เปลี่ยน! คำนำหน้าชื่อ กับพื้นที่ตรงกลางที่สังคมต้องทำความเข้าใจ
ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนสิทธิความหลากหลายทางเพศ หลังจากชัยชนะของกฎหมายสมรสเท่าเทียม ประเด็นถัดมาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนคือ “การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตามอัตลักษณ์ทางเพศ” ซึ่งมาพร้อมกับทั้งเสียงสนับสนุนและความกังวลใจ วันนี้เรามานั่งคุยกับ “เอิร์ธ-กัษมนณัฎฐ์ นามวิโรจน์” ถึงมุมมองที่มีต่อปรากฏการณ์นี้ ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในพลังของศักยภาพและการเปิดใจ

แรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนแปลง : อคติ หรือ ความหวังดี?
เมื่อถามถึงประเด็นความกังวลของสังคมว่าการเปลี่ยนคำนำหน้าจะนำไปสู่การหลอกลวงหรือความสับสนหรือไม่ เอิร์ธมองว่านี่คือเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตยที่มีพื้นที่ให้เห็นต่าง
“เอิร์ธมองว่าสังคมเราเป็นสังคมประชาธิปไตยการแสดงความคิดเห็นมันเป็นเรื่องเสรีเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหลายๆ ความคิดเห็นมันจะมีความหวังดีที่ติเพื่อก่อ ทำให้เกิดคำถามและทำให้มันดีขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็มีที่เป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอคติ เอิร์ธมองว่าเราก็เลือกเสพหรือเลือกพิจารณาได้ พ้อยต์สำคัญในครั้งนี้เอิร์ธรู้สึกว่ามันมีหลายๆ อย่างที่เอิร์ธเห็นด้วย และมีหลายๆ อย่างที่เอิร์ธยังกังวล”
“แน่นอนว่าพอมันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มันก็ปกติอยู่แล้วที่ทุกคนจะมีความกลัวหรือกังวลไปก่อน ทั้งคนในสังคมหรือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ เอิร์ธมองว่าการเปลี่ยนแปลงมันเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่สำคัญคือระบบที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณสุขหรือการแพทย์ พอเราเปลี่ยนคำนำหน้าอาจจะต้องมีการแก้กฎหมาย หรือได้รับความยินยอมจากบุคลลที่ได้รับผลกระทบ เอิร์ธมองว่าสุดท้ายแล้วเราอยู่ในสังคมที่ประชาธิปไตย ถ้าเสียงส่วนมากเห็นด้วยยังไงก็ต้องเป็นตามนั้น เอิร์ธเชื่อว่าเราเห็นโรลโมเดลมาหลายประเทศที่เปลี่ยนคำนำหน้าก็ยังสามารถสามารถดำเนินไปได้และประสบความสำเร็จ เอิร์ธมองว่าเป็นสเต็ปต์ในการเปลี่ยนแปลง ยังไงก็ต้องเจอและต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วหลังจากที่สมรสเท่าเทียมผ่าน เอิร์ธมองว่าการเกิดการตั้งคำถามเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เอิร์ธก็รอลุ้นบทสรุปสุดท้ายว่าจะเป็นยังไงเช่นเดียวกันครับ”
“สำหรับเอิร์ธที่ได้ประสบพบเจอมาก็คือพี่ช่างหน้าที่เป็นทรานส์ ช่างผม เวลาเขาไปต่างประเทศ เขาจะมีปัญหาเรื่องชื่อกับเพศสภาพไม่ตรงกัน ก็เลยเป็นปัญหาในการเข้าประเทศอื่น สุดท้ายแล้วเอิร์ธมองว่าเป็นการแชร์ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เราอยู่ในสังคมรวมกันดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงในความหลากหลาย ถ้าเรายังเคารพซึ่งกันและกันมันก็สามารถหาทางออกที่ดีที่สุดได้ หรือทางออกที่คนส่วนมากเห็นตรงกันได้”

คุณค่าของมนุษย์ ตัดสินที่ ‘คำนำหน้า’ หรือ ‘ศักยภาพ’?
“ความน่าเชื่อถือของคนเราขึ้นอยู่กับคำนำหน้าจริงหรือไม่ เอิร์ธให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า แม้มนุษย์จะมีสัญชาตญาณในการตัดสินผู้อื่น แต่ในปัจจุบันบริบทโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว”
“เราผ่านมาหลายยุค มนุษย์มีพื้นฐานชอบตัดสินอยู่แล้ว แต่ถ้าในประเทศไทยเอิร์ธมองว่าเราค่อนข้างเปิดกว้างมากๆ และความน่าเชื่อถือมันขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และ ศักยภาพ ของตัวบุคคลมากกว่าว่า เราสามารถทำสิ่งที่เป็นไปได้มากแค่ไหน แต่ก็เข้าใจและเห็นตรงกัน เพราะบางคนมองว่าการเปลี่ยนมันชัดเจนมันเคลียร์กว่า มันทำให้สบายใจและเสมือนเป็นการปลดล็อกหลายๆ อย่างในใจ เป็นเรื่องของเชิงอารมณ์และความรู้สึก เอิร์ธก็เคารพในส่วนตรงนี้เหมือนกัน เชื่อว่าถ้าเราหาจุดร่วมตรงกลางเจอทุกฝ่ายน่าจะแฮ็ปปี้ขึ้น แต่ก่อนหน้านั้นมันอาจจะเกิดการถกเถียงและใช้เวลาประมาณหนึ่งเลย”
“เอิร์ธมองเรื่องคำนำหน้าว่าสุดท้ายแล้วมันคือการเปิดใจ เอิร์ธเข้าใจในหลายอาชีพ การที่มีคำนำหน้ามันทำให้ชัดเจน ทำงานได้เต็มที่เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในมุมของเอิร์ธสิ่งที่มากกว่าคือความรู้ความสามารถและศักยภาพ ส่วนตัวเอิร์ธก็เป็นคนที่อยู่ในคอมมูนิตี้เหมือนกัน เลยได้เจอกับบางอย่างที่มีขีดจำกัดที่เหมือนว่าสังคมมันเปิดแล้วจริงๆ แต่ก็ยังมีกรอบสังคมอะไรบางอย่างอยู่ เอิร์ธอยากให้มองถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองจริงๆ มากกว่าสิ่งที่สังคมกำหนด เลยคิดว่าถ้ามีการเปลี่ยนคำนำหน้า มันต้องเป็นการทำควบคู่ไปทั้งสองแบบมันถึงจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี”

ในวันที่กฎหมายยังตามไม่ทัน วิธีรักษา ‘ความสุขและตัวตน’
เมื่อถามว่าหากการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้ายังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน เขาจะมีวิธีประคองความสุขอย่างไร ซึ่งเอิร์ธแชร์ให้ฟังว่าในช่วงเวลานี้ตัวเขาเองก็กำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” และ “ค้นหาตัวเอง” เช่นกัน
“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องยากในโมเม้นต์นี้ของเอิร์ธ เอาจริงคำถามนี้เอิร์ธอาจจะตอบได้ไม่ดีที่สุด เพราะช่วงนี้มันเป็นช่วงที่เอิร์ธเปลี่ยนผ่านอะไรหลายอย่างและยังต้องค้นหาตัวเองมากๆ ส่วนตัวเอิร์ธมองว่าเราอาจจะต้องก้าวไปทีละสเต็ป แต่คิดว่าไม่น่าจะนานเกินรอเพราะสังคมเปลี่ยนไปเร็วมาก ขนาดสมรสเท่าเทียมที่กระหน่ำเรียกร้องกันหนักๆ ก็ผ่านแล้ว แล้วก็ถ้าเราใช้ชีวิตทุกวัน ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ดู ยังไงความสุขของเราก็ยังคงอยู่ครับ ในระหว่างที่เรารอ”
“ความสุขและตัวตนของเราไม่มีใครสามารถพรากไปได้ถ้ามันอยู่ที่มุมมองการใช้ชีวิต พลังงานความคิดและแอทติจูดของเรา”











































































































