คำนำหน้าชื่อ

เปลี่ยน! คำนำหน้าชื่อ กับพื้นที่ตรงกลางที่สังคมต้องทำความเข้าใจ

ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนสิทธิความหลากหลายทางเพศ หลังจากชัยชนะของกฎหมายสมรสเท่าเทียม ประเด็นถัดมาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนคือ “การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตามอัตลักษณ์ทางเพศ” ซึ่งมาพร้อมกับทั้งเสียงสนับสนุนและความกังวลใจ วันนี้เรามานั่งคุยกับ “เอิร์ธ-กัษมนณัฎฐ์ นามวิโรจน์” ถึงมุมมองที่มีต่อปรากฏการณ์นี้ ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในพลังของศักยภาพและการเปิดใจ

แรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนแปลง : อคติ หรือ ความหวังดี?

เมื่อถามถึงประเด็นความกังวลของสังคมว่าการเปลี่ยนคำนำหน้าจะนำไปสู่การหลอกลวงหรือความสับสนหรือไม่ เอิร์ธมองว่านี่คือเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตยที่มีพื้นที่ให้เห็นต่าง

“เอิร์ธมองว่าสังคมเราเป็นสังคมประชาธิปไตยการแสดงความคิดเห็นมันเป็นเรื่องเสรีเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหลายๆ ความคิดเห็นมันจะมีความหวังดีที่ติเพื่อก่อ ทำให้เกิดคำถามและทำให้มันดีขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็มีที่เป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอคติ เอิร์ธมองว่าเราก็เลือกเสพหรือเลือกพิจารณาได้ พ้อยต์สำคัญในครั้งนี้เอิร์ธรู้สึกว่ามันมีหลายๆ อย่างที่เอิร์ธเห็นด้วย และมีหลายๆ อย่างที่เอิร์ธยังกังวล”

“แน่นอนว่าพอมันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มันก็ปกติอยู่แล้วที่ทุกคนจะมีความกลัวหรือกังวลไปก่อน ทั้งคนในสังคมหรือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ เอิร์ธมองว่าการเปลี่ยนแปลงมันเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่สำคัญคือระบบที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณสุขหรือการแพทย์ พอเราเปลี่ยนคำนำหน้าอาจจะต้องมีการแก้กฎหมาย หรือได้รับความยินยอมจากบุคลลที่ได้รับผลกระทบ เอิร์ธมองว่าสุดท้ายแล้วเราอยู่ในสังคมที่ประชาธิปไตย ถ้าเสียงส่วนมากเห็นด้วยยังไงก็ต้องเป็นตามนั้น เอิร์ธเชื่อว่าเราเห็นโรลโมเดลมาหลายประเทศที่เปลี่ยนคำนำหน้าก็ยังสามารถสามารถดำเนินไปได้และประสบความสำเร็จ เอิร์ธมองว่าเป็นสเต็ปต์ในการเปลี่ยนแปลง ยังไงก็ต้องเจอและต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วหลังจากที่สมรสเท่าเทียมผ่าน เอิร์ธมองว่าการเกิดการตั้งคำถามเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เอิร์ธก็รอลุ้นบทสรุปสุดท้ายว่าจะเป็นยังไงเช่นเดียวกันครับ”

“สำหรับเอิร์ธที่ได้ประสบพบเจอมาก็คือพี่ช่างหน้าที่เป็นทรานส์ ช่างผม เวลาเขาไปต่างประเทศ เขาจะมีปัญหาเรื่องชื่อกับเพศสภาพไม่ตรงกัน ก็เลยเป็นปัญหาในการเข้าประเทศอื่น สุดท้ายแล้วเอิร์ธมองว่าเป็นการแชร์ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เราอยู่ในสังคมรวมกันดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงในความหลากหลาย ถ้าเรายังเคารพซึ่งกันและกันมันก็สามารถหาทางออกที่ดีที่สุดได้ หรือทางออกที่คนส่วนมากเห็นตรงกันได้”

คุณค่าของมนุษย์ ตัดสินที่ ‘คำนำหน้า’ หรือ ‘ศักยภาพ’?

“ความน่าเชื่อถือของคนเราขึ้นอยู่กับคำนำหน้าจริงหรือไม่ เอิร์ธให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า แม้มนุษย์จะมีสัญชาตญาณในการตัดสินผู้อื่น แต่ในปัจจุบันบริบทโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว”

“เราผ่านมาหลายยุค มนุษย์มีพื้นฐานชอบตัดสินอยู่แล้ว แต่ถ้าในประเทศไทยเอิร์ธมองว่าเราค่อนข้างเปิดกว้างมากๆ และความน่าเชื่อถือมันขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และ ศักยภาพ ของตัวบุคคลมากกว่าว่า เราสามารถทำสิ่งที่เป็นไปได้มากแค่ไหน แต่ก็เข้าใจและเห็นตรงกัน เพราะบางคนมองว่าการเปลี่ยนมันชัดเจนมันเคลียร์กว่า มันทำให้สบายใจและเสมือนเป็นการปลดล็อกหลายๆ อย่างในใจ เป็นเรื่องของเชิงอารมณ์และความรู้สึก เอิร์ธก็เคารพในส่วนตรงนี้เหมือนกัน เชื่อว่าถ้าเราหาจุดร่วมตรงกลางเจอทุกฝ่ายน่าจะแฮ็ปปี้ขึ้น แต่ก่อนหน้านั้นมันอาจจะเกิดการถกเถียงและใช้เวลาประมาณหนึ่งเลย”

“เอิร์ธมองเรื่องคำนำหน้าว่าสุดท้ายแล้วมันคือการเปิดใจ เอิร์ธเข้าใจในหลายอาชีพ การที่มีคำนำหน้ามันทำให้ชัดเจน ทำงานได้เต็มที่เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในมุมของเอิร์ธสิ่งที่มากกว่าคือความรู้ความสามารถและศักยภาพ ส่วนตัวเอิร์ธก็เป็นคนที่อยู่ในคอมมูนิตี้เหมือนกัน เลยได้เจอกับบางอย่างที่มีขีดจำกัดที่เหมือนว่าสังคมมันเปิดแล้วจริงๆ แต่ก็ยังมีกรอบสังคมอะไรบางอย่างอยู่ เอิร์ธอยากให้มองถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองจริงๆ มากกว่าสิ่งที่สังคมกำหนด เลยคิดว่าถ้ามีการเปลี่ยนคำนำหน้า มันต้องเป็นการทำควบคู่ไปทั้งสองแบบมันถึงจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี”

 ในวันที่กฎหมายยังตามไม่ทัน วิธีรักษา ‘ความสุขและตัวตน’ 

เมื่อถามว่าหากการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้ายังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน เขาจะมีวิธีประคองความสุขอย่างไร ซึ่งเอิร์ธแชร์ให้ฟังว่าในช่วงเวลานี้ตัวเขาเองก็กำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” และ “ค้นหาตัวเอง” เช่นกัน

“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องยากในโมเม้นต์นี้ของเอิร์ธ เอาจริงคำถามนี้เอิร์ธอาจจะตอบได้ไม่ดีที่สุด เพราะช่วงนี้มันเป็นช่วงที่เอิร์ธเปลี่ยนผ่านอะไรหลายอย่างและยังต้องค้นหาตัวเองมากๆ ส่วนตัวเอิร์ธมองว่าเราอาจจะต้องก้าวไปทีละสเต็ป แต่คิดว่าไม่น่าจะนานเกินรอเพราะสังคมเปลี่ยนไปเร็วมาก ขนาดสมรสเท่าเทียมที่กระหน่ำเรียกร้องกันหนักๆ ก็ผ่านแล้ว แล้วก็ถ้าเราใช้ชีวิตทุกวัน ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ดู ยังไงความสุขของเราก็ยังคงอยู่ครับ ในระหว่างที่เรารอ”

“ความสุขและตัวตนของเราไม่มีใครสามารถพรากไปได้ถ้ามันอยู่ที่มุมมองการใช้ชีวิต พลังงานความคิดและแอทติจูดของเรา”

“พลังหญิง”

5 ไอคอนตัวแม่ระดับโลก ใช้เสียงเพลงขับเคลื่อน “พลังหญิง” เปลี่ยนโลก

ในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรี “เสียงเพลง” ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการส่งต่ออุดมการณ์ โดยเฉพาะในมิติของ Women Empowerment หรือการสร้างพลังให้ผู้หญิงทั่วโลกได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสามารถของตนเอง

ทุกวันนี้เราได้เห็นศิลปินหญิงระดับ “Iconic” หลายท่านที่ไม่ได้แค่ร้องเพลงฮิตติดชาร์ต แต่พวกเธอใช้สถานะและเสียงของตัวเองเป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนสังคมทลายกรอบเดิมๆ และนี่คือ 5 ตัวแม่ระดับโลกที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “พลังหญิง” นั้นไร้ขีดจำกัด

ในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรี “เสียงเพลง” ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการส่งต่ออุดมการณ์ โดยเฉพาะในมิติของ Women Empowerment หรือการสร้างพลังให้ผู้หญิงทั่วโลกได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสามารถของตนเอง

ทุกวันนี้เราได้เห็นศิลปินหญิงระดับ “Iconic” หลายท่านที่ไม่ได้แค่ร้องเพลงฮิตติดชาร์ต แต่พวกเธอใช้สถานะและเสียงของตัวเองเป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนสังคมทลายกรอบเดิมๆ และนี่คือ 5 ตัวแม่ระดับโลกที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “พลังหญิง” นั้นไร้ขีดจำกัด

1. Katy Perry

เริ่มต้นด้วยตัวแม่อย่าง Katy Perry เพลงของเธอมักแฝงไปด้วยข้อความของการไม่ยอมแพ้ เธอถ่ายทอดภาพลักษณ์ของผู้หญิงในฐานะ “ผู้สร้าง” และ “ผู้นำ”

 โดยผลงาน “WOMAN’S WORLD” ที่ประกาศศักดาอย่างมั่นใจว่าโลกใบนี้คือพื้นที่ของผู้หญิง เป็นเพลงป๊อปจังหวะสนุกที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นผู้หญิง ที่ไม่ได้พูดถึงแค่ความเก่งหรือความแกร่ง แต่พูดถึงผู้หญิงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทแม่ พี่สาว หรือเพื่อน ซึ่งเธอมักย้ำเตือนเราว่าความโชคดีที่สุดคือการได้ใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่พลังหญิงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก และผู้หญิงทุกคนสามารถทำเรื่องไม่ธรรมดาได้ในทุก ๆ วัน

“It’s a woman’s world

And you’re lucky to be living in it”

โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังของผู้หญิง

และการได้ใช้ชีวิตอยู่ในยุคของเธอ นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง

2. Ariana Grande

ผลงานของ Ariana Grande ที่พลิกภาพความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจมาอยู่ในมือของผู้หญิง “God Is A Woman” เธอสื่อสารว่าผู้หญิงมีอิทธิพลและงดงามในแบบที่มั่นใจโดยไม่ต้องขอโทษใคร ความสตรองของอาเรียน่าอยู่ที่การ “Flourish” หรือการเติบโตและเปล่งประกายยิ่งขึ้นในทุกครั้งที่ถูกสบประมาท สอนให้ผู้หญิงรู้จักเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นพลังแห่งความสำเร็จ

Ariana Grande คือบทเรียนที่มีชีวิตของการเปลี่ยนความเปราะบางให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง (Resilience) เธอผ่านมรสุมชีวิตและแรงกดดันมหาศาลภายใต้สายตาของคนทั้งโลก แต่แทนที่จะยอมจำนน เธอกลับเลือกใช้ความเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ เพื่อประกาศว่า “ผู้หญิง” มีสิทธิ์ขาดในการครอบครองความรู้สึกและร่างกายของตนเอง

“and I can be all the things you told me not to be

when you try to come for me, I keep on flourishin’”

ฉันเป็นได้ทุกอย่าง ในสิ่งที่คุณเคยบอกว่าไม่ควรเป็น

ยิ่งคุณพยายามลดทอนฉันเท่าไร ฉันก็ยิ่งเติบโตและเปล่งประกายมากขึ้นเท่านั้น

3. Sabrina Carpenter

หากจะพูดถึงศิลปินสาวที่มาแรงและทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค ชื่อของ Sabrina Carpenter คือตัวแทนของความฉลาด มั่นใจ และการมีเป้าหมายที่ชัดเจนอย่างปฏิเสธไม่ได้ เธอไม่ได้เพียงแค่ร้องเพลงป๊อปที่ติดหู แต่เธอคือภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีทั้ง “งาน” และ “ฝัน” พร้อมพลังในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

Sabrina Carpenter ถ่ายทอดภาพผู้หญิงยุคใหม่ที่มีเป้าหมาย มีงาน มีฝัน และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง “Busy Women” คือเพลงที่สะท้อนความจริงว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องรอใครมานิยามคุณค่า เพราะเธอกำหนดมันเองได้ ถ่ายทอดภาพผู้หญิงยุคใหม่ที่ทั้งเก่ง ฉลาด และมั่นใจในตัวเอง มีความทะเยอทะยาน และไม่ยอมให้ใครมาลดคุณค่าเธอได้ง่าย ๆ

“I’m so mature, collected and sensible

Except when I get hit with rejection

To turn me down, well, that’s just unethical

I’ll turn into someone you’re scared to know”

ฉันทั้งสุขุม มีวุฒิภาวะ และรู้จักยั้งคิด

ยกเว้นก็แต่ในวันที่ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

การมองข้ามฉันไปแบบนั้น มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

แล้วฉันจะกลายเป็นใครสักคน ที่คุณอาจไม่กล้าทำความรู้จักอีกต่อไป

4. Taylor Swift

หากพูดถึงการยืนหยัดเพื่อสิทธิของตนเอง ชื่อของ Taylor Swift คืออันดับต้นๆ เธอไม่เพียงแต่เขียนเพลงที่เข้าถึงหัวใจผู้หญิงทั่วโลก แต่เธอยังลุกขึ้นสู้กับระบบอุตสาหกรรมดนตรีเพื่อสิทธิ์ในการครอบครองผลงานของตัวเอง (Master Recordings) การนำอัลบั้มกลับมาบันทึกเสียงใหม่ (Taylor’s Version) คือการประกาศกร้าวว่าผู้หญิงมีสิทธิ์ขาดในหยาดเหงื่อและไอเดียของตนเอง ส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงกล้าลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรมในสายอาชีพของตนเอง

ขณะที่ในเพลง The Life of a Showgirl – Taylor Swift ft. Sabrina Carpenter เธอถ่ายทอดชีวิตบนเวที เพลงนี้จึงไม่ได้เล่าแค่ความสวยงามของสปอตไลต์ แต่ยังพูดถึงความทุ่มเท ความเหน็ดเหนื่อย และการเลือกเส้นทางนี้ด้วยหัวใจของตัวเอง “The Life of a Showgirl” คือบทบันทึกชีวิตภายใต้สปอตไลต์อาจดูสวยงามจากภายนอก แต่อีกด้านเต็มไปด้วยแรงกดดัน การถูกจับตามอง และการต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผู้หญิงยังต้องยืนหยัดในพื้นที่ที่คนอื่นอาจไม่เข้าใจ

“But you don’t know the life of a showgirl, babe

And you’re never ever gonna

Wait, the more you play, the more that you pay.”

แต่คุณไม่มีวันเข้าใจชีวิตของโชว์เกิร์ลคนนี้หรอก

และต่อให้พยายามแค่ไหน ก็ไม่มีวันได้รู้จริง

จำไว้นะ ยิ่งเล่นกับไฟมากเท่าไร ราคาที่ต้องจ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

5. Lady Gaga

สำหรับ Lady Gaga พลังหญิงคือการเป็นตัวเองอย่างซื่อสัตย์ที่สุด (Authenticity) ผ่านแคมเปญและบทเพลงอย่าง “Born This Way” เธอสนับสนุนให้ผู้หญิงและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น 

ไม่ว่าสังคมจะตีตราอย่างไรก็ตาม Lady Gaga ยังคงยืนหยัดในฐานะกระบอกเสียงของความเท่าเทียม และ “Shadow Of A Man” คืออีกหนึ่งบทเพลงที่สะท้อนความซับซ้อนของผู้หญิงที่ต้องต่อสู้เพื่อพื้นที่ของตัวเอง ถ่ายทอดเรื่องพลัง ความเปราะบาง และการยืนหยัดได้อย่างทรงพลัง เป็นเพลงที่พูดถึงช่วงเวลาที่ผู้หญิงไม่อยากถูกกลืนหายไปในความมืด จงลุกขึ้นมา และการเลือกจะเปล่งประกาย แม้โลกจะพยายามผลักเธอให้อยู่เบื้องหลัง

“I don’t wanna fade into the darkness tonight

Show me the light

I don’t wanna be the one to fall on the knife

To come alive”

คืนนี้ฉันไม่อยากเลือนหายไปกับความมืดมิด

ช่วยนำทางฉันไปสู่แสงสว่างที

ฉันไม่อยากเป็นคนที่ต้องยอมบาดเจ็บ

เพียงเพื่อแลกกับการได้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

5 เพลง 5 พลัง 5 เรื่องราวของผู้หญิงที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ “ความมั่นใจในตัวเอง” ไม่ว่าจะกำลังไล่ล่าฝัน ทำงานหนัก ยืนหยัดเพื่อสิทธิ หรือแค่ต้องการกำลังใจเล็ก ๆ ในวันธรรมดาอย่าง International Women’s Day นี้ 

เรื่อง : Universal Music Thailand

เก็บเงินเกษียณ

5 เทคนิค เก็บเงินเกษียณ ยังไงให้รอด ถึงอายุ 90 ปี

หากคุณต้องมีชีวิตอยู่ยาวถึง 90 ปี จะอยู่อย่างไรให้รอดในยุคที่มีแต่ความท้าทาย คุณก้อย-วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นักการเงินที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงินการลงทุนมายาวนาน จะมาแนะนำ 5 เทคนิค เก็บเงินเกษียณ ยังไงให้อยู่

ข้อที่ 1.การเก็บเงินเกษียณขึ้นกับไลฟ์สไตล์ของคนนั้นว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรยังไง ต้องถามว่าจะใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน โดยดูจากบรรพบุรุษว่าส่วนใหญ่มีอายุขัยเท่าไหร่ จากนั้นให้บวกเพิ่มไปอีก 10 ปี เพราะการแพทย์ปัจจุบันก้าวหน้ามากกว่าแต่ก่อน
ถ้าถามประสบการณ์ส่วนตัวจะเก็บเงินตั้งแต่เดือนแรกที่ทำงาน และเก็บเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น อาจจะเพิ่มจาก 10% เป็น 12-15% ถ้ามีรายได้เยอะ อาจจะออม 50-60% ของรายได้ก็ได้ เป้าหมายของคนอายุยืนถึง 90 ปี ต้องมีเงินออมประมาณ 10 ล้านบาท จึงจะอยู่ได้ไม่ลำบาก

ข้อที่ 2 .เงินจะโตเร็วหรือโตช้าขึ้นกับ 3 ปัจจัย คือ เงินที่ออม ออมเยอะจะมีเงินก้อนใหญ่ สอง ระยะเวลา ถ้าเริ่มออมเร็ว เงินจะโตได้เยอะ ถ้าออมช้า เงินจะโตน้อย สามคือ ผลตอบแทน ถ้าเงินที่ออมได้ผลตอบแทนเยอะก็จะทำให้เงินโตเร็ว 

ข้อที่ 3. นำเงินออมไปลงทุน การจัดพอร์ตลงทุน แนะนำตามความสามารถในการรับความเสี่ยงโดยขึ้นกับหลายปัจจัย คือ อายุ ความมั่งคั่งโดยรวม ความมั่นคงของอาชีพ ภาระทางการเงินที่มี ระยะเวลาลงทุน และความวิตกกังวลส่วนบุคคล ในปัจจัยทั้งหมด อายุจะเป็นปัจจัยที่แยกความสามารถในการรับความเสี่ยงของคนทั่วไปได้ดี

โดยในวัย 20-30 ยังมีศักยภาพในการหาเงิน รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้ลงในพวกตราสารทุน เช่น หุ้น ในสัดส่วน 50% อย่างปีนี้จะแนะนำให้ลงทุนในหุ้นไทย 10% และหุ้นต่างประเทศ 40% อย่างอื่นที่น่าลงทุนก็จะมี ทองคำ 5% อสังหาริมทรัพย์ 10% พันธบัตรหุ้นกู้ 20% ที่เหลืออยู่ในตลาดเงิน เงินฝาก กองทุนรวมตลาดเงินประมาณ สัก 10% 

สำหรับคนที่อยู่ในวัยเกษียณ หากวันนี้อยากได้ดอกเบี้ย 4% พอร์ตที่แนะนำคือ การลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ 50% ลงทุนในตลาดเงินหรือเงินฝากประมาณ 20% ลงทุนในหุ้น 18% โดยเน้นหุ้นต่างประเทศ (13%) มากกว่าหุ้นไทย (5%)  ทองคำ 3% แล้วก็อสังหาริมทรัพย์ 8% พอร์ตนี้ก็จะให้ผลตอบแทนประมาณ 4.58% 

ข้อที่ 4 . นอกจากการ ออมเงินที่สม่ำเสมอ และนำเงินออมไปลงทุนแล้ว จะเกษียณอย่างสบายใจต้อง มีที่อยู่อาศัยบ้านเป็นของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งเงินหมดแล้วใช้วิธีเช่ามาตลอด วันหนึ่งเงินหมดแล้ว เราคุณจะไม่มีที่อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้ยังทำงานให้กัดฟันซื้อบ้านเป็นของตัวเอง  ซึ่งยุคนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยบ้านอยู่ราวๆ 7-8% และควรซื้อบ้านให้สมฐานะเท่าที่ผ่อนไหว รวมถึงต่อมาคือ ดูแลสุขภาพให้ดี ควรจะซื้อประกันสุขภาพไว้ เพราะหากถ้าป่วยขึ้นมา ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตอาจจะหายไปในพริบตา

ข้อที่ 5 .ระวังกับดักการใช้เงิน กับดักข้อแรกอย่ากับดักข้อแรกคือ ตามใจตัวเองมากเกินไป ถามตัวเองก่อนซื้อว่าของชิ้นนี้คือสิ่งที่ต้องมี (must) หรือ หรือเพียงอยากได้ (want) และอย่าใช้ชีวิตแบบที่มีเงินเฟ้อจากไลฟ์สไตล์  (แบบ lifestyle inflation) หรือเงินเฟ้อจากไลฟ์สไตล์ ถ้าใช้เงินแบบฟุ้งเฟ้อตามกระแส แก่ตัวลงจะลำบาก 

กับดักข้อที่สอง อย่าคือการซื้อตามแรงกระตุ้นลดแลกแจกแถม ต้องตั้งสติ ให้คิดว่าซื้อแล้วจะได้ใช้ไหม มีที่เก็บรึเปล่า และจะเอาของชิ้นนี้ไปแทนชิ้นไหน เทคนิคคือ กลับไปคิดก่อน ถ้าอยากได้จริงค่อยกลับมาซื้อใหม่ 

กับดักข้อที่ 3 การไม่ยอมเสี่ยงเลยคือความเสี่ยงอย่างหนึ่ง อย่ากลัวความเสี่ยงจากการลงทุนมากเกินไปนัก เพราะการนำเงินไปฝากไว้ในที่ปลอดภัยเกินไป จะทำให้เงินไม่โตและทุกๆ ปีจะมีเงินเฟ้อ 2-จะขึ้น 3% เพราะฉะนั้นเงินเฟ้อจะทำให้ค่าของเงินลดลง หดหาย แนะนำว่าควรมีพอร์ตการลงทุนที่ผสมผสาน ไม่กระจุกอยู่ในอย่างใดอย่างหนึ่ง

The CHANEL Fall-Winter 2026/27

“ลีน่า – หมิว” เตรียมเช็กอินโชว์ The CHANEL Fall-Winter 2026/27

ไม่ต้องรอนานสำหรับก้าวสำคัญของสองสาวไอคอนิกแห่งยุค “ลีน่า ลลินา” และ “หมิว ณัชชา” ที่ล่าสุดคอนเฟิร์มสถานะการเป็นแขกคนสำคัญของ CHANEL เตรียมบินลัดฟ้าไปร่วมชมโชว์ The CHANEL Fall-Winter 2026/27 ณ กรุงปารีส ในวันที่ 9 มีนาคมนี้

โดยการเดินทางไปครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของลีน่าและหมิวที่ได้เข้าร่วมชมโชว์บนรันเวย์ปารีส เปิดประสบการณ์ใหม่ ซึมซับมิติความ “Joyful” ผสานพลัง New energy บนความคลาสสิกของ CHANEL หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

การปรากฏตัวครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางแฟชั่นของทั้งสองสาว ที่ได้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างเต็มตัว แฟน ๆ คนไทยที่ร่วมส่งกำลังใจผ่าน #ลีน่าหมิว ได้ด้วยการร่วมกันติดแฮชแท็ก #CHANELFallWinter #CHANELShow ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2026 ทุกแพลตฟอร์มโซเชียล

แหวนเพชร Van Cleef & Arpels

Boucle Solitaire ศิลปะแห่งริบบิ้นจากยุค 1920 สู่แหวนเพชรของ Van Cleef & Arpels

Boucle Solitaire คอลเล็คชั่นแหวนเพชรเดี่ยวจาก Van Cleef & Arpels คือการนำศิลปะแห่งการเย็บปักถักร้อย และลวดลายขดห่วงของริบบิ้นที่รุ่งเรืองในทศวรรษ 1920 มาตีความใหม่ผ่านงานอัญมณีชั้นสูงอย่างละเมียดละไม

Boucle Solitaire ศิลปะแห่งริบบิ้นจากยุค 1920 สู่แหวนเพชรของ Van Cleef & Arpels

คำว่า Boucle ในโลกแฟชั่นและสิ่งทอ หมายถึงลักษณะของเส้นใยหรือริบบิ้นที่ขดเป็นห่วงกลม ให้สัมผัสนุ่มและมีมิติ ซึ่งเมซงได้นำเอกลักษณ์นี้มาถ่ายทอดสู่ตัวเรือนแพลทินัมฝังเพชรจิกไข่ปลา (Pavé Diamond) ราวกับแถบริบบิ้นที่โอบรอบนิ้วอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะผูกเป็นปมตรงกลางเพื่อรองรับเพชรเม็ดเดี่ยว

โครงสร้างของ Boucle Solitaire โดดเด่นด้วยสัดส่วนอสมมาตรอันเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเมซง ผสานลูกเล่นระหว่างแสงและเงาบนตัวเรือนที่มีทั้งความโปร่งเบาและมวลน้ำหนักที่มั่นคง กรอบเขี้ยวหนามเตยสี่ซี่ถูกออกแบบให้เปิดหน้าตัดรับแสงรอบทิศทาง ช่วยยกเพชรให้ลอยเด่น และเปล่งประกาย ทุกเส้นโค้งของตัวเรือนผ่านการคำนวณอย่างแม่นยำ เพื่อให้เกิดการสะท้อนแสงในตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เมื่อผสานเข้ากับงานฝังเพชรบนโครงสร้างแบบ mise à jour หรือโครงสร้างแบบเปิดโปร่ง ให้แสงลอดผ่านและเพิ่มประกาย แหวน Boucle Solitaire จึงถ่ายทอดสุนทรียภาพแห่งการเล่นแสงได้อย่างงดงามและมีมิติ

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ แฟชั่น ศิลปะการแสดง และสัญลักษณ์แห่งความรัก ถูกถ่ายทอดสู่คอลเล็คชั่นแหวนของ Van Cleef & Arpels อย่างวิจิตร โดยเมซงไม่ได้จำกัดนิยามของแหวนเพชรเดี่ยว (Solitaire) ไว้เพียงเพชรเท่านั้น หากยังรวมถึงอัญมณีล้ำค่าอย่างมรกต ไพลิน และทับทิม ขณะที่แหวนแต่งงาน (Wedding Band) มีให้เลือกทั้งแบบเรือนทองเรียบและแบบฝังเพชรเรียงแถวรอบวง เผยความหลากหลายของสไตล์และความหมายลึกซึ้งในแต่ละความสัมพันธ์

เริ่มต้นด้วย Icône Solitaire ที่สื่อถึงการหลอมรวมใจเป็นหนึ่งผ่านรายละเอียดเพชรล้อมรอบอัญมณีเม็ดกลางอย่างอ่อนช้อย ส่วนผู้ที่หลงใหลในความอ่อนหวานสดใส Perlée และ Estelle มอบสัมผัสที่ร่าเริงผ่านลูกปัดทองกลมกลึง (Golden beads) ที่เรียงตัวแบบประณีต สำหรับคู่รักที่ชื่นชมความคลาสสิก Bonheur และ Romance นำเสนอความเรียบง่ายที่สง่างามผ่านเพชรเดี่ยวบนเรือนทองเนื้อเกลี้ยงหรือเรือนฝังเพชรแถวเดียว

ขณะเดียวกัน ชิ้นงานตัดเย็บชั้นสูงถูกนำมาขัดเกลาจนกลายเป็นความนุ่มนวลที่สัมผัสได้ในรุ่น Boucle ที่จำลองขดห่วงริบบิ้น และ Couture ที่ออกแบบห่วงรังดุมโอบล้อมเพชรเม็ดกลาง ให้ความรู้สึกทะนุถนอมราวกับแถบริบบิ้นผ้าบางเบาที่พันผูกคำสัญญาไว้ชั่วนิรันดร์

มหานครปารีสคือจุดเริ่มต้นและหัวใจสำคัญของ Van Cleef & Arpels ไม่ว่าจะเป็นถนนสายแฟชั่น สวนสาธารณะ หรือโลกของห้องเสื้อชั้นสูง ล้วนหล่อหลอมแนวคิดการออกแบบอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดจากเสื้อผ้าอย่างลูกไม้และริบบิ้นถูกนำมาตีความใหม่ผ่านโครงสร้างโลหะที่ซับซ้อน เพื่อเปลี่ยนความอ่อนช้อยของผืนผ้าให้อยู่ในรูปแบบที่คงทนและสวมใส่ได้จริง

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ สร้อยคอ Zip ต่อยอดจากกลไกซิปในปี 1938 และใช้เวลากว่าทศวรรษในการพัฒนาจนใช้งานได้จริงในปี 1950 แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแปลงไอเดียแฟชั่นให้กลายเป็นเครื่องประดับชั้นสูง ท่ามกลางแรงบันดาลใจทั้งหมด “โบว์” ถือเป็นหนึ่งในลวดลายที่เมซงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ด้วยรูปทรงที่พลิ้วไหวแต่แข็งแกร่ง


Rolex

ไร้คู่แข่ง! Rolex ครองตลาดนาฬิกาหรูเกือบหนึ่งในสามของโลก

แม้ตลาดนาฬิกาหรูทั่วโลกจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ชื่อของ Rolex (โรเล็กซ์) ยังคงยืนหนึ่งอย่างแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์นาฬิกาที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก จากรายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสล่าสุดของ Morgan Stanley ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา LuxeConsult

ไร้คู่แข่ง! Rolex ครองตลาดนาฬิกาหรูเกือบหนึ่งในสามของโลก

โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า โรเล็กซ์ มียอดขายประมาณ 10.5–10.6 พันล้านฟรังก์สวิสในปี 2024 หรือราว 4.2–4.3 แสนล้านบาท พร้อมครองส่วนแบ่งตลาดราว 32% ของตลาดนาฬิกาสวิสทั้งหมด ทิ้งห่างแบรนด์อันดับสองอย่าง Cartier อย่างชัดเจน ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดราว 8% เท่านั้น

ในปีเดียวกัน โรเล็กซ์ ผลิตนาฬิกาประมาณ 1.2 ล้านเรือน ทำให้แบรนด์ยังคงเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่สามารถเติบโตได้ แม้สภาพเศรษฐกิจโลกจะเริ่มส่งผลต่อยอดขายสินค้าลักชูรี

ทั้งนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสในปี 2024 เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ยอดขายรวมของแบรนด์นาฬิกาชั้นนำลดลงเล็กน้อย และจำนวนเรือนที่ขายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญที่เรียกว่า “polarization” หรือการกระจุกตัวของตลาด กล่าวคือ ผู้บริโภคเริ่มเลือกซื้อแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือสูงมากขึ้น

ปัจจุบันเพียง 4 แบรนด์ใหญ่ ได้แก่ Rolex, Cartier, Omega และ Patek Philippe สามารถครองยอดขายรวมมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดนาฬิกาสวิสทั้งหมด

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ โรเล็กซ์ ยังคงครองตลาดได้อย่างต่อเนื่อง คือภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ถูกมองว่าเป็น “safe investment” สำหรับนักสะสมและผู้ซื้อระดับไฮเอนด์

ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปเลือกแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ดีไซน์คลาสสิก และมีมูลค่าในตลาดมือสองสูง ซึ่ง โรเล็กซ์ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์นี้

ด้วยเหตุนี้ แม้อุตสาหกรรมนาฬิกาหรูจะเผชิญช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่แบรนด์ระดับไอคอนอย่าง Rolex กลับยิ่งตอกย้ำสถานะของตนในฐานะผู้นำของตลาด


แต่งงานในสวน…เริ่มต้นความรักในบรรยากาศแสนอบอุ่นและโรแมนติกที่ บ้านสวนนาบุญ

บ้านสวนนาบุญ ไม่เพียงเป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน แต่คือสถานที่แห่งความทรงจำ…ที่เปี่ยมด้วยความรัก ความอบอุ่น และความหมาย

งานแต่งงาน คือจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ในบทบาทใหม่ พิธีการอันสำคัญที่คู่รักต่างใฝ่ฝันให้สมบูรณ์แบบในทุกองค์ประกอบ “สถานที่” จึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มบรรยากาศและสร้างความทรงจำสุดประทับใจ

หนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมของคู่รักในปัจจุบัน คือ การจัดงานแต่งงานในสวน ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น โอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ แสงแดดอุ่นยามเช้า หรือแสงไฟสวยงามยามค่ำคืน ผสานเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ ทั้งหมดนี้ล้วนสร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากงานแต่งงานในโรงแรมทั่วไป

ความน่าสนใจของการแต่งงานในสวน ไม่ได้มีแค่ความโรแมนติกเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และเปิดกว้างอย่างเป็นธรรมชาติ เจ้าบ่าวเจ้าสาวสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แขกที่มาร่วมงานก็สัมผัสได้ถึงความรักที่อบอวลไปทั่วงาน พร้อมเก็บภาพความประทับใจไว้เป็นความทรงจำตลอดไป

บ้านสวนนาบุญ – สถานที่จัดงานแต่งงานในสวน ที่อบอวลด้วยรักและธรรมชาติ ตั้งอยู่ในซอยบางกรวยไทรน้อย 29 อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี บ้านสวนนาบุญ พร้อมเป็นสถานที่ที่จะเติมเต็มภาพฝันงานแต่งในสวนของคุณให้กลายเป็นจริง

ด้วยพื้นที่ทั้งแบบ Indoor และ Outdoor ที่ออกแบบมาอย่างลงตัว รองรับแขกได้ตั้งแต่ 100–300 ท่าน ท่ามกลางต้นจามจุรีใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ต้นหลิวพริ้วไหวตามลม และมุมถ่ายภาพหลากหลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์


Facebook : บ้านสวนนาบุญ

Location : https://maps.app.goo.gl/YL1ThS65gAjLhuMH6?g_st=ipc

"อุมาภรณ์ เมธเมาลี"

“อุมาภรณ์ เมธเมาลี” CEO หญิงคนแรกของ พารากอนแคร์ ไทยแลนด์

พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ (ParagonCare Thailand) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เสริมความงาม ตอกย้ำความสำเร็จจัดงาน The Runway We Walk Together ฉลองครบรอบก้าวสู่ปีที่ 11 เดินหน้าต่อยอดวิสัยทัศน์ พร้อมประกาศโครงสร้างการบริหารระดับสูง เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคและทิศทางปี 2026 โดยแต่งตั้ง นายเซอค ซังยุบ (Mr. Seok Sangyup) ดำรงตำแหน่ง Asia General Manager และประกาศแต่งตั้ง CEO พารากอนแคร์ผู้หญิงคนแรกของไทย นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี (Ms. Umaporn Methmaolee) ดำรงตำแหน่ง Chief Executive Officer (CEO) ของพารากอนแคร์ ไทยแลนด์ รวมทั้งประกาศเกียรติยศ เพื่อขอบคุณและยกย่องให้กับอาจารย์หมอ ผู้เชี่ยวชาญ คลินิกชั้นนำต่างๆ โรงพยาบาล และสถาบันความงาม ที่สนับสนุนพารากอนแคร์มาตลอด 11 ปี

 โดยนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือทางการแพทย์ด้านความงามที่บริษัท พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ นำเข้าที่โดดเด่นและแพร่หลายมากที่สุด อาทิ ULTRAFORMER III, ULTRAFORMER MPT , Sylfirm X และล่าสุด VOLNEWMER เครื่องยกกระชับผิวที่ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว  พร้อมเดินหน้าตอกย้ำบทบาทของบริษัทในการคัดสรรและเชื่อมโยงนวัตกรรมมาตรฐานระดับโลก   ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของคลินิกและทิศทางตลาดปี 2026 เสริมความปังด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “QUADESSY”  เทคโนโลยีล้ำสมัยดูแลปัญหาผิวพรรณอย่างตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดปัจจุบันและสนับสนุนการต่อยอดบริการของคลินิกอย่างมืออาชีพ

นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี Chief Executive Officer (CEO) พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ กล่าว เปิดงานและได้รับเกียรติจาก นายยอง จิน ปาร์ค Chief Sales Officer of Classys (CSO) ขึ้นมอบรางวัล Top 1 partner ของ Classys ให้บริษัท พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ ในฐานะบริษัทที่นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าของ CLASSYS ประเภทเครื่องมือทางการแพทย์อันดับหนึ่งในระดับ Global  จากนั้นเข้าสู่การพูดคุยโดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ดร. แพทย์หญิงอัจจิมา สุวรรณจินดา, ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเพ็ญพรรณ วัฒนไกร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์มาศ ไม้ประเสริฐ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงรัมภา หลินปิยวรรณ์, นายแพทย์นิติธรรม รัตนกร จากนั้นมีการประกาศเชิดชูเกียรติสุดยอดแห่งความสำเร็จระดับ south east Asia   คลินิกความงามชั้นนำอาทิ 1) V Square Clinic   2)  DERMATING  AESTHETICS, 3) THE KLINIQUE 4) Aura Bangkok Clinic 5) LABX Clinic 6) STARMED Clinic,  7) APEX Hospital & Clinics 8)THE LOFT Clinic, 9) SUREEPHORN Clinic, ฯลฯ และยังมีการประกาศยกย่องเกียรติยศให้สถาบันโรงพยาบาล คลินิกความงามพาร์ตเนอร์จากทั่วประเทศพร้อมขอบคุณทุกความไว้วางใจที่มีต่อพารากอนแคร์ ไทยแลนด์ มาโดยตลอด 

นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี (Ms. Umaporn Methmaolee) Chief Executive Officer พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ กล่าวว่า  “ตลอด 11 ปี ความสำเร็จของเราเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดความเชื่อมั่นจากคลินิกความงามพาร์ตเนอร์ที่ไว้วางใจและเดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด บริษัทพารากอนแคร์ ไทยแลนด์ ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจ และต่อจากนี้เราจะมุ่งมั่นเดินหน้าสู่ทศวรรษที่ 2 ในทิศทางความงามที่ยั่งยืน พร้อมคัดสรรนำเข้าเครื่องมือแพทย์เทคโนโลยีความงามชั้นนำระดับโลก  นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดกับผลิตภัณฑ์เพื่อความงามที่หลากหลายสู่ตลาดความงาม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในทุกมิติ  รวมทั้งมุ่งเน้นแนวทางการสนับสนุนคลินิกความงามพาร์ตเนอร์ ผ่านองค์ความรู้ครอบคลุม เพื่อการบริการได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ พร้อมก้าวสู่บทบาทใหม่ในปี 2026 ด้วยการยกระดับจากผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ความงามระดับโลก สู่การเป็น “Total Aesthetic Business Partner” อย่างเต็มรูปแบบ            โดยมุ่งสร้างระบบสนับสนุนธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งด้านเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน  

โดยในปี 2026 เราได้เปิดตัวนวัตกรรมความงามล่าสุด  QUADESSY (ควาเดสซี) ซึ่งเป็นนวัตกรรม 4 กลไกเพื่อผลลัพธ์ผิวที่เหนือระดับ ซึ่งเป็นเครื่อง RF Microneedling ที่มาพร้อมกับระบบการตรวจวัดความต้านทานผิวอันชาญฉลาด พื่อผลลัพธ์และความปลอดภัยในการรักษา และหัวทรีตเมนต์ 3 ประเภท และทิปให้เลือกใช้งานรวม 9 รูปแบบ ครอบคลุม ทุกปัญหาผิวและนอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ใหม่ในส่วนของตลาด Injection จะนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์  ความต้องการ ตอบโจทย์ ทั้งในส่วนของคลินิกความงามพาร์ตเนอร์และผู้บริโภคปี 2026 

ขณะที่ นายยอง จิน ปาร์ค Chief Sales Officer of Classys (CSO)  กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชียแปซิฟิกสำหรับนวัตกรรมด้านความงาม การก้าวสู่ปีที่ 11 ของพารากอนแคร์ ไทยแลนด์ สะท้อนความแข็งแกร่ง     ของการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างต่อเนื่อง ผมขอขอบคุณ พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ คลินิกความงามพาร์ตเนอร์ ที่ไว้วางใจและเดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด เราจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้ได้นำเสนอบริการได้อย่างมั่นใจและสื่อสารกับผู้รับบริการได้อย่างมืออาชีพภายใต้มาตรฐานเดียวกันระดับสากล”

สัมผัสนวัตกรรมใหม่ล่าสุด QUADESSY (ควาเดสซี)  พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/ParagonCare.Aesthetic

#TheRunwayWeWalkTogether

#ParagonCare

#ParagonCareThailand

#11YearsOfParagonCare

ชุดเจ้าสาว

แซ่บนัวแบบตัวแม่! ZOOM ชุดเจ้าสาว บี Matchbox เซ็กซี่สะกดทุกสายตา

สะบัดภาพจำความหวานทิ้งไป ส่อง ชุดเจ้าสาว สไตล์สุดเซ็กซี ของ บี Matchbox สะกดทุกสายตาแบบตัวแม่!

ถ้าจะพูดถึง “เจ้าสาวสายแซ่บ” ในปี 2026  ไม่ได้หมายถึงแค่ความเซ็กซี่หวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่คือการประกาศศักดาความมั่นใจผ่านรสนิยมที่เฉียบคมและเป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด ลบภาพจำเจ้าสาวในขนบเดิมที่ต้องเรียบร้อยอ่อนหวาน แล้วแทนที่ด้วยเสน่ห์ที่ผสมผสานความล้ำสมัยอย่างลงตัว โดยหัวใจสำคัญคือการเลือกจุดดึงดูดสายตา ไม่ว่าจะเป็นงานโชว์ผิวที่ดูสุขภาพดีฉ่ำวาว หรือดีไซน์ชุดที่เน้นสัดส่วนอย่างมีชั้นเชิง เพื่อสร้างภาพจำอันน่าหลงใหล

โดยหนึ่งในเจ้าสาวที่มีสไตล์การแต่งกายเป็นเอกลักษณ์และกำลังเป็นที่พูดถึงคือ “บี-สราลี ริชทารา” ซีอีโอสาวเก่งแห่ง Matchbox หวานใจของพระเอก “บอส-ชนกันต์ พูนศิริวงศ์” ที่งานแต่งงานของเธอไม่ใช่แค่การฉลองความรัก แต่เป็นพื้นที่สะท้อนการเป็นผู้นำเทรนด์ได้อย่างจัดจ้าน

ชุดสไตล์จีนประยุกต์สีแดงสดมงคล จาก Amata Wedding โดดเด่นด้วยงานปักลายดอกไม้สุดประณีต คอเสื้อจีนแบบซีทรู (ผสานความอ่อนหวานของงานลูกไม้เข้ากับความโปร่งได้อย่างลงตัว ถือเป็นการตีความชุดกี่เพ้าแบบเดิมให้ดูโมเดิร์น

ชุดทรง Mermaid จาก Amata Wedding ทรงเกาะอกคัตติ้งเนี้ยบ มีเทคนิคการซ้อนทับผ้า Tulle หลายสิบชั้นจนเกิดวอลลุ่มฟุ้งเบาดุจลอยบนละอองเมฆ เสน่ห์ที่เหนือระดับคือการเลือกเฉดสีผ้าที่ออกแบบมาให้กลืนไปกับโทนสีผิวจริงของเจ้าสาวอย่างไร้รอยต่อ พร้อมงานปักลวดลาย Hand-drawn หนึ่งเดียวในโลกที่วาดขึ้นด้วยมือเพื่อขับเน้นเส้นสายช่วงเอวและสะโพกให้ดู ‘สับ’ ทุกองศา คอมพลีทลุคด้วยเวลลากชายยาวที่ให้ความรู้สึกกึ่งฝัน แต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวสไตล์เฟมินีนไว้อย่างทรงพลัง

ชุดเดรสจาก giftratree_studio ที่เนรมิตความเซ็กซี่ให้ดูหรูหราด้วยดีไซน์เดรสซีทรูสีขาวเนื้อ ความพิเศษอยู่ที่ตัวผ้าซึ่งมีความละเอียดและโปร่งบางจนดูราวกับกลืนไปกับผิวเนื้ออย่างเป็นธรรมชาติ ขับเน้นทรวดทรงให้ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์น่าค้นหา ทว่าสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือเบื้องหลังงานคราฟต์ชิ้นนี้ ที่ใช้เวลาในการรังสรรค์และเนรมิตความปังเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น

ชุดแต่งงานทรงบอลกาวน์สีขาวออฟไวท์จาก Amata Wedding ชุดนี้เน้นยงานปักลวดลายสวยงามทั่วทั้งตัว และเสริมความเซ็กซี่ด้วยช่วงบนที่เป็นผ้าซีทรูเนื้อละเอียดตกแต่งงานปักคริสตัลระยิบระยับ คอมพลีทลุคด้วยเวลลากยาวฟุ้งละมุนที่ให้ความรู้สึกราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย

ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้สำหรับการแสดงโชว์ ตัวชุดเป็นเดรสสั้นสีขาวที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวโดดเด่นด้วยการใช้ผ้าตัดเว้า และเส้นสายที่พาดไขว้ไปมา

ภาพจาก IG takephotography_wedding/ emotional.mx และ dimple.wedding

ONESOOK

เจาะเบื้องหลังแบรนด์ ONESOOK จากสมุนไพรไทย สู่ #ยาดมฟังเพลงได้

ยาดมสมุนไพรในความทรงจำของใครหลายคน อาจเป็นเพียงของใช้แก้เวียนหัว แต่สำหรับ ONESOOK โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยน “ของแก้ประทังอาการ” ให้กลายเป็น “Design Scent Object” วัตถุที่ออกแบบมาเพื่อจูนความรู้สึก เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากประสบการณ์กว่า 20 ปี ของเภสัชกรผู้ก่อตั้ง ที่ตั้งคำถามสำคัญว่า “เราจะออกแบบคุณภาพอารมณ์ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?”

หัวใจสำคัญเริ่มต้นที่ชื่อแบรนด์ ONESOOK ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความหมายสองชั้น ชั้นแรกสื่อถึง “วันศุกร์” วันที่ใครหลายคนต่างรอคอยด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและเปี่ยมสุข ชั้นที่สองคือ วันสุข” สภาวะของใจที่มั่นคงและมีสวัสดิภาพในทุกๆ วัน เพราะแบรนด์เชื่อว่าสิ่งที่กำหนดคุณภาพของวัน ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก แต่คือ “อารมณ์” ที่เราเลือกพกไปกับตัว และเราสามารถสร้าง “วันสุข” ได้เองในทุกลมหายใจ

เมื่อแนวคิดเรื่องการดูแลตัวเอง (Self-care) ถูกผนวกเข้ากับงานดีไซน์ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้นำเสนอเพียงกลิ่นหอม แต่คือการสร้าง “พื้นที่ส่วนตัว” ผ่านไอเดียสุดเก๋อย่าง #ยาดมฟังเพลงได้ ที่สร้างปรากฏการณ์บนโซเชียล กลายเป็นไวรัลที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาพกสมุนไพรไทยอย่างภูมิใจ ความลับอยู่ที่ QR Code เล็กๆ บนผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมต่อสู่โลกแห่งเสียงเพลง

ทุกครั้งที่สูดดมกลิ่นสมุนไพรบำบัดที่คัดสรรมาอย่างประณีต คุณสามารถสแกนเพื่อเข้าถึง Curated Playlist บน Spotify ที่ถูกออกแบบจังหวะเพลงมาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับแต่ละภาวะอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น BOOST ที่ช่วยปลุกพลังในเช้าวันที่แสนล้า FLOAT ที่มอบความละมุนอ่อนโยนจากดอกไม้หอมเพื่อความผ่อนคลาย หรือ PAUSE ที่ใช้กลิ่นใบชาช่วยให้ใจนิ่งสงบในยามที่โลกวุ่นวาย

นอกจาก “การจูนใจ” แล้วผลิตภัณฑ์ยังเข้าใจวิถีชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา จึงเกิดเป็น Aroma Cooling Oil หรือ “วัตถุสวิตช์ใจ” ในรูปแบบ 2-in-1 ดีไซน์เรียบหรูที่พกพาได้เสมือนปากกาแท่งสำคัญในกระเป๋าทำงาน ด้านหนึ่งเป็นลูกกลิ้งสำหรับแต้มจุดชีพจร อีกด้านเป็นสเปรย์สำหรับนวดผ่อนคลาย ช่วยให้เรา “สวิตช์” จากโหมดเคร่งเครียด เข้าสู่โหมดพักผ่อนได้ในทันที เป็นการย้ำเตือนว่า เราสามารถเลือกอารมณ์ของตัวเองได้เสมอ

ความพิถีพิถันนี้ส่งให้ ผลิตภัณฑ์ก้าวเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ DEmark Award ซึ่งเป็นรางวัลการันตีงานดีไซน์ยอดเยี่ยมระดับประเทศ พิสูจน์ให้เห็นว่าสมุนไพรไทยสามารถยกระดับสู่สากลได้อย่างสง่างาม ภายใต้ปรัชญาที่มองว่า Self-care คือทักษะพื้นฐานของการใช้ชีวิต เป็นคำพูดแทนความรู้สึกที่บอกว่า “ดูแลตัวเองด้วยนะ” ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

Founder Footnote

ONESOOK ก่อตั้งโดย เภสัชกรด้านการตลาดและสื่อสารแบรนด์ ด้านสุขภาพและความงาม ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี ในการสร้างแบรนด์ระดับองค์กรจากการทำงานกับผู้บริโภคจำนวนมาก ผู้ก่อตั้งตั้งคำถามว่า หากแบรนด์สามารถออกแบบประสบการณ์ให้คนรู้สึกบางอย่างได้ เหตุใดเราจะออกแบบคุณภาพของอารมณ์ในชีวิตประจำวันไม่ได้ ONESOOK จึงเกิดขึ้น ในฐานะแบรนด์ที่มอง Selfcareเป็นทักษะพื้นฐานของการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

“เก่ง-น้ำปิง”

“ชาเม่” บุกใจกลางสีลม! เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ “เก่ง-น้ำปิง”

กลายเป็นภาพความคึกคักกลางย่านธุรกิจที่หลายคนต้องหยุดมอง เมื่อแบรนด์ความงามสายเฮลท์ตี้อย่าง “ชาเม่” ยกทัพบุกใจกลางสีลม เปิดตัวไอเทมใหม่ล่าสุดในตระกูลกัมมี่ กับกิจกรรม “CHAME’ GUMMY SERIES TROOP” พร้อมขบวน น้องหมีม่วง และ น้องหมีชมพู” สุดน่ารัก ที่เดินสายสร้างรอยยิ้มให้พนักงานออฟฟิศและคนทำงานตลอดถนนสีลม

ไฮไลต์ของงานครั้งนี้อยู่ที่การเปิดตัวกัมมี่ 2 สูตรใหม่ ได้แก่ CHAME’ Gummy Daily Night  ( ชาเม่ เดลี่ ไนท์ กัมมี่)” และ CHAME’ Gummy Collagen  ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ฝันดีออลไนท์ สดใสออลเดย์” โดดเด่นด้วยรูปแบบกัมมี่รูปหมี บรรจุในซองดีไซน์สดใส พกพาง่าย เคี้ยวอร่อย ไม่มีน้ำตาล ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการดูแลตัวเองแบบสะดวกและสนุกไปพร้อมกัน โดย กัมมี่ 2 สูตรใหม่นี้ “ชาเม่” ได้คว้าคู่จิ้นสุดฮอต “เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย และ น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมส่งต่อไลฟสไตล์ดูแลตัวเองผ่านคอนเทนต์รวมทั้งแคมเปญที่จะมาสร้างปรากฏการณ์เซอร์ไพร์สครั้งใหญ่ให้ได้ติดตามกันเร็วๆนี้

สำหรับกิจกรรม “CHAME’ GUMMY SERIES TROOP” สร้างสีสันคึกคักตลอดเส้นทาง Troop โดยมีคุณนันท์ฐณิชา ศิริปรีดาวัชร์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ชาเม่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณนิธิภัทร ศรกาญจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และทีมงานชาเม่ ร่วมเดินแจกความสดใสให้กับชาวออฟฟิศ รวมถึงเข้าเยี่ยมชมและมอบผลิตภัณฑ์ถึงออฟฟิศ CP  ส่งตรงกัมมี่ทั้ง 2 สูตรถึงมือผู้บริหารและพนักงาน ให้ได้สัมผัสประสบการณ์ “ตัวหอม ผิวใส หลับดี ผ่อนคลาย” อย่างใกล้ชิด  นอกจากนั้น “ชาเม่” ยังสร้างสีสันต่อเนื่อง เมื่อ คุณนันท์ฐณิชา ศิริปรีดาวัชร์ และ คุณเชียร์ ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ ได้เยี่ยมชมบูธ Beautrium ที่สยามสแควร์ ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา และพร้อมเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกไลฟ์สไตล์ฮับของกรุงเทพฯ อีกด้วย

คุณนันท์ฐณิชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ชาเม่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดครั้งนี้ว่า “เราอยากให้ชาเม่เป็นมากกว่าสินค้าความงาม แต่เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในทุกช่วงเวลาของผู้บริโภค “ชาเม่ เดลี่ ไนท์ กัมมี่,ชาเม่ คอลลาเจน กัมมี่ ทั้ง 2 สูตรนี้นี้พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการทั้งการพักผ่อนที่มีคุณภาพและผิวพรรณที่ดูดีในทุกวันการลงพื้นที่สีลมถือเป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง และสร้างประสบการณ์จริงให้ผู้บริโภคได้ทดลองด้วยตัวเอง”

นอกจากนั้นการรุกตลาดครั้งนี้สะท้อนภาพการวาง Positioning ที่ชัดเจนของชาเม่ ในการเจาะกลุ่มคนวัยทำงาน รวมถึงคนเมืองที่มองหาผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองแบบเร่งด่วน พกง่าย ใช้สะดวก มาพร้อมภาพลักษณ์ทันสมัย ถือเป็นการผสานพลัง “บันเทิง และ ธุรกิจ” ได้อย่างลงตัว ทั้งสร้างการรับรู้แบรนด์และกระตุ้นการทดลองสินค้าในพื้นที่ศักยภาพสูง

เรียกได้ว่า CHAME’ GUMMY  ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่ตั้งใจ “บุกจริง แจกจริง สร้างประสบการณ์จริง” พร้อมขยับหมากธุรกิจสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์กัมมี่ที่ครองใจคนรุ่นใหม่ทั้งกลางวันและกลางคืน และเตรียมเสิร์ฟกิจกรรมดีๆ ให้แฟนๆได้ร่วมสนุกเร็วๆนี้ “ชาเม่ เดลี่ ไนท์ กัมมี่” และ “ชาเม่ คอลลาเจน กัมมี่” มีวางจำหน่ายแล้วที่ 7-11 และ Watsons  ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่   Facebook : Chame’Thailand, Instagram : ChameThailandoffical

  #CHAMETHAILAND #CHAMExKENGNAMPING #ชาเม่คอลลาเจนกัมมี่ #กัมมี่ตัวหอม #ชาเม่เดลี่ไนท์กัมมี่ #กัมมี่หลับดี #CHAMExKENGNAMPING

Saole เปิดฤดูกาลใหม่ SEA FRUIT SEASON เมื่ออาหารทะเลจับคู่ผลไม้ฤดูร้อนอย่างลงตัว

Saole ชวนเปิดประสบการณ์ฤดูกาลใหม่ผ่านคอนเซปต์ SEA FRUIT SEASON ที่หยิบเสน่ห์ของอาหารทะเลมาจับคู่กับผลไม้ฤดูร้อนอย่างน่าสนใจ กลายเป็นเมนูที่ให้ทั้งความสดชื่น สดใส และมีมิติของรสชาติในแบบที่คาดไม่ถึง ตามสไตล์ของร้านที่ถ่ายทอดแนวคิด “ทะเลมอบวัตถุดิบ ส่วนภูเขามอบมิติและวิธีการ” ได้อย่างชัดเจน

Saole เปิดฤดูกาลใหม่ SEA FRUIT SEASON เมื่ออาหารทะเลจับคู่ผลไม้ฤดูร้อนอย่างลงตัว

เริ่มต้นด้วยเมนูที่โดดเด่นอย่าง Gambero Rosso Som-choon Parfait การตีความ “ส้มฉุน” ของหวานคลายร้อนแบบไทยใหม่ให้อยู่ในจานคาว กุ้งแดงกัมเบโรรอสโซ่จากสเปนเนื้อหวานฉ่ำ เสิร์ฟคู่ความเย็นสดชื่นของน้ำส้มฉุนและมะยงชิด พร้อมกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากส้มซ่า ทำให้จานนี้ทั้งสดชื่นและซับซ้อนในคำเดียว

ต่อด้วย Snow Pear with Yuzu Burst Tomato & Gambero Rosso Sgusciato เมนูที่เล่นกับเซอร์ไพรส์ของรสสัมผัส ลูกแพร์หิมะหวานกรอบทำหน้าที่เป็นฐาน ก่อนตัดด้วยมะเขือเทศหมักน้ำยูซุที่ให้รสเปรี้ยวสดใสเมื่อกัดพร้อมกุ้งแดง กลายเป็นจานที่สนุกและมีชีวิตชีวา

ด้านเมนูปลา Steamed Mediterranean Seabream with Spicy Bilimbi & Lime ถือเป็นจานที่สะท้อนการหยิบวัตถุดิบไทยมาใช้ได้อย่างลงตัว เนื้อปลาเมดิเตอร์เรเนียนซีบรีมนึ่งจนฉ่ำนุ่ม เสริมรสด้วยตะลิงปลิงสดที่ให้ความเปรี้ยวคมและฝาดเบา ๆ ช่วยชูรสปลาได้อย่างน่าสนใจ

อีกจานที่น่าจดจำคือ Crab & Strawberry Salsa ซึ่งนำกรรเชียงปูม้าเนื้อแน่นมาจับคู่กับน้ำพริกมะเขือเทศรสจัดจ้าน เพิ่มความสดใสด้วยสตรอว์เบอร์รี่ที่ให้รสหวานอมเปรี้ยว ทำให้จานนี้มีความสดชื่นและกลมกล่อมกว่าที่คิด

ปิดท้ายด้วย Pomfret Pineapple Tomato Curry ปลาจาระเม็ดย่างหอม ๆ เสิร์ฟกับซอสแกงคั่วรสเข้มข้น ที่ได้สับปะรดช่วยเติมความฉ่ำและตัดความเผ็ดร้อนอย่างพอดี เป็นจานจบมื้อที่ลงตัว

นอกจากเมนูประจำฤดูกาล Saole ยังเพิ่มเมนูซิกเนเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Chicken & Shrimp Milanese ไก่ทอดสอดไส้กุ้งกรุบกรอบ เสิร์ฟกับซอสเลมอนแองโชวี่รสเค็มมันสดชื่น, Grilled Ray Skate Wings Sicilian ปีกปลากระเบนย่างเนื้อนุ่มกับมะเขือม่วงและมะกอกสไตล์ซิซิลี และ Bucatini Gambero Rosso พาสต้าบูกาตินีเส้นหนึบเคลือบซอสมะเขือเทศเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมกุ้งแดงซิซิลีรสหวานละเมียด

ร้าน ซาวเล (Saole) เปิดให้บริการที่ ทองหล่อ 25 และ Siwilai City Club ชั้น 5, Central Embassy สามารถติดตามรายละเอียดและอัปเดตเมนูใหม่ได้ทาง Instagram : @saole.bangkok


เพลงไทย

เพลงไทย ไร้พรมแดน! นี่คือลิสต์เพลงจากศิลปินไทยที่โด่งดังระดับสากล

ใครว่า เพลงไทย ไปไม่ถึงระดับโลก? ส่องลิสต์ 20 อันดับเพลงไทยที่มียอดฟังสูงสุดจากต่างประเทศปี 2025 ตั้งแต่ R&B ยัน Hip-Hop สุดเดือด

ศิลปินไทยยังคงสร้างกระแสและถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้ฟังทั่วโลก อ้างอิงจาก 2025 Thailand Global Impact ของ Spotify ที่สะท้อนถึงบทเพลงที่มียอดการฟังสูงสุดนอกประเทศไทย

โดยอันดับหนึ่งในลิสต์ Thailand Global Impact ประจำปี 2025 คือเพลง “Ride or Die” โดย Jeff Satur ตามมาด้วย “Hotel Lobby” โดย Tobii และ “Supernova” โดย WIM ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวเพลงป็อป อาร์แอนด์บี และฮิปฮอป กำลังได้รับความสนใจจากผู้ฟังทั่วโลก และด้วยผลงานเพลงจากวงทีป็อปที่กำลังมาแรงอย่าง LYKN รวมถึงศิลปินอย่าง BUS because of you i shine, GALCHANIE และ PROXIE ลิสต์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นของดนตรีจากประเทศไทยที่ส่งไปถึงผู้ฟังในระดับสากล

20 อันดับเพลงใน Thailand Global Impact สำหรับปี 2025 ได้แก่:

  1. Ride or Die – Jeff Satur
  2. Hotel Lobby – Tobii
  3. Supernova – WIM
  4. Snacks & Wine – WIM
  5. จ๊าบของแท้ – GUNNER Remix – Baimint, GUNNER
  6. Bad Girls Like You – English Version – Tobii, DOLLA
  7. Baby Tee – GALCHANIE
  8. Tell Me The Name – Jeff Satur
  9. จีบได้ไหม? (Would You Mind?) – LYKN
  10. หูดับ (Who Says) – LKYN
  11. Bad Shawty – PROXIE
  12. ทัก (FIRST SIGHT) – LYKN
  13. ฉันก่อนเจอเธอ (Lost and Found) – Jeff Satur
  14. SECRET DEAL – Lookmhee Punyapat, Sonya Saranphat
  15. All I Need – LYKN
  16. กุหลาบ – F.HERO, Kantong Tungngern, Saran
  17. ONE PUNCH – MILLI
  18. นครดารา – YOUNGOHM
  19. Moonlight – Ling Ling Kwong
  20. ที่คั่นหนังสือ (Sometimes) – BOWKYLION, NONT TANONT

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเพลงไทยไม่ได้เข้าถึงผู้ฟังทั่วโลกโดยบังเอิญอีกต่อไป แต่เกิดจากพฤติกรรมการฟังที่สม่ำเสมอในตลาดต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ โดยศิลปินกำลังสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับแฟนเพลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ศิลปินไทยที่แฟนเพลงรู้จักกันดีและรวมถึงศิลปินหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Jeff Satur, BUS because of you i shine, GALCHANIE หรือ LYKN ต่างเคยเป็นส่วนหนึ่งของ Spotify RADAR โปรแกรมดนตรีระดับโลกที่มุ่งสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ โดยศิลปินเหล่านี้กำลังสร้างฐานแฟนคลับในตลาดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการฟังซ้ำและการค้นพบเพลงใหม่จากผู้ฟังในระยะยาว

ในขณะที่ “ความเป็นไทย” ยังคงได้รับความสนใจในระดับโลกเพิ่มขึ้น แพลตฟอร์มอย่าง Spotify กำลังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ศิลปินไทยเข้าถึงผู้ฟัง สนับสนุนการเติบโตของศิลปินในระยะยาว และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับแฟนเพลงในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

TISCO

TISCO จับมือพันธมิตร “Friends for Well-being” เนรมิต TISCO Exclusive Night ผสานองค์ความรู้ด้านการลงทุนและสุขภาพ มุ่งสู่ Top Holistic Advisory    

แพรว พาชมบรรยากาศค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนสำคัญของ TISCO Wealth ซึ่งพาทุกคนร่วมสัมผัสประสบการณ์ Top Holistic Advisory ที่ผสานองค์ความรู้ด้านความมั่งคั่งและสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน  

โดยงานนี้ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) มุ่งตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการวางแผนการเงินแบบองค์รวม (Top Holistic Advisory) ด้วยการเนรมิตงาน TISCO Exclusive Night “Beyond Wealth & Well-being 2026” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 สะท้อนความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตร “Friends for Well-being” ทั้งด้านการเงินและด้านไลฟ์สไตล์ ของธนาคารทิสโก้    

TISCO

ภายในงานรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเงินและการลงทุนจากผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) รวมถึง CEO และ MD จาก 4 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำ มาร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการลงทุนท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน   

TISCO

อีกทั้งเติมเต็มมิติด้านสุขภาพด้วยองค์ความรู้เชิงลึกโดยอาจารย์แพทย์ระดับแนวหน้าจากคณะแพทยศาสตร์ 3 สถาบันได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาร่วมถ่ายทอดความรู้และมุมมองด้านการดูแลสุขภาพเชิงลึก ครอบคลุมทั้งการดูแล การป้องกัน และการยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว เพื่อส่งต่อมุมมองการใช้ชีวิตอย่างสมดุลควบคู่การสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรในฐานะ “Friends for Well-being” เช่น โรงพยาบาลสมิติเวช และ BDMS Wellness Clinic พร้อมด้วย BAUEN by SCG ร่วมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอดค่ำคืน 

TISCO
คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

ถอดรหัสการลงทุนปี 2569 รับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  

ภายในงานเริ่มต้นด้วยการอัปเดตมุมมองเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดย คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ได้ชี้ให้เห็น 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยกระดับอย่างต่อเนื่อง และปัญหาหนี้สาธารณะที่ทำให้หลายประเทศเผชิญภาวะขาดดุลการคลัง ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการลงทุนในปีนี้ไว้ว่า ตลาดจะหันมาให้ความสำคัญกับบริษัทที่นำ AI มาใช้เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น และทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง  

TISCO
คุณวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด
TISCO
คุณธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน

เจาะลึกโอกาสลงทุนตลาดโลก ด้วยกลยุทธ์เชิงรุกสู่ความมั่งคั่งอย่างมั่นคง  

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก CEO และ MD จาก 4 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนเชิงลึกแก่ลูกค้า TISCO Wealth ที่ครอบคลุมทุกมิติทั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา หุ้นอินเดีย หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นไบโอเทคโนโลยี นำโดย คุณวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี(ประเทศไทย)จำกัด และ คุณธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมสะท้อนมุมมองภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและอินเดียว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและอินเดียยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการขยายตัว และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียมีศักยภาพเติบโตสูงจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็ว โครงสร้างประชากรที่เอื้อต่อการบริโภค และการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งสองตลาดจึงเหมาะกับการใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก (Active Investment) โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่ง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และบริหารความเสี่ยงในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ  

TISCO
คุณดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน คุณดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด และคุณสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ร่วมให้มุมมองว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และกลุ่มไบโอเทค (Biotechnology) ยังคงเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพสูงในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว จากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย AI กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการพัฒนาเพื่อฝึกฝน (Training) สู่การนำไปใช้งานจริง (Inference) ซึ่งหนุนความต้องการชิปเฉพาะทาง โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานขั้นสูง ส่งผลให้โอกาสการลงทุนขยายไปสู่ซอฟต์แวร์ พลังงาน และแพลตฟอร์มที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ขณะที่กลุ่มไบโอเทคยังคงได้แรงหนุนจากสังคมผู้สูงอายุ การนำ AI มาย่นระยะเวลาวิจัยยา และกระแสควบรวมกิจการ สะท้อนโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นท่ามกลางความผันผวน ภายใต้การวางกลยุทธ์และการลงทุนที่เหมาะสม  

TISCO
คุณสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้

ยกระดับ Well-being ด้วยองค์ความรู้การแพทย์ล้ำสมัย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน  

ปิดท้ายด้วยเวทีเสวนาด้านสุขภาพที่รวบรวมองค์ความรู้เชิงลึกจากอาจารย์แพทย์ระดับแนวหน้าของประเทศจาก 3 สถาบันชั้นนำ ครอบคลุมประเด็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทั้งโรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และโรคหัวใจและหลอดเลือด พร้อมอัปเดตนวัตกรรมการรักษาที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและ Well-being ของคนไทยในระยะยาว  

เริ่มจาก ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนิจศรี ชาญณรงค์ หัวหน้าศูนย์ประสาทศาสตร์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท และโรคหลอดเลือดสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย พร้อมเน้นย้ำปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่ โดยโรคดังกล่าวสามารถป้องกันได้ถึง 90% หากดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการสังเกตสัญญาณเตือนเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที   

TISCO
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนิจศรี ชาญณรงค์ หัวหน้าศูนย์ประสาทศาสตร์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท และโรคหลอดเลือดสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุรเดช หงส์อิง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอความก้าวหน้าของนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งและโรคทางพันธุกรรม ผ่านเทคโนโลยีเซลล์บำบัด ยีนบำบัด และ CAR T-Cell Therapy ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ของไทยให้เข้าถึงได้และยั่งยืน   

TISCO
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุรเดช หงส์อิง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ด้าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอความก้าวหน้าด้านการรักษาโรคหัวใจ ตั้งแต่การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนโดยไม่ต้องเปิดหน้าอก การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย สะท้อนให้เห็นว่า การป้องกันควบคู่กับนวัตกรรมการรักษาที่เหมาะสม คือกุญแจสำคัญในการยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว  

TISCO
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 

จากความไว้วางใจที่สั่งสม เติบโตสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน  

คุณศิริธร แบเลเว็ลด์ หนึ่งในผู้ถือหุ้นธุรกิจสายการบินแอร์เอเชีย จำกัด ในฐานะลูกค้า TISCO Wealth กล่าวถึงประสบการณ์และความประทับใจไว้ว่า “ด้วยความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของธนาคารทิสโก้ ทำให้ดิฉันรู้สึกมั่นใจในความมั่นคงขององค์กร เมื่อก้าวเข้าสู่วัยที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น การลงทุนจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ ซึ่งการเข้าร่วมงาน TISCO Exclusive Night ‘Beyond Wealth & Well-being 2026’ ในครั้งนี้ช่วยเติมเต็มทั้งองค์ความรู้และมุมมองด้านสุขภาพและการเงิน ทำให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน TISCO Wealth ยังให้การดูแลที่เข้าใจลูกค้าเป็นรายบุคคล จึงรู้สึกว่าทุกคำแนะนำเป็นการลงทุนที่เหมาะกับชีวิตของดิฉันอย่างแท้จริง”  

ด้าน คุณพิเชษฎ กาญจนชูศักดิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ตงจั่น ผู้สืบทอดธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง ‘ตราปลามังกร’ รุ่นที่ 3  ในฐานะลูกค้า TISCO Wealth กล่าวเสริมว่า “ความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของทีมงาน TISCO ในการดูแลลูกค้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว ควบคู่กับการดูแลอย่างใกล้ชิดและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผมในฐานะผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาผมได้รับองค์ความรู้จาก TISCO หลากหลายด้าน ทั้งการลงทุนที่สามารถนำไปต่อยอดการดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงด้านสุขภาพที่ช่วยให้ผมตระหนักถึงการดูแลสุขภาพควบคู่กับการทำงานอย่างสมดุล ทำให้ TISCO เป็นพันธมิตรที่ผมมั่นใจและพร้อมแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว”  

TISCO

สำหรับความพิเศษของงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลากหลายองค์กรพันธมิตรในฐานะ “Friends for Well-being” ของธนาคารทิสโก้ อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช และ BDMS Wellness Clinic พร้อมด้วย BAUEN by SCG ที่ร่วมกันมอบประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และสุขภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟอย่างรอบด้านครบทุกมิติ   

พร้อมส่งท้ายความประทับใจในค่ำคืนสุดพิเศษจากการแสดงของ 2 ศิลปินคุณภาพแถวหน้าของเมืองไทย กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี” และ “ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ” ที่มาร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและความทรงจำอันน่าประทับใจให้กับผู้มีเกียรติ   

TISCO

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิด Top Holistic Advisory ของธนาคารทิสโก้ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการบริหารความมั่งคั่งทางการเงิน แต่ยังให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตในภาพรวมทั้งด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และเป้าหมายระยะยาว เพื่อให้ลูกค้า TISCO Wealth สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง สมดุล และมีความสุขอย่างยั่งยืนในทุกมิติ  

TISCO

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 2 กด 4     


BLACKPINK

ถอดรหัสผม เมคอัพ เพลง ‘GO’ BLACKPINK

BLACKPINK ปล่อยเพลง ‘GO’ พร้อมลุคฟิวเจอร์ลิสติกสุดล้ำ ถอดรหัสผม–เมคอัพทั้ง 4 เมมเบอร์ที่กำลังจะทำให้ชิมเมอร์วาววับกลับมาทวงบัลลังก์

BLACKPINK กลับมาอีกครั้งพร้อม MV เพลง ‘GO’ กับแนวเพลง EDM ล้ำๆ ที่แฟนๆ ให้ฟีดแบ็กทั้งชอบและยังไม่ค่อยชิน แต่ก็นั่นแหละ ตามธรรมเนียมของ BLINK สิ่งที่อดส่องดีเทลไม่ได้คือลุคของสาวๆ ที่คราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแต่งหน้า–ทรงผมธรรมดา หากแต่คือการสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ที่สอดรับกับโลกแห่งไซไฟและอนาคต

สะท้อนผ่านพื้นผิวที่เงาวาว แสง CHROME และเอฟเฟกต์เมคอัพที่เล่นกับการสะท้อนของแสงอย่างมีศิลปะ ในบริบทของ VISUAL ที่เต็มไปด้วยโทนสีเงินและพลาสติกฟรอสต์ การเลือกใช้อายแชโดว์กลิตเตอร์หรือชิมเมอร์ที่มีความละเอียดสูง กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘TEXTURE LANGUAGE’ ใน MV นี้ ช่วยให้ดวงตาและผิวหน้าดูเหมือนตกอยู่ระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน

แนวการแต่งตาที่เห็นใน MV ยังสอดคล้องกับทิศทาง SHIMMER/SHINY EYESHADOW TREND ที่กำลังมาแรง เป็นอายแชโดว์ที่มีไมโครชิมเมอร์ละเอียดและฟินิชที่เปล่งประกายแบบ ‘FAIRY DUST’ หรือ GLITTER-INFUSED SHEEN โดยเทรนด์นี้เน้นความเงาที่ดูเป็นธรรมชาติแต่ยังมีมิติ

MV นี้จึงไม่เพียงเป็นบทเพลง แต่ยังเป็นนิยามของ ‘FUTURE-LUXE BEAUTY’ พร้อมประกาศการกลับมาของ MICRO-SHIMMER FUTURISTIC EYE และ HIGH-SHINE TEXTURE HAIR อย่างจริงจัง เป็นความงามที่สร้างขึ้นเพื่อกล้อง 4K และแสงแฟลช ไม่ใช่เพื่อแสงธรรมชาติธรรมดา และมีแนวโน้มสูงว่าจะกลายเป็นเทรนด์แต่งหน้าหลักของปีนี้ โดยเฉพาะสาย EDITORIAL และ PERFORMANCE BEAUTY

BLACKPINK

LISA
‘CYBER COUTURE QUEEN’

ลุคของลิซ่าคือบทพิสูจน์ว่าเมคอัพแนวฟิวเจอร์ลิสติกสามารถ ‘สวยและแพง’ ได้พร้อมกัน ผมถูกเซ็ตเรียบแนบศีรษะอย่างเป๊ะ ไม่มีเส้นรบกวนสายตาแม้ในช็อตที่มีมูฟเมนต์หนักๆ เปิดพื้นที่ให้โครงหน้าคมชัดของเธอทำงานเต็มเฟรม

ความเก๋อยู่ที่สตัดโลหะเรียงตามแนวสันจมูก เส้นแนวตั้งนี้ช่วยดึงรูปจมูกให้ดูยาวและเฉียบขึ้นโดยไม่ต้องเฉดดิ้งหนัก ดวงตาโทนเงินสตีลฟินิชแบบ CHROME สะท้อนแสงเรียบแน่น ทำให้สายตาคมกริบแต่ยังคงความเซ็กซี่อย่างมีคลาส ตอกย้ำพลัง “ตัวแม่เฟซการ์ด” อย่างชัดเจน

งานผิวแบบ SOFT-MATTE และคอนทัวร์โทนเย็นช่วยขับสไตล์ SCULPTED BEAUTY ให้เด่นขึ้นโดยไม่ดูหนาหนัก ทุกองค์ประกอบถูกบาลานซ์อย่างแม่นยำ จนลุคนี้ไม่ใช่แค่คอนเซปต์ล้ำๆ บนจอ แต่กลายเป็นภาพความงามที่ดูแพงและจับต้องได้ในแบบของลิซ่าเอง

BLACKPINK

BEAUTY TIP
จัดแต่งผมให้เรียบเงางามที่สุดก่อนเล่นกับอายแชโดว์สีเงินเมทัลลิก เลือกอายแชโดว์เนื้อครีมเพื่อฟินิชแบบ CHROME แนบไปกับผิว และใช้คอนทัวร์โทนเย็นเพื่อเน้นกรอบหน้าให้คมชัดแบบลิซ่า

PRODUCT DIRECTION:

  • DIOR MISS DIOR HAIR OIL
    เพิ่มความเงาเรียบลื่นให้ผมลุค SLEEK พร้อมกลิ่นหอมซิกเนเจอร์แบบเฟมินีน
  • CHANEL OMBRE PREMIÈRE LAQUE #DESERT WIND
    ลิควิดเมทัลลิกเนียนแน่น ให้ประกายคมชัดติดทนแบบ CHROME FINISH
  • ANASTASIA BEVERLY HILLS SMOOTH BLUR CREAM CONTOUR STICK
    คอนทัวร์เนื้อแมตต์ ปั้นกรอบหน้าให้คมชัด ดูเป็นผิว ไม่หนักหน้า

BLACKPINK

JENNIE
‘LIQUID TEXTURE, LUMINOUS UNDEREYE’

ลุคของเจนนี่คือการทำให้ ‘พื้นผิว’ กลายเป็นพระเอก ทรงผมที่ไม่ได้เป็นเดรดล็อกจริง แต่เป็นการเซ็ตให้เกิดเส้นแยกชัด คล้ายเส้นผมถูกเคลือบด้วยเจลความเงาสูงแล้วบิดให้เกิดมิติ เส้นผมจึงสะท้อนแสงเป็นจังหวะเมื่อกล้องแพนผ่าน ให้ความรู้สึกเหมือนวัสดุสังเคราะห์มากกว่าผมธรรมชาติ นี่คือเทคนิค HIGH-DEFINITION WET TEXTURISING ที่กำลังกลับมาบนรันเวย์

เมคอัพของเธอเล่นกับ ‘ใต้ตา’ อย่างจงใจ อายแชโดว์ชมพูผสมไมโครชิมเมอร์ละเอียดถูกวางต่ำกว่าขอบตาปกติเล็กน้อย ทำให้ดวงตาดูเปิดและยกขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งคอนซีลเลอร์ ช่วยให้ดวงตาดูสว่างและมีมิติ มาพร้อมงานผิวแบบ GLASS-SATIN ยิ่งขับให้ทุกอย่างดูเนียนและแพงขึ้น

ลุคนี้พิสูจน์อีกครั้งว่าเจนนี่สามารถทำให้เทคนิคแฟชั่นที่ซับซ้อนดู EFFORTLESS ได้เสมอ และนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้เธอเป็นไอคอน

BLACKPINK

BEAUTY TIP
 หากอยากรีครีเอตลุคใต้ตาสีชมพูฉ่ำแบบนี้ ให้ใช้ชิมเมอร์เนื้อละเอียดมาก แล้วกดด้วยนิ้วบริเวณใต้ตา จากนั้นเซ็ตด้วยแปรงฟูเล็กๆ เพื่อให้กระจายแสงเนียน ไม่แตกเป็นเส้น

PRODUCT DIRECTION:

  • CHARLOTTE’S PALETTE OF BEAUTIFYING EYE TRENDS #PINK LOVE
    โทนชมพูชิมเมอร์ละเอียด เติมแสงใต้ตาให้ดูสว่างและหวานละมุน
  • SUQQU MONO LOOK EYES #L-02 ROUSETSUKA
    เฉดเงินประกายเนียนแน่น ให้เอฟเฟกต์เมทัลลิกคมชัดแบบโมเดิร์น
  • OUAI HAIR GLOSS
    เคลือบผมให้เงาวาวแบบกระจก เสริมลุค WET TEXTURE ให้ดูแพงขึ้นทันที

BLACKPINK

ROSÉ
‘SHEER HAZE, BEAUTIFULLY UNDONE’

โรเซ่เลือกความบางเบาแทนความคมจัดแบบเมมเบอร์คนอื่นๆ เสน่ห์คือผมที่ปล่อยให้มีมูฟเมนต์นุ่มๆ ดูไม่เนี้ยบเกินไป ทำให้ซีนออกมาดูโรแมนติกและมีชีวิตในทุกช็อต

ดวงตาแต่งในโทน TAUPE–ROSE BROWN โปร่งใส อายไลเนอร์สีน้ำตาลเข้มถูกเบลนด์ให้ฟุ้งจนเกิดเอฟเฟกต์ SMUDGED LINER คล้ายร้องไห้มาหมาดๆ เป็นการเลอะอย่างตั้งใจแต่ยังสวยแพง คุมลุคให้อยู่หมัดด้วยอายแชโดว์สีเบาสะอาด แตะไมโครชิมเมอร์ละเอียดที่กลางเปลือกตาและหัวตาเพื่อให้แสงสะท้อนนุ่ม

งานผิวบางใส สีปากโทนนู้ดนัวๆ กลืนทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ความสวยของลุคนี้อยู่ที่ความไม่สมบูรณ์แบบที่ควบคุมได้ และโรเซ่ทำมันออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

BLACKPINK

BEAUTY TIP
ใช้ดินสออายไลเนอร์เนื้อนุ่มสีน้ำตาลเข้ม เขียนชิดขอบตาแล้วรีบเบลนด์ให้ฟุ้ง โดยเน้นให้ใต้ตาเบลอกว่าด้านบนเล็กน้อย จากนั้นกดอายแชโดว์โทนเดียวกันทับบาง ๆ เพื่อเซ็ต และปิดท้ายด้วยไมโครชิมเมอร์เม็ดละเอียดเฉพาะกลางเปลือกตาเพื่อให้ได้เอฟเฟกต์เปียกหมาดที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แฟนซีเกินไป

PRODUCT DIRECTION:

  • CHARLOTTE TILBURY ROCK ‘N’ KOHL EYELINER
    ดินสอเนื้อนุ่ม เขียนง่าย เบลนด์ฟุ้งได้ทันที เหมาะกับลุค SMUDGED LINER แบบตั้งใจเลอะ
  • HOURGLASS CURATOR EYESHADOW PALETTE
    พาเลตต์โทนนู้ดน้ำตาลละมุน เนื้อเนียนละเอียด เติมมิติแบบบางเบาเป็นธรรมชาติ
  • LIVING PROOF® FULL DRY VOLUME & TEXTURE SPRAY
    สเปรย์เพิ่มวอลุ่มและเท็กซ์เจอร์แบบเบาๆ ให้ผมดูมีมูฟเมนต์เป็นธรรมชาติ

BLACKPINK

JISOO
ETHEREAL SMOKE GODDESS

จีซูเผยเวอร์ชันที่คมและโตขึ้นกว่าลุคหวานที่เราคุ้นตา แต่ยังสวยละมุนในแบบของเธอเอง ผมตรงเรียบทำหน้าที่เป็นกรอบสะอาดๆ ให้ใบหน้าดูเฉียบขึ้นทันที ดวงตาเป็น SOFT SMOKY โทนเทา–น้ำตาลโทนเย็น ไลเนอร์สีชาร์โคลถูกเบลนด์ให้ฟุ้งชิดโคนขนตา เพิ่มความลึกโดยไม่แข็ง ชิมเมอร์ละเอียดแตะกลางเปลือกตาเพื่อสะท้อนแสงเบาๆ ทำให้ตาดูคมขึ้นอย่างมีชั้นเชิง

ริมฝีปากนู้ดเบจอมพีชช่วยบาลานซ์ภาพรวมให้ดูแพงและสุขุม ความสวยของจีซูในลุคนี้คือความนิ่งที่มั่นใจ ไม่ต้องแรงมาก แต่ยิ่งมองยิ่งละสายตาไม่ได้ และแฟนคลับจะเห็นชัดว่าเธอสามารถขยับลุคให้เฉียบขึ้นโดยไม่เสียเสน่ห์หวานเฉพาะตัวเลย

BLACKPINK

BEAUTY TIP
 สร้างเบสด้วยอายแชโดว์โทนกลางก่อน แล้วเพิ่มสีเข้มเฉพาะชิดขอบตาและเบลนด์ให้ฟุ้งแทนการเขียนเส้นคม เลือกมาสคาร่าสีน้ำตาลเข้มหรือชาร์โคลเพื่อคงความนุ่มของสโมกกี้ และจับคู่กับลิปนู้ดอุ่นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ใบหน้าดูซีด

PRODUCT DIRECTION:

  • DIOR DIORSHOW OVERVOLUME EXTREME VOLUME MASCARA
    ขนตาที่พุ่งอย่างนุ่มนวล เหมือนสายตาของจีซูในลุคนี้คมขึ้น แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์หวานที่ทำให้ละลายทุกครั้งที่สบตา
  • RARE BEAUTY PERFECT STROKES LONGWEAR GEL EYELINER
    เส้นไลเนอร์ฟุ้งชิดขอบตา สร้างมิติแบบไม่ตะโกน เหมือนเสน่ห์ของเธอที่ยิ่งมองใกล้ ยิ่งเห็นรายละเอียดความสวย
  • DIOR ADDICT-HYDRATING SHINE LIPSTICK 90% NATURAL-ORIGIN INGREDIENTS # 418 BEIGE OBLIQUEนู้ดโทนอุ่นที่บาลานซ์ความสโมกกี้ได้พอดี เปรียบเหมือนจีซูเวอร์ชันโตขึ้น นิ่ง สุขุม แต่ยังคงอ่อนหวาน

BEAUTY CATCH-UP
เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA

The Heritage Grand Khon Kaen

แลนด์มาร์คใหม่ใจกลางอีสาน! The Heritage Grand Khon Kaen

โรงแรม Pullman Khon Kaen เตรียมก้าวสู่บทใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยการรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปรับภาพลักษณ์และประสบการณ์การบริการครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงแรมสัญลักษณ์ใจกลางเมืองขอนแก่นให้สอดรับกับทิศทางการเติบโตของเมือง 

ดร.สุนทร และดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ประธานกรรมการ และ CEO กล่าวว่า การรีแบรนด์และปรับปรุงโรงแรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตกแต่งภายนอก แต่เป็นการปรับปรุง “โครงสร้างหลักของอาคาร” โดยเฉพาะระบบเครื่องจักร และพลังงานทั้งหมด เนื่องจากโรงแรมเป็นอาคารขนาดใหญ่ 25 ชั้น มีห้องพักประมาณ 300 ห้อง และมีระบบทำความเย็น ระบบหมุนเวียนอากาศ และระบบพลังงานที่ซับซ้อน 

ด้วยอายุอาคารกว่า 30 ปี ระบบเดิมใช้พลังงานสูง และไม่สอดคล้องกับต้นทุนค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน จึงตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรหลักทั้งหมด อาทิ ชิลเลอร์ คูลลิ่งทาวเวอร์ ปั๊มน้ำ บอยเลอร์ และระบบควบคุมอัจฉริยะภายในห้องพัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน  และยกระดับมาตรฐานสู่แนวทางโรงแรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 

โรงแรมมีจุดแข็งด้านขนาดพื้นที่ โดยห้องพักเริ่มต้น 43 ตารางเมตร และมีขนาดใหญ่ถึง 83 ตารางเมตร พร้อมห้องประชุมขนาดใหญ่รองรับได้1,000–1,800 คน และห้องประชุมย่อยกว่า 10 ห้อง รองรับตลาดประชุม และอีเวนต์ระดับภูมิภาค

ดร.สุนทรยังกล่าวถึงเหตุผลในการเลือกใช้ชื่อ “The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention” เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความภาคภูมิใจของเมืองขอนแก่น และบทบาทของโรงแรมในฐานะศูนย์กลางการประชุมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ดร.สุนทร มีประสบการณ์บริหารธุรกิจยาวนานกว่า 40 ปี กล่าวว่า การเติบโตขององค์กรต้องตั้งอยู่บนหลักความมั่นคงระยะยาว มากกว่าการขยายตัวแบบเร่งรัด พร้อมเน้นย้ำว่าการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

“เราต้องการสร้างแบรนด์ไทยที่แข็งแรง มีเอกลักษณ์ และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก การเติบโตต้องมาพร้อมความยั่งยืน”

ดร.อารยา กล่าวเสริมว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหรือภาพลักษณ์ แต่เป็นการวางกลยุทธ์ใหม่ทั้งด้านบริการ มาตรฐานการบริหาร และการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย ความอบอุ่น และการบริการที่เป็นมิตร ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย มองโอกาสการท่องเที่ยวไทยเติบโตต่อเนื่อง 

ผู้บริหารทั้งสองท่านมองว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเมืองศูนย์กลางภูมิภาค เช่น ขอนแก่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การประชุมสัมมนา และการลงทุน ภายใต้การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนา “Story & Identity” ของแบรนด์ให้ชัดเจน พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการให้เทียบเท่าสากลขับเคลื่อนองค์กรด้วยความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากการพัฒนาด้านธุรกิจแล้ว กลุ่มผู้บริหารยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงการด้านสิ่งแวดล้อม “การทำธุรกิจที่ดี ต้องสร้างคุณค่าให้สังคมควบคู่กันไป” 

พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค องค์กรจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพการบริหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว 

นอกจากนี้ ยังมองว่าขอนแก่นเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่เติบโตเร็ว มีหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจ และกิจกรรมระดับประเทศจำนวนมาก จึงเชื่อมั่นว่าการลงทุนครั้งนี้จะรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมบริการในระยะยาว 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ Website : www.heritagegrandkhonkaen.com  Line : @heritagegrandkkc Email: [email protected]

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จัดงานนวัตกรรมความงามแห่งปี “UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE”

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย บริษัทชั้นนำระดับโลก ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องอัลเทอร่า และผลิตภัณฑ์ฉีดสำหรับใช้ในคลินิกเสริมความงาม สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงด้วยการจัดงาน “UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE” ชวนทุกคนร่วมปลดล็อกความสวย เซฟด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “Skin, by your design” เติมเต็มในแบบคุณ ไปกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ฉีดของเมิร์ซ เอสเธติกส์ หรือ Merz Aesthetics Injectable Portfolio เพื่อยกระดับแนวคิดและสื่อสารเรื่องความปลอดภัย “Safety First, Confidence Always” ที่เป็นจุดยืนของ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งยังตอบโจทย์การดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้นอย่างยั่งยืนและปลอดภัย สอดคล้องกับเป้าหมายการดูแลตัวเองแบบ Beauty-Health Span ที่ปรับเปลี่ยนมุมมองจากการแค่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กลายเป็นการลงทุนดูแลสุขภาพผิวในระยะยาว โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ โซนอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

กฤษดา มงคลธารณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย กล่าวว่า“ในยุคปัจจุบันที่บริบทของการดูแลตัวเองก้าวข้ามขีดจำกัดของกาลเวลา เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะปลุกกระแสความงาม
ผ่านมุมมองความงามที่มาพร้อมกับองค์ความรู้ และยึดมั่นมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เป็นหัวใจสำคัญ
เพื่อยกระดับวงการความงามไทยสู่มาตรฐานใหม่ ให้ผู้บริโภคกล้าตั้งคำถาม เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง และ
ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ปลอดภัยในระยะยาว การจัดงาน “UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE” ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวแคมเปญกลุ่มผลิตภัณฑ์ฉีดของเมิร์ซ เอสเธติกส์ ระดับโลกทั้ง 3 แบรนด์ อันได้แก่ โบทูลินั่ม ท็อกซิน, ฟิลเลอร์ และสารกระตุ้นคอลลาเจน ยังได้สะท้อนวิสัยทัศน์ของเรา ที่เชื่อว่าความงามควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยในการตัดสินใจ ความสวยไม่ควรมาพร้อมความเสี่ยง แต่ต้องเริ่มจากมาตรฐานความปลอดภัย ควบคู่กับข้อมูลที่ถูกต้อง นี่คือความหมายของ “Live a Better Look” ความดูดีที่มาพร้อมกับชีวิตที่ดี บนพื้นฐานของความปลอดภัยสูงสุด”

ไฮไลต์วันแรกได้รับเกียรติจากซูเปอร์สตาร์ชั้นนำ ณเดชน์ คูกิมิยะ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ผลิตภัณฑ์ RADIESSE มาร่วมนำทัพปลดล็อกความงาม พร้อมแชร์เคล็ดลับความมั่นใจ “ที่นี่ที่เดียว” และเผยตัวช่วยสำคัญอย่าง
สารกระตุ้นคอลลาเจน ประเภท Regenerative Biostimulator (RADIESSE) ในการรีเซ็ตงานผิวให้แลดูเฟิร์ม ฟู แน่น ลิฟต์ และเล็ก ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสำหรับทุกบทบาทสำคัญของชีวิต พร้อมถ่ายทอดวิธีการดูแลสุขภาพผิวแบบ Regenerative Longevity โดย พญ. สุรัสศวัลย์ วงศ์เกียรติขจร หรือ หมออุ๋ม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังระดับแนวหน้าของเมืองไทย

จากประสบการณ์กว่า 10 ปีในแวดวงเวชศาสตร์ความงาม หมออุ๋ม ได้กล่าวว่า “ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนขึ้น ควบคู่กับการมีองค์ความรู้ในการดูแลตัวเองมากขึ้น เป้าหมายของความงามจึงไม่ใช่เพียง ‘การดูดีในวันนี้’ แต่คือ ‘การดูดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว’ ภายใต้แนวคิด Beauty–Health Span ที่มองความงามควบคู่กับสุขภาพผิว เปรียบเสมือนการลงทุนดูแลระยะยาว เพื่อให้ผิวสุขภาพดี มีคุณภาพ และคงความอ่อนเยาว์สมวัยได้อย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากแนวคิดเดิมที่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข แนวทางนี้เน้น ‘Prevention’ มากกว่า ‘Cure’ เพื่อชะลอการเสื่อมของโครงสร้างผิวตั้งแต่ต้นทาง และลดความจำเป็นในการแก้ไขครั้งใหญ่ในอนาคต

หนึ่งในแนวทางที่ช่วยพาไปสู่เป้าหมาย Beauty-Health Span คือการดูแลสุขภาพผิวแบบ Regenerative Longevity ซึ่งเป็นการดูแลความงามเชิงลึกที่เน้นการฟื้นฟูระดับเซลล์ แทนการเติมหรือซ่อมแซมเพียงชั่วคราว ซึ่งในเชิงชีววิทยา ผิวที่อ่อนเยาว์จำเป็นต้องมีสารสำคัญ 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คอลลาเจน Type 1 และ Type 3, อีลาสติน, สารน้ำ (Proteoglycan) และสารอาหารที่จำเป็นต่อผิว (Angiogenesis) ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนลดลงตามวัย ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและสุขภาพผิวที่ดี การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างองค์ประกอบเหล่านี้อย่างสมดุล จะช่วยให้ผิวกลับมาสุขภาพดี แน่นกระชับ และดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาว โดยถ่ายทอดให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในสารกระตุ้นคอลลาเจน ประเภท Regenerative Biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักคือ Calcium Hydroxylapatite หรือ CaHA สารที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเติมเต็ม แต่ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย ที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างลึกแบบไม่ผ่านกระบวนการอักเสบ ด้วยเหตุนี้โปรแกรม RESET ที่เป็น Regenerative Biostimulator จึงไม่ใช่เพียงหัตถการเพื่อปรับรูปหน้า แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลคุณภาพผิวเชิงลึก ที่ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้สุขภาพดีจากภายใน และนำไปสู่เป้าหมายการดูแลตัวเองแบบ Beauty–Health Span ได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน ณเดชน์ คูกิมิยะ แบรนด์แอมบาสเดอร์ผลิตภัณฑ์ RADIESSE แชร์มุมมองแบบฉบับผู้ชายยุคใหม่ ว่าด้วย
เรื่องของการดูแลตัวเองที่สอดรับกับเทรนด์ ‘Beauty Longevity’ ว่า “สำหรับผม Beauty Longevity คือการดูแลตัวเองให้ดูดีในระยะยาวครับ ไม่ใช่แค่การดูแลตัวเองเพื่อช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยความที่งานของผมต้องอยู่หน้ากล้องตลอดเวลา ผมจึงให้ความสำคัญกับพื้นฐาน อย่างการออกกำลังกาย ดูแลเรื่องโภชนาการ และพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ นอกเหนือจากนั้น การดูแลผิวอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ หนึ่งในตัวช่วยสำคัญของผมคือ โปรแกรม RESET ที่เป็น Regenerative Biostimulatorเพราะตอบโจทย์แนวคิดนี้มากๆ มันไม่ใช่การทำให้หน้าเราดูเปลี่ยนไปในทันที แต่เป็นการฟื้นบำรุงโครงสร้างผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวแลดูสุขภาพดีและรักษาสภาพผิวให้แลดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ ผมมองว่านี่คือการลงทุนเพื่อให้เรายังคงความมั่นใจไปได้อีกนานครับ” เพราะการดูแลตัวเองของผู้ชายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความหล่อ แต่คือการยกระดับ ‘คุณภาพชีวิต’ ด้วยการเลือกนวัตกรรมที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน

วันที่ 2 (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569) ชวนเติมเต็มแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นและการดูแลสุขภาพไปกับ กีตาร์-ปฏิญญา เกี่ยวข้อง ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ระดับท็อปอย่าง PATINYA ที่จะมาแชร์ทริคแต่งตัวอย่างไรให้ดูดี และคงเสน่ห์ความเป็นธรรมชาติของคุณออกมาให้เจิดจรัสที่สุด ควบคู่ไปกับการดูแลร่างกายและผิวอย่างเป็นธรรมชาติ โดย วีเจจ๋า-ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี และปิดท้ายเซสชันความงามด้วย Biomimetic HA Filler หรือ ฟิลเลอร์พอดีผิว ที่มีนวัตกรรม BBMT technology (BELOTERO Biomimetic Matrix Technology) ทำให้สามารถเลียนแบบโครงสร้างและการทำงานของผิวตามธรรมชาติ และพอดีกับผิวอย่างลงตัว ในเซสชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ นำโดย พญ. อรุณี ทองอัครนิโรจน์ หรือ หมอออย ที่จะมาร่วมแชร์ผลลัพธ์ความเป็นธรรมชาติที่พิสูจน์ได้ผ่าน 4 องค์ประกอบหลักของ “กรอบแนวคิดผลลัพธ์ธรรมชาติ” หรือ 4 Natural Outcomes Framework ได้แก่ See คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล, Touch ผิวสัมผัสเรียบเนียน, Feel มั่นใจในความเป็นตัวเอง และ Express การแสดงสีหน้าได้ตามความต้องการ โดยผลลัพธ์นี้สอดรับกับผิวยุคใหม่แบบ Natural Luxury Beauty ที่ความดูดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่คือความพอดีอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีความคล้ายกับ Old Money ที่มีภาพลักษณ์เรียบหรู ดูดี คงความคลาสสิคตลอดกาล ควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

ภายในเซสชันยังได้ 3 หนุ่ม BELOTERO Brand Squad อย่าง กองทัพ พีค, ไมกี้ ปณิธาน และ เทศน์ ไมรอน มาร่วมแบ่งปันมุมมองการดูแลตัวเองให้ดูดี มั่นใจ ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพร่างกาย โภชนาการ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้คอนเซปต์ “Nature is in the detail, is you” ให้แฟนๆ ได้ฟังกันแบบอินไซด์ พร้อมปิดท้ายด้วยเวิร์กชอปที่ชวนคุณมาหลีกหนีความวุ่นวาย แล้วดื่มด่ำกับสุนทรียภาพแห่งรสชาติ เปิดประสบการณ์การลิ้มรสเพียวมัทฉะและมัทฉะลาเต้ในรูปแบบใหม่ พร้อมถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการจัดสวนเซนขนาดย่อม (Zen Garden) กิจกรรมสไตล์สโลว์ไลฟ์ที่ให้คุณได้ค่อยๆ ลงมือทำ ค่อยๆ ชิม เพื่อผ่อนคลายทั้งจิตใจและปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน

ก้าวเข้าสู่วันที่ 3 ของอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ (วันที่ 1 มีนาคม 2569) ที่ยังคงอัดแน่นด้วยสาระด้านความงามที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์แบบมินิมอล เริ่มต้นเซสชันด้วยคำแนะนำระดับมาสเตอร์คลาสจาก นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล หรือ หมอโอ๊ค ที่มาร่วมเจาะลึกหัวข้อการดูแลความงามแบบมินิมอล หรือ “Minimal but Meaningful Aesthetics” พลิกมุมมองการดูแลผิวระยะสั้น สู่การดูแลผิวอย่างยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว ด้วย โบทูลินั่ม ท็อกซิน ที่มีความบริสุทธิ์ที่สูตรโมเลกุล (Botulinum Toxin) เน้นเรื่องความบริสุทธิ์แบบ Zero Impurities โดยมีเฉพาะสารออกฤทธิ์ ด้วยเทคโนโลยีการผลิต Double Purification หรือการกรอง 2 ชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าคงเหลือโมเลกุลบริสุทธิ์จริง จึงช่วยลดโอกาสการกระตุ้นภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะดื้อโบ ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้โบทูลินั่ม ท็อกซินได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ต่อเนื่องด้วยมุมมองการดูแลตัวเองของหนุ่มๆ ยุคใหม่ กับสองหนุ่มฮอต ท็อป-ทศพล หมายสุข และ เฟย-ภัทร เอกแสงกุล ที่มาร่วมพูดคุยบนเวทีถึง ‘การดูแลตัวเองเพียวๆ ในแบบฉบับ ท็อป-เฟย’ ที่ให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่สุขภาพ การกินอาหารคลีน ไปจนถึงการดูแลผิว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปสุดคราฟต์อย่างการทำกาแฟ Pure in Liquid Solution ที่นำแนวคิดเรื่อง ‘การกรอง (Filtration)’ และ ‘ความแม่นยำ’ ของบาริสต้า มาผสานเข้ากับปรัชญาความงาม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความพิถีพิถันในการเลือกเฉพาะสิ่งที่ดีและบริสุทธิ์ที่สุดเข้าสู่ร่างกาย เป็นการจบคลาสที่ทั้งกรุ่นกลิ่นหอมและเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ

ร่วมสร้าง ‘Live a Better Look’ เพื่อให้ทุกคนดูดี พร้อมมีชีวิตที่ดีแบบยั่งยืน บนพื้นฐานของความปลอดภัยสูงสุด ในงาน “UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ณ โซนอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Merz Aesthetics Thailand และ
Line OA : @MerzBeautyConnect


BEAUTY EDITOR TALK

HOTTER IN TAN! ‘หนุ่มผิวแทน’ ยิ่งเข้ม ยิ่งมีแรงดึงดูด

HOTTER IN TAN! พักจากหนุ่มตี๋ มาดูทฤษฎี ‘หนุ่มผิวแทน’ ที่ยิ่งเข้ม ยิ่งมีแรงดึงดูด

ในวันที่กระแสหนุ่มตี๋ผิวขาวราวกระจกถูกพูดถึงไม่หยุด เหมือนสะกดจิตให้หลายคนคิดว่านั่นคือมาตรฐานเดียวของความหล่อยุคนี้ แต่ความจริงอีกกระแสกำลังเติบโตแบบเงียบๆ คือหนุ่มผิวแทนที่ไม่พยายามขาวขึ้น หากเลือกขับความเข้มของตัวเองให้ชัดที่สุด

เสน่ห์ของผิวแทนไม่ใช่แค่ความต่างจากกระแสหลัก แต่คือ ‘มิติ’ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อแสงตกกระทบจะเกิดเงาและระดับสี ทำให้โครงหน้าดูคม ลึก และขึ้นกล้องโดยไม่ต้องแต่งมาก หลายครั้งจึงดูแพงขึ้นโดยไม่ต้องประดิษฐ์อะไรเพิ่ม ความแพงในที่นี้ไม่ใช่ความไร้ตำหนิ แต่คือผิวที่มีน้ำหนัก มีเงาที่สวยพอดี และโทนสีที่สม่ำเสมอ จนความเข้มกลายเป็นจุดแข็ง

คำถามจึงไม่ใช่ว่าผิวแทนดีไหม แต่คือทำอย่างไรให้ผิวโทนอุ่นดูโกลว์ เรียบ และมีมิติในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ใต้แฟลช เพราะความต่างระหว่างผิวแทนที่ดูหมองกับผิวแทนที่ดูหรู ไม่ได้อยู่ที่การขาวขึ้น แต่อยู่ที่การ ‘ดูแลให้ถูกวิธี’ ถ้าใครยังสงสัยว่าผิวแทนจะดูแพงได้จริงไหม… ลองดูหนุ่ม ๆ ที่เรายกตัวอย่างไว้ก็พอ ใต้แสงเดียวกัน บางคนแค่ยืนเฉยๆ ใจก็วูบแล้ว

BEAUTY REFERENCE
KENG-HARIT (@harit_keng)
‘GOLDEN HEAT AURA’

เสน่ห์ของ เก่ง-หฤษฎ์ อยู่ที่ความอบอุ่นของสีผิวที่ตัดกับโครงหน้าคมชัด สิ่งที่ดึงดูดแฟนคลับให้ยิ่งอินกับบทบาทที่เขารับ คือแววตาที่ดูจริงจังแต่มีความละมุนแฝงอยู่ เมื่ออยู่ใต้แสงโทนอุ่น ผิวของเขาจะสะท้อนเป็นสีทองนวล ทำให้ภาพรวมดูเหมือนฉากในหนังรักโรแมนติกมากกว่าภาพถ่ายทั่วไป

กรอบหน้าชัดและจมูกได้รูป ทำให้เงาบริเวณข้างแก้มและแนวกรามดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งการแต่งเติม ความเข้มของผิวจึงกลายเป็นตัวช่วยสร้างมิติ เสน่ห์แบบนี้ทำให้เขาดูแพงขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะความอบอุ่นของสีผิวช่วยให้ทุกลุคดูมีพลัง

BEAUTY REFERENCE
APO-NATTAWIN (@apo555)
‘CINEMATIC SHADOW’
อาโป-ณัฐวิญญ์ คือภาพจำของคำว่าผิวแทนที่ดูลักชัวรีในแบบภาพยนตร์ สายตาที่ดูลุ่มลึกและมีเรื่องราว เมื่อประกอบกับผิวโทนอุ่นที่รับแสงได้ดี เงาบริเวณโหนกแก้มและกรามจึงดูชัดอย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งทำให้ขึ้นกล้องงดงามราวกับหุ่นปั้น

ความพิเศษของรูปหน้าแบบอาโปอยู่ที่ความสมดุลระหว่างความเข้มและความละมุน ใบหน้ามีความคมแต่เครื่องหน้าไม่แข็ง ผิวมีความเงาบางๆ ที่ทำให้ดูสุขภาพดี จึงเกิดภาพลักษณ์ที่ทั้งเซ็กซี่และสง่างามในเวลาเดียวกัน และนั่นคือเสน่ห์ของเงาธรรมชาติของหนุ่มผิวแทน ที่ไม่ต้องแต่งเติมมากก็ยังดูเหมือนอยู่บนพรมแดง

BEAUTY REFERENCE
MILE PHAKPHUM (@milephakphum)
‘WARM LUXURY STRUCTURE’
สำหรับคนนี้ต้องจัดว่ายูนีคและหลุดจากบิวตี้สแตนดาร์ดเดิมๆ มาก ผิวของมาย-ภาคภูมิไม่ได้แทนเข้ม แต่เป็นผิวขาวเหลืองโทนอุ่นที่โดนแสงแล้วดูผ่องแบบผู้ชายสุขภาพดี ไม่ซีด ไม่ลอย ใส่เสื้อสีเข้มหรือจับคู่กับสีทองทีไร ผิวจะเด่นขึ้นมามีออร่า ดูโดดเด่นได้แม้ไม่ต้องประโคมอะไรเยอะ
ส่วนโครงหน้า…อันนี้แหละคือความเก๋ที่แท้ กรามชัด คางได้รูป จมูกตรง ทุกอย่างวางอยู่ถูกที่ถูกทางแบบที่มองครั้งแรกก็จำได้เลย ไม่ได้หล่อหวาน ไม่ได้หล่อดุ แต่หล่อแบบมีโครงสร้างชัด เป็นที่จดจำ และทำให้เผลอมองซ้ำโดยไม่รู้ตัว

BEAUTY REFERENCE
PEEMWASU (BUS) (@peemwasu.busofficial)
‘SOFT TAN CHARISMA’

ยกให้เป็นของดีเมืองใต้ที่จัดว่าหรอยแรง ภีมวสุมีผิวแทนโทนอุ่นที่ไม่ได้เข้มจัด แต่มีความนวลแบบธรรมชาติ โดนแสงแล้วดูผ่อง ไม่ดรอป สีผิวของเขาช่วยขับดวงตาให้เด่นชัด เวลาอยู่ในเฟรมจึงมักสะดุดตาโดยไม่ต้องทำอะไรเยอะ
จุดที่ตกแฟนๆ แบบไปไหนไม่รอดคงไม่พ้น ‘รอยยิ้ม’ เพราะพอยิ้มทีไรโลกก็สดใส ความคมบนใบหน้าจะอ่อนลงทันที กลายเป็นลุคเข้มที่ดูเป็นมิตรและชวนมอง จัดเป็นความเท่กับความน่ารักที่อยู่ด้วยกันได้แบบไม่ตีกัน มีแต่คนดูนี่แหละที่ต้องคอยตั้งสติตีตัวเองไม่ให้เผลอมองตาค้าง

WHY TAN SKIN LOOKS EXPENSIVE

#01
WARM UNDERTONE EFFECT

โทนอุ่นที่ทำให้ผิวดูมีมูลค่า
ผิวแทนส่วนใหญ่มักมีอันเดอร์โทนเหลืองหรือมะกอก ทำให้แสงโทนอุ่นสะท้อนบนผิวได้ดี สีทอง น้ำตาล หรือสีเอิร์ธโทนจึงดูกลมกลืนและช่วยสร้างความรู้สึกหรูโดยธรรมชาติ นี่คือเหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่าผิวแทนขึ้นกล้องและดูมีเสน่ห์ในภาพถ่ายแฟชั่น

BEAUTY TIP
เลือกไฮไลต์โทนแชมเปญหรือทองอ่อน แทนประกายเงินจัด และลองใช้บลัชโทนพีชหรือส้มอมน้ำตาลเพื่อเสริมความอบอุ่นของผิวให้ดูมีมิติ


PRODUCT RECOMMENDED

  • GUCCI BEAUTY GLOW HIGHLIGHTER MULTI-USE SILKY ILLUMINATING POWDER # 01 SUNRISE GOLD
  • PATRICK TA MAJOR HEADLINES DOUBLE-TAKE CREME & POWDER BLUSH #SHE’S SEDUCTIVE

#02
NATURAL SHADOW STRUCTURE
เงาธรรมชาติช่วยสร้างโครงหน้า

ผิวโทนอุ่นช่วยให้ความต่างระหว่างส่วนที่รับแสงและส่วนที่เป็นเงาดูชัดขึ้นเล็กน้อย ทำให้กรอบหน้าและโหนกแก้มดูมีมิติโดยไม่ต้องคอนทัวร์หนัก ความรู้สึกที่ได้จึงดูเนี้ยบและเป็นธรรมชาติในเวลาเดียวกัน
BEAUTY TIPS
ใช้บรอนเซอร์โทนอุ่นแทนคอนทัวร์สีเทา แล้วปัดแบบฟุ้งเบลออย่าที่รอยคมเพื่อสร้างเงาที่ดูสมจริงมากที่สุด

PRODUCT RECOMMENDED

  • BENEFIT COSMETICS HOOLA POWDER BRONZER
  • HOURGLASS NO. 15 ANGLED CHEEK BLUSH BRUSH

#03
REAL GLOW FOR TAN SKIN
ผิวแทนที่ดูดีมีชีวิต
ผิวแทนที่ดูแพงไม่ใช่ผิวที่ถูกปกปิดจนเนียนสนิท แต่คือผิวที่อิ่มน้ำและสะท้อนแสงสวยตามโทนอุ่นของตัวเอง เมื่อบำรุงดี ผิวแทนจะดูเข้มลึก มีมิติ และโกลว์แบบธรรมชาติ
BEAUTY TIPS
เน้นสกินแคร์เติมความชุ่มชื้นและเสริมเกราะผิวให้แน่นก่อนแต่งหน้า เลี่ยงฟินิชแมตต์จัดหรือโทนสว่างเกินจริง เพื่อคงมิติอบอุ่นของผิวแทนไว้ให้ครบ

PRODUCT RECOMMENDED

  • DECORTÉ AQ ABSOLUTE TREATMENT HYDRATING LOTION
  • PANPURI INNER GLOW ILLUMINATING FACE OIL

#04
CONTRAST THEORY
ความต่างของสีทำให้ใบหน้าดูโดดเด่น

ผิวแทนสร้างความต่างกับองค์ประกอบบนใบหน้า เช่น ดวงตาและริมฝีปาก จึงทำให้ลุคที่แต่งน้อยแต่เลือกโทนสีแม่น ดูมีพลังและน่าจดจำมากกว่า
BEAUTY TIPS
ลองลิปบาล์มมีสีโทนกุหลาบเข้มหรือสีน้ำตาลอมแดง เพื่อเพิ่มความลึกของสีปากแบบเป็นธรรมชาติ

PRODUCT RECOMMENDED

  • DIOR ADDICT LIP GLOW #ROSE NUDE
  • FRESH SUGAR LIP TREATMENT #HONEY

BEAUTY EDITOR TALK
เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA