"อิงฟ้า วราหะ"

“อิงฟ้า วราหะ” นำผ้าไหมไทยสู่คานส์ สร้างชื่อ “Women in Cinema”

และสร้างปรากฏการณ์ในหลากหลายวงการ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “อิงฟ้า วราหะ” ตั้งแต่เวทีนางงาม สู่เส้นทางนักร้อง นักแสดง และการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ทุกบทบาทที่เธอสวมใส่ล้วนประสบความสำเร็จและเป็นที่จับตามอง

ล่าสุด “อิงฟ้า” ได้สร้างอีกหนึ่งก้าวสำคัญในชีวิต ด้วยการได้รับเกียรติเข้าร่วมเดินพรมแดงในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2025 ในฐานะนักแสดงหญิงเอเชียที่ได้รับการยกย่องจากโครงการอันทรงเกียรติ “Women in Cinema” ของ The Red Sea Film Foundationโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและเชิดชูนักแสดงหญิงที่มีผลงานโดดเด่นจากภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย

"อิงฟ้า วราหะ"


โดยความพิเศษของการไปเยือนพรมแดงคานส์ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่การได้รับเกียรติในฐานะ “Women in Cinema” เท่านั้น แต่ “อิงฟ้า” ยังได้นำเอาความงดงามของ ผ้าไหมไทย ไปสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย เธอเลือกสวมชุดราตรีสีขนนกยูงที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยอันเลอค่า จากแบรนด์ไทยฝีมือคุณภาพอย่าง “Phatrawi” ซึ่งสะท้อนถึงความสง่างามและความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทยได้อย่างน่าประทับใจ

ลุคบนพรมแดงของ “อิงฟ้า” ในชุดผ้าไหมไทย สร้างความฮือฮาและได้รับการชื่นชมจากสื่อต่างประเทศและผู้ร่วมงานอย่างมากและยังเป็นการประกาศศักดาของผ้าไทยบนเวทีระดับโลกได้อย่างภาคภูมิใจ

"อิงฟ้า วราหะ"

#Praewfashion #Praewmag #Cannes2025

ภาพ : Getty Images

ชมพู่-อารยา

เปิดดีเทล ชุด ‘Ode to Couture’ บนพรมแดงคานส์ของ ชมพู่-อารยา จากแบรนด์ SIRIVANNAVARI

แบรนด์ SIRIVANNAVARI โชว์ลุคสุดหรูสไตล์กูตูร์ เฉิดฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์อย่างต่อเนื่อง ปีนี้พิเศษสุดด้วยการรังสรรค์ชุดกูตูร์ให้แฟชั่นนิสต้าชาวไทย ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ใส่เดินพรมแดงเมืองคานส์ 

 

หนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างงานคานส์โดยในปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 78 ซึ่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ถือเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียว ที่มีโอกาสทำชุดให้ดาราระดับโลกใส่เดินพรมแดงมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

 

เปิดดีเทล ชุด ‘Ode to Couture’ บนพรมแดงคานส์ของ ชมพู่-อารยา จากแบรนด์ SIRIVANNAVARI

(Photo by Marc Piasecki/FilmMagic)

(Photo by Marc Piasecki/FilmMagic)

โดยในปีนี้  แบรนด์ SIRIVANNAVARI อุ่นเครื่องพรมแดงด้วยการโชว์ศักยภาพแบรนด์ไทย และดาราสาวไทย ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต สาวไทยผู้ยืนหนึ่งงานพรมแดงแบบไม่เคยแผ่ว  โดยได้สร้างสรรค์ชุดกูตูร์  สีงาช้างอันงดงาม  มีชื่อว่า ‘Ode to Couture’ หรือนิยามแห่งการรังสรรค์อาภรณ์สไตล์กูตูร์ กลับมามีชีวิตชีวาบนสปอตไลท์แห่งโลกแฟชั่นอีกครั้ง ด้วยการนำผลงานต้นแบบจากคอลเล็คชั่น Spring/Summer 2019 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (Creative Director) แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI มาตีความใหม่ในเวอร์ชั่นปี 2025  ที่แสดงความเป็น DNA ของแบรนด์อย่างชัดเจน 

ชุดนี้มีองค์ประกอบหลักสองส่วน ท่อนบนตัดเย็บจากผ้ามัวเร่ (Moiré) ความยาว 15 เมตรในโทนสีธรรมชาติอย่างสีขาวไอวอรี (Ivory White) ซึ่งมีลวดลายที่สวยงามรับกับแสงแฟลช เนื้อผ้าถูกนำมาตอกอะไหล่ตั้งแต่ช่วงอกมาจนถึงสะโพกซึ่งต้องใช้เวลานานหลายสิบชั่วโมง จากนั้นจึงนำมาร้อยไขว้เส้นเชือกเพื่อให้เกิดโครงชุดแบบคอร์เซ็ต งานในส่วนนี้แฝงกลิ่นอายของความเท่กึ่งขบถ ส่วนบริเวณท่อนล่างเจิดจรัสในอีกมิติที่เป็นขั้วตรงข้ามด้วยผ้าไหมโปร่ง (Silk Tulle) 130 เมตรที่ยาวจรดผืนพรมแดง 

กล่าวได้ว่าผลงานชิ้นนี้เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซอันถ่ายทอดถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ผ่านงานสร้างสรรค์เสื้อผ้าแบบ made to order ซึ่งมีความเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ ต้องอาศัยความชำนาญของทีมช่างในการเนรมิตชุดที่ถ่ายทอดตัวตนและสมบูรณ์แบบรับกับรูปร่างของผู้สวมใส่ อีกทั้งเผยถึงปรัชญาในงานออกแบบของแบรนด์อันเกี่ยวข้องกับสรีระสตรี การรังสรรค์อาภรณ์ที่เน้นเรือนร่างคือการเฉลิมฉลองและสร้างความมาดมั่นให้กับสุภาพสตรียุคใหม่  นับเป็นอีกหนึ่งความน่าภาคภูมิใจที่เสื้อผ้าสไตล์กูตูร์จากการสร้างสรรค์ของแบรนด์ไทยได้เป็นที่ประจักษ์บนพรมแดงอันทรงเกียรติในระดับสากล


 

เสียงในความเงียบ โดย นันทวัฒน์

“เสียงในความเงียบ โดย นันทวัฒน์” นิทรรศการภาพถ่ายดำขาว เพื่อช่วยเหลือเด็กหูหนวกและผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยิน

แพรวอยากชวนนักเสพงานศิลป์ โดยเฉพาะภาพถ่ายดำขาว มาร่วมชมงานนิทรรศการภาพถ่าย “เสียงในความเงียบ โดย นันทวัฒน์” ซึ่งจัดโดย ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ นักกฎหมายอันดับต้นๆ ของประเทศ และอดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 15-31 พฤษภาคม นี้ ณ Central: The Original Store ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก โดยนำรายได้จากการจำหน่ายภาพถ่ายทั้งหมด เพื่อจัดซื้อเครื่องช่วยฟังให้เด็กหูหนวก และผู้สูงอายุ

ที่มาของงานนิทรรศการภาพถ่ายดำขาวในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของอาจารย์นันทวัฒน์ที่อยากช่วยเหลือให้เด็กหูหนวกและผู้สูงอายุมีโอกาสได้ยินเหมือนคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับภาวะหูหนวกตั้งแต่กำเนิด ทำให้เขาไม่สามารถใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ได้เต็มรูปแบบ รวมถึงผู้สูงอายุ  เพื่อให้กลับมาได้ยิน และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

อาจารย์นันทวัฒน์ ได้เล่าถึงการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อช่วยเหลือเด็กหูหนวกว่า

“เมื่อปลายปี พ.ศ.2564 ผมได้จัดนิทรรศการเพื่อหารายได้ให้มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก่อนจบนิทรรศการประมาณ 2-3 วัน คุณครูจากมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้พาเด็กหูหนวกมาชมงานนิทรรศการ และได้ขอให้ผมจัดนิทรรศการเพื่อช่วยเหลือเด็กหูหนวกด้วย หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อผมได้หาข้อมูลทั้งจาก โรงเรียนคนหูหนวก คุณหมอ และโรงพยาบาล จนมั่นใจว่า การผ่าตัดสามารถช่วยการได้ยินของเด็กได้

“จึงได้จัดนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อหาทุนสนับสนุนการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมให้เด็กหูหนวกจำนวน 3 ครั้ง มีรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 27 ล้านบาทเศษ หลังจากนั้น มูลนิธิฯ ได้นำเงินรายได้ไปใช้ผ่าตัด 2 ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2565 และอีกครั้งในปี พ.ศ.2567 ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมให้เด็กหูหนวกไปแล้วจำนวน 38 คน

“ขณะนี้ยังมีเด็กหูหนวกอีกจำนวนหนึ่งที่รอคิวสำหรับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการคัดกรองและตรวจประเมินโดยโรงพยาบาลของรัฐที่ทำการผ่าตัด ซึ่งคาดว่าเงินที่ยังมีอยู่จะสามารถนำไปใช้ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมให้เด็กได้อีกประมาณ 15 คน

เสียงในความเงียบ โดย นันทวัฒน์

“เวลาผมไปที่มูลนิธิฯ สิ่งที่ได้เห็นคือ เด็กหนูหนวกจำนวนหนึ่งได้ยินเสียงและสามารถใช้ชีวิตในโลกปกติเหมือนเด็กทั่วไป มีพัฒนาการที่ดีขึ้น นี่คือ ผลตอบกลับจากรายได้ที่เราจัดนิทรรศการขึ้นมา ผมคิดว่า เรามีหน้าที่ต้องช่วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลย สิ่งที่ได้ทำไปแล้วก็บังเกิดผลชัดเจน”

ในโอกาสนี้ คุณศุขสนั่น โชติกเสถียร ประธานกรรมการ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

“ทางมูลนิธิฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการใส่เครื่องช่วยฟังให้กับเด็กหูหนวก และผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยิน เพราะเครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์เบื้องต้นที่ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินระดับไม่รุนแรง สามารถได้ยินเสียงในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้สามารถเรียนรู้และดำเนินชีวิตในสังคมได้ง่ายขึ้นและปลอดภัย อีกทั้งเครื่องช่วยฟังมีความจำเป็นต้องใช้ในเด็กที่รอการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม เพื่อช่วยกระตุ้นประสาทการได้ยินในระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

“ปัจจุบันมูลนิธิฯ ยังขาดแคลนเครื่องช่วยฟัง เนื่องจากมีจำนวนเด็กหูหนวกที่จำเป็นในการใส่เครื่องช่วยฟังเพื่อกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินจำนวนมาก รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยินที่ไม่สามารถรอรับบริการของภาครัฐได้ มูลนิธิฯ จึงได้ขอความอนุเคราะห์จาก ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ให้จัดนิทรรศการภาพถ่าย “เสียงในความเงียบ โดย นันทวัฒน์” ในครั้งนี้”

สำหรับความพิเศษของนิทรรศการ “เสียงในความเงียบ โดย นันทวัฒน์”อาจารย์นันทวัฒน์เผยว่า

“นิทรรศการครั้งนี้มีการจัดผลงานทั้งสิ้น 66 ภาพ เป็นภาพของผม 31 ภาพ และเป็นภาพของศิลปินที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน 35 ภาพ ในส่วนภาพของผมเป็นภาพใหม่ทั้งหมดจากการที่ได้เดินทางไปเวนิส อียิปต์ โคเปนเฮเกน และอีกหลายๆ ที่ เป็นภาพดำขาวที่เก็บความสวยงามของแลนด์สเคปและธรรมชาติ”

ในโอกาสนี้ มูลนิธิฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ลงบนภาพถ่ายของศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ จำนวน 10 ภาพ มาร่วมจัดแสดงด้วย

นอกจากนี้ ยังมีศิลปินอีกหลายท่านมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานลงบนภาพถ่าย ได้แก่ หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ คุณพันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมโชค สินนุกูล คุณนักรบ มูลมานัส คุณอัชลินี เกษรศุกร์ คุณอาริญญา กันธิโน และคุณรักฟ้า ซูทเทอร์ลิน  

จึงอยากเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมชมนิทรรศการภาพถ่าย “เสียงในความเงียบ โดย นันทวัฒน์” พร้อมกับจับจองภาพ เพราะรายได้จากการจำหน่ายภาพทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะได้มอบให้มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อจัดซื้อเครื่องช่วยฟังให้เด็กหูหนวก และผู้สูงอายุ จำนวน 200 เครื่อง เป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท


Swarovski

Swarovski JOYFUL TECHNICOLOR สีสันแห่งฤดูร้อนที่เปล่งประกาย

แรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของออสเตรีย ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคริสตัลอันไร้ขีดจำกัด คอลเล็คชั่นเครื่องประดับ Swarovski สำหรับฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 จึงเปรียบเสมือนการเฉลิมฉลองความงามของสีสันที่สดใส มีชีวิตชีวา และเปล่งประกายในแบบที่ไม่เหมือนใคร

คอลเล็คชั่น Joyful Technicolor รังสรรค์โดย จิโอวานน่า อิงเกอเบิร์ท ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ระดับโลกของแบรนด์ เพื่อสะท้อนพลังแห่งเฉดสีอันหลากหลาย ตั้งแต่ขาวบริสุทธิ์และพาสเทลหวานละมุน ไปจนถึงสีสันจัดจ้านแบบลูกกวาดที่เติมเต็มความสดใสให้ทุกช่วงเวลา

สำหรับฤดูกาลนี้ สวารอฟสกี้นำเสนอสีใหม่สุดโดดเด่นให้กับเครื่องประดับตระกูล Millenia พร้อมเติมกลิ่นอายแปลกใหม่ให้กับ Chroma Twist และความประณีตใน Idyllia Flora ที่ล้วนสะท้อนถึงฝีมือเชิงช่างอันประณีตอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ คอลเล็คชั่นนี้ไม่เพียงให้เกียรติต่อประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสวารอฟสกี้ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยสีสันและจินตนาการ

MILLENIA

ก้าวสู่ความเป็นตำนาน กับเครื่องประดับตระกูล Millenia ซึ่งเป็นดั่งคำสารภาพรักต่อคริสตัล ที่บรรจงถ่ายทอดสีสันหลากหลายผ่านดีไซน์ Rivière ที่โดดเด่นเหนือกาลเวลา การตีความใหม่ของมรดก และความเชี่ยวชาญของสวารอฟสกี้ ทำให้แต่ละชิ้นงานในตระกูล Millenia สะท้อนถึงความหรูหรา พร้อมให้คุณสวมใส่ได้ทุกเมื่อ ประดับไปด้วยคริสตัลที่ระยิบระยับไหลรินออกมาราวกับแม่น้ำแห่งแสงสว่าง เครื่องประดับตระกูล Millenia สุดคลาสสิคจากคอลเล็คชั่น SPRING/SUMMER 2025 พร้อมโอบรับสีสันใหม่ๆ ด้วยคริสตัลสีม่วงที่ฝังด้วยมือ ตัดกับกรอบทองคำที่ช่วยเสริมความเปล่งประกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ

IDYLLIA

คอลเล็คชั่น Idyllia ได้รับแรงบันดาลใจจากการความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติที่เบ่งบานอย่างสดใสด้วยศิลปะ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคของสวารอฟสกี้ สำหรับ SPRING/SUMMER 2025 เครื่องประดับจากตระกูล Idyllia ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองความงามของพืชพรรณ และสัตว์เฉพาะถิ่นผ่านคริสตัล โดยเลือกใช้สีสันที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ผสานกับโทนสีทองที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น รังสรรค์ขึ้นมาเป็นดอกไม้ และผีเสื้ออันแสนประณีต

นอกจากนี้ยังมีสร้อยคอสุดหรูหราสะท้อนถึงศิลปะ และงานฝีมือของสวารอฟสกี้ ด้วยการหลอมรวมเทคนิคต่างๆ เช่น การตั้งคริสตัลโดยใช้กรอบ Bazel การเคลือบ Epoxy และเทคนิคการฝังคริสตัลแบบ Pavé และแบบ Pontiage® ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษของสวารอฟสกี้เข้ากันได้เอย่างลงตัว เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์สุดพิเศษทั้งในแง่ของการออกแบบ และรายละเอียด

GEMA

เพื่อเป็นการยกย่อง ศิลปินชาวเวียนนา กุสทัฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) เครื่องประดับตระกูล Gema เปล่งประกายด้วยสีสันที่สดใส และหลากหลายราวกับภาพสะท้อนในกล้องดูดาว การตั้งคริสตัลที่ไม่สมมาตร และรูปแบบการตัดคริสตัลที่หลากหลายเป็นดั่งการยกย่องศิลปะความงามที่ไม่ได้เป็นไปตามขนบ คริสตัลสวารอฟสกี้หลากสีไหลริน และหลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นรูปทรงที่สวยงามเหนือความคาดหมาย พร้อมนำเสนอนวัตกรรมการตั้งคริสตัลแบบใหม่อย่าง bubble prong และพาเลตต์สีพาสเทลอันงดงามเหมาะสำหรับฤดูใบไม้ผลิ

CHROMA

ราวกับปริซึมที่ถูกรื้อโครงสร้างใหม่ เครื่องประดับหลากสีจากตระกูล Chroma เปิดโอกาสให้จินตนาการของผู้สวมใส่ได้โลดแล่นอย่างเต็มที่ ด้วยเทคนิคเฉพาะของสวารอฟสกี้ในการตั้งคริสตัลซ้อนกัน (stone-on-stone) เครื่องประดับแต่ละชิ้นสะท้อนความงามของวงล้อสีควบคู่ไปกับการเจียระไนที่แม่นยำ และงานฝีมือที่ประณีต โทนสีที่เข้มข้นสื่อถึงการเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูร้อน เพิ่มความแตกต่างที่งดงามให้กับเครื่องประดับ Millenia อันแสนบริสุทธิ์

Chroma Twist คอลเล็คชั่นเครื่องประดับสุดล้ำที่รวม 6 ชิ้นงานใหม่จากตระกูล Chroma นำเสนอก้าวถัดไปของสวารอฟสกี้ที่มุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน คอลเลกชันนี้เน้นในเรื่องความคงทน และการใช้งานที่หลากหลาย โดยใช้ Swarovski ReCreated™ Crystals หลากหลายเฉดสีทั้งสีเขียว เหลือง และน้ำเงิน ซึ่งสามารถพลิกกลับด้านได้ โดยทุกชิ้นงานผลิตจากโลหะรีไซเคิล

DULCIS CANDY

ความอ่อนหวานที่คาดไม่ถึงพลั่งพลูออกมาอย่างเต็มที่ในคอลเล็คชั่น Dulcis Candy ซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์ที่แฝงไปด้วยความสนุกสนาน ผสมผสานวัสดุที่หลากหลาย และคริสตัลที่ได้รับการเจียระไนอย่างประณีต ชวนให้หลงใหลตั้งแต่แรกเห็น โดยมีเรซิ่นเป็นแหล่งแรงบันดาลใจใหม่ นำเสนอความหรูหราในแบบที่ทันสมัย ผสมผสานความสนุกสนาน และความมีสไตล์เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้สีสันที่โดดเด่นอย่างสีเขียว ชมพู น้ำเงิน และเหลือง ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของสวารอฟสกี้มาช่วยเพิ่มความสดใสให้กับชิ้นงานในคอลเลกชันนี้ ทำให้ทุกชิ้นโดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอแบบโชคเกอร์ แหวน ต่างหู หรือกำไลขนาดต่างๆ 

LUCENT

คอลเล็คชั่น Lucent ดูโดดเด่นสะท้อนถึงการเล่นระหว่างแสงและสี ด้วยคริสตัลแบบ full-cut ในเฉดสีที่หลากหลาย โดยใน SPRING/SUMMER 2025 จะมีสีใหม่อย่าง Light Topaz ที่ดูสดใส และมีชีวิตชีวามาเติมเต็มความตื่นตาตื่นใจให้คอลเลกชันนี้น่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น

MATRIX

ได้รับแรงบันดาลใจจากความสมบูรณ์แบบทางธรรมชาติของโครงสร้างเฮลิกซ์ คอลเล็คชั่น Matrix เต็มเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา และสง่างามที่ไม่ซ้ำใคร เพิ่มมิติใหม่ให้กับเครื่องประดับตระกูล Matrix สุดคลาสสิกในฤดูกาลนี้ด้วยการเล่นกับสีสัน รูปร่าง และขนาด คริสตัลสีเขียวและน้ำเงินในรูปทรงบาแกตต์ดูโดดเด่นสะดุดตา นอกจากนี้ ยังมีสร้อยคอโชคเกอร์ที่ประดับด้วยคริสตัลสีชมพูไล่ระดับสี ถูกออกแบบให้มีรูปทรงนูนพิเศษ เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่สะดุดตา และเป็นการแสดงสไตล์ที่ทรงพลัง

เครื่องประดับเซ็ต Matrix Tennis ปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นสำหรับคอลเล็คชั่น SPRING/SUMMER 2025 ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์แสนคลาสสิก คริสตัลใสถูกออกแบบให้เป็นเข็มกลัด และต่างหูที่ดูโดดเด่น สร้อยคอโชคเกอร์ได้รับการออกแบบอย่างประณีต เสริมความโดดเด่นด้วยเส้นคริสตัลที่ไม่สมมาตร เพิ่มความน่าสนใจให้กับลุคโดยรวม นอกจากนี้ คอลเลกชัน Matrix ยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้ Swarovski Crystal Pearls และเติมความโรแมนติกด้วยลวดลายหัวใจสีชมพูอ่อนหวานเข้าไปทำให้ชิ้นงานดูน่าหลงใหลยิ่งขึ้น


"ปู ไปรยา"

“ปู ไปรยา” สวยสะกดทุกสายตาบนพรมแดงคานส์

สมกับที่เป็นขวัญใจสื่อต่างชาติจริงๆ สำหรับนางเอกสาวไทยโกอินเตอร์ “ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก” ที่ล่าสุดได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งกับการปรากฏตัวบนพรมแดงของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 78 (Cannes Film Festival 2025) ณ ประเทศฝรั่งเศส

“ปู ไปรยา” มาในลุคที่สวยสง่าไร้ที่ติ ด้วยชุดราตรีสีขาวสะอาดตา ดีไซน์คอร์เซ็ทอันเป็นเอกลักษณ์จากแบรนด์โปรดอย่าง Vivienne Westwood ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวกับชุดที่เธอสวมใส่ในวันแต่งงาน เพิ่มความหวานละมุนด้วยดีเทลไข่มุกระย้าที่ร้อยเรียงอย่างประณีต การแต่งหน้าและทรงผมก็ส่งเสริมให้เครื่องหน้าคมชัดดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมประดับประดาด้วยไฮจิวเวลรีสุดอลังการจาก Chopard และรองเท้าหรูจาก Giuseppe Zanotti

การปรากฏตัวบนพรมแดงครั้งนี้ของ “ปู ไปรยา” ไม่ได้มีเพียงความสวยงามจับใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการโปรโมทผลงานภาพยนตร์ระดับโลกเรื่องใหม่ของเธอด้วย นั่นคือ “Eyes in the Trees” ภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวไซไฟสุดตื่นเต้น ที่ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อดัง “The Island of Doctor Moreau” ซึ่งเธอได้ร่วมงานกับนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “Anthony Hopkins” (แอนโทนี่ ฮอปกิ้นส์), “Jonathan Rhys Meyers” (โจนาธาน รีห์ส เมเยอร์ส) และ “Ashley Greene” (แอชลีย์ กรีน) โดยมีกำหนดเข้าฉายทั่วโลกในช่วงปลายปีนี้

NMIXX ชีเสิร์ฟแบบฟูลอ๊อฟชั่น คอนเสิร์ตที่เอ็นเซอร์ไทยตามหา

ชีเสิร์ฟแบบไม่มีเบรก! จัดเต็มความฟินแบบไม่มีพัก สำหรับ 6 สาววง NMIXX ที่หอบความเอาสนุกข้ามน้ำข้ามทะเล มาฝาก NSWER ไทย (เอ็นเซอร์ : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ให้หายคิดถึง ใน NMIXX 2ND FAN CONCERT TOUR <NMIXX CHANGE UP : MIXX LAB> ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี โดยผู้จัดสุดจึ้งอย่าง JetFuel

                เวลา 1 ทุ่มตรง! นาทีแห่งความความสนุกก็เริ่มทำงานทันที 6 สาวสมาชิกของวงอย่าง ลิลลี่, แฮวอน, ซอลยุน, เบ, จีอู และ กยูจิน ปรากฏตัวขึ้นมาบนเวทีด้วยชุดสีขาว กับความสวยเป็นแก้วเป็นแสง พร้อมปล่อยเอเนอร์จี้เต็มที่ กับเพลง Run For Roses และ KNOW ABOUT ME เพลงไตเติ้ลจากมินิอัลบั้มใหม่ล่าสุดที่แฟนๆ ชาวไทยได้ฟังได้ดูกับตาเนื้อเป็นครั้งแรก

                ก่อนจะแวะเบรกทักทายกันให้หายคิดถึง บอกแฟนๆ เป็นภาษาไทยว่า “พวกเรากลับมาแล้วค่า” เพราะ 2 ปีที่ไม่เจอกัน สาวๆ เขาคิดถึงแฟนๆ ชาวไทยสุดๆ กลับมาครั้งนี้เลยตั้งใจมาเติมพลังให้แฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ และไม่รอช้าสาวๆ NMIXX พร้อมพาแฟนๆ ไปสนุกกันต่อ ขนมาเลยกับเพลงฮิตอย่าง BEAT BEAT, Love Me Like This (Rock ver.), Young Dumb Stupid และ O.O Part.2

                เสิร์ฟความฟินจนแฟนๆ เกือบลืมหายใจไปแล้ว ก็ถึงเวลามาเบรกความชิลกันบ้าง กับเกมที่สาวๆ เตรียมมาเล่นสนุกกับชาว NSWER กับ “เกมวัดไหวพริบ” ที่ให้ 6 สาวทายชื่อเพลงจากการฟังเสียงดนตรีสั้นๆ ซึ่งโบนัสของเกมนี้คือเราจะได้เห็นสาวๆ เต้นเพลง K-POP แบบที่ไม่เคยเห็นอีกด้วย และปิดจบพาร์ทนี้ด้วย โชว์คัฟเวอร์เพลงเท่ๆ อย่าง Kick It จากวง NCT127 และตามมาด้วยเพลง Love Is Lonely และ Moving On ที่สาวๆ ได้โชว์พลังเสียงกันเต็มที่ และชาว NSWER ก็ทำเซอร์ไพรส์สาวๆ ด้วยการชูแผ่นปายโปรเจกต์ที่มีข้อความว่า “พวกเราจะคอยสนับสนุนทุกเส้นทางของ NMIXX เสมอ” นาทีนี้เพลงก็ซึ้ง ข้อความก็ทัชใจ ใครกลั้นไม่ไหวก็ไปก่อนเลย

                ผ่านพาร์ทเต้นสวยไปแล้ว เล่นสนุกกันไปแล้ว พาร์ทต่อไปบอกเลยว่าความเท่จัดเต็ม กับเพลง TANK, Just Did It , SICKUHH, BOOM คูลขึ้นไปอีกกับ DASH  และ See That? ที่ ทำแฟนๆ ร้องเสียดายหนักมาก เพราะเป็นช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ตนี้แล้ว

               คอนเสิร์ตกำลังจะจบ แต่ NSWER ไม่ขอจบ! พร้อมใจกันตะโกนชื่อ NMIXX ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะถูกสาวๆ เซอร์ไพรส์กลับ ด้วยการปรากฏตัวออกมาจากด้านหลังของแฟนๆ พร้อมด้วยกุหลาบดอกโตที่นำมามอบให้แฟนๆ ทั่วทั้งฮอลล์ พร้อมกับร้องเพลง Kiss และ Passionfruit ให้ฟังกันอย่างใกล้ชิด ถือเป็นแฟนเซอร์วิสที่ทำเอาฮ๊อปจนกลั้นฟินไม่ไหว

                ซึ่งก่อนจะจากไปด้วยเพลงเพราะๆ อย่าง Time of Our Life : Day6, Break The Wall  และ HOME ทั้ง 6 สาว ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณ NSWER ไทย ที่มาเจอ มาสนุก มาเติมกำลังใจกันและกัน และสัญญาว่าจะกลับมาหาแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้งแน่นอน

                “ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้เจอกันแล้วนะคะ ครั้งแรกเราได้มีความทรงจำที่สนุกสนาน สำหรับครั้งนี้คิดว่าน่าจะได้ความทรงจำที่น่าสนุกมากขึ้นไปอีกกลับไปค่ะ พวกเราทราบว่า NSWER ไทยรอคอยพวกเราอยู่เสมอ พวกเราเองก็คิดถึงอยู่เสมอค่ะ ครั้งนี้สัมผัสได้ว่าเหล่า NSWER ไทยให้กำลังใจพวกเราเสมอมา พวกเราจะกลับมาเมืองไทยอีกครั้งให้ได้เลยค่ะ”

แฟนมีตติ้ง พัคโบยอง ครั้งแรกในประเทศไทย จองบัตร 25 พฤษภาคมนี้

SM True นำเสนอเรื่องราวบทใหม่ที่เขียนขึ้นโดย PARK BO YOUNG (พัค โบยอง) นักแสดงหญิงมากฝีมือและเจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม ผู้ฝากผลงานซีรีส์ยอดฮิตมาแล้วนับไม่ถ้วน กับงานแฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทยของเธอ 2025 PARK BO YOUNG FANMEETING TOUR – written BY. in BANGKOK ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2025 เวลา 17:00 น. ณ เคแบงก์สยามพิฆเนศฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามแควร์วัน

PARK BO YOUNG นักแสดงหญิงสัญชาติเกาหลีที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมานานกว่า 19 ปี พร้อมพิสูจน์ให้เห็นถึงทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยมที่สามารถถ่ายทอดตัวละครต่าง ๆ ออกมาได้อย่างเข้าถึงทุกบทบาท รวมถึงเสน่ห์ความน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนคว้าหัวใจผู้ชมมากมายทั้งในประเทศเกาหลีใต้และต่างประเทศ เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากผลงานแรก ‘Secret Campus’ (2006) และสร้างสรรค์หลากหลายผลงานคุณภาพอย่างต่อเนื่องทั้งซีรีส์และภาพยนตร์ โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง ‘Scandal Makers’ (2008) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทำให้เธอได้รับฉายาอันเป็นที่รักในฐานะ ‘น้องสาวแห่งชาติ’ พร้อมกวาด ‘รางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม’ กับ ‘รางวัลยอดนิยม’ จากหลายงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการนักแสดงของเกาหลี


นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่สร้างความประทับใจจนเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้ชมทั่วเอเชีย อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง ‘A Werewolf Boy’ (2012), ซีรีส์เรื่อง ‘Oh My Ghost’ (2015), ซีรีส์เรื่อง ‘Strong Woman Do Bong Soon’ (2017) ตลอดจนผลงานที่พาผู้ชมทั่วโลกสัมผัสอารมณ์อันลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ออริจินัลของ Netflix อย่าง ‘Daily Dose of Sunshine’ (2013) ที่ทำให้เธอได้รับ ‘รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม’, ซีรีส์ออริจินัลของ Disney+ อย่าง ‘Light Shop’ (2024), ซีรีส์ออริจินัลของ Netflix อย่าง ‘Melo Movie’ (2024) ล่าสุดกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นับตั้งแต่ เดบิวต์ ด้วยการปรากฏตัวในลุคผมบลอนด์พร้อมท้าทายบทบาทใหม่เป็นครั้งแรกกับการสวม 4 คาแรกเตอร์ของพี่น้องฝาแฝดในซีรีส์เรื่อง ‘Our Unwritten Seoul’ ของช่อง tvN ที่จะออกอากาศในวันที่ 24 พฤษภาคม 2025 นี้

สำหรับแฟนมีตติ้งทัวร์ ‘written BY’ (ริทเทิน บาย) ของ PARK BO YOUNG มีกำหนดเปิดฉากขึ้นที่กรุงโซล ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ เวลา 12:00 น. และ 17:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) รวมทั้งหมด 2 รอบ ณ YES24 LIVE HALL นับเป็นการจัดแฟนมีตติ้งในรอบเกือบ 7 ปี ซึ่งแน่นอนว่า แฟนคลับที่ตั้งตารอก็ให้การตอบรับกันเป็นอย่างดีจนบัตรแฟนมีตติ้งครั้งนี้หมดเกลี้ยงทุกที่นั่งทันทีที่เปิดจำหน่าย ไม่เพียงแค่ในประเทศเกาหลีใต้เท่านั้น เพราะ PARK BO YOUNG จะเดินทางไปพบปะกับแฟน ๆ ทั่วเอเชียอย่างใกล้ชิด ทั้งมาเก๊า วันที่ 29 มิถุนายนนี้, กรุงเทพฯ วันที่ 5 กรกฎาคมนี้ และไทเป วันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยเธอกำลังตั้งใจเตรียมตัวอย่างเต็มที่ เพื่อเขียนเรื่องราวอันล้ำค่าร่วมกับแฟน ๆ ในช่วงพูดคุยที่จะทำให้รู้จักกันและกันมากขึ้น และเวทีที่สื่อถึงความจริงใจมอบเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน

เตรียมบันทึกช่วงเวลาแสนอบอุ่นหัวใจ ท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษ กับแฟนมีตติ้งครั้งแรกของเธอในประเทศไทยที่จะเติมเต็มทุกความคิดถึงใน 2025 PARK BO YOUNG FANMEETING TOUR – written BY. in BANGKOK เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2025 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com

เปิดโหมด ON ต้อนรับความร้อนแรงทะลุองศาของ KAI EXO

เปิดโหมด ON ต้อนรับความร้อนแรงทะลุองศาของ KAI EXOกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในไทย 2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION>IN BANGKOK SM True เปิดโหมด ON ต้อนรับเวทีระดับเวิลด์คลาสและการแสดงอันเปี่ยมเสน่ห์ของ KAI (ไค) แห่งวง EXO (เอ็กซ์โซ) ที่จะพาทุกคนดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ลึกซึ้ง แล้วทะยานสู่ความร้อนแรงทะลุองศา กับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย 2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม 2025 เวลา 18:00 น. ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

KAI หนึ่งในสมาชิกสุดโดดเด่นจากวง EXO ศิลปินกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเพลงเกาหลีใต้และครองใจแฟน ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เขาได้สร้างปรากฏการณ์จนเป็นที่พูดถึงในทุกเวทีที่ปรากฏตัวด้วยภาพลักษณ์ที่ทรงพลังและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนทักษะการเต้นอันเหนือชั้นจนได้รับการขนานนามว่า ‘World-Class Performer’ หรือศิลปินที่มีมาตรฐานการแสดงในระดับโลก

ไม่เพียงเท่านี้ KAI ยังยกระดับความสำเร็จของตัวเองในฐานะศิลปินเดี่ยว ด้วยมินิอัลบั้มชุดแรก‘KAI (开)’ ในปี 2020 และมินิอัลบั้มชุดที่ 2 ‘Peaches’ ในปี 2021 ส่งเพลงดังอย่าง ‘음 (Mmmh)’ และ‘Peaches’ เผยเสน่ห์เฉพาะตัวและสีสันทางดนตรีของเขาอย่างชัดเจน รวมถึงมินิอัลบั้มชุดที่ 3 ‘Rover’ในปี 2023 ปลุกกระแสไวรัลจากชาเลนจ์สุดฮิต เต้นเพลง ‘Rover’ ถล่มโซเชียลและวงการบันเทิง ปี 2025 นี้ KAI นำเสนอโลกดนตรีที่เติบโตมากยิ่งขึ้นผ่านมินิอัลบั้มชุดที่ 4 ‘Wait On Me’ ประกอบด้วยเพลงอันหลากหลายทั้งหมด 7 เพลง โดยเพลงไตเติล ‘Wait On Me’ เป็นเพลงป็อปแนวAfrobeats (แอโฟรบีตส์) ถ่ายทอดความงดงามของการรอคอยที่ค่อย ๆ เผยออกมาอย่างละเมียดละไมผ่านเสียงร้องและท่าเต้นอันชวนหลงใหล ด้านซิงเกิลพรี-รีลีส ‘Adult Swim’ ได้ยกกองมาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอถึงประเทศไทยกระจายบรรยากาศสดชื่นของเพลงที่เปรียบความรักอันลึกซึ้ง เสมือนคนสองคนที่ว่ายน้ำไปด้วยกันอย่างไร้ซึ่งความกลัวใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

มินิอัลบั้มนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากการรอคอยอันยาวนาน ทั้งจาก KAI ผู้คิดถึงช่วงเวลาบนเวทีมากกว่าใคร และเหล่า EXO-L (เอ็กซ์โซ-แอล : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ทั่วโลกที่เฝ้ารอเขา ผลงานชุดนี้จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ที่จะนิยามและสื่อสาร ‘สไตล์ของ KAI’ ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะเดียวกัน KAI ได้ประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำให้การรอคอยของ EXO-L สิ้นสุดลง ด้วยคอนเสิร์ตเดี่ยวแบบออฟไลน์ครั้งแรกในรอบ 13ปีนับตั้งแต่เดบิวต์ในฐานะวง EXO และในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่การเป็นศิลปินเดี่ยว โดยชื่อคอนเสิร์ต <KAION> ได้แรงบันดาลใจจากการผสมคำว่า “KAI”, “ON” และคำภาษากรีก “αἰών (AION)” ซึ่งแปลว่า “นิรันดร์” สื่อถึงคอนเซปต์ที่ว่า “การปรากฏตัวบนเวทีของ KAI คือ สัญญาณแห่งการเริ่มต้นของนิรันดร์กาล” พร้อมเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตในแถบเอเชียทั้งหมด 10 เมือง เริ่มจากกรุงโซล วันที่ 17-18 พฤษภาคม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจนบัตรขายหมดเกลี้ยงทันทีที่เปิดจำหน่าย ต่อด้วยกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 24 พฤษภาคม, มาเก๊า วันที่ 7 มิถุนายน, จาการ์ตา วันที่ 14 มิถุนายน, สิงคโปร์ วันที่ 21 มิถุนายน,ไทเป วันที่ 12 กรกฎาคม, มะนิลา วันที่ 27 กรกฎาคม, กรุงเทพฯ วันที่ 2 สิงหาคม, โยโกฮาม่า วันที่ 6-7สิงหาคม และฮ่องกง วันที่ 16 สิงหาคมนี้

ถึงเวลาที่ EXO-L ชาวไทยจะได้ตั้งโหมด ON พร้อมสัมผัสเวทีระดับเวิลด์คลาสของ KAI ในคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบ 2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK เปิดจำหน่ายบัตรรอบสมาชิก “EXO-L” Membership (GL) Pre-Sale ในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2025 เวลา 19:00 น. – 23:59 น. ทางเว็บไซต์เท่านั้น และรอบบุคคลทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2025 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศและทางเว็บไซต์ www.allticket.com

วัน แบงค็อก คว้ารางวัล “Best Green Loan – Property” จากเวที The Asset Triple A Sustainable Finance Awards 2025

วัน แบงค็อก โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้นแบบสีเขียว ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ ได้รับรางวัล “Best Green Loan – Property” จากเวที The Asset Triple A Sustainable Finance Awards: Country 2025 จากความสำเร็จของการระดมทุนผ่านสินเชื่อสีเขียววงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินกู้ที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีพันธมิตรร่วมให้การสนับสนุน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ตอกย้ำความเชื่อมั่นของภาคการเงินต่อวิสัยทัศน์ของวัน แบงค็อก ในการเป็นเมืองต้นแบบแห่งอนาคต

The Asset เป็นสื่อด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของเอเชียที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี โดยรางวัล Triple A ของ The Asset ได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในเวทีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงการเงินระดับภูมิภาค ซึ่งในปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับการยกย่องสถาบันและโครงการที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเงินอย่างยั่งยืน รางวัลที่วัน แบงค็อก ได้รับไม่ใช่เพียงเพราะขนาดของสินเชื่อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโครงการในการพัฒนาเมืองอย่างรับผิดชอบในทุกมิติ

โครงการวัน แบงค็อก พัฒนาโดย บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยงบลงทุนรวม 120,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบองค์รวม ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และสุขภาวะของผู้ใช้งาน ปัจจุบันโครงการฯ ยังเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง LEED for Neighborhood Development ระดับแพลตตินัม และยังได้รับการรับรอง WiredScore และ SmartScore ระดับแพลตตินัม เพื่อเน้นการออกแบบที่ส่งเสริมสุขภาวะและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย โดยวงเงินสินเชื่อสีเขียวจะถูกนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ประหยัดพลังงาน ระบบคมนาคมสีเขียว และพื้นที่ที่สร้างสมดุลระหว่างการอยู่อาศัย การทำงาน และการใช้ชีวิตในเมืองแห่งอนาคต


ไอเท็มลด ‘ผมขาดหลุดร่วง’ กับ 3 สเต็ปที่จะช่วยสร้างฟาร์มผมแบบธรรมชาติ BY ‘CLEAR SCALPCEUTICALS HAIR FALL RESIST’

ปัญหาผมขาดหลุดร่วงคือเรื่องใหญ่ของคนรักผม แม้กับคนที่เคยมีผมหนาตามธรรมชาติ แต่เมื่อถึงวัยหนึ่งก็เกิดความเปลี่ยนแปลงได้จากหลากหลายสาเหตุ ทั้งจากฮอร์โมน ความเครียด การขาดสารอาหาร หรือ แม้แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับเส้นผมและหนังศีรษะ พอเวลาสระผม หวีผมแต่ละครั้งทำเอาเป็นกังวล เพราะผมร่วงกองเต็มพื้น ยิ่งกับสาวผมยาวยิ่งเห็นได้ชัดว่ามีผมขาดหลุดร่วงมากแค่ไหน

PRAEW SURVEY รอบนี้เลยขอมาป้ายยา ด้วยไอเท็มที่จะช่วยลด ‘ผมขาดหลุดร่วง’ เพราะการมีผมสวยสุขภาพดี ไร้ปัญหากวนใจ ถือเป็นอีกหนึ่งมิชชั่นความสวยที่จะช่วยคอมพลีทความมั่นใจ แต่ปัญหาคือไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนเพราะดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินแก้ งานนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองเริ่มต้นจากการดูแลตัวเองแบบครบวงจร ตั้งแต่การกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ควบคู่ไปกับ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผมให้เหมาะกับทั้งเส้นผมและหนังศีรษะ เช็คให้แน่ใจว่าปราศจากส่วนผสมที่ทำให้ผมขาดหลุดร่วงง่าย เพราะการสระผมคือรูทีนที่ต้องทำเป็นประจำและส่งผลต่อการขาดหลุดร่วงของเส้นผมเป็นอย่างมาก

‘แพรว’ ขอแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดปัญหาผมขาดหลุดร่วงโดยเฉพาะอย่าง ‘CLEAR SCALPCEUTICALS HAIR FALL RESIST’ ขวดสีม่วงดีไซน์สวยแพงที่มาพร้อมกับการบำรุง 3 ขั้นตอนแบบจัดเต็ม เริ่มจากแชมพู คอนดิชันเนอร์ และที่ขาดไม่ได้คือเซรั่ม ซึ่งเป็นสเต็ปสุดอีซี่แบบทำน้อยแต่ได้มาก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ทำตาม 3 เสต็ปง่ายๆ เพื่อทวงคืนฟาร์มผมที่หนานุ่มดูสุขภาพดี เอาอะไรมาไม่คุ้ม!

STEP 1 SHAMPOO

สระแบบทำความสะอาดล้ำลึกด้วยแชมพูสูตรลดการขาดหลุดร่วง

สระทำความสะอาดความมันและสิ่งสกปรกด้วย CLEAR SCALPCEUTICALS HAIR FALL RESIST SHAMPOO แชมพูที่มาพร้อมเทคโนโลยี ฟอลลิล็อค (Follilock™) ผสานด้วยวิตามิน A C และ E ที่จะช่วยลดปัญหาผมขาดหลุดร่วงด้วยส่วนผสมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไอเท็มนี้คือฟินสุดๆ ด้วยเนื้อสัมผัสของแชมพูที่มีความใส เหลวไม่เหนอะหนะ มาพร้อมกลิ่นหอมที่สดชื่นเติมความผ่อนคลายให้กับการสระผม ที่เลิฟสุดๆ คือฟองที่ละเอียดนุ่มฟูช่วยทำให้รู้สึกสะอาดเกลี้ยงเกลา ล้างน้ำแล้วรู้สึกชุ่มชื้น ผมสะอาดแต่ไม่แห้งเอี๊ยด พร้อมมูฟออนสู่สเต็ปถัดไป

STEP 2 CONDITIONER

เติมความชุ่มชื้นด้วยคอนดิชันเนอร์สัมผัสละมุน

CLEAR SCALPCEUTICALS HAIR FALL RESIST CONDITIONER คือครีมนวดเนื้อเบาแต่กลับให้ความชุ่มชื้นได้แบบจัดเต็มโดยไม่ทำให้ผมลีบแบน ช่วยปรับสมดุลและบำรุงหนังศีรษะ ตัวนี้เขาบำรุงลึกถึงแกนผมเลยนะ พร้อมช่วยให้เส้นผมดูนุ่ม หนา มีวอลลุ่มมากขึ้น ที่เก๋คือสามารถใช้ได้กับทั้งเส้นผมและหนังศีรษะ ชโลมทิ้งไว้เพียง 1-2 นาทีก็เอาอยู่ ล้างออกได้ง่ายโดยไม่ทิ้งความรู้สึกเหนอะหนะ ทิ้งไว้แต่สัมผัสนุ่มๆ ชวนฟิน

STEP 3 SERUM

จบแบบฟินาเล่ด้วยเซรั่มล็อคผมถึงราก

จุดเด่นของเซรั่ม ‘CLEAR SCALPCEUTICALS HAIR FALL RESIST’ คือการออกแบบมาเพื่อบำรุงหนังศีรษะให้แข็งแรง โดยใช้เทคโนโลยี DYNOXIDIL เอกสิทธิ์เฉพาะของ CLEAR ที่จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะของผมให้ไม่หลุดร่วงง่ายพร้อมกระตุ้นให้ผมที่เกิดใหม่แข็งแรง แพคเกจจิ้งเขาสวยใช้สะดวกมาพร้อมดรอปเปอร์ที่ช่วยหยดเซรั่มเนื้อขาวใสให้ลงสู่หนังศีรษะแบบง่ายดาย ใครถามว่าหยดเซรั่มลงถึงหนังศีรษะไม่เหนอะหนะแย่หรือ บอกได้เลยว่าไม่ เพราะเนื้อเขาเน้นความเบาสบายแถมให้ความรู้สึกเย็นๆ สดชื่น ลืมเซรั่มเนื้อเหนียวหนึบแบบที่เคยทำให้รู้สึกผิดหวังไปได้เลย

ฉะนั้นสาวๆ คนไหนที่ฝันอยากมีฟาร์มผมเป็นของตัวเอง ต้องไม่พลาดลอง ‘CLEAR SCALPCEUTICALS HAIR FALL RESIST’ ทั้ง 3 สเต็ป ทำหน้าที่ช่วยดูแลหนังศีรษะและเส้นผมแบบล้ำลึกไปพร้อมกัน แพรว ขอแนะนำว่าคอลเลคชั่นนี้ของ CLEAR จัดเป็น MUST-HAVE! เพราะเขาออกแบบมาเพื่อช่วยผมขาดหลุดร่วงแบบเน้นๆ ด้วยสเต็ปที่ใช้ง่ายไม่ต้องเพิ่มอะไรจากรูทีนการดูแลผมแบบทั่วไป สระผม ลงคอนดิชันเนอร์และดูแลด้วยเซรั่ม แล้วสะบัดผมสวยได้เลยแบบแรงๆ รัวๆ

ก็ไม่ต้องกลัวผมขาดหลุดร่วงนี่คะ!

วางขายแล้วที่ร้านค้าชั้นนำทั่วไป กับ ร้านค้าออนไลน์ของ Clear และ Watsons ด้วย 3 สเต็ปที่จะช่วยลดผมขาดหลุดร่วง อยากสะบัดผมได้แบบฟินๆ ต้องลองเลย!

· Clear Scalpceuticals Hair Fall Resist Shampoo 300 ml.  239 บาท

· Clear Scalpceuticals Hair Fall Resist Conditioner 300 ml.   239 บาท

· Clear Scalpceuticals Hair Fall Resist Serum 45 ml.   279 บาท


คนดังร่วมเวิร์กชอปน้ำหอมที่ divana Perfumery สาขา ICS ดื่มด่ำกลิ่นหอม-ศิลป์ไทยแบบยั่งยืน

เมื่อศิลปะการปรุงน้ำหอมมาพบกับแนวคิดรักษ์โลก ผลลัพธ์ที่ได้คือ divana Perfumery สาขาใหม่ล่าสุด ณ ICS Lifestyle Complex ที่ไม่ใช่แค่ร้านน้ำหอม แต่คือโอเอซิสแห่งประสบการณ์หอมเฉพาะตัวและยั่งยืน เหล่าคนดังและสายกลิ่นผู้หลงใหลในรายละเอียดร่วมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สร้างน้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวจากเบส Perfume Oil ผสาน Superfood Oil Blend สูตรบางเบา แต่คงความหอมยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง พร้อมเปิดตัวกลิ่น “Sunrise” กลิ่นใหม่ที่ชวนให้นึกถึงแสงเช้าบนความอบอุ่นของตัวตน

ความพิเศษของ divana ไม่ได้อยู่แค่ที่กลิ่น แต่แฝงอยู่ในทุกดีเทลของร้านที่ออกแบบด้วยแนวคิด Sustainability อย่างจริงจัง ตั้งแต่วัสดุรีไซเคิล งานฝีมือธรรมชาติ ไปจนถึงบรรยากาศที่ใช้แสงและกลิ่นโอบรับผู้มาเยือนให้รู้สึกผ่อนคลายราวกับอยู่ในป่าเมือง ยิ่งไปกว่านั้น divana ยังต่อยอดแรงบันดาลใจด้วยการจัดแสดง “บุษบกเกริน” สถาปัตยกรรมจำลองงานหัตถศิลป์ไทยที่วิจิตรตระการตา พร้อมกลิ่น Queen Of The Night ที่บรรจงเลือกมาเติมเต็มความละเมียดละไมของศิลป์ไทยในมิติใหม่

ที่นี่คือพื้นที่ที่กลิ่น กลุ่มคน และความคิดสร้างสรรค์หลอมรวมกันอย่างกลมกล่อม สำหรับผู้ที่อยากลองสำรวจตัวเองผ่านกลิ่น หรือค้นหาความหมายใหม่ของคำว่า “ความหรูที่ยังยืนได้” divana Perfumery ที่ ICS คือจุดหมายที่น่าไปเยือนอย่างยิ่ง

ร่วมสัมผัสประสบการณ์น้ำหอมแบบยั่งยืน ที่ divana Perfumery สาขา ICS พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการศิลปะไทยที่สะท้อนความวิจิตรแห่งมรดกวัฒนธรรมได้แล้ววันนี้


Wellogy Clinic เปิดบ้านใหม่กลางเมือง ยกระดับการดูแลสุขภาพและความงาม

Wellogy Clinic เปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “The Future of You – A Fresh Era of Radiant Rejuvenation” ณ ซอยงามดูพลี ใจกลางกรุงเทพฯ นำเสนอคลินิกสไตล์ Modern Minimalist ที่ออกแบบมาเพื่อให้การดูแลสุขภาพและความงามเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติและจับต้องได้ โดยชูจุดเด่นเรื่องการดูแลเฉพาะบุคคลที่เริ่มตั้งแต่ข้อมูลพันธุกรรม (Genomic Medicine) ไปจนถึงการวางแผนสุขภาพแบบองค์รวมที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของแต่ละคน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว Wellogy Club คลับสุขภาพเฉพาะตัวของผู้เข้ารับบริการ ที่รวมการดูแลระยะยาวแบบมีเป้าหมายชัดเจน โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการร่วมวางแผนและติดตามผล ทั้งในแง่เวชศาสตร์ชะลอวัย ความงาม และสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับร่างกายและจังหวะชีวิตของแต่ละคนอย่างแท้จริง


“เสื้อหนังของผมทำจากผลไม้” ทำความรู้จัก Vegan Leather เครื่องหนังรักษ์โลก ทราย สก๊อต

เวลานี้ชื่อ “ทราย สก๊อต” ได้เป็นชื่อที่คนไทยหลายคนรู้จักเป็นที่เรียบร้อย เพราะเขาเป็นหนึ่งในนักอนุรักษ์ทะเลภาคใต้ซึ่งคอยทำหน้าที่ดูแลน่านน้ำให้อุดมสมบูรณ์ แม้บทบาทของทรายในฐานะที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชสิ้นสุดลง แต่อุดมการณ์อันแน่วแน่ยังคงอยู่ต่อไป เห็นได้จากการเป็นกระบอกเสียง ให้ความรู้ และความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมตามสื่อต่างๆ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่ช่วยเหลือโลกของเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการไม่ใช้หลอด ถุงพลาสติก หรือเครื่องหนังแท้ก็ตาม

แน่นอนว่าเมื่อกลายเป็นที่รู้จักก็กลายเป็นที่จับตามองไปโดยปริยาย อย่างเหตุการณ์ไม่นานนี้ที่ ทราย สก๊อต ได้โพสต์รูปภาพสวมแจ็กเก็ตหนังลงบนโซเชียลมีเดีย และมีผู้คนตั้งข้อสังเกตว่า “เขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจริงหรือเปล่า ทำไมถึงยังใส่เครื่องหนัง?” ความสงสัยที่เกิดขึ้น ทรายได้อธิบายเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่า “เสื้อหนังของผมทำจากผลไม้ (Vegan Leather) มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลและข้าวโพดครับ” ซึ่ง Vegan Leather นี้จะมีกระบวนการผลิต และหน้าตาเป็นอย่างไร แพรว ขออาสาพาทุกคนทำความรู้จักไปพร้อมกัน

Vegan Leather คืออะไร?

หนังวีแกนเป็นหนังเทียม ที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์เหลือใช้ทางการเกษตรและวัสดุชีวภาพที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังสามารถผลิตจากโพลีเมอร์ เช่น โพลียูรีเทน และวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ โดยหนังวีแกนถือเป็นทางเลือกแทนหนังสัตว์ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และไม่ทารุณสัตว์

อะไรบ้างที่สามารถนำมาผลิตหนังวีแกน?

วัตถุดิบสำหรับหนังวีแกนมักมาจากแหล่งผลผลิตเหลือใช้ หรือขยะทางการเกษตร เช่น ไม้ก๊อก, ต้นกระบองเพชร, เห็ด, สับปะรด, แอปเปิ้ล, หรือข้าวโพด โดยวัตถุดิบที่กล่าวมาเมื่อผ่านกระบวนการผลิตแล้วจะมีเนื้อสัมผัส น้ำหนัก และรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับหนังสัตว์ อีกทั้งยังใช้ทรัพยากรน้อยกว่าอีกด้วย

เราหาซื้อหนังวีแกนได้ที่ไหน?

แม้บางคนอาจคุ้นชิ้นกับเครื่องหนังแท้มากกว่า แต่ปัจจุบันหนังวีแกนเริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แม้แต่ในประเทศไทยเองก็มีแบรนด์ที่ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นเครื่องหนัง เช่น KEAPAZ เครื่องหนังจากวัชพืช ทั้งมันฝรั่ง ผักตบชวา กากกาแฟ ใบบัว ใบมะพร้าว ใบตอง ใบบอน ไปจนถึงแบรนด์ต่างประเทศอย่าง FREJA NEW YORK ที่ใช้วัสดุเป็นหนังวีแกนสำหรับรังสรรค์กระเป๋าเช่นกัน

Keapaz
FREJA NEW YORK


ภาพ: ทราย – Merman, KEAPAZ, FREJA
ข้อมูล: https://www.webmd.com/,KEAPAZ, FREJA

อาฟเตอร์นูนที ทุเรียนหมอนทองสุดพรีเมียม ที่ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ถึง 31 พ.ค. นี้เท่านั้น

อาฟเตอร์นูนที ทุเรียนหมอนทองพรีเมียม ที่ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ถึง 31 พ.ค. นี้เท่านั้น

หมอนทองเลิฟเวอร์ต้องรีบแล้ว! ประกาศ Final Call ครั้งสุดท้ายสำหรับแฟนทุเรียนทั้งหลาย ให้รีบนัดเพื่อนสายทุเรียนและพุ่งตัวไปที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ภายในวันที่ 31 พ.ค. 68 เท่านั้น โอกาสสุดท้ายกับการเปิดประสบการณ์อาฟเตอร์นูนทีในธีม “ราชาผลไม้” จากแคมเปญ Durian Decadent Afternoon Tea ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมพร้อมรีวิวยืนยันความอร่อยฟินสุดสร้างสรรค์หนึ่งเดียวจาก ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยทางโรงแรมคัดสรรเฉพาะทุเรียนหมอนทองเกรดพรีเมียมจาก Toby’s Farm สวนทุเรียนคุณภาพจาก จ.จันทบุรี เรียกว่าเป็นประสบการณ์การจิบน้ำชายามบ่ายที่ผสานความหรูหราเข้ากับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของทุเรียนหมอนทอง จัดเต็มเมนูคาวหวานทั้งหมด 12 รายการมาจับคู่กับเครื่องดื่มแสนอร่อยทั้งชา กาแฟ และสมูทตี้ ถือเป็นการยกระดับ “ความโลคอล” ด้วยการนำเสนอแบบ “โกลบอล” ระดับห้าดาวได้อย่างลงตัว แน่นอนว่าความอร่อยสุดครีเอตแบบนี้มีจำนวนจำกัดเฉพาะฤดูกาลทุเรียนเท่านั้น ถ้าไม่อยากพลาดต้องจองด่วน!

เซตอาฟเตอร์นูนทีสุดพิเศษจัดเต็มเมนูคาวหวาน 12 รายการที่มีทุเรียนหมอนทองพรีเมียมเป็นวัตถุดิบหลัก นำเสนอรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของทุเรียนในรูปแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจและอร่อยอย่างคาดไม่ถึง เริ่มต้นด้วย 7 เมนูของหวานที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ในทุกคำ ทั้งสโคนทุเรียนกับแยมสับปะรด เปรี้ยวหวานหอมละมุน ชีสทาร์ตทุเรียน ในทาร์ตกรอบๆ ไส้หอมนุ่ม เค้กชิฟฟ่อนทุเรียน เนื้อเค้กฟูเบา หอมมันกะทิ พานาคอตต้าทุเรียน นุ่มเด้งละลายในปาก ข้าวเหนียวทุเรียน สุดยอดความอร่อยระดับตำนาน พร้อมด้วยขนมที่คราฟต์จากผลไม้พรีเมียมที่ช่วยตัดเลี่ยนและเติมความสดชื่น ไม่ว่าจะเป็น มูสส้ม เปรี้ยวอมหวานจากส้มแมนดาริน มาการองมะขาม รสมะขามสดชื่นเข้ากับความหอมมันของช็อกโกแลตนม

เมนูคาวก็ห้ามพลาด! ทั้งปอเปี๊ยะชีสทุเรียนกรอบนอกเยิ้มใน แซนด์วิชซัลซ่าอะโวคาโดรสสดชื่น และแครกเกอร์ยำส้มโอครบรสในคำเดียว เสิร์ฟพร้อมสมูทตี้ทุเรียน ชา-กาแฟพรีเมียม พร้อมเจลาโต้ทุเรียนนุ่มละมุนและมังคุดสดตัดเลี่ยน มอบความอร่อยหลากมิติในเซตเดียว ในราคา 800++ บาทต่อท่าน และ 1,500++ บาทสำหรับ 2 ท่าน พิเศษ! สำหรับผู้ที่ชื่นชอบทุเรียนหมอนทอง ทางโรงแรมมีจำหน่ายแบบทั้งลูก ในราคากิโลกรัมละ 500++ บาท พร้อมบริการปอกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีให้บริการในจำนวนจำกัดเท่านั้น ขอแนะนำให้สั่งจองล่วงหน้าเพื่อไม่ให้พลาดความอร่อยตามฤดูกาลนี้

ความฟินสุดพรีเมียมแบบนี้มีเฉพาะที่ สุขุมวิท แกลเลอรี ชั้น 4 โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (BTS สถานีนานา ทางออก 3) ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2568 (เวลา 12:00 น. – 17:00 น.)


"อีจุนฮยอก"

“โรตีสายไหม” มัดใจ “อีจุนฮยอก” พระเอกดังปลื้มอาหารไทย

“อีจุนฮยอก” แลนดิ้งไทยปุ๊บ เสิร์ฟความน่ารักปั๊บ! ทำเอาแฟนๆ ใจละลายไปกับรอยยิ้มหวานๆ แถมยังปลื้ม “โรตีสายไหม” สุดๆ จนเอ่ยปากว่าเป็นเมนูโปรด

ปักหมุดจัดเแฟนมีตติ้งแลนดิ้งไทยเป็นที่แรก ก็มาขโมยหัวใจแฟนๆชาวไทยไปเต็มๆ สำหรับพระเอกหนุ่มชื่อดัง “อีจุนฮยอก” หรือ เลขายูอึนโฮ จากซีรีส์สุดปัง “Love Scout”  ในงาน “Let me in 2025 LEEJUN HYUK FAN MEETING IN BANGKOK”  จัดโดย ไลน์อัพ เอ็นเตอร์เทนเมนต์  (line up entertainment co ltd) ที่ PHENIX GRAND BALLROOM เมื่อ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทันทีที่พระเอกสุดหล่อ อีจุนฮยอก ปรากฏตัวต่อหน้าแฟนๆเป็นครั้งแรก เสียงกรี๊ด เสียงปรบมือก็ดังสนั่นเป็นการต้อนรับ เลขายู อย่างอบอุ่น จากนั้นเจ้าตัวทักทายแฟนด้วยภาษาไทย “สวัสดีครับ” พร้อมแจกจ่ายรอยยิ้มทักทายทุกๆคน 

อบอุ่นกันต่อกับช่วงเวลาของเมนูสุดอร่อย เมนูแตงโมปั่น ข้าวเหนียวมะม่วง และทีเด็ดที่ทำเอาพ่อหนุ่มสายหวานถึงกับอึ้งในรสชาติความอร่อยก็คือ โรตีสายไหม ที่ม้วนใจอีจุนฮยอกจนถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นเมนูที่อร่อยสุดๆจริงๆครับ

มาถึงอีกช่วงเวลาที่พาแฟนๆกรี๊ดจนเจ็บคอ เมื่อจอโชว์ภาพซีน เลขายู จูบกับ ซีอีโอคังที่หน้าชั้นหนังสือ ซึ่งเป็นอีกซีนทอล์คออฟเดอะทาวน์ในซีรีส์ Love Scout ซีนนี้ทำเอา อีจุนฮยอกเขินมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ดูซีนนี้ไปพร้อมกับแฟนๆเยอะขนาดนี้ครั้งแรก

เสิร์ฟกันต่อให้แฟนๆไม่ได้หยุดยิ้ม พักฟินกันเลย กับช่วงกิจกรรมที่ได้ผู้โชคดี 4 ท่านขึ้นมารับบทกับซีอีโอคัง กับ 4 ฉากสุดฟินทั้งซีนจับมือ ซีนบังแดดให้ ซีนจับผม และซีนกางร่มที่เสิร์ฟได้ใจด้วยการกางร่มเดินไปส่งผู้โชคดีถึงบันไดเลยทีเดียว น่ารักสุดดด

กับอีกช่วง Message to Angel ที่แฟนๆพากันเขียนโพสต์อิทแปะคำถาม คำบอกรักให้คุณเลขาได้ทัชใจ ก่อนจะปิดท้ายเก็บช่วงเวลาดีๆเซลฟี่กับเหล่าซีอีโอคังสาขาไทยแลนด์ไว้เป็นความทรงจำดีๆร่วมกัน

"อีจุนฮยอก"

#2025_LEEJUNHYUK_IN_BKK #Let_me_in #FANMEETING #이준혁 #LeeJunHyuk #LoveScout #อีจุนฮยอก  #ACEFACTORY #LINEUPENT #SIGNATUREBYART #ACCOMPANY

โอลิวิเยร์ อัสซายาส

โอลิวิเยร์ อัสซายาส (Olivier Assayas) ผู้กำกับนอกกรอบแห่งเมืองคานส์

“โอลิวิเยร์ อัสซายาส (Olivier Assayas)” เป็นผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่เริ่มโด่งดังในยุค 90 กับสไตล์หนังที่ออกนอกกรอบขนบของหนังฝรั่งเศสหลายๆเรื่อง เขาทำหนังหลากหลายทั้งหนังดราม่า พีเรียด ระทึกขวัญ ตลก และบางครั้งก็เอาหนังต่างแนวมาผสมเข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องอย่างสมจริง ประเด็นตรงไปตรงมา เพื่อสะท้อนสภาวะสังคมในช่วงเวลานั้นๆ 

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่จะมาเป็นผู้กำกับ “อัสซายาส” เคยเป็นนักวิจารณ์ให้นิตยสารกาเยร์ดูซีเนมา (Cahiers du Cinema) ที่มีความสนใจในงานของผู้กำกับเอเชียมากเป็นพิเศษ เขาเป็นนักวิจารณ์ที่แนะนำผู้กำกับหนังจีนและไต้หวันให้คนฝรั่งเศสรู้จัก ทั้ง “คิง ฮู”, “เอ็ดเวิร์ด หยาง” และ “โหวเสี้ยวเสียน”

จุดเริ่มต้นในวงการภาพยนตร์ของ “อัสซายาส” คือการได้ก้าวไปเป็นคนเขียนบทก่อน เขาเขียนบทหนังเมโลดราม่าของผู้กำกับ “อองเดร เตชิเน” ที่เป็นหนังแจ้งเกิดของ “จูเลียต บิโนช” อย่าง “Rendez-Vous (1985)” และถัดมาคือ “Scene of the Crime (1986)”

จุดเด่นของ “อัสซายาส” มักชูตัวละครหญิงให้มีบทบาทนำ เขาจึงร่วมงานกับนักแสดงหญิงคนสำคัญมากมาย ทั้ง “จางม่านอวี้” (ที่เป็นอดีตภรรยาของเขา) ใน “Irma Vep (1996)” และ “Clean (2004)”, “ฌานน์ บาลิบาร์” ใน “Late August Early September (1998)”, “Clean (2004)”, “Irma Vep: the Series (2022)”, “จูเลียต บิโนช” ใน “Summer Hours (2008)”, “Clouds of Sils Maria (2014)”, “Non-Fiction (2018)” และ “คริสเตน สจ๊วต”ใน “Clouds of Sils Maria (2014)”, “Personal Shopper (2016)” ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่านักแสดงนำทุกๆคนจะมีผลงานร่วมกันอยู่เสมอ

ผลงานของ “อัสซายาส” เคยเข้าสายประกวดหลักเมืองคานส์ 5 ครั้ง ในปี 2004 หนังเรื่อง “Clean” ทำให้จางม่านอวี้ชนะรางวัลนักแสดงนำหญิงจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และตากล้อง “เอริก โกติเยร์” ชนะรางวัลด้านเทคนิค  ส่วน “อัสซายาส” เองคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2016 จาก “Personal Shopper” ซึ่งหนังทั้งสองเรื่องนี้เคยได้ฉายที่โรง House RCA

โอลิวิเยร์ อัสซายาส

นอกจากภาพยนตร์ “อัสซายาส” เคยเขียนบทและกำกับซีรีส์ เรื่อง “Carlos (2010)” ที่สร้างจากประวัติของผู้ก่อการร้ายชาวเวเนซูเอลา ให้กับช่อง Canal+ และ Irma Vep เวอร์ชันมินิซีรีส์ที่ดัดแปลงจากหนังของเขาเองทำร่วมกับ A24 สร้างให้กับ HBO 

“เฮ้าส์ สามย่าน” นำผลงานของ “อัสซายาส” สองเรื่องกลับมาสู่จอภาพยนตร์อีกครั้งให้คอหนังและแฟนๆได้ชมกัน เรื่องแรก “IRMA VEP (1996)” เข้าฉายในวันที่ 10-11, 23-24 พฤษภาคม และเรื่องที่สอง “SUMMER HOURS (2008)” เข้าฉายในวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายนนี้ (รอบฉายมีจำกัด) เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ “เฮ้าส์ สามย่าน” ในโปรแกรม House Classics เดือนพฤษภาคมนี้

วู้ดดี้ วุฒิธร

วู้ดดี้ วุฒิธร เดินพรมทอง “Gold Gala” เวทีเอเชียระดับโลก

วู้ดดี้ วุฒิธร สร้างปรากฏการณ์!เฉิดฉายในชุดไทยประยุกต์บนพรมทอง “Gold Gala” ที่ฮอลลีวูด ตอกย้ำความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสู่สายตาโลก

พิธีกรและครีเอเตอร์ชื่อดัง “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา” เป็นชาวไทยได้รับเชิญเข้าร่วมงาน Gold Gala 2025 งานระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวเอเชียแปซิฟิกในสหรัฐฯ ซึ่งรวบรวมบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ทั้งเทคโนโลยี ความบันเทิง และแฟชั่น เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและเชิดชูความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภายในงานมีการมอบรางวัล A100 ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่ยกย่องบุคคลผู้ทรงอิทธิพลและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนเอเชียแปซิฟิก พร้อมด้วยแขกคนสำคัญและผู้นำทางความคิดนับร้อยจากทั่วโลกที่มารวมตัวกัน และร่วมเดินพรมทองสุดหรูและเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ธีม Modern Gold ณ Dorothy Chandler Pavilion เมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดย วู้ดดี้ วุฒิธร มาในนามคนเอเชียที่ร่วมสนับสนุนให้เกิดคอนเทนส์ระดับโลกโดยคนเอเชีย อาทิ งาน S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีระดับโลกที่นำเสนอวัฒนธรรมสงกรานต์ไทยสู่สายตาผู้ชมระดับนานาชาติและส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่อเมริกาอย่างภาคภูมิใจ และอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับค่ำคืนอันทรงเกียรตินี้ วู้ดดี้ ปรากฏตัวอย่างสง่างาม สวมชุดไทยประยุกต์ ชุดไทยร่วมสมัยงานผสานช่างดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์สมัยใหม่ สะท้อนเอกลักษณ์ไทยผ่านผ้าไหมทอมือและลายกนกงานฝีมือชั้นสูงที่ร่วมสมัย ลวดลายมงคลแห่งศิลปะไทยเปรียบเหมือนเปลวไฟสื่อถึงความรุ่งเรือง ความงาม และพลังชีวิต ถ่ายทอดโดยช่างฝีมือชั้นสูงเพื่อสืบสานจิตวิญญาณแห่งความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง และถือกระเป๋าย่านลิเภาที่ถักด้วยมืออย่างประณีตด้วยลวดลายละเอียดแบบโบราณทั้งใบด้วยผู้เชี่ยวชาญชั้นครู ทำลวดลายด้วยวิธีการถมเงินซึ่งเป็นเทคนิคแต่โบราณของทางใต้ เรียกว่าถมเงินนคร ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่ออกแบบโดย เจี๊ยบ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ เจ้าของแบรนด์ Atelier Pichita ดีไซเนอร์แถวหน้าของไทยผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นมากว่า 42 ปี

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา

วู้ดดี้ วุฒิธร กล่าวว่า การที่ได้มาร่วมงาน GoldGala ที่ LA ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เห็นคนไทยหลายคนที่สร้างชื่อให้กับเมืองไทย ทั้งนักแสดงและผู้ประกอบการมากมายที่ภูมิใจสุดก็คือทุกคนทักว่านี่ชุดไทยใช่มั้ย

#GoldGala #GoldHouse

โอปอล สุชาตา

งามสง่าดุจต้องมนตร์ โอปอล สุชาตา เจิดจรัสในชุดไทยจักรีสีเขียวนกยูง

ค่ำคืนอันทรงเกียรติ “Miss World Opening Ceremony” โอปอล สุชาตา ช่วงศรี ปรากฏกายอย่างสง่างามใน ชุดไทยจักรีสีเขียวนกยูง โดยสีเขียวนกยูงนัยยะคือสีของนกประจำชาติของประเทศอินเดีย จากห้องเสื้อ วนัชกูตูร์ ที่เจิดจรัสราวอัญมณีล้ำค่า เฉดสีเขียวนกยูงอันทรงพลัง เปรียบดั่งพลังภายในของหญิงสาวยุคใหม่ ผู้เปี่ยมด้วยความมั่นใจและศักดิ์ศรี

ผืนผ้าไหมยกใหญ่ลำพูนทอมือ ถ่ายทอดงานฝีมือชั้นครู ร้อยเรียงด้วยดิ้นพิ้งโกลด์และลูกปัดคริสตัลสีชมพู-เงินอย่างประณีต ลวดลายไทยดั้งเดิมที่ผสานเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยอย่างลงตัว เผยเสน่ห์แห่งความอ่อนช้อยในทุกมุมมอง แสงไฟยามค่ำคืนยิ่งขับให้ชุดเปล่งประกายระยิบระยับ งดงามดั่งต้องมนตร์

เครื่องประดับทองโบราณ  เข็มขัด สร้อยคอ กำไล และตุ้มหู  เสริมส่งความสง่างามของโอปอให้เฉิดฉายสมฐานะ “ผู้แทนหญิงไทยร่วมสมัย” ผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นไทยอย่างแท้จริง

โอปอล สุชาตา
โอปอล สุชาตา

สำหรับชุดชุดไทยจักรีสีเขียวนกยูงออกแบบและตัดเย็บโดย ดร. สรรค์ สุดเกตุ — ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ Vanus Couture แบรนด์ชุดไทยระดับพรีเมียมที่ซุปตาร์ทั้งไทยและต่างประเทศสวมใส่