บทเรียนชีวิต 70 ปี ของศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
หากลองเสิร์ชชื่อ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นอกจากประวัติที่บอกว่าเป็นหนึ่งในนักกฎหมายแนวหน้าของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีและกฎหมายธุรกิจครอบครัวไทย
สิ่งถัดมาที่คุณจะเห็นคือตำแหน่ง “ประธาน” ที่เรียงยาวเหยียด
ตั้งแต่ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 2 สมัยแล้ว ประธานกรรมการบริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัดประธานกรรมการธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) อดีตประธานกรรมการบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด และยังเป็นประธานกรรมการในอีกหลาย ๆ บริษัท
แต่ครั้งนี้ แพรว จะไม่คุยเรื่องงานเพียงอย่างเดียวแต่ขอเน้นเรื่องราวการใช้ชีวิตที่น้อยคนจะรู้ ตั้งแต่วิธีคิดที่ทำให้เดินทางมาถึงวันนี้ ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จจนอีโก้พุ่งทะยานถึงขีดสุด ก่อนจะพบสัจธรรม ที่เปลี่ยนมายด์เซตในการมองโลก
นี่คือบทเรียนที่ใช้เวลาตกตะกอนถึง 70 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จ แต่คือความหมายของการใช้ชีวิต
จากเด็กบ้านนอกใต้สุดแดนสยาม วันนี้เขาได้เป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ บทเรียนชีวิต 70 ปี ของศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
อาจารย์เริ่มสนใจกฎหมายตั้งแต่เมื่อไรคะ
“เป็นความบังเอิญนะ ผมเกิดที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สมัยเด็กมีความฝันอยากเป็นนายอำเภอ เพราะพี่ชายเรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นนักปกครอง และด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัดก็รู้สึกว่าโตขึ้นเป็นนายอำเภอก็มั่นคงดี แต่ปรากฏว่าผมสอบรัฐศาสตร์ไม่ติด แต่ไปติดภาคสมทบของคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเลือกไว้เป็นอันดับที่ 5 ตอนนั้นผมไปเรียนนิติฯด้วยความไม่มั่นใจ แต่พี่ชายสนับสนุนเพราะจบจากคณะนี้ก็มีการงานมั่นคงได้ ปรากฏว่าพอเข้าเรียนแล้วชอบ เพราะอาจารย์สอนดี เนื้อหาสนุก คงเป็นเพราะกฎหมายอยู่ในชีวิตของเรา ตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าเรียนจบแล้วอยากจะไปเป็นนักการเมืองที่เบตง
ทำไมถึงอยากเป็นนักการเมืองคะ
“สมัยนั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาพอดี เป็นยุคของนักเคลื่อนไหว เราก็อยากเป็นนักการเมือง อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้าได้เป็นนายกเทศมนตรีก็ฟังดูดีหรือไม่ก็เป็นผู้พิพากษา อัยการ จึงโฟกัสว่าหลังเรียนจบจะทำงานเป็นข้าราชการไม่เคยคิดอยากทำงานเอกชน แต่บังเอิญว่าหลังเรียนจบผมสอบเนติบัณฑิตผ่านเรียบร้อย ถ้าจะสอบเป็นผู้พิพากษาก็ต้องรอสอบตอนอายุ 25 ปี ส่วนถ้าอยากสอบอัยการ ก็ต้องรอสอบตอนอายุ 23 ปี ตอนนั้นผมอายุ 21 เอง จึงใช้เวลาว่างไปกับการสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศ แต่สอบไม่ติด จึงคิดว่าไปทำงานธนาคารฆ่าเวลาแล้วกัน
“ผมสมัครเป็นพนักงานสินเชื่อที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสาทร ทำหน้าที่พิมพ์สัญญา ต่อสัญญา ไม่ได้อยู่ฝ่ายกฎหมายด้วยซ้ำ ต่อมาย้ายไปทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ก็สนุกดีครับ ได้รู้จักพี่ ๆ เยอะมาก ช่วงนั้นใช้ชีวิตตามประสาคนหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบ ตกเย็นหลังเลิกงานไปเที่ยวกินเบียร์ ลงเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายก็เรียนไม่จบ เพราะใช้ชีวิตประมาท ไม่เข้าเรียน ที่ชิลขนาดนี้คงเพราะที่บ้านฐานะดี มีกิจการ จึงไม่เดือดร้อน กระทั่งวันหนึ่งคิดได้ว่าจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างนี้ไม่ได้แล้ว
“คนที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคือพี่ชายที่แนะนำว่าลองไปทำงานที่บริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ไหม เป็นสำนักงานกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพิ่งมาเปิดในเมืองไทย ตอนแรกก็ลังเลนะ เพราะเป็นบริษัทต่างชาติ เขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งผมไม่เก่งเลย คิดว่าไม่เอาหรอก ทำงานอยู่ธนาคารดีกว่าได้เงินเดือนรวมโบนัสเกือบ 8,000 บาท ชีวิตก็สบายอยู่แล้ว แต่พี่ชายบอกว่าอยากให้ลองมาทำงานที่นี่เพื่อหาประสบการณ์ ผมกลับไปคิดดูก็รู้สึกว่าหากมีเป้าหมายอยากจะเป็นผู้พิพากษา ถ้าทำงานอยู่ธนาคาร ใช้ชีวิตเกเรต่อไปคงไปไม่ถึงไหน จึงตัดสินใจลาออกและมาทำงานที่เบเคอร์ฯ แทน
“ผมเริ่มงานปี 2521 เป็นทนายคนที่ 6 ของบริษัท ความตั้งใจคือมาฝึกภาษา ฝึกกฎหมาย ทำงานฆ่าเวลารอสอบ ไม่มีความคิดที่จะเจริญรุ่งเรืองในอาชีพการงานที่นี่หรอก ที่ไหนได้ ไปๆ มาๆ อยู่ยาวถึง 43 ปี” (หัวเราะ)

อะไรทำให้อาจารย์อยู่เบเคอร์ฯ ยาวนานขนาดนั้นคะ
“ผมสอบเป็นผู้พิพากษาไม่ผ่าน ขาดไป 5 คะแนนเท่านั้น (ยิ้ม) เปลี่ยนชีวิตเลยนะ จำได้ว่ารุ่นผมคนสอบเป็นผู้พิพากษาทั้งหมด 800 คน คนที่สอบผ่านมีเพียง 18 คนเท่านั้น ผมเชื่อว่าชีวิตคงถูกกำหนดมาเป็นอย่างนี้ พอรู้ว่าคงไม่มีวันได้เป็นผู้พิพากษา จึงเปลี่ยนมายด์เซ็ตใหม่ หันมามุ่งมั่นกับงานกฎหมายแทน ตั้งใจทำงานมากขึ้น เพราะ 4 ปีแรกของการทำงานผมทำแค่ให้ผ่านไปวัน ๆ
“ตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ผมได้เงินเดือนเพียง 4,000 บาท น้อยกว่าเงินเดือนที่เก่าตั้งเท่าหนึ่ง ถ้าที่บ้านไม่มีฐานะ ผมคงทำงานที่นี่ไม่ไหวหรอก แต่ที่อดทนทำเพราะตอนนั้นแอบหวังในใจว่า ถ้าทำงานผ่านโปร 3 เดือน เจ้านายคงเพิ่มเงินเดือนให้ อย่างน้อยก็คงเท่ากับที่ได้จากธนาคาร ปรากฏว่าผ่านไป 3 เดือนเงินเดือนยังเท่าเดิม ไปถามเจ้านาย เขาก็ขึ้นเงินเดือนให้นะ แต่ขึ้นมา 200 กลายเป็น 4,200 บาท ถือว่าน้อยมาก (ยิ้ม)
“พอพี่ที่ทำงานเก่ารู้เรื่องเงินเดือนผมก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม บอกว่าจะให้เงินเดือนเท่าเดิมด้วย ช่วงนั้นสับสนพอสมควรว่าจะกลับไปดีไหม เปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับเพื่อนเยอะ ทำไมเพื่อนได้เงินเดือนเยอะกว่า ทำไมเราได้เงินเท่านี้ งานก็หนัก แต่เปรียบเทียบไปก็เป็นทุกข์ ไม่มีประโยชน์ ผมทำที่เบเคอร์มาได้สักพักแล้ว หากกลับไปทำงานธนาคารจะเสียทุกอย่างที่ทำมา จึงตัดสินใจเดินหน้า ตั้งใจทำงานมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ผมบอกน้อง ๆ รุ่นหลังเสมอว่าเวลาทำงานอย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น มันไม่ได้อะไร แค่ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ”
การตั้งใจทำงานช่วยเปิดโอกาสให้ชีวิตมากแค่ไหนคะ
“หลายเรื่องมาก พอทำงานได้ดี บริษัทก็ให้โอกาสส่งไปฝึกงานที่ต่างประเทศ ได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ และได้ทุนไปเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อว่าทำวิทยานิพนธ์เรียนจบยากมาก เพราะเขียนกันเป็นเล่มๆ แต่ผมอ่านหนังสือล่วงหน้าไปเยอะ รู้แม้กระทั่ง ว่าจะทำหัวข้อ ‘การค้าต่างตอบแทน’ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนจบไว คนอื่นใช้เวลาเรียน 2 ปี แต่ผมเรียนจบภายในปีเดียว ที่จริงคนที่ทำให้ผมเรียนจบเร็วขนาดนี้คือภรรยา เขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เก่งภาษาอังกฤษกว่าผมเยอะ จึงช่วยตรวจทานวิทยานิพนธ์ให้ ถ้าไม่มีเขาคงเรียนไม่จบ เพื่อนยังบอกผมเลยว่าปริญญาใบนี้ต้องแบ่งครึ่งให้ภรรยาด้วย” (ยิ้ม)
เจอภรรยาได้อย่างไรคะ
“เขาเป็นเลขานุการของเจ้านายผมที่เบเคอร์ฯ คือผมทำงานหนักมาก ไม่มีเวลาเจอผู้หญิงที่ไหนหรอก จึงจีบเลขาฯ เจ้านายเสียเลย (หัวเราะ) ตอนที่ผมได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ เราแต่งงานกันแล้ว เขาก็ตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพอผมเรียนจบก็มีครอบครัวแล้ว จึงเริ่มวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ตั้งใจว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ของเบเคอร์ฯให้ได้”

เพราะอะไรถึงอยากเป็นพาร์ตเนอร์คะ
“คือจุดสูงสุดของการทำงาน คุณจะได้ส่วนแบ่งผลทำไรจากบริษัท ได้เงินเดือนที่มากขึ้น ได้ตำแหน่งการงาน และช่วยต่อยอดโอกาสชีวิต เป็นเป้าหมายของคนทำงาน ซึ่งพาร์ตเนอร์ที่นี่มีสองระดับ คือ Local Partner (หุ้นส่วนของกรุงเทพฯ) และ Principal Partner (หุ้นส่วนทั่วโลก) หลังจากทำงานมา 9 ปี ก็ได้เป็น Local Parter ตอนอายุ 30 เท่านั้นพออายุ 35 ก็ขยับไปเป็น Principal Partner”
รีวิวชีวิตผู้บริหารให้ฟังหน่อยค่ะ
“ทำงานหนักมาก แต่ทำให้คนรู้จักผมเยอะเช่นกัน เพราะในปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผมได้พูดเรื่องการฟื้นฟูกิจการ ให้ความรู้เรื่องกฎหมายล้มละลาย ฯลฯ สื่อจึงมาสัมภาษณ์เยอะ คนก็รู้จักเยอะ จนบางคนคิดว่าผมเป็นเจ้าของเบเคอร์ฯ ซึ่งที่จริงไม่ใช่
“ช่วงนั้นผมอายุ 40 กว่า ๆ ทำงานที่เบเคอร์ฯ มาเกือบ 20 ปีแล้ว คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาก จึงมีอัตตาสูง อีโก้เยอะ เวลาทำงานผมจะฟังเฉพาะลูกน้องที่เก่ง มีประสบการณ์ พูดง่ายๆ ว่าฟังเฉพาะคนที่ฉลาด ถ้าเป็นเด็กนี่ไม่ต้องมาพูดกับผมเลยนะ เพราะไม่ฟัง ตอนนั้นผมไม่มีความเห็นอกเห็นใจต่อ ลูกน้อง เวลาพูดจาก็ไม่มีน้ำเสียง คิดว่าตัวเองเก่งมาก จึงทำให้คนรอบตัวไม่ค่อยกล้าเสนอความคิดเห็น ซึ่งเจ้านายไม่ควรทำอย่างนั้น เจ้านายควรฟังลูกน้องทุกคน”
อะไรทำให้เปลี่ยนไปคะ
“ชีวิตผมมุ่งแต่งานจนไม่มี Work-Life Balance ไม่ค่อยสนใจครอบครัว ตอนนั้นผมให้ภรรยาลาออกจากงานมาดูแลลูก ๆ สองคนเต็มตัว ส่วนผมก็หาเงินเพราะฉะนั้นจึงห่างเหินกับลูก ช่วงเช้าที่ควรจะเป็นเวลาไปส่งลูกที่โรงเรีย ผมแทบไม่ไป จะไปเฉพาะงานสำคัญเท่านั้น ความสนิทสนมกับลูกจึงมีไม่มากเท่าภรรยา
“จุดเปลี่ยนในชีวิตคือตอนที่ผมอายุ 50 พบว่าภรรยาป่วยด้วยโรคมะเร็งรังไข่ ปกติโรคนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ 5 ปี แต่ภรรยาผมสู้มาเป็น 10 ปี แล้วจากไปตอนผมอายุ 60 ช่วง 10 ปีที่รักษาตัว ผมได้เห็นสัจธรรมของชีวิต เดิมทีผมไม่สนใจศาสนาแต่พอมีทุกข์ก็เริ่มปฏิบัติธรรม เริ่มปล่อยวางอัตตา
“หลังจากที่ภรรยาจากไป ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ผมคิดว่าเรายังไม่ได้คุยกันอีกหลายเรื่อง คิดว่าเขาคงมีเรื่องที่ค้างคาใจ แต่คงเพราะเขาเองก็ไม่อยากคุย ส่วนผมก็ไม่อยากถาม เพราะกลัวจะทำให้เขาไม่สบายใจ ถึงแม้เขาจะทำพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว ได้เห็นลูกคนเล็กสอบติดจุฬาฯแล้ว และผมก็สัญญาว่าจะดูแลคุณแม่ของเขาเป็นอย่างดี แต่คิดว่าเขาคงมีเรื่องในอดีตที่ค้างคา แม้กระทั่งเรื่องการจัดงานศพเรายังไม่เคยคุยกันว่าคุณอยากจัดงานศพแบบไหน ไม่เชิงว่ากลัวหรือถือเรื่องความตาย แค่ไม่คิดว่าเขาจะไปเร็วขนาดนั้น เพราะมีบางช่วงที่อาการเขาดีขึ้น ขนาด วันสุดท้ายผมยังหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ แต่สุดท้ายก็จากไป
“เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมบอกคนอื่นเสมอคือ สิ่งที่คุณทำได้ในเวลานี้คือการให้เวลากับครอบครัวเพราะต่อให้มีเงินในบัญชีมากขนาดไหนก็ทดแทนเวลาที่เสียไปไม่ได้ ที่ผ่านมาผมให้เวลากับครอบครัว น้อยไป ตอนภรรยาเสีย ผมรู้เลยว่าตัวเองมีช่องว่างกับลูก ๆ เยอะ คือลูกรักผมนะ แต่ก็ไม่เหมือนคนที่สนิทกัน”

เคยนึกเสียดายเวลาที่ใช้ไปกับการทำงานไหมคะ
“ไม่เลย อะไรที่เกิดขึ้นนั้นดีเสมอ ผมคิดว่าการทำงานหนักทำให้เราได้ประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้มีโอกาสอย่างวันนี้ และสิ่งที่เจอในที่ทำงานก็มีทั้งทุกข์และสุข สองสิ่งนี้สอนให้เราเข้มแข็งและสอนให้มองไปข้างหน้า เพียงแต่ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงแบ่งเวลาให้กับครอบครัวดีกว่านี้ ฝึกตัวเองให้คิดถึงมรณานุสติมากขึ้น เพราะพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาถึงก่อน ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า”
การจากไปของภรรยาทำให้อาจารย์หันมาทำ ชีวามิตร ใช่ไหมคะ
“ใช่ครับ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้งชีวามิตร เป็นผู้ชักชวนผม ซึ่งก็มาจากการที่ผมสูญเสียภรรยานี่แหละ คุณหญิงบอกว่าอยากทำบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมด้าน Palliative Care หรือการดูแลแบบประดับประคอง อยากให้ผมไปช่วยหน่อย จึงเป็นที่มาของ ‘บริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม’ เป้าหมายของเราคือการวางแผนดูแลชีวิตในระยะสุดท้าย ซึ่งทำมาเกือบจะครบ 10 ปีแล้ว เรายังเป็นพันธมิตรสนับสนุนการทำงานของ ‘เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม’ ที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เลือกจะรักษาตัวที่บ้าน โดยมีทีมแพทย์เข้าไปดูแล เป้าหมายของการทำงานที่นี่คือผมอยากให้คนตระหนักถึงการวางแผนชีวิตหลังจากที่เราจากไปแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมาก คนไทยยังรู้น้อยเกินไป เราทุกคนควรมีพินัยกรรมชีวิตหรือ Living Wil
“ตอนนี้เราได้ทำสมุด ‘Living & Leaving Note’ หรือ ‘สมุดเพื่อนชีวิต ให้คุณจดความตั้งใจและข้อมูลจำเป็นให้คนที่อยู่ข้างหลังรับรู้ ทั้งเรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าวของ สัตว์เลี้ยงที่จะให้จัดการต่อ ไปจนถึงวิธีการจัดงานศพ เพื่อให้เขาสานต่อทุกอย่างตามที่เราปรารถนาจริงๆ และผมคิดว่าการดูแลแบบประคับประคองในยุคนี้สำคัญ ควรมีแผนก Palliative Care ในทุก ๆ โรงพยาบาล อย่างที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ก็เพิ่งมีเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งผมนำเงินทำบุญที่ได้จากงานศพภรรยารวมกับเงินทำบุญวันเกิดครบ 60 ปี ค่าลิขสิทธิ์หนังสือที่ผมเขียนบางส่วน รวมถึงเงินตัวเอง ทั้งหมด 6 ล้าน บริจาค ตั้งเป็นกองทุนให้กับศูนย์ชีวาภิบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
อาจารย์คุยเรื่องวางแผนการตายกับลูก ๆ บ้างไหมคะ
“ลูกยังไม่ยอมคุย (ยิ้ม) แต่ผมเขียนไว้ทั้งหมดแล้ว พินัยกรรมก็ทำแล้ว ในชีวิตนี้ผมเหลือแค่ลูกสองคน การจัดการมรดกจึงง่าย ผมเขียนไว้ทุกอย่างเลยว่างานศพอยากจัดแบบไหน หนังสืองานศพ ก็เตรียมไว้แล้วด้วย เขียนไว้ตังแต่ปี 2565 แต่คิดว่าเมือผมอายุ 72 ปีก็อยากจะเขียนหนังสืองานศพใหม่เป็นเรือง ‘ธรรมะกับธุรกิจครอบครัว’ ซึ่งเริ่มเขียนแล้วในตอนนี้ เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์
“หลังจากที่ผมจากไป เงินส่วนหนึ่งอยากตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือคนรุ่นหลัง ผมโชคดีมากที่มาได้ไกลขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าเด็กบ้านนอกจากอำเภอเบตง ใต้สุดแดนสยาม วันหนึ่งจะได้เป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ มาไกลกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ”
ชีวิต 70 ปีที่ผ่านมาสอนอะไรอาจารย์บ้าง
“ผมคิดว่าชีวิตที่มาได้ถึงวันนี้มีอยู่ 5 ข้อ ข้อแรก สิ่งที่ถูก แม้ไม่มีคนทำก็ยังถูก สิ่งที่ผิด แม้มีคนทำก็ยังผิด’ ความถูกต้องสำคัญมาก การทำผิดแม้จะทำเพียงครั้งเดียวก็ยังผิด เรื่องนี้ผมอ่านมาจากหนังสือ ปัญญาวิชาชีวิต ที่เขียนโดยเคลย์ตัน เอ็ม. คริสเตนเซน แปลโดยคุณ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเยอะมาก ผู้เขียนเป็นอาจารย์ที่สอนด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเขียนไว้ว่าคนเก่ง ๆ ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดติดคุกเพราะโกงเยอะมาก เพราะยิ่งมีความรู้เยอะ ก็ยิ่งทำผิดเยอะ เนื่องจากคนพวกนี้คิดว่าเงินเป็นคำตอบเดียวในชีวิต และเข้าโลภเพราะอยากได้ทรัพย์สินกับอำนาจ”
อาจารย์ทำงานด้านกฎหมาย น่าจะเจอคนติดสินบนเยอะไหมคะ
“เจอเยอะ มีคนขอติดสินบนผมก็เยอะ เช่น ให้ไม่ทำคดี หรือจะให้เงินเพื่อเร่งดำเนินเอกสารให้เสร็จเร็วขึ้น แต่ผมไม่เคยรับ ต้องชื่นชมที่บ้านที่สอนผมเรื่องความถูกต้องมาอย่างดี
“ผมคิดว่ามนุษย์ทุกวันนี้ทุกข์ก็เพราะกิเลส ตัณหา สงครามที่เกิดขึ้นเพราะทุกคนอยากได้อำนาจ อยากได้เงิน ล่าสุดผมอ่านหนังสือเรื่อง อู้เหวย ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นหลักการที่สอนเรื่องการไม่กระทำเพื่อให้เกิดผล นั่นคือกระทำเพื่อจำเป็น อย่าฝืนธรรมชาติ อย่าโลภมาก”
เราจะแยกได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำเป็นเพราะโลภหรือเพราะอยากเจริญก้าวหน้า
“แต่ก่อนผมก็สับสนเรื่องนี้เหมือนกัน หลังจากการเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรอบที่ 1 คิดว่าควรมาเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวาระที่ 2 ดีไหม ตอนนั้นสับสนว่าควรทำอย่างไรดี จะดูโลภอยากมีอำนาจหรือเปล่า
“กระทั่งวันหนึ่งผมได้ฟังเทศน์ พระอาจารย์ชยสาโรบอกว่า ถ้าทำงานด้วยตัณหา คืออยากได้อำนาจไปทำสิ่งที่ผิดนั้นไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเราทำด้วยฉันทะ คือความพอใจ เต็มใจที่จะทำ มีความรักในงาน อยากมีความเจริญก้าวหน้าและมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งนี้ไม่ใช่ตัณหา แม้จะทำเพื่อตัวเราบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เพื่อเราเพียงคนเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมรับตำแหน่งนี้ในปี 2568 เพราะฉะนั้นความสำเร็จของผมวันนี้ไม่ใช่เงินหรืออำนาจ แต่อยู่ที่ผมได้ทำงานที่พอใจ มีแพสชั่นทำงานแล้วได้รับการยอมรับว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ เราก็อยากทำต่อ”
ข้อ 2 ล่ะคะ
“ต้องหมั่นลงทุน หาความรู้ด้วยการอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าหลังเกษียณจากบริษัทเบเคอร์ฯ ผมจะไม่ทำอะไรอีกแล้ว จะไปพักผ่อน ต่างจังหวัด ตีกอล์ฟ ไปเที่ยว แต่ทำได้ไม่นาน เพราะพอลองใช้ชีวิตอย่างนั้นแล้ว รู้สึกไม่มีประโยชน์เลย ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ ชีวิตที่ดีต้องสงบเย็นและเป็นประโยชน์ด้วย จึงลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง และยังทำงานจนถึงวันนี้
“ส่วนข้อที่ 3 คือ ทำตัวให้พร้อม รอรับโอกาส หากคุณมีความรู้ โอกาสเข้ามา คุณไปต่อได้เลย แต่ถ้าคุณไม่พร้อม เมื่อโอกาสมาถึง คุณจะไม่ไปไหนโอกาสเป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ
“และข้อที่ 4 ถ้าเจอความทุกข์ ให้ใช้ความพยายาม อย่าท้อแท้ ไม่ว่าคุณจะมาจากกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จ บางเรื่องไม่ต้อง ตั้งความหวังไว้สูง แต่ทำให้ดีที่สุด เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทุกเรื่องไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข มันย่อมผ่านไป ไม่มีอะไรอยู่ถาวร
“ชีวิตนี้ผมเจอมาหมดแล้ว ทั้งความสุข ความหมดหวัง ผิดหวัง แต่ก็ต้องจำไว้ว่าเดี๋ยวมันก็จบ ถ้าไม่ปล่อยวางก็ลำบาก ทำให้ชีวิตมีความทุกข์ หลายคนถามว่าทำไมผมมีความสุข ผมตอบว่า ไม่คิดมาก กินอิ่ม นอนอุ่น แบบที่พระอาจารย์ไพศาลเคยว่าไว้ ทำเท่านี้เลย ต้องไม่คิดในสิ่งที่เป็นภาระ อย่างวันไหนอยู่กับครอบครัว ก็ทิ้งงานไว้ที่ทำงานเลย จะได้อยู่กับครอบครัวจริง ๆ
“ข้อสุดท้ายคือ ‘ความกตัญญู’ คนเราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วย ตัวเอง ต้องมีคุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ สถาบันการศึกษา กัลยาณมิตร ที่ช่วยเหลือเรา เราจึงต้องมีความกตัญญูรู้คุณคน”

สิ่งที่เราควรทำในวันนี้คืออะไรคะ
“อยู่กับวันนี้ อยู่กับปัจจุบัน ดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุดในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ อย่าไปตอบแทนในวันที่เขาจากไปด้วยการจัดงานศพใหญ่โต ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ผมมองว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดกับทุกคน แต่เราจะรับกับทุกข์โศกอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ผมคิดว่าหลังจากสูญเสียภรรยา ความตายเป็นเรื่องปกติเพราะคนที่เรารักที่สุดได้จากไปแล้ว ถ้าผมอยู่กับมันได้ ก็อยู่ได้เอง ผมเคยรู้สึกเสียใจ แล้วอย่างไรล่ะ สุดท้ายเราไม่สามารถทำอะไรได้ดีกว่านี้
“เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้พ่อแม่คุณอยากกินอะไร ให้กินเลย อยากทำอะไรให้ทำอย่าไปห้าม แล้วเตรียมเรื่องความตายให้พร้อม ตัวเราก็ด้วย ต้องนึกถึงเรื่องมรณานุสติ อยู่ด้วยความไม่ประมาท มนุษย์เราวางแผนทุกอย่างในชีวิต ทั้งการเงิน การแต่งงาน แต่เราไม่เคยวางแผนการจากไปให้มีคุณภาพ ซึ่งสำคัญมาก”
ขออนุญาตถาม ถ้าวันสุดท้ายในชีวิตมาถึง อาจารย์เตรียมจะทำอะไรคะ
“วันนั้นถ้าผมนอนอยู่บนเตียง จะบอกลาคนที่รักให้พร้อม อย่าให้เขาเป็นทุกข์ เพราะเราไปสบายแล้ว นอนฟังธรรมะ ถึงวันนั้นถ้าอ่านหนังสือไม่ไหว ก็จะให้คนอื่นอ่านหนังสือให้ฟัง หากก่อนหน้านั้นมีเวลา ก็อยากเจอคนรู้จัก ขออภัยคนที่เคยมีเรื่องค้างคา ทำได้เท่านี้ก็เพอร์เฟ็กต์แล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่คาใจ ไม่โกรธเคืองใคร ก็ไปสบาย
“นี่แหละชีวิต”
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569
เรื่อง Fai ภาพ อิทธิศักดิ์ บุญปราศภัย