รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีประสบการณ์ด้านการเมืองมากกว่า 2 ทศวรรษหลังจากเรียนจบด้านนโยบายการป้องกันประเทศจากสหรัฐฯ เขาเคยทำงานทั้งในแวดวงวิชาการและรัฐบาลหลายยุค โดยมีบทบาทด้านความมั่นคง การสื่อสาร และวางยุทธศาสตร์ชาติ ปัจจุบันหลังวางมือจากการเมืองและเกษียณอายุจากงานสอน เขาได้ผันตัวมาเป็นนักวิชาการอิสระที่ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง
นอกจากสถานการณ์โลกที่น่าชวนคุย ชีวิตสมถะของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย ในฐานะคนในแวดวงการเมืองที่น่าจะเข้าถึงความสะดวกสบายได้ไม่ยาก เขาเลือกอาศัยอยู่หอพัก ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ กินเงินเดือนอาจารย์เป็นหลัก กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งมีบ้านและรถเป็นครั้งแรก ชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเพราะลูก
อาจารย์ข้ามสายมาทำงานด้านการเมืองได้อย่างไร
“อาจารย์ วิวัฒน์ มุ่งการดี เป็นผู้ชักชวนให้ผมไปทำงานกับท่านชวน หลีกภัย ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีรอบแรก ผมก็ไปช่วยทำงานวิจัยที่วุฒิสภา ทำงานตรงนั้นได้สักพัก ก็มีภารกิจไปสอนหนังสือที่อังกฤษช่วงสั้นๆ กระทั่งเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ท่านชวนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 ก็โทรชวนผมให้มาช่วยงานในตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานด้านความมั่นคง ตอนนั้นผมยื่นเงื่อนไขไปว่า จะไม่ลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะหากอนาคตเกิดอะไรขึ้น นักการเมืองอาจมีที่มีทางไปต่อ แต่ถ้าผมลาออกจะไม่มีที่ไป ผมอยากอยู่ได้ด้วยเงินเดือนของตัวเอง ไม่พึ่งพาใคร อย่างบ้านหรือรถผมก็ไม่มี เพราะเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้เยอะ อาศัยพักอยู่ที่หอพักจุฬาฯ ท่านก็ตอบตกลง นับแต่นั้นผมก็ไปทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าและสอนหนังสือที่จุฬาฯ ควบคู่กัน
“ผมทำงานหลายอย่างมาก ทั้งเขียนสุนทรพจน์ให้ท่านชวน ช่วงที่ไทยเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง บ้านเราเศรษฐกิจแย่ ผมก็ช่วยงานในทีมที่ทำเรื่องคืนเครื่องบินรบ F18จำนวน 12 ลำให้กับทางสหรัฐ เพราะเราไม่มีกำลังซื้อ รวมถึงช่วยทำเรื่องส่งทหารไทยไปรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก ถ้าท่านชวนเดินทางไปไหน ผมก็ไปด้วย จึงได้ประสบการณ์เยอะ พอหมดยุคคุณชวน ผมก็กลับมาทำงานเป็นอาจารย์เหมือนเดิม ตอนนั้นมีคนเข้าใจผิดเยอะ นึกว่าผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ใช่ เพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองใดเลย”
มีคนชวนกลับไปทำงานไหมคะ
“มีหลายท่านครับ แต่ไม่ได้ตอบตกลง เพราะอยากทำงานสอนให้เต็มที่ ประจวบกับต้นปี 2006 ผมได้รับเชิญให้ไปเป็น ศาสตราจารย์อาคันตุกะที่มหาวิทยาลัยจอนห์ ฮอปกินส์ ผมก็ลางานที่จุฬาฯ ไปสอนที่อเมริการาวครึ่งปี แล้วกลับมาสอนที่จุฬาฯ ต่อช่วงกลางปี ซึ่งช่วงนั้นตรงกับสมัยที่คุณทักษิณ ขึ้นเป็นนายกฯ ผมดูแล้วสถานการณ์ไม่ค่อยดี บ้านเมืองมีปัญหาเยอะมาก จึงให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่าจะเกิดการรัฐประหารเร็วๆ นี้ ผ่านไปเดือนกว่าเท่านั้นรัฐประหารก็เกิดขึ้นจริง
“ตอนนั้นคุณอาผม (คุณสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี) ขอให้ลาออกจากจุฬา มาช่วยงานรัฐบาลในสมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผมยืนยันเหตุผลเดิมว่าไม่ยอมลาออกจากงานประจำ แต่ท่านก็ยังยืนยันว่า อยากให้มาช่วยงาน เพราะฉะนั้นพลเอกสุรยุทธ์จึงตั้งคณะกรรมพิเศษผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ผมกับอธิการบดีอีกมหาวิทยาลัยประมาณสิบแห่งมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งเสนอไปว่าไม่ต้องมีตำแหน่งพิเศษ เพราะไม่อยากกระทบกับงานประจำ ท่านก็ตกลง ตอนนั้นก็เป็นที่ปรึกษาให้ท่าน พอหมดสมัยท่านผมก็กลับไปทำงานสอนเหมือนเดิม
“จนกระทั่งท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐเป็นนายกในปี 2008 ท่านก็ชวนผมไปทำงานในตำแหน่ง รองเลขาธิการนายก ดูแลเรื่องความมั่นคงด้านต่างประเทศ และจะให้รักษาการณ์ปฏิบัติหน้าที่เป็นโฆษกรัฐบาลไปด้วย เรียกว่าทำงานควบ 2 ตำแหน่ง แต่เงินเดือนได้ตำแหน่งเดียวนะ (หัวเราะ) ผมตอบท่านไปว่า ‘ตำแหน่งโฆษกไม่รับได้ไหมครับท่าน เพราะศัตรูจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะ’ แต่ท่านก็ขอให้รับทำ ซึ่งสุดท้ายศัตรูก็เยอะจริงๆ
“สถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นรุนแรงมากอย่างที่คาดไม่ถึง เกิดการชุมนุมล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยาเพื่อเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ยุบสภา คนชุมนุมนับพัน คนตายหลักร้อย ชีวิตส่วนตัวก็ได้รับผลกระทบเยอะ มีคนวิ่งไล่ตี มีคนมาล้อมบ้านคุณแม่ขู่ว่าจะเผาบ้าน จนต้องส่งท่านไปอยู่ต่างจังหวัด ส่วนผมเองก็ต้องอพยพไปอยู่ค่ายทหาร แต่ก็ยังช่วยคุณอภิสิทธิ์ทำงานต่อไป เพราะคิดว่าท่านน่าทำงานด้วย อารมณ์ดี ใจเย็น เพราะฉะนั้นผมอยู่กับท่านทุกเหตุการณ์จนกระทั่งท่านหมดวาระ
“หลังจากนั้น เมื่อถึงสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ชวนผมทำงานอีก ผมปฏิเสธว่าไม่ไปแล้วไปทีไรผมเดือดร้อนทุกที ท่านจึงให้ท่านประวิตรโทรมาช่วยพูด บอกว่า อยากให้ไปช่วยจริงๆ ผมก็เห็นใจนะ สุดท้ายจึงรับเป็นที่ปรึกษา ในเงื่อนไขที่ว่าไม่ต้องการอำนาจ ส่วนเงินเดือน ผมรับจากจุฬาฯ ที่เดียว ไม่รับจากรัฐบาล หลังจากเป็นที่ปรึกษาให้พลเอกประวิตร ก็ขยับไปเป็นประธานที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้กับท่านประยุทธ์ด้วย”
การกลับมาทำงานครั้งนี้ เดือดร้อนอย่างที่คิดไหมคะ
“จริงครับ ชีวิตเจอปัญหาเยอะ เพื่อนฝูงที่คณะเกลียดไปครึ่งหนึ่ง บอกว่าผมทำงานรับใช้เผด็จการ ลูกศิษย์ส่วนหนึ่งเกลียดเรา แต่เขาชอบตัววิชา ก็ต้องอธิบายให้ฟังว่า ที่ผมทำงานนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศ และยังได้ประสบการณ์มาสอนพวกคุณด้วย ต่อไปถ้าคุณทำงานกับภาครัฐ ไม่ต้องคลำทาง เพราะผมไปดูมาหมดแล้ว เนื่องจากผมทำงานให้นายก ฯหลายท่าน ได้เข้าไปในเห็นกระบวนการทำงานที่ลึกที่สุด และคิดว่าไม่มีใครเข้าไปได้ลึกเท่าผมนะ สิ่งเหล่านี้คือประโยชน์และเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน
“ขณะเดียวกันก็มีคนใหญ่คนโตบางท่านกล่าวหาว่าผมไม่สอนหนังสือ ซึ่งไม่จริง ผมอัดวีดีโอการสอนไว้ทุกครั้ง วิชาที่ใช้เงินหลวง ไม่เคยขาดสอนสักครั้ง และยังเชิญบุคคลภายนอกที่มีประสบการณ์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี รองนายกฯ สื่อที่มีชื่อเสียง มาสอนลูกศิษย์ในชั้นด้วย
“แต่เหตุการณ์แรงๆ ก็มีเหมือนกัน เช่น มีคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พกปืนมาดักรอที่ร้านตัดผมประจำของผม จนช่างแอบโทรมาเตือนว่า ‘อาจารย์อย่ามาที่ร้านนะ มีคนมาดักรออยู่ อาจารย์อยู่ที่ไหน เดี๋ยวป้าจะไปตัดผมให้’ ลำบากแกเดินทางมาตัดผมให้ถึงกรมทหารราบที่ 11 เพราะฉะนั้นพอเปลี่ยนการปกครองโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง ก็สองจิตสองใจว่าจะทำต่อดีไหม เพราะชีวิตได้รับผลกระทบเยอะเหลือเกิน
“บังเอิญว่าตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยมีการออกระเบียบใหม่ ถ้าเป็นงานวิชาการที่ทำให้กับรัฐบาล สามารถนำมาเป็นผลงานของตัวเอง นำไปสอนในชั้นเรียนได้ จึงตัดสินใจทำงานกับรัฐบาลต่อ ตอนนั้นทางสภาความมั่นคงแห่งชาติจึงทำเรื่องขอตัวผม ให้มารับตำแหน่งเป็นปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ และจากนั้นก็ไปเป็นที่ปรึกษาของท่านนายกฯ ด้านความความมั่นคง ดูแลงานวิชาการเกี่ยวกับความมั่นคงต่างประเทศทั้งหมด 30 เรื่อง ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา ภาคใต้ ซึ่งทำเรื่องนี้อยู่หลายปี
“แต่ระหว่างการทำงาน มีเหตุให้ต้องเกษียณจากมหาวิทยาลัยก่อนหมดวาระ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการทำงานกับภาครัฐ จึงยุติทั้งบทบาทอาจารย์และงานการเมืองตั้งแต่นั้น ใจจริงผมอยากช่วยต่อนะ แต่เมื่อเทียบกับความเดือดร้อน รู้สึกว่าทำต่อไปไม่ไหว พอเลิกทำงานการเมือง ศัตรูที่เคยจะมาทำร้ายเราก็มาขอคืนดีบ้าง กลายเป็นมิตรบ้าง ทุกวันนี้จึงผันตัวมาเป็นนักวิชาการอิสระ คอยวิเคราะห์สถานการณ์แทน ถือว่าเป็นช่วยประเทศในอีกรูปแบบหนึ่ง”
ย้อนกลับไปช่วงที่ยังทำงานการเมืองและได้รับผลกระทบมากมาย อะไรที่ทำให้ยังไปต่อคะ
“ชอบ ได้ประสบการณ์และความรู้เยอะมาก การทำงานตรงนั้นทำให้ผมเข้าใจทุกเหตุการณ์ ถ้าไม่ได้ทำงาน ก็จะไม่มีโอกาสรู้เรื่องราวเหล่านี้ ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราทำก็ได้ช่วยเหลือประเทศ ทั้งๆ ที่งานหนักมากนะ ในยุคคุณชวน ผมเดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้าตอนตี 1 กลับไปทำงานใหม่ตอนตี 5 ช่วงกลางคืนคือเวลาเคลียร์งาน ต้องรับโทรศัพท์จากต่างประเทศบ้าง ในขณะที่ช่วงกลางวันเต็มไปด้วยความแปรปรวน วุ่นวายหลายอย่าง และผมต้องรู้ทุกอย่าง หากท่านนายกฯ โทรมาถามว่า เรื่องนี้เป็นอย่างไร เอกสารอยู่หน้าไหน ต้องรู้ทั้งหมด เท่ากับว่าต้องอ่านแฟ้มของคณะรัฐมนตรีทุกแฟ้ม สมัยคุณอภิสิทธิ์ ท่านเข้างาน 6 โมงเช้า ผมก็ต้องมาทำงานเวลานั้น และด้วยหน้าที่ของโฆษก ต้องสัมภาษณ์สื่อทุกวัน ตอนเช้าสื่อไทย กลางคืนสื่อต่างประเทศ ไหนจะสอนหนังสืออีก มีคนเคยถามผมว่าได้นอนบ้างหรือเปล่า ตอบได้เลยว่าน้อยมาก”
ขอคุยถึงบ้านเมืองในยุคนี้บ้าง สำหรับรัฐบาลปัจจุบันที่มีวาระทำงาน 4 เดือน เรื่องท้าทายคืออะไรคะ
“เขามีเวลาน้อย แต่เจอเรื่องท้าทายมากที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา มีทั้งสงครามกับกัมพูชาที่เข้มข้นมาก เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ นักท่องเที่ยวไม่เยอะ และขยับตัวทำอะไรไม่ได้มากเพราะเรื่องภาษี ส่วนสถานการณ์การเมืองก็มีปัญหา ถ้าเขาแก้สำเร็จ ก็นับว่าเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่ถ้าไม่สำเร็จ โทษจะรุนแรงเหมือนกัน แต่เพราะเขาเจอเรื่องที่ท้าทายขนาดนี้ จึงทำให้คนจากภายนอกต้องกระโจนไปช่วย เพราะถ้าไม่ช่วยจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ ก็นับว่าเสี่ยงสำหรับคนนอกเหมือนกันเพราะไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ทั้งหมดนี้ขึ้นกับว่าผู้นำเข้าใจวิกฤตขนาดไหน”
นอกบ้านเราเองก็มีอยู่หลายวิกฤต หากให้อาจารย์วิเคราะห์ คิดว่าทิศทางโลกจะเป็นเช่นไร
“เรากำลังเข้าสู่ยุคโลกแห่งสงคราม หรือ World of War เป็นสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทั้งเรื่องเก่าและใหม่ปะปนกัน ตอนนี้สงครามมี 3 รูปแบบ คือมหาสงครามหรือสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งทุกคนกลัวที่สุด หากเกิด จะเกิดจากสหรัฐอเมริกาปะทะกับจีน แม้จะเป็นเรื่องยากที่มหาอำนาจจะเผชิญหน้ากันเอง แต่เขาฉลาดจึงใช้รูปแบบ ‘สงครามตัวแทน’ โดยการดึงยูเครน ไต้หวัน อิสราเอลกับอิหร่านมารบแทน แต่ถ้าวันไหนไต้หวันประกาศเอกราช จีนจะเข้าไปยึดทันที แล้วอเมริกาก็ต้องเข้าไปช่วย วันนั้นสงครามปะทุแน่
“สองคือ สงครามต่อเนื่องระดับภูมิภาค เช่น สงครามในพม่า ซูดาน ที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และสาม สงครามในโลกไซเบอร์ เป็นการก่อการร้ายแบบอวกาศ คือฝ่ายตรงข้ามสามารถเจาะข้อมูลอีกประเทศ แล้วไปกดปุ่มปล่อยนิวเคลียร์ วิธีนี้จะไม่สามารถหาตัวคนทำผิดและเป็นการสร้างความเข้าใจผิดได้ สงครามประเภทนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่ต้องระวังมากๆ หรืออย่างที่ฮุนเซนทำสงครามออนไลน์กับเรา ก็นับว่าเป็นสงครามทางไซเบอร์ เพราะสุดท้าย นายกฯ ก็ถูกถอดออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ผมคิดว่าทรัมป์พยายามยุติสงครามมากกว่ายุคไบเดน เช่น การกดดันอิหร่านด้วยกำลังเพื่อเจรจา และตอนนี้อเมริกาเลิกสับสนแล้วครับ แต่ก่อนเขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับจีนอย่างไรเมื่อจีนเริ่มมีท่าทีแข็งขืน ตอนนี้ทรัมป์รู้แล้วว่า เขาต้องลดทอนความมั่งคั่งของจีน เพราะถ้าจีนมั่งคั่ง ก็นำไปสู่ความเข้มแข็งทางทหารและอาจกลายเป็นสงคราม เพราะฉะนั้นพันธมิตรจีนอย่างไทยจึงโดนพ่วงเรื่องภาษีไปด้วย เนื่องจากอเมริกาก็พยายามสกัดคนที่เอาเปรียบเขา จัดการกับคนผู้อพยพ นโยบาย America first เกิดขึ้นเพราะหากมีสงคราม อเมริกันต้องเข้มแข็ง เพราะท้ายสุดไม่มีใครอยากรบกับประเทศที่แข็งแกร่ง
“นี่คือภาพรวมของโลก ที่กำลังเปลี่ยนในทิศทางที่ไม่แน่นอน เหลือแค่ 2 ขั้วใหญ่คือ อเมริกาและจีน ซึ่งเรามีข้อขัดแย้งกับทั้งสองประเทศ สำหรับสหรัฐ เราขัดเรื่องที่เขาต้องการไม่ให้เราส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน ส่วนจีนต้องการให้เราช่วยปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่เรายังทำไม่ได้
“ท่านอภิสิทธิ์เคยถามผมว่า ถ้าทั้งจีนและอเมริกาไม่เอาเมืองไทย จะเป็นอย่างไร ผมว่านั่นคือสิ่งอันตรายที่สุด และตอนนี้เรากำลังอยู่ในจุดที่ เราไม่มีคุณค่ามากเท่าที่คิดว่าตัวเองมี แต่คงไม่ถึงขนาดว่า เขาจะไม่เอาประเทศไทยเลย เพราะอย่างไรเขาก็ได้ประโยชน์ แต่เราจะไม่ได้ประโยชน์จากเขามากเท่าไร เพราะด้วยท่าทีเฉยๆ ไม่เลือกข้าง ทำให้เราไม่ชัดเจน ซึ่งในอดีตหลายคนคิดว่า เทคนิคนี้คือไผ่ลู่ลม ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ แต่เป็นจุดยืนที่ไม่ต้องการสร้างศัตรู ซื้อเวลา และรักษาน้ำใจทุกคน”
ถ้าอย่างนั้น ในมุมมองของอาจารย์ไทยควรเลือกข้างใคร
“เลือกข้างฝ่ายที่เราต้องมั่นใจว่าจะชนะ มีความชอบธรรมและมีพรรคพวกเยอะ ซึ่งเราทำมาตลอดครับ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ตอนนี้เราสามารถเลือกทำบางอย่างให้ชัดเจนได้แล้ว จะเลือกทั้งสองด้านทำคู่กันไปเลยก็ได้ เช่น ช่วยจีนปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง หรือร่วมมือกับอเมริกา ปราบผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาเพ่นพ่านในเมืองไทย เราทำได้เลย แต่เราไม่ทำ เขาจึงรู้สึกว่าไม่ชัด ไม่เป็นเพื่อนในยามยาก
“บางเรื่องเราต้องคิดและลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะอยู่ข้างใคร ในอนาคตถ้าจีนบุกไต้หวัน จะเกิดสงครามภูมิภาคแน่ ซึ่งมีโอกาสบุกสูงเพราะจีนซ้อมรบใกล้ไต้หวันมาก ถ้าจีนทำแบบนั้น เราต้องคิดแล้วว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ถ้าพม่ารบกัน เราจะอยู่ข้างใคร ถ้าอิสราเอลปล่อยให้คนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน เราจะอยู่ฝ่ายไหน เราเลือกได้ตั้งแต่ตอนนี้ ในสถานการณ์ที่ผันผวน เรายังใช้นโยบายเดิม นั่นจึงตอบคำถามได้ว่า ทำไมเราถึงจัดการกับอเมริกาไม่ได้ ตอบโต้ฮุนเซนไม่ได้ และไม่สามารถจัดการได้แม้กระทั่งมาเลเซีย”
สงครามโลกครั้งที่ 3 มีโอกาสเกิดขึ้นมากแค่ไหนคะ
“สูงขึ้นเรื่อย ๆ ผมคิดว่าถ้าสงครามโลกครั้งที่สามเกิดขึ้น จะรุนแรงมากที่สุดอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ในอดีตน้ำหนักระเบิดนิวเคลียร์ของฮิโรชิม่า นางาซากิ ไม่กี่สิบกิโลตัน ตอนนี้ระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่สุดคือ 10,000 กิโลตัน ซึ่งทรัมป์กำลังเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยเสนอทางเลือกในการค้า การลงทุน และเป็นมิตรกับรัสเซียระดับหนึ่ง ก็ช่วยให้เราสบายใจได้ว่าคงลดความร้อนแรงลงได้บ้าง แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจน หรืออย่างสงครามในอิสราเอล ปาเลสไตน์ก็รุนแรงกว่าเดิมมาก ในฉนวนกาซ่าคนตายประมาณ 50,000 คน หรืออย่างยูเครนอยู่ที่ 3 แสนคน รัสเซียกว่า 5 แสนคน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยุคนี้จะมีการทำสงครามไซเบอร์ควบคู่กันไปด้วย อย่างอิสราเอลมีการเจาะข้อมูล ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไหนลงทุนเรื่องระบบเทคโนโลยีตั้งแต่ตอนนี้จะได้เปรียบมาก”
อาจารย์คิดว่าทางออกสถานการณ์ของไทย-กัมพูชา ควรเป็นแบบไหน
“ตลอดระยะเวลาครบรอบความสัมพันธ์ 75 ปี ไทย-กัมพูชา เราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทั้งหมดนี้มาจาก 3 เหตุผล คือประวัติศาสตร์เรื่องการแย่งชิงดินแดน ที่เขามีความพยายามชิงดินแดนกลับมาให้ได้ สองคือ ความแปรปรวนทางการเมือง และสามคือความใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ ตั้งแต่ยุคทหารจนถึงยุคพลเรือน
“ผมคิดว่า ข้อตกลง MOU 43 และ MOU 44 ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2543 และ 2544 ล้าสมัยไปแล้ว เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ เราต้องปรับให้เป็น MOU ที่ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน จึงควรจะมีการร่าง MOU 69 หรือ MOU70 ได้แล้ว และต้องตัดเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อน ถ้าทำได้ ไทยกับกัมพูชาจะกลับมามีความสัมพันธ์ในบริบทใหม่ ไม่ต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัว จะยึดแม่แบบเหมือนที่เราเคยแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับมาเลเซียก็ได้ อย่างพื้นที่บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง เป็นพื้นที่ที่เราและมาเลเซียเคยอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน ก็แก้ปัญหาด้วยกันทำ MOU ให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ส่วนกลาง ไม่มีใครปักหลัก มีข้อปฏิบัติชัดเจน และเราก็หาผลประโยชน์จากการขุดเจาะพลังงานด้วยกัน”
การทำงานของรัฐบาลยุคนี้ ควรปรับเรื่องอะไรคะ
“อาจารย์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เคยบอกผมก่อนท่านจะเสียว่า อย่าอยู่ในห้อง อย่าอยู่ในคอมฟอร์ตรูม ออกไปผจญภัย ออกไปต่อสู้ ผมบอกท่านว่า ผมบอกลูกศิษย์ทุกวัน การทูตของเราต้องประกอบทีมใหม่ ให้มีลวดลายและสร้างสรรค์มากกว่าเดิม อย่างที่เล่าไปว่า แต่ก่อนเราใช้วิธีดีกับทุกคน พอใครมีแนวโน้มที่จะชนะ เราประกาศเข้าข้างทันที ตอนนี้ลวดลายเราหายไปเยอะ เราต้องมียุทธศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์กับทุกขั้วมหาอำนาจ และต้องสามารถสายตรงกับผู้นำได้
“ในยุคที่ผมทำงาน เคยมีคนไทยเป็นล่ามให้ปูตินจนเราได้สายตรงกับเขาได้ เรามีคนไทยเป็นบุตรบุญธรรมของประธานาธิบดีจีน โจวเอินไหล หรืออย่างคุณถนัด คอมันตร์ สามารถสายตรงกับประธานาธิบดีเคเนดี้ อาจารย์สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็สามารถสายตรงกับเบอร์สองของสหรัฐได้ ถ้าเราไม่มีคนที่สามารถโทรสายตรง ลัดคิว หรือดีลพิเศษ นี่คือเรื่องอันตรายที่สุด เพราะเราจะไม่ใช่ผู้เล่นทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจอีกต่อไป”
มาที่ชีวิตส่วนตัวบ้าง ในฐานะที่อาจารย์ทำงานอยู่กับรัฐบาลหลายสมัย มีวิธีวางตัวอย่างไรคะ
“ยิ่งทำงานด้านเมืองและความมั่นคงต้องมีหลักการที่เข้มข้น หนึ่ง ตรงไปตรงมาต่ออาชีพ ต่อความคิดของเรา ถ้าต้องทำงานให้ใคร งานต้องส่งตรงถึงผู้บังคับบัญชาเท่านั้น เช่น ถ้าผู้บังคับบัญชาผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะไม่ผ่านใครเลยแม้กระทั่งเลขาฯ หน้าห้อง ผมจะส่งรายงานตรงถึงนายกฯ เท่านั้น ไม่อย่างนั้นงานของผมจะถูกบิดเบือนเป็นเรื่องอื่น ซึ่งบางรัฐบาลเขาไม่รับเงื่อนไขนี้
“สอง แม้จะมีบางคนที่เราไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม แต่ในฐานะที่ทำงานตรงนี้ ถ้าเขาขอคำแนะนำต้องมีคำตอบให้เขา เขาทำอะไรไม่ดี ต้องแนะนำได้ ซึ่งในโลกการเมืองมีคนหลากหลาย ทั้งนักธุรกิจ พ่อค้า นักการเมือง อาจารย์ ผู้พิพากษา ตำรวจ และทหาร แต่ละคนมีความต้องการคนละแบบ เราต้องเข้าใจความต้องการเหล่านั้น ทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม ไม่ต้องตัดสินว่าเขาเป็นคนอย่างไร เพราะเป้าหมายใหญ่อยู่ที่บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า ต้องพยายามโน้มน้าวเขาว่า ทำอย่างนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมทำงานกับหลายพรรคได้
“สาม ถ้าเป็นข้าราชประจำ ต้องไม่รับตำแหน่งที่กระทบกับอาชีพหลัก พูดง่ายๆ ว่าไม่ลาออกจากงานราชการ ไม่เป็นนักการเมือง ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าผมเป็นนักการเมือง ที่จริงไม่ใช่นะครับ อย่างที่บอกไปว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา ผมไม่เคยอยู่สังกัดพรรคไหนเลย เพราะเป็นข้าราชการ ยึดมั่นในเงินเดือนตัวเอง อยู่หอพัก กินข้าวโรงอาหารมหาวิทยาลัย ไม่มีรถยนต์ ไม่เคยมีบ้าน มีน้อยใช้น้อย ไม่ก่อหนี้ จนกระทั่งแต่งงานตอนอายุ 55 ถึงซื้อบ้าน ซื้อรถเพราะมีลูก”
การทำงานสายนี้น่าจะใช้ชีวิตได้อย่างคนมีฐานะ เพราะอะไรถึงตัดสินใจอยู่อย่างมัธยัสถ์คะ
“เพราะครอบครัวสอนมาอย่างนี้ และอาจเป็นเพราะผมอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เล็ก เขาสอนไม่ให้ใช้ของเกินความจำเป็น กินเท่าที่มี เสื้อผ้ามีเท่าที่ใส่ ใครใช้ของแปลกที่โรงเรียนก็ห้าม เวลาสอบได้ที่ 1 ที่บ้านไม่เคยให้เงินเป็นรางวัล ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศหรูหรา ทั้งที่พ่อเป็นนายแบงค์ฐานะดี ส่วนแม่เป็นครู อาจเพราะทุกคนทำงานทุกวัน บวกกับประสบการณ์ที่ได้จากการอยู่ต่างประเทศก็มีส่วน ทุกคนมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง และเรามุ่งมั่นเรื่องงานเป็นหลัก พอมาทำงานการเมือง ฝ่ายที่ผมทำงานด้วยก็ไม่ค่อยหวือหวา และผมตรงไปตรงมา การยึดมั่นในหลักการของตัวเองทำให้ผมปลอดภัย เพื่อนฝูงบางคนเห็นผมอยู่หอพัก ก็เคยถามว่า ออกจากหอไหม ดูอยู่ลำบาก แต่ผมไม่รู้สึกลำบาก ข้าวก็กินที่โรงอาหารนิสิตนี่แหละเพราะราคาถูก”
ในช่วงทำงานการเมือง เคยคิดอยากมีครอบครัวไหมคะ
“ไม่เลย ถ้ามีแฟนก็คบๆ เลิกๆ จนกระทั่งอายุ 50 กว่าๆ ก็คิดว่า อยู่เป็นโสดนี่แหละ ใครเขาจะมาแต่งกับเรา อายุก็เยอะแล้ว จนกระทั่งได้เจอกับภรรยา บังเอิญว่าญาติเรารู้จักกัน และเขาเคยเรียนกับผม แต่ตอนที่เขาเป็นลูกศิษย์นี่ผมไม่คุ้นหน้าเขาเลยนะ จนกระทั่งมาเจอกันอีกที ตอนที่เขาทำงานให้กับสำนักราชเลขา คุยกันถูกคอ จึงตัดสินใจคบกัน พอแต่งงาน ก็มีลูกชาย 2 คน มาแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นคืออีกเหตุผลที่ตัดงานการเมืองทิ้งด้วยเหมือนกัน เพราะใช้เวลาในชีวิตมหาศาล”
พอมีลูก ชีวิตเปลี่ยนไปมากไหมคะ
“ไม่ใช่แค่เปลี่ยน แต่เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด การมีลูกตอนอายุ 55 นั้น ตอนแรกก็งง ว่าเด็กพวกนี้มาจากไหน (หัวเราะ) เพราะไม่เคยวางแผนว่าจะมีลูก และลูกทั้งสองคนก็มาโดยธรรมชาติ พรรคพวกของผมก็หัวเราะว่า แกเริ่มมีลูกสายเหลือเกิน คนอื่นๆ ลูกโตจนเข้ามหาวิทยาลัยหมดแล้ว
“พอมีลูก คราวนี้ก็ต้องคิดต่อว่าจะอยู่ที่ไหน รายได้เท่าไร ลูกจะเรียนอะไร ตอนที่ผมเป็นอาจารย์จุฬาฯ ก็จองสิทธิ์ให้เรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ตั้งแต่เกิดเพราะเป็นสิทธิ์ในด้านสวัสดิการ และเราก็ทำงานให้กับมหาวิทยาลัยมา 25 ปี ปรากฏว่าเขาเปลี่ยนกฎเป็น ถ้าอาจารย์เกษียณหรือออกไป ลูกก็หมดสิทธิ์เรียนต่อในช่วงรอยต่อตามไปด้วย ส่วนภรรยาตอนนั้นลาออกจากงานที่สำนักราชเลขามาเลี้ยงลูกอยู่แล้ว เขาจึงไปสมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนานาชาติแทน ลูกๆ จึงได้สิทธิ์เรียนที่นั่นไปด้วย
“ส่วนบ้านก็ต้องซื้อ เพราะที่ผ่านมาผมอยู่หอพักมาโดยตลอด จำได้ว่าตอนหาบ้าน พรรคพวกก็ปั่นป่วนช่วยกันหา บ้านที่อยู่ตอนนี้ ก็เป็นบ้านเพื่อนที่เขาน่ารัก ยอมลดราคาเพื่อขายให้เรา กลายเป็นว่าคนข้างนอกช่วยเรามากกว่าหลายคนที่เคยทำงานด้วยกันเสียอีก ส่วนรถก็เพิ่งซื้อคันแรกในชีวิต เพราะฉะนั้นชีวิตตอนนี้เหมือนเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด มีบ้านหลังแรก มีรถคันแรก สนุกสนานมาก จบด้วยความรู้สึกว่า นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกเป็นอิสระ
“ตอนนี้ชีวิตผมจึงให้เวลากับลูกเป็นหลัก ตื่นตี 5 ลุกขึ้นมาทำกับข้าว รับส่งลูกไปโรงเรียน อย่างวันนี้ที่มาสัมภาษณ์กับแพรว ความจริงมีหลายรายการชวนผมไปออกทีวีคุยเรื่องกัมพูชา แต่ต้องปฏิเสธไป เพราะเป็นวันเกิดลูกคนเล็ก ปีนี้ 8 ขวบ ก็ต้องอยู่กับลูก” (ยิ้ม)
เรื่องท้าทายของการเป็นคุณพ่อยุคนี้คืออะไรคะ
“เรื่องที่ผมคิดทุกวันนี้คือ ลูกจะเอาชนะผมอย่างไร เพราะเด็กสมัยนี้ฉลาดมาก แต่บางเรื่องเราตรงไปตรงมากับเขาไม่ได้ขนาดนั้น ก็ต้องวางแผน อาศัยอุบายหลอกล่อ ซึ่งยากกว่าทำงานกับนักการเมืองอีก (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดี
“ต้องยอมรับว่าเด็กรุ่นนี้เรียนระบบใหม่และคิดเองเป็น เพื่อนผมเคยถามเขาว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เขาตอบว่า ‘I want to be myself’ คือไม่อยากเป็นหมอ ไม่อยากเป็นวิศวกร แต่อยากเป็นตัวเอง แล้วเขาพูดได้ 3 ภาษา คือไทย อังกฤษ จีน เขาเคยถามผมว่า สมบัติทั้งหมดที่ผมมี ทั้งรถยนต์ บ้าน ราคาเท่าไร ในอนาคตถ้าต้องแบ่งสมบัติ จะแบ่งอย่างไร ผมงงมาก เด็ก 10 ขวบ 8 ขวบ คิดเรื่องเงินแล้ว แต่ไม่แปลกใจเพราะเวลาผมเปิดดูวิชาที่โรงเรียนสอน เขาสอนทั้งการจัดการชีวิต จัดการเวลา และจัดการเพื่อน การเลี้ยงลูกจึงเหมือนได้เห็นอนาคตของเด็กรุ่นต่อไปด้วย ผมได้เรียนรู้จากลูกเยอะเหมือนกัน”
ในวัย 64 อาจารย์คิดว่า ในอนาคตสิ่งสำคัญของชีวิตคืออะไรคะ
“สมดุลครับ เพราะทุกอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงเสมอ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าเริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นครูเงินเดือนน้อยๆ ก็ต้องรู้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร สมดุลยังนำมาใช้กับเรื่องการเมืองได้ด้วย บางประเทศเราต้องปรับตัวใกล้ชิดเขากว่าเดิม ทุกวันนี้สถานการณ์ทำให้รู้ว่า เราไม่สามารถอยู่บนหอคอยงาช้างได้ ต้องปรับสมดุลใหม่ ไปสัมผัสหน้างาน ไปรับรู้ความเป็นจริงด้วย
“สำคัญที่สุดคือ การหาสมดุลชีวิตกับงานให้เจอ แต่ก่อนผมขาดสิ่งนี้ ชีวิตหนักไปทางงาน ไม่ค่อยสมดุล แต่ทุกวันนี้ผมเทน้ำหนักมาที่ครอบครัวมากขึ้น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น
“ก็หวังว่าทุกคนจะหาสมดุลของตัวเองเจอครับ”
สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารแพรว ฉบับเดือนตุลาคม 2568