Trader Vic’s

อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท ชวนดื่มด่ำมื้ออาหารเคล้าจังหวะฮาวาย ณ Trader Vic’s

เทรเดอร์ วิคส์ (Trader Vic’s) ร้านอาหารระดับตำนานต้นกำเนิดเครื่องดื่ม ไหมไทย (Mai Tai) ณ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท (Anantara Riverside Bangkok Resort) เชิญชวนเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารในบรรยากาศอัลเฟรสโกสุดรื่นรมย์ รายล้อมด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอันงดงาม นำเสนอความหลากหลายของรสชาติระดับโลกที่ผสานแรงบันดาลใจจากชายฝั่งตะวันตก เอเชีย โพลินีเชีย และฮาวายไว้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษในทุกโอกาส

แขกทุกท่านจะได้เพลิดเพลินกับเมนูซิกเนเจอร์ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ตั้งแต่อาหารทะเลสดใหม่ ไปจนถึงฮาวายเอี้ยนพอร์คช็อปที่ปรุงอย่างพิถีพิถันในเตาอบไม้แบบจีนแห่งเดียวในกรุงเทพฯ ช่วยยกระดับรสชาติให้หอมกรุ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท ชวนดื่มด่ำมื้ออาหารเคล้าจังหวะฮาวาย ณ Trader Vic’s

นอกจากนี้ในวันอาทิตย์ เทรเดอร์ วิคส์ ยังยกระดับประสบการณ์มื้ออาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เหนือกว่าที่เคย ด้วย Sunday Brunch ที่รวมความอร่อยหลากหลายไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นซีฟู้ดออนไอซ์หรือจะเป็นซีฟู้ดแบบย่างร้อน ๆ เมนูเทปันยากิและซูชิจากเบนิฮานา (Benihana) รวมถึงเนื้อพรีเมียมชิ้นโตฉ่ำรสชาติ และเมนูปรุงสดใหม่จากไลฟ์สเตชันที่พร้อมเสิร์ฟแบบจานต่อจาน

ห้องอาหาร เทรเดอร์ วิคส์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 18.00 – 00.00 น. และให้บริการ Sunday Brunch ทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 15.30 น. โดยมีแพ็กเกจเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ ราคา 2,800++ บาทต่อท่าน รวมเครื่องดื่มน้ำผลไม้และซอฟต์ดริงก์ ราคา 3,800++ บาทต่อท่าน รวมไวน์ เบียร์ ค็อกเทลสไตล์ Tiki น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงก์แบบไม่อั้น และราคา 5,500++ บาทต่อท่าน รวมแชมเปญ Veuve Clicquot Ponsardin ไวน์ เบียร์ ค็อกเทลสไตล์ Tiki น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงก์แบบไม่อั้น

ร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขในวันอาทิตย์ให้เต็มไปด้วยรสชาติ ความสดชื่น และบรรยากาศสุดผ่อนคลาย ที่ เทรเดอร์ วิคส์ จุดหมายปลายทางของมื้ออาหารริมแม่น้ำที่ไม่ควรพลาดในกรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร. 0-2431-9488 หรืออีเมล [email protected]


โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ เปิดตัวแคมปัสมาตรฐานสากล ยกระดับการศึกษาสามภาษาเพื่อคนรุ่นใหม่

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) ภายใต้กลุ่มการศึกษา EtonHouse International Education Group ประกาศเปิดตัวแคมปัสแห่งใหม่ในย่านปิ่นเกล้าอย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางการศึกษาผ่านหลักสูตรสามภาษาและแนวคิดการเรียนรู้เชิงสืบค้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษานานาชาติในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

ตอบรับความเปลี่ยนแปลง สู่มิติใหม่ของการศึกษานานาชาติ

ภูมิทัศน์ของโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากทั้งครอบครัวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มองหาระบบการศึกษาซึ่งมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความเป็นเลิศทางวิชาการ สุขภาวะของผู้เรียน และความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรม การเข้ามาของโรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสถานศึกษา แต่เป็นการตอบรับต่อความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ด้วยแนวทางการศึกษานานาชาติที่ตั้งใจออกแบบให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีความหมายต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ

แคมปัสมาตรฐานสากลเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้แห่งอนาคต

ด้วยพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อรองรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่พร้อมสำหรับอนาคต ภายในแคมปัสประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย อาทิ สระว่ายน้ำ พร้อมสระสำหรับเด็กเล็ก ฮอลล์อเนกประสงค์ หอประชุม สนามกลางแจ้ง ลู่ปั่นจักรยาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้อง Atelier และสตูดิโอดนตรี โดยทุกพื้นที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนทั้งการพัฒนาทางวิชาการและสุขภาวะของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ

อีกหนึ่งจุดเด่นของโรงเรียนคือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ออกแบบขึ้นจากแนวคิดที่ชัดเจน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สตูดิโอศิลปะอาหาร (Culinary Atelier) ที่สะท้อนอัตลักษณ์อาหารไทยอันหลากหลาย ไปจนถึงสตูดิโอเล่านิทานในห้องสมุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะหุ่นเชิดไทย แต่ละพื้นที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นจินตนาการ ทำให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวา และมอบประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการเรียนรู้สำหรับทั้งเด็กและครอบครัว

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ เปิดตัวแคมปัสมาตรฐานสากล ยกระดับการศึกษาสามภาษาเพื่อคนรุ่นใหม่

หลักสูตรการเรียนรู้สามภาษา บนรากฐานความเชี่ยวชาญระดับโลก

EtonHouse เป็นกลุ่มการศึกษานานาชาติที่ก่อตั้งในประเทศสิงคโปร์ และมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี พร้อมนำมาตรฐานการศึกษาระดับสากลและปรัชญาการเรียนการสอนที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาสู่กรุงเทพฯ ผ่านโรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน โดยเปิดสอนหลักสูตรสามภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาจีนกลาง ซึ่งผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับสุขภาวะของผู้เรียนและความเข้าใจทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งยังคงความเข้าถึงได้สำหรับครอบครัวที่มองหาการศึกษานานาชาติคุณภาพสูง ภายใต้แนวทางที่เน้นให้ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ EtonHouse รูปแบบการเรียนรู้สามภาษาของโรงเรียนถูกออกแบบให้เป็นธรรมชาติและมีความหมาย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตจริง โดยภาษาไทยและภาษาอังกฤษถูกผสานอยู่ในกิจกรรมประจำวัน ขณะที่ภาษาจีนกลางถูกสอดแทรกผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ภายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ภาษาในบริบทจริง เพื่อส่งเสริมความมั่นใจ ความเข้าใจ และทักษะการสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า หลักสูตรหลายภาษาที่ออกแบบอย่างเหมาะสม ไม่เพียงช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการในภาพรวมอีกด้วย

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ

ชูแนวคิดการเรียนรู้เชิงสืบค้นบนพื้นฐานวัฒนธรรมไทย

หัวใจสำคัญของแนวทางการเรียนการสอนของมิดเดิลตันคือการเรียนรู้เชิงสืบค้น (Inquiry-led Pedagogy) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดการศึกษา Reggio Emilia ควบคู่กับการผสานบริบททางวัฒนธรรมไทย เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงสร้างพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่งผ่านหลักสูตรนานาชาติ (UK IPC, Cambridge IGCSE และ International A-Levels) แต่ยังสามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เข้าใจและมีส่วนร่วมกับโลกและสังคมรอบตัวได้อย่างมีความหมาย

มุ่งเน้นสุขภาวะที่ดี พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค

ท่ามกลางการเติบโตของตลาดโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่เข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย Reggio Children International Network อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นโรงเรียนแกนนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ The Contentment Foundation สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาวะและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นความสงบภายในของผู้เรียน โดย โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ จะทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงเรียนนำร่องและศูนย์กลางความเป็นเลิศ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ต้องการนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้

การหล่อหลอมสังคมการเรียนรู้นานาชาติที่สมดุล

ด้วยแผนรองรับนักเรียนประมาณ 1,500 คน โรงเรียนได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงความหลากหลายของครอบครัวชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างสมดุล ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้นานาชาติที่สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริงในอนาคตของผู้เรียน ปัจจุบัน โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับ Nursery 1 ถึง Grade 4 พร้อมแผนขยายหลักสูตรอย่างต่อเนื่องไปสู่ระดับ K-12 อย่างครบวงจร

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ ดำเนินงานภายใต้โครงสร้างการร่วมทุนในประเทศไทย โดยผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกของ EtonHouse  ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การกำกับดูแลด้านวิชาการ และการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ควบคู่กับความร่วมมือของพันธมิตรในประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานมีความมั่นคงต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของการศึกษาไทยในระยะยาว

นาย Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม EtonHouse International Education Group กล่าวว่า “กรุงเทพฯ เป็นที่ที่การศึกษาระบบนานาชาติ่เติบโตและมีความพร้อมสูง แต่ในปัจจุบันครอบครัวผู้เรียนมองหาทางเลือกทางการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างความเป็นเลิศทางวิชาการ สุขภาวะของผู้เรียน และความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม ควบคู่กับการเข้าถึงได้สำหรับครอบครัวในปัจจุบัน โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยนำประสบการณ์ระดับโลกของ EtonHouse มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของครอบครัวไทย”

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ

นาย Edward Wyn Jones Head of School แห่งโรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ กล่าวเสริมว่า “แคมปัสของเราได้รับการออกแบบโดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจน เพื่อสนับสนุนวิธีการเรียนรู้ของเด็กอย่างแท้จริง ผ่านการสำรวจ การตั้งคำถาม และการมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ตั้งแต่หลักสูตรสามภาษาไปจนถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ทุกองค์ประกอบถูกคิดและออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความมั่นใจ ความใฝ่รู้ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ในโลกความเป็นจริง”

ร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบมิดเดิลตัน

ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสแนวทางการเรียนรู้ของมิดเดิลตันได้จากสภาพแวดล้อมที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเชื่อมโยงห้องเรียน ห้อง Atelier และพื้นที่ส่วนกลางเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการสำรวจ ความคิดสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกช่วงวัย

เมื่อความต้องการการศึกษานานาชาติคุณภาพสูงในกรุงเทพฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ จึงถูกวางบทบาทให้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่มองหารูปแบบการศึกษาที่มีความสมดุล เชื่อมโยงกับบริบทโลก และสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ

ขณะนี้สามารถนัดหมายเข้าชมโรงเรียนได้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม จองการเข้าชมได้ที่: https://info.middleton.co.th/en/bookatour

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.middleton.co.th


อ๊ะอาย 4EVE

อ๊ะอาย 4EVE กับบทพิสูจน์ว่า ‘จังหวะชีวิตที่ใช่’ เราสร้างเองได้

เบื้องหลังแสงไฟและรอยยิ้ม อ๊ะอาย 4EVE จากเด็กหญิงที่เคยพ่ายแพ้ต่อความขี้อาย สู่บทพิสูจน์บนเวทีโลกว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่คือการกล้า “เลือก” และ “แลก” เพื่อสิ่งที่รัก

หากพูดถึงเจ้าแม่โวคอลในวงการ T-Pop หนึ่งในชื่อที่หลายคนนึกถึงคือ “อ๊ะอาย กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ วัย 20 ปี สมาชิกน้องเล็กแห่งวง 4EVE ศิลปินรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยความสามารถรอบด้าน

เธอเริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่ 7 ขวบ และตลอดเส้นทางที่ผ่านมาก็ฝากผลงานไว้มากมาย ทั้งโฆษณา ละคร ภาพยนตร์ และซีรีส์ เช่น เรื่อง เรือนทาส, เดอะสโตน พระแท้ คนเก้ รวมถึงละครเวที นิทานหิ่งห้อย เดอะมิวสิคัล และผลงานพากย์เสียงระดับโลกในการ์ตูนเรื่อง Turning Red จาก Disney and Pixar ในฟาก ของการเป็นศิลปินยังสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของไทยที่ได้ขึ้นสองเวทีระดับตํานานอย่าง Head in the Clouds Los Angeles และ Tokyo Dome Music Expo Live 2025 และเป้าหมายถัดไป คือ Coachella แม้เธอจะบอกว่าเส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล แต่สักวันต้องทําให้ได้

อ๊ะอาย 4EVE

Born to Shine

“อ๊ะเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่และพี่ชายซัพพอร์ตความฝันของเราอย่างเต็มที่ นั่นคือการเป็น นักร้อง นักแสดง และศิลปิน เพราะเป็นสิ่งที่ชื่นชอบและถนัดที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่คุณครูถามถึงอาชีพในฝัน มักตอบสามข้อนี้เสมอ ตอนอายุประมาณ 6 ขวบมีโอกาสไปแคสติ้งโฆษณา แต่พอถึงวันจริงกลับทําไม่ได้ ร้องไห้ หนักมาก เพราะไม่กล้าแสดงออกและขี้อายมาก จนวันถัดไปลูกค้าโทร.กลับมาขอให้ไปแคสติ้งอีกครั้ง แต่รอบนี้ พิเศษเพราะจะได้เวิร์กช็อปกับนักแสดงดังจากช่อง 7 จึงตัดสินใจไปทันที พอไปถึงก็เขิน ไม่กล้าเล่น และจบ ด้วยการร้องไห้เหมือนเดิม กลายเป็นความผิดหวังที่อยู่ในใจมาตลอด ยิ่งเห็นโฆษณาตัวนั้นในทีวียิ่งรู้สึกเสียดาย ทั้ง ๆ ที่เขาให้โอกาสเราถึงสองครั้ง เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เราฮึดสู้ เปลี่ยนตัวเองให้มั่นใจและกล้า แสดงออกมากขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยร้องไห้ในงานแคสติ้งที่ไหนอีกเลย

เมื่ออายุได้ 7 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าเราชอบร้องเพลงมาก เวลานั่งรถไปไหนก็ร้องตลอด โดยเฉพาะ เพลงพี่บี้ สุกฤษฎ์ ท่านจึงส่งไปเรียนร้องเพลงและส่งประกวดทั้งรายการ The Voice Kids Thailand และ We Kid Thailand ถึงไม่ชนะแต่ได้ผ่านเข้ารอบลึก ๆ พอช่วงมัธยมต้นมีโอกาสเล่นซิตคอมเรื่อง บางรักซอย 9 ทําให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จากนั้นค่าย YG Entertainment จากเกาหลีก็มาทาบทามให้ไปออดิชั่น โดยขอคลิปร้อง และเต้นของอ๊ะ เราสนใจจึงส่งไป แต่เขาตอบกลับมาว่าให้ไปเรียนเต้นมาใหม่ สงสัยคงแย่มาก (หัวเราะ) จึงไป เรียนเต้นเพิ่มเอง แต่ก็ยังไม่พัฒนา จนช่วง ม.3 ไปออดิชั่นอีกครั้ง ครั้งนี้ YG Entertainment หาครูมาสอนให้ แม้สุดท้ายจะไม่ผ่าน แต่ได้ประสบการณ์ เพราะถือว่าทําดีที่สุดแล้ว ไม่เสียดายอะไร

“พอขึ้น ม.4 ทางเวิร์คพอยท์ประกาศว่าจะทํารายการเกิร์ลกรุ๊ปในไทย รู้สึกว่าโอกาสที่จะทําตามฝันมาถึงแล้ว จึงตัดสินใจไปออดิชั่นและแข่งขันในรายการ 4EVE Girl Group Star เป็นรายการเรียลิตี้ค้นหาศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปจนได้เป็น 1 ใน 7 สมาชิกที่ได้เดบิวต์วง 4EVE ค่ะ”

The Turning Point

ความสําเร็จในวันนี้ไม่ได้มาโดยบังเอิญ สําหรับอ๊ะอายในวัย 20 ปี ทุกก้าวที่เดินล้วนเต็มไปด้วยการแลก และการเลือก “กว่าจะมาอยู่จุดนี้ สิ่งที่แลกไปมากที่สุดคือเวลาค่ะ เราไม่มีโอกาสไปเที่ยวกับเพื่อนหรือ ไปพักผ่อนนาน ๆ เพราะหลังเลิกเรียนก็ต้องรีบขึ้นรถคุณพ่อไปทํางานหรือซ้อมเต้นต่อ แต่อ๊ะไม่ได้รู้สึกว่าเป็น การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ เพราะมองว่าการได้ทํางานตรงนี้เหมือนได้เพื่อนอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งเพื่อนในกองถ่าย หรือพี่ ๆ ในวง

“อีกเรื่องที่ยากคือตั้งแต่เป็นศิลปิน ตารางชีวิตค่อนข้างแน่น บาลานซ์ได้ยาก ช่วงที่หนักคือตอน กําลังเรียนจบ ม.6 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร วิชาเอกดุริยางคศิลป์ ซึ่ง ด้านปฏิบัติดนตรีเราทําได้ แต่ทฤษฎีคือไม่ได้เลย ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มถึงจะเรียนจบ ขณะเดียวกันเป็นช่วงที่ 4EVE กําลังมีคอนเสิร์ตครั้งแรก แล้วก็เป็นจังหวะที่ช่อง 3 ติดต่อมาให้ไปเป็นนางเอกละครเรื่อง เรือนทาส ทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ร้องไห้กับแม่หนักมาก ไม่รู้จะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไร คุณแม่ก็ถาม ตรงๆ ว่าไหวไหม อยากทําหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็โฟกัสแค่วงกับการเรียนไปก่อนได้นะ แต่เรารู้สึกว่าถ้าพลาด โอกาสนี้ไปต้องเสียดายทีหลังเหมือนตอนไปแคสติ้งโฆษณาสมัยเด็กแน่ ๆ อ๊ะจึงตัดสินใจลองทําดู ช่วงนั้นหัวหมุน พอสมควรค่ะ วันไหนไม่มีคิวถ่ายละครก็สลับไปซ้อมเต้น พอกลับถึงบ้านก็อ่านหนังสือ ใช้ชีวิตวนอยู่แบบนี้ ไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ผ่านมาได้

“อีกช่วงหนึ่งที่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่คือช่วงคอนเสิร์ตครั้งที่สอง ซึ่งตรงกับตอนที่เราเรียนอยู่ปี 1 ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เรียนได้ประมาณหนึ่งเทอมก็ตัดสินใจดร็อปไป เพราะตารางเรียนแน่นมาก แต่เราอยากทุ่มเทกับการซ้อมคอนเสิร์ตให้เต็มที่ จําได้ว่าพวกเราซ้อมตั้งแต่หัวค่ํา จนถึงประมาณตี 4 หลังคอนเสิร์ตจบจึงตัดสินใจชั่ว เพราะถ้าฝืนเรียนต่อไปคงไม่รอดแน่ๆ

“ปัจจุบันจึงมาเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเราสามารถจัดสรรเวลาได้ดีขึ้น เพราะ มีเรียนเฉพาะวันเสาร์ ทําให้ไปทํางานในวันอื่น ๆ ได้ แต่ช่วงนี้ 4EVE กําลังจะคัมแบ็กแล้ว ต้องบินไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศค่อนข้างบ่อย จึงมีขอให้อาจารย์ช่วยบ้าง อย่างเรื่องเงื่อนไขในการส่งงาน เราอาจจะขอส่งแบบ ออนไลน์แทน ส่วนเนื้อหาในห้องเรียนก็มีเพื่อน ๆ ที่คอยช่วยติวให้เสมอ แต่เราก็ไม่ลืมที่จะหาเวลาเติมความสุข ให้ตัวเองอย่างการไปเที่ยวคาเฟ่ ถ่ายรูปเล่น หรือยิงธนูค่ะ

“ถ้าถามว่าทํางานหนักขนาดนี้เคยคิดอยากเลิกทําไหม บอกเลยว่างานหนักจะไม่กลัว แต่กลัวว่าจะไม่ได้ทํา มากกว่า เพราะการเป็นศิลปินคือสิ่งที่เรารักและอยู่กับมันมาตลอดเกือบทั้งชีวิต และเชื่อว่าเราสามารถเดินเส้นทางนี้ ต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีอะไรมาหยุดได้ค่ะ (ยิ้ม)

“สําหรับเวทีที่ภูมิใจที่สุดตลอดการเป็นศิลปิน คงเป็นเทศกาลดนตรี Head in the Clouds Los Angeles 2025 เพราะเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีดังของฝั่งตะวันตกที่รวบรวมศิลปินเอเชียแนวหน้ามาไว้ที่นี่ อย่าง G-Dragon หรือ 2NE1 แล้ว 4EVE ได้เป็นหนึ่งในนั้น เป็นโมเมนต์ที่สุดในชีวิตแล้ว ตอนแรกก็กังวลว่า คนที่นั่นจะรู้จักเราไหม แต่ปรากฏว่ามีแฟนคลับชาวต่างชาติมาเชียร์เยอะมาก รวมถึงงาน Music Expo Live 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น ภูมิใจมาก เพราะเราเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกในประเทศไทยที่ได้ขึ้นโชว์ใน Tokyo Dome เป็นอีกหนึ่งความฝันในการเป็นศิลปิน และเป้าหมายต่อไปคือการได้ขึ้นแสดงบนเวที Coachella แม้เป็น ความฝันที่ค่อนข้างไกล แต่พวกเราก็จะพยายามเดินไปถึงตรงนั้นให้ได้ค่ะ”

Life Lessons

ในพาร์ตของการเป็นศิลปินที่เติบโตท่ามกลางสปอตไลต์และสายตาผู้คน อ๊ะอายค้นพบบทเรียนสําคัญ ที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตของเธอไปอย่างสิ้นเชิง “ช่วงที่เพิ่งเริ่มเป็นศิลปินใหม่ ๆ เราเล่นโซเชียลหนักมาก เพราะการ ทํางานด้านนี้ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับแฟนคลับ ต้องโพสต์รูปหรือพูดคุยกับพวกเขาบ่อย ๆ เราอยากให้เขารัก เอ็นดู และติดตามไปนาน ๆ เพราะในฐานะศิลปิน ผู้ดูและผู้ฟังสําคัญกับเราอย่างยิ่ง แต่เมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้วอ๊ะรู้สึกว่า โลกโซเชียลค่อนข้างท็อกซีก มีประเด็นดราม่าต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แม้จะไม่ใช่เรื่องของเราโดยตรง แต่กลับรู้สึก เครียดและกดดัน กลัวว่าตัวเองจะทําให้คนอื่นไม่พอใจ จึงตัดสินใจถอยออกมา แต่ไม่ได้หายไปไหนนะ ยังคง พูดคุยกับแฟนคลับเหมือนเดิม แค่ไม่ได้อัพเดตเหมือนเมื่อก่อน เพราะรู้สึกว่าต้องเซฟใจตัวเองด้วย จากที่เคย คิดแค่ว่าอยากให้คนเอ็นดูเราเยอะ ๆ ก็คิดได้ว่าเราไม่จําเป็นต้องนําทุกเรื่องในชีวิตไปลงโซเชียลหรือต้องเปิด ทุกมุมของตัวเองให้ทุกคนเห็นก็ได้ เราสามารถเลือกแชร์แค่ในสิ่งที่อยากแบ่งปันก็พอค่ะ”

Growth through Challenges

จากเด็กขี้อายในวันนั้นสู่ศิลปินแถวหน้าที่ต้องรับมือกับหลายหน้าที่ เบื้องหลังความสามารถรอบด้าน บทบาทที่ยากที่สุดสําหรับเธอก็คือ “ถ้าเป็นช่วงนี้คือพาร์ตการเป็นศิลปินค่ะ เพราะอย่างที่รู้กันว่าวง 4EVE อยู่มาประมาณ 5 ปีแล้ว ซึ่งถือว่านานพอสมควร เราจะทําอย่างไรให้ทั้งวงและตัวเราเองพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ พร้อมกับที่แฟนคลับยังคงเซอร์ไพรส์และตื่นเต้นไปกับการคัมแบ็กเพลงใหม่ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราและทีม ต้องไปทําการบ้านมาค่ะ รองลงมาคือพาร์ตการแสดง ความยากคือบทบาทของตัวละครที่แตกต่างกันไป รวมถึง ต้องจูนเคมีกับนักแสดงคนอื่นให้รับส่งกันได้ ที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่แสดงมาคือเรื่อง เดอะสโตน พระแท้ คนเก้ ในบทหมวยที่เล่นเป็นเซียนพระ คาแร็คเตอร์นี้ต่างจากนิสัยเราค่อนข้างมาก คือเขาจะทําทุกอย่างเพื่อให้ได้ ในสิ่งที่ต้องการไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี นิสัยพูดตรงและหยาบคาย ซึ่งตรงกันข้ามกับนิสัยเราทุกอย่าง จึงต้อง ทําการบ้านหนัก โดยทําความเข้าใจตัวละครให้มากที่สุด ศึกษาวิธีคิด น้ําเสียง ท่าทาง และฝึกซ้อมซ้ํา ๆ จนชิน พยายามแยกตัวเองออกจากตัวละคร และกล้าปล่อยอารมณ์ในแบบที่ไม่เคยทํามาก่อน แต่ก็เป็นบท ที่ทําให้เราโตขึ้นในฐานะนักแสดง

“อันดับสุดท้ายคือการเป็นนักพากย์ แม้ว่าเราไม่เคยเรียนด้านนี้มาก่อน แต่ด้วยพื้นฐานชอบร้องเพลง อยู่แล้วจึงพอทําได้ แต่ก็กังวลว่าเสียงจะเข้ากับคาแร็คเตอร์ไหม คนดูจะอินหรือเปล่า พี่ๆ ทีมพากย์ให้คําแนะนํา ดีมาก เขาให้อิสระนักพากย์ในการออกแบบเสียงของตัวเองให้เข้ากับตัวละคร ถ้าเสียงยังไม่ได้ เขาจะช่วย ไกด์ให้เข้าที ทั้งสามอย่างนี้คือสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเราได้ดีที่สุด เพราะในแต่ละพาร์ตเราสามารถใส่ ความเป็นตัวเองในแบบที่ต่างกัน และทําให้รู้จักตัวเองมากขึ้นทุกครั้งที่ก้าวไปลองสิ่งใหม่ ๆ

“สุดท้ายนี้อ๊ะอยากส่งกําลังใจให้ผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าตอนนี้จะยืนอยู่ตรงจุดไหนหรือยังไม่รู้ว่าความฝัน คืออะไร ขอให้เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง ค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตไปตามจังหวะชีวิต ไม่จําเป็นต้องเร่งรีบ หรือเหมือนใครเพราะเราเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีพลังและศักยภาพมากกว่าที่คิดค่ะ”


ข้อมูล นิตยสารแพรว MAR/APR 2026

เรื่อง Prince

ภาพ อิทธิศักดิ์

Le Labo

The Essence of Perfumery หนังสือบันทึก 20 ปี ของ Le Labo ผ่านกลิ่น ความทรงจำ และแรงบันดาลใจ

“ยี่สิบปีหลังจากแล็บแห่งแรกของเราได้เปิดตัวในย่าน Nolita ที่ New York​ เราอยากที่จะบันทึกหมุดหมายนี้ไว้ผ่านหนังสือ Le Labo: The Essence of Slow Perfumery​ ซึ่งจะเป็นทั้งการบันทึก การรำลึกถึง และเสมือนเป็นคำเชื้อเชิญ หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบทความส่วนตัว ภาพถ่าย และความทรงจำที่ตกผลึก​ เพื่อเฉลิมฉลองสองทศวรรษแห่งงานฝีมือ การสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ และความใส่ใจในทุกสิ่งที่เราทำ”​

Deborah Royer​

Global Brand President & Creative Director​

Le Labo Fragrances​

Brooklyn, New York

The Essence of Perfumery หนังสือบันทึก 20 ปี ของ Le Labo ผ่านกลิ่น ความทรงจำ และแรงบันดาลใจ

20 ปี แห่ง SLOW PERFUMERY

เมื่อยี่สิบปีก่อน เราได้เปิดแล็บ Le Labo แห่งแรกบนถนน Elizabeth ย่าน Nolita ใน New York ​จุดเริ่มต้นอย่างเงียบสงบนั้น ค่อย ๆ จุดประกาย และเติบโตเป็นการขับเคลื่อนของกลิ่นและประสาทสัมผัส​ ผ่านศาสตร์ Slow Perfumery – การใช้เวลาอย่างเชื่องช้าในการปรุงน้ำหอมสดด้วยมือ ทีละขวด ​ในแล็บ และตามคำสั่ง แต่ละกลิ่นจึงถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่มันถูกขอให้มีอยู่​

​เรากลับไปสู่รากของศาสตร์น้ำหอมนี้ ให้แล็บได้เป็นพื้นที่ของการเชื่อมโยง การรับรู้ ​และการค้นพบตัวตน ควบคู่ไปความงามที่มีจิตวิญญาณ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราลดเสียงรบกวน และตั้งใจฟังอย่างรู้ตัว​

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ​เราได้รับการต้อนรับจากเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก​ และ Le Labo ได้กลายเป็นชุมชนของผู้คนที่มีความรู้สึกร่วมเดียวกัน​

การครบรอบยี่สิบปีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเวลาได้พาเราเข้าใกล้เจตนารมณ์ตอนก่อตั้งแบรนด์มากขึ้น พร้อมทั้งส่องทางข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ​ช่วยตอกย้ำความเชื่อของเราว่า กลิ่นหอมนั้นสามารถทำให้เราค้นพบและรู้จักกับความจริงภายในตัวเองได้

FY26-Q2_Press-Kit_Essence_Images_S33-Bottle_4x5.jpeg


​The Essence of Slow Perfumery เขียนโดย Deborah Royer​

คือวิธีที่เราใช้เฉลิมฉลองการเดินทางครั้งนี้ และแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างทาง​ ผ่านคอลเลกชั่นที่รวบรวมบทความส่วนตัว บันทึกความคิด ภาพถ่าย ที่ค่อยๆ กลั่นเอาแก่นความคิดและหลักการซึ่งเป็นหัวใจของ Le Labo ออกมา​

​หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 10 บท ตั้งแต่เรื่องสัมผัสที่ไม่อาจทดแทนได้ของงานฝีมือ, ​พื้นที่แห่งความนิ่งและการรับรู้, ปรัชญา wabi-sabi ของญี่ปุ่น, ภาษาของกลิ่นหอม​ ,ความสัมพันธ์ของเวลาในฐานะทั้งครู และมิตร รวมไปจนถึงการเลือกให้ “ความเชื่องช้า” มีคุณค่า ท่ามกลางโลกที่เร่งรีบขึ้นทุกวัน​

​ภายในเล่มรวบรวมช่วงเวลาจากคลังบันทึกของเรา, ​เศษเสี้ยวของถ้อยคำที่ได้ยินผ่านหูซึ่งเผยให้เห็นพลังของกลิ่นในการกระตุ้นความทรงจำ,​ วัตถุที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงของเรา, ​ภาพและร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเหล่านี้ ได้ค่อย ๆ กลายเป็นเส้นทางของ Le Labo ได้อย่างไร รวมถึงการรวบรวมความคิดจากผู้คนที่มีแนวคิดเดียวกันซึ่งเราได้พบระหว่างการเดินทาง​

​The Essence of Slow Perfumery เป็นทั้งการหวนกลับมามองอดีต เป็นทั้งปรัชญา​
และเป็นทั้งเข็มทิศ ที่ยกย่องพลังของการอยู่กับปัจจุบัน พร้อมทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทาง​
สำหรับผู้ที่ต้องการกลับไปสำรวจความคิด ที่จะเผยตัวออกมา เมื่อเราไว้ใจให้ประสาทสัมผัสนำทางเรา

จำนวนหน้า: 551 หน้า​ วางจำหน่ายวันที่ 1 เมษายน 2026 ที่ร้าน Le Labo สาขาซอยอารีย์

FY26-Q2_Press-Kit_Essence_Images_DR-PORTRAIT-2_4x5.jpeg

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 20 ปีของ LE LABO ช่วงเวลาใดที่มีความหมายกับคุณมากที่สุด?​

DEBORAH ROYER: เมื่อมองย้อนกลับไป ประสบการณ์ที่เด่นชัดที่สุดสำหรับฉัน มักเชื่อมโยงกับสถานที่ต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการหล่อหลอมเรา​

​รากฐานของเราในเมือง Grasse สอนให้เราเรียนรู้การฟังจังหวะอันไม่เร่งรีบของภูมิประเทศ พร้อมทั้งพาเราเรียนรู้ขนบธรรมเนียมของศาสตร์น้ำหอม​

​ขณะที่ใน New York เราได้พบกับอีกด้านหนึ่งอย่างสิ้นเชิง — พลังงานที่เปี่ยมล้น ไม่อยู่นิ่ง และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ ​

​การเปิดแล็บแห่งแรกของเราในย่าน Nolita เมื่อปี 2006 คือความพยายามในการทำให้ความแตกต่างเหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ด้วยการนำงานฝีมือและกระบวนการของ Slow Perfumery ซึ่งมักจะถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังในโลกที่เร่งรีบ มาเปิดเผยต่อสายตาของผู้ที่เข้ามาในแล็บ สิบแปดปีต่อมา ในปี 2024 การเปิดแล็บ Machiya ของเราใน Kyoto คือเครื่องยืนยันว่าเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูกไว้ตั้งแต่วันแรกได้เติบโตเป็นการมีอยู่ที่ยั่งยืนและสามารถผลิบานได้อย่างงดงามที่สุดในประเทศที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรามาอย่างยาวนานสถานที่ซึ่งคุณค่าของเราสามารถรับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม​

ท่ามกลางสถานที่และวัฒนธรรมที่หลากหลายเหล่านี้ สิ่งที่ตรึงใจฉันมากที่สุด คือการได้เห็นว่ากลิ่นหอมพูดได้ด้วยภาษาสากล มันสามารถย่นระยะทาง ปลุกความทรงจำ และส่องสว่างเข้าไปถึงความลึกภายในตัวเรา การได้เป็นพยานของช่วงเวลาเหล่านั้น เตือนใจฉันอยู่เสมอด้วยความอ่อนน้อมว่า​
สิ่งที่เราสร้างขึ้นนั้นไม่เคย “เป็นของเรา” เพียงฝ่ายเดียว แต่มันเป็นพื้นที่ของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า​

การได้สัมผัสว่ากลิ่นหอมที่เราปล่อยออกไปสู่โลก กลับคืนมาหาเราในรูปแบบที่ถูกแปรเปลี่ยน​
ได้ถูกจดจำ ได้ผ่านการตีความ และเติมเต็มผ่านเรื่องราวของใครอีกคนหนึ่ง​
คือพลังแห่งการแลกเปลี่ยนที่งดงาม และเป็นของขวัญที่ยังคงพาฉัน — และพวกเราทุกคน — ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

FY26-Q2_Press-Kit_Essence_Images_EDP-Lineup_4x3.jpeg

ในโลกที่เคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ อะไรคือสิ่งของ LE LABO ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป?​

DEBORAH ROYER:​

ปรัชญาของ Le Labo ไม่ได้เปลี่ยนไป หากแต่ค่อย ๆ ชัดเจน และได้รับการหล่อหลอมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามกาลเวลา ทุกถ้อยคำใน Manifesto ตอนก่อตั้งของเรา ยังคงทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางมาจนถึงวันนี้ การรักษาความใกล้ชิดในงานของเรา และความทุ่มเทต่อวิถีปฏิบัติที่เชื่อมั่น​ คือการตัดสินใจที่เราทำทุกวันด้วยความตั้งใจ แม้เส้นทางนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทายมากขึ้น​

น้ำหอมของเรายังคงถูกสร้างขึ้นในแบบเดียวกับวันแรกเริ่ม ผ่านการปรุงสดด้วยมือ ในแล็บ ขวดต่อขวด และเมื่อได้รับคำขอเท่านั้น กระบวนการนี้ใช้เวลาอย่างเชื่องช้า แต่ก็เป็นปฏิเสธทางลัด และหลีกเลี่ยงการผลิตในจำนวนมากไปในตัว เป็นการรักษาคุณค่าที่ไม่อาจทดแทนได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราใช้มือลงมือทำ และอดทนให้ทุกสิ่งเป็นไปตามจังหวะของมัน​

ทั้งนี้ความคงอยู่ถาวรนั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เช่นเดียวกับงานฝีมือที่มีชีวิต​ ที่ต้องเติบโต ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับอดีต ​

อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงคือแก่นของเรา ในการรักษาสิ่งที่สำคัญและมีความหมายต่อเรา ขณะเดียวกับการเปิดพื้นที่เล็กๆเพื่อปล่อยให้มันเติบโตขึ้น ท่ามกลางโลกที่พยายามดึงทุกอย่างให้เคลื่อนไปด้วยความเร็ว

คุณเคยอธิบายว่า LE LABO เป็นมากกว่าแบรนด์ แต่เป็นการขับเคลื่อน​

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไร และคุณรักษาจิตวิญญาณนั้นไว้อย่างไรเมื่อมันเติบโตขึ้น​

DEBORAH ROYER:​
การขับเคลื่อนด้านงานฝีมือ และกลิ่นของเรา ได้สร้างบทสนทนา และคำเชื้อเชิญกับผู้คน ที่ต่างค้นพบเส้นทางของตัวเองมายัง

Le Labo และร่วมกันสร้างเป็นกลุ่มความหลงไหลที่ค่อย ๆ ขยายตัว​ เป็นการปฏิวัติในความเงียบ ที่เกิดขึ้นจากพลังของกลิ่นที่พาเราไปค้นพบกับความรู้สึกในตัวเรา​

การขับเคลื่อนมีแรงของมันเอง เป็นพลังที่ดำรงอยู่เหนือบุคคลหรือองค์กรใดเพียงลำพัง​
ตั้งแต่แรกเริ่ม Le Labo เราไม่เคยรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เราเพียงช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดขึ้น​

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันได้เห็นสิ่งที่เราทำในแล็บ และประสบการณ์ที่เราสร้างผ่านกลิ่น ค่อย ๆ ถูกส่งต่อผ่านผู้คน เป็นพลังที่ไม่อาจควบคุม ชี้นำ หรือกักเก็บไว้ได้ ทำได้เพียงส่งต่อจากคนนึงสู่อีกคนนึง​

การรักษาจิตวิญญาณนี้ คือการยอมรับว่าเราไม่อาจบังคับให้เกิดความเชื่อมโยง​
เราทำได้เพียงสร้างพื้นที่ ที่เอื้อให้มันเกิดขึ้นเอง

FY26-Q2_Press-Kit_Essence_Images_Fresh-Blend2_4x3.jpeg

THE ESSENCE OF SLOW PERFUMERY ประกอบด้วยบทความ ภาพ และบทสนทนา ที่รวมกันเหมือนเป็นคลังความทรงจำทางประสาทสัมผัส คุณหวังจะสื่อสารอะไรผ่านหนังสือเล่มนี้ และคุณมองเรื่องความทรงจำ รวมถึงการเก็บรักษาสิ่งที่ไม่ถาวรอย่างไร?​

DEBORAH ROYER:​
ความทรงจำเป็นเรื่องส่วนบุคคล จำได้เพียงบางส่วน เลือนหายได้ง่าย และผูกพันกับประสาทสัมผัส​ บ่อยครั้งที่เราไม่ได้จำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด แต่จำเพียงเศษเสี้ยวของมัน หรือความรู้สึกในช่วงเวลานั้น​ ซึ่งสิ่งเหล้านี้อาจถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยกลิ่น เสียง หรือภาพ ​น้ำหอมมีพลังพิเศษในการย่นระยะเวลา พาเราข้ามไปมาระหว่างอดีต และปัจจุบัน​ ระหว่างสิ่งที่เคยเป็น และสิ่งที่อาจเกิดขึ้น​ แม้มันจะไม่ถาวร แต่มันทิ้งร่องรอยไว้ในใจอย่างยาวนาน​

ฉันอยากให้หนังสือเล่มนี้เคารพความรู้สึกนั้น และการจดจำที่อาจคลุมเครือ ไม่เป็นเส้นตรง​ ซึ่งคือวิธีที่เราจดจำกันจริงๆ​

สิ่งที่ฉันหวังจะสื่อ คือสิ่งที่ยังคงอยู่แม้เดินทางผ่านกาลเวลา​ ไม่ใช่เรื่องราวของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่หรือโอ่อ่า แต่คือช่วงเวลาเล็ก ๆที่ได้ไหลผ่านผู้คน​ ช่วงเวลาที่ได้ก่อเกิดความสัมพันธ์ หรือช่วงเวลาที่เราหาคำตอบให้คำถามไม่ได้​ รวมถึงรายละเอียดเล็กน้อยที่เราพบเจอระหว่างทาง​


FY26-Q2_Press-Kit_Essence_Images_Essence-Cover_4x3.jpeg

คุณเคยพูดว่า WABI-SABI คือหนึ่งในครูที่สำคัญที่สุดของ LE LABO สิ่งนี้ส่งอิทธิพลต่อวิธีที่คุณทำหนังสือเล่มนี้อย่างไร​

DEBORAH ROYER: เราศึกษาและเรียนรู้จาก wabi-sabi มาอย่างยาวนาน​
หลักคิดนี้คอยเตือนเราว่า ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ และความงามจะเผยตัวออกมา เมื่อเราเลิกพยายามควบคุมทุกอย่าง​

​ฉันใช้แนวคิดเดียวกันนี้กับหนังสือเล่มนี้ฉันรู้ตั้งแต่ต้นว่าไม่อาจถ่ายทอดเรื่องราวของเราได้ครบถ้วนทั้งหมด และก็ไม่ได้พยายามทำให้มันเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์​

หนังสือเล่มนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ให้เราได้ยอมรับว่าเรื่องราวของเราจะยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป​
และเราจะยังคงเรียนรู้ไปพร้อมกันเสมอ​

​ฉันตั้งใจเว้นช่องว่างไว้สำหรับการตีความ สำหรับการหยุดพัก และสำหรับบทสนทนาที่จะดำเนินต่อไป​

ความปรารถนาของฉันคือ เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว​
ผู้อ่านจะได้ใช้ความคิดและประสบการณ์ส่วนตัว เข้ามาเติมเต็มบนหน้ากระดาษเหล่านี้​

FY26-Q2_Press-Kit_Essence_Images_Fresh-Blend_4x3.jpeg

คุณหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะปลุกความรู้สึกอะไรในผู้อ่านบ้าง ทั้งสำหรับผู้ที่รัก LE LABO อยู่แล้ว และผู้ที่เพิ่งค้นพบเราเป็นครั้งแรก​

DEBORAH ROYER: : สำหรับผู้ที่รู้จักเราอยู่แล้ว ฉันหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างความรู้สึกร่วม​
ความใกล้ชิด และความเป็นส่วนหนึ่ง ราวกับได้เห็นภูมิทัศน์ที่คุ้นเคย ถูกสะท้อนด้วยเฉดของแสงใหม่​ และพาคุณค้นพบเส้นทางที่อาจยังไม่เคยเดินมาก่อน​

​สำหรับผู้ที่เพิ่งทำความรู้จักกับเราเป็นครั้งแรก ฉันหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น เปิดประตูสู่ความคิดที่ว่ากลิ่นหอมสามารถทำให้เราได้รู้จักกับตัวเองได้มากขึ้น

FY26-Q2_Press-Kit_Essence_Images_Essence-Lifestyle_4x3.jpeg

คุณมองเห็น LE LABO ในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างไร​

DEBORAH ROYER: ฉันได้เรียนรู้ที่จะไม่คาดเดาอนาคตที่ไกลเกินไป​ เพราะการทำเช่นนั้นมักจำกัดความเป็นไปได้​
แต่สิ่งที่ฉันพูดได้คือ การทิ้งร่องรอยต้องใช้เวลา​

การสร้างงานฝีมือของเราให้มีคุณค่าที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่ใช่สิ่งที่เร่งให้เกิดขึ้นได้​
แต่มันต้องค่อย ๆ ก่อร่างขึ้น ทีละก้าว ผ่านการกระทำเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน​

ทุกก้าวคือโอกาส ให้เราเข้าใจลึกขึ้นอีกนิด​ และหล่อเลี้ยงส่วนที่สำคัญที่สุดในตัวเรา : ส่วนที่ทำให้เรายังฝัน ยังรู้สึก ยังตั้งคำถาม และยังรักได้​

​ในทศวรรษข้างหน้า การอยู่นิ่ง และไม่ถูกดึงไปตามความเร่งรีบ จะยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้น​
แต่สิ่งนั้นยิ่งทำให้ฉันเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เรามอบให้ — และสิ่งที่เชื่อมโยงเรา — จะยิ่งจำเป็น ไม่ใช่น้อยลง​

การเติบโตของ Le Labo ขึ้นอยู่กับการยึดมั่นในหลักการของเรา​
สัมผัสที่ไม่อาจทดแทนได้ของงานฝีมือ คุณภาพที่เกิดจากการเตรียมการอย่างอดทนและเชื่องช้า​
และความสัมพันธ์ที่กับผู้คนที่มีความคิดคล้ายกัน​

​อีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาของการเป็นตัวเราให้มากขึ้นกว่าเดิม​

ดังสุภาษิตจีนบทหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “เมื่อรากหยั่งลึก สายลมก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ”​
ยิ่งเราอาศัยอยู่ในความเชื่อแก่นแท้ของเรามากเท่าใด เราก็ยิ่งไม่หวั่นไหวต่อพายุใด ๆ ที่อาจพัดผ่านด้วยจังหวะของเราเอง ท่ามกลางโลกที่เร่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ​

​การครบรอบครั้งนี้ ไม่ใช่การเดินทางมาถึงจุดหมาย แต่เป็นการยืนยันว่า ในวันโลกเร่งรีบขึ้น เราได้มอบ บางสิ่งที่ทรงพลัง คือ ความกล้าที่จะชะลอจังหวะลง​

MERCI!!

@lelabofragrances @overheardlelabo


โรงแรม Radisson Hotel Chateau de Bangkok

Radisson Hotel Group เปิดตัวโรงแรม Radisson Hotel Chateau de Bangkok

Radisson Hotel Group เปิดตัว Radisson Hotel Chateau de Bangkok ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ในย่านที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง ด้วยห้องพักและห้องสวีทจำนวน 178 ห้อง โรงแรมแห่งนี้ผสมผสานความสง่างามแบบยุโรปเหนือกาลเวลาเข้ากับดีไซน์แบบร่วมสมัย เพื่อมอบประสบการณ์เข้าพักที่เหนือระดับใจกลางเพลินจิต

คลาสสิกที่ถูกยกระดับด้วยมุมมองสมัยใหม่

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา Chateau de Bangkok ได้ยืนหยัดเป็นหนึ่งในที่พักอันโดดเด่นบนซอยร่วมฤดี และวันนี้ได้กลับมาอีกครั้งภายใต้แบรนด์ Radisson ซึ่งตัวโรงแรมได้รับการปรับโฉมใหม่อย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางทั้งเพื่อธุรกิจและนักเดินทางท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน พร้อมคงไว้ซึ่งเสน่ห์และเอกลักษณ์เหนือกาลเวลา ที่ทำให้ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่โปรดปรานของเมือง

Tim Cordon ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิกตอนใต้ของ Radisson Hotel Group กล่าวว่า: “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรารู้สึกยินดีที่ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของเราด้วยการเปิดตัว Radisson Hotel Chateau de Bangkok ที่พักแห่งนี้มีประวัติอันทรงคุณค่าในเมือง และการกลับมาอีกครั้งภายใต้แบรนด์  Radisson สะท้อนถึงทั้งความมุ่งมั่นในการเติบโตและการสร้างประสบการณ์เข้าพักที่น่าจดจำสำหรับแขกของเรา”

โรงแรม Radisson Hotel Chateau de Bangkok

สัมผัสกับความสะดวกสบายใจกลางกรุงเทพฯ

ห้องพักและห้องสวีทที่กว้างขวางจำนวน 178 ห้องของโรงแรม ได้รับการออกแบบมาอย่างหรูหราพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ โดยหลายห้องสามารถมองเห็นวิวเส้นขอบฟ้าแบบพาโนรามาของกรุงเทพฯ ได้ ห้องสวีทที่มีห้องครัวขนาดเล็ก จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับแขกที่เข้าพักในระยะยาว และด้วยนโยบายของโรงแรมที่อนุญาตให้พาสัตว์เลี้ยงเข้ามาพักด้วยได้ จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์เข้าพักให้กับผู้เดินทางมาพร้อมเพื่อนคู่ใจ

ออกสำรวจกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เต็มไปด้วยสีสัน ความมีชีวิตชีวา และเสน่ห์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แขกที่เข้าพักสามารถเดินชมตลาดบนถนนที่คึกคัก ลิ้มลองสตรีทฟู้ดไทยแท้ หรือสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของเมืองผ่านวัดและพระราชวังต่างๆ สำหรับผู้ที่มองหาความตื่นตาตื่นใจในสไตล์โมเดิร์น ศูนย์การค้าสุดหรู บาร์บนดาดฟ้า และสีสันยามค่ำคืนที่ครึกครื้นรออยู่ไม่ไกล ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กรุงเทพฯ ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับบรรยากาศสมัยใหม่ ที่จะทำให้ทุกการมาเยือนนั้นน่าจดจำ

โรงแรมอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิประมาณ 40 นาที และห่างจากสนามบินนานาชาติดอนเมือง 30 นาที ด้วยทำเลใจกลางเมืองนี้ จึงสะดวกต่อการเดินทางไปยังศูนย์คมนาคมหลัก แหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหารยอดนิยม ย่านธุรกิจสำคัญ และสถานทูต นอกจากนี้ การเดินทางไปยังแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองจะสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิตเพียง 400 เมตร

โรงแรม Radisson Hotel Chateau de Bangkok

ประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์

เริ่มต้นวันของคุณที่ Larder & Lounge ซึ่งเป็นคาเฟ่บรรยากาศสบายๆ ที่ให้บริการเครื่องดื่มสดใหม่ อาหารท้องถิ่น และเมนูพร้อมทานเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว หากต้องการความหรูหราขึ้นไปอีกระดับ ให้ไปที่ Château Botanique ซึ่งเป็นการผสมผสานความเป็นเลิศของอาหารไทยแบบร่วมสมัยและอาหารฝรั่งเศส ในบรรยากาศอันหรูหราที่พร้อมให้บริการตลอดทั้งวัน เมื่อยามเย็นมาเยือน ให้แวะที่ View Pool Bar ชั้น 12 เพื่อจิบเครื่องดื่มสูตรพิเศษพร้อมของว่างเบาๆ ท่ามกลางวิวเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ แบบพาโนรามา

นอกจากนี้ ชั้น 12 ยังเป็นศูนย์รวมของการดูแลสุขภาพอีกด้วย ผู้เข้าพักสามารถออกกำลังกายใน ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่มีอุปกรณ์ครบครัน ผ่อนคลายในห้องสปาอันสงบเงียบ หรือคลายร้อนด้วยการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำกลางแจ้งพร้อมชมวิวเมืองแบบเต็มตา

การประชุมและกิจกรรมต่างๆ

ด้วยพื้นที่จัดงานอเนกประสงค์ 3 แห่ง โรงแรมแห่งนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทั้งการประชุมทางธุรกิจและงานสังสรรค์ทางสังคม Crystal Lotus Hall รองรับแขกได้สูงสุด 250 คน ส่วนห้องประชุม Ploenchit Meeting Room และห้อง Ruamrudee Boardroom จะมีพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น พร้อมด้วยเทคโนโลยีฉายภาพและเสียงที่ทันสมัย และทีมงานมืออาชีพที่จะคอยดูแลทุกขั้นตอน

Jean Pascal Bernet ผู้จัดการทั่วไปของ Radisson Hotel Chateau de Bangkok กล่าวว่า:

“เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับแขกกลับสู่ Chateau de Bangkok ซึ่งขณะนี้ได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเครือ Radisson Hotel Group แล้ว ทีมงานของเราพร้อมมอบบริการที่เป็นส่วนตัวและการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโรงแรมอันเลื่องชื่อแห่งนี้ พร้อมทั้งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สะท้อนถึงบรรยากาศของกรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน”

โรงแรม Radisson Hotel Chateau de Bangkok

ข้อเสนอพิเศษฉลองการเปิดตัว

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการ สมาชิก Radisson Rewards จะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้แก่ คะแนนสะสมสองเท่าเมื่อเข้าพัก เช็คอินก่อนเวลาและเช็คเอาท์หลังเวลาได้ฟรี อัปเกรดห้องพักฟรี (ขึ้นอยู่กับห้องว่าง) และเครดิตทานอาหารมูลค่า 500 บาทต่อการเข้าพัก


Summer Frame Guide แมตช์แว่นกันแดดที่ใช่รับซัมเมอร์ 2026

โทรศัพท์ ลิปสติก แว่นกันแดด ไอเท็มเหล่านี้มักปรากฏอยู่ในสิ่งของที่ผู้คนพกติดตัวอยู่เสมอเมื่อเข้าสู่ช่วงซัมเมอร์ แน่นอนว่าโทรศัพท์คงเป็นแกดเจ็ตที่เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของคนยุคนี้ ส่วนลิปสติกก็เป็นเมคอัพชิ้นสำคัญที่เติมความสดใสให้เราได้ตลอดทั้งวัน

สุดท้ายแว่นตากันแดด ไอเท็มที่นอกจากจะช่วยเสริมลุคแล้ว สำหรับประเทศไทยที่แดดร้อนจนแทบแผดเผาทุกอณูของร่างกายทันทีที่ก้าวออกจากบ้าน ก็นับเป็นสิ่งสำคัญที่ปกป้องดวงตาของเราจากรังสี UV, ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตา, ป้องกันอาการตาล้าจากแสงแดดจ้า และปกป้องผิวรอบดวงตาอีกด้วย

แว่นกันแดด” ไอเท็มที่หลายคนเลือกเป็นหนึ่งในท็อปสามที่ควรมีติดกระเป๋าในช่วงซัมเมอร์! อัพเดทแว่นประจำซีซั่น พร้อมเลือกรูปทรงให้เข้ากับใบหน้า

นอกจากประโยชน์มากมายแล้ว การเลือกรูปทรงทั้งกรอบแว่น และสีเลนส์ก็เป็นสิ่งที่ควรคำนึง เพราะไอเท็มชิ้นนี้สามารถเติมเต็มลุคธรรมดาๆ ของเรา ให้ดูพิเศษขึ้นได้ทันที สำหรับซัมเมอร์ 2026 แต่ละแบรนด์จะปล่อยแว่นรูปทรงไหนมาบ้าง มีกิมมิกอะไรที่น่าสนใจ และชิ้นไหนจะเข้ากับใบหน้าเรา แพรว พาไปดูค่ะ

Dolce & Gabbana – DG Hinge Sunglasses

เริ่มต้นด้วย DG Hinge Sunglasses จาก Dolce & Gabbana ที่ถือเป็นแว่นตาที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับกลิ่นอายโมเดิร์น มาในทรงแคทอายกรอบอะซิเตทที่ให้ฟีลวินเทจแต่ยังร่วมสมัย เสริมลุคให้ดูเนี้ยบแบบมีสไตล์ เหมาะกับคนที่อยากเพิ่มความเฉี่ยวให้ใบหน้า โดยเฉพาะรูปหน้าไข่ สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม และรูปหัวใจ

Loewe – Flash Slim Cat Eye Sunglasses
(14,000 THB)

ต่อมา Flash Slim Cat Eye Sunglasses จาก Loewe ที่มากับทรงแคทอาย เป็นไอเท็มอัพลุค เพิ่มความมั่นใจ และมีคลาส รังสรรค์จากอะซิเตท และมาพร้อมลายทางหลากสี เหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มมิติให้ใบหน้า แต่คนหน้ากลมอาจต้องข้ามทรงนี้ไปก่อน เพราะความโค้งของแว่นอาจยิ่งเน้นความกลมให้เด่นขึ้น

Gucci – Square Frame Sunglasses
(18,300 THB)

หากใครมีใบหน้ารูปไข่ สามเหลี่ยม หรือหน้ากลม แว่นตาทรงสี่เหลี่ยมอย่าง Square Frame Sunglasses จาก Gucci คืออีกตัวเลือกที่ควรลอง เพราะกรอบทรงชัดจะช่วยเพิ่มมิติให้ใบหน้าคมขึ้น ดีไซน์กรอบใสสีเบจยังเสริมลุคให้ดูมินิมอล มาพร้อมโลโก้ Gucci บริเวณขาแว่น ที่จะช่วยยกระดับความเรียบให้ดูโดดเด่น

Dior – Dior Oblique B1F
(19,000 THB)

สำหรับแว่นกันแดดทรงผีเสื้อถือเป็นทรงที่ช่วยยกช่วงแก้มและเพิ่มมิติให้ใบหน้าละมุนขึ้น เหมาะกับหน้ากลม สี่เหลี่ยม และรูปหัวใจ โดดเด่นด้วยลาย Dior Oblique และดีเทลโลหะเคลือบทองที่ขาแว่น มาพร้อมเฟรมอะซิเตท เล่นเลเยอร์สีชมพูพาสเทลตัดน้ำเงิน เพิ่มลูกเล่นอย่างมีสไตล์ นอกจากนี้เลนส์สีเทาจะช่วยคอมพลีทลุคให้โมเดิร์นมากขึ้น อีกทั้งด้วยสีที่หวานขนาดนี้ สาวๆ สายซอฟต์เกิร์ลไม่ควรพลาด Dior Oblique B1F นะคะ

Prada – Sunglasses with the Iconic Metal Plaque
(19,000 THB)

Sunglasses with the Iconic Metal Plaque จาก Prada มาในกรอบโลหะดีไซน์ทันสมัย ทรงวงรีให้ลุคเรียบหรูในแบบ Prada ขาแว่นบางพร้อมดีเทลโลหะสลักโลโก้อย่างประณีต ซึ่งแว่นทรงนี้จะช่วยปรับรูปหน้าให้นุ่มนวลขึ้น เหมาะกับใบหน้าสี่เหลี่ยมและหัวใจ เพราะช่วยลดความแข็งของโครงหน้า ให้ใส่แล้วได้สัดส่วนมากขึ้น

Saint Laurent – SL 902 HOWL
(19,000 THB)

ใครที่เป็นสายชิคต้องมาทางนี้ค่ะ! SL 902 HOWL จาก Siant Laurent มาในทรงโอเวอร์ไซส์กรอบนูนมน ให้ลุคซอฟต์แต่ยังดูแฟชั่นจัดเต็ม มาพร้อมกรอบใสแบบฉีดขึ้นรูปและเลนส์ไนลอน น้ำหนักเบา ใส่สบาย ทรงนี้เหมาะกับคนหน้าสี่เหลี่ยมและหน้ารูปเพชร เพราะความโค้งจะช่วยลดความคมของโครงหน้าให้ดูละมุนขึ้น

Balenciaga – Women’s Dynasty Rectangle Sunglasses in Mid Havana
(19,000 THB)

ไอเท็มที่เหมาะกับใบหน้ารูปไข่ หน้ากลม หรือหัวใจ กับ Women’s Dynasty Rectangle Sunglasses in Mid Havana จาก Balenciaga ที่มาในกรอบสี่เหลี่ยมที่ช่วยเติมมุมให้หน้าได้สัดส่วน มาในวัสดุ Acetate Renew ที่ผสานความรักษ์โลกเข้ากับความเท่ ทันสมัย อีกทั้งยังมีเลนส์สีเทาที่ช่วยทำให้ลุคดูสุขุม

Louis Vuitton – My Monogram Fame
(19,600 THB)

สุดท้าย ดูเหมือนซีซั่นนี้ทรงแคทอายกำลังมาแรง อย่างรุ่น My Monogram Fame ที่ยกระดับดีไซน์ไอคอนิกของ Louis Vuitton ให้ดูอินเทรนด์ขึ้น ด้วยกรอบและเลนส์ที่ตกแต่งลาย Monogram flower และอักษรย่ออย่างเรียบหรู สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้กับทุกลุค เหมาะกับใบหน้ารูปไข่, สี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม และหัวใจ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากสำรวจดีเทลและทรงแว่นที่เหมาะกับใบหน้าจากทั้ง 8 รุ่นจากแบรนด์ดังแล้ว มีไอเท็มชิ้นไหนที่เก็บเข้า Wish List บ้างหรือยัง? หากใครมีแล้ว ก็อย่ามัวรอช้านะคะ ให้แว่นกันแดดเป็นคีย์ไอเท็มกับซัมเมอร์นี้ไปด้วยกัน!


ภาพ: Courtesy of brand

‘เจ้าเสน่ห์ ทั้งกับเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน ใช่คุณไหม?? เช็กเลย!!’ ดวงรายสัปดาห์ 27 เมษายน-3 พฤษภาคม 2569

‘เจ้าเสน่ห์ ทั้งกับเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน อย่าปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป’

ดวงรายสัปดาห์ 27 เมษายน-3 พฤษภาคม 2569

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  : สำหรับสัปดาห์รอยต่อระหว่างเดือนเก่ากับเดือนใหม่แบบนี้ นับว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีของชาวอาทิตย์ที่กำลังจะไปเริ่มต้นงานใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในวงการศิลปะ นักร้อง นักแสดง ยิ่งหากเป็นฟรีแลนซ์ด้วยแล้ว นับว่าเป็นสัปดาห์ที่ผลงานของคุณจะโดดเด่น สร้างชื่อเสียงให้อย่างงดงามเลย แต่ค่ะ เส้นทางของคุณไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะกว่าจะไปถึงตรงนั้น เป็นไปได้ว่าต้องพบกับปัญหาที่จะเข้ามาท้าทายทุกรูปแบบ แต่หากอดทนจนข้ามจุดนั้นไปได้ ผลตอบแทนที่ได้รับนับว่าคุ้มค่า  

การเงิน  :  เป็นสัปดาห์ที่คุณเนื้อหอม ใครๆ ก็เมตตาเอ็นดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่มีโอกาสหลงคารมคุณ อุปถัมภ์ค้ำชูด้วยความสิเน่หา มีโชคทางการเงิน ไม่ว่าจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด แต่ก่อนรับเงินควรพิจารณาว่า เงินนั้นมีที่มาที่ไปชัดเจนหรือเปล่า เพราะไม่เช่นนั้นคุณมีโอกาสรับของโจร เสียชื่อเสียงอย่างที่ไม่ควรเสีย

ความรัก  :  เป็นสัปดาห์ความรักแห่งชาติของชาวอาทิตย์เลยค่ะ รักเดียว ใจเดียวกับคู่ครอง เรียกว่ากระหนุงกระหนิงกันสองคน ไม่สนใจใครเลย คนโสด  ภาพของชาวอาทิตย์ในสายตาของชายหนุ่มในสัปดาห์นี้ จะเป็นหญิงสาวที่เนื้อหอม น่ารักน่าเอ็นดู แถมเก่งอีกต่างหาก จึงมีแต่คนหมายปอง ก็ระวังจะเกิดศึกหน้านางนะคะ

 สุขภาพ  :   เนื้อหอม เดทเยอะ ก็ต้องระวังน้ำหนักขึ้น พวกไขมันอุดตัน เบาหวาน หากจะให้ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สด สุกๆ ดิบๆ ไม่สะอาด เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะท้องเสียได้ง่ายๆ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สัปดาห์รอยต่อระหว่างเดือนเก่ากับเดือนใหม่ของชาวจันทร์นั้น ต้องบอกว่าคุณมีเทพพระจันทร์ ซึ่งเป็นเทพประจำวันสถิตอยู่กับคุณ จึงทำให้คุณอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ ความคิด และจินตนาการ ยิ่งหากอยู่ในสายงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ประชาสัมพันธ์ ครีเอเตอร์ นับว่าเข้าทางคุณเลย นอกจากนั้นทางด้านวิชาการก็สามารถทำได้ดีด้วย  ซึ่งในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้ขึ้นเป็นผู้นำโครงการ แต่ด้วยความที่คุณมีอีโก้อยู่เต็มตัว แล้วเมื่อมาบวกกับความอ่อนไหวของเทพพระจันทร์ จึงกลายเป็นว่าคุณไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด แต่ใดๆ ก็ตาม ควรอดทน รอคอย จังหวะและโอกาส เซ้นส์คุณก็ยังแม่นอยู่ ไม่ควรใช้กำลัง หรือความรุนแรง

การเงิน  :  จริงๆ คุณมีโชคนะ แต่จะมีเหตุให้คุณต้องใช้เงินเยอะจนเรียกว่าหมุนเงินกันจนเหนื่อยเลย เพราะฉะนั้นหากสัปดาห์นี้อยากทำธุรกิจ ควรทำคนเดียว อย่าร่วมหุ้นร่วมทุนกับใคร   

ความรัก  :   มีเสน่ห์ เนื้อหอม ขณะเดียวกันก็อ่อนไหว ลังเล สับสน ไม่แน่ใจ นับว่าอันตรายสำหรับผู้ที่มีคู่ครองแล้ว เพราะคุณจะรู้สึกอึดอัด ความคิดเห็นขัดแย้งกันตลอดๆ   คนโสด  ก็ยังมีเฮนะคะ เพราะเป็นสัปดาห์ที่คุณเนื้อหอม มีเสน่ห์กับเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่คุณก็เจ้าชู้ รักง่ายหน่ายเร็ว ตัดสินใจไม่ถูก ขอแนะนำว่า ผู้ใหญ่จะเหมาะสมกับคุณ

สุขภาพ  :   เรื่องอาหารมาอันดับหนึ่งเลยค่ะ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่สดสะอาด ซึ่งจะทำให้คุณแพ้อาหาร ท้องเสีย รวมถึงหากไปเดินทางออกนอกสถานที่ ยิ่งต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมาด้วย นอกจากนั้นก็ยังต้องระวังโรคกระเพาะด้วย

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน    สัปดาห์รอยต่อระหว่างเดือนเก่าและเดือนใหม่ของชาวอังคาร เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นของคุณก็ว่าได้ เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้บุกเบิกงานใหม่ หรือได้ไปเริ่มต้นงานที่มีผลต่อความก้าวหน้าในอนาคต ดังนั้น เป็นไปได้ว่าคุณต้องการเวลาเพื่อศึกษา ทั้งงานและคนในองค์กร อาจได้ไปเรียนรู้เฉพาะทางเพิ่มเติม ซึ่งคุณก็จะคาดหวังกับงานนี้มาก จนทุ่มเทเวลาทั้งหมดแทบไม่ได้กิน ไม่ได้นอนก็ว่าได้  

การเงิน  :   มีความสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาเงินเก่ง ขยัน ซึ่งคุณก็ตั้งความหวังว่าจะทำงานหาเงินให้ได้มากๆ ด้วย แต่ก็ต้องระวังความใจอ่อน ช่วยเหลือคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อน

ความรัก  :  เป็นไปได้ว่าเพราะคุณทำงานเก่ง จึงเปรียบเหมือนสตาร์ในที่ทำงาน ใครๆ ก็อยากเข้ามาพูดคุยด้วย แล้วสัปดาห์นี้คุณก็ชอบที่จะอยู่ท่ามกลางสังคมมากกว่าอยู่บ้าน ก็ต้องระวังคนที่บ้านจะไม่เข้าใจนะ  คนโสด  ก็ยังคงมีเสน่ห์ เนื้อหอม อยู่นะ ยิ่งสัปดาห์นี้คุณรู้สึกรักสวยรักงามเป็นพิเศษ ก็ไม่ต้องห่วงเลยว่าจะเหงา สุดท้ายแล้วก็วุ่นวายใจว่า จะอยู่คนเดียว หรือจะมีแฟนดี  

สุขภาพ  :  จริงๆ คุณแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยง่ายๆ แต่ก็อย่าประมาท เพราะสัปดาห์นี้จากความเครียด ความกดดัน ความวิตกกังวล จะมีโอกาสส่งผลไปที่กระเพาะจนคุณมีอาการปวดเสียดท้อง  

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :   สำหรับสัปดาห์รอยต่อระหว่างเดือนเก่ากับเดือนใหม่ของชาวพุธ นับว่าโอกาสดียังคงอยู่กับคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือธุรกิจในสายการเกษตร นักออกแบบตกแต่งสวน ศิลปวัฒนธรรม งานโอท้อป ฯลฯ อยากบอกว่าผลงานของคุณมีโอกาสโดดเด่น แต่ก็อย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้สูงเกินเอื้อม เพราะหนทางไม่ง่ายอย่างที่คิด ทำอะไรก็จะขลุกขลัก ติดปัญหาไปหมด เช่น เอกสารทางราชการไม่เรียบร้อย เกิดการใส่ร้ายป้ายสี ทางที่ดีคุณควรหาเพื่อนรู้ใจมาช่วยกันทำงาน หรือปรึกษาผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ด้วย อย่าวู่วามเด็ดขาด

การเงิน  :  ค่อนข้างเหนื่อย เพราะต้องใช้ความพยายามทั้งกายและใจกว่าจะได้เงินมา สัปดาห์นี้โอกาสได้รายได้จากที่ดิน ที่นา ที่สวน เช่น เจ้าของสวนทุเรียน ก็คงเฮ ขายทุเรียนได้ราคาดี แต่ก็ไม่ควรเป็นนายหน้ายืมเงิน หรือเซ็นค้ำประกันให้ใคร มีความเสี่ยงชดใช้เงินแทน

ความรัก  :  จริงๆ สัปดาห์นี้หากคุณไม่ไปมองคู่อื่นแล้วนำมาเปรียบเทียบกับคู่ของตัวเอง ก็นับว่าอยู่กันอย่างสงบสุข แต่หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จะกลายเป็นความกดดัน ทั้งคุณและคู่ จากความสุขก็เป็นความเครียด  คนโสด  มีโอกาสที่จะพบตัวจริงที่รักและเข้าใจคุณอย่างแท้จริง แต่ก็ควรระวังความเอาจริงเอาจัง ความคาดหวังของคุณ ที่ก็มีโอกาสจะทำให้เขาเปลี่ยนใจได้เช่นกัน  

สุขภาพ   :   เครียดมาเป็นอันดับหนึ่งเลยค่ะ จนส่งผลไปถึงระบบประสาท ความดัน ไมเกรน จนไปถึงระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ อาหารเป็นพิษ ยาวเลยค่ะ นอกจากนั้นยังมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจด้วย  

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  นับเป็นการก้าวขึ้นเดือนใหม่ของชาวพฤหัสอย่างรุ่งโรจน์โชติช่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานในสายช่างทุกประเภท รวมทั้งในสายงานเพื่อมวลชน เช่น นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักค้นคว้า วิจัย นักกฎหมาย นักบวช  เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้ร่วมงาน หรือไม่ก็ได้ศึกษาเรียนรู้กับผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิจากหลากหลายสาขา ซึ่งจากที่คุณเก่งอยู่แล้วก็ยิ่งเก่งขึ้น หากกำลังคิดค้นงานที่ทรงคุณค่ากับชาวโลกอยู่ ก็จะสำเร็จลงด้วยดี

การเงิน  :   มีโอกาสประสบความสำเร็จในเรื่องเงิน ทรัพย์สิน และชื่อเสียง ผู้ใหญ่และทีมงานจะสนับสนุนให้คุณได้งานที่ดี แต่สัปดาห์นี้คุณจะให้ความสำคัญกับสังคมมากกว่าตัวเอง

ความรัก  :  ต้องบอกว่าคุณเป็นนางสิงห์ที่เป็นผู้นำ สัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะยกความรักไว้อยู่บนหิ้ง ขณะที่ในชีวิตจริงคุณนำหน้าหาเงินสร้างอนาคตเองเลย  คนโสด  สัปดาห์นี้ชาวพฤหัสเปรียบเหมือนนางสิงห์ที่มองการณ์ไกล เป้าหมายคืออนาคต ส่วนแฟนเดี๋ยวผู้ใหญ่จัดสรรให้เองค่ะ

สุขภาพ   :   ทำงานหนักต้องระวังออฟฟิศซินโดรมมาเยือน หากนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ  ก็ต้องขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง นอกจากนั้นยังมีโรคในช่องปากและทางเดินหายใจ ซึ่งจะลุกลามไปถึงระบบย่อยอาหาร  

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   ชาวศุกร์มีโอกาสก้าวขึ้นเดือนใหม่อย่างมั่นคงในสายวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายศิลปะศิลปิน  ดนตรี กวี ศิลป์ เย็บปักถักร้อย งานฝีมือ เพราะเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้กับผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิหลากหลายสาขา  หากอยู่ในสายงานบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร กาแฟ สปา สินค้าและบริการสำหรับเด็กด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมงานที่ดีด้วย  

การเงิน  :  มีโอกาสได้รับโชคในเรื่องของเงินและทรัพย์สิน จาการสนับสนุนของผู้ใหญ่และทีมงานที่ดี แต่ก่อนจะลงทุนอะไรควรพิจารณาให้ดี อย่าใจอ่อน เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะถูกโกง ถูกเบี้ยวหนี้ได้ง่ายๆ

ความรัก :   สำหรับชาวศุกร์ในรอบสัปดาห์นี้ แม้ว่าคุณจะทะเลาะกันอย่างไร ก็ยังคงไม่หนีหายไปไหน แต่ในสัปดาห์นี้มีโอกาสที่ผู้ใหญ่จะเข้ามาเป็นประเด็นในเรื่องลูก ขณะที่หากคู่ไหนอยู่กันนานแล้ว ยังไม่มีลูก สัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะตัดสินใจไปปรึกษาแพทย์  คนโสด  สำหรับชาวศุกร์ที่เคยอกหักมีโอกาสที่แฟนเก่าจะกลับมาขอคืนดี แต่เหมือนเขาจะไม่ได้มาคนเดียว มีเด็กมาด้วย

 สุขภาพ  :  ต้องระวังระบบเลือดจะมีปัญหา จนคุณหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นลมวูบได้ง่ายๆ นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคในช่องปาก และทางเดินหายใจ ลามไปถึงระบบการย่อยอาหาร

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  สำหรับช่วงเวลารอยต่อระหว่างเดือนเก่ากับเดือนใหม่ของชาวเสาร์นั้น มีโอกาสชิลขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม และวงการบันเทิงต่างๆ รวมถึงดีไซเนอร์ สถาปนิก เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสที่จะได้ร่วมงานหรือร่วมหุ้นกับเพื่อนหญิงที่สนิทในสายงานที่คุณทำอยู่ ทั้งยังรวมถึงสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับน้ำด้วย มีโอกาสโกอินเตอร์ หรือได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติในแถบเอเชียนี่ล่ะ   

การเงิน  :   มีโชค ซึ่งคุณก็สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เป็นไปได้ว่าจะมีทริปให้คุณได้ใช้เงินกับการกินหรู อยู่สบาย ชอปปิ้ง ก็อย่าลืมวางแผนด้วยล่ะ

ความรัก  :  สัปดาห์นี้เสน่ห์ของคุณอยู่ที่ความกิ๊บเก๋ในตัว แต่ก็ใช่ว่าจะรีแลกซ์ไปเสียทุกเรื่อง เพราะคุณก็ยังยึดติดอยู่กับจารีตประเพณีอยู่  คนโสด  มีเสน่ห์เนื้อหอม ทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน แต่เหมือนสัปดาห์นี้คุณจะเลือกอยู่ใกล้ชิดเพศเดียวกันมากกว่า

สุขภาพ   :  จริงๆ ก็ยังเครียดอยู่ล่ะ ซึ่งมีโอกาสที่คุณจะบำบัดด้วยการรับประทานและดื่ม จนมีความเสี่ยงที่น้ำหนักจะขึ้น นอกจากนั้นยังต้องระวังจะไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย ระบบน้ำในร่างกายแปรปรวน

Love Like A Bike

‘มาสุ – ตี๋ – ต้า – อัส’ ซีรีส์ Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก

ถึงซีรีส์จะจบลงแล้ว แต่บอกเลยว่าความฟินยังไม่หมด แพรว จัดเต็มเสิร์ฟภาพเซ็ตพิเศษของ 4 นักแสดงนำ ‘มาสุ – จรรยางค์ดีกุล , ตี๋ – ธนพล , ต้า นันคุณ และ อัส นิติธร’ จากซีรีส์ “Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก” เรื่องราวฟีลกู๊ด ที่ทำแฟนๆ ตกหลุมรัก

มาสุ – จรรยางค์ดีกุล และ ตี๋ – ธนพล : “Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก”

ต้า นันคุณ และ อัส นิติธร : “Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก”

Chanel Then vs Now: จาก 2.55 ถึงกระเป๋ายุคใหม่ของชาเนล

หากพูดถึงกระเป๋าที่ทั้ง “ฮ็อต” และ “ไอคอนิก” ที่สุดในโลกแฟชั่น ชื่อของ Chanel ย่อมเป็นหนึ่งในคำตอบแรกๆ เสมอ เพราะไอเท็มชิ้นดังกล่าวไม่ได้หน้าที่เพียงเสริมให้แต่ละคอลเล็คชั่นสมบูรณ์ แต่ยังเป็นคีย์ไอเท็มที่บอกเล่าเรื่องราวและภาพสะท้อนของแต่ละยุค

จากจุดเริ่มต้นที่เน้นการใช้งานจริง ต่อยอดมาสู่ความลักชัวรี่ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน Chanel ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องให้เข้ากับยุคสมัย จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สามารถอยู่เหนือกาลเวลาได้อย่างแท้จริง

สำรวจภาพสะท้อนของแบรนด์ ผ่าน กระเป๋า Chanel รุ่นไอคอนิกประจำ 4 ครีเอทีฟไดเรกเตอร์

Gabrielle Coco Chanel

(1910 – 1971)

จุดเริ่มต้นของ CHANEL ไม่ได้มาจากความหรูหรา แต่เกิดจากความต้องการ “ปลดล็อกชีวิตของผู้หญิง” ในปี 1955 Coco Chanel เปิดตัวกระเป๋า 2.55 ที่เปลี่ยนวิธีใช้กระเป๋าไปตลอดกาล ด้วยการเพิ่มสายสะพายไหล่แทนการถือคลัตช์ มอบทั้งความคล่องตัวและความสง่างามในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้ 2.55 แตกต่างไม่ใช่แค่ฟังก์ชัน แต่คือความหมายในดีไซน์ ทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนตัวตนของดีไซเนอร์ ตั้งแต่หนังควิลต์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายนักขี่ม้า รวมถึงตัวล็อกแบบ Mademoiselle ที่หากแปลตามภาษาฝรั่งเศส จะหมายถึง หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน ซึ่งสะท้อนถึงสถานะจริงของโคโค่ ชาเนล

นอกจากนี้เรื่องราวในวัยเด็กอย่างการที่ โคโค่ ชาเนล เติบโตขึ้นในบ้านเด็กกำพร้ายังถ่ายทอดผ่านดีเทล ซับในสีเบอร์กันดี ว่ากันว่าสีนี้เชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว ให้ความรู้สึกถึงความเคร่งครัด แต่ในทางแฟชั่นเธอได้หยิบมาตีความใหม่ให้สีนี้เป็นตัวแทนของความหรูหรา สุขุม และมีเอกลักษณ์

ขณะเดียวกัน สีเบอร์กันดียังช่วย พรางรอยเปื้อนภายในกระเป๋า ทำให้ใช้งานได้จริงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของแนวคิด “beauty meets function” ที่เธอยึดถืออย่างชัดเจน

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของ CHANEL คือ “สายโซ่” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการสังเกตของ Gabrielle “Coco” Chanel ในวัยเด็ก

เมื่อเธอเคยเห็นแม่ชีพกกุญแจหรือของใช้เล็กๆ ด้วยโซ่ที่คล้องติดตัว ซึ่งสะท้อนวิธีการใช้ชีวิตแบบ hands-free สะดวก คล่องตัว และไม่ต้องถือของไว้ตลอดเวลานั่นเอง

Karl Lagerfeld

(1983 – 2019)

หลังจาก กาเบรียล โคโค่ ชาเนล วางรากฐานกระเป๋าใบแรก CHANEL ก็เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในยุคของ Karl Lagerfeld ที่เข้ามาในปี 1983 พร้อมภารกิจทำให้แบรนด์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังจากขาดหัวเรือหลักไปเป็นเวลากว่า 12 ปีหลังจากที่โคโค่ ชาเนลจากไป

เมื่อคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ เข้ามาในปี 1983 เขาได้หยิบ 2.55 มาตีความใหม่เป็น Classic Flap (11.12) โดยเพิ่ม CC Turnlock ซึ่งในเวลาต่อก็กลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนพบเห็นเมื่อไหร่ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นชาเนล หรือที่เราเรียกว่า Visual Identity นั่นเอง

นอกจากนี้คาร์ล ยังนำเสนอกระเป๋ารุ่นใหม่ ที่กลายเป็นไอคอนิกเพิ่มอีกหนึ่งใบนั่นคือ Boy Bag (2011) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Boy Capel และรูปทรงของ hunting cartridge bag ด้วยโครงสร้างแข็ง เส้นสายเหลี่ยม และฮาร์ดแวร์ที่หนักแน่น จึงทำให้ดึงความเป็น masculine เข้ามาสร้างบาลานซ์ใหม่ให้กับความเฟมินีนของ CHANEL ได้ลงตัว

Virginie Viard

(2019 -2024)

เมื่อเวลาผ่านไปชาเนลเริ่มขยับเข้าสู่ความ “ใกล้ตัว” หรือใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ในยุคของ Virginie Viard เธอค่อยๆ ลดทอนความดรามาติกลง และทำให้ความหรูหราดูเบา นุ่ม และใช้งานได้จริงมากขึ้น

CHANEL 19 (2019) คือภาพสะท้อนของช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน กระเป๋ารุ่นนี้เริ่มต้นแนวคิดตั้งแต่ปลายยุค Karl แต่ถูกพัฒนาและเสร็จสมบูรณ์ในยุค Virginie ดีไซน์อย่าง oversized quilting ทำให้กระเป๋าดูเข้าถึงง่ายมากขึ้น ขณะที่ ซิลลูเอตแบบ Fluffy ก็สามารถสะท้อน “ความไม่เนี้ยบ” กลายเป็นความหรูรูปแบบใหม่ด้วยเช่นกัน

Studio Transition Era

(June 2024 – April 2025)

ช่วงปี 2024–2025 คือหนึ่งในจังหวะที่น่าสนใจที่สุดของแบรนด์ เมื่อ CHANEL อยู่ในสถานะ “ไร้ Creative Director” และถูกขับเคลื่อนโดย Creation Studio ภายในทั้งหมด

ในบริบทนี้ CHANEL 25 (Spring/Summer 2025) กลับกลายเป็นกระเป๋าที่โดดเด่นที่สุดของยุค ด้วยแนวคิดที่ดูเรียบง่ายแต่เฉียบคม ซิลลูเอตทรงโฮโบแต่ยังเป็นทรงชัดเจนทำให้ได้ทั้งความนุ่มและรูปทรง อีกทั้งยังมาพร้อมช่องใส่สัมภาระมากมายที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง

Matthieu Blazy

(April 2025 – Present)

และเมื่อ Matthieu Blazy เข้ามาเปิดยุคใหม่ สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การประกาศตัวด้วยดีไซน์ที่ฉูดฉาด แต่เขาได้หยิบ Classic Flap และ 2.55 มารื้อและตีความใหม่ ให้กระเป๋าดูมีชีวิตขึ้น หนังที่นุ่มขึ้น โครงที่ผ่อนคลายขึ้น รายละเอียดที่เผยให้เห็นงานฝีมือมากขึ้น

ความหรูหราในมุมของเขาไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติ แต่คือความจริงของการใช้งาน ที่ถือเป็นความลักชัวรี่ที่จับต้องได้


ภาพ: Chanel และ Getty Image

ข้อมูล: maisondechanel, Vogue Runway, Business of Fashion

แมตช์ลุคสนุกด้วย กระเป๋าผ้า ELLE ถ่ายทอดสไตล์ Effortless Chic

ซัมเมอร์นี้ แพรวชวนเติมสีสันช่วงซัมเมอร์ด้วยคอลเล็คชั่นกระเป๋าผ้าหลากหลายดีไซน์ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของความ effortless chic ที่มีน้ำหนักเบา ใช้งานง่าย แมตช์เข้ากับทุกลุคได้หลากหลายโอกาส ตั้งแต่วันทำงาน วันพักผ่อนสบาย ๆ ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวที่อยากเพิ่มลูกเล่นให้สนุกทุกโมเมนต์

เริ่มกันที่ ELLE Puffy Marshmallow Bag กระเป๋าผ้าดีไซน์พัฟฟี่โท้ท (Puffy Tote) ที่มอบลุค Modern & Playful ด้วยผิวสัมผัสนุ่มเหมือนมาร์ชแมลโลว์ ให้ความรู้สึกสบายแม้ใช้งานในวันที่อากาศร้อน กระเป๋าถูกออกแบบมาอย่างใส่ใจ ทั้งสายคล้องไหล่เสริมฟองน้ำด้านใน ช่วยซัพพอร์ตและรองรับน้ำหนักได้ดี โดดเด่นด้วยโลโก้ ELLE ขนาดใหญ่ เสริมกลิ่นอายสาวปารีเซียง มีให้เลือกหลายเฉดสีคลาสสิก ได้แก่ Beige, Black, Red Maroon, Off White และ Green พร้อม 3 ขนาด ให้เลือกตามการใช้งาน

• ขนาดเล็ก (Small Size) ราคา 990 บาท พกพาง่าย กะทัดรัด 

• ขนาดกลาง (Medium Size) ราคา 1,690 บาท  ไซซ์มาตรฐาน ใส่ได้ทั้งเอกสาร แท็บเล็ต 

• ขนาดใหญ่พิเศษ (Large Size) ราคา 2,390 บาท จุได้ถูกใจสายแบก ใบเดียวครบ พร้อมลุยทั้งวัน

มาถึงสาวๆที่ชื่นชอบความเรียบหรูในแบบมินิมอล ELLE Canvas Tote กระเป๋าผ้าแคนวาสสุดคลาสสิก อีกหนึ่งไอเท็มที่ไม่ควรพลาด ใช้งานได้ทุกวัน มาพร้อมช่องเก็บของขนาดใหญ่ เสริมฟังก์ชั่นด้วยสายถือ และสายสะพาย สามารถปรับใช้ได้ตามสไตล์ ซิปเปิด-ปิดสะดวก ฐานกระเป๋าเสริมความแข็งแรง ช่วยให้คงรูปสวยงาม เติมเสน่ห์ด้วยโลโก้ ELLE สกรีนด้านหน้าแบบเรียบง่าย ให้อารมณ์ Parisian Minimal  มีให้เลือก 2 สีทูโทน ได้แก่ ขาว-น้ำตาลอ่อน ให้ลุคอบอุ่นพรีเมียม และ ขาว-ดำ เรียบเท่ ราคา 2,290 บาท 


         อีกหนึ่งรุ่นที่ช่วยคอมพลีตลุคให้ดูชิคแบบไม่ต้องพยายามกับ  ELLE Hobo Bag กระเป๋าผ้าแคนวาส ทรงโค้งที่ให้ความรู้สึก Soft & Modern น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย สายสะพายพิมพ์ลายโลโก้ ELLE แบบ Signature สะท้อนตัวตนของสาว ELLE ได้อย่างชัดเจน แมตช์ได้ตั้งแต่ลุคทำงานไปจนถึงวันพักผ่อน มีให้เลือก 4 สี 4 สไตล์ ได้แก่ Black, Grey, Brown และ Caramel ราคา 1,990 บาท 

คอมพลีตลุคในทุกวันด้วยกระเป๋าผ้า ELLE ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยและการใช้งาน เลือกช้อปได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ICC Shopping, Lazada และ Shopee


โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา

สัมผัสหาดไม้ขาว กับข้อเสนอ Island Escape จาก โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา

หากคุณกำลังมองหาการพักผ่อนที่ทั้งสงบและมีสไตล์ โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ขอชวนคุณออกเดินทางสู่ประสบการณ์ริมทะเลที่แตกต่าง ณ หาดไม้ขาว หนึ่งในชายหาดที่ยังคงความบริสุทธิ์และเงียบสงบที่สุดของภูเก็ต พร้อมชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามในทุกเย็น กับข้อเสนอสุดพิเศษ “Island Escape” ที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้หลีกหนีความวุ่นวาย และดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง โดยเริ่มต้นเพียง 4,000 บาทสุทธิ/คืน รวมอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์สำหรับ 2 ท่าน

โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา

หลีกหนีความวุ่นวาย สู่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนริมทะเล ณ หาดไม้ขาว กับข้อเสนอ Island Escape จาก โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา

โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา

รีสอร์ทตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ และห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพียง 20 นาที มอบความสะดวกสบายควบคู่ไปกับบรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างยิ่ง ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับห้องพักและพูลวิลล่าสไตล์ทรอปิคอลที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งสะท้อนเสน่ห์ของการใช้ชีวิตริมทะเลได้อย่างลงตัว พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยห้องอาหารและบาร์หลากหลายสไตล์ รวมถึงกิจกรรมภายในรีสอร์ทที่ออกแบบมาให้ทุกช่วงเวลาเต็มไปด้วยความน่าจดจำ

โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา

ข้อเสนอ “Island Escape” ยังมาพร้อมสิทธิพิเศษที่ช่วยยกระดับการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด 10% สำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่ห้องอาหารของโรงแรม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ยกเว้นรายการส่งเสริมการขายหรือช่วงเวลาพิเศษอื่นๆ) และส่วนลด 20% สำหรับสปาทรีตเมนต์แบบเดี่ยว ณ ควน สปา เพื่อให้คุณได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจในทุกช่วงเวลาของการเข้าพัก

โรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา

ข้อเสนอนี้เปิดให้จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

ผู้ที่สนใจสามารถสำรองห้องพักได้ผ่านเว็บไซต์ https://marriott.com/th/search/findHotels.mi?searchType=HotelList&hotelList=HKTBR&clusterCode=corp&corporateCode=s5235

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.renaissancephuket.com

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
เฟซบุ๊ก: Renaissance Phuket Resort & Spa | อินสตาแกรม: @renaissancephuket


ตีตี้-ธนดล จงทวีวิไล

ตีตี้-ธนดล จงทวีวิไล กับก้าวที่เติบโตใต้เงาความคาดหวัง

ยิ่งโตยิ่งออร่าพุ่งเนื้อหอมมาก สำหรับ ตีตี้-ธนดล จงทวีวิไล นักแสดงวัยรุ่น GEN Z ที่ถูกดึงเข้ามาร่วมโปรเจกต์สุดจับตาและท้าทาย “School of Ruck The series”ของผู้กำกับระดับตำนาน ในบทของ “เซ้ง” เด็กหนุ่มที่ภายนอกดูเป็นคน”ชิล” แต่ภายในเต็มไปด้วยบาดแผลขนาดใหญ่ จากความรู้สึกผิด ที่ได้รับผลมาจากอดีต

ก่อนจะไปดูฝีมือที่เรียกว่าเกินอายุของ’ตีตี้ ธนดล’วันนี้ขอพาไปทำความรู้จักตัวจริงของหนุ่มคนนี้นักหน่อย ที่จะทำให้คุณหลงเสน่ห์เขามากขึ้น

“ธนดล จงทวีวิไล หรือ ตีตี้”(Thanadol Chongthawiwilai) เกิดปี 2008 เป็นชาวราศีตุลย์ ซึ่งการศึกษาที่ Used to be In Shrewsbury International school right now learning Ged,sat,ieltsด้วยบุคคลิกรูปร่างที่สูงโปร่ง หน้าตามีเอกลักษณ์ให้ความรู้สึกที่น่าค้นหา ‘ตีตี้ ธนดล’จึงเข้าตาเหล่าแมวมอง และชิมลางงานในวงการบันเทิงในหลากหลายรูปแบบมาแล้ว อาทิ งานเดินแบบ Bangkok International Fashion Week 2025, ถ่ายแฟนชั่น Wall Street English Thailand รวมถึงงานซีรีส์ JDAYJNIGHT ชอบเจทั้งวัน รักเจทั้งคืน เป็นต้น แม้ว่าภายนอก “ตีตี้”จะดูเป็นคนพูดน้อย เข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง แต่จริงเขา เพียงแต่เกรงใจว่าจะไปรบกวนคนอื่นเท่านั้น จึงชอบให้คนชวนคุยมากกว่า

งานอดิเรกและความสามารถของหนุ่มวัย 17 ปี ที่กำลังเสริมทักษะ ‘ตีตี้ ธนดล’มีทั้งสกิลร้องเพลง, เต้น ,วอลเลย์บอล, แบดมินตัน, บาส, กอล์ฟ, บอล ฯลฯ

IG : TITI.THNDL

#TITITHANADOL #TITI #ตีตี้ #ตีตี้ธนดล #SchoolofRuckTheSeries #SchoolofRuck #BUILDINGA

งานแต่งหน้าร้อน

ไปงานแต่งหน้าร้อนแบบ ‘ณเดชน์–ญาญ่า’ แต่งอย่างไรให้รอด ไม่เยิ้ม ไม่ยม

วีคที่ผ่านมาเราต่างม่วนชื่นไปกับงานแต่งแห่งชาติของณเดชน์–ญาญ่า ที่ทำให้ใครหลายคนที่รอคอยได้ฟินไปกับความอบอุ่นที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย บรรยากาศเอ้าท์ดอร์ท่ามกลางแสงธรรมชาติและครอบครัวที่รายล้อม ทำให้โมเมนต์ของวันนั้นไม่ได้รู้สึกเป็นแค่งานพิธี แต่เหมือนการรวมตัวของความสุขที่ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง และแฟนๆ ทั่วประเทศเฝ้ารอ

แฟนๆ ยิ้มแก้มปริ แต่สายบิวตี้หลายคนถึงกับตาโตว่าเขาทำได้อย่างไร ‘แต่งงานหน้าร้อน’ แถมยังมี ‘ซีนเอ้าท์ดอร์’ เพียบ ทั้งบ่าวสาวและแขกในงานจะเอาตัวรอดอย่างไรในสภาพอากาศร้อนสุดโหดของประเทศไทย ยิ่งส่องก็ยิ่งฉงน เพราะไม่ใช่แค่เจ้าสาว แต่แขกในงานหลายคนก็ยังดูสวยสดใสเหมือนอยู่ในสตูดิโอ

บอกเลยว่าเหล่าคนดังเขามีทิปส์เยอะ เพราะไปงานแต่งหน้าร้อนแบบนี้ สิ่งที่ต้องคิดไม่ใช่แค่ว่า ‘แต่งอะไรไปดี’ แต่คือ “ทำยังไงให้หน้ารอด ไม่เยิ้ม ไม่ยม และยังถ่ายรูปสวยปังได้จนจบงาน”

SURVIVE SUMMER WEDDING LIKE NADECH & YAYA : ไปงานแต่งหน้าร้อนแบบ ‘ณเดชน์–ญาญ่า’ แต่งอย่างไรให้รอด ไม่เยิ้ม ไม่ยม

SURVIVE SUMMER WEDDING LIKE NADECH & YAYA : ไปงานแต่งหน้าร้อนแบบ ‘ณเดชน์–ญาญ่า’ แต่งอย่างไรให้รอด ไม่เยิ้ม ไม่ยม

งานแต่งหน้าร้อน

#01
SKIN THAT STAYS
งานผิวบางเบาแต่ต้องแนบแน่น
งานผิวในอากาศร้อนไม่ใช่การโบกให้หนา  แต่คือการทำให้รองพื้น ‘เกาะผิว’ รองพื้นควรถูกลงบางที่สุด แล้วค่อย BUILD เฉพาะจุดด้วยการกด ไม่ปาด เพื่อลดการเคลื่อนตัวระหว่างวัน และช่วยให้ผิวยังดูเป็นผิวแม้อยู่กลางแดดหลายชั่วโมง


BEAUTY EDITOR’S SELECTS
NARS NATURAL MATTE LONGWEAR FOUNDATION

#02
LOCK IN LAYERS

เซ็ตผิวในหลายเลเยอร์
เมคอัพที่จะรอดได้ไม่ใช่แค่การล็อกตอนจบ แต่คือการเซ็ตระหว่างทาง โดยใช้ SETTING SPRAY แทรกในแต่ละสเต็ปเพื่อเชื่อมเมคอัพทุกชั้นให้เป็นเนื้อเดียว ลดการแยกชั้นเมื่อเจอเหงื่อและความชื้น


BEAUTY EDITOR’S SELECTS
GUCCI BRUME DE BEAUTÉ MIST SETTING SPRAY

#03
SHINE CONTROL
คุมมันให้ตรงจุด
ผิวที่สวยในงานเอ้าท์ดอร์ไม่จำเป็นต้องแมตต์ทั้งหน้า แต่คือการคุมมันเฉพาะจุด ใช้ไพรเมอร์หรือแป้งเฉพาะ T-ZONE แล้วปล่อยแก้มให้ยังมีความโกลว์บางๆ เพื่อให้ผิวดูมีมิติ ไม่แบน ไม่แห้งในกล้อง


BEAUTY EDITOR’S SELECTS
DECORTÉ LOOSE POWDER

#04
STAY PUT EYES
ตาต้องไม่ไหล ไม่เลอะ
โซนรอบตาเป็นจุดพังง่ายที่สุดในอากาศร้อน ต้องเริ่มจาก EYE PRIMER แล้วใช้เทคนิค ‘กดสี’ อายแชโดว์ให้ PIGMENT แนบผิว ที่ห้ามลืมคือการเลือกมาสคาราสูตรกันน้ำที่แน่ใจว่าเอาอยู่


BEAUTY EDITOR’S SELECTS
DIORSHOW OVERVOLUME WATERPROOF MASCARA

#05
 WATERPROOF LIPS
ยมมาทั้งวันแต่ปากต้องยังอยู่
ลุคปากที่รอดจริงต้องคิดแบบ WATERPROOF เริ่มจาก LINER เพื่อยึดขอบปาก ตามด้วย TINT เพื่อสร้าง STAIN ที่ฝังในเนื้อปาก แล้วค่อยท็อปด้วยลิปสติกหรือกลอสบางๆ วิธีนี้ทำให้สีไม่หายง่าย แม้ต้องพูด ดื่ม หรืออยู่กลางความชื้นยาวนาน


BEAUTY EDITOR’S SELECTS
MAKE UP FOR EVER ARTIST COLOR PENCIL LONG LASTING LIP LINER


พิกัดใหม่สายเฮลตี้! Rincha Tearoom x Café พรานนกตัดใหม่

บริษัท รินชา ซัพพลายเออร์ จำกัด เปิดตัว “Rincha Tearoom x Café สาขาพรานนกตัดใหม่” พลิกโฉมคาเฟ่จาก Espresso สู่ “Teapresso” พร้อมเดินหน้าสร้าง Ecosystem ให้อุตสาหกรรมชาแบบครบวงจร วางโรดแมป 4 แกนหลัก มุ่งสู่เป้าหมาย 100 แฟรนไชส์ภายใน 3 ปี

นายแสนสุข เฉวงราษฎร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รินชา ซัพพลายเออร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมเครื่องสกัดชาแบรนด์ GEE อย่างเป็นทางการเพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า RinchaTearoom x Cafe เป็นการพลิกโฉมคาเฟ่แบบดั้งเดิมจากระบบ Espresso ไปสู่ “Teapresso” เพื่อลดข้อจำกัดด้านคุณภาพและการดำเนินงาน เช่น รสชาติที่ไม่คงที่ ความล่าช้าในการให้บริการ และการพึ่งพาทักษะพนักงาน บริษัทจึงได้นำเข้าเครื่องสกัดชาแรงดันสูง GEE Teapresso รุ่น GCM-2112เทคโนโลยีจากประเทศไต้หวัน ที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิและแรงดันแบบแม่นยำ (PID Control) มาเป็นหัวใจหลักในการสร้างมาตรฐานใหม่ “Tea Wellness” ให้เครื่องดื่มทุกแก้วมีคุณภาพระดับพรีเมียมและมีรสชาติที่สม่ำเสมอ

เครื่อง GEE Teapresso สามารถสกัดสารต้านอนุมูลอิสระในชา เช่น คาเทชิน และฟลาโวนอยด์ ได้สูงขึ้น 2–4 เท่า ภายในไม่กี่วินาที ให้กลิ่นอโรม่าชัดเจนโดยไม่เกิดรสขมฝาด ควบคุมคุณภาพได้ 100% ช่วย
ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร ปัจจุบันมีเครื่อง 3 รุ่น ได้แก่ GEE Pro Counter Top Twins รุ่น GCM-2112 (เครื่องชง 2 หัว) ราคา 373,430 บาท, GEE Pro Counter Top Main Machine รุ่น GCM-2109T(เครื่องชง 1 หัว) ราคา 277,130 บาท และ GEE Pro Counter Top Stream Module รุ่น GCM-2108 (เครื่องสตรีมนม) ราคา 138,030 บาท

สำหรับสาขาพรานนกตัดใหม่ ซึ่งเป็นทำเลที่กำลังพัฒนาเป็นย่านเศรษฐกิจใหม่ของฝั่งธนบุรี ถูกวางตำแหน่งให้เป็นทั้งคาเฟ่ชาและ “Tea Wellness Solution Center” แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเป็นต้นแบบ
ในการต่อยอดและขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ครอบคลุมทั้งการอบรมเทคนิคการชงชาสกัดสดอย่างถูกวิธีตามมาตรฐานไต้หวัน การวิจัยและพัฒนาเมนู (R&D) และการให้คำปรึกษา
เชิงลึก ตั้งแต่การออกแบบระบบร้าน การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการบริหารต้นทุน สำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจแฟรนไชส์หรือซื้อเครื่องสกัดชา GEE Teapresso นอกจากนี้ บริษัทยังได้ร่วมมือกับ Tea Master ชั้นนำของไทย เพื่อพัฒนาหลักสูตรและยกระดับมาตรฐานการสกัดชา ทำให้ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เสมือน “สถาบัน” สำหรับผู้ประกอบการ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นถึงมืออาชีพ

“ในประเทศไทยตลาดชาในกลุ่ม Specialty และ Wellness ยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง และเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายใหม่ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ทั้งในด้านสินค้า ประสบการณ์ผู้บริโภค และโมเดลธุรกิจ ส่งผลให้การแข่งขันยังไม่หนาแน่น เมื่อเทียบกับธุรกิจกาแฟที่มีการแข่งขันสูงและเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวในหลายทำเล จึงยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นใหม่สามารถสร้างแบรนด์และขยายธุรกิจได้อีกมาก” นายแสนสุข กล่าว

นายณศิต จินตกานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รินชา ซัพพลายเออร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้วางโครงสร้างธุรกิจระยะ 3 ปี ภายใต้แนวคิด “4 แกนหลัก” (4 Pillars of Growth) เพื่อสร้าง Ecosystem อุตสาหกรรมชาแบบครบวงจรและขยายตัวแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) ได้แก่

1. แบรนด์พรีเมียม “Rincha Tearoom” เตรียมขยาย Flagship Store 10 สาขา ในทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เช่น เกาะสมุย เพื่อเป็นโชว์รูมเต็มรูปแบบสำหรับนักลงทุน

2. แบรนด์ “TEAPRESSO” ตั้งเป้า 35 สาขา เพื่อเจาะตลาด Mass Premium ซึ่งจะมีการเปิดตัว
เร็วๆ นี้

3. ธุรกิจแฟรนไชส์ ตั้งเป้า 100 สาขาทั่วประเทศภายใน 3 ปี ด้วยโมเดลที่ควบคุมคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริหารจัดการได้ง่าย และสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็ว

4. เปิดรับพันธมิตรธุรกิจระดับองค์กร (B2B Partnerships) ครอบคลุมโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร คาเฟ่ รวมถึงธุรกิจสุขภาพ เช่น โรงพยาบาลและศูนย์ Wellness เพื่อร่วมยกระดับเมนูชาเพื่อสุขภาพระดับพรีเมียม พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร (ROI)

นอกจากนี้ ยังได้นำแนวคิด “Tea Party” ที่ผสานความสนุกของกิจกรรมทางสังคมเข้ากับสุนทรียภาพของการดื่มชาคุณภาพสูง (Specialty Tea) มาใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างรูปแบบการบริโภคใหม่ โดยผสานมิติของสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ทางสังคมเข้าด้วยกัน พร้อมพัฒนาเมนูชาในรูปแบบ Customized เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น

“ธุรกิจของเราไม่ได้มีแค่ขายเครื่องสกัดชา หรือ เปิดคาเฟ่ชา แต่บริษัทกำลังทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์ม” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมชาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งแบรนด์ ระบบแฟรนไชส์ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายณศิต กล่าว

ทั้งนี้ ภายในงาน Grand Opening เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา บริษัทได้รับเกียรติจาก Mr. Ewen Chan และ Ms. Jane Hsieh จาก RiConnPrecision Technology Co., Ltd. ไต้หวัน มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการ (B2B) ได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงในช่วง Business Networking ตอกย้ำศักยภาพของรินชา ซัพพลายเออร์ ในการก้าวสู่ผู้นำตลาดเครื่องสกัดชาระดับพรีเมียมในภูมิภาค

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://rinchaofficial.com/ Facebook: RinchaTearoom x Café

ส่องแฟชั่นและโมเมนต์สุดประทับใจ เทศกาลดนตรีระดับโลก Coachella

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับเทศกาลดนตรีระดับโลก Coachella 2026 ทั้งสองสัปดาห์ 10-12 และ 17-19 เมษายน 69 ที่ Empire Polo Club ในเมืองอินดิโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สัปดาห์ที่ 2 เวทีลุกเป็นไฟกว่าเดิม เพราะนอกจากศิลปินจะจัดหนักจัดเต็มกว่าเดิม เพิ่มโชว์ เปลี่ยนชุด เปลี่ยนศิลปินรับเชิญกันเป็นว่าเล่นแล้ว โชว์ที่หลายคนรอดูตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ในที่สุดก็ได้ขึ้นแสดงให้ทุกคนบนโลกได้ชมกันเสียที

Sabrina Carpenter นอกจากจะเปลี่ยนชุดใหม่หมดแทบทุกเพลงแล้ว ยังเซอร์ไพรส์ด้วยการเชิญนักแสดง Terry Crews มาร่วมสร้างสีสันด้วย ไฮไลต์คือ Madonna ที่ขึ้นเวทีมาร่วมแสดงเพลง “Vogue”, “Like A Prayer” และ “Get Together” ด้วยกัน ในลุคเดรสคอร์เซ็ตสีม่วง และรองเท้าบู้ตยาว ชุดเดิมกับที่เธอเคยใส่ขึ้น Coachella เมื่อ 20 ปีก่อน ในวันนี้เธอได้ขึ้นมาแสดงกับศิลปินรุ่นน้องอนาคตไกลในวงการดนตรีป็อป นับว่าเป็นโมเมนต์ที่หาดูได้ยาก และจะยังอยู่ในความทรงจำของใครหลาย ๆ คนไปอีกนานแน่นอน

ทางด้านของ Justin Bieber ก็มาพร้อมเซอร์ไพรส์อีกนับไม่ถ้วน นอกจากจะแฟนเซอร์วิส ใกล้ชิดกับแฟนคลับเต็มที่ เปลี่ยนเซ็ตลิสต์ เปลี่ยนศิลปินรับเชิญบนเวทีเป็น Sexyy Red มาในเพลง “Sweet Spot”, Big Sean มากับเพลง “As Long As You Love Me” และ “No Pressure”, SZA กับเพลง “Snooze” ที่สุดแสนจะไพเราะ แต่โมเมนต์ที่หลายคนแชร์กันไปทั่วโลกจนเป็นไวรัลจนถึงตอนนี้ คือตอนที่ Billie Eilish ขึ้นไปบนเวที ขณะที่กำลังเปิดเพลง “One Less Lonely Girl” เราจึงได้เห็นภาพน่ารักๆ ที่ทั้งคู่กอดกันบนเวที สานฝัน Billie Eilish ที่เป็นแฟนเพลงของ Justin Bieber มาตั้งแต่เด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี ใคร ๆ เห็นก็ต้องยิ้มตามและดีใจกับเธอด้วยจริง ๆ

ซูเปอร์ไฮไลต์ของสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้น Anyma กับเซ็ตการแสดง ÆDEN ของเขา ที่ในสัปดาห์ที่แล้วไม่ได้ขึ้นแสดงเนื่องจากสภาพอากาศไม่เป็นใจ แต่ในสัปดาห์นี้ทุกอย่างเป็นใจทั้งหมด แสง สี เสียง วิชวลเอฟเฟกต์ตระการตาสมการรอคอย นอกจากจะได้ขึ้นแสดงร่วมกับศิลปินระดับโลกหลากหลายแนวเพลง ทั้ง Matt Bellamy จากวง Muse, แรปเปอร์ Swae Lee, LISA ที่ขึ้นแสดงเพลง “Bad Angel” สด ๆ บนเวทีร่วมกับ Anyma เป็นครั้งแรก มาพร้อม AR ภาพเสมือนตัวจริงจำลองลิซ่าทั้งตัว ขยายใหญ่เต็มเวทีที่บอกได้คำเดียวว่าสวยและอลังการสุด ๆ ปิดท้ายด้วย Joji ที่ขึ้นแสดงในเพลง “Beautiful” เพลงใหม่ที่ทำกับ Anyma และเป็นการขึ้นเวทีแสดงสดในรอบหลายปีของเขาด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าโชว์ของ Anyma คุ้มค่าทุกนาทีที่รอคอยจริง ๆ

ศิลปินอื่น ๆ ยังคงสร้างเซอร์ไพรส์ สร้างสีสันใหม่ ๆ ให้กับ Coachella Weekend 2 อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น KAROL G, KATSEYE, Fujii Kaze, royel otis, Gigi Perez, Swae Lee, flowerovlove, Holly Humberstone, Nine Inch Noize, HUGEL และศิลปินอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ต่างช่วยกันสร้างสรรค์เพอร์ฟอร์มานซ์สุดพิเศษให้ Coachella 2026 ตราตรึงในใจของแฟน ๆ หลายคนไปอีกนานเท่านาน

นอกจากการแสดงที่รังสรรค์มาเป็นอย่างดีแล้ว เสื้อผ้าหน้าผมก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้แต่ละโชว์โดดเด่น และเป็นที่น่าจดจำ อย่าง Sabrina Carpenter ที่ยกเซ็ตเสื้อผ้าสวย ๆ ของ Dior มาเพียบ สวยหรูดูดีเหมาะกับคอนเซ็ปต์ ‘SABRINAWOOD’ อย่างมาก, เสื้อผ้าเท่ ๆ ของ Justin Bieber ที่มาจากแบรนด์ของเขาเองอย่าง SKYLRK และแบรนด์ที่กำลังมาแรงจากเวียดนามอย่าง LỰU ĐẠN, KATSEYE กับชุดแบบ custom made รายละเอียดสุดปังจาก La Lune แบรนด์เวียดนามที่มาแรงสุด ๆ อีกหนึ่งแบรนด์ รวมถึงชุดสีเงินสุดล้ำ พร้อมผ้าพลิ้วลู่ลมสุดสวยของ LISA บนเวทีของ Anyma ที่สั่งตัดเป็นพิเศษจากแบรนด์ Iris Van Herpen ศิลปินแต่ละคนจัดเต็มทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์ดนตรีที่ดีที่สุดให้กับแฟนเพลงจริง ๆ

พบกันใหม่ Coachella 2027 จะมีศิลปินจาก Universal Music Group คนไหนอีกบ้างที่ได้ขึ้นเวทีในปีหน้า มาลุ้นไปด้วยกันนะ

มีมี่-เหมือนฝัน แบ้สกุล

มีมี่-เหมือนฝัน แบ้สกุล จากเกียรตินิยมวิศวะฯ สู่ดาวรุ่งที่น่าจับตามอง

หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตา สาวหน้าหวาน “มีมี่-เหมือนฝัน แบ้สกุล” นักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามอง หลังแจ้งเกิดในวงการบันเทิงด้วยซีรีส์แนว GL (เกิร์ลเลิฟ) เรื่อง “Player ไม่อาจห้ามรัก” นอกจากลุคหวานละมุนที่แฝงเสน่ห์เฉพาะตัวแล้ว บอกเลยว่าโปรไฟล์ก็ไม่ธรรมดา เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่ทั้งหน้าตาและความสามารถครบเครื่อง และนี่คือ 4 เรื่องที่จะทำให้คุณรู้จัก “มีมี่ เหมือนฝัน” มากขึ้น

วิศวกรผู้หลงใหลศิลปะการสื่อสาร

“มีมี่ เหมือนฝัน” จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาคอินเตอร์) และ University of Nottingham สาขา Mechanical Engineering ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ต่อยอดความรู้ด้วยปริญญาโทด้าน Brand and Marketing Management จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากสายวิศวะสู่โลกศิลปะการแสดง “มีมี่” คือภาพแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าออกจากกรอบเดิม ๆ กล้าเลือกเส้นทางที่ตัวเองรัก เดินตามเสียงหัวใจ เพื่อค้นหาและสร้างนิยามคำว่า “ตัวตน” ในแบบของตัวเอง

จากวิศวกรสู่โลกของการแสดง

มีมี่เดบิวต์การเป็นนักแสดงครั้งแรกจากซีรีส์ “Player ไม่อาจห้ามรัก” กับบทบาท “ปัน – ปรรณกร” หญิงสาวที่ภายนอกดูอ่อนไหว แต่ภายในกลับแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลัง เป็นตัวละครที่สะท้อนหลากหลายมิติของความเป็นผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะเป็นผลงานเรื่องแรก แต่มีมี่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อนของตัวละครออกมาได้อย่างน่าจับตา กลายเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเริ่มตกหลุมรัก และจดจำชื่อ “มีมี่–เหมือนฝัน” ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการออกอากาศ พร้อม ๆ กับฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการจัดแฟนมีตติ้งในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และเซี่ยงไฮ้ ก้าวต่อไปในเส้นทางสายการแสดง มีมี่ตั้งใจอยากท้าทายตัวเองกับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเติบโตไปพร้อมกับผู้ชม และหวังว่าจะสามารถส่งต่อความสุข หรือกำลังใจเล็ก ๆ ให้กับทุกคนที่ติดตามเธอเสมอ

พลังของความคิดและความเข้าใจแบรนด์

ด้วยความรู้พื้นฐานด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ที่เรียนมา มีมี่มองวงการบันเทิงไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็น “Brand Storytelling” เธอเข้าใจการสื่อสารผ่านภาพลักษณ์และอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ทำให้ทุกการปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็น งานแฟชั่นโชว์ งานประกาศรางวัล กิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ ฯลฯ แต่ละลุคผ่านการทำการบ้านและคิดมาอย่างดี อีกหนึ่งมุมที่หลายคนไม่รู้ มีมี่ คือ น้องสาวของ “หยิน-ฝันดาว แบ้สกุล” ดีไซเนอร์สาวสุดจึ้ง เจ้าของแบรนด์กระเป๋า FUNDAO ที่กำลังมาแรง ยิ่งตอกย้ำเรื่องเซนส์แฟชั่นของเธอ เติบโตมาในครอบครัวที่คลุกคลีกับงานดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะหยิบจับลุคไหนก็ดูแพง มีคลาส มีเสน่ห์เฉพาะตัว

มีมี่-เหมือนฝัน แบ้สกุล

เสน่ห์ที่มากกว่าใบหน้า — คือความจริงใจในทุกบทบาท

ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้ากล้องหรือในชีวิตจริง มีมี่เชื่อว่าความจริงใจคือสิ่งที่คนดูสัมผัสได้ และสิ่งนั้นต้องมาควบคู่กับ “ความตั้งใจทำงาน” เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกโปรเจ็กต์ที่ได้รับ เธอใช้ประสบการณ์ชีวิตและมุมมองที่ละเอียดอ่อน ถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งมุมที่สดใส ขี้เล่น และอบอุ่นกับคนรอบข้าง ไม่แปลกใจที่ใครที่ได้รู้จักเธอจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก จนหลายคนบอกว่า “นี่คือหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้” แฟน ๆ สามารถติดตามตัวตนของ “มีมี่ เหมือนฝัน” ในแง่มุมอื่น ๆ ได้ทางโซเชียลมีเดีย @memibae ทั้งไลฟ์สไตล์ ความสนใจส่วนตัว และโมเมนต์เล็ก ๆ ที่อยากแบ่งปันให้ทุกคนที่ติดตาม

#memibae #มีมี่เหมือนฝัน #FUNDAO

ชุดเจ้าบ่าว

เจาะดีเทลลุค After Party ชุดเจ้าบ่าว สุดละมุนของ ณเดชน์ คูกิมิยะ

เจาะรายละเอียดลุค After Party ชุดเจ้าบ่าว สุดพิเศษของ ณเดชน์ คูกิมิยะ กับชุดสั่งตัดพิเศษจาก VVON SUGUNNASIL ที่หยิบยกความคลาสสิกของผ้าไหมไทยมาตีความใหม่ในโทนสี Ivory

กลายเป็นอีกหนึ่งลุคที่ถูกพูดถึงอย่างมาก สำหรับช่วง After Party ในงานวิวาห์ของ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์” ที่จัดขึ้นอย่างอบอุ่น ณ บ้านเกิดจังหวัดขอนแก่น ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ณเดชน์เลือกสวมใส่ชุดจาก VVON SUGUNNASIL ลุคสุดพิเศษนี้ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการคิดค้นร่วมกันระหว่างณเดชน์และ VVON SUGUNNASIL ที่ต้องการสร้างชุดที่สะท้อน “ความเป็นณเดชน์” ควบคู่ไปกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ จนเกิดเป็น
ซิลูเอตที่ดูสบาย แต่แฝงไปด้วยดีเทลเฉพาะตัว พร้อมการเลือกใช้ผ้าไหมหลากหลายเเบบ ที่ให้มูฟเมนต์พลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้สอดรับกับบรรยากาศสบายๆ แต่ยังคงความแฟชั่นในแบบร่วมสมัย

ดีไซน์ของชุดมาในโทนสีขาวงาช้างทั้งลุค โดดเด่นด้วยเสื้อเชิ้ตผ้าไหมเนื้อเงาที่ให้สัมผัสบางเบาและเคลื่อนไหวไปตามจังหวะร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ เลเยอร์ทับด้วยเวสต์ที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยทรงคลาสสิกที่ช่วยเพิ่มโครงสร้างให้ลุคดูเนี้ยบขึ้น ขณะที่กางเกงทรงขากว้าง ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายและความร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือดีเทลผ้าพันคอที่ทำจากผ้าไหมซาติน โดดเด่นด้วยงานหัตถศิลป์อันประณีต ที่ปล่อย
ชายผ้าให้ทิ้งตัวอย่างอิสระ เสริมมิติและเพิ่มความพลิ้วไหวให้กับทั้งลุค สะท้อนความตั้งใจของณเดชน์ที่ต้องการให้ชุดมีความสบาย เหมาะกับการเฉลิมฉลองในช่วง After Party โดยไม่ทิ้งความเนี้ยบในแบบเจ้าบ่าว

เมื่อคอมพลีตด้วยรองเท้าหนังกลับโทนเข้ม ยิ่งช่วยบาลานซ์ความนุ่มนวลของผ้าไหมให้ดูเท่ขึ้นอย่างลงตัว
ตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าบ่าวยุคใหม่ที่เลือกความเรียบง่าย แต่ใส่ใจในรายละเอียดทุกองค์ประกอบ

ลุค After Party ในครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนรสนิยมของณเดชน์ แต่ยังตอกย้ำดีเอ็นเอของแบรนด์
VVON SUGUNNASIL ที่โดดเด่นด้านงานเทเลอริ่งและการเลือกใช้วัสดุคุณภาพ ถ่ายทอดความ Elegant
แบบ Understated ได้อย่างร่วมสมัย และสร้างภาพจำของค่ำคืนแห่งความสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Cr. @urassayas, @vvonsugunnasil_official

ชาเม่ ดึง “เก่ง-น้ำปิง” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ดัน ชาเม่ คอลลาเจน กัมมี่

ชาเม่กัมมี่หนึ่งผลิตภัณฑ์โดดเด่นรูปหมีในซองที่กำลังมาแรงเจาะตลาด โดย บริษัท ชาเม่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขานรับกระแสความแรงเของคู่ฮอตเสิร์ฟที่สุดแห่งปรากฏการณ์ความฟินแบบเต็มพิกัดดึง “เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย” และ “น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง” เป็นพรีเซ็นเตอร์ของ ชาเม่ คอลลาเจน  พร้อมจัดงานเสิร์ฟความฟินเอาใจแฟนคลับใน  “Dream Prince Moment: Charm of Chame’ Gummy x KengNamping” เนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ งานนี้อบอวลไปด้วยเสน่ห์เกินต้านในทุกช่วงเวลากับการปรากฏตัวของคู่จิ้นสุดฮอต

โดยงาน “Dream Prince Moment Charm of Chame’ ณ The Cloud Bangkok อบอวลไปด้วยบรรยากาศสุดคึกคักพร้อมน้องหมีม่วงหมีชมพูชาเม่สร้างสีสันในงานและรอยยิ้มของแฟนคลับกว่า 100 คน ที่มาร่วมสนุกจากกิจกรรมพิเศษนี้สร้างเซอร์ไพร์สและเติมเต็มช่วงเวลาสุดประทับใจไปพร้อมกัน จากนั้นเพิ่มดีกรีความฟินเกินต้านเมื่อ “เก่ง-น้ำปิง” โชว์ร้องเพลงโชว์พร้อมร่วมกิจกรรมกับแฟนคลับอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง ที่สำคัญยังได้รู้เคล็ดลับการดูแลสุขภาพและผิวพรรณจากผลิตภัณฑ์ Chame’ Collagen Plus คอลลาเจนตัวแม่สูตรคลาสสิก ชงง่าย ละลายไว ดูแลผิวให้มีออร่า และ Chame’ Collagen SparkZa คอลลาเจนซ่า รสองุ่น! อัดคอลลาเจนมาจุกๆ 15,000 มิลลิกรัม! และ Chame’ Aurora Night Shot คอลลสาเจนเพื่อสุขภาพดื่มก่อนนอนผ่อนคลาย ไม่มีน้ำตาล และ ไฮไลน์ไอเทมเด็ด Chame’ collagen gummy   กัมมี่หมีเคี้ยวเพลิน ไม่มีน้ำตาล เติมคอลลาเจนให้ผิวแบบไม่ต้องชง แบบสดใสออลเดย์ ส่วนคนหลับยาก ต้อง Chame’ daily night gummy กัมมี่หมีรสแบล็กเบอร์รี่ ไม่มีน้ำตาล เคี้ยวก่อนนอนช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย หลับสบายแบบฝันดีออลไนท์

ชาเม่ ดึง “เก่ง-น้ำปิง” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ดัน ชาเม่ คอลลาเจน กัมมี่ จัดแคมเปญเสิร์ฟความฟิน

โดย คุณการ์ตูน นันท์ฐณิชา ศิริปรีดาวัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ชาเม่                 คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ให้เกียรติมอบช่อดอกไม้ที่ระลึกให้กับ “เก่ง” และ “น้ำปิง”  พรีเซ็นเตอร์คู่จิ้นสุดฮอตพร้อมเผยว่า  “ชาเม่มองว่าการดูแลตัวเองของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ ครอบคลุมถึงความสดใสระหว่างวัน      การพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ และความสมดุลในการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นแนวคิดสะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์ ชาเม่ คอลลาเจน    ที่ตอบโจทย์การดูแลผิวในแบบง่ายและสะดวกสำหรับทุกวัน สำหรับเก่งและน้ำปิง ต่างมีเสน่ห์เฉพาะตัว คาแรกเตอร์ชัดเจน มีความเป็นธรรมชาติ พร้อมพลังบวกซึ่งเข้าถึงแฟนคลับและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ชาเม่จึงมั่นใจว่าทั้งคู่เหมาะสมกับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชาเม่คอลลาเจน ซึ่งเชื่อว่าการเลือก เก่งและ น้ำปิง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของชาเม่ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์ชาเม่ได้อย่างมีพลัง”

น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง” พรีเซนเตอร์ ชาเม่ คอลลาเจน กัมมี่ เผยว่า “เคล็ดลับของพวกเราคือต้องมี ‘ตัวช่วย’ พกติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลาเลยครับ อย่างช่วงเช้าๆ หรือตอนที่ถ่ายงานเหนื่อยๆ ต้องการความตื่นตัว พี่เก่งเขาจะชอบดื่ม Chame’’ Collagen SparkZa ครับ ตัวนี้คือซ่า สดชื่นมาก ดื่มแล้วตื่นเลยแถมยังได้ดูแลผิวด้วย  และแน่นอนครับ แล้วต้องต้องมี Chame’ Collagen Plus ดื่มเป็นประจำ ตัวนี้คือไอเทมลูกรักเลย ช่วยกู้ผิวให้ดูมีออร่าพร้อมสู้กล้องสู้แสงแฟลช ไม่ว่าจะบินไปประเทศไหนก็ต้องแพ็กใส่กระเป๋าไปด้วยตลอ ถ้าคืนไหนต้องการการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน แถมอยากหลับลึกๆ ผมจะจัด CHAME’ Aurora Night Shot  เป็นช็อตดื่มง่ายมาก ฉีกซองแล้วดื่มได้เลย ตื่นมาคือตาสว่าง เฟรชสุดๆ”

“เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย” พรีเซ็นเตอร์ ชาเม่ เดลี่ ไนท์ กัมมี่ เผยว่า “ส่วนผมสายเคี้ยวพกง่าย ก่อนนอนจะหยิบ  Chame’ daily night gummy  ตัวนี้กินง่ายมาก หลับสบาย ตื่นมาหน้าไม่โทรม หรือถ้าวันไหนรถติด นั่งอยู่บนรถตู้ยาวๆ อยากเคี้ยวอะไรเพลินๆ ผมก็จะหยิบ Chame’ Collagen Gummy มาเคี้ยวเล่นครับ อร่อย เคี้ยวหนึบ ได้คอลลาเจนด้วย ส่วนน้ำปิงเนี่ย เขาจะเป็นสายเป๊ะเรื่องผิวครับ ขาดไม่ได้เลยไอเทมประจำตัวเขา “   “ชาเม่ เดลี่ ไนท์ กัมมี่” และ “ชาเม่ คอลลาเจน กัมมี่” มีวางจำหน่ายแล้วที่ 7-11 และ Watsons   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่   Facebook : Chame’Thailand, Instagram : ChameThailandoffical