SANDRO เปิดรันเวย์ฤดูหนาว 2025 ถ่ายทอดเสน่ห์ปารีเซียงผ่านมุมมองร่วมสมัย

เมซงสัญชาติฝรั่งเศส SANDRO (ซานโดร) เผยโฉมคอลเล็คชั่นประจำฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2025 ผ่านมุมมองแห่งความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดอันประณีตและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ โดยงานเปิดตัวจัดขึ้น ณ ATT19 แกลเลอรี่ร่วมสมัยใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของความเป็นท้องถิ่นและกลิ่นอายแบบปารีเซียงได้อย่างลงตัว

SANDRO เปิดรันเวย์ฤดูหนาว 2025 ถ่ายทอดเสน่ห์ปารีเซียงผ่านมุมมองร่วมสมัย

ภายในงานอบอวลด้วยบรรยากาศอันสง่างามและเป็นกันเอง ท่ามกลางแขกรับเชิญคนสำคัญที่มาร่วมสัมผัสโลกแห่ง SANDRO ไม่ว่าจะเป็น สกาย วงศ์รวี, หมิว ณัชชา, ปริมมี่ วิพาวีร์, เทศน์ ไมรอน และ อันโทนี่ บุยเซอเรท์ ที่ต่างถ่ายทอดสไตล์ของตนเองในแบบฉบับ SANDRO ได้อย่างมีเสน่ห์

คอลเล็คชั่นสุภาพบุรุษของ SANDRO Fall/Winter 2025 ถ่ายทอดพลังของความมีชีวิตชีวาและเทคนิคใหม่ ๆ ในการออกแบบ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินเรือ ผสมผสานศิลปะเข้ากับความโมเดิร์นในแบบที่สวมใส่ได้จริง SANDRO Homme นิยามภาพลักษณ์ของชายหนุ่มยุคใหม่ผ่านซิลูเอตที่อิสระและหลากหลาย

เนื้อผ้าเป็นหัวใจสำคัญของฤดูกาลนี้ ตั้งแต่แคชเมียร์ผสมเส้นด้ายสองสี หนังเก่า ผ้าเทคนิคพิเศษ เส้นใยราฟเฟีย ไปจนถึงหนังกลับ ที่ถูกร้อยเรียงอย่างมีชั้นเชิงในโทน เอิร์ธโทน ตัดกับสีน้ำเงิน ดำ เขียว และแดง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสงบและพลังของการขับเคลื่อน การผสมผสานลวดลายกราฟิกเข้ากับผืนผ้าหลากเท็กซ์เจอร์ทำให้เกิดมิติใหม่ของความเท่ จากเสื้อไหมพรมบางเบา เสื้อโค้ต ไปจนถึงเดนิมที่ให้สัมผัสเฉพาะตัว ทุกชิ้นล้วนเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ในแบบร่วมสมัย

ในขณะที่ฝั่งสุภาพสตรี SANDRO Women’s Collection ฤดูนี้มาพร้อมแนวคิด “Express Yourself” ที่ชวนให้ผู้หญิงโอบรับและปรับเปลี่ยนแนวคิดของการแต่งกายแบบยูนิฟอร์ม สู่การตีความใหม่ในมุมมองร่วมสมัยของความเป็นผู้หญิง

เสื้อผ้าในคอลเล็คชั่นนี้สะท้อนพลังของความอิสระและความมั่นใจ ผ่านการผสมผสานสไตล์สปอร์ตและความสง่างามราวกับก้าวออกจากสนามเทนนิสสู่ private club อย่างสง่าผ่าเผย จากสเวตเตอร์ถักลายเคเบิล กระโปรงพลีตทรงพอง ไปจนถึงแจ็กเก็ตขนสัตว์และผ้าแคนวาสที่เสริมโครงสร้างให้คมชัด โทนสีเขียวเข้ม ขาวบริสุทธิ์ เหลืองอ่อน และหนังสีน้ำตาลเก่าช่วยขับความหรูหราอย่างละเมียดละไม

อีกหนึ่งคอนเซ็ปต์ที่โดดเด่นในซีซั่นนี้คือ “Business Call” การตีความลุคทำงานใหม่ที่ผสมผสานความประณีตของการตัดเย็บเข้ากับความพลิ้วไหวของซิลูเอต ปกเสื้อดีไซน์พิเศษและดีเทลพลีทช่วยเพิ่มความอ่อนช้อย ขณะที่เนกไทกลายเป็นจุดเด่นที่เสริมลุคให้ดูโมเดิร์นและมีพลัง สีเทาถูกเลือกให้เป็นสีประจำฤดูกาล ถ่ายทอดความเรียบหรูที่ทรงพลังและไร้กาลเวลา

แรงบันดาลใจจากยุค 1960 ปรากฏอยู่ในชิ้นงานหนังที่โดดเด่นด้วยรูปทรงและเนื้อสัมผัสหลากหลาย ถ่ายทอดความเป็นเฟมินีนแบบใหม่ที่กล้าแสดงออกและมั่นใจในตัวเอง รองเท้าบู๊ตทรงไบเกอร์เพิ่มมิติที่ดิบเท่ ขณะที่ผ้าเครปเนื้อหนาและกางเกงสามส่วนช่วยเสริมโครงสร้างให้สรีระดูสง่างาม การลดทอนความยาวและการเล่นสัดส่วนใหม่ทำให้ลุคยูนิฟอร์มดั้งเดิมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง


อวานี พลัส บาร์บารอน ชวนทุกคนมาเปิดโลกใต้ทะเล กับแพ็กเกจฟรีไดวิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยครูเจ้าของสถิติระดับชาติ

อวานี พลัส บาร์บารอน เซเชลส์ รีสอร์ท (Avani+ Barbarons Seychelles Resort) ชวนนักเดินทางทุกท่านมาค้นพบเสน่ห์แห่งโลกใต้ท้องทะเลด้วยประสบการณ์ฟรีไดวิ่ง (Freediving) สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมมือกับ โซฟี วอลซ์ (Sophie Walsh) ครูสอนฟรีไดวิ่งที่ได้รับรองคนแรกของเซเชลส์ และผู้สร้างสถิติระดับชาติถึง 3 รายการ ในการแข่งขัน AIDA July Blue Freediving Competition ที่ประเทศอียิปต์ ด้วยสถิติส่วนตัวสูงสุดที่ 63 เมตร โดยในฐานะของผู้ก่อตั้ง Freediving Seychelles เธอยังมุ่งมั่นที่จะเปิดโลกใต้ท้องทะเลให้คนทั่วไปได้เข้าถึงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

โดยแพ็กเกจใหม่จาก อวานี พลัส บาร์บารอนเปิดโอกาสให้แขกของทางโรมแรมได้มาสัมผัสประสบการณ์ฟรีไดวิ่งในบรรยากาศที่ปลอดภัยและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นคลาสเบื้องต้นในสระว่ายน้ำ ไปจนถึงการดำน้ำในมหาสมุทร โดยไฮไลต์ของโปรแกรมคือทริปดำน้ำเต็มวันบนเรือที่ Beau Vallon หนึ่งในชายหาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศเซเชลส์ โดดเด่นด้วยทรายละเอียดสีขาวและน้ำทะเลสีฟ้าใส ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกฟรีไดวิ่งใน 2 สถานที่ดำน้ำชื่อดังอย่าง Baie Ternay Marine Park และ Lilo’t Island โดยโปรแกรมถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มเล็กๆ พร้อมทั้งมีอุปกรณ์ การฝึกอบรม และช่องทางการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตร AIDA Level 1 ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอีกด้วย

สำหรับเด็กๆที่ชอบเล่นน้ำ ทางอวานี พลัส บาร์บารอนยังมีคอร์สที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับเยาวชน ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป ผสมผสานทั้งการเรียนรู้ความปลอดภัยทางน้ำ การเสริมสร้างความมั่นใจผ่านเกมใต้น้ำ พร้อมโอกาสได้รับประกาศนียบัตร Dolphin Freediving อีกด้วย

“การดำน้ำฟรีไดวิ่งไม่ใช่แค่การลงไปให้ลึก แต่คือการได้หยุดนิ่ง เชื่อมโยง และการค้นพบศักยภาพของร่างกายและจิตใจ ที่ได้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนกับท้องทะเล ฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำประสบการณ์เหล่านี้มาสู่ อวานี พลัส บาร์บารอน และพร้อมแบ่งปันความพิเศษนี้ให้กับแขกทุกคนในทุกช่วงวัย เพื่อมาค้นพบเซเซลล์ได้อย่างเต็มที่” โซฟี วอลซ์ กล่าว

ท่ามกลางทิวทัศน์ทะเลสีฟ้าครามแห่งเกาะมาเฮ (Mahé) ประสบการณ์ฟรีไดวิ่งครั้งนี้จะช่วยให้แขกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมค้นพบทักษะใหม่อันน่าตื่นเต้น โดยโปรแกรมนี้เปิดให้เข้าร่วมได้ตลอดทั้งปี (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่น่าจดจำในระหว่างการเข้าพักกับ อวานี พลัส บาร์บารอน

ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป แขกทุกท่านสามารถจองโปรแกรมฟรีไดวิ่งได้โดยตรงกับรีสอร์ท โดยราคาสำหรับผู้ใหญ่เริ่มต้นที่ 105 ยูโร (ประมาณ 4,000 บาท) และสำหรับเด็กเริ่มต้นที่ 55 ยูโร (ประมาณ 2,100 บาท) นอกจากนี้ ทางโรงแรมยังมีห้องพักราคาพิเศษ เริ่มต้นที่ 400 ยูโร (ประมาณ 15,500 บาท) ต่อคืน สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ในห้อง Garden View Balcony Room รวมอาหารเช้า ภาษี และค่าบริการแล้ว โดยข้อเสนอนี้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569


KANORI THE FIFTH แฮนด์โรลบาร์พรีเมียมสาขาใหม่ ใจกลางสยามพารากอน

ในยุคที่กระแส Hand Roll Bar กำลังมาแรง คนรักอาหารญี่ปุ่นคงไม่มีใครไม่รู้จัก KANORI แบรนด์แฮนด์โรลบาร์ที่เสิร์ฟความสดใหม่แบบคำต่อคำ ล่าสุดบินตรงสู่ใจกลางเมือง เปิดสาขาที่ 5 ณ สยามพารากอน ชั้น G ฝั่ง North พร้อมคอนเซ็ปต์ Luxury Cozy ที่ทั้งหรูหราและอบอุ่นไปพร้อมกัน

KANORI THE FIFTH แฮนด์โรลบาร์พรีเมียมสาขาใหม่ ใจกลางสยามพารากอน

สาขานี้จัดเต็มพื้นที่กว่า 151 ตร.ม. รองรับได้ราว 60 ที่นั่ง แบ่งเป็นโซนที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Counter Bar สำหรับคนอยากอิ่มไว, Semi-Private Room สำหรับสายเพื่อนหรือครอบครัวที่อยากได้ความเป็นส่วนตัว และ Long Table Zone ไฮไลต์ใหม่ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สนุกกับการฉีกสาหร่าย ม้วนโรลเอง สายทำคอนเทนต์บอกเลยว่าฟิน

ที่พิเศษสุดคือเมนูฉลองเปิดร้านใหม่ KANORI THE FIFTH เซ็ตแฮนด์โรล 5 คำสุดพรีเมียม ตั้งแต่ Crispy Ikura ที่จับคู่ไข่ปลาแซลมอนกับครีมชีส, Spicy Crab เนื้อปูหวาน ๆ ตัดรสด้วยพอนสึเผ็ดเบา ๆ, Otoro Bomb โรลไฮไลต์ที่ใช้เนื้อท้องปลาทูน่าเกรดท็อป, Shima Aji ปลาเนื้อขาวหายากจากญี่ปุ่น และปิดท้ายด้วย Tempura Roll ที่เลือกได้ทั้งกุ้งลายเสือหรือเอนกาวะกรอบนอกนุ่มใน ทั้งหมดนี้หาทานได้เฉพาะที่พารากอนเท่านั้น

ปัจจุบัน KANORI มีทั้งหมด 5 สาขาในกรุงเทพฯ ได้แก่ สุขุมวิท 49, เอ็มควอเทียร์, เซ็นทรัลเอ็มบาสซี, ไอคอนสยาม และสาขาใหม่ล่าสุด สยามพารากอน สำหรับใครที่อยากอัพเลเวลประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นแบบโอมากาเสะ แต่มาในฟอร์แมตแฮนด์โรลบาร์สุดชิค ที่นี่คือจุดหมายที่ต้องปักหมุด


Montblanc สานต่อแคมเปญระดับโลก พร้อมสองแบรนด์แอมบาสเดอร์ Jing Boran และ Xin Zhilei

Montblanc เปิดตัวภาพแคมเปญใหม่ “Let’s Write” ถ่ายทอดเอกลักษณ์ด้านการเล่าเรื่องเชิงภาพของผู้กำกับชื่อดัง Wes Anderson โดยมี Jing Boran และ Xin Zhilei แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว

Montblanc สานต่อแคมเปญระดับโลก พร้อมสองแบรนด์แอมบาสเดอร์ Jing Boran และ Xin Zhilei

Montblanc นำเสนอบทใหม่ของแคมเปญ “Let’s Write” ผ่านภาพครีเอทีฟชุดล่าสุด โดยมี Jing Boran และ Xin Zhilei ร่วมเดินทางไปบน Montblanc Voyage of Panorama รถไฟแห่งจินตนาการที่พาผู้ชมเข้าสู่จักรวาลของ Montblanc ผ่านมุมมองการกำกับอันเป็นเอกลักษณ์ของ Wes Anderson ในภาพยนตร์สั้นเรื่องใหม่ โดยแต่ละจุดแวะพักระหว่างทางคือการเชื้อเชิญให้ผู้คนได้หยุดพัก ทบทวน และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองผ่านการเขียน

ในทุกภาพของแคมเปญ ผลงานจาก Montblanc ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่โดดเด่นเคียงคู่ Jing Boran และ Xin Zhilei โดยมีไอเท็มเด่นอย่าง Montblanc Writing Traveler bag รุ่นใหม่ และปากกาหมึกซึม Montblanc Meisterstück อันเป็นตำนานแห่งวัฒนธรรมการเขียน ด้วยดีไซน์ทรงซิการ์สีดำอันเป็นเอกลักษณ์ วงแหวนสามชั้นชุบทอง และหัวปากกาทองคำทำมือที่สื่อถึงความสง่างามเหนือกาลเวลา พร้อมบันทึกทุกช่วงเวลาที่สร้างแรงบันดาลใจ

ภาพแคมเปญ “Let’s Write” ที่นำแสดงโดย Jing Boran และ Xin Zhilei ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการทั่วโลกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2025 ผ่านทุกแพลตฟอร์ม


 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอนักแก้ปัญหา ผู้คุมโปรเจ็คต์หมื่นล้านของดุสิตธานี สู่ว่าที่ รมว.พาณิชย์

       เธอนิยามตัวเองว่าไม่ใช่คนเก่ง แต่เมื่อดูจากประวัติการทำงาน หลายคนคงยากจะเห็นด้วย

       ในปี 2546 เธอคือผู้หญิงคนแรกและอายุน้อยที่สุดในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ก่อนจะไปเป็นซีอีโอให้กับบริษัทไทยคม ในช่วงที่บ้านเราเกิดวิกฤติการเงินและการเมืองในปี 2554แต่เธอสามารถสร้างกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก

       จากนั้นปี 2559 เธอเปลี่ยนสายงานมารับตำแหน่งซีอีโอให้กับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ พร้อมการตัดสินใจเดินหน้าครั้งใหม่ เปลี่ยนโฉมโรงแรมให้เป็นโครงการมิกซ์ยูส มีทั้งที่พัก ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน ภายในโครงการ “ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” มูลค่า 46,000 ล้าน ในปี 2562 ซึ่งล่าสุดดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ก็ได้เปิดให้บริการแล้ว

       ยังไม่นับการทำงานที่มักจะอยู่ในช่วงตาพายุที่ต้องแก้ไขสารพัดปัญหา ความเด็ดขาดในฐานะผู้บริหารที่แบกความ รับผิดชอบมูลค่าหมื่นล้าน ไปจนถึงหน้าที่ของการเป็นแม่ภรรยา และการแบ่งเวลาเล่นเกม ศึกษาธรรมะที่ตัวเองชื่นชอบ 

       ถ้าเธอไม่รับคำว่าเก่ง ก็ต้องขอบอกว่าเธอคือสุดยอด นักแก้ปัญหาและนักบริหารเวลาที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งเลยทีเดียว

สมัยเด็กคุณแต๋มเป็นเด็กยังไงคะ 

         “คุณแม่เล่าให้ฟังว่าแต๋มเคยอยากเป็นหมอ แต่พอโตขึ้นกลับไม่มีความฝัน ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่อยากทำงานอะไรเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่รู้สึกมาตลอดคืออยากทำให้คนข้าง ๆ มีความสุขและรักเรา เช่น คิดว่าจะทำยังไงให้พ่อแม่ดีใจ บังเอิญว่าแต๋มเรียนดี จึงมีรางวัลกลับไปให้คุณพ่อคุณแม่แฮปปี้เป็นประจำ เราเองก็มีความสุขด้วย พออยู่ในหมู่เพื่อน อยากให้เพื่อนรัก จึงเล่นกีฬาทุกประเภท เพื่อนก็ชื่นชอบ พอมาทำงาน ต้องการเป็นที่รักของคนรอบข้าง เขาให้ทำสิบ เราทำร้อย คือคิดว่าขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เป็นประโยชน์กับคนรอบข้างมากที่สุด ใครอยากให้ช่วยอะไรก็ทำหมด”


จากแนวคิดนั้น เห็นผลยังไงบ้างคะ

         “ย้อนกลับไปตอนที่ได้ร่วมงานกับบริษัทไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทไอทีเจ้าใหญ่ ด้วยวัย 37 ปี แต้มจึงเป็นกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งนี้ จึงเป็นที่จับตามอง เพราะเมื่อ 30ปีที่แล้วผู้หญิงในธุรกิจฝั่งไอทีไม่ได้ขึ้นเป็นผู้บริหาร และบริษัทไอบีเอ็มก็ใหญ่มาก เอ็มดีต้องเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่รู้จักในวงสังคม ประมาณว่านามสกุลต้องเป็นที่รู้จัก ขณะที่ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นแค่เด็กจิ๋ว ๆ คนหนึ่ง”

กลัวไหมคะ เมื่อต้องเป็นหัวหน้าในหมู่พนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่า อายุมากกว่า

         “กลัวค่ะ แต่เรามักจะกลัวเมื่อไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร สิ่งที่แต้มทำเสมอเมื่อเจอความกลัวคือศึกษาว่ากำลังทำอะไร งานมีปัญหาอะไร มีโอกาสตรงไหนที่เราจะแก้ปัญหาได้ แล้วทำการบ้าน ขวนขวายเยอะ ๆ

         “แต๋มคิดว่าข้อได้เปรียบของตัวเองคือรู้ตัวว่าขี้กลัวและไม่เก่ง จึงต้องเตรียมพร้อมมากกว่าคนอื่นเวลาวิ่งลงสนาม แต๋มวิ่งได้เร็วและไกลกว่าจากการฝึกซ้อมและทำการบ้านมากกว่าคนอื่น จึงสามารถขึ้นมาบริหารงานได้

         “ตอนนั้นมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานมาก เมื่อครบวาระตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในไทย โดยทั่วไปมักจะลาออกไปเป็นซีอีโอบริษัทอื่นหรือเป็นรัฐมนตรี แต่แต๋มเลือกจะอยู่ไอบีเอ็มต่อ โดยได้รับเลือกไปเป็นผู้ช่วยประธานบริหารที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป 20 ปี ไม่มีคนไทยไปทำงานในฐานะหัวหน้าคนต่างชาติ ตอนนั้นอยากไป เพราะนอกจากโอกาสแล้ว ก็คิดว่าเราน่าจะเป็น ตัวอย่างว่าคนไทยก็สามารถเป็นผู้บริหารชาวต่างชาติได้ โดยตัดสินใจอยู่ในตำแหน่งนี้นาน 18 เดือน ซึ่งที่จริงแล้วตำแหน่งนี้มีรอบการทำงานแค่ 6เดือนเท่านั้น เพราะเป็นงานหนักและเครียดมาก แต่แต๋มชอบ เพราะสนุกกับงานสายนี้ ก็สร้างผลงานสร้างสถิติไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีคำถามว่ายูมาจากที่ไหน พอตอบว่าประเทศไทย ก็ยิ่งรู้สึกภูมีใจ พอจบวาระตรงนั้นก็กลับมาประจำการที่สิงคโปร์ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของไอบีเอ็มอาเซียน ฝ่ายบริการเทคโนโลยีทั่วโลก (ASEAN General Manager,IBM Global Technology Services)

         “แม้ตอนนั้นสายอาชีพที่ทำอยู่ดีมาก ๆ และรู้เลยว่าสามารถเติบโตไปในทางไหน แต่รู้สึกว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม ถ้าสามารถนำบริษัทไทยออกไปให้ต่างชาติรู้จัก น่าจะเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม จึงมองหาโอกาส พอดีกับ ที่มีคำชวนให้เป็นซีอีโอของไทยคม”

ทราบว่าตอนนั้นสถานการณ์ที่ไทยคมค่อนข้างท้าทาย คุณแต๋มตอบรับเพราะอะไรคะ

         “บริษัทไทยคมขาดทุนติดต่อกันหลายปี เราคิดว่าอาจจะช่วยเขาได้ บวกกับ ช่วงนั้นการเมืองบ้านเรามีความขัดแย้งสูง แต้มมาจากต่างประเทศ ไม่มีสี ไม่มีฝ่ายทำงานกับใครก็ได้ น่าจะช่วยบริษัทสะสางเรื่องธุรกิจได้ และไม่กลัวปัญหา คิดเท่านี้เลย พอไปทำงานตรงนั้นก็ต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กร แล้วพาบริษัทไทยไปให้ทั่วโลกรู้จัก แต่มีโอกาสไปพูดเรื่องดาวเทียมไทยในเวทีโลกหลายแห่งเป็นความภูมิใจที่สามารถนำความเชื่อมั่นจากต่างชาติกลับมาให้บริษัทอีกครั้ง จนไทยคมสร้างกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกที่แต้มมาทำงาน สะสมกำไรมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นบริษัทให้บริการดาวเทียมอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิกภายในเวลา 3ปี (ยิ้ม)

         “หลังจากทำงานที่ไทยคม 4 ปีครึ่ง คิดว่าสร้างประโยชน์ได้พอสมควรแล้ว ก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม จะเดินไปทางสายไหนต่อ ที่สุดตัดสินใจไปเป็นกรรมการที่ปรึกษาให้กับหลายมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่าระบบการศึกษาสร้างผลกระทบให้กับประเทศได้มากที่สุด ถ้าจะแก้ปัญหาของประเทศ ต้องเริ่มต้นจากการศึกษา ตอนนั้นไปเป็นกรรมการให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหิดล, ศศินทร์ รวมถึงวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งทำให้ได้รู้จักกลุ่มผู้บริหารโรงแรม ดุสิตธานี กระทั่งปี 2559 คุณชนินทธ์ โทณวณิก ชวนให้เป็นซีอีโอ แต๋มมองว่า ธุรกิจที่จะสร้างอิมแพ็คให้กับประเทศได้คือการท่องเที่ยว และโรงแรมคือหนึ่งในนั้น”

เรียกว่าพลิกสายการทำงานไปเลย

         “มากๆ เลยค่ะ เพราะโรงแรมคืองานบริการ ต่างจากธุรกิจที่เคยทำ แต่ก็มองว่าเป็นเรื่องสนุก และคิดว่าไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม เราไม่จำเป็น ต้องรู้ทั้งหมด แค่ทำในสิ่งที่รู้ให้เต็มร้อยก็พอ ไม่ต้องรอให้รู้ถึงร้อยค่อยลงมือทำ

         “ตอนนั้นก็ดูว่าในฐานะคนนอก เราทำอะไรให้เขาได้บ้าง ทั้งแผนการทำงานกลยุทธ์ การขยับขยายธุรกิจ เพราะฉะนั้นถ้าทำธุรกิจคนเดียวยากแน่นอน ต้องหาธงเดียวกัน นั่นคือการทำยังไงให้เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกให้ได้ แต้มมองว่า วันนี้ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนไปตามโลกเยอะพอสมควร ทั้งท้าทายและแข่งขันสูงขึ้น ถ้าจะเดินไปข้างหน้าในรูปแบบเดิมที่ดุสิตธานีเคยทำมาตลอดกว่า 70 ปีคงยาก โรงแรมห้าดาวในอดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกันแล้ว อย่างความต้องการของนักเดินทางก็แตกต่างออกไป แน่นอนว่ายังมีคนที่ชอบแบบเดิม แต่ก็มีเรื่องใหม่ ๆ ตลอดเพราะฉะนั้นถ้าต้องการให้โรงแรมยังโดดเด่น ดึงดูดคนทุกวัย เราควรจะตีความโรงแรมดุสิตธานีจากมุมมองปัจจุบันและอนาคตด้วย”

ในฐานะซีอีโอที่ผ่านโจทย์ยากมามาก มีวิธีรับมืออย่างไร

         “ปัญหาทุกเรื่องเกิดจากส่วนประกอบเล็ก ๆ เสมอ มันใหญ่ขึ้นเองทันที่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีคลี่ปัญหาคือค่อย ๆ คลี่ทีละส่วน เรื่องนี้สติช่วยได้ค่ะ อย่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในปัญหา แต่ให้มองในฐานะคนนอกว่าจะแก้ไขยังไง ฟังแล้วเหมือนง่ายแต่ทำยากนะ เพราะเวลาเกิดปัญหา อารมณ์มักจะมาก่อน

         “สิ่งที่เราจัดการได้คือแยกอารมณ์ออกจากเนื้อหา บางเรื่องมีอารมณ์เยอะ ทั้งน้ำเสียงของผู้พูด สีหน้า แต่ถ้ามองเฉพาะคอนเทนต์ ถ้าคิดดี ๆ เขาก็พูดเรื่องจริงที่เป็นประโยชน์ ถ้าแยกตรงนี้ได้ จะเกิดทางแก้ โดยเฉพาะธุรกิจวันนี้ ถ้ามองแค่ว่า ทำไมขายไม่ได้ แค่นั้นคงไม่พอ ต้องดูว่า สินค้าใช่หรือเปล่า ตรงกลุ่มลูกค้าไหม ราคาสินค้าประมาณนี้ได้ไหม ช่องทางการขายใช่หรือยัง”

ขอตัวอย่างโจทย์ยากที่คุณแต๋มเจอล่าสุด

         “ช่วงก่อนโควิดแต๋มทำโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ขอแผนอนุมัติมาตั้งแต่ปี 2017 โครงการของเราเป็นมิกซ์ยูส นอกจากโรงแรม ห้างร้าน สำนักงาน ยังมีห้องพัก 406 ห้อง ซึ่งเราวางไว้ว่าเรสซิเดนซ์เหล่านี้จะทำเงิน แต่ปรากฏว่าปี 2019 เกิดโควิด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากใช้เงิน แต่เราก็ไม่สามารถล้มเลิกแผน เพราะถ้าขายไม่ได้อาจล้มทั้งยืน

         “ตอนนั้นแต้มใช้วิธีแยกเรสซิเดนซ์ออกมา 2 แบรนด์ค่ะ คือดุสิต เรสซิเดนเชส กับดุสิต พาร์คไซด์ เพื่อแยกลูกค้าออกเป็นสองทาร์เก็ต คือดุสิต พาร์คไซด์เหมาะสำหรับกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่ คนทำงานในเมือง และครอบครัวขนาดเล็ก ส่วนดุสิต เรสซิเดนเซส มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่า เหมือนอาศัยในบ้านหลังใหญ่ โดย ทั้งสองโครงการเป็น Leasehold คือเช่าระยะยาว 60 ปี ซึ่งเรื่องนี้คนไทยไม่เก็ตทำไมต้องเสียเงินเช่า ซื้อคอนโดเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานได้ไม่ดีกว่าหรือ เราก็ต้องมาหาว่าการเช่าระยะยาวดีกว่าอย่างไร

         “แต๋มพบว่าคอนโดใหญ่ ๆ ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีตึกใหม่น้อยมาก และความรับผิดชอบจะโอนให้ลูกค้าตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ ร่วมกับอีก 200 ชีวิตทีอยู่ด้วยกัน กำกับดูแลโดยนิติฯ ถ้าตึกเก่า ลิฟต์เสีย กว่าจะซ่อมแชมหรือบูรณะเป็นไปได้ยากเพราะลูกบ้านต้องช่วยกันลงขัน แต๋มเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะตัวเองก็อยู่คอนโดแต่ถ้าเป็น Leashold ความรับผิดชอบยังอยู่ที่เจ้าของโครงการ จึงนำเรื่องนี้มาเป็นจุดขาย ประกาศเลยว่าความรับผิดชอบอยู่ที่เรานะ เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชั่วโมง แต๋มลงทุนกับห้องตัวอย่างสูงมาก เพื่อให้คนที่มาชมโครงการเห็นภาพ ด้วยวิธีนี้จึงทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก และห้องพักก็ขายได้

         “สิ่งนี้เรียกว่าวิธีแกะปัญหา ถ้าเรามัวแต่คิดว่าโครงการนี้กว่า 46,000 ล้านขายไม่ได้เลย จะทำยังไง คิดอย่างนี้คงกรี๊ดแน่ๆ แต่ถ้าแกะออกมาทีละเรื่อง มันจะไม่หนัก หรืออย่างตอนที่ต้องปิดโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แล้วประกาศว่าพนักงาน 500 คนจะไม่ถูกปลดออก ก็เป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะปิดโรงแรมรายได้หาย แถมยังมีค่าใช้จ่ายในการจ้างคนอีก ตอนนั้นตั้งใจว่าจะไปหาโรงแรมใหม่ชั่วคราว โดยไปเช่าเขาอยู่ ปรากฏว่าราคาสูง สู้ไม่ไหว จะทำยังไงดี

         “ตอนนั้นตัดสินใจแยกทีมเลยค่ะ ทีมอาหารไปเช่าบ้านเรือนไทยในซอยศาลาแดง ใช้ชื่อว่าบ้านดุสิตธานี โดยนำห้องอาหารเบญจรงค์ เรียนดอง และ ดุสิตกูร์เมต์มาไว้ที่นี่ แม้วันที่โรงแรมเปิดใหม่แล้ว เราก็จะยังเก็บห้องอาหารนี้ไว้ และแต๋มทำสายธุรกิจขึ้นมาใหม่เลย คือ Dusit Hospitality Service ให้ทีมช่างและแม่บ้านไปทำงานตามคอนโดลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ ส่วนทีมอีเวนต์ก็รับจัดงานเลี้ยงทำ Catering นอกสถานที่ พอเราใช้วิธีแยกคนออกมา ปัญหาก็คลี่คลายได้”

เวลาต้องแก้ปัญหาหนัก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวบ้างไหมคะ

         “มีเหมือนกันค่ะ อย่างที่บอกว่าแต๋มไม่เก่งหรอก โชคดีที่มีทีมช่วยคิด แต่เราต้องเป็นสารตั้งต้นที่ชัดเจนและมั่นใจก่อน เช่น ต้องมั่นใจว่าจะรอดจึงจะส่งกระแสความมั่นใจไปถึงทีม เวลาพูดอย่างนี้ คนมักจะคิดว่าแต๋มไม่เคยผิดพลาด และมีหลายคนชอบขอให้เล่าเรื่องที่เคยล้มเหลว แต๋มยกตัวอย่างเรื่องที่ไม่สมหวังได้เยอะค่ะ เพียงแต่ไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เพราะนั่นหมายถึงการยอมแพ้ แต่เราไม่เคยยอม ยังไงก็สู้ ผลลัพธ์อาจจะออกมาไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่คิดว่าถ้าตั้งใจดีๆ ผลลัพธ์อาจจะออกมาสวยกว่าเดิม”

ในฐานะผู้บริหาร มีแนวคิดเรื่องการสร้างพลังงานที่ดี ให้ทีมพร้อมเดินหน้าอย่างไร

         “ก่อนอื่นผู้บริหารต้องมีความชัดเจนค่ะ รู้ว่าจะเดินไปที่ไหน วิสัยทัศน์เป็นอย่างไร เราต้องชัด จับต้องได้ และทำตามได้จริง สอง ทีมงานต้องรู้หน้าที่ แต่การอยู่กับคนหมู่มากแน่นอนว่าต่อให้วางหน้าที่ชัดอย่างไร ก็ไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะงานบริการหน้างานมีเรื่องราวสารพัด จึงต้องมีข้อสาม คือความยืดหยุ่น ทีมต้องจัดการปัญหาหน้างานได้ดี 

         “ที่สำคัญคือถ้าพนักงานทำดีต้องยกย่อง ทำไม่ดีต้องไม่ปล่อยผ่าน ไม่อย่างนั้นคนที่ทำดีจะรู้สึกว่าไม่เห็นต้องทำเลย เพราะขนาดคนไม่ทำงาน สร้างปัญหา บริษัทก็ยังไม่ว่าอะไร เราจึงต้องยกคนทำดีให้เป็นแชมเปี้ยน สิ่งเหล่านี้จึงจะทำให้ทีมเดินไปข้างหน้าได้”

เวลาคุณแต๋มออกสื่อ หลายคนเห็นมุมอ่อนโยนใจดี เวลาทำงานดุไหมคะ

         “ดุค่ะ แต๋มคิดว่าตัวเองเด็ดขาด ไม่ปล่อยผ่านอะไรง่าย ๆ อย่างทีมส่งงานให้ตรวจ อะไรที่คิดว่าไม่ใช่ก็จะไม่ปล่อย แต่ดุที่ว่าไม่เคยมีอาการกรี๊ดใส่ พูดคุย ด้วยเสียงปกตินี่แหละ อาจจะมีวี้ดบึ้ม ทุบโต๊ะ เสียงดังบ้าง อันนี้เกิดจากความตั้งใจและจะทำกับเฉพาะบางคนที่เรารู้ว่าใช้โทนเสียงปกติกับเขาไม่ได้ การอยู่กับคนหมู่มาก เราต้องรู้ด้วยว่าควรใช้วิธีไหนกับใคร”

ในวันที่เหนื่อย คุณแต๋มมีวิธีปลุกพลังให้ตัวเองยังไง

         “ความสุขหรือความสบายใจอยู่รอบๆ ตัวเรา ขึ้นอยู่กับว่าจะมองด้วยมุมไหน ชีวิตแต๋มไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ แค่พอใจในสิ่งที่มี แค่ตื่นขึ้นมาแล้วยังมีลมหายใจ มีแรงจะทำอะไรได้ สำหรับตัวเองนี่คือของขวัญในทุก ๆ วันแล้ว เพราะเราจะรู้ได้ยังไงว่าหลับไปแล้วพรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อยังลืมตาตื่น มีลมหายใจ มีแรง นับเป็นของขวัญที่ดีมาก เราก็น่าจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด มีบางครั้งเหมือนกันที่อยากงอแง แต่ก็ต้องรับผิดชอบ

         “ถ้าวันไหนเรื่องราวถาโถม พีคมากๆ ก็แค่หายใจลึก ๆ แต๋มชอบทำอย่างนี้โดยเฉพาะเวลาที่ตื่นเต้น เพราะเราเป็นอินโทรเวิร์ตร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ชอบพูดในสถานที่ที่มีคนเยอะ เวลาเห็นแต๋มไปสัมภาษณ์ตามรายการต่าง ๆ ดูเหมือนไม่ตื่นเต้นใช่มั้ย  นั่นเกิดจากการฝึกซ้อมและพยายามมีสติกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า”

ถ้าว่างจากงาน คุณแต๋มชอบทำอะไร

         “เล่นเกมค่ะ เช่น Candy Crush แล้วก็ชอบฟังเรื่องผี ติดตามพี่แจ็ค เดอะโกส เป็นประจำ นอกจากนี้ก็ออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ดูคลิปในยูทูบ นอกจากนี้ก็ศึกษาหลักธรรมชาติของชีวิต เพราะพบว่าพุทธศาสนาสอนให้เรามีเข็มทิตในการใช้ชีวิตที่เป็นธรรมชาติมาก แต๋มไม่ใช่สายพิธีกรรม ไม่ได้เข้าวัดหรือปฏิบัติธรรม แต่พยายามศึกษาจากคำสอน

         “แต๋มสวดมนต์ตอนเช้า ไม่สวดกลางคืน เพราะอยากเซ็ตให้ตัวเองนิ่งก่อนจะเริ่มเจอเหตุการณ์ในแต่ละวัน โดยเราต้องรู้ความหมายด้วยนะคะ เช่น ธรรมจักร, พาหุง,มหากาฬ, ชัยมงคล, มงคล 28 ฯลฯ สำหรับแต๋มการสวดมนต์เป็นการเจริญสติเหมือนกับคนที่นั่งสมาชิแล้วต้องหลับตา แต่สำหรับเราการสวดมนต์เหมือนการ นั่งสมาธิ ฝึกให้เราพร้อมรบ

แล้วเวลาอยู่กับครอบครัวล่ะคะ

         “เรื่องตารางเวลาไม่ได้แบ่งชัดเจน ใช้วิธีเซ็ตความคาดหวังกันตั้งแต่แรก แต๋มคุยกับลูก ๆ ว่าแม่ไปงานโรงเรียนได้นะ ถ้าบอกล่วงหน้า 1 สัปดาห์ แต่ถ้าบอกก่อนแค่ วันสองวัน แม่ไปไม่ได้ แต่ก็จะพยายามเติมเรื่องเล็กน้อยให้เขา เช่น อาจโผล่ไปในวันที่เขาไม่ได้คาดหวัง ทำเซอร์ไพรส์ให้กันบ้าง และที่สำคัญมากคือต้องทำตามสัญญา อย่างช่วงที่ทำงานไทยคม แต๋มทำงานที่เมืองไทย ส่วนลูก ๆ กับสามีอยู่สิงคโปร์ ตอนนั้นตัดสินใจร่วมกันว่าทุกคืนวันศุกร์จะบินกลับไปหาลูก ไม่ว่าตอนนั้นจะอยู่ตรงไหนของโลก แต่ทุกคืนวันศุกร์ต้องอยู่กับลูก แล้วอาทิตย์กลางคืนค่อยบินกลับมาทำงาน แต๋มทำอย่างนี้ไม่เคยขาดตลอด 2 ปีเต็ม

         “ขณะเดียวกันเรื่องบทบาทก็สำคัญ ต้องมีสติ อยู่กับลูกก็ต้องเป็นแม่ อยู่กับสามีก็ต้องเป็นภรรยา อยู่ที่ทำงานต้องเป็นเจ้านาย อย่าสลับหน้าที่กัน ถ้าอยู่กับสามีแล้วเป็นซีอีโอ เหนื่อยนะ เวลาอยู่กับสามีแต๋มเป็นแมวเหมียวเลย (หัวเราะ) คือไม่ตัดสินใจอะไร ให้สามีนำ ให้เขาทำหน้าที่ของเขา เราจะคอยบีบยาสีฟัน

ห่มผ้าให้” (ยิ้ม)

ถ้ามีสิ่งที่อยากบอกตัวเอง สิ่งนั้นคืออะไร

         “อยากขอบคุณทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ขอบคุณที่ชีวิตไม่เคยง่าย เพราะ ถ้าไม่เคยเจออุปสรรค ไม่เจอสิ่งท้าหาย คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ ทุกบทเรียนที่เข้ามาในชีวิตทั้งดีและไม่ดี แม้จะล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่หล่อหลอมให้เป็นเราในวันนี้อยากขอบคุณตัวเองที่อดทน ผ่านพ้นและได้เรียนรู้

         “เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นค่ะ”
*บทสัมภาษณ์นี้ คุณศุภจี ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแพรวในฉบับเดือนกันยายน ปี 2567 


เรื่อง Fai 

ภาพ อิทธิศักดิ์ บุญปราศภัย
สไตลิสต์ ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ

เป๊ก-เศรณี

เพื่อนกันวันวาน รักกันวันนี้ 12 ปี เป๊ก-เศรณี & เพลง-ชนม์ทิดา

12 ปี KEEP GROWING UP TOGETHER เป๊ก-เศรณี ชาญวีรกูล & เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม เพื่อนกันวันวาน รักกันวันนี้ กับบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาน และอบอุ่นในนิตยสารแพรว ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 

เป็นอีกหนึ่งคู่ที่หลายคนติดตามและคอยลุ้นไปกับความรักที่เติบโตไปด้วยกัน “เป๊ก-เศรณี ชาญวีรกูล” ลูกชายของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย กับ “เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม” ลูกสาว “มาดามตู่ -นันทิดา แก้วบัวสาย”  โดยเมื่อวัน 30 พฤศจิกายน 2567 ทั้งคู่ได้เผยข่าวดีในฐานะว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว ที่เรื่องราวระหว่างทางรัก มีการปรับจูนกันตลอด เพื่อให้ความรักยั่งยืนมั่นคง ยิ่งขึ้นจากวันแรกเจอ

รักสวนทาง

เป๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้น 12 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี ได้เจอกับเพลงในงาน Central Intonational Watch Fair ในโอกาสที่เราไปเดินแบบให้กับ แบรนด์นาฬิกา โดยคนทีชวนเราคือป้าแทน (นันทวัน แสงธรรมกิจกุล)”

ขณะที่เพลงช่วยเสริมว่า “ป้าแหนเหมือนเป็นคิวปิดแนะนําให้เรารู้จักกัน เพราะ ป้าแหนรู้กับคุณและครอบครัวของเป๊ก เหมือนเป็น Mutual Friend จึง อยากให้ได้รู้จักกัน อารมณ์ประมาณว่าถ้าวันหนึ่งเป็นแฟนกันน่าจะดี แต่วันนั้น เราสองคนยังเด็ก ไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนที่เตรียมตัวเดินแฟชั่นมีจังหวะที่เพลง กับเป้าหันมาสบตา เพลงรู้สึกว่าเป็น Butterflies in my Tummy อารมณ์จั๊กจี้บอกไม่ถูก ยังไม่ใช่ความรู้สึกขอบนะคะ และคงห่างไกลกับคําว่ารัก”

ด้านเป๊กกลับรู้สึกแตกต่าง “ผมรู้สึกตั้งแต่วันนั้นเลยว่าเพลงตรงสเป๊ก เพราะผมชอบผู้หญิงที่มีคาแร็คเตอร์ แล้วเขามีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่กว่าวัย อาจ เพราะทํางานในวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก ทําให้วันนั้นเราโดดเด่นขึ้นมาในสายตาผม เรียกว่าตรงปกทุกอย่าง (ยิ้ม) ส่วนตัวผมชอบผู้หญิงที่อายุมากกว่า ถ้านับเป็นปี เราห่างกัน 2 ปี แต่ถ้านับเดือน เขาอายุมากกว่าผม 13 เดือน”

 เป๊ก-เศรณี

“จากนั้นเราแยกย้ายไปเรียน เพลงเรียนชั้นมัธยมปลายที่ไทย ส่วนผมไป เรียนต่อที่อังกฤษ แต่ผมก็ตามเขาตลอด ทําให้เห็นว่าเขาเป็นผู้หญิงที่มี ไลฟ์สไตล์ตายผม ไม่ว่าจะกีฬาหรือกิจกรรมกลางแจ้ง อย่างการเล่นเรือยอร์ต คุณพอ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม) มีเรื่องอาเซียน มารีน่า ยอด คลับ พัทยา เหมือนกัน จึงมีหลายอย่าง เราคุยกันรู้เรื่อง แต่เป็นเหมือนเพื่อนที่นาน ๆ คุยกันที หลังจากจบมัธยมปลาย อังกฤษ ผมกลับมาเรียนต่อปริญญาตรีที่เมืองไทย ตอนนั้นเราทั้งคู่ต่างมีคนอยู่แล้ว เราจึงคุยกันในลักษณะของเพื่อน ตามสารทุกข์ สุกดิบ เป็นห่วงเป็นใย เวลาที่เราจะได้โทร.คุยกันคือช่วงวันเกิดของเพลง แต่ก็คุย กินไม่กี่ประโยค ไม่เคยนัดเจอกันหรือชวนกันไปกินข้าว แต่ผมก็ยังคงแอบปลื้ม เขาอยู่ แต่ก่อนหน้านั้นมีช่วงที่ผมกับเพลงโสดพร้อมกัน ผมพยายามจีบแต่ไม่ติด ผมมองว่าเพลงคงต้องการคนที่มีความเป็นผู้นําหรือวุฒิภาวะสูงกว่า ทําให้ผมหายไป”

ในมุมของเพลงเล่าว่า “เรียกว่าเราสองคนจะสวนกันไปมา นาน ๆ เขาก็โทร.มา หย่อนขนมจีบสักทีหนึ่ง (ยิ้ม) เพราะตอนนั้นเพลงมีคนคุยอยู่ เมื่อเพลงโสด เป๊กก็มีคนคุย แล้วมีช่วงที่ไม่คุยกันเลย 2-3 ปี กลับกันอย่างนี้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาจนเราโสดทั้งคู่ ถึงมาเปิดใจคุยกันจริงๆ”

เมื่อถึงจุดบรรจบ

“หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2018 มีโมเมนต์ที่เราเจอกันอีกครั้งที่งานเปิดร้านทําผมใหม่ของ ดร.สมศักดิ์ ชลาชล ที่เดอะคริสตัล พาร์ค ตอนนั้นผมโตแล้ว ส่วน คุณเพลงผมไม่ทราบ แล้วคนที่ชวนเราไปงานนี้ก็คือป้าแทนอีกแล้ว (หัวเราะ) หยวน ไปแสดงความยินดีกับ ดร.สมศักดิ์ จากงานนั้นผมพิมพ์ข้อความไปหาเขาว่าดีใจ ที่ได้พบ ไม่ได้เจอกันนาน ดีใจ เห็นเพลงสบาย ประมาณ”

““เมื่อเขาตอบกลับมา ผมก็เดาได้ว่าเขาคงโสดเหมือนกัน จึงกล้าที่จะชวนไปทานข้าว ร้าน The Commons ซอยทองหล่อ ความที่เราเป็นเพื่อนกันมานาน จึงมีความหวังดีให้แก่กัน ทําให้ทุกอย่างในวันนั้นสมัด การพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ก็เป็น Good Impression ของทั้งคู่”

 “หลังจากนั้นผมนัดเพลงมาทานข้าวอีก 3 ครั้ง และชวนดูหนังด้วยกัน 2 รอบ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้เท่าไร เพราะง่วงกันทั้งคู่ เรียกว่าเข้าไปหลับมากกว่า แต่ก็เป็นโมเมนต์ ๆ ที่เราสองคนนั่งซบไหล่กัน (ยิ้ม) หลังจากนั้น 1 เดือน ระหว่างที่ผมอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมสอบไฟนอลวิชาสุดท้าย คุณเพลงก็มานั่งอ่านบทละครเวทีที่เขากําลัง จะแสดง ผมจึงบอกเขาว่าเวลานี้ถ้าไม่ขอเป็นแฟน เดี๋ยวอีกสองเดือนมาใหม่ ถ้าเพลงไม่ตอบรับเป็นแฟน อีก 8 เดือนที่มารอใหม่ ไม่วันใดก็วันหนึ่งเพลงก็ต้อง ตอบรับเป็นแฟนเป๊กอยู่แล้ว ทําไมเราไม่เริ่มเป็นแฟนกันตั้งแต่ตอนนี้”

“ถือเป็นโมเม้นต์การขอเป็นแฟนที่เรียบง่ายมาก บางอย่างไม่จําเป็นต้องหาให้ ยิ่งใหญ่เวอร์วัง ถ้าทุกอย่างอยู่บนความสบายใจของเราทั้งคู่ ซึ่งยังเป็นมาตลอดจนทุกวันนี้” เป๊กกล่าว

เรียนรู้และปรับจูน

“เพลงไม่เคยจี้ จิก ติดตาม เพลงให้ความเคารพชา ที่มีค่า เส้นไว้ว่า ในความสัมพันธ์ของเรา เราต่างเลือกซึ่งกันและกัน ไม่ได้แปลว่าเป๊กเลือกเพลง เพลงต้องอยู่ตรงนี้ หรือเพลงเลือกเบิก เป๊กต้องอยู่ตรงนี้ แต่คือการให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน ถ้าวันหนึ่งเราทําอะไรที่ทําร้ายความรู้สึกกัน ที่มีสิทธิ์ที่จะถอยหลังและ เดินออกมาได้ เพลงพูดกับเป๊กเสมอว่าถ้าหาอะไรแล้วบั่นทอนความเป็นเราก็อย่าทํา เพลงไม่ใช่คนแบบเธออยู่ไหน ทําอะไร อยู่กับใคร ที่ไหน เพลงชอบชวนเป๊กมอง ผู้หญิงสวยหรือมองผู้ชายหล่อ เพราะเพลงรู้สึกว่ามองแล้วไง…. ก็แค่มองในสิ่งที่ สยาม เหมือนเราชื่นชอบดารานักแสดง แต่ถ้ามองแล้วเลยเกิดไปใด ๆ ก็อีกเรื่องหนึ่ง”

“เพลงคิดว่าตัวเองค่อนข้างมั่นคงในความรัก ไม่ได้รู้สึกว่าต้องกล่าอะไร ถ้าคุณ เลือกที่จะเขาไป เพลงก็เลือกที่จะไม่อยู่ เพลงก็มีทางเลือกของตัวเองเหมือนกัน คือไม่ได้อวดเก่งนะคะ แต่คิดว่าถ้าเราเคารพซึ่งกันและกัน คนก็ไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยเขาเป็นหนุ่มในวัย 20 ปลาย ๆ ที่ต้องมีคนมาเฟลิร์ตกับเขาบ้าง แต่ถามว่าแล้วไง… ถ้าคุณมั่นคงอยู่กับเพลง แล้วเคารพกติกาว่าอะไรที่บั่นทอนค่าว่าเรา อย่าหา แค่นั้น จบแล้ว เพราะชีวิตเรามีอะไรที่จะต้องลุย ใช้สมอง ใช้พลังงานเยอะ คน ข้างๆ เราต้องไม่ทําให้ระแวง”

 เป๊ก-เศรณี

“เพลงพูดกับเป๊กเสมอว่าความรักเหมือนการปลูกต้นไม้ ไม่ว่าจะเหนื่อยกับหน้าที่การงานแค่ไหน ต้องอย่าลืมรดนํ้าต้นไม้ให้กับต้นรักของเรา ถ้าวันหนึ่งเรา หยุดรดนํ้าหรือให้ปุ๋ย ต้นไม้จะร่วงโรย ต่อให้เหนื่อยขนาดไหน อย่าลืมมาดูแลใจ ของกันและกัน ไม่ใช่ของให้ แต่มีการที่จะแสดงออกหลายวิธี บางคนอาจ ให้ของขวัญ บางคนอาจบอกรักหรือกอดกัน แต่อย่าลืมรดนํ้าต้นรักนั้นไม่ว่าจะ ด้วยภาษาอะไร สําหรับคู่ของเพลง นาน ๆ เราจะไปดินเนอร์ หรือไปต่างประเทศ นกที เราคอยเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ด้วยกัน”

“ความรักของเพลงกับเป๊กไม่ใช่แค่รักแล้วหลงหรือหวือหวา แต่เป็นความ ผูกพันและความสบายใจที่เราอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับคนคนนี้ เขาเป็นทุกอย่างของเรา เวลามองกลับมาเขาคือพลังบวกในชีวิตของเรา” เพลงกล่าว

คือคนที่ใช่

“เหตุการณ์ที่เน้นยํ้าว่าเป๊กคือคนที่ใช้ น่าจะหลังจากที่คุณพ่อของเพลงหลับไป เป็นช่วงเวลาที่เสียใจและต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในชีวิต เหมือนวันหนึ่งคนที่คอยปกป้อง และเป็นเสาหลักหายไป แล้วสิ่งที่ตามมาคือภาระหน้าที่ทุกอย่างที่เปลี่ยนไป ในวันที เพลงรู้สึกว่าเมื่อปัญหารุมเร้า เป๊กยืนอยู่ตรงนั้นไม่หายไปไหน หรือในวันที่เพลง ไม่น่ารักที่สุด เอา ร้องไห้และซึมเศร้า ไหนจะงานที่ไม่เข้าใจ ภาระหน้าที่ที่เรา ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ทําให้ทราบว่าคุณพ่อดูแลคนมากมาย ในวันที่เพลงมีปัญหาแม้แต่การรักตัวเอง ทําไมฉันไม่เก่ง ทําไมไม่เด็ดขาด แล้วเวลาเขากลับมาจากการทํางาน แต่เวลานั้น เพลงไม่มีแรงที่จะเตรียมอะไรไว้ให้เขา ในวันที่เชาวนอยู่กับปัญหา คุณเป๊กยืนอยู่ข้างๆ เพลงอย่างมั่นคงคอยซัพพอร์ตและให้กําลังใจ”

“มีสิ่งที่คุณแม่หันไปพูดกับเป๊กว่า “ แม่ขอบคุณเป๊กมาก ๆ ที่อยู่ตรงนี้ แต่ในวันนี้ สิ่งที่เพลงและ ครอบครัวเรากําลังเผชิญ เป๊กไม่จําเป็นต้องอยู่ตรงนี้ก็ได้นะลูก เพราะยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่เขาสามารถ เป็นความสุขให้กับเป๊ก เพราะสิ่งที่เพลงกําลังเจอหรือกําลังเครียด มันหม่นหมองไปหมด แม่รู้ว่าเพลง กําลังต่อสู้ แต่แม่รักเปิกมากพอที่จะพูดคําว่าเป๊กจะอยู่ตรงนี้จริงๆ หรือลูก จะสู้ไปด้วยกันจริงๆ หรือ วันนั้นเป๊กตอบคุณแม่ว่า “เพลงคือชีวิตของเป๊กเหมือนกัน แล้วเขายังพูดติดตลกว่า “เราสองคนอาจจะ ไม่ใช่สร้างคู่สม แต่เป็นคู่เวรคู่กรรมก็ได้มั่งครับแม่ เป๊กจะอยู่ตรงนี้ครับแม่ เป๊กให้คํามั่นสัญญากับ คุณพ่อแล้ว” คือวันที่คุณพ่อหลับแล้วหัวใจยังเต้นอยู่ เป๊กเดินเข้าไปจับมือคุณพ่อแล้วขอเพลงแต่งงาน กับคุณพ่อเลย แล้วเขาก็ยังคงรักษาคําพูดนั้น และสิ่งที่เพลงมั่นใจว่าเป็นเป๊ก เพราะคงไม่มีใครแทนที่เขาได้จริง ๆ ในช่วงเวลาที่เหนื่อยสําหรับเพลง ทุกครั้งที่มองไปที่เขาคือความอุ่นใจรองเราจริงๆ”

“เราไม่ค่อยงอนหรือทะเลาะกัน เราโตไปด้วยกัน 7 ปี แล้วเราคบกัน เป็นช่วงที่เรากําลังจะเรียนปริญญาโท หน้าที่ตอนนั้นคือเรียนอย่างเดียว กระทั่ง กลับมาเมืองไทย ทํางานแรกในชีวิต จนเป๊กไปเป็นทหาร หางาน ทุกอย่างคือการ ปรับตัวในช่วงชีวิตที่เราโตไปเรื่อย ๆ กระทั่งต้องแบกรับภาระของที่บ้าน แน่นอนว่า เราต้องจูนกันอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งก็มีแบบว่าทําไมเวลาคุณเครียดแล้วไม่พูด เอาแต่ เล่นมือถือ มันทําให้เพลงรู้สึกว่าทําอะไรผิด เพลงไม่มีความสุขนะ เหมือนอยู่กับ อากาศ เพลงใช้คําว่าเพลงรู้สึกเหงาในความสัมพันธ์นี้ ทําไมวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เพลง ได้ค่าตอบเองว่าจะให้เหมือนเดิมได้อย่างไร เพราะเรากําลังเติบโตไปพร้อม ๆ กัน แล้วจุดหมายปลายทางที่เราเดินไปเป็นที่ไหน โชคดี ที่เราคอยเช็กกันเป็นระยะว่า คุณโอเคไหม ฉันรู้สึกอย่างนี้นะ คุณปรับได้ไหม เป็นการคุยกัน บางครั้งมีนํ้าตา แต่ไม่ใช่นํ้าตาที่บั่นทอนให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ แต่เป็น การบอกว่าฉันไหวแค่นี้ คุณพร้อมที่จะปรับตัวไหม ถ้าพร้อม เดินต่อไป ถ้าไม่พร้อม แล้วรู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากจุดมุ่งหมายชีวิต เราก็แยกกัน ง่าย ๆ อย่างนี้ทุกรอบที่เรามีการปรับตัว ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกปี หรือทุกสองปีมีครั้งหนึ่ง”

Proposal Time

“โชคดีที่บ้านผมและบ้านเพลงเลี้ยงให้เราโตด้วยตัวเอง เขาไม่ได้มีจุดกรอบ ความคิดว่าลูกจะต้องเป็นอย่างไร จะต้องแต่งงานช่วงไหน คุณพ่อ อนุทิน ชาญวีรกูล) จะถามว่าผมอยากแต่งงานเมื่อไหร่ ไม่ได้ถามว่าทําไมไม่แต่งเสียที ทุกอย่างเป็น ความคิดของผม คุณเพลง เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เรามองเรื่องวัย เพลงใกล้จะ 30 แล้ว เราอยากมีลูกด้วยกันทั้งคู่ เขาจะต้องอยู่ในวัยที่สามารถมีลูกแล้วเขาพร้อมผมเป็นห่วงเขา ผมมองว่าช่วงเวลาที่เหมาะแล้ว”

“ทริปที่ผ่านผมวางแผนขอแต่งงาน เป็นการเดินทางนานสุดของเรา ประมาณ 3 สัปดาห์ และผมจัดทริปขึ้นมาเพื่อให้เพลงโดยเฉพาะ เริ่มจากเราเดินทางไปกิน สองคนจากประเทศ แลนด์ เพราะเพลงอยากไปชมแสงเหนือ แล้วเราแพลนว่า จะบินไปอังกฤษต่อ เพราะคุณเพลงชอบดูละครบรอดเวย์ และความชอบอีกอย่างของเพลงคือดิสนีย์แลนด์จึงต้องไปปารีส”

“ผมได้คุยกับเพื่อนสนิทเพลงว่าผมไม่อยากให้คิดว่าต้องมีขั้นตอนขอแต่งงาน อย่างนั้นอย่างนี้ อยากเลือกสถานที่แล้วใช้โมเมนต์นั้นขอแต่งงาน เราจึงแอบวาง คร่าว ๆ ว่าจะขอแต่งงานที่อังกฤษ วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อยู่นอกเมืองลอนดอนประมาณ 45 นาที เป็นที่ที่เราเคยมาพักผ่อนกันช่วงที่เรียนปริญญาโท เป็นโรงแรมที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีสนามโปโล คุณเพลงจะชอบมา มาที่นี่มาก แล้วค่อนข้างจะไพรเวต ผมจึงมองว่าที่นี่น่าจะเหมาะสมที่สุด โชคดี ที่มีคุณแอล เพื่อนเพลงมาด้วย แล้วเขาวางแผนชวนเพลงมาก ภายในสวนของโรงแรม แล้วจัดพร็อปทุกอย่างให้เรา”

“สําหรับแหวนขอแต่งงานเป็นแหวนเพชรทรงคุณอัน ซึ่งเป็นทรงที่เพลงขอบ ผมอยากหาแบบที่เขาใส่ได้ในชีวิตประจําวัน แล้วจากอังกฤษเราต้องเดินทางไป ฝรั่งเศสต่ออีก จึงปรึกษากับร้านเพชรของเพื่อนสนิทกัน จบลงที่ 5 กะรัต”

ฟากว่าที่เจ้าสาวยอมรับว่าเซอร์ไพรส์จริงๆ “ถ้าเพลงทราบว่าจะถูกขอแต่งงานในวันนั้นคงไม่ใส่กางเกงสีนํ้าตาล เสื้อครีม แล้วเสื้อข้างในสีเทา ใส่รองเท้าผ้าใบ แล้วหัวฟู ๆ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นรู้สึกหงุดหงิด ที่ทุกคนบอกให้ลงมาปิกนิกกัน ซึ่งอากาศหนาว แล้วฝนก็ทําท่าจะตกด้วย ทําไมต้อง ถ่ายรูปหรือหาคอนเทนต์ตอนนั้น แล้วเพลงตั้งใจจะไปขี่ม้า แต่จองม้าไม่ได้ ทําให้ยิ่งหงุดหงิด แถมยังต้องแต่งหน้าเพื่อมาถ่ายรูปอีก ทําให้เพลงลงมาสาย 2 ชั่วโมง มัวแต่หาอารมณ์อยู่ แล้วตอนลงมาเห็นบรรยากาศทุ่งหญ้ากว้าง ยังพูดพูดแซวตอนที่ปิคนิคกันว่าเซตอัพขนาดนี้ แหวนต้องมาแล้วละ แล้วก็หัวเราะ คือไม่ได้คิดจริงๆ”

สําหรับงานดินเนอร์ที่ปารีส ท่าเอาหลายคนเข้าใจ ว่าเป็นงานแต่งงาน ต้องยกเครดิตให้กับพ่องาน

“งานดินเนอร์ The Ritz Paris ตอนแรกผมบอกเพลงว่าตั้งใจจัดเป็น ดินเนอร์เศษ เพื่อนสนิท แต่จริง ๆ แล้วเป็นงาน Proposal Celebration Dinner ผมอยากให้เพื่อนมาฉลองในวันที่เพลงเป็นว่าที่เจ้าสาว แต่เพลงเข้าใจว่าผมจะขอแต่งงาน เพราะเห็นรายชื่อเพื่อนที่บินมาร่วมดินเนอร์ ซึ่งผมแอบบอกทุกคน ว่าให้เตรียมชุดชุดธีมดำ ผู้ชายใส่ทักซีโด้ ผู้หญิงใส่เดรสีดำ แล้วเพลงจะเป็นคนเดียวที่ใส่เดรสสีขาว เพื่อให้เขาเหมือนเป็นเจ้าสาว”

เพลงเล่าต่อว่า “เป๊กเลือกที่ The Ritz Paris เพราะมีความทรงจําดี ๆ ตอนที่เราไปเรียนต่อปริญญาโทแล้วไปเที่ยวที่ฝรั่งเศสรอบแรก เราเคยไปเดิน ถ่ายรูปต้นคริสต์มาสที่ลานหน้าโรงแรมนี้ แล้วเขาบอกเพลงแต่ว่าสรุปเป็นที่ The Ritz Paris นะ แต่ไม่บอกเรื่องการแต่งตัว บอกว่าคุณใส่สีขาวแล้วกัน ซึ่งเพลงต้องชื้อชุดใหม่ก่อนดินเนอร์ 2 วัน เพราะไม่ได้เตรียมชุดมาเลย แล้วชุดเดรสสีดำที่เพื่อน ๆ ใส่มาจากเมื่อนานมากแล้ว เพลงเคยส่งข้อความให้เพื่อนขำๆ ส่ง ไล่มาจากเมื่อนานมากแล้วเพลงเคยส่งข้อความให้เพื่อนขำๆ ว่าทำไมงานแต่งงาน เพื่อนเจ้าสาวต้องใส่ชุดสีพาสเทล ใส่ดำเท่ดี เพื่อนก็จำได้ แล้วมาเชอร์ไพรส์เพลงด้วยการแต่งดำทุกคน”

ถึงตรงที่ว่าที่เจ้าสาวอย่างเพลงก็ได้เผยความลับว่า “ทีแรกเพลงตั้งใจจะขอเป๊กแต่งงาน เพราะเราคบกันมา 7 ปี คุณยายก็อายุมากแล้ว อยากให้ท่านได้อยู่ในวันแต่งงานของเรา ตอนนั้น คิดว่าทริปนี้ยังไงก็ต้องมีการขอแต่งงาน จะเพลงขอหรือเป๊กขอ เดี่ยวค่อยว่ากัน แล้วเพลงชวนเพื่อน ๆ มามาเป็นแบ็กอัพในงานดินเนอร์ที่ปารีสแล้ว เพราะถ้ารอบนี้เป๊กไม่ขอแต่งงาน เพลงจะขอเอง เพราะเพลงตกลงกับคุณยายแล้ว (ยิ้ม) เพลงเตรียมสูทแและกางเกงสีขาวเพื่อมาขอเป๊กแต่งงาน ไม่ได้กะจะคุกเข่า มองว่า ถ้าผู้หญิงให้แหวนอาจจะแปลกไปนิด จึงเตรียมดอกไม้ที่เป๊กขอเพลงเป็นแฟนเพื่อกลับไปขอเขา เพื่อให้ดอกไม้นี่แทนระยะเวลาของความรักของเรา อันนี้ไม่ได้บอก ใครเลย แต่โดนขอเสียก่อน (หัวเราะ) ”

สําหรับงานแต่งงานเราวางไว้ว่าจะจัดช่วงปลายปีนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่พอดี ไม่เร่งจนเกินไป อยากให้จัดงานออกมาให้ดีที่สุด”

New Chapter

“สําหรับ Chapter ใหม่ของชีวิตคู่ เพลงคงเป็นแพ็กเกจแถมเหมือนเดิมที่มี คุณแม่และคุณยายตามไปด้วย (ยิ้ม) เพลงมีโอกาสฝากไข่เมื่อสองปีที่แล้ว คือ รอให้พร้อมก่อน ทั้งเพลงและเป้ามองว่าอยากมีครอบครัวของเรา อยากมีลูกสองคน ช่วยกันเลี้ยง ส่วนที่เห็นว่าคุณแม่ลบภาพแปดคนมาให้หลังจากคุณเป๊กขอแต่งงาน เพราะก่อนหน้านี้คุณพ่อกับคุณแม่คุยกันข่า ๆ ว่าอยากเลี้ยงหลานแล้วไหนจะบ้าน คุณพ่อหนู คุณแม่ (สมองนุช ภิรมย์ภักดี) อยู่กันคนละบ้านกันหมด กว่าจะเวียนหลานกันครบ เขาจึงคุยกันว่ามีสัก 3-4 คนไหม จะได้กระจายกันเลี้ยงหลาน อย่างทั่วถึง แต่เพลงว่าไม่น่าไหวค่ะ (หัวเราะ) น่าจะไหวที่ 2 คน”

ขอปิดท้ายความรักสายหวานนี้ด้วยความในใจที่อยากจะบอกกันและกัน เริ่มจากว่าที่เจ้าบ่าว

“ความรักต้องมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะการเติมรักให้กัน ความซื่อสัตย์ที่มีให้กัน และครอบครัวที่เราจะสร้างไปด้วยกัน เบิกอยากจะบอกเพลงให้มั่นใจได้ว่าทุกอย่างที่คู่รักหรือคู่ชีวิตควรจะมี ผมพร้อมที่จะให้เพลงทุกอย่างครับ”

“เพลงมีคำนิยามหนึ่งที่อธิบายถึงเราได้เป็นอย่างดี “What’s meant to be yours will always find its way. การที่เพลงกับเป๊กได้มาเจอกันแล้วสวนกันไปมา แต่ถ้าเขียนว่าเราเป็นคู่กันแล้ว คงไม่แคล้วกัน เดี๋ยวจะมีหนทางที่ทําให้เรากลับมา เจอกันอยู่ดี อันนี้คือสิ่งที่เพลงรู้สึกเสมอ จึงอยากบอกเป๊กว่า”

“ขอบคุณทุกอย่างที่ทําให้เรามาเจอกัน และขอบคุณเป็กเป็นเป๊ก แบบทีเพลงไม่อยากให้เปลี่ยนอะไรเลย”


เรื่อง กิดานันท์ ภาพ อิทธิศักดิ์ สไตล์ลิส ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ

มาดามแป้ง

มาดามแป้ง นำทัพ เมืองไทยประกันภัย คว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ. 

“มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI และนางยุพา ล่ำซำ นำทัพผู้บริหาร นางปุณฑริกา ใบเงิน นายวาสิต ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ และพนักงาน เข้ารับ “รางวัลบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับที่ 1 ประจำปี 2567” และนางนวลพรรณยังได้รับ “รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสำนักงาน คปภ. และระบบประกันภัย ประจำปี 2567” จากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในงานมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2568 (Prime Minister’s Insurance Award 2025) ซึ่งจัดงานโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ณ ห้องบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เอวัน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

มาดามแป้ง

มาดามแป้ง นำทัพ เมืองไทยประกันภัย คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด และผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ.

นางนวลพรรณ กล่าวว่า “การได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศความทุ่มเท แรงกายแรงใจร่วมกัน ของทุกคนในครอบครัวเมืองไทยประกันภัย เพื่อพัฒนาองค์กรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และสร้างเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เหนือสิ่งอื่นใด เมืองไทยประกันภัยขอขอบคุณลูกค้าและผู้เอาประกันภัยทุกท่าน ที่มอบความไว้วางใจให้บริษัทฯ ดูแลตลอดมา ความเชื่อมั่นที่ทุกท่านมอบให้ คือพลังสำคัญ ที่ทำให้เมืองไทยประกันภัยสามารถยืนหยัด พัฒนา และก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ”

มาดามแป้ง

รางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญขององค์กร ที่ตอกย้ำจุดยืนการเป็นองค์กรที่ดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างต่อเนื่อง ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่ไปกับการคืนกำไรทางใจสู่สังคม เพราะเชื่อเสมอว่าอาชีพประกันภัยคือการช่วยเหลือและเยียวยาผู้คนอย่างแท้จริง

มาดามแป้ง

เมืองไทยประกันภัย ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และส่งมอบความอุ่นใจ พร้อมปรับตัวให้เท่าทัน ในขณะที่อุตสาหกรรมประกันภัย ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เพื่อให้ทุกท่านมั่นใจว่าเมืองไทยประกันภัยจะอยู่เคียงข้างคนไทยทุกในมิติชีวิต

มาดามแป้ง

ครั้งแรกในไทยเมื่อการเต้นสวิงและจังหวะแจ๊ส ผสานดนตรีหมอลำ ในงานวัดวินเทจ “ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน”

ปรากฎการณ์ครั้งใหม่ในไทยสุดสร้างสรรค์จาก The Hop Bangkok  เมื่อการเต้นสวิงและจังหวะแจ๊สผสานดนตรีหมอลำ กับบรรยากาศงานวัดวินเทจ ในงาน “ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน: Golden Mount Swing 2025”  ในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 15.00- 23.00 น. งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงภาครัฐและเอกชน โดยแนวคิดหลักของงานคือ การผสมผสานวัฒนธรรมไทยและตะวันตกอย่างลงตัว ผ่านดนตรี การเต้นรำ และ วิถีชีวิตของชุมชนในรูปแบบตลาดวินเทจ

ไฮไลท์ของงาน ภูเขาทอง สวิงพาเพลินปีนี้ เราได้วงThe Stumblrs วงดนตรีแจ๊สที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 1930s  พวกเขาจะนำเสนอมุมมองใหม่ในการสร้างสรรค์ บทเพลงแจ๊สผ่านจังหวะหมอลำ ผ่านการเรียบเรียงดนตรีและคำร้องใหม่ โดยใช้เครื่องดนตรีแจ๊สผสมกับเครื่องดนตรีไทย พร้อมทั้งการ Improvisation  เพื่อสร้างความแปลกใหม่และเข้าถึงผู้ชมได้ง่ายยิ่งขึ้น The STUMBLRS จะนำความเหมือนของวัฒนธรรมดนตรีทั้ง 2 ได้แก่ การแสดงดนตรีที่มีชีวิตชีวา มีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน มาคัฟเวอร์กับเพลงแจ๊สที่คุ้นหู อาทิ Fly Me to the Moon, Tea for Two, Benny’s Bugle, Shout Sister Shout, และ Take the A Train มา Cover ในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นการแสดง Experimental ที่ผสมผสานดนตรีสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ชวนให้ทุกคนได้โยกย้ายส่ายสะบัดลีลาอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ยังจะมี การเต้นสวิงแดนซ์และแทปแดนซ์ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน คอลแลปส์กับ คณะรำวงไทยจากเพชรบุรี ที่มีสเน่ห์เป็นเอกลักษณ์ของความสนุกสนานและเป็นกันเอง และชวนให้ทุกคนมาลองเต้นไปด้วยกัน

กิจกรรมอื่นในงาน ยังได้สร้างสรรค์ให้มีความร่วมสมัยในทุกๆมิติ โดยผสานความแตกต่างที่ลงตัว  ได้แก่ เกมส์การละเล่นไทยๆ  คอลแลปส์กับ ตลาดนัดวินเทจ แหล่งรวมเสื้อผ้า แฟชั่น สินค้าไลฟสไตล์ต่างๆ ผสมความคลาสสิคของวัฒนธรรมไทยย้อนยุคกับแฟชั่นวินเทจและอาหาร เครื่องดื่มเข้าด้วยกัน

ภายในงาน ยังเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน สตรีทโชว์  ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ และเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนเก่าแก่ย่านป้อมปราบศัตรูพ่าย บริเวณรอบภูเขาทอง เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มชาวไทยและชาวต่างประเทศ

มาร่วมร้อง เล่น เต้นรำ ชอปปิ้ง และเก็บเกี่ยวความสนุกสนานกลับบ้านไปด้วยกัน!


‘เงินก็อยากมี คนกอดก็อยากได้ ใช่คุณไหม?? ต้องเช็กแล้ว!!’ ดวงรายสัปดาห์ 8-14 กันยายน 2568

‘เงินก็อยากมี คนกอดก็อยากได้’

ดวงรายสัปดาห์ 8-14 กันยายน 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์          

การงาน  :  สำหรับชาวอาทิตย์น่าจะเป็นสัปดาห์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หรือโยกย้ายไปสู่ที่ที่ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานราชการ ตำรวจ ผู้บริหารระดับสูง นักการเมือง การปกครอง รวมถึงการแพทย์ และสาธารณสุข มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้โยกย้ายไปรับตำแหน่งที่สูงขึ้น ท้าทายขึ้น เหมาะกับจริตคุณ  คาดว่าจะมาพร้อมกับไอเดียที่ล้ำเลิศ จนใครก็ตามคุณไม่ทัน หรือรับได้ยาก ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานกับหมู่คณะในระยะยาว ดังนั้น หากเป็นไปได้ควรเลือกงานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวจะอยู่ได้ยาวกว่า

การเงิน  :   สัปดาห์นี้จะได้เงินมากหรือน้อยอยู่ที่ความสามารถของคุณเลย รวมทั้งการจ่ายออกไปก็อยู่ที่ตัวเองด้วยเช่นกัน เป็นไปได้ว่าจะหมดไปกับการเลี้ยงเพื่อนฝูง และลูกน้อง ทั้งยินยอมและถูกหลอก

ความรัก  :   มีโอกาสที่คุณจะได้พบปะสังสรรค์กับหนุ่มรุ่นน้องที่ไฟแรง ซึ่งอาจทำงานด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ยังให้ความสำคัญกับความรักความสัมพันธ์กับครอบครัวไม่เปลี่ยนแปลง  คนโสด  ชาวอาทิตย์สัปดาห์นี้ต้องสับขาหลอกให้ทัน เพราะคุณโดดเด่น หากใครได้คุยด้วยจะเหมือนมีแม่เหล็กยึดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กรุ่นน้อง  

สุขภาพ  :   จริงๆ คุณก็ดูแลรักษาตัวเองอย่างดี แต่ช่วงนี้ฝนตกหนักทุกวัน ก็อย่าพยายามออกไปตากฝน เพราะมีโอกาสที่คุณจะไม่สบาย เป็นหวัดได้ รวมถึงภูมิแพ้พวกสารเคมีจะทำให้เกิดการคัน ผื่นขึ้นได้

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สำหรับชาวจันทร์น่าจะเป็นสัปดาห์แห่งการใช้ความถนัดและความสามารถของตัวเองในการทำงานหรือดำเนินธุรกิจเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานอยู่ในองค์กรการกุศล มูลนิธิ ครูบาอาจารย์ ราชการ ร้านอาหาร มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ รวมถึงบารมีที่ได้สะสมมาตลอดชีวิตการทำงาน มุ่งมั่นพัฒนางานหรือธุรกิจให้มีผลประกอบการ หรือเงินบริจาคเพิ่มขึ้น  เรียกว่าเป็นช่วงเวลาของการทำเงินเลยทีเดียว และด้วยความขยัน การมองโลกในแง่ดีของคุณจะเป็นพลังงานบวกที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ

การเงิน  :  เป็นไปได้ว่าคุณจะให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินอย่างมาก แม้คุณจะพยายามเพิ่มยอดรายรับขนาดไหน แต่คุณก็ไม่ลืมที่จะจัดสรรให้กับการทำบุญ และบริจาคทานด้วย

ความรัก  :  จริงๆ คุณโรแมนติกนะ อยากได้รับการสัมผัส โอบกอดจากคู่ครอง แต่เป็นไปได้ว่าช่วงนี้มีเรื่องเงินเข้ามาแทรกจนคุณต้องให้เวลากับการทำงานก่อน คนโสด  สั้นๆ เข้าใจตรงกันนะว่า…สัปดาห์นี้ชาวจันทร์อยากได้ทั้งเงินและคนกอดเลย  

สุขภาพ  :  คุณพลังเยอะ ไม่ค่อยป่วยไข้กับใครง่ายๆ แต่สำหรับสัปดาห์นี้อย่าประมาทกับความอร่อย เพราะความอ้วนไม่เคยปราณีใคร แล้วมีความเสี่ยงที่โรคภัยจะมาพร้อมกับน้ำหนัก

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   สำหรับชาวอังคารนับเป็นสัปดาห์แห่งการแข่งขัน ประมูล ประกวด รวมถึงสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง สอบชิงทุน ฯลฯ ซึ่งก็ยังอยู่ในสายงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับครูบาอาจารย์ รวมถึงนักค้นคว้า นักวิจัย แพทย์ ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน นักกฎหมาย นักธุรกิจระหว่างประเทศ โดยในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้เข้าสู่การแข่งขัน จากดวงที่ผู้ใหญ่สนับสนุนประกอบกับความสามารถของคุณไม่จำเป็นต้องใช้ทางลัด หรือฝากถุงขนมให้ใคร ก็ผ่านฉลุยแล้ว แต่ก็ทำใจไว้หน่อยนะ ว่าสิ่งที่ได้จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ แต่ก็ต้องทำ เพราะติดที่สัญญาใจและที่เป็นลายลักษณ์อักษร  

การเงิน  :   มีโอกาสที่เงินทองจะเข้ามาให้ใช้จ่ายไม่ขาดมือ ดวงผู้ใหญ่รัก ได้ทั้งเงินและงานดีๆ เข้ามาไม่ขาด แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอก ถูกโกง ต้องเสียเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการศึกษา หรือการแข่งขัน

ความรัก  :  ก็ยังอึดอัดอยู่กับผู้ใหญ่ในบ้านนะคะ ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่แค่คนเดียวแล้ว มากันทั้งแก๊งเลย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นไปได้ว่าคุณจะพาคู่ครองหรือสมาชิกในครอบครัวไปพบแพทย์ ซึ่งต้องรักษากันระยะยาวเลย  คนโสด  ก็ยังไม่พ้นจากอ้อมอกผู้ใหญ่นะคะ สัปดาห์นี้มีการแย่งชิงความเป็นหนึ่งด้วยสิ

สุขภาพ  :   สัปดาห์นี้ว่าด้วยความเครียด ความวิตกกังวล ที่จะนำพาความไม่สบายกายความไม่สบายใจมาให้คุณ จนมีโอกาสที่จะกลายเป็นโรคซึมเศร้า พยายามหากิจกรรมผ่อนคลายทำบ้าง

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :   ก็ยังคงเป็นสัปดาห์แห่งบุญของชาวพุธอยู่นะคะ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้ทำงานหรือดำเนินธุรกิจ หรือโยกย้ายสายงานเข้าไปเกี่ยวข้องกับศาสนา เกี่ยวกับวัด สายบุญ รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจบารมี ซึ่งจะส่งผลกับความก้าวหน้าในอนาคต ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่คุณจะทำงานด้วยความทุ่มเท มอบกายถวายชีวิตให้เลย ก็นับว่าไม่เหนื่อยฟรีค่ะ เพราะผู้ใหญ่จะมองเห็น

การเงิน  :   ก็ยังมีโอกาสได้เดินสายทำบุญไหว้พระอยู่ ซึ่งคุณก็ใจบุญสุนทาน ให้คนอื่นหยิบยืมเงินได้ง่ายๆ  เลย ระวังตัวเองจะเดือดร้อนนะจ๊ะ  

ความรัก  :  เป็นสัปดาห์ที่คุณน่าจะให้ความสำคัญกับผู้ใหญ่มากกว่าคู่ครอง เป็นไปได้ว่าจะพาท่านไปทำบุญ ไปพบปะญาติพี่น้อง  คนโสด  เป็นไปได้ว่าสัปดาห์นี้คุณจะได้เปิดตัวท่ามกลางสังคมผู้ใหญ่ที่บุญหนักศักดิ์ใหญ่แล้วล่ะ แต่ก็เป็นไปได้อีกว่า ในใจลึกๆ คุณต้องการความก้าวหน้ามากกว่าหาแฟน   

สุขภาพ   :   ก็ยังมีโอกาสที่คุณจะแพ้อากาศ หายใจไม่สะดวก มีน้ำมูก ยิ่งหากคุณหักโหมทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงที่อาการจะหนักขึ้น

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  เป็นสัปดาห์ที่ชาวพฤหัสยังต้องไฟล์ท โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักบริหาร นักการเมือง นักปกครอง ตำรวจ ทหาร เจ้าของกิจการ นักธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้เข้าสู่การแข่งขัน ไม่ว่าจะด้วยการประกวด การประมูล หรือสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ ที่ต้องอาศัยสติปัญญาและความสามารถค่อนข้างสูง ซึ่งคุณปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคว้าชัยชนะมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใดก็ตาม ก็อยากให้เตรียมใจไว้หน่อย เพราะไม่ว่าคุณจะซื้อขนมไปฝาก หรือยื่นข้อเสนอใดๆ ก็มีโอกาสที่จะไม่ได้รับความสนใจ รวมถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก็ชิงตีจากไปโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

การเงิน  :   จริงๆ คุณวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งภายในสัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะได้เงินพิเศษจากการทำงานด้วย แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะต้องเสียเงินให้กับคนรักอย่างไม่รู้ตัวมาก่อน

ความรัก  :  ก็ยังคงซีเรียส แต่สัปดาห์นี้คุณจะเป๊ะกับความไม่ถูกต้องในบ้าน อะไรที่ยังขวางหูขวางตาอยู่ เป็นไปได้ว่าคุณจะจัดให้เข้าที่เข้าทาง แต่สิ่งที่ยังจัดไม่ได้ก็คือ คนที่คุณโหยหาตั้งแต่ 7 วันที่แล้ว มาวันนี้ก็ยังคงโหยหาอยู่  คนโสด  ก็ยังไม่เหมาะสมอยู่ดี แม้คราวนี้จะเป็นต่างชาติก็เหอะ เพราะเขามีตัวเลือกเยอะ   

สุขภาพ   :   กำลังเครียด วิตกกังวล อยู่หรือเปล่าคะ ปล่อยวางบ้าง เพราะเป็นไปได้ว่าไมเกรนจะถามหา รวมถึงสภาพจิต หากปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ไปนานๆ จะกลายเป็นซึมเศร้าได้นะ

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :  ต้องยกให้เป็นสัปดาห์ของเฟรชชี่เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจันทร์ที่เป็นนักบริหารใหม่ นักการเมืองใหม่ นักปกครองใหม่ นักธุรกิจหน้าใหม่ รวมถึงพนักงานใหม่ในองค์กรเอกชน ฯลฯ เป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้ความเป็นน้องใหม่ไฟแรงของคุณจะส่งผลให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน มีจิตอาสา ชอบบริการคนอื่น ยิ่งชาวจันทร์ที่อยู่ในตำแหน่งสูงควรหลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน เพราะจะส่งผลให้คนที่เคยไว้วางใจคุณเสื่อมศรัทธาได้  

การเงิน  :   ต้องบอกว่าขยันเท่าไหร่ได้เท่านั้น ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินเทาหรือได้มาอย่างไม่มีที่มาที่ไปเพราะนอกจากเงินจะหมดแล้ว ยังทำให้ชื่อเสียงมัวหมองอีกด้วย  

ความรัก :   ก็ยังคงอยู่กับการจัดระเบียบคนในบ้านอยู่นะคะ ขณะเดียวกันต้องระวังเสียงจากภายนอกเข้ามากระทบความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคู่ครองด้วย พยายามหนักแน่นและมั่นคงไว้  คนโสด  ก็ยังมีโอกาสที่คุณจะได้พบกับมิตรภาพจากต่างชาติอยู่ ก็ไม่รู้ว่าคุณหรือเขาที่จะเจ้าชู้ คู่แข่งเยอะ

สุขภาพ  :   หากคุณกำลังหักโหมกับการทำงาน จนไม่ได้ให้เวลากับการพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ หรือให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหาร มีความเสี่ยงที่โรคภัยจะตามมา ทั้งไมเกรน และท้องเสีย ท้องผูก นอนไม่หลับ

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  นับเป็นสัปดาห์ที่คุณจะอยู่ในดวงใจของผู้ใหญ่เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับครูบาอาจารย์ รวมถึงนักค้นคว้า นักวิจัย แพทย์ ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน นักกฎหมาย นักธุรกิจระหว่างประเทศ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่คุณจะได้ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์และความรู้ในการบุกเบิกโครงการใหม่ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นสุดๆ แต่หากคุณไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของใครเลย ก็อยากบอกว่ามีโอกาสพลาดอย่างแรง เพราะทีมงานที่เข้ามาช่วยคุณล้วนระดับมืออาชีพทั้งนั้น  

การเงิน  :  มีโอกาสเฮงๆ ปังๆ ทั้งเงินและงานจากผู้ใหญ่ จนไปถึงมรดกเลยนะเนี่ย แต่คุณควรบริหารจัดการเงินให้ดี ยังไม่ควรนำไปลงทุน เพราะมีดวงหมุนเงินเหนื่อยเลย

ความรัก  :  เป็นไปได้ว่าคุณจะติดอยู่กับผู้ใหญ่มากหน้าหลายตาเลยทีเดียว จนคุณเริ่มไม่มั่นคงกับชีวิตครอบครัว เพราะความอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัว  คนโสด มีดวงได้พบกับผู้ใหญ่มากหน้าหลายตาทีเดียว และก็เป็นไปได้ที่คุณจะสับสนงงงัน จนถึงอึดอัดตัดสินใจไม่ถูก

สุขภาพ   :  หากใครที่มีปัญหาท้องไส้ไม่ค่อยดี แพ้อาหารบ่อยๆ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สุกๆ ดิบๆ ไม่ถูกสุขลักษณะ สัปดาห์นี้ยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะมีความเสี่ยงที่อาการจะกำเริบจนต้องปรึกษาหมอ  

เอส แอนด์ พี รับมอบรางวัล ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 2568 ประเภทแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม รางวัลแห่งความสำเร็จสูงสุดของผู้ประกอบการไทย

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย คุณกำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ขวาสุด) รับมอบ รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2568 (Prime Minister’s Export Award 2025) ประเภทรางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานด้านการส่งออกที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 33 ภายใต้แนวคิด “BRIDGE TO BRILLIANCE : Empowering Success Towards International Growth and Sustainability เสริมพลังความสำเร็จ สู่การเติบโตระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน” โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ (ที่ 2 จากขวา) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ที่ 2 จากซ้าย) จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องบุรฉัตร ไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เมื่อเร็วนี้

สำหรับ “รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประเภทรางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)” ถือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ มีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลก

รางวัลอันทรงเกียรตินี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ เอส แอนด์ พี ในฐานะผู้นำธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ของไทย ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการให้มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมร่วมขับเคลื่อนแบรนด์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ


เปิดตัว Mill Hill International School Thailand โรงเรียนนานาชาติแบรนด์อังกฤษแท้แห่งแรก ณ จังหวัดเชียงใหม่

บริษัท อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ในเครือ บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำทางภาคเหนือ ขยายธุรกิจก้าวสู่บทบาทใหม่ที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ทุ่มงบกว่าพันล้านบาท ประกาศเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย (Mill Hill International School Thailand) โรงเรียนนานาชาติสัญชาติอังกฤษระดับพรีเมียมที่ใช้หลักสูตร Authentic British แห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป ขยายโรงเรียนสู่ต่างประเทศ นอกเขตสหราชอาณาจักร นับเป็นการพลิกโฉมวงการการศึกษาภาคเหนืออย่างแท้จริง ด้วยการผสานตำนานกว่า 200 ปี ของ มิลล์ ฮิลล์ สกูล (Mill Hill School) เข้ากับแนวคิด “Connecting the World” มุ่งปั้นผู้นำรุ่นใหม่สู่ความเป็นเลิศทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิตอย่างมีความสุข ภายใต้ปรัชญา “Instilling Values, Inspiring Minds”

อรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น จำกัด กล่าวว่า “เรามองเห็นแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งของโรงเรียนนานาชาติในไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่มีครอบครัวต่างชาติและครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงขยายตัวต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่กว่า 25 แห่ง รองจากกรุงเทพ แต่เรายังเห็นศักยภาพสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก ด้วยประสบการณ์และความแข็งแกร่งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเครือข่ายธุรกิจในเชียงใหม่ อรสิรินพร้อมสนับสนุนการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ และเติมเต็มระบบนิเวศการใช้ชีวิต (Lifestyle Ecosystem) สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างครบวงจร

จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในประเทศไทยไม่มากนัก ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘British Branded Schools’ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนา ‘โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุด’ ด้วยการลงนาม MOU กับ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป สถาบันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปีในสหราชอาณาจักร เพื่อเปิดโรงเรียนแห่งแรกนอกสหราชอาณาจักรที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคนี้

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ คือ เคท ไซม่อน (Kate Simon) อดีตครูใหญ่ Grimsdell มิลล์ ฮิลล์ สกูล สกูล ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียน มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป พร้อมด้วยคณะครูจากมิลล์ ฮิลล์ อังกฤษ บินตรงมารับตำแหน่งครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย ร่วมกับ ดร. ยุทธชัย ดำรงมณี ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้คร่ำหวอดด้านการศึกษาระดับนานาชาติกว่า 30  ปี โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย เป็นโรงเรียนนานาชาติระดับ ‘Extraordinary value’ ที่มีมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับโรงเรียนต้นแบบที่สหราชอาณาจักร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน แต่ราคาค่าเทอมที่ถูกกว่าอังกฤษถึง 3 เท่า”

เคท ไซม่อน (Kate Simon) กล่าวถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ว่า  “มิลล์ ฮิลล์ สกูล ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงลอนดอน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1807 ด้วยการสั่งสมปรัชญาการศึกษามานานกว่า 200 ปี ปัจจุบัน มิลล์ ฮิลล์ เป็นส่วนหนึ่งของ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป ที่มีเครือข่ายโรงเรียนพันธมิตรทั่วโลก ศิษย์เก่าของเราจำนวนมากประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ Sir Denis Thatcher นักธุรกิจชั้นนำ สามีของนาง Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, Harry Melling นักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์ Harry Potter, Sir Norman Hartnell ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบชุดให้ราชวงศ์อังกฤษ, ไปจนถึง Prof. Sir Richard Evans นักประวัติศาสตร์ระดับโลก ฟรานซิส คริก (Francis Crick) ผู้ร่วมค้นพบ “ดีเอ็นเอ” และ James Murray บรรณาธิการใหญ่คนแรกของพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด (Oxford English Dictionary)

เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการศึกษาภาคเหนือ มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมสภาพแวดล้อมใกล้ชิดธรรมชาติและป่าเขา เช่นเดียวกับ Mill Hill School UK ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา Forest Learning ทำให้เรามองเห็นโอกาสนำมาตรฐานการศึกษาแท้จริงจากลอนดอนมาสู่ภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก โดยผสมผสานหลักสูตรอังกฤษแท้ (The National British Curriculum in England) กับวัฒนธรรมและคุณค่าดั้งเดิมของไทย เน้นพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างความสมดุลให้ผู้เรียนอย่างสมบูรณ์แบบ”

ดร.ยุทธชัย ดำรงมณี กล่าวว่า ” โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย ไม่ใช่แฟรนไชส์ แต่เป็นโรงเรียนในเครือมิ
ลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป โดยตรง ซึ่งจะคงมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนต้นแบบในสหราชอาณาจักรทุกประการ นอกจาก
นี้ เรายังนำระบบ House System มาใช้เพื่อสร้างการเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับ
ปีการศึกษาแรก เราเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ชั้น Nursery – Year 6 ยอดนักเรียนเกือบ 100 คน โดยมีสัดส่วนนักเรียนไทย
50%และมี จีน อเมริกา อังกฤษ ยุโรปอีก 50% เราตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีนักเรียนถึง 850 คน ภายในปี
2030 สำหรับค่าเล่าเรียนประมาณ 400,000-600,000 บาท ต่อปี ซึ่งถูกกว่า มิลล์ ฮิลล์ สกูล ที่ลอนดอน ถึง 3 เท่า ใน
ขณะที่นักเรียนได้รับหลักสูตรและมาตรฐานการเรียนการสอนเดียวกันทุกประการ นอกจากนี้ เรายังเตรียมแผนโครงการ
นักเรียนแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในเครือที่อังกฤษ ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสประสบการณ์จริงและเข้าใจถึง
รากฐานของการศึกษาของ มิลล์ ฮิลล์ กรุ๊ป”

กันยาณรรค์ รัตนศาสตร์ชาญ ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญกับสุข
อนามัยและความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ด้วยการคัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับพัฒนาการของนักเรียน
แต่ละช่วงวัย พร้อมหลักสูตร Forest School ห้องวิทยาศาสตร์, ห้องศิลปะ, ห้องดนตรี, ห้องสมุด และพื้นที่สำหรับกีฬา
ในร่มและกลางแจ้ง ตลอดจนมาตรการ Security & Safety ที่เข้มงวด รวมถึงการติดตั้งระบบ Positive Air Pressure
และเครื่องวัดค่าฝุ่น PM2.5

โรงเรียนได้วางแผนการขยายตัวในช่วง 4 ปี ข้างหน้า ตั้งแต่ระดับ อนุบาล จนถึง Year 13 โดยจะเริ่มต้นรับสมัครนักเรียน
ตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 6 ในปีการศึกษาแรก 2568 และจะทยอยเปิดในทุกปี จนเต็มเฟสในปีการศึกษา 2571
ประกอบด้วย อาคารหอประชุม Sport Complex ที่ครอบคลุม สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิก, สนามกีฬาเทนนิส, สนาม
ฟุตบอลขนาดมาตรฐานพร้อมลู่วิ่ง และอาคารยิมเนเซียมที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมี Boarding School เพื่อเตรียมรองรับ
การขยายตัวของโรงเรียน”

โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศ และสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมเชื่อมโยงสู่โลกที่ไร้พรมแดน เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างมีความสุข ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.millhillthailand.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 053-965-989


อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม

ธรรมะติดโซเชียล! บทเรียนจาก คิวเท โอปป้า – อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม

ในโลกที่กระแสโซเชียลไหลเชี่ยว คิวเท โอ็ปป้า และ อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ชวนตั้งสติพวกเขาแชร์บทเรียนจากยอดไลก์สู่ความทุกข์ พร้อมแนะนำให้ใช้ ธรรมะ เป็นเข็มทิศเพื่อสร้างและเสพคอนเทนต์อย่างมีปัญญา ไม่ให้ใจเราถูกกลืนไปกับโลกออนไลน์

นิตยสารแพรว เปิดเวทีวันแรก Praew Talk 2025 “The Empowering Conversation” ที่ ชั้น 1  Eden centralwOrld โดยเชิญคนดังมาร่วมทอล์กในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย และในหัวข้อ Talk ธรรมะในยุค AI ได้เชิญอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง  “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม” และ “คิวเท  โอปป้า” มาแชร์มุมมองในการสร้างคอนเทนต์ในปัจจุบัน รวมไปถึงคนเสพคอนเทนต์อย่างเราๆ เองควรใช้ธรรมะข้อใดยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ให้หลงใหลไปตามโซเชียล หรือตามกระแสมากเกินไปนัก

คิวเท โอปป้า – อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม

อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม

มองโซเชียลปัจจุบันอย่างไรบ้าง?

คิวเท : “ผมเองก็เป็นคนนึงที่ตามกระแสตลอด ที่ผ่านมาผมเลือกทำคอนเทนต์ที่ได้ยอดวิวเยอะ ไม่ว่ามันจะเป็นคอนเทนต์ที่ดีหรือไม่ดี ก็ลืมตัวว่าจริงๆ เราทำช่องเพื่ออะไร แต่พอเรามีชื่อเสียง เห็นว่าคลิปแบบนี้ พูดจาแบบเกรียนๆ มันได้ผลตอบรับดีมาก แต่จริงในเวลาเดียวกันก็มีคนเกลียดมากขึ้น เรารู้สึกได้ตอนที่เริ่มเข้าถึงธรรมะ เริ่มเห็นว่าเป็นตัวเราทั้งหมดเลยที่ทำคอนเทนต์แบบนั้นออกไป มันเกิดจากตัวเรา ผมไปเพลินกับกระแส ตามกระแสตลอด แต่ตามกระแสนั้นทำให้เราลืมตัวตนจริงๆ ลืมจุดมุ่งหมาย ลืมความตั้งใจแรกที่เราทำ”

อาจารย์เบียร์ : “มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อย่างล่าสุดที่เพิ่งด่าไปคือวัยรุ่นบางกลุ่มบางคนที่จะไปทำร้ายคนกัมพูชา กลายเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนเกิดความฮึกเหิม โกรธแทนประเทศชาติบ้านเมืองแล้วไปทำร้ายคนกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยด้วยกัน เป็นคอนเทนต์ชั่วๆ ไม่ควรมีเกิดขึ้นในสังคมไทย

ส่วนที่เป็นประโยชน์ในการเสพสื่อคอนเทนต์เยอะๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาการ หลักธรรมะ คุณธรรมจริยธรรม เป็นคอนเทนต์ที่ดีในโลกโซเชียล อย่างอาจารย์เองได้ทำคอนเทนต์กับคิวเทก็เป็นคอนเทนต์ที่ดี หลังๆ จะเห็นคิวเททำคอนเทนต์ในหมวดของคุณธรรมและจริยธรรมมากขึ้น ไม่ใช่ว่าทำเอากระแสโลก อินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบันชอบทำอะไรตามกระแสโลก แต่บางทีกระแสนั้นกลับเป็นโทษเป็นภัยกับสังคม ทำให้เกิดเป็นอันตรายต่อความคิดของเด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันมาก เป็นการสร้างกระแสแบบผิดๆ สร้างคอนเทนต์ สร้างความเชื่อให้มันเป็นไปตามสังคม คือเฮกันไป เอาพวกมากลากไปก่อนจะเอาความรู้ลากไปแทน ฉะนั้นหากเราเสพคอนเทนต์ที่ไม่ถูกต้อง สุดท้ายเราเองจะเป็นคนที่ลาดเอียงไปตามกระแสสังคมที่ไม่ถูกต้อง

โลกเราในปัจจุบันไหลสู่กิเลสตัณหามากกว่าไหลสู่คุณธรรมจริยธรรม ลองถามตัวเองที่เป็นคนทำคอนเทนต์ เราเองจะเลือกตอบสนองต่อความต้องการของคนมาเป็นอันดับแรก แต่ไม่ได้ตอบสนองต่อปัญญา ความรู้ หรือทักษะในการใช้ชีวิตเพื่อให้เราผ่านพ้นจากอุปสรรค ปัญหาหรือความทุกข์ไปได้ แม้คอนเทนต์นั้นจะเป็นไปเพื่อความทุกข์ เดือดร้อน เสื่อมเสียในอนาคตก็ตาม เราจะไม่ค่อยสนใจ แต่เราจะสนใจคอนเทนต์ที่ทำให้คนติดตามเราเยอะ คนพูดถึงเยอะ เป็นไวรัล เราจะทำอันนั้นก่อนเป็นอันดับแรก เป็นไปได้กลับมาทำคอนเทนต์คุณธรรม จริยธรรม ทำคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อโซเชียลในยุคปัจจุบันได้มากขึ้น”

อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม

เคยหลงใหลไปกับยอดไลก์ไหม?

คิวเท : “มากๆ เลยครับ ยิ่งไลก์เยอะๆ ยิ่งดี ทำให้รู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จ เราก็จะมีความอยากให้มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอยอดตกเราจะรู้เลยว่ากระแสตก ก็ต้องหาอะไรทำให้มันอัปขึ้นไปอีก เพื่อให้ได้ยอดไลก์ยอดวิว ผมทำมา 7-8 ปี ช่วงแรกทำด้วยความอยากดัง ตอนนั้นก็พยายามหาคอนเทนต์ที่ห่างจากตัวเราค่อนข้างมาก ทำไปสักพักเริ่มมีชื่อเสียง เรายิ่งหาดูคอนเทนต์ที่เป็นไวรัล พยายามทำ ในพาร์ตหนึ่งของชีวิตผม เกิดความทุกข์ในชีวิต เหมือนเราจะมีทุกอย่างแล้วแต่ทำไมกลับรู้สึกว่าทุกข์มาก ใจเป็นทุกข์ ก็ได้มาเจอธรรมะ เริ่มที่จะฟังธรรมะ ก็ได้เห็นว่าจริงๆ ที่มันทุกข์มาก คนเกลียดเราเยอะขนาดนี้ เพราะเราทำตามความอยากอย่างเดียว ว่าเราต้องทำคอนเทนต์ตามความอยากของตัวเองเพื่อให้เรามียอดวิวเยอะๆ ตอนนี้ก็กลับมาดูที่ตัวเอง กลับมาอยู่กับตัวเองแล้ว”

คนทำคอนเทนต์อยากได้ยอดวิว ยอดไลก์ ยอดแชร์เยอะๆ ยังต้องเห็นคุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ไหม?

อาจารย์เบียร์ : ”การมองเห็นยอดไลก์ ยอดวิว ยอดแชร์ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เป็นเรื่องปกติของคนที่ทำคอนเทนต์ตามปรารถนา เป็นเครื่องที่จะบอกเราว่าคนให้ความสนใจกับคอนเทนต์นั้นมากน้อยขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วเราต้องกลับมาอยู่กับความจริง

อาจารย์ไลฟ์สดมาประมาณ 3 ปี ที่อาจารย์โด่งดังมีชื่อเสียงแค่ 10 กว่าเดือนเท่านั้นเอง ในระยะที่อาจารย์ทำมา อาจารย์ไม่เคยสนใจเลยว่ายอดอะไรจะเยอะจะน้อย อาจารย์ไม่เคยทำโฆษณา ไม่เคยยิงแอด ไม่เคยโปรโมต ทำเพียงแค่นั่งไลฟ์สดอยู่ที่บ้าน นั่งด่า แต่คำที่เราด่าออกไปมันกระแทกสังคมได้ คอนเทนต์ที่เราเลือกใช้กระตุกเตือนสติสัมปชัญญะคน  เรากำลังล้างความเห็นผิด กำลังแก้ความเห็นผิดในสังคมว่า สิ่งที่คุณกำลังเดินตามอยู่เป็นความเห็นผิด  สิ่งที่เป็นความถูกต้องตามหลักความเชื่อที่เราเชื่อกันมา สิ่งเหล่านี้เป็นคำสอนตามหลักพระพุทธเจ้ามากกว่า เราก็เสิร์ฟชุดข้อมูลที่ถูกต้องไป

อาจารย์เชื่อมั่นว่าถ้าเราให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ให้ข้อมูลที่เป็นธรรม สิ่งเหล่านั้นจะทัชใจคนแล้วคนเหล่านั้นเขาจะไปบอกปากต่อปากกันเอง อาจารย์โด่งดังได้เพราะอาจารย์สอนธรรมะตามสไตล์ของตัวเอง สอนเสร็จแล้วคนเอาไปตัดเป็นคลิป เอาไปแชร์กันเอง เป็นไวรัลโดยที่อาจารย์ไม่ได้ทำอะไรเลย ช่องตัวเองยังไม่ดังเท่าช่องของคนที่เอาคลิปเราไปตัดด้วยซ้ำไป

ช่องอาจารย์ยอดวิวสูงสุด 12 ล้าน คนติดตามในติ๊กต๊อก 3.4 ล้าน ในแพลตฟอร์มอื่นน้อยหมด ที่ติ๊กต๊อกเยอะเพราะเราเติบโตมาจากติ๊กต๊อก เวลาอาจารย์เสิร์ฟคอนเทนต์ ไม่ได้สนใจยอดไลก์ มันมาเอง แต่เราเข้าใจ พอเรามีกิเลสก็จะเริ่มยึด เราต้องได้เป้าเท่านั้นเท่านี้ เราเอาตาไปมองคนอื่นทำไมเขาทำคอนเทนต์แล้วยอดมันเยอะจังเลยทั้งๆ ที่คอนเทนต์โคตรขยะ ทำไมคนถึงติดตามเยอะ มันอยู่ที่ฐานของกลุ่มคนที่รับรู้ หรือเสพข้อมูลข่าวสารนี้ว่าเป็นกลุ่มไหน และมีฐานกว้างขนาดไหน

อย่างของอาจารย์ฐานไม่ได้กว้างมาก เพราะคนติดตามธรรมะน้อย แต่ธรรมะของเรากระแทกและตรงใจวัยรุ่น  ทำให้เราเก็บฐานวัยรุ่นมาได้ด้วย ปกติคนที่ติดตามธรรมะ จะเป็นคนสูงวัย พอเราเสนอธรรมะสไตล์ใหม่ ทำให้รู้สึกว่าฟังธรรมะแล้วสนุก กลายเป็นคอนเทนต์ที่สามารถเข้าถึงคนได้มากขึ้น จึงได้กลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทั่วไป สุดท้ายคอนเทนต์จึงอยู่ที่เนื้อหาที่เราจะเสิร์ฟ

ถามอินฟลูฯ ได้เลยคอนเทนต์บางอันเราไม่ได้ตั้งใจให้ดัง แต่กลับมีคนมาติดตามเยอะมาก แต่อันที่เราจงใจกลับคนดูน้อย เป็นไปตามเหตุของมันเอง ยิ่งอยากมากบางทีอาจจะไม่ได้อะไรเลย ต้องสร้างเหตุไปตามความถูกต้องตามที่ควรจะเป็น”

จะบอกคนรุ่นใหม่ที่กำลังทำคอนเทนต์ขยะแล้วคนสนใจมากมาย ทำให้เขาอยากทำอีกว่าอย่างไร?

อาจารย์เบียร์ : “เราต้องกลับมาดูว่า ขยะในบางช่วงเวลาก็มีประโยชน์ เวลาช่วงที่ไม่มีประโยชน์ก็ไม่มี ขณะนี้คอนเทนต์ขยะกำลังเป็นกระแส ก็จะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง  แต่ต้องถามว่าแล้วเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วยไหม เกิดประโยชน์ต่อตนเองคือเราได้เงินทอง ชื่อเสียง ยอดไลก์ ยอดแชร์ แต่เราได้จากขยะๆ มา เราก็จะเป็นคอนเทนต์ภายใต้คุณค่าของขยะ ฉะนั้นถ้าเราสร้างคอนเทนต์แบบมีคุณค่าตั้งแต่แรก ตัวเราเองก็จะมีคุณค่าในสังคมตามกระแสตามคอนเทนต์ในตัวนั้นๆ

ถ้าอาจารย์ไปตามกระแสขยะ คอนเทนต์ที่ไม่สมควรแก่โลก แก่ปัญญาชน วันนี้จะไม่มีใครนับถือศรัทธาหรือให้เกียรติอาจารย์เลย พอเราให้คอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์แล้วทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนและดีขึ้นเยอะเลย แสดงว่าคอนเทนต์เรากำลังเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ จากที่เขาเคยใช้ชีวิตยากๆ กลับใช้ชีวิตง่ายขึ้น แสดงว่าเรากำลังเป็นกระจกสะท้อนคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคมด้วยว่า สังคมที่เสพคอนเทนต์ที่เป็นขยะมากเท่าไหร่ สังคมนั้นก็กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ  ถ้าเราเห็นสังคมเริ่มเสพคอนเทนต์ที่เป็นความรู้ และข่าวสารที่มีสาระมากขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงตัวเอง แสดงให้เห็นว่าสังคมเรากำลังเติบโตในด้านคุณธรรมจริยธรรม และปัญญามากขึ้น”

จะใช้ธรรมะในข้อไหนดียึดเหนี่ยว ไม่ให้เราหลงใหลไปตามโซเชียล ตามกระแส?

คิวเท : “ส่วนตัวผมเคยอยู่ในกระแสแบบนั้น เหมือนเป็นการสร้างนิสัย อะไรไม่พอใจนิดหน่อยจะเปิดติ๊กต๊อกเพื่อเสพข่าว พอเจอข่าวที่รู้สึกไม่พอใจก็ยิ่งทุกข์ แต่เมื่อเรามองลึกลงไป การที่เราด่า เดือดร้อนโกรธแค้นแทนคนอื่นเรื่องมันจะไม่มีทางจบ มันจะมีเรื่องใหม่ๆ ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ให้เราเครียด ให้เราเสียความเป็นตัวตนไปเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นซึมเศร้า ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้”

อาจารย์เบียร์ : “ธรรมะเป็นสัจจะความจริงในโลกใบนี้ เราสามารถนำสัจจะเหล่านี้มาใช้ในชีวิต ในสังคมปัจจุบันเลยนะในภาวะที่เรากำลังมีสงคราม เรากำลังเสพสื่อทั้งจริงหรือไม่จริง มีข้อมูลเต็มไปหมดเลยแต่ไม่รู้อันไหนจริง อันไหนไม่จริง พระพุทธเจ้าเลยสอนอยู่เสมอว่าเราได้ยินได้ฟังอะไรมาก็แล้วแต่อย่าเพิ่งรับรองว่าสิ่งเหล่านั้นมันถูกต้อง และอย่าเพิ่งคัดค้านว่าสิ่งเหล่านั้นผิด รับไว้แล้วนำไปตรวจสอบในข้อมูลอันเป็นจริงอื่นๆก่อนว่าเข้ากันได้อย่างดีไหม ถ้าเข้ากันได้อย่างดีแสดงว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง ถ้าขัดแย้งแสดงว่าผิด ไม่ควรค่าแก่การจำ ละทิ้งเสีย

“ในยุคปัจจุบันอาจารย์ขอว่าเราต้องมีคุณธรรมและจริยธรรม สังคมเราทุกวันนี้ต้องมีเมตตาต่อกัน เมตตา แปลว่าปรารถนาดี เราต้องปรารถนาดีกับทุกคนในสังคมของเรา ปรารถนาดีต่อคนที่ดีกับเรา แม้แต่คนไม่ดีกับเราเราก็ต้องปรารถนาดีกับเขาตลอดเวลา ฉะนั้นถ้าเราฝึกความปรารถนาดีได้ใจเราจะเป็นสุข มันไม่ใช่ใครเป็นสุขหรอก”

มีอะไรอยากฝากถึงพี่น้องคนไทยที่ตอนนี้บ้านเมืองเรากำลังแย่ในทุกด้าน?

คิวเท : “เป็นกำลังใจให้ในทุกเรื่องเลยครับ อยากจะบอกกับคนที่เสพสื่อว่าอยากให้มีสติ เฟกนิวส์เยอะในช่วงนี้ก็ต้องดูกันให้ดีๆ”

อาจารย์เบียร์ : “ตอนนี้มันมีหลายเรื่องประดังเข้ามาในประเทศของเรา ฉะนั้นทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะ อะไรที่เราจะเซฟตัวเองได้เราเซฟก่อนอย่าเพิ่งไปเซฟคนอื่น เราต้องตั้งจิต สติสัมปชัญญะให้อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าพยายามไปยุ่งเกี่ยวเรื่องชาวบ้าน กลับมาสนใจกลับมายุ่งเกี่ยวกับตัวเองก่อน พยายามฝึกฝนแก้ไขสันดานตัวเอง อย่าไปพยายามฝึกฝนแก้ไขสันดานคนอื่น ให้เราพยายามกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ตอนนี้เรามัวแต่ไปขวนขวายอดีตที่จบไปแล้วและเรามัวแต่รอคอยความหวังอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ เราไม่พยายามโฟกัสกับปัจจุบัน

สังคมไทยเราบางทีต้องกระตุกเตือนกัน ไม่ใช่เอาแต่ด่ากันอย่างเดียว ไม่ใช่ใครกำลังขึ้นกูก็รีบสร้างคอนเทนต์ให้มีคนติดตามจนลืมไปว่าเรากำลังสร้างกระแสของความอาฆาตพยาบาท โกรธ เกลียดชังกันให้เกิดขึ้นในสังคมเต็มประเทศไปหมดแล้ว ใครไม่เห็นด้วยก็ไปด่าเขา ลืมไปว่าปัจจุบันเรากำลังเดือดร้อนเพราะสงคราม เดือดร้อนเพราะเศรษฐกิจ  เรายอมรับทุกอย่างไปตามความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง มันจะเดินสู่ความเสื่อมเดี๋ยววันนึงมันก็ผ่านพ้นไป ไม่มีอะไรเกิดแล้วไม่ดับ

อาจารย์อยากจะฝากกำลังใจถึงทหาร และทุกคนที่อยู่ชายแดนที่กำลังอพยพ หรือเกี่ยวข้องขอให้มีสติสัมปชัญญะ ตื่นเป็นสุข หลับเป็นสุข ไม่นอนฝันร้าย มีสติสัมปชัญญะในการดำเนินชีวิต พ่อแม่ที่หวาดกลัว หวาดระแวงว่าลูกตัวเองจะต้องไปพลีชีวิตเพื่อชาติก็ให้ตั้งสติอยู่กับปัจจุบันคนเรามันจะตายยังไงมันก็ตายในวันที่ถึงเวลาที่ต้องตาย ขอให้ตั้งสติ มีกำลังใจดำเนินชีวิตในหลักธรรม เอาธรรมะมาเยียวยาจิตใจ เอาธรรมะมารักษาใจปัจจุบัน เราจะมีความสุขมากกว่าความทุกข์ เราจะเบาลง”

อาหารที่ดีจะต้องมีฤทธิ์ที่ดีต่อใจ “เชฟนาย-มนัชญา กุลพงษ์วดี”

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ ความตั้งใจที่จะจริงจังในการทำอาหารเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยการได้สมัครเข้าเรียนหลักสูตรอาหารนานาชาติของวิทยาลัยดุสิตธานี และได้มีโอกาสเข้าฝึกงานครัวที่โรงแรมดุสิตพัทยาตามหลักสูตร

พอได้เรียนการทำอาหารจริงจังก็ยิ่งมั่นใจมากๆว่าการทำอาหารคือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆทำให้เดินหน้าลงเรียนเพิ่มเติมกับการสมัครสอบและเรียนหลักสูตร OHAP ของ Le Normandie ในแผนก Entre metier แต่นอกจากเรื่องอาหารแล้ว เชฟนายก็ยังสนใจเกี่ยวกับการทำของหวานและขนมด้วยเช่นกันจึงได้ตัดสินใจลาออก และได้สมัครสอบและเข้าเรียนคลาส Baker and pastry หลักสูตรจาก Le cordon bleu ที่ California School of Culinary Arts ในรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา

เมื่อกลับมาได้โอกาสในการเปิดร้านขนมไปพร้อมๆกับการเข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโทวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพราะเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับอาหารที่นำมาปรับให้ถูกหลักกับการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันโรคและดีต่อสุขภาพหลังจากเรียนจบจึงได้มีโอกาสเข้าสอนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คณะการจัดการโรงแรมวิชา Basic cookery และได้รับการชวนให้เข้าไปทำงานที่โรงแรมชีวาศรมในตำแหน่ง Sous chef ในขณะที่ทำงานอยู่ ก็ยังได้มีการเข้าอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับโภชนาการต่างๆทั้งจากมหาวิทยาลัยมหิดล และ Certificates จากสมาคมโภชนาและสมุนไพรเชิงบูรณาการระหว่างการทำงานได้เพิ่มพูนประสบการณ์การปรับอาหารให้เหมาะกับบุคคลโดยเฉพาะ และการปรับอาหารตามสุขภาพของผู้เข้าพักแต่ละบุคคล แม้ว่าขณะนี้จะไม่ได้ทำงานที่โรงแรมชีวาศรมแล้ว แต่ก็ยังคงรับงานเกี่ยวกับอาหารในกลุ่ม Wellness อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยรับเป็น Wellness food consultantให้กับสถาน Wellness และร้านอาหารต่างๆ ร่วมกับการเปิดร้านของตัวเองที่ชื่อร้าน “ฤทธิ์” (Merit) เนื่องจากเชื่อว่าอาหารที่ดีจะต้องมีฤทธิ์ที่ดีต่อใจและต่อการไม่ต่างกันและยังได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคณะการท้องเที่ยวและการโรงแรมสอนเกี่ยวกับหลักการและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำอาหารด้วย


“ต้าห์อู๋-ออฟโรด” เสิร์ฟโมเมนต์ความสุขสุดฟิน ในงาน “Makne Cosmetics x DaouOffroad Wonders the Sea FANMEET มหัศจรรย์ใต้ท้องทะเล”

บริษัท คิวบิซ บิสซิเนส จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “Makne Cosmetics” ขอบคุณลูกค้าคนสำคัญจากใจ ด้วยโมเมนต์ความสุขสุดฟินกับ 2 พรีเซนเตอร์ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” และ “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” ให้ลูกค้า Top Spender และลูกค้าผู้โชคดี 150 คน เข้าร่วมงาน “Makne Cosmetics x DaouOffroad Wonders the Sea FANMEET มหัศจรรย์ใต้ท้องทะเล” เนรมิต True Digital Park Grand Hall เป็นมหาสมุทรขุมทรัพย์ความงาม ให้เปล่งประกายความสดใส พร้อมสัมผัสประสบการณ์ดำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเล แบบ Exclusive Moment

ภายในงานฯ เปิดตัวด้วยโชว์สุดพิเศษจาก 2 เจ้าสมุทร “ต้าห์อู๋-ออฟโรด” ที่ทั้งร้องและเต้นเสิร์ฟโมเมนต์คู่จิ้นสุดคิ้วท์ เรียกเสียงกรี๊ดเสียงปรบมือจากแฟน ๆ ดังจนล้นฮอลล์ พร้อมกับเสียงกดชัตเตอร์ดังฉับ ๆ เพราะ 2 เจ้าสมุทรมาในชุดธีม Wonders the Sea ดำดิ่งสู่ท้องทะเล สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างมาก โดยเจ้าสมุทรต้าห์อู๋ ยังเผยว่าแค่ชื่องานก็ว้าวแล้ว!! Wonder the Sea เรา 2 คน เราจะยังไงกันดีนะ แต่งตัวยังไงดี เลยคุยกันว่าแต่งตัวเป็นไข่มุกดำ ไข่มุกขาวดีกว่า แต่พอมาเห็นทุกคนที่แต่งตัวกันมางานวันนี้ โอ้โห!! บ้านนับดาวไม่เคยทำให้ผิดหวังจริง ๆ ทุกคน แต่งเต็ม สนุกและจอยกันมาก ทีม Makne ทำถึงมากครับ”

คุณจารุกฤต นาคสินธุ์  Chief Executive Officer กล่าวว่า “งาน “Makne Cosmetics x DaouOffroad Wonders the Sea FANMEET มหัศจรรย์ใต้ท้องทะเล” Makne เราจัดขึ้นเพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านจากใจ ที่ให้การสนับสนุนตอบรับผลิตภัณฑ์ Makne ด้วยดีเสมอมา โดยเฉพาะ MAKNE AQUA SERUM CUSHION ทั้งสูตร MATTE และสูตร GLOW ที่ได้ 2 หนุ่มฮอต น้องต้าห์อู๋ และน้องออฟโรด มาร่วมงานกันเป็นครั้งแรก น้อง ๆ เป็นตัวแทนของแบรนด์ Makne ได้ดีมาก ๆ และยังมาร่วมสร้างประสบการณ์ความสุข มอบโมเมนต์พิเศษให้ลูกค้าคนสำคัญของ Makne ทั้งลูกค้า Top Spender และลูกค้าของ Makne ทุก ๆ คนได้ร่วมสัมผัสโมเมนต์สุดประทับใจในวันนี้ และขอบคุณครอบครัวชาวนับดาวทุกคนที่ให้การต้อนรับ Makne อย่างอบอุ่นตลอดมาครับ”

เจ้าสมุทรต้าห์อู๋  เผยว่า “ผมเป็นคนที่จะมีปัญหาเรื่อง นอนน้อยแล้วตรงนี้ ใต้ตาคล้ำคือชัดมาก อันนี้คือตัวช่วยวิเศษ และผมก็เชื่อว่าทุก ๆ คนน่าจะเจอปัญหานี้เหมือนกัน MAKNE AQUA MATTE INTENSIVE SERUM CUSHION ตบไปตรงนี้ ตรงนี้ จบผิวใส ผิวชุ่มชื่นด้วย ปกปิดได้ตลอดทั้งวัน อันนี้ผมถือเป็นไอเทมที่ติดกระเป๋าตลอดเวลา และขอบคุณทีม Makne มาก ๆ ที่ให้โอกาสเราทั้ง 2 คนมาทำหน้าที่พรีเซนเตอร์ เอา MAKNE SERUM CUSHION ดี ๆ มาให้ผมแล้วก็แฟน ๆ ได้รู้จัก ขอบคุณมากครับ”

เจ้าสุมทรออฟโรด กล่าวเสริม “ผมเป็นคนที่หน้าจะมันเร็วถ้าทุกคนสังเกต  MAKNE AQUA GLOW REFRESHING SERUM CUSHION นอกจากจะช่วยลดเรื่องความมันแล้ว ช่วยเรื่องความขาวใส ไบร์ท สว่าง เป็นตัวเดียวที่ผมบอกต่อแบบเต็มปากว่า มันดีนะ แล้วก็บอกเพื่อน ๆ หลายคน ฟีดแบค คือทุกคนชอบ อันนี้คือเราใช้จริง เราสามารถบอกว่ามันดีได้เต็มที่เลย และขอบคุณทางพี่แฮ็คที่น่ารักกับเรา 2 คนตั้งแต่วันแรกที่เราได้เจอกัน ขอบคุณที่ Makne ทำให้เราได้มาเจอกับทุกคน ขอบคุณที่มีเวทีให้แฟนคลับบ้านนับดาว มีโอกาสได้แต่งตัวมาเที่ยวใต้สมุทรแบบนี้ ขอบคุณครับ”

เข้าสู่ช่วงกิจกรรมความฟินที่แฟน ๆ รอคอย Makne เสิร์ฟโมเมนต์ความประทับใจให้ลูกค้าได้เล่นเกม ร่วมกับ 2 เจ้าสมุทร โดย “ต้าห์อู๋-ออฟโรด” ได้ออกแบบและ DIY ผลงานชิ้นพิเศษเฉพาะภายในงาน ที่อบอุ่นด้วยความรัก พร้อมสร้างความสนุกสนานให้แฟนๆ ในฮอลล์ จุใจกับประสบการณ์ความสุขแบบ Exclusive Moment บนเวทีด้วยเกมDIY DaouOffroad Show case, DaouOffroad Fin Matte Flash Glow, Wonders the Sea Best Costume Award และเกมที่เรียกเสียงกรี๊ดมากที่สุดคือ เกม MAKNE FILL LOVE เว่อร์ ที่ ต้าห์อู๋-ออฟโรด ต้องตอบคำถามฉบับคนรู้ใจ ซึ่งคำตอบของทั้งคู่ก็ยืนยันว่ารู้ใจกันและกันเป็นอย่างดี ทำเอาแฟน ๆ ฟินไม่พักกับโมเมนต์สุดพิเศษนี้

ปิดท้าย ช่วงเวลาใต้มหาสมุทรแห่งความสุข ด้วยโชว์สุดพิเศษจาก ต้าห์อู๋-ออฟโรด มอบให้ชาวนับดาวแทนคำขอบคุณที่ให้ความรักและซัปพอร์ตตลอดมา เรียกได้ว่าเป็นบันทึกความทรงจำแสนพิเศษ ที่เต็มไปด้วยความรักและมิตรภาพที่จะอยู่ในใจทุกคนตลอดไป

ติดตามกิจกรรมอื่นๆ ของ Makne เพิ่มเติมได้ที่: Facebook: Maknecosmetics


พกความหอมไปทุกที่! SW19 น้ำหอมสัญชาติเกาหลี ขนาด 12ml. มีให้ลอง 5 กลิ่นซิกเนเจอร์ที่ไทยแล้ว

ตั้งแต่ SW19 เปิดตัวในประเทศไทย แบรนด์น้ำหอมสัญชาติเกาหลีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นอายลอนดอน ก็ได้รับความสนใจจากแฟน ๆ น้ำหอมสายเกาเป็นอย่างมาก ด้วยคอลเลกชันกลิ่นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนเรื่องราวและบุคลิกในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถเลือกกลิ่นที่บ่งบอกตัวตนของตัวเองได้

ล่าสุด SW19 ประเทศไทย เปิดตัวไซส์ใหม่ 12ml. ขนาดกระทัดรัด พกพาสะดวก เติมความหอมได้ตลอดวัน นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่อยากค้นหากลิ่นซิกเนเจอร์ของตัวเอง หรือสลับกลิ่นตามอารมณ์และโอกาส และสามารถให้เป็นของขวัญให้คนพิเศษ โดยคอลเลกชันน้ำหอม SW19 ขนาด 12ml. ครอบคลุม 5 กลิ่นซิกเนเจอร์ ได้แก่

  • 6AM – กลิ่นของใบเสจและมัสก์ผสานกลิ่นไม้ ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในป่าเงียบสงบยามเช้า รายล้อมด้วยหมอกสีฟ้า กลิ่นหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้าง และกลิ่นดินที่อ่อนนุ่ม มอบความสดชื่นและความสงบในคราวเดียว
  • Noon – ความหอมสดใสที่ตัดกับแสงแดดยามเที่ยงวัน ผสานกลิ่นสะอาดสดชื่นกับความนุ่มนวลของดอกไอริส สะท้อนบรรยากาศการเดินเล่นท่ามกลางสวน Wimbledon ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความสงบ
  • Twilight – การเปลี่ยนผ่านที่งดงามจากกลางวันสู่กลางคืน ถ่ายทอดผ่านความสดชื่นของส้มสีเลือด และความนุ่มลึกจากแอมเบอร์กริสหายาก สร้างความเย้ายวนและเสน่ห์ลึกลับที่ชวนค้นหา
  • 9PM – กลิ่นหวานอบอุ่นที่ผสมผสานวานิลลาและมาร์ชเมลโลว์ เติมเสน่ห์ด้วยควันไม้ แอมเบอร์ และกลิ่นไม้ป่า สะท้อนค่ำคืนโรแมนติกข้างกองไฟ ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น
  • Midnight – กลิ่นที่ลึกลับและโรแมนติกที่สุดของคอลเลกชัน โดดเด่นด้วยมัสก์ขาวและไม้จันทน์ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย อบอุ่น และเย้ายวน เหมือนสัมผัสอันนุ่มนวลใต้แสงจันทร์ จนกลายเป็นกลิ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด

แต่ละกลิ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดอารมณ์และเรื่องราวที่แตกต่างกัน ทำให้คุณสามารถสนุกกับการสลับกลิ่นหรือค้นหากลิ่นที่ใช่สำหรับแต่ละวัน มาพร้อมโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อ Eau de Parfum ขนาด 12ml. จำนวน 2 ชิ้น (สามารถคละกลิ่นได้) ในราคาพิเศษเพียง 2,322 บาท จากราคาปกติ 2,580 บาท

พบกับ SW19 Eau de Parfum ขนาด 12ml. ของ ได้แล้ววันนี้ที่ SW19 ชั้น 1 โซน Eden เซ็นทรัลเวิลด์

#SW19THAILAND #JourneytotheMoments #ulgofficial

ติดตามข่าวสารและอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: SW19 Official Thailand LINE Official: @SW19Thailand


The China House โดยเชฟเฟย เตรียมกลับมาเปิดต้อนรับอีกครั้ง 26 สิงหาคม 2568

โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ พร้อมต้อนรับการกลับมาของ The China House ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เปิดบทใหม่ให้กับหนึ่งในร้านอาหารจีนชั้นนำที่เป็นตำนานของเมือง ด้วยประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ถูกออกแบบใหม่อย่างประณีต และลึกซึ้ง

ภายใต้การดูแลของ เชฟเฟย เชฟผู้ครองรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว เป็นหนึ่งในเชฟอาหารจีนที่ได้รับการยกย่องสูงสุดแห่งยุค The China House จะถ่ายทอดความงดงามของอาหารแต้จิ๋ว (Chaoshan cuisine) ควบคู่กับเมนูกวางตุ้งคลาสสิก ผ่านการปรุงที่แม่นยำ ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยเอกลักษณ์

ครั้งนี้ The China House ได้รับการปรับโฉมอย่างใส่ใจ คงไว้ซึ่งเสน่ห์ และเรื่องราวดั้งเดิม ผสานกับความร่วมสมัยในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่รสชาติ กลิ่นอาย จนถึงบรรยากาศ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ทั้งหรูหรา อบอุ่น และน่าจดจำ

การกลับมาครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเปิดประตูต้อนรับอีกครั้ง หากยังเป็นการพาผู้มาเยือนได้สัมผัสศิลปะแห่งอาหารจีนในมิติที่ลึกซึ้งและงดงามเหนือกาลเวลา


Praew Favor นิตยสารแพรว ส.ค. 68

#PraewFavorXHideAndSis พบกับ “แจน, อ้าย, จิงจิง และ พิพลอย” จาก ซีรีส์ “น้องสาวหายนะ HIDE & SIS” ในคอลัมน์ Praew Favor นิตยสารแพรว ส.ค. 68

เปิดดีไซน์รถผู้คว้ารางวัล Best of Show ในงาน Pebble Beach Concours d’Elegance

สัปดาห์แห่งเทศกาลยานยนต์ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ โดยรถ Hispano-Suiza H6C Nieuport-Astra Torpedo ปี 1924 สามารถคว้ารางวัล Best of Show ในงาน Pebble Beach Concours d’Elegance ไปครองได้สำเร็จ

บรรยากาศแห่งความสง่างามที่ PEBBLE BEACH CONCOURS D’ELEGANCE
2025

ในปีนี้ Pebble Beach Concours d’Elegance® ได้ต้อนรับรถยนต์จำนวน 229 คัน และผู้ชมกว่า 20,000 คนสู่แฟร์เวย์หลุม 18 อันโดดเด่นของสนาม Pebble Beach Golf Links งานนี้ถือเป็นงานที่มีชื่อเสียงในด้านเชิดชูความงดงามเหนือกาลเวลาและยานยนต์ที่มีคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ อีกท้ังยังคงพัฒนาเคียงข้างไปกับวัฒนธรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้ผลิตนาฬิกาสวิสที่ให้การสนับสนุนงานมาอย่างยาวนาน 

ผู้ชนะรางวัล BEST OF SHOW ในงาน 2025 PEBBLE BEACH CONCOURS D’ELEGANCE® – รถ HISPANO-SUIZA H6C ‘TULIPWOOD’ TORPEDO
ปี 1924

สำหรับรถที่ชนะรางวัล Best of Show ของปีนี้ มีความโดดเด่นของโครงสร้างรถ (coachwork) ที่เป็นงานไม้สวยสง่าและฉายเสน่ห์แห่งความสปอร์ต อีกท้ังเพิ่งผ่านการ บูรณะยาวนานเกือบสองปีก่อนจะเปิดตัวเผยโฉมอย่างสง่างาม โดย Penny และ Lee  Anderson เจ้าของรถ ได้รับมอบนาฬิกา Perpetual 1908 ที่สลักข้อความพิเศษเพื่อเป็นเกียรติแห่งความพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด

ถ้วยรางวัล ROLEX BEST OFSHOW และนาฬิกา OYSTER PERPETUAL DATEJUST 36 ที่มอบให้แก่ผู้ชนะรางวัล

โดยงานนี้ Tom Kristensen กรรมการกิตติมศักดิ์ สมาชิก Rolex  Testimonee และผู้ชนะ 24 Hours of Le Mans ถึง 9 สมัย ซึ่งเป็นตำนานแห่งสนามแข่งรถยนต์ทางไกล กล่าวว่า

TOM KRISTENSEN สมาชิก ROLEX TESTIMONEE ร่วมเฉลิมฉลองยนตรกรรมสุดหรูที่ PEBBLE BEACH CONCOURS D’ELEGANCE 2025

“Pebble Beach คือสถานที่จัดงานอันน่าทึ่ง และเป็นเกียรติอย่าง ยิ่งที่ได้กลับมาและทำหน้าที่ตัดสินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่าน บทบาทของผมคือการค้นหาความหมายของความสง่างาม ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันคือการผสมผสานของความเป็น ของแท้การออกแบบ และความหรูหรา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่รถเหล่านี้และนาฬิกา Rolex มีร่วมกัน การคว้ารางวัล Best of Show ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่เพียงเฉลิมฉลองตัว เจ้าของรถ แต่ยังสะท้อนถึงการเดินทางและเรื่องราวของยนตรกรรมอย่างแท้จริง และรถ  Hispano-Suiza คือผู้ชนะที่เหมาะสมอย่างแท้จริง”


ข้อมูลและภาพ: Courtasy by ROLEX