UT KAWS x PEANUTS กลับมาแล้ว! พฤศจิกายนนี้ วางขายทั่วโลก

กลับมาทีไรก็ฮือฮาทุกรอบสำหรับเสื้อยืดสุดคูลรุ่นพิเศษจากยูนิโคล่ที่ได้ศิลปินชื่อดังอย่าง Kaws มาร่วมออกแบบ โดยครั้งนี้จะเตรียมวางขายแล้วในเดือนพฤศจิกายน พร้อมกันทั่วโลก

KAWS ศิลปินสายสตรีทอาร์ทชื่อก้องแห่งนิวยอร์ก หวนจับมือกันอีกครั้งเพื่อสร้างสรรค์เสื้อยืดยูนิโคล่ “KAWS x PEANUTS” คอลเลคชั่นที่สอง หลังจากที่คอลเลคชั่นแรกได้รับการตอบรับที่ดีจากเหล่าสาวกทั่วทุกมุมโลกอย่างล้นหลาม โดยในคราวนี้ยังคงมาพร้อมกับไอเท็มสุดฮิต สำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ที่มีลายสนูปปี้ซึ่งถูกออกแบบโฉมใหม่ด้วยสีดำล้วนสุดคูล ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบเลยล่ะ

นอกจากเสื้อยืดสุดเก๋ที่เตรียมมายั่วให้สาวก Kaws อดใจไม่ไหวกันแล้ว ยังมีไอเท็มพิเศษที่เพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรกก็คือตุ๊กตาสนูปปี้ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยมีเอกลักษณ์ของ KAWS อยู่ตรงที่การใช้สัญลักษณ์กากบาทแทนดวงตาทั้งสองข้าง รวมถึงเนื้อผ้าคุณภาพดีที่ KAWS เป็นผู้คัดสรรด้วยตัวเองอีกด้วย

 

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล

ดูแลดอยตุงมานาน! ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล สานต่อ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง แทนคุณหญิงพวงร้อย

รับหน้าที่ต่อจาก คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา สำหรับ คุณดุ๊ก-ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ที่ทางคณะกรรมการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูลนิธิฯ อย่างเป็นทางการแทนคุณหญิง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล

คลุกคลีอยู่กับการพัฒนาสังคม และช่วยให้ชาวเขา ชาวเผ่ามีอาชีพมั่นคงในการดำรงชีวิตมาเป็นเวลานาน สำหรับ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ลูกชายของ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล หลานชายของกรมพระยาดำรงชานุภาพ ซึ่งล่าสุดได้มีการอัพเดตจากทางคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เรื่องแต่งตั้งให้คุณดุ๊ก รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Deputy Chief Executive Officer) ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป แทนคุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา ที่รับหน้าที่ดูแลมูลนิธิฯ รวมถึงถวายงานสมเด็จย่ามาเป็นเวลานาน

ด้านประวัติการทำงาน หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล มีประสบการณ์การทำงานสายธุรกิจและการเงินก่อนเข้าทำงานที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในปี พ.ศ.2548 ในตำแหน่งผู้จัดการส่วนการตลาด รับผิดชอบการตลาดแบรนด์ “ดอยตุง” จากนั้นในปี พ.ศ.2550 ได้เข้ามาดูแลรับผิดชอบโครงการขยายผลการพัฒนาตามตำราแม่ฟ้าหลวง ทั้งในและต่างประเทศ ก่อนดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปี พ.ศ.2558 รับผิดชอบการบริหารงานธุรกิจเพื่อสังคม “ดอยตุง” ทั้งหมด

ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา อยู่แนวหน้าในการขับเคลื่อนขบวนการธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยมาโดยตลอด รวมทั้งมีบทบาทอย่างแข็งขันในการเผยแพร่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามศาสตร์พระราชาสู่ระดับโลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยจะนำมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมต่อไป

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล

สำหรับข้อมูลของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์นี้ เดิมชื่อมูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทย ในพระราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในปี 2515 เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและเพิ่มรายได้แก่ชาวเขา รวมถึงยังคอยส่งเสริมและหาตลาดงานด้านหัตถกรรมให้แก่ชาวเขาต่างๆ จนผลงานของชาวเขาได้รับความนิยม ส่งออกทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่มีการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

 

 


เรียบเรียงโดย: บะหมี่กุ๊งกิ๊ง_แพรวดอทคอม
ข้อมูลและภาพ: ฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ, http://www.maefahluang.org/index.php?lang=th

เจ้าชายอับดุล มาทีน

ส่องอิริยาบถ ‘เจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งบรูไน’ หล่อ สมาร์ท พระปรีชาสามารถรอบด้าน

วันนี้ แพรวดอทคอม จะพาสาวๆ ไปทำความรู้จักกับ ‘เจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งบรูไน’ เจ้าชายที่ทรงติดอันดับหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ที่ฮ็อตที่สุดในโลก เป็นพระราชบุตรในสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล บลกียะห์ พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาวิชาการระหว่างประเทศ วิทยาลัยบูรพาคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน แถมยังมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน จะมีอะไรบ้างที่สาวๆ อยากรู้ ตามมา..

 

พระองค์ใช้ชีวิตเช่นปกติชน โปรดที่จะแต่งพระองค์อย่างเรียบง่าย หากจะแต่งกายอย่างเป็นทางการก็เมื่อออกงานเท่านั้น โปรดฟังแนวเพลงป็อป ทรงตีกลองและเล่นกีตาร์ได้ พระองค์โปรดเสวยอาหารไทยรสจัด โดยเฉพาะลาบ ว้าว…ชอบทานลาบเหมือนกันเลยนะเพคะ ^^

พระองค์สนพระทัยด้านการกีฬาเป็นอย่างยิ่ง ทรงเป็นนักฟุตบอลของทีมเอเอ็มกันเนอส์เอฟซี (AM Gunners FC) และประทานเงินอุปถัมภ์ด้วย ทรงมีเดวิด เบคแคม เป็นนักฟุตบอลที่ชื่นชอบ และเป็นแฟนของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นอกจากนี้พระองค์ชื่นชอบกีฬาเอกซ์ตรีม และกำลังฝึกศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานโดยเฉพาะมวยไทย

ทรงโปรดเล่นกีฬาโปโลร่วมกับสมาชิกพระราชวงศ์ด้วย โดยพระองค์เข้าแข่งขันกีฬาดังกล่าวครั้งแรกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ในรายการออลเอเชียคัพ 2016 (All Asia Cup 2016) ที่จัดขึ้นในประเทศไทย และในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ทรงเข้าร่วมโปโลการกุศลริชาร์ดมิลล์โปโลแชริตี 2016 ณ บันดาร์เซอรีเบอกาวัน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระดมทุนเข้ามูลนิธิผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก ร่วมกับริชาร์ด มิลล์ แบรนด์นาฬิกาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทีมของพระองค์รับรางวัลรองชนะเลิศ ซึ่งพ่ายทีมของพระราชบิดาเพียงหนึ่งคะแนน

นอกจากนี้ พระองค์ยังมีความสนพระทัยและพระปรีชาสามารถอีกหลายด้าน เอาไปว่าไม่ขอพูดเยอะ ให้ภาพเล่าเรื่องเลยแล้วกันค่ะ

 

 

แถมพระองค์ยังรักสัตว์ด้วย ><

  

 

ข้อมูล : wikipedia
ภาพจาก IG : tmski

พระราชวงศ์-ผู้นำทั่วโลก เตรียมเสด็จร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิง รัชกาลที่๙

เผยรายพระนามพระราชวงศ์ รวม 14 ประเทศ เสด็จเยือนไทย ร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

การสวรรคตของ รัชกาลที่๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นำมาซึ่งความเศร้าโศกของพสกนิกร รวมไปถึงมีผู้นำทั่วโลกออกมาแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งสำคัญ และตามกำหนดการในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 จะเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งล่าสุดนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเผยว่าจะมีสมาชิกพระราชวงศ์ ผู้นำ และผู้แทนประเทศที่มางานพระราชพิธีถวายพระเพลิงรวม 32 ประเทศ

รายพระนามพระราชวงศ์ รวม 14 ประเทศ


1.สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งเลโซโท


2.สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เปมา วังชุกแห่งภูฏาน


3.สมเด็จพระราชาธิบดีตูโปอูที่ 6 และ สมเด็จพระราชินีนานาซีเปาอู ตูกูอาโฮแห่งราชอาณาจักรตองกา


4.สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน


5.สมเด็จพระราชินีแม็กซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์


6.สมเด็จพระราชินีมาตีลด์แห่งเบลเยียม


7.สมเด็จพระราชินีโซเฟียแห่งสเปน


8.เจ้าฟ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก


9.มกุฎราชกุมารฮากอน แม็กนุส แห่งนอร์เวย์


10.เจ้าชายกีโยม แกรนด์ดยุกรัชทายาทแห่งลักเซมเบิร์ก


11.สุลต่านนัชริน มูอิชชัดดิน ชาห์แห่งรัฐเประก์ มาเลเซีย และตวนกู ชาร่า ชาลิม รายา ปะไหมสุหรี


12.เจ้าชายแอนดรูว์ดยุกแห่งยอร์ก


13.เจ้าชายอากิชิโนและเจ้าหญิงคิโกะ พระชายาแห่งญี่ปุ่น


14.เจ้าหญิงมาร์กาเรธาแห่งลิกเตนสไตน์

อย่างไรก็ตามนอกจากนี้ยังมีรายนามบุคคลสำคัญต่างประเทศ รวม 18 ประเทศได้แก่ ประธานาธิบดีติน จ่อ แห่งเมียนมา และภริยา,นายบุนยัง วอละจิตประธานประเทศ แห่งสปป.ลาว,ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และคู่สมรส,เซอร์ปีเตอร์ คอสโกรฟ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ แห่งออสเตรเลียและภริยา,มาดามจูลี พาแย็ต ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ แห่งแคนาดา,นายโจเซฟ ไดสส์ อดีตประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส,นายคริสเตียน วูล์ฟฟ์ อดีตประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

นายดัง ธิ ง็อก ธินห์ รองประธานาธิบดีเวียดนาม,นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา,นายบาร์นาบาส ซิบูซิโว ดลามินี นายกรัฐมนตรีสวาซิแลนด์,นายฌอง-มาร์ก อายโรลต์ อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส และภริยา,นายพัก จู-ซุน รองประธานรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลี,นายเจมส์ เอ็ม แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา, นายอลัน ปีเตอร์ แคเยตาโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฟิลิปปินส์,นายทิลัก มาราพานา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงนโยบายและแผนศรีลังกา และภริยา,นายคาวาจา มูฮัมเหม็ด อาซิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน และภริยา,นายเอ็ม. เจ. อักบาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อินเดียและ อาร์กบิชอป กิอัมบัตติสตา ดีควัตโตร เอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล

ภาพลวงตา!!! วันนี้มายั่วให้รักแล้วก็จากไป’ เช็คเลย ดวงวันที่ 20 ตุลาคม 2560

ดูดวงรายวัน ประจำวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560 เช็คทุกวัน ทันทุกดวงกับ แพรว ดอทคอม

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน :  ท่านที่กำลังคิดจะไปศึกษาต่อเพิ่มพูนวิทยาการในต่างประเทศ หรือสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ แต่ท่านยังมีห่วง ทำให้ไปไม่ได้ไกลอย่างที่คิด

การเงิน : ควรทำด้านต่างประเทศ หรือเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จะรวย

ความรัก : วันนี้ท่านอยากปลีกวิเวกจากบ่วงรักที่อึดอัดด้วยกฎเกณฑ์ หรือจากความจำใจ เพื่อมาปฎิบัติธรรม หรือศึกษาหาความรู้  คนโสด  ระวังคนไม่หวังดีจะมายั่วให้รักแล้วก็จากไป

สุขภาพ : ภาพรวมถือว่าแข็งแรงดี แต่ท่านไม่ค่อยดูแลสุขภาพ เวลาไม่สบายจึงหนัก

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน : นักเขียน นักประพันธ์ งานด้านสื่อสารมวลชนมีโอกาสสำเร็จในระยะเวลาอันใกล้ แต่ไม่ง่าย ท่านต้องทุ่มเททั้งกายและใจ เพราะจะมีปัญหาเข้ามามากมาย แต่ก็จะมีผู้ใหญ่ผู้หญิงคอยแบคอัพท่านอยู่

การเงิน  : อย่าหวังลาภลอยจากการพนัน หรือเสี่ยงโชค เพราะไม่มีดวงด้านนี้

ความรัก :  วันนี้วันศุกร์ อาจเป็นวันรวมญาติ จะได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว คนโสด ท่านยังติดเที่ยว และเจ้าชู้อยู่นะ จะมีคนมาจีบและติดพันค่อนข้างมาก

สุขภาพ : ระวังโรคเกี่ยวกับการย่อยอาหาร การเจ็บป่วยในช่องท้องและลำไส้ให้มาก

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน  : ชีพจรลงเท้า อยู่ไม่ติดที่ รับอาสาไปโน้นนี่ตลอดเวลา ท่านกำลังมีโครงการที่จะทำธุรกิจวันนี้เหมาะกับด้านอสังหาริมทรัพย์ เกี่ยวกับพืชพันธุ์ทางการเกษตร หรือสมุนไพรก็ได้ แต่ป้าแนะนำว่า ท่านควรทำคนเดียว

การเงิน : ใช้เงินในการลงทุน แต่ให้ระวังการติดต่อประสานงาน ดูให้ดีก่อนเซ็นสัญญา

ความรัก : วันนี้อยู่ด้วยกัน เพื่อช่วยกันหาเงิน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ท่านด้วย หากท่านรักก็รักปานกลืนกิน แต่หากเบื่อหน้าก็แทบไม่อยากมอง คนโสด คนที่เข้ามาวันนี้ คิดจะเคลมท่านอย่างเดียวเลยค่ะ

สุขภาพ :  ระวังเรื่องลำไส้อักเสบ ระบบย่อยอาหาร และกระเพาะอาหาร

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  : สิ่งที่ท่านหรือหุ้นส่วนเคยทะเลาะแย่งชิงกันอย่างดุเดือด วันนี้ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจ หรือหาทางออกได้จนท่านไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว ระวังความกดันจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด

การเงิน : ติดขัด เก็บเงินไม่อยู่ ไหลออกทุกทิศทางจากความใจดีของท่าน

ความรัก : วันนี้ขอให้ปล่อยสบายๆ อย่าจู้จี้ขี้บ่นกัน เพราะจะทำให้เกิดการทะเลาะกันได้ คนโสด ท่านยังอยากอยู่กับสังคมมากกว่าอยู่กันตามลำพัง เรื่องคู่เก็บไว้ก่อน

สุขภาพ : ให้ระวังเกี่ยวกับโรคเลือดและต่อมน้ำเหลืองต่างๆ

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน : ท่านที่ทำงานเกี่ยวกับผู้หญิง หรือความสวยความงามจะเกิดปัญหา ไม่สามารถตัดสินใจได้ เนื่องจากเดาใจผู้ใหญ่ไม่ถูก ทำให้ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบกว่าจะผ่านไปได้

การเงิน :  มีคนอุปถัมภ์ มีโอกาสได้ทรัพย์มรดก แต่ดูดีๆ อาจมีอะไรแอบแฝง หลีกเลี่ยงเงินที่ไม่ถูกกฏหมายนะจ๊ะ

ความรัก :  วันนี้คู่จะช่วยเสริมบารมี เป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ทุกเรื่อง คนโสด วันนี้ท่านอาจพบตัวเองว่า จริงๆ แล้วชอบเพศเดียวกัน

สุขภาพ : อย่าเครียด ไมเกรนจะถามหา โรคกระเพาะก็จะตามมาติดๆ

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  : ระวังเพื่อนร่วมงาน หรือคนใกล้ตัวให้ดี จะเกิดการทรยศ หรือแทงข้างหลัง ท่านต้องใช้ความรู้ความสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ได้ ด้วยจิตใจที่ให้อภัย อย่าอาฆาตแค้น

การเงิน :  จะเกิดการทะเลาะกันเรื่องการโกงเงิน

ความรัก :  ขอให้ปลง เพราะจะมีปัญหาเรื่องรักสามเส้าเข้ามาในครอบครัว จะจริงหรือไม่ค่อยๆ คุยกัน คนโสด ท่านอาจมีต่างชาติมาจีบ แต่เจ้าชู้มากมาย ดูดีๆ

สุขภาพ  :  ระวังจะเกิดบาดแผลจากของมีคม

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน : เป็นวันแห่งการเริ่มต้น งานที่เกี่ยวกับการเดินทางทุกประเภท รวมถึงการเรียนต่อ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าเอกชนหรือราชการจะประสบความสำเร็จ อาจได้ยวดยานพาหนะใหม่ด้วย

การเงิน : ระวังถูกหลอกด้วยคำพูดที่ไพเราะ

ความรัก :  วันนี้ท่านอาจมีการตกลงอะไรบางอย่าง ในการที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันให้มีความสุข เพราะท่านไม่ชอบให้คู่มาจำกัดอิสระในการใช้ชีวิต หรือการเดินทาง แล้วเวลาทะเลาะกันก็ไม่เบาเลย คนโสด ไม่ควรรีบแต่งงาน อายุที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 35-40

สุขภาพ : ระวังจะมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา ไปตรวจเช็คบ้าง

ชัดเจน อาเล็ก – ธีรเดช ประกาศคบ เต้ย – จรินทร์พร หยอดหวานทุกอย่างมีแต่ความจริงใจ

อาเล็ก – ธีรเดช ยิ้มไม่หุบหลังเปิดปากเรื่อง เต้ย – จรินทร์พร ยอมรับคุยกันมานาน 6 เดือนแล้ว น่ารักให้คำปรึกษาดี โนสนคนวิจารณ์เพราะทุกอย่างมีแต่ความจริงใจ

คนมีความรักหน้าตาจะเป้นแบบนี่เอง ภาพจาก @iampassword

หลังถูกควงกันไปปฏิบัติธรรมด้วยกันที่หัวหิน จนถูกตามองว่าแอบซุ่มคบหาดูใจ ล่าสุดพระเอก อาเล็ก – ธีรเดช เมธาวรายุทธ ได้ออกมายอมรับแล้วว่ากำลังสานสัมพันธ์นางเอกร่างเล็ก เต้ย – จรินทร์พร จุนเกียรติ โดยในงาน เดอะมอลล์ เจทั่วทิศ กุศลจิตทั่วไทย ที่จัดขึ้น ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ อาเล็ก ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนมีความรู้สึกดีๆกับสาวเต้ยเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน

“ก็คุยๆ กันอยู่ครับผม ผมก็มีความรู้สึกดีๆ เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน จริงๆก็ระยะเวลาสักพักแล้วครับ ประมาณ 5-6 เดือนแล้ว ส่วนคลิ๊กกันได้อย่างไรนั้นมันเป็นเรื่องของความรู้สึกเนอะ อย่าไปลงดีเทลมันเลยเราเองไม่รู้และไม่ตั้งใจว่ามันจะเกิดความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาอย่างที่ทุกคนทราบว่าเต้ยเขาเป็นคนน่ารัก เป็นคนดี มีความคิดดี มีความเป็นผู้ใหญ่ ปรึกษาได้ ชอบชวนเราทำอะไรดีๆ ด้วยแหละ เพราะก่อนหน้านี้เราเหมือนไม่ค่อยได้ทำอะไรดีๆ”

เต้ย – จรินทร์พร จุนเกียรติ ภาพจาก @toeyjarinporn

เมื่อถามว่ากังวลไหมเพราะก่อนหน้านี้เต้นยมีข่าวกับบอย – ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เพื่อนสนิทของ อาเล็ก กับเรื่องนี้นักแสดงหนุ่มกล่าวว่าไม่อยากให้คิดกันไปแบบนั้น
“ไม่อยากให้คิดอย่างนั้นครับ เพราะว่าทั้งเล็ก พี่บอย และเต้ยเอง ก็เป็นพี่น้องที่สนิทกันอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่าการพูดแบบนั้นมันเหมือนไม่ให้เกียรติพี่บอย ซึ่งอันที่จริงแล้วพี่บอยเป็นคนแรกๆ ที่รู้ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ มันเป็นเรื่องของคนสองคน ส่วนเรื่องที่เขาถูกจับคู่เป็นข่าวกับเต้ย เราก็ไม่ได้พูดกันถึงเรื่องนั้นครับ”

ในขณะที่เมื่อสื่อข่าวถามว่านอกจากมีข่าวกับบอยแล้ว อเล็กซ์ เรนเดล เพื่อนในก๊วน อาเล็ก ก็เป็นแฟนเต้ยมาก่อนส่วนตัวรู้สึกเป็นกังวลไหม ซึ่งอาเล็กได้ปฏิเสธโดยบอกว่าเรื่องนี้มันเซ้นซิทีฟมาก แต่ไม่หนักใจอะไรเพราะอเล็กซ์เป็นคนแรกที่รู้
“เรื่องนี้มันเซ้นซิทีฟมากครับ ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดอย่างนี้ขึ้นมา แต่พอมันเกิดขึ้นมาแล้ว และเรารู้ว่าอเล็กซ์เป็นลูกผู้ชาย แมนๆ ที่ค่อนข้างโตและมีเหตุผลมากๆ เลยไม่อยากให้เขาไปรับรู้เรื่องนี้จากคนอื่น หรือจากในข่าว ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้รับรู้แล้ว และเข้าใจ เราเจอกัน คุยกันได้ปกติ โดยไม่มีอะไรหนักใจครับ ซึ่งอเล็กซ์เป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ครับ”

นี่!!!อาเล็ก – ธีรเดช เมธาวรายุทธ

อย่างไรก็อาเล็กได้เผยสถานะของเต้ยกับเขาว่าในตอนนี้ว่าเป็นคนที่ตมรู้สึกดีด้วยมากๆ
“เรียกว่าเป็นคนที่ผมรู้สึกดีด้วยครับ ยอมรับว่าไม่ได้ป่าวประกาศกับใครเลย คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้ก็ได้แต่ก็แล้วแต่โอกาสดีกว่า ดูที่ความเหมาะสมเพราะเราต้องปกป้องเขาด้วย เพราะเขาเป็นผู้หญิงอย่างที่บอกว่าไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องบอกให้ใครต้องรับรู้ ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงพระราชพิธีด้วย เราไม่ได้ต้องการจะป่าวประกาศ มันไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศมันเป็นความบังเอิญที่มีรูปออกมาแล้วคนก็สงสัยกันครับ


ภาพจาก @iampassword,@eve_mathuon

เผยชุดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ทรงค่า… ครั้งหนึ่งที่สองพระองค์เสด็จฯ ภูกระดึง

ภูกระดึง แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเลยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ณ ที่แห่งนี้ เมื่อราวๆ กว่า 70 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มาแล้ว

และนี่คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ทรงค่า เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ภูกระดึง ซึ่งในหนังสือ ‘ประมวลพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๘๙-๒๕๑๐’ ได้มีการบันทึกว่า ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ภูกระดึง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2498 ก่อนที่สถานที่แห่งนี้จะได้รับการประกาศให้เป็นอุทยาทแห่งชาติ 4 ปี

โดยเช้าวันนั้น เวลา 9.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปที่สนามหน้าโรงเรียนประจำจังหวัดขอนแก่น เพื่อประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งของกองทัพอากาศ ไปภูกระดึง จังหวัดเลย

บนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง

แม้ระยะเวลาบินจะเป็นเพียงสั้นๆ แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งไม่โปรดการใช้เวลาแบบสูญเปล่าจึงทรงงานเอกสารไปด้วย ระหว่างนั้นเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งได้บินผ่านท้องที่อำเภอภูเวียงและอำเภอวังสะพุง

ทรงงานบนเฮลิคอปเตอร์

เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินถึงยอดภูกระดึง ณ เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯขึ้นประทับบนหลังช้างเพื่อทอดพระเนตรภูมิประเทศ

ประทับบนหลังเพื่อทอดพระเนตรภูมิประเทศ

จากนั้นพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรที่เดินเท้าขึ้นมาจากเชิงเขาได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ในโอกาสนี้ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันบนภูกระดึง ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรน้ำตกธารสวรรค์ และทรงปลูกต้นสนเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้

ทรงปลูกต้นสนเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนิน

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทั้งสองพระองค์ทรงจุดธูปเทียนนมัสการพระพุทธรูปบนยอดภูกระดึงด้วย

ทรงจุดธูปเทียนนมัสการพระพุทธรูปบนยอดภูกระดึง
ราษฎรเดินเท้าขึ้นมาจากเชิงเขาเพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทบนยอดภูกระดึง

แม้จะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงงาน แต่พระอิริยาบถที่น้อยคนนักจะเคยเห็นแบบต่อเนื่อง ก็ทำให้แพรวเชื่อว่าผู้ใดที่ได้ยลพระบรมฉายาลักษณ์ชุดนี้ ต้องรู้สึกเป็นบุญตาแน่นอน

สวยพุ่งมีลุ้นมงฯ ชุดประจำชาติ 2017 เมขลาล่อแก้วพร้อมส่งมารีญาไปสู่จักรวาล ))))

ส่อง มารีญา พูลเลิศลาภ เตรียมความพร้อมก่อนไปชิงมงกุฎนางงามจักรวาล ที่สหรัฐอเมริกา เผยชุดประจำชาติเมขลาล่อแก้ว เกือบเสร็จสมบูรณ์ 

ชุดประจำชาติไทย เมขลาล่อแก้ว ภาพจาก @prapakas

อีกไม่ถึงหนึ่งเดือนแล้วที่ มารีญา พูลเลิศลาภ  หรือ มารีญา ลินน์ เอียเรียน ตัวแทนสาวงามประเทศไทย ที่จะเดินทางไปประกวด  มิสยูนิเวิร์ส 2017 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งในระหว่างนี้เธอได้เข้าฝึกความพร้อมอย่างหนัก ทั้งรูปร่างที่ต้องหมั่นออกกำลังกายเพื่อความฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอ, การแต่งหน้า, การทำผม, ชุดต่างๆ รวมถึงการทำจิตใจให้สงบเพื่อสติที่มั่นคงในการตอบคำถาม

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ แพรวดอทคอม ได้มีโอกาสพูดคุยกับสาว มารีญา ซึ่งเธอได้เปิดเผยแผนการเตรียมความพร้อมให้ได้ฟังกันด้วย โดยบอกว่าที่ผ่านมาเธอฝึกซ้อมเกินร้อยทุกวัน ยิ่งใกล้วันประกวดยิ่งตื่นเต้น ยอมรับว่ามีการแอบไปส่องคู่แข่งประเทศอื่นเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่คิดอะไรเพราะอยากโฟกัสในสิ่งที่เรารับผิดชอบให้เต็มที่มากกว่า

ในส่วนของความคืบหน้าของชุดนั้น สาวงามเผยว่าตอนนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ก็จะมีงานแถลงข่าวเปิดตัวชุดที่จะนำไปใช้เก็บตัวและโชว์ตัวบนเวที มิสยูนิเวิร์ส 2017 ในส่วนของชุดนั้นคร่าวๆก็น่าจะเยอะเหมือนกัน ส่วนเรื่องการแต่งหน้าและทำผมนั้น เมื่อเร็วๆนี้ก็มีโอกาสที่ได้ไปเรียนรู้เทคนิคต่างๆจากพี่ๆมืออาชีพ

มารีญา พูลเลิศลาภ

หากถามว่าส่วนไหนที่ยังกังวลและไม่มั่นใจอยู่นั้น มารีญาบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องของสมาธิ ตอนนี้คุณแม่เลยให้ไปนั่งปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่ ซึ่งส่วนตัวก็รู้สึกว่าต้องการเติมเต็มในส่วนนี้ เป็นอะไรที่ต้องการจริงๆเนื่องจากไม่ว่าเราเตรียมตัวขนาดไหนถ้าบนเวทีไม่มีสมาธิก็จะลงทะเลไปเลย

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังได้ถามว่าปีนี้ทางกองประกวดให้มีการพรีเซนต์ชุดประจำชาติด้วย ซึ่งสาวงามได้อธิบายว่า ใช่ค่ะเลยต้องมีการซ้อมการแสดงโขน ยอมรับว่าไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่พอได้มีโอกสาสเรียนจึงรู้สึกว่าสง่าและยิ่งใหญ่จนอยากให้ชาวต่างชาติได้เห็น ซ้อมหนักมีความเมื่อย เพราะนอกจากจะต้องพรีเซนต์ชุดแล้ว มารีญาต้องถือหุ่นกระบอกด้วยซึ่งมีน้ำหนักมากจึงอยากเพิ่มความแข็งแรงให้แขนมากกว่านี้

อย่างไรก็ตามล่าสุดมีการเผยภาพบางส่วนของชุดเมขลาล่อแก้ว (CHASING THE LIGHT)ออกมาแล้วซึ่งแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์แต่ก็เห็นถึงความปราณีตและพิถีพิถัน นอกจากนี้ยังมีคลิปมารีญาฟิตติ้งชุดที่จะนำใส่ในการประกวดออกมาด้วย โดยคลิปหลังกลายเป็นที่ฮือฮาเพราะนอกจากความสวยจพุ่งจนฉุดไม่อยู่แล้ว กับการนำผ้ามัดหมี่ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ มาตัดโค้ททันสมัยสไตล์ยุโรป มีเอกลักษณ์โดดเด่นแบบ2วัฒนธรรมกลิ่นอายแบบตะวันตกและตะวันออก ซึ่งบอกเลยว่าสวยเด็ดจริงๆ

‼️SNEAK PEAK‼️Fitting Day 2 ✔️ Thai IKAT Silk: The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Technique of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand #SUPPORT Wearing; #EverydayKarmakamet #PhyaBag #Kloset •••Thai silk is so beautiful and I believe sometimes underestimated…so excited to be wearing lots of Thai Silk in #Vegas!••• หนึ่งในชุดสำหรับใช้ในการประกวด #Miss #Universe ซึ่งใช้ผ้ามัดหมี่จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตัดเย็บและออกแบบโดยหลากหลายดีไซน์เนอร์แบรนด์ชั้นนำของไทย #missuniverse #missuniverse2017 #roadtomissuniverse #missuniversethailand #marialynnehren #mariapoonlertlarp #thaisilk #ThaiIKATSilk #Thailand

A post shared by Maria Poonlertlarp (@marialynnehren) on

 


ภาพจาก : Miss Universe Thailand,คิดบวกสิปป์,IG @prapakas

เปิดผังทีวีทุกช่อง พร้อมใจถ่ายทอดสดมหรสพสมโภช ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

การแสดงมหรสพสมโภชที่จะเกิดขึ้นในพระราชพิธถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณที่จะเกิดขึ้นในช่วงงานออกพระเมรุพระบรมอัฐิ ซึ่งเป็นแบบแผนที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

การจัดมหรสพสมโภชยังถือเป็นเป็นการแสดงพระกฤดาธิการของพระมหากษัตริย์ โดยในสมัยกรุุงรัตนโกสินทร์ได้มีการจัดมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุตามแบบแผนประเพณีเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในงานออกพระเมรุพระบรมอัฐิ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พ.ศ. 2339 ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการรื้อฟื้น การประโคมดนตรีและการมหรสพอีกครั้งในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พ.ศ. 2539 และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมา

ทั้งนี้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กระทรวงวัฒนธรรมได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้จัดการแสดงมหรสพสมโภช โดยในครั้งนี้มีกำหนดการเตรียมการแสดงทั้งหมด 3 เวที  บริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือ ประกอบด้วย

เวทีที่ 1 การแสดงมหรสพ จัดแสดงหนังใหญ่ และโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตั้งแต่ตอนพระนารายณ์อวตาร ถึงศึกรบชนะทศกัณฑ์

เวทีที่  2 การแสดงละคร หุ่นหลวง หุ่นกระบอก เรื่องพระมหาชนก อิเหนา มโนห์รา

เวทีที่ 3 การแสดงดนตรีสากล บรรเลงและขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์เพลงเทิดพระเกียรติ และบทเพลงถวายอาลัย

ทุกเวทีกำหนดเวลา เริ่มแสดง 18.00 น. ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนถึงเวลา 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยการแสดงของทุกเวทีจะหยุดการแสดงเมื่อมีพระราชพิธีในพระเมรุมาศ

นอกจากการแสดงทั้ง 3 เวทีแล้ว ยังได้กำหนดการแสดงที่สำคัญยิ่งคือ การแสดงหน้าพระที่นั่งทรงธรรม หรือพระเมรุมาศ ที่เรียกันว่า โขนหน้าไฟ จัดการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร-ยกรบ-รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอีกด้วย

ผู้แสดงประกอบด้วย นาฏศิลปิน สำนักการสังคีต นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป ทั่วประเทศ 12 แห่ง และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้แสดง ผู้พากย์ – เจรจา ผู้บรรเลง ขับร้องและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 300 คน

ทั้งนี้สำหรับประชาชนที่เฝ้าดูพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่บ้าน นอกจากจะชมการถ่ายทอดสดตั้งแต่เริ่มพระราชพิธีจนจบแล้ว ในส่วนของมหรสพสมโภชก็จะมีการถ่ายทอดสดตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ด้วย ดังนี้

โขนและหนังใหญ่ ถ่ายทอดสดทางช่อง9,ช่อง5,ช่องTNN,TGNหรือ Thai Global Network,PPTV,Voice TV,Spring News,Amarin TV และ Nation Channel

หุ่นและละครใน ถ่ายทอดสดทางช่อง3,Thai PBS,New TV,Workpoint,Thairath TV,Now TV,โทรทัศน์รัฐสภาและTrue4U

ดนตรีสากลและบัลเล่ต์ ถ่ายทอดสดทางช่องNBT,ช่อง 7,ช่อง 8, MONO29,Bright TV,ช่องวัน และ GMM25

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.kingrama9.th

 

ต้องมาดู 99 ภาพเขียนจากศิลปิน ถ่ายทอดผลงานกลั่นจากใจเพื่อ ‘พ่อหลวง’

ภาพของ ‘พ่อหลวง’ ล้วนมีความหมาย 

 ‘พ่อหลวง’ ยังอยู่ในใจคนไทยทุกคน  ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ จึงขอเชิญชวนร่วมงาน ‘STILL ON MY MIND ในดวงใจนิรันดร์’ ซึ่งภายในงานมีนิทรรศการต่างๆ ที่น่าสนใจมาก หนึ่งในนั้นคือ นิทรรศการภาพเขียน 99 ภาพจาก 60 ศิลปินที่พร้อมใจกันทำเพื่อน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่9  

นับเป็นการรวมความทรงจำสุดล้ำค่าเกี่ยวกับ ‘ในหลวงรัชกาลที่9’ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านมุมมองของศิลปินไทย

อาทิผลงานของ คุณศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี, จิตต์สิงห์ สมบุญ , ป๊อด โมเดิร์นด็อก, อ.เกริกบุระ ยมนาค , เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล และศิลปินท่านอื่นๆ อีกมากมาย ที่นำผลงานสุดเลอค่ามาสู่สายตาประชาชนชาวไทย ให้ได้ชมตลอดงาน Still on my mind “ในดวงใจนิรันดร์”

งานจัดแสดงตั้งแต่วันนี้-31 ตุลาคม 2560 ณ โซนอีเดน 3 รีบไปดูกันนะจ๊ะ

 

 

เรื่องเล่าจากฝาบ้าน : ความทรงจำของลุงหล้าครั้งเมื่อรับเสด็จฯ ในหลวงร.9

ภาพกาดริมทางขึ้นดอยอินทนนท์ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินเลือกชาและผลไม้อบแห้งหลากชนิด และทิวต้นพญาเสือโคร่งสองข้างถนนลาดยางทันสมัย คงเป็นภาพคุ้นตาของหลายคน แต่ท่ามกลางความเจริญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยรอบ บ้านขุนกลาง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านไม้เล็กๆ หลังหนึ่งในหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายยังคงสภาพไม่ต่างกับเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน อะไรทำให้เจ้าของบ้านหลังนี้ไม่รื้อถอนหรือแม้แต่ต่อเติมใดๆ แม้ว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงจะหันไปสร้างบ้านจากอิฐและปูนที่แข็งแรงและทันสมัยขึ้น เจ้าของบ้าน วิโรจน์ พนากำเนิด หรือ ลุงหล้า เล่าว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาที่บ้านหลังนี้ และเขาตั้งใจจะดูแลรักษามันอย่างดีไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด

วิโรจน์ พนากำเนิด หรือ ลุงหล้า ขณะรอกราบพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ลุงหล้า เล่าถึงความประทับใจครั้งนั้นว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาที่หมู่บ้าน เพื่อทรงศึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขา ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ มาที่บ้านของลุงหล้า ทรงสอบถามเรื่องการประกอบอาชีพในบริเวณนี้ พร้อมทั้งพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการทำเกษตรแผนใหม่ ภาพที่ในหลวงทรงร่วมพิธีผูกดวงชะตาตามวิถีชาวเขาบริเวณหลังบ้าน และทรงพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของลุงหล้า หลายครั้งที่หันไปมองผนังไม้ในห้องนั่งเล่น ก็ยังเห็นภาพพระองค์ประทับบนพื้นไม้ตรงนั้นซ้อนทับขึ้นมา ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ปัจจุบัน ชาวเขาในหมู่บ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก สถานีวิจัยโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ที่ในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเมื่อปี 2522 (ปัจจุบันคือสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์) เปลี่ยนเนินเขาที่เต็มไปด้วยดอกฝิ่น ให้กลายมาเป็นไร่ที่เต็มไปด้วยไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก ไม้ผล หลากหลายชนิด จากการทำไร่เลื่อนลอยเป็นอาชีพหลักก็กลายมาเป็นการทำเกษตรแบบถาวร ซึ่งช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชาวเขา ในขณะที่เด็กๆ ก็ได้มีการศึกษา ได้นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาท้องถิ่น และมีความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตน

ลุงหล้ามักเล่าให้ลูกหลานฟังเรื่องเหตุการณ์เมื่อเกือบ 40 ปีก่อนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่เสมอๆ และหวังว่าจะได้พบกับพระองค์ท่านอีกครั้ง แม้ว่าในวันนี้อาจจะทำได้แค่มากราบลาก็ตาม

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะผู้บริหารกรุงศรี ออโต้ได้เดินทางไปที่ชุมชนม้งเพื่อศึกษาถึงเส้นทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ ไป ตลอดจนโครงการหลวงที่พระองค์ท่านทรงริเริ่มไว้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน จึงมีโอกาสได้พบกับลุงหล้าและสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ ด้วยความรู้สึกประทับใจที่ลุงหล้าถ่ายทอดออกมา คณะผู้บริหารจึงได้ชวนคุณลุงและครอบครัวมากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่กรุงเทพฯ

ลุงหล้าซึ่งไม่เคยมากรุงเทพฯ และไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลยสักครั้ง ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ทั้งพูดคุยกับลูกหลานที่เคยเดินทางบ่อยๆ แต่คืนก่อนที่จะเดินทาง ลุงหล้าก็ยังคงนอนไม่หลับ เพราะความตื่นเต้นและตื้นตันเต็มแน่นอยู่ในหัวใจ เพราะพรุ่งนี้ลุงหล้าจะได้ร่วมส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่สวรรคาลัยแล้ว

ลุงหล้าและครอบครัวเดินทางมาถึงบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวังแต่เช้าตรู่ของวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ในมือถือพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มองเผินๆ แล้วอาจดูเหมือนภาพพระราชกรณียกิจทั่วไป แต่หากดูโดยละเอียดแล้วจะพบว่า ชายในชุดชาวเขาเผ่าม้งที่ยืนฟังพระองค์อยู่ตรงกลางรูปนั้นคือลุงหล้าในวัยหนุ่ม คุณลุงและครอบครัวได้บอกเล่าเรื่องราวความประทับใจครั้งนั้นให้ผู้คนที่มาร่วมกราบพระบรมศพฟังด้วยสีหน้าปลื้มปิติ รู้ตัวอีกทีก็ได้เดินมาถึงหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้ว

แม้ว่าภายในพระที่นั่งจะเต็มไปด้วยพสกนิกรนับร้อย แต่บรรยากาศกลับสงบนิ่ง ลุงหล้าหันไปมองคนรอบข้างที่ต่างมาที่นี่ด้วยความตั้งใจหนึ่งเดียว ก่อนจะก้มตัวลงกราบเบื้องหน้าพระบรมโกศ พร้อมอธิษฐานในใจว่า “ในหลวงเปิ้นอยู่บนสวรรค์แล้ว ขอให้ท่านส่องแสงลงมา ให้ลูกหลานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี”

ภาพเมื่อเกือบ 40 ปีก่อนแวบเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง ลุงหล้าถือพระบรมฉายาลักษณ์ไว้แน่น พร้อมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะนำกลับไปแขวนที่ผนังบ้าน และเล่าลูกหลานฟังถึงเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง เหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

อยู่ดี กินดี สองคำสั้นๆ ที่เขียนง่าย แต่ทำได้ยาก โดยเฉพาะถ้าโจทย์นั้นคือ ทำให้คนทั้งประเทศ

อยู่ดี กินดี สองคำสั้นๆ ที่เขียนง่าย แต่ทำได้ยาก โดยเฉพาะถ้าโจทย์นั้นคือ ทำให้คนทั้งประเทศ

หากนั่นคือภารกิจสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงทำมาตลอดพระชนม์ชีพ โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทรงเลือกใช้ คือ การประมง ซึ่งหากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป เมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าใดนัก ทั้งที่มีประชาชนในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก เข้าไม่ถึงแหล่งโปรตีนที่สำคัญนี้

ก้าวสำคัญของประมงไทย
ในช่วงแรกของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักว่าประชาชนยากจนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทยังขาดสารอาหารโปรตีน สัตว์น้ำจำพวกปลาน้ำจืดมีจำนวนไม่เพียงพอกับประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะชาวบ้านในภาคเหนือและภาคอีสานที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ ขณะที่หนองบึงหลายแห่งก็เผชิญกับปัญหาน้ำเน่าเสีย จึงมีพระบรมราโชบายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการประมงอย่างครบวงจร ทั้งด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การวิจัย การอนุรักษ์สัตว์น้ำ รวมถึงการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรด้านการประมง

พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเริ่มต้นเมื่อกรมประมงแห่งเมืองปีนังส่งปลาหมอเทศให้กรมประมงไทยมาทดลองเพาะเลี้ยงเมื่อพ.ศ.2492 ปรากฏว่าเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนต่อโรคและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เมื่อความทราบถึงในหลวงรัชกาลที่9 จึงมีพระราชดำริให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาหมอเทศมาทดลองเลี้ยงในพระที่นั่งอัมพรสถานเมื่อปีพ.ศ.2495 หลังจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านจากทั่วประเทศเข้ารับพระราชทานพันธุ์ปลาหมอเทศเพื่อนำไปเลี้ยงต่อ เหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทำให้คนไทยได้เรียนรู้และสนใจการเลี้ยงปลาอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ

หลังจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีกิจกรรมการศึกษาวิจัยด้านการจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง(ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดฉะเชิงเทรา, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่างคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดจันทบุรี, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดสกลนคร, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดนราธิวาส) โดยทรงเน้นให้ทำการทดลองที่สามารถใช้ในท้องที่ได้จริงเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างวิชาการชั้นสูงกับเกษตรกรทุกคน

หลากหลายพระราชดำริด้านการประมง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการค้นคว้าวิจัยทางด้านการประมงเพื่อนำความรู้เหล่านั้นส่งต่อให้แก่เกษตรกร และมีพระราชดำริให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและฝายในพื้นที่ที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งหรืออุทกภัย เพื่อเป็นบ้านให้สัตว์น้ำดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ความตอนหนึ่งว่า

“…ควรดำเนินการพัฒนาการประมงให้เหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศโดยการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเช่นห้วยหนองให้เป็นแหล่งขยายพันธุ์ปลาและส่งเสริมให้ราษฎรสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนั้นได้ทั้งการประมงและการปลูกพืชผักบริเวณรอบๆหนองน้ำด้วยเพราะการขุดบ่อใหม่มักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำหรือน้ำท่วมปลาก็จะหนีไปหมด…”

แนวพระราชดำรินั้นก่อให้เกิดโครงการมากมายเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรประมง โดยมีการกำหนดนโยบายส่งเสริมการปล่อยสัตว์น้ำชนิดต่างๆ โดยเฉพาะพันธุ์ปลาชนิดที่เหมาะสมลงในแหล่งน้ำนั้นๆ

อีกปัจจัยสำคัญที่ทรงให้ความสำคัญคือการจัดการทรัพยากรประมงทรงมุ่งมั่นงานด้านการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรประมงควบคู่ไปกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งกระจายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ด้วยการสงวนพันธุ์และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำพร้อมเร่งรัดปล่อยพันธุ์ปลาชนิดต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาโตเร็วที่เหมาะสมในแต่ละท้องที่ลงในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้มีสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนของประชาชนไว้บริโภคต่อไป

ในกรณีที่ปลาบางชนิดหายากและมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนลดน้อยลงจนอาจสูญพันธุ์ได้ เช่น ปลาบึก ซึ่งเป็นปลาในอันดับ Catfish ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีอยู่เฉพาะในแม่น้ำโขงเท่านั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำการค้นคว้าหาวิธีการที่จะอนุรักษ์พันธุ์ปลาชนิดนี้ไว้ พร้อมทั้งทรงให้กำลังใจผู้ค้นคว้าตลอดเวลา กระทั่งสามารถผสมเทียมพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้สำเร็จ

การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ทรงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการศึกษาวิจัยตามแนวพระราชดำริ เพื่อหาแนวทางใช้ประโยชน์ทรัพยากรชายฝั่งแบบอเนกประสงค์และเกื้อกูลกัน ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี โดยได้มีการพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนาผสมผสานกับการอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลนทดแทน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำและความขัดแย้งระหว่างนาข้าวกับนากุ้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดทำ “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ” จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยการกำหนดเขตเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้เป็นสัดส่วน โดยการสร้างเขื่อนป้องกันไม่ให้น้ำเค็มเข้ามาทำความเสียหายให้นาข้าว อีกทั้งยังทรงแนะนำให้ทำระบบบำบัดน้ำเสียจากการเพาะเลี้ยงกุ้งก่อนจะปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งทำระบบชลประทานน้ำเค็มและคลองระบายน้ำเสียแยกจากกัน

ปลานิล MISSION ที่ไม่ IMPOSSIBLE

หากพูดถึงการพัฒนาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ นั่นคือพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลานิล ซึ่งมีจุดเริ่มต้นเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ (ในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น) เสด็จฯมาทรงเยือนประเทศไทยในเดือนธันวาคม พ.ศ.2507 ในครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่9ทรงต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และจัดโปรแกรมช่วงหนึ่งให้ไปทอดพระเนตรปลาที่พิพิธภัณฑ์ปลา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผศ. ดร.ธรณ์ ธำรง- นาวาสวัสดิ์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นการทูตหยุดโลก

“หลายคนอาจสงสัยว่ามกุฎราชกุมารจากญี่ปุ่น มหาอำนาจแห่งเอเชีย เสด็จฯมาไทยเป็นครั้งแรก ทำไมเราไม่จัดประชุมให้หนักพูดคุยเรื่องการบ้านการเมืองหรือเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้วในหลวงรัชกาลที่9 ทรงทราบว่าองค์มกุฎราชกุมารโปรดเรื่องปลาเป็นพิเศษ และในขณะนั้นคนไทยก็ต้องการโปรตีนเพื่อพัฒนาร่างกาย พัฒนาสมอง แต่โปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นล้วนมีราคาแพงเกินกว่าที่ชาวบ้านสามัญชนจะหากินได้ทุกวี่วัน”
หลังจากการทูตครั้งสำคัญในครั้งนั้น วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2508 มกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่นก็ทรงน้อมเกล้าฯถวาย ปลาทิโลเปียนิโลติกา(Tilapianilatica) จำนวน50ตัวแด่ในหลวงรัชกาลที่9 ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลี้ยงในบ่อบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตต่อมาได้พระราชทานชื่อเป็นภาษาไทยนี้ว่า ปลานิล ให้เชื่อมโยงกับชื่ออังกฤษ

ในเวลาไม่ถึงขวบปีวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2509 จากปลานิล50ตัวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานลูกปลานิล 10,000 ตัวแก่กรมประมงนำไปขยายพันธุ์ที่แผนกทดลอง และเพาะเลี้ยงเพื่อแจกจ่ายให้แก่ราษฎรตามความต้องการซึ่งปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของเกษตรกร เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตไวไม่ว่าปล่อยที่ใดก็ออกลูกออกหลานอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจึงมีคำร้องขอพันธุ์ปลาเข้ามาที่กรมประมงเป็นจำนวนมากจนผลิตไม่ทันเมื่อความทราบถึงในหลวงรัชกาลที่9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ใช้บ่อปลาที่สวนจิตรลดาช่วยผลิตลูกปลา หากพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็อาจกล่าวได้ว่าจะมีพระมหากษัตริย์ใดในโลกนี้ที่ใช้บ้านของตัวเองเป็นกรมประมงแห่งที่2เพื่อจะช่วยให้ปลากระจายไปถึงคนไทยทั้งประเทศ โดยปลานิลที่เพาะเลี้ยงในสวนจิตรลดาเป็นที่รู้จักกันในนาม ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงจากครั้งที่ได้รับการน้อมเกล้าฯถวาย ซึ่งจะพระราชทานแก่กรมประมง เป็นพันธุ์ปลาพระราชทานแก่ราษฎรในขณะเดียวกันบ่อยครั้งเวลาที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมชาวบ้าน ไม่ว่าที่ใดก็มักจะทรงปล่อยปลาลงแหล่งน้ำด้วยพระองค์เอง เพื่อให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ในพ.ศ.2510 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ขอพระราชทานพันธุ์ปลาที่อุดมด้วยโปรตีนไปบริจาคให้แก่ชาวบังกลาเทศที่กำลังประสบปัญหาภาวะขาดแคลนอาหาร พระองค์พระราชทานลูกปลานิล จำนวน 500,000 ตัวเป็นการช่วยเหลือ

วันเวลาหมุนผ่านจนถึงวันนี้ ปลานิลกลายเป็นปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ในปัจจุบันสามารถผลิตปลานิล ได้ปีละ 220,000 ตัน ส่งออกไปทั่วโลก สร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 10,000 ล้านบาท และยังสร้างอาชีพให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอีกนับไม่ถ้วน

สำคัญที่สุดคือการที่คนไทยทั้งประเทศมีแหล่งโปรตีนราคาไม่แพง ที่หาซื้อได้ง่าย ปลานิลกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีขายอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าในภัตตาคารหรือร้านอาหารข้างทาง เป็นปลาที่คนไทยทั้งประเทศได้กิน สมดังพระราชปณิธานที่อยากให้คนไทยได้กินดีอยู่ดี

โดยหนึ่งในพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับพระราชปณิธานเรื่องการประมง ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ความตอนหนึ่งว่า

“…ประโยชน์อันพึงประสงค์ของการพัฒนานั้นก็คือความผาสุกสงบความเจริญมั่นคงของประเทศชาติและประชาชนแต่การที่จะพัฒนาให้บรรลุผลเป็นประโยชน์ดังกล่าวได้จำเป็นที่จะต้องพัฒนาฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้อยู่ดีกินดีเป็นเบื้องต้นก่อน…จึงอาจพูดได้ว่าการพัฒนาก็คือการทำสงครามกับความยากจนเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนโดยตรงเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนมีความอยู่ดีกินดีและประเทศชาติมีความสงบมีความเจริญเมื่อนั้นการพัฒนาจึงจะถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นชัยชนะของการพัฒนาอย่างแท้จริง…”

เมื่อนำเรื่องราวตั้งแต่บรรทัดแรกของบทความนี้มาต่อรวมเป็น จิ๊กซอว์ จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริเรื่องการประมงอย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ การพัฒนาและรักษาแหล่งน้ำ จนถึงการที่ทำให้เกษตรมีปลาให้จับ และคนไทยได้กินปลาอย่างยั่งยืน ทรงเล็งเห็นว่าการประมงคือกระดูกสันหลังข้อหนึ่งของชาติ จึงทรงให้ความสำคัญมาโดยตลอด ดังเช่นปรากฏการณ์เรื่องปลานิล ซึ่งอาจเรียกได้ว่านี่คือ ยุทธศาสตร์เรื่องของปลาที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดในโลก เป็น Mission Impossible ที่กลายเป็นความจริงแล้ว

ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เล่าต่อถึงประเด็นนี้ว่า “หลักการของการประมงโลกคือทำให้มีแหล่งโปรตีนราคาถูกให้คนทั้งโลกมีโอกาสได้กินปลาและเมื่อย้อนเวลากลับ60ปีก่อนมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้แต่โชคดีมีคนหนึ่งคนที่รู้และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอดนั่นคือในหลวงรัชกาลที่9ทรงทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าเป็นไปได้เรื่องปลานิลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคำถามต่อมาคือพระองค์ทำได้อย่างไรผมว่าคงมีคำตอบเดียว

“นั่นคือ ความรักที่ทรงมีต่อพสกนิกร”

ข้อมูลและภาพ : นิตยสารแพรวฉบับ 915

รู้จัก “สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน” ราชินีผู้พลัดถิ่น

วันนี้แพรวดอทคอมจะพาทุกคนมารู้จักกับราชวงศ์อิหร่าน ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งราชวงศ์ที่ไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก เพราะหลังจากการปฏิวัติอิสลามล้มล้างระบอบราชาธิปไตย เมื่อปีพ.ศ. 2522 สมเด็จพระจักรพรรดิโมฮัมหมัด เรซา เสด็จสวรรคตต่างแดน ส่วนพระราชวงศ์คนอื่นๆ ได้ประทับลี้ภัยยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และสมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน เมื่อครั้นเสด็จพระราชดำเนินเยือนอิหร่าน เมื่อปีพ.ศ. 2510

สมเด็จพระจักรพรรดิโมฮัมหมัด เรซา สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน และเจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน

 

สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน

บุคคลในราชวงศ์อิหร่านที่เราจะพาทุกคนมารู้จักกันในวันนี้คือ สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน เพราะพระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญและเป็นที่จับตามองของสื่อต่างชาติ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของพระราชวงศ์ต่างประเทศ ก็ยังได้รับการถวายพระเกียรติยศเสมอ และในตอนนี้พระองค์ได้ใช้พระชนม์ชีพส่วนใหญ่อยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน ณ ปัจจุบัน

สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน (นามเดิม ฟาราห์ ดีบา) เข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับสมเด็จพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินี จนกระทั่งสถาปนารัฐอิมพีเรียลอิหร่าน จึงได้เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี (ชาห์และชาห์บานู) มีพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 2 พระองค์ ซึ่งปีนี้ทรงเจริญพระชนมายุ 79 พรรษา ไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา 

ย้อนไปด้านการศึกษา จักรพรรดินีฟาราห์ทรงศึกษาภายในประเทศในโรงเรียนอิตาเลียน ที่เตหะราน จากนั้นทรงย้ายไปยังโรงเรียนฌาณส์ เดอ อาร์ก ฝรั่งเศสจนกระทั่งมีพระชนมายุ 16 พรรษา และหลังจากนั้นทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนราซี 

สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน ณ ปัจจุบัน

พระองค์ทรงเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในวัยเยาว์และทรงกลายเป็นกัปตันทีมบาสเก็ตบอลประจำโรงเรียนของพระองค์ หลังจากทรงจบการศึกษาจากโรงเรียนราซี พระองค์ทรงสนพระทัยในสถาปัตยกรรมโดยเข้าศึกษาต่อที่สถาบันศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

แม้ว่าตอนนี้สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน จะไม่ได้อยู่ในบทบาทของราชินีแล้ว แต่อย่างที่เกริ่นไปในตอนแรก เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมงานต่างๆ ก็ยังคงได้รับการถวายพระเกียรติยศอยู่เสมอ


 

ข้อมูล : IG@royalworldthailand 

ภาพ : IG@royalworldthailand

 

พ่อแม่เตือนต้องฟัง! อุทาหรณ์ความรักของ 2 สาวคนดัง ชีวิตเกือบพังเพราะไม่ฟังใคร

พ่อแม่เตือนต้องฟัง! อุทาหรณ์ความรักของ 2 สาวคนดัง ชีวิตเกือบพังเพราะไม่ฟังใคร …อาจจะเป็นคำที่ดูโบราณ แต่มันก็คือเรื่องจริงที่ว่า “ผู้ใหญ่เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน” เด็กรุ่นใหม่อาจจะเถียงว่าแล้วใครเขาอยากจะอาบน้ำร้อนล่ะ ก็เลือกอาบน้ำอุ่นๆสิ! แต่เอาเป็นว่าเรื่องนี้ถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้

ตัวอย่างของคนในวงการบันเทิงมีให้เห็นมากมาย บางทีการอยู่ในวงการนี้เราก็ต้องวางตัวให้เป็นและฟังหูไว้หู อย่าไปมั่นใจกับอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องของหัวใจ หลายครั้งที่เห็นข่าวเรื่องความรักที่เหมือนจะดีแต่ก็ดันเกิดการผิดพลาด พาชีวิตพังไม่เป็นท่าก็มีให้เห็น ล่าสุดกับกรณีที่ดาราสาวฝั่งวิกหมอชิตหายหน้าหายตาไปจากบ้านกว่า 8 เดือน โดยไม่ติดต่อพ่อแม่ มารู้อีกทีคือตอนนี้กำลังตั้งครรภ์กับแฟนหนุ่มแล้ว ก็ทำเอาพ่อแม่ฝ่ายหญิงกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่นาน จนต้องออกมาบอกกับสื่อ ตอนนี้สถานการณ์ก็ยังคลุมเครือ เอาเป็นว่าเราก็ไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุมันเกิดจากอะไรกัน แต่ก่อนหน้านี้ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว ขอยกเคสจาก 2 สาวคนดังที่เคยตกเป็นข่าวเรื่องความรัก ที่พ่อแม่นั้นไม่ปลื้มฝ่ายชายสักเท่าไหร่มย้อนให้ดูเป็นอุทาหรณ์ ว่าจริงๆแล้ว เราจะเชื่อใครก็ตาม แต่อย่าลืมฟังพ่อแม่บ้างก็น่าจะดี

ษา-วรรณษา ทองวิเศษ

อดีตรองมิสไทยแลนด์เวิลด์ที่ยุคหนึ่งเธอจัดว่าเป็นสาวสวยอันดับต้นๆของวงการบันเทิง เรื่องราวความรักของเธอที่โด่งดังสุดๆก็คงจะเป็นตอนที่รักกับร็อคเกอร์รุ่นใหญ่แห่งตำนาน ซึ่งเคยแต่งงานมีลูกมาแล้ว ซ้ำยังจบกับภรรยาเก่าแบบไม่ดี จนมีการแฉเรื่องพฤติกรรมของเขา ทางด้านสาวษาซึ่งตอนนั้นแม้จะได้ยินข่าวมา รวมถึงคุณแม่ของเธอเองจะเตือนเรื่องนี้อยู่เป็นประจำแต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ และมีลูกด้วยกันหนึ่งคน ผ่านไปไม่นานหลังจากที่คลอดลูก เธอก็ต้องออกมายอมรับว่าได้เลิกรากับร็อคเกอร์หนุ่ม และกลายมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัว

จุดจบของความรักครั้งนี้ของสาวษา นอกจากเจ้าตัวเองที่ต้องเสียใจแล้ว คนที่เสียใจที่สุดที่เห็นลูกเศร้าก็คือคุณแม่ และก็เป็นผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ข้างเธอและรักเธอด้วยความจริงใจที่สุด ซึ่งคอยช่วยเหลือดูแลลูก จนตอนนี้แม้ว่าครอบครัวจะไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่เธอกับแม่และลูกของเธอก็แฮ็ปปี้กับชีวิตมากขึ้นกว่าเก่า

ปุ๊กกี้ -ปริศนา พรายแสง

อดีตนักร้องยุค 90s ที่โด่งดังสุดๆ เจ้าของเพลงฮิตติดหูมากมาย สมัยนั้นเรียกว่าเส้นทางการเป็นนักร้องของสาวปุ๊กกี้กำลังไปได้สวยเลยทีเดียว แต่ก็ต้องมาสะดุดกับเรื่องความรัก ซึ่งตอนนั้นเธอตั้งท้องกับนักร้องรุ่นพี่ในค่ายและแต่งงานอยู่กินเป็นครอบครัว แต่ทางฝ่ายคุณแม่และคุณยายไม่เห็นด้วย จนมีข่าวว่าสาวปุ๊กกี้ทะเลาะกับคุณยายและคุณแม่อย่างรุนแรง

ชีวิตครอบครัวของสาวปุ๊กกี้หลังจากแต่งงานมีลูกก็เงียบหายไป เธอใช้ชีวิตครอบครัวกับนักร้องรุ่นพี่มาได้ 7 ปี หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าทั้งคู่เลิกรากันจนถึงขั้นขึ้นศาล และสาวปุ๊กกี้ก็แทบไม่ได้เจอลูกของเธออีกเลย ปัจจุบันนี้สาวปุ๊กกี้เธอแต่งงานมีครอบครัวใหม่อีกสองครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดกับสามีคนที่สามก็ดูเหมือนชีวิตครอบครัวของเธอก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่เธอก็ต้องประคองความรักให้ดีที่สุดเพราะยังมีลูกชายตัวน้อยที่เธอต้องดูแลอยู่ด้วย

 

ใครจะผิดจะถูกยังไงเอาเป็นว่าจะทำอะไรสิ่งที่ต้องคิดถึงมากๆก็คือ คุณพ่อคุณแม่นี่แหละ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์สุดท้ายคนที่ไม่มีวันทิ้งเราไปไหนยังไงก็หนีไม่พ้นพวกเขา ดังนั้นดูแลหัวใจตัวเอง ดูแลหัวใจคนอื่นแล้ว อย่าลืมดูแลหัวใจพ่อแม่กันด้วยนะ

 

 

เดินทางฟรี จอดฟรี! ร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่สนามหลวง ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

ผนึกกำลังภาครัฐ – เอกชน ร่วมทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลพื่อบริการประชาชนที่จะเดินทางไปยังบริเวณงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ภาครัฐและเอกชนร่วมทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลเพื่อบริการประชาชนที่จะเดินทางไปยังบริเวณงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร บริเวณท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25 – 30 ตุลาคม 2560


รถเวียรับ-ส่ง (Shuttle Bus)

ศูนย์การค้า โชว์ ดีซี พระราม9 – สนามหลวง (บ้านมนังคศิลา) วันที่ 25 ตุลาคม 2560  เวลา 8.00 น. – วันที่ 27 ตุลาคม 2560  เวลา 19.00 น. รถออกทุก 30 นาที พร้อมบริการที่จอดรถฟรี!

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – สนามหลวง (สถานีตำตรวจนางเลิ้ง) วันที่ 26 ตุลาคม 2560  เวลา 6.00 น. – วันที่ 27 ตุลาคม 2560  เวลา 6.00 น. พร้อมบริการที่จอดรถฟรี! ที่จอดรถระยะยาว (Long Term Parking) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ท่าอากาศยานดอนเมือง – สนามหลวง (สนามม้านางเลิ้ง) วันที่ 26 ต.ค. 60 เวลา 8.00 น. – 24.00 น.พร้อมบริการที่จอดรถฟรี! พื้นที่ชั้น 2 – 3 อาคารจอดรถ 5 ชั้น และบริเวณอาคารคลังสินค้า 3 และ 4 ท่าอากาศยานดอนเมือง

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 –สนามหลวง (แยกปากคลองตลาด) วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต บางใหญ่ – สนามหลวง (แยกอรุณอมรินทร์)  วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา – สนามหลวง (แยกอรุณอมรินทร์) วันที่ 26 ตุลาคม 2560   ให้บริการตลอด 24 ชม.

เมืองทองธานี (ลานริมทะเลสาบเมืองทองธานี) – สนามหลวง (โรงแรมรัตนโกสินทร์) 23-31 ตุลาคม 2560เวลา 05.00 -24.00 น. โดยรถจะออกวิ่งทุกๆ 10 นาที

สโมสรตำรวจ – สนามหลวง (สนามม้านางเลิ้ง) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม. พร้อมบริการที่จอดรถฟรี!ในสโมสรตำตรวจ

สนามกีฬาธูปะเตมีย์ -สนามหลวง (สนามม้านางเลิ้ง) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ  -สนามหลวง (สนามม้านางเลิ้ง) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.พร้อมบริการที่จอดรถฟรี!ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

เมกา + อีเกีย บางนา กม.8 – สนามหลวง (บ้านมนังคศิลา) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม. พร้อมบริการที่จอดรถฟรี! เมกา บางนา และ อีเกีย บางนา

ไบเทคบางนา –  สนามหลวง (บ้านมนังคศิลา) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม. พร้อมบริการที่จอดรถฟรี!ศูนย์การประชุมไบเธคบางนา

แอร์พอร์ตลิ้งมักกะสัน  – สนามหลวง (บ้านมนังคศิลา) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

พุทธมณฑลสาย 4 – สนามหลวง (แยกอรุณอมรินทร์)  ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต – สนามหลวง (สนามม้านางเลิ้ง) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.พร้อมบริการที่จอดรถฟรี!ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ มักกะสัน – สนามหลวง (บ้านมนังคศิลา) ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.พร้อมบริการที่จอดรถฟรี!จุดจอดรถแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสัน, สถานีพญาไท,สถานีมักกะสัน,สถานีราชปรารภ,สถานีหัวหมาก,สถานีทับช้าง และ สถานีลาดกระบัง

อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ -(แยกวิสุทธิกษัตริย์) วันที่ 26 ตุลาคม 2560 ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

หมอชิต2  – สนามหลวง (แยกวิสุทธิกษัตริย์) วันที่ 26 ตุลาคม 2560 ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

หัวลำโพง – (แยกปากคลองตลาด) วันที่ 26 ตุลาคม 2560 ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

สายใต้ใหม่ – สนามหลวง (แยกอรุณอมรินทร์)  ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

สนามม้านางเลิ้ง – สนามหลวง (แยกวิสุทธิกษัตริย์) วันที่ 26 ตุลาคม 2560 ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.

เอกมัย –  สนามหลวง (แยกปากคลองตลาด) วันที่ 26 ตุลาคม 2560 ให้บริการ 21-31ตุลาคม 2560  เวลา 5.00 -24.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ให้บริการตลอด 24 ชม.


รถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT)

รถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) จากสถานีสาทร – สถานีราชพฤกษ์ เปิดให้บริการฟรี วันที่ 25 -27 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น.


รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS)

ให้บริการฟรีตลอดสายในวันที่ 26 ต.ค.2560  ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. (บัตรแรบบิทไม่หักเงิน – เที่ยว)


รถไฟฟ้ามหานคร (MRT)

MRT สายสีน้ำเงิน เปิดให้บริการฟรีตลอดสาย ตั้งแต่ 25 – 27 ตุลาคม 2560  โดยเฉพาะวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 05.00 – 03.00 น. จำนวน 2 แห่ง คือ อาคารจอดรถสถานีลาดพร้าว และ อาคารจอดรถสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

MRT สายสีม่วง เปิดให้บริการฟรีตลอดสาย ตั้งแต่ 25 – 27 ตุลาคม 2560  โดยเฉพาะวันที่ 26 ตุลาคม 60 ตั้งแต่เวลา 05.00 – 03.00 น. ส่วนในวันที่ 25 และ 27 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 05.00 – 01.00 น. เพิ่มเป็น 4 แห่ง คือ อาคารจอดรถสถานีคลองบางไผ่,อาคารจอดรถสถานีสามแยกบางใหญ่,อาคารจอดรถสถานีบางรักน้อยท่าอิฐ และ อาคารจอดรถสถานีแยกนนทบุรี


รถไฟฟ้า แอร์พอร์ต ลิ้งค์ (Airport Rail Link)

รถไฟฟ้า แอร์พอร์ต ลิ้งค์ (Airport Rail Link) เปิดให้บริการฟรีตลอดสาย ตั้งแต่ 25 – 27 ตุลาคม 2560  โดยเฉพาะวันที่ 26 ตุลาคม จะเปิดให้บริการถึงเวลา 02.00 น.ของวันที่ 27 ตุลาคม 2560


เรือโดยสารและเรือข้ามฟาก

ให้บริการฟรีในวันที่ 26 ตุลาคม 2560  ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 21.00 น.  ส่วนเรือโดยสารคลองผดุงกรุงเกษม ตั้งแต่ท่าเรือหัวลำโพง – ท่าเรือตลาดเทวราช และเรือโดยสารคลองภาษีเจริญ จากท่าเรือเพชรเกษม 69 – ท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ เปิดให้บริการฟรี 25-27 ตุลาคม 2560


ภาพและข้อมูลจาก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

บิ๊กตู่

บิ๊กตู่รีวิวเอง..บิวตี้บล็อกเกอร์หลบไป! ครีมรวงข้าว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร

วันนี้ แพรวดอทคอม จะพาสาวๆ ไปทำความรู้จักกับ Beauty Blogger คนใหม่ไฉไลกว่าคนไหนๆ ที่ผ่านมา แถ่น..แทน..แท้นน..ไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือ พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือบิ๊กตู่ นั่นเองค่า ท่านขา แพรวดอทคอม แซวเล่นเฉยๆ นะคะ
ภาพจาก IG : comedysthailand

เผอิญเห็นว่าเมื่อหลายวันก่อนท่านได้ลองทา LANADENE : Jasmine Rice Age Defying Facial Cream ครีมรวงข้าว ซึ่งผลิตจากงานวิจัยที่พบสารสกัดจากข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีปริมาณฟีนอลิคสูง และมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ด้านเอนไซม์ไทโรซิเนส เพื่อพัฒนาเป็นตำรับเวชสำอางรูปแบบครีมน้ำมันในน้ำที่มีความคงตัวทางเคมีและกายภาพดีไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ผ่านการทดสอบอาสาสมัคร สามารถลดรอยหมองคล้ำและริ้วรอยได้ดีตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 นอกจากนี้ยังสามารถกระชับผิวและเพิ่มความเรียบของผิวดี ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 2 และ 8 ตามลำดับ ตลอดจนได้รับความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ในด้านของความหนืด สี กลิ่น การกระจายตัวของครีม การซึมซาบบนผิว ความเหนอะหนะและความชุ่มชื้น โอ้โห นี่ขนาดแค่ได้เห็นท่าทาครีมของท่านก็น่าสนใจแล้วค่ะ พอมาอ่านคุณสมบัติยิ่งน่าใช้เข้าไปใหญ่

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรดังกล่าวเริ่มโครงการจากการที่นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมสวนสมุนไพรภายใต้โครงการสวนพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อครั้งที่ได้เดินทางไปประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ส่วนกลางและคณะกรรมการกรอ. กลุ่มภาคเหนือตอนบน ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 และในโอกาสนั้น ได้มีนโยบายให้ มฟล.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘เชียงรายเมืองสมุนไพรครบวงจร’ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาการส่งเสริมการผลิต สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองสมุนไพรให้เป็นรูปธรรม เป็นต้นแบบการจัดการอุตสาหกรรมสมุนไพร

และผลการดำเนินงานในปี 2560 มฟล. ได้ดำเนินการจัดตั้งโรงงานผลิตยาสมุนไพรต้นแบบในการผลิตยาแผนโบราณตามมาตรฐาน GMP/PICs เพื่อให้เป็นโรงงานต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากงานวิจัย การยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเป็นห้องปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย ซึ่งได้จัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จำนวน 11 ชนิด ภายใต้แบรนด์ ‘เจ้าคุณวัน’ ด้วยแนวคิด  “The Power of Nature” ได้นำสมุนไพรไทยมาวิจัยและพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมที่เหมาะสมในยุค Thailand 4.0 ยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย สร้างความมั่นใจสู่ผู้บริโภค อีกทั้งยังส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ปลูกและผลิตวัตถุดิบสมุนไพร ช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

สาวๆ คนไหนสนใจ อยากลองแบบบิ๊กตู่บ้าง สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย สมุนไพร – ข้าวไทย ของมฟล. ได้ที่ M–Store ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โทร.0 – 5391-7020 – 1 หรือ [email protected]

ข้อมูล : www.mfu.ac.th
เรียบเรียง : PP_แพรวดอทคอม
ภาพจาก : comedysthailand / มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง MFU / M-Store

1 ปีเต็มที่ไม่เคยหยุด ‘กราบพ่อ’ 9 คนบันเทิงเผยความรู้สึกนี้ไม่มีวันลืม!

ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง 9 คนบันเทิง ‘กราบพ่อ’ กับความรู้สึกที่ไม่มีวันลืม!

คนบันเทิง กับความรู้สึกที่ไม่มีวันลืม ตลอด 365 วันแห่งความอาลัย และนับตั้งแต่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง มีประชาชนจำนวนมากที่ไปด้วยใจภักดี เช่นเดียวกับ 9 คนดังที่เดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 หลายครั้ง ด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ  

แอน ทองประสม

“แอนก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่เป็นลูกของพ่อ ในช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าอยากไปอยู่ใกล้ๆ แอนไม่มีเหตุผลเลยว่าไปทำไม ไม่ได้คิดอะไรเลย แค่รู้สึกว่าเสร็จงานแล้วต้องไปหาพ่อ ก็แค่ไปกราบหนึ่งที แล้วพูด 2-3 คำ เพื่อขอกำลังใจจากพระองค์ท่าน มีเรื่องราวหลากหลายที่ไปคุยกับพระองค์ท่านตลอดเวลา แอนไปติดต่อกันเป็นเดือนๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก จนได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระองค์ท่านในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งความรู้สึกต่างกันเลยนะ วันที่แอนต่อคิวแล้วเดินไปกับประชาชนทั่วไป เห็นตายายและเด็กๆที่เรารู้สีกว่าเป็นหนึ่งเดียว แอนจำภาพนั้นได้ตลอดเวลา หรือต่อให้ไม่ได้เดินทางถึงตรงนี้ ถ้าใจเรารักและเชื่อฟังคำสอนของพระองค์ท่าน แอนเชื่อว่าศรัทธาอยู่ที่ไหนก็ได้ค่ะ”

ภาพ : @atinnabhan

เชอรี่- เข็มอัปสร สิริสุขะ

“ครั้งแรกๆที่ไปกราบค่อนข้างทำใจลำบากเหมือนกัน พยายามที่จะเข้มแข็งมากๆ แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ไปมาประมาณ 7-8 ครั้ง มีทั้งแบบที่ไปในฐานะเจ้าภาพเข้าไปกราบในพระบรมมหาราชวัง แล้วก็ไปยืนต่อแถวรอเข้าไปกราบเอง เป็นอีกบรรยากาศที่ชอบ
 ได้เห็นความตั้งใจของประชาชนคนไทยทุกคน ทำให้รู้สึกว่าเรารักกันจริงๆ มีอาสาสมัคร จิตอาสาไปช่วยกัน เราไม่เคยคิดเลยว่าเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯจะมีผู้คนที่คอยช่วยเหลือกันได้ขนาดนี้ พอผ่านช่วงนั้นไปก็จะเป็นบรรยากาศที่สงบเงียบ

“เวลาที่คิดถึงพระองค์ท่านเมื่อไหร่ก็จะแวะไปตลอด หรือบางทีแค่ไปนั่งอยู่ริมกำแพงเป็นชั่วโมงๆ แล้วระลึกถึงพระองค์ท่าน ก็เหมือนได้อยู่ใกล้ๆ อย่างน้อยก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดนึง แล้วทุกครั้งที่ไปทำให้นึกถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำ แล้วเราก็จะพยายามสืบสาน ถึงมันจะเทียบกันไม่ได้ ถึงเราจะเป็นแค่ละอองธุลีพระบาทจริงๆ แต่เราก็พยายามที่จะทำเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าพระองค์ท่านยังอยู่กับเราตลอดไป”

ภาพ : @cherrykhemupsorn

เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ

“เคยมีโอกาสไปกราบพระองค์ท่านบริเวณหน้าประตูวัง คืนวันที่รู้ว่าพระองค์ท่านสวรรคต ขับรถไปเลยตอนตี 2 แล้วก็ได้ไปอีกหลายครั้ง แต่จะอยู่แค่บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง ไปกราบ ไปนั่งสมาธิ ส่งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ท่านได้พักและอยู่ในที่ที่สบายที่สุด”

ภาพ : @toeyjarinporn

ซงซงคัพเพิล

รู้จักโรงแรมหรู The Shilla Seoul ของคู่รัก “ซงซงคัพเพิล” ที่นี่แหละจัดงานแต่งของซุปตาร์

รักษาแผลใจจนเกือบจะหายดีแล้ว หลังจากคู่รัก “ซงซงคัพเพิล” ซงจุงกิ-ซงฮเยคโย ประกาศวิวาห์หวานอบอุ่น โดยฤกษ์งานมงคลของทั้งคู่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 (อีกไม่กี่วันแล้ว อยากร้องไห้)

หลังจาก แพรวดอทคอม พาไปส่องเพื่อนเจ้าบ่าว งานดีระดับพรีเมี่ยม ที่ช่วยให้หัวใจสาวๆ กลับมากระชุ่มกระชวยได้อีกครั้ง วันนี้เลยขอพาไปทำความรู้จักกับโรงแรมหรูระดับท็อปของเกาหลี ที่ทั้งคู่เลือกให้เป็นสถานที่แต่งงาน นั่นคือ โรงแรม เดอะ ชิลลา โซล (The Shilla Seoul) โรงแรมหรูระดับท็อปของเกาหลีใต้ ที่ได้รับเสียงคำชื่นชมจากผู้มาใช้บริการทั้งชาวเกาหลี และชาวต่างชาติ อาทิ ไทย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ มาเลเซีย ฯลฯ ว่าดีเยี่ยม! รวมถึงยังได้เสียงคอมเมนต์มาว่าเป็นยิ่งกว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวอีกด้วย

ซงซงคัพเพิล พร้อมการ์ดแต่งงานอย่างเป็นทางการ

สำหรับโรงแรม เดอะ ชิลลา โซล (The Shilla Seoul) ตั้งอยู่ในเขตจุง (Jung-gu) ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวดังเช่น หอคอย N Seoul สวนนัมซาน พระราชวังชางเคียงกุง ตลาดทงแดมุน

The Shilla Seoul

The Shilla Seoul ได้รับการตั้งชื่อตามสมัยราชวงศ์ชิลลา (57 ปีก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ.935) ซึ่งเป็นยุคทองแห่งความมั่นคั่งด้านศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นในเรื่อง การผสมผสานความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัว รวมถึงสไตล์การตกแต่งแบบ East-meets-West ที่ได้นักออกแบบชื่อดัง Peter Remedios ผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกระดับโลกมาดีไซน์ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมโรงแรมแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหรือแม้แต่คนเกาหลีเองชื่นชอบมากที่สุด รวมถึงยังได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ต้อนรับคนระดับสูง เช่น บุคคลสำคัญ นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี นักธุรกิจ และเหล่าเซเลบริตี้ คนดัง จำนวนมากอีกด้วย

ส่วนทางด้านห้องพักระดับลักซ์ชัวรี่ของโรงแรมนี้ก็มีให้เลือก 464 ห้อง ซึ่งราคาแต่ละห้องอยู่ที่ประมาณเกือบหมื่น-สองหมื่นกว่า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ล้วนครบวงจร เช่น บริการสปา สระว่ายในร่ม WiFi ฟรี รถบริการรับส่งฟรี ฟิตเนส เป็นต้น และที่สำคัญ The Shilla Seoul ยังเป็นโรงแรมปลอดบุหรี่อีกด้วย

ทราบข้อมูลโรงแรมที่ “ซงซงคัพเพิล” เลือกแล้ว ก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่า อยากเห็นงานแต่งของทั้งคู่เร็วๆ (หยิบทิชชู่มาเช็ดน้ำตา พร้อมส่งยิ้มยินดีให้เบาๆ)

ซงซงคัพเพิล

 


เรื่อง: บะหมี่กุ๊งกิ๊ง_แพรวดอทคอม
ข้อมูล: https://www.lhw.com/hotel/The-Shilla-Seoul-Seoul-Koreawww.expedia.co.th,
ภาพ: https://www.lhw.com/hotel/The-Shilla-Seoul-Seoul-Korea#propinfowww.booking.comwww.imgrum.org #ซงฮเยคโย