งานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ชูแนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานขจัดภัยยาเสพติด

เพื่อสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นปกป้องคุ้มครองลูกหลานไทยให้พ้นจากภัยยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมจัด “งานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568” ซึ่งในปีนี้นับเป็นวาระพิเศษแห่งการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการดำเนินงาน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” โดยกำหนดจัดขึ้น ในวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “นับเป็นวาระสำคัญยิ่งที่การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แห่งการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน และชุมชนทั่วประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางสันติวิธี มีการส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งมีการดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

“โดยงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดินในปี 2568 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดินให้แก่หมู่บ้านชุมชนต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง   ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งหวังให้การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ เป็นเวทีสำหรับการเสริมสร้างพลังใจ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการขจัดปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินและนิทรรศการรูปแบบการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดต้นแบบ 12 จังหวัด เพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด  

ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ด้วยการแจ้งเบาะแสยาเสพติด ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386


บิ๊นท์ สิรีธร

 บิ๊นท์ สิรีธร – แพรว แพรววณิชยฐ์ พลังเสียงผู้หญิงเปลี่ยนโลกที่แท้จริง

พลังเสียงของผู้หญิงเปลี่ยนโลกที่แท้จริง  บิ๊นท์ สิรีธร – แพรว แพรววณิชยฐ์ ตอกย้ำความสำคัญของการใช้เสียงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติของสังคมและชีวิต

ในยุคที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของสังคม “บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์” นางสาวไทย 2562 และมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 พร้อมด้วย “แพรว -แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง” รองอับดับหนึ่ง มิสซูปราเนชันแนล 2022 และ มิสยูนิเวิร์สกรุงเทพมหานคร 2025 ได้ร่วมกันตอกย้ำถึง “พลังเสียงของผู้หญิง”
ที่สามารถขับเคลื่อนและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง บนเวที “Praew Talk 2025: The Empowering Conversation” ที่ ชั้น 1 Eden centralwOrld ทั้งสองนางงามได้แบ่งปันประสบการณ์อันล้ำค่า ตั้งแต่เส้นทางสู่มงกุฎ การเผชิญหน้ากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ไปจนถึงการใช้เวทีอันทรงเกียรติเป็นกระบอกเสียงเพื่อสังคมและเพื่อโลก

เส้นทางสู่มงกุฎและพลังเสียงที่มีความหมาย

แพรว : การได้ไปประกวดในเวทีระดับสากล นอกจากที่เราได้มีเพื่อนต่างชาติเยอะขึ้นแล้ว เรายังได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆของการประกวดในระดับเวทีนานาชาติ ที่มากกว่านั้นคือเรารู้สึกว่าการได้ไปอยู่ตรงนั้น ในฐานะผู้ชนะ โปรเจกต์ต่างๆที่เขาทำมันได้ถูกส่งต่อให้คนทั้งโลกได้รู้ มันถูกพิสูจน์แล้วว่ามันถูกส่งออกไปได้จริงๆ แพรวคิดว่ามันเป็นพลังที่ดีมากๆ ที่เราได้มาเป็นนางงาม เราไม่ใช่แค่สวยแต่เราสามารถทำหรือพูดอะไรเพื่อสังคม เพื่อโลกได้  พอเรากลับมาเราก็ได้เอาสิ่งเหล่านั้นที่เราได้ไปเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับคนอื่นในระดับนานาชาติ การดูแลตัวเองในมุมต่างๆ รวมถึงประมวลประสบการณ์ความรู้ในสิ่งที่เราได้รับ ส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ติดตามเรา ให้เขาได้รู้สึกอะไรบางอย่าง

บิ๊นท์ : พอโลกเรามันเปิดกว้างเราจะรู้ว่าบางอย่างที่เราเคยกลัว เคยเชื่อ มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เราไม่ต้องกลัวก็ได้ สิ่งที่บิ๊นท์รู้สึกหลังจากไปเวทีระดับโลกมาคือเสียงเรามีความหมายเสมอ ตัวบิ๊นท์เองเป็นคนธรรมดาจริงๆ เรียนเภสัชมาแต่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าใคร มีเภสัชที่เก่งกว่าเรามากมาย แต่วันที่บิ๊นท์ได้ตำแหน่งนางสาวไทย กลับกลายเป็นเสียงของเรามีความหมาย ที่ได้ตำแหน่งมาบิ๊นท์ไม่ได้เพราะว่าเดินสวย แต่บิ๊นท์ได้จากการแสดงความคิดเห็น
มันทำให้บิ๊นท์มั่นใจว่าเสียงเราดัง ก่อนหน้านี้เราอาจจะเป็นคนที่พูดแล้วไม่มีใครฟัง แต่การอยู่บนเวทีนางงามเราส่งเสียงได้ เสียงเรามีความหมาย มีคุณค่านะ และบิ๊นท์เองก็ได้เรียนรู้ว่าจะต้องระวังในการใช้เสียงด้วย มันทำให้บิ๊นท์รู้สึกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรเราอยากส่งต่อให้กับทุกคน  ทุกคนอาจจะไม่ได้เป็นนางงาม แต่ทุกคนสามารถเอาไปทำเป็นทางเลือก ทางเดินของตัวเอง และเสียงทุกคนมีความหมาย ไม่ว่าในที่ทำงานเราจะเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยแค่ไหน ให้มั่นใจและยึดมั่นในคุณค่าของเสียงตัวเอง ตราบใดที่เสียงของเราถูกสะท้อนไป
ซึ่งมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม เรามีสิทธิ์ที่จะพูดออกไปค่ะ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเสียงเรามันอาจจะไปอิมแพคกับใครสักคน แค่เพียง 1 คน มันก็มีประโยชน์กับโลกใบนี้แล้ว ฉะนั้นการได้ไประดับโลกของบิ๊นท์มันกลายเป็นความธรรมดาที่พิเศษจังเลย อย่างน้อยบิ๊นท์เคยได้ไปยืนพูดต่อหน้าคนทั้งโลก และทุกคนได้ยินเสียงของบิ๊นท์ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษและบิ๊นท์อยากให้ทุกคนรู้สึกพิเศษกับเสียงในชีวิตของตัวเองมากๆ และโลกเรามันจะสร้างสรรค์มากๆ เพราะเรากล้าที่จะพูดสิ่งที่มันเกิดจากใจเรา ที่ผ่านการเติบโตแตกต่างกันมา แล้วเราต้องรับผิดชอบคำพูดของเราด้วยนะคะ

บิ๊นท์ สิรีธร

พลังของผู้หญิงในยุคปัจจุบัน ความกล้าและความเท่าเทียม

แพรว : พลังของผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่คือความกล้าที่จะเป็นตัวเอง กล้าที่จะพูด กล้าที่จะคิด อย่างนางงามเราต้องคิดว่าเราจะใช้เสียงของเราขับเคลื่อนสังคมอย่างไรให้มันเกิดขึ้นจริงได้  เราไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว เรามีพลังที่สามารถขับเคลื่อนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

บิ๊นท์ : คุณค่าของผู้หญิงในยุคนี้ คือความเท่าเทียม สมัยก่อนผู้หญิงจะรู้สึกว่าเราเป็นช้างเท้าหน้าไม่ได้หรอก แต่ในยุคนี้ผู้หญิงมีสิทธิ์มีเสียงที่จะเป็นช้างเท้าหน้าได้ในสักทางหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราจะต้องชนะสามี แต่ในทางการทำงานเราสามารถเป็นผู้นำในสิ่งที่เรามีแพสชั่นกับมันได้ อยากให้ผู้หญิงยุคนี้รู้ว่าเราสามารถเป็นหัวหน้าคนได้ ถ้าเรามีความสามารถมากพอ มันไม่เกี่ยวกับเพศเท่านั้น เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเรามีคุณค่ามากพอที่จะทำอะไรทุกอย่างได้ความเท่าเทียมกับคนอื่นที่เคยทำมาบนโลกนี้แล้ว

กุญแจสู่ความสำเร็จ กล้าที่จะลองและลงมือทำ

แพรว : แพรวจะจำคำสอนของป้าตอนที่แพรวเด็กๆ แกบอกแพรวว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเรายังไม่เคยลองทำ อย่ากลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ถ้ากลัวที่จะผิดพลาด อย่ากลัวที่จะล้มเหลว สิ่งเหล่านั้นนอกจากจะไม่ทำให้เราเสียเวลาไปทำอะไรที่ไม่ใช่ทางของเราไปเรื่อยๆ มันทำให้เราเรียนรู้และค้นหาเวย์ตัวเองต่อไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่แพรวใช้ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด แพรวจะบอกกับทุกคนเลยว่าแพรวไม่ชอบเต้น
และแพรวก็เต้นไม่เป็น หลังๆ แพรวรู้สึกว่าถ้าเราไม่ลองบ้างเราก็ไม่รู้หรอก แพรวอาจจะเต้นได้นะแต่จะดูได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องนึง แต่เอาเถอะเราลองทำไปก่อน แต่มันเป็นทักษะที่อย่างน้อยๆ ลองทำไปก่อน มันเหมือนกับการได้ลองค้นหาตัวเอง ถ้าเราไม่ลองทำสิ่งที่มันอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เราอยากลอง เราจะมัวแต่คิด บางทีใครจะคิดว่าสิ่งที่เรามองว่าเราทำมันไม่ได้มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่บนโลกใบนี้ก็ได้ ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะผิดพลาด ผิดเป็นครูค่ะ ถ้าไม่ใช่จะได้ไม่เสียเวลา แต่ถ้ามันใช่เราก็พัฒนาให้ดีขึ้น

บิ๊นท์ : Key Success ของบิ๊นท์ คืออย่าเริ่มตอนที่เราพร้อม เพราะวันนั้นจะไม่มาถึง แต่ให้เริ่มในวันที่ใจเราพร้อม อย่างอื่นไม่พร้อมเดี๋ยวเราค่อยๆ แก้ปัญหาระหว่างทางเอาได้ เพราะการแก้ปัญหาในระหว่างทางจะทำให้เราโตขึ้นและเราพร้อมจะแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในวันต่อไป เมื่อก่อนบิ๊นท์ก็เป็นคนหนึ่งที่เป๊ะกับการทำงาน
แต่บางทีเราต้องตัดตรงนั้นไปเพราะมันปวดหัว แล้วเวลาไปเจอปัญหาอะไรเราจะรู้ด้วยตัวเราเองว่าอันนี้ไม่ใช่ทางของเรา แต่อย่างน้อยเราได้ลองลงไปเดินในความฝัน 50% คือเราสำเร็จแล้วนะคะ อีก 50% เราอาจจะไม่สำเร็จ แต่ถ้าเราไม่เริ่มลงไปเดินในความฝันเลย 100% ไม่สำเร็จ”

แพรว : คือคนติดคิดเยอะ แพรวเองก็เป็นเพราะเราเป็นพวก Perfectionist  คิดแล้วคิดอีก 3 เดือนก็แล้ว 5 เดือนก็แล้ว สุดท้ายไม่ได้ทำสักที แล้วเราก็ได้เรียนรู้ว่าถ้าเราไม่เริ่มทำ = ไม่มีอะไรเลย จะดีไม่ดี ทำไปก่อน ถ้าทำแล้วชอบ เราจะได้หาหนทางเพื่อไปต่อ
ถ้าทำแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็เลิกแล้วไปหาอย่างอื่นทำต่อ ลองไปก่อนค่ะ เราไม่มีทางรู้หรอกว่า วันนึงเราอาจจะกลายเป็น Superstar เบอร์ 1  ของประเทศก็ได้

บิ๊นท์ สิรีธร

พลังของการศึกษา ขยายโอกาสและปกป้องชีวิต

บิ๊นท์ : Praew Talk  ให้ทุนการศึกษากับเด็กๆ ในฐานะที่เราเองก็เคยได้รับโอกาสทุนการศึกษาและประสบความสำเร็จ บิ๊นท์มองว่า ตัวบิ๊นท์มองว่าตัวเองเป็นผลลัพธ์ทางการศึกษา การศึกษาทำให้รู้โอกาสเกิดขึ้นได้ที่ไหนบ้าง เราจะคว้าโอกาสตรงไหนได้บ้าง บางมีหากเราไม่ได้รับการศึกษา มีแต่คนบอกว่าเราต้องให้โอกาสเขา แต่เขาไม่รู้ว่านี่คือโอกาส  นี่คือเรื่องสำคัญ แต่การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่ามีโอกาสอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ ไปสิ การศึกษาสามารถขยายพื้นที่ของโอกาสที่เขาจะได้เห็นมันมากขึ้น การศึกษาจะไม่มีประโยชน์เลยหากไม่รู้คุณค่าของโอกาสนั้น
แต่หากเด็กเรามีการศึกษาเขาจะรู้คุณค่าของโอกาส ทุกบาททุกสตางค์หรือทุกอย่างที่ได้รับมา ที่บิ๊นท์โตมา บิ๊นท์ได้รู้จักกับการลงลึกมาก เราได้เจออุปสรรค เราได้ก้าวผ่านและเราได้เห็นว่าตรงนี้คือโอกาส แม้ว่ามันจะในอุปสรรคก็ตาม แต่เราก็ได้รู้”

แพรว : การให้การศึกษามันคือการให้โอกาสกับทุกชีวิต โดยเฉพาะเด็กในยุคสมัยนี้ ทุกวันนี้เราอาจจะไม่ได้พูดกันแค่เพียงการศึกษาอย่างเดียว มากกว่านั้นหากเราให้การสนับสนุนกับวิชาชีพต่างๆ ด้วย อย่างน้อยๆ ให้เขามีความรู้ที่เป็นพื้นฐานอาชีพติดตัวไว้ เผื่อวันนึงมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานหาเลี้ยงชีพเขาได้ มากกว่านั้นคือมันได้มีประสบการณ์การใช้ชีวิต เวลาเราได้ออกนอกบ้าน แพรวมองว่าประสบการณ์อะไรก็ไม่เท่ากับประสบการณ์ชีวิตตัวเอง เราไม่สามารถทำตามคนอื่นได้ตลอดเวลา
หรือไม่สามารถเรียนตามไกด์ไลน์ในหนังสือได้ มันจะต้องมีการออกไปค้นพบ ออกไปฝ่าฟัน ไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองเพื่อจะทำให้เราเติบโตขึ้น เป็นเราที่แกร่งขึ้น เพื่อจะได้ไปคว้าโอกาสต่อไปในอนาคตได้ ทั้งหมดทั้งมวลถ้าเราได้โอกาสเรียนรู้จากการศึกษาก่อน การศึกษาจะเป็นตัวปกป้องเราให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ไปตลอดชีวิต

กำลังใจถึงคนไทยที่กำลังเผชิญปัญหา

แพรว : “เรื่องที่เรากำลังเจอกันอยู่มันเป็นเรื่องที่หนักพอสมควร แพรวก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวอีสานรวมไปถึงในส่วนที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมอยู่ และขอแสดงความเสียใจกับทุกครอบครัวที่สูญเสียคนในครอบครัวไปจากเหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ ก็ขอส่งกำลังใจให้ทุกคน ขอให้พวกเราทุกคนผ่านเรื่องราวที่ไม่ดีเหล่านี้ไปได้ในเร็ววัน ถ้ามีอะไรที่แพรวสามารถช่วยได้แพรวยินดี สัญญาว่าจะช่วยเป็นกระบอกเสียงอย่างแน่นอน

บิ๊นท์ : อยากส่งกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่กำลังปกป้องแผ่นดินเพื่อให้เราได้อยู่ สิ่งที่บิ๊นท์ค่อนข้างสะเทือนใจ (ร้องไห้)  คือ คนในโรงพยาบาล เด็ก คนแก่เขาก็อยู่ของเขาเฉยๆ บางคนไม่มีแม้แต่รถจะหลบออกมาด้วยซ้ำ สิ่งนี้มันไม่ควรจะต้องมาเกิดกับประเทศเรา แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่ดีที่สุดคือให้กำลังใจคนทำงานที่กำลังทำอยู่ไม่ว่าจะเป็นในภาคส่วนไหนก็ตาม บิ๊นท์ไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบ
บิ๊นท์ไม่สนับสนุนให้เราต้องไปโจมตีใคร บิ๊นท์อยากให้ทุกอย่างยุติ เพราะ 1 ชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนประเทศไหน มันก็มีคุณค่าทั้งนั้น คนที่กระทำกันเป็นคนระดับชั้นผู้บริหาร แต่คนที่โดนกลับเป็นประชาชน มันไม่แฟร์กับประชาชนในทุกประเทศที่โดนจริงๆ บิ๊นท์ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมด้วย เรื่องนี้จริงๆ แล้วสำคัญแต่ถูกกลบไป ก็เป็นกำลังใจให้พี่น้องภาคเหนือนะคะ

สั่งตัดพิเศษ! เจาะดีเทล 7 คอสตูมของสมาชิก BLACKPINK บนคอนเสิร์ต Deadline

เจาะดีเทล 7 คอสตูมของสมาชิก BLACKPINK ที่สั่งตัดพิเศษสำหรับคอนเสิร์ต Deadline โดยเฉพาะ

ถึงฤดูกาลคอนเสิร์ตของสาวๆ BALCKPINK เมื่อไหร่ ก็ต้องรอชมคอสตูมสวยๆ ของเหล่าสมาชิกทุกครั้งว่า สไตลิสต์จะแมตช์ชุดแบบไหนให้ทั้งหมดได้ใส่กัน และตามธรรมเนีมของการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก แฟชั่นแบรนด์ที่พวกเธอสังกัดอยู่ก็มักออกแบบชุดสำหรับขึ้นสเตจให้ใหม่โดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่พร้อมซับพอร์ตคอสตูมเก๋ๆ ให้เราได้ชม

เริ่มต้นด้วยสมาชิกชาวไทย “ลิซ่า ลลิษา” ที่จัดเต็มด้วยคอสตูมสั่งตัดพิเศษมากมาย ทั้งบอดี้สูทและผ้าคลุมไหล่ที่ปักคริสตัล SWAVOSKI ทั้งตัวกว่า 800,000 เม็ด หรือลุค All Black ที่ผสมทั้งความเซ็กซี่และเท่เข้าไว้ด้วยกันกับ OTTOLINGER หรือคอสตูมที่ดูคล้ายกับ Superwoman ที่มาพร้อมรองเท้าบู๊ตคู่ยาวจาก Louis Vuitton

ต่อด้วยพี่สาวคนโตของวงกับ “จีซู” ซึ่งหลายคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าเธอเป็น Global Ambassador ประจำ Dior และ Tommy Hilfiger ฉะนั้นสองแบรนด์ดังจึงตัดเย็บชุดให้เธอเพื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้โดยเฉพาะ อย่าง ชุดเซ็ตสีชมพูหวานแหวว ก็เป็นผลงานชิ้นพิเศษจาก Dior ที่ได้ Jonathan Anderson หัวเรือคนใหม่ประจำแบรนด์มาออกแบบให้ หรืออีกสองชุด สองสไตล์จาก Tommy Hilfiger ที่มีทั้งเดรสปักเลื่อม พร้อมกระโปรงไล่เลเยอร์ และชุดเซ็ตเกาะอก สีแดง – น้ำเงิน – ขาว ประดับคริสตัล ซึ่งทั้งสองชุดได้สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

สุดท้ายอีกหนึ่งแฟชั่นไอคอนประจำวงอย่าง “เจนนี่” ที่สเตจโซโล่ของเธอก็ได้เสียงตอบรับอย่างดีทั้งเรื่อง อินเนอร์ และความสนุก รวมไปถึงคอสตูมที่ทุกคนต่างรอชมว่าเจนนี่จะปรากฏตัวในลุคไหน ซึ่งหนึ่งในนั้นเธอได้สวมชุดบอดี้สูทขาสั้นสีแดง – ดำ ผลงานสั่งตัดพิเศษจาก MICHAEL NGO เรียกว่าเป็นชุดที่สะท้อนความเท่ และเซ็กซี่ของเธอได้อย่างดี

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น เชื่อว่าหลังจากนี้เราจะได้เห็นชุดสวยๆ ที่สั่งตัดพิเศษ ของทั้งสามคน รวมถึงโรเซ่แน่นอน ส่วนสเตจในประเทศไทยสมาชิกทั้ง 4 คนของเราจะร้อนแรงแค่ไหน รอชมวันที่ 24-26 ตุลาคมนี้ไว้เลย!


ทริคอัปบ้านหอมฮีลใจ Tomi Floor Cleaner Deluxe Perfume หอมฟินจนอยู่ติดบ้าน

การอยู่บ้าน ถือเป็นการพักผ่อนที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีสำหรับใครหลายคน ดังนั้นการสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับบ้านจึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งบ้านในสไตล์ที่ชอบ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องความสะอาด ซึ่งคงจะฟินสุดๆ ถ้าความสะอาดนั้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมๆ ที่ช่วยอัปฟีลให้บ้านน่าอยู่ ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องหอมให้ยุ่งยาก

Praew Survey รอบนี้จึงขอแนะนำตัวช่วยสุดเริ่ด! ที่ทั้งทำความสะอาดพื้นบ้านได้แบบโซจึ้ง และรวบตึงทริคง่ายๆ ในการอัปบ้านหอมฮีลใจเอาไว้ในขั้นตอนเดียว นั่นคือ Tomi Floor Cleaner Deluxe Perfume ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นสูตรพิเศษที่มาพร้อมกลิ่นหอมสไตล์ลักซ์ชัวรี่

ในพาร์ททำความสะอาด Tomi Floor Cleaner Deluxe Perfume ช่วยขจัดฝุ่นและรอยเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีงามด้วย 100% Natural Origin Surfactant มอบความสะอาดที่มาพร้อมกับความอ่อนโยนจากการใช้สารทำความสะอาดที่มาจากธรรมชาติ 100%

ที่สำคัญยังมีตัวช่วยในพาร์ทความหอมอย่างเทคโนโลยี Blooming Scent Tech ที่ช่วยมอบกลิ่นหอมๆ ทั้งขณะถูพื้นและหลังพื้นแห้ง แถมให้กลิ่นหอมติดทนนาน 6 ชั่วโมง ที่สำคัญยังใช้งานง่าย แห้งไวทันใจใน 25 วินาที ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่ทิ้งคราบขาว นอกจากนี้ยังปราศจากสาร SLS/SLES และมีผลทดสอบการระคายเคือง รวมถึงเป็นไอเท็มทำความสะอาดพื้นที่ไม่ทำลายพื้นผิว คนรักบ้านหายห่วงได้

มาถึงตัวเอกของพาร์ทความหอม Tomi Floor Cleaner Deluxe Perfume มาพร้อมกับ 2 กลิ่น ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเหนือระดับชวนให้อยู่ติดบ้าน

1. โทมิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น ดีลักซ์ เพอร์ฟูม กลิ่นชาร์มมิ่ง เพอร์ฟูม

กลิ่นหอมสไตล์ฟีลกู๊ด เรียบหรู ที่ช่วยอัปบรรยากาศของบ้านให้สดชื่น สนุกสนาน ดีงามด้วยกลิ่นหอมสดใส เริ่มจากกลิ่นซิตรัส ส้ม แอปเปิ้ล ลูกพลัม และเบอกาม็อท ตามมาด้วยกลิ่นหอมชื่นใจของดอกไม้อย่าง ฟรีซเซีย ลิลลี่ กล้วยไม้ และกุหลาบ ปิดท้ายด้วยความหอมสะอาดของกลิ่นแอมเบอร์โทนอบอุ่น ที่มีกลิ่นอายสไปซี่อ่อนๆ ช่วยให้ความรู้สึกเฟรช

2. โทมิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น ดีลักซ์ เพอร์ฟูม กลิ่นแอลลิแกนท์ เพอร์ฟูม

ความหอมสไตล์ลูกคุณหนู อัปฟีลหรูหราให้บ้านทุกอณู หอมเย้ายวนด้วยกลิ่นอ่อนหวานจากดอกพีโอนีและกุหลาบบัลแกเรีย ที่ผสมผสานอย่างกลมกล่อมกับแอปริคอต แมนดาริน และไวท์มัสก์ ใครที่ชอบความหอมสุดหรู ต้องกลิ่นนี้

เรียกว่าเป็นทริคง่ายๆ ที่ทำแค่สเต็ปเดียว แต่ได้ทั้งความสะอาดและความหอมฟิน ชนิดที่ต้องยกให้ Tomi Floor Cleaner Deluxe Perfume เป็นไอเท็มที่ทำให้อยู่ติดบ้านแบบไม่อยากออกไปไหนจริงๆ ค่ะ ตามไปหาซื้อกันได้เลยที่ Lotus’s, Big C, Tops, Gourmet Market, MaxValu, Foodland และร้านค้าท้องถิ่นทั่วไป


“เพชร-ศสิพร อำนวยเดชกร” กับเส้นทางธุรกิจเพื่อ สัตว์เลี้ยง

 “เพชร-ศสิพร อำนวยเดชกร” พี่สาวของนักร้องและนักแสดงชื่อดัง “พีพี-กฤษณ์” เธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอวลไปด้วยความรักและความผูกพันกับ สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะแก๊งน้องสุนัขทั้ง 4 ไทนี่ แม็กกี้ โอโม่ และชานอ้อย ที่เปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน เพราะสำหรับเพชร สัตว์เลี้ยง ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่คือ “พลังใจ” ที่ดีที่สุด ความรักนี้เองนำไปสู่การก่อตั้ง PETCHOB แบรนด์ Pet Friendly ที่ออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเหล่าน้องหมาและแมวโดยเฉพาะ

แรงบันดาลใจจากสัตว์เลี้ยง

“ต้องเล่าก่อนว่าครอบครัวของเพชรรักสัตว์กันทั้งบ้านเลยค่ะ จุดเริ่มต้นมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงสุนัข พันธุ์พุดเดิ้ลตั้งแต่เพชรกับพีพียังเด็ก ทำให้เราสองพี่น้องเติบโตมากับความรักที่มีต่อสัตว์โดยธรรมชาติ เมื่อสุนัขตัวนั้นเสีย ก็รู้สึกว่าอยากมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองบ้าง ตอนนั้นสนใจสุนัขพันธุ์โกลเด้น เพราะเป็นสายพันธุ์ที่น่ารัก เป็นมิตร ชอบเข้าสังคม แถมตัวใหญ่ น่ากอดมากค่ะ แต่คุณแม่แนะนำว่าพื้นที่ในบ้านอาจไม่เหมาะกับสุนัขขนาดใหญ่ เพราะเขาต้องการพื้นที่ในการวิ่งเล่น ไม่อยากให้มาลำบาก จึงตัดสินใจเลือกเลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กแทน จะได้ดูแลง่าย

“ตอนนี้ที่บ้านมีสุนัขทั้งหมด 4 ตัว โดยลุงไทนี่เป็นสุนัขตัวแรกและถือเป็นสมาชิกเก่าแก่ที่สุดในบ้าน อายุได้ 13 ปีแล้วค่ะ ไทนี่เป็นพันธุ์ชิวาว่าขนสั้น เพศผู้ ที่คุณพ่อซื้อให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด น้องได้รับฉายาว่า เจ้าน้ำตา เพราะเซนซิทีฟมาก โดยเฉพาะเวลาทำผิด อย่างเช่น แอบหนีออกจากบ้านแล้วถูกดุ น้องจะน้ำตาคลอทันที ชอบทำตัวน่าสงสาร และมีครั้งหนึ่งน้องเคยแอบขึ้นไปบนโต๊ะกินข้าวจนแม่บ้านต้องดุ น้องก็ร้องไห้ออกมา น้ำตาไหลเป็นเม็ด จนทุกคนในบ้านต้องเข้าไปปลอบ ให้ขนมกันยกใหญ่

“นอกจากนี้น้องยังมีนิสัยชอบเลียนแบบพฤติกรรมของสุนัขตัวอื่นในบ้านด้วย เช่น เวลาน้องตัวอื่นนอนหงาย ไทนี่ก็จะไปนอนหงายอยู่ข้างๆ หรือเห็นว่าตัวไหนหลับ ก็จะเดินเข้าไปหลับด้วย เห็นแบบนี้ไทนี่ขี้อ้อนที่สุดในบ้านนะคะ ชอบเข้าหาคน ไม่ว่าจะกับคนในบ้านหรือคนแปลกหน้า บางครั้งเดินไปนั่งตักคนอื่นหน้าตาเฉยก็มีค่ะ

“หลังจากเลี้ยงไทนี่ได้ประมาณ 1 ปี ที่บ้านก็อยากให้น้องมีเพื่อนเล่นด้วย จึงตัดสินใจซื้อสุนัข พันธุ์ปอมเมอเรเนียน ขนสีดำ เพศผู้ ชื่อว่า แม็กกี้ ตอนนี้อายุได้ 12 ปีแล้วค่ะ แม็กกี้มีนิสัยใจดีมาก ยอมให้ทำทุกอย่างแบบไม่ขัดขืน คือถ้าเพชรจับน้องนอนหงายหลัง 1 ชั่วโมงต่อมาก็จะยังเห็นน้องนอนท่านั้นอยู่ ไม่ขยับไปไหน แต่ก็มีมุมดื้อบ้าง อย่างเวลาออกไปวิ่งเล่นข้างนอกนานๆ จะติดลม ไม่ยอมเข้าบ้าน ถ้าเพชรเรียกก็จะเห่า เหมือนพยายามจะเถียง จนเพชรต้องลุกไปอุ้มเข้าบ้านทุกครั้ง

“ไม่นานก็รับน้องโอโม่มาเลี้ยงอีกตัว เป็นพันธุ์ปอมเมอเรเนียน สีขาว อายุ 8 ปี เพศเมีย นิสัยจะค่อนข้างโลกส่วนตัวสูง ถ้าน้องอยากเล่นด้วยจะเดินมาหาเอง แต่ถ้าวันไหนไม่อยากเล่น ก็จะเดินหนีไปอยู่ตามมุมต่างๆ ห้ามใครเข้าไปยุ่งเด็ดขาดนะคะ เพราะน้องจะขู่และกัดได้ เพชรเองก็ต้องคอยสังเกตอารมณ์น้องตลอด

“สุดท้ายน้องเล็กของบ้าน คือ ชานอ้อย เป็นพันธุ์ชิวาว่าขนยาว อายุ 7 ปี เพศเมีย เป็นสุนัขที่เลือกเองเป็นตัวแรก เพราะน้องๆ ก่อนหน้านี้ที่บ้านจะช่วยกันเลือก ตอนนั้นเพชรเพิ่งเรียนอยู่ปี 2 เองค่ะ ต้องไปอยู่หอ จึงได้น้องชานอ้อยมาเป็นเพื่อน คุณแม่ก็คอยย้ำตลอดว่าต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง เพชรก็ดูแลเอาใจใส่น้องไม่ห่าง จึงผูกพันกับชานอ้อยเป็นพิเศษ นิสัยน้องคือติดคนสุดๆ ชอบหวงคนในบ้าน ถ้ามีคนนอกเข้ามาจะเห่าหนักมาก บางครั้งถึงขั้นกัดก็มี เพราะเคยมีช่างแอร์มาซ่อมแอร์ในห้อง ชานอ้อยก็เข้าไปกัดหน้าแข้งเขาจนเลือดออกเลยค่ะ แสบมาก แต่ทั้ง 4 ตัวนี้ ชานอ้อยถือว่าเชื่อฟังที่สุด เพราะสามารถขอมือได้ ส่วนตัวอื่นๆ คุณพ่อคุณแม่จะค่อนข้างสปอยล์ ทำให้ฝึกอะไรไม่ได้เลย” (หัวเราะ)

สู่ธุรกิจ PETCHOB  

“จุดเริ่มต้นของแบรนด์ PETCHOB เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโท ตอนแรกตั้งใจจะขายอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น ชามข้าวของน้องหมาและน้องแมว แต่เมื่อลงมือทำจริง กลับเจออุปสรรคหลายอย่าง จึงตัดสินใจเริ่มจากสิ่งที่เข้าถึงกลุ่มคนได้กว้างกว่า ก็คือชุดนอน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์ก็สามารถซื้อได้

“แม้คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่าย แต่เมื่อลงมือทำจริง กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพชรต้องเริ่มเรียนรู้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกผ้า ไปจนถึงหาโรงงานผลิต โชคดีที่เพชรมีคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นนักธุรกิจ คอยให้คำแนะนำ ทั้งเรื่องการตั้งราคา การขนส่ง และการบริหารจัดการต่างๆ โดยในคอลเลกชันแรก เพชรให้ศิลปินมาช่วยออกแบบลายเส้นน้องหมา ส่วนคอลเลกชันที่สอง เพชรลงมือออกแบบเองในสไตล์กราฟิกที่ถนัด ในช่วงเริ่มต้น ทุกอย่างเพชรลงมือทำเองทั้งหมด แต่ตอนนี้ธุรกิจเริ่มเติบโต มีลูกค้าจากต่างชาติด้วย จึงมีทีมงานเข้ามาช่วยอีกแรง

“ถ้าสังเกตดีๆ สินค้าทุกชิ้นได้แรงบันดาลใจมาจากสัตว์เลี้ยงที่บ้านทั้งหมดเลยค่ะ อย่างไทนี่เขาชอบนอนบนเบาะนุ่มๆ แต่พอเพชรไปหาซื้อ มันไม่มีแบบที่ทั้งนุ่มและเข้ากับดีไซน์บ้านได้ จึงคิดว่าทำเองดีกว่า ด้วยความที่เพชรเรียนด้านสถาปัตย์มา จึงนำความรู้ตรงนั้นมาออกแบบให้วัสดุตรงใจกับสัตว์เลี้ยงมากที่สุด และยังสามารถเป็นของตกแต่งไปด้วยในตัว พอให้ไทนี่ลองนอนก็ชอบมาก กลายเป็นที่นอนประจำตำแหน่งไปแล้วค่ะ จึงนำไอเดียนี้มาต่อยอดเป็นโปรดักต์เพื่อวางขาย

สัตว์เลี้ยง
Sol & Luna
สัตว์เลี้ยง
Sol & Luna

“หลังจากนั้นก็เริ่มออกแบบไอเทมอื่นๆ ตามมา อย่างชามข้าวสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปรับระดับความสูงได้ เพราะเพชรอยากให้น้องสัตว์เลี้ยงกินข้าวได้ในท่าที่สบายตัว ล่าสุดก็เพิ่งทำเสื้อคู่กับน้องๆ ลายเส้นมินิมอล สไตล์ Doodle Art ใส่ง่ายๆ เวลาออกไปเที่ยวด้วยกัน เหมือนได้แมตช์ลุคกับลูกๆ ด้วย

“นอกจากนี้ เพชรยังต่อยอดออกแบบสินค้าสำหรับน้องแมวด้วย อย่างคอนโดแมว มีทั้งที่ฝนเล็บและเปลนอนไปในตัว วัสดุทำมาจากไม้ยางพารา เชือกพลาสติก และผ้า Pet Friendly ทำความสะอาดง่าย ไม่อับชื้น และยังมีดีไซน์ที่สามารถนำไปตกแต่งบ้านได้ ไม่ว่าจะวางมุมไหนก็สวย และอีกหนึ่งไอเทมล่าสุดคือกล่องแฮมเบอร์เกอร์ เป็นที่นอนสำหรับน้องแมวโดยเฉพาะ ไอเดียนี้เพชรได้มาจากการสังเกตพฤติกรรมของแมว ที่ส่วนใหญ่จะชอบนอนในกล่องพัสดุ จึงนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นที่นอน ที่ทั้งตอบโจทย์การใช้งานและเพิ่มความสนุกให้บ้านมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ถ้าใครกำลังมองหาไอเทมสำหรับน้องหมาน้องแมว ที่ใช้งานได้จริงและยังเหมาะแก่การเป็นของแต่งบ้านได้ด้วย เพชรขอแนะนำเลยค่ะ”

รักสัตว์ขนาดนี้ มีโมเมนต์แสบซนที่ประทับใจไหมคะ

“วีรกรรมแสบๆ มีเยอะมากค่ะ อย่างไทนี่ เห็นเรียบร้อย ขี้อ้อนแบบนั้น แต่ก็มีมุมซนเหมือนกัน เพราะชอบแอบขึ้นไปฉี่บนที่นอนของพีพี ตื่นเช้ามาเพชรจะได้ยินเขาบ่นเรื่องนี้ตลอด (หัวเราะ) นอกจากนี้วันว่างๆ ของไทนี่ ก็มักจะชอบเดินไปเห่าสุนัขข้างบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ตัวเล็กกว่า ถึงจะซนแค่ไหน พวกเขาก็มีมุมที่ทำให้เพชรหลงรักอยู่เสมอ  อย่างเช่น ทุกเช้าเวลาตื่นนอนแล้วต้องลงมาข้างล่าง เพชรจะเห็นน้องๆ มานั่งรอตรงบันไดครบทั้ง 4 ตัว หรือเวลากลับมาถึงบ้านจากที่ทํางาน ก็จะเห็นพวกเขามายืนเรียงแถวรอรับเสมอ น่าเอ็นดูมาก เพชรจึงต้องนั่งเล่นกับพวกเขาก่อนทุกครั้ง เป็นโมเมนต์เล็กๆ ที่ทำให้หายเหนื่อยเลยค่ะ

สัตว์เลี้ยง

“การมีพวกเขาในชีวิตทำให้เพชรเข้าใจว่า สัตว์เลี้ยงช่วยเยียวยาหัวใจได้จริงๆ ไม่ว่าจะเจอปัญหา หรือเครียดแค่ไหน แค่เห็นหน้าพวกเขาก็รู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ฉะนั้นถ้าใครที่อยากมีสัตว์เลี้ยง เพชรอยากให้ถามตัวเองให้แน่ใจก่อน ว่าเราพร้อมจะดูแลเขาไปตลอดชีวิตไหม เพราะสำหรับสัตว์ เราเป็นโลกทั้งใบของเขา ไม่ควรเลี้ยงเพียงเพราะความน่ารักในช่วงแรกๆ หรือแค่ความรู้สึกชั่ววูบ ถ้าเราเลือกพาเขาเข้ามาในชีวิตแล้วก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด”

          สุดท้ายนี้ คุณเพชรขอฝากข้อความถึงแก๊ง 4 ขาแบบหยอกๆ ว่า “ไทนี่ เลิกแสดงละครบีบน้ำตาได้แล้วนะลูก ส่วนแม็กกี้ก็ช่วยเข้าบ้านให้ไว ไม่ต้องให้รอนานทุกวัน โอโม่ก็ช่วยมาเล่นด้วยกันหน่อย ลดโหมดโลกส่วนตัวลงบ้าง ส่วนชานอ้อยก็อย่าไปกัดใครมั่วซั่ว แม่จ่ายค่ารักษาคนอื่นไม่ไหวแล้วนะ

“แต่ถึงจะดื้อแค่ไหนก็รักทุกตัวนะคะ” (ยิ้ม)

ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในสกู๊ป Pet Me More นิตยสารแพรว ฉบับเดือนกรกฎาคม 2568


เรื่อง Prince ภาพ วรสันต์
IG : petchssp

อยากมีลูก

อยากมีลูก รวมเคล็ดลับดี ๆ ให้มีเจ้าตัวน้อย

อาจมีคู่รักหลายคู่ที่กำลังพยายามสร้างครอบครัวในฝันด้วยการมีบุตร แต่กำลังพบเจอปัญหามีลูกยาก ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่เบบี้ตัวน้อยก็ยังไม่มาสักทีจนเริ่มท้อใจ แต่ก็ยังอยากมีลูก ต้องทำยังไงดีถึงจะมีลูก? บทความนี้จะพามาดูสาเหตุของการมีลูกยาก พร้อมกับแนะนำวิธีมีลูกด้วยเคล็ดลับตัวช่วยต่าง ๆ กัน!

มีลูกยาก เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

ภาวะมีลูกยาก หรือภาวะการมีบุตรยาก ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนอยากมีลูก ซึ่งภาวะมีบุตรยากนั้นเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภคอุปโภค, ความเครียด, อายุ หรือแม้แต่ปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ก็สามารถส่งผลให้มีลูกยากได้เช่นกัน โดยสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก อาจมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ความเครียดสะสม โดยฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดไปส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์
  • ดื่มกาแฟมากเกินไป ปริมาณคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจจะกระทบต่อการมีลูก
  • ดื่มแอลกอฮอล์/สูบบุหรี่มากเกินไป ทำให้อสุจิไม่แข็งแรง มีปริมาณลดลง ไม่มีคุณภาพพอสำหรับการสืบพันธุ์
  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ หรือน้อยเกินเกณฑ์ ทำให้สภาวะร่างกายไม่พร้อมต่อการมีลูก
  • มีปัญหาระบบสืบพันธุ์ มดลูก รังไข่ หรืออสุจิมีความผิดปกติ ไม่สามารถดูจากภายนอกได้ต้องตรวจเฉพาะทาง
  • มีโรคประจำตัว บางโรคประจำตัวส่งผลให้มีลูกยาก หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับกรแนะนำใสนการมีลูก

อยากมีลูก มีเคล็ดลับอย่างไร?

วิธีแก้เคล็ดให้มีลูก

เชื่อว่าสำหรับคนที่อยากมีลูกแล้ว ไม่ว่าจะมีวิธีไหนที่จะทำให้ท้องเร็วที่สุดก็พร้อมจะทำเพื่อเจ้าตัวเล็กที่จะมาเกิดในอนาคต ทั้งคอยหาข้อมูล ดูเคล็ดลับว่าอยากท้องต้องกินอะไร หรือต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งนอกจากวิธีการเหล่านี้แล้ว ยังมีเคล็ดลับที่ควรทำหากมีลูกยากอีก ดังนี้

  • วางแผนการมีลูก

การวางแผนเพื่อที่จะมีลูกนั้นถือเป็นการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะจะช่วยให้คอยระวังความเสี่ยงต่าง ๆ และบำรุงร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรปรึกษากับแพทย์เพื่อให้ได้แนวทางการเตรียมตัวมีลูกที่เหมาะสมมากขึ้น

  • นับวันไข่ตก

สำหรับคนที่อยากตั้งครรภ์ การนับวันไข่ตกจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้มาก ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีเพศสัมพันธ์คือก่อนวันไข่ตก 1-2 วัน โดยช่วงเวลาไข่ตกจะอยู่ที่ประมาณ 14 วันก่อนมีประจำเดือน

  • ผ่อนคลายความเครียด

ความเครียดนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนที่อยากมีลูก เพราะฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดอาจไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนระบบสืบพันธุ์ได้ ดังนั้น วิธีแก้เคล็ดให้มีลูกที่ดีที่สุดคือการรักษาสภาพจิตใจให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอนั่นเอง

  • มีเพศสัมพันธ์บ่อย ไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้ตั้งครรภ์เร็วขึ้น

ในบางครั้งคู่รักที่อยากมีลูกมาก ๆ อาจจะมีเพศสัมพันธ์บ่อยเกินไปจนเกิดความเครียดและวิตกกังวลโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อการมีลูกได้ ดังนั้นควรมีเพศสัมพันธ์ให้อยู่ในระดับความถี่ที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายมากที่สุด

อยากมีลูกไว ๆ แนะนำตัวช่วยที่ทำให้มีลูกง่ายขึ้น

สำหรับใครที่อยากมีลูก หรือมีภาวะการมีบุตรยาก วิธีแก้ไขนั้นนอกจากจะวางแผนการมีลูกตามเคล็ดลับด้านบนแล้ว ยังมีตัวช่วยอื่น ๆ ที่จะทำให้มีลูกได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ดังนี้

การทำอิ๊กซี่ (ICSI)

การทำ ICSI หรือหนึ่งในวิธีทำเด็กหลอดแก้ว เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคู่รักที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาสุขภาพรังไข่ หรือฝ่ายชายมีปริมาณอสุจิน้อย และไม่แข็งแรง โดยแพทย์จะทำการคัดอสุจิตัวที่แข็งแรงที่สุด เพื่อนำไปผสมเทียมภายนอกกับไข่ของฝ่ายหญิงที่ได้ทำการเก็บไข่ออกมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ก่อนที่จะนำไข่และสเปิร์มที่ได้ผสมเทียมจนกลายเป็นตัวอ่อนระยะกลับสู่โพรงมดลูก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น

การฉีดเชื้อผสมเทียม (IUI)

การฉีดเชื้อผสมเทียม หรือ IUI เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมีลูกโดยใกล้เคียงกับวิธีธรรมชาติ เพราะจะเป็นการคัดเลือกอสุจิที่มีคุณภาพ มีความแข็งแรงก่อนจะฉีดเข้าไปผ่านท่อขนาดเล็กเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดกระบวนการปฏิสนธิต่อไป

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

วิธีมีลูกด้วยการทำ IVF เป็นวิธีที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยอย่างแน่นอน โดยจะเป็นวิธีที่ทำอสุจิกับไข่มาผสมกันภายนอกเพื่อเพาะเลี้ยงตัวอ่อนให้แข็งแรงสมบูรณ์มากที่สุด ก่อนที่จะฉีดกลับเข้าไปในโพรงมดลูก และเข้าสู่กระบวนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติอีกครั้ง

อยากมีลูก ปรึกษาหาแนวทางกับแพทย์ เพิ่มความมั่นใจในการตั้งครรภ์

“อยากมีลูก” คำพูดของคู่รักหลาย ๆ คู่ที่ต้องการวางแผนสร้างครอบครัวอบอุ่นและอยากมีเจ้าตัวเล็กมาช่วยสานสัมพันธ์ แต่ในบางครั้งการมีลูกก็ไม่ได้ง่ายกว่าที่คิด ทั้งต้องเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้ดี พร้อมคอยนับวันตกไข่เพื่อมีเพศสัมพันธ์ให้ถูกวันอีกด้วย

แต่สำหรับใครที่มีลูกยากจริง ๆ และลองทำทุกวิถีทางแล้ว การเลือกใช้วิธีทางนวัตกรรมเทคโนโลยีอาจจะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ หากกำลังตัดสินใจหรือต้องการคำแนะนำจากแพทย์ แนะนำให้ปรึกษากับศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก Beyond IVF เพื่อหาแนวทางการมีบุตรที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

สนใจปรึกษาแพทย์ ติดต่อได้ผ่านช่องทาง

  • Line : @beyondivf
  • Facebook : www.facebook.com/beyondivf

เมื่อผิวส่งสัญญาณ! วิธีที่ 'เฮลีย์ บีเบอร์' รับมือกับ Perioral Dermatitis แบบเรียบง่ายแต่ได้ผล

เมื่อผิวส่งสัญญาณ! วิธีที่ ‘เฮลีย์ บีเบอร์’ รับมือกับ Perioral Dermatitis แบบเรียบง่ายแต่ได้ผล

ในสายตาหลายคน ‘เฮลีย์ บีเบอร์’ คือเจ้าของผิวใสฉ่ำวาวระดับไอคอน แต่เบื้องหลังลุคไร้ที่ตินั้น เธอก็ต้องรับมือกับปัญหาผิวสุดกวนใจอย่าง Perioral Dermatitis หรือภาวะผิวหนังอักเสบที่เกิดขึ้นรอบปาก ซึ่งสร้างทั้งความไม่สบายและความไม่มั่นใจให้เจ้าตัวอยู่ไม่น้อย อาการมักมาแบบไม่เตือนล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายเครียด พักผ่อนไม่พอ หรือมีฮอร์โมนแปรปรวน ภาวะนี้มีกพบได้บ่อยในผู้หญิงวัยทำงานประมาณ 25–49 ปี และต้องอาศัยความเข้าใจในการดูแลพอสมควร

วิธีที่ ‘เฮลีย์ บีเบอร์’ รับมือกับ Perioral Dermatitis

โดยเธอได้แชร์ภาพแบบไม่แต่งหน้าผ่าน Instagram Story พร้อมเล่าว่าทุกครั้งที่เดินทางเยอะเกินไป หรือมีการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ผิวรอบปากของเธอจะแสดงอาการทันที วิธีรับมือของเธอคือ “น้อยแต่ได้ผล” โดยลดขั้นตอนสกินแคร์ให้เหลือแค่ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ตามด้วยกรด Azelaic ซึ่งเป็นยาตามใบสั่งแพทย์, สาร Hypochlorous acid ที่ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียอย่างอ่อนโยน, ยา Clindamycin สำหรับฆ่าเชื้อ และจบด้วย Rhode Glazing Milk มอยส์เจอร์สูตรเซราไมด์ ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว

ซึ่ง Perioral Dermatitis เป็นภาวะที่ทำให้ผิวรอบปากและบริเวณใกล้เคียงมีผื่นแดง แห้ง ลอก และตุ่มเล็กๆ คล้ายสิว แถมยังรู้สึกแสบ คัน หรือบวมร่วมด้วย ในบางกรณีอาจลามไปถึงจมูกหรือรอบตาได้ แม้ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าสาเหตุมาจากอะไร แต่ปัจจัยที่กระตุ้นได้มักเกี่ยวกับการใช้สเตียรอยด์, สกินแคร์ที่ไม่เหมาะกับผิว, แรงกระตุ้นจากฮอร์โมน หรือความเครียดสะสม

แนะนำว่าหากเกิดอาการ ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจกระตุ้นผิว และหันมาใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมที่เน้นบำรุงและเสริมเกราะป้องกันผิวมากกว่าการฟื้นฟูแบบรุนแรง เพราะบางครั้งการดูแลผิวไม่จำเป็นต้องเยอะหรือหรู แค่เรียบง่ายและสม่ำเสมอก็เพียงพอ อย่างที่บีเบอร์พิสูจน์ให้เห็นแล้วด้วยตัวเอง

Photo: haileybieber


เปิดตัวซีรีส์ดูแลสุขภาพภายในห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

อนันตรา โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท จับมือ Technogym เปิดตัวซีรีส์ดูแลสุขภาพภายในห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ความร่วมมือในระดับโลกครั้งนี้ช่วยให้แขกสามารถเข้าถึงประสบการณ์การออกกำลังกายและดูแล จิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

อนันตรา โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Anantara Hotels & Resorts) แบรนด์โรงแรมระดับลักชัวรีในเครือ ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ประกาศร่วมมือกับ เทคโนยิม (Technogym) แบรนด์ชั้นนำระดับโลกด้านฟิตเนส สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี ในการยกระดับมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพภายในห้องพักให้กับนักเดินทางทั่วโลก 

เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของอนันตราในการส่งเสริมการเดินทางอย่างใส่ใจในสุขภาวะ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำเสนอวิดีโอซีรีส์ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมเทรนเนอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสของ Technogym โดยออกแบบเนื้อหาที่เน้นการออกกำลังกายภายในห้องพักพิเศษสำหรับแขกระดับลักชัวรีของโรงแรมอนันตรา ซึ่ง Technogym เป็นพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพที่ได้รับความไว้วางใจจากโรงแรมชั้นนำระดับโลกมากมายในฐานะแบรนด์ที่มอบประสบการณ์ฟิตเนสระดับพรีเมียมที่อิงหลักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง  

อนามาเรีย เรค์โควิค (AnaMarija Raickovic) รองประธานฝ่ายการตลาด ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าว “สำหรับอนันตรา สุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของอุปกรณ์หรือบริการเสริม แต่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เรา Technogym เป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจอยู่แล้วในเครือโรงแรมอนันตรากว่า 30 แห่งทั่วโลก ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดสำคัญที่จะช่วยยกระดับแนวคิดของความลักชัวรีแบบองค์รวม และช่วยให้แขกสามารถรักษารูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีหรือค้นพบกิจวัตรใหม่ ๆ ระหว่างการเดินทางได้” 

ซีรีส์วิดีโอนี้เปิดให้ใช้บริการแล้วผ่านระบบความบันเทิงภายในห้องพักของโรงแรมอนันตราทั่วโลก และแอปพลิเคชัน Minor Hotels โดยเนื้อหาครอบคลุมการออกกำลังกายในทุกช่วงเวลาและทุกไลฟ์สไตล์ของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นโยคะยามเช้าเพื่อเพิ่มพลัง คาร์ดิโอเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียน ไปจนถึงการทำสมาธิและการยืดเหยียดก่อนนอนเพื่อความผ่อนคลายอย่างล้ำลึก แขกยังสามารถเลือกการออกกำลังกายเฉพาะจุด เช่น การสร้างความแข็งแรงของร่างกายแบบครบส่วน การยืดกล้ามเนื้อแบบไดนามิก ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้า ปรับท่าทาง และส่งเสริมการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ  

เอนริโก มานาเรซี (Enrico Manaresi) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อและประชาสัมพันธ์ Technogym กล่าว “Technogym เชื่อมั่นมาตลอด ในการเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านสุขภาพที่ดี ความร่วมมือในครั้งนี้ได้นำเอาการฝึกที่อิงหลักวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัลของเรามาผสานเข้ากับประสบการณ์การเดินทางระดับลักชัวรี เพื่อให้แขกของอนันตราสามารถเคลื่อนไหว ฟื้นฟูร่างกาย และรู้สึกดีที่สุดในแบบของตัวเองได้ง่ายกว่าที่เคยไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก” 

นอกจากประสบการณ์ภายในห้องพักแล้ว อนันตราและ Technogym ยังได้ขยายความร่วมมือไปจนถึงปลายปีนี้ ด้วยการจัดกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพ ที่ อนันตรา คอนเวนโต ดิ อมาลฟี แกรนด์ โฮเทล (Anantara Convento di Amalfi Grand Hotel) อดีตอารามคาปูชินหรือบ้านพักนักบวชในช่วงศตวรรษที่ 13 บนหน้าผาเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันตระการตาในประเทศอิตาลี  

โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ประกอบด้วยการเทรนนิงและเวิร์กช็อปด้านสุขภาพที่คัดสรรมาอย่างดีโดยเทรนเนอร์ระดับมาสเตอร์ของ Technogym พร้อมทั้งการประเมินสุขภาพเฉพาะบุคคลผ่านระบบ Technogym Checkup เครื่องประเมินสุขภาพสุดล้ำสมัยที่ช่วยวิเคราะห์สภาพร่างกายโดยรวม และให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุด 

SRETSIS

SYZYGY STARDUST เมื่อแฟชั่นเรียงตัวอย่างลงตัวเหมือนจักรวาล

ฤดูกาลนี้ SRETSIS พาเราท่องไปในห้วงจักรวาล กับคอลเล็คชั่น “Syzygy Stardust” ที่หยิบแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ Syzygy การเรียงตัวของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งลึกลับและสวยงาม เช่นเดียวกับการตามหาสมดุลระหว่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ ที่แบรนด์ถ่ายทอดออกมาในสองบทแฟชั่นสุดแฟนตาซี

PART I : Soft meets Sharp

GRANDMA’S BOY

เมื่อกลิ่นอายความทรงจำของหญิงสาวผู้รักความคลาสสิก มาจับคู่กับซิลูเอตแบบสูทของคุณผู้ชาย SRETSIS เล่าผ่านลายดอกไม้เล็ก ๆ บนเบลเซอร์และกางเกงเทเลอร์ ตีความสไตล์หญิงสาวอิตาเลียนสุดเก๋ ที่รู้จักเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง เท่ หวาน และมีมิติในลุคเดียว

LOVER’S VINE

ผ้าชีฟองบางเบาและเดนิมแสนเท่ถูกเติมชีวิตด้วยลายคิวปิดบิน เสน่ห์โรแมนติกยุคใหม่แบบไม่เลี่ยน บวกกลิ่นอาย 90s จากยีนส์ทรงคลาสสิก และนิตแวร์ลายดอกไม้ ที่บอกชัดว่า “นี่แหละ SRETSIS!”

TOILE DE VIVRE

ลาย Toile de Jouy แบบฝรั่งเศสถูกรีเฟรชใหม่ให้เข้ายุค ด้วยภาพเล่าเรื่องไพ่ทาโรต์อย่าง The Sun, The Moon, The Stars และ The World บนผ้ากอซคอตตอน 100% ที่ทั้งใส่สบายและมีดีเทลน่ารักสไตล์ loungewear ดูเรียบ ๆ แต่เก๋เกินคาด

PART II : Stardust & Destiny

THE TAROT CARD TOPS

เมื่อไพ่ Major Arcana กลายเป็นไอเท็มสวมใส่ได้! ไม่ว่าจะเป็น The Star, The Moon หรือ The World ทั้งหมดถูกจับมาวาดใหม่โดยนักวาดคู่ใจของแบรนด์ โอ – ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ แล้วพิมพ์ลงบนเสื้อยืด ฮู้ดดี้ และจัมเปอร์ที่แมตช์ง่ายแต่มีพลัง บอกลุคให้ดูมีเรื่องราว จับคู่กับกระโปรง Silk-lurex หรือใส่กับเดนิมก็เท่ไม่เบา เพิ่มลูกเล่นด้วยปกคอ Pierrot ผ้าไหมออร์แกนซ่า ก็ยิ่งปัง!

GLAM ROCK SYZYGY STARDUST

ถ้า Kate Moss เจอกับ David Bowie แล้วมีดวงดาวเป็นแบ็คกราวด์—ก็น่าจะได้ลุคนี้! เดรสค็อกเทลผ้า Silk-lurex พิมพ์ลาย Syzygy Stardust ระยิบระยับทั้งชุด แฝงกลิ่นอายโหราศาสตร์และพลังของร็อกแอนด์โรล ชวนฝันและเซ็กซี่ในลุคเดียว

CELESTIAL BEINGS

ซิลูเอตเปล่งประกายราวกับหลุดออกมาจากจักรวาล ด้วยผ้า Stardust Comet และเทคนิคพิมพ์ลายพิเศษตกแต่งคริสตัลบนชีฟองกำมะหยี่และซาติน สวย สง่า และเต็มไปด้วยพลังดวงดาว ไม่ว่าจะเป็นแจ็กเก็ต เดรส หรือชุด made-to-order ก็ล้วนพร้อมให้คุณเฉิดฉายในค่ำคืนพิเศษ


เก๋จนไวรัล! รู้จัก Vibram FiveFiger จากรองเท้าสุขภาพสู่แฟชั่นสุดล้ำ

ไม่ใช่เพิ่งมี แค่เพิ่งเป็นไวรัล! มาทำความรู้จัก Vibram FiveFiger รองเท้าดีไซน์เก๋ที่เหมือนเดินเท้าเปล่า

เชื่อว่าไม่นานนี้ทุกคนคงเห็นรองเท้าแยกนิ้วที่หลายคนดังสวมใส่ ไม่ว่าจะ เจนนี่ BLACKPINK, พลอยหอวัง หรือทราย สก๊อต จนเกิดเป็นกระแสว่า รองเท้าดีไซน์นี้ช่างดูแปลกตา เป็นของแบรนด์ไหน และได้รับแรงบันดาลใจจากอะไร? จนได้คำตอบว่ารองเท้ายอดฮิตนี้เป็นของ VIBRAM แบรนด์สัญชาติอิตาลี ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1937 ซึ่งนับรวมแล้วก็มีมานานถึง 88 ปี ซึ่งออกแบบโดย Vitale Bramani

ดีไซน์รองเท้าที่มี 5 นิ้วให้เห็นเด่นชัดขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงต้องการสร้างความแปลกใหม่ให้กับไอเท็ม แต่ได้รับการคิดค้นมาให้ตอบโจทย์การยึดเกาะ ด้วยเทคโนโลยี Arctic Grip และ Megagrip ที่ทำให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งขณะปีนเขาหรือออกกำลังกายทุกชนิด ไม่ว่าจะบนพื้นน้ำแข็งหรือพื้นแห้งก็ตาม นอกจากนี้ความบางของรองเท้ายังทำให้ผู้สวมใส่สัมผัสพื้นผิวได้อย่างใกล้ชิด ราวกับได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติโดยตรง

สำหรับรุ่นที่ เจนนี่ BLACKPINK, พลอยหอวัง หรือทราย สก๊อต สวมใส่มีชื่อรุ่นว่า V-Soul ราคา €120.00 หรือประมาณ 4,500 บาท ได้ยินมาว่า Sold Out ไปบ้างแล้วหลังจากที่เจนนี่แฟชั่นไอคอนของเราสวมใส่ เรียกว่าเป็นรองเท้าที่มีรสนิยมเฉพาะทางที่ใครก็เหลียวมอง


An Jing Thai Massage สปาแสนสงบย่านวงเวียน 22 ที่รวมความเรียบง่ายและใส่ใจไว้ในทุกสัมผัส

An Jing Thai Massage สปาแสนสงบย่านวงเวียน 22 ที่รวมความเรียบง่ายและใส่ใจไว้ในทุกสัมผัส

เพื่อนๆ กำลังมองหาร้านนวดที่ให้มากกว่าความผ่อนคลายแค่ทางร่างกายอยู่หรือเปล่า? ขอชี้เป้า An Jing Thai Massage (อ่านว่า อัน-จิง) หนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนไมตรีจิตต์ ย่านวงเวียน 22 ใกล้ซอยนานา รายล้อมด้วยแกลเลอรี่ คาเฟ่ และโรงแรมบูติกในบรรยากาศเมืองเก่า เดินทางไม่ยาก แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับรู้สึกเหมือนหลุดออกจากความวุ่นวายของกรุงเทพฯ

ชื่อร้านมาจากภาษาจีนคำว่า “安静” แปลว่า “สงบ” ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของสถานที่ เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ตั้งใจออกแบบให้เงียบ ผ่อนคลาย และอบอุ่น ทั้งกลิ่น White Tea อ่อนๆ แสงไฟสีนวล และเสียงเพลงเบาๆ ช่วยสร้างบรรยากาศให้ได้พักจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะมากับเพื่อน มาคนเดียว หรือแค่อยากหลบมุมสักชั่วโมง

ภายในร้านตกแต่งสไตล์ Thai–Asian Contemporary โทนเขียวธรรมชาติ ผสมไม้และผ้าลินินที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร สบายตา เหมือนนั่งอยู่ในคาเฟ่ลับมากกว่าร้านนวดแบบเดิมๆ จุดเด่นอีกอย่างคือทีมผู้ก่อตั้งสามพี่น้องที่นำประสบการณ์จากสายออกแบบและบริการลักชัวรี่มาเติมเต็มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้ครบ ทั้งการเลือกกลิ่น เสียง การจัดวาง ไปจนถึงการเสิร์ฟชาหลังนวด

หนึ่งในเมนูแนะนำของที่นี่คือ Aromatic Warm Stone Massage ที่ผสานการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหยอุ่นๆ กับหินร้อน ช่วยคลายความตึงลึกถึงกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่นอนหลับยาก ทำงานหน้าจอนาน หรือเครียดสะสม และหลังจากนวดเสร็จ ร้านยังมีบริการชามะตูมหอมๆ พร้อมขนมไทยจากตลาดพลูให้ด้วย ถือเป็นการปิดท้ายที่เรียบง่ายแต่ใส่ใจทุกขั้นตอน


Calvin Klein

Calvin Klein เปิดตัวแคมเปญเอเชียล่าสุด ดึง โรอุน, นานะ และตู ต้นตะวัน ถ่ายทอดนิยามใหม่แห่งความมั่นใจ

Calvin Klein เผยแคมเปญล่าสุดประจำฤดูกาล พร้อมส่งต่อเสน่ห์ร่วมสมัยในแบบเรียบโก้ผ่านภาพถ่ายชุดใหม่ที่นำเสนอชุดชั้นในซิกเนเจอร์ของแบรนด์ในมิติใหม่ สะท้อนความงามของรูปลักษณ์ที่เปี่ยมด้วยพลังและความมั่นใจ นำโดยสามนักแสดงมากเสน่ห์แห่งเอเชีย ได้แก่ โรอุน (Rowoon) และ นานะ (Nana) จากเกาหลีใต้ ร่วมด้วย ตู ต้นตะวัน (Tu Tontawan) นักแสดงสาวชาวไทยที่กำลังเป็นที่จับตามอง

Calvin Klein เปิดตัวแคมเปญเอเชียล่าสุด ดึง โรอุน, นานะ และตู ต้นตะวัน ถ่ายทอดนิยามใหม่แห่งความมั่นใจ

ในแคมเปญนี้ Calvin Klein ได้นำเสนอชุดชั้นในรุ่นไอคอนิกที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ เพื่อยกระดับทั้งในแง่ของดีไซน์และประสิทธิภาพการสวมใส่ พร้อมผสานสุนทรียะของความเรียบหรูเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน โดยคอลเล็คชั่นนี้ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีความเรียบหรูและเซ็กซี่ เสริมบุคลิกให้โดดเด่นมีชีวิตชีวาในทุกรุ่นของคอลเล็คชั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Icon Cotton Modal สุดไอคอนิค, รุ่น Heritage Cotton แบบคลาสสิก และรุ่น Perfectly Fit ที่พอดีทุกสรีระ

ชุดชั้นในคอลเล็คชั่นนี้สุดของ Calvin Klein ได้มีการปรับโฉมและดีไซน์ให้ตอบโจทย์ความสบายสูงสุดและเหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น รุ่น Icon Cotton Modal กับดีไซน์พิเศษมาพร้อมขอบเอว Infinity Bond Wristband หรือขอบเอวชุดชั้นในที่ใช้เทคนิคการเชื่อมติดแบบไร้รอยต่อ และตะขอแบบไร้ตะเข็บเพื่อให้ลุคที่เรียบเนียนกว่าเดิมและระบายอากาศได้ดี ถือเป็นการเปิดยุคใหม่ของนวัตกรรมล้ำสมัยสำหรับชุดชั้นในผู้หญิง และรุ่นไฮไลท์อย่าง Heritage Cotton ชุดชั้นในที่หยิบเอาขอบเอวโลโก้ซิกเนเจอร์ของแบรนด์มาปรับโฉมใหม่สไตล์วินเทจ ผสานพลังคลาสสิกเข้ากับความสบาย สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง ปิดท้ายด้วยรุ่น Perfectly Fit บราแบบเต็มตัวที่มอบความเรียบเนียนและสัมผัสนุ่มลื่น เหมาะกับการใส่ทุกวันอย่างแท้จริง

พบแคมเปญใหม่ล่าสุดจาก Calvin Klein พร้อมกันทั่วเอเชีย ได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางโซเชียลของ @calvinklein และช้อปชุดชั้นในสไตล์ใหม่ล่าสุดได้แล้วที่ calvinklein.com หรือร้าน Calvin Klein ทั่วประเทศเร็วๆ นี้


 

‘หลงเด็กขี้อ้อน จนต้องรับไว้ในอ้อมใจ ใช่คุณไหม?? ต้องเช็ก!!’ดวงรายสัปดาห์ 28 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2568

‘หลงเด็กขี้อ้อน จนต้องรับไว้ในอ้อมใจ’

ดวงรายสัปดาห์ 28 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์          

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวอาทิตย์ คุณมีโอกาสที่จะทำงานหรือดำเนินธุรกิจอยู่กับความอึดอัดคับข้องใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานทางด้านการติดต่อประสานงาน การบริหารจัดการ และที่ปรึกษาทางด้านต่างๆ เช่น การเมือง ผู้นำชุมชน ในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสสูงมากที่คุณจะต้องใช้ศิลปะวิทยาการที่มีในทุกๆ ด้าน เพื่อศึกษาหาความรู้ และค้นคว้าข้อมูลมาทำงาน รวมทั้งพระเดชและพระคุณด้วย แม้จะเป็นสิ่งที่คุณถนัด แต่เป็นไปได้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองเลือก ต้องทำไปตามคำสั่ง ดังนั้น จึงไม่ควรใจร้อน ตัดสินใจด้วยความวู่วาม เพราะจะทำให้คุณภาพของงานลดลง  

การเงิน  :   โชคดีในเรื่องของการลงทุนและทรัพย์สิน แต่ได้มาเท่าไหร่ก็มีช่องให้ออกไปเท่านั้น ถึงอย่างไรก็ยังไม่น่ากลัว เพราะคุณสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

ความรัก  :   แป้งเย็นยังต้องใช้อยู่นะคะ เพราะความร้อนยังไม่แผ่วลงเลย สำหรับสัปดาห์นี้คาดว่าจะมีประเด็นเรื่องมือที่สาม ซึ่งเข้ามาในรูปของที่ปรึกษา ก็ต้องบอกคนข้างเคียงให้เข้าใจด้วย คนโสด  ความสัมพันธ์เก่าๆ ที่เลิกราไปนานแล้ว แม้คุณจะบอกว่าลืมได้ แต่ในความจริงเขายังคงวิ่งวนอยู่ในหัวใจ แล้วภายใน 7 วันนี้คนนั้นมีโอกาสกลับมาในฐานะเพื่อนร่วมงาน

สุขภาพ  :   จริงๆ คุณพลังเยอะ ไม่ค่อยเจ็บป่วยกับใครง่ายๆ แต่ในรอบสัปดาห์นี้มีความเสี่ยงที่ระบบหมุนเวียนเลือดจะไม่ดี มีอาการซีด เหนื่อยง่าย จนถึงเป็นลม นอกจากนั้นยังต้องระวังโรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์ชนเดือนของชาวจันทร์ต้องบอกว่าเหนื่อยก่อนแล้วจึงจะสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจเพื่อเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เช่น ทหาร ตำรวจ ทนายความ นักกฎหมาย อัยการ ผู้พิพากษา ฯลฯ ในรอบ 7 วันนี้เป็นไปได้ที่คุณจะทั้งเหนื่อยและหนักกับความพยายามในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่หนักหนาและรุนแรง จนถึงขั้นไปต่อกันไม่ได้ทีเดียว ก็อดทนไว้ อย่าเพิ่งท้อ เพราะถึงที่สุดแล้ว มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ  

การเงิน  :   รายจ่ายเยอะจนคุณแทบจะรับมือไม่ไหว ก็ขอให้สู้ต่อไป อย่าตัดสินใจเดินทางผิด ไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะแม้จะได้เงินเยอะจริง แต่ก็ต้องแลกกับความเชื่อมั่นและชื่อเสียงที่จะเสียไป   

ความรัก  :   เป็นไปได้ที่คุณจะมีปัญหากับคนข้างเคียงแบบรุนแรงจนถึงขั้นไม่มองหน้ากันเลย แล้วสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณก็จะไม่แคร์ เดินหน้ารับผิดชอบครอบครัวคนเดียวเลย คนโสด  สำหรับสัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะพลิกบทบาทมาเป็นผู้ล่า ระวังจะเกิดปากเสียงกันรุนแรง เพราะตกลงกันไม่ได้  

สุขภาพ  :   สำหรับนักดื่ม นักท่องราตรี ก็อย่าประมาท ดื่มแล้วไม่ควรขับขี่ นอกจากนั้นหากดื่มเป็นประจำก็ต้องระวังในเรื่องระบบทางเดินหายใจ หลอดเลือด และหัวใจด้วย  

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   สำหรับชาวอังคารก็ต้องบอกว่ายังมีโอกาสใหม่ๆ ให้กับคุณเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้อารมณ์และความรู้สึกในการแสดงออก เช่น งานบันเทิง นักแสดง นักเขียนบทละคร เรื่องสั้น โฆษณา นักร้อง ดีไซเนอร์ จนถึงสินค้าและบริการที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่คุณจะได้ร่วมงานหรือร่วมหุ้นกับเพื่อนหญิงที่สนิท หรือญาติผู้หญิง ฯลฯ บุกเบิกธุรกิจในสายงานของคุณ แม้จะมีโอกาสก้าวหน้าในอนาคต แต่เป็นไปได้ว่าจะเป็นสิ่งที่คุณไม่ชอบ พูดง่ายๆ ก็คือถูกมัดมือชกนั่นล่ะ

การเงิน  :   ชอบความแข่งขันและท้าทาย ซึ่งคุณก็มีความคล่องตัวและไหวพริบในการหาเงินทุกรูปแบบ ภายใน 7 วันนี้คุณก็มีความสามารถจับจ่ายใช้สอยเงินทุกรูปแบบเช่นกัน  ต้องระวังถูกหลอก ถูกโกงด้วย

ความรัก  :   ภายในสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณจะใช้เวลาอยู่กับลูกสาว หรือเพื่อนผู้หญิงมากกว่าคู่ครองเสียแล้ว แต่อย่างไรเสียแม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่คุณก็ยังคงเป็นห่วงอยู่ คนโสด   เป็นไปได้ว่าคุณจะมีเสน่ห์โดดเด่นกับบุคคลที่ได้คุยด้วย ซึ่งภายในสัปดาห์นี้น่าจะเป็นผู้หญิงอะนะ มาแล้วไม่ไปด้วยล่ะ

สุขภาพ  :  ต้องระวังภูมิแพ้ และผิวหนังอักเสบ หากช่วงนี้ตากฝนหรือเดินย่ำน้ำมาให้รีบทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้าโดยเร็ว เพราะมีความเสี่ยงที่จะเป็นเชื้อราได้  นอกจากนั้นระบบหมุนเวียนเลือดจะมีปัญหา เลือดจาง อาจเกิดจากพักผ่อนน้อย  

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวพุธอยากให้ทำใจสบายๆ ชิลๆๆ อย่าเครียด กดดัน หรือมโนบวกๆ ไปก่อน เพราะมีความเสี่ยงที่ในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่เพื่อนร่วมงานที่คุณวางใจจะถอนตัวจากงานหรือธุรกิจอย่างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จึงส่งผลให้คุณเครียดมาก เพราะเจ้านายหมายมั่นปั้นมือกับงานนี้เป็นพิเศษ ก็อย่าท้อ พยายามทำงานต่อไป เพราะถึงที่สุดแล้วผู้ใหญ่จะให้โอกาสคุณได้พิสูจน์ฝีมืออีกครั้ง  

การเงิน  :   จริงๆ คุณมีความสามารถในการสร้างรายได้นอกบ้านได้เท่าที่คุณต้องการ แต่ก็ต้องระวัง อย่าเข้าไปยุ่งกับเงินที่ไม่ถูกต้อง พวกส่วย เงินใต้โต๊ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาจากคนใกล้ตัว มีโอกาสที่คุณจะล้มละลายได้เลย

ความรัก  :   จริงๆ คู่ครองคุณก็ดูแลครอบครัวอย่างดี สนับสนุนหน้าที่การงานของคุณทุกอย่าง แต่สัปดาห์นี้มีบางเรื่องที่คุณอยากขอให้เขาทำให้ถูกกฎระเบียบ หรือทำให้ถูกต้องสักที ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเขาก็ยังไม่ตอบรับ คนโสด  มีโอกาสที่คุณจะไปชอบคนที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ก็คบๆ กันไปก่อน อย่าเพิ่งผูกมัด เพราะคุณนั่นล่ะที่จะเจ็บ  

สุขภาพ   :  อย่ากลั้นปัสสาวะ เพราะมีความเสี่ยงที่กรวยไตและกระเพาะปัสสาวะจะติดเชื้อ หากมีอาการอยู่แล้วก็มีความเสี่ยงที่โรคจะรุนแรงขึ้น ควรไปพบแพทย์ นอกจากนั้นยังต้องดูแลจิตใจและอารมณ์ตัวเองให้ดี หากอยู่กับอาการน้อยใจ เรียกร้องความสนใจมากๆ เดี๋ยวจะซึมเศร้า

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวพฤหัสต้องบอกว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น’ เพราะในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันต่อสู้แย่งชิง ทั้งในเรื่องผลประโยชน์และตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างบ้าคลั่ง แล้วหากคุณตั้งใจทำงาน  สู้ไม่ถอย แม้งานจะเหนื่อยและหนักอย่างไร ก็เป็นไปได้ที่ผู้ใหญ่จะเห็นถึงความพยายามของคุณ โปรโมทตำแหน่งบริหารให้ ขออย่างเดียว ระหว่างทางก็อย่าเพิ่งปรี๊ดแตกเสียก่อน เพราะก็มีโอกาสที่งานจะจบเห่เสียก่อนได้ขึ้นตำแหน่งนะ

การเงิน  :   ขยัน ตั้งใจทำงาน คาดว่าจะได้เงินกลับมาสมกับที่ลงแรงไป แต่หากอยากจะลงทุนเพิ่ม ก็ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดี เพราะการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง ยิ่งในยามนี้ด้วย

ความรัก  :  เป็นไปได้ที่ความคิดเห็นจะไม่ลงรอยกันจนมีความเสี่ยงที่จะมีปากเสียงกันใหญ่โต คาดว่าจะมีสาเหตุจากที่คุณทำงานหนักแล้วเครียด อยากทำทุกสิ่งในบ้านให้ถูกต้องไปหมด   คนโสด  หากตอนนี้กำลังยื้อแย่งใครอยู่ ก็คาดว่าจะเหนื่อยฟรี เพราะในช่วง 7 วันนี้ดวงการงานเด่นกว่าความรัก ทำงานไปก่อนนะคะ

สุขภาพ   :  หากกำลังโหมงานหนักก็อย่าลืมพักผ่อน รับประทานอาหารให้ตรงเวลาด้วยนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปัสสาวะ อย่ากลั้นไว้ เพราะมีความเสี่ยงที่กรวยไตและกระเพาะปัสสาวะจะมีปัญหารุนแรงจนถึงขั้นขึ้นเตียงหมอได้เลยนะ

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   สำหรับสัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวศุกร์จะบอกว่า ดีก็ยังไม่สุด แต่จะบอกว่าไม่ดีก็ไม่สุดอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใกล้จะเกษียณ หรืออยู่ในช่วงลาพักร้อนด้วยความท้อแท้กับงาน หรือกำลังตกงานอยู่ ในรอบ 7 วันนี้เหมือนจะมีข่าวดี เพราะคุณมีช่องทางที่จะได้บุกเบิกงานหรือธุรกิจใหม่ๆ แต่จะบอกว่า ไปได้ดีเลยไหม ก็ยังไม่ใช่ เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้ตลอดเวลา เน้นที่เอกสารทางราชการ มีโอกาสเป็นคดีความได้ทั้งทางแพ่งและอาญา ทางที่ดีควรหาเพื่อนที่รู้ใจมากๆ หรือปรึกษาผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ให้แม่นยำก่อนลงมือทำงานด้วย   

การเงิน  :  สัปดาห์นี้ต้องบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน หากคุณทำงานหรือทำธุรกิจด้วยตัวเองจะรุ่งเรือง แต่ก็อย่าใจดีไปค้ำประกันใคร หรือเป็นนายหน้าไปยืมเงินให้คนอื่น เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะต้องรับผิดชอบหนี้สินนั้นแทน

ความรัก :   จริงๆ สัปดาห์นี้คู่ครองคุณก็พยายามตามใจและเอาใจคุณสุดๆ  แต่หากยังไม่ราบรื่นนัก ก็มาจากอารมณ์ของคุณที่ร้อนแรงแถมมาพร้อมกับทิฐิมานะ ไม่ยอมลงให้ง่ายๆ  คนโสด มีโอกาสได้พบหรือได้ทำงานกับเด็กรุ่นน้อง ก็เป็นไปได้ว่าความรักจะเกิดขึ้นในที่ทำงาน แต่น่าจะต้องใช้เวลาศึกษากันอีกนานเลย

สุขภาพ  :   จริงๆ คุณดูแลรักษาสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี แต่ก็อย่าประมาท เพราะโรคภัยคาดว่าจะจรมาก็คือ ไปติดเชื้อมาจากที่อื่น จึงต้องให้ความสำคัญกับความสะอาดเพิ่มขึ้น ทั้งอาหาร ที่อยู่ สถานที่สาธารณะ

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวเสาร์ คุณมีโอกาสได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้คำพูดในการติดต่อประสานงาน การสื่อสารมวลชน สื่อสารองค์กร พิธีกร นักพูด งานขาย ฯลฯ ในรอบ 7 วันนี้มีความเป็นไปได้ที่คุณจะได้บุกเบิกงานหรือธุรกิจใหม่ๆ ในสายงานบริการ เช่น การโรงแรม ท่องเที่ยว เปิดร้านอาหาร ขายกาแฟ ร้านต้นไม้ สปา หรือสินค้าบริการที่เกี่ยวกับเด็กเล็ก คาดว่าคุณจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก    

การเงิน  :   สามารถหารายได้ได้ไม่ยากจากอำนาจ วาสนา และบารมีของคุณ รวมถึงรายจ่ายก็ไม่ยากด้วย คาดว่าจะหมดไปกับของฟุ่มเฟือย ของกระจุกกระจิก รวมถึงการอุปถัมภ์ค้ำจุนเด็กๆ ที่อยู่ในความอุปการะด้วย

ความรัก  :   สัปดาห์นี้ของชาวเสาร์ คุณน่าจะยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องของเด็กๆ ทั้งลูกหลาน รวมทั้งหากใครมีคู่ครองเด็กกว่าด้วย นอกจากนั้นยังรวมถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักด้วย คนโสด เช่นกันค่ะ เป็นสัปดาห์ที่คุณจะปวดศีรษะกับความขี้อ้อนของเด็กๆ จนคุณต้านไม่ไหว ต้องรับเข้ามาไว้ในอ้อมใจ

สุขภาพ   :   แม้คุณจะพยายามดูแลรักษาสุขภาพตัวเองอย่างดีเพียงไร แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกระดูกและฟัน คาดว่าในรอบสัปดาห์นี้อาจมีอาการรุนแรงให้คุณต้องไปพบทันตแพทย์ด่วนๆ

Steve Madden

Steve Madden ตอกย้ำถึงแนวคิดของการใช้ชีวิตในทุกช่วงเวลาที่น่าจดจำ

ต้อนรับความสนุกที่น่าจดจำในฤดูร้อนนี้ กับแคมเปญจาก Steve Madden “Never Miss a Summer” แคมเปญนี้ถ่ายทอดความสดใสของฤดูร้อนผ่านสไตล์สุดกล้า ความสนุกแบบไม่ทันตั้งตัว และโมเมนต์ที่ยากจะลืมเลือน โดยเป็นการต่อยอดจากแคมเปญ “Never Miss a Beat” ของฤดูใบไม้ร่วงปี 2024 ที่เน้นความมีชีวิตชีวาผ่านแฟชั่นจัดจ้านและประสบการณ์สนุกๆในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแก้วแรกในวันที่ท้องฟ้าสดใส เดินเล่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น หรือทริปที่เกิดขึ้นโดยกระทันหันไม่ตั้งตัว

ฤดูกาลนี้คือการออกล่าโมเมนต์สนุกๆที่ไม่อยู่ในแพลน กับ Steve Madden Never Miss a Summer โฟกัสไปที่ช่วงเวลาเล็กๆ ที่น่าจดจำ เสียงเพลง ความทรงจำ และลุคที่สะท้อนตัวตนในช่วงเวลา นั้น ๆ ไฮไลต์อยู่ที่รองเท้าและแอคเซสซอรี่ประจำฤดูกาล ได้แก่ รองเท้าแตะแพลตฟอร์ม สนีกเกอร์สีจัดจ้าน ส้นสูงสายรัด และกระเป๋าสไตล์โดดเด่น สโลแกนอย่าง “Never Miss a Summer” ถ่ายทอดโมเมนต์ในชีวิตประจำวันที่สร้างซัมเมอร์ในแบบของแต่ละคน มีชีวิตชีวา เป็นอิสระ เคลื่อนไหวตลอดเวลา และแอบมีความเหนือความคาดหมาย ในด้านภาพลักษณ์ แคมเปญนี้ให้ความรู้สึกแบบภาพยนตร์ที่เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เบลอระหว่างวันและคืน การเคลื่อนไหวและแฟชั่นถูกถักทอเข้าด้วยกันอย่างมีสไตล์ 

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

เจาะลึกสัญชาตญาณมนุษย์กับ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร

            “อย่าไว้ใจใครแม้กระทั่งเพื่อนที่รู้จักกันมา 10 ปี คุณรู้จักไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ จะคบใครให้ชั่งใจ เพราะไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราคาดหวังทั้งหมด”

            เมื่อคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น หนึ่งในปริศนาที่เราต่างสงสัยคือ คนร้ายก่อเหตุเพราะอะไร

            หนทางที่จะแคะความซับซ้อนของจิตใจ เรียกว่า  อาชญาวิทยา ศาสตร์ที่จะช่วยหาสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม และหนึ่งในนักอาชญาวิทยาที่มีชื่อเสียง ด้วยสไตล์การพูดตรงไปตรงมา จนได้รับเชิญออกรายบ่อยครั้ง คือ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

            ถึงแม้จะผ่านยุคหินมาหลายล้านปีจนถึงยุคสมัยที่ความเจริญล้นเอ่อ แต่จิตใจของมนุษย์ยังยากแท้หยั่งถึง คำถามคือเราจะไว้ใจใครได้มากน้อยแค่ไหน

            คำตอบอยู่ในบทสนทนานี้

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

ทราบมาว่าอาจารย์เติบโตในครอบครัวมราคุณปู่และคุณพ่อเป็นตำรวจ ที่บ้านปลูกฝังเรื่องไหนเป็นพิเศษคะ

            “เป็นลูกตำรวจต้องอดทน จำได้ว่าสมัยเด็ก ถ้าผมร้องไห้ เวลาที่บ้านพูดประโยคนี้ จะหยุดร้องทันที นอกจากนี้พ่อจะปลูกฝังเรื่องความถูกต้อง ถ้าเห็นสิ่งผิดจะอยู่เฉยไม่ได้ จำได้ว่า สมัยเด็กเวลาขับรถไปต่างจังหวัดแล้วเจออุบัติเหตุข้างทางเช่น รถชนกัน พ่อจะหยุดรถทันที แล้วประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ท่านไม่เคยปล่อยผ่าน

            “ที่ผ่านมาผมเห็นการทำงานของพ่อมาตลอด ตั้งแต่ท่านมียศเป็นนายร้อย จนถึงวันที่เป็นรองผู้บัญชาการภาค พ่อไม่เคยเล่ากับผมตรงๆ ว่าตำรวจทำงานอย่างไร แต่จะรับรู้ทางอ้อมเมื่อท่านคุยกับแม่ และเห็นเวลาพ่อโดนตามตัวไปทำภารกิจ จึงมีความฝันอยากเป็นตำรวจเพราะอยากไล่จับคนร้ายครับ

            “เพราะฉะนั้นตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมจึงเลือกเรียนคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สาขาวิจัยทางสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะอยากรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และการเบี่ยงเบนของคน พอเรียนจบก็รับราชการตำรวจครับ”

พอได้เป็นตำรวจ เหมือนที่ฝันไหมคะ

            “มีทั้งจุดที่ชอบและไม่ชอบ เรื่องที่ชอบคือ ต้องจับคนไม่ดีและปกป้องคนดี แต่ในขณะปฏิบัติงานจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป เรามีจำนวนตำรวจที่นั่งทำงานเอกสารมากเกินไป ในขณะที่หน่วยบู๊แทบไม่มีทักษะการทำงาน เช่น ทักษะการอ่านภาษากาย เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการสอนอาชญวิทยา บวกกับบางครั้งตำรวจก็ทำเรื่องไม่ถูกต้องเสียเอง เช่น เรื่องเงินใต้โต๊ะซึ่งดูไม่มีศักดิ์ศรี จึงรู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่ตอบโจทย์

            “เพราะฉะนั้นพอเป็นตำรวจได้ 3 ปี ผมตัดสินใจพักงาน บินไปเรียนคณะศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม จาก University of Portsmouth ประเทศอังกฤษ โดยใช้เงินทุนตัวเอง ซึ่งเป็นการเรียนที่เปิดโลกมาก”

เปิดโลกขนาดไหน

“ผมได้เรียนกฎหมายเปรียบเทียบของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เมื่อมาเปรียบเทียบกับบ้านเราก็รู้สึกว่า สมควรถูกรื้อทั้งระบบ อย่างญี่ปุ่น ถ้ามีคนในบ้านทำความผิดหนึ่งคน หากมีญาติเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการ ญาติต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกเพื่อรักษาเกียรติไว้ แต่ในประเทศไทย บางคนก่อเหตุแล้วยังคงหน้าด้านทำงานต่อไป อาจเพราะเราตีความ คำว่า เกียรติ และศักดิ์ศรีไม่เหมือนสากลโลก เราอาจมองว่าเกียรติและศักดิ์ศรีคือการใส่ชุดขาวหรือเป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งเป็นการปลูกฝังที่พังพินาศ

“นอกจากนี้หลักสูตรการเรียนระดับปริญญาโทที่นั่นก็ลึกมาก เหมือนเรียนปริญญาเอกเลยครับ เขาได้นำอดีตนักโทษมาเป็นอาจารย์ สอนตั้งแต่กระบวนการทำความผิด แนวคิดของผู้ต้องขังในคดีต่างๆ เขาจึงแชร์ประสบการณ์จริงได้ และที่สำคัญอาจารย์ที่นั่นรับฟังความเห็นจึงรู้สึกว่าความคิดของเรามีคุณค่า ซึ่งตอนนั้นผมได้มีโอกาสออกแบบการลงโทษคดีที่เกิดขึ้นจริในเมืองพอร์ทสมัธที่ผมไปเรียนด้วย

“เหตุการณ์มีอยู่ว่า มีคนร้ายชื่อเควิน อายุ 17 ปี ได้หลอกเด็กอายุ 12-13 จำนวน 3 คนไปสวนสาธารณะ โดยเควินได้ใช้มือกระทำชำเราเด็ก ในที่เกิดเหตุมีเบียร์อยู่ 3 กระป๋อง ผมเสนอบทลงโทษไปว่า หลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ควรกักบริเวณเควินให้อยู่แต่ในบ้าน, เช็คประวัติการใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกเดือนที่มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เพื่อดูว่าเขาส่องอะไรบ้าง, สั่งห้ามเข้าใกล้เหยื่อในระยะ 100 เมตร และถ้าเขาจะทำงาน ต้องทำที่ฟาร์มห่างไกลผู้คน อาจารย์ฟังแล้วไม่ได้ค้านอะไร แต่ตั้งคำถามกลับว่า หากเรากันเควินออกจากสังคมขนาดนี้ เขาจะเรียนรู้การกลับเข้าสู่สังคมอย่างไร?  พอได้ฟังก็คิดได้  ที่อาจารย์พูดก็จริงอยู่นะ ความคิดของผมอาจสุดโต่งเกินไป ที่อยากจะลงโทษเขาให้เข็ดหลาบ

“สุดท้ายเควินถูกลงโทษด้วยการทำงานที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นเด็กหลังร้านเพื่อไม่ต้องปะทะกับผู้คน แต่ก็ไม่ถึงขนาดตัดขาดสังคม ต่อมาคือติดกำไลข้อเท้า ห้ามออกจากบ้านหลัง 2 ทุ่มถึงตี 5 และห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในเคหะสถาน ผมชอบที่แต่ละประเทศได้นั่งถกกันและอาจารย์รับฟังความเห็นรวมถึงนำไอเดียของเราไปใช้จริง นอกจากนี้ผมยังลงคอร์สเรียนการใช้ภาษากายที่อังกฤษที่สถาบัน Carole Railton FRSA เป็นการปฏิบัติจริง ได้เก็บเคส สัมภาษณ์ผู้ต้องขัง แม้จะกลับมาเมืองไทยก็ยังต้องสัมภาษณ์ผู้ต้องขังเพื่อแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ จนกระทั่งได้ใบรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากาย จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังเรียนรู้ไม่หมดครับ ยังต้องอัพเดทความรู้อยู่เรื่อยๆ

“ผมใช้เวลาเรียนที่ต่างประเทศราว 16 เดือนก็กลับมาทำงานตำรวจต่อ 16 เดือน เพราะต้องทำงานให้ได้เท่ากับจำนวนวันที่ลาไป ระหว่างทำงานก็เรียนต่อปริญญาเอก ในสาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปด้วย พอเรียนจบก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นตำรวจ”

ชีวิตหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ

            “ผมสมัครงานเป็นผู้ช่วยทูตอิตาลี แต่ก็ยังทำงานสายเดิมคือตำรว แต่ดูแลเฉพาะเคสที่เกี่ยวข้องกับคนไทยและคนอิตาลี ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยจะเป็นผู้ก่อเหตุ อย่างช่วงโควิด เคยมีเคสคนอิตาลีมาร้องเรียนว่า เขาสั่งซื้อถุงมือยางกับหน้ากากอนามัยจากไทย แต่คนไทยส่งแค่ตู้คอนเทนเนอร์เปล่าไปให้แล้วเก็บเงิน 10 ล้าน ส่วนใหญ่จะเป็นคดีในแนวนี้ หลังจากทำงานได้ 2 ปีก็ตัดสินใจลาออก เพราะรู้ตัวแล้วว่าอยากเป็นอาจารย์ เนื่องจากเป็นอาชีพที่ได้ถ่ายทอดความรู้ที่มีได้ตรงสุดแล้ว

“แต่สุดท้ายกว่าจะได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างวันนี้ ต้องเจอกับการคอร์รัปชั่นสองรอบ รอบแรกเกิดกับมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าระดับท็อป ของประเทศ ตอนนั้นผมผ่านการคัดเลือกจนถึงรอบสุดท้าย คือรอแค่สอบสอน ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะมีโอกาส เพราะเกรดเฉลี่ยไม่ได้ขี่เหร่ อยู่ที่ 3.9 และได้เกียรตินิยมจากต่างประเทศ แต่ยังไม่ทันสอบ เขาก็ประกาศผู้ที่ได้บรรจุเสียก่อน

“ครั้งที่สอง ผมไปสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชน ทำงานได้ 2 เดือน มีโต๊ะทำงาน มีตารางสอนแล้ว และแผนกบุคคลโทรมาคุยเรื่องเงินเดือนเรียบร้อย พอถึงวันสุดท้ายของการเซ็นสัญญาเพื่อบรรจุเป็นอาจารย์ประจำ ทางมหาวิทยาลัยกลับโทรมาบอกว่า จะไม่รับผมในตำแหน่งอาจารย์ประจำ แต่ให้เป็นอาจารย์พิเศษแทน ซึ่งมาบอกผมในวันสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ปิดรับสมัคร ผมจึงตัดสินใจลาออกกลางคันเพราะรับวิธีการนี้ไม่ได้

 “สุดท้ายก็ได้มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสอนมาได้ 4 ปีกว่าๆ สนุกมากครับ เพราะเด็กเจนนี้เก่ง ซึ่งถ้าเราไม่เก่งจริง เด็กจะไม่ศรัทธาจึงต้องอัพเดทตัวเองเสมอ และต้องรู้ทันเด็ก เพราะเดี๋ยวนี้เขาใช้เอไอทำงานเยอะ ก็ต้องมีวิธีการแก้เกมส์ เช่น ผมจะเอาโจทย์ที่ตัวเองคิด ส่งให้ Chat GPT ตอบหลายๆ แบบ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า มันตอบแนวไหน หากมีนักศึกษาตอบคล้ายกัน ก็เท่ากับว่าให้เอไอทำการบ้านแทน ซึ่งถ้าผมจับได้จะติด 0 โดยไม่มีข้อแก้ตัว เด็กจึงกลัวมาก รวมถึงงานที่ส่งผม ต้องเป็นการเขียน ห้ามพิมพ์ และงดใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน ผมสนใจกระบวนการทำงานมากกว่าผลลัพธ์ เพราะต่อให้งานเพอร์เฟค แต่ใช้เอไอทำก็ไม่เกิดประโยชน์

 “นอกเหนือจากงานวิชาการ ก็คืองานบริการวิชาการ งานวิจัย รวมถึงงานการทนุบำรุงศาสนาและวัฒนธรรม อย่างานบริการวิชาการ คือการบรรยาย ให้ความรู้เกี่ยวกับคดีต่างๆ เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญตามคดี”

เคยเจอเคสที่รู้สึกว่า ผู้ร้ายเก่งและฉลาดมากไหมคะ

            “เคยครับ เคสนี้ย้อนกลับไปหลายปี ผู้ต้องหาชื่อน้องตูน เป็นเด็กผู้หญิง อายุ 17 ย่าง 18 โดนจับคดีมียาเสพติดในครอบครอง 20 กิโลกรัม ตอนนั้นผมต้องทำงานวิจัยในเรือนจำจึงได้มีโอกาสไปคุยกับน้องในคุก จึงได้รู้ว่าเขาทำงานให้กับนักธุรกิจสีเทา ซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ นักธุรกิจคนนี้ให้โอกาสตูนลองขายยาล็อตใหญ่ ซึ่งตูนก็ฉลาด แม้จะไม่ได้เรียนจบวิศวะ แต่สามารถสร้างเครื่องบินบังคับระยะไกลได้และใช้เครื่องบินนี้ส่งยาบ้าที่เรือนจำเขาดินจนเป็นข่าวดัง ไม่เพียงเท่านั้นก่อนจะถูกจับได้ เธอกำลังประดิษฐ์พารามอเตอร์ไร้ขนขับเพื่อส่งยา ผมอยากรู้ว่าทำไมคนเก่ง อัธยาศัยดี ฉลาด พูดรู้เรื่อง แถมไม่เคยเสพยา จึงตัดสินใจทำความผิด

            “ปมของตูนมาจากการมีครอบครัวฐานะยากจน ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่รายได้จากการค้ายา ทำให้เธอมีเงินซื้อทุกอย่าง มีบ้าน มีรถป้ายแดง เวลาที่เล่า ตูนพูดด้วยแววตาที่ภูมิใจ ซึ่งทุกวันนี้เธอโดนจำคุกตลอดชีวิต

            “ปกติแล้วธรรมชาติมนุษย์จะแบ่งเป็นประเภท คนที่ท้อแท้, คนที่สู้ และคนที่ใช้ทางลัด ในทางอาชญวิทยาจะมีทฤษฎีความกดดัน เรียกว่า American dream เป็นความกดดันที่ทุกคนอยากประสบความสำเร็จ เช่น อยากรวย อยากมีบ้าน มีรถ แต่ละคนจะมีหนทางใช้ชีวิตเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น ถ้าคนที่สู้ก็จะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน เก็บเงิน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ส่วนคนที่ท้อแท้จะรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้ยากเกินไป ขอเล่นยาไปวันๆ ไม่สนใจโลก ส่วนพวกที่ใช้ทางลัดคืออยากรวยเหมือนกัน แต่การเดินตามครรลองนั้นยาก คู่แข่งเยอะ ถ้าเกิดมาบ้านจน ต้นทุนก็จะสู้คนอื่นไม่ได้ ต้องซิกแซก เขาจึงต้องก่ออาชญากรรมเพราะมันง่ายกว่าและได้เงินมากกว่าต้องยอมรับว่า สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเพราะไม่เท่าเทียมตั้งแต่แรก”

ถ้าลดความเหลื่อมล้ำ อาชญากรรมจะลดลงไหม

“ลดแน่นอนครับ ความเท่าเทียมและการศึกษาคือพื้นฐานสำคัญ ถ้าคนมีการศึกษา มีจิตสำนึก การกระทำความผิดจะลดลง แต่จะทำอย่างนั้นได้ การศึกษาบ้านเราต้องเท่าเทียมกันก่อน ทุกวันนี้เรายังแย่งกันเข้าโรงเรียนดังอยู่เลย หรือลองดูคุณสมบัติของครูก็ได้ครับ คณะครุศาสตร์เป็นคณะที่คะแนนต่ำ และผมไม่ได้เหมารวมทุกคนนะ แต่ก็มีอยู่หลายคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดจึงไปเรียนครูเพราะเข้าง่าย จึงเท่ากับว่าคุณเอาเด็กเรียนไม่เก่งไปสอนเด็กทั่วประเทศ

“หรืออย่างช่วงที่ผ่านมา มีการประกาศเกณฑ์สอบผ่านโทอิคว่า ครู ต้องได้คะแนน 400 เต็ม 990 มีคนออกมาประท้วงว่าเกณฑ์นี้สูงเกินไป ต้องลดคะแนนลง คำถามคือเด็กไทยจะพูดภาษาอังกฤษได้อย่างไรล่ะครับถ้าครูเป็นอย่างนี้?  ในขณะเดียวกัน เด็กเรียนเก่งก็ไม่อยากเป็นครูเพราะได้เงินเดือนน้อยซึ่งข้าราชการได้เงินเดือนน้อยจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าอยากแก้ ต้องรื้อทั้งระบบ

            “กลับมาที่การก่ออาชญากรรม ปัจจัยที่จะหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งตัดสินใจเป็นอาชญากร เกิดจากปัจจัยหลายทั้งสภาพแวดล้อมที่บ้าน การศึกษา พันธุกรรม โรคทางจิต ความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์รอบตัวที่ทำให้จำใจต้องก่อเหตุ”

อาจารย์ชอบศึกษาคดีอาชญากรรมแนวไหนคะ

            “ฆาตกรต่อเนื่องครับ เพราะเป็นโลกมืดที่น่าสนใจและจิตใจมนุษย์ซับซ้อนที่สุด เวลาวิเคราะห์ฆาตกรต่อเนื่องไม่ใช้การวิเคราะห์เหมือนคดีทั่วไป หากอยากวิเคราะห์คนร้าย ต้องอาศัยหลายศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และการฆ่าต่อเนื่องมีหลายรูปแบบ เช่น การฆ่าต่อเนื่องที่มีแบบแผนชัดเจน คือเหยื่อจะมีลักษณะเหมือนกัน เช่น ผู้หญิงผมยาว กับอีกแบบคือฆ่าไปเรื่อยหรือแรนดอม แต่มีหมวดหมู่ครอบคลุม อย่างในคดีสมคิด พุ่มพวง ที่ฆ่าแบบไม่สนใจรูปลักษณ์ แต่จะฆ่าเฉพาะคนขายอาชีพบริการ

            “คำว่า ฆาตกรต่อเนื่องมีคำจำกัดความอยู่ ในปี 1970 หมายถึงการฆ่าคนตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป พอปี 1990 ก็ลดจำนวนเหลือ 3 ศพ เพราะทางการไม่อยากรอให้ฆ่าถึง 4 ศพแล้วค่อยระบุว่าเป็นการฆาตกรต่อเนื่อง  ไม่อย่างนั้นจะจับผู้ร้ายไม่ทันการ และตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ก็เปลี่ยนหลักการใหม่ว่าฆ่าแค่ 2 ศพก็คือว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องแล้ว สำหรับระยะห่างในการฆ่า สามารถวัดได้ตั้งแต่หลักชั่วโมงจนถึง 10 ปี เช่น ปีแรกฆ่า 1 ศพ พอปีที่ 10 ฆ่าอีกศพ ก็ถือว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องได้เช่นกัน

            “แต่บางครั้งข่าวฆาตกรต่อเนื่องในไทย ไม่ได้สร้างการตระหนักรู้ที่ชัดเจน เช่น มีคดีที่พ่อฆ่าลูกตัวเอง 3 ศพ โดยเอาไปฝังดินที่ต่างจังหวัด ที่จริงคดีนี้เข้าข่ายฆาตกรต่อเนื่อง แต่เวลาเราเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตว่า ฆาตกรต่อเนื่องในเมืองไทยมีกี่เคส ข่าวนี้กลับไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ จึงควรสร้างการรับรู้กันใหม่”

เพราะอะไรคนกลุ่มนี้ ถึงอยากฆ่าคนจำนวนมาก

            “เกิดจากปมในใจไม่มากก็น้อย แต่อย่างน้อยต้องมีปม ถึงจะฆ่าคนได้ต่อเนื่อง และคนร้ายจะมีบุคลิกภาพแบบต่างๆ เช่น โซซิโอพาธ  (Sociopath โรคบุคลิกภาพผิดปกติที่ต่อต้านสังคม) หรือ ไซโคพาธ (Psychopath  บุคคลที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ใช้ความรุนแรง) ซึ่งโรคทางจิตที่รุนแรงสามารถส่งต่อทางสายเลือดได้ เพราะเป็นกรรมพันธุ์ สมมุติว่าถ้าพ่อเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ลูกก็มีแนวโน้มที่ฆ่าได้เช่นกัน แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป

            “เคยมีเคสศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาคนหนึ่งชื่อ เจม ฟอลลอน ได้ศึกษาสมองฆาตกรต่อเนื่องมายาวนาน จนพบว่าสมองของฆาตกร มีความผิดปกติ โดยจะมีการหดตัวของสมองในส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งจะทำหน้าที่ประมวลอารมณ์ โดยเฉพาะความกลัว ก้าวร้าว รวมถึงการหดหัวของสมองส่วนที่เรียกว่า แอนทีเรีย ซิงกูเลต คอร์เท็กซ์ (Anterior cingulate cortex) ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความก้าวร้าว และขาดความเห็นอกเห็นใจ เขาศึกษาสมองฆาตกรมาได้ระยะหนึ่ง ก็ไม่พบเคสใหม่ๆ จึงปรึกษาแม่ว่า จะศึกษาในแง่ไหนต่อไปดี แม่ก็บอกว่า ลองศึกษาสมองตัวเองดูสิ เพราะญาติของเธอขึ้นไปสองเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ เคยเป็นฆาตกรต่อเนื่อง เขารู้ถึงกับตกใจเพราะไม่เคยทราบมาก่อน

            “เขาได้นำสมองของตัวเองมาศึกษา แล้วก็ต้องตกใจว่า สมองเขากับฆาตรกรต่อเนื่องมีบางส่วนที่คล้ายกัน โดยเฉพาะการหดตัวของอะมิกดาลา และส่วนของ แอนทีเรีย ซิงกูเลต คอร์เท็กซ์  เขาเกิดความสงสัยว่า ทำไมตัวเองยังไม่ฆ่าคน จึงเริ่มมองหาความแตกต่าง สรุปคือเขาไม่เคยโดนทารุณกรรมทางเพศตั้งแต่เด็ก ซึ่งญาติของเขาเคยโดนมากก่อน การทารุณกรรมคือตัวกระตุ้นสำคัญ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าคุณมีสมองเหมือนฆาตกร แล้วคุณจะฆ่าคน ปัจจัยหลักอยู่ที่ว่า คุณเติบโตมาอย่างดีหรือเปล่า”

ผู้กระทำผิด สามารถออกจากวังวนจากการทำร้ายคนได้ไหมคะ

            “บางคนไม่สามารถห้ามตัวเองได้ครับเพราะมีความผิดปกติทางสมอง และบางครั้งสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็น สันดาน ถ้าคุณอายุ 7 ขวบแล้วไม่ได้รับการแก้ไข คุณจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เนื่องจากบุคลิกและอัตลักษณ์จะถูกหล่อหลอมตั้งแต่เกิด ดังนั้นตัวตนเราจะเกิดขึ้นตอนอายุ 7 ขวบ เพราะฉะนั้นอย่าหวังสอนลูกตอนเรียนมัธยม คุณต้องฝึกตั้งแต่ประถม ไม่เชื่อลองไปดูสถิติเด็กที่เข้า-ออกสถานพินิจ สุดท้ายชีวิตเขาต้องเข้าออกเรือนจำเพราะแก้ไม่หาย เช่น เด็กอายุ 13 ที่ฆ่าคุณป้าบัวผัน ย้อนกลับไป เขาเริ่มฆ่าคนตั้งแต่อายุ 11 ขวบแล้ว เคสแบบนี้ไม่มีทางรักษาหาย”

มาที่ฝั่งเหยื่อบ้าง ทำไมคนที่เป็นเหยื่อ ถึงเป็นเหยื่อตลอดไปคะ

“ต้องอธิบายด้วยวิชาเหยื่อวิทยา และต้องเจาะเป็นกรณีไป ผมขอยกตัวอย่างเหยื่อที่ทนอยู่กับการกระทำซ้ำซาก เช่น เมียที่ยอมโดนผัวซ้อมเป็น 10 ปีก็ยังทน เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจที่เหยื่อ ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ เหตุผลหลักที่เหยื่อทนคือ ถูกเลี้ยงดูแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เหยื่อเข้าใจความรักไม่เหมือนคนทั่วไป เขาอาจจะเคยเห็นภาพพ่อซ้อมแม่ พ่อแม่มีชู้ ทะเลาะตบตีกันจนเป็นเรื่องปกติ และถ้าเขาถามแม่ว่า ทำไมถึงทน แม่อาจจะตอบว่าเป็นผู้หญิงต้องอดทน ผู้ชายก็เจ้าชู้อย่างนี้แหละ คำตอบแบบนี้ก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการส่งต่อ ความไม่เท่ากันระหว่างเพศในสังคมด้วย เด็กก็ต้องจำใจยอมรับว่าความเจ้าชู้เป็นเรื่องธรรมดา หรือถ้าแม่สอนว่า มีครอบครัวต้องอดทน ลูกคุณก็จะทนมือทนเท้ามากครับ เพราะฉะนั้นถ้าเหยื่อโดนตบหน้า เขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ นอกจากเหตุผลจากการเลี้ยงดู การเป็นเหยื่ออาจมาจากปัจจัยอื่นๆ เช่น เหยื่อต้องพึ่งผู้ก่อเหตุ ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ที่ยู่อาศัย หรือหน้าตาทางสังคม

“แต่ถ้าคุณไปดูเด็กที่เติบโตมาอย่างดี หากเขาเจอผู้ชายไม่ให้เกียรติ เช่น ตะคอกใส่ต่อหน้าเพื่อน เขาสามารถเดินหนีจากความสัมพันธ์ได้เลยนะ เพราะความรักที่เขาได้รับจากที่บ้านกับความรักที่อยู่ตรงหน้า ไม่เหมือนกัน”

            “เพราะฉะนั้นโอกาสที่เหยื่อจะหลุดจากความเป็นเหยื่อจึงยาก เพราะมีมายด์เซ็ตเกี่ยวกับความรักและครอบครัวผิดเพี้ยนไป และบางครั้งเราก็ดูละครเยอะเกินไปครับ จนคิดว่าครอบครัวต้องมีพ่อแม่ลูกถึงสมบูรณ์ แล้วยอมโดนผัวซ้อมเอา”

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

เจาะลึกสัญชาตญาณมนุษย์กับ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร

ในช่วงหลังเราจะเห็นบทบาท ที่อาจารย์ถูกเชิญไปวิเคราะห์ผู้ต้องสงสัยในรายการทีวี มีวิธีทำการบ้านอย่างไรคะ

            “เรียนรู้ข้อมูลให้มากที่สุด เช่น ก่อเหตุอะไรมา เรื่องราวเป็นยังไง ฟังให้ครบทุกด้าน แล้ววางวัตถุดิบเป็นกลางก่อน ในโลกแห่งวิชาการ จะมีสิ่งที่เรียกว่า ข้อเท็จจริง ซึ่งมีเพียงอย่างเดียวเรียกว่า Fact  และมีอีกสิ่งที่เรียกว่า ความจริงหรือ Truth ซึ่งความจริงมีหลายแบบ ขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน เช่น ผมจับคอเสื้อคนแล้วเขย่า Fact คือผมเขย่า แต่ Truth จากคนอื่นๆ อาจมองว่าผมทำร้ายเขา หรืออาจจะเห็นว่าผมกำลังปลุกเขาให้ตื่นก็ได้ เราต้องรู้ทุกมุม แล้วพยายามคิดเส้นทางการก่อเหตุ ดูหลักฐานทั้งหมดว่าสอดคล้องไปด้านไหน และก็ต้องดูภาษากาย จากนั้นค่อยยิงคำถาม

ภาษากายโกหกกันได้ไหม

            “ถ้าเป็นนักแสดงตุ๊กตาทองที่ผ่านการฝึกเรื่องกล้ามเนื้อใบหน้ามา ทำได้ครับ แต่ท้ายสุดอวัยวะก็อยู่เหนือการควบคุม นักแสดงอาจมุ่งเน้นเรื่องการแสดงใบหน้า แต่บางครั้งเขาไม่สามารถควบคุมนิ้วมือหรือเท้าได้ เช่น เวลาเครียดบางคนจะบีบมือหรือประสานมือแน่นๆ โดยไม่รู้ตัว

            “เพราะฉะนั้นต่อให้เขาศึกษาท่าทางมาและศึกษาให้รู้เท่าผม อย่างไรก็ควบคุมร่างกายไม่ได้อยู่ดี เพราะมันคือระบบประสาทอัตโนมัติ (ดร.ตฤหณ์สาธิตด้วยการตบโต๊ะเสียงดังโดยไม่บอกกล่าว จนทีมงานสะดุ้งเฮือก) เห็นไหมครับ ความตกใจมันห้ามไม่ได้ และมีอีกส่วนหนึ่งที่มนุษย์ไม่สามารถคุมได้ นั่นคือสมองส่วนหลังสุด เรียกว่า สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน หรือ Reptilian brain ทำงานแบบระบบออโต้ไพล็อต  เช่น การหายใจ หัวใจเต้น เราไม่สามารถบอกให้ตัวเองหายใจช้าลง หรือใจเต้นน้อยลงได้

            “ส่วนสิ่งที่มนุษย์ควบคุมได้คือสมองส่วนหน้า เช่น คุณสามารถควบคุมการนั่งไขว่ห้าง พยายามยิ้มได้ และจะมีสมองส่วนคิด (Neocortex) ที่สามารถวางแผนว่าจะโกหกได้เช่นกัน  เช่น จะแกล้งร้องไห้หรือยิ้มสู้ก็ได้ แต่ทุกครั้งเมื่อสิ่งที่เรารู้สึกไม่ไปกับเรื่องที่โกหก ร่างกายจะฝืนทำให้กล้ามเนื้อบนหน้าไม่ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะกล้ามเนื้อบริเวณหน้าถูกควบคุมโดยสมองอีกส่วนที่ชื่อว่า ซีรีเบลลัม (cerebellum)  ซึ่งอยู่ทางหลังของศีรษะ ไม่ได้อยู่ตรงสมองส่วนคิดครับ

            “เคยเห็นคนที่ยิ้มแต่หน้าซีดไหมครับ เพราะแท้ที่จริงเขากำลังกลัว เวลากลัว สมองจะสั่งการว่า อันตรายกำลังจะมาถึง มันสั่งให้เราหนี จึงทำให้เลือดจากหัวใจไปสูบฉีดที่กล้ามเนื้อสะโพก เนื่องจากสะโพกควบคุมขาเพื่อเตรียมวิ่ง ร่างกายส่วนบนจึงซีด มือเย็น ปากซีด ปากสั่น ส่วนเวลาเราโกรธ ที่เลือดขึ้นหน้าเพราะเมื่อโมโห ร่างกายจะเข้าสู่โหมดต่อสู้ ซึ่งเราจะใช้มือและฟัน ดังนั้นเลือดจะขึ้นมาที่ร่างกายส่วนบน ส่วนร่างกายข้างล่างจะชา สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามอัตโนมัติ โดยที่คุมไม่ได้” 

ส่วนใหญ่อาการที่เห็นชัดคืออะไรคะ

            “ตกใจครับ อวัยวะที่มนุษย์จะล่อกแล่กมากที่สุดคือ ตา ปาก คิ้ว เวลาตกใจตาเราจะเบิกกว้าง ปากจะซีด คิ้วจะเลิ่กขึ้น ซึ่งขึ้นกับการยิงคำถามด้วย  คือคุณต้องถามตอนที่เขาไม่ได้ตั้งตัว เช่น ผู้ต้องกำลังกินข้าวในวงกินเลี้ยง พอทั้งโต๊ะเงียบ แล้วคุณตั้งคำถามโพล่งออกมาว่า ขโมยของไปใช่ไหม เขาจะตกใจแน่นอนเพราะไม่ทันตั้งตัว แต่สิ่งที่คนไทยชอบทำก็คือเผยไต๋ก่อน เช่น  ‘ตอนเที่ยงมาเจอพี่ที่ห้อง เรามีเรื่องต้องคุยกัน’ หากบอกไปแบบนี้ เขาจะมีเวลาเตรียมตัวครับ เพราะฉะนั้นถ้าสังเกตดูในรายการ ผมจะชอบยิงคำถามโดยไม่ทันตั้งตัว

“อีกหนึ่งคำแนะนำคือ อย่าส่งคำถามล่วงหน้าว่าคุณจะถามอะไร เพราะส่วนใหญ่เรามักจะส่งคำถามไปให้เขาตรวจก่อน คุณควรยิงคำถามที่ทำให้เขากลัว อึดอัด หรือตกใจซึ่งๆ หน้า เพราะฉะนั้นควรทำการบ้านว่า คนทำผิดจะอึดอัดถ้าได้ยินคำถามแบบไหน? และสำหรับนักข่าว เวลาถ่ายคลิป ไม่ต้องถ่ายผู้สื่อข่าว แต่ให้ถ่ายหน้าผู้กระทำผิด และควรถ่ายทั้งตัวด้วยเพื่อดูภาษากาย”

เครื่องจับเท็จที่ดีที่สุดคืออะไรคะ

            “สัญชาตญาณของมนุษย์ครับ แม่นยำที่สุดแล้ว แต่ขึ้นกับคนเหมือนกันนะ บางคนสัญชาตญาณแม่นยำก็เชื่อถือได้ แต่คนไหนโดนหลอกบ่อยๆ แปลว่าไม่มีเซนส์ เช่น ถ้าคุณแยกไม่ออกว่าเขาแกล้งร้องไห้หรือร้องจริง คุณไม่มีสัญชาตญาณ เซนส์ที่เราพูดถึงคือเซลล์กระจกสะท้อนที่อยู่ในสมอง (Mirror neuron system)  เซลล์นี้จะสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างอารมณ์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องแปลอารมณ์คนอื่นตลอดเวลา”

ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ อาจารย์ระแวงคนไหมคะ

            “ตั้งแต่รู้เรื่องเหล่านี้ ผมเชื่อใจคนยากขึ้น ตั้งธงไว้เลยว่าเรื่องที่ได้ยินไม่จริง หากจะเชื่อใจใครต้องใช้เวลา เพราะสันดานเสแสร้งได้ในช่วงไม่กี่เดือน เราแสร้งเป็นคนดีได้ แต่สุดท้ายก็จะเล็ดลอดออกมาในตอนที่เผลอ เช่น คุยกับเด็กเสิร์ฟ หรือโดนรถปาดหน้า เพราะฉะนั้นเวลาดูใคร ควรจะดูทั้งหมด และหากอยากรู้จักใครอย่างลึกซึ้งต้องใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างการออกเดทกับผู้หญิงซึ่งใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง เชื่อถืออะไรไม่ได้ เพราะต้องแสดงด้านดี เพราะฉะนั้นการอยู่ก่อนแต่งจึงสำคัญมาก

              “สำหรับระยะเวลาที่จะดูว่าคนนี้ดีหรือร้าย ขึ้นกับความสามารถของแต่ละคน บางคนดูออกทันที เคยเจอเหตุการณ์ไม่ชอบขี้หน้าคนแต่แรกไหมครับ หากเคยเจอประสบการณ์นี้ นั่นก็เกี่ยวกับสมองที่อยู่ตรงสมองด้านหน้าเรียกว่า  Dorsomedial prefrontal cortex สมองส่วนนี้จะสะสมสิ่งที่เราไม่ชอบตั้งแต่เด็ก เช่น เราเคยโดนคนลักษณะนี้แกล้งหรือโดนลวนลามทางเพศ เราอาจจะจำไม่ได้ แต่สิ่งนี้จะติดอยู่ในจิตใต้สำนึก ทำให้เราเกลียดบางคนโดยไม่มีเหตุผล”

คนกลัวที่จะเข้าหาอาจารย์ไหม

            “ถ้าเป็นเพื่อนสนิทไม่กลัวหรอก แต่ถ้าเป็นคนใหม่ๆ ที่เพิ่งรู้จักกันก็จะกลัว อย่างเวลาไปออกรายการจะมีทนายบางคนแจ้งกับทางรายการไว้เลยว่า ‘ถ้าอาจารย์ตฤหณ์มารายการนี้ ผมไม่ไปนะ’ หนึ่งเพราะผมพูดตรงมาก สอง ถ้าไม่สะอาดจริงจะไม่กล้านั่งโต๊ะเดียวกัน เพราะกลัวผมจับโกหกได้ ซึ่งมีอยู่หลายครั้งที่คนทำผิด แค่เห็นหน้าผมหรือผมถามเพียงนิดเดียว ความจริงก็หลุดออกมาแล้ว

“สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ เกี่ยวกับทฤษฎีปรากฏกายครับ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการป้องกันอาชญากรรม เราจึงต้องมีเครื่องแบบตำรวจ สมมุติว่าผมกำลังจะปล้นเซเว่น เห็นตำรวจเดินมาซื้อกาแฟ ผมหยุดทันที หรือบางคนแค่เจอผม แล้วรู้ว่าผมจับโกหกได้ เขาจะเกิดความกดดันตั้งแต่ก่อนคุย แม้ผมจะนั่งเฉยๆ แต่ความกดดันนี้จะวนเวียนอยู่ในหัวเขาจนกลายเป็นความเครียด บางคนเริ่มบีบมือ เหงื่อออก และเมื่อถึงคราวที่ผมต้องถาม เขาต้องหายใจลึกๆ เพราะกลัว”

คนเราสามารถโกหก จนเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงได้ไหมคะ

            “ได้ครับ เราสามารถหลอกตัวเองซ้ำๆ จนคิดว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงได้ การโกหกสามารถแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มผู้ป่วยกับมิจฉาชีพ อย่างมิจฉาชีพเขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่ได้มีพลังพิเศษ แต่ก็หลอกต่อไปเพราะอยากได้เงิน ในขณะที่อีกกลุ่มป่วยจริงๆ คิดว่าตัวเองมีพลัง บินได้ เหาะได้จริง อย่างนี้จะเรียกว่าโรคจิตเภท สองอย่างนี้ไม่มีอะไรดีทั้งคู่ แต่เมืองไทยมีเยอะมาก

            “ที่มิจฉาชีพมีเยอะเพราะคนรู้ไม่เท่าทัน แต่จะไม่มีใครเป็นเหยื่อเลย ตราบใดที่มีสติปัญญา แต่คนไทยมีความเชื่อและความงมงายเป็นทุนเดิม เราติดนิสัยชอบขอและคาดหวัง เช่น ทำบุญ 20 บาทก็ขอให้ถูกรางวัลที่ 1 ซึ่งถ้าผมเป็นพระเจ้าก็คงไม่ให้เพราะขาดทุน เราขอจนติดเป็นวัฒนธรรม และศรัทธาก็เป็นสิ่งที่ฝังแน่นมาก ยังจำข่าววัดดังย่านรังสิตเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ไหม ที่ทำบุญเยอะจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูง ความศรัทธานั้นทำให้ผัวเมียทะเลาะกัน ขายบ้าน ขายรถ เพื่อเอาเงินไปบริจาค นั่นคือการล้างสมองรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นทักษะสำคัญของมิจฉาชีพคือพูดเก่ง ซึ่งมาในหลายรูปแบบ พระก็ใช้การพูด คอลเซนเตอร์ก็ใช้การพูดเช่นกัน

            “การล้างสมองน่ากลัวนะครับ ที่อเมริกาคนสามารถรวมตัวกันฆ่าตัวตายหมู่พร้อมกันถึง  900 คน ไปจนถึงการกลายเป็นคนกลุ่มหัวรุนแรง หรือการฟังพระ ก็เป็นการล้างสมองรูปแบบหนึ่ง ถ้าศรัทธามากๆ เชื่อทุกคำพูดจะน่ากลัวมาก ผมจึงมักบอกลูกศิษย์เสมอว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่อาจารย์พูด ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาด้วยตัวเอง เพราะอาจมีสิ่งใหม่มาหักล้างทฤษฎีเดิมได้”

จะป้องกันตัวเองอยากมิจฉาชีพได้อย่างไรคะ

            “มีสติครับ ตั้งคำถามและให้เวลากับตัวเอง เพราะมิจฉาชีพจะเร่งเราด้วยความเร็ว เช่น ถ้าชั่วโมงนี้ ไม่โอนเงินมาจะโดนอายัดบัญชี เราจะโดนกดดันด้วยหลักการกระชั้นชิด ซึ่งพอเครียดหรือรีบเกินไป สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เหตุผลจะโดนบล็อกและเมื่อเรากลัว คิดไม่ออก มิจฉาชีพจะยื่นมือมาช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น มิจฉาชีพไม่มีวันหายไป เพราะเป็นการเล่นกับอารมณ์คน และมิจฉาชีพก็หลอกเหยื่อสำเร็จทุกวัน เฉลี่ยวันละพันคน”

เคยโดนมิจฉาชีพโทรหาไหมคะ

            “เคยครับ คนกลุ่มนี้มักจะเอาชื่อจริงมาอ้างถึง เช่น ชื่อจริงของตำรวจ ที่มีคดีจริงๆ ในข่าว ณ ขณะนั้น เพราะดูน่าเชื่อถือ วิธีที่ง่ายที่สุดคือวางสายทิ้ง ไม่ต้องคิดว่าคุณรู้ทัน เพราะหลายคนคุยไปคุยมากลายเป็นเชื่อ  ผมแนะนำให้คุณตั้งสติ 45-60 นาที ตั้งคำถามกับตัวเอง เขาคือใคร ต้องการอะไร เรื่องนี้ดูน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะสุดท้าย ไม่มีใครเร่งรัดเอาอะไรไปจากเราได้หรอกครับ

            “อีกเคสที่เจอเยอะมากคือ คือโรแมนซ์สแกมเมอร์ จะเป็นสาวๆ ที่ทักหาคนแก่ เคสแบบนี้มีอัตราความเสียหายเยอะกว่าช้อปปิ้งออนไลน์อีกนะ และคนไทยก็อายเกินกว่าจะแจ้งความเพราะกลัวเสียหน้า โดยเขาจะเลือกเหยื่ออายุเฉลี่ย 45 ปีขึ้นไปเพราะมีเงิน มีเวลา และเหงา

            “หลักการของมิจฉาชีพคือ ขายความหวังให้คนจนและขายความกลัวให้คนรวย  คนรวยหลอกง่ายเพราะคิดว่ามีทุกอย่างแล้ว เสียไปฉันก็มี ส่วนคนจนก็หวังอยากได้เงิน อยากได้สิ่งของ ซึ่งไม่มีใครให้อะไรเราฟรีๆ หรอก” 

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

นอกจากงาน ชีวิตส่วนตัวชอบทำอะไรคะ

            “ช่วงนี้ไม่มีชีวิตส่วนตัวเลยครับ เพราะผมทำงานมา 7 วันมา 5 เดือนแล้ว ตอนนี้อยากพัก อยากกินของอร่อยๆ อยากนอนเฉยๆ

            “หากมีเวลาว่าง ผมชอบจิบเบียร์เย็นๆ แล้วโยนโบว์ลิ่งเพราะได้ใช้กำลังดีโดยไม่ต้องโดนแดด ซีรีส์ก็ชอบดู แต่เป็นประเภทต้องดูให้จบรวดเดียว ผมชอบดูการ์ตูนมาก ดูได้ทุกแนว ทั้งเครียดและติงต๊อง ส่วนหนังอาชญากรรมก็ชอบครับ อย่าง Silence of the lamb เป็นหนังที่ชอบมาก เพราะเล่าถึงฆาตกรที่มีตัวตนจริงและเป็นหนังที่นักอาชญวิทยาต้องดู อีกเรื่องคือซีรีส์ Dahmer ที่หยิบเรื่องจริงของ Jeffrey Dhamer ฆาตกรต่อเนื่องมาทำเป็นซีรีส์ได้ละเอียดมาก

            “ส่วนหนังผีก็ชอบ เพราะดูไม่จริงดี เหมือนหลุดไปอีกโลกคาดเดาไม่ได้  ผมชอบเรื่อง The Conjuring หรือแนวบาทหลวงไล่ผี เพราะจะได้รู้ประวัติศาสตร์ไปด้วย ทั้งเรื่องเทพปกรณัม การคลั่งซาตาน ซึ่งก็เป็นเนื้อหาที่ผมต้องสอนเหมือนกัน”

ชีวิตตอนนี้มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง

            “ผมอยากงต่อความรู้ให้คนเป็นเหยื่อน้อยลงได้มากกว่านี้ อยากให้คน รู้จักอาชญากรรม รู้ทันและป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพได้ ทุกวันนี้จึงทำงานบริการวิชาการทั่วประเทศ

            “ผมคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อน อย่าไว้ใจใครแม้กระทั่งเพื่อนที่รู้จักกันมา 10 ปี เพราะคุณไม่มีทางรู้จักเขาดี เวลาคุณรู้จักใคร คุณรู้จักเขาไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ จะคบใครให้ชั่งใจ เผื่อใจไว้ครับว่าไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราคาดหวังทั้งหมด”

คนที่อาจารย์ไว้ใจมากที่สุด คือตัวเองหรือเปล่าคะ

            “ไม่ไว้ใจตัวเองด้วยซ้ำ (หัวเราะ) เคยตั้งใจว่า ฉันจะลดความอ้วน ถ้าออกไปกินข้าวกับเพื่อนจะไม่กินเบียร์เด็ดขาด สุดท้ายก็ทำไม่ได้ ดื่มอยู่ดี ผมตัดปัญหาเลย ไม่ไปแค่นั้นก็จบ

            “ผมคิดว่า แม้ความไว้ใจเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าไว้ใจใครเลย เพราะบางครั้งก็ทำให้เราไม่ปลอดภัย และผมรู้สึกว่าชีวิตตอนนี้ ไม่ได้ต้องการความสบายใจ ผมแค่รู้สึกสนุกกับงานทำงานอยู่ กลับบ้านได้เลี้ยงแมว ได้อยู่กับครอบครัว ชีวิตแฮปปี้แล้วครับ”


อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ใน นิตยสารแพรว ฉบับกรกฎาคม 2568

เรื่อง ปาจรีย์

ภาพ อิทธิศักดิ์​

Vora Visions เปิดตัวสาขาใหม่ ณ ลิเบอร์ตี้ สแควร์ สีลมยกระดับการดูแลสายตาด้วย “Progressive Experience Center” แห่งแรก

Vora Visions ผู้นำด้านแว่นตาและเลนส์สายตาคุณภาพสูง เพื่อสุขภาพสายตาที่สมบูรณ์แบบและการมองเห็นที่คมชัด ภายใต้การดูแลโดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง นำโดย นพ. สุพงษ์และพญ. เตือนใจ วงศ์วรเศรษฐ์ ผู้ก่อตั้ง สยามจักษุ คลินิกและนักทัศนมาตร พร้อมการบริการที่ใส่ใจทุกขั้นตอน เปิดตัวสาขาใหม่แห่งที่ 9 ณ อาคารลิเบอร์ตี้ สแควร์ สีลม ชั้น G ที่ถูกออกแบบตามแนวคิด “Progressive Experience Center” แห่งแรกของ Vora Visions ในวันพุธที่ 9 กรกฎาคม 2568

Progressive Experience Center เป็นพื้นที่ออกแบบพิเศษที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกและแนะนำการใช้งานของแว่นโปรเกรสซีฟให้ถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านสถานการณ์จำลองเสมือนใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่อื่น ๆ ภายในบ้าน และโซนจำลองการตีกอล์ฟในร่ม เพื่อการใส่แว่นโปรเกรสซีฟอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

คุณวรสุตา วงศ์วรเศรษฐ์ (คุณวอร่า) กรรมการผู้จัดการ Vora Visions กล่าวว่า “วอร่าเติบโตมากับสยามจักษุ คลินิก ซึ่งเป็นคลินิกตา จะเห็นเลยว่าหลายคนกลัวคลินิกหรือสถานพยาบาล เพราะจะรู้สึกว่ามีความเคร่งเครียดและเป็นทางการมากเกินไป วอร่าอยากให้การมาร้านแว่นตา Vora Visions เป็นมากกว่าร้านแว่นตาทั่วไป ซึ่งลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ผ่อนคลาย สบายใจ เหมือนอยู่บ้านและได้ทดลองใช้แว่นในสถานการณ์ที่ใช้งานจริง เพื่อความมั่นใจในการเลือกใช้เลนส์ที่ดีที่สุด”

นอกจากนี้ ภายในงาน Grand Opening ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษให้ผู้ร่วมงานสัมผัสประสบการณ์ใหม่ผ่านกิจกรรม Personal Color และการวิเคราะห์ Stylish Face Shape  ซึ่งในงานนี้ เราได้รับเกียรติจากนักแสดงและผู้จัดละครชื่อดัง คุณเจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี มาร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์ตรงในการเลือกใช้แว่นจาก Vora Visions และพร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณบูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง นักแสดงและพิธีกรมากความสามารถ ที่มาร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการเลือกแว่นตาผ่านกิจกรรม Personal Color และ Stylish Face Shape อย่างใกล้ชิด

Vora Visions จำหน่ายแว่นตากว่า 50 แบรนด์ชั้นนำ อาทิ Lindberg, Cartier, Gucci, Prada, MiuMiu พร้อมเลนส์คุณภาพสูงจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Rodenstock (เยอรมนี), Zeiss (เยอรมนี), Hoya (ญี่ปุ่น), และ Essilor (ฝรั่งเศส) รวมถึง Nikon และ Shamir ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสายตา ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกวัย ตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน ไปจนถึงผู้ใหญ่ ที่ต้องการเลนส์โปรเกรสซีฟ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะบุคคล พร้อมบริการแบบ Wellness ที่ผสมผสานสุขภาพสายตากับไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน Vora Visions ให้บริการครอบคลุมผ่านทั้ง 9 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่

  1. สยามสแควร์ ซอย 3
  2. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชั้น 18
  3. โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ชั้น 4
  4. โรงพยาบาลพญาไท 3 ชั้น 2
  5. โรงพยาบาลรามาธิบดี อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ชั้น 3
  6. โรงพยาบาลเมดพาร์ค ชั้น 12A
  7. โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ชั้น 3
  8. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาคารจักรีทศมรามาธิบดินทร์ ชั้น B1
  9. อาคารลิเบอร์ตี้ สแควร์ สีลม ชั้น G

โดย สาขาที่ 9 ณ อาคารลิเบอร์ตี้ สแควร์ สีลม นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพสายตาของ Vora Visions และเป็นสาขาแรกที่พัฒนาแนวคิด Progressive Experience Center ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อมอบประสบการณ์การใช้แว่นโปรเกรสซีฟในชีวิตประจำวันอย่างสมจริงโดยผู้เชี่ยวชาญ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่ LINE Official: @voravisions, Instagram: vv.voravisions หรือ Facebook: Vora Visions Optical Shop


เมนูฮิตหรือพิษเงียบ? Ultra-Processed Food เสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว I Health Matters x Cheewajit (EP.8)

เมนูฮิตหรือพิษเงียบ? Ultra-Processed Food เสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว I Health Matters x Cheewajit (EP.8)

อย่าปล่อยให้ “ความอร่อย” คุมชีวิต เพราะถ้าเผลอกินเพลินโดยไม่รู้เท่าทัน คุณอาจต้องจ่ายด้วยสุขภาพในวันข้างหน้า เพราะอาหารที่เรากินทุกวัน อาจเป็นต้นเหตุของโรคร้ายที่ไม่เคยเอะใจ โดยเฉพาะอาหารแปรรูปขั้นสูง หรือ Ultra-Processed Food (UPF) ที่แม้จะอร่อย สะดวก และตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบ แต่กลับซ่อนความเสี่ยงที่ค่อยๆ บ่อนทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

แพรว Health Matters x ชีวจิต (EP.8) ตอน “UPF เมนูฮิตหรือพิษเงียบ?” ทิชา พชรวรรณ จึงพาเปิดบทสนทนากับคุณหมอตั้ม – นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ เพื่อถอดรหัสภัยเงียบจาก UPF อาหารที่หลายคนคุ้นเคยแต่ไม่ทันระวัง ซึ่งในเทปนี้จะมาเจาะลึกว่า UPF คืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล และจะอยู่ร่วมกับมันอย่างสมดุลได้อย่างไร โดยไม่ต้องหักดิบเลิกกินทันที แต่เริ่มจากการ “รู้เท่าทัน” และปรับพฤติกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้ดูแลสุขภาพระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

  • 2:18 Ultra Processed Food คืออะไร ทำไมถึงน่ากลัว?
  • 4:24 ความแตกต่างระหว่าง Ultra-Processed Food กับ Processed Food?
  • 6:04 อาหารประเภทนี้ส่งผลต่อร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้อย่างไร?
  • 7:54 มีงานวิจัยใดที่ชี้ชัดว่าการกิน Ultra-Processed Food เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง?
  • 9:01 มะเร็งชนิดไหนสัมพันธ์กับการกิน Ultra-Processed Food มากที่สุด?
  • 10:30 ถ้าฮอร์โมนแปรปรวน การกินอาหารออร์แกนิกแทนช่วยได้ไหม?
  • 11:50 สังเกตอย่างไรว่ากิน Ultra-Processed Food มากเกินไป?
  • 13:24 อะไรทำให้คนเมืองตกอยู่ในวงจรของการกิน Ultra-Processed Food ได้ง่าย?
  • 16:35 ทำไม Ultra-Processed Food ยิ่งกิน ยิ่งอยาก?
  • 18:25 เด็กและวัยรุ่นควรระวัง Ultra-Processed Food อย่างไร?
  • 19:55 อยากลดหรือเลี่ยง Ultra-Processed Food เริ่มยังไงดี?
  • 21:01 เลี่ยง Ultra-Processed Food แล้ว ยังเสี่ยงมะเร็งไหม?
  • 22:24 มีวิธีหรืออาหารเสริมช่วยลดผลเสียจากการกินอาหารแปรรูปมากๆ ไหม?
  • 23:45 ไอเดียเมนูเลี่ยง Ultra-Processed Food สำหรับคนเมืองเร่งรีบ
  • 25:15 ฝากอะไรถึงคนไทยเรื่องการกินอาหารแปรรูปขั้นสูงและการดูแลสุขภาพ?

🎧 ฟังเวอร์ชั่นเสียง Praew Podcasts
Spotify: https://spoti.fi/3HrUeWq
Apple Podcasts: https://apple.co/43KPFOm
Soundcloud: https://bit.ly/4kwDGLz

Digital Beauty Editor & Producer: Lutairat Chaiya


ครบรอบ 27 ปี

Geranium Leaf ครบรอบ 27 ปี หอมคลาสสิก เขียวสดชื่นจาก Aesop

ในโลกของสกินแคร์ที่เปี่ยมด้วยตัวเลือกมากมาย Aesop Geranium Leaf Body Care ยังคงครองใจผู้ใช้ทั่วโลกมายาวนานถึง 27 ปี ด้วยกลิ่นหอมเขียวสดชื่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากน้ำมันหอมระเหยของ Rose Geranium ผสานกลิ่นพฤกษชาติที่ทั้งสดใสและสงบอย่างลงตัว จนกลายเป็นไอเท็มดูแลผิวสุดโปรดที่หลายคนใช้แล้วไม่เคยเปลี่ยนใจ

ในวาระครบรอบปีนี้ Aesop จัดเต็มด้วยชุดของขวัญลิมิเต็ด Evergreen Exhilaration ที่รวมสองไอเท็มฮีโร่อย่าง Geranium Leaf Body Scrub และ Body Balm มาในแพ็กเกจเรียบหรู เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลผิวอย่างล้ำลึก ทั้งการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเนียนนุ่ม พร้อมกลิ่นหอมติดผิวที่ให้ความรู้สึกสะอาด สดชื่น และผ่อนคลาย

ความพิเศษยังไม่หมดเท่านั้น เพราะ Aesop ได้เนรมิตร้าน Thonglor Signature Store ให้กลายเป็นเรือนกระจกสีเขียวชอุ่ม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่เป็นหัวใจของกลิ่นนี้อย่างงดงาม และเพื่อส่งต่อความสดชื่นให้กับทุกคน Aesop ยังมอบของขวัญเล็ก ๆ แต่เปี่ยมความหมาย ต้นไม้ขนาดเล็ก 1 ต้น สำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Geranium Leaf ทุกชิ้น เฉพาะที่ร้านทองหล่อระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568

ผู้ที่หลงรักกลิ่นสะอาดจากพฤกษชาติหรือกำลังมองหาการดูแลผิวกายที่ให้มากกว่าผลลัพธ์ Aesop Geranium Leaf คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด สัมผัสความหอมที่เหนือกาลเวลาได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Aesop ทุกสาขา และทางออนไลน์