ทายาทคนบันเทิง

ส่องความน่ารักสดใสของ 3 ซุปตาร์ตัวน้อย ทายาทคนบันเทิง

เปิดภาพล่าสุดของ 3 ซุปตาร์ตัวน้อย ทายาทคนบันเทิง น้องอบเชย น้องพีร์เจ และ น้องสเปซ

 ถ้าคำตอบของคำว่าครอบครัวสมบูรณ์แบบ คือ ลูก เพราะลูกคือหัวใจของเราและถือว่าเป็น “ของขวัญ” ที่ดีที่สุดของทุกครอบครัวเลยก็ว่าได้ และถ้าความฝันสูงสุดของผู้หญิงคือการเป็น ”แม่” แล้วจะดีแค่ไหนถ้าทั้งหมดนี้มาถูกที่และ        ถูกเวลา หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “มีลูกเมื่อพร้อม” แล้วถ้าถึงวันที่พร้อม แล้วการมีลูกไม่ใช่เรื่องที่ง่ายแล้วล่ะ? ไม่ว่าจะด้วยปัจจัย ภาวะมีบุตรยาก อย่างเช่นครอบครัวของเหล่าคนบันเทิงหลายๆครอบครัว อาทิคู่ของ โย่ง อาร์มแชร์ & ก้อย วลัยลักษณ์ , พุฒ พุฒิชัย & จุ๋ย วรัทยา และเป๊ก เปรมณัช & นิว นภัสสร ที่กว่าจะได้โซ่คล้องใจมาต้องผ่านปัจจัยความเครียด ความกดดันต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้การเดินทางไปสู่ความฝัน เพราะการมีลูกสำหรับบางคนอาจไม่มีเหตุผลใดสำคัญมากไปกว่า การมีความรู้สึกรัก อยากมอบความรัก และอยากดูแลเขาให้ดีที่สุด เพราะความโชคดีของการมีบุตรง่ายก็ไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่เมื่อพวกเขาได้ตัดสินใจเข้ามาปรึกษากับ Genesis Fertility Center (GFC) ศูนย์รวมบริการทางการแพทย์ สำหรับผู้เตรียมพร้อมก่อนการมีบุตรตลอดจนรักษาภาวะมีบุตรยาก ทุกคู่ก็ได้ของขวัญที่วิเศษที่สุดในชีวิตสมอย่างที่ตั้งใจ

คอยแจกรอยยิ้มแสนสดใสที่เห็นแบบนี้แล้วจะไม่ให้หลงรักได้ยังไงไหว อย่างไหวพริบความจำเป็นเลิศของ น้องอบเชย ลูกสาวของพ่อโย่ง อาร์มแชร์ & แม่ก้อย ที่เผลอแป๊บเดี๋ยวเข้าโรงเรียนเริ่มเรียนรู้โลกภายนอกแล้วและไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่สอนอะไรน้องอบเชยก็จำและทำตามได้หมดแถมยิ่งโตยิ่งฉายแววความเป็นศิลปินเดินรอยตามคุณพ่อคุณแม่ ส่วนน้อง   พีร์เจ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนพ่อพุฒ พุฒิชัย  และแม่จุ๋ย วรัทยา คนนี้ความคิ้วท์ต้องขอซูฮกให้เลยจริงๆเพราะยิ้มทีไรทำเอาใจใครใครที่เห็นเป็นต้องละลายหลงจนหาทางออกไม่เจอ และน้องสเปซ ลูกชายของพ่อเป๊ก กับแม่นิว ที่โปรยยิ้มทุกครั้งน่ารักทุกที จนคว้าใจของทุกคนที่ได้เห็นเป็นต้องกดเลิฟให้รัวๆคอมเมนต์กระจายจนถูกยกให้เป็น ลูกๆเหล่าคนบันเทิงที่เห็นแล้วต้องยิ้มตาม

น้องอบเชย ลูกสาวของพ่อโย่ง อาร์มแชร์ & แม่ก้อย

พีร์เจ ลูกชายหัของพ่อพุฒ พุฒิชัย  และแม่จุ๋ย วรัทยา

น้องสเปซ ลูกชายของ พ่อเป๊ก กับแม่นิว

ด.ญ.แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์

ส่องลุคหวานเจี๊ยบของ น้องเกล ด.ญ.แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์

เบบี้บอท (Babybotte) รองเท้าเพื่อสุขภาพสัญชาติฝรั่งเศสที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการเดินสำหรับเด็ก ที่พิถีพิถันใส่ใจในเรื่องการออกแบบให้เหมาะกับเทรนด์ในแต่ละยุค ไปจนถึงการร่วมมือศิลปินเพื่อลวดลายที่แสดงออกถึงความน่ารักสดใสของเด็กๆ ยามเมื่อสวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ในครั้งนี้เบบี้บอทก็ยังคงนำเสนอความน่ารักแบบไร้ขีดจำกัดของเด็กๆ ผ่านตัวแทนความสดใสที่เรียกรอยยิ้มได้ตลอดเวลาอย่าง “น้องเกล แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์”

โดยในแฟชั่นเซ็ทสุดน่ารักครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสดใสของน้องเกลผ่านอิริยาบทสนุกๆ ในฐานะเจ้าของตำแหน่ง “เจ้าแม่กิจกรรมรุ่นเล็ก” ที่สามารถเอนจอยได้กับทุกแอคทิวิตี้ ถ่ายทอดออกมาผ่านแฟชั่นเซ็ท Babybotte x Abigail ซึ่งนอกจากความสดใสสุดเปล่งประกายแบบโนลิมิตแม้จะเป็นการถ่ายแบบครั้งแรกก็ตาม แต่ความสนุกจากการได้กระโดดโลดเต้นตามวัย ไปจนถึงความพร้อมที่จะลุยไปกับทุกกิจกรรมของน้องเกลกับรองเท้าคู่โปรดก็นับว่าเป็นความน่ารักน่าเอ็นดูที่ทุกคนต่างก็ต้องตกหลุมรัก โดยเบบี้บอทเชื่อว่าทุกการเคลื่อนไหวของเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยด้วยรองเท้าคู่ที่เหมาะสม คือสิ่งสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เด็กๆ ได้เรียนรู้โลกภายนอกและได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

ด.ญ.แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์

และอีกหนึ่งในความพิเศษของคอลเล็กชันนี้ คือการร่วมมือครั้งสำคัญกับศิลปินนักวาดระดับโลก นาตาลี เลเต้ (Nathalie Lété) ศิลปินนักวาดแถวหน้าอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศสที่มีลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งได้รับการยอมรับจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมาย เช่นเดียวกับแบรนด์ กุชชี่ (Gucci)

คอลเล็กชันนี้จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งปรากฎการณ์การร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ ของ “เบบี้บอท” รองเท้าเพื่อสุขภาพเด็กจากฝรั่งเศส และศิลปินชื่อดัง นาตาลี เลเต้ โดยนาตาลีเลือกภาพเขียนของกระต่ายน้อยมากกว่า 10 ลวดลาย ที่สามารถจับคู่ได้ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย อีกทั้งยังแสดงถึงความน่ารัก แสนซน แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของช่วงวัยเด็ก

Babybotte

นอกจากนี้ “เบบี้บอท” ยังมีดีไซน์ที่หลากหลายสำหรับแฟชั่นนิสต้ารุ่นจิ๋ว ด้วยวัสดุที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันและมีคุณภาพ ส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อก้าวที่สำคัญสำหรับ 5 ขวบปีแรกของหนูน้อย โดย “เบบี้บอท” ได้ออกแบบรองเท้าสำหรับเด็กมากถึง 4 รุ่น สำหรับ 4 ช่วงวัย อันได้แก่ รุ่นออล โฟร์ (All Fours) และรุ่นมูแลง โรตี้ (Moulin Roty) รองเท้าสำหรับเด็กแรกเกิดถึงช่วงเริ่มคลาน, รุ่นท็อดเลอร์ (Toddler) สำหรับน้องๆ อายุประมาณ 10 เดือน ที่เริ่มเกาะยืนและเริ่มหัดเดิน, รุ่นเฟิร์ส เสต็ป (First steps) รองเท้าสำหรับเด็กเริ่มเดินอายุตั้งแต่อายุ 1-4 ขวบ และรุ่นสุดท้าย อินเตอร์พิต (Intrepides) รองเท้าสำหรับน้องๆ ในช่วงวัย 4 ขวบขึ้นไป ภายใต้ราคาที่จับต้องได้ตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 4,500 บาทเท่านั้น

พบกับคอลเล็กชันใหม่ของ “เบบี้บอท” (Babybotte) รองเท้าที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ได้ที่ babybotte shop ชั้น 2 (ฝั่งลิฟต์แก้ว) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ไอคอนสยาม ชั้น 5, Kid’s Planet ชั้น 3 พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์ สโตร์, Central และ babybotte shop Central Village Luxury Outlet สอบถามและดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ www.babybotte-th.com, IG : babybotte_thailand และ Line : @babybotte_thailand

Dolce&Gabbana Fall/Winter 2024

10 คนดังร่วมถ่ายทอดลุคโดดเด่นผ่าน Dolce&Gabbana Fall/Winter 2024

Dolce&Gabbana รวบรวมรูปลุคของเหล่านักแสดงชั้นนำของไทยที่ร่วมกันถ่ายทอดลุคโดดเด่นผ่านคอลเล็คชั่น Fall/Winter 2024

10 คนดังร่วมถ่ายทอดลุคโดดเด่นผ่าน Dolce&Gabbana Fall/Winter 2024

สำหรับคอลเลคชั่นสุภาพสตรี Fall/Winter 2024 ถ่ายทอดความสง่างามและความมั่นใจผ่านตัวตนของนักแสดงหญิง 5 ท่าน ตั้งแต่ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, โบว์ – เมลดา สุศรี, นิชา – ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์, แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช, และออม – กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์

โดย 5 สาวสวมใส่โททัลลุคจากรันเวย์คอลเลคชั่น ภายใต้คอนเซปต์ “Tuxedo” ที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัยและทรงพลัง ผสานเทคนิคการตัดเย็บอย่างมีชั้นเชิง ตั้งแต่ เสื้อสูทผ้ากำมะหยี่ ผ้าตาข่าย กระโปรงผ้าซาตินซีทรูปักเลื่อมหรูหรามีระดับ และ ชุดเสื้อตาข่ายอันน่าดึงดูด พร้อมด้วยเครื่องประดับ, รองเท้า และกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง DG Sicily Bag สีดำ และกระเป๋ารุ่นใหม่ DG Marlene ที่ประดับคริสตัลอย่างสวยงาม สามารถเลือกมาคอมพลีตลุคได้อย่างลงตัว

สำหรับคอลเล็คชั่นสุภาพบุรุษ Fall/Winter 2024 จาก Dolce&Gabbanna เผยด้วยลุคอันโดดเด่นดูเท่อย่างมีสไตล์ผ่านตัวตนของนักแสดงชาย 5 ท่าน ตั้งแต่ มาริโอ้ เมาเร่อ, เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, บลู – พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ, ฟอส – จิรัชพงศ์ ศรีแสง, และมีน – นิชคุณ ขจรบริรักษ์ 

หนุ่มๆ สวมใส่โททัลลุคจากรันเวย์คอลเลคชั่น ภายใต้คอนเซปต์ “SLEEK” ถ่ายทอดความหรูหราผ่านการตัดเย็บที่โฉบเฉี่ยวของเครื่องแต่งกายอย่างแจ็คเกต โค้ท ไปจนถึงยีนส์และผ้าไหม สง่างามและพิถีพิถันผ่านรายละเอียดอย่างรองเท้าที่ประดับดีเทลดอกไม้ผ้าทำมือ เครื่องประดับ และกระเป๋าคลัทซ์แบบแยกส่วนและบุนวมที่เลือกนำมามิกซ์แอนด์แมทซ์ได้อย่างลงตัว


รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์

รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์ จากคนเบื้องหลังสู่ก้าวแรกในวงการภาพยนตร

นักดนตรีผู้ค้นพบว่าตัวเองมีใจรักในหนัง รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์ จากคนเบื้องหลังวงการโทรทัศน์ สู่วงการโฆษณา และก้าวแรกในวงการภาพยนตร์

รัตน์ – นพรัตน์ รามวงค์ เป็นคนลพบุรีเช่นเดียวกับดิว เขามีความผูกพันกับภาพยนตร์ตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อผู้หลงใหลในการดูหนัง ทำให้รัตน์ซึมซับความรักในภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็ก แต่เขาไม่ได้มีความฝันที่จะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เนื่องจากรู้สึกว่าการทำหนังเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปสำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างเขา

รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์

ช่วงวัยรุ่น รัตน์เริ่มมีความหลงใหลในเสียงดนตรี เขาได้ร่วมก่อตั้งวงดนตรีกับเพื่อน และรับหน้าที่เป็นมือกีตาร์ประจำวง รัตน์กับวงดนตรีของเขาได้มีโอกาสเข้าร่วมการประกวดดนตรีในหลายรายการ และสามารถคว้ารางวัลติดไม้ติดมือกลับมาตลอด

เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย รัตน์ตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เอกวิทยุโทรทัศน์ โดยไม่ได้มีพื้นฐานความชอบอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่คิดว่าเป็นคณะที่มีความใกล้เคียงกับเส้นทางนักดนตรีของเขา รัตน์มาค้นพบว่าตัวเองชอบงานด้านกำกับและเบื้องหลัง เมื่อเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 เพราะมีโอกาสได้กำกับสารคดีและมิวสิควิดีโอในวิชาเรียน แต่ตอนนั้นเขาจะย้ายไปเรียนเอกภาพยนตร์ก็ไม่ทันแล้ว จึงพยายามขวนขวายและฝึกฝีมือด้วยตัวเอง เพื่อเข้าไปให้ใกล้กับวงการภาพยนตร์มากที่สุด

รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์

รัตน์เริ่มต้นอาชีพหลังเรียนจบด้วยการเป็นคนเบื้องหลังวงการโทรทัศน์ ทำมาแล้วหลากหลายหน้าที่ ทั้งตัดต่อ กำกับรายการ และโปรดิวเซอร์ จากนั้นจึงได้ผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ทุกครั้งที่มีโอกาสรัตน์จะเลือกนำเสนอโฆษณาในรูปแบบหนังสั้น ตามความชื่นชอบของตัวเอง ผนวกกับความสามารถและเซนส์ในการแมทช์เพลงกับภาพ ที่มีติดตัวมาจากการเป็นนักดนตรีในช่วงวัยรุ่น ทำให้ผลงานหนังสั้นโฆษณาของเขามีความน่าสนใจและถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนได้รับการทาบทามจากดิว ให้มาร่วมกำกับภาพยนตร์ Love Stuck รักวนลูป ร่วมกัน

  • ภาพยนตร์ที่ชอบ:
    • The Witch (2015)
    • Get Out (2017)
    • Hereditary (2018)
  • ผู้กำกับที่ชื่นชอบ:
    • เต๋อ –  นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
    • โต้ง – บรรจง ปิสัญธนะกูล

ประวัติ

2011: เริ่มต้นทำงานกำกับภาพ และตัดต่อรายการต่างๆ เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์

2012 – 2014: เริ่มต้นรับงานกำกับโฆษณา หนังสั้น คลิปวิดีโอต่างๆ ที่เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์

2015 – 2018: ผลิตรายการโทรทัศน์ในตำแหน่งควบคุมการผลิตและกำกับรายการ

2018 – ปัจจุบัน: ผู้กำกับและตัดต่อภาพยนตร์โฆษณาอิสระ

LES ESPRITS DE PARFUM น้ำหอมโอต์กูตูร์ เอกลักษณ์ใหม่ เรียบง่ายแต่ยังคงหอมเข้มข้น

LES ESPRITS DE PARFUM น้ำหอมโอต์กูตูร์ เอกลักษณ์ใหม่ เรียบง่ายแต่ยังคงหอมเข้มข้น

การรังสรรค์ น้ำหอมโอต์กูตูร์ LES ESPRITS DE PARFUM นับเป็นโอกาสในการยกย่องน้ำหอมกลิ่นหลักจาก La Collection Privée ที่ได้กำหนดธีมเรื่องราวขึ้นใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์ประกอบแต่ละกลิ่นในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่เข้มข้น LES ESPRITS DE PARFUM นำเสนอสาระสำคัญของน้ำหอมแต่ละกลิ่น เหมือนออกแบบชุดด้วยผ้าป่านก่อนการออกแบบขั้นสุดท้าย

Francis Kurkdjian ได้นำสไตล์ของเขามาสู่น้ำหอมกลิ่นเอกลักษณ์ทั้งห้า ก่อกำเนิดเป็นองค์ประกอบใหม่ที่โดดเด่นในระดับความเข้มข้น น้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นประกอบด้วย Gris Dior น้ำหอมกลิ่น Chypre ที่เป็นการแสดงความเคารพต่อสีอันเป็นสัญลักษณ์แห่ง 30 avenue Montaigne ถัดมาเป็น Lucky น้ำหอมกลิ่นดอกไม้ที่เฉลิมฉลองนางแบบผู้สวยสง่าที่คริสเตียน ดิออร์ชื่นชอบ รวมถึง Rouge Trafalgar ที่ระลึกถึงชุดสีแดงที่เขาส่งออกมาท่ามกลางแฟชั่นโชว์ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแขกผู้เข้าชม ปิดท้ายด้วย Ambre Nuit พร้อมความเย้ายวนเป็นเอกลักษณ์ และ Oud Ispahan กลิ่นดอกไม้ที่ชวนให้นึกถึงดินแดนตะวันออก

สีเทาอ่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Gris Dior มีความเข้มขึ้น กลายเป็นสีเทาเข้มที่ดูมีพลัง กลิ่น Chypre มีความชัดเจนมากขึ้นท่ามกลางกลิ่นไม้อันอบอุ่นนุ่มลึกจากไม้ซีดาร์ Atlas เติมเต็มด้วยกลิ่นพัตชูลีอินโดนีเซีย และซอฟต์ลงด้วยกลิ่นอำพัน โน้ตกลิ่นดอกไม้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้นเช่นกัน เผยกลิ่นไวโอเล็ตอันเย้ายวนและกลิ่นกุหลาบบัลแกเรียเปี่ยมชีวิตชีวา

Ambre Nuit เผยให้เห็นเงามืดของค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ กลิ่นมัสก์หลีกทางให้กับเครื่องเทศ ซึ่งนำโดยกลิ่นอบเชยและกระวาน ผสมผสานเข้ากับกลิ่นอำพันอันนุ่มละมุน กลายเป็นกลิ่นหอมอันน่าดึงดูดซึ่งเป็นที่จดจำในทันที องค์ประกอบอันเย้ายวนอบอุ่นจะเชื้อเชิญคุณสู่การเดินทางที่ไม่เหมือนใครเพื่อค้นพบความลึกลับอันน่าหลงใหลแห่งราตรี

Lucky ได้รับการตั้งชื่อตามความเชื่อเรื่องโชคลางของคริสเตียน ดิออร์ โดดเด่นด้วยกลิ่นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีอย่างดอกลิลลี่ออฟเดอะวัลเลย์จากช่อดอกไม้ดั้งเดิม “แสนสดชื่น” ในสไตล์ความหรูหราที่มั่นใจนี้ กลิ่นดอกไม้มีความชัดเจนขึ้น และโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกลิ่นไม้และหนังอันเข้มข้นนุ่มลึก กลายเป็นน้ำหอมที่ติดทนนานและไม่กลัวที่จะเปล่งประกายด้วยความเข้มข้นอันน่าทึ่ง

Oud Ispahan ได้เปลี่ยนโฉมเป็นการเดินทางอันน่าอัศจรรย์สู่ดินแดนตะวันออกในสีสันอันรุ่มรวยของโลกแห่งอาหรับราตรี โดดเด่นด้วยกลิ่นไม้และเครื่องเทศอันหรูหราจากกานพลูและยี่หร่า กลิ่นกุหลาบอันหอมหวานผสมผสานเข้ากับกลิ่นไม้อูด ก่อกำเนิดเป็นกลิ่นที่ทั้งละเอียดอ่อนและน่าหลงใหลทรงพลัง

Rouge Trafalgar สร้างความประหลาดใจด้วยเฉดสีแดงที่สว่างยิ่งขึ้น เปลี่ยนเป็นขนมหวานฉ่ำ ละทิ้งความหวานอมเปรี้ยวของผลไม้ องค์ประกอบใหม่ให้กลิ่นที่ชัดเจนขึ้นด้วยพริกไทยสีชมพู และดึงดูดทุกความสนใจด้วยเอสเซนส์กุหลาบตุรกีและบัลแกเรีย ดั่งแอปเปิ้ลสีแดงสดหวานฉ่ำแสนอร่อยที่วางอยู่ในตระกร้าใส่ผลไม้สีแดงอันน่าหลงใหลหลากชนิด

ขวด La Collection Privée อันเป็นเอกลักษณ์ได้รับการออกแบบในสไตล์ที่ดูหรูหรา บรรจุน้ำหอม LES ESPRITS DE PARFUM ที่มีความเข้มข้นสูง ขวดทรงเพรียวบางมาในดีไซน์สะอาดตาและสีที่เข้มขึ้น ช่วยเน้นย้ำถึงความล้ำค่าของอิลิกเซอร์สุดเข้มข้นเหล่านี้

La Collection Privée ขนาด 80 ml ราคา 17,400.- วางจำหน่ายที่ดิออร์ บิวตี้ สาขา Icon Siam, Siam Paragon, Iconsiam, Central Chidlom, The Emquartier และ The Emsphere


เจาะแนวคิดความสำเร็จ ‘อั๊พ – ศวิษฐ์ อุทัยเฉลิม’ นักธุรกิจผู้ใช้ความตั้งใจนำทาง

Exclusive Talk ครั้งนี้ แพรว ขอพาไปทำความรู้จักกับ ‘คุณอั๊พ – ศวิษฐ์ อุทัยเฉลิม’ นักธุรกิจไฟแรงที่ตั้งเป้าหมายชัดตั้งแต่วันที่ออกสตาร์ทบนเส้นทางนี้ จากประสบการณ์กว่า 15 ปี กับหลากหลายธุรกิจ เรียกว่าเขาผ่านร้อนผ่านหนาว ล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย โดยใช้ ‘ความตั้งใจ’ เป็นบันไดและกุญแจไขความสำเร็จ

แรงบันดาลใจสู่เส้นทางนักธุรกิจ

“แม้คนในครอบครัวของผมจะทำงานด้านสาธารณสุขคุณพ่อเป็นหมอ คุณแม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ พี่สาวเป็นเภสัชกร แต่ผมมีความคิดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าอยากเรียนด้านธุรกิจ ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร คิดแค่ว่าอยากมีเงินเยอะๆ ส่วนอีกมุมหนึ่งคือไม่อยากเป็นหมอแบบคุณพ่อ เพราะรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ต้องเสียสละชีวิตส่วนตัวและต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก สุดท้ายจึงตัดสินใจเรียน Engineering Management ซึ่งเป็นกึ่งวิศวะบวกกับการจัดการ ทำให้ผมได้ทักษะด้านการจัดการมาจากตรงนั้น

“ความรู้สึกอยากเป็นนักธุรกิจมาพีคที่สุดตอนไปฝึกงานกับบริษัท Johnson&Johnson ซึ่งผมได้ฝึกงานในไลน์โปรดักต์ผ้าอนามัย ทำให้ฉุกคิดว่าทำไมสินค้าอย่างผ้าอนามัยที่เป็นของใช้จำเป็น มีฟังก์ชั่นการใช้งานชัดเจนถึงมีราคาค่อนข้างถูก หรือหากเกิดอะไรขึ้นในไลน์การผลิตแล้วสินค้าเสียหายเพียงนิดเดียว เขาก็ทิ้งยกล็อตเลย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าแบรนด์เนมถือว่าต่างกันมาก ยกตัวอย่างกระเป๋าแบรนด์เนมที่จะมีเรื่องคุณค่าของแบรนด์ดิ้งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ผมเกิดความสนใจเรื่องการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ จึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทที่อิตาลีในด้าน Luxury Brand Management เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าสินค้าซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่เปิดโลกมากๆเพราะการเรียนการสอนที่นั่นทำให้ได้เข้าไปเห็นของจริง ได้สัมผัสการทำงานจริงตอนนั้นที่ปรึกษาเป็นซีอีโอเก่าของ Prada แล้วก็ได้ไปฝึกงานและทำโปรเจ็กต์ให้กับประธานของ Ferragamo นอกจากนี้พอการเรียนการสอนเน้นไปที่ Luxury Brand Management จึงครอบคลุมถึงหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมเรือยอร์ช นาฬิกา หรือน้ำหอม ซึ่งสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกอย่าง

“หลังจากเรียนจบกลับมาเมืองไทยก่อนจะลุยทำธุรกิจของตัวเอง ผมเริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์พิเศษสอนเกี่ยวกับเรื่องแบรนด์ดิ้ง การเพิ่มมูลค่าสินค้า อีกทั้งยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับกรมส่งเสริมการส่งออกทโครงการพัฒนาผู้ประกอบการไทย เน้นไปที่การให้ความรู้เรื่องแบรนด์ดิ้งในธุรกิจแฟชั่น ซึ่งผมรู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เกิดประโยชน์ต่อวงการธุรกิจบ้านเรา”

พุ่งชนเป้าหมายด้วยหลากหลายธุรกิจ

“ด้วยความที่ผมเคยมีความคิดว่าอยากเกษียณตอนอายุ 40 จึงคิดต่อว่าแล้วต้องทำอย่างไร สำหรับผมคำตอบคือต้องมีธุรกิจหลายอย่างในมือ และที่สำคัญคือธุรกิจเหล่านั้นต้องแข็งแรงพอที่จะสามารถรันไปได้ดี โดยที่เราวางมือได้อย่างวางใจ ดังนั้นหลักการในการทำธุรกิจของผมคือจะพยายามสร้างระบบที่แข็งแรง ต้องไม่เซ็นเตอร์ทุกอย่างที่ตัวเราเพียงคนเดียวแต่ด้วยระบบที่ดีเราจะสามารถมอนิเตอร์การทำงานได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่หน้างาน เพราะผมตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าอยากทำหลากหลายธุรกิจ เพื่อให้มีรายได้หลายๆ ทาง

“ธุรกิจหนึ่งที่ผมได้ร่วมริเริ่มคือการต่อยอดสายงานของคุณพ่อ ซึ่งท่านเป็นแพทย์ด้านโรคหัวใจ ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว จากที่ได้เห็นการทำงานของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ ที่ต้องทำงานหนัก เพราะโรคหัวใจเป็นโรคที่คนไข้ไม่สามารถรอได้รวมถึงอยากสานต่อความคิดของคุณพ่อที่อยากยกระดับศูนย์รักษาโรคหัวใจของเมืองไทยให้เหมือนต่างประเทศ หลักการคือรวบรวมทีมแพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดขึ้นมาเป็นกลุ่ม เพื่อทำ Group Practice บริหารศูนย์รักษาโรคหัวใจของโรงพยาบาลต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยแทนที่แพทย์แต่ละท่านจะต้องประจำอยู่แค่โรงพยาบาลเดียวก็สามารถดูแลค้นไข้ได้จากหลากหลายโรงพยาบาล ซึ่งข้อดีคือทำให้แต่ละโรงพยาบาลจะมีแพทย์ประจำเวรหลายท่าน ที่สำคัญคือการทำงานแบบ Group Practice ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และร่วมลงทุนกับศูนย์หัวใจ และโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อสร้างสถาณประกอบการที่ไม่เน้นการแสวงหาผลกำไรสูงสุด แต่เน้นการรักษาผลประโยชน์ของคนไข้เป็นที่สุด ตามเจตนารมย์ของคุณพ่อครับ

“ส่วนอีกธุรกิจหลักๆ ที่ทำอยู่ในตอนนี้คือธุรกิจเกี่ยวกับบันเทิง ซึ่งเริ่มต้นเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เริ่มจากการเป็นนายทุนให้กับภาพยนตร์ และทีวีซีรีย์ต่างๆ จากนั้นได้เป็น Executive Producer ให้กับภาพยนตร์ และทีวีซีรีย์ สุดท้ายจึงตัดสินใจจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อผลิตซีรีส์ฉายใน LINE TV ส่วนตอนนี้มีการแตกไลน์ธุรกิจกว้างขึ้น คือมีนักแสดงในสังกัด และมีการส่งเสริมนักแสดงไทยไปเซ็นสัญญากับแบรนด์ชั้นนำที่ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสิงคโปร์ ซึ่งมีเฮดควอเตอร์ภูมิภาคของแบรนด์ต่างๆ อยู่เยอะ โดยจะมีทั้งการเซ็นสัญญาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และการไปร่วมอีเว้นต์

“นอกจากนี้ยังมีอีกหลายธุรกิจที่เป็นการร่วมลงทุน เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โรงเรียนสอนภาษาเกาหลี และธุรกิจด้านไอทีที่ร่วมลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง GWS CLOUD ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำบริการคลาวด์ชื่อดังจากไต้หวันครับ”

ชี้เป้าความสำเร็จ

“แนวคิดในการเลือกทำธุรกิจจริงๆ แล้วผมเป็นคนบ้าพลังคืออยากทำทุกอย่าง แต่จากประสบการณ์จริงคือเราทำทุกอย่างไม่ได้ดังนั้นผมจึงเลือกจากสองเหตุผล คือความเป็นไปได้และความชอบครับ

“ธุรกิจที่มีความเป็นไปได้และไปได้ดีในยุคนี้ ผมขอยกให้กับธุรกิจด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเฮลท์แคร์หรือเวลเนสเพราะผู้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในมุมของการรักษาโรคแต่เป็นในมุมของการมีชีวิตที่ดี มีอายุยืนยาวมีความสุข รวมถึงศาสตร์การชะลอวัยต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและอาหารการกิน นอกจากนี้คือธุรกิจเกี่ยวกับไอที เทคโนโลยีต่างๆ ที่แน่นอนว่าไม่เคยหยุดพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่วนตัวแล้วผมไม่ได้มีความรู้ด้านนี้มากนัก จึงใช้วิธีร่วมลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญ

“ส่วนธุรกิจที่เกิดจากความชอบ สำหรับผมคือธุรกิจด้านบันเทิงและธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาเกาหลี ซึ่งความชอบได้นำไปสู่การต่อยอดและการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำให้ธุรกิจที่ชอบกลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเวลาเดียวกัน”

‘ความตั้งใจ’ คือกุญแจสำคัญ

“หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม สำหรับผมคือต้องมีความตั้งใจ เริ่มจากตั้งใจทำให้สำเร็จ มองหาโอกาสและความเป็นไปได้หากเจออุปสรรคก็ต้องตั้งใจที่จะหาทางออกแล้วก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ เพราะการแก้ปัญหาถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเจอปัญหาไม่มากก็น้อยบางครั้งปัญหาอาจเต็มไปด้วยปมแก้ยาก หลักการของผมคือค่อยๆ แก้ปมที่แก้ได้ไปทีละปม โดยมองภาพให้ออกว่าสุดท้ายเป้าหมายของเราคืออะไร แล้วตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อก้าวไปให้ถึงเป้าหมายนั้น อย่าหมดใจง่ายๆ เพราะการหมดใจเท่ากับการยอมแพ้ และขณะเดียวกันก็ต้องตั้งใจศึกษาในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นตลาด คู่แข่ง หรือสถานการณ์

“นอกจากความตั้งใจแล้ว ในการทำธุรกิจเรายังต้องมีความพร้อม คือต้องเตรียมใจให้พร้อมเผชิญกับทุกอุปสรรคที่อาจจะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อย ความขัดสนทั้งเงินทุนและเวลา ที่สำคัญคือต้องพร้อมสู้ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ครับ”

CEO Mindset

“ถ้าพูดถึงสไตล์การบริหาร โดยปกติแล้วผมเป็นคนใจดี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ค่อนข้างเนี้ยบและเก็บรายละเอียด ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นก็ต้องว่ากันตามเหตุผล ซึ่งวิถีผู้นำในแบบของผม คือจะให้เกียรติทุกคน ไม่ว่าเขาจะทำงานในตำแหน่งไหน หรือมีหน้าที่อะไรก็ตาม รวมถึงจะให้เครดิต ให้คุณค่ากับความพยายามของทุกคนเสมอครับ”

บาลานซ์ชีวิตด้วยการรักตัวเอง

“ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่ค่อนข้างเครียดกับงาน คิดเรื่องงานตลอด แต่ก็จะมีช่วงที่ต้องผ่อนคลายตัวเองถ้าช่วงไหนเครียดมากๆ ก็จะใช้เวลาอยู่คนเดียว หรือหากิจกรรมทำ เช่น ดูหนัง ดูซีรีส์สังสรรค์พบปะเพื่อน ซึ่งจริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ผ่อนคลายได้ไม่ยาก แต่เวลาเครียดก็จะเครียดค่อนข้างมาก อีกทั้งยังแบ่งเวลาได้ไม่ค่อยดี บาลานซ์ชีวิตไม่ค่อยได้ ตอนนี้จึงปรับมายด์เซ็ตตัวเองใหม่ให้กลับมารักตัวเองมากขึ้น

“ด้วยความที่ผมเป็นคนสุดทุกทาง ทั้งเรื่องธุรกิจและชีวิตส่วนตัว จึงรู้สึกว่าเรามุ่งมั่นกับเป้าหมายมากเกินไปจนไม่ได้เอ็นจอยกับระยะทาง และลืมไปว่าเราควรจะมีความสุขกับทุกๆ วันของชีวิต ผมถามตัวเองว่าการที่เรามุ่งสู่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึง พอวันหนึ่งที่เราถึงเป้าหมายแล้ว เมื่อหันกลับมามองเรื่องราวระหว่างทาง เราจะเสียดายช่วงเวลาเหล่านั้นไหม ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับครอบครัวไม่มากพอ ความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ห่างเหิน หรือการละเลยสุขภาพร่างกายปล่อยให้ตัวเองโทรม ซึ่งพอลองคิดทบทวนดูแล้ว ทำให้ผมค้นพบคำตอบว่าก่อนที่เราจะไปถึงเป้าหมาย คุณภาพชีวิตของเรา ทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจต้องดีก่อน พูดง่ายๆ คือเราต้องรักตัวเองให้มากๆ

“ผมจึงอยากฝากถึงทุกคนบางทีเราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อไปถึงจุดหมาย ดังนั้นการใช้ชีวิตในทุกๆ วันของเราก็ต้องมีความสุขด้วย อาจเริ่มจากการมองหาว่าเรามีความสุขกับอะไร หรือเราต้องการอะไรเพราะถ้าเรามีความสุขกับชีวิต เราก็จะไม่รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางไปสู่เป้าหมายเลยครับ”

ก้าวสู่เป้าหมาย

“เป้าหมายสูงสุดของชีวิตคืออยากสร้างวัดครับ (ยิ้ม) ส่วนในมุมธุรกิจผมตั้งเป้าหมายย่อยๆ ให้กับธุรกิจแต่ละตัวไปทีละขั้น ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายหลักคือการวางมือแล้วคอยมองดูอยู่ห่างๆ อย่างที่บอกเอาไว้ว่าอยากเกษียณเร็วๆแต่ไม่ได้หมายถึงอยู่บ้านเฉยๆ นะครับ ยกตัวอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ผมอยากขยายไปทั่วๆ พอเกษียณก็อยากเดินทางท่องเที่ยวแล้วได้แวะไปดูธุรกิจในฐานะบอร์ด หรือที่ปรึกษาเพราะผมไม่อยากทำงานจนร่างกายไม่ไหว อยากมีความสุขไปกับการทำงาน และอยากมีสุขภาพที่ดี เพื่อใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนครับ”


เปิดวาร์ป…โปรแกรมทรีตเม้นต์ยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากเกาหลี

Praew Survey พาทำความรู้จักกับ “โปรแกรมทรีตเม้นต์ยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากเกาหลี” นวัตกรรมความงามที่คนรักผิวไม่ควรพลาดเพราะด้วยมลภาวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด หรือฝุ่นควัน บวกกับอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้ผิวสร้างคอลลาเจนน้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน และนำไปสู่ปัญหาผิวอย่างความหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ซึ่งโปรแกรมนี้จะช่วยผิวได้อย่างไรบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

“โปรแกรมทรีตเม้นต์ยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากเกาหลี ”ผ่านมาตรฐาน USA FDA โดยเป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวด้วยคลื่น Monopolar RF ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Cooling System ที่ช่วยให้รู้สึกสบายผิวขณะทำ จึงสามารถข้ามขั้นตอนการทายาชาได้

นอกจากนี้ “โปรแกรมทรีตเม้นต์ยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากเกาหลี” ยังเป็นเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ซึ่งเป็นแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ที่เจาะจงตำแหน่ง ทำให้เกิดความร้อนลึก (Deep Heating) และอุณหภูมิสูงเพียงพอสามารถลงได้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) จึงทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่หย่อนคล้อยหดตัว และทำให้ไม่หย่อนคล้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด ข้อนี้ถือเป็นข้อแตกต่างระหว่างโปรแกรมนี้กับ RF ทั่วไป และการที่ความร้อนสามารถลงลึกจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนังส่งผลให้เซลล์ไขมันบริเวณนั้นลดลงได้ด้วย

ดังนั้น “โปรแกรมทรีตเม้นต์ยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากเกาหลี” จึงเหมาะกับคนที่มีเหนียงคนที่ต้องการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด คนที่มีริ้วร้อยร่องแก้มลึกคนที่ใบหน้ามีเนื้อแก้มเยอะ คนที่เปลือกตาเริ่มตก หนังตาตก คนที่ต้องการยกคิ้วคนที่มุมปากเริ่มตก มีร่องหรือริ้วรอยในระยะเริ่มต้นและคนที่ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวหน้า

ความเปลี่ยนแปลงของผิวจาก “โปรแกรมทรีตเม้นต์ยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากเกาหลี” จะสังเกตได้หลังการทำ เนื่องจากคอลลาเจนหดตัวประมาณ 20-30% หลังจากนั้นสภาพผิวจะดีขึ้น โดยหากลองจับหรือดึงผิวจะรู้สึกถึงความแน่นของผิวที่มากขึ้น เนื่องจากเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ และจะเห็นผลเต็มที่ราวๆ 3-6 เดือนหลังการทำซึ่งจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน โดยแนะนำให้ทำต่อเนื่องปีละครั้ง ก็จะช่วยฟื้นฟูผิวเดิมได้ดียิ่งขึ้น และทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจำนวนช็อตในการทำโปรแกรมนี้จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคล

ส่วนอีกหนึ่งข้อดีคือหลังทำไม่ต้องงดการแต่งหน้าใดๆ แต่ก็ต้องไม่ลืมทาสกินแคร์และครีมกันแดด เรียกว่าเหมาะมากๆ สำหรับใครที่อยากดูแลผิวแบบจัดเต็ม โดยที่ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน และเน้นไปที่ปัญหาความหย่อนคล้อย ขอบอกเลยว่าต้องรู้จักกับ “โปรแกรมทรีตเม้นต์ยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากเกาหลี” เลยค่ะ

ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์

น้องสาวแห่งชาติ ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์ กับความท้าทายครั้งใหม่

น้องสาวแห่งชาติ ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์ นักแสดงดาวรุ่งกับความท้าทายครั้งใหม่ในผลงานชิ้นใหม่ Love Stuck รักวนลูป

ทำไมถึงตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้?

ใบปอ : อย่างแรกหนูรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดีมากเลยค่ะที่จะได้ร่วมงานกับ Prime Video หนูรู้สึกว่าเป็นสตรีมมิ่งที่ใหญ่มากและมีเนื้อหารายการที่น่าสนใจ อย่างต่อมาหนูชอบบทของหนังเรื่องนี้มาก อ่านบทแล้วรู้สึกว่าตัวหนังต้องออกมาดีแน่ๆเลย แล้วก็เป็นครั้งแรกที่จะได้ร่วมงานกับพี่เจมส์และพี่จูเน่ด้วย

ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์



บทรินเป็นอย่างไรบ้าง เป็นน้องสาวและลูกสาวแบบไหน?

ใบปอ :  รินจะโตมากับพ่อและพี่ชาย ทำให้ได้รับนิสัยแบบเด็กผู้ชายมาค่อนข้างเยอะ คือจะเป็นคนแมนๆลุยๆ และมีความหลงใหลกับเรื่องดนตรีมาก ด้วยความที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้าน รินเลยพยายามที่จะดูแลทุกคนในครอบครัว และพยายามทำตัวไม่ให้เป็นภาระของพ่อและพี่ชาย

ในเรื่องจะได้เข้าฉากกับพี่ดู๋และเจมส์อยู่ตลอด เล่าการทำงานกับทั้งคู่ให้ฟังหน่อย?

ใบปอ : หนูกับพี่เจมส์จะเจอกันมาก่อนตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ก็จะมีความสนิทกันประมาณหนึ่งอยู่แล้ว พอมาเล่น Love Stuck รักวนลูป ด้วยกัน เลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น เหมือนพี่น้องกันจริงๆเลยค่ะ พี่เจมส์เป็นนักแสดงที่เป็นมืออาชีพมาก เขาจะหาข้อมูลหาเหตุผล ความเป็นไปของตัวละคร หนูรู้สึกว่าพี่เจมส์เตรียมตัวและทำการบ้านดีมาก หนูชื่นชมและเอาวิธีการนี้มาปรับใช้กับตัวเอง หนูไม่อยากเข้าใจตัวละครแค่ผิวเผิน อยากจะมีไอเดียมาแชร์กับทีม รู้สึกว่ามันคือการทำงานแบบมืออาชีพและเป็นทีมเวิร์ค เหมือนเราได้มาทำหนังด้วยกันจริงๆ

ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์

ใบปอ : ส่วนพี่ดู๋หนูเห็นผลงานของเขามาเยอะมาก และทุกเรื่องพี่ดู๋แสดงดีมากๆเลย หนูรู้สึกว่าสิ่งที่เป็นเสน่ห์มากๆในการแสดงของพี่ดู๋ คือพี่ดู๋เป็นคนที่ธรรมชาติมากๆ และทำให้เราเชื่อในสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมา เวลาที่หนูเข้าฉากกับพี่ดู๋ มันคลิกง่ายมาก รู้สึกว่าเราเป็นพ่อลูกกันจริงๆ

มีอะไรที่ถือว่าเป็นความท้าทายในการแสดงเรื่องนี้หรือไม่?

ใบปอ : การเล่นแซกโซโฟนค่ะ เป็นทั้งความยากและความน่าสนใจเลย เพราะมันใหม่มากๆสำหรับหนู หนูต้องฝึกเล่นแบบจริงจัง มันยากตรงการควบคุมลมหายใจ เหมือนปอดหนูมันไม่ค่อยมีพลังเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แล้วตัวเครื่องก็หนักเหมือนกัน ถึงจะยากแต่หนูชอบนะคะ หนูซ้อมอยู่เป็นเดือนเลย เอากลับมาฝึกที่บ้านตอนกลางคืน เกรงใจเพื่อนบ้านมากๆ เลยต้องฝึกเฉพาะการวางนิ้วตอนกลางคืน แล้วมาฝึกแบบมีเสียงจริงตอนเช้า หนูไปรีเสิร์ชเพิ่มด้วยว่าท่าทางของนักแซกโซโฟนเวลาเขาแสดง เขามีการวางท่าทางแบบไหน เพื่อให้ดูว่าหนูเป็นนักแซกโซโฟนจริงๆ

มีฉากไหนที่รู้สึกว่าเป็นฉากที่สนุกหรือน่าประทับใจบ้าง?

ใบปอ : มีสองฉากเลยค่ะที่หนูประทับใจมาก ฉากแรกเป็นซีนที่ใหญ่มากๆสำหรับหนู คือฉากที่หนูต้องไปแสดงโชว์แซกโซโฟนตรงหน้าหอศิลป์ฯ ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนจริงมาก เหมือนหนูไม่ได้มาถ่ายหนัง แต่มาแสดงดนตรีจริงๆ ก่อนแสดงฉากนี้หนูเครียดมาก กลัวจะทำออกมาได้ไม่ดี แล้วในฉากตัวละครรินของหนูก็รู้สึกเครียดแบบนี้เหมือนกัน หนูเลยเอาความรู้สึกนั้นมาใช้ในฉากจริงๆเลย นักแสดงประกอบก็เยอะมาก เหมือนเป็นผู้ชมจริงๆ เป็นฉากที่ถึงแม้ตอนแรกจะเครียดแต่ว่าตอนหลังสนุกมากเลยค่ะ

ใบปอ : ส่วนอีกฉากเป็นฉากที่แสดงกับพี่เจมส์ หนูเล่ารายละเอียดมากไม่ได้เดี๋ยวสปอยล์ แต่ว่ามันเป็นซีนอารมณ์ ที่ต้องใช้พลังงานค่อนข้างเยอะ เราถ่ายกันอยู่หลายเทคเหมือนกัน หนูกับพี่เจมส์รับส่งอารมณ์กันดีมาก ทำให้ฉากนั้นออกมาดีค่ะ ถึงใช้พลังไปเยอะ แต่ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเลย



ถ้าต้องเข้าไปติดในลูปเวลาอยู่ในวันใดวันหนึ่ง อยากเลือกติดอยู่ในวันไหน?

ใบปอ : วันที่ได้ไปร่วมแฟชั่นวีคที่ต่างประเทศค่ะ มันเป็นวันในชีวิตที่หนูภูมิใจและประทับใจมากๆ เป็นช่วงเวลาที่ได้เห็นผู้คนแต่งตัวสวย เห็นแฟชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

และถ้าติดอยู่ในลูปเวลา เราอยากจะลองทำอะไรแปลกๆที่ไม่เคยทำบ้าง?

ใบปอ : อยากใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ เท่าที่อยากใช้ เพราะเดี๋ยวตื่นมาเงินก็กลับมาเท่าเดิม

ถ้าหลุดออกจากลูปเวลาที่เราติดอยู่มานานแล้วได้ สิ่งแรกที่อยากทำคืออะไร?

ใบปอ : ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีความสุขค่ะ มันดูเป็นคำตอบนางงามนะ แต่หนูรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ภาพจาก : IG bbaiporuary

จูเน่-เพลินพิชญา

จูเน่-เพลินพิชญา  กับเสน่ห์การแสดง ที่อยากจะติดลูปไปกับเธอ

ฝีมือการแสดงคมขึ้นเรื่อยๆ  ของ จูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน ไอดอลสายร้อง-สายแสดง มากความสามารถ

ฝีมือการแสดงคมขึ้นเรื่อยๆ เลยสำหรับนักแสดงวัยรุ่น จูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน วัย 24 ปี ที่ผ่านมาจูเน่แม้ที่ผ่านมาจะมีผลงานแสดงไม่มาก แต่กลับเป็นที่จดจำ ทั้งยังเคยได้รับรางวัลจากเวทีใหญ่ Asia Contents Awards ในฐานนะนักแสดงดาวรุ่ง ล่าสุดจูเน่มีผลงานใหม่กับ Prime Video ในเรื่อง  Love Stuck รักวนลูป โดยรับบทเป็น วี หญิงสาวลึกลับแต่มีเสน่ห์ ซึ่งจูเน่บอกว่าการทำงานนี้ได้ลอท้าทายอะไรใหม่เยอะมากๆ

จูเน่-เพลินพิชญา


มีการตีความตัวละครวีอย่างไร และได้ดูภาพยนตร์เวอร์ชั่นต้นฉบับด้วยหรือไม่?
จูเน่: ดูค่ะ พอได้รับการติดต่อเข้ามา เน่ก็ดูเลย เพื่อที่จะได้ตัดสินใจและทำความเข้าใจหนังว่ามีคอนเซ็ปต์อย่างไร สำหรับตัวละครวี พี่ดิว (ผู้กำกับ) ก็มีการเล่าให้ฟังว่าคาแรคเตอร์วีจะเป็นประมาณไหน โดยตัววีจะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดไปจากตัวละครเวอร์ชั่นต้นฉบับประมาณนึง รวมๆก็ทำให้เราเห็นภาพวีคร่าวๆ แต่ว่ายังมีพื้นที่ให้เราในฐานะนักแสดงได้ใส่ไอเดียต่างๆของตัวเองลงไป วีเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างชัดเจน มีความมั่นใจและรู้จักจุดยืนของตัวเอง รู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร และอะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถึงบางครั้งวีจะดูเป็นคนแข็งๆ แต่ก็มีมุมอ่อนโยนด้วยเหมือนกัน

จูเน่-เพลินพิชญา 001


ได้แสดงร่วมกับเจมส์เป็นครั้งแรก เล่าการทำงานร่วมกับเจมส์ให้ฟังหน่อย และในเรื่องต้องเล่นคู่กันมีเขินกันบ้างมั้ย?
จูเน่ : หนูกับพี่เจมส์รู้จักกันอยู่แล้ว แต่ว่านี่เป็นเรื่องแรกที่ได้ทำงานด้วยกันจริงจัง บางครั้งที่มีฉากกุ๊กกิ๊กก็เลยมีมุมที่ยังเขินกันอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่หนูเป็นผู้หญิงที่มีความมาสคิวลีน (masculine) ประมาณหนึ่ง ส่วนพี่เจมส์ก็เป็นผู้ชายที่มีความเฟมินีน (feminine) ประมาณหนึ่งเหมือนกัน มันเลยกลายเป็นความบาลานซ์เวลาอยู่ด้วยกัน หนูรู้สึกสบายใจที่ได้ทำงานกับเขา สามารถคุยกันตรงๆได้ เวลาอยากเสนอไอเดียอะไรกันอีกอย่างพี่เจมส์เป็นคนที่ตั้งใจและทุ่มเทมากอย่างที่ทุกคนรู้ เรื่องนี้เขามีการฟิตหุ่นดูแลรูปร่าง กินอาหารคลีน เพื่อฉากหนึ่งในหนังเป็นพิเศษเลย อยากให้ลองดูว่าเป็นฉากไหน ใบ้ให้ว่าอยู่ช่วงต้นๆเลยค่ะ

มีอะไรที่ถือว่าเป็นความท้าทายในการแสดงเรื่องนี้หรือไม่?

จูเน่ : จริงๆไม่ได้เรียกว่าท้าทาย ต้องเรียกว่าได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำเยอะมากในหนังเรื่องนี้ อย่างพี่เจมส์ก็ได้ลองซิ่งตุ๊กตุ๊กแบบยกล้อ แล้วทั้งหนูกับพี่เจมส์ก็ได้ลองต่อยมวย ได้แต่งตัวแบบร็อกสตาร์ แต่ถ้าเป็นความท้าทายน่าจะเป็นซีนอารมณ์ที่หนูต้องแสดง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ต้องแสดงซีนอารมณ์ประมาณนี้

จูเน่-เพลินพิชญา 002

ฉากไหนที่รู้สึกว่าเป็นฉากที่สนุกหรือน่าประทับใจบ้าง?

จูเน่ : มีฉากที่ได้โชว์เต้นกับพี่เจมส์ ฉากนี้รู้สึกว่าสนุกดีค่ะ คือทั้งเน่และพี่เจมส์เองมีพื้นฐานการเต้นมาก่อน เพราะเน่เคยอยู่ในในเกิร์ลกรุ๊ปแล้วพี่เจมส์เคยอยู่ในบอยแบนด์ แต่ปรากฏว่าการเต้นในฉากนี้มันไม่เหมือนกับที่พวกเราเคยเต้นมาเลย มันเป็นการเต้นแบบประกบคู่ ความยากของมันคือความซิงโครไนซ์ระหว่างคนสองคน อย่างการหมุนตัว การยกตัว มันต้องอาศัยความเชื่อใจกัน แล้วเน่ต้องใส่ส้นสูงเต้นด้วย เลยเพิ่มความยากขึ้นไปอีก ปกติจะไม่ค่อยถนัดใส่ส้นสูงเท่าไหร่ แต่ก็เป็นฉากที่สนุกค่ะ

จูเน่-เพลินพิชญา 003

ความรู้สึกหรือข้อคิดจาก Love Stuck รักวนลูป

จูเน่ : เน่รู้สึกว่าผู้ชมจะได้ฉุกคิดในเรื่องของเวลา…เวลาที่เราจะใช้ไปกับอะไร แต่ว่าผู้ชมแต่ละคนอาจจะได้หรือรู้สึกไม่เหมือนกันกับเน่ จากประสบการณ์ที่เจอ หรือจากการให้ความสำคัญในสิ่งต่างๆที่แตกต่างกัน อยากให้ลองดูกัน แล้วบอกเน่ด้วยว่าแต่ละคนได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้างค่ะ

ถ้าต้องเข้าไปติดในลูปเวลาอยู่ในวันใดวันหนึ่ง อยากเลือกติดอยู่ในวันไหน?

จูเน่ : อยากเลือกติดอยู่ในวันไหนก็ได้ค่ะ แต่ขอให้เป็นวันที่เราสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย ที่สำคัญไม่มีสิวด้วย เพราะถ้าต้องตื่นมาแล้วป่วยทุกครั้ง หรือมีสิวเม็ดนั้นทุกวัน น่าจะไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

และถ้าติดอยู่ในลูปเวลา เราอยากจะลองทำอะไรแปลกๆที่ไม่เคยทำบ้าง?

จูเน่ : อาจจะลองคุยกับคนที่ไม่รู้สึกว่าอยากจะคุยด้วยเลย หรือกินในสิ่งที่แพ้หรือสิ่งที่จะทำให้ปวดท้อง เพราะพรุ่งนี้ตื่นมาก็หายปวด

จูเน่-เพลินพิชญา 004

ถ้าหลุดออกจากลูปเวลาที่เราติดอยู่มานานแล้วได้ สิ่งแรกที่อยากทำคืออะไร?

จูเน่: อยากนั่งมองหน้าคนในครอบครัวไปเรื่อยๆ

ภาพจาก IG juneiperb0i/ Prime Video

คีเลชั่น

คีเลชั่น (Chelation Therapy) ตัวช่วยล้างสารพิษ ฟื้นฟูร่างกายจากภายใน

ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมลภาวะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ควัน หรือโลหะหนักต่างๆ เช่น ตะกั่ว, ปรอท, แคดเมียม ซึ่งแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านอาหาร น้ำดื่ม และอากาศที่ปนเปื้อน ทำให้ส่งผลต่อสุขภาพและเกิดโรคเรื้อรังขึ้น

คีเลชั่น (Chelation) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยล้างสารพิษและล้างโลหะหนักในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ว่าแต่การทำคีเลชั่นคืออะไร? เหมาะกับใครบ้าง? มีผลข้างเคียงไหม? หาคำตอบได้ในบทความนี้!

การทำคีเลชั่น (Chelation Therapy) คืออะไร?

คีเลชั่น คือ

คีเลชั่น หรือ Chelation Therapy คือ การขจัดสารพิษ ล้างสารพิษในร่างกาย และสารพิษในหลอดเลือดอาหาร ด้วยกระบวนการทางการแพทย์ที่จะใช้สารละลายชนิดพิเศษเรียกว่า “คีเลตติ้งเอเจนต์ (Chelating agent)” อาทิ EDTA (Ethylene Diamine Tetra Acetic Acid) เข้าไปจับกับโลหะหนักต่าง ๆ เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียมที่สะสมอยู่ในร่างกาย จากนั้นจึงขับออกไปทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสะอาด ปราศจากสารพิษที่เป็นอันตราย

สำหรับขั้นตอนการทำคีเลชั่น แพทย์จะฉีดสารละลายเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเส้นเลือดดำ โดยใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง ระหว่างที่ล้างพิษ ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ เช่น พักผ่อน อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง

อาการเมื่อมีสารพิษโลหะหนักสะสมในร่างกายจะเป็นอย่างไร?

เมื่อร่างกายมีสารพิษโลหะหนักสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก การล้างสารพิษด้วยคีเลชั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากปล่อยให้สารพิษโลหะหนักตกค้างอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานานก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยอาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • อาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ปวดหัวเรื้อรัง, วิงเวียนศีรษะ, อ่อนเพลีย, นอนไม่หลับ, มีปัญหาด้านสมาธิและความจำ, ชาตามปลายมือปลายเท้า
  • อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, ท้องเสีย, ปวดท้องเรื้อรัง
  • อาการระบบทางเดินหายใจ เช่น หายใจลำบาก, หอบหืด, ไอเรื้อรัง
  • อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน, ผิวหนังอักเสบ
  • อาการทางระบบไหลเวียนเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ
  • อาการทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และปวดข้อ
  • อาการทางระบบประสาทสัมผัส เช่น ตาพร่ามัว และหูอื้อ

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำคีเลชั่น และใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการทำคีเลชั่น

ผู้ที่เหมาะกับการทำคีเลชั่น

การทำคีเลชั่นบำบัด เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการสะสมโลหะหนักในร่างกาย หรือผู้ที่มีอาการที่สอดคล้องกับการเป็นพิษจากโลหะหนัก ดังนี้

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสโลหะหนักสูง เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนัก, ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง, ผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่รับประทานอาหารทะเลเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีอาการที่อาจเกิดจากการสะสมของโลหะหนัก เช่น ปวดหัวเรื้อรัง, อ่อนเพลีย, นอนไม่หลับ, มีปัญหาความจำ, ปวดข้อ, ปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นภูมิแพ้เรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคเบาหวาน และโรคไขข้ออักเสบ
  • ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และต้องการชะลอความเสื่อมของร่างกาย คีเลชั่นก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพได้

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำคีเลชั่น

ถึงแม้ว่าการทำคีเลชั่นจะมีข้อดีต่าง ๆ มากมาย รวมถึงช่วยฟื้นฟูสุขภาพจากภายในได้ แต่คีเลชั่นก็มีข้อจำกัดบางอย่างและไม่เหมาะสำหรับคนบางกลุ่ม ดังนี้

  • ผู้ที่แพ้สาร EDTA ซึ่งพบได้น้อยมาก ทั้งนี้ควรแจ้งให้แพทย์ให้ทราบถึงประวัติการแพ้ยาหรือสารเคมีต่างๆ
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาที่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทำคีเลชั่นในกลุ่มนี้
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไต เนื่องจากกระบวนการขับโลหะหนักต้องอาศัยการทำงานของไต หากไตทำงานไม่เต็มที่ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

ประโยชน์จากการทำคีเลชั่น (Chelation) 

คีเลชั่น (Chelation) เป็นการรักษาที่ใช้สารเคมีพิเศษดึงโลหะหนักออกจากร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และฟื้นฟูสุขภาพโดยรวมได้ในหลาย ๆ ด้าน โดยประโยชน์และข้อดีของการทำคีเลชั่น มีดังนี้

  • ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง โลหะหนักที่สะสมในผนังหลอดเลือดอาจก่อให้เกิดการอักเสบและการแข็งตัวของหลอดเลือดได้ การทำคีเลชั่นจะช่วยล้างหลอดเลือด ขจัดสารพิษ และช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้
  • ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต การทํา Chelation เพื่อขจัดโลหะหนักออกจากหลอดเลือด จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
  • ช่วยลดความดันโลหิต ในบางราย การทำคีเลชั่นอาจช่วยลดความดันโลหิตสูงได้
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ โลหะหนักเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ การทำคีเลชั่นบำบัดจึงช่วยบรรเทาอาการปวดเหล่านี้ได้
  • ช่วยปรับปรุงสุขภาพสมอง Chelation Therapy สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์
  • ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย การขจัดสารพิษออกจากร่างกายจะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและมีพลังงานมากขึ้น

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากการทำคีเลชั่น (Chelation)

หลายคนที่สงสัยว่าคีเลชั่นมีผลข้างเคียงไหม? คีเลชั่นอันตรายหรือไม่? ถึงแม้ว่าคีเลชั่นจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยขจัดโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การทำคีเลชั่นก็อาจส่งผลข้างเคียงบางอย่างได้เหมือนกัน

โดยทั่วไปแล้ว ผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง โดยผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากการทำคีเลชั่น (Chelation) มีดังนี้

  • มีอาการปวด บวม แดง หรือแสบร้อน
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เวียนหัว
  • ในบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่า เช่น ความดันโลหิตต่ำ, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, มีปัญหาเกี่ยวกับไต หรือปฏิกิริยาแพ้รุนแรง

ทำคีเลชั่น (Chelation) เพื่อขับสารพิษออกจากร่างกายที่ไหนดี?

การทำคีเลชั่นบำบัดเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญจากแพทย์ ดังนั้นการเลือกสถานพยาบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย

หากคุณกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะทำคีเลชั่น (Chelation) ที่ไหนดี? S’rene by SLC เป็นอีกหนึ่งสถานพยาบาลที่น่าสนใจ ด้วยคลินิกที่ได้มาตรฐาน ให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ อีกทั้งยังเป็นคลินิกดูแลสุขภาพสำหรับคนเมือง ที่ให้คุณสามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว กับ 3 สาขาที่ตั้งอยู่ในทำเลใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก ได้แก่ สาขาทองหล่อ, สาขาชานแจ้งวัฒนะ และสาขาพาราไดซ์ พาร์ค หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางไลน์ @SRENEbySLC (มี @ ด้านหน้า)

สรุปเรื่องการทำคีเลชั่น (Chelation)

คีเลชั่น (Chelation) เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการขจัดสารพิษและล้างโลหะหนักในร่างกายที่มีประสิทธิภาพ หากร่างกายไม่มีสารโลหะหนักตกค้าง ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่เกิดจากมลภาวะรวมถึงโลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร น้ำดื่ม และอากาศได้


ผ้าใบติดแกลม? เปิดสนีกเกอร์ส้นสูงสุดชิคของ เจนนี่ BLACKPINK

ขึ้นชื่อว่า เจนนี่ BLACKPINK คอมตูมต้องไม่ธรรมดา! ล่าสุดเธอเลือกให้ ‘รองเท้าผ้าใบติดแกลม’ โดดเด่นบนสเตจ M COUNTDOWN

เพลงปล่อยปุ๊บติดหูปั๊บ ซิงเกิ้ลใหม่ ‘Mantra’ จาก เจนนี่ BLACKPINK ที่แม้เพลงจะกินใจคนฟังไปตั้งแต่แรกแล้ว เธอก็ยังต้องเดินหน้าโปรโมทตามแผนที่วางไว้ ซึ่งหนึ่งในรายการที่ศิลปิน K-POP ต้องขึ้นแสดงคือ M COUNTDOWN เจนนี่ปรากฏตัวในลุคขี้เล่นปนเซ็กซี่ตามคาแร็คเตอร์ของเพลง แต่แฟนคลับกลับไปสะดุดกับรองเท้าสุดชิค ที่ดีไซน์ฉายแววลูกครึ่งระหว่าง ‘ผ้าใบ’ และ ‘ส้นสูง’

โดยสนีกเกอร์ส้นสูงตู่นี้เห็นดีไซน์ก็คงพอเดาออกว่ามาจาก ADIDAS ที่เพิ่มความพิเศษด้วยการจับมือออกแบบกับ AVAVAV แฟชั่นแบรนด์สุดเก๋ ปล่อยรองเท้าผ้าใบส้นสูงหัวแหลม ใน Spring/Summer 2025 ที่เพิ่งผ่านไป ราคาบนเว็บไซต์มือสองอยู่ที่ $250 หรือประมาณ 8,300 บาท โดยในลุคนี้ยังมีอีกหนึ่งไอเท็มที่มาจากคอลเล็คชั่นเดียวกันนั่นคือเสื้อแจ็กเก็ตสีแดงที่เธอสวมใส่อยู่นั่นเอง เชื่อว่ายังมีไอเท็มชิคๆ ของเจนนี่ให้เราติดตามอีกแน่นอน แต่ชิ้นต่อไปจะเป็นอะไร? มารอดูไปด้วยกันนะคะ


ภาพ: Youtube: M2 และ Instagram @adidasoriginals

อาร์แชร์

5 เหตุผลที่ทำให้คุณอยากกลับไปหา อาร์แชร์ (ARMCHAIR)

ถ้ายังจำโมเมนต์ที่ตะโกนร้องเพลง ‘รึเปล่า’ ได้ ถ้ายังคงคิดถึงช่วงชีวิตที่คุณฟังเพลง ‘วันที่ฉันป่วย’ หรือยังคงอินไปกับทุกครั้งที่เพลง ‘รักแท้’ ดังขึ้นมา ต้องไม่พลาดกับคอนเสิร์ตใหญ่ที่เป็นการรวมตัวสมาชิกกลุ่ม ‘ออริจินัล’ ของวงดนตรีระดับไอคอนแห่งยุค 2000s อย่าง ‘Armchair’ ที่เตรียมกลับมามอบช่วงเวลาแห่งความสุข ผ่านบทเพลงที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ทางดนตรีของพวกเขา กับ “ARMCHAIR Original Concert”  ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี และถ้าหากคุณยังลังเลว่าอยากไปด้วยกันรึเปล่า ? นี่คือสิ่งที่จะทำให้คุณไม่พลาดกับ 5 เหตุผลที่ทำให้คุณต้องไปดู THE CONCERT Present “ARMCHAIR Original Concert” พร้อมกัน

1. นี่คือคอนเสิร์ตใหญ่แบบเต็มรูปแบบของวง Armchair หลังจากห่างหายกันไปนาน โดยการกลับมาครั้งนี้จัดเต็มเพื่อถือโอกาสเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 24 ปีของวง หลังจากปล่อยอัลบั้มแรกอย่าง ‘Pastel Mood’ เมื่อปี 2544 และด้วยสไตล์เพลงที่แตกต่าง ภาพลักษณ์ของวงที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ Armchair กลายเป็นวงที่ถูกจับตา และเข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคนจะถึงทุกวันนี้ นี่คือโอกาสสำคัญ ที่จะทำให้คุณกลับไปสัมผัสความรู้สึกแรกตอนได้ฟังเพลงของ Armchair กันอีกครั้ง 

2.นี่คือการรวมตัวกันของสมาชิกกลุ่ม Original ของวง Armchair ครั้งแรกในรอบทศวรรษ การกลับมาของ ‘อ้วน-อธิษว์ ศรสงคราม’ มือคีย์บอร์ด สมาชิกคนสำคัญของวง Armchair หลังจากเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี นานกว่า 10 ปี ทำให้คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้ คุณจะได้พบกับสมาชิกต้นตำรับ ที่ประกอบด้วย ‘โย่ง-อนุสรณ์’ นักร้องนำและมือกีต้าร์, ‘ผึ้ง-จตุตถพงศ์’ มือกีต้าร์ และ ‘จ้อ-พีระพล’ มือเบสและแซคโซโฟน

3. นี่คือคอนเสิร์ตที่จัดเต็ม เรียงคิว Song List มาแบบครบถ้วน ทุกเพลงที่คุณคิดถึง ทุกเพลงที่คุณเคยอินไปกับวง Armchair อาทิ อยากกลับไปหา, วันที่ฉันป่วย, รักแท้, คุณเก็บความลับได้ไหม, Minute of Love, รึเปล่า, อบเชย, คิดถึง, ปั่นป่วน, Photograph, เข้าใจและยอมรับ, พรุ่งนี้, อีกครั้ง ฯลฯ พร้อมด้วยเพลงดังอีกเพียบ เพลงพิเศษอีกชุดใหญ่ มาตะโกนร้องไปพร้อมๆกัน มาฟังเสียงของโย่ง ประสานไปกับเสียงของแฟนเพลงอีกนับพัน ถ่ายทอดทุกบทเพลงผ่านความรู้สึก ความโหยหา ปลดปล่อยทุกอารมณ์แบบเต็มสตรีม

4.นี่คือคอนเสิร์ตที่จัดหนักงานโปรดักชั่นเพื่อแฟนๆ โดยเฉพะเนื่องด้วยโอกาสพิเศษที่สมาชิกคนสำคัญอย่าง ‘อ้วน’ กลับมาขึ้นเวทีด้วยกันอีกครั้งกับวง Armchair ในรอบกว่า 10 ปี จะสร้างโชว์แบบธรรมดาทั่วไปได้อย่างไร ดังนั้น Armchair จึงขอจัดเต็มเวที แสงสีเสียง เนรมิตสเตจสุดอลังการมามอบให้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ติดขอบเวทีด้านหน้า หรืออยู่ไกลสุดบนแสตนด์ ก็รับประกันความเข้าถึงอารมณ์อย่างแน่นอน โดยงานนี้ Armchair ยังกระซิบว่า มีเซอร์ไพรสรอแฟนๆอยู่อีกเพียบ ดังนั้นจึงพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

5.เตรียมพบกับ Special Gift สุดพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อแฟนเพลงโดยเฉพาะ ให้แฟนๆของวง Armchair ได้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน งานนี้ขออุบไว้ก่อนว่าจะเป็นอะไร แต่สิ่งของเหล่านี้ ถูกสร้างสรรค์ ถูกออกแบบ ถูกดีไซน์มาเพื่อแฟนเพลงโดยเฉพาะ มีความหมายแฝงที่จะทำให้คุณว้าวอย่างแน่นอน รวมถึงของสำคัญที่จะทำให้คุณรู้จักกับ Armchair มายิ่งขึ้น แม้คุณอาจรู้จักพวกเขามามากกว่า 20 ปีแล้ว แต่ก็มีอีกหลายแง่มุมที่เตรียมรู้จักเพิ่มอย่างแน่นอน 

เตรียมมาย้อนบรรยากาศที่คุณคิดถึงกับบทเพลงที่มีเอกลักษณ์และสไตล์เฉพาะ ที่ทำให้คุณตกหลุมรักพวกเขากับ ไปด้วยกัน ในคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบที่มี Line Up พวกเราทั้ง 4 คน จะได้ร่วมเล่นด้วยกันครั้งสุดท้าย ใน THE CONCERT Present “ARMCHAIR Original Concert”  เพียงรอบการแสดงเดียวเท่านั้น ในวัน เสาร์ ที่ 9  พฤศจิกายน 2567 เวลา 19.00 น. สถานที่ : THUNDER DOME MUANG THONG THANI ซื้อบัตรได้ทาง The Concert Application : https://www.theconcert.com/concerts/armchair-original-concert  เพราะนี่คืออีกหนึ่งคอนเสิร์ตแห่งปีที่ไม่อยากให้พลาดโดยเด็ดขาด !!

3 ไอเท็มสร้าง 3 ลุคสวยสง่าร่วมสมัยแต่เรียบง่ายแบบ "Jennie BLACKPINK"

3 ไอเท็มสร้าง 3 ลุคสวยสง่าร่วมสมัยแต่เรียบง่ายแบบ “Jennie BLACKPINK”

หลังจากที่ HERA ได้เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดผุดแคมเปญระดับโลกในคอนเซปต์ “ความสง่างามร่วมสมัยที่เรียบง่าย High-sensitivity Contemporary Look” ร่วมกับ Jennie BLACKPINK ซึ่งเป็นแบนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของ HERA ทั้งนี้ แนวคิดของแคมเปญจะเน้นไปการแต่งหน้าเรียบง่ายแต่สง่างาม และถ่ายทอดออกมาด้วยความรู้สึกทางศิลปะ ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์ของ HERA เพียง 3 ไอเท็มกับเฉดสีใหม่ที่หลากหลายปรับให้เหมาะกับโทนสีผิวของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น

3 ไอเท็มสร้าง 3 ลุคสวยสง่าร่วมสมัยแต่เรียบง่ายแบบ “Jennie BLACKPINK”

สร้างลุคสง่างามแต่เรียบง่ายกับ 3 ลุค คือ (1) “Soft Seek look” ด้วยการใช้ Black Cushion Foundation เนื้อสัมผัสแบบซาติน และให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบาไม่แห้งตึง และ Sensual Powder Matte Liquid #187 Sexual Chocolate ลิปทินท์ตัวเก่งของ HERA ที่มีเนื้อสัมผัสกำมะหยี่ที่นุ่มนวล บางเบา คล้ายฟิลเตอร์ทำให้เกิดความรู้สึกหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติกับเฉดสีสุด Exclusive ที่ใช้ทาได้ทั้งปากและเป็นบลัช (2) “CHERISH FLUSHED LOOK” ด้วยการใช้ Black Cushion Foundation และ Sensual Nude Gloss: #380 Cherish ลิปกลอสสูตรอ่อนโยนที่ให้ความเงางาม ฉ่ำวาว ช่วยให้ริมฝีปากมีชีวิตชีวา และ (3) “UNDERSTATED GLAM LOOK” เป็นลุคที่ใช้เพียง Black Cushion Foundation และ Sensual Nude Gloss: #102 Flirty โดยแคมเปญระดับโลกของ HERA ได้เริ่มต้นเปิดตัวพร้อมกันแล้ว ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศไทย

สำหรับแฟน HERA ชาวไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญความสง่างามแบบ HERA ได้ผ่านผลิตภัณฑ์เด่นที่ได้ปล่อยสีใหม่ล่าสุดที่จะช่วยเติมเต็มให้ค้นพบแก่นแท้ในความงามของตัวเอง หรือเมคอัพในแบบฉบับของ Jennie BLACKPINK ได้แบบง่ายๆ ในลุค “More You, Effortlessly” ลุคทูโทนแบบสีน้ำเคลียร์ใสดูระเรื่อ


นานะ (Nana) กับเวิร์คเอาท์รูทีนและทริคดูแลผิวสุดอีซี่

นานะ (Nana) กับเวิร์คเอาท์รูทีนและทริคดูแลผิวสุดอีซี่

นานะ (Nana) นักแสดงสาว และอดีตสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ป After School รักษาหุ่นผอมเพรียวมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยเกิร์ลกรุ๊ปจนถึงปัจจุบัน แม้ว่ารูปร่างของเธอดูผอมบางเอามากๆ แต่เธอไม่ได้ลดน้ำหนักอย่างหักโหมหรือผิดปกติ ทุกวันเธอจะกินตามรูทีนเรียบง่ายด้วยอาหารปกติทั่วไปแต่เน้นเกลือต่ำและน้ำตาลต่ำ และมีบ้างที่เธอจะกินพิซซ่าและของหวานเป็นครั้งคราว แต่เธอจะพยายามไม่กินของว่างตอนดึกก่อนเข้านอนด้วย เพราะเธอถือทริคที่ว่าอย่าปล่อยตัวมากเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างนิสัยที่ไม่ดีภายหลัง แต่ก็ไม่อดหากต้องการกินของว่างเล็กน้อย เพื่อสร้างสมดุลให้จิตใจกระชุ่มกระชวย

รวมถึงการเล่นโยคะ ที่ช่วยคลายความเครียด ควบคุมอารมณ์ ปลดปล่อยประสาทและกล้ามเนื้อที่ตึงตัว และปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้ด้วย และออกกำลังกายแบบ CrossFit ผสมผสานการออกกำลังกายที่หลากหลายเพื่อเผาผลาญไขมันอย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันสั้น นอกจากรูปร่างที่เธอดูแลดีสม่ำเสมอ เธอก็ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพผิวทั้งตัวเป็นอย่างมาก หลังอาบน้ำเธอมักจะนวดบำรุงด้วยครีมทุกวัน เพื่อให้ผิวกระชับและผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน แม้ว่าจะเหนื่อยจากงานแค่ไหนแต่เธอก็ไม่ละเลยเรื่องการดูแลผิว รวมทั้งมาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้ง

Photo: jin_a_nana


Häagen-Dazs x Pierre Hermé Paris ไอศกรีมรสใหม่ Vanilla & Blueberry และการกลับมาอีกครั้งของ Yuzu & Lemon

Häagen-Dazs x Pierre Hermé Paris ไอศกรีมรสใหม่ Vanilla & Blueberry และการกลับมาอีกครั้งของ Yuzu & Lemon

Oh La La! ความโรแมนติกเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง… เมื่อ “ฮาเก้น-ดาส” (Häagen-Dazs) แบรนด์ผู้ผลิตไอศกรีมพรีเมี่ยมระดับโลก และ “ปิแอร์ แอร์เม่” (Pierre Hermé) เชฟขนมอบที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น Picasso of Pastry ได้ร่วมกันนำเสนอเอกลักษณ์และมนต์เสน่ห์ของ “ฝรั่งเศส” อันน่าหลงใหลกว่าที่เคย ด้วยการเปิดตัวไอศกรีมมาการอง ‘Häagen-Dazs x Pierre Hermé’ รสชาติใหม่ “Vanilla & Blueberry” (วานิลลาและบลูเบอร์รี่) และการกลับมาของรสชาติยอดฮิต “Yuzu & Lemon” (ยูซุและเลม่อน) ที่พร้อมเสิร์ฟแล้ว

ปังไม่หยุดกับเทรนด์ความชิคของ “ฝรั่งเศส” สไตล์ที่กำลังมาแรงแห่งยุค และยิ่งโดนใจสายปาริเชียงชาวไทยมากยิ่งขึ้น เมื่อไอศกรีมคอลเลกชั่น Häagen-Dazs x Pierre Hermé ประกาศการกลับมาอีกครั้ง พร้อมด้วยรสชาติใหม่อย่าง “Vanilla & Blueberry” (วานิลลาและบลูเบอร์รี่) เป็นการนำส่วนผสมที่ลงตัวของไอศกรีมวานิลลาที่กลมกล่อมแบบฉบับของ ฮาเก้น-ดาส เข้ากับบลูเบอร์รี่สดและแบล็คเคอร์แรนท์อันชุ่มฉ่ำ ผสานรสสัมผัสของ ‘ฝามาการอง’ (macaron shells) ขนาดจิ๋วที่มีความกรุบกรอบของ Pierre Hermé macaron สู่การนำเสนอประสบการณ์การลิ้มลองไอศกรีมแบบเหนือระดับที่ไม่ธรรมดาในทุกคำที่ได้ลิ้มรส

นอกจากนั้น ยังสร้างสีสันด้วยการกลับมาของรสชาติสุดคลาสสิก “Yuzu & Lemon” (ยูซุและเลม่อน) ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของปารีส บนความเปรี้ยวอมหวาน ให้ความรู้สึกสดชื่นจี๊ดจ๊าด กับความลงตัวของไอศกรีมรสเลม่อนสุดคลาสสิก ผสานเข้ากับซอสข้นยูซุ (yuzu curd sauce) และเพิ่มรสสัมผัสด้วยฝามาการองสีเหลืองขนาดจิ๋ว ให้รสที่ตัดกันอย่างดีเยี่ยม และแฝงความกลมกล่อมละมุนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Häagen-Dazs ที่เรียกได้ว่า อร่อยเต็มช้อนอย่างแท้จริง

ไอศกรีมมาการองคอลเลกชั่น ‘Häagen-Dazs x Pierre Hermé’ ประกอบด้วย 4 รสชาติที่หลายคนหลงใหล ได้แก่ Strawberry & Raspberry (รสสตรอเบอร์รี่ & ราสเบอร์รี่) Double Chocolate Ganache (รสดับเบิ้ล ช็อกโกแลต กานาช) Yuzu & Lemon” (ยูซุและเลม่อน) และรสชาติใหม่ “Vanilla & Blueberry” (วานิลลาและบลูเบอร์รี่) ทุกรสชาติรังสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดทั้งไอศกรีมและมาการอง เพื่อมอบ ‘Paris in a pint’ ให้กับผู้นักชิมในแบบฝรั่งเศสแท้ๆ

ลิ้มรสความอร่อยล้ำของคอลเลกชั่น Häagen-Dazs x Pierre Hermé 2 รสชาติใหม่ได้ที่ร้าน Häagen-Dazs ทุกสาขาทั่วประเทศ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮาเก้น-ดาส ได้ที่ haagendazs.co.th หรือติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างไม่ตกเทรนด์ได้บน Instagram @haagendazsthailand


Hourglass ออกพาเล็ตต์ลิมิเต็ด Holiday 2024 ดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟทั้ง 3 แบบ จาก Katie Scott

Hourglass ออกพาเล็ตต์ลิมิเต็ด Holiday 2024 ดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟทั้ง 3 แบบ จาก Katie Scott

Hourglass Cosmetics ออกพาเล็ตต์คอลเล็คชันฮอลลิเดย์ Ambient Lighting Edit Unlocked ที่ทุกคนรอคอย พร้อม 3 ดีไซน์ใหม่ ที่ออกแบบโดย Katie Scott ศิลปินจากลอนดอน ที่แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความโชคดี นับเป็นคอลเล็คชันที่สามที่ Hourglass ได้ร่วมงานกับ Katie Scott เพื่อเป็นการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับโครงการสิทธิมนุษยชน (NhRP) ในการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับสัตว์ ตามปณิธานของแบรนด์ที่ไม่ส่งเสริมการทารุณกรรมสัตว์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ทั้งหมดไม่มีการทดลองกับสัตว์ทุกชนิด

พาเล็ตต์ในคอลเลคชั่นนี้จาก Hourglass ออกมาเป็น Ambient Lighting Powder ที่รังสรรค์ เมคอัพลุคเปล่งประกาย พร้อมทั้งสร้างมิติที่หลากหลายบนใบหน้าให้มีเสน่ห์ น่าค้นหา โดยนำเฉดสีใหม่ และเฉดสีที่ขายดีที่สุดมารวมไว้ในพาเล็ตต์เดียวกัน พร้อมการออกแบบลวดลายบนบรรจุภัณฑ์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความเจริญรุ่งเรืองในปีนี้ ประกอบด้วย The Dragon, The Evil Eye และ The Lotus Flower และเป็นครั้งแรกที่นำเฉดสีใหม่มาไว้ในพาเล็ตต์ถึง 5 สี เพื่อความเปล่งประกายในทุกมิติทั้ง ฟินิชชิ่งพาวเดอร์, บลัชออน, บรอนเซอร์ และไฮไลท์เตอร์ สามารถใช้ได้ทั้งแบบแยกแต่ละเฉดสีหรือผสมสีกันเพื่อความเปล่งประกายนุ่มนวล และมีมิติที่หลากหลาย

  • พาเล็ตต์ The Dragon แสดงถึงพลังเหนือธรรมชาติ, ปัญญา และความแข็งแกร่ง ประกอบด้วย ฟินิชิ่งพาวเดอร์ Divine Light, บลัชออน Peach Fusion, Mauve Haze, บรอนเซอร์ Soft Bronze และไฮไลท์เตอร์ Sunlit Strobe Light
  • พาเล็ตต์ The Evil Eye สื่อถึงการปกป้องและสัญชาตญาณ ประกอบด้วยบลัชออน Pink Fusion, Oasis Glow, Vibrant Coral, บรอนเซอร์ Natural Bronze และไฮไลท์เตอร์ Rose Gold Strobe Light
  • พาเล็ตต์ The Lotus Flower สัญลักษณ์ของการเติบโตและความอดทน ประกอบด้วยบลัชออน RED 0, Desert Flush, บรอนเซอร์ Bronze Heat, ไฮไลท์เตอร์ Gilded Strobe Light และ Radiant Rose Strobe Light ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของ Hourglass ได้พัฒนาสูตรของบลัชออน RED 0 ซึ่งอยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร แทนที่สี carmine ซึ่งเป็นวีแกนครั้งแรกในอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2022 นอกจากนี้ RED 0 ยังถูกใช้ในลิปสติก Confession และ Unlocked Satin Crème โดยได้เปิดตัวเป็นผลิตภัณฑ์ Ambient Lighting Blush ในช่วงฤดูกาลฮอลิเดย์ปี 2024 ที่ผ่านมา

พาเล็ตต์ Ambient Lighting Edit Unlocked สามารถจับคู่กับ Veil Travel Powder Brush ได้อย่างสวยงาม ซึ่งมาพร้อมกับแปรงแต่งหน้าลิมิเต็ดเอดิชันที่มีดีไซน์ The Evil Eye และ The Dragon เป็นขนแปรง Taklon สังเคราะห์ คุณภาพสูง ขนนุ่มเป็นพิเศษ และได้รับการรับรองจาก PETA ไม่มีการทดลองหรือผลิตจากสัตว์ แปรงแต่งหน้าออกแบบมาเพื่อเก็บรายละเอียดและกระจายผลิตภัณฑ์เนื้อพาวเดอร์ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ฟินิชเรียบเนียน สามารถนำไปเติมแต่งระหว่างวันได้ตามต้องการ      


เลี่ยงกับดักน้ำตาล

เลี่ยงกับดักน้ำตาล แนะ 3 ช่วงเวลา กินผลไม้อย่างไรในช่วงลดน้ำหนัก

การกินอาหารที่สมดุลเป็นกุญแจสำคัญในการลดน้ำหนักอย่างมีสุขภาพดี ผักและผลไม้อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและมีแคลอรี่ต่ำซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีในช่วงลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม “ปริมาณน้ำตาลในผลไม้” ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบางคนมักหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ แต่ความจริงหากกินผลไม้ถูกเวลา ก็สามารถช่วยลดไขมันและรักษาความงามได้ เพราะผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และมีประโยชน์มากในการรักษาความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว สับปะรด แก้วมังกร กล้วย และผลไม้อื่นๆ อุดมไปด้วยโอลิโกแซ็กคาไรด์และเอนไซม์จากธรรมชาติ ต่อต้านความชรา ส่งผลให้ผิวแลขาวกระจ่างใส

หากต้องการปรับปรุงสภาพผิวด้วยการกินผักและผลไม้ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่ง แต่เนื่องจากผลไม้มีปริมาณน้ำตาลสูงจึงกลายเป็นจุดบอดของการลดน้ำหนัก ฉะนั้น จึงควรกินผลไม้ให้ถูกเวลา เพื่อให้ช่วยทั้งเรื่องผิว และไม่ทำให้น้ำหนักพุ่งไม่รู้ตัว

ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงให้กินในตอนเช้า
ผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ได้แก่ แก้วมังกร กล้วย และมะละกอ ผลไม้เหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินและเส้นใยอาหาร จะช่วยปรับปรุงการเผาผลาญและส่งเสริมสุขภาพของลำไส้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง แนะนำให้กินในตอนเช้าเพื่อเติมพลังงานสำหรับวันนั้น แต่ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะหรือเล็กน้อย

  • แก้วมังกร: อุดมไปด้วยวิตามินซี ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ รักษาความยืดหยุ่นของผิว ช่วยให้ผิวแลดูขาวกระจ่างใสขึ้น
  • กล้วย: อุดมไปด้วยโพแทสเซียม วิตามินบี 6 และไฟเบอร์ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนเพื่อให้ผิวยืดหยุ่นมากขึ้น
  • มะละกอ: วิตามิน A, C และเอนไซม์ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว วิตามินซียังสามารถส่งเสริมการผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

ผลไม้ที่มีปริมาณน้ำและความอิ่มสูงให้เลือกกินช่วงบ่าย
ในช่วงเวลาน้ำชายามบ่าย ให้เลือกผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูงและให้ความรู้สึกอิ่ม อาทิ แอปเปิ้ล มะเขือเทศ แตงโม ฝรั่ง ฯลฯ ล้วนเป็นตัวเลือกที่ดี ผลไม้เหล่านี้อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารเพคติน สามารถบรรเทาของเสียในลำไส้และรักษาสุขภาพของลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะที่เป็นตัวเลือกของว่างที่สดชื่นและดีต่อสุขภาพในช่วงเวลาน้ำชา ยังสามารถใช้เพื่อบำรุงผิวและช่วยให้กระปรี้กระเปร่าและสดชื่นอีกด้วย

  • แอปเปิ้ล: อุดมไปด้วยเส้นใย วิตามินซี และส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสและลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ เส้นใยอาหารเพกตินที่อุดมไปด้วยช่วยส่งเสริมการล้างพิษ
  • มะเขือเทศ: อุดมไปด้วยไลโคปีน วิตามินซี และโพแทสเซียม ไลโคปีนสามารถต้านทานการเกิดออกซิเดชันและต้านทานความเสียหายจากรังสีอัลตราไวโอเลต วิตามินซี ช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวยืดหยุ่นมากขึ้น
  • แตงโม: กักเก็บน้ำและวิตามิน A และ C ไว้ในระดับสูง ซึ่งช่วยซ่อมแซมผิวที่ถูกทำลายและทำให้ผิวบอบบางและเรียบเนียนยิ่งขึ้น
  • ฝรั่ง: อุดมไปด้วยวิตามินซี ไฟเบอร์ และกรดโฟลิก ช่วยซ่อมแซมผิว ใยอาหารส่งเสริมการเผาผลาญ รักษาสุขภาพของลำไส้ และทำให้ผิวแข็งแรง

สำหรับการซ่อมแซมตอนกลางคืน ให้เลือกกินผลไม้ที่อุดมไปด้วยแอนโทไซยานิน
การกินผลไม้ที่อุดมไปด้วยแอนโทไซยานินในเวลากลางคืน เช่น องุ่น ทับทิม และผลเบอร์รี่ ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการซ่อมแซมและการฟื้นฟูเซลล์ในเวลากลางคืน แอนโทไซยานิน ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต และส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ผลไม้ชนิดนี้มีแคลอรี่ต่ำ ดังนั้น ไม่ต้องกลัวความผันผวนของน้ำหนักหากบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะในเวลากลางคืน

  • บลูเบอร์รี่: อุดมไปด้วยวิตามินซี เค ไฟเบอร์ และแอนโทไซยานิน ช่วยต่อต้านการเกิดออกซิเดชัน ลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระต่อผิว ชะลอความแก่และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  • องุ่น: มีวิตามินซี แอนโทไซยานิน และเรสเวอราทรอล ปกป้องการสูญเสียคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย ส่งเสริมการซ่อมแซมผิว และปรับปรุงสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอและความหมองคล้ำ
  • สตรอเบอร์รี่: วิตามินซี แมงกานีส ไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวขาวแลดูกระจ่างใส ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน ลดความหมองคล้ำและการเกิดจุดด่างดำ
  • มัลเบอร์รี่: อุดมไปด้วยวิตามินซี ธาตุเหล็ก แอนโทไซยานิน และไฟเบอร์ ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต เพิ่มความเงางาม และลดการสร้างเม็ดสีผิว
  • ทับทิม: วิตามินซี วิตามินเค โพแทสเซียม แอนโทไซยานิน ส่งเสริมการต่ออายุเซลล์ ปรับสีผิวให้แลดูกระจ่างใส ลดการอักเสบและผิวแห้ง

Photo: Pexels


Creative เปิดตัวโซลูชันเสียงล้ำสมัยสำหรับตลาดประเทศไทย

Creative (ครีเอทีฟ) ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำการคิดค้นนวัตกรรมด้านเสียง เดินหน้าปฏิวัติวิธีมอบประสบการณ์เสียงต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 1981 จากสินค้ากลุ่มซาวด์การ์ดสำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นแรกไปจนเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลรุ่นฮิตอย่าง Creative Nomad และ Zen รวมถึงเทคโนโลยี Super X-Fi ที่ให้เสียงสมจริงสำหรับโฮมเธียเตอร์ ล่าสุดจัดงานเปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ CREATIVE ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้ใช้ทุกกลุ่มทั้งกลุ่มออดิโอไฟล์ที่ใส่ใจในคุณภาพเสียง รวมถึงผู้ใช้งานที่ต้องการยกระดับการฟังเพลงในชีวิตประจำวันและเหล่าเกมเมอร์

นายบ็อบบี้ ซีห์ (Bobby Seah) ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคอาเซียน-ครีเอทีฟ เทคโนโลยี ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ความบันเทิงดิจิทัลภายใต้แบรนด์ CREATIVE กล่าวว่า วันนี้เราได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ CREATIVE ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านเสียงขั้นสูงล่าสุดที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้หลากหลายกลุ่มทั้งกลุ่มออดิโอไฟล์ที่ใส่ใจในคุณภาพเสียง รวมถึงผู้ใช้งานที่ต้องการยกระดับการฟังเพลงในชีวิตประจำวัน โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก Creative ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ มีดังนี้

1. Sound Blaster G8 ซาวด์บาร์ที่ควบคุมเสียงและสร้างประสบการณ์เพื่อเกมเมอร์และสตรีมเมอร์โดยเฉพาะ

2. Sound Blaster Katana V2 ซาวด์บาร์ขนาดกะทัดรัดเพรียวบางให้เสียงทรงพลัง

3. Pebble X Plus ลำโพงมินิมอลในตระกูล PEBBLE

4. Creative Aurvana Ace 2 หูฟังไร้สาย True Wireless ที่โดดเด่นหรูหรามีคลาสพร้อมฟังก์ชันและฟีเจอร์ครบครัน

ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นและความสำคัญในการทำตลาดในประเทศไทยของบริษัทฯมากยิ่งขึ้น โดยมีบริษัท ทีเอเจ แอสโซซิเอชั่น จำกัด เป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Creative และ Sound Blaster ในประเทศไทย ซึ่งมีตัวแทนจำหน่ายและช่องทางการจำหน่ายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า

ทางด้าน นายบุญชัย ธนาสว่างกุล ฝ่ายการตลาด บริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด (ประเทศไทย) CREATIVE กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในวันนี้ นับเป็นการกลับมาบุกทำตลาดไทยภายใต้แบรนด์ CREATIVE โดยมีไฮไลท์สำคัญอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึงต้นปี 2025 ทั้งนี้ทาง Creative ยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ทางด้าน audio ที่ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นและเข้าถึงได้ รวมทั้งแคมเปญส่งเสริมการขายในทุกๆ เดือน สามารถอัพเดทข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ค www.facebook.com/Creative.SoundBlaster.Thailand สำหรับ 4 ผลิตภัณฑ์เรือธงที่เปิดตัวมีดังนี้

Sound Blaster G8

ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์และสตรีมเมอร์ โดยมอบการควบคุมประสบการณ์เสียงที่เหนือกว่าด้วยการเล่นเสียงความละเอียดสูงพิเศษ (ultra high-resolution playback) ระบบอินพุตเสียง USB คู่ (dual USB audio input) และ GameVoice Mix จึงมอบเสียงที่ชัดใสและปรับแต่งได้เหมาะทั้งการเล่นเกมและการรับประสบการณ์ความบันเทิงที่เต็มอิ่ม

Sound Blaster Katana V2

เป็นซาวด์บาร์ขนาดกะทัดรัดเพรียวบางที่สร้างเสียงทรงพลังและดังก้องไปทั่วห้องเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่นเกม ชมภาพยนตร์ หรือฟังเพลง โดยผสมผสานเสียงความละเอียดสูงเข้ากับเสียงเบสหนักแน่น เพื่อสร้างประสบการณ์สมจริงแบบภาพยนตร์ ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในการออกแบบที่ประหยัดพื้นที่เป็นพิเศษ

Pebble X Plus

เป็นลำโพงเดสก์ท็อปขนาดกะทัดรัดและมีสไตล์ที่ลงตัวสำหรับใช้ในบ้านหรือพื้นที่ทำงาน แม้จะมีขนาดย่อมแต่เสียงที่ได้นั้นน่าประทับใจและดังทั่วห้องด้วยการเชื่อมต่อ USB-C และส่วนควบคุมระดับเสียงที่ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน จึงถือเป็นโซลูชันเสียงที่ทรงพลังและสะดวกสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน  

Aurvana Ace 2

หูฟังไร้สาย Aurvana Ace 2 ออกแบบมาเพื่อนำเสนอสุดยอดคุณภาพเสียง ขณะเดินทางหูฟังไร้สายรุ่นนี้มีไดรเวอร์ MEMS ที่ให้เสียงที่ชัดใสและเบสหนักแน่น อีกทั้งยังมีระบบตัดเสียงรบกวนและแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน เหมาะสำหรับการฟังเพลงพ็อดคาสต์หรือคุยโทรศัพท์ได้จากทุกที่ที่เดินทางไป

ทั้งนี้กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของ Creative ที่จะส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยและคุณภาพเสียงที่เหนือกว่า ช่วยให้ผู้ใช้ในประเทศไทยได้รับประสบการณ์เสียงที่ดีขึ้น

ทางด้าน นายดิเรก ชัว ผู้อำนวยการ บริษัท ทีเอเจ แอสโซซิเอชั่น จำกัด เป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Creative และ Sound Blaster ในประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในนามตัวแทนบริษัทฯผมมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี ซึ่งผมและทีมงานมีความมุ่งมั่นในการผลักดันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Creative ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงธุรกิจในระดับองค์กรและภาครัฐ ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านการขายมากกว่า 20 ปี