เจ้าชายแอนดรูว์ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge เพื่อปกป้องพระธิดาทั้งสอง

แม้จะทรงพำนักอยู่ที่ Royal Lodge พระราชวังกลางสวนอันร่มรื่นในวินด์เซอร์มาตั้งแต่ปี 2004 แต่สถานะการอยู่อาศัยของ เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก อาจไม่มั่นคงอย่างที่หลายคนคิด เมื่อกระแสข่าวเริ่มหนาหูว่า พระองค์อาจต้องย้ายออกจากคฤหาสน์แห่งนี้ในไม่ช้า

เจ้าชายแอนดรูว์อาจย้ายออกจาก Royal Lodge เพื่อปกป้องพระธิดาทั้งสอง

ตามรายงานของ The Times สัญญาเช่าที่พักดังกล่าวทำขึ้นตั้งแต่ปี 2003 และมีอายุยาวถึงปี 2078 โดยระบุว่าเจ้าชายแอนดรูว์ไม่ได้จ่ายค่าเช่ารายเดือน แต่ได้ชำระเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้าเพื่อสิทธิการอยู่อาศัยตลอดอายุสัญญา ทำให้การขอให้พระองค์ย้ายออกไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ แอนดรูว์ เลานี (Andrew Lownie) ผู้เขียนหนังสือ Entitled: The Rise and Fall of the House of York ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Right Royal Podcast ว่า สิ่งเดียวที่อาจทำให้เจ้าชายแอนดรูว์ยอมออกจาก Royal Lodge ด้วยพระทัยของพระองค์เอง คือ ความห่วงใยต่อพระธิดาทั้งสองพระองค์ เจ้าหญิงเบียทริซและเจ้าหญิงยูจีนี

(Photo by Mark Cuthbert/UK Press via Getty Images)

“หากมีแรงกดดันหรือผลกระทบที่ส่งถึงพระธิดาทั้งสอง ไม่ว่าจะต่อภาพลักษณ์หรืออนาคตของพวกเธอ นั่นอาจเป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวที่พระองค์จะยอมถอย” – แอนดรูว์ เลานี กล่าว

แอนดรูว์อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาพลักษณ์ของ “สมาชิกราชวงศ์ที่ไม่มีภารกิจสาธารณะ แต่ยังอาศัยอยู่ในคฤหาสน์กว่า 30 ห้อง” เป็นสิ่งที่สร้างแรงกดดันไม่น้อยต่อสถาบันกษัตริย์และพระธิดาทั้งสอง ซึ่งแม้จะไม่ได้ทรงปฏิบัติภารกิจในฐานะ “ราชวงศ์ประจำ” เต็มตัว แต่ทั้งคู่ต่างทำงานในภาคเอกชนและดำรงตำแหน่งอุปถัมภ์องค์กรการกุศลหลายแห่ง

ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาเช่า เจ้าชายแอนดรูว์จะได้รับเงินชดเชยราว 558,000 ปอนด์ (ประมาณ 24 ล้านบาท) หากทรงตัดสินใจคืนสิทธิ์การอยู่อาศัยก่อนกำหนด พร้อมค่าชดเชยเล็กน้อยเพิ่มเติมจนถึงปี 2028

(Photo by Max Mumby/Indigo/Getty Images)

กระแสเรื่องการย้ายออกยังเกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าชายแอนดรูว์ประกาศ งดใช้พระอิสริยยศ “ดยุกแห่งยอร์ก” หลังมีการหารือกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากประเด็นอื้อฉาวในอดีตที่ยังคงส่งผลต่อชื่อเสียงของราชวงศ์

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางกฎหมายหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและการรักษาภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษในยุคใหม่อีกด้วย


ซานาเอะ ทาคาอิจิ

ชีวิตขมของ ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกฯ หญิงคนแรก ผู้เอาชนะค่านิยมสุดขั้ว

“เก็บค่าเล่าเรียนไว้ให้น้องชาย” เพราะเป็นหญิงจึงถูกเลือกปฎิบัติ! ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศญี่ปุ่น หญิงแกร่งที่ทลายสังคมการเมืองชายเป็นใหญ่ของแดนอาทิตย์อุทัยมาหลายร้อยปี

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ถือเป็นวันที่วงการการเมืองของประเทศญี่ปุ่นต้องจารึกเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อรัฐสภาลงมติเลือก ซานาเอะ ทาคาอิชิ (Sanae Takaichi) วัย 64 ปี จากพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party – LDP)  ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ โดยการขึ้นสู่อำนาจนี้ถือเป็นการทลายสังคมการเมืองชายเป็นใหญ่ของแดนอาทิตย์อุทัยมาหลายร้อยปี แต่ความสำเร็จอันนี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เพราะเบื้องหลังของมันคือการดิ้นรนต่อสู้กับอคติทางเพศที่ฝังรากลึก ซึ่งเธอต้องเผชิญและฝ่าฟันมาตลอด

ถูกปฏิเสธด้านการศึกษาด้วยเหตุผลทางเพศ

ทาคาอิจิ เกิดเมื่อปี 1961 เป็นคนจังหวัดนาระ เมืองหลวงที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น  ชีวิตของเธอในวัยเด็ก ต้องเผชิญกับอคติทางเพศที่ฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่น เมื่อครอบครัวซึ่งไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ตัดสินใจเก็บเงินส่วนใหญ่ไว้เป็นค่าเล่าเรียนให้น้องชายของเธอ ทั้งยังตั้งเงื่อไขว่า “ถ้าเธอไม่เรียนวิทยาลัยชุมชน ครอบครัวจะไม่จ่ายค่าเล่าเรียนให้เธอ” ด้วยเหตุผล “เพราะในอนาคตเธอก็ต้องแต่งงาน” แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ยอมแพ้ ขยันหมั่นเพียร และใฝ่รู้ ทาคาอิจิ จึงตัดสินใจเรียนบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยโกเบ เธอใช้เวลาเดินทางไปกลับวันละ 6 ชั่วโมง เพราะครอบครัวไม่ให้เธออยู่หอพักก่อนแต่งงาน ทั้งยังต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยตัวเอง แต่ความขมขื่นในชีวิตหล่อหลอมให้เป็นนักสู้

จุดเริ่มต้นเส้นทางนักการเมือง

ทาคาอิจิมีความฝันอยากจะเป็นนักการเมืองตั้งแต่อายุ 24 ปี  เพื่อเข้าใกล้ความฝันนี้ทำให้เธออยากรู้เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงในสมัยนั้น เธอจึงตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกา  เพื่อเข้าฝึกงานที่พรรคเดโมแครต ในสำนักงานของ แพทริเซีย ชโรเดอร์  ซึ่งประสบการณ์จากต่างประเทศทำให้เธอเข้าใจการเมืองตะวันตกเป็นอย่างดี 

โดยปี  1989 เธอได้กลายเป็นผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์อาซาฮีต่อมา ค.ศ.1992 ทาคาอิจิ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่ทว่าไม่สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้นได้

อย่างไรก็ตามเธอไม่ย่อท้อ ต่อมาจึงได้เข้าร่วมพรรคเสรีประชาธิปไตย และกลายเป็นเป็นศิษย์เอกของ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ชินโซ อาเบะ นักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่มีจุดยืนแข็งกร้าว นับตั้งแต่นั้นก็ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วถึง 10 สมัย โดยแพ้การเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว

Sanae Takaichi

การทลายสังคมการเมืองชายเป็นใหญ่

ทาคาอิชิ เคยประกาศอย่างชัดเจนว่าเธอชื่นชม มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษ และมีเป้าหมายที่จะเป็น “หญิงเหล็ก” ของญี่ปุ่น โดยล่าสุดเธอเอาชนะจากผู้ชายทั้ง 4 ของพรรค โดยได้รับชัยชนะ 237 เสียงในสภาผู้แทนราษฏรอันทรงอิทธิพล และ 125 เสียงในสภาสูง จนทำให้กลายเป็นหญิงคนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำพรรค ทั้งที่พรรคนี้เน้นการอนุรักษ์นิยมอย่างสุดโต่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงที่ไม่มีภูมิหลังทางครอบครัวการเมือง จะขึ้นมาเป็นแถวหน้าของวงการการเมืองญี่ปุ่นที่มีระบบชายเป็นใหญ่ นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ทรงพลังและท้าทายกรอบของสังคม

ซานาเอะ ทาคาอิจิ
มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศญี่ปุ่น

ความย้อนแย้ง

แม้จะทลายกำแพงทางเพศได้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปทาคาอิชิมีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน เธอคัดค้านการสมรสเพศเดียวกัน , การอนุญาตให้คู่สมรสสามารถใช้ชื่อสกุลแยกกันได้ รวมถึงการสืบราชบัลลังก์ที่ต้องให้ความสำคัญกับผู้ชายเป็นอันดับแรก โดยระหว่างการหาเสียงครั้งล่าสุดเธอได้ประกาศว่า “เป้าหมายของฉันคือการเป็นสตรีเหล็ก” พร้อมชูนโยบายสำหรับผู้หญิง เช่นการนำค่าใช้จ่ายด้านการจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาหักลดหย่อนภาษีได้บางส่วน รวมถึงการเสนอให้มีการลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่จัดหาบริการดูแลเด็กภายในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง

การท้าทายครั้งใหม่

เส้นทางสู่ชัยชนะของทาคาอิจิอาจไม่ราบรื่นนัก เพราะต่อจากนี้เธอจะเผชิญกับความไม่แน่นอนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตค่าครองชีพของญี่ปุ่น เสถียรภาพทางการเมืองที่เปราะบาง ผลกระทบจากสงครามการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ความตึงเครียดเนื่องจากในอดีตเธอได้วิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างถึงพริกถึงขิงเนื่องจากมองว่าเป็นภัยคุกคามหลักด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ตามต่อจากนี้ ทาคาอิชิ ได้ก้าวเข้าสู่สนามรบที่แท้จริง แต่ต่อจากนี้จะสามารถนำญี่ปุ่นไปในทิศทางใด คงต้องติดตามกันต่อไป


ข้อมูล

https://www.sankei.com/article/20251004-D5HIVX4HOFH3VIIMBZ2MMBYWKE/

https://www.tokyoweekender.com/japan-life/news-and-opinion/sanae-takaichi-10-things-to-know/

https://www.nytimes.com/2025/10/21/world/asia/sanae-takaichi-japan-prime-minister.html

https://www.bbc.com/zhongwen/articles/cd631xg2n4eo/simp

รศ.ดร.ปณิธาน

บทเรียนเข้มข้นจาก รศ.ดร.ปณิธาน ผู้ผ่านไฟการเมืองมากกว่า 2 ทศวรรษ

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีประสบการณ์ด้านการเมืองมากกว่า 2 ทศวรรษหลังจากเรียนจบด้านนโยบายการป้องกันประเทศจากสหรัฐฯ เขาเคยทำงานทั้งในแวดวงวิชาการและรัฐบาลหลายยุค โดยมีบทบาทด้านความมั่นคง การสื่อสาร และวางยุทธศาสตร์ชาติ ปัจจุบันหลังวางมือจากการเมืองและเกษียณอายุจากงานสอน เขาได้ผันตัวมาเป็นนักวิชาการอิสระที่ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง

นอกจากสถานการณ์โลกที่น่าชวนคุย ชีวิตสมถะของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย ในฐานะคนในแวดวงการเมืองที่น่าจะเข้าถึงความสะดวกสบายได้ไม่ยาก เขาเลือกอาศัยอยู่หอพัก ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ กินเงินเดือนอาจารย์เป็นหลัก กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งมีบ้านและรถเป็นครั้งแรก ชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเพราะลูก

รศ.ดร.ปณิธาน

อาจารย์ข้ามสายมาทำงานด้านการเมืองได้อย่างไร

“อาจารย์ วิวัฒน์ มุ่งการดี เป็นผู้ชักชวนให้ผมไปทำงานกับท่านชวน หลีกภัย ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีรอบแรก ผมก็ไปช่วยทำงานวิจัยที่วุฒิสภา ทำงานตรงนั้นได้สักพัก ก็มีภารกิจไปสอนหนังสือที่อังกฤษช่วงสั้นๆ กระทั่งเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ท่านชวนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 ก็โทรชวนผมให้มาช่วยงานในตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานด้านความมั่นคง ตอนนั้นผมยื่นเงื่อนไขไปว่า จะไม่ลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะหากอนาคตเกิดอะไรขึ้น นักการเมืองอาจมีที่มีทางไปต่อ แต่ถ้าผมลาออกจะไม่มีที่ไป ผมอยากอยู่ได้ด้วยเงินเดือนของตัวเอง ไม่พึ่งพาใคร อย่างบ้านหรือรถผมก็ไม่มี เพราะเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้เยอะ อาศัยพักอยู่ที่หอพักจุฬาฯ ท่านก็ตอบตกลง นับแต่นั้นผมก็ไปทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าและสอนหนังสือที่จุฬาฯ ควบคู่กัน

“ผมทำงานหลายอย่างมาก ทั้งเขียนสุนทรพจน์ให้ท่านชวน ช่วงที่ไทยเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง บ้านเราเศรษฐกิจแย่ ผมก็ช่วยงานในทีมที่ทำเรื่องคืนเครื่องบินรบ F18จำนวน 12 ลำให้กับทางสหรัฐ เพราะเราไม่มีกำลังซื้อ รวมถึงช่วยทำเรื่องส่งทหารไทยไปรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก ถ้าท่านชวนเดินทางไปไหน ผมก็ไปด้วย จึงได้ประสบการณ์เยอะ พอหมดยุคคุณชวน ผมก็กลับมาทำงานเป็นอาจารย์เหมือนเดิม ตอนนั้นมีคนเข้าใจผิดเยอะ นึกว่าผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ใช่ เพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองใดเลย”

มีคนชวนกลับไปทำงานไหมคะ

“มีหลายท่านครับ แต่ไม่ได้ตอบตกลง เพราะอยากทำงานสอนให้เต็มที่ ประจวบกับต้นปี 2006 ผมได้รับเชิญให้ไปเป็น ศาสตราจารย์อาคันตุกะที่มหาวิทยาลัยจอนห์ ฮอปกินส์ ผมก็ลางานที่จุฬาฯ ไปสอนที่อเมริการาวครึ่งปี แล้วกลับมาสอนที่จุฬาฯ ต่อช่วงกลางปี ซึ่งช่วงนั้นตรงกับสมัยที่คุณทักษิณ ขึ้นเป็นนายกฯ ผมดูแล้วสถานการณ์ไม่ค่อยดี บ้านเมืองมีปัญหาเยอะมาก จึงให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่าจะเกิดการรัฐประหารเร็วๆ นี้  ผ่านไปเดือนกว่าเท่านั้นรัฐประหารก็เกิดขึ้นจริง

“ตอนนั้นคุณอาผม (คุณสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี) ขอให้ลาออกจากจุฬา มาช่วยงานรัฐบาลในสมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผมยืนยันเหตุผลเดิมว่าไม่ยอมลาออกจากงานประจำ แต่ท่านก็ยังยืนยันว่า อยากให้มาช่วยงาน เพราะฉะนั้นพลเอกสุรยุทธ์จึงตั้งคณะกรรมพิเศษผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ผมกับอธิการบดีอีกมหาวิทยาลัยประมาณสิบแห่งมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งเสนอไปว่าไม่ต้องมีตำแหน่งพิเศษ เพราะไม่อยากกระทบกับงานประจำ ท่านก็ตกลง ตอนนั้นก็เป็นที่ปรึกษาให้ท่าน พอหมดสมัยท่านผมก็กลับไปทำงานสอนเหมือนเดิม

“จนกระทั่งท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐเป็นนายกในปี 2008  ท่านก็ชวนผมไปทำงานในตำแหน่ง รองเลขาธิการนายก ดูแลเรื่องความมั่นคงด้านต่างประเทศ และจะให้รักษาการณ์ปฏิบัติหน้าที่เป็นโฆษกรัฐบาลไปด้วย เรียกว่าทำงานควบ 2 ตำแหน่ง แต่เงินเดือนได้ตำแหน่งเดียวนะ (หัวเราะ) ผมตอบท่านไปว่า ‘ตำแหน่งโฆษกไม่รับได้ไหมครับท่าน เพราะศัตรูจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะ’ แต่ท่านก็ขอให้รับทำ ซึ่งสุดท้ายศัตรูก็เยอะจริงๆ

“สถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นรุนแรงมากอย่างที่คาดไม่ถึง เกิดการชุมนุมล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยาเพื่อเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ยุบสภา คนชุมนุมนับพัน คนตายหลักร้อย  ชีวิตส่วนตัวก็ได้รับผลกระทบเยอะ มีคนวิ่งไล่ตี มีคนมาล้อมบ้านคุณแม่ขู่ว่าจะเผาบ้าน จนต้องส่งท่านไปอยู่ต่างจังหวัด ส่วนผมเองก็ต้องอพยพไปอยู่ค่ายทหาร แต่ก็ยังช่วยคุณอภิสิทธิ์ทำงานต่อไป เพราะคิดว่าท่านน่าทำงานด้วย อารมณ์ดี ใจเย็น เพราะฉะนั้นผมอยู่กับท่านทุกเหตุการณ์จนกระทั่งท่านหมดวาระ

“หลังจากนั้น เมื่อถึงสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ชวนผมทำงานอีก ผมปฏิเสธว่าไม่ไปแล้วไปทีไรผมเดือดร้อนทุกที ท่านจึงให้ท่านประวิตรโทรมาช่วยพูด บอกว่า อยากให้ไปช่วยจริงๆ ผมก็เห็นใจนะ สุดท้ายจึงรับเป็นที่ปรึกษา ในเงื่อนไขที่ว่าไม่ต้องการอำนาจ ส่วนเงินเดือน ผมรับจากจุฬาฯ ที่เดียว ไม่รับจากรัฐบาล หลังจากเป็นที่ปรึกษาให้พลเอกประวิตร ก็ขยับไปเป็นประธานที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้กับท่านประยุทธ์ด้วย”

การกลับมาทำงานครั้งนี้ เดือดร้อนอย่างที่คิดไหมคะ

“จริงครับ ชีวิตเจอปัญหาเยอะ เพื่อนฝูงที่คณะเกลียดไปครึ่งหนึ่ง บอกว่าผมทำงานรับใช้เผด็จการ ลูกศิษย์ส่วนหนึ่งเกลียดเรา แต่เขาชอบตัววิชา ก็ต้องอธิบายให้ฟังว่า ที่ผมทำงานนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศ และยังได้ประสบการณ์มาสอนพวกคุณด้วย ต่อไปถ้าคุณทำงานกับภาครัฐ ไม่ต้องคลำทาง เพราะผมไปดูมาหมดแล้ว เนื่องจากผมทำงานให้นายก ฯหลายท่าน ได้เข้าไปในเห็นกระบวนการทำงานที่ลึกที่สุด และคิดว่าไม่มีใครเข้าไปได้ลึกเท่าผมนะ  สิ่งเหล่านี้คือประโยชน์และเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน

“ขณะเดียวกันก็มีคนใหญ่คนโตบางท่านกล่าวหาว่าผมไม่สอนหนังสือ ซึ่งไม่จริง ผมอัดวีดีโอการสอนไว้ทุกครั้ง วิชาที่ใช้เงินหลวง ไม่เคยขาดสอนสักครั้ง และยังเชิญบุคคลภายนอกที่มีประสบการณ์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี รองนายกฯ สื่อที่มีชื่อเสียง มาสอนลูกศิษย์ในชั้นด้วย

“แต่เหตุการณ์แรงๆ ก็มีเหมือนกัน เช่น มีคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พกปืนมาดักรอที่ร้านตัดผมประจำของผม จนช่างแอบโทรมาเตือนว่า ‘อาจารย์อย่ามาที่ร้านนะ มีคนมาดักรออยู่ อาจารย์อยู่ที่ไหน เดี๋ยวป้าจะไปตัดผมให้’ ลำบากแกเดินทางมาตัดผมให้ถึงกรมทหารราบที่ 11 เพราะฉะนั้นพอเปลี่ยนการปกครองโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง ก็สองจิตสองใจว่าจะทำต่อดีไหม เพราะชีวิตได้รับผลกระทบเยอะเหลือเกิน

“บังเอิญว่าตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยมีการออกระเบียบใหม่ ถ้าเป็นงานวิชาการที่ทำให้กับรัฐบาล สามารถนำมาเป็นผลงานของตัวเอง นำไปสอนในชั้นเรียนได้ จึงตัดสินใจทำงานกับรัฐบาลต่อ ตอนนั้นทางสภาความมั่นคงแห่งชาติจึงทำเรื่องขอตัวผม ให้มารับตำแหน่งเป็นปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ และจากนั้นก็ไปเป็นที่ปรึกษาของท่านนายกฯ ด้านความความมั่นคง ดูแลงานวิชาการเกี่ยวกับความมั่นคงต่างประเทศทั้งหมด 30 เรื่อง ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา ภาคใต้ ซึ่งทำเรื่องนี้อยู่หลายปี

“แต่ระหว่างการทำงาน มีเหตุให้ต้องเกษียณจากมหาวิทยาลัยก่อนหมดวาระ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการทำงานกับภาครัฐ จึงยุติทั้งบทบาทอาจารย์และงานการเมืองตั้งแต่นั้น ใจจริงผมอยากช่วยต่อนะ แต่เมื่อเทียบกับความเดือดร้อน รู้สึกว่าทำต่อไปไม่ไหว พอเลิกทำงานการเมือง ศัตรูที่เคยจะมาทำร้ายเราก็มาขอคืนดีบ้าง กลายเป็นมิตรบ้าง ทุกวันนี้จึงผันตัวมาเป็นนักวิชาการอิสระ คอยวิเคราะห์สถานการณ์แทน ถือว่าเป็นช่วยประเทศในอีกรูปแบบหนึ่ง”

ย้อนกลับไปช่วงที่ยังทำงานการเมืองและได้รับผลกระทบมากมาย อะไรที่ทำให้ยังไปต่อคะ

“ชอบ ได้ประสบการณ์และความรู้เยอะมาก การทำงานตรงนั้นทำให้ผมเข้าใจทุกเหตุการณ์ ถ้าไม่ได้ทำงาน ก็จะไม่มีโอกาสรู้เรื่องราวเหล่านี้ ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราทำก็ได้ช่วยเหลือประเทศ ทั้งๆ ที่งานหนักมากนะ ในยุคคุณชวน ผมเดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้าตอนตี 1 กลับไปทำงานใหม่ตอนตี 5 ช่วงกลางคืนคือเวลาเคลียร์งาน ต้องรับโทรศัพท์จากต่างประเทศบ้าง ในขณะที่ช่วงกลางวันเต็มไปด้วยความแปรปรวน วุ่นวายหลายอย่าง และผมต้องรู้ทุกอย่าง หากท่านนายกฯ โทรมาถามว่า เรื่องนี้เป็นอย่างไร เอกสารอยู่หน้าไหน ต้องรู้ทั้งหมด เท่ากับว่าต้องอ่านแฟ้มของคณะรัฐมนตรีทุกแฟ้ม สมัยคุณอภิสิทธิ์ ท่านเข้างาน 6 โมงเช้า ผมก็ต้องมาทำงานเวลานั้น และด้วยหน้าที่ของโฆษก ต้องสัมภาษณ์สื่อทุกวัน ตอนเช้าสื่อไทย กลางคืนสื่อต่างประเทศ ไหนจะสอนหนังสืออีก มีคนเคยถามผมว่าได้นอนบ้างหรือเปล่า ตอบได้เลยว่าน้อยมาก”

ขอคุยถึงบ้านเมืองในยุคนี้บ้าง สำหรับรัฐบาลปัจจุบันที่มีวาระทำงาน 4 เดือน เรื่องท้าทายคืออะไรคะ

“เขามีเวลาน้อย แต่เจอเรื่องท้าทายมากที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา มีทั้งสงครามกับกัมพูชาที่เข้มข้นมาก เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ นักท่องเที่ยวไม่เยอะ และขยับตัวทำอะไรไม่ได้มากเพราะเรื่องภาษี ส่วนสถานการณ์การเมืองก็มีปัญหา ถ้าเขาแก้สำเร็จ ก็นับว่าเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่ถ้าไม่สำเร็จ โทษจะรุนแรงเหมือนกัน แต่เพราะเขาเจอเรื่องที่ท้าทายขนาดนี้ จึงทำให้คนจากภายนอกต้องกระโจนไปช่วย เพราะถ้าไม่ช่วยจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ ก็นับว่าเสี่ยงสำหรับคนนอกเหมือนกันเพราะไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ทั้งหมดนี้ขึ้นกับว่าผู้นำเข้าใจวิกฤตขนาดไหน”

นอกบ้านเราเองก็มีอยู่หลายวิกฤต หากให้อาจารย์วิเคราะห์ คิดว่าทิศทางโลกจะเป็นเช่นไร

“เรากำลังเข้าสู่ยุคโลกแห่งสงคราม หรือ World of War เป็นสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทั้งเรื่องเก่าและใหม่ปะปนกัน ตอนนี้สงครามมี 3 รูปแบบ คือมหาสงครามหรือสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งทุกคนกลัวที่สุด หากเกิด จะเกิดจากสหรัฐอเมริกาปะทะกับจีน แม้จะเป็นเรื่องยากที่มหาอำนาจจะเผชิญหน้ากันเอง แต่เขาฉลาดจึงใช้รูปแบบ ‘สงครามตัวแทน’ โดยการดึงยูเครน ไต้หวัน อิสราเอลกับอิหร่านมารบแทน แต่ถ้าวันไหนไต้หวันประกาศเอกราช จีนจะเข้าไปยึดทันที แล้วอเมริกาก็ต้องเข้าไปช่วย วันนั้นสงครามปะทุแน่

“สองคือ สงครามต่อเนื่องระดับภูมิภาค เช่น สงครามในพม่า ซูดาน ที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และสาม สงครามในโลกไซเบอร์ เป็นการก่อการร้ายแบบอวกาศ คือฝ่ายตรงข้ามสามารถเจาะข้อมูลอีกประเทศ แล้วไปกดปุ่มปล่อยนิวเคลียร์ วิธีนี้จะไม่สามารถหาตัวคนทำผิดและเป็นการสร้างความเข้าใจผิดได้ สงครามประเภทนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่ต้องระวังมากๆ หรืออย่างที่ฮุนเซนทำสงครามออนไลน์กับเรา ก็นับว่าเป็นสงครามทางไซเบอร์ เพราะสุดท้าย นายกฯ ก็ถูกถอดออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“ผมคิดว่าทรัมป์พยายามยุติสงครามมากกว่ายุคไบเดน เช่น การกดดันอิหร่านด้วยกำลังเพื่อเจรจา และตอนนี้อเมริกาเลิกสับสนแล้วครับ แต่ก่อนเขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับจีนอย่างไรเมื่อจีนเริ่มมีท่าทีแข็งขืน ตอนนี้ทรัมป์รู้แล้วว่า เขาต้องลดทอนความมั่งคั่งของจีน เพราะถ้าจีนมั่งคั่ง ก็นำไปสู่ความเข้มแข็งทางทหารและอาจกลายเป็นสงคราม เพราะฉะนั้นพันธมิตรจีนอย่างไทยจึงโดนพ่วงเรื่องภาษีไปด้วย เนื่องจากอเมริกาก็พยายามสกัดคนที่เอาเปรียบเขา จัดการกับคนผู้อพยพ นโยบาย America first เกิดขึ้นเพราะหากมีสงคราม อเมริกันต้องเข้มแข็ง เพราะท้ายสุดไม่มีใครอยากรบกับประเทศที่แข็งแกร่ง

“นี่คือภาพรวมของโลก ที่กำลังเปลี่ยนในทิศทางที่ไม่แน่นอน เหลือแค่ 2 ขั้วใหญ่คือ อเมริกาและจีน ซึ่งเรามีข้อขัดแย้งกับทั้งสองประเทศ สำหรับสหรัฐ เราขัดเรื่องที่เขาต้องการไม่ให้เราส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน ส่วนจีนต้องการให้เราช่วยปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่เรายังทำไม่ได้

“ท่านอภิสิทธิ์เคยถามผมว่า ถ้าทั้งจีนและอเมริกาไม่เอาเมืองไทย จะเป็นอย่างไร ผมว่านั่นคือสิ่งอันตรายที่สุด และตอนนี้เรากำลังอยู่ในจุดที่ เราไม่มีคุณค่ามากเท่าที่คิดว่าตัวเองมี แต่คงไม่ถึงขนาดว่า เขาจะไม่เอาประเทศไทยเลย เพราะอย่างไรเขาก็ได้ประโยชน์ แต่เราจะไม่ได้ประโยชน์จากเขามากเท่าไร เพราะด้วยท่าทีเฉยๆ ไม่เลือกข้าง ทำให้เราไม่ชัดเจน ซึ่งในอดีตหลายคนคิดว่า เทคนิคนี้คือไผ่ลู่ลม ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ แต่เป็นจุดยืนที่ไม่ต้องการสร้างศัตรู ซื้อเวลา และรักษาน้ำใจทุกคน”

ถ้าอย่างนั้น ในมุมมองของอาจารย์ไทยควรเลือกข้างใคร

“เลือกข้างฝ่ายที่เราต้องมั่นใจว่าจะชนะ มีความชอบธรรมและมีพรรคพวกเยอะ ซึ่งเราทำมาตลอดครับ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ตอนนี้เราสามารถเลือกทำบางอย่างให้ชัดเจนได้แล้ว จะเลือกทั้งสองด้านทำคู่กันไปเลยก็ได้ เช่น ช่วยจีนปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง หรือร่วมมือกับอเมริกา ปราบผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาเพ่นพ่านในเมืองไทย เราทำได้เลย แต่เราไม่ทำ เขาจึงรู้สึกว่าไม่ชัด ไม่เป็นเพื่อนในยามยาก

“บางเรื่องเราต้องคิดและลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะอยู่ข้างใคร ในอนาคตถ้าจีนบุกไต้หวัน จะเกิดสงครามภูมิภาคแน่ ซึ่งมีโอกาสบุกสูงเพราะจีนซ้อมรบใกล้ไต้หวันมาก ถ้าจีนทำแบบนั้น เราต้องคิดแล้วว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ถ้าพม่ารบกัน เราจะอยู่ข้างใคร ถ้าอิสราเอลปล่อยให้คนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน เราจะอยู่ฝ่ายไหน เราเลือกได้ตั้งแต่ตอนนี้  ในสถานการณ์ที่ผันผวน เรายังใช้นโยบายเดิม นั่นจึงตอบคำถามได้ว่า ทำไมเราถึงจัดการกับอเมริกาไม่ได้ ตอบโต้ฮุนเซนไม่ได้ และไม่สามารถจัดการได้แม้กระทั่งมาเลเซีย”

สงครามโลกครั้งที่ 3 มีโอกาสเกิดขึ้นมากแค่ไหนคะ

“สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ผมคิดว่าถ้าสงครามโลกครั้งที่สามเกิดขึ้น จะรุนแรงมากที่สุดอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ในอดีตน้ำหนักระเบิดนิวเคลียร์ของฮิโรชิม่า นางาซากิ ไม่กี่สิบกิโลตัน ตอนนี้ระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่สุดคือ 10,000 กิโลตัน ซึ่งทรัมป์กำลังเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยเสนอทางเลือกในการค้า การลงทุน และเป็นมิตรกับรัสเซียระดับหนึ่ง ก็ช่วยให้เราสบายใจได้ว่าคงลดความร้อนแรงลงได้บ้าง แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจน หรืออย่างสงครามในอิสราเอล ปาเลสไตน์ก็รุนแรงกว่าเดิมมาก ในฉนวนกาซ่าคนตายประมาณ 50,000 คน หรืออย่างยูเครนอยู่ที่ 3 แสนคน รัสเซียกว่า 5 แสนคน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยุคนี้จะมีการทำสงครามไซเบอร์ควบคู่กันไปด้วย อย่างอิสราเอลมีการเจาะข้อมูล ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไหนลงทุนเรื่องระบบเทคโนโลยีตั้งแต่ตอนนี้จะได้เปรียบมาก”

อาจารย์คิดว่าทางออกสถานการณ์ของไทย-กัมพูชา ควรเป็นแบบไหน

“ตลอดระยะเวลาครบรอบความสัมพันธ์ 75 ปี ไทย-กัมพูชา เราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทั้งหมดนี้มาจาก 3 เหตุผล คือประวัติศาสตร์เรื่องการแย่งชิงดินแดน ที่เขามีความพยายามชิงดินแดนกลับมาให้ได้ สองคือ ความแปรปรวนทางการเมือง และสามคือความใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ ตั้งแต่ยุคทหารจนถึงยุคพลเรือน

“ผมคิดว่า ข้อตกลง MOU 43 และ MOU 44 ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2543 และ 2544 ล้าสมัยไปแล้ว เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ เราต้องปรับให้เป็น MOU ที่ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน จึงควรจะมีการร่าง MOU 69 หรือ MOU70 ได้แล้ว และต้องตัดเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อน ถ้าทำได้ ไทยกับกัมพูชาจะกลับมามีความสัมพันธ์ในบริบทใหม่ ไม่ต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัว จะยึดแม่แบบเหมือนที่เราเคยแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับมาเลเซียก็ได้ อย่างพื้นที่บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง เป็นพื้นที่ที่เราและมาเลเซียเคยอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน ก็แก้ปัญหาด้วยกันทำ MOU ให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ส่วนกลาง ไม่มีใครปักหลัก มีข้อปฏิบัติชัดเจน และเราก็หาผลประโยชน์จากการขุดเจาะพลังงานด้วยกัน”

การทำงานของรัฐบาลยุคนี้ ควรปรับเรื่องอะไรคะ

“อาจารย์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เคยบอกผมก่อนท่านจะเสียว่า อย่าอยู่ในห้อง อย่าอยู่ในคอมฟอร์ตรูม ออกไปผจญภัย ออกไปต่อสู้ ผมบอกท่านว่า ผมบอกลูกศิษย์ทุกวัน การทูตของเราต้องประกอบทีมใหม่ ให้มีลวดลายและสร้างสรรค์มากกว่าเดิม อย่างที่เล่าไปว่า แต่ก่อนเราใช้วิธีดีกับทุกคน พอใครมีแนวโน้มที่จะชนะ เราประกาศเข้าข้างทันที  ตอนนี้ลวดลายเราหายไปเยอะ เราต้องมียุทธศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์กับทุกขั้วมหาอำนาจ และต้องสามารถสายตรงกับผู้นำได้

“ในยุคที่ผมทำงาน เคยมีคนไทยเป็นล่ามให้ปูตินจนเราได้สายตรงกับเขาได้ เรามีคนไทยเป็นบุตรบุญธรรมของประธานาธิบดีจีน โจวเอินไหล หรืออย่างคุณถนัด คอมันตร์ สามารถสายตรงกับประธานาธิบดีเคเนดี้ อาจารย์สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็สามารถสายตรงกับเบอร์สองของสหรัฐได้ ถ้าเราไม่มีคนที่สามารถโทรสายตรง ลัดคิว หรือดีลพิเศษ นี่คือเรื่องอันตรายที่สุด เพราะเราจะไม่ใช่ผู้เล่นทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจอีกต่อไป”

มาที่ชีวิตส่วนตัวบ้าง ในฐานะที่อาจารย์ทำงานอยู่กับรัฐบาลหลายสมัย มีวิธีวางตัวอย่างไรคะ

“ยิ่งทำงานด้านเมืองและความมั่นคงต้องมีหลักการที่เข้มข้น หนึ่ง ตรงไปตรงมาต่ออาชีพ ต่อความคิดของเรา ถ้าต้องทำงานให้ใคร งานต้องส่งตรงถึงผู้บังคับบัญชาเท่านั้น เช่น ถ้าผู้บังคับบัญชาผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะไม่ผ่านใครเลยแม้กระทั่งเลขาฯ หน้าห้อง ผมจะส่งรายงานตรงถึงนายกฯ เท่านั้น ไม่อย่างนั้นงานของผมจะถูกบิดเบือนเป็นเรื่องอื่น ซึ่งบางรัฐบาลเขาไม่รับเงื่อนไขนี้

“สอง แม้จะมีบางคนที่เราไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม แต่ในฐานะที่ทำงานตรงนี้ ถ้าเขาขอคำแนะนำต้องมีคำตอบให้เขา เขาทำอะไรไม่ดี ต้องแนะนำได้ ซึ่งในโลกการเมืองมีคนหลากหลาย ทั้งนักธุรกิจ พ่อค้า นักการเมือง อาจารย์ ผู้พิพากษา ตำรวจ และทหาร แต่ละคนมีความต้องการคนละแบบ เราต้องเข้าใจความต้องการเหล่านั้น ทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม ไม่ต้องตัดสินว่าเขาเป็นคนอย่างไร เพราะเป้าหมายใหญ่อยู่ที่บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า ต้องพยายามโน้มน้าวเขาว่า ทำอย่างนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมทำงานกับหลายพรรคได้

“สาม ถ้าเป็นข้าราชประจำ ต้องไม่รับตำแหน่งที่กระทบกับอาชีพหลัก พูดง่ายๆ ว่าไม่ลาออกจากงานราชการ ไม่เป็นนักการเมือง ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าผมเป็นนักการเมือง ที่จริงไม่ใช่นะครับ อย่างที่บอกไปว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา ผมไม่เคยอยู่สังกัดพรรคไหนเลย เพราะเป็นข้าราชการ ยึดมั่นในเงินเดือนตัวเอง  อยู่หอพัก กินข้าวโรงอาหารมหาวิทยาลัย ไม่มีรถยนต์ ไม่เคยมีบ้าน มีน้อยใช้น้อย ไม่ก่อหนี้ จนกระทั่งแต่งงานตอนอายุ 55 ถึงซื้อบ้าน ซื้อรถเพราะมีลูก”

การทำงานสายนี้น่าจะใช้ชีวิตได้อย่างคนมีฐานะ เพราะอะไรถึงตัดสินใจอยู่อย่างมัธยัสถ์คะ

เพราะครอบครัวสอนมาอย่างนี้ และอาจเป็นเพราะผมอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เล็ก เขาสอนไม่ให้ใช้ของเกินความจำเป็น กินเท่าที่มี เสื้อผ้ามีเท่าที่ใส่ ใครใช้ของแปลกที่โรงเรียนก็ห้าม เวลาสอบได้ที่ 1 ที่บ้านไม่เคยให้เงินเป็นรางวัล ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศหรูหรา ทั้งที่พ่อเป็นนายแบงค์ฐานะดี ส่วนแม่เป็นครู อาจเพราะทุกคนทำงานทุกวัน บวกกับประสบการณ์ที่ได้จากการอยู่ต่างประเทศก็มีส่วน ทุกคนมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง และเรามุ่งมั่นเรื่องงานเป็นหลัก พอมาทำงานการเมือง ฝ่ายที่ผมทำงานด้วยก็ไม่ค่อยหวือหวา และผมตรงไปตรงมา การยึดมั่นในหลักการของตัวเองทำให้ผมปลอดภัย เพื่อนฝูงบางคนเห็นผมอยู่หอพัก ก็เคยถามว่า ออกจากหอไหม ดูอยู่ลำบาก แต่ผมไม่รู้สึกลำบาก ข้าวก็กินที่โรงอาหารนิสิตนี่แหละเพราะราคาถูก”

ในช่วงทำงานการเมือง เคยคิดอยากมีครอบครัวไหมคะ

“ไม่เลย ถ้ามีแฟนก็คบๆ เลิกๆ จนกระทั่งอายุ 50 กว่าๆ ก็คิดว่า อยู่เป็นโสดนี่แหละ ใครเขาจะมาแต่งกับเรา อายุก็เยอะแล้ว จนกระทั่งได้เจอกับภรรยา บังเอิญว่าญาติเรารู้จักกัน และเขาเคยเรียนกับผม แต่ตอนที่เขาเป็นลูกศิษย์นี่ผมไม่คุ้นหน้าเขาเลยนะ จนกระทั่งมาเจอกันอีกที ตอนที่เขาทำงานให้กับสำนักราชเลขา คุยกันถูกคอ จึงตัดสินใจคบกัน พอแต่งงาน ก็มีลูกชาย 2 คน มาแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นคืออีกเหตุผลที่ตัดงานการเมืองทิ้งด้วยเหมือนกัน เพราะใช้เวลาในชีวิตมหาศาล”

พอมีลูก ชีวิตเปลี่ยนไปมากไหมคะ

“ไม่ใช่แค่เปลี่ยน แต่เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด การมีลูกตอนอายุ 55 นั้น ตอนแรกก็งง ว่าเด็กพวกนี้มาจากไหน (หัวเราะ) เพราะไม่เคยวางแผนว่าจะมีลูก และลูกทั้งสองคนก็มาโดยธรรมชาติ พรรคพวกของผมก็หัวเราะว่า แกเริ่มมีลูกสายเหลือเกิน คนอื่นๆ ลูกโตจนเข้ามหาวิทยาลัยหมดแล้ว

“พอมีลูก คราวนี้ก็ต้องคิดต่อว่าจะอยู่ที่ไหน รายได้เท่าไร ลูกจะเรียนอะไร ตอนที่ผมเป็นอาจารย์จุฬาฯ ก็จองสิทธิ์ให้เรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ตั้งแต่เกิดเพราะเป็นสิทธิ์ในด้านสวัสดิการ และเราก็ทำงานให้กับมหาวิทยาลัยมา 25 ปี ปรากฏว่าเขาเปลี่ยนกฎเป็น ถ้าอาจารย์เกษียณหรือออกไป ลูกก็หมดสิทธิ์เรียนต่อในช่วงรอยต่อตามไปด้วย ส่วนภรรยาตอนนั้นลาออกจากงานที่สำนักราชเลขามาเลี้ยงลูกอยู่แล้ว เขาจึงไปสมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนานาชาติแทน ลูกๆ จึงได้สิทธิ์เรียนที่นั่นไปด้วย

 “ส่วนบ้านก็ต้องซื้อ เพราะที่ผ่านมาผมอยู่หอพักมาโดยตลอด จำได้ว่าตอนหาบ้าน พรรคพวกก็ปั่นป่วนช่วยกันหา บ้านที่อยู่ตอนนี้ ก็เป็นบ้านเพื่อนที่เขาน่ารัก ยอมลดราคาเพื่อขายให้เรา กลายเป็นว่าคนข้างนอกช่วยเรามากกว่าหลายคนที่เคยทำงานด้วยกันเสียอีก ส่วนรถก็เพิ่งซื้อคันแรกในชีวิต เพราะฉะนั้นชีวิตตอนนี้เหมือนเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด มีบ้านหลังแรก มีรถคันแรก สนุกสนานมาก จบด้วยความรู้สึกว่า นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกเป็นอิสระ

“ตอนนี้ชีวิตผมจึงให้เวลากับลูกเป็นหลัก  ตื่นตี 5 ลุกขึ้นมาทำกับข้าว รับส่งลูกไปโรงเรียน อย่างวันนี้ที่มาสัมภาษณ์กับแพรว ความจริงมีหลายรายการชวนผมไปออกทีวีคุยเรื่องกัมพูชา แต่ต้องปฏิเสธไป เพราะเป็นวันเกิดลูกคนเล็ก ปีนี้ 8 ขวบ ก็ต้องอยู่กับลูก” (ยิ้ม)

เรื่องท้าทายของการเป็นคุณพ่อยุคนี้คืออะไรคะ

“เรื่องที่ผมคิดทุกวันนี้คือ ลูกจะเอาชนะผมอย่างไร เพราะเด็กสมัยนี้ฉลาดมาก แต่บางเรื่องเราตรงไปตรงมากับเขาไม่ได้ขนาดนั้น ก็ต้องวางแผน อาศัยอุบายหลอกล่อ ซึ่งยากกว่าทำงานกับนักการเมืองอีก (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดี

ต้องยอมรับว่าเด็กรุ่นนี้เรียนระบบใหม่และคิดเองเป็น เพื่อนผมเคยถามเขาว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เขาตอบว่า ‘I want to be myself’  คือไม่อยากเป็นหมอ ไม่อยากเป็นวิศวกร แต่อยากเป็นตัวเอง แล้วเขาพูดได้ 3 ภาษา คือไทย อังกฤษ จีน เขาเคยถามผมว่า สมบัติทั้งหมดที่ผมมี ทั้งรถยนต์ บ้าน ราคาเท่าไร ในอนาคตถ้าต้องแบ่งสมบัติ จะแบ่งอย่างไร ผมงงมาก เด็ก 10 ขวบ 8 ขวบ คิดเรื่องเงินแล้ว แต่ไม่แปลกใจเพราะเวลาผมเปิดดูวิชาที่โรงเรียนสอน เขาสอนทั้งการจัดการชีวิต จัดการเวลา และจัดการเพื่อน การเลี้ยงลูกจึงเหมือนได้เห็นอนาคตของเด็กรุ่นต่อไปด้วย ผมได้เรียนรู้จากลูกเยอะเหมือนกัน”

ในวัย 64 อาจารย์คิดว่า ในอนาคตสิ่งสำคัญของชีวิตคืออะไรคะ

“สมดุลครับ เพราะทุกอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงเสมอ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าเริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นครูเงินเดือนน้อยๆ ก็ต้องรู้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร สมดุลยังนำมาใช้กับเรื่องการเมืองได้ด้วย บางประเทศเราต้องปรับตัวใกล้ชิดเขากว่าเดิม ทุกวันนี้สถานการณ์ทำให้รู้ว่า เราไม่สามารถอยู่บนหอคอยงาช้างได้ ต้องปรับสมดุลใหม่ ไปสัมผัสหน้างาน ไปรับรู้ความเป็นจริงด้วย

“สำคัญที่สุดคือ การหาสมดุลชีวิตกับงานให้เจอ แต่ก่อนผมขาดสิ่งนี้ ชีวิตหนักไปทางงาน ไม่ค่อยสมดุล แต่ทุกวันนี้ผมเทน้ำหนักมาที่ครอบครัวมากขึ้น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น

“ก็หวังว่าทุกคนจะหาสมดุลของตัวเองเจอครับ”

สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารแพรว ฉบับเดือนตุลาคม 2568

‘La Dolce Vita Sundays’

เปิดประสบการณ์เมดิเตอร์เรเนียนสุดหรู ‘La Dolce Vita Sundays’

ต้นเดือนตุลาคมนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนฤดู แต่คือการประกาศการกลับมาอย่างเป็นทางการของความคึกคักระดับโลกในจังหวัดภูเก็ต โดยมีอีเวนต์ซิกเนเจอร์อย่าง ‘La Dolce Vita Sundays’ ที่ Carpe Diem Beach Club หาดบางเทา เป็นหมุดหมายสำคัญที่จุดประกายไฮซีซันของภาคใต้

งานรีลอนช์สุดพิเศษเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปาร์ตี้ แต่คือการรวมตัวของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ทั้งชาวไทย, ชาวต่างชาติที่พำนักในไทย, และผู้ที่เดินทางเข้ามาใหม่ เพื่อดื่มด่ำกับ “ชีวิตอันแสนหวาน” (La Dolce Vita) ในแบบฉบับเมดิเตอร์เรเนียนที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ปาร์ตี้ริมชายหาดเปิดฉากด้วยบุฟเฟ่ต์บรันช์สุดคึกคัก พร้อมสเตชันปรุงสด โดยมีแขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง เชฟ Álvaro Ramos Palancarejo (Chef Palanca) ร่วมสร้างสีสันกับโชว์ทำอาหารเมนูซิกเนเจอร์ อาทิหอยเชลล์ซัลโมเรโฆ่ (Scallops on Salmorejo) ปาเอย่าล็อบสเตอร์ (Paella Lobster) และอารอสเนโกร (Arroz Negro) สร้างความประทับใจให้กับแขกผู้ร่วมงานตลอดช่วงบ่าย

‘La Dolce Vita Sundays’

เมื่อตะวันลาลับขอบฟ้า บรรยากาศขยับสู่ปาร์ตี้ริมสระสุดคึกคัก โดยมีดีเจประจำคลับส่งต่อพลังดนตรีไปจนถึงยามค่ำ แขกผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินกับค็อกเทลระดับพรีเมียม แชมเปญ และบริการบอตเทิลเซอร์วิสในโซนเตียงริมสระที่ขึ้นชื่อของ Carpe Diem ขณะเดียวกันการแสดงสุดตระการตาและโชว์ควงไฟปิดท้ายได้สาดสีสันใต้ท้องฟ้ายามราตรีอย่างน่าประทับใจ

La Dolce Vita Sundays กลับสู่ไลน์อัพกิจกรรมของ Carpe Diem Beach Club อย่างเป็นทางการ พร้อมแพ็กเกจให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เก้าอี้เลานจ์ริมชายหาด (beach lounge chairs) เตียงริมสระและเตียงชายหาด (pool deck and beach beds) ไปจนถึงแพ็กเกจ all-day experience ให้แขกสามารถเพลิดเพลินได้ตลอดทั้งวันอีกด้วย

สำหรับตารางกิจกรรม การสำรองที่นั่ง และข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ carpediemphuket.com

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ Carpe Diem Beach Club ได้ที่

ERKE SPORTS

เจนิส-กระทิง-อู่อู๋-เซฟ ร่วมเปิด ERKE SPORTS แฟลกชิพสโตร์แรกในไทย

ERKE (เออ-เคอร์) แบรนด์สปอร์ตแวร์ชั้นนำจากจีน เปิดตัว ERKE SPORTS แฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 1 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ พร้อมนำเสนอรองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬา ครบทุกสไตล์ ทั้งสปอร์ต ลำลอง เทนนิส และแอคทีฟเอาท์ดอร์

เจนิส-กระทิง-อู่อู๋-เซฟ ร่วมเปิด ERKE SPORTS แฟลกชิพสโตร์แรกในไทย

ERKE โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านกีฬาและคุณภาพสินค้าระดับโลก ถ่ายทอดจิตวิญญาณของแบรนด์ผ่านโลโก้ “หงส์โบยบิน” และสโลแกน “To Be No.1” ภายในสโตร์แบ่งสินค้าเป็น 3 ซีรีส์หลัก ได้แก่ Women Sports, Outdoor และ Lifestyle พร้อมเทคโนโลยีระบายอากาศ E-Cool และผ้าอุ่นน้ำหนักเบา E-Thermal

รองเท้ายอดนิยม เช่น INFINITE ET, PARK RUNNING 4, Jiang 3.0 และ SOFA ใช้นวัตกรรมพื้นกลางเฉพาะของ ERKE ช่วยรองรับแรงกระแทกและเพิ่มความสบายในการวิ่งและเดิน ส่วนอุปกรณ์เสริม (Accessories) ครอบคลุมทุกกิจกรรมกีฬา

งานเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหาร ERKE Group จากจีน นำโดย Kenny Lin และ Erica พร้อมดาราชื่อดังร่วมงาน อาทิ เจนิส – เจณิสตา, กระทิง – ขุนณรงค์, อู่อู๋ และเซฟ ในลุคสปอร์ตแวร์จาก ERKE

แฟน ๆ สามารถช้อป เออ-เคอร์ แฟลกชิพสโตร์ บางกะปิ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ BUY 2 ITEMS GET 70% OFF On 2nd ITEM STOREWIDE วันนี้ – 24 ตุลาคม 2568 และยังมีสาขาอื่น ๆ ทั้งงามวงศ์วาน ท่าพระ และเร็ว ๆ นี้ที่บางแค รวมถึงช่องทางออนไลน์บน Facebook: @ERKEThailand, IG: @thailanderke, TikTok: @erke_thailand_official


เวย์วี ล้อมคุณไว้ทุกเส้นทางกับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่2 ในประเทศไทย

บอยกรุ๊ปสุดฮอต WayV (เวย์วี) พวกเขากำลังกลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนพร้อมปลุกจิตวิญญาณของทุกคน กับทัวร์คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่สองในประเทศไทย 2025 WayV Concert Tour [NO Way OUT] in BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2025 เวลา 18:00 น. ณ ไบเทค ไลฟ์

WayV บอยกรุ๊ปที่ครองใจแฟนเพลงทั่วโลกด้วยสไตล์ทางดนตรีที่โดดเด่นและเสน่ห์ที่หลากหลายบนเวที นับตั้งแต่เดบิวต์พวกเขาสามารถผสมแนวเพลงต่าง ๆ พร้อมนำเสนอออกมาได้อย่างน่าประทับใจโดยไร้ซึ่งกำแพงทางภาษา ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ ผ่านเสียงร้องและทักษะการเต้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนสร้างฐานผู้ฟังที่แข็งแกร่งและขยายวงกว้างสู่ระดับสากลได้สำเร็จ ผลงานเพลงฮิตติดหูอย่าง ‘无翼而飞 (Take Off)’, ‘天选之城 (Moonwalk)’, ‘Love Talk’, ‘超时空 回 (Turn Back Time)’, ‘秘境 (Kick Back)’, ‘Phantom’ และ ‘Give Me That’ ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ของพวกเขาในฐานะศิลปินที่มากด้วยความสามารถ

ล่าสุด WayV ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากการเผยความมั่นใจอันเหนือชั้นผ่านมินิอัลบั้มชุดที่ 7 ‘BIG BANDS’ ซึ่งวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อัลบั้มนี้ถ่ายทอดความเป็น WayV อย่างชัดเจน ทั้งด้านดนตรีและการแสดงอันยอดเยี่ยม สำหรับเพลงไตเติล ‘BIG BANDS (狂想曲)’ เป็นเพลงแดนซ์อัปบีตที่ผสานกลิ่นอายแจ๊สเข้ากับเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและจังหวะอันมีชีวิตชีวา ขณะที่เนื้อเพลงสื่อถึงการสร้างเสียงสะท้อนอันยิ่งใหญ่ดั่งวงดนตรีบิ๊กแบนด์ เพื่อปลุกจิตวิญญาณของทุกคน นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนคลับทั่วโลก นอกจากอัลบั้มนี้จะครองอันดับ 1 บนชาร์ตยอดขายอัลบั้มดิจิทัลรวมและชาร์ตมินิอัลบั้มของ QQ Music แพลตฟอร์มเพลงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนแล้ว ยังติดอันดับ TOP10 บนชาร์ต iTunes Top Albums Chart ใน 16 ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงบราซิล, เม็กซิโก, ชิลี, ญี่ปุ่น, รัสเซีย, อินโดนีเซีย, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม และตุรกี ตลอดจนคว้าอันดับ 1 บนชาร์ตรายวันของ CIRCLE Chart ยืนยันถึงการตอบรับอันร้อนแรงต่อโลกดนตรีบทใหม่ของ WayV ได้เป็นอย่างดี

ต่อยอดความสำเร็จด้วยทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่สอง ‘2025 WayV Concert Tour [NO Way OUT]’ ใน 15 เมืองทั่วเอเชียพร้อมสมาชิกที่เข้าร่วม ได้แก่ KUN (คุน), TEN (เตนล์), XIAOJUN (เซียวจวิ้น), HENDERY (เฮนเดอรี) และ YANGYANG (หยางหยาง) โดยทัวร์ครั้งนี้จะเผยเวทีที่ได้รับการอัปเกรดให้ทรงพลังและมีสีสันตามแบบฉบับของ WayV อย่างเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม คอนเสิร์ตนี้เริ่มต้นอย่างงดงาม ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 2–3 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งบัตรเข้าชมทั้งสองรอบ รวมถึงที่นั่งจำกัดทัศนวิสัยจำหน่ายหมดเกลี้ยงทันที สะท้อนถึงความนิยมอันถล่มทลายของพวกเขา ก่อนจะเดินทางไปพบแฟน ๆ ทั่วเอเชีย ได้แก่ เซินเจิ้น, หนานจิง, นาโกย่า, โอซาก้า, โยโกฮาม่า, ฟุกุโอกะ, ฮาร์บิน, หางโจว, เซี่ยงไฮ้, เฉิงตู, ไทเป, ฮ่องกง, กรุงเทพฯ และปักกิ่ง

โลกดนตรีที่เต็มไปด้วยบทเพลงและการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ WayV จะทำให้ทุกช่วงเวลาเป็น “ไฮไลต์” ที่คุณไม่มีทางออกจากเส้นทางนี้ได้อีกต่อไป ! เปิดจำหน่ายบัตรรอบสมาชิก “WayZenNi” Membership (GL) Pre-Sale ในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2025 เวลา 11:00 น. – 22:59 น., รอบสมาชิก JOY CLUB Pre-Sale ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2025 เวลา 11:00 น. – 15:59 น. เท่านั้น และรอบบุคคลทั่วไป ในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2025 เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป

ยกระดับวันพักผ่อน สำรวจ 5 พื้นที่กิจกรรมครอบครัว ที่อนันตรา บ่อผุด เกาะสมุย

ใกล้ถึงวันหยุดแล้ว มีหมุดหมายสำหรับช่วงเวลาพักผ่อนหรือยังคะ? ถ้ายังไม่มี แพรว ขอชวนทุกคนไปสำรวจพื้นที่ใหม่และประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับครอบครัว ณ อนันตรา บ่อผุด เกาะสมุย ไปด้วยกัน

เมื่อไม่นานนี้ อนันตรา บ่อผุด เกาะสมุย รีสอร์ท (Anantara Bophut Koh Samui Resort) รีสอร์ทชั้นนำบนเกาะสมุยที่เหมาะกับกลุ่มครอบครัว เปิดตัวพื้นที่กิจกรรมใหม่พร้อมประสบการณ์ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันสำหรับแขกทุกช่วงวัย เพื่อนำเสนอบริการที่เป็นมิตรกับการพักผ่อนแบบครอบครัว

โดยการปรับปรุงรีสอร์ทนี้ยังนับเป็นการสะท้อนเสน่ห์และความมีชีวิตชีวาของเกาะสมุย พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่ครบครันรวมถึงการเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ให้กับแขกทุกช่วงวัยที่แสวงหาความหรูหราควบคู่ไปกับการผจญภัย ซึ่งประกอบด้วย 6 โซนให้เลือกพักผ่อนได้ตามความต้องการ

Tree House Kids’ Club

เริ่มต้นด้วย พื้นที่กิจกรรมใหม่สำหรับสำหรับคุณหนู “Tree House Kids’ Club” โฉมใหม่ ที่พร้อมต้อนรับเด็กๆ ด้วยพื้นที่สีสันสดใสและตารางกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างสาระ ควบคู่กับความบันเทิงอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น งานศิลปะ คลาสเรียนทำอาหาร และกิจกรรมผจญภัยบนชายหาด ซึ่งทั้งหมดได้รับการคัดสรรมาเพื่อจุดประกายจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ๆ อีกทั้งยังมีโปรแกรม “Samui Way of Life” อันเป็นเอกลักษณ์ของรีสอร์ท ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้มาร่วมสัมผัสกิจกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและความกลมกลืนระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกสมาธิ การไหว้สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ หรือกิจกรรมล่าสมบัติปลาตะเพียนสานอันแสนสนุก

The Lounge Active Zone

ขยับวัยให้โตขึ้นอีกหน่อย เพราะโซนต่อไปคือ “The Lounge Active Zone” เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ใหม่ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้พบปะ พร้อมสนุกไปกับเพื่อนใหม่ ผ่านกิจกรรมเวิร์คช้อปที่มีทั้ง ทำผ้ามัดย้อม, ระบายสีกะลามะพร้าว, มวยไทย และคลาสทำอาหาร Spice Spoons ที่จะทำให้เหล่าวัยรุ่นทั้งหลายสนุกไปกับการเติบโตและค้นหาตัวตน

Main Pool

ในขณะที่เด็ก ๆ สนุกกับกิจกรรมที่ Tree House Kids’ Club และ The Lounge Active Zone โฉมใหม่ กันอยู่ ผู้ใหญ่อย่างเราคงไม่มีอะไรฟินไปกว่าการได้พักผ่อนริมสระว่ายน้ำใต้เงาต้นมะพร้าวและต้นปาล์ม หรือเดินเล่นในสวนสวยที่ออกแบบโดย บิล เบนส์เลย์ ภูมิสถาปนิกชื่อดัง อีกแล้ว เพราะการรีชาร์จพลังท่ามกลางธรรมชาติถือเป็นสิ่งที่ลงตัวสุดๆ

Anantara Spa

หนึ่งไฮไลท์ไม่ควรพลาด นั่นคือ “Anantara Spa” สปาที่การันตีด้วยรางวัลมากมายและยังได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ The White Lotus ซีซั่น 3 ด้วย

สำหรับสปาแห่งนี้มาพร้อมห้องทรีตเมนต์ส่วนตัว 6 ห้องล้อมรอบด้วยสวนน้ำอันเงียบสงบ โดยเราสามารถเลือกบริการนวดตัว การบำบัดแบบองค์รวม ไปจนถึงโปรแกรมเวลเนสเฉพาะบุคคล แน่นอนว่าเป็นพื้นที่กิจกรรมครอครัวทั้งที ที่นี่จึงมีทรีตเมนต์พิเศษสำหรับเด็ก เช่น Little Prince Massage ใช้น้ำมันช็อกโกแลตและส้มเพื่อประสบการณ์ที่ผ่อนคลาย และ Little Princess Massage ที่ผสมผสานการขัดผิวอย่างอ่อนโยนและการนวดตัวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม

Fitness

ไม่เพียงเท่านั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังมีฟิตเนสโฉมใหม่ที่มาพร้อมเครื่องออกกำลังกายคาร์ดิโอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อจาก Technogym รวมถึงมีวีดีโอจาก Technogym ที่ออกแบบไว้ให้แขกของอนันตราได้ออกกำลังกายในห้องพักส่วนตัว

หากใครยกระดับการออกกำลังไปอีกขั้น ที่นี่ยังมีคลาสมวยไทยและคลาสศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวสำหรับทุกช่วงวัยที่สนามมวยเปิดใหม่ ซึ่งเอื้อให้การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมสนุกของทุกคนในครอบครัวอีกด้วย

นอกจากการพักผ่อนภายในรีสอร์ท ครอบครัวไหนสายรักการผจญภัยก็สามารถออกไปสำรวจเกาะพร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวอย่าง Passage of the Lotus ได้นะคะ กิจกรรมนี้จะพาเราไปเยี่ยมชมสักการะวัดพระใหญ่และวัดปลายแหลมเพื่อความเป็นสิริมงคล พักชมวิวอันสวยงามและเงียบสงบ เยี่ยมชมช้าง ณ เขตรักษาพันธุ์ช้างในพื้นที่ รวมถึงยังมีอีกกิจกรรมที่ออกเรือไปยังเกาะแตนและเกาะมัดสุม ไปชมหาดทรายและแนวปะการังที่สวยงามสมบูรณ์ พร้อมหมูชายหาดสุดน่ารัก

ถือเป็นการพักผ่อนเต็มรูปแบบที่ให้เหล่าครอบครัวผู้รักการท่องเที่ยวได้เลือกสรรตามไลฟ์สไตล์กันเลยทีเดียว


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: อนันตรา บ่อผุด เกาะสมุย รีสอร์ท

โทร: 077 428 300
อีเมล: [email protected] https://www.anantara.com/th/bophut-koh-samui

Purra

Toiletpaper เทคโอเวอร์ทรงวาด กับ Pop-Up Art Space สุดจัดจ้านจาก Purra

เมื่อความเหนือจริง (surrealism) และอารมณ์ขันแบบ dark humor ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Toiletpaper มาพบกับพลังความสร้างสรรค์ของแบรนด์น้ำแร่ Purra ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ Pop-Up Art Space สุดแหวกแนว ที่จะพาทุกคนดื่มด่ำกับศิลปะในมิติใหม่ ท่ามกลางสีสันสดจัดและความคิดสุดขั้ว

Toiletpaper เทคโอเวอร์ “ทรงวาด” เผย Pop-Up Art Space สุดจัดจ้านจาก Collaboration Project ล่าสุดของ Purra

ภายในงาน Purra x Toiletpaper ได้แปลงโฉมพื้นที่ “ทรงวาด” ให้กลายเป็นอาณาจักรแห่งจินตนาการ ถ่ายทอดผลงานที่ผสมผสานวัฒนธรรมป๊อปเข้ากับธรรมชาติ ผ่านเลนส์ของศิลปะภาพถ่ายที่ทั้งเหนือจริงและยั่วล้อในเวลาเดียวกัน จุดเด่นคือการนำเสนอความงามของธรรมชาติในมุมมองไม่คาดคิด ด้วยการจัดวางภาพและองค์ประกอบที่ทั้งสนุก สนั่นสายตา และกระตุ้นให้ตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัว

Pop-Up Art Space แห่งนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมกับงานศิลปะอย่างใกล้ชิด ทั้งในรูปแบบอินเทอร์แอ็กทีฟและการจัดแสดงภาพที่บอกเล่าแนวคิดเรื่อง “ธรรมชาติและความมหัศจรรย์” ผ่านสายตาอันเฉียบคมของ Toiletpaper

ผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะแนว Pop Art และแฟนของ Toiletpaper ไม่ควรพลาด เพราะนี่คือการเทคโอเวอร์พื้นที่ศิลปะที่จัดจ้านและน่าจดจำที่สุดในรอบปี สามารถสัมผัสประสบการณ์นี้ได้แล้ววันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 ที่ “ทรงวาด”


ประเมินค่าไม่ได้! ยลโฉมเพชรนโปเลียนที่หายไปจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟว์

เกิดเหตุสะเทือนโลกขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2025 เกิดการโจรกรรมสุดอุกอาจภายใน พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Musée du Louvre) ใจกลางกรุงปารีส เมื่อคนร้ายจำนวน 3–4 คนบุกเข้าไปในห้อง Galerie d’Apollon ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงคอลเล็คชั่นเครื่องเพชรพลอยของราชวงศ์ฝรั่งเศส และกวาดเอาอัญมณีล้ำค่าหลายชิ้นออกไปภายในเวลาเพียง 6-7 นาทีเท่านั้น

ประเมินค่าไม่ได้! ยลโฉมเพชรนโปเลียนที่หายไปจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟว์

(Photo by Kiran Ridley/Getty Images)

โดยทางพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ยืนยันว่า เหตุเกิดขึ้นในช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.30 น. (เวลาท้องถิ่น) โดยคนร้ายใช้เครื่องมือตัดกระจกเจาะเข้าทางหน้าต่างฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนจะหลบหนีไปโดยใช้มอเตอร์ไซค์ ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสกำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและหลักฐานภายในพื้นที่

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับวงการศิลปะทั่วโลก เพราะอัญมณีที่สูญหายไม่ใช่เพียงเครื่องประดับที่มีมูลค่ามหาศาล แต่เป็น “สมบัติทางวัฒนธรรมของชาติฝรั่งเศส” ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ยุคนโปเลียนและราชสำนักฝรั่งเศสตลอดศตวรรษที่ 19

โดยหนึ่งในชิ้นสำคัญที่ถูกขโมยคือ Empress Eugénie’s Tiara มงกุฎของจักรพรรดินีอูจีนี ซึ่งถูกจัดแสดงพร้อมกับมงกุฎและเครื่องประดับส่วนตัวอื่น ๆ โดยมงกุฎองนี้ประดับด้วย ไข่มุก 212 เม็ด เพชร 1,998 เม็ด และ เพชรแบบ Rose-cut 992 เม็ด

Musée du Louvre / Stéphane Maréchalle

อีกชิ้นสำคัญคือ สร้อยคอมรกตและเพชร (Emerald and Diamond Necklace) ซึ่งจักรพรรดินโปเลียน ที่ 1 ทรงมอบให้แก่พระมเหสี Marie-Louise of Austria ในวาระอภิเษกสมรสปี 1810 เครื่องประดับชิ้นนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความรุ่งเรืองของจักรวรรดิฝรั่งเศส ตัวเรือนทองประดับเพชรคัตน้ำดีและมรกตทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่จากเหมืองโคลอมเบีย ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัญมณีมรกตที่งดงามที่สุดในยุโรปยุคนั้น

Musée du Louvre / Jean-Gilles Berizzi

นอกจากสร้อยคอ ยังมีรายงานว่า ต่างหูมรกตคู่หนึ่ง จากชุดเดียวกันของ Marie-Louise ได้หายไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งคู่เคยถูกนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ “Les Trésors de la Couronne” เมื่อปี 2017 และถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่เชื่อมโยงโดยตรงกับราชสำนักนโปเลียน

Glittering Decorative Bow ซึ่งถือเป็น ชิ้นกลางของเข็มขัด (belt centerpiece) ประกอบด้วย เพชร 2,438 เม็ด และเพชรแบบ Rose-cut 196 เม็ด

นอกจากนี้ รายงานเบื้องต้นจาก ABC News และ Le Monde ระบุว่า นอกจากสามชิ้นสำคัญดังกล่าว ยังมีเครื่องประดับอื่น ๆ จากราชินีในราชวงศ์บูร์บงและโบนาปาร์ต เช่น

  • Brooch ประดับเพชรของ Queen Marie-Amélie แห่งฝรั่งเศส
  • สร้อยคอและเข็มกลัดของ Queen Hortense de Beauharnais พระมารดาของนโปเลียน ที่ 3

แม้ทางพิพิธภัณฑ์ยังไม่เปิดเผย “รายชื่อเต็ม” ของชิ้นงานที่สูญหาย แต่คาดว่ามูลค่ารวมของอัญมณีทั้งหมดอาจสูงกว่า 100 ล้านยูโร และแต่ละชิ้นล้วนเป็น “ต้นแบบทางศิลปกรรมเครื่องประดับฝรั่งเศสยุคศตวรรษที่ 19” ที่ประเมินค่าไม่ได้


เดอะ เรสซิเดนเซส แอท อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท Branded Residences หนึ่งเดียวในไทย

 บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ จัดงาน Exclusive VIP Preview เปิดตัวโครงการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท” (The Residences at InterContinental Phuket Resort) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นำเสนอรูปแบบการอยู่อาศัยเหนือระดับบนชายหาดกมลา ภายใต้แนวคิด ‘Live Beyond Boundaries in Paradise’ ให้ที่พักอาศัยเป็นดั่งสรวงสวรรค์แห่งการพักผ่อนที่คุณสามารถครอบครองได้จริง โครงการยังเชื่อมต่อโดยตรงกับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท มอบเอกสิทธิ์แห่งไลฟ์สไตล์เหนือระดับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการมาตรฐานระดับโลก ถือเป็น Branded Residences ภายใต้แบรนด์ InterContinental แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้

เดอะ เรสซิเดนเซส แอท อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท

เมื่อกล่าวถึงเมืองริมทะเลที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติและยังคงรักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม “ภูเก็ต” คือชื่อแรก ๆ ที่ผุดขึ้นในใจของผู้คนทั่วโลก เมืองที่โอบล้อมด้วยทิวเขา สีครามแห่งท้องทะเลอันดามัน และวิถีชีวิตอันงดงามของชุมชนท้องถิ่น ทำให้ภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับการอยู่อาศัยในแบบรีสอร์ตที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งของโลก

“หาดกมลา” หนึ่งในทำเลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ทำเลทองแห่งภูเก็ต” หรือที่รู้จักกันในนาม “Millionaire’s Mile” พื้นที่ชายฝั่งอันเลื่องชื่อที่รายล้อมด้วยความงดงามของธรรมชาติ ความสงบเงียบ และบรรยากาศแห่งความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง หาดกมลาเปรียบเสมือนสรวงสวรรค์สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตท่ามกลางท้องทะเลอันดามันอันบริสุทธิ์ โดยยังคงสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของชุมชนท้องถิ่นและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรสนิยม การออกแบบที่พักอาศัยในย่านนี้จึงถูกตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์แห่ง “Exclusive Seaside Living” อย่างแท้จริง ทุกองค์ประกอบสะท้อนความกลมกลืนระหว่างธรรมชาติและความหรูหราอย่างมีระดับ เพียงไม่กี่นาทีจากที่พัก ผู้อยู่อาศัยสามารถสัมผัสได้ถึงความงามของท้องทะเลสีครามและหาดทรายขาวละเอียด สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนในทุกฤดูกาล และการใช้ชีวิตเหนือระดับในแบบภูเก็ตอย่างแท้จริง

The Residences at InterContinental Phuket Resort จึงเป็นคอนโดมิเนียมสุดหรู ริมชายหาดกมลาที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนในแบบ Exclusive Lifestyle Living โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “Far East Paradise” ถ่ายทอดความงดงามดั่งสวรรค์ที่เชื่อมโยงเรื่องราวแรงบันดาลใจ “ไตรภูมิกถา” อันเป็นหนึ่งเดียวจากโรงแรมสู่อาคารที่พักอาศัยแห่งใหม่ ผสมผสานอัตลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรมชิโน–ยูโรเปียนและเปอรานากันอันทรงคุณค่า ให้ทุกมุมของโครงการสะท้อนเอกลักษณ์แห่งภูเก็ตอย่างร่วมสมัย มอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ความหรูหราเหนือระดับอย่างลงตัว  ซึ่งนอกจากการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่งดงามดั่งสรวงสวรรค์แล้ว พราว เรียล เอสเตท ยังมอบประสบการณ์การพักอาศัยอันเป็นที่สุดด้วยการเชื่อมต่อโดยตรงกับ InterContinental Phuket Resort  โรงแรมภายใต้แบรนด์ InterContinental แห่งเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลระดับ Michelin 2 Keys การันตีความเป็นเลิศด้านการบริการและประสบการณ์การเข้าพักถือเป็น Branded Residences ภายใต้แบรนด์ InterContinental แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง Butler Service และ Concierge Service ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงห้องอาหารที่ได้รับการยกย่องในระดับมิชลิน อาทิ Hom Restaurant ห้องอาหารร่วมสมัยที่ได้รับรางวัล Michelin Star และ ห้องอาหารจรัส (Jaras Restaurant) ที่ได้รับการจัดอันดับในคู่มือมิชลินเช่นกัน โดยทั้งสองห้องอาหารรังสรรค์เมนูสุดประณีตจากวัตถุดิบท้องถิ่นและแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย ผสานเทคนิคการปรุงระดับสากล เพื่อมอบประสบการณ์รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้อยู่อาศัยและแขกผู้มาเยือน

พื้นที่ส่วนกลางของโครงการยังได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพักผ่อนพร้อมการดูแลสุขภาพขั้นสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น Aqua Symphony, Hydro Massage และ Technogym Fitness รวมถึงการออกแบบที่สอดแทรกธรรมชาติให้สามารถสัมผัสได้จากทุกพื้นที่ ด้วยมาตรฐาน World-Class Services ของเครือโรงแรม IHG Hotels & Resorts ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก เดอะ เรสซิเดนเซส แอท อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ทจึงมอบทั้ง “ความหรูหรา” และ “ความพิเศษ” ให้กับผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง ที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่พักอาศัย หากแต่คือจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตที่หลอมรวมธรรมชาติ วัฒนธรรม และความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “The Residences at InterContinental Phuket Resort ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ IHG Hotels & Resorts เครือโรงแรมระดับโลก ในการนำเสนอรูปแบบการอยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่ผสานความหรูหราเข้ากับธรรมชาติและการใช้ชีวิตครบทุกมิติได้อย่างลงตัว ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท มีต่อพราว เรียล เอสเตท รวมถึงศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งในด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ซึ่งพราว เรียล เอสเตทตั้งใจถ่ายทอดทั้งหมดนี้ให้เป็นประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับ ผ่านแนวคิด ‘Live Beyond Boundaries in Paradise’ เพื่อให้โครงการแห่งนี้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตในทุกมิติ

ทุกองค์ประกอบของโครงการ ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน ไปจนถึงภูมิสถาปัตย์ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันโดยทีมงานระดับโลก เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้สัมผัสถึงความกลมกลืนระหว่างธรรมชาติและความร่วมสมัย พร้อมด้วยบริการมาตรฐานระดับโลกจากอินเตอร์คอนติเนนตัล และสิทธิพิเศษเหนือระดับสำหรับลูกบ้านซึ่งจะเติมเต็มความเป็น Exclusive Lifestyle Living ของการพักผ่อนอาทิ ส่วนลด 15% สำหรับ บริการเช่าเรือยอชต์ส่วนตัว เพื่อสัมผัสท้องทะเลอันดามันอย่างมีสไตล์หรือส่วนลด 20% สำหรับบริการเช่าคอร์ทเทนนิส รวมถึงสิทธิ์เข้าใช้ Planet Trekkers (Kids Club) สำหรับกิจกรรมสุดสนุกของเด็ก ๆ และ ส่วนลด 20% สำหรับเมนู à la carte ที่ Sati Spa เพื่อการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบในทุกช่วงเวลา”

โครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort มอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ผสมผสานความสงบและความเป็นส่วนตัว ด้วยจำนวนเพียง 111 ยูนิต เพื่อให้ทุกพื้นที่เปี่ยมด้วยความเป็นส่วนตัวและความเงียบสงบของการพักผ่อนริมทะเลอันดามัน ทุกยูนิตได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหรูหราเหนือระดับอย่างลงตัว มีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ยูนิตขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ห้องนอนขนาด 58 ตร.ม. จนถึงเพนต์เฮาส์หรู 5 ห้องนอน ขนาด 425 ตร.ม. ส่งมอบพร้อมเฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียมครบครันในราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท พร้อมการให้บริการเหนือระดับในมาตรฐานของโรงแรมภายใต้แบรนด์ InterContinental แห่งเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลระดับ Michelin 2 Keys รวมถึงบริการดูแลทำความสะอาด ซักรีด และบำรุงรักษาครบวงจร เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนในภูเก็ตได้อย่างไร้กังวล และใช้ชีวิตเหนือระดับได้อย่างแท้จริงในทุกวัน

พราว เรียล เอสเตท ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตเหนือระดับและร่วมค้นพบกับความหมายใหม่ของคำว่า “ที่พักอาศัยที่เป็นเหมือนสรวงสวรรค์” ได้ที่ เซลส์ แกลลอรี่ โครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท ซึ่งเปิดให้เยี่ยมชมแล้ววันนี้ ณ InterContinental Phuket Resort หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ร่วมสัมผัสทุกองค์ประกอบการออกแบบที่สะท้อนนิยามแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมอันประณีตที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เสียงคลื่นทะเลที่โอบล้อมทุกอณูความรู้สึก หรือการบริการเหนือระดับในมาตรฐานอินเตอร์คอนติเนนตัลที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาให้สมบูรณ์แบบที่สุด โอกาสอันพิเศษนี้เปิดให้คุณได้สัมผัสชีวิตในแบบที่หลายคนใฝ่ฝัน — ชีวิตที่ผสมผสานความหรูหรา ความสงบ และความงดงามของธรรมชาติไว้ในที่เดียวอย่างลงตัว “Live Beyond Boundaries in Paradise” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่คือประสบการณ์จริงที่รอให้คุณมาค้นพบด้วยตัวเอง ณ สวรรค์แห่งการอยู่อาศัยบนหาดกมลา

สำหรับผู้ที่มีความสนใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย The Residences at InterContinental Phuket Resort สามารถนัดหมายเพื่อเข้าชมโครงการได้ที่สำนักงานขาย ณ InterContinental Phuket Resort รับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 02-0268999 หรือเว็บไซต์ www.proudrealestate.co.th/theresidencesphuket

XuYiyang

เปิด 5 ชุดแต่งงาน สวีอี้หยาง สวยอลังการระดับโอต์ กูตูร์

งดงามราวกับเจ้าหญิง เปิด 5 ชุดแต่งงาน สวีอี้หยาง จากสี่แบรนด์ดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Lanyu, The Atelier, Elie Saab หรือ Ivan Yong

ราวกับงานแต่งงานในฝันของใครหลายคน สำหรับงานวิวาห์ของ หวงจื่อเทา และสวีอี้หยาง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน โดยพิธีแต่งงานจัดขึ้นทั้งหมดสองรอบ ในช่วงเช้าเป็นพิธีตามขนบธรรมเนียมแบบจีน สวีอี้หยางสวยสง่าในเดรสสีแดง ประดับลายปักบริเวณไหล่ เอว และกระโปรง ซึ่งชุดดังกล่าวมาจากแบรนด์ดีไซเนอร์จีนอย่าง LANYU นั่นเอง

XuYiyang1

ไม่เพียงเท่านั้นลุคนี้ยังโดดเด่นด้วยเครื่องประดับทองที่หวงจื่อเทามอบให้สวีอี้หยางเป็นของขวัญ ซึ่งประกอบด้วย มงกุฎ, ปิ่นปักผม, สร้อยคอ, ต่างหู, สร้อยข้อมือ และเข็มกลัด ที่ประดับด้วยอัญมณีและเพชรถึง 999 เม็ด เพื่อแสดงถึงความหมายของรักนิรันดร์ สำหรับชุดเครื่องประดับดังกล่าวได้สั่งทำเป็นพิเศษจาก DR千金冠 jewelry ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านหยวน หรือ 4,580,800 บาท เลยทีเดียว

XuYiyang3

หลังจากพิธีแบบจีนเสร็จสิ้น ทั้งคู่ได้จัดงานฉลองเล็กๆ ขึ้นภายในสวยที่ได้รับการเนรมิตด้วยดอกไม้หลากสี มาพร้อมกับตุ๊กตาน้องหมาทั้ง 3 ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรัก อี้หยางปรากฏตัวอีกครั้งในชุดที่ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าหญิง เดรสสีฟ้าอมม่วงสลับขาว และกระโปรงไล่ระบายเป็นชั้นๆ จากแบรนด์ The Atelier คอลเล็คชั่น The Phantom Star Jimmychoo

XuYiyang5
XuYiyang6

จากนั้นอี้หยางจึงเปลี่ยนชุดอีกครั้งเป็นเดรสเกาะอกสีขาวที่ประดับลูกไม้บริเวณเสื้อและกระโปรงส่วนบน นอกจากนี้ยังเพิ่มความน่ารักด้วยโบบริเวณเอว เป็นชุดที่ทั้งมินิมอล และแฝงไปด้วยความประณีตในเวลาเดียวกัน สำหรับชุดดังกล่าวยังมาจากแบรนด์ชุดแต่งงานที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝัน นั่นคือแบรนด์โอต์ กูตูร์อย่าง Elie Saab

XuYiyang7
XuYiyang8

สำหรับพิธีฉลองช่วงเย็น เริ่มต้นขึ้นพร้อมความอลังการแบบทวีคูณ เมื่อหวงจื่อเทาและสวีอี้หยางได้เนรมิตห้องบอลรูมให้กลายเป็นกาแล็คซี่ที่ระยิบระยับไปด้วยดวงดาวมากมาย เจ้าสาวเปิดตัวอย่างงดงามอีกครั้งด้วยเดรสสุดอลังการ เกาะอกสีขาว และกระโปรงบานฟูฟ่องที่ปักประดับลูกไม้และคริสตัลตลอดทั้งตัว โดยเดรสชุดนี้เป็นการสั่งตัดพิเศษจากแบรนด์ IVY YONG โอต์ กูตูร์ชื่อดังจากประเทศมาเลเซีย

XuYiyang9

ลุคสุดท้ายกับช่วงเวลา After Party สวีอี้หยางยังคงสวยสง่าเช่นเดิม แต่ยังเพิ่มเติมความสนุก สดใส่ให้กับลุคมากขึ้น ด้วยการเลือกสวมเดรสคล้องคอสีม่วงพาสเทล นอกจากนี้ยังมีผ้าคลุมประดับดอกกุหลาบที่ช่วยเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น สำหรับลุคดังกล่าวยังเป็นอีกหนึ่งผลงานสั่งตัดพิเศษจาก IVY YONG

XuYiyang12

เรียกว่าเป็น 5 ลุคที่ สวีอี้หยาง สวยสง่าราวกับเป็นเจ้าหญิงจริงๆ และไม่แปลกใจเลยที่เธอจะได้รับขนานนามจากโลกโซเชียลว่า เจ้าสาวแห่งปี


ข้อมูล: x: @noviaini

ภาพ: Weibo และ Instagram @lt_xuyiyang, @ivanyongcouture

‘เสน่ห์ปนอ่อนไหว จนถ่านไฟเก่ากลับมาคุใหม่ ใช่คุณไหม?? เช็กเลย!!’ ดวงรายสัปดาห์ 20-26 ตุลาคม 2568

‘เสน่ห์ปนอ่อนไหว จนถ่านไฟเก่ากลับมาคุใหม่’

ดวงรายสัปดาห์ 20-26 ตุลาคม 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :  มีลุ้นรับวันแรกของการทำงานเลยทีเดียวกับโครงการคนละครึ่ง พลัส แต่สำหรับชาวอาทิตย์เชื่อได้ว่า น่าจะผ่านฉลุย เพราะดวงคุณในช่วงสัปดาห์นี้นับว่า ยังคงมีแต้มบุญสะสมอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับการเกษตร ที่นา ที่สวน ผลไม้ นักออกแบบตกแต่งสวน ศิลปะวัฒนธรรม สินค้าโอทอป มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้ร่วมทำงานใหญ่กับผู้ใหญ่ที่มากด้วยความสามารถ ระดับปรมาจารย์ทางด้านนั้นๆ ของเมืองไทย ซึ่งพวกท่านจะเอ็นดูคุณ คอยส่งเสริมให้งานผ่านไปด้วยดี หรือหากคุณอยากศึกษาต่อ พวกท่านก็พร้อมจะสนับสนุนคุณ

การเงิน  :  ก็ยังคงมีดวงได้รับเงินจากการซื้อ-ขายที่ดิน ที่นาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัปดาห์นี้คาดว่ารายได้จะเกิดจากผู้ใหญ่ และทีมงานที่ดี แต่ควรเบาๆ ในการใช้เงินบ้างนะคะ เพราะคุณก็เตรียมลิสต์รายการที่จะซื้อแล้ว

ความรัก  :   จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ของคุณก็มีอบอุ่นดี มีความสุขทั้งในบ้านและนอกบ้าน ซึ่งสัปดาห์นี้จะยิ่งเพิ่มความอบอุ่นด้วยการอยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่หลายท่านเลย คนโสด ก็ยังมีโอกาสได้พบคนที่ดี แต่หากคุณไม่เจ้าชู้เกินไป ก็น่าจะคบกันได้ยาวแล้วล่ะ เพราะคนนี้ผู้ใหญ่น่าจะจัดสรรมาให้  

สุขภาพ  :   ก็ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการรับประทานและการดื่มอยู่ และระบบย่อยอาหาร นอกจากนั้นยังเพิ่มโรคทางช่องปาก แผลในปาก ควรดื่มน้ำเยอะๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สัปดาห์ใหม่ของชาวจันทร์นี้ หากระแวดระวังคนรอบข้างไว้หน่อยก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับดนตรี กวี ศิลปะ วงการบันเทิง ความสวยงามต่างๆ  เพราะมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะตกอยู่ท่ามกลางความอึดอัด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตกเป็นแพะรับบาป ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือรับงานงอกจากที่ตกลงกันไว้ ก็อย่าได้หวั่นไหว เพราะสัปดาห์นี้คุณมีดวงได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้มีปัญญา ความสามารถ และเซ้นส์ สามารถพลิกแพลงสถานการณ์ต่างๆ ให้ผ่านไปได้ด้วยดี

การเงิน  :  จริงๆ คุณมีรายได้ที่เข้ามาเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยห่วงเรื่องเงินเท่าไหร่ แต่สัปดาห์นี้ระวังรายจ่ายที่มาแบบไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้อยากจ่าย ก็คือถูกหลอกนั่นเอง

ความรัก  :   น่าจะเรียกว่าเป็นลักษณะเด่นของชาวจันทร์เลย เรื่องเสน่ห์ และความไม่มั่นใจ จิตใจอ่อนไหวสูง โรแมนติก สำหรับสัปดาห์นี้บวกความหึงหวงเข้าไปด้วย รวมถึงหากใครที่กำลังงอนกันอยู่ก็มีโอกาสกลับมาคืนดีกันนะ  คนโสด  ก็ยังโดดเด่นในเรื่องของเสน่ห์กับความอ่อนไหว ยิ่งสัปดาห์นี้ถึงขนาดถ่านไฟเก่ากลับมาติดไฟใหม่ได้อีกครั้ง

สุขภาพ  :   มีโอกาสที่คุณจะบาดเจ็บหรือไม่สบายจากการปฏิบัติงานหนัก นอกจากนั้นยังต้องระวังการหมุนเวียนเลือด ความดัน ระบบน้ำเหลืองและต่อมไร้ท่อต่างๆ ดังนั้น ควรรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ที่ช่วยในการบำรุงเลือดด้วย

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน    หากจะบอกว่าเป็นสัปดาห์แห่งความสำเร็จของชาวอังคารก็ได้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน อาคารสำนักงาน สิ่งปลูกสร้าง หากสัปดาห์ที่แล้วคุณตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นแพะรับบาป แต่สัปดาห์นี้คุณมีโอกาสที่จะได้เข้าไปทำงานที่ต้องใช้วาทศิลป์ในการติดต่อประสานงาน โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ งานส่งเสริมการขาย ฯลฯ ซึ่งคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก

 การเงิน  :   ก็ยังอยู่กับการซื้อ-ขายที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะเป็นเงินเย็น เช่น ค่าเช่าที่ คอนโดฯ ทำนองนั้น ซึ่งสัปดาห์นี้หากคุณจะลงทุนเพิ่ม ก็นับว่ายังมีโอกาสที่คุณจะได้เงินเข้ามา

ความรัก  :  ต้องบอกว่าสัปดาห์นี้วิญญาณมนุษย์ทำงานเข้าสิงคุณเต็มตัวแล้วล่ะ เพราะทุกอย่างคืองานๆๆ ฉันคือช้างเท้าหน้า เป็นหลักในบ้าน   คนโสด สัปดาห์ที่แล้วคิดถึงงานมากแค่ไหน สัปดาห์นี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จนความรักตามมาไม่ทัน 

สุขภาพ  :   สำหรับชาวอังคารที่มีโรคประจำตัวอยู่ให้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะมีโอกาสที่จะกำเริบขึ้นมาใหม่ แล้วคราวนี้มีความเสี่ยงที่จะโกโซบิ๊ก

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  สัปดาห์นี้ของชาวพุธ ดูทรงแล้วน่าจะอยู่ไม่นิ่ง ลุยแบบไม่เกรงกลัวใครเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจในสายบริการ เช่น ร้านอาหาร กาแฟ เครื่องดื่ม สปา หรือสินค้าและบริการสำหรับเด็ก มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้บุกเบิกเริ่มต้นหรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงและท้าทายสูง โดยที่คุณจะสตรองมาก มีความเครียดสูง ทำงานแบบดุดัน ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่น จึงควรระวังการตัดสินใจที่รวดเร็วจนขาดสติ จะทำให้งานเสียหายอย่างไม่ควรจะเป็น  

การเงิน  :  มีโอกาสได้ลงทุนในธุรกิจเพิ่ม ซึ่งคุณชอบความท้าทายอยู่แล้ว หนำซ้ำยังมีไหวพริบและปฏิภาณในการที่จะทำให้ได้เงินมาอีกด้วย แต่ก็ระวัง เพราะคุณจะเสียเงินกับเรื่องที่ไม่ควรเสีย เช่น เอฟของกระจุกกระจิก หรือขนมนมเนยมาเต็มบ้าน   

ความรัก  :  ดวงคุณก็ยังเด่นในเรื่องของเสน่ห์ แล้วสำหรับสัปดาห์นี้ยิ่งเพิ่มความสตรองเข้ามาอีก นั่นก็คือ หากชอบใคร แม้คุณจะมีคู่ครองแล้ว ก็ไม่แคร์ที่จะเข้าไปเติมน้ำตาลให้กับโซเชียล คนโสด  โดดเด่นมากๆ ใครเห็นก็อดที่จะเข้ามาคุยกับคุณไม่ได้ แล้วหากคุณชอบ คุณก็ไม่แคร์ที่จะคบ แม้ว่าจะไม่ถูกต้องก็ตาม

สุขภาพ   :   มีโอกาสที่จะเป็นภูมิแพ้พวกสารเคมีที่ผสมมากับน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการคัน เป็นตุ่ม เป็นผดผื่น รวมถึงเชื้อราในร่มผ้า

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์ใหม่ของชาวพฤหัสบดี อยากบอกว่าก็ยังคงนั่งไม่ติด เป็นไปได้ว่าคุณ จะลุยงานแบบไม่เกรงกลัวใครเลย ในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสสูงมากที่จะได้บุกเบิกเริ่มต้นงานหรือธุรกิจใหม่ๆ หากเป็นพนักงานประจำก็มีโอกาสได้โยกย้ายหรือปรับตำแหน่งหน้าที่การงานให้สูงขึ้น ดีต่ออนาคตภายภาคหน้า ซึ่งมีความท้าทายถูกจริต ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่คุณจะทำงานแบบดุดัน เครียด และเชื่อมั่นตัวเองมากๆ ก็ต้องระวัง เพราะการตัดสินใจที่รวดเร็วจนขาดสติ จะทำให้งานหรือธุรกิจนั้นๆ เสียหายอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น     

การเงิน  :  มีโอกาสลงทุนเพิ่มในธุรกิจต่างๆ ซึ่งคุณก็มีไหวพริบและปฏิภาณในการสร้างกำไรได้ไม่ยาก จริงๆ แล้วคุณจัดสรรเงินได้ดีและมีประสิทธิภาพ สำหรับสัปดาห์นี้ก็อย่าลืมจัดสรรไว้สำหรับญาติมิตรที่จะมาหยิบยืมเงินด้วยนะ

ความรัก  :  ความเก่งจะทำให้คุณโดดเด่นในหมู่ของคนรอบข้าง แล้วประกอบกับสัปดาห์นี้คุณรู้สึกรักสวยรักงามเป็นพิเศษด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสที่ความสัมพันธ์กับคู่ครองจะร้อนแล้วล่ะ   คนโสด  โดดเด่นกับภาพสาวสตรองที่ดูแลตัวเองเป๊ะ ทั้ง เสื้อผ้า หน้า ผม แล้วเป็นไปได้ว่าสัปดาห์นี้คุณพร้อมที่จะเปิดใจให้กับความสัมพันธ์ที่หลากหลายด้วย

 สุขภาพ   :  มีโอกาสที่จะเป็นภูมิแพ้ พวกสารเคมีที่ผสมมากับน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการคัน เป็นตุ่มและผดผื่น ในกรณีที่รุนแรงจะถึงขั้นผิวหนังอักเสบ นอกจากนั้นยังต้องระวังเชื้อราในร่มผ้า

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :  จะบอกว่าชาวศุกร์เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบุญก็ได้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดฯ อาคารสำนักงาน สิ่งก่อสร้างทุกชนิด เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้เดินทางไปโน้นนี่ตลอด ไม่อยู่นิ่งเลยทีเดียว เช่น ไปติดต่อประสานงาน ไปดูที่ดิน ดูทำเล หรือไปขายโครงการ แล้วเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นงานบุญ งานเพื่อสังคม ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่คุณจะได้พบกับผู้ใหญ่ที่มีบารมี อยู่ในศีลในธรรม  

การเงิน  :   มีโอกาสที่คุณจะได้เดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ เป็นไปได้ว่าจะได้เงินจากการการซื้อ-ขายที่ดินด้วยนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าเพิ่งตกปากรับคำใคร กระทั้งเซ็นสัญญา หากยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ตามนั้น

ความรัก :  ความสัมพันธ์กับคู่ครองเริ่มแผ่วลง เปิดทางให้เรื่องงานขึ้นมาเด่นแทน พร้อมกับผู้ใหญ่ที่ตีคู่มาดูแลครอบครัวอย่างใกล้ชิด จนคุณสามารถปล่อยมือได้   คนโสด   สัปดาห์นี้เด็กๆ ไม่มา มาแต่ผู้ใหญ่ ซึ่งน่าจะมาในรูปของที่ปรึกษา เริ่มต้นจากเรื่องงานก่อนจากนั้นค่อยปรึกษาเรื่องหัวใจ  

สุขภาพ  :  เด่นมากเรื่องภูมิแพ้ ทั้งอากาศ และฝุ่น มีอาการจาม หายใจไม่สะดวก มีความเสี่ยงถึงขั้นแพ้อย่างรุนแรง อย่าประมาท

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  ชาวเสาร์เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่พร้อมหัวใจการให้บริการเลยนะเนี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจในสายบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม กาแฟ โรงแรม การท่องเที่ยว รวมถึงสินค้าและบริการสำหรับเด็ก ในรอบ 7 วันนี้มีความเป็นไปได้ที่คุณจะได้เข้าไปทำงานที่เกี่ยวกับช่าง การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โครงการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก สละเวลาให้กับสังคม แอบกระซิบว่า หากอยากให้งานผ่านฉลุยก็ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ผู้หญิงนะคะ    

การเงิน  :   มีโอกาสที่คุณจะใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับของกระจุกกระจิก ของไร้สาระ ขนมนมเนย เป็นไปได้ว่าจะซื้อให้เด็กๆ ที่บ้าน หรือให้ลูก  

ความรัก  :  อยากบอกชาวเสาร์ว่า สัปดาห์นี้คุณมีทั้งความเป็นแม่ที่อบอุ่นและความงอแงแบบเด็กอยู่ในตัว แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากเลยล่ะ ได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าครอบครัวด้วย    คนโสด  วันหยุดยาวนี้มีโอกาสที่คุณจะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าครอบครัว  ไปเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นเด็กน้อยของแฟน เอ หรือจะมีเด็กน้อยมาให้ดูแลน้า

 สุขภาพ   :  ระวังออฟฟิศซินโดรมจะถามหานะคะ สัปดาห์นี้ก็พยายามอย่านั่งติดคอมพิวเตอร์ หรือมือถือ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ทุกๆ ชั่วโมง หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ นอกจากนั้นหากชาวเสาร์ที่เพิ่งผ่าตัดอวัยวะในช่องท้อง ก็อย่ายกของหนัก มีความเสี่ยงที่แผลผ่าตัดจะสมานได้ไม่ดี

KANORI x Plantiful เปิดตัวเซตเมนูแฮนด์โรล Plant-Based ต้อนรับ เทศกาลกินเจ

เทศกาลกินเจ ปีนี้ KANORI Hand Roll bar ในฐานะร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทแฮนด์โรลเจ้าแรกของประเทศไทย จึงได้ผนึกกำลังกับ Plantiful คาเฟ่ Plant-based ชื่อดัง เพื่อเปิดตัวชุดเมนู “ ul Hand Roll Set” แฮนด์โรลแนว Plant-Based เป็นครั้งแรก ที่ประสบความสำเร็จในการผสานรสชาติอันสดใหม่ เท็กซ์เจอร์ที่น่าค้นหาไว้ในคำเดียวอย่างสมบูรณ์แบบเซตเมนูพิเศษนี้จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ตั้งใจถือศีลกินเจ คนรักสุขภาพ รวมถึงผู้ที่มองหาอาหารทางเลือกอันเต็มเปี่ยมด้วยอรรถรส โดยพร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ในการกินเจ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2568 ที่ร้าน KANORI ทุกสาขา

KANORI x Plantiful เปิดตัวเซตเมนูแฮนด์โรล Plant-Based ต้อนรับ เทศกาลกินเจ

เมนูใหม่: 4 โรลไฮไลต์ Plant-Based ท้าให้ลอง!

 1. Tofu Yuzu Beetroot – เต้าหู้บีทรูท และซอสพลัม คำนี้เลือกใช้เต้าหู้ เป็นพระเอกหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดตามแบบฉบับอาหารวีแกนที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง จากนั้นจึงเพิ่มมิติของรสชาติด้วยการผสานความสดชื่นเปรี้ยวอมหวานของ ส้มยูซุ (Yuzu) และความกรุบกรอบของบีทรูทที่ให้สีสันสวยงามและสัมผัสที่หลากหลายในการเคี้ยว ปิดท้ายด้วย ซอสพลัม ที่ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวชุ่มคอ ทำให้ Tofu Yuzu Beetroot เป็นตัวเปิดคำแรกที่ให้ความรู้สึก “รีเฟรชชิ่ง” มากที่สุด 

2. Unagi Vegan – มะเขือม่วงเทอริยากิ และแตงกวา เมนูนี้คือการนำซิกเนเจอร์โรลของ Plantiful มาผสมผสานกับสไตล์ Hand Roll ของ KANORI อย่างลงตัว เป็นคำที่ตั้งใจให้ “รสชาติเหมือนปลาไหลย่าง” หัวใจของเมนูนี้คือการนำมะเขือม่วง มาปรุงรสชาติอย่างเข้มข้น และเคลือบด้วย ซอสเทอริยากิ รสกลมกล่อม เมื่อนำมาม้วนรวมกับ แตงกวา ที่ให้ความสดชื่น จะมอบประสบการณ์การรับประทานที่น่าทึ่ง เริ่มจากรสชาติที่เข้มข้นคล้ายปลาไหลย่างจากนั้น ความสดชื่นของแตงกวาจะช่วยตัดรสให้ความรู้สึกเหมือนกำลังรับประทานอาหารทะเลคุณภาพดี ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อทดแทนรสสัมผัสที่มาจากเนื้อปลาให้ใกล้เคียงที่สุด

 3. Tomato Akami Vegan – โรลมะเขือเทศกับใบโอบะ คำนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อทดแทนรสชาติของทูน่าอากามิ (Akami Tuna) ที่คนรักซูชิคุ้นเคย โดยเลือกใช้มะเขือเทศเป็นวัตถุดิบหลัก นำไปตุ๋นจนได้ความนุ่มนวล และเมื่อนำเนื้อสัมผัสนี้มาจัดวางบนโรล จะมอบมิติของรสชาติที่คล้ายเนื้อปลาแต่ยังคงความสดชื่น (Refreshing) ตามแบบฉบับของผักและผลไม้ จุดเด่นที่ทำให้คำนี้สมบูรณ์คือ ‘ใบโอบะ’ ที่ให้กลิ่นหอมและรสชาติคล้ายมินต์อ่อน ๆ ซึ่งจะเข้ามากระตุ้นต่อมรับรสและ ตัดความเปรี้ยวหวาน ของมะเขือเทศได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นโรลที่มีทั้งความ ลุ่มลึก และ เบาสบาย ในคำเดียว 

 4. Mushroom Truffle – เห็ดชิเมจิและออรินจิ เมนูนี้ดัดแปลงจากโรลอะโวคาโดทรัฟเฟิลสุดฮิตของ KANORI โดยตั้งใจสร้างเท็กซ์เจอร์ที่สมบูรณ์แบบให้กับอาหารเจ ความลับอยู่ที่การใช้เห็ดถึง 2 ชนิด ได้แก่ เห็ดออรินจิ ให้สัมผัสที่เต็มปากเต็มคำ เคี้ยวแล้วรู้สึกหนึบหนับ คล้ายเนื้อสัตว์ และเห็ดชิเมจิ ให้สัมผัสที่นุ่มนวลลื่นลิ้นเข้ามาเสริมกันอย่างลงตัว พร้อมเติมเต็มรสชาติด้วย ทรัฟเฟิลมาโย สูตรใหม่ทำจากถั่วเหลือง และแตงกวาที่มาช่วยเสริมความสดชื่น ทำให้คำนี้คือโรลสำหรับคนรักเห็ดและกลิ่นทรัฟเฟิล อย่างแท้จริง! ถือเป็น Hand Roll คำ 

เมนูพิเศษเซต KANORI x Plantiful จะเริ่มจำหน่าย ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2568 ที่ร้าน KANORI ทุกสาขา และมีบริการเดลิเวอรี่ให้ได้ลิ้มลองความอร่อยถึงบ้าน เชิญสัมผัสประสบการณ์การกินเจที่อร่อยและดีต่อสุขภาพได้แล้ววันนี้!

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่ Website: www.kanorihandroll.com, Facebook: Kanori, IG: kanorihandroll


เสิร์ฟความน่ารัก เฟ & เมษ์ ซีรีส์รักปากแข็ง

แพรว ขอเสิร์ฟความน่ารักของ “เฟ – กัญญาพัชร และ เมย์ – ญาดา” 2 นักแสดงนำจากซีรีส์ ‘รักปากแข็ง Somewhere Somehow’ ที่มาพร้อมความเท่ ความหวาน ที่ผสมกันอย่างลงตัว

FAY

เฟ – กัญญาพัชร ณ นคร

IG @fay_riezz

วันเกิด : 2 ธ.ค. 2544

MAY

เมย์ – ญาดา วัชระมูสิก

IG @maywyda

วันเกิด : 31 ต.ค. 2540

เจอกันครั้งแรก

เฟ       “ครั้งแรกที่เจอกันยังไม่ค่อยกล้าคุยค่ะ อาจจะเพราะว่าเรานิ่งๆ ทั้งคู่ ก็แอบคิดค่ะว่าเราจะสนิทกันได้มั้ย”

เมษ์     “จริงๆ เมษ์ค่อนข้างเข้าหาคนง่ายนะคะ แต่แว๊บแรกที่เจอก็รู้สึกว่าทำไมเขานิ่งจัง จะทลายกำแพงยากรึเปล่า แต่พอได้คุยกันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดค่ะ (ยิ้ม) ยิ่งพอทำงานด้วยกัน บอกเลยว่าสนิทกันแบบก้าวกระโดดเลยค่ะ ทั้งทำงาน กินข้าว ไปดูหนังด้วยกัน”

รีวิวกันและกัน

          เฟ        “เมษ์เทคแคร์คนรอบข้างมาก ๆ ค่ะ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ สามารถคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง เขาพร้อมจะรับฟังทุกอย่าง เขาเข้าใจเฟในทุกเรื่องเลย คุยกับเขาดีที่สุดค่ะ” (ยิ้ม)

          เมษ์     “เฟเป็นสายตามใจค่ะ ตามใจทุกอย่างเลย (ยิ้ม) อยากกินอะไร อยากไปไหน เขาก็ไปด้วยหมด และเวลาเมษ์งอน บางทีเมษ์ยังไม่รู้ตัวเองเลยนะว่าตัวเองงอน แต่เขาก็ง้อแล้ว (หัวเราะ) อย่างที่เฟบอกเลยค่ะ เราสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง สบายใจที่อยู่ด้วยกันค่ะ”

1 อย่างของอีกฝ่ายที่ “ชอบ” ที่สุด

          เฟ       “เมษ์ยิ้มง่ายค่ะ เวลาอยู่ด้วยกันแล้วแฮปปี้ค่ะ”

            เมษ์     “ชอบที่ เฟ ความจำดีค่ะ (ยิ้ม) เพราะเมษ์ขี้ลืม แต่เฟจำดีเทลของเมษ์ได้หมดเลย อย่างเวลาไปกินข้าวด้วยกัน เฟเขาจำได้หมดว่าเมษ์ชอบกินอะไร พอเมษ์จะสั่ง เขาก็จะบอกว่า ไม่นะ เธอไม่ได้ชอบกินอันนี้ มันเค็ม” (หัวเราะ)

📍ชมภาพแฟชั่นเพิ่มเติมใน นิตยสารแพรว ต.ค. 68

“โชกุบุสซึ x PIPATCHARA” เมื่อฝาขวดพลาสติกกลายเป็นแฟชั่นไอเท็มสุดไฮเอนด์

“โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ” แบรนด์ครีมอาบน้ำจากญี่ปุ่นที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทย ผสานพลังกับแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ของไทย “PIPATCHARA” สร้างสรรค์แคมเปญ Go Green Go Glam นำฝาขวดพลาสติกใช้แล้วของโชกุบุสซึมาแปรรูปเป็นแฟชั่นไอเท็มสุดพิเศษ ทั้ง ชุดเดรสโครงสร้างล้ำสมัยและกระเป๋าลิมิเต็ดเอดิชัน ที่สะท้อนแนวคิด “ความงามที่ยั่งยืน” ได้อย่างเปี่ยมสไตล์

“โชกุบุสซึ x PIPATCHARA” เมื่อฝาขวดพลาสติกกลายเป็นแฟชั่นไอเท็มสุดไฮเอนด์

แต่ละชิ้นคืองานศิลปะที่เกิดจากฝาขวดครีมอาบน้ำจำนวนมหาศาล ผ่านกระบวนการรีไซเคิลและดีไซน์อย่างประณีตตามแบบฉบับของ PIPATCHARA ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเทคนิคการถักสานและรายละเอียดงานแฮนด์เมดที่เคยสะกดสายตาศิลปินระดับโลกอย่าง ลิซ่า BLACKPINK และ แอนน์ แฮททาเวย์ การร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นโปรเจกต์รักษ์โลก แต่คือการยกระดับ “ขยะพลาสติก” ให้กลายเป็น “แฟชั่นพรีเมียม” ที่มีเรื่องราวและจิตวิญญาณร่วมสมัย

ฝาขวดแต่ละชิ้นถูกแปรสภาพเป็นวัสดุใหม่ที่มีพื้นผิวคล้ายลูกปัดและเรซิน แล้วนำมาร้อยเรียงเข้ากับงานสานโครงสร้างรูปทรงเรขาคณิตซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผลลัพธ์คือชุดแฟชั่นที่ทั้งงดงามและเต็มไปด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงแสดงให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเรียบง่าย แต่สามารถเปล่งประกายได้อย่างหรูหรา

นอกจากรันเวย์แล้ว PIPATCHARA ยังออกแบบ กระเป๋าลิมิเต็ดเอดิชัน จากฝาขวดพลาสติกในคอลเลกชันเดียวกัน เพื่อนำไปจัดประมูลผ่าน Instagram @PIPATCHARA ในวันที่ 18 ตุลาคม 2568 รายได้ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิสติ (SATI Foundation) เพื่อสนับสนุนโครงการช่วยเหลือเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

แคมเปญนี้เกิดจากความตั้งใจของ “โชกุบุสซึ” ที่ต้องการส่งต่อความงามจากธรรมชาติ พร้อมร่วมขับเคลื่อนแนวคิด Circular Economy โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำขวดครีมอาบน้ำที่ใช้หมดแล้วไปหย่อนที่ตู้รีไซเคิลใน Tops 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ระหว่างเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้ฝาขวดเหล่านี้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ในโลกแฟชั่น


ที่พักเขาใหญ่

ที่พักเขาใหญ่สุดปัง! แนะนำ 4 ที่พัก พร้อมเคล็ดลับเตรียมไปเที่ยว

ที่พักเขาใหญ่
ขอบคุณรูปภาพจาก Traveloka

ที่พักเขาใหญ่ อัปเดต 4 ที่พักเด็ด พร้อมสิ่งที่ต้องรู้ก่อนไป!

เขาใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครหลายคนอยากไปพักผ่อนหย่อนใจ แต่หลายคนยังสงสัยว่าพักเขาใหญ่ที่ไหนดีถึงจะได้บรรยากาศสวย ๆ วันนี้มีคำตอบมาให้แล้ว! ไม่ว่าจะเป็นที่พักเขาใหญ่วิวหลักล้าน หรือที่พักสไตล์รีสอร์ตกลางธรรมชาติ เราได้รวบรวม 4 ที่พักเด็ด พร้อมเคล็ดลับเตรียมตัวก่อนไปเที่ยว ไปดูกันเลยว่ามีที่พักไหนบ้างที่น่าสนใจและตรงใจคุณที่สุด

เช็กอินเขาใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัยที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา, สระบุรี, ปราจีนบุรี และนครนายก ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 200 กิโลเมตร จึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหนีความวุ่นวายในเมืองมาพักผ่อน ที่นี่มีความหลากหลายของสัตว์ป่า น้ำตก ทุ่งหญ้า และอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้หลายคนเลือกมาเที่ยวที่นี่ซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือคู่รัก

และสำหรับใครที่กำลังวางแผนจองที่พักเขาใหญ่ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีที่พักให้เลือกมากมายหลายสไตล์ ตั้งแต่โรงแรมหรู ไปจนถึงที่พักเขาใหญ่ชิล ๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและงบประมาณ

เตรียมตัวก่อนไปเที่ยวเขาใหญ่อย่างไรดี? รวมเช็กลิสต์เพื่อทริปที่สมบูรณ์แบบ

การเตรียมตัวก่อนไปเขาใหญ่จะช่วยให้การเดินทางราบรื่นและสนุกขึ้น โดยเฉพาะการวางแพลนเที่ยวและจองโรงแรมเขาใหญ่ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณได้ที่พักที่โดนใจที่สุด และนี่คือเช็กลิสต์ที่ควรเตรียมก่อนออกเดินทาง

  • วางแผนการเดินทางก่อนหาที่เที่ยวเขาใหญ่และเช็กสภาพอากาศ เพื่อเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนอาจมีฝนตกหนักและอากาศเย็น
  • จองที่พักล่วงหน้าโดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวที่พักจะเต็มเร็ว ไม่ว่าจะเป็นที่พักเขาใหญ่ราคาถูกหรือรีสอร์ตหรู ควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
  • เตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ยากันยุง, ครีมกันแดด, รองเท้าสำหรับเดิน, กล้องถ่ายรูป และเสื้อกันหนาวสำหรับใส่ตอนเช้าหรือตอนกลางคืน

แนะนำ 4 ที่พักเขาใหญ่วิวสวยบนแอป Traveloka เติมพลังใจด้วยอากาศสดชื่น

ที่พักเขาใหญ่ วิวหลักล้าน
ขอบคุณรูปภาพจาก Traveloka

หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกที่พักที่ใช่เพื่อให้ทริปนี้สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมสำหรับคู่รัก, รีสอร์ทวิวภูเขา หรือที่พักเขาใหญ่แบบครอบครัว โดยในหัวข้อนี้ได้คัดสรรมาให้ 4 ที่พักเด็ดที่จะช่วยเติมพลังใจให้คุณได้อย่างเต็มที่ ดังนี้

1. DusitD2 Khao Yai (ดุสิตดีทู เขาใหญ่)

DusitD2 Khao Yai (ดุสิตดีทู เขาใหญ่) เป็นที่พักเขาใหญ่ที่มีสระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, ร้านอาหาร, และยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการพาสัตว์เลี้ยงมาด้วย ในส่วนของห้องพักก็มีห้องหลายรูปแบบทั้ง Deluxe, Corner Suite, Duplex Suite, และ Two Bedroom Suite โดยสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงก็มีภูผาธารา, อุทยานแห่งชาติ, Timber Tales Cafe and Bistro, สนามกอล์ฟ และร้านอาหารหลากหลายสไตล์ จึงเป็นที่พักที่จะเติมเต็มทริปเขาใหญ่ได้เป็นอย่างดี

2. Atta Lakeside Resort Suite (อัตตา เลคไซด์ รีสอร์ท สวีท)

Atta Lakeside Resort Suite (อัตตา เลคไซด์ รีสอร์ท สวีท) ที่พักเขาใหญ่เน้นธรรมชาติสไตล์รีสอร์ทหรู เหมาะสำหรับคู่รักและช่วงฮันนีมูนที่ต้องการความโรแมนติก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและห้องพักหลายรูปแบบ เช่น 1 Bedroom, 2 Bedroom และ Penthouse ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว โดยสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง มี The Secret Garden, ครัวกำปั่นเขาใหญ่, Bella Del Monte, ภูผาธารา พร้อมทั้งยังมีกิจกรรมสำหรับคอกอล์ฟที่ไม่ควรพลาด

3. Estella Khao Yai (เอสเทลลา เขาใหญ่)

Estella Khao Yai (เอสเทลลา เขาใหญ่) เป็นที่พักเขาใหญ่ที่มีกิจกรรมหลากหลายให้สนุก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน บอกเลยว่ามาพักที่นี่ได้พักผ่อนเต็มที่แน่นอน โดยในส่วนของห้องพักก็มีหลายรูปแบบ เช่น Deluxe, Suite และ Suite With Bathtub แต่ละห้องมีขนาดกว้างขวาง สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงก็จะมี ณุศา มาย โอโซน, My Ozone Animal Club, Soul Kitchen by Estella Khao Yai, Sapori Cucina และสนามกอล์ฟที่อยู่ไม่ไกล

4. T Park Pakchong (ทีปาร์ค ปากช่อง)

T Park Pakchong (ทีปาร์ค ปากช่อง) โรงแรมเขาใหญ่ราคาถูกใจกลางเมืองปากช่อง เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการที่พักในงบที่เป็นมิตร ให้บริการห้องพักทั้ง Superior Room และ Family Room พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สำหรับสถานที่ใกล้เคียงก็จะมีตลาดปากช่อง, The Creek @ Khao Yai, ศูนย์การค้า, โรงพยาบาล, สถานีขนส่ง, และแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ อีกมากมาย

จองที่พักเขาใหญ่บนแอป Traveloka สะดวก ครบจบ ในที่เดียว

สำหรับใครที่กำลังหาโรงแรมเขาใหญ่จองง่าย แนะนำให้ลองจองผ่านแอป Traveloka ตัวช่วยที่จะทำให้การจองที่พักของคุณสะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งการจองกับแอปนี้มีความน่าสนใจ ดังนี้

  • ราคาถูกที่สุดของแต่ละวัน จองที่พักราคาสุดคุ้มกับโปรโมชันสุดพิเศษมากมายได้บนแอป Traveloka
  • ช่องทางชำระเงินหลากหลาย ชำระเงินได้ง่ายผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์, โอนเงิน, ATM, บัตรเครดิต
  • ส่วนลดพิเศษ รับส่วนลดเพิ่มเติมเมื่อจองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบิน หรือสมัครสมาชิก Traveloka
  • ความเห็นจากผู้เข้าพักจริง ตัดสินใจเลือกโรงแรมได้ง่าย ๆ ด้วยรีวิวจากผู้เข้าพักจริงกว่า 2 ล้านคน

จองที่พักเขาใหญ่บนแอป Traveloka รวมตัวเลือกวิวสวยใกล้ชิดธรรมชาติ

เขาใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ น้ำตก ทุ่งหญ้า และอากาศเย็นสบาย ซึ่งการเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการจองที่พักล่วงหน้า ซึ่งก็มีที่พักเขาใหญ่ที่น่าสนใจมากมาย แต่ละที่ล้วนมีเอกลักษณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่แตกต่างกัน สำหรับใครที่ยังลังเลว่าพักโรงแรมเขาใหญ่ที่ไหนดี แนะนำให้จองผ่านแอป Traveloka ที่รวบรวมที่พักหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 5 ดาว, 4 ดาว, ที่พักแบบครอบครัว, พักคนเดียว หรือที่พักมีกิจกรรม ในราคาคุ้มค่าเพื่อให้คุณได้ที่พักที่ตอบโจทย์มากที่สุด


Siam Chocolate

เมื่อดูไบโคจรมาพบกับมนต์เสน่ห์ไทย Siam Chocolate

เมื่อดูไบโคจรมาพบกับมนต์เสน่ห์ไทย Siam Chocolate ผลงานโดย เชฟเอ๋ – อนุพงษ์ และเชฟนูแอล คาติส โอมามาลินณ

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เปิดตัว “Siam Chocolate” ช็อกโกแลตลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่นำเสนอช็อกโกแลตรสเลิศตัวแทนของการเดินทางแห่งรสชาติและจิตวิญญาณ จากแรงบันดาลใจ       เทรนด์ช็อกโกแลตดูไบอันโด่งดังนำมาตีความใหม่ ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นไทยอย่างน่าอัศจรรย์ ตอกย้ำปรัชญาของอนันตราที่มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์การดื่มด่ำในวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างแท้จริง ผ่านศาสตร์แห่งศิลปะการรังสรรค์ขนมหวานเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไทย ในมุมมองใหม่

ช็อกโกแลตลิมิเต็ด เอดิชั่นหนึ่งเดียวในสยาม เพียง 600 ชิ้นเท่านั้น ที่ร่วมสร้างสรรค์โดย เชฟนูแอล คาติส โอมามาลิน (Nouel Catis Omamalin) พาสทรีเชฟและนักเขียนชื่อดังระดับโลกจากดูไบ ร่วมกับ เชฟเอ๋ – อนุพงษ์ นวลฉวี Cluster Executive Pastry Chef ของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์และรางวัลการันตีมาแล้วมากมาย

ภายใต้รูปลักษณ์ของช็อกโกแลตบาร์ดีไซน์คลาสสิกประดับประดาด้วยทองคำเปลวอย่างวิจิตร คือภาพสะท้อนแรงบันดาลใจจากความเรืองรองของสถาปัตยกรรมในอารามหลวงและความรุ่มรวยทางอารยธรรมของประเทศไทย เป็นการนำมรดกอันล้ำค่ามานำเสนอในรูปแบบที่หรูหราและร่วมสมัย เบื้องหลังความงามสง่าคือการเดินทางแห่งรสสัมผัสที่ซับซ้อนและเปี่ยมด้วยเรื่องราวที่ถูกร้อยเรียงอย่าง พิถีพิถัน

วัตถุดิบสำคัญที่เป็นหัวใจของช็อกโกแลตดูไบ คือ คาดายิฟ (Kadayif) เส้นแป้งบางเบาจากตะวันออกกลาง ที่มอบความกรอบอันเป็นเอกลักษณ์ สะพานเชื่อมวัฒนธรรมจากนครดูไบสู่กรุงเทพมหานคร บนพื้นฐานของรสสัมผัสนี้ เชฟเอ๋ และ เชฟนูแอล ได้ร่วมสอดแทรกจิตวิญญาณของทั้งสองประเทศลงไปอย่างบรรจง เริ่มต้นด้วยคาราเมลมะพร้าวและใบเตย ซอสรสหวานกลิ่นหอมละมุนที่เสริมกลิ่นอายความอบอุ่นแบบไทยด้วยการผสมมะพร้าวและใบเตย เอกลักษณ์ใหม่ทางรสชาติที่โอบอุ้มจิตใจในแบบไทยแท้ ตัดด้วยความหอมมันของ ถั่วพิตาชิโอกรุบกรอบ เพิ่มมิติของรสสัมผัสและความสนุกสนาน ชวนให้นึกถึงความสุขที่เรียบง่ายของขนมไทยโบราณ อีกทั้งยังเพิ่มมิติด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของ น้ำมันตะไคร้ ที่มอบสัมผัสเปล่งประกายอบอวลไปทั่วทั้งปาก และยังเป็นตัวแทนแห่งศาสตร์การปรุงอาหารไทย ปิดท้ายด้วย รากบัวฟรีซดรายนำสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ และความสง่างามมาแปรเปลี่ยนเป็นสัมผัสใหม่ มอบกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และเนื้อสัมผัสเกินคาดเดา

เชฟเอ๋ – อนุพงษ์ นวลฉวี กล่าวเพิ่มเติมถึงโปรเจกต์พิเศษนี้ว่า “Siam Chocolate” คือความภาคภูมิใจที่เราได้นำเสนอจิตวิญญาณของวัตถุดิบท้องถิ่นไทยผ่านช็อกโกแลตดูไบในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนการทำงานร่วมกับเชฟนูแอลทำให้เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองและยกระดับความคิดสร้างสรรค์ไปอีกขั้น เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สำรวจมิติใหม่ๆ ของวัตถุดิบที่เราคุ้นเคย ‘Siam Chocolate’ จึงไม่ใช่แค่ช็อกโกแลต แต่เป็นเสมือนคำเชิญชวนให้แขกทุกท่านได้มาสัมผัสจิตวิญญาณของอนันตรา สยาม ที่ซึ่งความ Authentic ถูกนำเสนอผ่านนวัตกรรมแห่งรสชาติได้อย่างน่าตื่นเต้น” และทางด้าน เชฟนูแอล โอมามาลิน กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยมีวัตถุดิบที่น่าทึ่งมากมาย การได้นำตะไคร้ มะพร้าว หรือแม้แต่รากบัวมาผสานกับช็อกโกแลตระดับพรีเมียมถือเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่น่าทึ่ง ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับเชฟเอ๋และทีมงานอนันตรา สยาม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่พิเศษชิ้นนี้ขึ้นมา”

Siam Chocolate

‘Siam Chocolate’ พร้อมแล้วที่จะนำพาทุกท่านออกเดินทางสู่ประสบการณ์ครั้งใหม่ผ่านรสชาติที่สะท้อนความลุ่มลึกของสองขั้ววัฒนธรรม เชิญสัมผัสรสชาติสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ได้ที่ร้าน Mocha & Muffins โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ สามารถหาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป (สินค้ามีจำนวนจำกัด) สอบถามรายละเอียดหรือสั่งจองล่วงหน้าได้ที่ โทร.0-2126-8866

เบียร์ ใบหยก

SPMS EST ผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ 3M ฉลองครบรอบ 25 ปี เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก “เบียร์ ใบหยก”

แพรวพาชมบรรยากาศ SPMS EST ผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ 3M รายเดียวในประเทศไทย ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จ เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก “เบียร์ ใบหยก” ผู้บริหารนิวเจนฯแห่งตระกูลใบหยก ตอกย้ำภาพลักษณ์ฟิล์มกรองแสงรายแรกของโลก  แบรนด์คุณภาพระดับพรีเมียมที่ทันสมัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้ายุคใหม่ โดยมี หมวย – ดร.อริสรา กำธรเจริญ ทำหน้าที่พิธีกร ณ RARIN Bangkok Riverside Venue

เบียร์ ใบหยก

SPMS EST ผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ 3M รายเดียวในประเทศไทย ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จ เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก เบียร์ ใบหยก

นอกจากนี้ SPMS EST ยังเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ให้คนรักรถด้วย 3M PRO SHOP ร้านค้าที่ได้รับรองมาตรฐานสูงสุดจาก 3M สำหรับการติดตั้งฟิล์ม 3M และผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 3M , ฟิล์มใสกันรอย 3M Paint Protection Film (PPF) , สติ๊กเกอร์ฟิล์มสีตกแต่ง/เปลี่ยนสีรถยนต์ (Wrap Film) , บริการเคลือบเซรามิก 3M Ceramic Coating เพื่อเพิ่มความเงางามและการปกป้อง

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ 3M

โดย 3M PRO SHOP มุ่งสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วเครือข่าย ด้วยช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน 3M กระบวนการติดตั้งพิถีพิถัน การใช้ผลิตภัณฑ์แท้ของ 3M เครื่องมือและแพตเทิร์นตัดเฉพาะรุ่นรถ ห้องติดตั้งที่ควบคุมความสะอาด รวมถึงการออกใบรับประกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจกับบริการหลังการขาย