เรื่องเล่าแห่งความรักสุดงดงามของ ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9 – สมเด็จพระพันปีหลวง’

ดังเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของพสกนิกรไทยทุกคนว่า พระราชปฏิพัทธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นความรักที่งดงามและยิ่งใหญ่ ทั้งสองพระองค์ทรงอยู่เคียงข้าง คอยดูแลกันในทุกๆ เรื่อง และทรงงานเพื่อประชาชนประสานกันมาตลอดรัชสมัย ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รับสั่งไว้ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันก็จะสร้างป่า”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประทับเคียงข้างมาตลอดรัชสมัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของพระชนม์ชีพ ทั้งยามสุขยามทุกข์ และในยามที่ทรงพระประชวร อย่างเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานสัมภาษณ์แก่นักข่าวหญิงจากสโมสรนักข่าวหญิงแห่งประเทศไทย จำนวน 29 คน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2523

“…ต้องดูแล เพราะว่าบางครั้งท่านเพลินกับงาน กว่าจะออกมาเสวยก็ช้า ต้องคอยเคาะประตูคอยเข้าไปเฝ้าฯ แล้วก็เวลาหลังจากที่ประชวรเป็นปอดบวมเลยคอยห่วง ตอนนี้ท่านก็ย่างพระชนม์มากขึ้นยิ่งทำงานหนักใหญ่

“เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวประชวร (ต้น พ.ศ. 2518) ตอนนั้นหมอที่รักษาร้องไห้ พี่ชายฉัน (นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร) ก็เป็นหมออยู่ด้วย หน้าเขียวไม่นอนทั้งคืน เขาบอกว่ารู้สึกว่าเรากำลังจะเสียท่านไป เพราะว่าหมอให้ยาเท่าไรๆ ไข้ไม่ลงเลย ท่านแบบคล้ายๆ เพ้อๆ คือปอดทั้งสองข้างนี่บวม แล้วสุดปรอทอยู่ได้ตั้งเกือบ 10 วัน จนหมอบอกว่านี่ถ้าเป็นคนหัวใจไม่ดีก็หัวใจวายแล้ว สมเด็จพระศรีฯ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ท่านไปดูเองเลย…”

ในเรื่องของความห่วงใยดูแลซึ่งกันและกัน ทั้งสองพระองค์ทรงมีให้กันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พระองค์ก็ทรงให้ความสำคัญและใส่พระราชหฤทัย ดังความตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของพลเอก นายแพทย์ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา อดีตแพทย์ที่มีโอกาสถวายงานและตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เล่าว่า

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นห่วงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังครั้งหนึ่งที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ปกติทั้งสองพระองค์จะออกพระกำลังด้วยวิธีทรงพระดำเนินขึ้น-ลงพระตำหนัก ประมาณ 35 นาที แต่มีวันหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯไปทรงงานข้างนอก ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่ได้ตามเสด็จด้วยและจะทรงออกพระกำลังเหมือนเช่นทุกวัน

“ครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 มีรับสั่งกับผมว่า ‘วันนี้สมเด็จฯไม่เสด็จฯด้วยและจะทรงออกกำลังตามปกติ ให้หมอเดินนำหน้า เข้าใจไหม เพราะถ้าสมเด็จฯเดินเร็วจะทำให้เหนื่อย ให้หมอเดินนำ แต่อย่าเร็วเกินไป’

“หลังจากนั้นพอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จลงจากพระตำหนัก ผมก็ทรุดตัวลงกราบพระบาทแล้วเดินนำหน้าพระองค์ คนที่ไม่รู้พอเห็นก็สงสัยว่าทำไมผมถึงทำแบบนั้น แต่ภายหลังรู้ว่าเป็นพระบรมราชโองการจึงเข้าใจ

“กระทั่งช่วงหลังปี พ.ศ. 2525 ด้วยปัจจัยเรื่องพระพลานามัยส่งผลให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯไปทรงงานที่ต่างจังหวัดน้อยลง เช่น หมายกำหนดการอยู่ที่ 10 วัน แต่พระองค์อาจทรงงานแค่ 7 วันแล้วเสด็จฯกลับพระนคร ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงงานและเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการต่างๆ แทนพระองค์

“ในเรื่องนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล่าพระราชทานแก่ผมว่า พอทรงงานเสร็จทุกคนกลับมาพักผ่อนและเข้านอน แต่พระองค์ท่านจะทรงโทรศัพท์ถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อกราบบังคมทูลว่า โครงการต่างๆ ดำเนินการเป็นอย่างไร ถ้างานมีความก้าวหน้า พระองค์ท่านจะพอพระราชหฤทัยมาก ผมฟังก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะเวลาตามเสด็จต่างจังหวัดกว่าจะกลับถึงพระตำหนักก็มืดค่ำ ทุกคนเหนื่อยกันถ้วนหน้า แต่ยังมีเจ้านายสองพระองค์ที่ยังทรงงานเพื่อประชาชนคนไทยต่อจนถึงดึกดื่น”

ตลอดรัชสมัย พสกนิกรไทยต่างยังจดจำภาพของทั้งสองพระองค์ที่เสด็จฯออกไปทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ แม้จะเป็นท้องที่ทุรกันดารที่ยากลำบากเพียงใด แต่ทั้งสองพระองค์ก็ประทับเคียงข้างกันไปในทุกที่ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่ดีกินดีของราษฎรที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร


 

ติดตามอ่านเรื่องราวพิเศษของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 มหาราชผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวไทยฉบับสมบูรณ์ได้ในนิตยสารแพรวฉบับพิเศษ “ตุลามหาราช” สามารถหาซื้อได้ที่ ร้านหนังสือนายอินทร์ ทั่วประเทศ

วันแม่แห่งชาติ

ย้อนรอยจุดเปลี่ยนสำคัญ วันแม่แห่งชาติ  จาก ๑๕ เมษายน สู่ ๑๒ สิงหาคม

วันแม่แห่งชาติ ของประเทศไทย ที่กำหนดให้ตรงกับ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี ถือเป็นวันรวมใจของคนไทยทั้งชาติเพื่อรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของแม่ผู้ให้กำเนิด และเทิดพระเกียรติ ในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” แต่ความจริงแล้ว วันที่ ๑๒ สิงหาคม ไม่ใช่วันแรกที่ถูกกำหนดให้เป็นวันแม่แห่งชาติ

วันแม่แห่งชาติ

จุดเริ่มต้นที่ไม่ยั่งยืน “วันแม่แห่งชาติ”

ความพยายามในการกำหนดวันเพื่อยกย่องแม่ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ คณะรัฐมนตรีได้มีมติประกาศรับรองให้กำหนด วันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของ “แม่” แต่ทว่าการจัดงานในวันที่ ๑๕ เมษายน ไม่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องและขาดความสนใจจากสาธารณะเท่าที่ควร เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว ตรงกับเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาวในฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่มีภารกิจเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือพักผ่อน ทำให้กิจกรรมรำลึกถึงแม่ไม่ได้รับการเน้นย้ำในฐานะวาระสำคัญของสังคม

จุดเปลี่ยนแห่งประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการกำหนดวันแม่แห่งชาติขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายลึกซึ้งในระดับชาติอย่างแท้จริง นั่นทำให้คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับเปลี่ยนและประกาศให้ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็น วันแม่แห่งชาติ เพราะตรงกับ วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักยิ่ง และได้รับการยกย่องในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนวันหยุด แต่เป็นการผสานคุณค่าทางวัฒนธรรมและความจงรักภักดีเข้าด้วยกัน ทำให้วันแม่แห่งชาติกลายเป็นวาระที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงในความรู้สึกของคนไทย

พระราชกรณียกิจเพื่อ “แม่และสตรีไทย”

การกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีความหมายลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของ “แม่” ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ สตรีและแม่ในชนบท ผ่านการก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มและสนับสนุนการสร้างอาชีพเสริมให้แก่สตรีในชนบท โดยเฉพาะการฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น ผ้าไหม มัดหมี่ ทำให้แม่บ้านมีรายได้เสริมในช่วงว่างจากการเกษตร และสามารถดูแลบุตรหลานได้อย่างมั่นคง

วันแม่แห่งชาติ

สัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์

เพื่อเสริมความหมายอันบริสุทธิ์ของความรัก การกำหนดให้ ดอกมะลิ เป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ก็ยังคงอยู่ ดอกมะลิมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมชื่นใจ และออกดอกได้ตลอดปี เปรียบได้กับ ความรักอันบริสุทธิ์และมั่นคง ของแม่ที่มีต่อลูกไม่เสื่อมคลาย

การเปลี่ยนวันแม่แห่งชาติจาก ๑๕ เมษายน มาเป็น ๑๒ สิงหาคม ถือเป็นการผสานความกตัญญูของลูกต่อแม่เข้ากับความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้วันนี้เป็นวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมายที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทยอย่างแท้จริง

ฉลองพระองค์

ฉลองพระองค์ สุดเรียบง่ายที่ไม่ค่อยได้เห็นนักของ สมเด็จพระพันปีหลวง

ยลโฉม ฉลองพระองค์ สุดเรียบง่ายที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นนักของ ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

แม่แห่งแผ่นดินสยาม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นต้นแบบให้หญิงไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะ ฉลองพระองค์ ที่โดดเด่น ทำให้ดีไซเนอร์ไทย รวมถึงแบรนด์ไทยหลากหลายแบรนด์ยกให้พระองค์ทรงเป็นต้นแบบในเรื่องของแฟชั่น เพราะทรงเลือกฉลองพระองค์ได้เข้ากับโอกาส เหมาะสมกับสถานที่นั้นๆได้อย่างดีทุกครั้ง ไม่ว่าจะเสด็จฯไปที่ใดก็ตาม

ส่วนมากเราจะเห็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ที่เป็นทางการ เรียบหรู ในการเสด็จฯออกงานสำคัญต่างๆ ซึ่งทรงพระสิริโฉมอย่างยิ่ง จึงไม่คุ้นตากับพระองค์ในฉลองพระองค์แบบผ่อนคลายสักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก

วันนี้ แพรวดอทคอม จึงขอนำฉลองพระองค์ที่แปลกตาจากทุกครั้งที่เราชาวไทยเคยได้ชมกันมานำเสนอ ซึ่งเป็นฉลองพระองค์ที่สุดแสนจะเรียบง่าย แต่ทรงพระสิริโฉมงดงามเป็นอย่างยิ่ง

ฉลองพระองค์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์เชิ้ตลายดอกไม้สีม่วง พระสนับเพลายีนส์ และทรงสวมรัดพระองค์ ซึ่งเป็นฉลองพระองค์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่พระองค์ก็ทรงพระสิริโฉมอย่างมาก

อีกหนึ่งฉลองพระองค์ที่ทรงดูเป็นกันเอง ด้วยฉลองพระองค์แบบสบายๆ กับพระสนับเพลาสีดำเนื้อผ้าเบา ฉลองพระบาทแบบง่ายๆ ช่างเป็นฉลองพระองค์ที่เรียบง่ายและทรงพระสิริโฉมจริงๆ

ไม่ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงฉลองพระองค์แบบไหน ก็ทรงมีพระสิริโฉมงดงามเสมอ แม้จะเป็นฉลองพระองค์แบบสบายๆ ก็ตาม


เรื่อง : Hana_แพรวดอทคอม (ฮานะ)

ภาพ : IG@chantanaratn , Twitter@TomangMo , sugarcane

10 พระราชดำรัสแฝงธรรมทรงค่า ใน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ขอถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แพรว ขออัญเชิญ 10 พระราชดำรัสแฝงธรรมที่พระองค์ทรงเคยมีรับสั่งในโอกาสต่างๆ เพื่อให้ลูกหลานไทยน้อมใส่เกล้าใส่กระหม่อม ใช้เป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต และจะได้เป็น ‘คนดี’ สมดังความมุ่งพระราชหฤทัยของพระองค์

“…ความเจริญทางด้านวัตถุ ทำให้โลกของเรามีความก้าวหน้าและสะดวกสบายขึ้นอย่างยิ่ง จึงต้องนับว่าความเจริญทางวัตถุนี้เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากสำหรับชีวิต แต่ชีวิตของเรายังต้องการความเจริญอย่างอื่นด้วย คือความเจริญด้านจิตใจ ซึ่งสำคัญและจำเป็นไม่น้อยไปกว่าความเจริญทางวัตถุเลย…”

“…มนุษย์เรานี้ควรจะมีการให้ต่อกันบ้าง อย่างน้อยก็เวลาสดับตรับฟังความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่จะงกๆ เงิ่นๆ ละโมบแต่หาความสุข กอบโกยหาโชคลาภสู่ตนเองโดยไม่นึกถึงผู้อื่น เมื่อเราไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว เราจะมีความสุขได้อย่างไร โลกนี้ก็จะมีแต่ความแห้งแล้ง ไร้น้ำใจ จิตใจของคนก็จะพลอยโหดเหี้ยมไปด้วยความเห็นแก่ตัว และจะขาดความสงบสุขในที่สุด…”

“….ในการรวมตัวกันเพื่อทำงานต่างๆ นั้นย่อมจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง แต่ปัญหาใดๆ ก็ย่อมขจัดเสียได้โดยอาศัยความสามัคคีเป็นคุณธรรมที่จะร้อยรัดให้ทุกคนเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอเพียงให้แต่ละคนไม่ยึดถือ “อัตตา” คือ ตัวตนของผู้หนึ่งผู้ใดเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น…”
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ“…ศาสนาทุกศาสนามุ่งสอนให้คนประพฤติดี ให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ศาสนาเป็นที่พึ่งตลอดไปของมนุษย์ ทั้งในยามสุขและในยามทุกข์ ช่วยเตือนสติเราไม่ให้ประมาทหลงระเริงในยามยินดีมีความสุข ช่วยเราไม่ให้หมดสติ รู้สึกเคว้งคว้างในยามมีทุกข์…”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ“…บุคคลแม้จะเป็นผู้ที่ขาดความมั่นคงทางวัตถุ แต่ร่ำรวยยิ่งในด้านคุณธรรม มีความรักและห่วงใยในเพื่อนมนุษย์ จึงนับว่าเป็นผู้ที่พระพุทธศาสนายกย่องแล้วว่าเจริญแท้…”

 

“…ชุมชนใดที่มนุษย์รู้จักแผ่เมตตาต่อกัน ชุมชนนั้นเป็นแหล่งที่เจริญ ถ้าราษฎรของชาติมุ่งประกอบกรรมดี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รู้จักรับผิดชอบในสังคมใหญ่ ก็นับได้ว่า ชาตินั้นเจริญแล้ว และจะก้าวหน้าสืบไป สันติภาพอันแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์เรามีความอิ่มทางจิตใจจากการสร้างแต่ความดี…”

“…ในโลกปัจจุบัน เราจะมีความสุขแต่ลำพังโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีความเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวม ย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่นและพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่น ตามกำลังและโอกาสเสมอ…”

 

“…ปัญญา เปรียบเสมือนแก้วอันมีค่าประจำตัวมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัญญาเกิดได้จากการฟังครูสอน ได้อ่านประกอบ แล้วนำมาคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนตามคำพระท่านว่า ปัญญาย่อมเกิดเพราะการฝึกฝน ผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว จะทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ก็โดยใช้ปัญญาเพ่งพิจารณาว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นภัยแก่ตนเองและแก่สังคม…”

“…คนเรานี่ถ้าเผื่อรักษาจิตที่มุ่งมั่นที่จะดำรงความกตัญญูกตเวทีต่อชาติบ้านเมือง ต่อแผ่นดิน นั่นแหละเป็นของดี เป็นของยั่งยืนนาน แม้ร่างกายจะชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ความปรารถนาดีที่มีต่อคนส่วนรวมและต่อประเทศชาตินั้นจะดำรงอยู่…”

“…เรื่องที่น่าคิดอยู่ไม่น้อยว่า เหตุใดเมืองไทยของเราจึงรอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง อาจกล้าตอบได้ว่าเพราะในบ้านเมืองของเรายังมีคนดี ที่สร้างสมความดีอยู่เป็นจำนวนมาก หมายความว่าคนไทยทั้งชาติ ยังนิยมที่จะประกอบกุศลกรรมความดี บารมีของคนดีเหล่านั้นจึงยังสนับสนุนให้ผืนแผ่นดินนี้ เป็นดินแดนสงบร่มเย็นอยู่ได้…”


ที่มาข้อมูล : www.dhammajak.net

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ยลโฉม 7 เครื่องประดับ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ’ ทรงสวมใส่เหมือนกัน

ยลโฉมฉลองพระองค์สุดเรียบง่ายที่ไม่ค่อยได้เห็นนักของ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ยลโฉม 6 มงกุฎอันทรงคุณค่า งดงามสมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เรื่องเล่าคนในวัง รู้ไหมว่า 18 ปีที่แล้ว 'สมเด็จพระพันปีหลวง' ทรงทำสิ่งนี้ให้กับคนไทย

เรื่องเล่าคนในวัง รู้ไหมว่า 23 ปีที่แล้ว ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ทรงทำสิ่งนี้ให้กับคนไทย

เรื่องเล่าคนในวัง รู้ไหมว่า 23 ปีที่แล้ว ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ทรงทำสิ่งนี้ให้กับคนไทย

จากการทำงานอย่างใกล้ชิดของบรรดาข้าราชการที่ถวายงานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมีหลากหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ในวันนี้ได้กลายเป็นความสำเร็จที่พระองค์ทรงสร้างไว้ให้กับคนไทย

ความสุขไม่ได้เกิดจากการที่มีเงินทองมากมาย แต่จะเกิดขึ้นได้เมื่อมนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายใจไม่ลำบาก มีอาชีพ มีรายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวอย่างพอเพียง และนี่ก็เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยราษฎรมาโดยตลอด โครงการตามพระราชดำริฯ ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งขึ้น จึงเกิดทั่วทุกภาคของประเทศมานานหลายสิบปี และเมื่อ 23 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดำริอีกครั้ง จากความห่วงใยที่พระองค์มีต่อสถานการณ์ชายแดนบริเวณดอยดำ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2545 ซึ่งทางดร.จรัลธาดา กรรณสูต ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ ได้เล่าถึงเรื่องนี้ให้ฟังว่า

“พระองค์มีความห่วงใยในราษฎรมาก ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2545 ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพื้นที่ ณ จุดสูงสุดของยอดดอยดำ ต.เมืองแหง อ.เวียงแห จ.เชียงใหม่ เนื่องจากห่วงใยในสถานการณ์ชายแดนบริเวณดอยดำ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” ครอบคลุมพื้นที่ 161,850 ไร่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งการสร้างรายได้ทางการเกษตร เพาะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ พระองค์ทรงรับสั่งต่อคณะผู้ติดตามว่า ให้หาปลาที่เลี้ยงได้ดีในที่มีอากาศหนาว รับประทานอร่อยมาให้ชาวบ้าน จากนั้นพระองค์ทรงรับสั่งถามผมว่า ‘เราจะทดลองเลี้ยงปลาน้ำเย็นที่นำมาจากต่างประเทศดีไหม เลี้ยงได้ไหม จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมไหม’

โครงการตามพระราชดำริ
ปลาเทราต์ที่ได้จากการเพาะพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปลาจากต่างประเทศชนิดแรกที่นำเข้ามาทดลองเพาะพันธุ์จนสำเร็จ

“เวลานั้นคณะทำงานจึงได้ศึกษาและดำเนินการตามพระราชดำริ โดยครั้งแรกได้นำปลาเรนโบว์เทราต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศแคนาดามาทดลองเลี้ยงที่นี่ก่อน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2550 ได้มีพระราชดำริให้ศึกษาพันธุ์ปลาต่างประเทศชนิดอื่นมาเพาะเลี้ยงเพิ่มเติม ซึ่งทางรัฐบาลรัสเซียก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวายไข่ปลาไซบีเรียน สเตอร์เจียน จึงพระราชทานให้กรมประมงนำไข่มาฟักที่โรงเพาะฟักบนดอยอินทนนท์ และนำไปทดลองเลี้ยงที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยดำ ซึ่งด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ทำให้ในวันนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลาสเตอร์เจียนได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในแถบอาเซียน

โครงการตามพระราชดำริ
เนื้อปลาสเตอร์เจียน

“หลังจากที่ใช้เวลาเพาะเลี้ยงกว่า 8 ปี ซึ่งผลผลิตที่สำคัญนอกจากได้เนื้อปลาสเตอร์เจียนที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยแล้ว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นที่ต้องการของตลาดแล้ววัตถุดิบสุดล้ำค่าอย่าง “คาเวียร์” จากปลาสเตอร์เจียน ซึ่งเป็นของราคาแพงและมีชื่อเสียงระดับโลก เราก็สามารถผลิตได้ในประเทศแล้วเช่นกัน

โครงการตามพระราชดำริ
เมนูจากเนื้อปลาสเตอร์เจียน ที่ใช้เวลาเพาะพันธุ์ถึง 8 ปี จนสามารถนำมาทำอาหารได้ เมนูนี้มีชื่อว่า Baked Sturgeon Fillet, Mediterranean Style Vegetable and Saffron Beurre Blance

“ทางคณะทำงานเมื่อครั้งที่ทราบว่าเราสามารถผลิตคาเวียร์เองได้แล้ว ก็ได้นำไปถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสวย ทั้งสองพระองค์ทรงรับสั่งว่ารสชาติดีแล้ว เหมือนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ”

โครงการตามพระราชดำริ
คาเวียร์ที่ได้จากการเพาะพันธุ์ปลาสเตอร์เจียนในประเทศ

โครงการตามพระราชดำริ
คาเวียร์ที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้แล้ว ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูรสชาติล้ำเลิศที่ชื่อว่า Caviar Malossol,Fresh Sea Urchin,Yuzu Cream

นอกจากปลาเทราต์ ปลาสเตอร์เจียน และคาเวียร์ ที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองจากการริเริ่มของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อ 23 ปีก่อนแล้ว อีกหนึ่งโครงการที่สำคัญคือ โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่ง ดร.สมชาย ธรณิศร ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการฯได้เล่าให้ฟังว่า

โครงการตามพระราชดำริ
เนื้อห่านหัวสิงห์

“เมื่อปี 2551 ประเทศจีนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายไข่ห่านหัวสิงห์ จำนวน 100 ฟอง เพื่อทรงใช้ในโครงการตามพระราชดำริ พระราชทานให้กรมปศุสัตว์นำไปฟักไข่ และทดลองเลี้ยงในโครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านยางกลาง จ.อ่างทอง จนสามารถเพาะพันธุ์เองได้ และเจริญเติบโตได้ในทุกภาคของประเทศ อีกทั้งยังเป็นห่านพันธุ์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก และนำมาประกอบอาหารได้ทั้งแบบตะวันตกและตะวันออกอีกด้วย”

โครงการตามพระราชดำริ
ดอกเกลือ ผลผลิตจากโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ที่จ.เพชรบุรี

ต่อจากนั้นผู้ถวายงานยังได้เล่าอีกว่า เคยมีบุคคลท่านหนึ่งถวายที่ดินติดทะเลกับพระองค์ พระองค์ก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่กลับสร้างพื้นที่นั้นให้เป็นโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรทางทะเลที่ถูกต้องไม่ทำลายสภาพแวดล้อมแก่ชาวบ้าน ลดปัญหาการตัดป่าชายเลน จึงได้จัดทำฟาร์มแบบ Zero Waste ซึ่งที่นี่ก็สามารถสร้างผลผลิตที่มีมูลค่า สร้างรายได้ให้กับราษฎรมากมาย โดยเฉพาะการทำนาเกลือ ที่สามารถผลิตดอกเกลือ วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการปรุงอาหารชั้นเลิศซึ่งมีราคาสูง

โครงการตามพระราชดำริ
ผักสดปลอดสารพิษมากมาย ผลผลิตจากโครงการตามพระราชดำริสถานีพัฒนาการการเกษตรที่สูง

นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้เป็นไรน้ำเค็ม ที่สามารถขายเป็นอาหารของสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ รวมถึงผงเกลือสำหรับใส่ในตู้เลี้ยงปลาทะเลเพื่อปรับสภาพน้ำให้เหมือนน้ำทะเลจากธรรมชาติ ปัจจุบันนี้ทุกโครงการตามพระราชดำริที่พระองค์ทรงริเริ่มให้พัฒนาขึ้น สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับราษฎรเป็นอย่างดี และเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่วัตถุดิบหลายชนิดจากต่างประเทศที่เคยนำเข้ามาในราคาสูง เราสามารถผลิตขายเอง และมีทานในประเทศได้แล้ว และนี่ก็คือพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยมาโดยตลอด ขอพระองค์ทรงพระเจริญ


ภาพ : มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
เรื่อง : sriploi

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เผยมุมกล้าหาญ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ผ่านนางสนองพระโอษฐ์ผู้ถวายงานใกล้ชิดมานาน

https://praew.com/luxury/royal-update/132813.html

ยลโฉม 6 มงกุฎอันทรงคุณค่า งดงามสมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ซาบซึ้งไม่เสื่อมคลาย "ชายรักแม่สุดหัวใจ" บทพระราชนิพนธ์ของ "ในหลวง ร.10"

ซาบซึ้งไม่เสื่อมคลาย “ชายรักแม่สุดหัวใจ” บทพระราชนิพนธ์ของ “ในหลวง ร.10”

เปิดบทพระราชนิพนธ์สุดซาบซึ้ง “ชายรักแม่สุดหัวใจ” ของ “ในหลวง ร.10” ทรงถ่ายทอดความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ แพรว ขอถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการอัญเชิญบทพระราชนิพนธ์สุดซาบซึ้งของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จแม่ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ. 2515

โดย ณ ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 20 พรรษา และทรงกำลังศึกษาวิชาการทหาร ณ โรงเรียนนายร้อยดันทรูน เครือรัฐออสเตรเลีย

“วันเฉลิม สมเด็จแม่ ได้แต่คิด
ขอน้อมจิต รำลึกถึง คะนึงหา
พระคุณแม่ มากล้น เหลือคณนา
ลูกเกิดมา โชคดี มีแม่งาม

ไปเมืองไหน ถูกถาม ถึงนามแม่
ว่าสวยแท้ ราชินี แห่งสยาม
ควีนสิริกิติ์ จำขึ้นใจ ในพระนาม
ชมว่างาม เพริศพริ้ง ยอดหญิงไทย

แม่รักชาย ห่วงชาย ชายก็รู้
ชายจะสู้ สุดชีวา อย่าสงสัย
จะทำตัว ให้สม แม่วางใจ
จะรักไทย กู้ศักดิ์ศรี จักรีวงศ์

จะรักหญิง ที่เขา เข้าใจแม่
จะแน่วแน่ พุทธศาสน์ ถือพระสงฆ์
การสวดมนต์ ไหว้พระ จะดำรง
จะมั่นคง รักชาวไทย ไม่เสื่อมคลาย

ขอถวาย สมเด็จแม่ เพียงแค่นี้
จงโชคดี มีสุข ทุกข์จากหาย
อย่าคิดมาก ทำพระทัย ให้สบาย
เรื่องลูกชาย แม่อย่าเศร้า เขารักดี

ชายขอกราบ ลงที่ตัก พร้อมรักแท้
ชายรักแม่ สุดหัวใจ ชายไม่หนี
ชายจะเป็น กำลังใจ ป้องไพรี
มอบชีวี และเลือดเนื้อ เพื่อแม่เอย”


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องเล่าจากพระราชโอรส-ธิดาถึง “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระผู้ทรงเป็นแม่และครู

10 พระราชดำรัสแฝงธรรมทรงค่า ใน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เผยมุมกล้าหาญ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ผ่านนางสนองพระโอษฐ์ผู้ถวายงานใกล้ชิดมานาน

เรื่องเล่าจากพระราชโอรส-ธิดาถึง “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระผู้ทรงเป็นแม่และครู

นับเป็นเวลาเนิ่นนานแล้วที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน มิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย อีกทั้งในขณะเดียวกันก็ทรงเป็นแม่ผู้ประเสริฐของพระราชโอรส-ธิดา แม้จะทรงดูแลพระราชภาระทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน แต่พระองค์ก็ทรงทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งที่น่ายกย่องยิ่งไปกว่านั้น คือพระองค์ยังทรงเป็นทั้งแม่และครูของพระราชโอรส-ธิดาอีกด้วย โดยความซาบซึ้งดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดผ่านพระราชโอรส-ธิดา ดังเรื่องเล่าพระราชทานต่อไปนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยเล่าถึงสมเด็จแม่ ซึ่งลงพิมพ์ในนิตยสารดิฉัน ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2530 โดยทรงเล่าว่า เมื่อครั้งที่พระองค์เจริญพระชนม์ราว 8-9 พรรษา ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา เมื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเพียงไร พอเสด็จกลับถึงที่ประทับ สมเด็จแม่ของพระองค์ท่านก็จะมาหาพระราชโอรส-ธิดาก่อน เพื่อไต่ถามลูกๆ ทุกพระองค์ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง และยังทรงรับสั่งเล่าอีกว่า

“เมื่อนึกถึงตอนเด็กๆ จะมีความสุขมาก เมื่อทูลหม่อมพ่อและสมเด็จแม่พาพวกเราไปนั่งรถปิกนิกกันอย่างแฟมิลี่ เมื่อนึกถึงทีไรก็นึกถึงสิ่งที่อบอุ่นเรื่องนี้ตลอดเวลา เมื่อทูลหม่อมพ่อขับรถไป สมเด็จแม่ก็จะเล่าประสบการณ์ที่พระองค์ได้พบเห็นในต่างแดน ทรงเล่าถึงพระองค์เองเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อติดตามท่านพ่อของพระองค์ ซึ่งเสด็จไปเป็นทูตประจำประเทศต่างๆ ในยุโรป ทรงเล่าให้ฟังว่า เมืองอังกฤษมีสนามหญ้าที่เขียวสวยงามเพียงไร ตลอดเวลาที่ลูกๆ ได้ฟังก็ตื่นเต้นกันมาก”

สมเด็จพระราชินี ในรัชกาลที่ 9

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงจำได้ดีตลอดเวลาที่ทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่ของพระองค์มักจะพระราชทานคำสั่งสอนเสมอว่า ความสุขของพระองค์ท่านทั้งสองนั้นจะไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่าการที่ได้ทรงเห็นพระราชโอรส-ธิดามีความผูกพันรักใคร่กัน ช่วยเหลือกัน และเป็นกำลังสำคัญของพระราชวงศ์ในการรับใช้ชาติบ้านเมือง

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระนิพนธ์เรื่อง “แม่” พระราชทานแก่วารสารชุมนุมจุฬาฯ ฉบับเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม 2520 ซึ่งสะท้อนความรู้สึกที่ทรงมีต่อการอบรมสั่งสอนของพระราชชนนี ดังจะขออัญเชิญมาตอนหนึ่งว่า

… ตอนเล็กๆ ท่านสอนให้พับกระดาษ เขียนรูป และทำการฝีมือต่างๆ โดยถือแนวว่าคนเราไม่ควรปล่อยเวลาว่างผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าเรานั่งดูทีวีวันเสาร์อาทิตย์เฉยๆ โดยมือไม้ไม่ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ เป็นโดนกริ้ว

สมเด็จพระราชินี ในรัชกาลที่ 9

ตอนบ่ายๆ ท่านไล่ลงไปวิ่งข้างล่าง เพราะเด็กควรได้อากาศบริสุทธิ์ โตขึ้นท่านจะให้มีหน้าที่ดูแลสนาม ถอนหญ้า แห้วหมู และคอยตัดหญ้ากับต้นข่อยที่ดัดเป็นรูปต่างๆ เป็นการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ พอค่ำลงเราก็ขึ้นมารับประทานอาหาร ตอนอาหารนี้ ถ้าว่างพระราชกิจ สมเด็จแม่มักจะขึ้นมาอยู่ด้วย ประการแรก ท่านจะได้ดูว่ารับประทานสิ่งที่มีคุณค่าทางอาหารพอหรือไม่ ประการที่สอง ดูมารยาทโต๊ะ และประการที่สาม เป็นข้อที่พี่น้องทุกคนรวมทั้งพี่เลี้ยงชอบที่สุด คือ ท่านจะเลือกหนังสือดีๆ สนุกๆ มาเล่าให้ฟัง หนังสือที่ท่านเอามาเล่า บางทีก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ และความรู้รอบตัวอื่นๆ บางครั้งเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ตอนหลังๆ นี้ท่านชอบอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้เราหัดฟังภาษาด้วย นานๆ ทีก็อาจจะมีการถามปัญหาทวนความจำ ถ้าตอบถูกมักมีรางวัลเงินสดหนึ่งบาท เป็นที่ขบขันในครอบครัวว่า หนังสือธรรมดาที่น่าเบื่อที่สุดในโลก พอสมเด็จแม่เล่ามันสนุกตื่นเต้นมีรสชาติขึ้นมาทันที ท่านจะเน้นระบายสี หยิบยกจับความที่น่าสนใจขึ้นมาเล่า…

เมื่อตอนเล็กๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนประถม ท่านสอนภาษาไทยโดยการให้อ่านวรรณคดี เรื่องยืนโรงสามเรื่องคือ พระอภัยมณี อิเหนา และรามเกียรติ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา ท่านให้ท่องกลอนที่เพราะๆ เช่น ว่าพลางทาง ชมคณานก โผผกจับไม้อึงมี่ ฯลฯ 

คงจะเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาแต่เล็กๆ ทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียนวรรณคดีไทย ชอบแต่งกลอน…

นอกจากจะเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้ว สมเด็จแม่ยังทรงจัดให้ลูกๆ เรียนพิเศษวิชาต่างๆ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งภาษา เลข ดนตรี วาดรูป และแม้ว่าท่านไม่นิยมฟุ่มเฟือย (ข้าวของทุกอย่างต้องใช้อย่างประหยัด) เรื่องการใช้จ่ายในการเล่าเรียน การซื้อหนังสือ ท่านจ่ายไม่อั้น เพราะวิชาความรู้ทำให้เราสามารถทำงานช่วยคนหมู่มาก ช่วยบ้านช่วยเมืองได้ สมบัติใดๆ ย่อมไม่ประเสริฐเท่าการกระทำคุณงามความดีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น…

กล่าวโดยสรุปแล้ว ในระยะหลังๆ แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษ ภาษาไทยกับท่านบ่อยอย่างแต่ก่อน แต่ก็ได้ศึกษาเรียนรู้ทัศนคติอันเป็นแนวทางประพฤติที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมาก ยังเป็นครูที่ดีทีเดียว

สมเด็จพระราชินี ในรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเคยพระราชทานสัมภาษณ์ไว้ว่า พระองค์ประทับพระทัยการเล่านิทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาก เพราะทรงเล่าอย่างสนุกสนาน ด้วยทรงทำพระสุรเสียงและทรงแสดงพระราชอิริยาบถประกอบเป็นท่าทางตามเรื่องที่เล่าด้วย ทำให้ผู้ฟังสนุกสนานเพลิดเพลิน

นับเป็นบุญอันสูงสุดของพสกนิกรชาวไทยที่มีแม่แห่งแผ่นดิน ซึ่งเป็นทั้งแม่และครูที่ประเสริฐของพระราชโอรส-ธิดา ด้วยทรงอบรมสั่งสอนและทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้พระราชโอรส-ธิดาทรงมีพระอุปนิสัยโอบอ้อมอารี ทรงสงเคราะห์ประชาชนอยู่เสมอ และทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาติตราบจนปัจจุบัน


 

ภาพ :  ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย, จักรวรรดิ์ ไพชยนต์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ภายหลังคือพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร (ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร

สำหรับพระนาม “สิริกิติ์” ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร” เรียกโดยลำลองว่า “คุณหญิงสิริส่วนพระราชสวามีจะทรงเรียกว่า “แม่สิริ” เมื่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อายุ 2 ปี ขณะที่พี่เลี้ยงอุ้มอยู่นั้นก็มีแขกเลี้ยงวัวเข้ามาทำนายทายทัก ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะมีบุญวาสนาได้เป็นราชินีในอนาคต

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งทำให้การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย ในพุทธศักราช ๒๔๘๓ จึงย้ายไปเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ถนนสามเสน หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนเปียโนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ และในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง 

กลางพุทธศักราช ๒๔๘๙ นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วย ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนเปียโน ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน พุทธศักราช ๒๔๙๐ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ทรงย้ายไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

พุทธศักราช ๒๔๙๑ ขณะที่หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวอยู่ในปารีส ได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) ซึ่งโปรดเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ จนเป็นที่คุ้นเคยและต้องพระราชอัธยาศัย ต่อมา ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงประสบอุปัทวเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องประทับรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมหลวงบัวพาบุตรี ทั้งสองคือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์และหม่อมราชวงศ์บุษบาเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเยี่ยมพระอาการเป็นประจำ จนพระอาการประชวรทุเลาลงและเสด็จกลับพระตำหนักได้

ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงหายจากอาการประชวรแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนีเป็นพระธำมรงค์หมั้น

ในวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนตร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณี เมื่อพระมหากษัตริย์บรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยัง เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อ จนกระทั่งพระองค์มีพระประสูติกาลทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมีพระชันษาได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์จึงเสด็จนิวัติประเทศไทย ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต 

ต่อมาพระองค์มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีก ๓ พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

ปลายพุทธศักราช ๒๔๙๘ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้ว ได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันมีความหมายว่าทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทยต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป

ต่อมาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีของพระองค์ ตามแบบโบราณราชประเพณีว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“

ชุดไทยพระราชนิยม

ชุดไทยพระราชนิยม มรดกชาติจาก สมเด็จพระพันปีหลวง

เมื่อพูดถึงชุดไทยหลายคนอาจนึกถึงความสง่างามที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ชุดไทยที่เราเห็นในปัจจุบันมีที่มาอย่างไร และใครคือผู้ให้กำเนิด?

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่รักยิ่งและเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน ตลอดรัชสมัยที่ทรงครองคู่เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรอย่างไม่ย่อท้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน การอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งหนึ่งในพระราชมรดกอันล้ำค่าและประจักษ์ชัดที่สุด คือ “ชุดไทยพระราชนิยม”

การถือกำเนิดของ “ชุดไทยพระราชนิยม”

ในพุทธศักราช ๒๕๐๓ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ทรงตระหนักว่าการปรากฏพระองค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยเปรียบเสมือนตัวแทนของคนทั้งชาติ แต่ในขณะนั้นสตรีไทยยังไม่มีรูปแบบการแต่งกายที่เป็นแบบแผนและแสดงเอกลักษณ์ของชาติที่ชัดเจน

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระราชปณิธานอันแรงกล้าในการอนุรักษ์ธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทย พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษารูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณ แล้วประยุกต์เข้ากับเทคนิคการตัดเย็บแบบสมัยใหม่ จนได้ชุดไทยที่สวมใส่ได้สะดวก เหมาะสมกับยุคสมัย และยังคงความสง่างาม รวมถึงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้อย่างกลมกลืน ฉลองพระองค์ชุดไทยที่ทรงออกแบบและพระราชทานชื่อให้เป็นที่รู้จักรวม ๘ แบบ จึงเป็นที่มาของ “ชุดไทยพระราชนิยม”

ซึ่งกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยจนถึงปัจจุบันซึ่งการถือกำเนิดของชุดไทยพระราชนิยม ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างแบบแผนการแต่งกายที่เป็นสากลเท่านั้น แต่ยังเป็น จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูและส่งเสริมการผลิตผ้าไหมไทย งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และศิลปะการทอผ้าทั่วประเทศ ผ่านโครงการในพระราชดำริ เช่น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้สร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทมาอย่างยาวนาน

ชุดไทยพระราชนิยม ๘ แบบ

Thai Ruean Ton/ ไทยเรือนต้น

ชุดไทยเรือนต้น ตั้งตามชื่อพระตำหนักเรือนต้นในพระราชวังดุสิต เป็นชุดไทยแบบลำลอง ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมลักษณะเป็นผ้านุ่งป้ายยาวจรดข้อเท้า ผ้าลายตามขวางหรือตามยาวก็ได้ เสื้อเป็นคอกลมตื้น ใช้ผ้าสีตามริ้วหรือเชิง จะเป็นสีเดียวกับซิ่นหรือสีตัดกันก็ได้แขนสามส่วน ติดกระดุมหน้าห้าเม็ด ใช้เครื่องประดับ
น้อยชิ้น

ชุดไทยพระราชนิยม

Thai Chitralada / ชุดไทยจิตรลดา

ชุดไทยจิตรลดา ตั้งตามชื่อพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นชุดที่ใช้ในเวลากลางวัน ลักษณะทั่วไปคล้ายกับชุดไทยเรือนต้น ต่างกันตรงคอเสื้อที่มีขอบตั้ง แขนยาวจรดข้อมือ ผ้านุ่งป้ายเป็นผ้าไหมยกดอกมีเชิงหรือยกดอกทั้งตัว ใช้เครื่องประดับตามควร

ชุดไทยพระราชนิยม

Thai Amarin/ชุดไทยอมรินทร์

ชุดไทยอมรินทร์ ตั้งตามชื่อพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธี
และงานพิธีกลางคืนมีลักษณะเหมือนชุดไทยจิตรลดาแต่ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัวความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับ

ชุดไทยพระราชนิยม

Thai Boromphiman/ชุดไทยบรมพิมาน

ชุดไทยบรมพิมาน ตั้งตามชื่อพระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน เสื้อแขนยาวคอกลมมีขอบตั้ง ตัวเสื้อและผ้านุ่งติดกันเป็นชุดเดียว ตัดเย็บด้วยผ้าไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัวก็ได้ นุ่งจีบแล้วใช้เข็มขัดไทยคาด

ชุดไทยพระราชนิยม

Thai Chakri/ชุดไทยจักรี

ชุดไทยจักรี ตั้งตามชื่อพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีกลางคืน ท่อนบนเปิดไหล่หนึ่งด้าน
เป็นสไบปักหรือไม่ปักก็ได้ตัดเย็บติดกับท่อนล่าง ซึ่งเป็นผ้านุ่งจีบ เป็นผ้าไหมยกทองทั้งตัวหรือยกเฉพาะเชิงก็ได้

ชุดไทยพระราชนิยม

Thai Dusit/ชุดไทยดุสิต

ชุดไทยดุสิต ตั้งตามชื่อพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืนตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมหรือยกทอง ผ้านุ่งจีบ เสื้อคอกว้างไม่มีแขน ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือลูกปัด

ชุดไทยพระราชนิยม

Thai Siwalai/ชุดไทยศิวาลัย

ชุดไทยศิวาลัย ตั้งตามชื่อพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีทั้งเวลา
กลางวันและกลางคืน เป็นชุดแบบเดียวกับชุดไทยบรมพิมานแต่ห่มสะพักทับอีกชั้นหนึ่ง

ชุดไทยพระราชนิยม

Thai Chakraphat/ชุดไทยจักรพรรดิ

ชุดไทยจักรพรรดิ ตั้งตามชื่อพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน
ท่อนบนห่มผ้าสองชั้น ชั้นในมักเป็นสไบจีบ และห่มสะพักทับผ้านุ่งยกทอง จีบแบบเดียวกับชุดไทยจักรี คาดเข็มขัดและ
ใส่เครื่องประดับเข้าชุดกัน

ชุดไทยพระราชนิยม

อย่างไรตลอดเกือบ 7 ทศวรรษ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงใช้ศิลปะ วัฒนธรรม เป็นเครื่องมือในการ พัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย

เหล่าพสกนิกรต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่ได้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อความรุ่งเรืองของประเทศและความสุขสวัสดีของประชาชนตลอดมา

Sunnies World

ปักหมุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ “Sunnies World” มัลติสโตร์สำหรับสายแฟและบิวตี้เลิฟเวอร์

ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ (Minor Lifestyle) ในเครือ Minor International เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์ ด้วยการจับมือ Sunnies แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากฟิลิปปินส์ เปิดตัว Sunnies World แฟล็กชิพสโตร์รูปแบบ Multi-Lifestyle Store แห่งแรกในประเทศไทย ณ โครงการ Central Park แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ

การผนึกกำลังครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Minor Lifestyle ในการสร้าง “Lifestyle Destination” แห่งใหม่ของภูมิภาค พร้อมยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งให้ครบทุกมิติของชีวิต ทั้งแฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ โดย Sunnies จะเข้ามาเสริมพลังในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ทั้ง Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ฟังก์ชัน และการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์

  • Sunnies Studios – จุดหมายใหม่สำหรับคนรักแว่นตาและแฟชั่น ที่ผสมผสานสไตล์เข้ากับบุคลิกภาพและการดูแล ตัวเองได้อย่างลงตัว ที่มาพร้อมประสบการณ์บริการตรวจวัดสายตาในรูปแบบใหม่โดยผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอแว่นตา แฟชั่น แว่นกันแดด และแว่นสายตาในดีไซน์ที่ทันสมัยเหมาะกับรูปหน้าคนเอเชียโดยเฉพาะ
  • Sunnies Face – แบรนด์บิวตี้ที่นิยามความงามในแบบ Real-Life Beauty ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นำเสนอ ทั้งเมคอัพและสกินแคร์ด้วยการผสานนวัตกรรมสูตรเฉพาะ และส่วนผสมคุณภาพสูง เข้ากับดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่สวย งามและนำสมัย
  • Sunnies Flask – คือ Everyday Essential สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและความเป็นตัวเอง นำเสนอกระบอก น้ำแบบ Customizable สามารถเลือก Mix & Match ได้ทุกชิ้นส่วน สร้างสไตล์เฉพาะตัวได้มากกว่า 1,000,000 รูปแบบ ถือเป็นแฟชั่นไอเทมที่สะท้อนตัวตนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • Sunnies Coffee – พื้นที่สำหรับสายคาเฟ่ที่เชื่อมโยงกาแฟเข้ากับไลฟ์สไตล์ ผ่านเมนู Signature ที่คัดสรรและดีไซน์ ร้านที่พร้อมเป็นมุมพักผ่อนหรือแรงบันดาลใจในวันทำงาน

การมาของ Sunnies World นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Minor Lifestyle ในการยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนไทย พร้อมปักหมุด Central Park ให้เป็นศูนย์กลางแห่งแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่หลงใหลแฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย


COALBakeGrill

ยกเขาใหญ่มาไว้กลางกรุงเทพ เปิดร้าน COAL Bake&Grill ลิ้มลองอาหารสไตล์เวสเทิร์น

หากอยากหลีกหนีจากความวุ่นวายแต่มีเวลาไม่มามาก ร้านอาหารน่าจะเป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์ที่สุด แต่กว่าจะหาร้านที่บรรยากาศร่มรื่นและแวดล้อมด้วยธรรมชาติท่ามกลางเมืองใหญ่ก็เหมือนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ครั้งนี้ แพรว มีพิกัดดีๆ มาฝากทุกคนกันค่ะ

COAL Bake&Grill ร้านอาหารสไตล์เวสเทิร์นในบรรยากาศสุดโฮมมี่ เหมาะสำหรับครอบครัว กลุ่มเพื่อน ไปจนถึงมื้อแสนโรแมนติกกับคนรู้ใจ สำหรับร้านอาหารแห่งนี้มีที่มาจากความรักในการย่าง เนื้อออกมาให้สุกพอดี ดังนั้นจึงเกิดเป็นคำว่า COAL ที่มีความหมายว่า ถ่าน ผนวกกับคำว่า Grill เพราะร้านได้ใช้วิธีการย่างถ่านเผื่อให้ได้กลิ่นหอมในทุกจาน ส่วนคำว่า Bake มาจากคำว่า เบเกอร์รี่ ที่ทางเจ้าของร้านอย่าง คุณน้อง มีความต้องการสานต่อความตั้งใจของผู้เป็นแม่ในการเปิดร้านเบเกอร์รี่ เธอจึงได้นำสูตรดั้งเดิมของเบเกอร์รี่สไตล์ไอริชมารังสรรค์เป็นเมนูเบเกอร์รี่ร้าน ซึ่งมีทั้ง พาย, Sausage Rolls และ Spinach Rolls 

นอกจากนี้เมนูอาหารภายในร้านยังได้รับการรังสรรค์จากเชฟมากประสบการณ์จากในร้านอาหาร Lord Jim’s และ Harrods จนเกิดเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น  Ox Tongue Stew เมนูสตูลิ้นวัวรสสัมผัสนุ่ม Whole Chicken with Turmeric Rice Stuffing ไก่อบยัดไส้ข้าวผัดขมิ้นที่รับประทานคู่กันอย่างลงตัว Juicy Pork Chop เนื้อหมูฉ่ำ ๆ Sea Bass with White Wine Sauce ปลากะพงขาวทานคู่กับซอสไวน์ขาว และ Prim Ribs จากวัตถุดิบเนื้อที่คัดสรรมาอย่างดี 

สำหรับใครที่มีสัตว์เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ เพราะ COAL Bake&Grill ยังเป็นร้านอาหาร Pet-Friendly ที่พร้อมต้อนรับเพื่อนซี้สี่ขา โดยมีโซนเอ้าท์ดอร์ท่ามกลางสวนกว้างให้สัตว์เลี้ยงได้วิ่งเล่นอย่างอิสระอีกทั้งยังสามารถพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาด้านในร้านได้ เพียงแค่อยู่ในกระเป๋า รถเข็น หรือใช้สายจูงอย่างเหมาะสม

หากใครกำลังมองหาร้านอาหารอร่อยๆ บรรยากาศดีๆ ร้าน COAL Bake&Grill นี่แหละ ที่ แพรว ขอแนะนำ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 085-362-2459 หรือ Line Official: @coal.bakegrill

hydrobooster

ส่องเทรนด์อัปงานผิวด้วย hydrobooster อีกหนึ่งทางเลือกดูแลคุณภาพผิว

ด้วยกระแสการดูแลความงามช่วงนี้ที่เทรนด์งานผิวยังคงมาแรงแบบไม่มีแผ่ว Praew Survey รอบนี้จึงขอพาคนรักผิวไปทำความรู้จักกับ hydrobooster อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลคุณภาพผิว ซึ่งหลายคนได้ลองแล้วบอกต่อว่าเลิฟ เพราะช่วยเติมความชุ่มชื้น ปรับสมดุลผิว และช่วยดูแลสภาพผิวโดยรวม ส่วนใครที่กำลังเล็งๆ อยู่ ตามไปดูเรื่องต้องรู้! เกี่ยวกับนวัตกรรมงานผิว hydrobooster กันเลยค่ะ

hydrobooster คืออะไร

hydrobooster คือกรดไฮยาลูโรนิก (HA) โมเลกุลใหญ่ ที่ผสานกับกลีเซอรอล (Glycerol) ชนิดฉีด เพื่อเติมความชุ่มชื้น ปรับความกระชับและความยืดหยุ่นของผิวหนัง รวมถึงใช้เป็นสารเติมเต็มสำหรับริ้วรอยเล็กๆ

  • จุดประสงค์หลักของ hydrobooster คือใช้เพื่อการฉีดใต้ผิวหนังที่เสื่อมสภาพจากมลภาวะและอายุที่มากขึ้น เพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียกรดไฮยาลูโรนิกและเสริมคุณภาพของผิว

hydrobooster ดีต่อผิวอย่างไร

hydrobooster ช่วยดูแลคุณภาพผิวโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเติมความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่น ปรับความกระชับ หรือช่วยเติมเต็มริ้วรอยเล็กๆ บนผิวหนัง โดยมีกระบวนการในการช่วยดูแลผิว ดังนี้

  • กรดไฮยาลูโรนิก (HA) โมเลกุลใหญ่ ช่วยเติมความชุ่มชื้น เพิ่มความกระชับและยืดหยุ่น ทำให้ผิวอิ่มฟู ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้ดีขึ้นตามธรรมชาติ และอ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • กลีเซอรอล (Glycerol) ช่วยในการกักเก็บความชุ่มชื้น ปรับผิวให้แน่นกระชับ เพิ่มความยืดหยุ่น และสามารถช่วยเสริมการบำรุงผิวให้ดูยืดหยุ่น ปกป้องผิวจากการระคายเคือง ช่วยฟื้นบำรุงหลังการทำหัตถการและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
  • มีนวัตกรรมที่ทำให้ไม่เป็นก้อน หรือบวมหลังฉีด

hydrobooster เหมาะกับใคร

การดูแลคุณภาพผิวด้วย hydrobooster เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวชุ่มชื้น กระจ่างใส เรียบเนียน สุขภาพดี ซึ่งสามารถใช้ hydrobooster ในการดูแลให้เหมาะกับปัญหาผิว ดังนี้

  • hydroContour สำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวบริเวณรอบดวงตาดูสดใสขึ้น รวมถึงเติมความชุ่มชื้นให้ผิวบริเวณรอบดวงตา แนะนำให้ทำ 1-2 ครั้ง เพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่อง
  • hydroRefine สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลให้ผิวเรียบเนียน และเติมความชุ่มชื้นให้ผิว แนะนำให้ทำซ้ำ 3 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ เพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่อง
  • hydroBoost สำหรับผู้ที่ต้องการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก เพิ่มความกระจ่างใส พร้อมดูแลคุณภาพผิว แนะนำให้ทำซ้ำ 1-2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ เพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่อง

มาถึงอีกหนึ่งเรื่องสำคัญอย่างผลลัพธ์ที่หลายคนอยากรู้ hydrobooster เป็นการดูแลผิวที่ช่วยให้ผิวแลดูชุ่มชื้นและฟื้นบำรุงผิวในระดับลึก ทำให้ผิวแลดูอิ่มฟู มีความยืดหยุ่นดีขึ้น ช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียน ผิวละเอียดขึ้น มีความยืดหยุ่นเป็นธรรมชาติ ใต้ตาแลดูสดใส ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษาและสภาพผิวของแต่ละคนที่อาจได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อให้การดูแลคุณภาพผิวด้วย hydrobooster เหมาะสม ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนรักผิวมั่นใจ


CASETiFY เปิดตัว “In Your Element” รับลมหนาวกับ Elsa Hosk

CASETiFY แบต้อนรับฤดูหนาวด้วยคอลเล็คชั่นล่าสุดจากไลน์ Essentials by CASETiFY™ ภายใต้คอนเซปต์ ‘In Your Element’ ถ่ายทอดโดยนางแบบและแฟชั่นไอคอนอย่าง เอลซ่า ฮอสค์ (Elsa Hosk)

CASETiFY เปิดตัว “In Your Element” รับลมหนาวกับ Elsa Hosk

คอลเล็คชั่นนี้ใช้ชื่อว่า ‘In Your Element’ ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่าชีวิตไม่ได้มีแค่ภาพนิ่งที่สมบูรณ์แบบ แต่ดำเนินไปอย่างคาดเดาไม่ได้ เช่น ตอนเลื่อนฟีด ตอนพิมพ์ข้อความ หรือระหว่างการใช้ชีวิตจริง โดย Ripple Case รุ่นไอคอนิกถูกนำเสนอในสองเฉดสีใหม่ประจำฤดูกาล ได้แก่ Mulberry สีแดงเข้มทรงพลัง และ Oat สีโอ๊ตโทนอบอุ่นที่ดูสงบ โดยเพิ่มความหรูด้วยลูกเล่นเมทัลลิก ที่ชวนให้นึกถึงเลเยอร์เสื้อผ้าหน้าหนาวที่คลาสสิกและเหนือกาลเวลา

ทุกชิ้นออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อจับคู่กับ iPhone 17 โดยเฉพาะ มอบการปกป้องที่แข็งแรงทนทานควบคู่กับสไตล์อันเหนือระดับ ช่วยเติมเต็มลุคในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เอลซ่าได้ถ่ายทอดมุมมองใหม่ให้กับคอลเล็คชั่น Essentials by CASETiFY™ โดยตีความให้กลายเป็นแฟชั่นสเตทเมนต์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบรับจังหวะชีวิตสมัยใหม่ด้วยสไตล์ที่หรูหราแต่ยังคงความ effortless พร้อมถ่ายทอดผ่านโทนสีที่ใช่ที่สุดสำหรับฤดูกาลนี้

เอลซ่า ฮอสค์ กล่าวว่า “การได้ร่วมงานกับ CASETiFY ในคอลเล็กชันนี้เป็นประสบการณ์ที่สนุกมาก เพราะฉันสามารถผสานสองสิ่งที่รักเข้าด้วยกันคือแฟชั่นและฟังก์ชัน โดยทุกชิ้นออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย เหมือนแอคเซสเซอรีที่หยิบมาใช้ได้เลยเพราะเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ซึ่งสี Mulberry และ Oat ถ่ายทอดทั้งอารมณ์และความสงบนิ่งที่ทรงพลังแต่ยังสวมใส่ได้จริง ซึ่งความบาลานซ์นั้นทำให้การเลือกเคสและอุปกรณ์เสริมเหล่านี้มีความหมายสำหรับฉัน”

“สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุดเกี่ยวกับคอลเล็กชันนี้คือความสมบูรณ์แบบและครบครัน ไม่ใช่แค่เคสเพียงชิ้นเดียว แต่คือการสร้างเซ็ต Essentials ที่สามารถใช้ได้จริงทุกวัน ตั้งแต่ Ripple Case ที่รู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของมือคุณ ไปจนถึงสายสะพายข้างที่ช่วยให้คุณได้เคลื่อนไหวได้อิสระ ซึ่งทุกดีเทลถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ และการเปิดตัว iPhone 17 ก็ถือเป็นจังหวะที่ลงตัวที่จะพิสูจน์ว่าแฟชั่นกับเทคโนโลยีคือสิ่งที่แยกกันไม่ได้” เอลซ่า
กล่าวเสริม

หัวใจของคอลเล็คชั่นนี้คือ Essentials Ripple Case (ราคา 2,199 บาท) เจ้าของรางวัล NY Design Award ซึ่งเคสผลิตจากซิลิโคนพรีเมียมสัมผัสนุ่ม ด้านในบุไมโครไฟเบอร์ และรองรับแรงกระแทกได้สูงถึง 2 เมตร (มาตรฐาน Military Grade 2 เท่า) ใช้ได้ทั้งกับ iPhone 17 series และรุ่น Pro และ Pro Max ก่อนหน้า โดยมอบทั้งความทนทานและสัมผัสที่สอดคล้องกับการแต่งกายในชีวิตประจำวัน

คอลเล็คชั่นนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกหลายชิ้นในเฉดสี Mulberry และสี Oat ที่ทำให้สมาร์ตโฟนเป็นส่วนหนึ่งของลุคได้จริง เหมือนกับการแต่งตัวในแต่ละวัน ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการเคลื่อนไหว กำลังใช้งาน อยู่ในมือ หรือพกติดตัวไปทุกที่ ทุกดีเทลล้วนถูกคิดมาอย่างตั้งใจ เพื่อเติมเต็มทั้งไลฟ์สไตล์และการแต่งกายของแต่ละคน

คอลเล็คชั่นนี้ยังประกอบด้วย Snappy™ Ripple Wallet รองรับ MagSafe และ Ripple Grip Stand, Snap and Stick Grip Stand, เคสหูฟังซิลิโคน Ripple Earbuds Case รวมถึงตัวเลือกการพกพาแบบแฮนด์ฟรีอย่าง BioVeg Cross-body Chain และ Rope Wrist Strap

นอกจากนี้ยังมีพวงกุญแจคัสตอม, ซอง Pillow Pouch  และวายนาฬิกาสำหรับ Apple Watch โดย Ripple Wallet ยังมาพร้อมดีไซน์เว้าด้านข้างเพื่อหยิบบัตรได้สะดวก และสามารถใส่ได้สูงสุดถึง 3 ใบ โดยสินค้าในคอลเล็กชันนี้ราคาเริ่มต้นที่ 1,399 บาท


mikah

mikah ศิลปินเดี่ยวผู้กล้าออกเดินทางตามหา ‘ตัวตนที่แท้จริง’

ในโลกดนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว mikah คือหนึ่งในศิลปิน-นักแต่งเพลงที่น่าจับตาที่สุด เขาพิสูจน์ตัวเองในฐานะศิลปินที่เดินทางผ่านวัฒนธรรมและตลาดเพลงที่หลากหลาย ทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ก่อนจะเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่ในฐานะศิลปินเดี่ยว โดยมีผลงานเพลงเป็นแผนที่นำทางสู่การค้นหา “ตัวตนที่แท้จริง” ของตัวเอง

การเดินทางที่ไม่ธรรมดา จากฮาวายสู่เวทีโลก

มิกะ เกิดและเติบโตที่ฮาวาย แต่เส้นทางดนตรีของเขาเริ่มต้นที่โตเกียวในฐานะสมาชิกของบอยกรุ๊ป INTERSECTION ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดเพลงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยการเข้าร่วมรายการออดิชันชื่อดังของจีน ‘CHUANG 2021’ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วจากเสียงร้องที่นุ่มนวลและเป็นเอกลักษณ์

ความสำเร็จในจีนของ มิกะ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เพลงที่เขาคัฟเวอร์และซิงเกิลอย่าง “輸入法打可愛按第五” ทำยอดเข้าชมทะลุ 880 ล้านวิว และติดอันดับบนชาร์ตเพลงหลักของจีนทุกชาร์ต การเป็นสมาชิกของบอยกรุ๊ป INTO1 ตลอดระยะเวลา 2 ปี พร้อมการออกอัลบั้มทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ คือบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการปรับตัวและความสำเร็จในฐานะศิลปินระดับท็อปของเอเชีย

mikah

การเริ่มต้นอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวและนักแต่งเพลง

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะบอยกรุ๊ปจากสามตลาดเพลงใหญ่ mikah ตัดสินใจออกเดินทางครั้งใหม่ในฐานะศิลปินเดี่ยวและนักแต่งเพลง ด้วยการปล่อย 1st EP “bleached” ในเดือนธันวาคม 2023 และตามมาด้วย 2nd EP “Pretty Lies” ในปี 2024 ผลงานทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการประกาศอย่างชัดเจนถึงการมุ่งหน้าสู่เวทีเพลงระดับโลก

มิกะ ไม่ได้เป็นเพียงนักร้อง แต่ยังเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานเพลงของตัวเอง ความสำเร็จของเพลงฮิตอย่าง “so I don’t forget” ที่มียอดชมวิดีโอการแสดงสดกว่า 8 ล้านวิวบน YouTube แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกเข้ากับผู้ฟังได้อย่างลึกซึ้ง ผลงานของเขาคือการผสมผสานดนตรีป๊อป อาร์แอนด์บี และอัลเทอร์เนทีฟร็อก ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางอารมณ์

“Homesick” การค้นพบตัวตนผ่านความขัดแย้ง

ล่าสุด มิกะ ได้ตอกย้ำการเดินทางทางอารมณ์ของเขาผ่านโปรเจกต์ซิงเกิล 3 ตอน “Homesick” โดยซิงเกิลแรกคือ “Escape” ที่เพิ่งปล่อยออกมาในเดือนตุลาคม 2025 นี้ เพลงนี้เป็นบทบันทึกความรู้สึกขัดแย้งที่เขาเผชิญระหว่างการไล่ตามความฝันกับความคิดถึงบ้าน

“’Escape’ มาจากความรู้สึกอยากหนีออกจากที่ที่ ‘อบอุ่นแต่ก็ผูกมัดไว้’ การจากบ้านเกิดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการออกเดินทางเพื่อค้นหา ‘ตัวตนที่แท้จริง’” มิกะ กล่าวถึงแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่ฮาวาย ซึ่งเป็นการสรุปแก่นแท้ของการเป็นศิลปินของเขา ผู้ที่เลือกที่จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเติบโตและค้นหาความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในชีวิตการร่วมงานกับค่ายเพลงระดับโลกอย่าง 88Rising ในเพลง “Butterflies” เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในปี 2025 ที่ส่งให้เขาเป็นที่จับตามองในระดับสากลมากขึ้น พร้อมตอกย้ำสถานะของ มิกะ ในฐานะศิลปินระดับโลกที่กล้าที่จะซื่อสัตย์ต่อการเดินทางภายในจิตใจของตัวเอง และถ่ายทอดมันออกมาเป็นงานศิลปะที่เข้าถึงผู้คนได้ทั่วโลก

อีแชมิน

อีแชมิน ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค ผู้มาพร้อมพรสวรรค์และเสน่ห์ระดับจักรพรรดิ

ชอนฮาเสด็จ! เตรียมตัวให้พร้อมเข้าเฝ้าฝ่าบาทสุดหล่อ อีแชมิน ในงานแฟนมีตติ้งแห่งปี 025 LEE CHAE MIN FANMEETING TOUR ‘Chaem-into you’ in BANGKOK ล็อกวัน ล็อกใจ แล้วมารับพลังงานแสนสดใสจาก “อีแชมิน” ที่จะทำให้คุณมูฟออนไม่ได้อีกครั้ง

จากนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรง สู่การเป็น ชอนฮา (ฝ่าบาท) ผู้กุมหัวใจมหาชนแห่งปี 2025 นี่คือ อีแชมิน (Lee Chae Min) คือนิยามของนักแสดงหนุ่มที่มาพร้อมคุณสมบัติ รูปลักษณ์สง่างาม และรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ที่ละลายใจ รวมถึงทักษะการแสดงที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าอีแชมินนี้ไม่ได้เป็นแค่นักแสดงใหม่แต่เป็น “ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค”

Lee Chae Min ผู้นำคลื่นลูกใหม่ของวงการ K-Drama 

การแสดงที่หลากหลายและมีมิติ

Lee Chae Min พิสูจน์ตัวเองจากการรับบทบาทที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่นักเรียนหัวกะทิผู้ซับซ้อนไปจนถึงบทบาทกษัตริย์ผู้มีมิติทางอารมณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดในการถ่ายทอดอารมณ์ที่ลึกซึ้ง

พลังดาราที่ครบเครื่อง

การทำหน้าที่พิธีกรรายการเพลง Music Bank มาอย่างยาวนาน ทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงนักแสดง แต่เป็น Entertainer ที่มอบความสดใสและขยายฐานแฟนคลับได้อย่างกว้างขวาง

อีแชมิน

ภาพลักษณ์ที่ “บริสุทธิ์” แต่แฝงความดุดัน

รูปลักษณ์ภายนอกที่อบอุ่นและอ่อนเยาว์ กลายเป็นจุดแข็งเมื่อต้องรับบทซับซ้อน เช่น การรับบท “กษัตริย์อีฮอน” ที่ต้องแสดงการเปลี่ยนผ่านจากความบริสุทธิ์ไปสู่ความมีอำนาจ

พลังแห่งการเป็นผู้นำคลื่นลูกใหม่ 

การก้าวขึ้นสู่บทบาทพระเอกเต็มตัวในซีรีส์ที่ได้รับความนิยมสูงระดับโลก และการได้รับการยอมรับจากรางวัล 2023 Brand Customer Loyalty Awards สาขา Most Influential New Actor เป็นการตอกย้ำว่าเขาคือกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนวงการ K-Drama ในอนาคต

เตรียมล็อกวัน ล็อกใจ แล้วมารับพลังงานแสนสดใสจากนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรง ในงาน 2025 LEE CHAE MIN FANMEETING TOUR ‘Chaem-into you’ in BANGKOK (ทู เธาเซินด์ ทเวนตี้ ไฟว์ อี แช มิน แฟนมีตติ้ง ทัวร์ ‘แชม-อินทู ยู’ อิน แบงคอก) ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 ณ MCC HALL, THE MALL BANGKAPI  (เอ็มซีซี ฮอลล์, เดอะมอลล์ บางกะปิ) โดยผู้จัดมากประสบการณ์ “เฟโอห์” (Feoh)รับประกันว่าคุณมูฟออนไม่ได้อีกครั้ง!
ติดตามรายละเอียดการจองบัตรเร็ว ๆ นี้ ทาง  FB: https://www.facebook.com/FeohTH / X:  https://x.com/FeohThai / IG: https://www.instagram.com/feoh.thai แล้วเจอกันในวังหลวง!

เปลี่ยนทุกที่เป็นความหอม สำรวจ Rhythms of Nature จาก Oriental Princess

หากพูดถึงการสร้างบรรยากาศภายในบ้าน นึกถึงอะไรกันคะ? เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง แสงไฟ เสียงเพลง แล้วมีใครลืมนึกถึงเรื่อง “กลิ่น” ไปบ้างหรือเปล่า เพราะจริงๆ แล้ว ความหอมก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนมู้ดในบ้านให้ดีขึ้นได้ ซึ่งตัวช่วยที่ดีที่สุด คงหนีไม่พ้น Home Fragrance อย่าง สเปรย์ฉีดผ้า, สเปรย์น้ำหอมสำหรับฉีดชุดชั้น, สเปรย์น้ำหอมปรับอากาศ, สเปรย์น้ำหอมปรับอากาศสำหรับใช้ในห้องครัวหรือห้องอาหาร และถุงหอม

แน่นอนว่าหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในใจใครหลายคน เมื่อพูดถึง ความหอม คงหนีไม่พ้น Oriental Princess ที่ล่าสุดเพิ่งปล่อยผลิตภัณฑ์ความหอมภายในบ้านใหม่ในซีรีส์ที่มีชื่อว่า Rhythms of Nature ซึ่งมาพร้อมสูตรใหม่ อย่าง Clean Beauty  ที่ใช้ Natural Alcohol จาก Sugar Beet และมีส่วนผสมจากธรรมชาติสูงถึง 85% ทำให้ทุกมุมในบ้านหอมอ่อนโยน ปลอดภัย  ไม่สร้างสารเคมีตกค้าง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

Fabric Mist

สเปรย์ฉีดผ้าหอมสูตรคลีน ที่มีส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติ อ่อนโยน สามารถฉีดได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ช่วยลดกลิ่นอับ เพิ่มความหอม ถนอมผ้าที่คุณรัก  ใช้ได้กับผ้าทุกชนิด ไม่ทำให้ผ้าหมองหรือเปลี่ยนสี กลิ่นติดทนบนผ้านานถึง 8 ชั่วโมง มีทั้งหมด 6 กลิ่น ได้แก่ Sweet Blossom, Endless Spring, Summer Soft, Sunny Delight, Morning Shine และ Miracle Winter

นอกจากนี้ยังมี สเปรย์น้ำหอมสำหรับฉีดชุดชั้นในสูตรคลีน มาพร้อมไซส์ใหญ่ ซึ่งสามารถสเปรย์ได้ถึง 1,480 ครั้ง หอมยาวนาน 8 ชั่วโมง อ่อนโยนต่อผิว เพราะมีส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติ ประกอบด้วย 2 กลิ่นหอม นั่นคือ Romance และ Enchanted

Room Mist

สเปรย์น้ำหอมฉีดห้องสูตรคลีน เปลี่ยนทุกที่ในบ้านให้เป็นที่พักใจ แค่ฉีดก็เปลี่ยนบรรยากาศให้สงบ สดชื่น และผ่อนคลาย ด้วยความหอมที่อ่อนโยน ประกอบด้วย 2 กลิ่นหอมเดิม และ 2 กลิ่นใหม่ ได้แก่ White Flowers, Frangipani Bouquet, Rain Forest, Breeze 

ในห้องครัวหรือห้องอาหารก็เป็นอีกพื้นที่สำคัญที่จพเป็นต้องมีสเปรย์เฉพาะ “Oriental Princess Rhythms of Nature Time To Refresh Kitchen Mist” ที่ช่วยเพิ่มความหอมสดชื่น ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี FRESH-X™ ช่วยดักจับกลิ่นไม่พึงประสงค์ เปลี่ยนโมเลกุลเหม็นให้เป็นกลิ่นหอม สามารถย่อยสลายได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Sleep & Relax

สเปรย์ฉีดหมอนและเครื่องนอนสูตรคลีน “Oriental Princess Rhythms of Nature Good Night Sleep Pillow Mist” ที่เปลี่ยนการนอน ให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง โดยการสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด ด้วยพลังจาก Essential Oils บริสุทธิ์ อย่าง Lavender, Chamomile, Citrus และ Tea Tree ผสมผสานกันได้อย่างสมดุลเพื่อมอบความสงบให้ร่างกายและจิตใจ 

Scented Sachet

ถุงหอมปรับอากาศสูตรคลีน เติมเต็มความหอมให้ทุกพื้นที่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า รถยนต์ ห้องน้ำ หรือจุดใดที่ต้องการเพิ่มความหอม หอมยาวนานถึง 2 เดือน มาพร้อมสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง Tea Tree Leaf Oil ที่ช่วยต้านแบคทีเรียและระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ และสารสกัดลูกพลับจากประเทศญี่ปุ่น ที่ช่วยระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วย 2 กลิ่น นั่นคือ Summer Soft และ Morning Shine 

BamBam

การกลับมาของ BamBam ที่ทรงพลังและจริงใจในคอนเสิร์ตเพื่อบ้านเกิด

“2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok” คือคอนเสิร์ตเพื่อบ้านเกิดของ BAMBAM ที่ตอกย้ำถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างศิลปินระดับโลกกับรากเหง้า ซึงการกลับมาครั้งนี้จึงมีความหมายทางดนตรีและวัฒนธรรมที่พิเศษกว่าครั้งไหนไหน

BamBam

ศิลปินระดับโลกสายเลือดไทย “แบมแบม – กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” เสิร์ฟความพิเศษเพื่อบ้านเกิดแบบจัดเต็ม เริ่มต้นด้วยการปล่อย อัลบั้มเพลงไทยชุดแรกในชีวิต ในชื่อ [HOMETOWN] ที่เจ้าตัวได้ร่วมงานกับศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง ธามไท, อิ้งค์ วรันธร และ เจฟ ซาเตอร์ รวมถึงโปรดิวเซอร์ระดับโลกอย่าง Pharrell Williams ก่อนจะสานต่อความพิเศษนี้ด้วยคอนเสิร์ตใหญ่ ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น กับงาน “2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok” ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ณ ธันเดอร์โดม สเตเดียม

สถานที่เดียวกับที่เคยสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็น ‘ศิลปินชายเดี่ยวเค-ป็อปคนแรก’ ที่จัดคอนเสิร์ตสเตเดี้ยมกลางแจ้งในประเทศไทย พร้อมทั้งปรากฏการณ์บัตร Sold Out! และในปีนี้ แบมแบม กำลังจะกลับมาสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่!! ร่วมกับเหล่าอากาเซ่ชาวไทย (อากาเซ่: ชื่อแฟนคลับ GOT7) และผู้จัดที่ยกให้เป็น Best Partner อย่าง iMe Thailand
โดยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 แบมแบมได้จัดงานแถลงข่าว ณ ลาน EDEN ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ประกาศความยิ่งใหญ่ของคอนเสิร์ต พร้อมเชิญชวนแฟนๆ ทุกคน มาสนุกเต็มเหนี่ยวด้วยกัน ที่เจ้าตัวการันตีว่าโชว์นี้จะครบเครื่อง สนุกม่วนซื่น เฮฮา อบอวลด้วยกลิ่นอายความเป็นไทยแบบจัดจ้าน และลูกเล่นแซ่บที่ให้แฟนๆ จะไม่มีทางเดาถูกว่า แบมแบม จะขนอะไรมาเซอร์ไพรส์บ้าง! รวมไปถึงแขกรับเชิญสุดปังอย่าง “ธามไท-อิ้งค์-เจฟ” ก็พร้อมมาร่วมสร้างสีสันกันครบทีม

“แบมแบม” เผยว่า “อยากชวนทุกคนมาเติม ‘แบมแบม’ กันครับ ผมตื่นเต้นมากที่ภาพวาดในหัวจะเป็นจริง คอนเสิร์ตนี้ไม่ได้เป็นเวิลด์ทัวร์ แต่เป็นคอนเสิร์ตเพื่ออัลบั้ม [HOMETOWN] และมีเพียงที่ประเทศไทยที่เดียว จะมีความลิมิเต็ด ผมจะเสิร์ฟให้อากาเซ่ไทยดู พลาดแล้วพลาดเลยนะครับ การทำงานกับ iMe Thailand เป็น Best Partner ผมสบายใจ รู้สึกว่าราบรื่น เขาให้อิสระในการตัดใจในการทำโชว์ และคอนเสิร์ตนี้เราไม่ได้ทำให้ดีกว่าคนอื่น แต่จะทำให้ดีกว่ารอบที่ผ่านมา อยากให้ทุกคนมาสนุกด้วยกัน กดบัตรวันที่ 23 ตุลาคมนี้ แล้วเจอกันครับ”

สำหรับคอนเสิร์ต “2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok” เปิดจองบัตรวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ทาง www.thaiticketmajor.com, เคาน์เตอร์ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และ Call Center 02-262-3456 ราคาบัตร 5,900 (บัตรยืน) / 4,900 (บัตรนั่ง) / 3,900 (บัตรนั่ง) บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ TikTok : @imethailand / X และ Instagram : @ime_th

Grace Wales Bonner

รู้จัก Grace Wales Bonner ดีไซเนอร์หญิงผิวดำคนแรก ประจำ Hermès

กลายเป็นที่จับตามองในวงการแฟชั่น เมื่อดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ เชื้อสายจาไมกาอย่าง “Grace Wales Bonner” ได้รับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่ง Menswear ประจำ Hermès เพราะเธอถือเป็นหญิงผิวดำคนแรกที่ได้ทำงานในหน้าที่ดังกล่าว อีกทั้งความสามารถในการออกแบบของเธอยังเป็นที่เลื่องลือ

Grace Wales Bonner เกิดและเติบโตในลอนดอน จากคุณแม่ชาวอังกฤษ และคุณพ่อชาวจาไมกา ด้วยความสนใจทางด้านการออกแบบเธอจึงตัดสินใจเรียนต่อ ณ London’s Central Saint Martins College of Art ซึ่งหลังเรียนจบเธอก็ได้ก่อตั้งแบรนด์เป็นของตัวเองในชื่อ Wales Bonner

Grace Wales Bonner 1

Wales Bonner

Wales Bonner เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Cultural Luxury ที่ผสานรวมเข้ากับจิตวิญญาณของ Afro Atlantic โดยช่วงแรกแบรนด์ได้เริ่มต้นด้วยการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย ก่อนขยายสู่เสื้อผ้าของผู้หญิงในเวลาต่อมา ซึ่งผลงานที่เธอออกแบบยังได้กับการยกย่องจากวงการแฟชั่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Emerging Menswear Designer จาก British Fashion Awards (2015), LVMH Young Designer Prize (2016),  British Fashion Council/Vogue Designer Fashion Fund (2019),  CFDA International Men’s Designer of the Year (2021) และ Independent British Brand จากงาน Fashion Awards (2022)

นอกจากนี้เธอยังได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับแบรนด์ดังมากมาย เช่น adidas Originals, Anderson & Sheppard และ Dior

สำหรับคอลเล็คชั่นแรกของ Wales Bonner ในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่ง Menswear ประจำ Hermès จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2027 เรียกว่าระหว่างนี้ต้องอดใจรอกันไปก่อนนะคะ


รูปภาพ: Instagram @walesbonner

ข้อมูล: walesbonner.com และ bbc.com