New Balance

New Balance รวมพลังผู้หญิงสายแอ็คทีฟ เสริมความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว

New Balance (นิว บาลานซ์) จัดกิจกรรม “Run. Train. Move.” ชวนสาว ๆ สายแอ็คทีฟกว่า 30 คน ทั้งสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และสมาชิก New Balance Run Club มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การออกกำลังกายสุดพิเศษ เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด มหานคร กรุงเทพฯ

New Balance รวมพลังผู้หญิงสายแอ็คทีฟ เสริมความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหวด้วยชุดออกกำลังกายที่พร้อมซัพพอร์ตทุกท่วงท่า

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้ร่วมเคลื่อนไหวไปกับโปรแกรม Heat Full Body Wave Workout ที่เน้นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน

ก่อนปิดท้ายด้วยคลาส Mindfulness Cool-down และการแช่ Ice Bath เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างสมดุล ท่ามกลางบรรยากาศริมสระว่ายน้ำสุดไอคอนิกของโรงแรม

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ยังได้สวมใส่ชุดออกกำลังกายจาก นิว บาลานซ์ ที่ผสานเทคโนโลยีเพื่อสมรรถนะสูงสุดกับดีไซน์ที่โอบรับสรีระอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น

RC Bra สปอร์ตบราที่ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตเต็มรูปแบบสำหรับกิจกรรมแรงกระแทกสูงอย่างการวิ่ง ด้วยเทคโนโลยี NB DRY premium fast-drying ช่วยระบายเหงื่อได้อย่างรวดเร็ว พร้อมตะขอและสายปรับได้ รองรับทุกสรีระ

และ Essential Run Bra สปอร์ตบราสำหรับกิจกรรมเข้มข้นสูง ดีไซน์สวมง่าย พร้อมตะขอหลังปรับกระชับและตะเข็บเนียนนุ่ม ไม่เสียดผิว รวมไปถึง Sleek Pocket High Rise Legging เลกกิ้งขายาวเอวสูง เนื้อผ้ายืดหยุ่น 4 ทิศทาง แนบกระชับและเคลื่อนไหวได้อิสระ พร้อมเทคโนโลยี NB DRY fast-drying ระบายเหงื่ออย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังได้ทดสอบรองเท้าวิ่ง New Balance Fresh Foam X 880 v15 ที่ผสมผสานความนุ่มสบายและความมั่นคงได้อย่างลงตัว เมื่อแมตช์คู่กับบราและเลกกิ้งของแบรนด์ ยิ่งช่วยเติมเต็มลุคแอ็คทีฟที่ทั้งดูดีและเคลื่อนไหวได้มั่นใจในทุกจังหวะ

กิจกรรม Run. Train. Move. ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นิว บาลานซ์ คือพาร์ตเนอร์ที่อยู่เคียงข้างในทุกจังหวะของการเคลื่อนไหว เติมเต็มความมั่นใจและพลังผ่านดีไซน์ที่ยืดหยุ่น ซัพพอร์ต และสวมใส่สบายอย่างแท้จริง พิเศษ! เมื่อซื้อบราหรือเลกกิ้งจาก นิว บาลานซ์ ชิ้นใดก็ได้ในราคาเต็ม 1 ชิ้น รับฟรีกระเป๋า New Balance Pouch สุดเอ็กซ์คลูซีฟ มูลค่า 659 บาท 1 ชิ้น ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 ต.ค. 68 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด


RAVA Beach Club สนุกริมทะเล พร้อมความหรูแบบมีสไตล์ บนชายหาดบางเทาที่สวยที่สุดของภูเก็ต

บินสบายๆ กับสายการบิน บางกอก แอร์เวย์ มาภูเก็ต ก็พบ “บีชคลับ” ที่ครบทั้งวิวทะเลสุดสายตา อาหารระดับพรีเมียม และบรรยากาศที่ผ่อนคลายได้ตั้งแต่เที่ยงวันถึงพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งชื่อที่ทุกคนต้องพูดถึงตอนนี้คือ RAVA Beach Club ที่ตั้งอยู่บน หาดบางเทา ภายในโครงการ Laguna Phuket

RAVA Beach Club สนุกริมทะเล พร้อมความหรูแบบมีสไตล์ บนชายหาดบางเทาที่สวยที่สุดของภูเก็ต

ปัจจุบัน RAVA Beach Club คือ บีชคลับขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,500 ตารางเมตร พร้อมสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ถึง 3 แห่ง และการดีไซน์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติของทะเลอันดามัน

โดยคำว่า “RAVA” หมายถึง เสียงสะท้อน ซึ่งสื่อถึงจิตวิญญาณของที่นี่อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงคลื่น เสียงดนตรี และเสียงหัวเราะของผู้คนที่มารวมตัวกัน สร้างจังหวะของชีวิตที่ทั้งผ่อนคลายและเปี่ยมพลังในคราวเดียวกัน ซึ่งที่นี่แบ่งออกเป็นหลายโซนด้วยกัน

YOUNG & FUN  โซนแห่งความสนุกและแสงแดด

โซนที่ถือเป็นหัวใจของ RAVA คือ Young & Fun Zone พื้นที่ที่รายล้อมด้วยเตียงอาบแดดกลางแจ้งกว่า 180 ที่นั่ง และสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ทั้งสามบ่อ ที่เปิดรับวิวทะเลเต็มตา

เสียงเพลงจากดีเจและจังหวะเพอร์คัสชั่นสดเพิ่มชีวิตชีวาให้บรรยากาศดู “บีชโซเชียล” ขึ้นอีกระดับ เหมาะทั้งสำหรับคนที่อยากนั่งจิบค็อกเทลท่ามกลางแดดอุ่น หรือจะลงไปแช่น้ำฟังเพลงคลอเบา ๆ ก็ได้ฟีลชิลแบบเมดิเตอร์เรเนียนสุด ๆ

MASTER GRILL  ห้องครัวเปิดกลางบีชคลับที่อบอุ่นเหมือนบ้านริมทะเล

บริเวณโซนรับประทานอาหารของ RAVA ถูกออกแบบเป็น Open Kitchen ขนาดใหญ่ ที่ให้แขกได้เห็นทุกขั้นตอนของการปรุงอาหารจากเตาย่างถ่าน กลิ่นหอมของเนื้อย่างและซีฟู้ดสด ๆ ลอยมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป

เมนูที่นี่คือการผสมผสานระหว่างความเป็นไฟน์ไดนิ่งกับบีชสไตล์แบบออสเตรเลียน ภายใต้การดูแลของ เชฟโจชัว เกรย์ (Joshua Gray) ผู้มีประสบการณ์กว่า 15 ปีในวงการอาหารระดับแนวหน้าในออสเตรเลีย ทุกจานมีความ “พอดี” ทั้งในรสชาติและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น วากิวดรายเอจ สเต๊กโทมาฮอว์ก ปูเส้นหมึกดำซอส XO หรือ ปลากะพงถ่านทั้งตัว ที่หอมละมุนไปด้วยเทคนิคการปรุงด้วยไฟอันเป็นเอกลักษณ์ของเชฟ

โซนนี้รองรับแขกได้กว่า 140 ที่นั่ง ทั้งโซนกลางแจ้งและห้องปรับอากาศ เหมาะสำหรับดินเนอร์ริมทะเลที่ทั้งอบอุ่นและหรูในคราวเดียว

PRESTIGE  โซนเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักพักผ่อนตัวจริง

ถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัวขึ้นอีกระดับ Prestige Zone คือคำตอบ พื้นที่นี้สงวนไว้เฉพาะสมาชิกคลับและเจ้าของเรสซิเดนซ์ในโครงการ Laguna Phuket บรรยากาศจึงเงียบสงบและหรูหรา มีทั้งห้องรับประทานอาหารปรับอากาศ ห้องล็อกเกอร์ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ส่วนตัว และเตียงอาบแดดที่เรียงรายไปตามแนวหาด

บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนวิลลาส่วนตัวริมทะเล เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบมีระดับหรือฉลองโอกาสพิเศษกับคนใกล้ชิด

PURA VIDA SUNDAY BRUNCH  มื้อสายที่กลายเป็นงานเฉลิมฉลอง

ทุกวันอาทิตย์ RAVA Beach Club จะเปลี่ยนชายหาดบางเทาให้กลายเป็นเทศกาลแห่งรสชาติ ด้วย “Pura Vida Sunday Brunch” ที่ผสมผสานความอร่อยและความสนุกในบรรยากาศริมทะเล

เริ่มต้นด้วย บาร์ซีฟู้ดสด ๆ อย่างหอยนางรมฝรั่งเศส กุ้งลายเสือ และปูทะเล ต่อด้วย เนื้อย่างถ่านและพาสต้าโฮมเมด ปิดท้ายด้วยมุมขนมหวานสุดละเมียด ตั้งแต่ทีรามิสุไปจนถึงชีสเค้กยูซุ พร้อมบาร์ไอศกรีมให้แต่งเติมได้ตามใจ

บรรยากาศยามบ่ายมักคึกคักด้วยเสียงดีเจและผู้คนที่จิบไวน์อยู่บนเตียงอาบแดด เรียกได้ว่าเป็น “Sunday Ritual” ของทั้งนักท่องเที่ยวและคนภูเก็ตที่รักความมีชีวิตชีวา

WELLBEING & WATER VIBES  พักใจให้ไหลไปตามจังหวะทะเล

นอกจากบรันช์และปาร์ตี้ RAVA ยังมีอีกมุมที่สงบและงดงามไม่แพ้กัน กิจกรรมริมทะเลอย่าง พายแพดเดิลบอร์ด โยคะวันพระจันทร์เต็มดวง หรือซาวด์บาธ ถูกจัดขึ้นเป็นประจำ สำหรับคนที่อยากเติมพลังใจด้วยความสงบและเสียงคลื่น

สำหรับครอบครัว ยังมีโซน Kids Activities ที่เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และเล่นสนุกอย่างปลอดภัยท่ามกลางธรรมชาติ

THE BOUTIQUE  ช้อปไอเท็มริมทะเลสุดชิค

ก่อนกลับ อย่าลืมแวะที่ RAVA Boutique ร้านรีเทลสุดเก๋ที่รวมของดีสำหรับสายบีชไว้ครบ ตั้งแต่ชุดว่ายน้ำดีไซน์เฉียบ หมวกสานแฮนด์เมด แว่นกันแดด และของที่ระลึกจาก RAVA ที่ทั้งเก๋และมีเอกลักษณ์

หากใครมาภูเก็ต ต้องอย่าลืมมาแฮงค์เอ้าท์กันที่ RAVA Beach Club จะมาแบบครอบครัว หรือ กลุ่มเพื่อน ก็ครบทุกแอคทิวิตี้ อยู่ได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ


ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

เส้นทางการต่อสู้ ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี “มนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง”

กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะ เด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ตีแผ่ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและสังคม การเดินทางของเธอคือการยืนยันความเชื่อมั่นที่ไม่สั่นคลอนว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง”

ข้อสงสัยเรื่องความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศนําพาให้ ณัฐยา บุญภักดี ออกตามหาคําตอบผ่าน การทํางานกับผู้หญิงที่บาดเจ็บทางชีวิตมากมาย ทั้งถูกล่อลวงไปขายแรงงาน ค้าประเวณี ติดโรค โดนทารุณ ทุบตี ไปจนถึงที่พลาดเป็นแม่วัยรุ่น ปัจจุบันเธอรับผิดชอบงานในตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักสนับสนุนสุขภาวะ เด็ก เยาวชน และครอบครัว สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้ทํางานในประเด็น เรื่องเพศ ผู้หญิง และอื่น ๆ กว่า 30 ปี เพราะเธอเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง

ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

ผู้หญิงในกรอบ

“เราโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างติดกรอบเรื่องเพศ ความที่เป็นลูกสาวคนโตมีน้องชาย 1 คน ตอนเย็นหลังเลิกเรียนขณะที่เราต้องช่วยแม่ทํางานบ้าน งานครัว ถ้าไม่ทําจะโดนดุ แต่น้องชายได้ไปเล่น เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือความไม่เท่าเทียมทางเพศ โตมาแบบนั้นจนสะสมเป็นค่าถามในใจว่าทําไมลูกชายกับลูกสาวได้รับการปฏิบัติ ไม่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ยินเรื่องเพศ เรื่องผู้หญิง ไม่เคยเรียนทฤษฎี เจนเดอร์หรือสิทธิสตรี แต่สนใจเรื่องราวชีวิตของคนที่ยากลําบากมากกว่า” 

“สมัยนั้นเวลาอยู่บนรถกับพ่อแม่และเห็นคนแก่กับผู้หญิงท้องแก่นั่งซ่อมรองเท้าบนฟุตปาธก็สงสัยว่าทําไมยังต้องทํางานอีก ทําไมชีวิตต้องลําบากขนาดนี้ เคยถามผู้ใหญ่ก็ได้คําตอบประมาณว่าคนเราทําบุญมาไม่เท่ากันบ้าง เป็นเรื่อง ของเวรกรรมบ้าง ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เป็นคําถามที่ค้างอยู่ในใจมาตลอดว่ามี วิธีไหนที่จะช่วยพวกเขาได้ไหม ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ทางความคิดที่อยากมา ทํางานเพื่อช่วยเหลือคนในสังคมค่ะ”

“ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจึงเลือกเรียนคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชา วิจัยประชากรและอนามัยเจริญพันธุ์ เพื่อศึกษาสิ่งที่อยากรู้มาตลอด วันหนึ่ง พาคุณยายไปโรงพยาบาลแล้วได้เจอกับคุณยายท่านหนึ่ง ได้คุยจนถูกคอจึงรู้ว่า ท่านทํางานที่มูลนิธิผู้หญิง และยังเป็นอดีตคณบดีคณะที่เรากําลังเรียนอยู่ อาจารย์ จึงชวนไปทํางานด้วยกัน แต่ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจประเด็นเรื่องผู้หญิง ท่านจึงส่งหนังสือ ให้เล่มหนึ่งชื่อ เรื่องของปราง เป็นไดอะรี่ของผู้หญิงที่อยากตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงเข้าไปอยู่ในแวดวงขายบริการทางเพศ อ่านแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ตอนท่าโปรเจ็กต์เพื่อจบปริญญาโทจึงเลือกเรื่องเอดส์ (HIVADS) โรคที่เกิดจากการ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันที่เป็นปัญหายอดฮิตในช่วงนั้น (1993) พอดี”

“ตอนนั้นเวลาสัมภาษณ์เก็บข้อมูลทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าป้องกันโรคนี้ก็ไม่น่ากลัว แต่พอถามกลับไปว่าแล้วทําไมไม่ป้องกัน และวิธีป้องกันที่ดี ที่สุดคืออะไร คําตอบคือใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรื่องของผู้ชาย ผู้หญิง จะไม่กล้าพูดหรือหาซื้อด้วยตัวเอง เพราะอาจโดนตีตราจากสังคม ทําให้ชีวิตและ สุขภาพตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถปกป้องดูแลตัวเอง ความที่สังคมไม่เปิดให้ ผู้หญิงได้เรียนรู้หรือพูดถึงเรื่องนี้เลย แต่ผู้ชายกลับสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายอย่าง การดูสื่อต่าง ๆ หรือการพูดคุยกันในวงเพื่อน สมัยก่อนไม่มีหลักสูตรการศึกษา ที่เป็นการเฉพาะหรือเจาะลึกขนาดนั้น ทําให้โอกาสในการเรียนรู้เรื่องเพศหรือเรื่อง บนเตียงของผู้หญิงค่อนข้างน้อย”

ฉะนั้นอํานาจในการตัดสินใจที่จะป้องกันหรือทําให้เกิดเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย อยู่ในมือของผู้ชาย ยังนึกไปถึงบ้านเราเองว่าแม่เรียบร้อยมาก จะกล้าพูดเรื่องนี้ กับพ่อหรือเปล่า ถ้าพ่อไม่อยากใช้ แม่จะมีอํานาจบนเตียงได้จริงๆ เหรอ จึงรู้สึกว่า เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และฉุกคิดในเรื่องของความไม่เท่าเทียมทางเพศจนอยากหา ค่าตอบให้มากขึ้น จึงตัดสินใจไปสมัครงานที่มูลนิธิผู้หญิงค่ะ”

ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

อคติทางเพศ

คุณผึ้งเจอคําตอบที่สงสัยตั้งแต่งานแรกที่ทําในมูลนิธิผู้หญิง จากการเป็น นักวิจัยในประเด็นการย้ายถิ่นและการค้ามนุษย์ เพื่อช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกล่อลวง ไปขายบริการและเป็นแรงงานทาสที่ต่างประเทศ “ช่วงนั้นผู้หญิงไทยถูกหลอกเยอะ บอกว่าจะพาไปทํางานเป็นแม่ครัว ไปทําเกษตรที่ต่างแดน แต่พอไปถึงกลายเป็น งานบริการทางเพศ เหมือนในยุคนี้ที่มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกคนไปทํางานแล้ว โดนข่มเหงทําร้ายร่างกาย”

“ความที่สังคมไทยมีประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศสอดแทรกอยู่ใน ชีวิตประจําวันอย่างแนบเนียน หลายคนจึงอาจเห็นภาพไม่ชัด แต่ความจริงมันส่งผล กระทบเป็นทอด ๆ ต่อภาพรวมใหญ่ของสังคม อย่างเช่น เรื่องการศึกษา เด็กผู้หญิงบางกลุ่มไม่ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพราะถูกคาดหวังให้ทํางานบ้าน มากกว่า และยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะความ ยากจนและค่านิยมที่มองว่าผู้หญิงไม่จําเป็นต้องเรียนมากก็ได้ ทําให้พวกเธอ มีฐานการเงินไม่มั่นคงเมื่อเทียบกับผู้ชาย นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความรุนแรงทางเพศ ผู้หญิงหรือกลุ่มเพศที่ไม่ใช่ชายมักเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดหรือถูกใช้ความรุนแรงจากครอบครัวหรือสังคม โดยที่บางครั้งอาจไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือการสนับสนุนที่เหมาะสมจากระบบกฎหมายเท่าที่ควร จะเห็นได้ว่าเรื่องเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันเสมอ”

“ผู้หญิงมากมายยังต้องหาวิธีเอาตัวรอด หางานทําเพื่อเลี้ยงดูตัวเองหรือครอบครัว แม้การศึกษาไม่สูง แต่คิดว่าถ้าไปทํางานต่างประเทศจะได้ค่าแรงมากกว่า การรับจ้างใช้แรงงานในประเทศ นําไปสู่ปัญหาการถูกล่อลวง งานวิจัยนี้ศึกษาข้อมูล จากผู้ที่ถูกหลอกไปแล้วได้รับความช่วยเหลือกลับมาได้ โดยเราเป็นหน่วยงานที่คอย ช่วยประสานช่วยเหลือผู้หญิงที่ยังออกมาไม่ได้ ความที่ตอนนั้นเรื่องการค้ามนุษย์ เป็นปัญหาระดับโลก เคสส่วนใหญ่ที่เราพบอยู่ในประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่น อังกฤษ ซึ่งทางนั้นมีหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะ พอเขาส่งตัวกลับมาไทย มูลนิธิผู้หญิงเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ช่วยรับเคสมาดูแลทั้งเรื่องคดีความจนถึงการใช้ชีวิต ต่อจากนั้น หรือหากไปอยู่บ้านพักฉุกเฉิน เราก็คอยประสานงานให้ทั้งหมดค่ะ”

“นักวิจัยภาคสนามจะสัมภาษณ์เก็บข้อมูลเชิงลึก ส่วนเรามีหน้าที่วิเคราะห์ ผ่านเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงนับร้อย ทั้งจากภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ รวมถึงประวัติของพวกเขาอย่างละเอียด ตั้งแต่ถิ่นฐานการเติบโต การศึกษา การใช้ชีวิต จุดหักเหที่ถูกหลอก กระทั่งได้รับความช่วยเหลือกลับมา ซึ่งเรื่องราว ของแต่ละคนเรียกได้ว่าชีวิตกันสุด ๆ ค่ะ บางทีอ่านแล้วร้องไห้เลย จําได้ไม่ลืมคือเป็นเคสที่อายุเท่าเราตอนนั้น คือประมาณ 25 ปี เป็นคน จังหวัดอุดรธานี ถูกหลอกไปทํางานขายบริการที่เยอรมนี เธออาศัยช่วงที่ป่วยต้องไป หาหมอแอบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกับหมอ ซึ่งระบบการบริการทางการแพทย์ ที่เยอรมนีค่อนข้างดี มีล่ามประจําอยู่ด้วย ทําให้สามารถช่วยเหลือจนได้กลับมา เมื่อ ได้คุยกันก็รู้ว่าเขาอ่านหนังสือไม่ออก ไม่ได้เรียน เพราะบ้านยากจนมาก แต่พยายาม ขวนขวายหาเงินจุนเจือทางบ้านตลอด จนได้เข้ามาเป็นแม่ครัวอยู่ในร้านอาหารที่ กรุงเทพฯ และคนที่หลอกก็คือญาติที่เป็นผู้ชาย เธอแค้นมาก ตัดสินใจดําเนินคดี แม้ทุก 2-3 เดือนจะต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาขึ้นศาล กว่าคดีจะสิ้นสุดก็เกือบ 10 ปี กระทั่งเอาผิดญาติคนนั้นได้สําเร็จ เป็นเคสที่เห็นทั้งความพยายามสู้ชีวิต ความกล้า ที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ปกป้องสิทธิของตัวเองแม้จะมีอุปสรรคมากมาย”

“จากเคสนี้จะเห็นได้ว่าการที่ญาติหลอกลวงและใช้เธอเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ นอกจากจะสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิแล้ว ยังสื่อว่าผู้หญิงมักถูกมองว่า เป็นเพศที่อ่อนแอ เมื่อเห็นเรื่องราวเหล่านี้ซ้ํา ๆ ทําให้เราเกิดความรู้มหาศาลทั้งในเรื่อง ของความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ ตลอดจนพื้นฐานการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันของ เด็กผู้หญิงและผู้ชายที่ส่งผลต่อการดําเนินชีวิต อย่างเช่น ไม่ได้เรียนหนังสือหรือ เรียนน้อยกว่า ไม่สามารถทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ด้วยการบวช แต่ต้องทดแทน ด้วยการทําให้พ่อแม่สุขสบาย ทําให้เราได้หันกลับมาเข้าใจในชีวิตตัวเองอีกว่าพ่อแม่ ไม่ได้รักเราน้อยกว่าน้องชาย แต่เราก็เหมือนชีวิตผู้หญิงเหล่านี้ที่ถูกเลี้ยงดูใน ครอบครัวที่ให้คุณค่าและปฏิบัติกับลูกชายหญิงไม่เท่ากัน เรียกว่าความไม่เท่าเทียม ทางเพศนั้นมีอยู่จริงตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตในแต่ละบ้าน”

ความรู้คือทางออก

“เมื่อคุณผึ้งพบว่าปัญหามีมากมาย ถ้าวิ่งไล่แก้ทีละเคสองยาก เธอจึงสนใจ เรื่องการปลูกฝังความรู้แบบรอบด้านให้ผู้หญิงตั้งแต่วัยรุ่น “ตอนนั้นองค์กรระหว่าง ประเทศ The Population Council มีสํานักงานอยู่ในประเทศไทย เปิดโครงการ วิจัยเกี่ยวกับเรื่องสิทธิพื้นฐานของผู้หญิงและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ (Reproductive Righta) หลัก ๆ คือเรื่องการทําแห้งหรือการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย และ สิทธิในสุขภาพของผู้หญิงประเด็นทีพบมากคือเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ยุคนั้นยังไม่มีการแก้ กฎหมายเรื่องการทําแท้ง ทําให้มีคลินิกเถื่อนเยอะ จากการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย ผู้หญิงไทยมีอัตราการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจและไม่พร้อมประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ บวกกับตอนนั้นเป็นช่วงวิกฤติต้มยํากุ้ง (1997) ผู้คนประสบปัญหาเรื่องเงิน ยิ่งทําให้ ค่าเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ช่วงนั้นเราต้องไปคลินิกทําแท้งเพื่อสังเกตการณ์ สัมภาษณ์ คนไข้เพื่อเก็บข้อมูลในฐานะนักวิจัย แล้วนําไปจัดทํานโยบายป้องกันต่าง ๆ”

“เคสที่เจอส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เด็กสุดอายุแค่ 13 – 14 ปี แฟนพามาบ้าง มา คนเดียวบ้าง จนถึงอายุ 30 กว่าก็มี ความจริงตั้งใจมีลูก แต่ต้องทําแท้งเพราะ วิกฤติเศรษฐกิจ ทําให้รายได้ไม่พอ หรืออย่างเคสที่ถูกล่วงละเมิด จะเห็นได้ว่า เหตุผลที่ต้องตัดสินใจเลือกการยุติการตั้งครรภ์มีหลายประเด็น เป็นสิ่งที่ล้วนไม่อยาก ให้เกิด ไม่ใช่สิ่งที่จะตีตราว่าผู้หญิงหรือเด็กเหล่านั้นใจแตก ผิดศีลธรรม”

“เราคอยช่วยประสานงานให้ผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ได้รับการบริการ ทางการแพทย์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ก็มีการระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนเงิน ในการรักษาตัว ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงต้องเสี่ยงไปทําแห้งแบบมีอันตราย” หลังจบโครงการวิจัย คุณผึ้งร่วมมือกับเครือข่ายต่าง ๆ ผลักดันให้ประเด็น แม่วัยรุ่นได้รับการแก้ไขมากขึ้น เช่น ทําหลักสูตรเพศศึกษารอบด้านกับองค์กร Teenpath ผลักดันให้มีบ้านพักฉุกเฉินทุกจังหวัดสําหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม จนนํา มาสู่ พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559”

“เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ประกาศใช้ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็สามารถ ร่วมกันส่งชื่อเพื่อเสนอกฎหมายได้ โดยต้องรวมกันไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งเรา ก็เป็นหนึ่งในนั้น จึงระดมทุนจัดทําโครงการและรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมาย เกี่ยวกับสิทธิในร่างกายของผู้หญิง ซึ่งครอบคลุมหลายเรื่อง ที่สุดแล้วกระทรวง สาธารณสุขรับเป็นเจ้าภาพ จนได้เข้าสู่สภา แต่ก็ไปติดตรงคณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องแก้ไขยืดเยื้อเป็น 10 ปี ไม่ผ่าน จนปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นบูมขึ้นมาอีกใน ช่วงปี 2002 ที่สถิติเพิ่มสูงขึ้นมาก มีอัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ย 1.2 แสนรายต่อปี หรือประมาณ 380 รายต่อวัน ด้วยค่านิยมที่เปลี่ยนไปและบทบาทของสื่อที่เข้ามา มีอิทธิพลมากขึ้น จนถึงจุดที่รัฐบาลในยุคนั้นต้องโฟกัสอย่างจริงจัง เราจึงหยิบ กฎหมายฉบับนั้นมาปัดฝุ่นใหม่ โดยคัดเลือกเหลือแค่ประเด็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนเกิดเป็น พ.ร.บ.นี้”

“หัวใจของ พ.ร.บ.คือมาตรา 5 ที่กล่าวว่า กลุ่มที่อายุตั้งแต่ 10 – 20 ปี มีสิทธิ์เรียนรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาอย่างรอบด้าน รวมถึงการเข้าถึงบริการที่เกี่ยวกับ การคุมกําเนิด การป้องกันการตั้งครรภ์ การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อปกป้องผู้หญิงจากปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม นอกจากนี้ก็มีการกําาหนดเรื่อง หลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียนให้ทั่วถึง และต้องมีระบบให้คําแนะนํา ให้คําปรึกษา หากนักเรียนเกิดปัญหานี้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางการศึกษา”

ต้นทางความเท่าเทียม

แม้กฎหมายผ่าน สิ่งทียังต้องเจอคือระบบของสังคมที่ไม่เอื้อให้กฎหมาย ถูกบังคับใช้จริง “ตอนนั้นเราเจออุปสรรคใหญ่ ประเด็นหลัก ๆ คือสังคมไทยมี วัฒนธรรมหลายอย่างทีท่าให้หญิงและชายไม่เท่าเทียมกัน จึงมีคนจํานวนมากที่ไม่ เข้าใจ และก็ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ไม่เชื่อ ต่อให้มีกฎหมายออกมาแล้ว ก็ยังมี ปัจจัยทางวัฒนธรรมเข้ามาแทรกอยู่ดี อย่างกฎหมายเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ แม้จะ ให้สิทธิกับผู้หญิงในการตัดสินใจ แต่สังคมรอบข้างก็ยังตีตราให้ผู้หญิงคนนั้นผิด ศีลธรรม ทําให้พวกเขาไม่กล้าออกมาให้สิทธิ หรืออย่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการ เปลี่ยนนามสกุลหลังการสมรสที่มีการให้สิทธิผู้หญิงไม่จําเป็นต้องใช้นามสกุล ฝ่ายชายก็ได้ แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าลุกขึ้นมาใช้สิทธินี้ เพราะต้องคํานึงถึงฝั่งสามีด้วยว่าจะมีผลกับความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือเปล่า ฝ่ายชายจะรู้สึกเสียหน้าไหม ซึ่งมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดการยอมรับและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม”

“ช่วงนั้นทําให้เรารู้สึกหมดไฟ จึงลาออกมาพัก ไปเที่ยวเยียวยาตัวเอง จน ได้พบว่าระบบที่เราอยู่ไม่ได้ผิด แต่มันเหมาะสําหรับการขยับในระดับนโยบาย หาก อยากแก้ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมที่ต้นตอควรเริ่มทีครอบครัวตั้งแต่เขาเป็น เด็ก ทําให้ในปี 2018 เราตัดสินใจรับตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักสนับสนุนสุขภาวะ เค็ก เยาวชน และครอบครัว”

“ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาทํางานเราตั้งโจทย์ไว้ว่าทําอย่างไรให้เด็กที่เกิดมาไม่ถูก ติดป้ายว่าเป็นหญิงหรือชาย ชาติพันธุ์หรือศาสนาใด เพราะเราคิดว่าเด็กทุกคน ควรมีโอกาสในการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะมีต้นทุน ชีวิตแค่ไหน ก็ไม่ควรถูกบล็อกในความเป็นเพศ พอได้เข้ามาที่นี่ต้องปรับตัวและเรียนรู้เยอะค่ะ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่เรารับผิดชอบเปลี่ยนไป จากวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มเด็ก เยาวชน และถอยไปตั้งแต่อยู่ในห้องเลย ฉะนั้นในแง่ของ ความรู้ก็ต้องอัพสกิลของตัวเองเยอะ อย่างเรื่องพัฒนาการของมนุษย์ การส่งเสริม พัฒนาการ หรือการสร้างครอบครัวให้มีศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็ก”

“เมื่อดูมิติเศรษฐกิจพบว่ามีเด็กเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ที่ครอบครัวฐานะยากจน ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งเรียนรู้ ทําให้ไม่มีโอกาสในการ พัฒนาศักยภาพ เราจึงต้องเข้ามาช่วย เนื่องจากความไม่เท่าเทียมทางเพศไม่ได้เกิดขึ้น แค่ในแง่ของการเลือกปฏิบัติทางสังคมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับโอกาสในการพัฒนา ศักยภาพและการเข้าถึงทรัพยากรที่จ่าเป็นสําหรับเด็กทุกคน”

“ซึ่งทาง สสส.ก็ได้จัดทําโครงการส่งเสริมให้ทุกเพศได้รับสิทธิและโอกาสในการ เข้าถึงบริการสุขภาพที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ การป้องกัน และรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์ และยังมุ่งเน้นในการสนับสนุนให้มีการแบ่งบทบาทในครอบครัวอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ผู้หญิงต้องรับภาระงานบ้านทั้งหมด ส่วนใน ระดับประเทศก็มีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนานโยบายและการแก้ไขปัญหาความ ไม่เท่าเทียมทางเพศ โดยทํางานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชน”

“ตอนที่เรามาทํางานทีนี่แรก ๆ มีการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่อยากมี ส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎกติกาเก่า ๆ โดยการออกไปรวมตัวกันเพื่อ เรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ๆ เนื่องจาก สสส.ไม่ใช่หน่วยงานหลักของประเทศ ต้องใช้งบประมาณที่ได้รับค่อนข้างน้อยมาแก้ ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นี่คือโจทย์ที่เราทํางานอยู่ในปัจจุบัน”

“จากการทํางานมาตลอดชีวิตได้เรียนรู้ว่าสภาพของปัญหามีความซับซ้อนมีพลวัตสูง และที่สําคัญคือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและความเชื่อที่ฝังราก ลึกในความคิด ทําให้ไม่มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่เด็ดขาด ซึ่งเราก็ต้องอาศัยการทํางาน ต่อไป เพื่อชักชวนให้คนอื่นมองเห็นมันมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ”

พลังหญิงแกร่ง

“เราพบว่าหลายอย่างยังไม่ได้เปลี่ยน โดยเฉพาะค่านิยมของบทบาทหน้าที่ อย่างเรื่องงานบ้านและงานเลี้ยงเด็กที่ยังไม่ถูกปลดออกจากบ่าของผู้หญิง ดูได้จาก ตามโซเชียลมีเดียจะเห็นกระทู้หรือโพสต์ของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่เรียนหนังสือจบ มีงาน ดีๆ ท้า แต่พอแต่งงานกลับต้องใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านหรือต้องรับภาระทั้งงานนอกบ้าน และในบ้าน แต่ทางฝั่งผู้ชายพอถึงบ้านก็ได้พักผ่อนแล้ว”

“ส่วนเรื่องทีเปลี่ยนไปคือในแง่ของสิทธิทางกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมาย สมรสเท่าเทียม การแก้ไขกฎหมายอาญาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ ตอนนี้ก็คลี่คลาย ไปเยอะ ผู้หญิงเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น รวมถึงบทบาทในหน้าที่การงาน จะเห็นได้ว่าผู้หญิงออกมาทํางานนอกบ้านมากขึ้น ทั้งนักการเมือง ผู้บริหาร และถ้า ให้ดูสถิติทางการศึกษาก็จะพบว่าผู้หญิงยังคงอยู่ในระบบการศึกษาและสามารถ ไปต่อในระดับอุดมศึกษาในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชาย ซึ่งดูเหมือนจะก้าวหน้าในฝั่งนี้มากกว่า แต่พอวกกลับไปเรื่องชีวิต มันยังคงไม่เปลี่ยนค่ะ”

“สิ่งที่อยากให้รัฐบาลผลักดันคือเรื่องทิศทางการพัฒนาประเทศ เราคิดว่า จุดกําเนิดของปัญหาความไม่เท่าเทียมอยู่ตรงนี้ ซึ่งน่าจะเป็นกระดุมเม็ดแรก ถ้า ไม่เริ่มแก้ตรงนี้จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในสังคมต่อไป ยิ่งเราได้มาทํางานเกี่ยวกับเด็กยิ่งเห็นภาพชัด อย่างที่เล่าไปว่าส่วนใหญ่เด็กอยู่ในครอบครัวยากจน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะงานดี ๆ อยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ใช่ละแวกบ้าน ฉะนั้นประเทศเรา มีเด็กมากมายที่ไม่มีโอกาสได้เติบโตกับพ่อแม่ และการที่ไม่ได้ถูกพัฒนาศักยภาพ มาตั้งแต่อายุน้อย ๆ ซึ่งถือเป็นวัยสร้างทุนให้กับชีวิต ก็จะส่งผลหนักมากเมื่อเติบโต เป็นผู้ใหญ่”

“ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจโดยละทิ้งคุณภาพชีวิตประชาชน มองเห็นทุนมนุษย์เป็น แรงงานที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจ ปัญหาคงยิ่งมีมากในช่วงที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย แบบสมบูรณ์ ฉะนั้นควรเปลี่ยนทิศของการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายแรงงาน ทีให้ความสําคัญกับคุณภาพชีวิต ตลอดจนการกระจายทรัพยากรและความเจริญ ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะตอนนี้มันกระจุกอยู่แค่ตัวเมืองใหญ่ ๆ หรือกรุงเทพฯ ที่สุดมันจะย้อนกลับมาเป็นระเบิดเวลาของทั้งสังคมค่ะ”

“สุดท้ายนี้สําหรับเหล่าหญิงแกร่งทั้งหลาย เราคิดว่าการเป็นผู้หญิงในยุคใหม่ ต้องรู้เท่าทันว่าการถูกทําให้เป็นผู้หญิงคืออะไร อย่างถ้าให้เราทบทวนก็จะจําภาพ ตอนสมัยเด็กได้ ที่ถูกห้ามไม่ให้ปีนต้นไม้ ไม่ให้เตะฟุตบอล ไม่ให้ทํากิจกรรม โลดโผน เราจึงโตมาเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่มีความกลัว กังวลเรื่องความปลอดภัย ฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทัน รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราไม่ได้มีความกลัวติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือเกิดมาพร้อมกับความไม่มั่นใจ ถ้าใครจะมาหาอะไรเราก็ต้องมีความมั่นใจ ต้อง กล้าที่จะสู้ ต้องฉลาดรู้”

“จงเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ต้องการ ไม่ให้ใครมาตีกรอบชีวิต”


เรื่อง Prince  ภาพ วรสันต์

เซียวจ้าน

เซียวจ้าน เปล่งประกายในเครื่องประดับ Boucheron ที่งาน Greater Bay Area Film Concert 2025

เซียวจ้าน (Xiao Zhan) ในฐานะ Global Brand Ambassador ของ Boucheron ได้สร้างความประทับใจบนพรมแดงและเวทีที่งาน 2025 Greater Bay Area Film Concert ณ มาเก๊า ด้วยเครื่องประดับชั้นสูงจากเมซงฝรั่งเศส ที่ผสานความสง่างามเหนือกาลเวลากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

เซียวจ้าน เปล่งประกายในเครื่องประดับ Boucheron ที่งาน Greater Bay Area Film Concert 2025

ในลุคแรก เซียวจ้านเลือก สร้อยคอ Pompon ตัวเรือนทองคำขาวประดับเพชรเจิดจรัส คู่กับ แหวน New Maharani Nacre จากคอลเล็คชั่น Histoire de Style 2022: New Maharajahs ที่สะท้อนความงามอันประณีต ผ่านเพชรทรงกลม เพชรมาร์คีส์ และดีไซน์มุกรูปกลีบดอกบัว

ส่วนลุคที่สอง เซียวจ้านโดดเด่นด้วย สร้อยคอ Flèche รุ่นใหม่ ตัวเรือนทองคำขาวประดับเพชร ที่สื่อถึงพลังแกร่งกล้าและโมเดิร์น ก่อนปิดท้ายด้วย แหวน Quatre Black Edition ตัวเรือนทองคำขาว ประดับเพชรและ PVD สีดำ ที่เผยเสน่ห์ทันสมัยและเฉียบคมในแบบฉบับของ Boucheron

การปรากฏตัวครั้งนี้ ย้ำชัดว่า เซียวจ้าน ไม่เพียงเป็นนักแสดงและศิลปินระดับโลก แต่ยังเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของ Boucheron ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ประกาศรายชื่อผู้ชนะประมูลออนไลน์การกุศล PRAEW CHARITY 2025

ประกาศรายชื่อผู้ชนะประมูลออนไลน์การกุศลกระเป๋าผ้าลายพิเศษจาก 38 ศิลปิน PRAEW CHARITY 2025 “Growing Together – เติบโตไปด้วยกัน”

นิตยสารแพรว ขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจ และร่วมทำบุญกับกิจกรรม  PRAEW CHARITY 2025 “Growing Together – เติบโตไปด้วยกัน”

รายได้จากการประมูลทั้งหมด สมทบทุนผ่านโครงการแพรวแชริตี้ 2025 มอบให้ โครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย และ องค์การยูนิเซฟ แห่งประเทศไทย

ผู้ชนะการประมูลต้องทำการชำระเงินเต็มจำนวนที่ประมูลได้ภายในวันที่ 6 ต.ค. 2568 เวลา 18:00 น. โดยโอนเงินเข้าบัญชี โครงการแพรวแชริตี้ บัญชี โครงการแพรวแชริตี้ เลขที่บัญชี 116 – 4 – 62296 – 9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางลำพู

Once the auction is done, the bidding result will be announced on October 3, 2025, via www.praew.com. The auction winners have to make a full amount payment by 6 p.m. on  October 6, 2025, by bank transfer in THAI BAHT.

            Bank Account Name : PRAEW CHARITY

          Bangkok Bank, Banglampu Branch,

Saving Deposit Account Number 116 – 4 – 62296 – 9

หลังจากโอนเงินเข้าบัญชีที่ระบุไว้แล้ว ส่งหลักฐานการโอนเงิน ระบุชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ พร้อมสำเนาบัตรประชาชน มาที่ E-mail : [email protected]

After the payment is transferred, please submit a transfer slip with the bidder full name, surname, telephone number and a copied of Identification card (or a copied of passport) via E-mail : [email protected]

กระเป๋าผ้าของ หยิ่น – อานันท์           Yin – Anan

ผู้ชนะประมูล     JEERAKORN Nxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      15,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ วอร์ – วนรัตน์            War – Wanarat

ผู้ชนะประมูล     Usa Pxxxxxxx

ราคาประมูล      15,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ มิว – ศุภศิษฏ์             Mew – Suppasit

ผู้ชนะประมูล     Udomsri S

ราคาประมูล      18,888 บาท

กระเป๋าผ้าของ ฝ้าย – พีรญา               Faye – Peraya

ผู้ชนะประมูล     Potjaman Kxxxxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      25,014 บาท

กระเป๋าผ้าของ บุ๋น – นพณัฐ               Boun – Noppanut

ผู้ชนะประมูล     Jue Yx

ราคาประมูล      15,710 บาท

กระเป๋าผ้าของ เปรม – วรุศ                 Perm – Warut

ผู้ชนะประมูล     สุธิชา ดxxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      22,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ วินนี่ – ธนวินท์             Winny – Thanawin

ผู้ชนะประมูล     Prang Sxxxxxxxx

ราคาประมูล      8,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ สตางค์ – กิตติภพ        Satang – Kittiphop

ผู้ชนะประมูล     Piyarat Sxxxxxx

ราคาประมูล      5,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ มิ้ลค์ – พรรษา             Milk – Pansa

ผู้ชนะประมูล     CHUNYANG Zxxxx

ราคาประมูล      21,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เลิฟ – ภัทรานิษฐ์         Love – Pattranite 

ผู้ชนะประมูล     YUNYU Hx

ราคาประมูล      20,999 บาท

กระเป๋าผ้าของ ซี – เดชชาติ                 Sea – Dechchart

ผู้ชนะประมูล     PONGSAKORN Sxxxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      6,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ คีน – สุวิจักขณ์            Keen – Suvijak 

ผู้ชนะประมูล     Ratchadawann Jxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      6,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เอมี่ – ทสร                  Emi – Thasorn

ผู้ชนะประมูล     YuJia Axx

ราคาประมูล      21,520 บาท

กระเป๋าผ้าของ บอนนี่ – ภัทราภัสร์     Bonnie – Pattraphus

ผู้ชนะประมูล     xiaowen yxxx

ราคาประมูล      15,002 บาท

กระเป๋าผ้าของ แอลม่อน – ภูมิสุวรรณ Almond – Poomsuwan

ผู้ชนะประมูล     พรสุรีย์ สxxxxxx

ราคาประมูล      7,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ โปรเกรส – ภาสวิชญ์   Progress – Passawish

ผู้ชนะประมูล     จิณณิพัชญ์ ธxxxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      5,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ ติวเตอร์ – กรภัทร์        Tutor – Koraphat

ผู้ชนะประมูล     fiona Pxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      3,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ ยิม – ปริญญากรณ์      Yim – Prarinyakorn

ผู้ชนะประมูล     Paul Fxxx

ราคาประมูล      3,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ โทมัส – ธีร์ทัศน์           Thomas – Teetut

ผู้ชนะประมูล     Napatsorn Nxxxxxxxxx

ราคาประมูล      33,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ ก้อง – ก้องภพ Kong – Kongpob

ผู้ชนะประมูล     juthathip lxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      24,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เก่ง – หฤษฎ์    Keng – Harit

ผู้ชนะประมูล     สุธิชา ดxxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      8,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ น้ำปิง – นภัสกร           Namping – Napatsakorn

ผู้ชนะประมูล     F-Fang Sxxxxxxxx

ราคาประมูล      7,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เติ้ล – มติมันต์           Tle – Matimun

ผู้ชนะประมูล     Pornchanok Pxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      6,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เฟิร์สวัน – วรรณกร    Firstone – Wannakorn

ผู้ชนะประมูล     ภาราดา วxxxxxxxx

ราคาประมูล      7,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ ภูม – ณัฐภาสน์            Poom – Nuttapart

ผู้ชนะประมูล     ชโลทร เxxxxxxxx

ราคาประมูล      3,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เซ้นต์ – ศุภพงษ์         Saint – Suppapong

ผู้ชนะประมูล     Yu Yen Hxxxx

ราคาประมูล      10,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เฟ – กัญญาพัชร         Fay – Kunyaphat

ผู้ชนะประมูล     LINGTING Hxxxx

ราคาประมูล      4,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เมษ์ – ญดา      May – Yada

ผู้ชนะประมูล     Suwichya Sxxxxxxx

ราคาประมูล      6,339 บาท

กระเป๋าผ้าของ ลูกหมี – ปัญญาพัชร   Lookmhee – Punyapat

ผู้ชนะประมูล     Budsayarin Dxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      10,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ ซอนญ่า – ศรัณย์ภัทร์  Sonya – Saranphat

ผู้ชนะประมูล     ธนิดา เxxxxxxxx

ราคาประมูล      10,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ อันดา – อนันตา           Anda – Anunta

ผู้ชนะประมูล     YUHSUAN Cxxx

ราคาประมูล      23,888 บาท

กระเป๋าผ้าของ ลูกแก้ว – กมลลักษณ์  Lookkaew – Kamollak

ผู้ชนะประมูล     mingshan Cxxxxx

ราคาประมูล      14,427 บาท

กระเป๋าผ้าของ นุ่น – ธัญญพัทธ์          Noon – Thunyaphat

ผู้ชนะประมูล     Hiu Nam Ax

ราคาประมูล      6,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ แพรวา – พุทธิชา         Praewa – Putticha

ผู้ชนะประมูล     LIXUAN Lx

ราคาประมูล      3,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ อะตอม – อภิชญา       Atom – Aphichaya

ผู้ชนะประมูล     Li yuan Lxx

ราคาประมูล      8,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ เมอซีเดส – สิรภัทร     Mersades – Siripath

ผู้ชนะประมูล     HsiaoChieh Hxxxx

ราคาประมูล      4,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ แบงค์ – ศรราม น้ำเพชร         Bank – Sornram

ผู้ชนะประมูล     Rasita Nxxxx

ราคาประมูล      4,000 บาท

กระเป๋าผ้าของ ทราย สก๊อต     Psi Scott

ผู้ชนะประมูล     Tharinee Sxxxxxxxxxxxxxx

ราคาประมูล      5,555 บาท

The Life of a Showgirl

Bob Mackie x Taylor Swift ชุดโชว์เกิร์ลคืนชีพในอัลบั้ม The Life of a Showgirl

ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นักร้องสาวสุดฮ็อต Taylor Swift ได้ปล่อยอัลบั้มที่ 12 ในชื่อ “The Life of a Showgirl” ออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังเป็นที่เรียบร้อย โดยอัลบั้มดังกล่าว ประกอบด้วย 12 เพลง ได้แก่ The Life of a Showgirl ที่ร่วมฟีเจอร์ริ่งกับ Sabina Carpenter นอกจากนี้ยังมีเพลง The Fate of Ophelia, Elizabeth Taylor, Opalite, Father Figure, Eldest Daughter, Ruin The Friendship, Actually Romantic, Wi$h Li$t, Wood, CANCELLED! และ Honey ซึ่งแต่ละเพลงล้วนสะท้อนตัวตนและเรื่องราวในชีวิตของเธอเป็นอย่างดี

หนึ่งพาร์ทที่น่าสนใจไม่แพ้ เนื้อหา และความไพเราะของเสียงดนตรี คือ ชุดสุดระยิบระยับที่ประดับไปด้วยคริสตัล เลื่อม และขนนกมากมาย ที่มองแล้วเราจะเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ชื่ออัลบั้ม” และ “คอสตูม” ในคำว่า Showgirl ซึ่งแท้จริงแล้วเทย์เลอร์ได้นำการแต่งกายของการแสดงคาบาเร่ต์ จากยุค 1950 มาเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับอัลบั้ม

ในอินสตาแกรม @bobmackie มีการกล่าวเพิ่มเติมไว้ว่า “คอสตูมที่เทย์เลอร์สวมใส่อยู่ เป็นผลงานการออกแบบของ Bob Mackie ที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับการแสดง Jewel Finale ในโชว์ Jubilee! ที่ลาสเวกัส โดยการแสดงดังกล่าวมีเครื่องแต่งกายกว่า 1,000 ชุด ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเวทีของ Florenz Ziegfeld ที่เต็มไปด้วยชุดกูตูร์สุดตระการตาที่เหล่าโชว์เกิร์ลสวมใส่ และโชว์ดังกล่าวยังเป็นโชว์เกิร์ลที่มีการแสดงยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปี 1981 จนถึง 2016”

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังกล่าวถึงรายละเอียดของเครื่องแต่งกายไว้ว่า “บรา, ชุดชั้นใน และปลอกแขนทั้งหมด ทำจาก French Wirework และผ้าโปร่งแสงสีอ่อน เพื่อให้ได้ภาพลวงตาเหมือนผิวจริง ที่สำคัญทั้งบราและชุดชั้นในต้องประดับด้วยอัญมณี และของตกแต่ง”


ข้อมูล: @bobmackie

ภาพ: @bobmackie และ @taylorswift

อาเล็ก-ธีรเดช

Wander Global เปิดตัว “อาเล็ก ธีรเดช” Friend of Wander คนล่าสุด 

Wander Global (แวนเดอร์ โกลบอล) เปิดตัว อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ นักแสดงมากความสามารถ ในฐานะ “Friend of Wander” ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบ Urban Travel ผ่านแคมเปญ “Everywhere with Wander” ที่สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่น ด้วยดีไซน์ทันสมัยและฟังก์ชั่นการใช้งานของกระเป๋าเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระหว่างประเทศ หรือการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างมีสไตล์

Wander Global เปิดตัว “อาเล็ก ธีรเดช” Friend of Wander คนล่าสุด 

นอกจากความสามารถด้านการแสดงที่ทำให้ อาเล็ก-ธีรเดช ก้าวขึ้นเป็นนักแสดงชายแถวหน้าของไทยแล้ว เขายังสร้างสรรค์คอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ ทั้งกิน เที่ยว และเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แฟน ๆ ได้ติดตาม ด้วยคาแรกเตอร์ที่เป็นธรรมชาติและเข้าถึงง่าย จึงสะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่รักการเดินทางและไม่หยุดค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของแบรนด์ Wander Global

โดย อาเล็ก-ธีรเดช กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับเลือกให้เป็น Friend of Wander ว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Wander Global เพราะผมเป็นคนชอบเดินทางอยู่แล้ว โดยกระเป๋าเดินทางรุ่นที่ผมใช้คือ Wander Open Front Luggage ซึ่งเป็นกระเป๋าที่สามารถเปิดด้านหน้าได้ สะดวกมาก และประหยัดพื้นที่เวลาใช้งาน แถมยังมี AirTag Slot กันหาย พร้อมทั้งช่องเก็บของให้เป็นระเบียบ และล้อก็ลื่นสุด ๆ ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับนักเดินทางที่กำลังมองหากระเป๋าเดินทางคู่ใจครับ”

Wander Global ขอแนะนำกระเป๋าเดินทาง 2 รุ่นไฮไลท์ ได้แก่ Wander Open Front Luggage และ Wander Air – Super Light Luggage ซึ่งถูกออกแบบด้วยแนวคิด “การเดินทางที่เคลื่อนไหวไปกับชีวิตจริง” ตอกย้ำการเป็นแบรนด์ที่นักเดินทางยุคใหม่เลือกสรร ด้วยเอกลักษณ์ของดีไซน์มินิมอล การใช้งานที่ตอบโจทย์ และความอเนกประสงค์ ที่ผสานพลังงานของชีวิตคนเมืองเข้ากับแพสชันในการเดินทางทั่วโลกได้อย่างลงตัว

กระเป๋าเดินทางรุ่น Wander Open Front Luggage โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบหรูสไตล์มินิมอล เอาใจนักเดินทางด้วยฟังก์ชั่นอัพเกรดแบบเปิดฝาหน้า ให้ความสะดวก และประหยัดพื้นที่ พร้อมล้อที่ดีที่สุดจาก HINOMOTO Lisof® ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ความเสถียรและการควบคุมที่เหนือระดับ โดยมีให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ ไซส์ S ขนาด 20 นิ้ว ด้านหน้ามีช่องสำหรับใส่แล็ปท็อปและสิ่งของจำเป็นหลายช่อง สามารถหยิบใช้ได้ง่าย ส่วนไซส์ M ขนาด 25 นิ้ว ที่มีดีไซน์เปิดฝาบน ประหยัดพื้นที่ในการใช้งานแม้ในที่แคบ  มีซิปด้านข้างช่วยขยายเพิ่มความจุ ส่วนด้านในมีช่องเก็บของเพื่อความเป็นระเบียบ และมี AirTag Slot ช่วยติดตามสถานะของกระเป๋าได้ตลอดเพื่อความอุ่นใจ ไม่กลัวหาย แถมน้ำหนักเบาทนทาน  มีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ เขียว เหลือง เทา ดำ และขาว 

กระเป๋าเดินทางรุ่น Wander Air – Super Light Luggage ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวกลางเดือนตุลาคม 2568 ได้รับการคิดค้นขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ขนาด 19 นิ้ว เน้นความเบาและความทนทาน ด้วยน้ำหนักเพียง 1.9 กิโลกรัม โดยมาพร้อมดีไซน์ที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ผลิตจากวัสดุโพลีคาร์บอเนต 100% จากเยอรมนี ที่ให้ทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักเบาอย่างสมดุล

อีกทั้งมีล้อคุณภาพสูง HINOMOTO ประเทศญี่ปุ่น ที่มอบความเสถียรและการควบคุมที่เหนือระดับ กับ 5 เฉดสีคลาสสิก ได้แก่ เขียว เหลือง เทา ดำ และขาว เช่นเดียวกับรุ่น Open Front เพื่อให้สามารถแมตช์ลุคและการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ


Dior Spring/Summer 2026

เปิดฉากอย่างสวยงาม Dior Spring/Summer 2026 จาก Jonathan Anderson

ปฐมบทแห่งยุคใหม่ เผยดีเทล “Dior Spring/Summer 2026 Womenswear” ภายใต้การสร้างสรรค์ของ Jonathan Anderson

หลังจากเดบิวต์คอลเล็คชั่น Ready-to-wear ประจำฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2026 สำหรับสุภาพบุรุษไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในที่สุดก็ถึงเวลาของ “Dior Spring/Summer 2026 Womenswear” ที่หลายคนใจจดใจจ่อรอเป็นพิเศษ

สำหรับคอลเล็คชั่นนี้ Jonathan Anderson เหมือนได้เปิดแคปซูลแห่งความทรงจำ นำซิลลูเอท และรายละเอียดในอดีตมาผสมผสานกับตัวตนของดีไซเนอร์ ทำให้แต่ละลุคบนรันเวย์อบอวลไปด้วยความหลังและความสดใหม่ เช่น ลุคแรกเป็นเดรสเกาะอกทรงนาฬิกาทราย แรงบันดาลใจจากปี 1958 ซึ่งเป็นผลงานของหัวเรือเก่าอย่าง Yves Saint Laurent หรือจะการนำ “New Look”ลุคไอคอนิคประจำแบรนด์กลับตีความใหม่ โดยการเพิ่มและลดสัดส่วนของ Bar Jacket และกระโปรงพลีทเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่

อีกทั้งในลุคสุดท้าย เขายังได้นำแรงบันดาลใจจากเดรสในตำนาน จากคอลเล็คชั่นโอต์ กูตูร์ Fall/winter 1949 มาครีเอทเป็นเดรสชิ้นใหม่ ปรับลดขนาดของระบายให้เล็กลง และเปลี่ยนจากดีไซน์เกาะอกให้กลายเป็นเดรสคล้องคอ มาพร้อมความยาวเสมอเข่าที่เข้ากับคอลเล็คชั่น Ready-to-wear นอกจากนี้แอ๊กเซสซอรี่ส์ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเต็มไปด้วยดีเทลสะดุดตา ทั้งการวางตัวอัลฟาเบทคำว่า Dior, หูกระต่ายบนรองเท้าคัทชู, โบจิ๋วบนกระเป๋าถือ ไปจนถึงลาย Cannage ที่อยู่บนกระเป๋าดีไซน์ใหม่ ถือเป็นการเปิดฉากยุคใหม่ที่น่าจดจำไม่น้อยเลยทีเดียว


ภาพ: Dior

True Big Data

เปิดเส้นทางใหม่ “River Route” เมืองรองต้องไป ด้วย Big Data

เมื่อการท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนโฉม จากนักท่องเที่ยวเคยกระจุกตัวอยู่แค่เมืองใหญ่ ๆ อย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา หรือหัวหิน กลายเป็นว่าตอนนี้เรามี “เข็มทิศใหม่” ที่จะพาไปค้นพบเสน่ห์ของเมืองรอง ผ่าน Big Data ที่ True จับมือกับจุฬาฯ โดย ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ผู้ช่วยคณบดีและรองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาช่วยกันวิเคราะห์เส้นทางท่องเที่ยวให้น่าสนใจและตรงใจนักเดินทางมากขึ้น

และเส้นทางที่นิตยสารแพรวได้มีโอกาสไปสัมผัสจริงก็คือ Routes to Roots 06 – River Route ภายใต้โครงการ โครงการ “The Cloud Journey เส้นทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนที่เชื่อมสามจังหวัดอย่าง สุพรรณบุรี – ชัยนาท – อุทัยธานี ที่บอกเลยว่า พอมี Big Data มาช่วยชี้เป้า ก็ทำให้รู้ว่าที่นี่มีอะไรเด็ด ๆ น่าสนใจรอให้ค้นพบอยู่ไม่น้อย

สุพรรณบุรี เมืองดังกับมุมใหม่ให้ค้นหา

Big Data ชี้ว่าคนส่วนใหญ่มาสุพรรณบุรี มักจะมาแบบ “เช้าเย็นกลับ” แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะสูงถึง 29 ล้านครั้งต่อปี แต่การพักค้างคืนยังน้อย จุดนี้จึงถูกหยิบมาออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวอยู่ต่อกันไปยาวๆ เช่น

ชุมชนแม่พระประจักษ์ แหล่งเรียนรู้ร่องรอยวัฒนธรรมคาทอลิกเชื้อสายญวน ชมการทำเปลญวนแบบท้องถิ่น และการทำปลาหมำ อาหารพื้นบ้านของชาวไทยญวนสมัยก่อน ทำจากปลาช่อน หรือ ปลาชะโดสด นำมาหมักกับข้าวคั่วและสัปปะรด เป็นอาหารขึ้นชื่อของอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี  

หลังจากนั้น ออกเดินทางย้อนเวลาไปกว่า 1,000 ปี ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ชมประติมากรรมสำริดยาวที่สุดในประเทศ และเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ ของชาวสุพรรณบุรี

ปิดท้ายด้วยการไปล่องเรือบนแม่น้ำสุพรรณบุรี ตามรอยนิราศสุนทรภู่ และการเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 ชมบรรยากาศความสวยงามของเรือนไทยริมฝั่ง ที่ยังคงวิถีไทยแบบดั้งเดิม พร้อมฟังเสียงเพลงพื้นบ้าน และลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นอย่าง ต้มยำปลาช่อน หรือ น้ำพริกปลาม้า ที่มีรสชาติครบรส เผ็ด เปรี้ยว เค็ม พร้อมน้ำซุปร้อนๆ ซดแล้วตื่นสุดๆ จัดว่าเป็นอีกหนึ่งของดีของเมืองสุพรรณบุรีที่ต้องลอง

ชัยนาท  วิถีชีวิตริมน้ำที่หาไม่ได้จากที่ไหน

ข้อมูลบอกว่านักท่องเที่ยวสาย local experience จะหลงรักชัยนาท เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่จุดเช็กอิน แต่คือการใช้ชีวิตริมสายน้ำจริงๆ เรื่องนี้ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง

เราออกเดินทางเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งจากสุพรรณบุรีก็ถึงชัยนาท เปิดประสบการณ์ใหม่กันที่ตลาดปลาแม่น้ำเขื่อนเจ้าพระยา ได้เห็นความหลากหลายของปลาน้ำจืด ตั้งแต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย ไปจนถึงปลาบึกหนักร้อยกิโลกรัม ที่สามารถนำไปทำอาหารอร่อยได้หลากหลาย

จากนั้นเดินทางต่อไปเสริมความมงคลด้วยการไปกราบสักการะหลวงปู่ศุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า พร้อมชมจิตรกรรมฝาผนังฝีพระหัตถ์ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนมารผจญ ซึ่งครั้งนี้เราโชคดีมากๆ ที่ได้เห็นกับตา เพราะน้อยครั้งที่จะเปิดให้เข้าชม

ไม่ใช่เพียงแค่นี้ แต่จากข้อมูลของ  Big Data ยังชี้ว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่สนใจกิจกรรม outdoor อย่างปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำ หรือพายเรือคายัค ทำให้ปัจจุบันชัยนาทเริ่มมีการพัฒนาเส้นทางสำหรับทำกิจกรรมเอาท์ดอร์มากขึ้น ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ทางจังหวัดยังได้กิจกรรม “มหกรรมปั่นจักรยานพิชิตใจ ได้สุขภาพที่ชัยนาท” สายกิจกรรมต้องห้ามพลาด โดยเฉพาะช่วงเย็นหรือช่วงเช้าที่ยังไม่ร้อนเกินไป ให้คุณได้ชมวิวแม่น้ำ พร้อมชมวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งเจ้าพระยา

อุทัยธานี เมืองเล็กแต่มากเสน่ห์

สำหรับอุทัยธานี เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ผลการสำรวจบอกว่า ที่นี่เหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยววัย 40 ปีขึ้นไป ที่ชอบวัฒนธรรมและวิถีเรียบง่าย  แต่เราว่าอายุไม่ถึง 40 ก็เที่ยวได้ จุดไฮไลท์อยู่ที่การล่องเรือชมวิถีชาวแพในแม่น้ำสะแกกรัง ภาพบ้านแพไม้เรียงรายริมฝั่งที่ยังคงวิถีดั้งเดิม ดูเหมือนย้อนยุคชวนสโลว์ไลฟ์ ชิลไปกับสายน้ำ

ส่วนนักชิมสายช็อป แนะนำให้ไปเดินตลาดเช้าอุทัยธานี ที่เต็มไปด้วยอาหารพื้นเมืองอย่างข้าวแกง ขนมไทยโบราณ เดินไปเดินมาอิ่มไม่รู้ตัว ก่อนออกจากตลาด แนะนำให้แวะไหว้พระที่วัดสังกระต่าย ที่มีจุดเด่นเป็นโบราณสถานกลางรากไม้ใหญ่ กลายเป็นจุดถ่ายรูปที่สวยแบบวินเทจและขลังมาก เหมาะกับสาย Instagrammable อย่างยิ่ง กลายเป็นว่า เมื่อได้ลองมาสัมผัสจริงๆ แล้ว ไม่ว่าวัยไหนก็น่าจะหลงรักอุทัยธานีได้เหมือนกัน

Big Data พาเราไปไกลกว่าที่คิด

สิ่งที่ River Route บอกเราคือ เมืองรองไม่ใช่ “ตัวเลือกสำรอง” อีกต่อไป แต่คือเส้นทางใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งนักเดินทางและชุมชน ข้อมูลช่วยบอกว่าใครเหมาะกับกิจกรรมแบบไหน เมืองไหนควรเสริมการท่องเที่ยวในเรื่องอะไรเพื่อให้คนอยู่เที่ยวชมได้นานขึ้น และช่วยกระจายการท่องเที่ยวออกจากเมืองหลัก ลดปัญหา Overtourism ในเมืองใหญ่ได้อีก

เพราะการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ ไม่ได้แข่งกันแค่ตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ใช่และช่วยกระจายรายได้ให้ทั้งประเทศได้อย่างยั่งยืน


Hey Gusto ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด พร้อมเสิร์ฟความอร่อยทุกมื้อ

Hey Gusto (เฮย์ กุสโต) ร้านอาหารอิตาเลียนโฮมเมดที่ถ่ายทอดเสน่ห์และแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอิตาเลียนแท้ ๆ เปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารที่มากกว่าความอร่อย แต่ยังอบอวลด้วยบรรยากาศ ความทรงจำ และความรักที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ราวกับได้ทานมื้อพิเศษที่บ้านครอบครัวอิตาเลียน

Hey Gusto ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด พร้อมเสิร์ฟความอร่อยทุกมื้อ

ชื่อ Hey Gusto เกิดจากการผสมผสานระหว่าง “Hey” ที่เปรียบเสมือนเสียงเรียกชวนและเสียงหัวเราะรอบโต๊ะอาหาร และ “Gusto” ที่หมายถึงรสชาติ ความสุข และความหลงใหลในการกิน เมื่อรวมกันจึงเป็น “Where Flavor Says Hello!” หรือที่ซึ่งรสชาติเอ่ยคำทักทาย

ทุกเมนูของ Hey Gusto ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงและปรุงอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็น Burrata 3 แบบซิกเนเจอร์ (Burrata Fresh Tomatoes, Burrata Italian Ham และ Burrata Rocket Salad) ที่โดดเด่นด้วยชีสสดครีมมี่เนียนละมุน, Pizza Alla Pala สไตล์เหลี่ยม กรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟคู่ Chili Oil สูตรพิเศษ, พาสต้าโฮมเมดสดใหม่ทุกวัน เช่น Rigatoni, Ravioli, Spaghetti และ Black Ink Spaghetti ไปจนถึงจานหลักอย่าง Australian Striploin Steak เสิร์ฟพร้อมซอส Gravy และลูกพีชย่าง เพิ่มรสสัมผัสที่แตกต่าง

ปิดท้ายด้วยของหวานที่ต้องลองอย่าง Tiramisu สูตรพิเศษที่ใช้ครีมสดตีใหม่ ผสานกับ Mascarpone Cheese และกาแฟคั่วกลาง ให้รสชาติกลมกล่อมหรูหราในทุกคำ

ที่ Hey Gusto ทุกมื้อไม่ใช่เพียงการทานอาหาร แต่คือการแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขและความทรงจำอบอุ่น ไม่ว่าคุณจะมาเพื่อพบปะเพื่อนฝูง ทานอาหารกับครอบครัว หรือดินเนอร์สุดพิเศษ ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนโฮมเมดแห่งนี้พร้อมมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจเสมอ


Royal Ballet

จากรองเท้าบัลเลต์แห่ง Royal Ballet และ Opera สู่เครื่องประดับสุดเก๋

จากรองเท้าปลายแหลมที่เคยรองรับการเต้นอันหนักหน่วงของนักบัลเลต์แห่ง Royal Ballet และ Opera สู่การเปลี่ยนเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยโดยฝีมือของศิลปินสายรักษ์โลก Rachel O’Connell ที่นำเทคนิคการทำลายหินอ่อนดั้งเดิมมาสร้างความงดงามใหม่ให้วัสดุเหลือใช้ กลายเป็นงานศิลป์ที่ทั้งมีสไตล์และสะท้อนแนวคิด sustainable luxury ได้อย่างลงตัว

จากรองเท้าบัลเลต์แห่ง Royal Ballet และ Opera สู่เครื่องประดับสุดเก๋

instagram : rocworxdesigns

รองเท้าบัลเลต์ของคณะ Royal Ballet และ Opera มักถูกใช้งานเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะเสื่อมสภาพเพราะแรงกดและการเคลื่อนไหวอันหนักหน่วง โดยนักบัลเลต์หลายคนใช้รองเท้าได้เพียงวันเดียวเท่านั้น ทำให้มีรองเท้าเก่าถูกทิ้งมากถึง 6,000 คู่ต่อปี

ศิลปินสายรักษ์โลก Rachel O’Connell จาก Brownston, Devon ได้มองเห็นคุณค่าในรองเท้าเหล่านี้ เธอนำหนังคุณภาพดีจากรองเท้ามารีไซเคิลใหม่ กลายเป็นเครื่องประดับชิ้นเก๋อย่าง ต่างหู กำไล กระดุมข้อมือ และพวงกุญแจ

instagram : @rocworxdesigns

โดย Rachel O’Connell ใช้ทักษะการ ทำลายหินอ่อน (marbling) ที่เธอเชี่ยวชาญมานานกว่า 13 ปี มาตกแต่งหนังจากรองเท้า กระบวนการเริ่มจากการลอกหนังออก ทำความสะอาด และจุ่มลงในหมึกหินอ่อน ก่อนจะตากแห้งแล้วขึ้นรูปเป็นเครื่องประดับสวยงาม ซึ่งเธอยังได้กล่าวถึงการรังสรรค์ผลงานนี้ด้วยว่า

“ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมาก เพราะรองเท้าเหล่านี้ถูกทำขึ้นด้วยฝีมือช่างดั้งเดิม ฉันดีใจที่ได้ช่วยต่ออายุให้สิ่งที่เคยโลดแล่นบนเวที เปลี่ยนมันเป็นของใช้จริงที่ทั้งสวยและมีคุณค่า”

โปรเจ็กต์นี้เกิดขึ้นจากการจับคู่โดย Blue Patch บริษัทเพื่อสังคมที่เชื่อมโยงวัสดุเหลือใช้กับผู้ผลิตเชิงยั่งยืน โดยที่ผ่านมา Royal Ballet เองก็พยายามรีไซเคิลอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ผ้าและโคมไฟ เพื่อทำงานให้สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน

แม้ว่าการทำลายหินอ่อนจะเป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมดั้งเดิมที่เสี่ยงจะสูญหายในสหราชอาณาจักร (มีช่างฝีมือเพียงราว 20 คน) แต่ Rachel O’Connell ยังคงมุ่งมั่นสร้างงานด้วยเทคนิคนี้ พร้อมแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้กับมูลนิธิการกุศล Trusell Trust (องค์กรการกุศลของสหราชอาณาจักรเพื่อ ยุติความจำเป็นของธนาคารอาหาร) อีกด้วย


ที่มา : bbc.com

พรีม ชนิกานต์

พรีม ชนิกานต์ ถ่ายทอดลุค Endless Possibilities เปิดตัว The Maison Bag จาก maison KEEPS

เผยโฉม “พรีม ชนิกานต์” Brand Muse ของ maison KEEPS พร้อมเปิดตัวแคมเปญ ‘The Maison Bag’ กระเป๋ารุ่นแรกในคอนเซ็ปต์ Endless Possibilities

พรีม ชนิกานต์ ถ่ายทอดลุค Endless Possibilities เปิดตัว The Maison Bag จาก maison KEEPS

maison KEEPS แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่โดดเด่นด้วยแนวคิด Contemporary Wear เสื้อผ้าร่วมสมัยที่สวมใส่ได้ทุกเพศ มอบลุค effortlessly cool และสนุกกับการ Mix & Match อย่างไร้ขีดจำกัด ล่าสุดเปิดตัวกระเป๋ารุ่นแรกของแบรนด์ในชื่อ ‘The Maison Bag’ พร้อมพรีเซนเตอร์คนแรก พรีม – ชนิกานต์ ตังกบดี ในฐานะ Brand Muse ถ่ายทอดพลังความมั่นใจที่แตกต่างอย่างมีสไตล์

The Maison Bag คือผลลัพธ์จากการพัฒนาอย่างพิถีพิถันยาวนานกว่า 2 ปี โดยเลือกใช้ Vegan Leather คุณภาพสูง ดีไซน์ Timeless ที่สามารถปรับรูปทรงได้ 2 แบบ ตอบโจทย์การใช้งานในทุกโอกาส และกลายเป็น Everyday Bag ที่ลงตัวที่สุด

คอลเล็คชั่นนี้มาพร้อม 3 เฉดสี Burgundy, Black และ Ivory ซึ่งสะท้อนคาแร็กเตอร์ผู้หญิงที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเลือกสีไหนก็ยังคงสื่อถึงความมั่นใจและอิสระในแบบฉบับของตัวเอง สมกับคอนเซ็ปต์ Endless Possibilities ที่ maison KEEPS ต้องการถ่ายทอด


ชุดแต่งงาน Selena Gomez

3 ชุดแต่งงาน Selena Gomez ซ่อนสัญลักษณ์แฝงความหมาย S+B

งดงามราวเทพนิยาย เปิด 3 ชุดแต่งงาน Selena Gomez ที่เต็มไปด้วยดีเทลมีความหมาย สั่งตัดพิเศษจาก Ralph Lauren

หลังจากหมั้นหมายไปในเดือนธันวาคม 2024 ล่าสุดวันที่ 27 กันยายน 2025 นักร้องสุดฮ็อตอย่าง Salena Gomez และโปรดิวเซอร์ Benny Blenco ได้จูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศแสนอบอุ่นของคนสนิท

แน่นอนว่า…เมนคาแร็คเตอร์ประจำงานแต่งคงเป็นใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ เจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ปรากฏตัวพร้อมกับโททัลลุคจาก Ralph Lauren อย่าง Selena Gomez ก็สวมชุดสั่งตัดพิเศษจากแบรนด์ดังกล่าวถึง 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดจะมีความพิเศษอย่างไร แพรว พาไปชมค่ะ

First Look

สำหรับลุคแรก Selena Gomez ปรากฏตัวในเดรสลูกไม้ดีไซน์คล้องคอที่แฝงดีเทลพิเศษอย่างลายปักรูปหัวพร้อมตัวอักษรอัลฟาเบท “S+B” ซึ่งเป็นตัวอักษรแรกของทั้งสองคน เรียกว่านอกจากความสวยงามแล้ว ชุดนี้ยังแฝงไปด้วยความหมายสำคัญของทั้งสองคนด้วย

The Second Look

ส่วนลุคที่สอง เธอยังคงสวมชุดแต่งงานดีไซน์คล้องคอที่ผสมผสานระหว่างความโมเดิร์นและวินเทจเข้าไว้ด้วยกัน สังเกตได้จากซิลลูเอทจับเดรปบริเวณช่วงอกและเอว พร้อมดีเทลการตกแต่งด้วยลูกไม้บริเวณคอ

Last Look

ลุคสุดท้ายสำหรับ After Party แม้เป็นชุดที่มีดีไซน์คล้องคอเช่นเดิม แต่ชุดนี้กับโมเดิร์นขึ้นกว่าเก่า อาจเป็นเพราะดีไซน์เดรสที่โดดเด่นด้วยดีเทลการจับเดรปทั่วตัว อีกทั้งยังเพิ่มผ้าคาดช่วงไหล่ให้เดรสแต่งงานมีกิมมิกมากขึ้น นอกจากนี้ความยาวของเดรสยังปรับให้สั้นขึ้นถึงบริเวณเหนือข้อเท้า เพิ่มความสะดวกต่อการเคลื่อนไหวในช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้นั่นเอง


ภาพ: Instagram @selenagomez

Filobula

Filobula เฟอร์นิเจอร์ไม้โค้งมน ที่เติมเต็มความอบอุ่นและคุณค่าให้ทุกพื้นที่

ในยุคที่การออกแบบที่อยู่อาศัยเน้นความเป็นตัวตนและเรื่องราวเฉพาะตัว “เฟอร์นิเจอร์” จึงไม่ใช่แค่องค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนรสนิยมและสร้างบรรยากาศของบ้านได้อย่างลงตัว และถ้าคุณกำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์ที่ผสมผสานความเรียบง่าย นุ่มนวล แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมาย แบรนด์ Filobula (ฟิโลบูลา) คือชื่อที่คุณไม่ควรมองข้าม

ดีไซน์ที่โอบล้อม และความรู้สึกที่โอบกอด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ ฟิโลบูลา คือการที่เฟอร์นิเจอร์ของพวกเขาสามารถลดทอนความแข็งกระด้างของไม้ ให้กลายเป็นความอ่อนโยนที่สัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนโค้งของพนักพิง โครงขา หรือขอบโต๊ะ ทุกรายละเอียดถูกออกแบบมาอย่างประณีต เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลายและได้รับความสบายสูงสุด ราวกับมีงานศิลปะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

อิสระแห่งการ Mix & Match

ฟิโลบูลา เข้าใจดีว่ารสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แบรนด์จึงเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่ โดยมีตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น โทนสีเนื้อไม้หลากหลายเฉด ให้คุณเลือกโทนไม้ที่เข้ากันได้ดีที่สุดกับพื้น ผนัง หรือบรรยากาศโดยรวมของห้อง ไม่ว่าจะเป็นโทนอ่อนที่ดูมินิมอล หรือโทนเข้มที่ดูภูมิฐาน ขณะที่โทนสีผ้าสำหรับบุที่นั่งและพนักพิงมีตัวเลือกผ้าที่นำมาประกอบในเฟอร์นิเจอร์ให้คุณสามารถ Mix & Match สีสันได้หลากหลาย ทำให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวกันสามารถเปลี่ยนลุคได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโทนสีกลางที่ดูสุขุม หรือสีสันสดใส

คุณค่าที่สัมผัสได้ในทุกตารางนิ้ว

ฟิโลบูลา ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยคุณค่าทางฟังก์ชันและการใช้งานจริง งานดีไซน์ที่โค้งมนยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ อีกทั้งยังสะท้อนถึงงานฝีมือที่ประณีตและการเลือกใช้วัสดุไม้คุณภาพสูง ทำให้เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมีความทนทานและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ปารัณ เจียมจิตต์ตรง พิธีกรรายการ “Dear Myself” รายการ Deep Talk อบอุ่นหัวใจ

“ในฐานะที่ทำงานกับความรู้สึกและความสัมพันธ์ผ่านรายการ ‘Dear Myself’ สิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญมากคือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และ ‘ความรู้สึกถูกโอบกอด’ ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ในรายการเราพยายามสร้างพื้นที่ที่ผู้คนกล้าที่จะเปิดเผยความจริงใจ เฟอร์นิเจอร์ของฟิโลบูลาทำหน้าที่คล้ายกันคือเปิดโอกาสให้แขกรับเชิญได้ผ่อนคลาย ปล่อยใจ และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น”

พบกับคอลเลกชันใหม่จาก Filobula(ฟิโลบูลา) พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษที่ บ้านและสวนแฟร์ Living Festival 2025 วันที่ 24 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี Booth J1, J51

ข้อมูลเพิ่มเติม

Website : filobula.com

Line Official : @filobula https://lin.ee/50d7g4X

Facebook : Filobula

Instagram : filobula.official

Tel : 099-421-5553

Gmail : [email protected]

Showroom Location : https://g.co/kgs/6q9tHBG

มงกุฎแห่งกาลเวลา เรื่องราวเทียร่าจาก Chaumet

เมื่อเอ่ยถึงศิลปะแห่งเทียร่า ไม่มีชื่อใดโดดเด่นไปกว่า Chaumet เมซงอัญมณีที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับราชวงศ์ฝรั่งเศสและประวัติศาสตร์ยุโรปมายาวนานกว่าสองศตวรรษ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้เริ่มขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิ Napoleon Bonaparte เมื่อ Marie-Étienne Nitot ศิษย์ช่างอัญมณีในราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และผู้ใกล้ชิด Marie Antoinette ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นช่างอัญมณีประจำจักรพรรดิในปี 1802

มงกุฎแห่งกาลเวลา เรื่องราวเทียร่าจาก Chaumet

Nitot รังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญทั้ง ดาบราชาภิเษกของ Napoleon และ เทียร่าของสมเด็จพระสันตะปาปา Pius ที่ 7 ก่อนจะกลายเป็นช่างอัญมณีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุโรป ความวิจิตรของเทียร่าที่ออกแบบขึ้นไม่เพียงแต่สะท้อนความหรูหรา แต่ยังทำหน้าที่เป็นภาษาของอำนาจและบารมีในราชสำนัก

ขณะที่ เทียร่าของ จักรพรรดินี Joséphine และ จักรพรรดินี Marie-Louise คือสัญลักษณ์ของรสนิยมและศิลปะในยุคนั้น ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพวงมาลาโบราณและรูปทรงแบบคลาสสิก พร้อมฝีมือประณีตที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งปารีส การผสมผสานระหว่างความสง่างามและความอ่อนช้อย ทำให้ Chaumet ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เจ้าแห่งศิลปะแห่งเทียร่า”

หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่ปรากฏบนผลงานคือ “ผึ้ง” ซึ่ง Napoleon เลือกใช้เพื่อเชื่อมโยงกับราชวงศ์โบราณของฝรั่งเศส สำหรับ Chaumet ผึ้งจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตนิรันดร์ พลัง และความต่อเนื่องของราชวงศ์ที่ถูกถ่ายทอดลงในผลงานจิวเวลรี่

ภายหลังการจากไปของ Nitot ในปี 1809 François-Regnault บุตรชายของเขาได้สืบทอดกิจการ และวางรากฐานให้ Chaumet กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Place Vendôme ซึ่งยังคงเป็นหัวใจของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน

ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา ผลงานเทียร่าของ Chaumet ได้เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์แฟชั่น การเมือง และอำนาจ ผ่านชิ้นงานที่เจิดจรัสไม่เสื่อมคลาย ตั้งแต่ The Aphrodite (1760), Wild Rose Tiara (1922) จนถึงผลงานร่วมสมัยอย่าง Mélodie Nacrée (2019) และ Dahlia Tiara จากคอลเล็คชั่น Jewels by Nature ปี 2025

ทุกชิ้นงานของ Chaumet นั้นล้วนสะท้อนแนวคิดที่ว่า “อัญมณีคือผู้เล่าเรื่องราว”  เรื่องราวของโชคชะตา อาณาจักร และพลังแห่งความงามที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา


ทายาทรุ่น 3 นำทัพ ปรีดา เรียลเอสเตท ปั้น Solace Phahol-Pradipat แลนด์มาร์คแห่งใหม่ย่านพหลโยธิน-ประดิพัทธ์

“ปรีดา เรียลเอสเตท” สร้างชื่อเสียงและผลงานมากว่า 60 ปี ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของคนไทย วันนี้คุณกฤษณะ ปรีดานนท์ ได้ส่งไม้ต่องานบริหารให้กับทายาทเจนเนอเรชั่นที่ 3 นำโดย คุณติ – ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคุณตาล – ปิยะฉัตร ปรีดานนท์ กรรมการผู้จัดการ ถือเป็นทัพหน้าแห่งปรีดา เรียลเอสเตท ร่วมด้วยพี่ชาย คุณปาล์ม ปรีดานนท์  ในฐานะกรรมการบริหาร เป็นหลังบ้านคอยซัพพอร์ตในทุกมิติ

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สำหรับผลงานโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 3,200 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ Solace Phahol-Pradipat คอนโด High Rise สูง 50 ชั้น บนถนนประดิพัทธ์ เขตพญาไท ถือเป็น New CBD หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ใกล้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

Solace Phahol-Pradipat

ส่งไม้ต่อ

คุณติยอมรับว่าการเข้ามารับหน้าที่บริหารองค์กรต่อจากคุณพ่อ ในฐานะซีอีโอแห่ง ปรีดา เรียลเอสเตท นั้น ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิต “ต้องบอกว่าโชคดีที่คุณพ่อ (กฤษณะ ปรีดานนท์) สร้างฐานให้เรามาเป็นอย่างดี ประกอบกับเราได้มีโอกาสไปร่ำเรียนที่ต่างประเทศ และเคยได้ทำงานในบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกามาก่อน  อย่าง คุณตาล เป็นสถาปนิก ส่วนผมเป็นวิศวกร จบปริญญาโทด้านวิศวกรรมโยธา ที่ University of California Berkeley สหรัฐอเมริกา แล้วมาทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านการก่อสร้างที่สหรัฐอเมริกากว่า 9 ปี รวมถึงได้เป็นอุปนายก และเลขานุการ ของสมาคมอาคารชุดไทย มากว่า 14 ปี จึงได้นำความรู้และประสบการณ์จากการทำงานทั้งต่างประเทศและในประเทศมาพัฒนาบริษัทในทุกด้าน

“ถึงอย่างนั้น ความท้าทายที่ทุกบ้านที่เป็นธุรกิจครอบครัวน่าจะเจอปัญหาเดียวกันคือ Generation Gap ทำให้ต้องมีการปรับจูนระหว่างเจนเนอเรชั่น แต่เราก็สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้ ต้องเข้าใจก่อนว่า วิธีการทำงานของคนสมัยก่อนกับคนสมัยนี้แตกต่างกัน อย่างสมัยคุณพ่อ เริ่มต้นจากนับหนึ่งและสเกลของอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ใหญ่มาก ท่านจึงมองว่าเราควรทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อควบคุมงบค่าใช้จ่าย ซึ่งเราเข้าใจมุมมองนี้ของท่าน

“แต่ด้วยตลาดที่เปลี่ยนไปและสเกลงานของเราใหญ่ขึ้น จากโครงการ 8 ชั้น มาเป็นโครงการมูลค่า 2,000 – 3,000 ล้านบาท ทำให้เราไม่สามารถลงทุกรายละเอียดด้วยตัวเองได้หมดทุกด้านเหมือนเมื่อก่อน ช่วงแรกที่เข้ามาช่วยงานคุณพ่อ ผมกับตาลต้องถ่ายรูป ออกแบบโบรชัวร์เอง แล้วไปออกบูธ ยืนแจกโบรชัวร์และแนะนำโครงการด้วยตัวเอง แต่วันนี้ถ้าจะแข่งกับคนอื่นก็ต้องทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด”

คุณตาลช่วยเสริมว่า “เราทราบดีว่าเราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกด้าน จึงอยากได้คนเก่งมาช่วยงาน อย่าง ตาลเป็นสถาปนิก ในยุคแรกๆ ตาลออกแบบทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งออกแบบสวน แต่วันนี้ต้องยอมรับว่า มีคนที่เชี่ยวชาญกว่าเรา ในเมื่อเราต้องการจะทำให้บริษัทโตขึ้นก็ต้องทำให้ดีขึ้น โดยการหาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาช่วยเสริมทัพ การเลือกผู้ร่วมงานที่มีความสามารถก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาบริษัท ซึ่งสุดท้ายคุณพ่อก็เข้าใจในจุดนี้ค่ะ”

เจนฯ 3 แห่ง ปรีดา เรียลเอสเตท ลุยต่อยอดธุรกิจ จนประสบความสำเร็จกับโปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์มูลค่า 3,200 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ Solace Phahol-Pradipat

Solace Phahol-Pradipat

มรดกทางแนวคิด “เลือกสิ่งที่ดีที่สุด”

นอกจากนี้คุณติยังนำคำสอนต่างๆ ที่ถือเป็นมรดกทางความคิดจากคุณพ่อ มาใช้เป็นแนวทางในการนำพาธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“คุณพ่อสอนผมเสมอว่า ต้องรู้จริงในสิ่งที่ทำ และต้องลงไปที่หน้างาน เพราะเราเป็นเจ้าของ จะได้เห็นในสิ่งที่ลูกน้องไม่เห็น ถ้าเราไม่ลงไปในหน้างาน อาจมีความเสียหายเกิดขึ้นได้ จึงไม่ควรนั่งทำงานแต่ในออฟฟิศ ทุกวันนี้คุณพ่อยังลงมาดูไซต์งานก่อสร้างด้วยตัวเองตลอด ทำให้เราติดนิสัยใส่ใจในทุกรายละเอียด ผมจะลงไปดูการทำงานของผู้รับเหมา ว่าผูกเหล็กอย่างไร กรีดผนังลึกไปไหม แม้แต่การประเมินราคา การตรวจสอบราคาวัสดุก่อสร้าง เราจะเปิดให้ 4-5 ร้านมาเสนอราคา เพื่อเลือกวัสดุที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสมที่สุด การได้พูดคุยกับซัพพลายเออร์โดยตรงก็สำคัญ เพราะเรามักมีคำถามในมุมที่ลูกน้องไม่เคยถาม บางครั้งทำให้ได้ทราบว่า เขามีเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ ให้ได้เลือกนำมาพัฒนาโครงการของเรา”

ส่วนคุณตาล บอกว่าหนึ่งใน Legacy ของคุณพ่อที่ลูกๆ ยึดถือ คือความซื่อสัตย์ “คุณพ่อเน้นเสมอว่า เราต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ใช้ของดีที่สุดและทำให้ดีที่สุด อย่าง วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่โครงการปรีดา เรียลเอสเตท เราเลือกสิ่งที่เราใช้อยู่แบบปัจจุบันนี้มานานแล้ว หรือ แต่ก่อนเราทำหมู่บ้าน “ศรีสุวรรณ” ที่ชลบุรี คุณพ่อบอกว่าต้องฝังเสาเข็มยาวเท่านี้ตรงพื้นที่จอดรถ ซึ่งบางโครงการอาจไม่มีการฝังเสาเข็มใดๆ เมื่อเวลาผ่านไปส่งผลให้พื้นบ้านทรุด แต่โครงการของเราทำอย่างนี้มาตลอด ซึ่งเวลาอธิบายให้ลูกค้าฟัง เขาอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่แล้วจะทราบเลยว่า สิ่งที่เราทำให้นั้นสำคัญและเป็นประโยชน์กับลูกค้าจริงๆ”

คุณติจึงยกให้คุณพ่อเป็น Role Model “เพราะคุณพ่อเป็นต้นแบบที่ทำให้เราเห็นมาตลอด อย่าง การออกแบบโครงสร้างของ Solace Phahol-Pradipat ตึกที่อยู่ด้านหลังเป็นส่วนของ Auto Parking เราออกแบบให้มีความแข็งแรงผ่านตามกฎและมาตรฐานของการออกแบบอาคารสูงแล้ว แต่คุณพ่อไม่ยอมให้ผ่าน ต้องกลับมาทำให้แข็งแรงกว่าเดิมด้วยการเสริมเหล็กเข้าไปอีก ซึ่งต้องเพิ่มเงินอีกเป็นล้านบาท จึงอยากให้ลูกค้ามั่นใจว่า เราตั้งใจทำและเลือกแต่ของดีที่สุดจริงๆ”

Solace Phahol-Pradipat

ทุกดีเทล คือหัวใจ

อีกหนึ่งเรื่องที่ถือเป็นจุดแข็ง คือ การบริหารนิติบุคคล ถือเป็นงานที่เจ้าของโครงการส่วนใหญ่ไม่อยากทำเอง และใช้วิธีจ้างบริษัทอื่นมาบริหาร แต่สำหรับสองผู้บริหารรุ่นใหม่กลับอาสาลงมาดูแลด้วยตัวเองในทุกโครงการของบริษัท ปรีดา เรียลเอสเตท จำกัด คุณตาลอธิบายให้ฟังว่า

“เรื่องของนิติบุคคล เรามอบหมายให้บริษัท พรีเมี่ยม แอสเซท แมนเนจเมนท์ บริษัทในเครือปรีดา กรุ๊ป ดูแลนิติบุคคลในทุกโครงการ ไอเดียนี้เริ่มจากคุณพ่อ ท่านเกรงว่า การปล่อยให้คนอื่นมาดูแลอาคารที่เราพัฒนาขึ้นมา จะทำให้อาคารทรุดโทรมและไม่น่าอยู่ ทำให้ตั้งแต่โครงการแรกของเราเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คุณติเป็นผู้จัดการนิติบุคคล ส่วนคุณตาลเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ แรกๆ ลูกค้าไม่เข้าใจ นึกว่าเราจะมาหาผลประโยชน์ตรงนี้ แต่เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เรามาเพื่อช่วยจริงๆ”

ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคล คุณติพูดถึงแนวคิดนี้ว่า “เราต้องการบริหารให้โครงการอยู่ในสภาพที่ดีและน่าอยู่ไปได้นานที่สุด และใช้เงินอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบราคาอย่างละเอียด อย่างการจัดซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด และอุปกรณ์ไฟฟ้า เราจะดูว่าแต่ละร้านที่นำเสนอเป็นอย่างไร โดยเน้นที่คุณภาพต้องดี และราคาประหยัด ไม่อย่างนั้น จะกลายเป็นเปิดโอกาสให้ผู้จัดการอาคารหรือกรรมการบางคน ที่เป็นเจ้าของร้านค้า ได้ช่องให้ไปใช้ของร้านเขา ทำให้ได้ของที่ไม่ได้คุณภาพ เราจึงต้องลงไปดูแล เพราะมองว่า ทุกโครงการเป็นความภาคภูมิใจของเรา การที่ลูกบ้านอยู่แล้วมีความสุขก็เป็นความภาคภูมิใจของเราเช่นกัน

“ทุกวันนี้ผมกับตาลจะเข้าร่วมประชุมใหญ่ประจำปีของนิติบุคคลในทุกโครงการ เพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปกติเจ้าของโครงการอื่นจะไม่ค่อยอยากเข้าร่วมประชุมนี้ เพราะต้องมาฟังคำร้องเรียนมากมาย แต่เราเข้ามาเพื่อจะได้ทราบปัญหาแล้วรีบแก้ไข ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากร้องเรียน ถ้าชีวิตเขาดีอยู่แล้ว

“ต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายโครงการ ผู้จัดการหรือธุรการของอาคารไม่ได้มีองค์ความรู้ด้านการก่อสร้าง จึงไม่รู้ว่าจะซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไร ทำให้เขาคิดว่าแก้ไม่ได้หรือไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วปล่อยผ่าน จนลูกค้าร้องเรียนอยู่หลายรอบ อย่างเรื่องเสียงดังจากข้างห้อง ผมเป็นวิศวกร จึงทราบว่าปัญหาน่าจะเกิดจากการเจาะผนังเพื่อทำปลั๊กไฟ แล้วบางห้องผู้รับเหมาเจาะผนังทะลุตรงกันกับอีกห้องเพื่อทำปลั๊กไฟเหมือนกัน หรือเกิดจากการกรีดผนังลึกเกินไป จนทำให้เสียงลอดเข้ามาได้ เราจึงเข้าไปช่วยแก้ไขด้วยการส่งช่างให้ไปย้ายตำแหน่งปลั๊กไฟและอุดช่องผนังเดิม เรียกว่าแก้ไขที่ต้นเหตุจริงๆ แล้วหลายปัญหาจากโครงการก่อนๆ เราก็นำมาปรับแก้ในโครงการต่อๆ ไป ถือเป็นรายละเอียดที่ถ้าไม่ใช่เจ้าของ อาจมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เราเห็นเป็นเรื่องใหญ่ นี่จึงถือเป็นจุดเด่นของปรีดา เรียลเอสเตท ที่ทำให้ลูกค้าถึงเลือกมาอยู่กับเราและบอกต่อ

ถึงตรงนี้ คุณตาลช่วยเสริมด้วยว่า “ขณะเดียวกัน เราก็ต้องทำการบ้านเยอะกว่าเดิม ว่าโครงการอื่นให้อะไรกับลูกค้าบ้าง เราสามารถให้ได้มากกว่า เพื่อเป็นจุดแข็งให้กับโครงการของเราไหม อย่าง โครงการอื่นราคาจะสูงกว่าเรา 20-25% แต่เราให้ของดีเทียบเท่าหรือมากกว่า อย่างห้อง Loft โครงการทั่วไป จะให้ความสูง 4.2 เมตร ทำให้ความสูงฝ้าเพดานบนเหลือเพียง 1.9 เมตร ส่วนพื้นที่ข้างล่างจะเหลือแค่ 2 เมตร ถือว่าเตี้ยมาก เราจึงคุยกันว่า โครงการ Solace Phahol-Pradipat ของเราให้ความสูงถึง 4.6 เมตร เพราะเราต้องการเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้ของที่ดีกว่า ในราคาที่จับต้องได้จริง และอยู่ได้ยาวๆ ค่ะ”

Solace Phahol-Pradipat

ขยายวิสัยทัศน์

คุณติทิ้งท้ายไว้สำหรับการนำองค์กรให้ก้าวต่อไปในอนาคตว่า “สำหรับผม การได้ออกไปเที่ยวดูโลกกว้าง อย่างการพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ ทำให้เราได้เปิดโลก มีโอกาสเห็นโรงแรมในต่างประเทศ รวมถึงการออกไปทำงานกับสมาคมอาคารชุดไทย และได้พบเจอผู้คน รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้ทราบว่าคนอื่นทำอะไร มีแนวคิดบริหารธุรกิจอย่างไร แล้วโลกไปในทิศทางไหน เช่น เรื่อง Net Zero (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกได้รับการชดเชยหรือลดลงจนเหลือศูนย์) หรือ go Green (การนำแนวปฏิบัติที่ช่วยลดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนมาใช้) ทำไมยุโรปถึงรณรงค์การลด Carbon Footprint (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ของผู้คน ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ถ้าเราไม่ทราบก็จะตามเขาไม่ทัน  ซึ่งควรนำกลับมาปรับใช้กับโครงการของเราได้เยอะทีเดียว ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถยกระดับโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเราได้

“การนำไลฟ์สไตล์เข้ามาผสมผสมกับการพัฒนาธุรกิจของเรา จึงมีส่วนสำคัญ เพราะผู้นำที่จะพาองค์กรเจริญก้าวหน้าได้ จะต้องขยายวิสัยทัศน์ให้กว้างไกล ไม่ยึดติดกับอดีต และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกได้ ก็จะทำให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้อย่างยั่งยืนครับ”


กระเป๋าสะพาย

ปารีสแฟชั่นวีคเปิดฉาก! รวม 4 กระเป๋าสะพายคู่ใจของคนดังที่ต้องจับตา

ได้เวลาของปารีสแฟชั่นวีค…แน่นอนว่า คนดังจากประเทศไทยยังคับคั่งเช่นเคย แพรว จึงชวนสำรวจ “กระเป๋าสะพาย” ไอเท็มน่าจับตาในฤดูกาลนี้ไปด้วยกัน

หลังจาก Milan Fashion Week ผ่านไป ก็เดินทางมาถึงหมุดหมายสุดท้ายกับ Paris Fashion Week ซึ่งเหล่าคนดังจากประเทศไทยที่แลนด์ดิ้งถึงปารีสแล้วมีทั้ง ญาญ่า อุรัสยา, หลิงหลิง ศิริลักษณ์, ออม กรณ์นภัส และเอมี่ ทรส บอกเลยว่า ตั้งแต่ แอร์พอร์ตลุค, ลุคพักผ่อน ไปจนถึงลุคชมแฟชั่นโชว์ก็กลายเป็นที่จับตามอง และหนึ่งไอเท็มที่คนให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ กระเป๋าสะพาย เพราะถือเป็นไอเท็มที่เราจะสามารถใช้ได้จริงในทุกวัน สำหรับใครที่มองหา Everyday Bag ใบใหม่อยู่ บทความนี้อาจมีคำตอบค่ะ

กระเป๋ารุ่น Trunk Vibe MM จาก Louis Vuitton

เริ่มด้วย ญาญ่า อุรัสยา House Ambassador ประจำ Louis Viotton ที่เสิร์ฟลุคเดนิมชิลๆ ท่ามกลางฉากหลังของหอไอเฟล พร้อมถือกระเป๋าดีไซน์ชิคอย่าง Trunk Vibe MM ในหนังสีดำ ตกแต่งด้วยลวดลายโมโนแกรมบริเวณด้านข้างของกระเป๋า และอะไหล่สีเงิน เรียกว่าเป็นกระเป๋าที่เสริมลุคให้สมบูรณ์แบบได้เป็นอย่างดี สำหรับราคาบนเว็บไซต์อยู่ที่ 161,000 บาท

กระเป๋ารุ่น Medium D-Journey Bag in Crinkled Calfskin จาก Dior

มาต่อกันที่ หลิงหลิง ศิริลักษณ์ ซึ่งถือเป็นอีกคนที่ได้เดินทางไปยังแฟชั่นวีคอีกครั้งร่วมกับ Dior แม้โชว์ยังไม่เริ่มขึ้น แต่เธอก็ไม่ปล่อยให้ฟีดอินสตาแกรมเหงาเลย เพราะระหว่างพักผ่อนในเมืองปารีส เธอก็ได้แมตช์ลุคเท่ๆ สบายๆ มาเป็นออเดิร์ฟกันสักหน่อย โดยไฮไลท์ของลุคนี้ ยกให้กับกระเป๋า D-Journey ขนาดกลาง ที่เราอยากกระซิบว่า นี่แหละเพื่อนแท้ของนักเดินทาง เพราะกระเป๋าใบนี้ช่องเก็บสัมภาระค่อนข้างกว้าง อีกทั้งยังมาในดีไซน์เรียบง่าย แมตช์ได้กับหลายลุค ทำให้เมื่อต้องเดินทางไกล ก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมกระเป๋าไปหลายใบเลยค่ะ สำหรับราคาใบนี้อยู่ที่ 155,000 บาท

กระเป๋ารุ่น Medium Dior Voyage Bag จาก Dior

มาถึงอีกหนึ่งนักแสดงกับ ออม กรณ์นภัส ที่ร่วมเดินทางไปชมแฟชั่นโชว์กับ Dior ครั้งนี้ สำหรับในวันสบายๆ ก่อนชมโชว์ เธอเลือกแมตช์ลุคด้วยเสื้อสเวตเตอร์ง่ายๆ เข้ากับกางเกงยีนส์ขาบาน บีนนี่สีขาว และคอมพลีตลุคด้วยกระเป๋าจากคอลเล็คชั่น Cruise 2026 นั่นคือ Dior Voyage ขนาดกลาง ที่โดดเด่นด้วยลายซิกเนเจอร์อย่าง Macrocannage โดยราคากระเป๋าใบนี้อยู่ที่ 180,000 บาท

กระเป๋ารุ่น ICARINO IN QUILTED SUEDE จาก Saint Laurent

สุดท้าย เอมี่ ทสร ที่ร่วมเดินทางไปชมแฟชั่นโชว์ที่ปารีสกับ Saint Laurent เป็นครั้งแรก ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ก่อนเครื่องบิน Take Off เธอก็สามารถสร้างความฮือฮาด้วยแอร์พอร์ตลุคสุดเท่ไปได้แล้ว โดยเธอได้แมตช์เสื้อไหมพรมเข้ากับกางเกงยีนส์ และแจ็กเก็ตหนังสีน้ำตาล จากนั้นก็ตัดความเท่ด้วยความละมุนของกระเป๋า Icarino in Quilted Suede สีน้ำตาล กลายเป็นลุคที่สมบูรณ์แบบและลงตัว ราคาของกระเป๋าใบดังกล่าวอยู่ที่ 96,980 บาท


ภาพ: @emiamily, @linglingkwong, @orm.kornnaphat, @urassayas, Louis Vuitton, Dior, Saint Laurent

ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

รักแท้ 23 ปี พิสูจน์แล้ว ของ ตั๊ก-นภัสรัญชน์ และ ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

บางครั้ง ความรักที่ยืนยาวอาจไม่ต้องหวือหวา สำคัญกว่าคือความสม่ำเสมอ เช่นเรื่องราวของ ตั๊ก-นภัสรัญชน์ และ  ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ ที่มีโมเมนต์น่ารักให้แฟนๆ ได้เห็นอยู่ตลอดแต่กว่าจะได้ครองรักอย่างวันนี้ ทั้งคู่ต้องฝ่าฟันเสียงรอบข้าง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รักครั้งนี้เป็นไปได้จริง และทำให้พวกเขาเชื่อว่า…นี่แหละรักสุดท้าย

Simple But Special

ในฐานะฉายาคู่รักมาราธอนที่คบกันมากว่า 23 ปี  หลายคนคงอยากรู้ว่าความรักของทั้งคู่ยังคงเดิมหรือมีอะไรเปลี่ยนบ้าง ตั๊ก-นภัสรัญชน์ เล่าให้ฟังว่า “วันแรกรักกันอย่างไร ดูแลกันแบบไหน วันนี้ก็ยังคงทำแบบนั้นครับ พวกเราเป็นตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจึงให้เกียรติอีกฝ่าย เคารพในสิ่งที่เขาเป็น อะไรที่  ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ มีความสุขก็ให้เขาทำ และเพราะเราทั้งคู่ทำงานเยอะมาก บางวันแทบไม่ได้คุยกันเลย อย่างเวลาผมกลับบ้านดึก ป๊อกหลับไปแล้ว ตอนเช้าผมต้องตื่นตี 5 ไปทำงานต่อ เขาก็ยังหลับ เราจึงตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่จำเป็นว่าต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันเสมอ ถ้าว่างก็ค่อยเจอกัน คู่เราจึงไม่มีกฎมากดดันกัน 

 ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ เล่าเสริม “อย่างล่าสุดป๊อกไปเที่ยวกับเชฟป้อม (หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล)ที่เกาะช้าง แต่พี่ตั๊กไม่ว่าง เขาก็ปล่อยให้ไป และเราก็ไม่ได้บังคับให้เขาไปด้วย พอกลับมาก็ค่อยเล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง ต่างฝ่ายต่างแฮปปี้ทั้งคู่ หรือในวันครบรอบก็ไม่เคยจับผิดว่าอีกฝ่ายจำได้ไหม ต้องมีเซอร์ไพรส์หรือเปล่า หรือต้องไปเที่ยวด้วยกัน คิดว่าแค่เคารพและเข้าใจกันก็พอแล้ว ถ้าวันไหนเราว่างตรงกันพอดี ก็แค่บอกเขาว่า วันนี้ วันครบรอบนะ กอดกัน บอกรักกัน แค่นี้ก็พิเศษแล้วค่ะ

“สำหรับความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังแต่งงาน ในเรื่องการใช้ชีวิตเรายังคงเทคแคร์กันเหมือนวันแรก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกโดยเฉพาะความมั่นคงในจิตใจ ไม่ต้องกังวลว่าความสัมพันธ์จะจบง่ายๆ เพราะความเป็นสามีภรรยาทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจและความสบายใจ เหมือนมีที่พึ่งพิง รู้สึกเหมือนหัวใจทั้งหมดของเขาเป็นของเรา รวมถึงทรัพย์สินด้วยค่ะ” (หัวเราะ) 

“นอกจากนี้คงเป็นความรักที่มีให้กันมันมากขึ้น พี่ตั๊กไม่ใช่แค่คนรัก แต่เป็นทั้งเพื่อน พี่ ที่ปรึกษา และเป็นครอบครัวที่คุยได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าทุกข์หรือสุข ก็มีเขาคอยแชร์ด้วย อย่างเวลาที่ป๊อกไม่สบายใจ เขาจะเป็นสายหลักการ แทนที่จะกอดคอเศร้าไปด้วยกัน เขาจะพยายามพูดให้เราเห็นถึงมุมมองอื่นๆ และช่วยดึงเราออกจากอารมณ์นั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากในความสัมพันธ์ เขาสอนให้ป๊อกได้โตขึ้นไปอีกขั้น จากแต่ก่อนถ้าเราไม่ชอบอะไรจะไม่ค่อยยอม ทำให้มีทัศนคติไม่ดีต่อคนหรือในสถานการณ์ต่างๆ อย่างเช่น เรามักมองคนจากมุมของเราคนเดียว แล้วตัดสินทันทีว่าเขาเป็นคนไม่ดี แล้วเผลอไปพูดต่อกับคนอื่น พี่ตั๊กก็จะคอยพูดเรื่องธรรมะ มนุษยธรรม หรือมุมมองเชิงบวก จนทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น จนบางทีเพื่อนยังแซวว่า พี่ตั๊กดูเป็นคนดีจนป๊อกกลายเป็นนางร้ายไปเลย” (หัวเราะ) 

ด้านคุณตั๊กเองก็มีสิ่งที่ได้เรียนรู้จากภรรยาเช่นกัน “ป๊อกสอนให้ผมเข้าใจว่า แม้เราจะมีมุมมองต่างกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน สิ่งสำคัญคือการฟังเหตุผลของกันและกันก่อน เราไม่จำเป็นต้องเถียงเพื่อเอาชนะ เพื่อแค่ให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะสุดท้ายเป้าหมายปลายทางก็คือสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเราเลือก”

ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

Our First Date   

เราขอหมุนนาฬิกาย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว คุณตั๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่พัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นคู่ชีวิต “ถ้าให้นึกเร็วๆ คงเป็นตอนเมาครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมเล่นละครเวทีอยู่ที่ภัทราวดีเธียเตอร์ พอซ้อมละครเสร็จก็ข้ามฝั่งมาที่วัดพระแก้ว มีร้านอาหารชื่อว่า ช.ประทุมทอง ทุกเย็นผมจะมาสังสรรค์กับเพื่อนที่นี่ จนวันหนึ่งเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผอมๆ ใส่เสื้อบางๆ เดินเข้ามาในร้าน เพื่อนก็แนะนำให้รู้จัก นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เจอป๊อก

“ตอนแรกนั่งกันคนละโต๊ะ เราคุยข้ามกันไปมา สุดท้ายก็มานั่งโต๊ะเดียวกัน บรรยากาศวันนั้นสนุกมาก เราคุยกันถูกคอ หลังจากนั้นก็เริ่มนัดกัน 2 คน ไปสังสรรค์กันเพราะเป็นสายปาร์ตี้ทั้งคู่ นั่งคุยกันจนถึงเช้าไม่มีเดดแอร์เลย ซึ่งผิดกับนิสัยผมที่เป็นอินโทรเวิร์ด ปกติจะไม่ค่อยคุยกับใครและมีโลกส่วนตัวสูง แต่พอได้อยู่กับเขา รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก จากแค่คุยเล่นๆ ก็คุยเรื่องความคิด ความเชื่อ มุมมองชีวิต จึงเริ่มรู้สึกว่าเราคลิ๊กกัน สิ่งที่ทำให้ประทับใจป๊อกตั้งแต่แรก คือเขาเป็นตัวของตัวเอง อ่อนโยน วางตัวดี อาจจะมีรั่วหรือล้นบ้างตอนเมา (หัวเราะ) แต่ก็น่ารักดีครับ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมอยากดูแลและเป็นที่พึ่งให้เขา”

คุณป๊อกยิ้มและเล่าต่อว่า “สำหรับป๊อก ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ หากจะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อได้ ต้องมองว่าเราสามารถอยู่กับเขาทั้งชีวิตได้ไหม  ถ้ามีบางเรื่องที่ไม่ชอบ ก็จะคงไว้ในฐานะเพื่อน แต่ทุกครั้งที่ได้อยู่กับพี่ตั๊ก ความรู้สึกดีกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประทับใจที่สุดคือเรื่องมารยาท ไม่ว่าจะกินข้าวหรือทำอะไรก็ไม่เคยเลอะเทอะ เขาได้รับการอบรมมาดี และที่สำคัญคือ เป็นแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่คบกัน ไม่เคยมีช่วงโปรโมชั่น จึงรู้สึกว่าเราเลือกคนไม่ผิด”

Through It All Together  

กว่าจะได้แต่งงานตามที่ตั้งใจ ทั้งคู่ต้องฝ่ากระแสสังคมที่คนมองว่าไม่เข้ากัน คุณตั๊กเล่าว่า “คนรอบข้างก็พูดเข้าหูเยอะ ว่าจะไปรอดไหม ด้วยความที่ผมเป็นนักแสดงธรรมดา ขณะที่เขามีชื่อเสียงระดับนางเอก ตอนแรกผมก็คิดว่าคงคบได้ไม่นานเหมือนที่คนอื่นพูด แต่เราเห็นว่าเขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออยู่ข้างๆ ผม เช่น สไตล์การแต่งตัว ผมชอบแต่งตัวสบายๆ ใส่เสื้อยืด กางเกงเล รองเท้าแตะ เขาก็ใส่บ้างและสามารถมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางกับผมได้ จึงรู้สึกอยากสู้เพื่อพิสูจน์ความรักไปด้วยกัน ส่วนครอบครัว คุณแม่ผมไม่ว่าอะไรครับ แถมยังแนะนำให้ไปไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมกับป๊อกจึงตระเวนไปทุกที่ ทั้งศาลหลักเมือง วัดพระแก้วมรกต ประสาทพระเทพบิดร เพื่ออธิษฐานให้เราอยู่ด้วยกัน”จนกระทั่ง 10 ปีผ่านไป คำอธิษฐานนั้นได้กลายเป็นจริง ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน “คู่เราไม่ได้มีบรรยากาศขอแต่งงานหวานๆ เพราะเราสองคนรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องแต่ง พี่ตั๊กแค่กำหนดวันแต่งให้ใกล้วันเกิดป๊อก คือ วันที่ 22 ธันวาคม ก่อนวันแต่งงาน ขณะที่ป๊อกนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จู่ๆ พี่ตั๊กก็คุกเข่าเหมือนจะขอแต่งงาน เราจึงถามเขากลับไปว่า แน่ใจแล้วใช่ไหม เขาก็ยังยืนยันคำเดิม ซึ่งเก้าอี้ที่ป๊อกนั่งวันนั้น เขานำไปใช้ในงานแต่งให้ป๊อกนั่งบนเวทีด้วย รู้สึกซาบซึ้งใจในทุกสิ่งที่พี่ตั๊กทำ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่พิเศษมากๆ ค่ะ

Love with Respect

สำหรับเคล็ดลับการครองคู่ให้ยืนยาว คุณป๊อกบอกว่าง่ายมาก “ด้วยความที่คู่เราต่างเป็นตัวของตัวเองตั้งแต่แรก จึงเห็นกันมาทุกมุม ทำให้ยอมรับนิสัยได้ ไม่ต้องฝืนเปลี่ยนแปลงตัวเอง ที่สำคัญคือการเคารพในพื้นที่ของกันและกัน อย่างพี่ตั๊กไม่เคยห้ามอะไรเลย เขาให้อิสระป๊อกได้ทำในสิ่งที่ชอบ ช่วงหนึ่งเราติดเที่ยว เลิกงานแล้วไม่ยอมกลับบ้าน แต่จะไปนั่งเล่นกับเพื่อน ในขณะที่พี่ตั๊กทำงานเสร็จจะกลับบ้านเลย พอเขาโทรมาถามว่าอยู่ไหน ถ้าอยู่ข้างนอกก็จะมาหาเราทันที และมานั่งคุยด้วยกันอย่างสนุกสนาน พี่ตั๊กไม่เคยโกรธป๊อกเลยสักครั้งค่ะ ถ้าจะโกรธส่วนใหญ่จะหงุดหงิดเรื่องนอกบ้านมากกว่า แต่เขาก็ไม่เคยนำอารมณ์มาลงที่เรา หากเห็นเขาอารมณ์ไม่ดี ป๊อกจะกอดเขาเพื่อให้อารมณ์ดีขึ้น

“นอกจากนี้การพูดจาที่ดีก็ช่วยให้ความสัมพันธ์เฮลตี้ เวลาเขาทำอะไรไม่เรียบร้อย เราก็จะหาวิธีการพูดให้น่าฟัง เช่น เวลาพี่ตั๊กหยิบเสื้อออกจากไม้แขวน แต่ไม่ยอมหยิบไม้แขวนใส่ตะกร้า แทนที่จะพูดว่า ‘ทำไมไม่วางไม้แขวนในตระกร้า’ ก็จะเปลี่ยนเป็น ‘ป๊อกวางตะกร้าไว้ใกล้แค่นี้เอง ที่รักหยิบไม้แขวนไปใส่นิดเดียว สะดวกที่สุดเลย เชื่อป๊อก’ เราจะบอกแบบนี้ ไม่เริ่มด้วยคำตำหนิ เพราะเราเองก็ไม่ชอบให้ใครมาว่า เพราะฉะนั้นต้องนึงถึงใจเขาใจเรานะคะ

“อีกเรื่องคือคู่ไหนที่แต่งงานกันแล้ว แม้เราจะไม่คาดหวังเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่ก็ควรมีเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างเป็นของตาย การทำกิจกรรมร่วมกันจะช่วยให้ความสัมพันธ์มีชีวิตชีวามากขึ้น อย่างคู่เรายกให้งานเป็นที่หนึ่ง พี่ตั๊กจึงหาวิธีแก้ ด้วยการทำรายการท่องเที่ยวในยูทูป (@offthemap) ชื่อว่า ‘นอกแผนที่’ ซึ่งทำให้เราได้ไปเที่ยวและทำงานพร้อมกันไปด้วย ชอบที่สุดคือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สวยเกินคาด ทะเลก็เงียบสงบ ภูเขาก็สวย เหมือนได้รีเฟรชชีวิตคู่ไปในตัว”

ถัดมาที่คุณตั๊ก “สำหรับผม เรื่องความสัมพันธ์ไม่มีกฎตายตัว แต่ถ้าให้แนะนำ เวลามีปัญหาเกิดขึ้น ต้องถามและเปิดใจคุยกันแทนที่จะเก็บจนกลายเป็นเครียด ถ้าคนหนึ่งร้อน อีกคนต้องเย็นเพื่อปรับสมดุล อย่างเวลาป๊อกมีเรื่องหงุดหงิด ผมจะเงียบและรอให้เขาอารมณ์สงบลง แค่ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นค่อยมาคุยกันเพื่อหาทางออก เพื่อให้เขาไม่จมอยู่กับความรู้สึกนั้นนานเกินไป นอกจากนี้ควรใส่ใจเรื่องเล็กน้อยของอีกฝ่าย อย่างเวลาผมเผลอหลับที่โซฟา ป๊อกจะนำผ้ามาห่มให้เสมอ เป็นเรื่องที่น่ารักมากนะครับ ทำให้เรารู้ว่า อีกฝ่ายยังมองว่าเราเป็นคนสำคัญไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม”

Message To You

ก่อนจบเรื่องราวความรักแสนอบอุ่น แพรวขอให้ทั้งคู่ฝากข้อความถึงกันในวันนี้ “ตั้งแต่วันแรกที่คบกัน จนกระทั่งได้ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความรักที่ผมมีให้ป๊อก เขาทำให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตคู่ อยากให้เรามีกันและกันแบบนี้ตลอดไป”  

ด้านคุณป๊อกยิ้มอย่างเขินอาย พร้อมบอกว่า “ป๊อกรู้สึกโชคดีมากที่มีพี่ตั๊กในชีวิต อย่างช่วงแผ่นดินไหวในไทยที่ผ่านมา ตอนนั้นเรากำลังถ่ายคอนเทนต์ในห้างสรรพสินค้า พอตึกเริ่มโยก เขาก็เข้ามาประคองเรา ตอนแรกป๊อกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นคลิปที่ถ่ายไว้ ได้เห็นอีกมุมที่เขารีบพุ่งเข้ามาชาร์จตัวเราเป็นอันดับแรก ทำให้เห็นว่า เขารักเราแค่ไหน ขอบคุณทุกสิ่งที่พี่ตั๊กทำให้ อยากให้ความสัมพันธ์ของเราเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ป๊อกไม่อยากรับบทเป็นเมียหลวงนะคะ (หัวเราะ)

“สุดท้ายนี้ก็รักเหมือนเดิมนะ”


เรื่อง Prince  ภาพ วรสันต์