ววว

ประสบการณ์ที่ฮอลแลนด์ของเฮีย เหล่านุชesคงรู้กันอยู่แล้ว แต่แพรวดอทคอมมองว่าเป็นเรื่องราวที่เหมาะกับการมาเล่าต่อในวันแม่ดีนะ เพราะเด็กซนๆ คนหนึ่งเดินทางไปหาแม่เพื่อที่จะเซอร์ไพร้ส์เรียกน้ำตาเบาๆ เราคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ารัก เลยอยากจะส่งต่อให้หลายๆ คนรับรู้มุมนี้ของหนุ่มเป๊กกันบ้าง

อย่างที่บอกว่าเนื่องจากวันนี้เป็นวันแม่ และแพรวดอทคอมก็เล่าเรื่องของหนุ่มเป๊กกับคุณแม่มาซะขนาดนี้ ก็ขอรวมภาพความประทับใจและโมเมนต์สุดน่ารักของหนุ่มเป๊กกับคุณแม่มาให้นุชดูกันแบบเต็มๆ ไปเลย

ภาพถ่ายที่ใกล้ชิดคุณแม่ ดูยังไงก็อบอุ่น

 

วันแม่ปี 2015 เต็มไปด้วยความรักกกก

แม่หอมแก้มเป๊กกี้โหน่ยยย

ดินเนอร์ริมแม่น้ำ มื้อนี้เฮียจัดให้

แฟชั่นเมืองหนาวเข้าคู่กันมว้ากกก

ใกล้เกินกว่าที่จะพูดคำใดๆ ออกไป มันใกล้เกินกว่าจะมองเห็นใคร เพลงนี้ก็มา ฮาๆ

มีโอกาสเมื่อไหร่ก็แสดงความรัก ความเคารพต่อคุณแม่แบบนี้เสมอเลย

แฟชั่นเสื้อคู่ก็มีนะ เสื้อเชิ้ตสีฟ้า สีแห่งวันแม่ซะด้วย

อีกเซตกับแฟชั่นเสื้อคู่ มองมุมไหนก็คิวต์

ช่วงเวลาเดินทางก็ยังมีโมเมนต์อบอุ่นมาให้เห็นตลอด

คุณแม่ครับ ตอนนี้เป๊กมีแฟนแล้วนะ คุณแม่จะว่าไง คือ…

หยุด! ไม่ต้องพูดแล้ว แม่รู้ 

ลูกรักใครแม่ก็จะรักด้วย (เอาเข้าไป ฮาๆๆ)

สำเร็จแล้วนุช คุณแม่โอเค ฮาๆๆ

ปีนี้ขอไหว้คุณแม่ก่อนล่วงหน้า แต่ภาพสุดท้ายคิดว่านุชคงต้องสานต่อ #โครงการทวงคืนSixpackกลับมาโครงหน้าโมเดล แล้วละ อิๆ

คำบอกรักในสไตล์เป๊ก – ผลิตโชค

หนุ่มเป๊กบอกรักคุณแม่ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “เป๊กกี้รักม๊ามี๋มากมายที่สุดในโลก ชีวิตจักรวาล บอโร่ตอเซ่ ซวิชดาวน์ เซเว่นโอทูเลยแหละ” อ่านรอบเดียวก็พูดได้แล้ว เหรอออ ฮาๆๆ ประโยคบอกรักแม่ที่คิดขึ้นเองตอนอายุ 5 ขวบ หนุ่มเป๊กเลือกจะแชร์และมอบประโยคนี้ให้แฟนคลับเพื่อเป็นการบอกรักกันด้วยการปรับคำนิดหน่อย โดยให้แฟนคลับพูดว่า “รักเป๊กกี้มากมายที่สุดในโลก ชีวิตจักรวาล บอโร่ตอเซ่ ซวิชดาวน์ เซเว่นโอทูเลยแหละ” บอกเลยนุชพูดได้ทุกคน เจ๋งมากกก

ปิดท้ายด้วยคลิปน่ารักๆ ของคุณแม่กับหนุ่มเป๊ก โชว์หอมแก้มซะด้วย อิๆ


 

จากรูปความน่ารักของหนุ่มเป๊กและคุณแม่ ดูไม่ออกเลยว่าอยู่ห่างกับคุณแม่คนละทวีป เพราะความผูกพันของทั้งคู่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสนิทสนม และก่อนหน้าที่หนุ่มเป๊กจะกลายเป็นเป๊กห้างแตกอย่างทุกวันนี้ ก็มีคุณแม่เป็นอีกหนึ่งกำลังใจสุดสำคัญที่ทำให้หนุ่มเป๊กเข้มแข็ง ความรักที่คุณแม่มอบให้มันล้นจนทำให้หนุ่มคนนี้สามารถเดินทางในวงการมาได้อย่างยาวนาน บวกกับความพยายามขั้นสุดของตัวหนุ่มเป๊กเอง ทำให้มีวันนี้ที่ประสบความสำเร็จ วันที่คุณแม่ยิ้มเพราะได้เห็นลูกชายยิ้มออกมาจากหัวใจที่เคยเจ็บปวด แต่ตอนนี้หัวใจของเขาถูกรักษาและเยียวยาด้วยความรักอันมหาศาลจากเหล่านุชเรียบร้อยแล้ว คุณแม่หายห่วงได้ เพราะมีลูกสะใภ้อยู่ประจำทุกจังหวัด อิๆ

สุดท้ายคุณแม่ติ่ง หรือคุณแม่อ้อย ชื่อแม่อ้อยเป็นชื่อแรกที่นุชได้ยินจากการแร็พของหนุ่มเป๊กว่า “แม่เราชื่ออ้อย อะงงเด้ งงเด้” งงจริงๆ เมื่อมารู้ว่าคุณแม่ชื่อแม่ติ่ง ชื่อแม่อ้อยคาดว่าน่าจะเป็นชื่อเก่านะ แต่ไม่ว่าจะคุณแม่ติ่งหรือคุณแม่อ้อยก็เป็นคุณแม่ที่น่ารัก คอยสนับสนุนลูกชายอยู่เสมอ หนุ่มเป๊กมีงานที่ไหน ถ้าคุณแม่สะดวกก็ตามไปให้กำลังใจทุกงาน แถมไม่ขอความวีไอพีอะไรทั้งนั้น น่ารักมากกกก ไม่แปลกที่ลูกชายจะอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นที่รักของคนรอบข้าง เพราะคุณแม่รวมถึงคุณพ่อดูแลหนุ่มเป๊กได้ดีมากๆ

 

 

เรื่อง : Hana (ฮานะ)

ขอขอบคุณทุกภาพจาก PFC และ IG@photobook23  

คลิป : Twitter@bee_nutthapat

 

 

 

ทำเลย ไม่น่าอาย “ญาญ่า” หนึ่งใน 11.88% ลูกตัวอย่างที่ชอบบอกรักคุณแม่ทุกวัน

หลายปีที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างรณรงค์ให้คนในครอบครัวได้บอกรัก แสดงความรักต่อกัน โดยเฉพาะในโอกาสพิเศษๆ เช่น วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ มักจะมีแคมเปญดีๆออกมาให้ได้ร่วมสนุก ซึ่งทำให้ลูกที่โตๆแล้วหลายคนเปิดใจที่จะบอกรักคุณแม่เพิ่มมากขึ้น

บอกรักและกอดคุณแม่คือเรื่องธรรมดาที่ “ญาญ่า” ทำสม่ำเสมอ

ถึงการแสดงความรักต่อแม่ผู้ให้กำเนิดจะมีหลากหลายวิธี แต่วิธีแบบเบสิกน่าจะเป็นอะไรที่ประทับใจคุณแม่มากที่สุด ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้นิด้าโพลได้เปิดเผยตัวเลขความถี่ในการบอกรักแม่ของคนไทยออกมา ซึ่งผลปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่เคยบอกรักเลย รองลงมาร้อยละ 21.43 ระบุว่า บอกรักนานๆครั้งในรอบ 1 เดือน ร้อยละ 20.95 ระบุว่า บอกรักนานๆครั้งในรอบ 1 ปี ร้อยละ 12.60 ระบุว่า บอกรักกันเป็นบางครั้ง 1 – 3 วัน/สัปดาห์ ร้อยละ 11.88 ระบุว่า บอกรักกันทุกวัน และร้อยละ 4.97 ระบุว่า บอกรักกันเกือบทุก 4 – 6 วัน/สัปดาห์

และจากผลสำรวจนี้ทำให้เห็นว่าลูกๆเริ่มที่จะบอกรักคุณแม่กันมากขึ้น ซึ่ง “ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์” ก็เป็นหนึ่งคนที่ชอบบอกรักคุณแม่ แถมเธอยังเผยกับ “แพรวดอทคอม” ว่าเธอบอกรักคุณแม่ของเธอทุกวันอีกด้วย

“ญาญ่า – แม่ปลา”

“ปกติหนูจะบอกรักและหอมแม่บ่อยมาก เพราะเป็นคนขี้อ้อน แบบนั่งเฉยๆก็จะถามแม่ว่ารักรึเปล่า เราเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก สำหรับหนู แม่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นคนที่ช่วยพาเราเดินก้าวไปข้างหน้าจริงๆ ถ้าหนูทำอะไรผิดก็ขอโทษตรงนั้นเลย ไม่มีอะไรที่เก็บมาคิดว่าทำไมเราไม่ทำแบบนี้ หนูเป็นคนที่ตรงไปตรงมามากๆ คุณพ่อชอบให้เรามีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ถ้าเราคิดว่าเราไม่ผิด เราสามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้ แม่หนูเป็นคนที่ชิล แม่อยากให้เราเป็นตัวของตัวเองที่แท้จริง”

การบอกรักแม่ไม่จำเป็นต้องรอเทศกาล แต่วันแม่ทั้งที ถ้าไม่มีธุระสำคัญจริงๆก็อยู่กับท่าน เพราะไม่ว่าจะโตแค่ไหน แม่ก็ยังอยากใช้เวลากับลูกๆเสมอ

เจาะลึกหญิงแกร่ง คุณแม่ฟูลไทม์ ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด ปั้นธุรกิจด้วยใจรัก สร้างรายได้หลักล้านต่อเดือน

แค่เพียงจุดเล็กๆของเรื่องราวบางเรื่องในชีวิตที่บางคนมักมองข้ามอย่างเรื่องสุขภาพร่างกายของตัวเราเองก็สามารถทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งทำตามฝันจนประสบความสำเร็จได้ วันนี้ แพรว มีบทสัมภาษณ์เจาะลึกของ “หญิง – จิระนันท์ พิพัฒน์ปฏิภาณ” เวิร์คกิ้งวูแมนโปรไฟล์ไม่ธรรมดา วิสัยทัศน์ดีมาเล่าสู่กันฟังแบบละเอียดยิบ อ่านกันเพลินๆ เผื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ ที่อยากทำธุรกิจแล้วมีข้ออ้างในชีวิตหลายอย่าง ทั้งเรื่องของการไม่มีเวลา ต้องดูแลลูก ทำงานเหนื่อย กลัวความเสี่ยงในการลงทุนจนไม่ได้ริเริ่มทำตามความฝันของการเป็นเจ้าของธุรกิจ

เคยเป็นแอร์โฮสเตสมาก่อน ทำไมถึงเบนเข็มมาทำธุรกิจ
“ช่วงที่หญิงทำงานแอร์โฮสเตสต้องบินไปต่างประเทศเป็นประจำ บินรอบหนึ่งก็ต้องอยู่ 1-2 สัปดาห์ ทำให้มีโอกาสเจอครอบครัวและแฟนน้อยมาก เป็นแบบนี้เรื่อยๆ มาสามปี จนวันหนึ่งตัดสินใจแต่งงาน สามีเลยให้ออกจากงานมาช่วยดูพวกเอกสารบัญชีธุรกิจส่วนตัวของเขา เลยมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น แรกๆ ก็สบาย แต่พอมีลูกทำให้ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน เพราะงานบัญชีที่ทำต้องใช้ความละเอียดมาก ใครมีลูกคงนึกภาพออกนะคะว่าตอนลูกเล็กๆ ต้องตื่นตลอดเวลาทุก 2–3 ชั่วโมง แต่หญิงก็ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้ามีลูก หญิงจะใส่ใจดูแลเขาให้ดีที่สุดด้วยตัวเอง ประกอบกับต้องแบ่งเวลาทำงานด้วย ยิ่งไม่มีเวลาดูแลตัวเองเข้าไปใหญ่ อาหารก็ไม่ค่อยมีเวลากิน พอลูกหลับสี่ห้าทุ่มถึงจะมีเวลาเคลียร์งานเสร็จเกือบตีหนึ่งตีสองตลอด พอลูกตื่นก็ต้องตื่นตาม หญิงก็ปล่อยตัวโทรมเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัวเกือบสองปี จนเริ่มรู้สึกว่าตอนเป็นแอร์โฮสเตสผิวพรรณและสุขภาพดีกว่านี้ เริ่มทนไม่ไหวกับสภาพตัวเองต้องอาศัยเข้าศูนย์ความงามทำทรีทเมนต์ซ่อมแซมผิว ถึงแม้จะได้ผิวดีขึ้นแต่สุขภาพกลับแย่เหมือนเดิม หญิงยังรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลาทำงานเริ่มไม่ค่อยไหว ผมร่วงปวดหัวไมเกรน สามีเลยให้หญิงหยุดช่วยงานที่บริษัทเขาแล้วเลี้ยงลูกอย่างเดียว

“ช่วงนั้นเลยเป็นจุดเริ่มต้นทำให้พอมีเวลาศึกษาหาความรู้เรื่องการดูแลตัวเองด้วยวิตามินเสริมมากขึ้น ตัดสินใจหาหนังสือสุขภาพมาอ่านอย่างจริงจัง เกี่ยวกับการดูแลตัวเองตามหลักเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสารอาหารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและผิวพรรณ จนรู้สึกมั่นใจว่าแท้จริงแล้วร่างกายเราสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ทั้งผิวพรรณและสุขภาพภายในจากสารอาหารธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ พืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร ที่เราควรกินเป็นประจำทุกวันเพียงแค่สกัดเอาแต่สารอาหารที่สำคัญออกมาและบรรจุในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สะดวกต่อการทานในชีวิตประจำวัน

“ตั้งแต่นั้นหญิงก็ค่อยๆ ซื้อวิตามินเสริมมากิน จนรู้ว่าวิตามินตัวไหนให้ผลลัพธ์ที่ดี ประกอบกับที่หญิงมีความสนใจเรื่องนี้จริงๆ เลยลองเอาวิตามินที่ตัวเองกินแล้วรู้สึกดีมาผสมรวมกันเป็นสูตรตัวเอง เพื่อจะได้กินง่ายและให้ประโยชน์กับร่างกายอย่างแท้จริง หญิงเลยไปคุยกับสามีว่าอยากทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งตอนนั้นสามีตอบทันทีเลยว่าไม่ให้ทำเพราะเขากังวลกลัวไม่มีเวลาให้ลูก หญิงก็แอบเฟลนะตอนโดนปฏิเสธ แต่ก็รับฟังเขา ทุกวันหญิงจะผสมวิตามินให้สามีกินก่อนนอน จนกระทั่งเขาค่อยๆ รู้สึกว่าสุขภาพเขาดีขึ้น ไม่เพลียตอนทำงาน แถมผิวพรรณก็ดูดีขึ้นตามไปด้วยจากที่เขาหน้าโทรมๆ ดูเหนื่อย ไม่ค่อยแข็งแรง ท้องอืด เป็นไข้หวัดบ่อย ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นลูกเข้าเรียนพอดี ทำให้หญิงมีเวลามากขึ้น เลยลองคุยกับสามีอีกครั้งเรื่องทำธุรกิจ ซึ่งทางสามีก็เริ่มเห็นด้วย เพราะเขารู้สึกว่า หญิงมีความตั้งใจจริงๆขนาดเคยโดนปฏิเสธไปตั้งนานแล้วยังไม่ยอมล้มเลิก รวมถึงวิตามินที่หญิงให้เขากินทุกวัน ทำให้ร่างกายเขาดีขึ้นจริงการขายของออนไลน์ก็ไม่น่าจะกระทบเรื่องเวลาในการดูแลลูกมากนักเพราะสามารถทำที่บ้านได้เนี่ยแหละค่ะเลยเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจตัวนี้”

แล้วมีวิธีการรับมือกับความเสี่ยงหรือปรึกษาการลงทุนยังไงก่อนที่จะเปิดขายจริง
“หญิงดูตลาดก่อนค่ะว่า Market Size ของตลาดนี้มูลค่าเท่าไร รวมถึงดูว่าผลิตภัณฑ์ประเภทชะลอวัยมีเจ้าไหนครองตลาดอยู่บ้าง ใครคือผู้เล่นรายใหญ่ แล้วก็กลุ่มรองลงมา หลังจากนั้นก็ดูปัจจัยภายในของเราเอง  อันดับแรกต้องมั่นใจคุณภาพสินค้าว่าไม่เป็นสองรองใครแน่นอน ซึ่งปัจจุบันก็ยังมั่นใจแบบนี้อยู่นะคะ เพราะถ้าผลิตภัณฑ์เราดีจริง ลูกค้าจะรักเราอยู่กับเราแล้วความเสี่ยงก็จะลดลง จากนั้นกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนที่สุด หลับตาแล้วนึกได้เลยว่าลูกค้าเราน่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ ผู้หญิงหรือผู้ชายมากกว่ากัน คือถ้าเราทำผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วเรานึกหน้าตาลูกค้าไม่ออกนั่นคือความเสียเวลาและความเสี่ยงสูง แล้วค่อยกำหนดราคาให้เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพราะถ้าราคาไม่เหมาะสมคือถ้าสูงเกินไปความเสี่ยงที่จะขายไม่ได้ก็มี ต่ำเกินไปก็ไม่คุ้ม ราคาสินค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สินค้าขายได้คล่องและมีกำไรค่ะ

นอกจากนี้หญิงพยายามหาวิธีสื่อออกมาให้ได้ชัดเจนที่สุดว่าสินค้าเราจะช่วยทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้นอย่างไรบ้างอันนี้สำคัญนะคะ สินค้าดีคุยถูกคน ราคาเหมาะสม แต่ลูกค้าไม่รู้ว่าสินค้าเราจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไงบ้าง เขาก็ไม่ซื้อนะคะ ดังนั้น หญิงจึงต้องศึกษา 4 เรื่องนี้ให้ชัดๆ เพื่อลดความเสี่ยง มีลูกค้าหลายท่านทานเองเห็นผลดี มั่นใจในประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย จึงได้สั่งให้คุณพ่อคุณแม่ทานด้วยเพื่อบำรุงสุขภาพ ดูแลสุขภาพองค์รวมของร่างกาย จนกลายเป็น “วิตามินสามัญประจำบ้าน” ไปเลยค่ะ”

สมัยนี้ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็นิยมหันมาทำธุรกิจไลน์บิวตี้กันเยอะมาก มีวิธีคิดและต่อสู้เพื่อธุรกิจของตัวเองอย่างไรบ้าง
“เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ยุคที่เราจะผลิตสินค้าออกมาแล้วก็โพสต์ลงเฟสบุ๊คอย่างเดียวอีกต่อไปแล้วค่ะ ลูกค้าไม่ได้ตื่นเต้นกับโฆษณาบนหน้าเฟสบุ๊คเพราะรู้สึกว่ามันเยอะ เริ่มรกเกินไป เหมือนเราเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าแล้วมีคนยื่นโบว์ชัวร์มาให้ตลอดเวลาแล้วเราไม่สนใจ เมื่อก่อนหญิงกดบูสโพสต์วันละพันยอดขายมาวันละหลายหมื่น เดี๋ยวนี้บูสโพสต์วันละหมื่นยอดขายกลับไม่ต่างจากก่อนหน้านี้เลย เพราะเดี๋ยวนี้เฟสบุ๊คจะจำกัดการเข้าถึงคนดูมากขึ้น

“ถึงแม้ว่าโลกทุกวันนี้ เรื่องการทำธุรกรรมทุกอย่างผ่านระบบออนไลน์ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ลูกค้าเป็นคนมีชีวิตจิตใจเหมือนกับเรา การได้พูดคุยกับลูกค้าผ่านทางเสียงหรือเห็นหน้ากัน ยังถือว่าเป็นเรื่องสำคัญนะคะ ถึงแม้แบรนด์ Nudinar จะเริ่มต้นมาจากการขายผ่านระบบออนไลน์ แต่ต่อไปแบรนด์ Nudinar จะเน้นการเข้าถึงและรักษาฐานลูกค้าผ่านช่องทางอื่นๆให้หลากหลายขึ้น

การจัดส่งข้อมูลประชาสัมพันธ์ต่างๆ ให้กับลูกค้าก็เช่นกัน “ปัจจุบันจะเน้นการบรอดแคสแบบรวมๆ เป็นหลัก ซึ่งต่อไปจะทำข้อมูลให้ Personalize มากขึ้นค่ะ เพราะหญิงเข้าใจว่าความสนใจของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน”

ธุรกิจที่ทำปัจจุบันนี้มีอะไรบ้าง ทำมานานแค่ไหน
“สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถ้ารวมถึงตอนที่ศึกษาและทดลองด้วยก็ประมาณ 3 ปีกว่าแล้ว แต่ในส่วนของครีมกันแดดพร้อมบำรุงผิว หญิงเพิ่งเริ่มศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดต่างๆ ประมาณช่วงกลางปีที่แล้วและปล่อยสินค้าออกมาช่วงเมษายน 2560 ที่ผ่านมานี้เอง

“หญิงเน้นผลิตภัณฑ์กลุ่มชะลอวัย Anti-Aging ปัจจุบันที่ทำออกมาตอนนี้ก็มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบรนด์ Nudinar เพื่อการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก พร้อมทั้งย้อนวัยคืนความอ่อนเยาว์ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายที่เกิดจากความเสื่อมความชราเป็นสารอาหารที่ช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบอวัยวะที่สำคัญ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย กระตุ้นให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยธรรมชาติ อย่างล้ำลึกถึงระดับเซลล์ ช่วยยืดอายุขัยของเซลล์ และรักษาให้เซลล์มีสภาพดีมีอายุยาวนานขึ้น ส่วนอีกผลิตภัณฑ์ คือ ครีมกันแดดพร้อมบำรุง แบรนด์ Nudinar Sunscreen SPF50+ PA+++ เน้นช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดตัวการร้ายทำลายผิวให้ดูเสื่อมโทรม พร้อมกับบำรุงผิวควบคู่ไปด้วยในเวลาเดียวกัน”

ยอดขายเป็นอย่างไรบ้าง ในอนาคตจะเปิดธุรกิจอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า
“ยอดขายปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7 หลักต่อเดือน แต่ตอนนี้ตั้งเป้าหมายมุ่งหน้าสู่ตัวเลข 8 หลักให้ได้ภายในปีนี้ ส่วนในอนาคตก็จะมีออกผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ยังเน้นกลุ่มชะลอวัย Anti-Aging และสุขภาพเป็นหลัก”

มีหลักในการทำธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
“หญิงจะนึกไว้เสมอว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำให้ธุรกิจเราประสบความสำเร็จได้ นอกจากตัวเราเองซึ่งเป็นผู้นำองค์กรแล้วก็คือลูกค้าและทีมงาน เราต้องทำให้ลูกค้าประทับใจทั้งในเรื่องสินค้าและบริการ คือต้องเข้าไปนั่งในใจลูกค้าให้ได้ ต้องทำให้ลูกค้ากลับมาหาเราจนกลายเป็นลูกค้าประจำ เพราะนั่นหมายถึงสถานภาพทางการเงินขององค์กรจะมีสภาพคล่องที่ดี

“ในส่วนของทีมงานเราก็ต้องทำให้ทีมเราเชื่อมั่นในตัวเรา ในความคิดของเรา เชื่อมั่นในองค์กร เพราะนี่คือปัจจัยที่จะทำให้บริษัทขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น แล้วเมื่อทั้งหมดนี้เดินหน้าไปอย่างสอดคล้องกัน ก็ไม่มีอะไรที่จะหยุดความสำเร็จของธุรกิจเราลงได้ค่ะ”

มีอะไรอยากแนะนำสำหรับคนที่กลัว แต่อยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จบ้าง
“คนที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจไม่ได้ถูกจำกัดจำนวนเอาไว้ในแต่ละเดือน แต่ละปีไม่ได้มีโควตาไว้ว่าจะต้องมีจำนวนคนประสบความสำเร็จได้กี่คน

ดังนั้น คนทุกคนมีสิทธิ์จะประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ทั้งนั้น แต่เราก็ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม หนึ่ง เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองค่ะ เชื่อแบบหมดใจ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี สอง ลงมือทำ ทุกอย่างจะสำเร็จได้ต้องลงมือทำเท่านั้นค่ะ ไม่ว่าเราจะวางแผนทุกอย่างไว้ดีแค่ไหนถ้าปราศจากการลงมือทำแล้ว ไม่มีทางสำเร็จแน่นอนค่ะ สาม ยึดมั่นเป้าหมาย แต่ไม่ต้องยึดติดกับวิธีการ วิธีไหนไม่ได้ผลให้หยุด แล้วหาวิธีใหม่ทำต่อไปให้ได้ค่ะ อย่าท้อ ถ้าลองแล้วลองอีกจนเหนื่อยก็พักค่ะ แต่อย่าถอดใจพยายามพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ชีวิตเราทุกคนตั้งแต่เล็กจนโตคงเคยทำอะไรที่สำเร็จมามากมายนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนจนจบในระดับต่างๆ ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัยหรือการรอคอยอะไรมากมายแล้วได้มา ซึ่งสุดท้ายพอมาถึงวันที่เรารอคอยหรือประสบความสำเร็จ เราก็จะพูดขึ้นมาว่า ‘แล้ววันนี้ก็มาถึง’ คำนี้เป็นคำที่ทำให้หัวใจพองโตมากนะคะ แล้ววันนี้ก็มาถึง มันมีความสุขมากจริงๆ ค่ะ เวลาที่เราได้พูดคำนี้”

เวลาอยู่นอกบ้านมาดนักธุรกิจ แล้วเวลาอยู่กับครอบครัววางตัวแบบไหน
“อยู่บ้านเป็นคุณแม่หัวฟูเลยค่ะ แต่งตัวสบายที่สุดเพื่อให้สามารถวิ่งเล่นกับลูกได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมให้ลูกๆ ได้ดึงกระชาก ได้ปีน ได้เกาะอย่างสะดวกที่สุด”

ขึ้นชื่อว่าเป็นนักธุรกิจหญิงทำงานเยอะ ต้องเลี้ยงลูกด้วย แล้วมีเวลาสวีทเติมความหวานกับสามีบ้างหรือเปล่า
“จริงๆ ตั้งแต่คบกันแรกๆ จนถึงปัจจุบันเราไม่ค่อยโรแมนติกกันสักเท่าไร แต่เรารู้ว่าเรารักกัน มีบ้างแต่น้อยมากที่บางครั้งจะฝากลูกไว้กับคุณแม่แล้วไปดูหนังกันสองต่อสอง แต่ส่วนใหญ่จะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวมันมีความสุขกว่าที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน เน้นเป็นเติมความรักความอบอุ่นด้วยกันมากกว่าค่ะ เวลาไปเที่ยวก็เหมือนการเติมความรักซึ่งกันและกัน”

ด้วยความที่เป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรให้ดูอ่อนเยาว์เสมอ
อันนี้ขอตอบเป็นข้อๆ เลยแล้วกันนะคะ
1. หญิงเป็นคนที่ตื่นเช้ามาต้องดื่มน้ำก่อน 1 แก้วแล้วก็ดื่มเรื่อยๆ ตลอดทั้งวันให้ได้วันละ 1.5–2 ลิตร เพราะน้ำจะช่วยบูสร่างกายทุกระบบทั้งร่างกายและสมอง การดื่มน้ำเพียงพอทำให้ผิวพรรณดีด้วยนะคะ
2. ทาครีมกันแดดทุกเช้าก่อนออกออกจากบ้าน จริงๆ แล้วครีมกันแดดนี่หญิงทาตั้งแต่อายุ 12 ปี จนถึงปัจจุบันก็ยังคงทาอยู่ตลอด ไม่เคยออกจากบ้านแล้วไม่ทาครีมกันแดดเลย สำหรับครีมบำรุงผิว เมื่อก่อนนี้ก็มีซื้อบ้างแต่ไม่ค่อยได้ทามากนัก ทาบ้างไม่ทาบ้าง แต่เน้นการดูแลจากภายในเป็นหลัก เช่น กินอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะพวกผัก ผลไม้ จะต้องมีติดตู้เย็นตลอด กินเป็นประจำค่ะ
3. ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง
4. ตื่นนอนตอนเช้าหญิงจะเข้าห้องพระ นั่งสมาธิทำใจให้สงบ ก่อนเริ่มงานคนเราส่วนใหญ่ชอบทำสลับกันนะคะ ระหว่างข้อ 3 กับ ข้อ 4 คือไม่ค่อยขยับร่างกาย แล้วก็ไม่ค่อยสงบจิตใจ คือ 2 สิ่งนี้มีความสำคัญมากๆ เราต้องทำให้ถูกต้องคือ ร่างกายเราต้องขยับ และจิตใจต้องพยายามสงบ เราถึงจะมีสุขภาพที่ดีได้
5. นอนพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ พอดีมีลูกเล็กเลยยิ่งต้องนอนกันเร็วจนเป็นเรื่องปกติเลยค่ะ
6. และสุดท้าย ห้ามเครียดค่ะ หญิงจะเป็นคนไม่ค่อยเครียด ถึงแม้จะต้องแบกรับหน้าที่สำคัญ ทั้งบทบาทคุณแม่ บทบาทภรรยา และบทบาทเจ้าของธุรกิจ แต่ก็ทำทุกหน้าที่ด้วยความสุขค่ะ

ขอเพิ่มเคล็ดลับเด็ดๆ ทำให้คุณแม่ลูกสองอายุ 35 ยังดูเด็กเสมอค่ะ
“แน่นอนค่ะหญิงต้องทานวิตามินเสริม เพราะคนเราพอหลังจากอายุยี่สิบกว่าไปแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกายย่อมถดถอยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งวัยสามสิบกว่านี่ยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมเลย ถ้าเราดูแลร่างกายไม่ดีจริง มันจะมีหลักฐานฟ้องตอนเข้าสู่วัยสี่สิบอย่างชัดเจน ริ้วรอยจะเริ่มโผล่ สัญญานของโรคต่างๆ จะเริ่มมา

“จริงๆ แล้ววิตามินเสริมหรืออาหารเสริมเกรดพรีเมี่ยมในตลาด ไม่พูดถึงวิตามินสังเคราะห์นะคะพวกนี้ก็คือสารอาหารที่เราหาได้จากพืช ผัก ผลไม้ สมุนไพรที่เราทานเข้าไปทุกวันอยู่แล้ว เพียงแต่เค้าใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการสกัดเอามาเฉพาะสารอาหารที่สำคัญ ทำให้เราไม่ต้องมานั่งทานพืช ผัก ผลไม้ ในปริมาณมากๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายยิ่งใครที่ไม่ค่อยชอบทานผัก ผลไม้สด ทานแต่เนื้อสัตว์ ยิ่งควรทานวิตามินเสริมพวกนี้ทดแทน เพราะถ้าร่างกายขาดวิตามินและแร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระสำคัญเป็นเวลานาน ร่างกายจะทำงานผิดปกติและเกิดความเสื่อมได้ค่ะ”

ส่วนใหญ่เวลาว่างงานอดิเรกชอบทำอะไร
“อ่านหนังสือหรือออกไปพักผ่อนตามต่างจังหวัดพร้อมกับครอบครัวแล้วแต่โอกาสจะอำนวยค่ะ”

คติในการทำงาน
โฟกัสในสิ่งที่ทำ ย้ำนึกภาพความสำเร็จไว้ในใจอย่างสม่ำเสมอแล้วค่อยๆ ลงมือทำทีละขั้นตอนอย่างเต็มที่โดยไม่มีคำว่าถอดใจจนกว่าจะทำสิ่งนั้นสำเร็จ”

หญิงเป็นคนที่ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วจะโฟกัสไปกับสิ่งที่ทำมากๆ และจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เช่น สมัยเรียนมัธยมหญิงอยากไปเรียนต่อเมืองนอกก็มุ่งมั่นสอบโครงการเยาวชนเอเอฟเอส (AFS) เพื่อการศึกษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติประเทศสหรัฐอเมริกาจนได้เป็นตัวจริงคนเดียวในจังหวัด ทำให้ได้ไปเรียนต่อที่รัฐนิวยอร์ก กลับมาจากอเมริกาก็เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดลหลักสูตรนานาชาติพอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตสให้ได้แล้วก็ได้เป็นแอร์โฮสเตสอย่างที่ฝัน และล่าสุดก็คือการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการชะลอวัย (Anti-Aging) แบรนด์ Nudinar ที่เริ่มต้นจากความต้องการที่จะดูแล ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและผิวพรรณของตัวเองที่เสื่อมและดูโทรมมากๆ จนวันนี้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Nudinar ได้ไปช่วยดูแลสุขภาพร่างกาย ผิวพรรณ คืนความอ่อนเยาว์ สร้างความสุขให้กับลูกค้านับหมื่นราย ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่หญิงภาคภูมิใจเป็นอย่างมากค่ะ

คนเราอย่าคิดว่าไม่มีเวลา หรือตั้งข้อแม้กับตัวเองว่า “ฉันคงทำไม่ได้” เพราะนั่นคือการปิดกั้นความสำเร็จในชีวิตมากเกินไป สำหรับชีวิตของ “หญิง – จิระนันท์ พิพัฒน์ปฏิภาณ”  จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้หญิงยุคใหม่ที่เก่งรอบด้าน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่คิดแต่ไม่กล้าลงมือทำได้ดีทีเดียว

“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าตั้งใจจะทำ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ”

www.facebook.com/nudinar / www.nudinar.com

ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก…จากผืนฟ้าสู่มาตุภูมิ (ตอนที่30)

หม่อมเจ้าการวิก เสด็จกลับเมืองไทยเป็นครั้งแรก

หม่อมเจ้าการวิก ก็ทรงกระโดดร่มเข้าเมืองไทยอย่างปลอดภัย  โดยเป็นการเสด็จกลับเมืองไทยเป็นครั้งแรก หลังจากเสด็จไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ยังทรงเยาว์  นับเป็นเวลานานกว่าสิบปี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์บ้านเมืองอย่างมากมาย

เมื่อพันโท ฮัดสัน หรือ ไอ้สบู่ ที่พวกเราตั้งชื่อให้ กลับถึงอังกฤษแล้ว แทนที่จะไปเป็นที่ปรึกษาทางทหารกลับอาสามากระโดดร่มเข้าเมืองไทย เพราะว่ามีความชอบพอกับพวกเราและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก เมื่อเขามาถึงเมืองไทยแล้วก็อยู่กับชาวบ้านได้ดี แม้เขาจะเป็นคนแข็งแกร่ง แต่กับท่านชิ้นแล้ว เขายอมโอนอ่อนผ่อนตามทุกอย่าง จนท่านเรียกว่า ‘ไอ้ผู้หญิงโซฟี่’

เท่าที่ผมจำได้ เขาเคยขัดท่านอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่อยู่เมืองมัทราส ท่านโซฟี่ และผมเดินตามถนนไปยังที่แห่งหนึ่ง ระยะทางค่อนข้างจะไกล แต่ท่านทรงขี้เกียจเดิน และอากาศก็ร้อน ท่านจึงเรียกรถลากคันหนึ่ง โซฟี่เห็นเข้าบอกว่า

“อย่าไปทรมานเขา ตัว (แขก) เล็กนิดเดียวยังต้องลากทั้งรถที่หนัก และท่านเองก็ตัวใหญ่ ท่านควรเดินไปเองดีกว่า” แต่ท่านก็ทรงขึ้นนั่งบนรถลากเฉย…

ไปให้กำลังพระทัยท่านศุภสวัสดิ์ ในการฝึกกระโดดร่ม

ก่อนจะไปฝึกกระโดดร่ม ท่านเคี่ยวเข็ญมากทั้งผมและโซฟี่ รับสั่งว่า

“ไอ้โซฟี่อยู่หน้า อั๊วอยู่กลาง ลื้ออยู่ข้างหลัง หรือใครจะอยู่หน้าหรืออยู่หลังก็ได้ แต่อั๊วต้องอยู่กลาง แล้วโดดพร้อมกัน” ผมก็ทูลท่านว่า

“ไม่มีอะไรหรอก โดดมาปั๊บ จับกางเกงให้ดีๆ แล้วทำตัวให้ตรง อย่าถ่างขา กางแขน แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย และร้องเฮ้ย! ร่มจะเปิดพึ่บ พอร่มเปิดจะรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น น่าวิเศษจริงๆ”

พอถึงสนามบิน เครื่องบินที่พวกเราสามคนใช้ฝึกกระโดดกลายเป็นเครื่องบินดาโกต้า DC-4 ไม่ใช่เครื่อง B-24 ที่ผมฝึกมาหลายครั้ง เครื่องบินชนิดนี้พลร่มต้องกระโดดจากประตูข้างเครื่อง ซึ่งน่ากลัวกว่า เพราะเครื่องบินชนิดนี้บินช้ามาก เมื่อตัวพุ่งตรงลงไปเกือบจะเป็นแนวดิ่ง ไม่แฉลบเหมือนหย่อนตัวออกจากพื้นเครื่องบิน B-24 แต่ผมไม่ได้ทูลอะไร เพราะท่านทรงยิ่งกลัวๆอยู่ ยังรับสั่งว่า

“อั๊วกลัว อั๊วไม่อยากโดด” ท่านทรงยอมรับตรงๆ ไม่เหมือนผมที่ทำเป็นกล้า

“ไม่ได้นะท่าน ไม่อยากโดดอย่าให้ใครรู้ เดี๋ยวฝรั่งเขาจะหาว่าเราขี้ขลาด” ท่านถึงทรงยอมขึ้นเครื่องบิน เมื่อเครื่องลอยอยู่บนอากาศได้ระดับแล้ว ไอ้โซฟี่กระโดดออกมาก่อน ท่านเป็นคนที่สอง แล้วผมกระโดดตาม พอท่านกระโดดออกไป ตัวหมุนติ้ว ผมร้องแทนให้ว่า เฮ้ย! ร่มยังไม่เปิด ร้องเฮ้ย! อีกทีก็ยังไม่เปิด รู้สึกเสียวไส้ ครั้งที่สาม ผมร้องเอ๋งงงง…ร่มของท่านเปิดพึ่บ เชือกร่มของท่านพันเป็นเกลียว ท่านก็ดึงให้คลายออก ยังนึกอยู่ว่าลงถึงพื้นแล้วต้องทรงสวดอย่างแรงแน่ พอลงมาถึง ท่านหัวเราะและตรัสว่า

“ไม่น่ากลัวเท่าที่นึก แต่ไม่เห็นเป็นอย่างที่ลื้อบอก อั๊วต้องร้องตั้งหลายเฮ้ย!”

ภายหลังไปซ้อมกระโดดร่มเป็นเพื่อนท่านชิ้นไม่นาน ผมก็ได้รับคำสั่งให้เตรียมตัวกระโดดร่มเข้าเมืองไทยในฐานะมือวิทยุของคณะเนโรเนียน (NERONIAN) กับอรุณ (หัวหน้าคณะ) นับเป็นคณะที่หก ซึ่งถือว่าช้ามาก ด้วยเป็นเพราะเขาคงเห็นว่าผมจากเมืองไทยไปนานถึง 17 ปีกว่า คงไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยมากเท่าไร จึงเก็บเอาไว้เป็นคณะหลังๆ แล้วผมต้องประสบกับความผิดหวังที่จะได้เข้าเมืองไทยมาหลายครั้งจนไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว เพราะในแต่ละครั้งที่ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อม (STAND BY) ผมก็แจกเงินเดือนที่ได้มาให้เพื่อนๆ ผมคิดว่าเอาไปก็ไม่มีประโยชน์ มันไม่มีตั๋วกลับอยู่แล้ว ถ้ากระโดดลงไป แต่พอเขาบอกว่าให้เลื่อนออกไป หน้าซีดเลยไม่มีเงินเหลือแล้ว ถ้าเพื่อนอยู่เขาก็คืนให้ บางคนย้ายไปฝึกที่อื่น ก็ต้องขอเบิกใหม่ล่วงหน้า นี่เป็นข้อปฏิบัติของพวกเรา

เสรีไทย แกนนำ
คณะทหารเสรีไทยในประเทศ

ครั้งหลังสุดก่อนกระโดดจริง ราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่บินมาถึงพม่าก็ประสบกับพายุต้องบินกลับ ในที่สุดทางกองกำลัง 136 แจ้งว่าจะส่งเราสองคนเข้าไปตอนพลบค่ำของวันที่ 4 มีนาคม ซึ่งไม่ทันในช่วงเดือนหงาย โดยมีจุดหมายที่จังหวัดสุโขทัย และติดต่อให้คณะของทศมารอรับ ผมทราบทีหลังว่า ทศได้ท้วงว่า การปล่อยพลร่มตอนพลบค่ำในช่วงที่ไม่ใช่เดือนหงายนั้นเสี่ยงมาก ถ้าเครื่องบินมาถึงช้าไปก็มืดเกินกว่าจะทิ้งพลร่ม เพราะจะกะเวลาที่เท้ากระทบพื้นไม่ถูกอาจขาหัก แต่ถ้ามาเร็วไปท้องฟ้าก็ยังสว่าง ผู้คนคงเห็นกันเยอะ คงจะถูกล่าจับกันสนุก ขอให้เลื่อนไปในช่วงเดือนหงายถัดไป แต่ทางฐานทัพ 136 บอกรอไม่ได้ เพราะจะรีบส่งเข้ามาอีก 2 คณะ

ปรากฏว่าเครื่องบิน B-24 ที่นำอรุณกับผมเข้ามาได้ลมส่งท้ายเข้ามาถึงก่อนกำหนดเวลากว่าครึ่งชั่วโมง (ราวห้าโมงเย็น) ท้องฟ้ายังสว่างโร่ แดดจ้า ผมมองลงมาเห็นผู้คนกำลังอาบน้ำริมแม่น้ำตอนผ่านจังหวัดตาก เห็นคนมองขึ้นมาแล้วพาชี้กันใหญ่ และผู้คนในตลาดสุโขทัยก็มองเห็นอีก นักบินถามว่า

“จะลงจริงๆหรือนี่ คนเห็นกันหมดแล้ว ป่านนี้ข่าวคงถึงญี่ปุ่นแล้วมั้ง”

“ไม่ไหวแล้ว รอมาตั้งนาน เห็นที่จะลงอยู่แล้ว ให้กลับอีกไม่เอาละ ขอลงทั้งกลางวันอย่างนี้ เป็นอย่างไรก็เป็นกัน” เราตอบพร้อมกัน

เราสองคนจึงมานั่งที่รางเตรียมตัวกระโดด นายสิบที่คอยอยู่จับมือและอวยพรสั้นๆ เมื่อทุกอย่างพร้อม มีคำสั่ง ACTION STATION GO! เราสองคนปล่อยมือจากขอบรางเลื่อนออกสู่ห้วงเวหา ร่มเปิดออกพยุงร่างลอยละลิ่วลงมาสู่พื้นเบื้องล่างในบริเวณที่ทำสัญลักษณ์ไว้โดยไม่ทันคิดอะไรเลย

ผมขอเล่าถึงการกำหนดเวลา สถานที่ที่พลร่มจะกระโดดร่มและการปฏิบัติตัวเมื่อร่มถึงพื้น จากการเรียนรู้และฝึกหัดมา คือ ให้หาเป้าหมายที่จะลงที่ดีที่สุด โดยลงบริเวณที่โล่ง แต่มีป่ารอบ ถ้าเป็นฤดูหนาวควรลงตอนก่อนย่ำค่ำสักนิด จะได้มีเวลาเก็บร่ม สัมภาระเสร็จก็มืดพอดี เมื่อพับร่มเสร็จจะได้แวบเข้าไปในป่า ซึ่งจะมีพรรคพวกกับชาวบ้านนำเกวียนมารอรับ ขุดหลุมฝังร่มเอาสัมภาระใส่เกวียน แล้วเอากระสอบที่ติดตัวมาโกยดินที่พูนขึ้นจากการฝังร่มไปทิ้งที่อื่น เพื่อทำลายหลักฐานและร่องรอย ส่วนเรื่องสถานที่ที่จะลงนั้น ทางอังกฤษจะปรึกษากับทางเมืองไทยว่าที่ไหนพร้อมก็ให้เข้ามาได้

หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์

บริเวณที่เตรียมให้อรุณกับผมกระโดดลงมานั้น เป็นสถานีทดลองการเกษตรอำเภอศรีสำโรง หัวหน้ามารับ คือ คุณแสวง กุลทองคำ เป็นหัวหน้าสถานี และภรรยาคือ คุณสมจิต (โล่นักรบ) ภายหลังได้เป็นคุณหญิง กับตำรวจจำนวนหนึ่ง และคณะของทศ มีตำรวจคนหนึ่งชื่อ ดาบตำรวจประสิทธิ์ (จำนามสกุลไม่ได้) ทันทีที่เขาเห็นผมลงมาอยู่ที่พื้นก็วิ่งมาถึงตัวแล้วร้องว่า

“โอ๊ย! คุณๆ คนอ้วนนี่เขาชักจนมือหงิก” ความจริงผมคว้าเก็บดินตรงนั้นมาบีบ และดมดูเพราะไม่ได้กลิ่นมานานแล้ว อยากดมให้ชื่นใจสักหน่อย พอได้ยินอย่างนั้น ผมต้องรีบปล่อยและรีบลุกขึ้นหันไปอีกด้าน เจอเด็กเลี้ยงควาย 3-4 คน ยืนอ้าปากหวออย่างตกตะลึง ตำรวจขู่ว่า

“มึงไม่เห็นอะไรนะวันนี้ ถ้าเผื่อพวกนี้ถูกจับหรือเป็นอะไรไป พวกมึงเป็นศพ”

            “ครับๆไม่เห็นครับ ไม่เห็น” พวกเด็กๆ รีบรับคำ…..