พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม นำทัพ GPO รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ก้าวสู่ปีที่ 60 อย่างยั่งยืน
เกือบ 6 ทศวรรษที่ ‘องค์การเภสัชกรรม’ (GPO) ถือเป็นหน่วยงานหลักที่อยู่คู่กับสุขภาพคนไทย ไม่ว่าจะในยามวิกฤตโรคระบาด หรือในสถานการณ์ปกติ GPO คือคำตอบของความมั่นคงทางยาที่ทุกคนไว้วางใจ
แต่ในวันที่โลกกำลังถูก ‘พลิกโฉม’ ด้วยความเร็วของเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยาเองก็กำลังเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงไม่ต่างกัน จากยาเคมีที่คุ้นเคยสู่เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์แห่งอนาคตที่ซับซ้อนเกินจินตนาการ
GPO จะก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 ต่อไปอย่างไร? แพรว ได้พูดคุยกับ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ถึงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมในการนำองค์กรนี้ให้ ‘รู้เท่าทัน’ และพร้อมทะยานไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

6 ทศวรรษแห่งความไว้วางใจ รากฐานที่แข็งแกร่งของ GPO
ก่อนจะมองไปสู่อนาคต พญ.มิ่งขวัญ ได้พาย้อนกลับไปสัมผัสหัวใจที่แท้จริงของ GPO ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้องค์กรยืนหยัดมาได้อย่างยาวนาน
“ภารกิจหลักของเราไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 60 ปี นั่นคือ ‘การสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ’ ในภาวะฉุกเฉิน GPO ทำหน้าที่ผลิตและจัดหายาและวัคซีนให้เราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ส่วนในสถานการณ์ปกติ แม้ว่าเราจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเป็นผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ แต่องค์การเภสัชกรรมก็ยังคงบทบาทของการผลิตยากำพร้า หรือยาที่มีความจำเป็นแต่จำนวนที่ใช้ค่อนข้างน้อย จนไม่ค่อยมีภาคเอกชนสนใจจะผลิต ยาสำหรับโรคเรื้อรังต่าง ๆ หรือยาที่จำเป็น มีความต้องการจำนวนมาก แต่ก็มีราคาแพงมากถ้าต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ยาหมวดต่าง ๆ เหล่านี้ GPO ก็จะมุ่งวิจัยพัฒนาและผลิตออกมา

พญ.มิ่งขวัญ ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น “ยาต้านไวรัส HIV ของเราคือตัวอย่างที่ภาคภูมิใจ ปัจจุบันผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาได้ในทุกสิทธิการรักษา ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุขัยยืนยาว หรือยารักษาไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งหากนำเข้าจะมีราคาแพงมาก แต่ GPO สามารถผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ผลักดันจนผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ ด้วยอัตราการหายขาดสูงกว่า 90% สิ่งเหล่านี้คือบทบาทขององค์การเภสัชกรรม คือการทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป
“Trust หรือความไว้วางใจที่ชาวไทยมีให้ คือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และต้องมองไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด”

เมื่อโลกเปลี่ยน…ยาต้องเปลี่ยน รับมือ Paradigm Shift ครั้งประวัติศาสตร์
จากรากฐานที่มั่นคง GPO กำลังปรับตัวเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของวงการยา พญ.มิ่งขวัญ เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จนทำให้เห็นภาพราวกับฉากในภาพยนตร์
“อุตสาหกรรมยาตอนนี้เหมือนการเปลี่ยนผ่านจากยุคกล้องฟิล์มสู่ดิจิทัลและสมาร์ทโฟนเลยค่ะ มันคือ ‘Paradigm Shift’ หรือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากยาที่ผลิตด้วยสารเคมี กำลังถูกแทนที่ด้วยยาชีวภาพ (Biologics) และการแพทย์ก้าวหน้าอย่าง ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) เช่น การใช้เซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) ซึ่งเป็นการรักษาที่เจาะจงและแม่นยำสูงมาก

“GPO ต้อง ‘รู้เท่าทันและปรับตัว’ เพื่อให้ทันต่อคลื่นลูกใหญ่นี้ และเราได้เตรียมพร้อมแล้ว ในปี 2569 โรงงานผลิตยาแห่งใหม่ที่รังสิตจะเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพการผลิตยาและการรักษารูปแบบใหม่ ๆ ของเราได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยกระบวนการผลิตที่เหนือกว่ามาตรฐานสากลทั่วไป เพื่อให้คนไทยได้ใช้ยาคุณภาพสูง และแสดงศักยภาพของประเทศให้โลกได้เห็นอย่างเต็มภาคภูมิ”

GPO Pharmaceutical Summit 2026 รวมพลังสมองระดับโลก สู่อนาคตของไทย
เพื่อเป็นการประกาศความพร้อมและระดมองค์ความรู้ในการก้าวสู่ปีที่ 60 GPO จึงได้จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ GPO Pharmaceutical Summit 2026 ขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 ณ ทรูไอคอนสยาม
“เราตั้งใจให้งานนี้เป็นการรวม ‘พลังสมอง’ ของวงการแพทย์และเภสัชกรรมระดับโลกไว้ในที่เดียว เราเชิญวิทยากรระดับตำนานมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Professor Aaron Ciechanover นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ที่จะมาเปิดโลกการแพทย์แม่นยำเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) Dr.Sherine Helmy ซีอีโอจากอียิปต์ ผู้จะมาถ่ายทอดบทเรียนการกำจัดไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไป ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ GPO ตั้งใจจะทำให้สำเร็จในไทยภายใน 3 ปีข้างหน้าเช่นกัน

“นอกจากนี้ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจอย่างการรับมือเชื้อดื้อยาและการรักษามะเร็งด้วยระบบภูมิคุ้มกัน และที่พิเศษสุด ๆ คือเราได้เชิญเภสัชกรที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง คุณบอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ คุณบิ๊นท์-ภญ.สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ มาร่วมสร้างสีสันและแชร์มุมมองที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์สุขภาพให้เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยค่ะ
“GPO Summit 2026 จึงไม่ใช่แค่งานประชุม แต่คือการ ‘สานพลัง’ เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออนาคต เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเราที่ว่า GPO คือ ‘องค์กรหลักเพื่อความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ของประเทศ ที่ชาวไทยไว้วางใจและภาคภูมิใจ’ อย่างแท้จริงค่ะ”

ชีวิตเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมาย
มุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
บทบาทแม่ทัพของ GPO สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมสูงสุดของ ‘พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์’ ซึ่งยึดมั่นตลอดชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะแพทย์ หรือผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ที่ต้องดูแลปัจจัยสำคัญของชีวิตอย่าง ‘ยารักษาโรค’ ให้แก่คนไทยทั้งประเทศ
จากวิศวะสู่แพทย์ จุดเปลี่ยนที่ค้นพบความหมายของวิชาชีพ
“ถ้าพูดกันตามตรง ตอนแรกไม่ได้อยากเรียนแพทย์เลยค่ะ ด้วยสไตล์และความชอบส่วนตัวอยากเรียนวิศวะ แต่คุณพ่อขอไว้ว่าให้ช่วยเลือกแพทย์สักอันดับ ตอนนั้นเราก็คิดหนักเหมือนกัน เพราะเป็นการสอบตรงของเด็กภาคใต้เข้า มอ. (สงขลานครินทร์) ซึ่งเลือกได้แค่สามอันดับ แต่คุณพ่อก็ให้กำลังใจว่าเราทำได้ และอาชีพนี้ดีนะ เพราะหมอเป็นวิชาชีพที่เหมือนได้ทำบุญทุกวัน ก็เลยเลือกแพทย์เป็นอันดับแรกและสอบติด
“ช่วงปีแรก ๆ ก็ยังไม่ได้รู้สึกอินอะไรมากนัก แต่มาอินจริง ๆ คือตอนขึ้นปี 4 ที่ต้องเริ่มรับผิดชอบชีวิตผู้ป่วย มีอยู่เคสหนึ่งที่เราตรวจเจอเชื้อโรคที่ไม่ได้พบบ่อยและไม่ค่อยมีใครนึกถึง ผู้ป่วยมีอาการคล้ายวัณโรค คือไอเรื้อรังและน้ำหนักลด ซึ่งอาจวินิจฉัยเป็นวัณโรคหรือมะเร็งปอดก็ได้ แต่พอย้อมเชื้อกลับไม่เจอ เราจึงนึกสงสัยและนึกขึ้นได้ว่ามีวิธีย้อมเชื้ออีกแบบหนึ่ง (modified acid fast stain) แทนการย้อมแบบปกติ จึงลองดู ปรากฏว่าเจอเชื้อ Nocardia ซึ่งเป็นเชื้อที่ต้องใช้ยาอีกแบบหนึ่งในการรักษา
“เหตุการณ์นั้นทำให้เราคิดได้ว่า แม้จะเป็นแค่นักศึกษาปี 4 แต่ด้วยวิชาชีพของเรา เราสามารถช่วยชีวิตคนคนหนึ่งได้ นี่คือจุดที่ทำให้ย้อนนึกถึงคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ และเป็นสิ่งที่เตือนใจเรามาตลอดว่า การเป็นแพทย์ต้องมีความรับผิดชอบ ขวนขวายหาความรู้ และอยากทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด”

ก้าวสู่การปฏิรูประบบสุขภาพ พัฒนานโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกโรค’
“สิ่งที่พี่ยึดถือในชีวิตการทำงานมาตลอดคือ การทำสิ่งที่เกิดประโยชน์มากที่สุด หลังจากนั้นจึงเริ่มมีแนวคิดว่าอยากจะทำประโยชน์ส่วนรวมในภาพที่ใหญ่ขึ้น
“เมื่อก่อนแพทย์จบใหม่จะถูกส่งไปใช้ทุนต่างจังหวัดและส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานบริหารไปด้วย พี่เองก็ต้องเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ทั้งที่ตอนแรกแม้แต่เซ็นเช็คยังทำไม่เป็นเลย จุดนั้นเลยทำให้หันมาสนใจด้านการบริหารและเชิงนโยบายมากขึ้น พอใช้ทุนเสร็จ พี่ก็มาเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางที่สถาบันโรคผิวหนัง แต่ในขณะเดียวกันก็ไปเรียนปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ ภาคค่ำ ที่จุฬาฯ เพราะอยากทบทวนว่าตอนที่เราเป็น ผอ.โรงพยาบาล เราทำอะไรถูกผิดอย่างไร
“ช่วงนั้นกระแสการปฏิรูประบบสาธารณสุขกำลังคึกคักทั่วโลก พี่เลยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘Health care reform, proposal for Thailand’ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เมื่อพี่สงวน (นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ซึ่งท่านได้ทุนจาก EU มาทำโครงการวิจัยเรื่องนี้ ได้อ่านและมาชวนให้ไปร่วมทีมด้วย แม้ตอนนั้นจะดูแปลก ๆ ที่แพทย์ผิวหนังไปทำวิจัยเชิงนโยบาย แต่ด้วยความตั้งใจส่วนตัวและความศรัทธาในตัวพี่สงวน เราก็ตัดสินใจไปทำค่ะ
พี่ทำงานโครงการนั้นอยู่เกือบ 7 ปีเต็ม (ออกตรวจและผ่าตัดที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า สัปดาห์ละสองวัน) จนการวิจัยระยะแรกเสร็จ และถูกนำไปปฏิบัติใช้จริงเป็นนโยบาย ’30 บาทรักษาทุกโรค’ ซึ่งเป็นหมุดหมายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระบบสวัสดิการสุขภาพไทย ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงระบบสุขภาพได้อย่างมีเกียรติเท่าเทียมกัน 7 ปีนั้นพี่ได้เรียนรู้จากพี่สงวนและทีม รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ช่วงหนึ่งในชีวิตได้ร่วมทีมทำงานนี้”

ภารกิจผู้นำ สถาบันโรคผิวหนัง สู่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ
“หลังจากนโยบาย 30 บาทเกิดขึ้น คนทำงานส่วนใหญ่ก็ปรับไปอยู่ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่พี่ตัดสินใจกลับมาทำงานเป็นแพทย์ผิวหนังเต็มตัวอีกครั้งที่ รพ.พระนั่งเกล้า จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ซึ่งก็ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ประมาณ 10 ปี
“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทำงานสนุกและเต็มที่มาก เราได้ปรับบทบาทของสถาบันโรคผิวหนังให้กว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นผลิตแพทย์เฉพาะทาง ก็มาเป็นสถาบันหลักในการดูแลผู้ป่วยเคสยาก ๆ และให้ความรู้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มการวิจัยพัฒนาเชิงพาณิชย์ นำสูตรตำรับยาและเวชสำอางที่สถาบันฯ สั่งสมมากว่า 50 ปี มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้
“แต่ภารกิจที่อาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกันมากที่สุด คือตอนที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ก็ได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก ชาวสถาบันโรคผิวหนังซึ่งมีกันไม่ถึง 400 คน ต้องมาช่วยกันบริหารศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่น่าจะถือว่าเป็นศูนย์ที่ใหญ่และฉีดได้มากที่สุดในโลก
“ช่วงนั้นเป็นช่วงการทำงานที่ท้าทายและหนักมาก แต่เป็นความหนักแบบไม่มีเวลาให้คิดว่าหนัก เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปเกือบ 500 วัน ที่เราทำงานกันแบบไม่มีวันพักเลย… เกือบสองปีนั้น เราได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และจิตอาสา พี่ซาบซึ้งในพลังของความร่วมมือของคนไทยเป็นอย่างมาก ทำให้มั่นใจในศักยภาพของประเทศเราว่า ในยามวิกฤติ เราพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังทุกอย่างมาฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน
“ถ้าจะมีผลกระทบกับชีวิตพี่นิดหน่อย ก็คือเราเกิดภาวะ Empty Nest (ภาวะรังว่าง) แบบไม่รู้ตัว ก่อนรับผิดชอบศูนย์ฯ บางซื่อ ลูกชายพี่อายุประมาณ 11-12 ปี ยังติดแม่มาก พอเราต้องคุมศูนย์ฯ ก็ต้องแยกชั้นกันอยู่เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ปรากฏว่าจบโควิด จบงานบางซื่อ ลูกที่แยกไปแล้วก็โตเป็นวัยรุ่นและแยกห้องถาวร ไม่กลับมาติดกับแม่อีกเลย เป็นการเกิดภาวะ Empty Nest ที่เร็วและไม่ค่อยได้ตั้งตัว แต่อย่างอื่นก็โอเคหมดค่ะ”

สู่ GPO และสไตล์การทำงานแบบ ‘ลุย…อย่างมีแบบแผน’
“สำหรับองค์การเภสัชกรรม (GPO) ส่วนตัวรู้สึกประทับใจอยู่แล้ว เพราะเคยร่วมงานด้วยทั้งตอนอยู่สถาบันโรคผิวหนังและช่วงโควิด-19 เราเห็นว่า GPO เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยาและวัคซีนของประเทศ พอได้รับโอกาสเข้ามาทำงานที่ GPO จึงไม่ลังเล เพราะที่นี่เปรียบเสมือนดาวอีกดวงที่ส่องประกายในการทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมได้
“สไตล์การทำงานของเราคือ ‘ลุยไปก่อน’ พี่จะชอบพูดว่า ถ้าต้องทำอะไรแล้วก็อย่า ‘ร่ำไร’ แต่เป็นการลุยที่มีแบบแผนพอสมควรนะคะ พี่คิดว่าในการทำงานใด ๆ ไม่มีทางที่เราจะมีข้อมูลครบถ้วน 100% แต่ถ้ามีการเตรียมตัวศึกษาอย่างรอบคอบพอสมควรแล้ว เราจะเห็นความเป็นไปได้ในแต่ละสถานการณ์ (Scenario) แล้วเราก็จะคิดไว้ด้วยว่าผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario) คืออะไร ยอมรับได้ไหม ถ้ายอมรับได้ก็ตัดสินใจลุยไปเลย
“อีกอย่างคือเราเป็นคนที่ปรับตัวเร็ว ถ้าลุยไปแล้วล้มเหลว ก็จะรีบแก้ไขให้เร็ว และเป็นคนที่ไม่รอให้ปัญหาเข้ามาหา ถ้ารู้ว่ามีปัญหาแน่ ๆ ก็เลือกที่จะ ‘พุ่งชนปัญหา’ เพื่อทำให้เกิดการแก้ไขที่เร็วและทันการณ์ แต่การลุยแบบนี้ สิ่งสำคัญคือต้องมีแผนสำรอง (Back-up Plan) ไว้เสมอ… ถ้าครบแบบนี้ พี่ก็ทำเลยค่ะ อาจจะดูโหด ๆ ลุย ๆ ขัดกับลุคเล็กน้อย” (หัวเราะ)
ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังที่แข็งแกร่งของ GPO ในการนำพาประเทศไทยรับมือและปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยาที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเดินหน้าดูแลคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน
เตรียมพบกับการรวมพลังสมองครั้งสำคัญของวงการเภสัชกรรม ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ “GPO PHARMACEUTICAL SUMMIT 2026” โดยองค์การเภสัชกรรม
มาร่วมกัน “Evolving Pharma for Tomorrow” ในวันที่ 15-16 มกราคม 2026 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ
พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล นักวิจัยแนวทางการรักษาแบบใหม่ แพทย์ เภสัชกร และศิลปินรับเชิญ
ติดตามรายละเอียด กำหนดการ วิทยากร และจองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://gposummit2026.gpo.or.th/
หมายเหตุ : บทความนี้ ถ่ายทำก่อนวันที่ 24 ตุลาคม 2568