สะอื้นไห้ระงม บรรยากาศพิธีส่งเสด็จองค์พระปรมินทร์ สู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

สะอื้นไห้ระงม เกินจะบรรยายความสูญเสีย บรรยากาศร่วมพิธีส่งเสด็จองค์พระปรมินทร์ สู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ตลอดทั้งวันนี้ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ที่พระบรมมหาราชวัง บรรยากาศยังเต็มไปด้วยความปวดร้าวสุดแสนอาลัย ได้แต่ร่ำไห้ เกินจะบรรยายความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เมื่อประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่อาศัยบนแผ่นดินไทยใต้ร่มบรมโพธิสมภารจากทั่วสารทิศ ต่างพร้อมเดินทางเข้ามาร่วมพิธีสรงน้ำพระบรมศพต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในศาลาสหทัยสมาคม

โดยบรรยากาศภายในศาลาสหทัยสมาคมเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังคอยอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เข้ามาร่วมพิธีด้วยการจัดระเบียบแถวเข้า – ออก พร้อมตักน้ำสรงพระบรมศพใส่ขันทองขนาดเล็กยื่นส่งให้

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาการสรงน้ำ บางคนถึงกับต้องให้ญาติมิตรที่มาด้วยจูงประคองออกไปด้านนอก ซึ่งยังคงแน่นขนัดด้วยพสกนิกรที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแจกแอมโมเนียให้กับผู้ที่เป็นลมท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว

king27

king26

king17

king09

king28

king08

king23
king16 king15 king12 king10 king11


เรื่อง : Red Apple_แพรวดอทคอม
ภาพ : ทีมช่างภาพอมรินทร์

ภาพหาดูยากของเรือใบฝีพระหัตถ์ลำจริงที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้มาจัดแสดงครั้งแรก!

ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานเรือใบฝีพระหัตถ์ลำจริงให้มาจัดแสดงครั้งแรกใน “นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2559

คงจะพอทราบกันมาบ้างแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ไม่ว่าจะเป็นงานช่างไม้ ช่างโลหะและช่างกล จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ซึ่งไฮไลท์ภายในงานนิทรรศการก็คือ เรือใบฝีพระหัตถ์ “เรือใบซูเปอร์มด” และ “เรือเวคา 2” ลำจริง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 หรือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้มาแสดงในงานนี้

super

เรือใบซูเปอร์มด (Super Mod) เป็นเรือใบประเภทม็อธ (International Moth Class) โดยพระองค์ทรงออกแบบให้เรือใบซูเปอร์มดนี้ให้มีการทรงตัวดีที่มีความเร็วมากขึ้น ตัวเรือคงทนแข็งแรง สู้คลื่นลมได้ดีและมีความปลอดภัยสูง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำเรือใบซูเปอร์มดเข้าร่วมแข่งขันกีฬานานาชาติเป็นครั้งแรกในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2510 โดยครั้งหลังสุดใช้ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 13 เมื่อ พ.ศ. 2528 ทั้งนี้ พระองค์ทรงพระราชทานพิมพ์เขียวของเรือใบซูเปอร์มดให้แก่สโมสรกรมอู่ทหารเรือ เพื่อใช้สร้างเรือในราคาย่อมเยาจำหน่ายแก่สมาชิก

waha2

เรือเวคา (Vega) 2 เป็นเรือใบประเภทโอเค (International OK Class) พระองค์ทรงพระราชทานชื่อว่า เรือเวคา (Vega) มีความหมายว่า “ดวงดาวที่สุกใส” ใน พ.ศ. 2510 พระองค์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนฯ ทรงนำเรือเวคา 2 เข้าร่วมแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 และทรงชนะเลิศเหรียญทองร่วมกันทั้งสองพระองค์

นอกจากเรือใบฝีพระหัตถ์ลำจริงที่นำมาแสดงในครั้งนี้แล้ว ภายในนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการแสดงโครงการในพระราชดำริที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยโครงการชัยพัฒนา และการพัฒนาคนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับโรงเรียนพระดาบส ถือเป็นอีกหนึ่งงานดีๆ ที่หาดูได้ยากยิ่งนัก

เรื่อง : saipiroon_แพรวดอทคอม

ภาพ : นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

“รับ” พระราชดำรัสที่ผูกพัน พระมหากษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก

“เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ราชอาณาจักรนั้นเปรียบเสมือนพีระมิด มีพระมหากษัตริย์อยู่บนยอด และมีประชาชนอยู่ข้างล่าง แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะตรงกันข้าม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องปวดคอ และบริเวณไหล่อยู่เสมอ”

ความตอนหนึ่งในบทพระราชทานสัมภาษณ์ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงพระราชทานแก่นิตยสาร “เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก” เมื่อปี 2525

ย้อนกลับไปวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคตอย่างกะทันหัน ท่ามกลางความทุกข์โศกสลดทั้งแผ่นดิน รัฐสภาได้เปิดประชุมเป็นกรณีเร่งด่วนในช่วงค่ำคืนนั้น พร้อมกับลงมติเห็นชอบตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่

ขณะนั้นหลายฝ่ายต่างวิตกกังวลกันว่าสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์(พระอิสริยศักดิ์ในเวลานั้น) อาจไม่ทรงยินยอม  จนเมื่อเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่  ตลอดถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง  รวมถึงนายกรัฐมนตรีและคณะนายกรัฐมนตรี  ได้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงเป็นผู้มีสิทธิในราชบังลังก์นั้น สมเด็จพระราชชนนีจึงได้ตรัสถามพระราชโอรสต่อหน้าที่ประชุมทั้งมวลว่า “รับไหมลูก”

ณ เพลานั้น สมเด็จฯเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชมีรับสั่งสั้นๆ เพียงว่า “รับ”  บรรดาผู้อยู่ในที่ประชุม ณ พระที่นั่งบรมพิมาน  พระบรมมหาราชวัง จึงพร้อมใจกันคุกเข่าลงกราบถวายบังคม…

นับจากวินาทีนั้น  ประวัติศาสตร์ของยุวกษัตริย์พระองค์ที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  และพระองค์ที่สองแห่งราชสกุล “มหิดล” ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

จากวันนั้นถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ คือ พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งของชาติไทยและของโลก  ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของพสกนิกรมาอย่างยาวนาน ด้วยทุกคนล้วนประจักษ์ชัดตรงกันว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก จวบจนสวรรคต ณ วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 นับเวลาแห่งการครองราชย์ได้ 70 ปี 4 เดือน 4 วัน

ขอน้อมอาลัยส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

อยู่ดี กินดี เพราะม่ีในหลวง

ชม 6 ศูนย์ศึกษาฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชี้ชัดใครกันที่ อยู่ดี กินดี เพราะมี ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในหลวงรัชกาลที่ 9… พ่อหลวง… พ่อของแผ่นดิน… ไม่ว่าใครจะเรียกพระองค์ว่าอย่างไร แต่ในใจคนไทยล้วนหมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ตลอด 70 ปี แห่งการครองราชย์ ไม่มีวันใดเลยที่พระองค์จะหยุดทรงงาน เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้อยู่ดีกินดี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา แพรว ขอร่วมเทิดพระเกียรติด้วยการนำเสนอหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” 6 ศูนย์ทั่วประเทศ ที่พระองค์ทรงพลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมให้กลายเป็นทอง จนเกษตรกรในพื้นที่สามารถปลดหนี้ กู้ศักดิ์ศรีเกษตรกรกลับคืนมาด้วยแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้จนถึงวันนี้

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ จังหวัดจันทบุรี

ในหลวงเกิดขึ้นจากพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงไปประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดจันทบุรี พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดว่า “ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตร ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลและจังหวัดจันทบุรี” ต่อมาศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จึงได้มีขึ้น

ในหลวง
ประจวบ ลีรักษาเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน

ประจวบ ลีรักษาเกียรติ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์มาตั้งแต่ปี 2529 ด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงทำให้เขาขอย้ายกลับมาที่ศูนย์ ในปี 2556 ทำงานสนองพระราชดำริมาจนถึงปัจจุบัน

มุ่งมั่นสนองงานจากยอดเขาสู่ท้องทะเล

“ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ที่มีพระราชประสงค์ให้พัฒนาการเกษตร ประมง จนปรับประยุกต์ไปในเรื่องของการท่องเที่ยว ทำให้ชาวบ้านในปัจจุบันมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ป่าที่เคยเสื่อมโทรมกลับมาเขียว จนถึงพื้นที่ป่าชายเลนรอบอ่าวคุ้งกระเบนถูกบุกรุกจนน้ำทะเลเข้าพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน สวนผลไม้เสียหาย ด้วยพระอัจฉริยภาพที่พระราชทานแนวทางให้ปรับปรุงพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมรอบอ่าวคุ้งกระเบนเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืนโดยให้ชาวบ้านดูแลและปลูกป่าชายเลนควบคู่กันไป ขณะเดียวกันเกษตรกรที่ได้มาเรียนรู้อบรมที่ศูนย์ก็มีการรวมกลุ่มอาชีพกัน เราพยายามนำกลุ่มทั้งหมดมาจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้ยืนอยู่บนขาตัวเองให้ได้

ในหลวง
‘ลุงหลวย’ หรือ ฉลวย จันทแสง เป็นเกษตรกรที่มาฝึกอบรมที่ศูนย์ ตั้งแต่ทำปุ๋ยหมักแล้วสามารถนำไปประยุกต์ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ จังหวัดสกลนคร

ในหลวงหากย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯแปรพระราชฐานมาเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดสกลนครเป็นครั้งแรก ทอดพระเนตรเห็นสภาพพื้นที่แห้งแล้ง ป่าถูกทำลาย ราษฎรยากจน จึงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ ให้แก่ราษฎร แล้วนับจากปี 2523 เป็นต้นมา พระองค์ท่านเสด็จฯมาประทับที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนครทุกปี บางปีเสด็จถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 ทรงเปิดศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน โดยมีพระราชดำรัสว่า

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานจะต้องเป็นที่รวบรวมงานด้านต่างๆ ตั้งแต่การพัฒนาด้านการผลิต การซื้อ และการจำหน่าย รวมทั้งงานวิชาการต่างๆ ให้ครบวงจรด้วย นอกจากนี้หากหน่วยงานราชการใดสนใจจะเข้ามาดำเนินการศึกษาในเรื่องต่างๆ ก็ย่อมกระทำได้ถ้ามีวัตถุประสงค์ร่วมในการมุ่งส่งเสริมให้ประโยชน์ต่อราษฎรให้มากที่สุด”

ในหลวง
สุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน

“เป็นแนวทางที่พวกเราที่ทำงานในศูนย์ศึกษายึดถือสืบต่อกันมาถึงวันนี้ครับ” สุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แม้จะเข้ารับตำแหน่งได้ 3 ปี แต่เมื่อเป็นคนอีสานโดยกำเนิด จึงสานต่อแนวทางพระราชดำริได้โดยไม่ยาก

ภูพานสตรอง แนวทาง 3 D

“ผมยอมรับเลยว่า เริ่มงานเดือนแรกหนักใจมากว่าจะรู้งานในส่วนอื่นได้อย่างไร เพราะผมเป็นข้าราชการกรมชลประทาน แต่ที่ศูนย์ศึกษามีทั้งเรื่องของการเกษตร แหล่งน้ำ สร้างอาชีพ ฯลฯ แต่ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน ทุกคนจึงพร้อมให้ความร่วมมือและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รวมทั้งผมก็อาศัยค้นคว้าเพิ่มเติม ทำงานอยู่ภายใต้บริบท สร้างน้ำ เพิ่มป่า พัฒนาชีวิตที่พอเพียง ภายใต้หลักการ 3 D คือ 1.ความรู้ดี 2.พันธุ์ดี 3.คนดี

ในหลวง
บังอร ไชยเสนา เธอเคยยากจนต้องเก็บขยะขายเพื่อหาเงินใช้หนี้ ธ.ก.ส. แต่เพียงแค่พลิกวิธีการทำเกษตรตามพระราชดำรัชในหลวง วันนี้กลายเป็นเกษตรกรเงินล้านและเกษตรกรดีเด่นจังหวัดสกลนคร

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ จังหวัดเพชรบุรี

วันที่ 5 เมษายน 2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ ทอดพระเนตรเห็นสภาพพื้นที่จึงมีรับสั่งว่า “พื้นที่นี้มีความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมากเกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกรงว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด”

ในหลวง
พ.ต.อ.นพพล ชาติวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย

พ.ต.อ.นพพล ชาติวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย เล่าถึงพระราชดำริที่ทรงก่อตั้งศูนย์ศึกษาว่า “เดิมพื้นที่แห่งนี้มีสภาพป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะกวาง เนื้อทราย ซึ่งเป็นสัตว์ประจำถิ่น ลงมากินน้ำในลำห้วยจำนวนมาก เพราะเป็นที่ดินในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จึงได้ชื่อว่า ‘ห้วยทราย’ เมื่อรัชกาลที่ 6 สวรรคต ประชาชนได้บุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อทำไร่ มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ภายในเวลาไม่ถึง 40 ปี สภาพพื้นดินจึงกลายเป็นดินเสื่อมโทรม ปลูกพืชไม่ได้”

แก้ปัญหาดินดานด้วยหญ้าแฝก

“เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นดินเสื่อมโทรม ดินร่วนปนทราย เมื่อขาดธาตุอาหาร ความชื้น และอากาศที่เหมาะสม ทำให้จับตัวกันแน่นแข็งที่เรียกว่า ‘ดินดาน’ ไม่สามารถเพาะปลูกพืชได้ จึงมีพระราชดำริให้ทดลองใช้หญ้าแฝกแก้ปัญหา จนปัจจุบันสามารถเพาะปลูกพืชได้แล้ว พระองค์ท่านทรงติดตามงานตลอดเวลา และมีพระราชดำรัสชื่นชมเมื่อปี 2540 ความตอนหนึ่งว่า “สิ่งที่ทำไว้ที่ห้วยทรายนับว่าประสบความสำเร็จดีมาก ต้องบันทึกไว้เป็นทฤษฎีหรือตำรา ฉันปลื้มใจมาก…” พระราชดำรัสดังกล่าวจึงเป็นขวัญและกำลังใจให้คณะทำงานของศูนย์อย่างหาที่สุดมิได้

ในหลวง
สำรอง แตงพลับ หรือลุงสำรอง เกษตรตัวอย่างของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย สามารถลืมตาอ้าปากได้ เพราะแนวทางการทำเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ จังหวัดเชียงใหม่

ในหลวงจากป่าเสื่อมโทรม-ดินหินกรวดแห้งแล้งจึงก่อกำเนิดศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ผู้อำนวยการคนที่ 4 ของศูนย์ศึกษา สุรัช ธนูศิลป์ เล่าว่า “ย้อนไปปี 2525 ขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง พระองค์ท่านเสด็จฯไปทอดพระเนตรอ่างเก็บน้ำของหมู่บ้าน ปัจจุบันคือ ‘อ่างห้วยฮ่องไคร้ 7’ ความจุประมาณ 2 ล้านลิตร

“พระองค์ท่านทรงวิเคราะห์ดินว่า เป็นหินกรวดแห้งแล้ง เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า มีไฟป่า ฝนตกมาคราใดก็ชะล้างหน้าดิน จนเหลือแต่หินกรวด ทั้งที่อยู่ห่างตัวเมืองแค่ 30 กิโลเมตร แต่ไม่มีใครบุกรุกที่ดินผืนนี้ เพราะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ พระองค์ท่านทรงนึกในพระราชหฤทัยว่า ‘ถ้าได้พื้นที่แห่งนี้มาจะทำให้คนอื่นอิจฉาภายใน 5 ปี’ ผอ.สุรัชเล่าพร้อมกับจ้องตาเรา นัยว่าเพื่อยืนยันเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกไว้

ในหลวง
สุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้

“ด้วยพระอัจฉริยภาพเรื่องการชลประทาน ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อหาน้ำให้พื้นที่ในศูนย์ทำกิจกรรมต่างๆ โดยทรงแนะนำให้ใช้หลักแรงโน้มถ่วง ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่ลายซึ่งอยู่สูงกว่า ไหลลงมาที่ห้วยฮ่องไคร้ เลือกผันน้ำเฉพาะช่วงฝนตกเยอะ ปริมาณน้ำล้นเกิน หรือช่วงเกษตรกรแม่ลายไม่ได้ใช้น้ำพร้อมกับสร้างฝายต้นน้ำลำธารกักความชื้น

“พอเริ่มมีน้ำจึงพระราชทานคำแนะนำให้ขุดคูน้ำจากฝาย กระจายออกเป็นก้างปลา และปลูกป่าตามแนวคูน้ำ ด้วยวิธีที่ทรงแนะนำทำให้พื้นที่ป่าเต็งรังแห้งแล้งเริ่มมีสภาพเปลี่ยนเป็นป่าเบญจพรรณ มีไม้ผลัดใบมากขึ้น เพราะดินมีความชื้น ระบบนิเวศป่าไม้เปลี่ยนไป ความหนาแน่นต้นไม้เพิ่มขึ้นจาก 100 ต้นต่อไร่เป็น 400 ต้นต่อไร่ จากพันธุ์พืช 50 กว่าชนิดเพิ่มเป็น 200 กว่าชนิด นี่คือผลสำเร็จของการฟื้นฟูป่า และทรงมีกุศโลบายให้ ‘ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง’ คือ ปลูกไม้ผลกินได้ ไม้เศรษฐกิจสำหรับสร้างบ้านเรือน ได้ไม้เชื้อเพลิงสำหรับทำฟืน ประโยชน์คือ กินได้ ใช้สอยได้ และเมื่อคนเข้าใจว่าป่าเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีของกินของใช้ เขาก็จะไม่ทำลายป่า รักษาความชุ่มชื้นไว้ในดิน เกิดการอนุรักษ์ดินและน้ำ กลายเป็นประโยชน์ประการที่สามและสี่ตามมา”

ในหลวง
อุ่นเรือน เกิดสุข เกษตรกรต้นแบบของศูนย์ศึกษา ที่น้อมนำแนวพระราชดำริจนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองได้

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ จังหวัดนราธิวาส

ไม่ว่าดินแดนนั้นจะอยู่แสนไกลสุดปลายด้ามขวานไทย ก็ไม่ไกลเกินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินถึง แล้วเมื่อพระองค์ท่านทอดพระเนตรความทุกข์ยากของชาวบ้านที่จังหวัดนราธิวาส ที่เดือดร้อนเรื่องพื้นที่ทำกิน จึงมีพระราชดำริให้ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองขึ้น

ในหลวง
สายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง

“ชีวิตราชการดิฉันเริ่มต้นที่นี่” ผู้อำนวยการ สายหยุด เพ็ชรสุข เริ่มต้น ใครจะคิดว่าเมืองนราธิวาส พื้นที่ชายแดนใต้ที่มีสถานการณ์ไม่สงบ ผู้อำนวยการศูนย์ที่ต้องคลุกคลีกับชาวบ้านทั้งสองศาสนาจะเป็นผู้หญิง เป็นเพราะพระบารมีที่ทำให้เธอรับราชการมาได้ยาวนานถึง 24 ปี

พลิกพื้นดินเปรี้ยวสู่แผ่นดินทอง

“หลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จฯมาที่ภาคใต้เมื่อปี 2502 อย่างต่อเนื่อง เยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ พบปัญหาในที่ดินทำกิน บางคนถวายฎีการ้องเรียนเรื่องที่ดินทำกิน เพราะจากสภาพพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส เป็นพื้นที่พรุที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือพรุบาเจาะ และพรุโต๊ะแดง ปัญหาคือดินเปรี้ยวจัด ชาวบ้านไม่สามารถทำการเกษตรได้ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ศึกษาและค้นคว้าวิจัยหารูปแบบในการพัฒนาพื้นที่พรุให้ชาวบ้านสามารถใช้เป็นพื้นที่ทำกินได้

ในระยะแรกมีพระราชดำริในเรื่องจัดการระบบชลประทาน และแก้ปัญหาเรื่องดินเปรี้ยวจัด ซึ่งพระราชทานแนวทางเรื่องโครงการแกล้งดิน รวมทั้งหาอาชีพเสริมให้ชาวบ้าน จะได้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีพระราชดำริให้ทำงานแบบบูรณาการ ทั้งเรื่องดิน น้ำ ป่าไม้ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องโรคเท้าช้าง จึงให้กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาดูแล รวมทั้งในพื้นที่พรุมีหญ้ากระจูด ชาวบ้านนำมาสานเสื่อและเครื่องใช้ต่างๆ มีพระราชดำริให้กระทรวงอุตสาหกรรมมาส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน”

ในหลวง
จิรปรียา ประพันธ์วงศ์ ครอบครัวเธออาศัยอยู่ใกล้กับศูนย์ศึกษามานาน เธอเดินเข้ามาศึกษาการเพาะเห็ดที่ศูนย์ศึกษาชีวิตก็เปลี่ยน จากที่เคยปลูกแม้แต่หญ้ายังไม่ขึ้น ทุกวันนี้เป็นเจ้าของที่ดิน 11 ไร่ ทำเกษตรผสมสานตามแนวพระราชดำริ

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ในหลวงที่นี่คือปฐมบทของศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริของประเทศไทยดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่าประวัติพระราชทานแก่ประธานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 26 สิงหาคม 2531 ว่า

“…ประวัติมีว่า ตอนแรกมีที่ดิน 264 ไร่ ที่ผู้ใหญ่บ้านให้เพื่อสร้างตำหนักในปี 2522 ที่เชิงเขาหินซ้อนใกล้วัดเขาหินซ้อน ตอนแรกก็ต้องค้นคว้าว่า ที่ตรงนั้นคือตรงไหน ก็พยายามสืบถามก็ได้พบบนแผนที่พอดี อยู่มุมบนของระวางของแผนที่ จึงต้องต่อแผนที่ 4 ระวางสำหรับให้ได้ทราบว่าสถานที่ตรงนั้นอยู่ตรงไหน ก็เลยถามผู้ที่ให้ที่นั้นนะ ถ้าหากไม่สร้างตำหนักแต่ว่าสร้างเป็นสถานที่ที่จะศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรจะเอาไหม เขาบอกยินดี ก็เลยเริ่มทำในที่นั้น…”

เกษตรรู้จริง จึงสำเร็จ

ในหลวง
อนุวัชร โพธินาม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน

นับจากวันนั้นศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนได้เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้รับสนองงานในวันนี้คือ อนุวัชร โพธินาม ในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา กล่าวว่า

“การที่เกษตรกรจะทำสำเร็จได้นั้นไม่ใช่แค่มีองค์ความรู้ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ มากมายที่เกษตรกรต้องเรียนรู้ เพราะแต่ละพื้นที่มีปัจจัยแตกต่างกัน การสร้างศูนย์เรียนรู้ที่สำเร็จขึ้นมาเป็นต้นแบบให้เกษตรกร ทำให้เขาเห็นว่าสามารถทำได้สำเร็จ ไม่ใช่แค่การเล่าจากปากต่อปาก และการที่เกษตรกรจะทำสำเร็จได้นั้นไม่ใช่ทำแค่คนเดียว แต่ชุมชนต้องเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เกษตรกรพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืนจริงๆ”

ในหลวง
ปราณี สังอ่อนดี ชาวฉะเชิงเทราที่เคยทิ้งความยากจนไปเป็นสาวออฟฟิศอยู่กรุงเทพฯ หวนคืนกลับมาพัฒนาพื้นดินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้โดยมีคาถาประจำตัวคือ ‘ตั้งใจ’ และ ‘มีความเพียร’

 

ที่มา : นิตยสารแพรวฉบับที่ 833 ปักษ์วันที่ 10 มิถุนายน 2559

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับ 9 พระอัจฉริยภาพ แห่งแรงบันดาลใจ

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยได้ประจักษ์ถึง พระอัจฉริยภาพหลากหลายด้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ นิตยสาร แพรว ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญ 9 ท่านที่เป็นตัวแทนบอกเล่าพระอัจฉริยภาพ 9 ด้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนชีวิตและความคิดให้แก่บุคคลเหล่านี้ รวมถึงคนไทยทุกคน

พระอัจฉริยภาพด้านศาสนา

พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยเจ้าคณะภาค 2 เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารกรรมการมหาเถรสมาคม

1-1“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระปฐมบรมราชโองการในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 คือแสงทองแรกของแผ่นดินนี้ โดยพระราชาที่พระพรหมบัณฑิตกล่าวว่าทรงเป็นต้นแบบที่หาได้ยากยิ่ง

“บุคคลที่เป็นอัจฉริยะคือ ผู้ที่สามารถบูรณาการความรู้ต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถนำสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น นำวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงกับศาสนาได้อย่างกลมกลืน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาใครเป็นแบบนั้น แต่บุคคลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“สิ่งหนึ่งที่อาตมาประทับใจในพระอัจฉริยภาพของพระองค์คือ พระราชนิพนธ์ที่เกี่ยวกับศาสนาเช่น พระมหาชนก ซึ่งแสดงถึงความเข้าใจในศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทั้งที่ต้นฉบับเป็นภาษาสันสกฤตและมีขนาดยาว แต่ทรงแปลและทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่ด้วยความไพเราะทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังทรงเสนอมุมมองใหม่ ๆ อันรวมถึงพระบรมราโชวาทที่ทรงนำธรรมะไปปรับใช้แล้วพระราชทานแก่ประชาชนอย่างแนบเนียนและกลมกลืน

“แม้แต่การปกครองของพระองค์ก็สะท้อนอยู่ในทศพิศราชธรรม ดังพระปฐมบรมราชโองการ ‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม’ และตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ ทรงแสดงให้ทุกคนประจักษ์ชัดแล้วว่า พระราชจริยวัตรของพระองค์ทรงอยู่ในธรรม ไม่เคยคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย

“หากยกตัวอย่างทศพิศราชธรรมข้อแรกคือ ทาน ถ้าเราทำบุญก็เป็นทานส่วนตน แต่ทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ อันเป็นที่มาของโครงการตามแนวพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ นี่คือเหตุผลว่าในรัชกาลปัจจุบัน ถ้าประชาชนคิดถึงในหลวง ต้องทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ตั้งแต่การบวช ปลูกป่า รักษาสิ่งแวดล้อม จะมีใครในโลกที่สามารถทำให้คนอยากทำความดีได้พร้อมเพรียงกันขนาดนี้

“ทรงเป็นต้นแบบที่มีพลานุภาพ และทรงเป็นผู้นำที่อยู่ในใจของผู้คนอย่างแท้จริง”

พระอัจฉริยภาพด้านเศรษฐศาสตร์

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

2-1

แม้จะเกษียณมา 17 ปีแล้ว แต่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลยังคงถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุด

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้ให้และนึกถึงผู้อื่นตลอดเวลา ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ผมเรียนมาจะลงทุนอะไรต้องยึดหลักผลตอบแทนว่า ทำแล้วได้กำไรหรือเปล่า แต่ในสายพระเนตรของพระองค์ท่าน หลายสิ่งตีค่าเป็นเงินไม่ได้ พระองค์ท่านเคยตรัสกับผมว่า ถ้าเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เราตีราคาไม่ได้หรอก คนไม่ใช่วัตถุช่วยได้เท่าไหร่ก็ต้องช่วย เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์พระราชดำรัสนี้สวนทางกับกระแสสังคมในปัจจุบันที่นิยมเงินและวัตถุ กอบโกยทุกอย่างจากประเทศชาติโดยลืมไปว่าตัวเองก็ยืนอยู่บนผืนดินนั้นด้วย และที่สำคัญคือ ลืมไปว่าลูกหลานที่รับช่วงต่อเขาจะอยู่กันอย่างไร

“ในปีที่เริ่มเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2539 พระองค์ท่านทรงสอนหลักเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเกิดการถกเถียงกันเยอะ นักวิชาการบางคนสรุปไปว่าเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะสำหรับคนยากจน แต่ที่จริงแล้วเหมาะสำหรับคนทั้งโลก โดยยึดหลักของความพอประมาณใช้ให้พอดีกับความต้องการของตัวเอง คำว่าพอเพียง ไม่ได้หมายถึงต้องนุ่งผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง พระองค์ท่านตรัสว่าขับรถเบนซ์ก็ได้ ดูทีวีจอโต ๆ ก็ได้ แต่ต้องไม่กู้เงินใครเขามา มีเงินแค่ไหนก็ควรกินอยู่แค่นั้น

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับสั่งกับผมตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปถวายงานว่า ‘ไม่มีอะไรจะให้นะ นอกจากความสุขที่ได้ร่วมกันทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น’ ประโยคนี้กลายเป็นกุญแจสำคัญในชีวิต แม้มีเงินร่ำรวย แต่ต้องนอนอยู่ในไอซียูจะมีความสุขอะไร ต่างจากการที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่กลับมอบความสุขใจ

“ผมจึงภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็น 1 ใน 65 ล้านคนที่มีโอกาสถวายงานพระองค์ท่านครับ”

พระอัจฉริยภาพด้านการศึกษา

ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา

3ท่านผู้หญิงทำงานที่โรงเรียนจิตรลดามานานเกือบ 6 ทศวรรษแล้วและท่านยังคงยึดมั่นในพระบรมราโชบายด้านการศึกษาที่ได้พระราชทานไว้เป็นแนวทางตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียน

“ดิฉันภาคภูมิใจที่ได้เคยถวายพระอักษรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอที่โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งก่อตั้งมาครบ 60 ปี แล้ว โดยมีท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์ เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งโรงเรียนจิตรลดาเริ่มมีชั้นอนุบาลที่พระที่นั่งอัมพรสถาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯทรงเป็นนักเรียนจิตรลดาพระองค์แรก ต่อมาใน พ.ศ. 2500 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเข้าศึกษาในชั้นอนุบาล ท่านผู้หญิงทัศนีย์ได้เรียกให้ดิฉันเข้ามาช่วยถวายการสอนและเป็นครูประจำชั้น

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและละเอียดอ่อนทางด้านการศึกษา พระองค์ทรงวางรากฐานเริ่มแรกว่า เด็กเพิ่งมาจากบ้าน อย่าบังคับ ครูควรทำให้เด็กรู้สึกว่าที่โรงเรียนเหมือนบ้านหลังที่สอง และดูแลเขาอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งหัดให้เด็กดูแลตัวเองได้รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและรู้จักระเบียบวินัย ถ้าหัดได้อย่างดี เด็กก็จะจำและนำไปใช้จนเป็นผู้ใหญ่ และจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป นักเรียนในชั้นสูงขึ้น ทรงเน้นว่าไม่ควรเรียนเฉพาะในหนังสือ แต่ควรมีความรู้รอบตัวด้วย พระองค์ท่านจะเสด็จฯมาทอดพระเนตรการสอน การตรวจสมุดแบบฝึกหัดของครู พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราโชบายและพระราชดำริอย่างใกล้ชิด

“พระองค์มีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรส พระราชธิดาได้เข้าพระทัยสภาพแวดล้อมภายนอกและปัญหาของผู้อื่น ฉะนั้นเด็กที่เข้ามาเรียนร่วมในชั้นเดียวกันจะมีหลายสถานภาพ ในชั้นเรียนของทูลกระหม่อมหญิงมีพระสหายร่วมชั้นเรียน ซึ่งมาจากครอบครัวต่างสถานภาพ และในชั้นเรียนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯก็เช่นเดียวกันทรงมีพระบรมราโชบายไม่ให้ครูถวายสิทธิพิเศษแด่พระราชโอรสพระราชธิดา เพื่อจะได้ทรงวางพระองค์อย่างถูกต้อง มีระเบียบวินัยและมีความรับผิดชอบ

“พระราชวิสัยทัศน์อีกประการหนึ่งคือ มีรับสั่งอยู่เสมอว่า คนเรามีความรู้ความสามารถไม่เหมือนกัน ฉะนั้นต้องดูความถนัดของแต่ละบุคคลหาสิ่งที่เขาถนัดมาให้ศึกษา ทั้งที่ตอนนั้นเมื่อหกสิบปีที่แล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้เน้นเรื่องเหล่านี้ ทรงทอดพระเนตรผลการศึกษาแต่ละวิชาของนักเรียนจิตรลดาด้วยพระองค์เองเสมอ และต่อมาในปี 2526 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เป็นองค์บริหารโรงเรียนจิตรลดา

“ทุกวันนี้โรงเรียนจิตรลดายังคงยึดมั่นในพระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสมอมา ปัจจุบันความรู้ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่ก็ต้องใช้ความรู้ให้เป็น

“ถ้าใช้ถูกต้องจะเป็นคุณมหาศาลในการดำรงชีวิต เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมและประเทศชาติอย่างยิ่ง”

พระอัจฉริยภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุข

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อรุณ เผ่าสวัสดิ์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช

4พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีความห่วงใยเอื้ออาทรต่อทุกข์สุขของพสกนิกร โดยเฉพาะในด้านสุขภาพอนามัย ดังที่มีรับสั่งว่า “…ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติก็คือ พลเมืองนั่นเอง…”

“ตามที่ผมสังเกต แม้พระองค์ท่านจะมีพระราชภารกิจมากมายในทุกด้าน แต่เรื่องการแพทย์และสาธารณสุขนั้นทรงมีความห่วงใยในสุขอนามัย ความเป็นอยู่ของประชาชนเสมอ เมื่อก่อนเวลาเสด็จฯที่ไหนที่ยังไม่มีหน่วยแพทย์ก็พระราชทานยา พอมีหน่วยแพทย์เข้าไปแล้วก็เสด็จฯเข้าไปเยี่ยมเยียน ทรงมีความรู้ทางสาธารณสุขพอสมควร เวลาเสด็จฯไปที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลบางแห่ง ก็จะทรงทราบว่าที่นั้นมีจุดไหนที่ต้องช่วยเหลืออะไรบ้าง แม้กระทั่งตอนที่ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชต้องถวายงาน วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯมา มีรับสั่งถามว่า ‘จะเลี้ยงยุงเหรอ เอาน้ำมาขังไว้ทำไม’ คือทอดพระเนตรสังเกตเห็นหลุมบ่อมีน้ำขังบริเวณรั้วด้านหน้าหรือหลังตึก ซึ่งเราไม่ได้เดินเข้าไปดูแต่ทรงใส่พระทัยมาก เพราะยุงไม่ได้อยู่แค่ในรั้วโรงพยาบาล แต่บินข้ามไปฝั่งอื่นได้

“แน่นอนว่า เมื่อตอนที่พระองค์ท่านยังเสด็จออกทรงงานและเยี่ยมประชาชน ไม่ว่าจะเป็นท้องไร่ท้องนากันดารแค่ไหน ก็เสด็จลงแล้วเราจะไม่ตามอย่างเชียวหรือ เมื่อตอนผมหนุ่ม ๆ ผมจึงออกไปตามหัวเมืองปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือด้านการแพทย์ คือศิริราชจะเปิดช่วงงานไว้ว่าปีหนึ่งจะต้องส่งหมอออกไปช่วยในถิ่นทุรกันดาร อย่างผมเลือกไปอุดรธานีติดต่อกันหลายปี ไปครั้งละประมาณหนึ่งเดือน

“พระองค์ท่านมีพระเมตตาต่อคนทุกคน ทรงเห็นเหมือนกับเป็นญาติ ไม่ทรงรังเกียจอะไรเลย และไม่ทรงเคยโยนความรับผิดชอบสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทราบอยู่แล้วไปให้ผู้อื่น เมื่อทรงริเริ่มอะไรไว้แล้วจะทรงติดตามความคืบหน้าอยู่เสมอ

“สำหรับผม ไม่มีคำสอนจากพระองค์เป็นการส่วนตัว แต่ตัวอย่างทุก ๆ เรื่องจากที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติอยู่ ผมจดจำมายึดเป็นแนวทางปฏิบัติทั้งหมด”

พระอัจฉริยภาพด้านกีฬา

พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

5-1ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ตรัสถึงความสำคัญของกีฬาไว้ว่า “กีฬานั้น…ช่วยกล่อมเกลาให้เด็กมีจิตใจอดทน กล้าหาญ รู้แพ้รู้ชนะ…เป็นผลสืบเนื่องไปถึงการเป็นพลเมืองของชาติ…”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดทรงกีฬาเรือใบอย่างมาก สิ่งที่เป็นประจักษ์แก่สายตาประชาชนชาวไทยและคนทั่วโลกคือ นอกจากจะทรงเรือใบได้เก่งแล้ว ยังทรงสามารถคิดค้น ออกแบบและต่อเรือใบด้วยพระองค์เองหลายลำ ลำแรกที่ทรงต่อเองคือเรือใบประเภทเอนเตอร์ไพร้ส์ ลำที่สองคือเรือใบประเภทโอเค โดยพระราชทานนามว่า ‘นวฤกษ์’ ทรงนำเรือใบชนิดนี้เข้าแข่งขันกีฬาแหลมทองและคว้ารางวัลชนะเลิศ ซึ่งพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและองค์เดียวที่ลงแข่งขันในทวีปเอเชีย นอกจากนี้ยังทรงออกแบบเรือใบมดที่ดัดแปลงจากเรือใบประเภทม็อธ ให้มีขนาดเล็กลงเหมาะสมกับรูปร่างคนไทย

“เหตุการณ์ที่ผมยังรู้สึกประทับใจจนถึงวันนี้คือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเรือใบประเภทโอเค ที่ทรงต่อด้วยฝีพระหัตถ์ชื่อ ‘เวคา’ ข้ามจากวังไกลกังวลมายังสัตหีบพระองค์ท่านทรงเรือใบด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง เป็นระยะทาง 60 ไมล์ทะเล ใช้เวลากว่า 17 ชั่วโมง มีเพียงแซนด์วิชและน้ำชาจีนเป็นเสบียงตลอดทั้งวัน พระองค์ท่านเป็นพระมหา-กษัตริย์พระองค์เดียวในโลกที่มีพระปรีชาสามารถในการทรงเรือใบทางไกลยอดเยี่ยม ในแบบที่ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเคยทำมาก่อน

“ในฐานะที่ผมเป็นนายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านจึงเป็นทั้งแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ตัวผมเองเคยมีโอกาสแล่นเรือใบมาบ้าง ปรัชญาที่แฝงไว้ในกีฬาชนิดนี้คือ การดำเนินชีวิตไม่ต่างอะไรกับการนำเรือไปสู่จุดหมาย บางครั้งอาจต้องเจอกับความทุกข์ยากเปรียบเสมือนการเผชิญคลื่นลมและอากาศแปรปรวนผู้เล่นเรือใบต้องมีสติ สามารถนำชีวิตและเรือไปให้ถึงปลายทาง

“เหมือนดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงแสดงให้เห็นในการแล่นเรือใบหลายต่อหลายครั้งครับ”

พระอัจฉริยภาพด้านจิตรกรรม

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี จิตรกร

6 จิตรกรอิสระผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์จนเป็นที่ยอมรับและเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เยาวชนรุ่นหลังมากว่า 20 ปี ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการทำงานมาจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“สมัยเด็กผมเห็นภาพวาดฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แล้วไม่ค่อยเข้าใจ กระทั่งเมื่อได้เรียนศิลปะ จึงเข้าใจว่า ศิลปะไม่ใช่งานที่เหมือนจริงเท่านั้น แต่เป็นงานที่แสดงออกถึงความคิด อารมณ์ความรู้สึก ผลงานภาพฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่หัวมีครบถ้วนทุกอย่างทรงพระอัจฉริยภาพด้านจิตรกรรมอย่างแท้จริง

“พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเริ่มวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน จากนั้นก็เริ่มสะสมทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นพระบรมรูปหล่อจำลอง พระบรมรูปปั้นภาพพิมพ์ พระบรมฉายาลักษณ์ในอดีต เหมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราต้องเคารพกราบไหว้ เป็นศรีแก่ตัวเอง

“นอกจากนี้ผมยังได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

“ ‘ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง’

“หน้าที่ของศิลปินหรือคนเขียนรูปคือ การเขียนรูปออกมาให้ดีที่สุด รับผิดชอบงาน และต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานศิลปะ พอยิ่งอายุมากขึ้น เรายิ่งต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง เพราะเมื่อประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง มีรุ่นน้องมาชื่นชมว่าเราเป็นต้นแบบเป็นตัวอย่าง ฉะนั้นเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขา

“ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ต่องานของตัวเองแล้ว งานที่ออกมาไม่ซื่อสัตย์สำหรับผมก็คืองานปลอม ซึ่งไม่มีค่าอะไรเลย”

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

นิติกร กรัยวิเชียร นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

7“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าแก่สังคม ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง”

“พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานให้คณะกรรมการสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์รุ่นบุกเบิกเมื่อหลายสิบปีก่อนนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทรงให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพมาก และมีพระราชประสงค์ให้นักถ่ายภาพทุกคนตระหนักอยู่เสมอในการนำภาพถ่ายไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวม

“แม้ว่าผมจะเกิดไม่ทันช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยทางด้านการถ่ายภาพ แต่เรื่องราวและภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่านจำนวนมากก็ได้รับการเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ทำให้เราสามารถศึกษาและมองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่ยังทรงพระเยาว์ขณะประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่าโปรดการถ่ายภาพตั้งแต่ได้รับพระราชทานกล้องถ่ายภาพกล้องแรกจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อมีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา โดยระยะแรกทรงฉายภาพบุคคลใกล้ชิด รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ทอดพระเนตรเห็นในแต่ละวัน จากนั้นทรงทดลองฉายภาพที่มีมุมมองด้านศิลปะ และทรงมีเทคนิคการถ่ายภาพที่ซับซ้อนมากขึ้น

“จนกระทั่งช่วงที่ทรงได้พบกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็ได้ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ขณะที่ทรงเป็นพระคู่หมั้นที่งดงามออกมาเป็นจำนวนมาก หลังจากพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระฉายาลักษณ์พระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ จนเวลาผ่านไปพระราชกรณียกิจในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนมากขึ้นตามลำดับภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในช่วงนั้นก็ได้แปรเปลี่ยนไปเน้นเป็นภาพที่ทรงฉายขณะที่ทรงงานในพื้นที่ อันเป็นการบันทึกภาพสำหรับทรงใช้เป็นข้อมูลเพื่อให้การทรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อความสุขของอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง นับเป็นแบบอย่างที่ประเสริฐที่สุดแก่นักถ่ายภาพทุกคน

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทรงพระมหากรุณาธิคุณกับวงการถ่ายภาพของประเทศไทยเป็นอเนกประการ โดยได้ทรงรับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งแต่ปี 2504ทั้งยังได้พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศการประกวดภาพถ่ายของสมาคมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยตัดสินรางวัลชนะเลิศจากภาพที่เข้ารอบสุดท้ายด้วยพระองค์เองอีกด้วยนอกจากจะทรงตัดสินภาพแล้ว ในบางครั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขาธิการอัญเชิญพระราชดำรัสว่าภาพที่ได้รับรางวัลนั้นหากปรับปรุงบางส่วนตามที่ทรงแนะนำ ก็จะทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ยังความปลาบปลื้มแก่เจ้าของภาพและบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างหาที่สุดมิได้

“ส่วนตัวผมเองก็ได้ทำงานบริการสังคมในการบริหารงานสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และงานถ่ายภาพบุคคลสำคัญของชาติ ตามความถนัดของตนเอง เพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยบันทึกประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองเราด้วยภาพถ่าย

“แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิด แต่ก็มีความภาคภูมิใจที่ได้น้อมนำพระบรมราโชวาทที่อัญเชิญมาในตอนต้นมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้”

พระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาชนบท

พิมพรรณ ดิศกุล อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

8เมื่อ “สมเด็จย่า” เสด็จฯมาที่ดอยตุง เมื่อ พ.ศ. 2530 มีรับสั่งว่า“ตกลงฉันจะสร้างบ้านที่นี่ แต่ถ้าไม่มีโครงการดอยตุง ฉันก็ไม่มา”

“สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงศึกษาโครงการตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สามแห่ง เพื่อนำมาปรับใช้ที่ดอยตุง พระองค์ท่านเสด็จฯไปยังศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการปลูกป่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสร็จไปศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดูเรื่องการปลูกพืชทดแทนพืชเสพติด และ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ราชเลขานุการในพระองค์ (ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์) ไปที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เพื่อดูงานการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จะบอกว่าโครงการพัฒนาดอยตุงเป็นโครงการที่แม่เรียนจากลูกก็ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งลูกก็เรียนมาจากแม่เช่นกัน

“จึงเรียกได้ว่าโครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการหลักของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการตามทั้งวิธีคิดและวิธีการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จย่า คือ เอาคนเป็นตัวตั้ง เข้าใจเข้าถึงข้อมูลจริง และรู้ถึงข้อมูลทางภูมิสังคม แปลว่าไม่ใช่แค่ข้อมูลทางกายภาพ แต่ต้องรู้ถึงข้อมูลเชิงวัฒนธรรม ความคิดความรู้สึก ความเชื่อ เป็นข้อมูลทางสังคมที่จับต้องไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญภาพที่ประทับบนพื้นดิน กางแผนที่ฟังชาวบ้านทูลรายงาน เป็นภาพที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนทำงานตามรอยพระองค์ท่าน คือ ออกไปฟังเสียงประชาชนจริง ไปเรียนรู้จากปัญหาของชุมชนจริง และพยายามทำงานตามข้อมูลจริง เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์ได้จริงและตรงจุด

“ความสำเร็จจากการพัฒนาตามพระราชปณิธานและแนวพระราชดำริของทั้งสองพระองค์เป็นที่ประจักษ์แล้ว จากบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่เดิมเป็นทุ่งฝิ่น มีกองกำลังชนกลุ่มน้อย มีเสียงปืนดังเป็นเรื่องปกติคนยากจนมาก วันนี้เป็นวันที่ทุกคนมีชีวิตมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ และอยู่กับป่าอย่างร่มเย็น

“ปัจจุบัน องค์ความรู้ด้านการพัฒนาตาม ‘ตำราแม่ฟ้าหลวง’ ได้ขยายผลต่อในพื้นที่อื่นทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น โครงการขยายผลที่จังหวัดน่าน ที่ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ‘ปลูกป่า ปลูกคน’บนพื้นที่ 250,000 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอ ได้แก่ ท่าวังผา สองแควและเฉลิมพระเกียรติ และที่ต่างประเทศ เช่น พม่า อัฟกานิสถานและอินโดนีเซีย

“องค์กรระหว่างประเทศและนานาชาติให้การยอมรับและยกย่องให้เราเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) มูลนิธิชวาป (Schwab Foundation for Social Entrepreneurship) สวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนั้นยังได้รางวัลนิเคอิเอเชีย (Nikkei Asia) จากญี่ปุ่น ในฐานะองค์กรยอดเยี่ยมของเอเชียทางด้านการพัฒนาชุมชนและวัฒนธรรม เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคนี้

“ในขณะที่ทั้งโลกยังคงพยายามหาคำตอบถึงปัญหาต่าง ๆ น่าภูมิใจมากที่ประเทศไทยมีองค์ความรู้ของคำตอบนั้นคือหลักเศรษฐกิจ พอเพยี ง

“และดอยตุงเป็นหนึ่งในโครงการที่เห็นถึงความสำเร็จเป็นรูปธรรมจากการนำศาสตร์ของพระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวงมาปรับใช้”

พระอัจฉริยภาพด้านดนตรี

เอกชัย เจียรกุล นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก

9-2“เบิร์ด – เอกชัย เจียรกุล” หนุ่มเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์กีตาร์คลาสสิกอันดับหนึ่งของโลกจากการประกวดจากเวที GFA ประเทศสหรัฐอเมริกา เขามีบทเพลงพระราชนิพนธ์เป็นแรงนำใจ

“บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีอิทธิพลต่อชีวิตผมมาก จำได้ว่าตอนเรียนอยู่ชั้น ม.1 ผมฟังรุ่นพี่ในวงโยธวาทิตเล่นกีตาร์คลาสสิก เพลงชะตาชีวิต แล้วประทับใจมาก นอกจากทำนองที่ไพเราะแล้วเนื้อหายังจับใจอีกด้วย ผมเริ่มหัดเล่นกีตาร์ตั้งแต่นั้น และใช้เวลาหัดอีก 3 เดือนจึงเล่นเพลงนี้ได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของผมในฐานะนักกีตาร์คลาสสิก

“จนเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสทำโปรเจ็คท์พิเศษร่วมกับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เชิญ 15 บทเพลงพระราชนิพนธ์มาเรียบเรียงโดยนักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 และต่อเนื่องไปถึงโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาทำให้รู้สึกมีความผูกพันและประทับใจบทเพลงพระราชนิพนธ์มากขึ้น อย่างล่าสุดผมไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ต่างประเทศกว่า 9 เดือนก็อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ไปเล่นด้วยทุกครั้ง

“ผมคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในโลกที่ทรงพระปรีชาในการพระราชนิพนธ์เพลงได้ไพเราะ ทรงมีประสบการณ์ด้านดนตรีสูง แต่ละเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ล้วนมีชั้นเชิงผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊สและป็อป มีความไพเราะอยู่เหนือกาลเวลา ผมเคยดูวิดีโอที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงดนตรีร่วมกับเบนนี่ กู๊ดแมน นักดนตรีแจ๊สระดับโลกพระองค์ท่านทรงพระอัจฉริยภาพมาก เวลาเล่าเรื่องนี้ให้นักดนตรีชาวต่างชาติฟัง ทุกคนจะตื่นเต้น เพราะผู้ที่จะได้ร่วมเล่นกับนักดนตรีระดับโลกต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา และพระองค์ท่านก็ทรงเป็นหนึ่งในนั้น

“ความฝันสูงสุดในชีวิตผมคือ การมีโอกาสเล่นกีตาร์คลาสสิกแสดงเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ครับ”

ที่มา : นิตยสารแพรวฉบับที่ 833 ปักษ์วันที่ 10 มิถุนายน 2559

จากค่ำคืนถึงเช้า…ประชาชนพร้อมใจรอถวายน้ำสรงพระบรมศพ แน่นถนนหน้าพระลาน

14 ตุลาคม 2559 เช้าแรกของประชาชนคนไทยที่ไม่เหมือนเดิม นับจากการประกาศการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559  เวลา 15.52 น.

ทั้งนี้ประชาชนชาวไทยจากทั่วสารทิศต่างพากันมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมาก ที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2559 จนถึงขณะนี้ และในเวลาเดียวกันด้านฝั่งพระนคร บริเวณถนนโดยรอบพระบรมมหาราชวังก็ได้มีประชาชนมารอถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์กันตั้งแต่เช้าของวันที่ 14 ตุลาคม 2559 โดยช่วงเวลาประมาณ 02.00 ของวันดังกล่าว ทางสำนักงานโยธากรุงเทพมหานครได้ทำการปรับพื้นผิวหน้าถนนใหม่เพื่อความสะดวกต่อการเคลื่อนพระบรมศพมายังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

และในขณะนี้ประชาชนที่เดินทางมาก็ทยอยกันต่อแถวเพื่อรอเข้าไปถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศกันอย่างเนืองแน่น

king06

king01

king14

king20

king18

king21

king32

king33

king05     king35 king31

king22 king07

king30

king04

king19


สำนักพระราชวังเผยแพร่กำหนดการ พระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559 เวลา 17.00 น. โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี เทียบรถยนต์พระที่นั่งที่ประตูกำแพงแก้ว พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นเสด็จขึ้นทางบันไดพระที่นั่งพิมานรัตยา เสด็จเข้าในพระฉาก ซึ่งพระบรมศพบรรทมอยู่บนพระแท่น

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสำหรับพระบรมศพบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร จากนั้นทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยกราบถวายบังคมพระบรมศพ ทรงรับหม้อน้ำพระสุคนธ์ โถน้ำขมิ้น และโถน้ำอบไทยจากเจ้าพนักงานสนมพลเรือนถวายสรงที่พระอุระพระบรมศพ จากนั้นทรงหวีเส้นพระเจ้าขึ้นครั้งหนึ่ง หวีลงอีกครั้งหนึ่ง แล้วหวีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วหักพระสางนั้น วางไว้ในพานซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่

เสด็จฯ ไปประทับพระราชอาสน์ที่นอกพระฉาก เลขาธิการสำนักพระราชวัง กราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเข้าไปทรงวางซองพระศรี บรรจุดอกบัวและธูปเทียน ทรงรับแผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์ ทรงรับพระชฎาห้ายอดเจ้าพนักงาน วางข้างพระเศียร

ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 10 นายเชิญหีบพระบรมศพ มีตำรวจหลวงนำ 4 นาย ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯตามพระบรมศพ ทรงยืนที่หน้าพระราชอาสน์ เสด็จฯไปทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

จากนั้นทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นพระมหาเศวตฉัตร ทรงกราบ เสด็จฯทรงทอดผ้าไตร 10 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ เสด็จฯ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุุโมทนา ออกจากพระที่นั่งแล้ว เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์เที่ยวละ 10 รูป จำนวน 9 เที่ยว ขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ เสด็จฯ ไปทรงทอดผ้าไตร ทำปฏิบัติเช่นนี้จนครบ 9 เที่ยว เสด็จฯ ไปทรงกราบพระพุทธรูปที่หน้าเครื่องนมัสการหน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร จากนั้น เสด็จฯไปหน้าพระโกศพระบรมศพ ทรงกราบ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้า เสด็จฯ ออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทลงทางบันไดมุขกระสัน ด้านทิศเหนือ เสด็จฯกลับ

เปิด 3 เรื่องราวแสนพิเศษ ของผู้ที่เคยถวายงานรับใช้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างใกล้ชิด

เรื่องราวแสนพิเศษจากเหล่าทายาทของผู้ที่เคยถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิดถ่ายทอดเป็นความประทับใจส่งต่อมายังรุ่นลูก และพวกเขายังได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

1หม่อมหลวงสราลี กิติยากร

คุณน้ำผึ้งเป็นธิดาคนเล็กของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร และเป็นพระขนิษฐาในพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ซึ่งคุณพ่อของคุณน้ำผึ้งเป็นพระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ครอบครัวคุณน้ำผึ้งจึงมีโอกาสถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่สมัยเสด็จตา พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล

“ตั้งแต่อายุ 9 เดือน คุณพ่อกับท่านแม่ก็พาน้ำผึ้งตามเสด็จไปยังจังหวัดต่าง ๆ จำได้ว่าเมื่อตอนอายุประมาณ 7 – 8 ขวบ นั่งรถจี๊ปไปกับคุณพ่อและท่านแม่ตามเสด็จ สภาพถนนเป็นดินสีแดง เห็นชาวบ้านมาเฝ้าฯ รับเสด็จเต็มไปหมดแล้วอากาศร้อนมาก เราเป็นเด็ก เวลาเหนื่อยเพลีย มีงอแงบ้าง ท่านแม่ก็จะสอนว่า ต้องอดทน ๆ ไม่บ่น

“ภาพที่จำได้ติดตาคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประทับกับพื้น แล้วมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านอย่างไม่ถือพระองค์

“ตอนเด็ก ๆ เวลาเข้าวังหรือตามเสด็จ น้ำผึ้งและเด็ก ๆ รุ่นเดียวกันก็เล่นซนกันอย่างสนุกสนาน มีปีนพระตำหนักกันด้วย มีครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เด็ก ๆ เข้าเฝ้าฯ เพื่อทรงอบรม โดยรับสั่งว่า ‘ซนมากไปแล้วนะซนให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วง ทำอะไรต้องรู้จักคิดนะ ถ้าเราเกิดตกลงไปแล้วแข้งขาหัก หรือบาดเจ็บ พ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร’ ทรงพระเมตตามากไม่ได้ทรงทำให้กลัว แต่พวกเราจะรู้สึกเกรงในพระบารมีของพระองค์ท่านมากกว่า

“เวลาคุณพ่อเข้าเฝ้าฯถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านจะนำพระราชดำรัสมาสอนลูก ๆ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งบ่อยครั้งว่าเราต้องร้จู ักมีความเพียร มีความพยายาม ถ้าไม่มีจะหาความสำเร็จได้ยาก และเรื่องความพอเพียง เงินเหลือสลึงก็ให้เก็บใส่กระปุกออมสินสี่สลึงพึงบรรจบให้ครบบาท เราต้องรู้จักมัธยัสถ์ มีความเพียงพอและรู้จักอยู่อย่างพอเพียง แล้วเราจะอยู่อย่างสบาย พวกเราก็จะน้อมนำมาใช้และถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลาน”

“ท่านแม่เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นน้ำผึ้งอายุประมาณ 10 เดือน เริ่มคลานและกำลังฝึกยืน จู่ ๆ น้ำผึ้งก็ค่อย ๆ เดินและคลานจากท่านแม่ไปยังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วไปเขย่าพระเก้าอี้ก่อนพูดภาษาเด็กว่า ‘จู่อั๋วจ๋า ๆ’ ก็คือ พระเจ้าอยู่หัว แล้วพระองค์ท่านก็ทรงอุ้มน้ำผึ้งขึ้นมากอด ทำให้น้ำผึ้งรู้สึกว่า เราโชคดีมากจริง ๆ”

มีอีกหลายเหตุการณ์สำคัญที่คุณน้ำผึ้งมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ และยังคงเก็บบันทึกเรื่องราวไว้ในความทรงจำไม่ลืม

“อีกครั้งตอนขอเข้าเฝ้าฯทั้งครอบครัว ตอนคุณพ่ออายุครบ 72 ปีพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อป่วยเป็นโรคหัวใจ ‘อย่าดื้อมากนักนะอ้วน ดูแลตัวเองด้วยนะ ผู้เป็นภรรยาและลูก ๆ เขายังต้องการคนที่ดูแลเขาอยู่ แล้วเขาเป็นห่วง อยากให้ผู้เป็นพ่อ ผู้เป็นสามีอยู่กับเขานาน ๆ’

แม้คุณน้ำผึ้งจะไม่มีโอกาสถวายงานโดยตรงเหมือนอย่างเสด็จตาคุณพ่อ และท่านแม่ แต่ก็พยายามหาโอกาสถวายงานในทางอ้อม

“น้ำผึ้งทำงานทางด้านบันเทิง เวลาได้ทำรายการเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริ หรือโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ ทำให้ได้สัมผัสกับชาวบ้านในพื้นที่ จึงทราบว่าเขายากจนจริง ๆ เมื่อมีโอกาสเข้าไปเยี่ยม พวกเราจะซื้อของใช้จำเป็นพวกเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา อาหารและขนมไปแจกชาวบ้าน โดยใช้เงินส่วนตัว และมีผู้ร่วมสมทบเงินกับเราด้วย เวลาอยู่ในพื้นที่แล้ว น้ำผึ้งจะชอบสอนเด็ก ๆ ประมาณว่า ‘รักพระราชาเราไหม ถ้ารักพระองค์ท่าน วันนี้เราเป็นเด็กดีหรือยัง ต้องทำความดีนะในหลวงจะได้ภูมิใจ’

“เหตุที่พูดอย่างนี้ เพราะเมื่อสิบกว่าปีก่อน น้ำผึ้งเคยเข้าเฝ้าฯแล้วได้ยินพระองค์ท่านรับสั่งว่า‘การที่คนทำความดีให้เราก็เป็นสิ่งที่ดีเราก็ยินดี แต่เราอยากให้ทุกคนทำดีเพื่อตัวเองมากกว่าที่จะทำความดีให้กับเรา เพราะเมื่อทำแล้วประโยชน์สูงสุดจะเกิดกับตัวผู้ลงมือทำ’

“น้ำผึ้งทำอย่างนี้มากว่าสิบปีแล้ว มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ เพราะเมื่อเรามีส่วนในการช่วยสังคม เท่ากับมีส่วนได้ช่วยพระองค์ท่าน”

2ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์

อดีตเอกอัครราชทูต บุตรชายคนโตของพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพระราชวัง และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

“นามสกุลไกรฤกษ์ของเราได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี และได้มีโอกาสเข้าถวายงานในพระราชวงศ์จักรีต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่สมัยคุณทวด คุณตา (พระยาอุดมราชภักดี)หรือคุณปู่ (พระยาประเสริฐศุภกิจ) ที่เข้าถวายงานแด่รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ต่อเนื่องมาถึงรุ่นคุณพ่อ คุณแม่ และผม

“เริ่มจากคุณพ่อเริ่มเข้ารับราชการในพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำแหน่งหัวหน้ากองมหาดเล็ก ช่วงที่ผมเรียนอยู่โรงเรียนวชิราวุธ จำได้ว่าตอนนั้นคุณพ่อแทบไม่อยู่บ้านเลย เสาร์อาทิตย์ก็ทำงานตลอด เพราะต้องตามเสด็จฯไปต่างจังหวัดและต่างประเทศบ่อยครั้ง กระทั่งอายุ 64 ปี ท่านล้มป่วยจึงต้องกราบบังคมทูลลา เพราะไม่สามารถถวายงานต่อไปได้ ส่วนคุณแม่ก็ถวายงานสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาโดยตลอด เป็นภาพแห่งความประทับใจที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก และปลูกฝังความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เกิดในจิตวิญญาณของผม

“เมื่อผมจบการศึกษากลับมารับราชการ ณ กระทรวงการต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯทั้งสองพระองค์บ่อยครั้งขึ้น ในปี พ.ศ. 2518 สมเด็จพระบรมราชินีนาถโปรดเกล้าฯให้ผมเป็นหัวหน้าคณะนำผ้าไหมมัดหมี่ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษฯไปเผยแพร่ ณ เมืองโอซากา ก่อนหน้าที่จะเสด็จฯไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นการเสด็จฯเพื่อทรงเผยแพร่งานศิลปาชีพในต่างประเทศเป็นครั้งแรก

“ผมจำเหตุการณ์ทุกครั้งได้อย่างขึ้นใจ ทั้งคราวไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตกัมพูชา ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพราะทุกครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระบรมราโชวาท และพระราชทานแนวทางการเข้าถึงจิตใจของผู้คนในแต่ละประเทศได้อย่างแยบยล เช่น คราวเกิดเหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐอเมริกา มีรับสั่งให้ผมรีบเดินทางไปปลอบขวัญและช่วยเหลือเขา ทรงพระอัจฉริยภาพมาก โดยเฉพาะด้านการแสดงความเห็นอกเห็นใจ

“อีกเหตุการณ์ที่ผมประทับใจเป็นอย่างมากคือ ทุกฤดูร้อนพระองค์ท่า่นเสด็จ ฯไปประทับที่หัวหิน เวลาที่ทรงเรือใบ คุณพ่อก็ร่วมแล่นเรือใบตามเสด็จด้วยตลอด และการที่ครอบครัวเรามีบ้านพักอยู่ที่หัวหินบางครั้งพระองค์ท่านเสด็จฯมาที่บ้าน ทรงเรือใบ หรือทรงดนตรีกับวง อ.ส.วันศุกร์ ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักกับภรรยา (ม.ร.ว.เบญจาภา จักรพันธุ์ธิดาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) ที่ตามเสด็จมาด้วยในฐานะนักร้องประจำวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์

“เมื่อตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานน้ำสังข์สมรส จากนั้นทุกวันศุกร์ผมจะขับรถไปส่งภรรยากับวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์เป็นประจำ บางครั้งก็มีโอกาสนั่งฟังพระองค์ท่านทรงดนตรีด้วย

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาครอบครัวทั้งฝั่งผมและภรรยารู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น โดยที่พระองค์ทรงพระกรุณาให้เราได้ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิดและมีพระเมตตาแก่ครอบครัวเรามาตลอด

“เราจะขอแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

3ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร

คุณฝันเป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตรคุณข้าหลวงคนแรกในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เธอจึงจดจำความประทับใจที่คุณแม่เล่าให้ฟังได้เสมอ

“ครอบครัวของเรามีโอกาสถวายงานพระบรมวงศานุวงศ์มาตั้งแต่รุ่นคุณตา พันตรี หลวงพลหาญสงคราม เป็นนายทหารใต้บังคับบัญชาของพันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ต่อมาคือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ พระบิดาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ) กระทั่งปี 2476 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณตาไม่เห็นด้วยจึงไปเข้ากลุ่มกับกบฏบวรเดช และถูกยิงเสียชีวิตที่ทุ่งบางเขน ตอนนั้นคุณแม่ (ท่านผู้หญิงพึงจิตต์) อายุเพียง 2 ขวบ จึงไปอาศัยอยู่กับญาติ โดยมีท่านนักขัตรฯเป็นผู้ส่งเสียให้เรียนโดยทุกเดือนจะเข้าไปที่วังเทเวศร์เพื่อรับเงินจากคุณท้าววนิดาพิจาริณี[พระอัยยิกา (ยาย) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ]

“กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหมั้นกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ แล้วเสด็จกลับเมืองไทย ท่านนักขัตรฯ จึงทรงเรียกคุณแม่ให้เข้าไปพบที่วังและรับสั่งว่าให้มาอยู่กับสมเด็จพระราชินีซึ่งตอนนั้นคุณแม่อายุประมาณ 19 ปี แก่กว่าพระองค์ท่านเล็กน้อย เมื่อคุณ แมถามว่า่ ให้ทำอะไร ท่า่นนักขัตรฯก็รับสั่งเพียงว่าให้อยู่เป็นเพื่อนสมเด็จฯนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของคุณแม่ในการถวายงานในตำแหน่งคุณข้าหลวงคนแรกในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

“คุณแม่ตามเสด็จพระองค์ท่านไปทุกที่ตั้งแต่วันราชาภิเษกสมรสเป็นต้นมา ทั้งช่วงที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเมื่อเสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการกว่า 27 ประเทศ โดยทำหน้าที่ดูแลฉลองพระองค์และรับใช้ส่วนพระองค์สมเด็จฯ ช่วงต่อจากนั้นเวลาเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร คุณแม่ทำหน้าที่จดรายละเอียดทุกอย่าง ใครชื่ออะไร มีลูกกี่คน บ้านอยู่ไหน เพราะช่วงแรกยังไม่มีผู้ถวายงานมากนัก คุณแม่ต้องทำทุกอย่างให้ทั้งสองพระองค์ แม้ว่าโดยตำแหน่งจะเป็นคุณข้าหลวงสมเด็จฯ เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเลือกใช้แต่คนคุ้นเคย คุณแม่จึงได้มาถวายงานรับใช้เรื่องแผนที่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานชั้น 3 มีห้องแผนที่ของพระองค์ท่าน ซึ่งแต่ละแผ่นนั้นมีรายละเอียดมากมาย เมื่อพระองค์ท่านจะเสด็จฯไปที่ใด คุณแม่ต้องไปนำแผนที่ของสถานที่นั้นมาถวาย หรือตามเสด็จไปด้วย

“หน้าที่หลัก ๆ ของคุณแม่คือ ถวายงานรับใช้เรื่องส่วนพระองค์คุณแม่เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯทรงเห็นว่าห้องทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรกมาก จึงมีรับสั่งให้คุณแม่เข้าไปจัด แต่คุณแม่เกรงว่าจะโดนกริ้ว หากพระองค์ท่านทรงหาของไม่เจอ เพราะว่าในห้องทรงงานมีของเยอะมาก และประทับทรงงานที่พื้น คุณแม่จึงใช้วิธีวาดแผนที่บอกตำแหน่งสิ่งของต่าง ๆ ที่จัดใหม่ตั้งไว้บนโต๊ะเป็นเหมือนลายแทงสมบัติ (ยิ้ม)

“อย่างที่ทราบกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานอย่างมากมาย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาค คุณแม่จะจัดกระเป๋า 4 ภาคเตรียมไว้ เช่น ถ้าเสด็จฯเชียงใหม่ ก็เตรียมเสื้อกันหนาว ถ้าเสด็จฯหัวหินก็เตรียมหมวกหรือเสื้อสีสด ๆ หลายคนอาจคิดว่าคนที่ทำงานในวังเป็นคนเรียบร้อย สำรวม แบบแม่พลอย แต่ความจริงชาววังถึกและแกร่งมากนะ (ยิ้ม) ทำงานกันทั้งวัน อย่างพระองค์ท่านเสด็จฯเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่าง ๆ บางครั้งไปตั้งแต่บ่ายสามจนถึงสี่ห้าทุ่มยังไม่ได้เสวย ซึ่งพระองค์ท่านก็ไม่ทรงลุกหรือพักเลย อย่างมากก็เสวยลูกอม

“อย่างดิฉันเองมีโอกาสได้ตามเสด็จตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่พาเข้าวังตั้งแต่อายุ 10 วัน เห็นคุณแม่ถวายงานทุกวัน ทุกปิดเทอมก็มีโอกาสตามเสด็จด้วย ไปเชียงใหม่กับหัวหินบ่อยที่สุด เพราะมีช่วงปิดเทอมนานหน่อย ซึ่งเวลาพระองค์ท่านเสด็จฯจะมีเต็นท์ที่ประทับและโต๊ะตัวเล็กสำหรับทรงงาน เพียงแค่นั้น และหน้าที่ของเด็ก ๆ อย่างเราคือนำข้าวกล่องไปแจกตำรวจตระเวนชายแดน หรือทหารที่มายืนอารักขาในบริเวณใกล้เคียง บางครั้งได้มีโอกาสรับกระเป๋าทรงสมเด็จฯบ้าง ถวายลูกอมบ้าง

“ดิฉันจำได้ว่าทุกครั้งที่เสด็จฯไปตามที่ต่าง ๆ พระหัตถ์ของพระองค ์ท่านมีแผนที่อยู่ตลอด และมีพระวรกายแข็งแรงมาก เวลาเสด็จพระราชดำเนินแต่ละครั้งเราต้องคอยดูพระบาทของพระองค์ท่านว่าก้าวซ้ายหรือก้าวขวา เพราะทั้งสองพระองค์ทรงพระดำเนินเร็ว ต้องตามให้ทันไม่เช่นนั้นตกขบวนแน่ ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงรักษาพระสุขภาพโดยการออกพระกำลังสม่ำเสมอ จึงทรงพระดำเนินขึ้นลงเขาได้เป็นชั่วโมง ดิฉันได้มีโอกาสวิ่งตามเสด็จตอนทรงออกพระกำลัง หรือว่ายน้ำตามเสด็จสมเด็จฯที่หัวหินบ่อย ๆ ทรงว่ายน้ำจากทุ่นกลางทะเลเข้าฝั่งได้เร็วมาก

“ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ท่านไม่เคยหยุดทรงงานเลยทรงทำทุกอย่างเพื่อประชาชนทุกคน ฉะนั้นการถวายงานรับใช้พระองค์ท่านก็ย่อมไม่มีวันหยุดและเกษียณเช่นกัน อย่างคุณแม่เข้าถวายงานตั้งแต่อายุ 19 ปี จนตอนนี้ 87 ปีแล้ว ก็ยังคงถวายงานดูแลพระตำหนักทุกวัน

“นับเป็นความโชคดีของครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้”

ที่มา : นิตยสารแพรวฉบับที่ 883 ปักษ์วันที่ 10 มิถุนายน 2559

 

สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน นำประชาชนภูฏานสวดมนต์ถวายอาลัย ในหลวง

นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่กับชาวไทยทั้งประเทศ แต่ยังนำมาซึ่งความโทมนัสไปยังสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และความเสียใจต่อประชาชนชาวภูฏานเช่นกัน หลังจากการออกประกาศของสำนักพระราชวังถึงการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน  รวมถึงสมเด็จพระราชบิดา และสมาชิกพระราชวงศ์ ได้เป็นองค์ในการนำคณะพระสงฆ์ ข้าราชการระดับสูง และประชาชนชาวไทยในภูฏาน จุดเทียนและสวดมนต์เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่วัดทาชิโชซอง พร้อมกับมีพระบรมราชโองการให้ประชาชนภูฏานสวดมนต์ถวายอาลัยแด่ในหลวงของไทยทั้งประเทศ

king phutan (2)

อีกทั้งในวันพรุ่งนี้ 14 ต.ค. 2559 ทางภูฏานจะมีการลดธงชาติครึ่งเสา พร้อมกับประกาศปิดโรงเรียนและสถานที่ราชการ สำนักงานต่างๆ ภายในประเทศ ให้ประชาชนได้ไปสวดมนต์ที่วัดเพื่อเป็นการไว้อาลัย โดยในวันเดียวกันนี้สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน จะเสด็จฯเป็นผู้นำสวดมนต์ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติชอร์เตน กรุงทิมพู ส่วนสมเด็จพระอัยกีแห่งภูฏานจะทรงนำสวดมนต์ที่วัดทาชิโชซอง ซึ่งในการณ์นี้ทางประเทศภูฏานจะมีการสวดมนต์เป็นกรณีพิเศษอย่างต่อเนื่องอีก 7 วัน

king phutan (4)

นอกจากนี้ใน Facebook ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานยังได้ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงดูแลประชาชนชาวไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพระองค์จะยังคงเป็นที่จดจำด้วยความเคารพจากประชาชนตลอดไป

king phutan (3)

ทั้งนี้หลายปีที่ผ่านมา ราชวงศ์ภูฏานและราชวงศ์จักรี แห่งราชอาณาจักรไทย มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นอบอุ่นเสมอมา ซึ่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ได้นำความโศกเศร้ามายังชาวภูฏานเช่นกัน ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน รวมถึงประชาชนชาวภูฏานขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวไทย มาณ ที่นี้ด้วย

 

จ๊ะจ๋า พริมรตา

‘ถ้าเรากลัว เราจะไม่มีวันก้าวออกไปได้’ จ๊ะจ๋า พริมรตา อีกพรสวรรค์ด้านร้องเพลง ที่เคยวิ่งหนีมาแล้ว 3 ครั้ง!

จ๊ะจ๋า พริมรตา เดชอุดม นักแสดงสาวตากลมใส กับอีกหนึ่งพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง ที่เธอเคยเอาแต่กลัว กักขังตัวเอง เลือกที่จะวิ่งหนีเหล่าค่ายเพลง และคนทำเพลงที่ติดต่อมาให้ไปเป็นนักร้องในชีวิตถึง 3 ครั้ง

ปลดล็อคพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงที่คอยเอาแต่กักขังตัวเองจากคนที่คอยหยิบยื่นโอกาสมาให้หลายปีในชีวิต เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะร้องเพลงได้ สำหรับนักแสดงสาวตากลม จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม หวานใจหนุ่ม จิ๊บ-วสุ แสงสิงแก้ว ที่ในเวลานี้ จ๊ะจ๋าได้กระโดดก้าวข้ามความกลัวที่สะสมมานานสำเร็จแล้ว!

จ๊ะจ๋า พริมรตา

จ๊ะจ๋า พริมรตา
สาวจ๊ะจ๋า และแฟนหนุ่ม จิ๊บ วสุ

สร้างความเซอร์ไพร้สให้แฟนๆ แบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว หลังจากรายการใหม่จากทางเวิร์คพอยท์ฯ อย่าง The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ได้ออนแอร์ไปวันแรกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 รูปแบบภายในรายการจะเป็นการนำคนดังอย่าง นักแสดง นักร้อง มาร้องเพลงโดยใส่หน้ากากเพื่อปกปิดตัวเองไว้ พร้อมทั้งให้เหล่ากรรมการได้คาดคะเนไปต่างๆ นานาว่า ผู้ที่มาร้องเพลงนั้นคือใคร ซึ่งจะมีช่วงให้กรรมการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ที่มาร้องเพลง แต่เสียงที่ตอบกลับมาจะผ่านโปรแกรมดัดเสียง จึงเป็นความพิเศษและความยากที่จะเดาว่า ตกลงผู้ที่มาร้องเพลงแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่

จ๊ะจ๋า พริมรตานักแสดงสาว จ๊ะจ๋า พริมรตา เป็นหนึ่งในผู้ร้องเพลง โดยปรากฏตัวมาในชุดเดรสสีแดงผ่าข้างอวดเรียวขาขาว และส่หน้ากากนกฟีนิกซ์ ซึ่งใช้เป็นชื่อเรียกนามแฝงด้วย มาร้องเพลง หัวใจไม่อยู่กับตัว ของศิลปิน มาเรียม B5 ซึ่งคะแนนเสียงการแข่งขันได้แพ้ต่อ หน้ากากโพนี่ (ยังไม่เผยตัว) ผู้ที่มาร้องเพลงอีกคน จึงทำให้หน้ากากฟีนิกซ์ ไม่ได้เข้ารอบต่อไปและต้องเปิดเผยตัวตนในที่สุด ซึ่งก็ได้สร้างความประหลาดใจและประทับใจต่อกรรมการและผู้ชมไม่น้อยเลย เพราะหน้ากากฟีนิกซ์ คือสาวจ๊ะจ๋า นักแสดงสาวที่ไม่ได้เผยตัวเองต่อสื่อมาก่อนว่า เธอมีพรสวรรค์และความสามารถด้านการร้องเพลงดีมากทีเดียว

เพราะขณะร้องเพลง ก็ได้รับเสียงชมจากกรรมการว่า เสียงดี เสียงเพราะจนเดาไม่ถูกว่า เป็นนักร้องหรือนักแสดง โดยความรู้สึกของสาวจ๊ะจ๋าที่ได้พูดออกมาในรายการก็ได้สร้างความตื้นตัน ประทับใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่เอาแต่กลัว ไม่กล้าลงมือทำอะไร

จ๊ะจ๋า พริมรตาสาวจ๊ะจ๋า ได้เผยว่า เธอไม่เคยเรียนร้องเพลงจริงจัง มีโอกาสเรียนบ้างคือช่วงแสดงละครเวที ตอนแรกที่รายการนี้ติดต่อมาตั้งใจจะไม่มา เพราะมีความฝังใจกับการร้องเพลง หนีมาตลอดตั้งแต่เด็ก มีค่ายเพลงติดต่อมาให้ไปเป็นนักร้องเธอก็หนี ผ่านมา 5 ปี จนได้เล่นละครเวทีเรื่องแรก ก็มีคนติดต่อมาอีก เป็นครูเพลงที่เธอชอบมาก พอเริ่มคุยกันเธอก็หนีอีก และเมื่อเร็วๆ นี้ มีคนหนึ่งติดต่อมาให้จ๊ะจ๋าออกซิงเกิล เธอก็หนีอีกรวมเป็น 3 ครั้ง จนกระทั่งรายการนี้ติดต่อมา ซึ่งตอนแรกเธอได้ตั้งป้อมไว้แล้วว่า จะไม่เอาด้านนี้ เพราะเธอไม่เคยรู้และไม่เคยคิดว่าตัวเองร้องเพลงได้ จึงปฏิเสธ แต่เมื่อได้ฟังคำพูดหนึ่ง ‘ถ้าเรากลัว เราจะไม่มีวันก้าวออกไปได้’ เธอจึงตัดสินลองทำดู และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายตัวจ๊ะจ๋ามาก 

ชนะสิ่งใดไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ จ๊ะจ๋า พริมรตา ได้ชนะใจตัวเอง และกล้าที่จะก้าวข้ามความกลัวในการร้องเพลงที่สั่งสมมานานหลายปีแล้ว 

ส่วนใครที่กำลังคิดหรือมีความฝันอยากจะทำอะไร แต่ไม่กล้าหรือเอาแต่กลัว คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ดูอย่างสาวจ๊ะจ๋าไว้เลย ‘ถ้าเรากลัว เราจะไม่มีวันก้าวออกไปได้’ ประโยคนี้เป็นพลังชั้นเยี่ยมที่ดีต่อใจจริงๆ นะ

จ๊ะจ๋า พริมรตา

จ๊ะจ๋า พริมรตา

จ๊ะจ๋า พริมรตา

จ๊ะจ๋า พริมรตา

จ๊ะจ๋า พริมรตา
ผลงานละครเรื่อง เมียหลวง เวอร์ชั่น 2559 ของสาวจ๊ะจ๋า ที่กำลังถ่ายทำ

เพลง หัวใจไม่อยู่กับตัว – หน้ากากฟีนิกซ์ หรือ จ๊ะจ๋า พริมรตา

 


เรื่อง : Gingyawee_แพรวดอทคอม
ที่มา : รายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง 6 ตุลาคม 2559
ภาพ : IG @jaja_primrata

 

7 เทคนิคง่ายๆ สบายกระเป๋า แต่งตัวยังไงให้ดูสวยแพงไม่ต้องง้อแบรนด์เนม

ใช้ของแบรนด์เนมทั้งตัวก็ใช่ว่าจะทำให้ดูสวยแพงขึ้นมาได้ ถ้าหากไม่รู้จักวิธีแต่งตัว มิกซ์แอนด์แมตช์กันไปคนละทิศละทาง ของแบรนด์เนมก็ไม่ได้ช่วยอะไร เช่นเดียวกับสาวๆที่ไม่ได้ใช้ของหรูมีราคา แต่แค่พวกเธอรู้เทคนิคการแต่งตัว ไม่ว่าเสื้อผ้าที่ใส่นั้นราคาเท่าไหร่ ก็ทำให้ดูสวยหรู ดูแพงขึ้นมาได้แน่นอน

เคยสังเกตไหมว่าเวลาเห็นใครแต่งตัวดูดี พวกเขามักจะไม่ได้แต่งตัวเว่อร์วังอะไรมากมาย กลับดูเรียบง่าย ใส่แค่ไม่กี่ชิ้นก็ดูแพงแล้ว วันนี้แพรวมีเทคนิคดีๆที่จะช่วยให้สาวๆดูสวยแพงแบบไม่ต้องประโคมแบรนด์เนมเข้าไปทั้งตัวมาฝากกันค่ะ เพียงแค่ทำตาม 7 เทคนิคที่เรานำมาฝากในวันนี้ รับรองว่าสวยเกิดทุกคน 

 

1

1. เลือกเสื้อผ้าที่ไม่มีลูกเล่นเยอะ

บางครั้งอะไรที่มันเยอะเกินไปก็ใช่ว่าจะสวยนะ เช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่มีการตกแต่งหรือดีไซน์ที่เยอะจนดูรกหูรกตาไปหมด ยิ่งบางคนไม่ใช่แค่ใส่เสื้อผ้าแล้วจบ ยังมีเครื่องประดับแอ๊กเซสซอรี่ส์ ทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู ฯลฯ ยิ่งทำให้สาวๆดูไม่แพงนะ ถ้าสาวๆคนไหนที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบใส่เครื่องประดับเยอะๆ แนะนำให้เลือกเสื้อผ้าเรียบๆไปเลย จะได้ออกมาพอดี

2
2. ใส่เสื้อผ้าที่ฟิตเกินไประวังหายใจไม่ออกนะ

เข้าใจว่าอยากจะโชว์รูปร่างเลยเลือกเสื้อผ้าที่รัดรูป เพราะจะได้เห็นรูปร่างชัดๆ แต่! บอกเลยว่าแทนที่คุณจะดูเซ็กซี่ มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดก็ได้นะ เพราะการใส่เสื้อผ้าที่รัดมากๆจะทำให้เราอึดอัด ทำอะไรก็ไม่สะดวกสบาย เอางี้ละกัน เลือกส่วนที่สาวๆต้องการจะใส่แบบรัดรูปมา เช่น ถ้าข้างบนเราใส่เสื้อรัดรูป ก็ให้ข้างล่างเป็นกางเกงหรือกระโปรงสบายๆ กลับกันถ้าเลือกจะใส่กางเกงหรือกระโปรงรัดรูป ก็ให้ใส่เสื้อตัวใหญ่ๆแทน รับรองว่าทั้งสบายตัวแล้วยังดูแพงอีกด้วย

3

3. ไอเท็มสุดคลาสสิกควรมีติดตู้เสื้อผ้า

ไอเท็มสุดคลาสสิกที่จริงมีหลายอย่างเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เดรสสีดำ กางเกงยีนส์ เพราะไอเท็มเหล่านี้มิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลายลุค ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปีก็ไม่ตกเทรนด์ ถ้าใครเป็นมือใหม่ที่หัดแต่งตัวหรือคิดไม่ออกว่าจะใส่อะไร แนะนำไอเท็มคลาสสิกพวกนี้เลยค่ะ

4
4. อย่าใส่สั้นเกินไป

เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้อยู่แล้วว่าการใส่สั้นไม่ว่าจะเป็นกระโปรงหรือกางเกงนั้นจะทำให้ลุคของเราดูไม่แพงเท่าไหร่ ถ้าใครชอบใส่กระโปรง เอาเป็นว่ายิ่งยาวยิ่งดี แต่ก็ใช่ว่าจะใส่สั้นไม่ได้เลย เพราะระดับความสั้นเราอนุโลมให้ได้ถึงบนเข่านิดหน่อย ถ้าสั้นกว่านี้ไม่แนะนำนะจ๊ะ

 

5

5. เสื้อผ้าขาวดำเหมาะกับทุกคน

ที่จริงเสื้อผ้าโทนขาวดำถือเป็นไอเท็มคลาสสิกเหมือนกันนะ เพราะเป็นโทนสีที่ใส่ได้ง่าย ดูสวยแบบคลาสสิกอีกด้วย โดยเฉพาะสาวๆที่อยากอำพรางหุ่น การใส่สีดำจะช่วยให้สาวๆดูผอมลงเยอะเลย

6
6. เบลเซอร์หรือเสื้อคลุมคัตติ้งเนี้ยบ

ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสวยแพงเลยก็ว่าได้สำหรับเบลเซอร์หรือเสื้อคลุม ต่อให้สาวๆจะใส่แค่เสื้อยืดธรรมดาๆ แค่หยิบเบลเซอร์คัตติ้งเนี้ยบมาคลุมก็ช่วยให้ลุคของเราดูแพงขึ้นมาถึง 80% และในตอนนี้เบลเซอร์กลายเป็นไอเท็มยอดนิยมของสาวๆยุคใหม่เชียวละ

7

7. เสื้อผ้าสะอาดน่าใส่

เหนือสิ่งอื่นใดไม่ว่าสาวๆจะใส่เสื้อผ้าราคาเท่าไหร่ แต่งตัวยังไง ก็ควรจะรักความสะอาดกันสักนิดหนึ่ง ก่อนออกจากบ้านก็ควรซักรีดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ไม่ใช่ว่าใส่เสื้อผ้ายับๆออกจากบ้านแล้วหวังจะให้ดูสวยแพง อันนี้ก็ไม่เวิร์คนะจ๊ะ

เรื่อง : saipiroon_แพรวดอทคอม

ภาพ : www.pinterest.com

เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9

19 เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 แรงบันดาลใจของพสกนิกร ทรงอุทิศทั้งชีวิตเพื่ออาณาประชาราษฎร์

เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงอุทิศทั้งชีวิตเพื่ออาณาประชาราษฎร์

เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 แพรวดอทคอมขอรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องในพระองค์ท่านมาเรียบเรียงไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นข้อคิดสร้างแรงบันดาลใจให้พสกนิกรไทยทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ดําเนินชีวิต่อไปอย่างมีสติ ความสุข ความเจริญ มั่นคง และมีคุณธรรมสืบไป

เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9
ทุกครั้งที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จะทรงไต่ถามทุกข์สุขหรือความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกร

1. หลังขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้เสด็จฯกลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง เพื่อทรงศึกษาวิชากฎหมายและการปกครอง เนื่องจากต้องรับพระราชภาระเป็นพระมหากษัตริย์ ในด้านวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ทรงต้ังพระทัยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศเกี่ยวกับพื้นฐานและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ เพื่อนํามาเป็นแนวปรับปรุงแก้ไขประเทศไทยให้เจริญขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

2. ทรงเป็นตัวอย่างของผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมอย่างแท้จริง ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบําเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ คอยบําบัดทุกข์บํารุงสุขของพสกนิกรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพราะทรงถือว่า “การให้และการเสียสละเป็นการกระทําอันมีผลกําไร” กล่าวคือ กําไรแห่งความอยู่ดีมีสุขของปวงประชา ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็น “มูลค่า” แต่กลับมี “คุณค่า” ทางจิตใจมากกว่า เข้าทํานองที่ว่า “ขาดทุนคือกําไร”

3.ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีความเพียรพยายามอันเป็นหนึ่งในคุณธรรม จริยธรรมที่บริบูรณ์ยิ่ง สังเกตได้จากหลากหลายโครงการพระราชดําริที่ทรงริเริ่มขึ้น ล้วนประสบสัมฤทธิผลได้ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะเป็นสําคัญ สอดคล้องกับวิริยบารมีของพระโพธิสัตว์ในบทพระราชนิพนธ์เรื่องมหาชนก แปลว่า “พ่อผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งมีพระราชประสงค์ในการปลูกฝังให้คนไทยทุกภาคส่วนมีความเพียรพยายามในการทํางานและทําความดี สอดคล้องกับพระราชปรารภที่ว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กําลังกายที่สมบูรณ์”

4. พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เคยเล่าถึงการจดจ่อทรงงานของในหลวงว่า “พระองค์ทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยและใหญ่ จึงทรงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนักในตําแหน่งพระมหากษัตริย์ได้โดยไม่ทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยและเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสําเร็จหรือความล้มเหลวอันเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทรงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับพระราชกรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น”

5.ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักอยู่เสมอว่า ความทุกข์ยากของพสกนิกรย่อมเปรียบเสมือนความทุกข์ยากของพระองค์เอง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทําไมคนไทยจึงมักเห็นภาพพระพักตร์ของพระองค์ที่เต็มไปด้วยหยาดพระเสโท อันเป็นผลมาจากความตรากตรําพระวรกาย จนไพร่ฟ้าประชาชนต่างกล่าวขานกันว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ทรงเอาพระราชหฤทัยจดจ่อ ไม่ทรงยอมให้ขาดจังหวะจนกว่าจะเสร็จ และไม่ทรงทิ้งขว้างแบบทําๆ หยุดๆ ดังนั้นพระราชกรณียกิจทั้งหลายจึงสําเร็จลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่

6. ภาพที่พระองค์มักทรงถือแผนที่ด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงจับปากกา พระศอสะพายกล้องถ่ายรูป ได้กลายเป็นภาพที่ชินตาและอยู่ในหัวใจของราษฎรไทยทุกภาคส่วน อุทิศพระองค์เพื่อทรงงานหนักโดยไม่ทรงเห็นแก่ความตรากตรําพระวรกาย ในบางครั้งรถพระที่นั่งต้องฝ่าเข้าไปในกระแสน้ําที่เชี่ยวกราก หากรถไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำได้ พระองค์ก็เสด็จลงจากรถเพื่อทรงพระดําเนินต่อไปด้วยสองพระบาท

ดูดวงรายวัน ประจำวันพฤหัสที่ 13 ต.ค. 2559

ดูดวงรายวัน ประจำวันพฤหัสที่ 13 ต.ค. 2559 เช็คทุกวัน ทันทุกดวง กับ แพรวดอทคอม

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน : ป้าสัมผัสได้ว่า วันนี้ชาวอาทิตย์จะวุ่นวายใจ จะมีเรื่องลังเลใจหลายอย่างให้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเริ่มเบื่อถึงขีดสุด อยากออกจากงาน

การเงิน : ใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ

ความรัก : อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ อย่าขุดเรื่องเก่ามาทะเลาะกัน ลืมๆ ไป พยายามปรับตัวปรับใจ ครอบครัวจะได้ดีขึ้น คนโสด วนหาไปก่อน เพราะที่เจอก็มีแต่หมาหยอกไก่

สุขภาพ : ภูมิแพ้กำเริบ เกิดลมพิษ ผื่นคัน

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน : มีการเปลี่ยนระบบงานใหม่ ใกล้สิ้นปีแล้วต้องเคลียร์งานให้ดี อย่าหวังพึ่งเพื่อนร่วมงาน พึ่งตัวเองเท่านั้น

การเงิน : ลงทุนให้ดูดีๆ อาจถูกหลอกได้

ความรัก : เกิดความอึดอัดใจในครอบครัว เพราะมีญาติผู้ใหญ่มาเกี่ยวข้อง หรือในครอบครัวไม่สามัคคีกัน ท่านเป็นคนกลางพยายามพูดดีๆ ให้ความเสมอภาค อย่าไปฟังใครมาก คนโสด จะมีคนไม่โสด หรือเป็นม่าย จนถึงเพศเดียวกันมาชอบ

สุขภาพ : ทอลซิล หรือเจ็บคอ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนก็ดูแลสุขภาพกันหน่อย

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน : กากบาทเลย ท่านประเมิณตัวเองพลาดไปว่าจะสามารถทำงานเสร็จได้ แต่เจอทั้งงานหนัก งานเร่ง งานถูกตำหนิ ทำไม่ทัน สะสมไว้เยอะ ต้องใจเย็นๆ และสุขุม ไม่อย่างนั้นจะผ่านปัญหาได้ยากมาก

การเงิน : ของมีค่าหาย กระเป๋าเงิน หรือขโมยขึ้นบ้าน

ความรัก : เหมือนคุยกันไม่รู้เรื่อง เรื่องลูกทำให้พลอยเครียดกันทั้งบ้าน ควรใจเย็นในการเลี้ยงลูก ตั้งสติ สอนได้เท่าที่สอน คนโสด ถูกบอกเลิกรักกลางอากาศ เพื่อนฝูงแย่งแฟน

สุขภาพ : มีเกณฑ์ผ่าตัดไส้ติ่ง ควรไปเติมน้ำมันตะเกียง บริจาคเงินซื้อโลงศพบ้าง

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน : เครียดเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงาน มากกว่าเรื่องงาน ป้ากลัวท่านใจไม่สู้เรื่องคนมากกว่า วันนี้งดพูดกับใครสักวัน ก้มหน้าทำงานจะได้ไม่มีเรื่อง

การเงิน   : อาจโดนหยิบยืมเงินแล้วไม่ได้คืน

ความรัก : ความสัมพันธ์ยังปกติดีอยู่ คนโสด จะมีเด็กมาชอบ ระวังจะถูกข้อหาพรากผู้เยาว์นะจ๊ะ

สุขภาพ : ระวังเรื่องนิ้วล็อค เรื่องกระดูก

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน : มีงานเข้ามาทำเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรับงานอะไรอีก เคลียร์ของเก่าให้หมดก่อน ติดต่อประสานงานให้ดีจะมีข้อผิดพลาดได้ แม้งานเยอะ แต่ถือว่าเบากว่าทุกวัน

การเงิน : อาจหมดไปกับการกู้หนี้ยืมสิน หรือใช้หนี้แทนคนอื่น

ความรัก : คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ยิ่งอยู่ยิ่งสวนทางกัน ใจเย็นๆ คนโสดมีคนเข้ามาจากผู้ใหญ่ และถูกกดดัน หากท่านไม่ชอบก็บอกผู้ใหญ่ไปตามตรง

สุขภาพ : นอนน้อย ระวังปวดศีรษะข้างเดียวกำเริบ

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน : กำลังลังเลว่า อยากเปลี่ยนงาน เพราะท่านประจบไม่เก่งจึงต้องถูกกดดันเยอะ ไม่ต้องยุ่งกับใคร หากอยู่ในขอบเขตของตัวเอง ป้ามองว่า ท่านน่าจะอยู่ได้

การเงิน : มีผู้ใหญ่ให้เงิน แต่อย่าใช้เยอะ เก็บๆ ไว้บ้าง

ความรัก : อาจมีเรื่องต้องรับผิดชอบดูแลเพิ่ม มีพ่อแม่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาอยู่ด้วย ทำหน้าที่กตัญญู คนโสด อยู่ๆ ก็มีเสน่ห์ขึ้นมาซะงั้น ไม่รู้จะเลือกใครดี

สุขภาพ : เกี่ยวกับลำไส้ ท้องเสีย ท้องผูก ระบบย่อยไม่ดี

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน : มีโครงการเยอะแยะมากมาย แต่ก็ไม่ได้ดังใจ ต้องติดต่อประสานงานให้ดี งานจะได้ลื่นไหลไปได้ด้วยดี

การเงิน : ได้เยอะใช้เยอะ

ความรัก : มีเรื่องขัดใจกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ต้องใจเย็น ต้องปลง หากทะเลาะกันแล้วเลิกได้ก็ทะเลาะไป แต่หากต้องอยู่กันต่อจะทะเลาะไปทำไม เดินข้ามอารมณ์นั้นมาให้ได้ คนโสด ไม่มีเวลาหาคู่ งานเยอะมากเลย

สุบภาพ : ระวังลื่นล้มทำให้กระดูกไม่ค่อยดี

 

 

ต้องเลือกขนตาปลอมให้เป็น มือใหม่แค่รู้วิธีติดยังไม่สตรองพอ!!

กำลังสนใจ ขนตาปลอม แต่มีหลากหลายสไตล์จนเลือกซื้อไม่ถูก มีวิธีการเลือกอย่างไรคะ?

มือใหม่หัดติด แค่รู้วิธีติดยังไม่สตรองพอ ควรเลือกขนตาให้เหมาะกับรูปตา แล้วจะรู้เลยว่าขนตาเนรมิตเบ้าหน้าให้สวยเจิดได้จริงๆ

Know the Shape : สาวตาชั้นเดียวเลือกใช้แบบ ‘Sparse’ เป็นขนตาแผงบาง ดูเบาสบาย ช่วยให้ดวงตาดูโตขึ้น ควรหลีกเลี่ยงขนตาแผงหนา เพราะจะทำให้ดวงตาดูหนักและเล็กลงไปอีก แถมแลดูไม่เป็นธรรมชาติ ตากลมโตสไตล์เดียวกับสาวเคที เพอร์รี ควรเลือกขนตาปลอมที่มีความสั้นยาวสลับกันแบบ ‘Wispie’ ไล่ระดับความยาวจากมุมหัวตาไปจนถึงกลางตา และเริ่มสั้นลงบริเวณหางตา จะช่วยทำให้ดวงตาดูเรียวสวย ส่วนสาวที่น่าอิจฉาที่สุดคือ เจ้าของตารูปอัลมอนด์ เพราะไม่ว่าจะจับคู่กับขนตาแบบไหนก็ดูสวยได้ง่ายไปหมด แนะนำให้ลองเลือกชนิดที่เพิ่มความหนาช่วงหางตาสักนิดจะยิ่งเพิ่มความน่าดึงดูด

เห็นเทรนด์ขนตาแบบยุค 60 กำลังมาแรงบนรันเวย์ อยากรู้เทคนิคการติดขนตาแบบย้อนยุคบ้าง

เทรนด์มาแรงของ ‘Marni’ ที่หยิบลุคขนตา ‘Twiggy’ เน้นความงอนหนาแบบฟูฟ่องทั้งขนตาบนและล่างจนเหมือนตุ๊กตาดูใช้ยากในชีวิตจริง แต่ถ้าได้เทคนิคช่วยก็ทำให้สวยปังแบบโมเดิร์นสไตล์ได้

60’s Style : เขียนเส้นอายไลเนอร์ก่อนติดขนตาทั้งบนและล่าง เพื่อเพิ่มเส้นขอบตาให้ดูเนียนและช่วยให้ขนตาไม่ดูลอย จากนั้นปัดมาสคาราเพิ่มความหนาให้ขนตาจริง แล้วจึงเลือกขนตาที่มีความยาวแบบไล่ระดับ โดยให้ความยาวบริเวณส่วนกลางของขนตายาวที่สุดทั้งขนตาบนและล่าง ติดให้ต่ำกว่าโคนขนตาจริงหรือขอบอายไลเนอร์ เพื่อให้รูปตาดูกลมโต อาจเพิ่มความหนาด้วยขนตาช่อเล็กแบบ ‘Individual’ หรือจะใช้อายไลเนอร์วาดเพิ่มเป็นขนตาเสมือนจริงได้ลุค 60 แบบอิน

ขนตาปลอม

DO
แมตช์ขนตาคู่สวยกับใบหน้าแบบโทนนู้ดชมพูได้ลุคสวยปัง
DON’T
ควรเลี่ยงการวาดอายไลเนอร์เส้นหนาหรืออายแชโดว์สีเข้ม เพราะจะทำให้ดูเยอะเกินงาม

 

 

ภาพ : Pexels
ที่มา : นิตยสารแพรวปักษ์ 875 (คอลัมน์ BEAUTY SPEAK)


บทความบิวตี้อื่นๆ ที่น่าสนใจ

รีวิวลิปสติก 3 ชิ้นเด็ดจาก”ลังโคม”เลอค่าน่าครอบครอง (รุ่นใหม่ล่าสุด)

เมื่อแฟนพาบุก M.A.C Store ช็อปไม่อั้น Liptensity คอลเล็คชั่นใหม่ 24 เฉดสี

ไม่ได้ดั่งใจ!! กรีดอายไลเนอร์ทีไรเบี้ยวทุกที เรามีวิธีแก้

เมคอัพเปลี่ยนเบ้าหน้าราวฟ้ากับเหว คนเดียวกันจริงหรอ หลอกกันเปล่า?

มั่วนี่หว่า!! 16 วิธีแต่งหน้าขี้โม้ที่จะกลายเป็นตำนาน

10 เคล็ดลับเปลือยหน้าสด สวยสตรองไร้เครื่องสำอาง

เมคอัพพลิกหน้าสด จากสุดสะพรึงเป็นสวยตะลึงในพริบตา!!

เซลฟี่ สุดเป๊ะ 5 ทริคจากดาราสาวชื่อดัง แต่งหน้ายังไงให้ขึ้นกล้อง

Gabi Shull สาวน้อยยอดนักสู้ แม้ต้องสูญเสียขาเพราะมะเร็งร้าย แต่ฉันก็จะไม่หยุดเต้น!

เคยคิดเล่นๆไหมว่าถ้าคุณซึ่งเกิดมามีอวัยวะครบ 32 ส่วน แล้ววันหนึ่งต้องกลายเป็นคนพิการสูญเสียอวัยวะในร่างกายไป คุณจะเป็นยังไง? จะทำยังไงกับชีวิต?

ไม่ว่าใครจะร้องไห้หรือยอมแพ้ต่อโชคชะตาก็ตาม แต่ Gabi Shull สาวน้อยวัย 15 ปี จากรัฐ Missouri กลับไม่ใช่แบบนั้น เรื่องราวของสาวน้อยยอดนักสู้ Gabi Shull โด่งดังไปทั่วโลก เพราะความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆคน

1-1

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตอนเธออายุได้เพียง 9 ขวบ เธอมีความฝันอยากจะเป็นนักบัลเลต์มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้รับบาดเจ็บจากการเล่นไอซ์สเกตจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อเอกซ์เรย์ แต่กลายเป็นว่าคุณหมอพบสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าบาดแผลจากการเล่นไอซ์สเกตของเธอ เพราะหมอพบว่าเธอเป็นโรคมะเร็งกระดูกที่เข่า นั่นเป็นสาเหตุทำให้เธอต้องสูญเสียขาขวาไปข้างหนึ่ง

1

ในตอนนั้นเธอและครอบครัวคิดว่าเธอคงกลับไปเต้นบัลเลต์หรือทำกิจกรรมเหมือนคนปกติไม่ได้อีกแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็หยุดคิดถึงการเต้นบัลเลต์ไม่ได้ และเพราะเธอรู้ว่าตัวเธอเองยังรักการเต้นบัลเลต์อยู่ จึงเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ และไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นนักบัลเลต์

2

ต้องขอบคุณศัลยแพทย์ที่ช่วยเหลือเธออย่างสุดความสามารถ ถ้าใครได้ดูในคลิปจะเห็นว่าขาเธอมีลักษณะแปลกๆ ใช่แล้วละ พวกเขาไม่ได้ตัดขาเธอทิ้งทั้งหมด แต่ได้นำส่วนที่ยังใช้งานได้อย่างขาท่อนล่างไปจนถึงเท้ามาต่อเข้าไปใหม่ โดยเป็นการต่อแบบกลับด้าน เพราะการต่อแบบนี้จะทำให้เวลาเธอใส่ขาเทียมจะสามารถพับงอได้ แต่อาจจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ

4

5

แต่ตอนนี้เธอสามารถใช้ขาเทียมได้อย่างชำนาญ ไม่ใช่แค่เธอกลับมาเดินได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเต้นบัลเลต์ได้เก่งเชียวละ แล้ววันนี้เรามีคลิปและเรื่องราวของเธอมาฝากกันด้วย ไปชมกันเลยจ้า

เรื่อง : saipiroon_แพรวดอทคอม

ภาพ : www.boredpanda.com

จับกระแสเดอะเฟซต่อยอดแบรนด์เป็นปีที่3 ‘เมย์เบลลีน’ พร้อมเตรียมส่งผู้ชนะไปร่วมนิวยอร์กแฟชั่นวีค

เมย์เบลลีน นิวยอร์ก แบรนด์เครื่องสำอางอันดับ 1 ของโลก เดินหน้ารุกตลาดเมคอัพไตรมาสสุดท้าย ส่งกลยุทธ์สปอนเซอร์ชิปเป็นผู้สนับสนุนหลักและเอ็กซ์คลูซีฟเมคอัพในรายการเรียลลิตี้สุดฮอต THE FACE THAILAND ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

งานนี้ทุ่มทุนแจกรางวัลพิเศษส่งผู้ชนะไปร่วมนิวยอร์กแฟชั่นวีค สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงจากแบรนด์สเตทเม้นท์ “MAKE IT HAPPEN” เพื่อมุ่งมั่นทำตามความฝันให้เป็นจริงโดยใช้เมคอัพนิวยอร์กลุคที่แต่งเองได้ง่ายๆ พร้อมดึงคอนเทนต์รายการต่อยอดสื่อสารกับผู้บริโภคแบบครบวงจร ผนวกกิจกรรมออนไลน์และโซเชียลต่อเนื่องทุกสัปดาห์จนถึงต้นปี 2560

mb the face 3 (4)

ด้านเจฟ เบลลิ่งแฮม ผู้จัดการทั่วไป เมย์เบลลีน นิวยอร์ก (ประเทศไทย) กล่าวว่า“จากความสำเร็จของการเป็นผู้สนับสนุนหลักและเอ็กซ์คลูซีฟเมคอัพรายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อดัง เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ มาตั้งแต่ซีซั่นแรกและซีซั่นที่สอง ทำให้ เมย์เบลลีน นิวยอร์ก ได้รับการตอบรับดีมากขึ้นทุกปีในตลาดแมสของกลุ่มเมคอัพเนื่องจากคีย์ซักเซสของกลยุทธ์สปอนเซอร์ชิปคือต้องตอบโจทย์ในการเข้าถึงตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจากกระแสของรายการที่เราได้นำพรีเซนเตอร์มาร่วมเป็นเมนเทอร์รับเชิญเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ รวมถึงการนำผู้ชนะในรายการมาร่วมทำแคมเปญต่างๆของแบรนด์นั้น ทำให้ในปีนี้เราตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรอีกครั้งกับกันตนาเพื่อเป็นผู้สนับสนุนหลักรายการเดอะ เฟซ ไทยแลนด์ปีที่ 3 โดยยังคงเชื่อมั่นในกระแสที่มาแรงของรายการที่เป็นที่น่าจับตามองจากคนทั่วไป รวมทั้งสื่อมวลชนและกลุ่ม Influencer ในวงการแฟชั่นความงาม”

mb the face 3 (5)

ต่อด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เมย์เบลลีน นิวยอร์ก (ประเทศไทย) ญาดา ศาสตรสาธิต กล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญในปีนี้คือเราต้องการต่อยอดในการเข้าถึงและใกล้ชิดผู้บริโภคให้มากขึ้นจากการสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคกับแบรนด์โดยวางแนวทางทั้งในรายการเดอะ เฟซและช่องทางการสื่อสารอื่นๆของแบรนด์ด้วยไอเดียหลักคือ New York Look Made Easy ซึ่งนำเสนอการแต่งหน้านิวยอร์กลุคง่ายๆเพียงไม่กี่ขั้นตอน ที่สามารถเป็นพลังสร้างความมั่นใจให้ผู้หญิงทำความฝันและเป้าหมายในชีวิตให้เป็นจริงได้ไม่ยาก เหมือนกับแบรนด์สเตทเม้นท์ของเมย์เบลลีน นิวยอร์ก คือ ‘MAKE IT HAPPEN’  ที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ในซีซั่นที่แล้ว ทั้งนี้เราได้เตรียมโจทย์แคมเปญและมาสเตอร์คลาสที่จะนำพรีเซนเตอร์มาร่วมเป็นเมนเทอร์พิเศษเพื่อนำประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับแบรนด์มาถ่ายทอดให้ผู้เข้าแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโฆษณาทีวีและภาพนิ่ง ฯลฯ นอกจากนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราเตรียมรางวัลพิเศษสำหรับผู้ชนะที่จะได้ไปร่วมงาน ‘นิวยอร์กแฟชั่นวีค’ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่สุดของแฟชั่นและความงาม ณ มหานครนิวยอร์ก เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันความทันสมัยและมีชีวิตชีวาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์เมย์เบลลีน นิวยอร์กอีกด้วย”

mb the face 3 (1)

“สำหรับรายการเดอะ เฟซ นับเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งในเฟสแรกของการสื่อสารกับผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดแพลตฟอร์มใหม่ๆของแบรนด์ที่เป็นช่องทางให้ผู้บริโภคได้ติดตามต่อในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย เพราะนอกจากเราจะเตรียมสื่อออนไลน์และโซเชียล มีเดียของเมย์เบลลีน นิวยอร์ก ทั้งเฟซบุ๊ค และเว็บไซต์ ก็ยังมีช่องทางใหม่อื่นๆที่จะสื่อสารไปยังผู้บริโภคเพื่อต่อยอดให้ครบวงจร พร้อมทั้งกิจกรรมร่วมสนุกและการเพิ่มช่องการขายโดยร่วมมือกับรีเทลออนไลน์หรือ E-tailer อย่าง LAZADA เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ทันที จึงทำให้เราเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนรายการเดอะ เฟซ ไทยแลนด์ปีที่ 3 นี้จะประสบความสำเร็จดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา”

โขนพระราชทาน ตอน พิเภกสวามิภักดิ์

ยลเบื้องหลัง 9 ฉากประณีตสุดอลัง! ก่อนชม “โขนพระราชทาน” ประจำปี 2559 “ตอน พิเภกสวามิภักดิ์”

เบื้องหลังการสร้างฉากและอุปกรณ์ ก่อนชมงาน โขนพระราชทาน ประจำปี 2559 ตอน พิเภกสวามิภักดิ์ ทีมงานด้เตรียมพร้อมและตั้งใจออกแบบงานศิลปะให้ออกมาด้วยความประณีตและอลังการ 

ในแต่ละปีทีมงานได้มีความมุ่งหวังที่จะพัฒนา โขนพระราชทาน ให้มีผลงานออกมาดีขึ้นไปเรื่อยๆ กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้สมกับการรอคอยของผู้ชมที่จัดแสดงโขนพระราชทานขึ้นเพียงปีละครั้ง และเพื่อความสุขของผู้ชมที่จะได้อิ่มเอม เต็มอารมณ์ทั้งบท ฉาก และองค์ประกอบทุกส่วนของการแสดง

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี พ.ศ. 2559 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ เตรียมเปิดฉากการแสดง ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์ ” ในระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2559 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งความอลังการของทุกองค์ประกอบการแสดง โดยเฉพาะฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์จินตนาการให้สมจริง

อาจารย์สุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากโขนพระราชทาน
อาจารย์สุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก

อาจารย์สุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เล่าถึงการจัดเตรียมฉากว่า “สำหรับการเตรียมงานในด้านฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากการแสดงโขนฯ ในปีนี้เสร็จสมบูรณ์ไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์แล้ว เนื่องจากในปีนี้เป็นปีมหามงคลและครบหนึ่งทศวรรษของโขนพระราชทาน จึงจัดทำกรอบเวทีที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ขึ้นมาใหม่เฉพาะกิจ มีประติมากรรมเหล่าเทพยดา ไม่ว่าจะเป็นพระศิวะนาฏราช, พระนารายณ์, พระพรหม, พระพิฆเนศวร, พระธนบดี (กุเวร) ฯลฯ ออกแบบพิเศษเป็นสีทองไล่น้ำหนักให้เกิดความสวยงามมีมิติ”

โมเดลกรอบเวทีเพื่อการแสดงโขนพระราชทาน
โมเดลกรอบเวทีที่ออกแบบพิเศษเพื่อการแสดงโขนปีนี้โดยเฉพาะ

สำหรับฉากที่จะใช้ในการแสดงมีทั้งหมด 9 ฉากใหญ่ ซึ่งนับว่าเยอะที่สุดตั้งแต่เคยมีการจัดแสดง โขนพระราชทาน มา โดยแบ่งเป็นฉากต่างๆ ดังนี้

1) ฉากท้องพระโรงกรุงลงกา ฉากคลาสสิก ที่ประทับของทศกัณฐ์ เนื่องด้วยฉากนี้เป็นเรื่องราวพิเภกถูกขับ ดังนั้นกรุงลงกาจะถูกเปลี่ยนหน้าตาเพื่อสื่อถึงอารมณ์ในฉากนี้ให้มากที่สุด จากเดิมที่เป็นเรือนแก้ว ก็ปรับเป็นบุษบกเกริน มีฉัตรฉลุ 7 ชั้นปักทั้ง 2 ด้าน แวดล้อมด้วยต้นไม้เงิน – ทอง คชสีห์ ราชสีห์ ให้กรุงลงกามีความสง่างาม สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของทศกัณฐ์

ฉากท้องพระโรงกรุงลงกาในโขนพระราชทาน
ฉากท้องพระโรงกรุงลงกา
อีกมุมของฉากท้องพระโรงกรุงลงกาในโขนพระราชทาน
ฉากท้องพระโรงกรุงลงกา

2) ตำหนักพิเภก เป็นตำหนักไม้ มีเครื่องยอดใบระกาตามชั้นยศ โดยในฉากนี้จะมีการใช้เทคนิคพิเศษคือ Turn Table ในการหมุนกลับด้านได้

โมเดลฉากเรือสำเภาจีน ฉากสำคัญในโขนพระราชทาน
อาจารย์สุดสาคร ชายเสม กับโมเดลฉากเรือสำเภาจีน ซึ่งเป็นฉากสำคัญของการแสดงโขนปีนี้

3) ฉากสำเภา นับเป็นฉากไฮไลต์ สื่ออารมณ์โดยใช้ท้องทะเลแทนความเวิ้งว้าง เปรียบเสมือนจิตใจของพิเภกที่ล่องลอยไป โดยนอกจากสำเภาแล้ว พิเภกจะลงเรือสำปั้นเล็กเพื่อเดินทางไปยังฝั่งทวีปอีกด้วย สำหรับสำเภา ความยาวตัวเรือยาวร่วม 10 เมตร และความสูงของเสากระโดง 7.5 เมตร สามารถชักใบ – ลดใบได้เหมือนจริง โดยได้รับความร่วมมือจากกองทัพเรือ มีการเชิญนายทหารเรือมาแนะนำกลไกการก่อสร้างเรือสำเภา และสอนนักแสดงเรื่องการชักใบเรือ เพื่อให้เกิดความสมจริงอย่างที่สุด

เรือโทสิทธินาถเล่าถึงกลไกเรือสำเภาจีนแบบโบราณ
เรือโทสิทธินาถ คุณวัฒน์ ผู้บังคับหมวด กรมนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ มาเล่าถึงกลไกเรือสำเภาจีนแบบโบราณ

ความพิเศษของฉากสำเภา อาจารย์สุดสาครเล่าเสริมว่า เรือสำเภาออกแบบให้เป็นเรือแบบจีน เพราะในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 มีการติดต่อค้าขายกับจีน โดยแบบเรือสำเภาได้มาจากการค้นคว้าแบบเรือโบราณจากพิพิธภัณฑ์เรือ ประกอบกับภาพจิตรกรรมเก่า

โครงสร้างเรือสำเภาจีน
โครงสร้างเรือสำเภาจีน ซึ่งเป็นฉากสำคัญของการแสดงโขนปีนี้

นำมาออกแบบเป็นเรือสำเภาในการแสดงครั้งนี้ ที่สวยงามทางศิลปกรรมและมีลักษณะถูกต้องตามแบบเรือโบราณ โดยปกติสำเภาจะมี 2 สี คือ เขียวและแดง ซึ่งในการแสดงครั้งนี้เลือกใช้สีแดง อีกทั้งยังมีกลไก รอก สมอ เหมือนจริง เพื่อให้เรือสำเภาบนเวทีแล่นได้เหมือนอยู่กลางมหาสมุทร และเมื่อพิเภกเดินทางมาใกล้ฝั่ง จะมีการเปลี่ยนเรือเป็นเรือสำปั้นโล้ออกมา

โมเดลฉากเรือสำเภาจีน
โมเดลฉากเรือสำเภาจีน

นอกจากนี้ยังมี 4) ฉากป่า 5) ฉากพลับพลาพระราม 6) ท้องพระโรงฝ่ายในกรุงลงกา 7) สนามรบ ซึ่งการแสดงในปีนี้ใช้ราชรถถึง 3 คัน จากทุกปีที่ใช้เพียง 2 คัน โดยเป็นราชรถของพระราม พระลักษณ์ และทศกัณฐ์ 8) ปราสาทกรุงลงกา และ 9) ห้องบรรทมทศกัณฐ์

แบบฉากขนาดเท่าของจริงในโขนพระราชทาน ตอน พิเภกสวามิภักดิ์
อาจารย์สุดสาคร ชายเสม วาดแบบฉากขนาดเท่าของจริง
การเพ้นต์สีฉากด้วยเทคนิคการประคบสีลงบนลายฉลุ
คณะทีมช่างกำลังเพ้นต์สีฉากด้วยเทคนิคการประคบสีลงบนลายฉลุ
ทศกัณฐ์ในท้องพระโรงกรุงลงกา โขนพระราชทาน
ฉากท้องพระโรงกรุงลงกา
ฉากท้องพระโรงกรุงลงกา โขนพระราชทาน
ฉากท้องพระโรงกรุงลงกา

เห็นความตั้งใจและความละเมียดละไมต่อผลงานที่ลงมือทำ เพื่อให้ออกมาสวยงามสมงานโขนพระราชทาน ก็ยิ่งช่วยตอกย้ำว่า เมืองไทยเรามีทีมงานที่ดีและมีศิลปวัฒนธรรมที่งดงามให้ได้ชมกันอย่างรู้คุณค่า…

สำหรับผู้ชมที่สนใจการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี พ.ศ.2559 ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ได้เปิดให้ซื้อบัตรเข้าชมแล้วที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.khonperformance.com


เรียบเรียงโดย : Gingyawee_แพรวดอทคอม
ภาพ : บริษัทโพลีพลัส พีอาร์ จำกัด

ตือ สมบัษร ถิระสาโรช ออร์แกไนเซอร์มือทอง

ตามไปดูออร์แกไนเซอร์มือทอง “ตือ – สมบัษร” เผยชีวิตใน 1 วัน แบบนี้สิเรียกว่ามืออาชีพ!

ออร์แกไนเซอร์มือทอง “ตือ – สมบัษร” กับชีวิตใน 1 วันไม่ธรรมดา! 

ออร์แกไนเซอร์มือทอง ตือ – สมบัษร หากใครติดตามอินสตาแกรมของสุดยอดนักออร์แกไนเซอร์คนนี้ จะพบว่าชีวิตในแต่ละวันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เกี่ยวกับงาน ชีวิต และศิลปะ วันนี้แพรวดอทคอมจึงขอชวนคุณๆ ออกเดินทางไปพร้อมกับตือแบบเต็มเวลา 24 ชั่วโมงกันเลย

ตือ ออร์แกไนเซอร์มือทอง
ตือ – สมบัษร ถิระสาโรช

“ตารางในแต่ละวันของตือค่อนข้างยุ่ง ถ้าเปรียบคงเหมือนด้ายที่พันกันเยอะๆ ต้องใช้เวลาแกะพอสมควร (หัวเราะ) แต่ความที่อาชีพเราเป็นนักจัดการ จึงไม่เคยไม่มีปัญหา หลักของตือคือ การเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำ โดยเรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการประชุมกับลูกค้า ต่อด้วยการเคลียร์งานของตัวเอง ประชุมกับทีม และจัดเรื่องส่วนตัวเป็นอันดับสุดท้าย

“หลังจากตื่นนอน สิ่งแรกที่ตือทำทุกวันคือดื่มน้ำมะนาวสดแก้วโต เพื่อช่วยให้สดชื่นและปรับการทำงานของระบบร่างกาย ต่อด้วยการเดินยืดเส้นยืดสาย อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ แล้วไปอาบน้ำพร้อมกับการเปิดเพลงเสียงดังๆ ซึ่งไม่ซ้ำแนว ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นต้องออกไปทำอะไร ถ้ามีงานแฟชั่นจะเปิดเพลงสนุกๆ เพื่อบิลด์ตัวเอง แต่ถ้าไปประชุมจะเลือกเพลงสบายๆ ให้อารมณ์ดี

ตือกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม I-DEE
เริ่มต้นวันทำงานด้วยความสดใส เพราะมีตัวช่วยดีๆ อย่างผลิตภัณฑ์อาหารเสริม I-DEE

“พออาบน้ำเสร็จ ตือจะออกกำลังกายด้วยการเป่าลมออกจากปาก เพื่อเติมออกซิเจนให้ร่างกาย จากนั้นไหว้พระให้จิตใจสงบ แล้วกินผลิตภัณฑ์อาหารเสริม I-DEE ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูแลสมอง สายตา และร่างกายให้แข็งแรง ก่อนจะกินอาหารเช้า เช่น ขนมปังกับกาแฟ หรือข้าวเหนียวไก่ทอด ส่วนมื้อกลางวันก็ยังกินเมนูง่ายๆ อย่างก๋วยเตี๋ยว เพื่อทำเวลาในการทำงาน ตือจะกินหนักที่มื้อเย็น แต่ไม่ค่อยกินแป้ง จะเน้นอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้มากกว่า

“ก่อนออกจากบ้านตอนเช้า ตือจะนั่งที่โต๊ะทำงาน ไล่ตารางคิวกับพี่มงคลที่ช่วยขับรถพาตือไปยังที่ต่างๆ เราทำงานเป็นทีมแบบนี้ทุกวัน และพอขึ้นรถก็เป็นเวลาที่คุยโทรศัพท์สั่งงานลูกน้องหรือแก้ไขงานให้ลูกค้า กระทั่งถึงที่หมายก็เริ่มประชุมงาน

ตือคุยงานบนรถยนต์
รถยนต์คือห้องคุยงานกับน้องๆ

“วันไหนมีอีเว้นต์ตอนเย็น ตือจะไปตรวจงานล่วงหน้าประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อซ้อมคิวนางแบบ เช็กทุกอย่างว่าเป็นไปอย่างที่เตรียมไว้ไหม พอถึงเวลาเริ่มงาน ตือจะอยู่ตรงนั้นเพื่อดูแลและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และรอจนถึงงานเลิกเพื่อส่งแขกที่มาร่วมงาน เสร็จจากนั้นอาจแวะไปกินข้าวกับลูกน้องนิดหน่อยแล้วกลับบ้าน

“แต่ถ้าวันไหนมีเวลาว่าง กิจกรรมโปรดคือไปร้านหนังสือกับช็อปปิ้ง (หัวเราะ) นอกจากเป็นการให้รางวัลตัวเอง ยังทำให้เห็นว่าโลกนี้มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง ทั้งเรื่องของแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ หรือบางทีตือก็ไปงานแสดงเอกซิบิชั่นใหม่ๆ เพื่อเติมความรู้ด้วย

ตือซ้อมคิวการแสดงโชว์
ซักซ้อมคิวแสดงโชว์ก่อนเริ่มงาน

“อีกอย่างหนึ่งที่ชอบทำคือไปเดินห้างสรรสินค้า คุยกับพนักงานขาย เพื่อติดตามว่าตอนนี้อะไรขายดี เทรนด์ของผู้บริโภคเป็นอย่างไร การคุยกับพนักงานหน้าร้านจะได้ข้อมูลเหล่านี้เยอะ เพราะเขาได้เจอกับคนมากมายในแต่ละวัน

“พอกลับถึงบ้าน ก่อนปิดสวิตช์ทำงาน ตือจะดูสมุดคิวว่าพรุ่งนี้มีงานอะไร ต้องเตรียมตัวและเตรียมเสื้อผ้าอย่างไรบ้าง จากนั้นจะนั่งพัก ดูทีวี อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์มือถือ และคุยกับเพื่อน เพื่อชาร์จพลังไว้สำหรับเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันต่อไป

ตือวาดรูปและเขียนคำดีๆ
เริ่มต้นวันด้วยการวาดรูปหรือเขียนคำดีๆ

“อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าตือทำอะไรตั้งมากมาย (หัวเราะ) แต่ตือก็มีความสุขกับทุกเวลาของตัวเอง ทั้งเรื่องงานที่สามารถจัดการได้อย่างมีระเบียบ รวมถึงการมีสุขภาพที่ดี เนื่องจากมีตัวช่วยอย่าง I-DEE มาเป็นกำลังสนับสนุน

“สำหรับตือ เวลา 24 ชั่วโมงจึงทั้งสนุกและท้าทาย จึงอยากฝากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ เพื่อที่เราจะพร้อมมีความสุขในทุกๆ ช่วงของชีวิต”

“คลั่งกินคลีน” โรคอันตรายของผู้หญิงไส้สะอาด

ในหมู่ของคนรักสุขภาพไม่มีใครไม่รู้จัก “อาหารคลีน” แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าการกินคลีนที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร เพราะหลายคนที่เคร่งจัดถึงขั้นตัดขาดจากสารอาหารที่มีประโยชน์ แทนที่จะสุขภาพดีกลับป่วยซะงั้น

คลั่งคลีนคืออะไร

โรคนี้เกิดจากอาการป่วยทางจิตที่เคร่งครัดเรื่องการ กินอาหารที่มีประโยชน์มากเกินไป คือไม่กินคาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล บางคนถึงขั้นตัดขาดไขมันและโปรตีน เพราะมีความเชื่อว่าสารอาหารเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ ถ้าวันไหนเผลอกินเข้าไป วันรุ่งขึ้นต้องออกกำลังกาย อย่างหนัก ซึ่งสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่ความเครียด ฟังแล้ว โรคนี้มีอาการคล้ายกับอะนอเร็กเซีย ต่างตรงที่คนคลั่งคลีน จะไม่ยอมแตะอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แต่ยังคง กินผักหรือผลไม้ได้บ้าง ขณะที่อนอเร็กเซียแทบไม่แตะอาหารเลย

1

ไขมัน” ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป

ไขมันมี 2 ประเภท อย่างแรกคือไขมันดี ไขมันชนิดนี้ดีต่อหลอดเลือดแดง ป้องกันไม่ให้เกิดคอเลสเตอรอลไปสะสมในหลอดเลือดโดยปกติเราสามารถเพิ่มไขมันดี ด้วยวิธีออกกำลังกาย พร้อมกับควบคุมอาหารที่มีแคลอรีสูง งดสูบบุหรี่เพราะจะทำให้ไขมันดีลดลงเราสามารถเพิ่มไขมันดีได้โดยกินพืชผักต่าง ๆ รวมทั้งเมล็ดธัญพืช ไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต อะโวคาโด รวมทั้งไขมัน โอเมก้า 3

ส่วนไขมันไม่ดี หรือ LDL มาจากคำว่า Low Density Lipo protein เป็นบ่อเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน เนื่องจากไขมัน ชนิดนี้เป็นตัวลำเลียงคอเลสเตอรอล ออกจากตับเข้าสู่กระแสเลือดที่สุดจะเกิดภาวะหลอดเลือดตีบทำให้เกิดโรคความดันสูง โรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งไขมันไม่ดีมักมาจากสัตว์และอาหารจำพวกเค้ก ไอศกรีม คุกกี้ ฯลฯ

Processed with VSCOcam with hb1 preset

กินครบ 5 หมู‹เถิดจะเกิดผล (ดี)

การกินที่ถูกต้องควรกินให้ครบ 5 หมู่ โดยอาหารต้องสดสะอาด ไม่มีผงชูรสหรือสารกันบูด คุณควรดูว่าตัวเองมีน้ำหนักและส่วนสูงเท่าไหร่ รวมถึงมีโรคประจำตัวหรือไม่ เพื่อคำนวณว่าร่างกายต้องการพลังงานเท่าไหร่ อีกทั้งควรปรับการกินอาหารให้ถูกต้อง เช่น ในกรณีที่คุณชอบคาร์โบไฮเดรต ก็ควรเปลี่ยนมาเป็นแบบที่ยังไม่ขัดสี ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างพอประมาณ การกินที่ถูกต้องควรเดินทางสายกลาง ไส้สะอาด แต่สุขภาพแย่ ไม่คุ้มนะจ๊ะ

ที่มา : คอลัมน์ HEALTH CHECKUP นิตยสารแพรวฉบับที่ 890

ภาพ : www.pexels.com