BESINS HORMONE FORUM 2026

ฮอร์โมนไม่ใช่แค่เรื่องวัยทอง เปิดมุมมองใหม่จาก BESINS HORMONE FORUM 2026

หลายอาการที่เราเคยคิดว่าเป็น “เรื่องปกติของวัย” อาจไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว นอนหลับไม่ดี เหนื่อยง่าย อารมณ์เปลี่ยน ความจำลดลง กล้ามเนื้อน้อยลง หรือปัสสาวะบ่อย สัญญาณเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย รวมถึง “ฮอร์โมน” ที่ทำงานเหมือนวงออร์เคสตรา ต้องบรรเลงประสานกันอย่างสมดุล เพราะเมื่อฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งเสียจังหวะ สุขภาพทั้งระบบก็อาจได้รับผลกระทบตามมา

ฮอร์โมนมีบทบาทอย่างไรต่อร่างกาย และเกี่ยวข้องแค่ไหนกับการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี มุมมองนี้ถูกถ่ายทอดในงาน BESINS HORMONE FORUM 2026 เวทีที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขามาร่วมถอดรหัสบทบาทของฮอร์โมน ที่ไม่ใช่แค่เรื่องวัยทองหรือความงาม แต่เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

BESINS HORMONE FORUM 2026
  • เมื่อฮอร์โมนทำงานเป็นวงออร์เคสตรา และ‘เอสโตรเจน’ คือ ‘คอลลาเจน’

เวลาไม่สบาย เรามักเริ่มจากการไปพบแพทย์เฉพาะทางตามอาการที่เกิดขึ้น จนอาจลืมไปว่า ไม่มีอวัยวะใดในร่างกายที่ทำงานแยกส่วนโดยลำพัง นี่คือมุมมองที่ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน แพทย์ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ ชวนกลับมามองสุขภาพแบบองค์รวม โดยเปรียบการทำงานของฮอร์โมนว่าไม่ต่างจาก “วงออร์เคสตรา” ที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีบทบาทของตัวเอง แต่ต้องบรรเลงไปพร้อมกันอย่างสมดุล

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ พญ.พักตร์พิไลชวนปลดล็อก คือความเข้าใจเดิมที่มักมองว่า “ฮอร์โมนเพศ” เกี่ยวข้องแค่เรื่องมดลูก ประจำเดือน หรือการตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริง ฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะ “เอสโตรเจน” มีบทบาทกว้างกว่านั้นมาก เพราะ “เอสโตรเจน คือ คอลลาเจนของร่างกาย”

คอลลาเจนไม่ได้อยู่แค่ในผิวหนัง แต่เป็นองค์ประกอบของกระดูก กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และเนื้อเยื่อหลายระบบ เมื่อเอสโตรเจนลดลงตามวัย ผลกระทบจึงอาจสะท้อนออกมาได้หลายด้าน ตั้งแต่ความจำ อารมณ์ กระดูก กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงระบบทางเดินปัสสาวะ

ในสมอง เอสโตรเจนมีบทบาทต่อความจำ อารมณ์ และการทำงานของสมอง ขณะที่ในกระดูกและกล้ามเนื้อ การลดลงของเอสโตรเจนอาจสัมพันธ์กับกระดูกบาง กระดูกพรุน กล้ามเนื้อลดลง และการทรงตัวที่แย่ลง

ในระบบหัวใจและหลอดเลือด หลังหมดประจำเดือน ความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดของผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนระบบทางเดินปัสสาวะ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดท่อปัสสาวะหย่อนยาน เกิดอาการปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ หรือตื่นมาเข้าห้องน้ำบ่อยกลางดึก จนกระทบต่อการนอนและคุณภาพชีวิต

BESINS HORMONE FORUM 2026

นอกจากเอสโตรเจน พญ.พักตร์พิไลยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทของฮอร์โมน “โปรเจสเตอโรน” ซึ่งมักถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับผนังมดลูกและการตั้งครรภ์เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง โปรเจสเตอโรนยังเป็น “Neurohormone” ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท อารมณ์ และการนอนหลับ รวมถึงช่วยถ่วงสมดุลกับเอสโตรเจน การขาดโปรเจสเตอโรนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงวัยทองนอนไม่หลับ วิตกกังวล และจิตตกซึมเศร้า

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างคอเลสเตอรอล ฮอร์โมนเพศ และคอร์ติซอล คุณหมอชี้ให้เห็นว่า คอเลสเตอรอลไม่ใช่ “ผู้ร้าย” เสมอไป เพราะคอเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้สร้างฮอร์โมนหลายชนิด ทั้งเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน เทสโทสเตอโรน รวมถึงคอร์ติซอล

ดังนั้น การมองสุขภาพจึงไม่ควรดูเพียงตัวเลขคอเลสเตอรอลแยกเดี่ยว ๆ แล้วรีบสรุปว่าเป็นปัญหาของไขมันเท่านั้น แต่ต้องมองร่วมกับภาพรวมของร่างกาย โดยเฉพาะในวัยที่ระดับฮอร์โมนและคอเลสเตอรอลเริ่มเปลี่ยนแปลงตามอายุ

กลไกนี้ยังเชื่อมโยงกับ “คอร์ติซอล” ฮอร์โมนที่ร่างกายใช้รับมือกับความเครียด เมื่อร่างกายเผชิญความเครียดสะสม โปรเจสเตอโรนในร่างกายก็อาจถูกดึงไปใช้ในกระบวนการสร้างคอร์ติซอลมากขึ้น  เมื่อโปรเจสเตอโรนลดลงจึงอาจสะท้อนออกมาเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทอง เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล อารมณ์เปลี่ยน หรือเหนื่อยล้าง่าย กลไกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้หญิง ผู้ชายเองก็มีโปรเจสเตอโรน และเมื่อฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงตามวัย ก็อาจกระทบต่อพลังงาน อารมณ์ ความเครียด และความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เช่นกัน

ในมุมของ พญ.พักตร์พิไล การดูแลสุขภาพจึงไม่ควรมองฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งแบบแยกส่วน หรือดูผลแล็บเพียงค่าเดียวแล้วแก้เฉพาะจุด แต่ควรมองภาพรวมและดูทั้งระบบ ประเมินควบคู่กับอาการ ประวัติสุขภาพ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต  แม้ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ร่างกายก็ยังมีฮอร์โมนอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ไทรอยด์ คอร์ติซอล DHEA หรือเทสโทสเตอโรน การประเมินฮอร์โมนจึงควรดูร่วมกันทั้งระบบ ไม่ใช่แยกดูเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงหรือฮอร์โมนเพศชายเท่านั้น

BESINS HORMONE FORUM 2026
  • จากความกลัว“ฮอร์โมนเท่ากับมะเร็ง” สู่ความเข้าใจใหม่เรื่องฮอร์โมนทดแทน

อีกหนึ่งประเด็นที่ พญ.พักตร์พิไล ชวนปรับความเข้าใจ คือความกลัวที่ว่า “ฮอร์โมนเท่ากับมะเร็ง” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากงานวิจัยในอดีต โดยเฉพาะงานวิจัยช่วงปี 2002 ที่ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ เช่น ฮอร์โมนที่สกัดจากปัสสาวะม้าตั้งครรภ์ ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีแตกต่างจากฮอร์โมนที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นเอง ข้อสรุปจากฮอร์โมนสังเคราะห์ในอดีต จึงไม่ควรถูกนำมาเหมารวมกับฮอร์โมนทุกประเภท ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกอย่าง Bioidentical Hormone หรือฮอร์โมนที่มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับฮอร์โมนที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้น

ในมุมของ พญ.พักตร์พิไล การดูแลฮอร์โมนจึงไม่ใช่เพียงการบรรเทาอาการวัยทองอย่างร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง หรือปัญหาเฉพาะจุดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การก้าวสู่วัยที่มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยอมรับความเสื่อมโทรมเสมอไป หากเราเรียนรู้ที่จะฟังเสียงเตือนจากร่างกาย และดูแล “วงออร์เคสตรา” ของฮอร์โมนให้บรรเลงอย่างสมดุล เราย่อมมีโอกาสสร้างชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างมีพลัง และลดความเสื่อมถอยที่อาจเกิดขึ้นกับหลายระบบของร่างกาย

  • เมื่อผิวและผม อาจเป็น Biomarker ของสุขภาพภายใน

อีกหนึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมเปิดมุมมองเรื่องฮอร์โมนในงานนี้ คือ ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งชวนมองสัญญาณที่เราเห็นได้ทุกวันอย่าง “ผิว” และ “เส้นผม” ในฐานะตัวสะท้อนสุขภาพจากภายใน

ผศ.ดร.นพ.มาศ อธิบายว่า ผิวและผมอาจเป็นหนึ่งใน Biomarker หรือตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สะท้อนสุขภาพของเซลล์ภายในร่างกาย เพราะเซลล์ทุกส่วน ตั้งแต่ผิวหนัง รากผม ไปจนถึงอวัยวะภายใน ล้วนอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมเดียวกัน ทั้งสารอาหาร การไหลเวียนเลือด การนอน ความเครียด การอักเสบ ระบบเผาผลาญ ภูมิคุ้มกัน และฮอร์โมน

ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของผิวและผม เช่น ผิวแห้ง ระคายเคืองง่าย ผิวดูโทรมเร็วกว่าที่ควร ผมร่วง หรือผมหงอกก่อนวัย อาจไม่ใช่เพียงปัญหาความงามภายนอก แต่เป็นสัญญาณให้กลับมามองสุขภาพภายในร่วมด้วย เพราะปัจจัยที่กระทบต่อเซลล์ผิวและเส้นผม อาจเป็นปัจจัยเดียวกับที่กำลังกระทบต่อเซลล์ในระบบอื่นของร่างกาย เพียงแต่ระบบภายในอาจยังไม่แสดงอาการชัด

BESINS HORMONE FORUM 2026

คุณหมอ ยกตัวอย่างว่า ในยุคที่ผู้คนพยายามหาตัวชี้วัดอายุที่แท้จริงของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอายุทางชีวภาพ หรือ Biological Age รวมถึงอายุของระบบเผาผลาญ หรือ Metabolic Age เราอาจพบคนที่ลดน้ำหนักจนตัวเลขการเผาผลาญดูดีขึ้น มวลกล้ามเนื้อเพิ่ม ไขมันลดลง แต่ใบหน้ากลับดูโทรม ผิวหย่อนคล้อย หรือดูแก่กว่าวัย นั่นเป็นเพราะอายุของระบบเผาผลาญไม่ได้สะท้อนทุกอย่างในร่างกาย โดยเฉพาะสุขภาพของผิว คอลลาเจน และเซลล์ผิวหนัง ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งของอายุที่คนรอบตัวมองเห็นได้จากภายนอก หรือที่เรียกว่า Perceived Age และ Skin Aging

ขณะเดียวกัน สัญญาณเล็ก ๆ อย่างผมหงอกก่อนวัย หรือผิวที่เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดสะสม อนุมูลอิสระ การอักเสบ หรือความไม่สมดุลของระบบภายในบางอย่าง การดูแลผิวและผมจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาภายนอก แต่ควรมองย้อนกลับไปถึงต้นเหตุที่อาจซ่อนอยู่ภายในร่างกายด้วย เพราะผิวและผมคือ “ตัวแทนของเซลล์ในร่างกายที่โผล่ขึ้นมาให้เราเห็น” ขณะที่อวัยวะภายในจำนวนมากยังมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

เมื่อระบบภายในได้รับการดูแลอย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการนอนที่ดีขึ้น ความเครียดที่ลดลง สารอาหารที่เพียงพอ ระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น หรือสมดุลฮอร์โมนที่เหมาะสม สิ่งที่อาจสะท้อนออกมาให้เห็นก่อนในบางคน คือพลังงานที่ดีขึ้น อารมณ์ที่เปลี่ยนไป การนอนที่ดีขึ้น รวมถึงผิวและผมที่ดูดีขึ้นตามมา

ฮอร์โมนจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของ “Internal Lifestyle” หรือไลฟ์สไตล์ภายในร่างกาย ขณะที่อาหาร การออกกำลังกาย การนอน การจัดการความเครียด และการหลีกเลี่ยงมลพิษ คือ External Lifestyle หรือไลฟ์สไตล์ภายนอก

หากไลฟ์สไตล์ภายนอกดี ก็ช่วยสนับสนุนให้ระบบภายใน รวมถึงฮอร์โมน ทำงานได้ดีขึ้น แต่หาก อดนอน เครียดสะสม ไม่ออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตที่รบกวนสมดุลของร่างกายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจสะท้อนออกมาทั้งในรูปของพลังงานที่ลดลง การนอนที่แย่ลง อารมณ์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงสัญญาณบนผิวและเส้นผม

BESINS HORMONE FORUM 2026

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ผศ.นพ.มาศเปรียบฮอร์โมนว่าเป็นเหมือน “ผู้รับเหมา” ของร่างกาย ขณะที่อาหาร สารอาหาร หรือวิตามิน เปรียบได้กับอิฐ หิน ปูน ทราย ต่อให้เราเลือกวัตถุดิบดีเพียงใด หากไม่มีผู้รับเหมามาช่วยจัดการ วัตถุดิบเหล่านั้นก็อาจไม่ถูกนำไปใช้ซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกายได้เต็มที่

แต่ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนก็ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่แก้ทุกอย่างได้เพียงลำพัง เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากสารตัวเดียว ยาตัวเดียว หรือฮอร์โมนตัวเดียว หากต้องอาศัยการดูแลหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งอาหาร การนอน การออกกำลังกาย ความเครียด ระบบเผาผลาญ ภูมิคุ้มกัน และสมดุลของฮอร์โมน

เมื่อมองจากมุมมองของสองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ฮอร์โมนจึงไม่ใช่เรื่องของวัยทองหรือความงามเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตหลายด้าน ตั้งแต่การนอน อารมณ์ พลังงาน กล้ามเนื้อ กระดูก หลอดเลือด ไปจนถึงสัญญาณภายนอกอย่างผิวและเส้นผม

มุมมองเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดงาน BESINS HORMONE FORUM 2026 ที่ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่อง “Health Span” หรือการมีชีวิตยืนยาวควบคู่กับสุขภาพที่ดี

BESINS HORMONE FORUM 2026

คุณภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า เวทีนี้จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านฮอร์โมน สุขภาพ และการดูแลตนเอง ให้แก่ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เพื่อให้คนไทยเข้าใจบทบาทของฮอร์โมนในฐานะส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

ท้ายที่สุด สิ่งที่งานนี้ชวนมองอาจไม่ใช่เพียงคำถามว่า เราจะมีอายุยืนขึ้นได้อย่างไร แต่คือคำถามว่า เราจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นพร้อมกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร และคำตอบหนึ่งอาจเริ่มจากการฟังสัญญาณของร่างกายให้เร็วขึ้น มองสุขภาพอย่างเป็นระบบมากขึ้น และไม่รอให้ร่างกาย “พังก่อน” จึงค่อยหันกลับมาดูแล


BEAUTY CATCH-UP

ถอดรหัสลุค ‘จิตตรี’ บิวตี้ไอเท็มที่สวยน่าเกรงขามตามสไตล์ ‘ทนายปีศาจ’

นาทีนี้คงไม่มีตัวละครไหนถูกพูดถึงมากไปกว่า ‘จิตตรี’ จาก ‘ทนายปีศาจ’ ผลงานการคัมแบ็กอย่างสมศักดิ์ศรีของตัวแม่ ‘หญิง-รฐา’ ที่มาพร้อมคาแร็กเตอร์สุดยูนีค จนทำให้แฟนซีรีส์สัมผัสได้ว่า ‘ยัยนี่ไม่ธรรมดา’ ตั้งแต่นาทีแรกที่ปรากฏตัว

ตั้งแต่ลอนผมหยิกซิกเนเจอร์ ใส่รองเท้าส้นสูงสับๆ ไปศาล ไปจนถึงงานเมกอัพที่ไม่ได้เล่นสีสันจนหลุดจากภาพลักษณ์ทนายความ แต่กลับช่วยเสริมให้จิตตรีดูทั้งคมคายและน่าเกรงขาม

หากลุค GIRL BOSS คือความมั่นใจที่แสดงออกอย่างชัดเจน ลุคของจิตตรีอาจเป็นอีกเวอร์ชันที่สุขุมกว่า คมกว่า และอ่านทางยากกว่า เราเลยขอเรียกมันว่า ‘CASE CLOSED BEAUTY’ ความสวยแบบแต่งมาปิดคดีจบจึ้งๆ ไม่ต้องมาเถียงแม่ให้มากความ

แล้วถ้าจิตตรีมีตัวตนอยู่จริง ผู้หญิงคนนี้จะเลือกใช้สกินแคร์แบบไหน เซ็ตลอนคู่ใจด้วยอะไร หรือหยิบน้ำหอมกลิ่นไหนมาเป็นอาวุธลับประจำตัว? เราลองถอดรหัสลุคสวยประหารของทนายจิตตรีผ่านบิวตี้ไอเท็มที่น่าจะรอดจากการซักค้านของนางกันดีกว่า

SKINCARE
จิตตรีไม่น่าเสียเวลากับรูทีน 10 ขั้นตอน แต่จะเลือกสกินแคร์เพียงไม่กี่ชิ้นที่ทำให้ผิวดูพร้อมเสมอ แม้เมื่อคืนจะยังนั่งไล่อ่านสำนวนคดีจนดึกดื่นก็ตาม เพราะสกินแคร์ฉบับตัวแม่ศาลอาญาต้องเอาอยู่ทั้งความเครียดสะสม และไลฟ์สไตล์ที่ต้องสลับโหมดระหว่างห้องแอร์ในศาลกับการลุยงานนอกสถานที่แบบไม่มีเวลาให้ผิวได้ตั้งตัว

DECODING THE JITTRI SKINCARE
#01
AUGUSTINUS BADER THE RICH CREAM

สกินแคร์ของคนที่ไม่ชอบมีของเต็มโต๊ะ แต่ขอให้ชิ้นที่มีทำงานหนักแทนตัวเองได้ ครีมตัวดังที่ดูผิวแบบครบทุกมิติ เหมาะกับสายบีซี่ที่มักตัดขั้นตอนที่รกเรื้อไม่จำเป็นออก

#02
SHISEIDO ULTIMUNE POWER INFUSING SERUM

มีเรื่องให้ปวดหัววันละสิบคดี แต่ผิวไม่จำเป็นต้องออกอาการตาม เซรั่มที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวรับมือกับปัจจัยก่อความเครียดในชีวิตประจำวัน

#03

CLÉ DE PEAU BEAUTÉ UV PROTECTIVE CREAM SPF50+ PA++++

ต่อให้รับมือพยานกลับคำได้ แต่รังสียูวีก็ไม่เคยรับฟังเหตุผลใคร กันแดดดีๆ จึงน่าจะเป็นหนึ่งในไอเท็มที่จิตตรียอมให้ผ่านโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

HAIRSTYLE
‘ลอนมาม่า’ ไม่ใช่แค่ทรงผม แต่มันคือคาแรกเตอร์ ในโลกของสูทสีเข้มและกฎระเบียบ ลอนผมที่ดูมีชีวิตชีวาคือสิ่งที่ทำให้จิตตรีโดดเด่นตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดปากซักค้านใคร


ผมหยิกแบบนี้ไม่ต้องการสเปรย์จนแข็งเป็นหมวกกันน็อก แต่ต้องการโปรดักต์ที่ช่วยให้ลอนอยู่ทรง ลดความชี้ฟู และยังเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเสน่ห์ของลุคนี้อยู่ที่ความเป๊ะแบบไม่พยายาม

DECODING THE JITTRI HAIRSTYLE

#01
KÉRASTASE CURL MANIFESTO CRÈME DE JOUR FONDAMENTALE

ลอนของทนายจิตตรีไม่เคยเป๊ะจนดูตั้งใจเกินไป แต่ก็ไม่เคยแตกฟูจนเสียฟอร์ม ใครชอบเซ็ตผมลอนไอเท็มนี้ช่วยให้ลอนดูเป็นระเบียบโดยยังรักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้ได้

#02
OUAI CURL CRÈME

ผมลอนมาม่าแบบจิตตรีไม่ต้องเป๊ะทุกเส้น แต่ต้องดูดีทุกมุม ครีมจัดแต่งทรงที่ช่วยจัดระเบียบลอน ลดความชี้ฟู และเติมความชุ่มชื้น ให้ลอนยังดูมีชีวิตชีวาแม้ต้องผ่านวันยากๆ

FOUNDATION

ในฐานะทนายความ จิตตรีต้องดูน่าเชื่อถืออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในห้องพิจารณาคดี ห้องประชุม หรือระหว่างลงพื้นที่ งานผิวที่ฉ่ำโกลว์จนเด่นเกินไปจึงอาจไม่ใช่คำตอบ

งานผิวในซีรีส์จึงออกไปทางฟินิชแบบซาติน เรียบเนียน สม่ำเสมอ ดูสุขภาพดี แต่ยังคงความสุขุมและเป็นมืออาชีพเอาไว้ได้อย่างพอดี

DECODING THE JITTRI’S FOUNDATION

#01
GIORGIO ARMANI LUMINOUS SILK FOUNDATION – NEW FORMULA

งานผิวของจิตตรีไม่ใช่ความโกลว์แบบเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นผิวที่ดูดีจนคนไม่ทันสังเกตว่าแต่งมา

รองพื้นสูตรใหม่ที่ให้ฟินิชซาตินบางเบา เป็นธรรมชาติราวกับผิวจริง

#02
NARS NATURAL MATTE FOUNDATION

รองพื้นฟินิชแมตต์ธรรมชาติที่ช่วยเบลอรูขุมขน คุมความมัน และให้การปกปิดแบบสบายผิว เหมาะกับวันที่ต้องการลุคเนี้ยบตั้งแต่เช้าจรดเย็น

#03
DIOR FOREVER SKIN WEAR BLURRING MATTE FOUNDATION

ผิวสวยแบบคุณทนายคนเก่งต้องไม่ใช่ผิวที่ดูพยายาม แต่เป็นผิวที่ดูพร้อมเสมอ รองพื้นฟินิชเบลอริงแมตต์ที่ช่วยอำพรางรูขุมขนและความไม่สม่ำเสมอของผิว พร้อมความติดทนที่ออกแบบมาสำหรับวันที่ยาวนาน

LIPSTICK

แม้จะเป็นคาแรคเตอร์ที่ดูแซ่บแรงแต่จิตตรีไม่เคยใช้ใช้ลิปสีแดงสดเพื่อประกาศตัวตน ส่วนถึงอาจเพราะไม่ต้องการให้ลุคออกมาดูรก ตีกับทรงผมที่มีความชัดเจนอยู่แล้ว

ลิปสติกที่เธอเลือกจึงมักเป็นโทนนู้ดอมส้ม ชมพูตุ่น หรือโรสบราวน์ในฟินิชซาตินถึงซอฟต์แมตต์ ซึ่งจะทาแบบขอบคมเข้ากับคาแรคเตอร์ที่มีความจริงจังเฉียบขาด ซึ่งการทาลิปสติกแบบนี้แหละติดทนนานไม่ต้องคอยเติมบ่อยๆ เหมาะกับการทำงานที่ต้องอยู่ยาวตลอดวัน

DECODING THE JITTRI’S LIPSTICK

#01
CHARLOTTE TILBURY AIRBRUSH FLAWLESS LIP BLUR # PILLOW TALK MEDIUM BLUR
ลิปเนื้อซอฟต์แมตต์รุ่นใหม่ที่ให้เอฟเฟกต์เบลอริมฝีปากอย่างเป็นธรรมชาติ โทนชมพูกุหลาบตุ่นดูแพง เหมาะกับลุคมืออาชีพ

#02
NARS EXPLICIT LIPSTICK # BODY HEAT 

ลิปสติกไลน์ใหม่ล่าสุดจาก NARS ในเฉดโรสบราวน์โทนอุ่น ให้ลุคมั่นใจ สุขุม และโดดเด่นแบบไม่ต้องพึ่งสีแดงสด

#03
3CE BLUR WATER TINT #LAYDOWN

 ลิปทินต์ในโทนนู้ดอมส้มหม่น ให้ลุคโมเดิร์นและเฉียบคม พร้อมเนื้อสัมผัสบางเบาที่เกลี่ยง่าย

PERFUME
จิตตรีไม่น่าใช่คนที่เดินผ่านแล้วทิ้งกลิ่นไว้สามห้องประชุม แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีใครจำได้ว่าเคยเดินผ่าน

น้ำหอมที่เข้ากับเธอจึงน่าจะเป็นกลิ่นที่ค่อยๆ เผยตัวมากกว่าประกาศตัว กลิ่นมัสก์ ไม้ หรือดอกไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป มีความสุขุม เท่ และซับซ้อนพอให้คนอยากทำความเข้าใจมากกว่าคิดว่ารู้จักตั้งแต่ครั้งแรก

 อีกทั้งยังเอนเอียงไปทางยูนิเซ็กส์มากกว่าน้ำหอมผู้หญิงแบบดั้งเดิม เพราะเสน่ห์ของผู้หญิงแบบจิตตรีไม่ได้อยู่ที่ความหวาน แต่เป็นความฉลาดคมคาย เหมือนเจ้าของกลิ่นที่ยิ่งรู้จักก็ยิ่งรู้ว่าประมาทไม่ได้

DECODING THE JITTRI’S PERFUME

#01

TOM FORD NOIR EXTREME PARFUM

กลิ่นที่มีความอบอุ่นและลุ่มลึก แต่ซ่อนความคมเอาไว้ข้างใน ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งค้นพบรายละเอียดใหม่ๆ ที่ทำให้อยากคนหาไม่รู้จบ

#02
 DIPTYQUE ORPHÉON EAU DE PARFUM

กลิ่นไม้ มัสก์ และจูนิเปอร์ที่มีความเท่แบบไม่ยึดติดกับเพศ เข้ากับคาแรคเตอร์ของคนที่มั่นใจในตัวเอง ฉลาด และมีเสน่ห์

#03
PENHALIGON’S HALFETI EAU DE PARFUM

กลิ่นกุหลาบและเครื่องเทศที่มีความดาร์กมากกว่าความหวาน หรู มีอำนาจ และค่อนข้างอ่านยาก เหมาะกับคนที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นมิตรตลอดเวลา แต่ยังทำให้คนละสายตาไม่ได้

  • BEAUTY CATCH-UP
  • เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA

พญาไท-เปาโล ผนึก Shop.BeDee ยกระดับการเข้าถึงสุขภาพคนไทย

พญาไท-เปาโล ผนึก Shop.BeDee ยกระดับการเข้าถึงสุขภาพคนไทย เปิดประสบการณ์ Personalized Healthcare ผ่าน Digital Health Ecosystem

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ประกาศผนึกกำลังครั้งสำคัญร่วมกับ “Shop.BeDee” แพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลชั้นนำ ยกระดับระบบนิเวศการดูแลสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ในประเทศไทย มุ่งเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคจากการรักษาโรคไปสู่การป้องกันและดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Care) พร้อมชูจุดเด่นการออกแบบประสบการณ์สุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ที่เชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อจากออนไลน์สู่โรงพยาบาล ตอบโจทย์ผู้บริโภคครบทุกช่วงวัย

ข้อมูลของ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยยอดจำหน่ายแพ็กเกจสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มีอัตราเติบโตมากกว่า 32% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการและจำนวนแพ็กเกจที่จำหน่ายผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นมากกว่า 45% สะท้อนว่าผู้บริโภคหันมาใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนและตัดสินใจด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เทรนด์สุขภาพยุคใหม่เปลี่ยนสู่ “เชิงรุก” และ “เฉพาะบุคคล” (One Size Does Not Fit All) นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือ รพ.พญาไท-เปาโล เปิดเผยว่า “พฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยหันมามองว่าสุขภาพคือ “การลงทุนระยะยาว” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่แค่การมาโรงพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วยอีกต่อไป ประกอบกับฐานข้อมูล ของเครือโรงพยาบาลชี้ให้เห็นว่า ความต้องการของคนแต่ละเจเนอเรชันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่:

Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและต้องการข้อมูลที่น่าเชื่อถือท่ามกลางโลกโซเชียล
Gen Y ไม่ได้ขาดความรู้เรื่องสุขภาพ แต่ขาดเวลาในการดูแลสุขภาพตัวเอง รวมถึงต้องดูแลทั้งลูก พ่อ-แม่ และงานในเวลาเดียวกัน ดังนั้น Digital Platform จึงไม่ใช่เรื่องของความสะดวก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้จริง

Gen X มีกำลังซื้อสูง แต่มักพบโรค NCDs จากการตรวจสุขภาพประจำปี ทำให้ความต้องการเปลี่ยนจากการตรวจแบบครอบคลุมทุกอย่าง ไปสู่การดูแลสุขภาพแบบ Personalized Care ที่แม่นยำ สามารถประเมินความเสี่ยง ติดตามสุขภาพ และวางแผนการดูแลได้อย่างตรงจุดในระยะยาว

Silver Age ก็ไม่ได้ต้องการแค่หมอที่รักษาโรคได้ แต่ต้องการ Partner ที่ช่วยให้ชีวิตหลัง 60 ยังมีคุณภาพ และด้วยแนวโน้มที่ไทยจะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 3 ของประชากรภายในปี 2576 นี่คือตลาดสุขภาพที่ใหญ่ที่สุด

นอกจากนี้ เรายังเห็นการเกิดขึ้นของ ‘Gen A (AI)’ ซึ่งไม่ถูกนิยามด้วยอายุ แต่เป็นกลุ่มคนที่ใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาข้อมูลสุขภาพและประเมินอาการเบื้องต้น ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือกับ Shop.BeDee จะช่วยให้เราส่งมอบ Personalized Health Journey ที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อมั่นว่า One Size Does Not Fit All โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ”
ยกระดับ Customer Experience ผ่านกลยุทธ์ Omnichannel และ Data-Driven

ด้าน นางสาววัชราภรณ์ เจริญธรรมวัชณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการออกแบบและสร้างสรรค์ประสบการณ์ บริหารความสัมพันธ์องค์กร และผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการออกแบบและสร้างสรรค์กลยุทธ์ การสื่อสารการตลาดดิจิตอล เครือ รพ.พญาไท-เปาโล กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เปรียบเทียบประสบการณ์ของโรงพยาบาลกับโรงพยาบาลด้วยกันเองเท่านั้น แต่เปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับจากแพลตฟอร์มดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ความสะดวก รวดเร็ว และความต่อเนื่องจึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ Healthcare Experience โดยพบว่า ‘ดิจิทัลคือประตูบานแรก’ ที่ผู้ป่วยใช้เริ่มต้นหาข้อมูล เปรียบเทียบแพ็กเกจ หรือนัดหมายก่อนมาโรงพยาบาลเสมอ ทางเครือฯ จึงใช้แนวคิดเชื่อมต่อทุกจุดสัมผัส (Touchpoint) ให้เป็นรูปแบบ Omnichannel ที่ไร้รอยต่อ (Seamless) จากออนไลน์สู่ออฟไลน์ (O2O) โดยขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Experience) ใน 2 ส่วนหลักคือ Personalized Recommendation: แนะนำโปรแกรมสุขภาพและสิทธิประโยชน์ที่ตรงกับช่วงอายุและไลฟ์สไตล์ และ Customized Communication: เลือกสรรคอนเทนต์และช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกถึงความใส่ใจเฉพาะบุคคลเสมือนโรงพยาบาลส่งมาดูแลโดยเฉพาะ


ความร่วมมือกับ Shop.BeDee จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘Gateway’ สำคัญ ที่ช่วยเชื่อมต่อการดูแลสุขภาพตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การเลือกโปรแกรม การนัดหมาย การเข้ารับบริการ ไปจนถึงการติดตามผลสุขภาพให้เป็นประสบการณ์เดียวกันอย่างไร้รอยต่อ”Shop.BeDee กับบทบาท Digital Front Door สู่บริการสุขภาพคุณภาพ นายศิวดล มาตยากูร Managing Director, BeDee Powered by BDMS กล่าวว่า “Shop.BeDee ต้องการเป็นแพลตฟอร์มสุขภาพที่เข้าใจคนไทยมากที่สุด และช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะกับตนเองได้ง่ายขึ้น เรามองบทบาทของแพลตฟอร์มสุขภาพมากกว่าการเป็น Marketplace แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Health Ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการสุขภาพคุณภาพและเครือข่ายโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานไว้ในที่เดียว”

สำหรับบริการด้านสุขภาพ ความสะดวกต้องมาควบคู่กับความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือกับ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และช่วยให้คนไทยสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมในทุกช่วงของชีวิต”

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อโปรแกรมสุขภาพและบริการทางการแพทย์จาก เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ผ่าน Shop.BeDee ได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมข้อเสนอพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพในแต่ละช่วงวัย อาทิ โปรแกรมตรวจสุขภาพ Phyathai–Paolo x Shop.BeDee โปรแกรม All You Can Check แพ็กเกจตรวจสุขภาพเฉพาะทาง โปรแกรมคัดกรองโรคยอดนิยม และวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ในราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 400 บาท พร้อมรับสิทธิประโยชน์และโค้ดส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 1,000 บาท สำหรับผู้ซื้อโปรแกรมสุขภาพผ่านแพลตฟอร์ม Shop.BeDeeความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้าง Digital Health Ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยี และข้อมูลสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคลในทุกช่วงของชีวิตอย่างแท้จริง

เปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทางออกโรคข้อเข่าเสื่อม คล่องตัวทุกย่างก้าว

เปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทางออกโรคข้อเข่าเสื่อม ก้าวเดินด้วยความมั่นใจ

total knee arthroplasty

เมื่อข้อเข่าเสื่อมเริ่มรุนแรงขึ้น อาการปวดเข่ามักทวีคูณจนทำให้เดินลำบาก ขึ้นลงบันไดติดขัด หรือแม้แต่นั่งยอง ๆ ก็ทำได้ยาก จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยหลายรายจึงมองหาทางเลือกอย่างการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการรักษาด้วยยา กายภาพบำบัด หรือการฉีดยาไม่สามารถควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ดีจริงไหม มีข้อดีอย่างไร?

สำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อมในระยะรุนแรง อาการปวดเรื้อรังและการเคลื่อนไหวที่ติดขัดอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จึงเป็นอีกทางเลือกทางการแพทย์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยมีข้อดีดังนี้

  • ลดอาการปวดเข่า โดยเฉพาะในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง
  • ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ทำให้ผู้ป่วยเดิน นั่ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้คล่องตัวมากขึ้น
  • ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ
  • แก้ไขภาวะข้อเข่าผิดรูป ลดความพิการ
  • ป้องกันการเสื่อมของข้ออื่น ๆ ที่เกิดจากการลงน้ำหนักไม่สมดุล
  • ให้ผลลัพธ์ระยะยาว หากดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ข้อเข่าเทียมสามารถใช้งานได้นานหลายปี

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คืออะไร?

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Replacement Surgery) คือหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้รักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง โดยการนำผิวข้อเข่าที่สึกหรอหรือเสียหายออก แล้วแทนที่ด้วยข้อเข่าเทียมวัสดุสังเคราะห์ที่ออกแบบมาให้มีลักษณะและการทำงานใกล้เคียงข้อเข่าธรรมชาติ ช่วยลดการเสียดสีภายในข้อ และฟื้นฟูการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้น 

เป้าหมายสำคัญของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมคือการลดอาการปวด เพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหว และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างใกล้เคียงปกติอีกครั้ง โดยเฉพาะในรายที่ผ่านการรักษาวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเพียงพอ


เตรียมตัวผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมอย่างไร? ให้พร้อมก่อนถึงวันผ่าตัด

ผ่าตัดหัวเข่า

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงระหว่างผ่าตัดเข่า และส่งผลต่อการฟื้นตัวหลังผ่าตัดโดยตรง โดยผู้ป่วยควรเตรียมตัวดังนี้

  • ตรวจร่างกายและประเมินความพร้อม แพทย์จะให้ผู้ป่วยตรวจร่างกาย เช่น ตรวจเลือด เอกซ์เรย์ เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
  • เตรียมความพร้อมเฉพาะจุด เช่น ดูแลผิวบริเวณที่ต้องผ่าตัดไม่ให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ
  • ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี และแจ้งแพทย์หากมียาประจำตัว โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • ทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น เพื่อช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วหลังผ่าตัด
  • จัดเตรียมบ้านและอุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ราวจับ ไม้เท้า หรือวอล์กเกอร์ เพื่อความปลอดภัยในช่วงพักฟื้น
  • วางแผนการดูแลหลังผ่าตัด ควรมีญาติหรือผู้ดูแลช่วยเหลือในช่วงแรกที่การเคลื่อนไหวยังไม่คล่องตัว

ดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมอย่างไร? ฟื้นตัวไว กลับมาเดินได้มั่นใจ

หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แผลหายเร็ว ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และทำให้กลับมาเดินได้อย่างมั่นใจ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการฟื้นฟูร่างกายอย่างเหมาะสม ดังนี้

  • 24 ชั่วโมงแรก พยายามยกขาสูง เพื่อลดอาการบวม และควรฝึกกระดกปลายเท้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  • 1-2 วันหลังผ่าตัด ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน และค่อย ๆ ฝึกบริหารกล้ามเนื้อกับนักกายภาพบำบัด
  • 3-4 วันหลังผ่าตัด ฝึกเดินขึ้นลงบันได และสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้

หลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ควรบริหารกล้ามเนื้อขาอยู่เสมอ เพื่อลดอาการปวดตึง และดูแลแผลผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมให้สะอาด ป้องกันการติดเชื้อ หากพบอาการผิดปกติ เช่น บวม แดง ปวดมากผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว


อาการปวดเข่าเกิดจากอะไร รู้ตัวก่อนเข่าเสื่อม

อาการปวดเข่าเกิดได้จากการใช้งาน ความเสื่อมตามวัย หรือโรคข้อ ยกตัวอย่างเช่น

  • การใช้งานข้อเข่าหนักเกินไป
  • การบาดเจ็บสะสมจากอุบัติเหตุหรือเล่นกีฬา
  • การอักเสบจากโรคข้อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

อาการปวดเข่าจากสาเหตุเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาข้อเข่าเสื่อมที่ค่อย ๆ รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหากมีอาการปวดต่อเนื่อง เดินแล้วเจ็บ หรือข้อฝืดจนกระทบการใช้ชีวิต หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจลุกลามจนต้องพิจารณาวิธีรักษาอย่างการ ผ่าตัดเข่าเสื่อมในอนาคต


เปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทางเลือกคืนคุณภาพชีวิตให้กับการเคลื่อนไหว

การเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อมรุนแรง ช่วยลดอาการปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น และลดข้อจำกัดในการใช้ร่างกายในระยะยาว

โรงพยาบาลวิภาวดี ให้บริการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมโดยทีมแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ดูแลตั้งแต่การประเมิน วางแผนผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังผ่าตัดอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


“ทนายปีศาจ”

เมื่อฝรั่งวิจารณ์ “ทนายปีศาจ” ว่าเกินจริง! แต่คนไทยดูแล้วยิ้มหึ

“ทนายปีศาจ” ซีรีส์กฎหมายที่ฝรั่งส่ายหน้าว่า “พล็อตเว่อร์วังเกินจริง” แต่คนไทยกลับนั่งยิ้มหึ เพราะรู้ซึ้งว่านี่คือเรื่องจริงในสังคม

ถือเป็นซีรีส์ที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงสำหรับ “ทนายปีศาจ” ซีรีส์สัญชาติไทยที่ฮ็อตขึ้นอันดับ 1 บน Netflix และสร้างปรากฏการณ์ครองโลกอินเทอร์เน็ตจนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับการบอกปากต่อปากว่านี่คือซีรีส์แห่งปี ด้วยพล็อตที่เดือดทะลุปรอทกับการกล้าตีแผ่และเสียดสีกระบวนการยุติธรรมอย่างร้อนแรง

ทว่าในความร้อนแรงนี้ กลับเกิดมุมมองที่สวนทาง  เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษอย่าง The Guardian กลับมองว่าสถานการณ์และคดีต่างๆ ในเรื่องดูดราม่าและเว่อร์จนเกินจริง แต่สำหรับผู้ชมชาวไทย สิ่งที่เห็นในจอมันทำให้เราต้อง “ยิ้มหึ” ในใจ เพราะนี่คือเรื่องจริงกระแทกตาที่เราเห็นบนหน้าข่าวอยู่ทุกวัน

ความจริงที่สมจริงจนจุกนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เกิดจากความละเมียดของบทละครที่ทีมเขียนบททุ่มเทรีเสิร์ชและพัฒนาร่วม 6-7 ปี ทุกคดีที่ผู้ชมได้เห็นผ่านการค้นคว้าข้อมูล คัดสรร และหารือกันอย่างเข้มข้น เพื่อกลั่นกรองประเด็นที่ใกล้ตัวและมีองค์ประกอบของความเป็นไทยอย่างชัดเจน

4 คดี จากปลายปากกาทีมเขียนบท

คดีลูกกรอก (ตอนที่ 1)

ซีรีส์ ทนายปีศาจ เปิดเรื่องอย่างทรงพลังด้วยประเด็นของ “สภาพบุคคล” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยทีมเขียนบทตั้งใจหยิบบทเรียนแรกๆ ที่นักศึกษานิติศาสตร์ได้เรียนมาใช้เปิดตัว “ทนายจิตตรี” ให้ผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือทนายที่เก่ง รู้จักพลิกแพลงเกม เห็นตัวตนและมุมมองทางศีลธรรมของเธออย่างชัดเจน  ก่อนจะพาผู้ชมไปสู่แก่นของคดี คือการขายศพ หรือซากทารก

การขโมยศพเด็กมาทำลูกกรอกหรือกุมาร นับเป็นประเด็นที่ผู้ชมชาวไทยคุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะพบเห็นได้จากข่าวในอดีต อย่างกรณีส่งออกกุมารให้กับนายทุนต่างชาติที่เชื่อในโชคลาง เพื่อนำไปทำเป็นเครื่องรางเสริมดวงทางธุรกิจ โดยนอกจากประเด็นเรื่องสภาพบุคคลของมนุษย์แล้ว คดีนี้ยังถ่ายทอดให้เห็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้มีอิทธิพล ซึ่งทีมเขียนบทมองว่าประเด็นนี้ สะท้อนภาพรวมว่าคนที่อยู่ในอำนาจมักเชื่อมโยงกับความไม่ไว้ใจใคร ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวละครสีเทาอื่นๆ ในซีรีส์ยึดถือ อย่างบิ๊กอนันต์ที่กราบไหว้บูชาพระจำนวนมากในบ้าน หรือการเลือกแสดงจุดยืนที่สะท้อนความเชื่อของตัวละครว่า “ผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครอง” ในยามเข้าตาจน

ทีมเขียนบทกล่าวว่า “เราอยากพูดถึงการเชื่อในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ผู้มีอำนาจก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเชื่อ ในอีกแง่หนึ่งกฎหมายและความยุติธรรมก็จับต้องไม่ได้เช่นกัน อย่างเมฆกับอังเป็นตัวละครที่เชื่อในความยุติธรรม เชื่อในมนุษยนิยม แต่ทั้งสองก็เผชิญบททดสอบใหญ่หลวงที่อาจทำให้เลิกเชื่อได้ จึงอยากให้ผู้ชมดูแล้วเกิดการตั้งคำถามว่า แล้วคุณเชื่อในอะไร เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหม เชื่อในมนุษย์ไหม หรือเชื่อในกฎหมาย ความยุติธรรม เชื่อในตัวเอง หรือเชื่อใครได้บ้าง” 

คดีไฟไหม้โรงงานขยะรีไซเคิล (ตอนที่ 1)

คดีแรกที่ “ทนายเมฆ” เผชิญบททดสอบจากการขัดขาผู้มีอิทธิพล เมื่อเห็นชัดว่าจำเลยในคดีเป็น “แพะ” คุณลุง รปภ. ต้องรับโทษแทนเจ้าของโรงงาน เมฆ ทนายขอแรงผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์จึงต้องการจะทำทุกวิถีทางให้จำเลยพ้นผิด

ทีมเขียนบทได้ไอเดียคดีนี้มาในช่วงรีเสิร์ช หลังได้พบกับอดีตผู้พิพากษาที่ลาออกมานานเพราะรู้สึกขัดแย้งในจิตใจเมื่อต้องตัดสินคดีที่ตนเองก็มีความเคลือบแคลง โดยนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจนำความเดือดร้อนมาสู่ชุมชนใกล้เคียง รวมถึงการไหลเข้าของทุนเทาต่างชาติ ที่พบเห็นได้ตามหน้าข่าวในช่วงหลายปีมานี้

ทางทีมเขียนบทเผยถึงความตั้งใจว่า “ทุกคดีที่เลือกมาจะต้องมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ซีรีส์ออกสู่สายตาผู้ชมแล้ว ข้อกฎหมายนั้นๆ จะมีแนวโน้มสูงว่ายังไม่ถูกแก้ และยังเป็นประเด็นที่สามารถถกเถียงกันได้ต่อไป  คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพแทนของการต่อสู้กับอำนาจ ซึ่งเราอยากขยายประเด็นว่า เมื่อเผชิญเหตุการณ์อย่างในซีรีส์ ผู้พิพากษาควรจะทำอย่างไร หรือพอจะทำอย่างไรได้บ้าง อยากให้เห็นคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เห็นความเดือดร้อนของพวกเขา รวมถึงตั้งคำถามกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ควรเป็นไปเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค”

คดียิงนาคในงานบวชยามวิกาล (ตอนที่ 3)

เมื่อเกิดเหตุยิงกันท่ามกลางสายตาคนจำนวนมาก แต่ปราศจากหลักฐานบันทึกใดๆ น้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานผู้เห็นเหตุการณ์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทีมเขียนบทหยิบยกมาพูดถึงในคดีนี้ ทำให้ผู้ชมได้เห็นทั้งพระ เจ้าหน้าที่รัฐ และข้าราชการผู้ใหญ่ ขึ้นให้การในฐานะพยาน โดยทีมเขียนบทได้แรงบันดาลใจตั้งต้นมาจากคดีจริงที่พบช่วงรีเสิร์ช โดยมีทั้งคดีที่ยิงกลางงานศพและยิงกลางตลาดจนเหยื่อถึงแก่ชีวิต แม้มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถเอาผิดกับจำเลยได้ ซึ่งหนึ่งในคดีดังกล่าวมีกรณีที่ศาลต้องชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือระหว่างพยานที่เป็นข้าราชการกับแม่ค้าในตลาด

ระหว่างการรีเสิร์ช ทีมเขียนบทยังได้ไปสังเกตการณ์ในศาล และพบคดีอาญาที่จำเลยนำพระขึ้นเบิกความเป็นพยาน จึงได้เห็นว่าพระไม่ต้องสาบานตน แม้ว่าพระรูปนั้นจะเพิ่งผ่านการทำพิธีอุปสมบทหลังเกิดเหตุไม่นาน องค์ประกอบเหล่านี้ถูกหยิบมาผสมกับอีกคดีที่เพิ่งพิพากษาจบไปในชั้นฎีกา เป็นคดียิงในงานศพที่ใช้วิธีซักพยานให้ดูไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองเห็นเป็นความจริง และนำมาร้อยเรียงกับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น เหตุทะเลาะวิวาทในงานเทศกาล หรือการจัดงานบวชในเวลากลางคืน เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่าการขึ้นให้การในศาลอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

“อยากให้เรื่องราวในคดีนี้ทำให้ผู้ชมได้รู้สึกด้วยว่าหากตนอยู่ในคอกพยานแล้วโดนซัก จะตอบได้หรือไม่ และแม้จะเป็นคนเหมือนกัน แต่ตำแหน่งหรือยศฐาของแต่ละคนส่งผลต่อน้ำหนักคำพูดไม่เหมือนกัน” ทีมเขียนบทกล่าวเสริมว่า “คดีนี้ยังเป็นจุดที่ผู้ชมได้เห็นพัฒนาการของตัวละครเมฆ ที่เริ่มก้าวเข้ามาสู่สีดำและใช้วิธีแบบทนายจิตตรีเป็นครั้งแรก ยิ่งเมื่อเมฆได้รู้เบื้องหลังของตัวละครไม้ว่าทำไมจึงก่อเหตุในคดีนี้ เรื่องราวเหล่านั้นก็จะทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่า คนแบบเมฆก็สามารถก้าวเข้าไปสู้เพื่อไม้ได้เช่นกัน”

คดีล่วงละเมิดทางเพศ (ตอนที่ 4)

เมื่อตัวละคร “ปุ้ย” หญิงสาวที่ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาตาม “มาตรฐานความงาม” ของสังคม โดนหมอที่มีผู้คนนับหน้าถือตาล่วงละเมิดทางเพศ และยังโดนทนายจิตตรีบีบคั้นอารมณ์ในชั้นศาล คดีของปุ้ยจึงกลายเป็นคดีที่ผู้ชมจำนวนมากชื่นชมทั้งการเขียนบท การเลือกประเด็นมานำเสนอ และฝีมือการถ่ายทอดของนักแสดง ที่สำคัญคือเป็นจุดคาบเกี่ยวว่าตัวละครจิตตรีจะยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวเองหรือไม่

คดีทางเพศเป็นความสนใจร่วมของทีมเขียนบททุกคน โดยทีมฯ เล่าถึงเรื่องราวที่ได้พบเจอระหว่างรีเสิร์ชว่า “มีอยู่กรณีหนึ่งที่ผู้ก่อเหตุเป็นหมอเช่นกัน คนที่เป็นเหยื่อถูกกระทำหลายครั้ง เพราะกินยาแล้วไม่หายจึงต้องกลับไปหาซ้ำ และเนื่องจากหมออ้างว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ ซึ่งเหยื่อไม่มีประสบการณ์ทางเพศและไม่รู้ว่านี่คือการข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกล้าเล่าให้คนอื่นฟัง” พร้อมเผยว่า “ตอนที่เขียนเองจนจบ ยังรู้สึกว่ากระทบกระเทือนจิตใจมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร สวย อ้วน ผอม หรือมีเพศสภาพแบบใด ทุกคนมีโอกาสเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ นอกจากนี้ เรายังพบว่าผู้ที่โดนล่วงละเมิดทางเพศมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะแจ้งความ เพราะกระบวนการดำเนินคดีไม่เอื้อต่อความรู้สึกเหยื่อ ทุกคนต้องเจ็บปวดจากการต่อสู้เพื่อตัวเอง ทำให้ผู้หญิงหลายคนถอดใจและไม่คิดสู้ต่อ หรือแม้ในเคสของคนที่สู้ชนะ กระบวนการทางกฎหมายก็ไม่มีการเยียวยาเหยื่อที่เหมาะสมอยู่ดี”

คดีของปุ้ยยังพาผู้ชมไปสำรวจความยุติธรรมในอีกมิติหนึ่ง เมื่อโลกออนไลน์และสื่อสามารถกำหนดทิศทางความเชื่อของผู้คนได้ตั้งแต่ก่อนข้อเท็จจริงจะปรากฏครบถ้วน ทีมเขียนบทระบุว่า “ทุกวันนี้ใครเล่าเรื่องได้ก่อนมักได้เปรียบ เพราะผู้คนจำนวนมากมักเชื่อข้อมูลชุดแรกที่ได้รับ ขณะที่กระบวนการยุติธรรมต้องอาศัยเวลาในการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง” 

“กระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ในคดีข่มขืน หลายครั้งกระบวนการจึงมุ่งไปที่การพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำ มากกว่าการคุ้มครองหรือเยียวยาผู้เสียหาย ส่งผลให้เหยื่อต้องเผชิญทั้งภาระในการต่อสู้คดี ความเสี่ยงที่จะถูกโต้กลับหรือถูกตั้งคำถาม และอาจเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิหรือการเยียวยาทางจิตใจได้ไม่ทันท่วงที แต่ในโลกออนไลน์ หลายครั้งคำตัดสินของสังคมเกิดขึ้นไปก่อนแล้ว อยากให้ผู้ชมได้เห็นความแตกต่างระหว่างการตัดสินจากความรู้สึก กับการพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม แม้เสียงบนโลกออนไลน์ไม่ควรมีผลต่อคำพิพากษา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันส่งผลต่อมุมมองของผู้คนที่มีต่อคดีนั้นได้เสมอ” ทีมเขียนบทกล่าวปิดท้าย

สำหรับซีรีส์ ทนายปีศาจ กำกับโดย ไก่-ณฐพล บุญประกอบ โดยร่วมกับสองครีเอเตอร์ผู้เป็นจุดตั้งต้นของไอเดียซีรีส์อย่าง แซม-จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม และ ซัน-ทรงพล จันทรสม ผู้อำนวยการสร้าง ด้วยความต้องการที่จะพาผู้ชมไปสำรวจทุกเฉดสีของระบบยุติธรรมไทยอย่างตรงไปตรงมา ถ่ายทอดผ่านหลากหลายประเด็นใกล้ตัวที่ผู้ชมทั่วโลกจะรู้สึกเชื่อมโยงได้ พร้อมชวนตั้งคำถามทั้งต่อกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสังคมการเมือง รวมทั้งเส้นศีลธรรมในใจ โดยสามารถรับชมซีรีส์ ทนายปีศาจ ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix เท่านั้น

เปิดตัว Remington AIRvive ช่วยครีเอทลุคสุดปังในแบบของตัวเอง

Remington (เรมิงตัน) แบรนด์ผู้นำด้านอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมระดับโลกจากนิวยอร์กที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1937 เดินหน้ารุกตลาดบิวตี้ทูลส์เมืองไทยอย่างยิ่งใหญ่ โดยบริษัท พีบี โลจิสติกส์ จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เปิดตัวคอลเล็คชั่นล่าสุด “Remington AIRvive™ Collection” อุปกรณ์จัดแต่งทรงผม 4 รุ่นใหม่ล่าสุดตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และชาว Gen Z ชูจุดเด่นสยบปัญหาผมชี้ฟูตลอดทั้งวัน ให้คุณโดดเด่นในแบบของตัวเอง

Remington AIRvive™ Collection โดดเด่นด้วยการผสาน 2 เทคโนโลยีล้ำสมัย ได้แก่ Ionic Air Technology ปล่อยประจุไอออนหลายล้านอนุภาคเพื่อลดไฟฟ้าสถิต ช่วยให้ผมเรียบตัวสวยไม่ชี้ฟู และ Heat-activated micro-conditioners สารบำรุงผมขนาดเล็กสูตร Anti-Frizz ที่จะถูกกระตุ้นด้วยความร้อนเพื่อปล่อยออกมาเคลือบปกป้องเส้นผมจากความชื้นและมลภาวะ ช่วยล็อกผมให้เรียบลื่น นุ่มนวล และอยู่ทรงยาวนานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (Smart Investment) สำหรับผู้ที่ต้องการครีเอทลุคสุดปังในแบบของตัวเองในทุก ๆ วัน

Remington เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ Remington AIRvive ให้คุณครีเอทลุคสุดปังในแบบของตัวเอง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างไร้ขีดจำกัด

เจาะลึกจุดแข็ง 4 นวัตกรรมจาก Remington AIRvive™ Collection

ผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 รุ่นในคอลเลคชั่นนี้ มาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องระบบระบายความร้อน (Actively Cooled) ใช้งานได้อย่างมั่นใจไม่ร้อนมือ โดยมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันเพื่อตอบทุกโจทย์ของเส้นผมดังนี้:

  • Remington AIRvive™ 2-in-1 Air Styler (รุ่น AS8930TH): เครื่องจัดแต่งทรงผมแบบ Wet to Dry เป่าแห้งพร้อมหนีบตรงได้ในขั้นตอนเดียวขณะผมหมาด ช่วยประหยัดเวลาและล็อกความชุ่มชื้นยาวนาน 24 ชั่วโมง
  • Remington AIRvive™ Digital Hair Dryer (รุ่น EC8930TH): ไดร์เป่าผมดิจิทัลมอเตอร์ความเร็วสูง 110,000 RPM ให้ลมแรงเป่าผมแห้งไวขึ้น 5 เท่า พร้อมโหมด Comfort+ สลับลมร้อน-เย็นอัตโนมัติ ถนอมหนังศีรษะ
  • Remington AIRvive™ Slim Straightener (รุ่น S8930TH): เครื่องหนีบผมตรงประสิทธิภาพสูง หนีบเรียบตรงสวยในครั้งเดียว (One-Pass) พร้อมปล่อยลมไอออนิกผ่านขอบแผ่นหนีบช่วยล็อกผมเรียบลื่นขึ้น 80%
  • Remington AIRvive™ Rotating Curling Wand (รุ่น C18930TH): เครื่องม้วนผมอัตโนมัติแกนหมุน 2 ทิศทาง ครีเอทลอนสวยระดับซาลอนได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องบิดข้อมือ พร้อมลมไอออนเย็นช่วยล็อกลอนให้อยู่ทรงนาน

ร่วมปลดล็อกความมั่นใจและเปลี่ยนลุคใหม่ไปกับ Remington AIRvive™ Collection ทั้ง 4 รุ่นได้แล้ววันนี้! ราคาจำหน่าย: รุ่นละ 4,900 บาท


เปียง รีแฮบบิลิเทชั่น เปิดศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพแห่งใหม่ พร้อมเทคโนโลยีระดับโลก

PYONG Rehabilitation Group เปิดตัว “เปียง รีแฮบบิลิเทชั่น เซ็นเตอร์ ราชประสงค์” ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและการดูแลสุขภาพเชิงรุกระดับพรีเมียม ใจกลางเกษรวิลเลจ

เปียง รีแฮบบิลิเทชั่น เปิดศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพแห่งใหม่ พร้อมเทคโนโลยีระดับโลก

PYONG Rehabilitation Group นำโดย นพ.กันตพงศ์ ทองรงค์ หรือ “แพทย์เปียง” แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและผู้ก่อตั้ง เปิดตัว “เปียง รีแฮบบิลิเทชั่น เซ็นเตอร์ ราชประสงค์” ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและการดูแลสุขภาพเชิงรุกแห่งใหม่ ณ เกษรวิลเลจ ภายใต้แนวคิด “ก้าวข้ามขีดจำกัดการฟื้นฟูเพื่อคุณภาพชีวิตเชิงรุก บุกเบิกนวัตกรรมจากเอเชียสู่ระดับโลก”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญขององค์กรในการยกระดับมาตรฐานเวชศาสตร์ฟื้นฟูของไทยสู่ระดับสากล ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และแนวคิดการรักษาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Rehabilitation) เพื่อเปลี่ยนการดูแลสุขภาพจากการประเมินตามความรู้สึก สู่การรักษาที่สามารถวัดผลและติดตามความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยพื้นที่รวมกว่า 650 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชั้น L ของ Gaysorn Centre ชั้น 2 ของ Gaysorn Amarin และแฟล็กชิปแห่งใหม่บนชั้น 11 ของ Gaysorn Tower ศูนย์แห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการฟื้นฟูสุขภาพแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “The Last Stop for Healing” หรือ “บทสรุปแห่งการเยียวยา” โดยนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลก อาทิ หุ่นยนต์ฝึกเดิน ระบบกระตุ้นสมองและระบบประสาท รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ (Biometrics) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและการฟื้นฟูในทุกมิติ

ภายในศูนย์ประกอบด้วย 8 Centers of Excellence หรือศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดการอาการปวดและการฟื้นฟูโครงสร้างร่างกาย เวชศาสตร์ชะลอวัยและเพิ่มสมรรถนะร่างกาย เวชศาสตร์การกีฬา การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง การดูแลสุขภาพสมองและความจำ การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสัน ตลอดจนศูนย์สุขภาพเฉพาะทางสำหรับบุรุษและสตรี และศูนย์บริการสำหรับผู้ป่วยนานาชาติ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงเข้ามาใช้ในกระบวนการรักษา ไม่ว่าจะเป็น Transcranial Pulse Stimulation (TPS) สำหรับการฟื้นฟูสมองในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ Quantum Molecular Resonance (QMR) ที่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อระดับเซลล์ รวมถึงหุ่นยนต์ฟื้นฟูการเดินและระบบฝึกเคลื่อนไหวที่ออกแบบมาเพื่อผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทโดยเฉพาะ

นพ.กันตพงศ์ ทองรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง PYONG Rehabilitation Group กรุ๊ป กล่าวว่า “เรากำลังพาอุตสาหกรรมนี้ก้าวข้ามการรักษาแบบอาศัยการคาดเดาและความรู้สึกส่วนบุคคลที่ไม่สามารถวัดผลได้ ด้วยการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จากข้อมูลจริง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องการกลับมาเดินได้อีกครั้ง หรือผู้บริหารที่ต้องการยกระดับศักยภาพของตนเอง เปียง รีแฮบบิลิเทชั่น เซ็นเตอร์ ราชประสงค์ ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการเสริมสมรรถนะร่างกายที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค”

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ PYONG Rehabilitation Group ในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเอเชีย พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ


ZIMMERMANN Cruise 2027 กับแรงบันดาลใจจากชัยชนะของ Australia II

ZIMMERMANN เปิดตัวคอลเล็คชั่น Cruise 2027 ที่สะท้อนแนวคิดเรื่อง “ความแตกต่างที่เกื้อหนุนกัน” ผ่านการผสานระหว่างอิสรภาพและความสง่างาม ความดิบและความประณีต รวมถึงจิตวิญญาณแห่งการกล้าก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของวงการกีฬาโลก นั่นคือชัยชนะของเรือใบ Australia II ในการแข่งขัน America’s Cup ปี 1983

สำหรับ Nicky Zimmermann เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางกีฬา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น การกล้าเสี่ยง และการเอาชนะข้อจำกัดเดิม ๆ ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของคอลเล็คชั่นนี้ เธอถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวผ่านภาพจำของท้องทะเล การแข่งขันเรือใบ และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยพลังและอารมณ์ร่วม

ดีเทลของคอลเล็คชั่นได้รับอิทธิพลจากโลกการแล่นเรืออย่างชัดเจน ตั้งแต่ลายพิมพ์ใบเรือบนผ้าไหม เดรสและกระโปรงที่พลิ้วไหวราวกับเคลื่อนไปตามสายลม ไปจนถึงจั๊มป์สูท เสื้อกั๊ก และรายละเอียดสไตล์นอติคัลที่สะท้อนเสน่ห์ของกีฬาทางทะเล ขณะเดียวกันเดนิมก็ถูกนำมาตีความใหม่ให้มีโครงสร้างที่โดดเด่นและร่วมสมัยมากขึ้น

ในขณะที่ลุคกลางคืน เสื้อผ้าก็ถ่ายทอดความหรูหราและสง่างาม ผ่านงานลูกไม้ ผ้าไหมเจอร์ซีย์ และงานเทเลอริ่งที่ผสานความอ่อนโยนเข้ากับความแข็งแกร่งได้อย่างลงตัว สะท้อนตัวตนของหญิงสาว ZIMMERMANN ที่มีทั้งความโรแมนติกและความมั่นใจในเวลาเดียวกัน

หนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจ นั่นคือ โทนสีของคอลเล็คชั่นที่ไล่ระดับจากสีน้ำเงิน ครีม และแดง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศริมทะเล สู่เฉดพาสเทลอ่อนละมุน เอิร์ธโทนเข้มลึก และสีแดงคริมสันที่ช่วยเติมพลังให้แต่ละลุคโดดเด่นยิ่งขึ้น ขณะที่แอ็กเซสซอรีอย่างกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับต่างได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเลเช่นกัน ช่วยเติมเต็มภาพรวมที่สะท้อนความหรูหราอย่างเป็นธรรมชาติในแบบฉบับของ ZIMMERMANN ได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น


ภาพและข้อมูล: Courtesy of Brand

เป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล เปิดโหมดซ่า รักษ์โลกกับแคมเปญ “มันส์ ไม่ ทิ้ง”

บริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเชีย จำกัด (เป๊ปซี่โค ประเทศไทย) บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จํากัด จับมือ จีเอ็มเอ็ม โชว์ ภายใต้บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด สร้างมาตรฐานใหม่ในเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “เป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล” ครั้งที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 -10 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ ดิโอเชี่ยน เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กับเเคมเปญ “มันส์ ไม่ ทิ้ง” ยกระดับการจัดการขยะเต็มรูปแบบ โดยได้รับความร่วมมือจากชาวบิ๊กเมาน์เท่นกว่า 7 หมื่นคน ช่วยทิ้งอย่างถูกที่และคัดแยกลงถูกถัง ทำให้ขยะที่เกิดขึ้นภายในงานถูกนำไปรีไซเคิลหรือนำไปใช้ประโยชน์ และยังช่วยลดปริมาณขยะไปสู่หลุมฝังกลบได้จริง นับเป็นก้าวสำคัญของการเป็น “อีโค่-เฟรนด์ลี่ มิวสิคเฟสติวัล” หรือเทศกาลดนตรีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเมืองไทย 

นายราลสตัน เซคัวร่า ผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายแฟรนไชส์ธุรกิจเครื่องดื่ม ในไทย ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา บริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเชีย จำกัด (เป๊ปซี่โค ประเทศไทย) กล่าวว่า “แคมเปญ ‘มันส์ ไม่ ทิ้ง’ ตอกย้ำ กลยุทธ์ pep+ (PepsiCo Positive) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครบวงจรอย่างยั่งยืน โดยมีหัวใจสำคัญในการกำหนดวิธีการที่บริษัทฯ จะสร้างความเติบโตและคุณค่าจากการดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดทรัพยากรโลก และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่โลกและประชากร ซึ่งบิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ถือว่าเป็นงานที่ เป๊ปซี่เป็นผู้สนับสนุนหลักในทุกๆ ปี การที่เป๊ปซี่โค ประเทศไทยเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการขยะผ่านแคมเปญ มันส์ ไม่ ทิ้ง ในครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทฯในการหาหนทางเพื่อลดปัญหาขยะพลาสติก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)”

ด้าน นายอชิต โจชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในวิธีการจัดการขยะที่ดีต่อโลกอีกวิธีหนึ่ง ก็คือการหมุนเวียนให้ขยะกลับมาเป็นวัตถุดิบได้อีกครั้ง หรือเรียกว่าการจัดการแบบ Closed-loop โดยเฉพาะอย่างยิ่งขวดพลาสติก PET และกระป๋องอะลูมิเนียมใช้แล้วที่ถูกคัดแยกอย่างดี ก็จะกลายเป็นวัตถุดิบที่สะอาดนำกลับมารีไซเคิลหมุนเวียนผลิตเป็นขวดหรือกระป๋องใหม่ได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน จึงเป็นที่มาของความร่วมมือจัดแคมเปญ “มันส์ ไม่ ทิ้ง” ในงานเป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Sustainable Packaging Management) ของบริษัทฯ ที่ส่งเสริมการใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล หรือที่เรียกว่าขวด rPET เพื่อลดการใช้พลาสติกใหม่ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังเป็นการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ตอกย้ำค่านิยมองค์กร ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Growing for Good)” 

ขณะที่ นายยุทธนา บุญอ้อม รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยงานโชว์บิซ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด  ผู้จัดงาน เป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ครั้งที่ 13 ขอบคุณ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย และ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย พันธมิตรสำคัญ ที่ทำให้งานเป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการสร้างความสุขให้กับแฟนเพลง พร้อมๆ ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยแคมเปญ “มันส์ ไม่ ทิ้ง” ได้ยกระดับของการจัดมิวสิคเฟสติวัลให้สนุกอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“สำหรับงานบิ๊กเมาน์เท่นครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้น ของการจัดงานในรูปแบบของ อีโค่-เฟรนด์ลี่ มิวสิคเฟสติวัล ซึ่งเป็นเทรนด์ของการจัดเทศกาลดนตรีทั่วโลก และเราในฐานะผู้จัดงานขอขอบคุณแฟนเพลงที่ให้ความร่วมมือในงานครั้งนี้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับกับงานที่มีแฟนเพลงมากกว่า 6-7 หมื่นคน แต่ทุกคนก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการคัดแยกและทิ้งขยะตามจุดที่ได้จัดเตรียมไว้รอบพื้นที่จัดงาน ทุกคนตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจีเอ็มเอ็มโชว์ ภายใต้จีเอ็มเอ็ม มิวสิค มุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนแคมเปญดีๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อม” นายยุทธนากล่าวทิ้งท้าย 

The Geen บริษัทสื่อสารและจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบการบริหารจัดการขยะภายใต้แคมเปญ “มันส์ ไม่ ทิ้ง” ระบุว่าภายในงานมีการระดมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกว่า 200 คน ประจำอยู่ตามจุดคัดแยกและทิ้งขยะ 50 จุด จัดการขยะ 4 ประเภท ประกอบด้วย ขวดพลาสติก PET กระป๋องอะลูมิเนียม ขยะเศษอาหาร และขยะทั่วไป โดยเจ้าหน้าที่ของ The Geen จะให้คำแนะนำในการคัดแยกขยะอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้การจัดการขยะในขั้นตอนต่อไปง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก 

ตลอดทั้งสองวันของการจัดงาน มีปริมาณขวดพลาสติก PET ใช้แล้ว 1,795 กิโลกรัม กระป๋องอะลูมิเนียม 1,075 กิโลกรัม ขยะเศษอาหาร 705 กิโลกรัม และขยะทั่วไปอีก 1,460 กิโลกรัม โดยขยะแต่ละประเภทถูกคัดแยกและรวบรวมไปยังจุดพักขยะ ก่อนนำส่งไปยังปลายทางเพื่อรีไซเคิลหรือใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมต่อไป  

Infographic: สรุปการคัดแยกขยะตามประเภทและปลายทางการนำไปใช้ประโยชน์

  • ขวดพลาสติก PET ถูกส่งไปรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ที่โรงงานเอ็นวิคโค 
  • กระป๋องอะลูมิเนียม ถูกส่งไปที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด 
  • ขยะเศษอาหาร ถูกแปลงเป็นปุ๋ย ที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย ของเทศบาลนครนครราชสีมา 
  • ขยะทั่วไป ถูกเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) โดย บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด

‘โหยให้กับโลกใบเดิม คุ้นเคยกับการแย่งชิง ใช่คุณไหม เช็กเลยดวงรายสัปดาห์ 15-21 มิถุนายน 2569

‘แม้ได้เป็นที่หนึ่ง แต่ก็คุ้นเคยกับการแย่งชิง’

ดวงรายสัปดาห์ 15-21 มิถุนายน 2569

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :   เป็นสัปดาห์ที่ชาวอาทิตย์อาจตกอยู่ในภาวะที่ต้องรับผิดชอบงานหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยจะมีงานเข้าทุกด้านเลยล่ะค่ะ แม้คุณจะพยายามดิ้นรนหาทางออกทุกๆ ทางจนกระทั่งไปไหนไม่ได้แล้ว สุดท้ายก็ต้องดับเครื่องชน เป็นอย่างไรก็เป็นกัน จึงเป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้หากคุณกำลังจะเข้าสู่การแข่งขัน ไม่ว่าจะประมูล การประกวดราคา หรือสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งคุณปรารถนาความสำเร็จของงานอย่างแรงกล้า สามารถทำได้ทุกวิถีทางโดยไม่คิดถึงความถูกต้องชอบธรรมเลย ก็ระวังจะเกิดความผิดพลาด รวมถึงปัญหาตามมาอย่างกะทันหัน  

การเงิน  :   ขยันทำงาน แต่รายได้จะมาแบบไม่แน่นอน แต่ก็ไม่นับว่าแห้งแล้งเสียทีเดียว เพราะ ในช่วงสัปดาห์นี้คุณมีโอกาสได้เงินพิเศษ เช่น เบี้ยขยัน เงินรางวัลจากการทำดี พอเป็นกำลังใจบ้าง

ความรัก  :  สัปดาห์นี้ชาวอาทิตย์ดูจะหนักไปเสียทุกเรื่องเลยค่ะ งานก็ขยัน รักก็ยังขยันจะหึงหวงและแย่งชิง  คนโสด  สำหรับคนที่กำลังอกหัก สัปดาห์นี้หากพูดถึงคนใหม่คงยาก แต่หากเพื่อนนี่ไม่แน่

 สุขภาพ  :  ระวังการโหมทำงานหนักจนไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ มีโอกาสที่จะล้มป่วยไม่สบายได้ รวมถึงโรคเครียด  นอกจากนั้นก็ต้องระวังพวกเส้นเอ็นอักเสบ กล้ามเนื้อยึดตึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหัวเข่า ขา หลัง และข้อเท้า

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :   สำหรับสัปดาห์ใหม่ของชาวจันทร์ก็ยังอยู่กับความคิดและจินตนาการที่ก้าวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานทางด้านข่าวสารประชาสัมพันธ์ การพูดในที่ชุมชน นักประพันธ์ นักปฏิรูปการเมืองการปกครอง เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะขมักขเม้นเก็บตัวศึกษาค้นคว้าสิ่งที่อยู่ในความคิด หรือนโยบายขายฝันให้ออกมาเป็นรูปธรรม แม้จะใช้เวลานาน แต่ก็ถูกต้องชัดเจน ก็ต้องระวังจะมีปัญหาและอุปสรรค จนคุณผิดหวัง เสียใจ และท้อแท้ในโชคชะตา ทางที่ดีควรใช้สติ อดทน และใจเย็น ค่อยๆ แก้ปัญหา อย่าตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือใช้ความรุนแรงเด็ดขาด เพราะผลที่ตอบกลับมาอาจหนักกว่าที่คิดไว้ หากสามารถรับงานส่วนตัวได้ก็ดี   

 การเงิน  :  จริงๆ คุณหาเงินก็เก่ง วางแผนการเงินก็เยี่ยม แต่ก็อย่าวางใจ เพราะสัปดาห์นี้จากรายได้ที่เคยมีจะมาแบบไม่แน่นอนและไม่เท่าเดิม จนคุณต้องเหนื่อยเพิ่มเพื่อหารายได้เพิ่ม

ความรัก  :   สัปดาห์นี้คุณก็ยังคงมีความคิดร้อยแปดพันประการอยู่ในสมอง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เป็นอยู่ จึงห้ามไม่ได้ที่คุณจะคาดหวังคู่ครองที่ทันทั้งความคิดและทัศนคติ คนโสด  สัปดาห์นี้ชาวจันทร์ค่อนข้างหัวก้าวหน้า มีร้อยแปดความคิดอยู่ในสมอง ดังนั้น จึงต้องการคู่ที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่องอย่างไม่ลำไย  

สุขภาพ  :  แม้คุณจะพลังเยอะไม่ค่อยเจ็บป่วยกับใครง่ายๆ แต่ก็อย่าประมาท เพราะโรคภัยจะมาพร้อมกับความเครียด ความกดดัน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดความเจ็บป่วยทางระบบประสาท ความดัน ไมเกรน และยังส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ อาหารเป็นพิษ นอกจากนั้นยังต้องระวังพลัดตกจากที่สูงด้วยนะคะ

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   เป็นสัปดาห์ที่ชาวอังคารจะได้อยู่ใกล้ผู้ใหญ่ที่มีบุญบารมีระดับบิ๊กเลยนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานการศึกษา เช่น ครู อาจารย์ เทรนเนอร์ ติวเตอร์ โค้ชชิ่ง ฯลฯ มีความเป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้เข้าพบผู้ใหญ่ที่มีบารมี หรือไม่ก็อยู่ในสายบุญ สายจิตอาสา ซึ่งเป็นไปได้ว่าท่านจะชักชวนคุณไปร่วมงาน หรือไปศึกษาทดลองงาน แม้จะเป็นงานที่ดี แต่คุณไม่ชอบและไม่ถนัด ด้วยความเกรงใจผู้ใหญ่ คุณจึงมิอาจปฏิเสธได้ มีโอกาสที่จะผูกพันยาวเลย

การเงิน  :   รายได้หลักมาจากงานประจำ แต่ก็มีโอกาสได้เงินพิเศษจากผู้ใหญ่เมตตาด้วยนะเนี่ย สัปดาห์นี้มีความเสี่ยงที่จะได้พบกับพวกมิจฯ ที่จะมาในหลากหลายรูปแบบ ต้องระวังจะสูญเงินก้อนโต

ความรัก  :   เป็นสัปดาห์ที่คุณค่อนข้างจะเก็บตัว คิดทบทวนตัวเอง บางวันก็ไปวัดกับผู้ใหญ่ที่บ้านบ้าง กระนั้นก็ตามก็ต้องระวังหลุด เพราะจะมีพวกไม่หวังดีส่งคลิปฉาวของคู่ครองมายั่วโทสะ  คนโสด  มีโอกาสได้พบรักกับผู้ใหญ่ หรือชาวต่างชาติในที่ทำงานนะคะ เป็นไปได้ว่าจะมาจากการแนะนำของผู้ใหญ่ แล้วหากคบกันก็ยากที่จะแยกจากกัน  

สุขภาพ  :  สัปดาห์นี้ชาวอังคารควรระวังจะเป็นภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น ซึ่งจะมีผลต่อไซนัส โพรงจมูกอักเสบ จนถึงผิวหนังอักเสบด้วย ที่สำคัญคือโรคที่เกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกาย เช่น ดีซ่าน โรคเลือด โรคเหน็บชา ความดัน

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  สำหรับชาวพุธเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ด้วยความอึดอัดคับข้องใจและเป็นไปได้ที่จะต้องทนอยู่กับมันไปจนครบสัปดาห์ แม้คุณจะเป็นนักบุกเบิกที่ดี แก้ไขปัญหาเก่ง  มีเทคนิคและวิธีการที่เฉลียวฉลาดแยบยลในการปรับตัวรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ก็อย่าประมาท เพราะสี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญยังรู้พลั้ง มีความเป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้คุณมีโอกาสตกเป็นแพะรับบาป ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือไม่ก็ถูกใส่ร้ายป้ายสี ทางที่ดีควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานด้วย

การเงิน  :  จะบอกว่าสัปดาห์นี้ชาวพุธไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินเลย แม้ไม่ทำงาน คุณก็มีเงินใช้ แม้หากทำงาน คุณก็สามารถสร้างรายได้ได้มากและมั่นคงด้วย แต่ก็จะหมดไปกับการเลี้ยงบริวาร

ความรัก  :   เป็นสัปดาห์ที่คุณจะรู้สึกโรแมนติกเป็นพิเศษ คู่ครองก็คุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกันได้ดี ยิ่งหากเป็นรุ่นน้องด้วยแล้วสนับสนุนทุกเรื่องเลย คนโสด สัปดาห์นี้ชาวพุธมีโอกาสตกหลุมรักกับรุ่นน้องที่ทำงานนะคะ เป็นผู้บริหารหนุ่มอนาคตไกล ที่สำคัญความคิดและทัศนคติเข้ากันกับคุณในทุกๆ เรื่องเลย

สุขภาพ   :  จริงๆ คุณก็ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองอย่างดีมาตลอดอยู่แล้ว แต่ก็อย่าประมาท ช่วงนี้หน้าฝน มีโอกาสที่จะก้าวพลาด ลื่น สะดุดตกบันได จนเส้นเอ็นอักเสบ หรือปวดตึงบริเวณกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขาและหลัง

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับชาวพฤหัสถึงอย่างไรก็คงจะยั้งไม่อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงครีเอทีฟที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น ศิลปิน นักร้อง วงการบันเทิง นักสื่อสารมวลชน นักโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สถาปนิก ดีไซเนอร์ เป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้บุกเบิกงานหรือริเริ่มงานใหม่ๆ โดยมีผู้ใหญ่ที่มีบุญบารมีระดับบิ๊กของบริษัทเป็นประธาน ซึ่งอาจเป็นงานการกุศล หรืองาน CSR ขององค์กร ทางที่ดีคุณควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะไม่เช่นนั้นคุณมีโอกาสถูกใส่ร้ายป้ายสี จนงานสะดุดหยุดลงกลางคันอย่างน่าเสียดาย

การเงิน  :  ก็ยังอยู่กับงานบุญนะคะ ซึ่งคุณมีความสุขที่ได้ทำและทำอย่างมีความสุข จึงเต็มที่กับงานโดยไม่คิดถึงผลตอบแทนเลย เมื่อยิ่งให้ก็ยิ่งได้ เพราะผู้ใหญ่มีโอกาสมอบเงินพิเศษให้ด้วยความเมตตา

ความรัก  :  สัปดาห์นี้ชาวพฤหัสมีความเป็นไปได้ว่า จะพาผู้ใหญ่ไปทำงานด้วยนะคะ ก็เป็นทางออกที่ดี เพราะทำให้มีความสุขกันทุกๆ ฝ่าย  คนโสด  เป็นสัปดาห์ที่คุณต้องรับผิดชอบทั้งงานและผู้ใหญ่ที่บ้าน แต่คุณก็ยังมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามนะคะ ระวังจะเพิ่มภาระทางใจเข้ามาอีก

สุขภาพ   :   มีโอกาสที่คุณจะได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน รวมถึงภูมิแพ้ต่างๆ เช่น แพ้อากาศ และแพ้อาหาร มีอาการผิวหนังอักเสบ ดังนั้น จะรับประทานอะไรก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะนอกจากนั้นยังจะมีไขมัน เบาหวาน และน้ำตาลด้วย

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :  เหนื่อยหน่อยนะคะ ชาวศุกร์ที่รัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวศุกร์ที่อยู่ในสายที่ใช้คำพูดในการติดต่อประสานงาน เช่น โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ นักพูด พิธีกร งานขาย ฯลฯ มีความเป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้คุณอาจไม่ได้รับการตอบรับจากบรรดาลูกค้าที่ไปติดต่องานด้วย ยิ่งอยู่ในสายเทาๆ ดำๆ แล้วใช่เลย ส่วนเพื่อนร่วมทีมเห็นท่าไม่ดีก็จะรีบชิ่งหนี ปล่อยให้คุณลุยเดี่ยวอย่างเหนื่อยสายตัวแทบขาดเลย

การเงิน  :  ขยันทำงานหนัก มีโชค หาเงินได้เยอะ แต่หามาได้เท่าไหร่ก็ให้คนอื่นหมด ยิ่งสัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะเสียเงินให้กับคนรักอย่างไม่รู้ตัวมาก่อน

ความรัก :   ก็ยังอยู่ในช่วงลังเลและโลเลว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี เพราะใจหนึ่งก็ยังโหยไห้อาลัยอาวรณ์อยู่ กับอีกใจก็พร้อมที่จะโบยบินแล้ว คนโสด แม้จะมีหนทางที่จะเป็นที่หนึ่ง แต่คุณก็ยังลังเล เพราะใจยังโหยไห้อาวรณ์โลกใบเดิม ยังรักที่จะแย่งชิงอยู่

 สุขภาพ  :  กระดูกและฟันจะมีปัญหา อาจต้องไปพบทันตแพทย์ในเร็ววันนี้ ขณะเดียวกันชาวศุกร์ที่ชอบดื่ม ชอบเที่ยวกลางคืน ควรขับขี่รถอย่าประมาทนะคะ ดื่มไม่ควรขับขี่เลย นอกจากนั้นยังมีโอกาสสูงมากที่จะคิดมาก วิตกกังวล เก็บเรื่องไร้สาระมาคิดวนๆ ไป

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :   ชาวเสาร์ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งค่ะ จริงๆ งานของคุณราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ ผู้ใหญ่และคนรัก หรือคนใกล้ชิดก็ให้การสนับสนุนในสิ่งที่คุณทำ แต่มีความเป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้ปัญหาจะเกิดจากตัวเอง เพราะคุณจะเครียดและกดดันต่อความเมตตาที่ผู้ใหญ่มีให้ คุณจึงพยายามทำงานให้ดีสมกับที่ท่านไว้ใจ แต่กลายเป็นว่า คุณมีโอกาสตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นแพะรับบาป ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ทางที่ดีควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วย

การเงิน  :  สัปดาห์นี้คุณอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนใดๆ ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน แต่ไม่ควรนำเงินไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ให้สินบน ให้เงินใต้โต๊ะ เพราะจะทำให้เงินที่มีล้มละลายได้เลย   

ความรัก  :  สัปดาห์นี้ชาวเสาร์เอาตัวเองเป็นใหญ่ค่ะ เพราะต้องบอกว่าได้อยู่กับคู่ครองแห่งชาติ สนับสนุนในทุกๆ เรื่อง บริการทุกระดับประทับใจ คนโสด  หากยังเอาแต่ใจตัวเองอยู่ สัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะได้พบกับคนที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่จะคุยกันได้ทุกวันไหม ก็ขึ้นอยู่ที่อารมณ์ของคุณล่ะ

สุขภาพ   :   ต้องระวังเรื่องไขมัน ความดัน เบาหวาน และโรคหัวใจที่จะลุกลามมาจนกลายเป็นโรคร้ายแรงนะคะ นอกจากนั้นยังมีโอกาสเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนน้ำในร่างกาย และต่อมไร้ท่อต่างๆ ทำให้มีโอกาสที่ภูมิต้านทานโรคจะบกพร่องได้    

ปรุงจืดอย่างไรให้สวยจัด! DECODING THE ‘LOW SATURATION MAKEUP’ 

หากเลื่อนผ่านโซเชียลมีเดียในช่วงนี้ จะสังเกตได้ว่าเหล่าคนดัง นางเอก และไอดอลรุ่นใหม่จำนวนมากพร้อมใจกันหันมาสู่สิ่งที่โลกโซเชียลเรียกว่า ’เมคอัพปรุงจืด’ ลุคที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับมีรายละเอียดซ่อนอยู่ในทุกองค์ประกอบ

เทรนด์นี้มีรากฐานมาจากกระแส QUIET LUXURY และความนิยมในความงามที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอิทธิพลจากคนดังและเซเลบริตี้ในเอเชียตะวันออกที่เริ่มลดทอนสีสัน คอนทัวร์ และความคมชัดของเมคอัพลง แทนที่ด้วยงานผิวโปร่งเบา สีสันหม่นละมุน และมิติที่แนบเนียนกับใบหน้าจริง จนเกิดเป็นความสวยรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้ดึงดูดสายตาด้วยจุดเด่นของลุคที่ดูฉูดฉาดสะดุดตา  แต่ทำให้อยากมองซ้ำเพราะความละมุนละไมกลมกล่มสมดุลกันทั้งใบหน้า

กลายเป็นรหัสความงามใหม่ที่เหล่าคนดังช่วยผลักดันให้กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์เมคอัพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้

DECODING THE ‘ปรุงจืด’ MAKEUP TREND

#01
THE ART OF LOW CONTRAST
ลุคปรุงจืดไม่ใช่ ‘NO-MAKEUP MAKEUP’ สาวปรุงจืดตัวจริงจัดเต็มทุกองค์ประกอบ มีครบแม้แต่ขนตาและดอลลี่อาย เพียงแต่ควบคุมระดับคอนทราสต์ของใบหน้าให้ทุกส่วนดูกลมกลืนกัน ตั้งแต่คิ้ว ดวงตา แก้ม ไปจนถึงริมฝีปาก ลองซูมลุคของ หลิงหลิง คอง ฝีมือเมคอัพอาร์ทิสต์มาแรงอย่าง @homeless_makeupb จะเห็นว่าเมคอัพทุกจุดยังคงเต็มไปด้วยรายละเอียด ไม่ได้แต่งน้อยลง แต่เลือกใช้โทนสีที่นัวตุ่นขึ้น และเทคนิคการแต่งที่ฟุ้งเบลอมากขึ้น

#02
MUTED, NOT NUDE
หัวใจของลุค ‘ปรุงจืด’ ไม่ใช่การเลือกใช้สีนู้ด แต่คือการเลือกสีที่ลดความสดและความอิ่มตัวลง สีชมพู พีช หรือลาเวนเดอร์ยังคงอยู่ได้ เพียงถูกทำให้ดูนุ่มและตุ่นขึ้น อย่างลุคนี้ของหนูออม @orm.kornnaphat ที่เลือกใช้พีชตุ่นเป็นโทนหลักทั้งตา แก้ม และปาก จนทุกองค์ประกอบดูกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกันเดียวกัน ไม่มีจุดไหนโดดเด่นจนแย่งซีนกันเอง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลุคปรุงจืดที่ทำถึง

#03
TEXTURE IS THE NEW COLOR
เมื่อสีสันไม่ใช่จุดสนใจหลัก เท็กซ์เจอร์จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมิติให้ใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นผิวกำมะหยี่ ความฉ่ำแบบพอดี ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ลุค ‘ปรุงจืด’ ดูมีเสน่ห์  

อย่างลุคของสาวโบ เมลดา @bow_maylada ที่กำลังกลายเป็นเรฟฯ ในฝันของเจ้าสาวหลายคน จะเห็นว่าเมคอัพอาร์ทิสต์เลือกวางความฉ่ำของผิวไว้เฉพาะจุด แทนการสร้างความโกลว์ทั่วทั้งใบหน้า ทำให้ผิวดูมีมิติและดึงดูดสายตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สีที่ฉูดฉาด

#04
BLUR THE EDGES
สิ่งที่ถูกลดทอนไม่ใช่องค์ประกอบบนใบหน้า แต่คือความคมชัดของขอบเขต คิ้วไม่เป็นบล็อก ปากไม่คมกริบ แก้มไม่เป็นปื้น ทุกอย่างดูเชื่อมต่อและกลมกลืนกันมากขึ้น

ตัวอย่างชัดเจนคือสาวโรเซ่ @roses_are_rosie ตัวแม่ตัวมารดาแห่งลุคปรุงจืด ที่เมคอัพแทบทุกจุดถูกเบลนด์ให้ดูฟุ้งละมุนไร้รอยต่อ ไม่เว้นแม้แต่แนวคิ้วหรือขอบปาก เทคนิคนี้เองที่ช่วยลดความแข็งของใบหน้า และทำให้ลุคโดยรวมดูซอฟต์ โรแมนติก

#05
MONOCHROMATIC HARMONY
อีกหนึ่งกฎสำคัญของลุคปรุงจืดคือการทำให้ตา แก้ม และปากอยู่ในโทนเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเดียวเป๊ะ แต่ควรสอดคล้องกันราวกับอยู่ในพาเลตต์เดียวกัน วิธีนี้ช่วยให้ทั้งลุคดูกลมกลืน สบายตา แบบลุคของสาวน้ําตาล ทิพนารี @namtan.tipnaree ที่ไม่ได้มีจุดไหนเด่นเด้งออกมาแต่กลับชวนให้มองได้นานๆ ไม่มีเบื่อ

BEAUTY EDITOR’S PICKS FOR A ‘LOW SATURATION’ MAKEUP LOOK

COOL TONE

·      DIORSHOW 5 COULEURS LIMITED EDITION #855

·      BURBERRY OUTDOOR BLUSH #20

·      HERA SENSUAL NUDE GLOSS #102

·      SHISEIDO MAKEUP COLOR + GLOW ENHANCER # 01

·      HOURGLASS AMBIENT LIGHTING BLUSH ETHEREAL GLOW

·      MAC COSMETICS POWDER KISS HAZY MATTE LIPSTICK #GIRLS WEEKEND

WARM TONE

·      NARS PETAL PLAY COLLECTION 2026 LIMITED BLUSH #LOVES ME NOT

·      SUQQU MOISTURE GLAZE LIPSTICK (SUMMER COLLECTION 2026) #112

·      DASIQUE SHADOW PALETTE #07 

·      ANASTASIA BEVERLY HILLS LIP VELVET #KISS

·      DIOR FOREVER GLOW MAXIMIZER #017

·      YSL NEW MAKE ME BLUSH POWDER BLUSH #68


เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

น้อมรำลึกที่มาพระบรมฉายาลักษณ์สุดประทับใจของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

“น้อมรำลึกที่มาพระบรมฉายาลักษณ์อันสุดประทับใจของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ในขณะตามเสด็จร่วมในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเมื่อพ.ศ. 2525”

เชื่อกันว่าหลายคนคงเคยได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมนี้กันบ้างแล้ว แต่รู้กันบ้างไหมคะว่ามาจากการบันทึกภาพของนักข่าวและช่างภาพชาวนิวซีแลนด์ ซึ่งทางไอจี welove_bajrakitiyabha ได้นำมาเผยเแพร่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โดยทางเพจได้ระบุว่า

พระองค์ภาฯ

เห็นภาพนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะปกติไม่ค่อยเห็นทั้งสองพระองค์ฉายพระรูปร่วมกัน ทางเพจจึงได้บันทึกภาพนี้เก็บไว้เพื่อนำมาเผยแพร่ โดยที่ลืมดูว่าใครเป็นเจ้าของภาพ จนเวลาผ่านไปมีคนนำไปเผยแพร่เป็นจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นภาพที่น่าจดจำและสร้างความประทับใจให้กับคนไทยหลายคน

สำหรับนักข่าวชาวนิวซีแลนด์คนนี้ก็คือ นาย John Stuart Laird ซึ่งเขาได้เปิดเผยว่า ตัวเขาเป็นนักข่าว Associated Press โดยพระบรมฉายาลักษณ์นี้ได้ฉายไว้เมื่อประมาณปี 2525 ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ใช้เลนส์ระยะ 500 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอุ้มเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาไว้บนพระเพลา ในขณะนั้นเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีพระชันษาเพียงขวบเศษเท่านั้น เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วต้องสุขใจ และยิ้มไปกับพระอิริยาบถของเจ้าหญิงพระองค์น้อย กับสมเด็จปู่

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ถึงพลับพลาที่ประทับ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

“พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประทับบนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค”

ทั้งนี้ยังมีภาพถ่ายอื่นๆ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่นายจอห์นได้บันทึกไว้ ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยากยิ่ง

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า นายจอห์น เป็นชาวนิวซีแลนด์ ที่อาศัยอยู่ในเมืองโอ๊คแลนด์ ซึ่งอดีตเขาเป็นนักข่าว แต่ปัจจุบันได้เกษียนจากงานเป็นที่เรียบร้อย และตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงราย พร้อมกับภรรยาชาวไทย และลูกสาว

และนอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมอันน่าประทับใจและแสนอบอุ่นของทั้งสองพระองค์ที่ทำให้คนไทยเห็นแล้วมีความสุขนี้ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์อื่นๆ ที่เห็นแล้วสร้างความปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก

ทูลกระหม่อมปู่คือแรงบันดาลใจเป็นใจความสำคัญที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานพระดำรัสตอนหนึ่งสำหรับโครงการกำลังใจว่า

ข้าพเจ้าเริ่มโครงการนี้ ประการหนึ่งเพราะได้แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย อีกประการหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาด้านนิติศาสตร์ และต่อมาได้ทำงานที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นว่าเป็นปัญหากลุ่มคนด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ จึงเป็นที่มาของการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มต้นจากผู้ต้องขัง


ข้อมูล และ ภาพ : IG (welove_bajrakitiyabha), John Stuart Laird

พระสิริโฉมงดงามยิ่ง รวมพระฉายาลักษณ์ เจ้าหญิงสูงศักดิ์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระราชทาน 2 เที่ยวบินช่วย สปป.ลาว

พระอารมณ์ขันของ “พระองค์ภา” รับสั่งถาม BNK48 ว่า “จะจับมือเราไหม เราไม่คิดเงิน”

อยากไปก็ไม่ได้แล้วหนา! ปิดฉากงาน อุ่นไอรักคลายความหนาว ชาวฟ้าชาวดินงดงามถ้วนหน้า

สายใยรัก ความอบอุ่น “พระองค์เจ้าโสมสวลี” และ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

สายใยรัก ความอบอุ่น พระจริยวัตรส่วนพระองค์ที่คล้ายกันของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
พระองค์เจ้าโสมสวลี

พระจริยวัตรที่งดงามของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นั้น พระองค์ทรงมีความคล้ายกับพระมารดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เป็นอย่างมาก โดยอินสตาแกรม welove_bajrakitiyabha ได้เผยแพร่บทประทานสัมภาษณ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยพระองค์ทรงตรัสถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ว่า

“องค์ภามีสิ่งที่เหมือนกับเราคือ ความคิดที่ลึกซึ้ง และลักษณะในการทำงานคล้ายๆ กัน ส่วนเรื่องทำกับข้าว พระองค์ภาทำได้นิดหน่อย อย่างตอนที่เราป่วยครั้งล่าสุด องค์ภาก็มาดูแล เราบอกว่า แม่อยากกินไก่งวง เพราะเป็นช่วงคริสต์มาส องค์ภาก็เปิดยูทูบทำไก่งวงให้ทาน รสชาติก็อร่อยดี”

พระองค์เจ้าโสมสวลี

การนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเล่าถึงวิธีการอบรมสั่งสอน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยว่า เนื่องจากพระองค์ถูกสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ว่าให้เรียนรู้อะไรเอง ทำอะไรเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกวาดบ้าน ถูบ้าน รีดผ้า ทำกับข้าว ทำทุกอย่างให้เป็นก่อนที่จะไปสั่งสอนคนอื่น พระองค์จึงได้นำนิสัยนี้มาสอนพระธิดาด้วย

พระองค์เจ้าโสมสวลี

“กับองค์ภา เราก็สอนว่าอย่าให้คิดว่าตัวเองเป็นเจ้านายให้เคารพทุกคน สอนลูกให้เหมือนคนปกติธรรมดามากที่สุด โดยฐานะของเราเป็นเจ้านายในหน้าที่ แต่อยากให้เขาเป็นคนธรรมดาในชีวิตจริง องค์ภาเคยโดนตี เราถือคติเลี้ยงวัวให้ผูกรักลูกต้องตี ”

ทั้งนี้ แพรวดอทคอม ได้นำบทสัมภาษณ์ที่ คุณกุศลิน พระพี่เลี้ยง ได้กล่าวถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในนิตยสารแพรว ฉบับที่ 222 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2531 ความว่า

“ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก โดยเฉพาะเมื่อสมเด็จแม่ของพระองค์ทรงประชวร แต่ไม่เคยทรงบ่นเบื่อหรือเหนื่อยเลยเมื่อต้องเสด็จงานต่างๆ แทน ทรงทำอย่างเต็มพระทัยทุกครั้ง มีแต่บางครั้งไม่อยากเสด็จไปไหนเพราะทรงต้องการอยู่ดูแลสมเด็จแม่ด้วยพระองค์เองพระองค์เจ้าโสมสวลี

“ด้วยพระชนม์เพียง 10 ชันษา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีพระภารกิจในความรับผิดชอบมากมายเหลือเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันหลายเท่าตัว และพระภารกิจเหล่านี้นับวันก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยทรงเป็นเจ้านายพระองค์น้อยที่ชาวไทยต่างล้วนชื่นชม”


ข้อมูล : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 222, welove_bajrakitiyabha

ภาพ : welove_bajrakitiyabha

“เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” เปี่ยมพระปรีชา สมพระเกียรติยศพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 10

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชาต่างพระมารดาคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศขณะนั้น) เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2522 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

พระประวัติด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงศึกษาระดับอนุบาล ประถม และมัธยมต้น ณ โรงเรียนราชินี จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมปลาย ณ โรงเรียน Heathfield ประเทศอังกฤษ แล้วจึงเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ที่โรงเรียนจิตรลดา

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สำหรับในระดับอุดมศึกษา  ทรงศึกษาระดับปริญญาตรี 2 สาขา ณ สถาบันอุดมศึกษาของไทย 2 แห่ง คือ ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และปริญญารัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ต่อมา เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล เมืองอิทากา รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ หรือกลุ่ม Ivy League ของสหรัฐอเมริกา โดยทรงใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ (LL.M.) เพียง 1 ปี จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ด้านนิติศาสตร์ (J.S.D.) และทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาที่ประเทศไทยควบคู่กันไป ด้วยพระอัจฉริยภาพและทรงพากเพียร ทำให้ทรงสำเร็จการศึกษาทั้งดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา และทรงเป็นเนติบัณฑิตไทยพร้อมกันในปี พ.ศ. 2548

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

“เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” เปี่ยมพระปรีชา สมพระเกียรติยศพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 10

หลังจากนั้น ทรงเข้ารับราชการตำแหน่งอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักอัยการสูงสุด ต่อด้วยรองอัยการจังหวัด และอัยการจังหวัด อีกทั้งทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระกรณียกิจด้านกฎหมายอย่างไม่ขาด ทำให้ทรงได้รับการขนานพระนามว่า “เจ้าหญิงนักกฎหมาย”

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ต่อมา ทรงโอนย้ายมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555 สู่เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ได้แก่ สาธารณรัฐออสเตรีย ประเทศสโลวะเกีย ประเทศสโลวีเนีย ก่อนเสด็จกลับมารับตำแหน่งอัยการจังหวัด สู่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

นอกจากนี้ ยังทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อสานต่อพระปณิธานของพระมารดา (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ) ทรงดำริให้จัดตั้งโครงการกำลังใจ เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการโอกาสในสังคมไทย เป็นต้น

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สำหรับพระอิสริยยศ เมื่อพระราชบิดาเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.  2562 ได้ทรงสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์และเฉลิมพระนาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ต่อมา วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สำหรับพระยศทางทหาร เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารและพระราชทานพระยศทหาร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งขณะนั้นมีพระยศทางทหารเป็น พลโทหญิง ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาธิการ กองบัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) และพระราชทานพระยศเป็น พลเอกหญิง

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น   

ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 19.48 น. สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

เสด็จสู่สวรรคาลัย

น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้จัดทำ นิตยสารแพรว


ข้อมูลและภาพ : th.wikipedia.org, bbc.com, prachachat.net, เรารัก สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา : Our Beloved HRH Princess Bajrakitiyabha

เปิดตัว Impossible Foods ในไทย ทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคนี้

อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) ผู้ผลิตโปรตีนจากพืชที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทั้งในด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และประสบการณ์การรับประทานี่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริง ส่งผลให้แบรนด์ได้รับความนิยมและขยายฐานผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตัวสินค้า 3 ผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

โดยผลิตภัณฑ์ของ Impossible Foods ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับรูปแบบการบริโภคที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Impossible Burger Patties ที่เหมาะสำหรับการสร้างสรรค์เมนูเบอร์เกอร์ระดับพรีเมียม Impossible Nuggets ที่โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มในและเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทุกวัย หรือ Impossible Meatballs ที่สามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลายเมนู ทั้งพาสตาซอสมะเขือเทศ ซุป หรือเมนูฟิวชันสไตล์เอเชีย ด้วยความยืดหยุ่นในการนำไปปรุงอาหารและประยุกต์ใช้ในเมนูที่หลากหลาย ผลิตภัณฑ์ของ Impossible Foods จึงสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการรับประทานภายในบ้านและการสร้างสรรค์เมนูในร้านอาหาร พร้อมเปิดโอกาสให้เชฟ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคได้ต่อยอดไอเดียทางอาหารได้อย่างไม่จำกัด

Impossible Foods ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งประสบการณ์การรับประทานและคุณค่าทางโภชนาการเข้าด้วยกัน โดยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มีโปรตีนคุณภาพสูงไม่น้อยกว่า 12 กรัมต่อ 100 กรัม พร้อมใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและคุณภาพของอาหารในชีวิตประจำวัน

ควบคู่ไปกับการขยายการให้บริการผ่านร้านอาหารทั่วประเทศ ผู้บริโภคชาวไทยยังสามารถสัมผัสผลิตภัณฑ์ของ Impossible Foods ได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านช่องทางค้าปลีกชั้นนำ โดยปัจจุบันได้เริ่มวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์แล้วที่ Tops, Villa Market และจะเริ่มวางจำหน่ายใน Gourmet Market ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน นี้เป็นต้นไป


สำรับไทย…ไว้ใจนารา สัมผัสรสชาติความเป็นไทยผ่านเมนูแห่งฤดูกาล

เมื่อพูดถึงร้านอาหารไทยที่สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของตำรับไทยดั้งเดิมให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างร่วมสมัย ชื่อของ NARA Thai Cuisine หรือ “นารา” ย่อมเป็นหนึ่งในลิสต์แรกๆ ที่หลายคนนึกถึง

สำรับไทย…ไว้ใจนารา สัมผัสรสชาติความเป็นไทยผ่านเมนูแห่งฤดูกาล

ล่าสุดกับแคมเปญ “สำรับไทย…ไว้ใจนารา” ที่พาอาหารไทยโบราณกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง ผ่านเมนูแห่งฤดูกาลและวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะ “ข้าวแช่นารา” เมนูซิกเนเจอร์ประจำหน้าร้อนที่สร้างยอดขายทะลุ 5,000 เซ็ต กลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าความงดงามของอาหารไทยยังคงครองใจนักชิมทุกยุคสมัย

ความโดดเด่นของข้าวแช่นาราอยู่ที่การคงไว้ซึ่งรายละเอียดแบบดั้งเดิม ตั้งแต่น้ำลอยดอกไม้หอมเย็นชื่นใจ ไปจนถึงเครื่องเคียงที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นว่าแม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ความงดงามของวัฒนธรรมการกินแบบไทยยังคงตราตรึงใจผู้คนได้เสมอ

นอกจากเมนูประจำฤดูกาลแล้ว ปีนี้นารายังนำเสนอ Thai Seasonal Set Menu สำรับพิเศษที่รวบรวมรสชาติจากหลากหลายภูมิภาคของไทยมาไว้บนโต๊ะเดียวกัน เริ่มต้นด้วย “น้ำพริกมะม่วงกุ้งเสียบและหมูหวานท้าววรจันทร์” ที่ชวนให้นึกถึงสำรับไทยโบราณ ก่อนต่อด้วย “สลัดกระหล่ำดาวคอหมูย่าง” เมนูที่ตีความรสชาติไทยใหม่ให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งจานที่สร้างความประทับใจคือ “แกงปูใบชะอม” ซึ่งให้ความเข้มข้นของเครื่องแกงพื้นถิ่น ผสานกับเนื้อปูก้อนโตอย่างลงตัว ขณะที่ “ต้มโคล้งปลากุดสลาดย่าง” ก็โดดเด่นด้วยความหอมของปลาย่างและรสชาติที่จัดจ้านตามแบบฉบับอาหารไทย

ส่วนเมนูอย่าง “พอร์คช็อปพะโล้” และ “ปลาหมึกไข่เค็มผัดมะระขี้นก” สะท้อนแนวคิดของนาราที่ต้องการเชื่อมโยงรสชาติคุ้นเคยเข้ากับการนำเสนอรูปแบบใหม่ โดยยังคงหัวใจสำคัญของอาหารไทยไว้อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ยังมีเมนูที่สะท้อนความงดงามของอาหารไทยในรูปแบบร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น “บวบผัดไข่ใส่แหนม” เมนูเรียบง่ายที่อาศัยเทคนิคการปรุงอย่างพิถีพิถัน “ข้าวผัดมันเนื้อและเนื้อเซอร์ลอยน์ทอดน้ำปลา” ที่ยกระดับวัตถุดิบพื้นฐานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น หรือ “กุ้งแม่น้ำทอดเกลือ” และ “ลิ้นวัวย่างซอสแจ่วอีสาน” ที่เติมความหลากหลายให้กับสำรับได้อย่างน่าสนใจ

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้รสชาติ คือการคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตคุณภาพทั่วประเทศ ตั้งแต่พริกแกงจากจังหวัดตราด ไปจนถึงปลากุดสลาดจากนราธิวาส ก่อนนำมารังสรรค์เป็นเมนูที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นผ่านมุมมองร่วมสมัย

ท่ามกลางกระแสความนิยมอาหารไทยที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง NARA Thai Cuisine กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าอาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ แต่ยังสามารถพัฒนาและก้าวสู่เวทีสากลได้อย่างสง่างาม ผ่านประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความเป็นไทยในทุกคำอย่างแท้จริง


ภาพ : Eatography

adidas Originals

adidas Originals เปิดแฟล็กชิปสโตร์ทรงวาด สร้างคอมมูนิตี้แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

adidas Originals เดินหน้าสร้างจุดหมายปลายทางสำหรับคนรักแฟชั่น สตรีทคัลเจอร์ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย พร้อมเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่บนถนนทรงวาด ย่านประวัติศาสตร์ริมน้ำที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจของกรุงเทพฯ

adidas Originals เปิดแฟล็กชิปสโตร์ทรงวาด สร้างคอมมูนิตี้แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

มากกว่าร้านค้าทั่วไป อาดิดาส ออริจินอลส์ สาขาทรงวาด ถูกออกแบบให้เป็นจุดบรรจบทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คน แฟชั่น และเสน่ห์ของชุมชนท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนแนวคิด Originals ที่เชื่อในพลังของความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออกถึงตัวตน และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากผู้คนรอบตัว

ตัวอาคารได้รับการออกแบบโดยคงไว้ซึ่งเสน่ห์ดั้งเดิมของย่านทรงวาด พร้อมผสานความทันสมัยผ่านรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม และการตกแต่งที่สะท้อนเอกลักษณ์ของอาดิดาสได้อย่างลงตัว ชั้นล่างเป็นพื้นที่ที่รวบรวมคอลเลกชันของอาดิดาส ออริจินอลส์ พร้อมสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ผ่านแฟชั่น คัลเจอร์ และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ขณะที่ชั้นบนเป็นร้านกาแฟ % Arabica ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้พักผ่อน และเชื่อมต่อกับคอมมูนิตี้ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของคนรุ่นใหม่ และแรงบันดาลใจที่ไม่หยุดนิ่ง

ภายในร้านยังมาพร้อมโซน Maker Lab ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สร้างสรรค์ และต่อยอดสไตล์ในแบบของตัวเอง รวมถึง Photobooth สำหรับบันทึกช่วงเวลาพิเศษระหว่างการเดินทางในย่านทรงวาด นอกจากนี้ อาดิดาส ออริจินอลส์ ยังเตรียมเปิดตัว Graphic Tee Collection รุ่นพิเศษที่ร่วมออกแบบโดย NUTKAI (นัทไก่) ศิลปินนักวาดภาพประกอบชาวไทย ซึ่งถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม และเรื่องราวของย่านทรงวาดผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยวางจำหน่ายเฉพาะที่สาขาทรงวาดเท่านั้น

เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ อาดิดาส ออริจินอลส์ สาขาทรงวาด นำเสนอกิจกรรมที่สะท้อนความหลากหลายของแฟชั่น สตรีทคัลเจอร์ และคอมมูนิตี้ในย่านนี้ ไม่ว่าจะเป็น DJ และ Thai Sound Sessions ทุกสุดสัปดาห์ เวลา 16.00 – 18.00 น. ที่นำเสนอเสียงดนตรีร่วมสมัยผ่านศิลปิน และดีเจ พร้อมเติมสีสันให้กับบรรยากาศของร้าน รวมถึงกิจกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรากฐานของสตรีทคัลเจอร์อย่าง Rap Battle ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 และ B-Boy Dance Showcase ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ตลอดจนกิจกรรมร่วมกับศิลปิน ครีเอเตอร์ และพาร์ทเนอร์ในชุมชน ที่จะทยอยเปิดตัวตลอดช่วงแคมเปญ

ในช่วงเปิดตัว ผู้มาเยือนสามารถใช้บริการรถรับส่ง MuvMi จากลานช้างสู่ปากซอยร้าน ทุกวัน เวลา 11.00 – 17.00 น. ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2569 พร้อมร่วมกิจกรรมเช็คอิน รีวิวหรือถ่ายภาพภายในร้าน เพื่อรับขนมไทยสุดพิเศษจำนวน 1 ชิ้น โดยจำกัด 60 สิทธิ์ต่อวัน

adidas Originals สาขาทรงวาด เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น. พร้อมต้อนรับทุกคนให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ ผ่านพื้นที่แห่งใหม่ที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว และพลังสร้างสรรค์ของทรงวาดในทุกวัน


CANMAKE

CANMAKE คว้าชัย! ตอกย้ำตำนานบิวตี้ไอเทมเบอร์หนึ่ง

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบิวตี้ไอเทมระดับตำนาน! คุณศะศิรา ตันติวรกุลชัย ผู้บริหารแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำ เข้าร่วมรับรางวัลเกียรติยศในงาน EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025 รางวัลที่การันตีความนิยมสูงสุดจากยอดขายจริงทั่วประเทศ โดยในปีนี้ 2 ไอเทมฮอต ที่ลูกค้าอีฟแอนด์บอยยกให้เป็นอันดับ 1

BEST FINISHING POWDER | CANMAKE Marshmallow Finish Powder Abloom No.01 Dearest Bouquet   สร้างตำนานไม่หยุด! กับรางวัล Best Selling ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำความเป็นแป้งคุมมันหน้าผ่องที่ไม่มีใครล้มแชมป์ได้

BEST HIGHLIGHTER | CANMAKE Munyutto Highlighter No. 01 Moonlight Gem ยืนหนึ่งเรื่องผิวเล่นแสงสายเจแปนก็เอาอยู่ กับไฮไลท์ CANMAKE Munyutto Highlighter No. 01