เธอนิยามตัวเองว่าไม่ใช่คนเก่ง แต่เมื่อดูจากประวัติการทำงาน หลายคนคงยากจะเห็นด้วย
ในปี 2546 เธอคือผู้หญิงคนแรกและอายุน้อยที่สุดในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ก่อนจะไปเป็นซีอีโอให้กับบริษัทไทยคม ในช่วงที่บ้านเราเกิดวิกฤติการเงินและการเมืองในปี 2554แต่เธอสามารถสร้างกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก
จากนั้นปี 2559 เธอเปลี่ยนสายงานมารับตำแหน่งซีอีโอให้กับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ พร้อมการตัดสินใจเดินหน้าครั้งใหม่ เปลี่ยนโฉมโรงแรมให้เป็นโครงการมิกซ์ยูส มีทั้งที่พัก ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน ภายในโครงการ “ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” มูลค่า 46,000 ล้าน ในปี 2562 ซึ่งล่าสุดดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ก็ได้เปิดให้บริการแล้ว
ยังไม่นับการทำงานที่มักจะอยู่ในช่วงตาพายุที่ต้องแก้ไขสารพัดปัญหา ความเด็ดขาดในฐานะผู้บริหารที่แบกความ รับผิดชอบมูลค่าหมื่นล้าน ไปจนถึงหน้าที่ของการเป็นแม่ภรรยา และการแบ่งเวลาเล่นเกม ศึกษาธรรมะที่ตัวเองชื่นชอบ
ถ้าเธอไม่รับคำว่าเก่ง ก็ต้องขอบอกว่าเธอคือสุดยอด นักแก้ปัญหาและนักบริหารเวลาที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งเลยทีเดียว
สมัยเด็กคุณแต๋มเป็นเด็กยังไงคะ
“คุณแม่เล่าให้ฟังว่าแต๋มเคยอยากเป็นหมอ แต่พอโตขึ้นกลับไม่มีความฝัน ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่อยากทำงานอะไรเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่รู้สึกมาตลอดคืออยากทำให้คนข้าง ๆ มีความสุขและรักเรา เช่น คิดว่าจะทำยังไงให้พ่อแม่ดีใจ บังเอิญว่าแต๋มเรียนดี จึงมีรางวัลกลับไปให้คุณพ่อคุณแม่แฮปปี้เป็นประจำ เราเองก็มีความสุขด้วย พออยู่ในหมู่เพื่อน อยากให้เพื่อนรัก จึงเล่นกีฬาทุกประเภท เพื่อนก็ชื่นชอบ พอมาทำงาน ต้องการเป็นที่รักของคนรอบข้าง เขาให้ทำสิบ เราทำร้อย คือคิดว่าขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เป็นประโยชน์กับคนรอบข้างมากที่สุด ใครอยากให้ช่วยอะไรก็ทำหมด”
จากแนวคิดนั้น เห็นผลยังไงบ้างคะ
“ย้อนกลับไปตอนที่ได้ร่วมงานกับบริษัทไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทไอทีเจ้าใหญ่ ด้วยวัย 37 ปี แต้มจึงเป็นกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งนี้ จึงเป็นที่จับตามอง เพราะเมื่อ 30ปีที่แล้วผู้หญิงในธุรกิจฝั่งไอทีไม่ได้ขึ้นเป็นผู้บริหาร และบริษัทไอบีเอ็มก็ใหญ่มาก เอ็มดีต้องเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่รู้จักในวงสังคม ประมาณว่านามสกุลต้องเป็นที่รู้จัก ขณะที่ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นแค่เด็กจิ๋ว ๆ คนหนึ่ง”
กลัวไหมคะ เมื่อต้องเป็นหัวหน้าในหมู่พนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่า อายุมากกว่า
“กลัวค่ะ แต่เรามักจะกลัวเมื่อไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร สิ่งที่แต้มทำเสมอเมื่อเจอความกลัวคือศึกษาว่ากำลังทำอะไร งานมีปัญหาอะไร มีโอกาสตรงไหนที่เราจะแก้ปัญหาได้ แล้วทำการบ้าน ขวนขวายเยอะ ๆ
“แต๋มคิดว่าข้อได้เปรียบของตัวเองคือรู้ตัวว่าขี้กลัวและไม่เก่ง จึงต้องเตรียมพร้อมมากกว่าคนอื่นเวลาวิ่งลงสนาม แต๋มวิ่งได้เร็วและไกลกว่าจากการฝึกซ้อมและทำการบ้านมากกว่าคนอื่น จึงสามารถขึ้นมาบริหารงานได้
“ตอนนั้นมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานมาก เมื่อครบวาระตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในไทย โดยทั่วไปมักจะลาออกไปเป็นซีอีโอบริษัทอื่นหรือเป็นรัฐมนตรี แต่แต๋มเลือกจะอยู่ไอบีเอ็มต่อ โดยได้รับเลือกไปเป็นผู้ช่วยประธานบริหารที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป 20 ปี ไม่มีคนไทยไปทำงานในฐานะหัวหน้าคนต่างชาติ ตอนนั้นอยากไป เพราะนอกจากโอกาสแล้ว ก็คิดว่าเราน่าจะเป็น ตัวอย่างว่าคนไทยก็สามารถเป็นผู้บริหารชาวต่างชาติได้ โดยตัดสินใจอยู่ในตำแหน่งนี้นาน 18 เดือน ซึ่งที่จริงแล้วตำแหน่งนี้มีรอบการทำงานแค่ 6เดือนเท่านั้น เพราะเป็นงานหนักและเครียดมาก แต่แต๋มชอบ เพราะสนุกกับงานสายนี้ ก็สร้างผลงานสร้างสถิติไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีคำถามว่ายูมาจากที่ไหน พอตอบว่าประเทศไทย ก็ยิ่งรู้สึกภูมีใจ พอจบวาระตรงนั้นก็กลับมาประจำการที่สิงคโปร์ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของไอบีเอ็มอาเซียน ฝ่ายบริการเทคโนโลยีทั่วโลก (ASEAN General Manager,IBM Global Technology Services)
“แม้ตอนนั้นสายอาชีพที่ทำอยู่ดีมาก ๆ และรู้เลยว่าสามารถเติบโตไปในทางไหน แต่รู้สึกว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม ถ้าสามารถนำบริษัทไทยออกไปให้ต่างชาติรู้จัก น่าจะเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม จึงมองหาโอกาส พอดีกับ ที่มีคำชวนให้เป็นซีอีโอของไทยคม”
ทราบว่าตอนนั้นสถานการณ์ที่ไทยคมค่อนข้างท้าทาย คุณแต๋มตอบรับเพราะอะไรคะ
“บริษัทไทยคมขาดทุนติดต่อกันหลายปี เราคิดว่าอาจจะช่วยเขาได้ บวกกับ ช่วงนั้นการเมืองบ้านเรามีความขัดแย้งสูง แต้มมาจากต่างประเทศ ไม่มีสี ไม่มีฝ่ายทำงานกับใครก็ได้ น่าจะช่วยบริษัทสะสางเรื่องธุรกิจได้ และไม่กลัวปัญหา คิดเท่านี้เลย พอไปทำงานตรงนั้นก็ต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กร แล้วพาบริษัทไทยไปให้ทั่วโลกรู้จัก แต่มีโอกาสไปพูดเรื่องดาวเทียมไทยในเวทีโลกหลายแห่งเป็นความภูมิใจที่สามารถนำความเชื่อมั่นจากต่างชาติกลับมาให้บริษัทอีกครั้ง จนไทยคมสร้างกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกที่แต้มมาทำงาน สะสมกำไรมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นบริษัทให้บริการดาวเทียมอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิกภายในเวลา 3ปี (ยิ้ม)
“หลังจากทำงานที่ไทยคม 4 ปีครึ่ง คิดว่าสร้างประโยชน์ได้พอสมควรแล้ว ก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม จะเดินไปทางสายไหนต่อ ที่สุดตัดสินใจไปเป็นกรรมการที่ปรึกษาให้กับหลายมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่าระบบการศึกษาสร้างผลกระทบให้กับประเทศได้มากที่สุด ถ้าจะแก้ปัญหาของประเทศ ต้องเริ่มต้นจากการศึกษา ตอนนั้นไปเป็นกรรมการให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหิดล, ศศินทร์ รวมถึงวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งทำให้ได้รู้จักกลุ่มผู้บริหารโรงแรม ดุสิตธานี กระทั่งปี 2559 คุณชนินทธ์ โทณวณิก ชวนให้เป็นซีอีโอ แต๋มมองว่า ธุรกิจที่จะสร้างอิมแพ็คให้กับประเทศได้คือการท่องเที่ยว และโรงแรมคือหนึ่งในนั้น”
เรียกว่าพลิกสายการทำงานไปเลย
“มากๆ เลยค่ะ เพราะโรงแรมคืองานบริการ ต่างจากธุรกิจที่เคยทำ แต่ก็มองว่าเป็นเรื่องสนุก และคิดว่าไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม เราไม่จำเป็น ต้องรู้ทั้งหมด แค่ทำในสิ่งที่รู้ให้เต็มร้อยก็พอ ไม่ต้องรอให้รู้ถึงร้อยค่อยลงมือทำ
“ตอนนั้นก็ดูว่าในฐานะคนนอก เราทำอะไรให้เขาได้บ้าง ทั้งแผนการทำงานกลยุทธ์ การขยับขยายธุรกิจ เพราะฉะนั้นถ้าทำธุรกิจคนเดียวยากแน่นอน ต้องหาธงเดียวกัน นั่นคือการทำยังไงให้เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกให้ได้ แต้มมองว่า วันนี้ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนไปตามโลกเยอะพอสมควร ทั้งท้าทายและแข่งขันสูงขึ้น ถ้าจะเดินไปข้างหน้าในรูปแบบเดิมที่ดุสิตธานีเคยทำมาตลอดกว่า 70 ปีคงยาก โรงแรมห้าดาวในอดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกันแล้ว อย่างความต้องการของนักเดินทางก็แตกต่างออกไป แน่นอนว่ายังมีคนที่ชอบแบบเดิม แต่ก็มีเรื่องใหม่ ๆ ตลอดเพราะฉะนั้นถ้าต้องการให้โรงแรมยังโดดเด่น ดึงดูดคนทุกวัย เราควรจะตีความโรงแรมดุสิตธานีจากมุมมองปัจจุบันและอนาคตด้วย”
ในฐานะซีอีโอที่ผ่านโจทย์ยากมามาก มีวิธีรับมืออย่างไร
“ปัญหาทุกเรื่องเกิดจากส่วนประกอบเล็ก ๆ เสมอ มันใหญ่ขึ้นเองทันที่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีคลี่ปัญหาคือค่อย ๆ คลี่ทีละส่วน เรื่องนี้สติช่วยได้ค่ะ อย่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในปัญหา แต่ให้มองในฐานะคนนอกว่าจะแก้ไขยังไง ฟังแล้วเหมือนง่ายแต่ทำยากนะ เพราะเวลาเกิดปัญหา อารมณ์มักจะมาก่อน
“สิ่งที่เราจัดการได้คือแยกอารมณ์ออกจากเนื้อหา บางเรื่องมีอารมณ์เยอะ ทั้งน้ำเสียงของผู้พูด สีหน้า แต่ถ้ามองเฉพาะคอนเทนต์ ถ้าคิดดี ๆ เขาก็พูดเรื่องจริงที่เป็นประโยชน์ ถ้าแยกตรงนี้ได้ จะเกิดทางแก้ โดยเฉพาะธุรกิจวันนี้ ถ้ามองแค่ว่า ทำไมขายไม่ได้ แค่นั้นคงไม่พอ ต้องดูว่า สินค้าใช่หรือเปล่า ตรงกลุ่มลูกค้าไหม ราคาสินค้าประมาณนี้ได้ไหม ช่องทางการขายใช่หรือยัง”
ขอตัวอย่างโจทย์ยากที่คุณแต๋มเจอล่าสุด
“ช่วงก่อนโควิดแต๋มทำโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ขอแผนอนุมัติมาตั้งแต่ปี 2017 โครงการของเราเป็นมิกซ์ยูส นอกจากโรงแรม ห้างร้าน สำนักงาน ยังมีห้องพัก 406 ห้อง ซึ่งเราวางไว้ว่าเรสซิเดนซ์เหล่านี้จะทำเงิน แต่ปรากฏว่าปี 2019 เกิดโควิด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากใช้เงิน แต่เราก็ไม่สามารถล้มเลิกแผน เพราะถ้าขายไม่ได้อาจล้มทั้งยืน
“ตอนนั้นแต้มใช้วิธีแยกเรสซิเดนซ์ออกมา 2 แบรนด์ค่ะ คือดุสิต เรสซิเดนเชส กับดุสิต พาร์คไซด์ เพื่อแยกลูกค้าออกเป็นสองทาร์เก็ต คือดุสิต พาร์คไซด์เหมาะสำหรับกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่ คนทำงานในเมือง และครอบครัวขนาดเล็ก ส่วนดุสิต เรสซิเดนเซส มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่า เหมือนอาศัยในบ้านหลังใหญ่ โดย ทั้งสองโครงการเป็น Leasehold คือเช่าระยะยาว 60 ปี ซึ่งเรื่องนี้คนไทยไม่เก็ตทำไมต้องเสียเงินเช่า ซื้อคอนโดเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานได้ไม่ดีกว่าหรือ เราก็ต้องมาหาว่าการเช่าระยะยาวดีกว่าอย่างไร
“แต๋มพบว่าคอนโดใหญ่ ๆ ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีตึกใหม่น้อยมาก และความรับผิดชอบจะโอนให้ลูกค้าตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ ร่วมกับอีก 200 ชีวิตทีอยู่ด้วยกัน กำกับดูแลโดยนิติฯ ถ้าตึกเก่า ลิฟต์เสีย กว่าจะซ่อมแชมหรือบูรณะเป็นไปได้ยากเพราะลูกบ้านต้องช่วยกันลงขัน แต๋มเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะตัวเองก็อยู่คอนโดแต่ถ้าเป็น Leashold ความรับผิดชอบยังอยู่ที่เจ้าของโครงการ จึงนำเรื่องนี้มาเป็นจุดขาย ประกาศเลยว่าความรับผิดชอบอยู่ที่เรานะ เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชั่วโมง แต๋มลงทุนกับห้องตัวอย่างสูงมาก เพื่อให้คนที่มาชมโครงการเห็นภาพ ด้วยวิธีนี้จึงทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก และห้องพักก็ขายได้
“สิ่งนี้เรียกว่าวิธีแกะปัญหา ถ้าเรามัวแต่คิดว่าโครงการนี้กว่า 46,000 ล้านขายไม่ได้เลย จะทำยังไง คิดอย่างนี้คงกรี๊ดแน่ๆ แต่ถ้าแกะออกมาทีละเรื่อง มันจะไม่หนัก หรืออย่างตอนที่ต้องปิดโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แล้วประกาศว่าพนักงาน 500 คนจะไม่ถูกปลดออก ก็เป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะปิดโรงแรมรายได้หาย แถมยังมีค่าใช้จ่ายในการจ้างคนอีก ตอนนั้นตั้งใจว่าจะไปหาโรงแรมใหม่ชั่วคราว โดยไปเช่าเขาอยู่ ปรากฏว่าราคาสูง สู้ไม่ไหว จะทำยังไงดี
“ตอนนั้นตัดสินใจแยกทีมเลยค่ะ ทีมอาหารไปเช่าบ้านเรือนไทยในซอยศาลาแดง ใช้ชื่อว่าบ้านดุสิตธานี โดยนำห้องอาหารเบญจรงค์ เรียนดอง และ ดุสิตกูร์เมต์มาไว้ที่นี่ แม้วันที่โรงแรมเปิดใหม่แล้ว เราก็จะยังเก็บห้องอาหารนี้ไว้ และแต๋มทำสายธุรกิจขึ้นมาใหม่เลย คือ Dusit Hospitality Service ให้ทีมช่างและแม่บ้านไปทำงานตามคอนโดลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ ส่วนทีมอีเวนต์ก็รับจัดงานเลี้ยงทำ Catering นอกสถานที่ พอเราใช้วิธีแยกคนออกมา ปัญหาก็คลี่คลายได้”
เวลาต้องแก้ปัญหาหนัก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวบ้างไหมคะ
“มีเหมือนกันค่ะ อย่างที่บอกว่าแต๋มไม่เก่งหรอก โชคดีที่มีทีมช่วยคิด แต่เราต้องเป็นสารตั้งต้นที่ชัดเจนและมั่นใจก่อน เช่น ต้องมั่นใจว่าจะรอดจึงจะส่งกระแสความมั่นใจไปถึงทีม เวลาพูดอย่างนี้ คนมักจะคิดว่าแต๋มไม่เคยผิดพลาด และมีหลายคนชอบขอให้เล่าเรื่องที่เคยล้มเหลว แต๋มยกตัวอย่างเรื่องที่ไม่สมหวังได้เยอะค่ะ เพียงแต่ไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เพราะนั่นหมายถึงการยอมแพ้ แต่เราไม่เคยยอม ยังไงก็สู้ ผลลัพธ์อาจจะออกมาไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่คิดว่าถ้าตั้งใจดีๆ ผลลัพธ์อาจจะออกมาสวยกว่าเดิม”
ในฐานะผู้บริหาร มีแนวคิดเรื่องการสร้างพลังงานที่ดี ให้ทีมพร้อมเดินหน้าอย่างไร
“ก่อนอื่นผู้บริหารต้องมีความชัดเจนค่ะ รู้ว่าจะเดินไปที่ไหน วิสัยทัศน์เป็นอย่างไร เราต้องชัด จับต้องได้ และทำตามได้จริง สอง ทีมงานต้องรู้หน้าที่ แต่การอยู่กับคนหมู่มากแน่นอนว่าต่อให้วางหน้าที่ชัดอย่างไร ก็ไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะงานบริการหน้างานมีเรื่องราวสารพัด จึงต้องมีข้อสาม คือความยืดหยุ่น ทีมต้องจัดการปัญหาหน้างานได้ดี
“ที่สำคัญคือถ้าพนักงานทำดีต้องยกย่อง ทำไม่ดีต้องไม่ปล่อยผ่าน ไม่อย่างนั้นคนที่ทำดีจะรู้สึกว่าไม่เห็นต้องทำเลย เพราะขนาดคนไม่ทำงาน สร้างปัญหา บริษัทก็ยังไม่ว่าอะไร เราจึงต้องยกคนทำดีให้เป็นแชมเปี้ยน สิ่งเหล่านี้จึงจะทำให้ทีมเดินไปข้างหน้าได้”
เวลาคุณแต๋มออกสื่อ หลายคนเห็นมุมอ่อนโยนใจดี เวลาทำงานดุไหมคะ
“ดุค่ะ แต๋มคิดว่าตัวเองเด็ดขาด ไม่ปล่อยผ่านอะไรง่าย ๆ อย่างทีมส่งงานให้ตรวจ อะไรที่คิดว่าไม่ใช่ก็จะไม่ปล่อย แต่ดุที่ว่าไม่เคยมีอาการกรี๊ดใส่ พูดคุย ด้วยเสียงปกตินี่แหละ อาจจะมีวี้ดบึ้ม ทุบโต๊ะ เสียงดังบ้าง อันนี้เกิดจากความตั้งใจและจะทำกับเฉพาะบางคนที่เรารู้ว่าใช้โทนเสียงปกติกับเขาไม่ได้ การอยู่กับคนหมู่มาก เราต้องรู้ด้วยว่าควรใช้วิธีไหนกับใคร”
ในวันที่เหนื่อย คุณแต๋มมีวิธีปลุกพลังให้ตัวเองยังไง
“ความสุขหรือความสบายใจอยู่รอบๆ ตัวเรา ขึ้นอยู่กับว่าจะมองด้วยมุมไหน ชีวิตแต๋มไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ แค่พอใจในสิ่งที่มี แค่ตื่นขึ้นมาแล้วยังมีลมหายใจ มีแรงจะทำอะไรได้ สำหรับตัวเองนี่คือของขวัญในทุก ๆ วันแล้ว เพราะเราจะรู้ได้ยังไงว่าหลับไปแล้วพรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อยังลืมตาตื่น มีลมหายใจ มีแรง นับเป็นของขวัญที่ดีมาก เราก็น่าจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด มีบางครั้งเหมือนกันที่อยากงอแง แต่ก็ต้องรับผิดชอบ
“ถ้าวันไหนเรื่องราวถาโถม พีคมากๆ ก็แค่หายใจลึก ๆ แต๋มชอบทำอย่างนี้โดยเฉพาะเวลาที่ตื่นเต้น เพราะเราเป็นอินโทรเวิร์ตร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ชอบพูดในสถานที่ที่มีคนเยอะ เวลาเห็นแต๋มไปสัมภาษณ์ตามรายการต่าง ๆ ดูเหมือนไม่ตื่นเต้นใช่มั้ย นั่นเกิดจากการฝึกซ้อมและพยายามมีสติกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า”
ถ้าว่างจากงาน คุณแต๋มชอบทำอะไร
“เล่นเกมค่ะ เช่น Candy Crush แล้วก็ชอบฟังเรื่องผี ติดตามพี่แจ็ค เดอะโกส เป็นประจำ นอกจากนี้ก็ออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ดูคลิปในยูทูบ นอกจากนี้ก็ศึกษาหลักธรรมชาติของชีวิต เพราะพบว่าพุทธศาสนาสอนให้เรามีเข็มทิตในการใช้ชีวิตที่เป็นธรรมชาติมาก แต๋มไม่ใช่สายพิธีกรรม ไม่ได้เข้าวัดหรือปฏิบัติธรรม แต่พยายามศึกษาจากคำสอน
“แต๋มสวดมนต์ตอนเช้า ไม่สวดกลางคืน เพราะอยากเซ็ตให้ตัวเองนิ่งก่อนจะเริ่มเจอเหตุการณ์ในแต่ละวัน โดยเราต้องรู้ความหมายด้วยนะคะ เช่น ธรรมจักร, พาหุง,มหากาฬ, ชัยมงคล, มงคล 28 ฯลฯ สำหรับแต๋มการสวดมนต์เป็นการเจริญสติเหมือนกับคนที่นั่งสมาชิแล้วต้องหลับตา แต่สำหรับเราการสวดมนต์เหมือนการ นั่งสมาธิ ฝึกให้เราพร้อมรบ
แล้วเวลาอยู่กับครอบครัวล่ะคะ
“เรื่องตารางเวลาไม่ได้แบ่งชัดเจน ใช้วิธีเซ็ตความคาดหวังกันตั้งแต่แรก แต๋มคุยกับลูก ๆ ว่าแม่ไปงานโรงเรียนได้นะ ถ้าบอกล่วงหน้า 1 สัปดาห์ แต่ถ้าบอกก่อนแค่ วันสองวัน แม่ไปไม่ได้ แต่ก็จะพยายามเติมเรื่องเล็กน้อยให้เขา เช่น อาจโผล่ไปในวันที่เขาไม่ได้คาดหวัง ทำเซอร์ไพรส์ให้กันบ้าง และที่สำคัญมากคือต้องทำตามสัญญา อย่างช่วงที่ทำงานไทยคม แต๋มทำงานที่เมืองไทย ส่วนลูก ๆ กับสามีอยู่สิงคโปร์ ตอนนั้นตัดสินใจร่วมกันว่าทุกคืนวันศุกร์จะบินกลับไปหาลูก ไม่ว่าตอนนั้นจะอยู่ตรงไหนของโลก แต่ทุกคืนวันศุกร์ต้องอยู่กับลูก แล้วอาทิตย์กลางคืนค่อยบินกลับมาทำงาน แต๋มทำอย่างนี้ไม่เคยขาดตลอด 2 ปีเต็ม
“ขณะเดียวกันเรื่องบทบาทก็สำคัญ ต้องมีสติ อยู่กับลูกก็ต้องเป็นแม่ อยู่กับสามีก็ต้องเป็นภรรยา อยู่ที่ทำงานต้องเป็นเจ้านาย อย่าสลับหน้าที่กัน ถ้าอยู่กับสามีแล้วเป็นซีอีโอ เหนื่อยนะ เวลาอยู่กับสามีแต๋มเป็นแมวเหมียวเลย (หัวเราะ) คือไม่ตัดสินใจอะไร ให้สามีนำ ให้เขาทำหน้าที่ของเขา เราจะคอยบีบยาสีฟัน
ห่มผ้าให้” (ยิ้ม)
ถ้ามีสิ่งที่อยากบอกตัวเอง สิ่งนั้นคืออะไร
“อยากขอบคุณทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ขอบคุณที่ชีวิตไม่เคยง่าย เพราะ ถ้าไม่เคยเจออุปสรรค ไม่เจอสิ่งท้าหาย คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ ทุกบทเรียนที่เข้ามาในชีวิตทั้งดีและไม่ดี แม้จะล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่หล่อหลอมให้เป็นเราในวันนี้อยากขอบคุณตัวเองที่อดทน ผ่านพ้นและได้เรียนรู้
“เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นค่ะ”
*บทสัมภาษณ์นี้ คุณศุภจี ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแพรวในฉบับเดือนกันยายน ปี 2567
เรื่อง Fai
ภาพ อิทธิศักดิ์ บุญปราศภัย
สไตลิสต์ ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ