Chanel Then vs Now: จาก 2.55 ถึงกระเป๋ายุคใหม่ของชาเนล

หากพูดถึงกระเป๋าที่ทั้ง “ฮ็อต” และ “ไอคอนิก” ที่สุดในโลกแฟชั่น ชื่อของ Chanel ย่อมเป็นหนึ่งในคำตอบแรกๆ เสมอ เพราะไอเท็มชิ้นดังกล่าวไม่ได้หน้าที่เพียงเสริมให้แต่ละคอลเล็คชั่นสมบูรณ์ แต่ยังเป็นคีย์ไอเท็มที่บอกเล่าเรื่องราวและภาพสะท้อนของแต่ละยุค

จากจุดเริ่มต้นที่เน้นการใช้งานจริง ต่อยอดมาสู่ความลักชัวรี่ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน Chanel ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องให้เข้ากับยุคสมัย จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สามารถอยู่เหนือกาลเวลาได้อย่างแท้จริง

สำรวจภาพสะท้อนของแบรนด์ ผ่าน กระเป๋า Chanel รุ่นไอคอนิกประจำ 4 ครีเอทีฟไดเรกเตอร์

Gabrielle Coco Chanel

(1910 – 1971)

จุดเริ่มต้นของ CHANEL ไม่ได้มาจากความหรูหรา แต่เกิดจากความต้องการ “ปลดล็อกชีวิตของผู้หญิง” ในปี 1955 Coco Chanel เปิดตัวกระเป๋า 2.55 ที่เปลี่ยนวิธีใช้กระเป๋าไปตลอดกาล ด้วยการเพิ่มสายสะพายไหล่แทนการถือคลัตช์ มอบทั้งความคล่องตัวและความสง่างามในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้ 2.55 แตกต่างไม่ใช่แค่ฟังก์ชัน แต่คือความหมายในดีไซน์ ทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนตัวตนของดีไซเนอร์ ตั้งแต่หนังควิลต์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายนักขี่ม้า รวมถึงตัวล็อกแบบ Mademoiselle ที่หากแปลตามภาษาฝรั่งเศส จะหมายถึง หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน ซึ่งสะท้อนถึงสถานะจริงของโคโค่ ชาเนล

นอกจากนี้เรื่องราวในวัยเด็กอย่างการที่ โคโค่ ชาเนล เติบโตขึ้นในบ้านเด็กกำพร้ายังถ่ายทอดผ่านดีเทล ซับในสีเบอร์กันดี ว่ากันว่าสีนี้เชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว ให้ความรู้สึกถึงความเคร่งครัด แต่ในทางแฟชั่นเธอได้หยิบมาตีความใหม่ให้สีนี้เป็นตัวแทนของความหรูหรา สุขุม และมีเอกลักษณ์

ขณะเดียวกัน สีเบอร์กันดียังช่วย พรางรอยเปื้อนภายในกระเป๋า ทำให้ใช้งานได้จริงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของแนวคิด “beauty meets function” ที่เธอยึดถืออย่างชัดเจน

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของ CHANEL คือ “สายโซ่” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการสังเกตของ Gabrielle “Coco” Chanel ในวัยเด็ก

เมื่อเธอเคยเห็นแม่ชีพกกุญแจหรือของใช้เล็กๆ ด้วยโซ่ที่คล้องติดตัว ซึ่งสะท้อนวิธีการใช้ชีวิตแบบ hands-free สะดวก คล่องตัว และไม่ต้องถือของไว้ตลอดเวลานั่นเอง

Karl Lagerfeld

(1983 – 2019)

หลังจาก กาเบรียล โคโค่ ชาเนล วางรากฐานกระเป๋าใบแรก CHANEL ก็เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในยุคของ Karl Lagerfeld ที่เข้ามาในปี 1983 พร้อมภารกิจทำให้แบรนด์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังจากขาดหัวเรือหลักไปเป็นเวลากว่า 12 ปีหลังจากที่โคโค่ ชาเนลจากไป

เมื่อคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ เข้ามาในปี 1983 เขาได้หยิบ 2.55 มาตีความใหม่เป็น Classic Flap (11.12) โดยเพิ่ม CC Turnlock ซึ่งในเวลาต่อก็กลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนพบเห็นเมื่อไหร่ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นชาเนล หรือที่เราเรียกว่า Visual Identity นั่นเอง

นอกจากนี้คาร์ล ยังนำเสนอกระเป๋ารุ่นใหม่ ที่กลายเป็นไอคอนิกเพิ่มอีกหนึ่งใบนั่นคือ Boy Bag (2011) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Boy Capel และรูปทรงของ hunting cartridge bag ด้วยโครงสร้างแข็ง เส้นสายเหลี่ยม และฮาร์ดแวร์ที่หนักแน่น จึงทำให้ดึงความเป็น masculine เข้ามาสร้างบาลานซ์ใหม่ให้กับความเฟมินีนของ CHANEL ได้ลงตัว

Virginie Viard

(2019 -2024)

เมื่อเวลาผ่านไปชาเนลเริ่มขยับเข้าสู่ความ “ใกล้ตัว” หรือใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ในยุคของ Virginie Viard เธอค่อยๆ ลดทอนความดรามาติกลง และทำให้ความหรูหราดูเบา นุ่ม และใช้งานได้จริงมากขึ้น

CHANEL 19 (2019) คือภาพสะท้อนของช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน กระเป๋ารุ่นนี้เริ่มต้นแนวคิดตั้งแต่ปลายยุค Karl แต่ถูกพัฒนาและเสร็จสมบูรณ์ในยุค Virginie ดีไซน์อย่าง oversized quilting ทำให้กระเป๋าดูเข้าถึงง่ายมากขึ้น ขณะที่ ซิลลูเอตแบบ Fluffy ก็สามารถสะท้อน “ความไม่เนี้ยบ” กลายเป็นความหรูรูปแบบใหม่ด้วยเช่นกัน

Studio Transition Era

(June 2024 – April 2025)

ช่วงปี 2024–2025 คือหนึ่งในจังหวะที่น่าสนใจที่สุดของแบรนด์ เมื่อ CHANEL อยู่ในสถานะ “ไร้ Creative Director” และถูกขับเคลื่อนโดย Creation Studio ภายในทั้งหมด

ในบริบทนี้ CHANEL 25 (Spring/Summer 2025) กลับกลายเป็นกระเป๋าที่โดดเด่นที่สุดของยุค ด้วยแนวคิดที่ดูเรียบง่ายแต่เฉียบคม ซิลลูเอตทรงโฮโบแต่ยังเป็นทรงชัดเจนทำให้ได้ทั้งความนุ่มและรูปทรง อีกทั้งยังมาพร้อมช่องใส่สัมภาระมากมายที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง

Matthieu Blazy

(April 2025 – Present)

และเมื่อ Matthieu Blazy เข้ามาเปิดยุคใหม่ สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การประกาศตัวด้วยดีไซน์ที่ฉูดฉาด แต่เขาได้หยิบ Classic Flap และ 2.55 มารื้อและตีความใหม่ ให้กระเป๋าดูมีชีวิตขึ้น หนังที่นุ่มขึ้น โครงที่ผ่อนคลายขึ้น รายละเอียดที่เผยให้เห็นงานฝีมือมากขึ้น

ความหรูหราในมุมของเขาไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติ แต่คือความจริงของการใช้งาน ที่ถือเป็นความลักชัวรี่ที่จับต้องได้


ภาพ: Chanel และ Getty Image

ข้อมูล: maisondechanel, Vogue Runway, Business of Fashion