On เปิดสโตร์ที่ One Bangkok พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยี LightSpray™

On เปิดสโตร์ใหม่ที่ One Bangkok ในคอนเซ็ปต์ “Concrete Textures, Running Spirit”

On แบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาสัญชาติสวิสผู้โดดเด่นด้วยนวัตกรรมและดีไซน์ที่ล้ำสมัย เปิด On สาขาใหม่ล่าสุดที่ One Bangkok พร้อมเปิดตัว LightSpray™ เทคโนโลยีอัปเปอร์รุ่นปฏิวัติวงการเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนับเป็นสโตร์แห่งที่สองในกรุงเทพฯ ต่อจาก On Store Bangkok ICONSIAM โดยร่วมกับ Gill Capital ที่ตอกย้ำพันธกิจระยะยาวของ On ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านประสบการณ์ระดับพรีเมียม นวัตกรรมล้ำหน้า และคอมมูนิตี้ของนักวิ่งในย่านที่มีความทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

ประสบการณ์ “Dream On” ณ ใจกลาง One Bangkok

การออกแบบของ On Store One Bangkok ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด “Concrete Textures, Running Spirit” ถ่ายทอดโครงสร้างเมืองในรูปแบบใหม่ ผ่านพื้นผิวคอนกรีต โทนวัสดุธรรมชาติ เส้นโค้ง และดีเทลไม้โทนอุ่น สะท้อนบรรยากาศบริเวณทางสัญจรใต้โครงสร้างในกรุงเทพฯ ขณะที่แสงไฟนุ่มนวลและพื้นผิวที่ให้สัมผัสอบอุ่นช่วยเติมความรู้สึกผ่อนคลายและฟื้นคืนพลังใจกลางย่านธุรกิจ สะท้อนปรัชญา “Dream On” ผ่านการตีความพลังของการวิ่งในเมืองให้กลมกลืนกับจังหวะชีวิตประจำวันของกรุงเทพฯ

หนึ่งในไฮไลต์คือ Magic Wall แบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่เชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาทำความรู้จักโลกของ On ได้อย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อ เมื่อเปิดลิ้นชักที่ซ่อนอยู่ จะสามารถพบกับรองเท้าครบทุกไซซ์ของรุ่นล่าสุด ทำให้ทีม On advisors สามารถแนะนำขนาดที่เหมาะสมได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังมีโซนสินค้าอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ Tennis “Roger” และโซน Kids ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าแต่ละคู่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพที่แตกต่างกันอย่างไร

4 โซนไฮไลท์

  • Zone 1: Performance Running

นำเสนอรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงและเสื้อผ้ากีฬาที่ออกแบบสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นโดยมีรุ่นไฮไลต์อย่าง Cloudsurfer Max, Cloudmonster 2 และ Cloudrunner 2

  • Zone 2: Performance Training

พื้นที่เฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อรองเท้าเทรนนิงและอุปกรณ์เทคนิคสำหรับการฝึกแบบครอสเทรนนิง การออกกำลังกายในยิม คลาสต่างๆ ในสตูดิโอ และการเคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบ โซนนี้นำเสนอรองเท้าเทรนนิง Cloud X4 และ Cloudpulse ควบคู่กับเสื้อผ้าสมรรถนะสูง รวมถึงไฮไลต์จากคิวเรตการฝึกซ้อมหลักที่ผสานวัสดุฟังก์ชันนัลเข้ากับซิลูเอตแบบโมเดิร์น เพื่อรองรับการออกกำลังก้าระดับเข้มข้นและการใช้งานในชีวิตประจำวัน

  • Zone 3: Performance All Day

โซนนี้จะเน้นสินค้ารองรับไลฟ์สไตล์เดินทางและการใช้ชีวิตในเมือง โดยนำเสนอรุ่นไลฟ์สไตล์อย่าง Cloudtilt และ Cloud 6 ซึ่งออกแบบมาเพื่อการเดินทาง การใช้ชีวิตในเมือง และความสบายในทุกวัน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผสานดีไซน์มินิมัลแบบสวิสเข้ากับความเบา นุ่ม และการรองรับอันเป็นเอกลักษณ์ของ On

  • Zone 4: Tennis & Kids 

ร้านยังมีโซนเทนนิส ที่นำเสนอสินค้าที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์แอมบาสเดอร์เทนนิสของ On รวมถึงรุ่นที่พัฒนาจากความร่วมมือกับ Roger Federer พร้อมด้วยไลน์สินค้าเด็ก โดยโซนนี้จะทำให้ครอบครัวใด้รู้จักกับไลน์สินค้าสำหรับนักกีฬารุ่นเยาว์และนักสำรวจตัวน้อยในชีวิตประจำวันของ On

LightSpray™ เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ One Bangkok

LightSpray™ นับเป็นก้าวสำคัญของการผลิตอัปเปอร์รองเท้าประสิทธิภาพสูง โดยเทคโนโลยีนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นที่ On Labs เมืองซูริก ด้วยเทคโนโลยีการพ่นเส้นใยแบบความแม่นยำสูง ในกระบวนการอัตโนมัติขั้นตอนเดียว โดยเส้นใยน้ำหนักเบาจะถูกพ่นขึ้นรูปตามลักษณะเท้าโดยตรง ทำให้ได้อัปเปอร์แบบชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ภายในเวลาเพียง 3 นาทีอัปเปอร์ของ LightSpray™ มีน้ำหนักเพียง 30 กรัม ไม่มีเชือก ไร้รอยต่อทั้งชิ้น และถูกออกแบบให้กระชับรองรับอย่างแม่นยำ ช่วยให้นักกีฬาโฟกัสกับความเร็วและประสิทธิภาพได้เต็มที่ ส่วนรองเท้าทั้งคู่มีน้ำหนักเพียง 170 กรัม อัดแน่นด้วยโฟมสมรรถนะสูง Helion™ HF แบบสองชั้น แผ่นคาร์บอน Speedboard® ที่ให้แรงส่ง และโครงสร้างเรียบง่ายที่ลดการสูญเสียพลังงานในทุกย่างก้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการวิ่งที่เบาและเร็ว


“อิ้งค์-หมาก-กลัฟ”

“อิ้งค์-หมาก-กลัฟ” ร่วมสร้างมหากาพย์รักครั้งแตกต่างของผู้หญิงชื่อ ‘วันทอง’

เตรียมเปิดประตูก้าวเข้าสู่ความรักบทใหม่ของ “วันทอง” ที่ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า “สองใจ”! กับภาพยนตร์ไทยบล็อคบัสเตอร์ปี 2569 “อัศจรรย์วันทอง” หนังเรื่องแรกของค่าย Black Dragon Entertainment (บริษัท แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด) ได้ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาให้ชม ผ่านฝีมือและมุมมองของผู้กำกับ “ลอง ลีฟ เลิฟว์!” มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ และโปรดิวเซอร์ จูเลี่ยน จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (ผู้อำนวยการสร้าง Parasite, Snowpiercer, The Admiral: Roaring Currents และ The Host)

“อิ้งค์-หมาก-กลัฟ”



ตัวอย่างแรก “อัศจรรย์วันทอง” เผยให้เห็นการโคจรพบกันครั้งแรกของนักร้องสาวชื่อดังแห่งยุค อิ้งค์-วรันธร เปานิล รับบทเป็น “วันทอง” ประกบคู่ 2 พระเอกชื่อดัง ได้แก่ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ รับบทเป็น “ขุนแผน” และ กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ รับบทเป็น “ขุนช้าง” ร่วมด้วย ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ รับบทเป็น “สายทอง” และ เฟย-ภัทร เอกแสงกุล รับบทเป็น “จันสอน” อีกทั้งยังเผยภาพงานโปรดักชั่นสุดยิ่งใหญ่ผสมผสานความร่วมสมัย รวมถึงงานวิชวลเอฟเฟกต์ที่เร้าใจ ตระการตา และจับตามองการพลิกภาพของนักแสดงแต่ละคนในบทบาทที่ผู้ชมไม่เคยเห็น



“อัศจรรย์วันทอง” เรื่องราวการผจญภัยข้ามห้วงเวลาของพิมพ์มาดาหญิงสาวยุคปัจจุบันที่หลุดเข้าไปในโลกของวังวนรักแสนท็อกซิกของ “นางวันทอง” ในหน้าวรรณคดีที่สุดท้ายแล้วต้องรับโทษประหารเพราะขุนแผนและขุนช้างชายที่รักทั้งสอง แต่ทำไมต้องเป็นเธอที่ต้องก้มหน้ารับชะตากรรม พิมพ์มาดาจะขอกำหนดเส้นทางชีวิตใหม่ของวันทองด้วยความคิดและหัวใจของเธอเอง เพื่อหาทางเอาชีวิตรอดและหนีชะตาชีวิตอันน่าอดสูนี้ให้ได้

มุก-ปิยะกานต์ กล่าวว่า “หลังจบโปรเจกต์ ลอง ลีฟ เลิฟว์! ทางค่ายก็ติดต่อมาคุยโปรเจกต์วันทองและแจ้งว่าจะได้ร่วมงานกับคุณจูเลี่ยน จอง มุกก็ตาเป็นประกายเลย เพราะคุณจูเลี่ยนมีผลงานเป็นที่ยอมรับระดับสากล และคุณจูเลี่ยนเองก็ได้ดูผลงานของเราในโรงภาพยนตร์ เขาดูและวิเคราะห์จากงานของเรา มองว่าเราเหมาะกับโปรเจกต์นี้ก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่ซื้อเราเลยได้กลับมาอ่านขุนช้างและขุนแผนหลายเวอร์ชั่นมากจากนักเขียนแต่ละคน ก็ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันพอสมควร เราก็เริ่มสนใจว่าตัวเองยังมีสิ่งที่อยากพูดอยู่รู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สานต่อแมสเสจที่เรายังพูดไม่หมดจาก ลอง ลีฟ เลิฟว์!

เราอยากทำหนังที่เป็นความสัมพันธ์ของทั้ง 2 เพศ สร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขขึ้นเลยเป็นที่มาของการตัดสินใจทำโปรเจกต์นี้ค่ะ”

ติดตามชมตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ “อัศจรรย์วันทอง” ได้ทางช่อง YouTube Black Dragon Entertainment : https://youtu.be/iFWxHLkO1mY พบกันในพุทธศักราช 2569 ในโรงภาพยนตร์

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

การเดินทางค้นหาความสุขที่ยั่งยืนของ แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

“แพร – อมตา จิตตะเสนีย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อแพรี่พาย จากเมคอัพ สู่บทบาทการเป็นกระบอกเสียงเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ภูมิปัญญา จากเด็กอินโทรเวิร์ตที่ต้องเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้อยู่รอดในแวดวงความงาม จนรู้สึกไม่เป็นตัวเอง จึงตัดสินใจเดินเข้าป่า เก็บเห็ด ย้อมผ้า และเรียนรู้เรื่อง พืชพรรณตามฤดูกาล กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอได้เชื่อมโยงธรรมชาติกับชีวิต จนตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกด้านชีววิทยา 

นอกจากจะลงมือทํางานกับชุมชนที่เชียงดาว ทั้งงานพัฒนาโปรดักต์และเปิด คลาสเรียนรู้โลกธรรมชาติ เมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอได้สร้างสวนผักใจกลางกรุงเทพฯ “Pearypie Sky Garden” เนรมิตพื้นที่ดาดฟ้าบนคอนโดปลูกพืชผักกว่า 400 ชนิด สถานที่ที่พาเธอมาพบกับความสุขอันยั่งยืนด้วยการกลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

ธรรมชาติปาบัดใจ

“ชีวิตในวัยเด็กเราอินโทรเวิร์ตมาก เพราะเกิดที่อเมริกา ย้ายโรงเรียน ย้ายบ้านบ่อย ทาให้ชอบท่ากิจกรรมที่ได้อยู่กับตัวเอง อย่างการวาดรูป แต่งหน้า แต่งตัว จึงตัดสินใจเรียนปริญญาตรี คณะออกแบบการแสดง (Performance Deaign and Practice) ที่ Central Saint Martins และเรียนต่อปริญญาโท สาขา การบริหารการจัดการ (Olobal Management) ที่ Regent’s Business School 

จนกระทั่งได้มีโอกาสไปแต่งหน้าในงาน London Fashion Week จากนั้น ก็เริ่มทํายูทูบและอินสตาแกรมในชื่อ PEARYPIE เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์สอนแต่งหน้า ตามเทรน แปลกใหม่ คนก็เริ่มติดตามเยอะขึ้น เพราะช่วงนั้นไม่ค่อยมีใครทําอะไร แบบนี้ ทําให้ช่วงปี 2015 รุ่งมาก มีงานติดต่อเข้ามาตลอด บางวันไปออกอีเวนต์ 3 งาน ท่างานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 2 ชื่อของ FEARYPIE เป็นที่รู้จักในฐานะ เมคอัพอาร์ติสต์ของประเทศ ได้มีโอกาสไปเจอ Jessie J และคนดังมากมาย รู้สึก เท่มาก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทําให้อีโก้สูงมากเช่นกัน อยากได้อยากมีตลอด

มาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตคือตอนอายุ 27 แม้ทุก ๆ วันจะเป็นเหมือนวันเกิด ของตัวเอง เพราะมีแบรนด์ส่งของมาให้ลองใช้มากมาย ได้ลิปสติกวันละเกือบ ร้อยแห่ง แพ็กเกจจิ้งก็ใหญ่ขึ้น แต่เมื่อดูสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้า เริ่มเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลกร้อน บวกกับแต่ก่อนเรารักธรรมชาติมาก ชอบ ปลูกต้นไม้ แต่พอมาทํางานตรงนี้กลับลืมเรื่องเหล่านั้นไปหมด เกิดความรู้สึกว่า เราไม่สามารถหาความยั่งยืนในระยะยาวจากงานเมคอัพอาร์ติสต์ได้ สิ่งที่ทําอยู่ไม่ใช่ เส้นทางของตัวเองอีกต่อไป เราถูกดูดกลืนไปกับสังคมจนเสียความเป็นตัวเอง จากที่ ชอบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ก็ต้องปรับตัวให้พูดเก่ง กล้าแสดงออก เพื่อให้ได้รับ ความสนใจจากสังคมและอยู่รอดในแวดวงนี้ จึงตัดสินใจพักจากงานสายนี้”

“วันหนึ่งเมื่อปี 2017 เราได้ไปเป็นวิทยากรสอนกรูมมิ่งให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และมีอาจารย์จากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไหมไทย กลุ่มสตรี สหกรณ์บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น มอบผ้าไทยให้เป็นของที่ระลึก ซึ่งผ้าสวยมาก เราจึงอยากลงพื้นที่ไปเรียนรู้ภูมิปัญญา ขณะเดียวกันช่วงนั้นกําลังค้นหาเป้าหมาย ของตัวเองอยู่ บวกกับความชอบเที่ยวชอบเดินทางอยู่แล้ว จึงอยากทดลองท่า ทุกอย่าง วันต่อมาจึงตัดสินใจเดินทางไปกับเพื่อนที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนั้น 

ที่นั่นเราได้เข้าไปเรียนรู้กระบวนการการทําผ้าไหมไทยของชาวบ้านในท้องถิ่น ตั้งแต่การเลี้ยงไหม การเลี้ยงต้นหม่อน จนนําไหมมาทอเป็นผ้า ย้อมสี กลายเป็น ผ้าไทยที่สวยงามผืนหนึ่ง ทําให้เราได้ไอเดียนําผ้าทอในชุมชนมาออกแบบเป็นเสื้อผ้า ใส่เอง ก็เริ่มสนุกมากขึ้น เหมือนได้ตัวเองกลับมา จึงไปลงพื้นที่อีกหลายๆ จังหวัด อย่างเชียงใหม่ บุรีรัมย์ อุดรธานี กาฬสินธุ์ ทุกครั้งที่ไปจะได้เรียนรู้จากชาวบ้าน ในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของผ้าทอ แต่ยังได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติ พืชผักในป่าที่สามารถนํามาใช้เป็นสีย้อมผ้า ระบบนิเวศ อาหาร การเอาตัวรอด รวมไปถึง วิถีชีวิตของชาวบ้านด้วยค่ะ

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

เข้าใจป่า เข้าใจตัวเอง

หลังจากลงพื้นที่ในหลายจังหวัด คุณแพรได้สัมผัสประสบการณ์เข้าป่าครั้งแรก ช่วยเปิดโลกให้เธอได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง และค่อย ๆ หลงรักผืนป่า ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตและความงดงาม จนเกิดความตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาปกป้องธรรมชาติ ให้คงอยู่ต่อไป “เมื่อปี 2018 ตอนนั้นเราลงพื้นที่ไปหาชาวบ้านที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปเรียนรู้การทอผ้าไหม ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าป่า แต่ชาวบ้าน ในพื้นที่ชวนเราเข้าไปเก็บเห็ด อากาศดีมาก ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี เป็นครั้งแรก ที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิด ซึ่งสําหรับเราถือว่าแปลกใหม่มาก เพราะชีวิต ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ไปไหนก็มักจะมีคนมาห้อมล้อม ขอถ่ายรูป ให้ความสนใจ ตลอด ทําให้รู้สึกตัวเองตัวใหญ่มากอยู่เสมอ

“แต่พอได้เดินเข้าไปในป่า เรากลับรู้สึกตัวเล็กลงอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือน ธรรมชาติคอยสอนให้เราค่อย ๆ เปิดใจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ทําให้ถ่อมตน มากขึ้น ตลอดทางเดินก็ทุลักทุเลมาก ต้องลุยน้ํา ข้ามโขดหิน ซึ่งตอนแรกเราก็ยัง ใส่เสื้อผ้าที่ท่าจากผ้าไทยกับผ้าม่อฮ่อมเพราะอยากสวย (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็ต้อง ยอมเปลี่ยนเป็นกางเกงเลกกิ้งเพื่อให้เดินป่าได้สะดวกขึ้น พอได้ลองปรับตัวแล้วก็ สนุกเลยค่ะ ได้เล่นน้ําตก เก็บเห็ด เรียนรู้โลกใบใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน 

“สิ่งหนึ่งที่เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นคือเรื่องของระบบนิเวศ หลักการมีอยู่ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดคือส่วนประกอบของระบบนิเวศ และแต่ละชีวิตก็มีหน้าที่ของตัวเอง โดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 อย่าง คือ พืช ทําหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนมนุษย์ สัตว์ เป็น ผู้บริโภค สุดท้ายคือจุลินทรีย์ อย่างแบคทีเรียและเห็ดรา ทําหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย ช่วยคืนสารอาหารกลับสู่ธรรมชาติ แต่นอกจากสามหน้าที่หลักแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็ยังมีหน้าที่เป็นผลพลอยได้ เช่น การที่พึ่งมาเก็บน้ําหวานจากดอกไม้ก็ช่วยถ่าย ละอองเรณูระหว่างดอกไม้ เกิดการผสมเกสร จนเราได้กินผลผลิตต่าง ๆ มากขึ้น 

“หรืออย่างเมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเลยว่าทําไมต้องมีฤดูร้อน เพราะทั้งร้อนทั้งเหนียวตัวจนน่าหงุดหงิด ตอนหลังกลับค้นพบว่าฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาสําคัญ ของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะดอกไม้ท้องถิ่นที่จะเบ่งบานมากที่สุดในฤดูนี้ก็เพื่อดึงดูด ตั้งให้มาผสมเกสร กลายเป็นผล เป็นเมล็ด ที่เมื่อร่วงหล่นลงพื้นก็จะค่อยๆ แตกหน่อกลายเป็นต้นไม้ใหม่ต่อไป แม้จะฟังดูเหมือนแค่หลักการพื้นฐานของ ธรรมชาติ แต่พอเราเข้าใจสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ทําให้เราปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด เริ่มมองเห็นว่าฤดูร้อนก็มีเหตุผล เพราะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในวงจรธรรมชาติ ฉะนั้น เราก็ไม่จําเป็นต้องหงุดหงิดกับความร้อนขนาดนั้น ทุกอย่างเป็นพื้นฐานของชีวิต ทีเราต้องเข้าใจ

“นอกจากนี้ยังทําให้เราเข้าใจที่มาของวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง เช่น เห็ดป่าบางชนิด ถ้าเราอยากกิน ไม่ได้หมายความว่าแค่เดินเข้าป่าแล้วเก็บออกมาได้ แต่ต้องดูแลรักษา ต้นไม้ใหญ่ด้วย เพราะเห็ดหลายชนิดอย่างเห็ดโคนหรือเห็ดระโงกจะเติบโตได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ใกล้กับรากของต้นไม้บางชนิด เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการดูแลธรรมชาติด้วยเช่นกัน

พอได้เข้าป่าครั้งแรกก็ติดใจเลยค่ะ ในปีเดียวกันเรากลับเข้าไปในป่าเดิมอีกครั้งตรงกับช่วงที่เกิดวิกฤติฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง ครั้งนั้นได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของป่าไม้อย่างชัดเจน จากพื้นที่ที่เคยเขียวขจีกลับแห้งแล้ง แต่พอกลับไปอีกครั้งในช่วงฤดูฝน ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนไปอีก คราวนี้ผืนป่าเต็มไปด้วยความชุ่มชื้น เห็ดป่า ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ทําให้เราได้เห็นการพึ่งพาเกื้อกูลกันเองของธรรมชาติ โดยไม่จําเป็นต้องมีมนุษย์ไปจัดการหรือควบคุมเสมอไป จุดนั้นเองที่ทําให้รู้สึกอินกับเรื่อง ของป่าไม้มาก ๆ และอยากปกป้องสิ่งสวยงามนี้ไว้ให้ดํารงอยู่ต่อไป”

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

กลุ่มถิ่นนิยม คนรักป่า

“การเข้าป่าหลายครั้งทําให้ได้รู้จักกับพี่มล (ดร.จิราวรรณ คําชาว) นักวิจัย และพัฒนาด้านจุลชีววิทยา เขาเป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มถิ่นนิยม คือกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเพื่อพัฒนาในสิ่งที่ ตัวเองมี พูดง่ายๆ คือกลุ่มคนที่มีความรักในถิ่นของตน โดยมีเด็กๆ ในชุมชนร่วมด้วย 

“เขาเล่าให้ฟังว่าพื้นที่บริเวณดอยเชียงดาวทั้งหมด ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และยังเป็นแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าสงวน เขาจึง ก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์บ้านเกิด เป้าหมายคืออยากทําให้เชียงดาวกลายเป็น ชุมชนที่พึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้ โดยทํางานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ทั่ว เชียงดาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารที่ดี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และจะมี การแปรรูปทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แบรนด์ Timniyom Selected 

“นอกจากนี้เขาก็กําลังหาพาร์ตเนอร์มาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเราพอมีความรู้ด้านการออกแบบบ้าง จึงเข้าไปช่วยดีไซน์เปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งของ ผลิตภัณฑ์ในชุมชนใหม่ อย่างขวดน้ําผึ้งป่า ถุงใส่ขิง กระชายอินทรีย์อบแห้ง หรือ ถุงข้าวหอมนิลอินทรีย์ แล้วโปรโมตผ่านอินสตาแกรม (Quinniyom.selected) โดย น่าชุดความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาย่อยให้ง่าย เล่าผ่านศิลปะในแบบที่เราถนัด เช่น การทําคลิปเล่ากระบวนการทํางานของธรรมชาติ การปลูกพืชอย่างยั่งยืน หรือการ ทดลองน่าสีจากพืชมาย้อมเป็นผ้าธรรมชาติ ซึ่งเป็นทั้งการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับทรัพยากรพื้นถิ่นผ่านสายตาและภาษาของคนรุ่นใหม่”

“หลังจากเข้ากลุ่มกินนิยม คุณแพรได้ร่วมทํางานเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพ ของชุมชน ซึ่งต้องใช้ทั้งความเข้าใจเชิงพื้นที่ เชิงวัฒนธรรม และเชิงนโยบาย ทําให้ ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชา ความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถสื่อสารกับภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน

“เหตุผลที่ตัดสินใจเรียนต่อเพราะที่ผ่านมาเราถนัดเฉพาะการแสดงออกผ่าน ผลงานศิลปะ ใช้ความรู้สึกน่าทาง แต่เมื่อโตขึ้น พบว่าเรื่องที่เราสนใจอย่างการ อนุรักษ์ธรรมชาติไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว จําเป็น ต้องมีชุดความรู้ที่ลึกและรอบด้านจริง ๆ เพื่อให้สื่อสารออกไปแล้วมีน้ําหนัก ไม่ใช่ แค่ในฐานะศิลปินหรือคนที่มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ แต่ในฐานะของคนที่อยากเข้าใจ และเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมเข้ากับผู้คนในหลากหลายมิติ

“การเรียนด้านนี้เป็นเรื่องยากมาก เพราะความที่เราเรียนและทํางานเกี่ยวกับศิลปะมาตลอด ต้องกระโดดข้ามสายมาจ่าชื่อทางวิทยาศาสตร์ของพืชพรรณต่าง ๆ อย่างวิชาอนุกรมวิธานพืช (Plant Taxonomy) เป็นการศึกษาเอกลักษณ์ของพืช แต่ละชนิดว่ามีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่าอะไร อยู่วงศ์ตระกูลไหน หรือวิชา พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotany) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับพืช เพื่อเชื่อมโยงถึงภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเราต้องนําความรู้เหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในชุมชนเชียงดาว เช่น การนําาเอื้องค่าหรือ เอื้องผึ้งอบแห้งมาดองในน้ําผึ้งป่า ที่นอกจากให้กลิ่นหอมและความสวยงามแล้ว ยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย”

Chiangdao Classroom

อีกหนึ่งเครื่องมือที่คุณแพรในฐานะสมาชิกกลุ่มถิ่นนิยมภูมิใจนําเสนอการจัดค่าย Chiangdao Classroom ห้องเรียนที่ช่วยให้คนกับธรรมชาติได้เชื่อมโยง ถึงกัน “หลังจากที่เราได้ไปเรียนรู้ข้อมูลเชิงลีกมาเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องลงมือทํา โดยเรากับพิมลได้ร่วมจัดกิจกรรมให้คนที่สนใจเรื่องระบบนิเวศเข้าป่า เรียนรู้ธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ค่าย Chiangdao Classroom ตอน Magic World of Fungi ฟังใจป่า ฟังใจฉัน ฟังใจเรา” ทุกคนจะได้เข้าป่าไปสัมผัส ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรียนรู้ ธรรมชาติ เช่น การถอดรองเท้าลองเหยียบดินเดินป่า ให้เราได้เชื่อมโยงกับ ธรรมชาติ เมื่อรู้ว่าดินมีสัมผัสยังไง อุณหภูมิแบบไหน จะตามมาด้วยความ อยากดูแลรักษา ซึ่งความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติแบบนี้กําลังหายไปจากสังคมปัจจุบัน พอห่างไกลทําให้ความรู้สึกอยากดูแลรักษาหายไปด้วย “ในส่วนของตัวเองก็ได้ใช้ความรู้ทางศิลปะมาเชื่อมโยงกับสายวิทยาศาสตร์

โดยจัดกิจกรรมน่าพืชพรรณจากธรรมชาติมาย้อมสีผ้า อย่างดาวเรือง ดอกตาเสีย ก็สามารถนํามาย้อมผ้าได้ หรือค่าแสดทีมีสีแดงอมส้ม ก็สามารถนําไปใช้ตกแต่ง สีอาหารหรือใช้เป็นสีลิปสติกได้เช่นกัน เป็นกิจกรรมในคลาสที่สามารถนําาไปต่อยอดประกอบอาชีพได้ เรารู้สึกว่าพืชแต่ละชนิดล้วนมีศักยภาพในตัวเอง ถ้าเข้าใจวิธีใช้ และคุณค่าของมันจะสามารถต่อยอดเป็นผลงานเชิงสร้างสรรค์ได้อีกมากมาย ทั้งในเชิงศิลปะ งานออกแบบ หรือผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น”

Pearypie Sky Garden

เมื่อเกิดวิกฤติโควิดในปี 2021 ทําให้คุณแพรไม่สามารถลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ได้เหมือนเดิม จึงหันมาเปลี่ยนพื้นที่ชั้นดาดฟ้าของคอนโดให้กลายเป็นสวนผัก จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ช่วงนั้นเราเครียดมากเพราะต้องถูกจํากัดพื้นที่และเราก็พบว่าปัญหาของคนเมืองคือไม่มีแหล่งอาหารเป็นของตัวเอง ต้องพึ่งอาหาร จากที่อื่น อย่างการไปซื้อวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ต จึงเกิดคําถามกับตัวเองว่า แล้ว ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยอยู่ตรงไหน

“เราจึงเปลี่ยนพื้นทีชั้นดาดฟ้าให้กลายเป็นสวนผัก เพื่อสร้างแหล่งอาหาร ที่มั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว เพราะเราอยู่ในอาคารที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับ ธรรมชาติเลย แต่พอมีสวนนี้ ทําให้เรามีพื้นที่ปลดปล่อยงานศิลปะ เป็นต้นแบบ ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้คนที่สนใจเข้ามาทํากิจกรรมเวิร์กช็อป เพื่อเรียนรู้วิธีการปลูกพืชผัก การผสมดิน และการดูแลต้นไม้ในเมืองให้งอกงาม 

“แม้เมื่อก่อนจะชอบไปลงชุมชนเก็บผักกาด เก็บเห็ดตามป่า แต่พอมาปลูก เองแล้วยากกว่าค่ะ เพราะเหนื่อยสุด ๆ ต้องใช้เวลาทุ่มเทให้กับพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อวัน เราต้องนอน 3 – 4 ทุ่มแล้วตื่นตี 5 เป็นประจํา เพื่อจะได้ มีเวลาดูแลสวนผักมากขึ้น ส่วนต้นไม้ที่ปลูกแล้วไม่ขึ้นไม่รอดก็มีเยอะ แต่ต้อง อาศัยความอดทนและเรียนรู้ไปกับมันพอสมควร อย่างกะหล่ําดอก มะเขือเทศใช้เวลาปลูก 4 เดือนขึ้นไป หรือแครอตบางชนิดต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่สิ่งที่ได้ กลับมาคือการรู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ

“เราตั้งใจให้สวนแห่งนี้มีความหลากหลายของพืชพรรณ โดยสร้างระบบนิเวศ ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดการพึ่งพากันและกันของสิ่งมีชีวิต อย่างโซนแรกเป็นโซน ดอกไม้สําหรับสิ่งมีชีวิต เช่น นกหรือผึ้งหลวง ซึ่งเราเลี้ยงชันโรงหรือผึ้งจิ๋วที่ไม่มี เหล็กในให้ช่วยผสมเกสรในแปลงผักและเก็บน้ําผึ้ง นอกจากนี้ยังสามารถนําสีของ ดอกไม้มาย้อมผ้าหรือตกแต่งสีอาหารได้อีกด้วย โขนที่สองเป็นโซนต้นมะนาว ของคุณแม่ โชนทีสามเป็นพืชผักสวนครัว เช่น ผักชี พริก ต้นหอม ผักกาด แครอต บีตรูต กะหล่ําปลี โซนที่สี่คือพืชหมุนเวียนตามฤดูกาล เช่น สับปะรด องุ่น สตรอว์เบอร์รี่ มะเขือเทศ ถั่ว ส่วนมากจะปลูกพืชผักระยะสั้น 3 – 4 เดือน ค่อยเปลี่ยนใหม่ และโซนที่ห้าเป็นพวกพืชผักที่ปลูกในกระถาง อย่างมันม่วงญี่ปุ่น โรสแมรี่ ข้าวโพด แก้วมังกร

“ทุกอย่างเป็นออร์แกนิกทั้งหมด รวมถึงการทําปุ๋ยก็ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และเศษอาหารที่เหลือมาทํา เช่น แกลบ ขุยมะพร้าว เปลือกไข่ อาหารที่กินเหลือ นํามาหมักประมาณ 3 – 4 เดือน ตอนนี้ปลูกมาแล้วกว่า 400 ชนิดค่ะ (ยิ้ม) 

“ทีปลูกเยอะขนาดนี้เพราะเราได้บทเรียนหนึ่งจากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด แม้ว่าเราจะชอบกินผัก แต่ก่อนหน้านี้กินอยู่แค่ไม่กี่อย่าง เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ช้า ๆ วนไปมา จนมาเจอพืชผักท้องถิ่นของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ถึงได้รู้ ว่าที่นั่นมีพืชที่กินได้มากถึง 900 ชนิด เช่น ผักขี้หูด ผักเฮือด มะเขือเหลือง มะเขือส้ม ซึ่งคนทั่วไปแทบไม่รู้จัก ทําให้เราได้เรียนรู้ว่าถ้าเรายังเลือกกินผักอยู่ ไม่กี่ชนิด หรือกินแต่ผักนอกฤดูกาลที่หาซื้อได้ตลอดปีในห้าง เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ก็จะค่อย ๆ หายไป เกษตรกรเองก็จะเลือกปลูกแต่พืชเศรษฐกิจซ้ํา ๆ ส่งผลให้ ระบบนิเวศในดินย่ําแย่ สมดุลของธรรมชาติก็จะถูกทําลายลง จนกลายเป็น สาเหตุหนึ่งของภัยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราเชื่อว่าทุกคนสามารถ เป็นนักอนุรักษ์ในแบบของตัวเองได้ และหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการกินให้หลากหลายไม่เพียงแค่ดีต่อร่างกาย แต่ยังเป็นการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพด้วยนะคะ

สร้างโลกให้สวยงาม

ทุกสิ่งที่เราทําไม่ใช่แค่เพื่อธรรมชาติ แต่เพื่อเยียวยาตัวเองด้วย เพราะเรา เชื่อว่าถ้าเราดูแลและเติมพลังให้ตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะส่งต่อพลังให้ใครได้ นี่คือพื้นฐานของชีวิต สําหรับแพลนในอนาคต กําลังตั้งใจพัฒนาพื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่ ที่อําเภอเชียงดาว เป็นทั้งฟาร์มและสตูดิโอเล็ก ๆ เพื่อต่อยอดจากสิ่งที่ทํามาตลอด ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติ และจะกลับมาทํายูทูบอีกครั้ง เพื่อเล่าเรื่องธรรมชาติที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

“เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป อย่างฝุ่น PM2.5 ที่เราหายใจเข้าไปทุกวัน หรืออากาศที่ร้อนขึ้นผิดปกติ นี่คือ ผลลัพธ์ของการที่เราตัดขาดจากธรรมชาติและมองข้ามความสําคัญของระบบนิเวศ ที่เราเคยพึ่งพิง เมื่อธรรมชาติไม่สมดุล มนุษย์เองก็อยู่ยากขึ้น เรายังเห็นช่องว่าง ระหว่างคนเมืองกับธรรมชาติอยู่เยอะ หลายคนโตมาโดยไม่เคยเดินป่า ไม่เคยจับดิน ไม่เคยรู้ว่าผักที่กินมาจากไหนด้วยซ้ํา ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเมื่อเราไม่รู้จักธรรมชาติ ก็ยากที่จะเห็นคุณค่า หลายคนที่มาเข้าร่วมเวิร์กช็อปกับเรามักบอกว่าพอได้สัมผัส ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทําให้พวกเขาเกิดความรู้สึกหวงแหน อยากให้มีสิ่งเหล่านี้ บนโลกเยอะ ๆ บางคนถึงขั้นนําเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นกลับไปปลูกต่อที่บ้านก็มี

“จริงอยู่ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ มนุษย์มีหน้าที่หลักในการบริโภค แต่เรา สามารถเลือกที่จะเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าได้ หากเรามองหาหน้าที่อื่น ๆ ที่สามารถสร้าง ประโยชน์ให้กับโลก เช่นเดียวกับผึ้งที่มีหน้าที่บริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถ ช่วยผสมเกสรดอกไม้ไปด้วย ฉะนั้นการเลือกที่จะช่วยกันดูแลธรรมชาติเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยให้ชีวิตมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมได้ แม้จะอยู่ในเมืองก็ตาม อาจเริ่มต้นจากการหันมาปลูกต้นไม้ในบ้าน แยกขยะ ลด การใช้พลาสติก หรือแม้แต่การเลือกสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนในท้องถิ่นนอกจากนี้ในโลกออนไลน์ก็สามารถช่วยกันทําหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ให้ปัญหา งแวดล้อมในชุมชนกลายเป็นประเด็นสาธารณะได้อีก

“การอนุรักษ์ธรรมชาติเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา เมื่อความตระหนักเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงทียังยืนจะตามมาเอง


ที่มา นิตยสารแพรว

เรื่อง Prince

ภาพ วรสันต์

Volvo

Volvo Family Day 2025 ทริปครอบครัววอลโว่สุดม่วนจอยม่วนใจ

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จัดกิจกรรม Volvo Family Day ม่วนจอยม่วนใจ พาครอบครัววอลโว่ร่วมทริปสุดม่วน บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – พัทยา เมื่อวันที่ 1–2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในปีนี้ วอลโว่ได้จัดทริปภายใต้ธีม “ม่วนจอยม่วนใจ” ให้ลูกค้ากว่า 300 คนได้ร่วมปลดปล่อยความสนุกตลอดทั้งเส้นทาง ผ่านกิจกรรมเสริมความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ออกแบบให้เหมาะสมกับครอบครัวที่มีเด็ก ให้ได้สนุกและใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากครอบครัววอลโว่จากหลากหลายพื้นที่ ทำให้บรรยากาศภายในงานอบอุ่นเสมือนได้กลับมาเจอครอบครัววอลโว่อีกครั้งหนึ่ง

Volvo

เริ่มต้นกิจกรรมช่วงเช้า ครอบครัววอลโว่ลงทะเบียน และรับประทานอาหารเช้าและรับฟังรายละเอียดเส้นทางและกิจกรรมตลอดทั้งวัน โดยมี คุณภัทรพงษ์ อชะปาละศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ให้เกียรติกล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้ร่วมเดินทางทุกท่านอย่างเป็นกันเอง ก่อนโบกธงปล่อยตัวคาราวานรถวอลโว่กว่าร้อยคัน มุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ สู่พัทยา

Volvo

เริ่มต้นกิจกรรมสุดม่วนที่ Thaithani Cultural Village & Elephant Pattaya ทุกครอบครัวได้ร่วมพิชิตภารกิจย้อนวันวานสุดม่วนจอยถึง 4 ฐาน ได้แก่ ม่วนดนตรีเพลง, ม่วนสเต็ป, ม่วนวิ่ง ม่วนเดิน, ม่วนต่อยม่วนตี โดยเล่นเป็นทีม ให้ทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้ร่วมม่วนไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน แต่ละฐานเรียกทั้งเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นสนุกสนานตลอดทั้งบ่าย

Volvo

ในช่วงค่ำคืน วอลโว่พาลูกค้าเข้าสู่กิจกรรมสุดท้ายของวัน ณ Grande Centre Point SPACE Pattaya  กับปาร์ตี้ม่วนจอยม่วนใจยามค่ำคืนให้ทุกท่านได้เต็มอิ่มไปกับอาหาร และร่วมสนุกกับการประกวดแต่งกายในธีม Thai iconic พร้อมลุ้นของรางวัลมากมาย ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งตัวแม่ “สามตัวบน” ได้แก่ ตั๊ก ลีลา, สุนารี ราชสีมา และ ฮาย อาภาพร ให้ครอบครัววอลโว่ทุกท่านได้ร่วมสนุก ได้รับพลังความม่วน ความฮากันแบบจัดเต็ม กลับบ้านไปด้วยรอยยิ้ม ตอบแทนที่ทุกท่านที่มาเข้าร่วมและสร้างประสบการณ์ สร้างความทรงจำดีๆร่วมกัน

Volvo

กิจกรรม Volvo Family Day ม่วนจอย ม่วนใจ ในครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), บริษัท อีแซดเอสวีเอส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ธนชาตประกันภัย, บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามมิชลิน จำกัด (Tyreplus), Hand & Co และ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด 


"ออก้า-นครา ศิลาชัย"

“ออก้า-นครา ศิลาชัย” แชมป์โลกเจ็ตสกีผู้เติบโตบนเส้นทาง “จิตอาสา”

ในวงการกีฬาเจ็ตสกีของประเทศไทยและระดับโลก ชื่อของ “ออก้า-นครา ศิลาชัย” ลูกชายคนกลางของ “เปิ้ล-นาคร” และ “จูน-กษมา” ได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะนักกีฬาอายุน้อยที่สร้างปรากฏการณ์และคว้าแชมป์มาครองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ล่าสุดออก้าได้ทำให้คนไทยทึ่งกับการแสดเจ็ตสกีลีลา Fly Cord ขึ้นจากน้ำในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2025

 3 สัปดาห์แห่งการฝึกซ้อม

คุณพ่อเปิ้ล-นาคร ออกมาเปิดเผยความรู้สึกและเบื้องหลังการแสดงของลูกชายโดยกล่าวว่า “ในภาวะที่กดดันมากมาย 3อาทิตย์ของการฝึกซ้อม ขนาดของบ่อที่ต้องทำการโชว์ ความลึกของน้ำที่ต่ำกว่าการควบคุมของเจ็ทสกีมีเพียง80cmมากว่านี้จะเกินน้ำหนักที่ทางสนามจะรับได้(ความลึกควรเป็น150cmขึ้นไป) การควบคุมดูแลจากผู้จัดและวิศวกรที่ต้องคำนวณกันแบบสุดๆพลาดบ่อแตกระหว่างการแสดงไม่ได้ เพราะมันคือครั้งแรกของโลกสำหรับเจ็ทสกีในอีเว้นท์ระดับชาติแบบนี้ทีมจัดงานทำได้สุดจริงๆ ครั้งแรกของเด็กน้อยอายุเพียง14ขวบ ท่าที่ป๊าออกแบบให้ มีผู้ใหญ่ในประเทศที่จะทำได้เพียงไม่กี่คน ต้องใช้ความแข็งแรงและความชำนาญสูง…เสียงดนตรี เสียงเชียร์ที่โดยเฉพาะต่อหน้าพระพักตร์ ที่ลูกไม่เคยเจอ ที่สำคัญคือกล้าและความตั้งใจที่ลูกและทุกคนต้องทำและผ่านมันไปให้ได้ และในที่สุดลูกและทุกคนก็ทำได้ ที่สุดสำหรับครอบครัวเล็กอย่างเราที่ได้รับโอกาสนี้ภูมิใจมากแล้ว”

เยาวชนต้นแบบผู้ไม่หยุดนิ่ง

ออก้าเริ่มผูกพันกับเจ็ตสกีตั้งแต่วัยเด็ก โดยคุณพ่อคุณแม่เคยเปิดเผยว่าเขาเริ่มขี่ร่วมกับคุณพ่อตั้งแต่อายุ 1 ขวบครึ่ง และเริ่มปล่อยขี่เดี่ยวเมื่ออายุ 3 ขวบ ออก้าลงสนามแข่งขันครั้งแรกที่ประเทศลาวตอนอายุเพียง 6 ปี

แม้ระหว่างทางจะมีอุปสรรคจากการบาดเจ็บและเสียน้ำตา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บั่นทอนความกล้าหาญของเขาเลย เพราะในที่สุดออก้าก็สามารถเอาชนะใจตนเองและคว้าตำแหน่ง แชมป์โลก ในรายการ JETSKI World Finals ที่สหรัฐอเมริกา ในรุ่นจูเนียร์ (Junior Ski 10-12 Stock) ได้ถึง 2 ปีซ้อน คือ ปี 2022 และ 2023 ทำให้เขากลายเป็นแชมป์โลกเจ็ตสกีไทยที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น พ่วงมาด้วยรางวัลเกียรติยศอื่น ๆ อีกมากมาย

เติบโตบนเส้นทางจิตอาสาแห่งการให้

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความสำเร็จบนเวทีโลก ออก้ายังถูกปลูกฝังให้เป็น ผู้ให้” ด้วยการติดตามคุณพ่อเปิ้ล-นาคร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยเจ็ตสกีทุกปี โดยการใช้ทักษะความเชี่ยวชาญด้านน้ำเพื่อเข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลนี้ คือ บทเรียนนอกตำรา ทำให้ได้สัมผัสความยากลำบากและความเมตตา โดยออก้าลงมือช่วย แพ็คของ ขนของ และร่วมเดินทางไปบริจาค ด้วยตัวเอง ทำให้ครอบครัวศิลาชัยเป็นแบบอย่างของการส่งต่อจิตอาสาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง

CHALACHOL

Schwarzkopf Professional และ SUBLIMIC ร่วมกับ CHALACHOL เปิดตัวโครงการพิเศษ Discover The Finest Hair Salon Experience

ที่สุดแห่งประสบการณ์เหนือระดับ ร้านซาลอนต้นแบบโดยแบรนด์ระดับโลก Schwarzkopf Professional และ SUBLIMIC ผนึกกำลังร่วมกับ CHALACHOL เปิดตัวโครงการพิเศษ “Discover The Finest Hair Salon Experience” เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลเส้นผมสู่ประสบการณ์ความงามแบบครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Best of Both”  เพื่อผลลัพธ์ที่นำไปสู่ข้อได้เปรียบทางธุรกิจ

CHALACHOL

ภายในงาน CHALACHOL ถ่ายทอดแนวคิดความงามแห่งอนาคตที่ผสานนวัตกรรมการทำสีผมและการบำรุงปรนนิบัติเส้นผมระดับโปรเฟสชันแนล โดยใช้ผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากสองแบรนด์ระดับโลก พร้อมกับเปิดตัว 2 สาขาต้นแบบ CHALACHOL สาขาอาคาร PARK VENTURE เพลินจิต และ CHALACHOL สาขา SIAM CENTER 

CHALACHOL

ภายใต้แนวคิด “Best of Both” Best in Product & Service Innovation การร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานซาลอนไทยให้มีมาตรฐานสูงทั้งคุณภาพการบริการ ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ และประสบการณ์มี่ผู้บริโภคจะมั่นใจได้ในคุณภาพ ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ คุณภาพการบริการ การออกแบบพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการดูแลเส้นผม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง “Your Go-To Luxury Salon” ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและสุขภาพเส้นผมอย่างแท้จริง

CHALACHOL

Schwarzkopf Professional และ SUBLIMIC ร่วมกับ CHALACHOL เปิดตัวโครงการพิเศษ Discover The Finest Hair Salon Experience

CHALACHOL ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ “The Finest in Every Dimension” ผ่าน 3 หลักสำคัญของประสบการณ์สุดหรู

  1. Finest in Lifestyle – งานเปิดตัวสุดหรูที่รวมเหล่า KOLs และแขกรับเชิญพิเศษกว่า 20 ท่าน เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การปรนนิบัติผมในแบบ Ultra Salon ที่รังสรรค์ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
  2. Finest in Experience – ถ่ายทอดความประทับใจผ่านกิจกรรมสุดพิเศษและของขวัญสำหรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อม Workshop ให้ความรู้ด้านการดูแลผมและหนังศีรษะโดยผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC
  3. Finest in Craft – เปิดตัวบริการ Signature สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งการบริการเปลี่ยนสีผมโดยผู้เชี่ยวชาญ และการบำรุงดูแลเส้นผม ผสานความหรูหราและเทคโนโลยีแห่งการดูแลเส้นผม
CHALACHOL

บรรยากาศของ CHALACHOL ถูกออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจาก “Holistic Beauty” พื้นที่ที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ของการดูแลเส้นผม ด้วยโทนสีเรียบหรู เน้นความผ่อนคลายและประสบการณ์แบบ Private Lounge พร้อมบริการจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมจากสองแบรนด์ระดับโลก

CHALACHOL

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบของที่ระลึกพิเศษ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียม SUBLIMIC และ Gift Voucher รับบริการทรีทเม้นท์เมนูพิเศษ แทนคำขอบคุณแก่แขกผู้ร่วมงาน และเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยุคใหม่ของซาลอนระดับพรีเมียมในประเทศไทย

CHALACHOL

โครงการนี้สะท้อนจุดยืนของเราในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการยกระดับมาตรฐานซาลอนไทย ทั้งด้านคุณภาพ บริการ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ” ผู้บริหารโครงการกล่าว CHALACHOL พร้อมแล้วที่จะเป็น “Your Go-To Luxury Salon” จุดหมายใหม่ของคนรักผม ที่ต้องการสัมผัสการดูแลระดับโลกที่ต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลเส้นผมอย่างแท้จริง


บันทึกความประทับใจ Praew Best of Wedding 2025 ยกย่องเหล่ามืออาชีพผู้รังสรรค์งานวิวาห์

เพราะทุกงานสำคัญมีผู้อยู่เบื้องหลังเสมอ แพรวพาชมบรรยากาศ Praew Best of Wedding 2025  งานประกาศรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ยกย่องเหล่ามืออาชีพผู้สร้างสรรค์ความสมบูรณ์แบบในวันแต่งงาน

“งานแต่งงาน” มักได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็นวันสำคัญของชีวิต คู่บ่าวสาวหลายคนจึงใส่ใจทุกดีเทลเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ การตกแต่ง เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ การแต่งหน้า และทรงผม ฉะนั้นผู้อยู่เบื้องหลังงานแต่งงานจึงเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มีส่วนช่วยเติมเต็มงานให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

สำหรับ Praew Best of Wedding 2025 ที่จัดขึ้น ณ บ้านดาหลา บาย อังคณา ถือเป็นครั้งที่ 4 ของการประกาศรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ยกย่องเหล่ามืออาชีพผู้สร้างสรรค์แต่งงาน โดยครั้งนี้รางวัลประกอบด้วย 10 สาขา ได้แก่

  1. สาขา THE BEST CONTEMPORARY THAI WEDDING  DRESS: Amata Wedding
  2. สาขา THE BEST EXTRAORDINARY GEMSTONE JEWELRY: Beauty Gems
  3. สาขา THE BEST DIAMOND QUALITY & DESIGN: Epiphany Jewelry
  4. สาขา THE BEST WEDDING DECORATION: I AM FLOWER
  5. สาขา THE BEST BRIDAL EMBROIDERY &CRAFTSMANSHIP ATELIE: Nanthawat Bangkok
  6. สาขา THE BEST WEDDING LOCATION IN BANGKOK: Shangri-La
  7. สาขา THE BEST BRIDAL SHOES: Sirena shoes
  8. สาขา THE BEST GRAND BALLROOM WEDDING VENUE: The Athenee Hotel
  9. สาขา THE BEST WEDDING MAKEUP ARTIST: Napob surahirunporn
  10. สาขา THE BEST WEDDING HAIR STYLIST: Nichaphon Wichud
นุ่น-วรนุช

 นุ่น-วรนุช กฎแห่งความสำเร็จต้องลงมือทำไม่ใช่แค่รอดวง

เจ็บมาเยอะ  นุ่น-วรนุช ค้นพบปรัชญาการใช้ชีวิตที่สมดุลระหว่าง “ความเชื่อ” กับ “ความจริง” ว่าทำไมเราจึงควรใช้การดูดวงเป็นเพียง พื้นฐาน แต่ต้องอาศัย ความพยายาม การเรียนรู้ และการลงมือทำ  จึงจะพาชีวิตไปถึงเป้าหมาย

นุ่น-วรนุช
‘นุ่น วรนุช’ ในฐานะ Co-Chairman & Brand Ambassador ได้ให้สัมภาษณ์ในงานเปิดตัว‘PP NAT NAD Serum’

ความสบายใจที่มาพร้อมสติ

แม้จะผ่านประสบการณ์ที่อาจทำให้ความเชื่อสั่นคลอน แต่คุณนุ่นยังคงมองเรื่องการดูดวงด้วยทัศนคติที่เข้าใจและเป็นกลาง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการใช้ชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยความเชื่อและข้อมูลที่หลากหลาย

“ก็ยังชอบดูดวงอยู่นะคะ (หัวเราะ) คือเอาอย่างนี้คนไทยเนาะ คนไทยเป็นคนชอบความสบายใจ จริงๆ ความสบายใจของแต่ละคนมันอยู่ที่แค่ไหน ส่วนตัวนุ่นเองบางครั้งดูมันมีทั้งจริงและไม่จริงเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นการที่เราดูหลายๆ ครั้ง หรือหลายๆ ที่มันก็ทำให้เราเรียนรู้ว่า มันไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด ”

“ความพยายาม” ชนะทุกโชคชะตา

เมื่อถูกถามถึงความเชื่อในศาสตร์การดูดวงในปัจจุบัน คำตอบของนางเอกแถวหน้า นุ่น วรนุช ไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อ แต่เป็นการกำหนดตำแหน่งของศาสตร์นี้ในชีวิตอย่างชัดเจนและมีเหตุผล

“การดูดวงมันก็เป็นแค่พื้นฐาน คือนุ่นก็ไม่ได้อยากให้ทุกคนงมงาย เพราะตัวนุ่นเองถึงนุ่นจะมีโอกาสได้เช็คบ้าง เช็คดวงบ้างแต่นุ่นก็ไม่ได้งมงาย แล้วก็เชื่อว่าคนทุกคนก็คงไม่ได้มีดวงเหมือนกันทั้งหมด สุดท้ายแล้วเนี่ยมันก็อยู่ที่ความพยายาม แล้วก็การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตัวนุ่นเองถ้านุ่นพึ่งดวงอย่างเดียวนุ่นก็คงทำอะไรไม่ได้ เช่นนุ่นมีโอกาสได้ไปจีน ถ้านุ่นไม่ไปเรียนเต้นไม่ไปเรียนภาษา นุ่นก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราอย่าปล่อยให้ทุกอย่างมันไปตามดวงอย่างเดียว เราต้องทำด้วย แล้วก็ถ้าเราไม่หันหน้าเข้ามาทำงานต่างๆ มันก็ไม่ได้ค่ะ”

ตาโขน The Cursed Mask

มอสหลง – เดียร์น่า ภาพยนตร์ ตาโขน The Cursed Mask

กระแสแรงตั้งแต่เปิดตัว สำหรับภาพยนตร์ “ตาโขน The Cursed Mask”  มอสหลง และ เดียร์น่า ร่วมถ่ายทอดความเข้มข้น ตื่นเต้น ที่ชวนให้ลุ้นทุกวินาที

สุดพิเศษกับภาพแฟชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ 2 นักแสดงนำจากภาพยนตร์  “ตาโขน The Cursed Mask” พร้อมเรื่องราวการทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้

            ต้องบอกเลยว่า กระแสแรงแบบหยุดไม่อยู่จริงๆ สำหรับ “ตาโขน The Cursed Mask” ผลงานจาก STAR HUNTER ENTERTAINMENT และ iQIYI ที่จัดเต็มทั้งงานภาพ งานสร้าง และการเล่าเรื่องที่ประณีต สะท้อนความเชื่อพื้นถิ่นภาคอีสานได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมบรรยากาศหลอนเข้มข้น ลุ้นทุกวินาที ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ จาก มิ ภูวดล เนาว์โสภา

            มอสหลง          “ตาโขน เป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของผม ทุกอย่างจึงใหม่และท้าทายมากครับ แต่ข้อดีคือ ผมเป็นคนจังหวัดเลย จึงทำให้มีความเข้าใจเรื่องประเพณีของภาคอีสาน แต่เรื่องที่ต้องฝึกเพิ่มขึ้นคือเรื่องการแสดง ทั้งเวิร์คช้อป ทำความเข้าใจกับบท เรียกว่าทำการบ้านหนักเลยครับ (ยิ้ม)

            “เพราะผมอยากไม่อยากให้ทุกคนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ผิดหวัง จึงอยากทำผลงานออกมาให้ดีและเต็มที่สุดครับ”

          เดียร์น่า          “ที่ผ่านมาเดียร์น่ายังไม่เคยแสดงละครหรือภาพยนตร์แนวนี้เลย ที่เกี่ยวกับข้องกับสิ่งลี้ลับ สยองขวัญ และเรื่องนี้เกี่ยวกับความเชื่อ ประเพณีของภาคอีสาน ซึ่งเดียร์น่าเองก็เป็นคนอีสาน จึงรู้สึกว่าน่าสนใจและอยากแสดงเรื่องนี้ค่ะ”

3 เรื่อง Unseen
เดียร์น่า          “เล่นจริง เจ็บจริง! เรื่องนี้เจ็บจริงค่ะ บอกเลยว่าเราได้แผลทั้งคู่”
มอสหลง           “เรื่องที่ 2 คือ สถานที่จริง! สถานที่ถ่ายทำในเรื่องนี้เป็นสถานที่จริงทั้งหมด บางซีนที่เราไปถ่ายทำ ก็เพิ่งผ่านการทำพิธีจริงไปสดๆ ร้อนๆ บอกเลยว่าขนลุกสุดๆ ครับ”
เดียร์น่า          “unseen เรื่องที่ 3 คือ เจอจริง! มีหลายคนในกองถ่ายเจอกับเรื่องลี้ลับจริงๆ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ต้องไปดูภาพยนตร์ตาโขน กันนะคะ”

  • นายแบบ : มอสหลง ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ
  • นางแบบ : เดียร์น่า ฟลีโป
  • Digital Editor & Style : Minim
  • ช่างภาพ : ณัฐวรรธน์ ไทยเสน
  • ผู้ช่วยช่างภาพ : อรรถพล ปลอดเถาว์
  • ผู้ช่วยสไตลิสต์ : ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ
  • ชุด : NICHp , Greyhound

#ตาโขน #TaKhonTheCursedMask #StarHunterEntertainment #iQIYI #moslhong #dianaflipo 

นฤพนธ์ ประธานทิพย์

นฤพนธ์ ประธานทิพย์  จากชีวิตติดลบสู่การพิชิตมาราธอนระดับโลก

ในพาร์ตการทํางาน นฤพนธ์ ประธานทิพย์ รับตําแหน่งจีเอ็มและผู้ถือหุ้น บริษัทโค้ด พลัส จํากัดผู้นําเข้าเครื่องพิมพ์สําหรับโรงงานอุตสาหกรรม ขณะทีสายวิ่งรู้จักเขาในฐานะ “พี่นะ” นักวิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน จากชีวิตติดลบ ด้านสุขภาพกับนํ้าหนักตัว 103 กิโลกรัม กลายมาเป็นนักวิ่งมาราธอนระดับโลก

จุดเปลี่ยนจาก “สายชิม” สู่ “สายวิ่ง”

“สิบกว่าปีก่อนผมใช้ชีวิตเหมือนหลายคนที่ชอบของอร่อย โดยเฉพาะ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เย็นเติมเบียร์ จนน้ําหนัก 103 กิโลกรัม พอผลตรวจ สุขภาพแย่ก็ใช้วิธีกินยาลดไขมันช่วย

“ค่ำวันหนึ่งหลังจากดื่มเบียร์แล้วเผลอหลับที่โซฟา พอภรรยาปลุก ให้ขึ้นไปนอนที่ห้อง ผมแวะเข้าห้องน้ํา แล้วจู่ ๆ ก็เป็นลม หน้าฟาดกับ โถชักโครกหน้าผากแตก สลบไปเลย รู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงภรรยา เรียกเพื่อพาไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าต้องแอดมิตสองคืน คุณหมอบอกว่า จากที่ความดันโลหิตสูง ตอนที่ลุกเข้าห้องน้ําเกิดภาวะความดันต่ํา ทําให้ เป็นลมหมดสติ ซึ่งไม่ใช่แค่ความดัน ผมยังเป็นเบาหวาน ไขมันพอกตับ และโรคไตอีกด้วย ถึงเวลาต้องออกกําลังกายจริงจังแล้ว

“ความที่ไม่มีทักษะด้านกีฬาเลย ผมตัดสินใจเลือกการวิ่ง จะได้ไม่ต้องหาเพื่อนร่วมเล่น วันแรกไปที่สวนรถไฟ วิ่งไปได้แค่โค้งเดียวประมาณ 400 เมตรก็เหนื่อยมากจนน้ําตาไหล อาจเพราะเพิ่งออกจากโรงพยาบาล “ข้อดีอย่างหนึ่งของผมคือความใจสู้ เหมือนตอนเรียนหนังสือ ในชั้นเรียนผมไม่เข้าใจเลย ที่บ้านก็ไม่มีสตางค์ส่งไปเรียนพิเศษ ผมใช้วิธี กลับบ้านมาอ่านหนังสือเองทุกวัน คนอื่นอาจอ่านรอบเดียว แต่ผมอ่าน 4 – 5 รอบจนสามารถเอนทรานซ์ติดคณะวิศวะ จึงนําวิธีนั้นมาใช้กับการวิ่ง เพราะผมเชื่อในทฤษฎีทําซ้ํา แข็งใจออกมาวิ่งทุกวัน ซึ่งสิ่งที่ได้ระหว่างทาง คือทักษะ เมื่อทําบ่อย ๆ เราจะรู้ว่าถ้าลงเท้าแบบนี้แล้ววิ่งช้า งั้นลองปรับ มุมขาใหม่ แม้จะช้ากว่าการมีโค้ชช่วยสอน แต่วิธีนี้ทําให้ได้เรียนจากความ ผิดพลาดของตัวเอง

“วิ่งไปสักพักได้รับคําแนะนําให้สมัครวิ่งตามงานต่าง ๆ เริ่มจากมินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร พอเริ่มสนุกก็ขยับไปฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ก่อนจะตัดสินใจลงมาราธอนแรก 42 กิโลเมตร ตอนนั้นแค่อยากได้เหรียญ มาราธอนแรกในชีวิต แต่วันนั้นกลับบ้านแบบเจ็บขามากจนยกไม่ขึ้นไปหลายวัน

นฤพนธ์ ประธานทิพย์

ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์

หลังจากวิ่งในประเทศและต่างประเทศจนทำเวลาได้ดีที่สุดที่ โอซาก้ามาราธอน (3.30 ชั่วโมง) ผมได้รับแรงบันดาลใจให้รู้จักกับรายการ World Marathon Majors ซึ่งเป็นการวิ่งมาราธอนระดับโลก 6 สนาม ที่มอบเหรียญ Six Star Finisher ให้แก่ผู้ที่พิชิตครบ (โตเกียว, บอสตัน, ลอนดอน, เบอร์ลิน, ชิคาโก, และนิวยอร์กมาราธอน) และผมเริ่มต้นที่ โตเกียวมาราธอนปี 2017 และวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 3.20.42 ชั่วโมง ดีพอที่จะ ควอลิฟายไปงานบอสตันมาราธอนได้ ความตื่นเต้นในวันนั้นทำให้ผมร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ

ต่อมาผมพิชิต เบอร์ลินมาราธอน ด้วยเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตคือ 3.15.09 ชั่วโมง แม้จะมีหลายสนามที่ต้องเผชิญความยากลำบาก เช่น นิวยอร์กมาราธอน ที่ผมบาดเจ็บทุกครั้งก่อนลงสนาม และ บอสตันมาราธอนปี 2018 ที่ต้องวิ่งท่ามกลางอุณหภูมิต่ำกว่า $0^\circ\text{C}$ และฝนตกหนัก แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้และสามารถจบการแข่งขันได้ทุกครั้ง สำหรับ ลอนดอนมาราธอน ซึ่งล็อตโต้ไม่ได้ ผมใช้วิธีลงวิ่งในนามองค์กรการกุศล จนกระทั่งปิดท้ายด้วยเหรียญ ชิคาโกมาราธอนปี 2018 ทำให้ผมบรรลุเป้าหมายการเป็น Six Star Finisher เหรียญแรกได้สำเร็จ

“จากนั้นผมเริ่มวิ่งทริปต่างประเทศ อย่างสิงคโปร์มาราธอนฮ่องกงมาราธอน แต่ที่ทําเวลาได้ดีที่สุดคือโอซาก้ามาราธอน ที่เป็น โปรแกรมใหญ่รองจากโตเกียวมาราธอน ผมทําเวลาได้ 3.30 ชั่วโมง แล้วมี นักวิ่งญี่ปุ่นมาทักว่าถ้าคุณวิ่งเร็วอีก 5 นาทีจะได้ไปบอสตันมาราธอนแล้วนะ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักรายการ World Marathon Majors จึงลองหาข้อมูล ทําให้ทราบว่าเป็นรายการวิ่งระดับโลกที่มีนักวิ่งจากทั่วโลกมาตามล่าเหรียญ Six Star Finisher (เหรียญที่มอบให้นักวิ่งที่วิ่งครบ 6 รายการ World Marathon Majors ได้แก่ โตเกียวมาราธอน บอสตันมาราธอน ลอนดอน มาราธอน เบอร์ลินมาราธอน ชิคาโกมาราธอน และนิวยอร์กมาราธอน)

การเปลี่ยนแปลงชีวิต

ผมได้เป็น Six Star Finisher คนที่ 2 ของประเทศไทยเมื่อปี 2018 ผมจำโมเมนต์ที่เข้าเส้นชัยได้ดี พร้อมกอดผู้จัดการของ Abbott World Marathon Majors และกล่าวว่า “Marathon changed my life.”สิ่งที่ประทับใจไม่แพ้ความสำเร็จส่วนตัวคือ บรรยากาศของทุกสนาม ประชาชนในประเทศนั้น ๆ ให้ความร่วมมืออย่างดีมาก พวกเขาให้กำลังใจและนำขนมมาแจกตลอดทาง เพราะมองว่านักวิ่งคือแขกของประเทศ นอกจากนี้ น้ำใจจากคนไทยในต่างแดน ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร ทำให้การไปวิ่งรายการ World Marathon Majors แต่ละครั้งใช้เงินไม่มากนัก ผมพยายามสร้างวินัยในการวิ่งและ สร้างความสมดุลกับการทำงาน โดยตื่นตี 4-5 เพื่อออกมาวิ่งก่อนไปทำงานเสมอ การออกกำลังกายทำให้สุขภาพผมดีขึ้นมาก และบางครั้งก็ชวนภรรยาไปเที่ยวด้วย

ประโยชน์ที่มากกว่าเหรียญรางวัล

“นอกจากสุขภาพ เหรียญรางวัล ความภูมิใจ การวิ่งยังทําให้ผมได้รู้จัก เพื่อนเยอะ บางคนน่าเรื่องราวของผมไปลงในโซเชียลมีเดียของกลุ่มวิ่งทั่วโลก ได้รู้จักกับผู้จัดการแอบบอท เพราะต้องติดต่อกับเขาเรื่องการวิ่งเหรียญที่ 3 และ ผมน่าจะเป็นคนไทยคนเดียวทีได้ถ่ายภาพกับเคลวิน คีปทุม นักวิ่งมาราธอนเจ้าของ สถิติโลกด้วยเวลา 2.00.35 ชั่วโมง เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

“ผมจึงอยากบอกกับใครก็ตามที่กําลังเริ่มวิ่งว่าช่วงแรกอาจยังไม่มีความสุข ต้องอดทนท่า เพื่อสร้างวินัย ถือว่ายาก เพราะคนส่วนใหญ่ก่อนวิ่งจะคิดเยอะ บางทีใส่รองเท้าแล้วยังกลับไปนอน ผมก็เคยเป็น ผมแนะนําให้ใช้สูตรนี้ คือ ไม่ต้องคิด กัดฟันออกไปวิ่งเลย อย่างตั้งใจวิ่ง 10 กิโลเมตร แต่ตื่นมารู้สึกไม่อยากวิ่ง ให้บอกตัวเองว่าวันนี้วิ่ง 1 กิโลเมตรพอ หรือเดินแค่ 500 เมตรก็ได้ แค่ให้ได้ขยับ แข้งขา แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อเริ่มวิ่งแล้วจะวิ่งต่อไปได้เรื่อย ๆ เอง

“ส่วนใหญ่เวลาวิ่งแล้วเหนื่อยมาก ๆ ผมจะพักแป๊บหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว แล้วไปต่อได้ สมมติเราตั้งใจวิ่ง 10 กิโลเมตร แต่วิ่งได้ 5 กิโลเมตรแล้วรู้สึกอยากเลิก อย่าเพิ่งขึ้นรถกลับบ้าน ให้เปลี่ยนเป็นการเดินไปเรื่อย ๆ หัวใจจะเต้นน้อยลง ความ เหนื่อยหายไป สามารถวิ่งต่อได้

การจะวิ่งได้นานและได้ระยะไกลต้องพัฒนาสองอย่าง คือกล้ามเนื้อกับ ระบบหายใจ ด้วยการซ้อมอย่างสม่ําเสมอต่อเนื่อง แรก ๆ ผมวิ่งแค่ 400 เมตร ก็หอบแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ผมวิ่งมาราธอนและวิ่ง 100 กิโลเมตรได้ เพราะหัวใจได้รับ การพัฒนา ซึ่งต้องใช้เวลา

“ถ้าถามว่าผมเคยหยุดวิ่งบ้างไหม เคยตอนอยู่บนเครื่องบิน (หัวเราะ) เพราะ วิ่งไม่ได้ ถ้ามีโอกาสก็จะไปวิ่งตลอด บางคนไม่กล้าวิ่งเยอะเพราะกลัวเข่าพัง แต่ผม มีทฤษฎีส่วนตัวที่ว่าร่างกายจะรู้ว่าเราใช้ส่วนไหนเยอะ ส่วนนั้นจะแข็งแรง เหมือน ถ้าข้อศอกบ่อย ผิวตรงนั้นจะด้านขึ้นเรื่อย ๆ เพราะร่างกายรักษาตัวเอง ผม ไม่เคยมีปัญหาเข่าเลย อาจเพราะเน้นวิ่ง Endurance เป็นการวิ่งต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน ไม่ใช่สายสปีดแบบวิ่งเร็ว ๆ

“แล้วอีกข้อที่ได้มาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจคือสุขภาพจิต ที่เคยขี้โมโห หงุดหงิดง่าย หรือหัวร้อน พอได้ออกวิ่งแล้วอยู่กับตัวเอง 4 – 5 ชั่วโมง อารมณ์เย็นลงและเสถียรขึ้น ถึงวันนี้ผ่านมา 13 ปีแล้ว บอกตัวเองว่าอยากวิ่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ไหว “สําหรับผมไม่มีค่าว่า Junk Mile หรือการวิ่งที่ไม่มีประโยชน์ อย่างนักกีฬา เก่งๆ อาจมองว่าการวิ่ง 5 กิโลเมตรไม่ใช่การวิ่งที่มีคุณภาพหรือได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ สําหรับผมแค่วิ่ง 5 กิโลเมตรถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะได้เผาผลาญหลายกิโลแคลอรี จึงไม่มีทางสูญเปล่าแน่ๆ ฉะนั้นทําไปเรื่อย ๆ นะครับ วิ่งไม่ไหวก็เดินเร็ว 

“แล้วจะรู้ว่าการวิ่งให้อะไรมากกว่าที่คิด ไม่วิ่งก็ไม่รู้ครับ”


เรื่อง นิตยสารแพรว 

สัมภาษณ์ กิดดานันท์

Generation Gucci

Generation Gucci เดมนาเปิดมุมมองใหม่ผ่านลุคบุ๊กของโชว์ที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”

Gucci เปิดตัว Generation Gucci โปรเจ็กต์พิเศษที่นำเสนอผ่านลุคบุ๊กถ่ายโดย Demna กับโชว์สมมติ โชว์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่สะท้อนรหัสลับของแบรนด์ตลอดหลายยุคสมัย ผ่านเลนส์การตีความอันเฉียบคมของเขาเอง ผลงานชุดนี้คือบทสนทนาระหว่าง “อดีต–ปัจจุบัน–อนาคต” ที่ผสานไว้ในเรื่องเล่าทางภาพเพียงหนึ่งเดียว ก่อนที่วิสัยทัศน์เต็มรูปแบบของ Demna สำหรับ Gucci จะเปิดเผยในเดือนกุมภาพันธ์นี้

Generation Gucci เดมนาเปิดมุมมองใหม่ผ่านลุคบุ๊กของโชว์ที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”

เปิดคอลเล็กชั่นด้วย ความนิ่ง เรียบ และพิถีพิถันของงานตัดเย็บใน silk faille แบบอาร์ไคฟ์ ที่ทอขึ้นใหม่ แทนที่กระดุมแบบดั้งเดิม เสื้อผ้าสตรีเทลเลอริ่งเลือกใช้ คลาสปแบบมินิมัล สร้างความทันสมัยให้ซิลูเอตเรียบคม ทั้งในสูทสองชิ้นกับกางเกงทรงเลกกิ้ง และ กระโปรงดินสอ ที่กลายเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์สำคัญของลุคบุ๊กชุดนี้

ยีนส์ซิลูเอตมินิมอลมาในโครงสร้างไร้รอยตะเข็บ ซ่อนกระเป๋าอย่างแนบเนียน เพื่อให้ลุคเรียบสะอาดตาที่สุด ไอเดียจาก ชุดดำน้ำของนักโต้คลื่น ถูกนำมาแปลเป็นเส้นไลน์ของเสื้อ mockneck เชิงเทคนิคและแจ็กเก็ตหนังทรงเข้ารูป สร้างบาลานซ์ระหว่างสปอร์ตกับหรูแบบร่วมสมัย

กลุ่มโค้ทในคอลเล็คชั่นนี้โดดเด่นด้วยสัมผัสเบาและพลิ้วคล้าย peignoir โครงสร้างของผลงานเหล่านี้เกิดจากการเรียงร้อยของชิ้น shearling, ผ้าไหม, ขนแพะ และขนนก ที่ถูกเชื่อมเป็นลวดลายซับซ้อนเหนือผืนผ้าบางเบา คือ การผสานงานคราฟต์กับความอ่อนโยนของวัสดุในแบบที่น่าทึ่ง

ลุคสำหรับโอกาสพิเศษประกอบด้วยชุดที่ได้อินสไปร์จาก ชุดชั้นใน, บลูซองผ้าไหม, มินิสเกิร์ตแบบเดรปคู่กับท็อป และเดรสทรงมินิมัลที่ใช้ jersey และ silk chiffon เพื่อสร้างความพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ

ขณะที่ แจ็กเก็ตนักแข่งที่มี แถบ Web stripe, เข็มขัดที่ปรากฏ Double G แบบตัดแบ่ง (sliced) และลุคหนัง–กลับแบบ head-to-toe ชวนให้นึกถึงยุคทองของ Gucci พร้อมการตีความใหม่ที่ร่วมสมัยขึ้น ชุดผ้าไหมพิมพ์ลายอิควิสเทรียน ได้แรงบันดาลใจจากผ้าไหมอาร์ไคฟ์ของแบรนด์ เช่นกัน

รองเท้าถูกนิยามใหม่ด้วยเส้นสายที่สะอาดตา อาทิ บัลเลรินา ที่อิงแรงบันดาลใจจาก Valigeria ถูกนำกลับมาใน ไซส์ผู้ชาย, โลฟเฟอร์แบบไลต์เวตที่มีโครงสร้างบางเบาดุจรองเท้าเต้น, สติลเล็ตโต้ ที่มีพื้นรองนุ่มและส้นไร้รอยต่อ (seamless) และ โลฟเฟอร์แบบคลาสสิกที่แต่ง หมุดโลหะ ชวนให้นึกถึงไอเท็มมรดกที่ถูกเจ้าของคนใหม่ตกแต่งเพิ่ม

สำหรับกระเป๋ารุ่นคลาสสิก ถูกปรับองศาใหม่ อาทิ Lunetta Phone+ ทำจากผ้าแคนวาสลายโมโนแกรมผสานเชนเมล Jackie 1961 ถูกย่อให้เป็นทรงเหลี่ยมกะทัดรัด หรือขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้นด้วยคาล์ฟสกินและหนังคร็อก Dionysus ปรากฏโฉมใหม่ในรูปแบบเหลี่ยมมุมเฉียบขึ้น ให้ลุคที่โมเดิร์นและมีพลัง

กล่าวได้ว่า ลุคบุ๊กชุดนี้คือการทดลองทางภาพที่รวมเอาหลายยุคสมัยของ Gucci ที่ Demna เตรียมนำเสนออย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ Generation Gucci ผ่านเลนส์ของดีไซเนอร์ผู้มากด้วยมิติแฟชั่นร่วมสมัย


Max Mara เปิดแฟลกชิพสโตร์ใหม่ ถ่ายทอดความงามเหนือกาลเวลาในแบบอิตาเลียน

Max Mara แบรนด์ลักชัวรีแฟชั่นอิตาเลียนระดับโลก เปิดตัว แฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 1 Central Embassy พร้อมนำเสนอดีไซน์ร้านรูปแบบใหม่ที่ผสานความงามเหนือกาลเวลาเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

Max Mara เปิดแฟลกชิพสโตร์ใหม่ ถ่ายทอดความงามเหนือกาลเวลาในแบบอิตาเลียน

แฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่นี้มีพื้นที่กว่า 190 ตารางเมตร ถูกออกแบบให้สะท้อนตัวตนของ Max Mara อย่างงดงาม ด้วยการเลือกใช้วัสดุพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น หิน Ceppo di Gré, ทองเหลือง, โลหะ, และ ไม้ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศหรูหรา อบอุ่น และสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับสากล

ด้านหน้าร้านโดดเด่นด้วยการใช้ หินอ่อน Calacatta สีเขียวเข้ม คู่กับบานกระจกขนาดใหญ่ที่โชว์คอลเลคชั่นภายในอย่างสง่างาม ช่วยดึงดูดสายตาผู้มาเยือน และสะท้อนจิตวิญญาณของแฟชั่นอิตาเลียนร่วมสมัยในแบบ Max Mara ได้อย่างชัดเจน

ภายในร้านยังมีการจัดแสดง เสื้อโค้ทซิกเนเจอร์ของ Max Mara ซึ่งถือเป็นไอคอนิกไอเท็มของแบรนด์มาอย่างยาวนาน โค้ทแต่ละชิ้นได้รับการสร้างสรรค์ด้วยงานฝีมือที่พิถีพิถัน ถ่ายทอดคุณค่าของความหรูหราเหนือกาลเวลา ทั้งในฐานะไอเท็มคู่ตู้เสื้อผ้า และสัญลักษณ์แห่งความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่

การจัดแสดงยังสอดคล้องกับแนวคิด “Remarkable Women” ที่เฉลิมฉลองผู้หญิงผู้โดดเด่นและงดงามอย่างเป็นตัวของตัวเอง ด้วยพลังเงียบสงบแต่ทรงพลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณค่าหลักที่ Max Mara เชื่อมั่นมาตลอด

นิทรรศการพิเศษนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–31 ธันวาคม 2025 ที่ Max Mara แฟลกชิพสโตร์ Central Embassy ชวนผู้สนใจแฟชั่นลักชัวรีมาสัมผัสดีไซน์เหนือระดับและประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะท้อนตัวตนอันคลาสสิกของแบรนด์อิตาเลียนอย่างแท้จริง


เส้นทางใหม่ของ Versace ภายใต้ Prada Group ขยายอาณาจักรลักชัวรี่สู่ยุคต่อไป

ในโลกแฟชั่นที่หมุนเร็วและแข่งขันอย่างดุเดือด การเคลื่อนไหวของอาณาจักรลักชัวรี่มักสะท้อนพลังอำนาจเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับดีลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปลายปี 2025 เมื่อ Prada Group ประกาศเข้าซื้อ Versace ด้วยมูลค่าราว 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ย้ำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่หลากหลาย และซับซ้อนกว่าเดิม

เส้นทางใหม่ของ Versace ภายใต้ Prada Group ขยายอาณาจักรลักชัวรี่สู่ยุคต่อไป

(Photo by Valentina Frugiuele/Getty Images)

จากการปิดดีลนี้ทำให้ Prada Group ก้าวเข้าสู่สมรภูมิเดียวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง LVMH และ Kering อย่างเต็มตัว โดยปัจจุบัน Prada Group มีแบรนด์สำคัญดังนี้ ปราด้า, มิว มิว, เวอซาเช่ และ Marchesi 1824

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นได้ว่ากลุ่มแฟชั่นที่เคยถูกมองว่ามีบุคลิก “เฉพาะกลุ่ม” ได้ขยายขอบเขตความหลากหลายอย่างชัดเจน ทั้งในเชิงภาพลักษณ์และตลาดลูกค้า

การผสาน ปราด้า กับ เวอซาเช่ ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อกิจการ แต่คือการประกอบร่างของโลกแฟชั่นสองใบที่เดินคู่ขนานกันมาตลอด ฝั่งหนึ่งคือ ปราด้า ที่ตีความความหรูหรา แต่มีชั้นเชิง ส่วนอีกฝั่งคือ เวอซาเช่ ที่เฉลิมฉลองความกล้าหาญ ความเซ็กซี่ และพลังแบบอิตาเลียน

การรวมสองพลังนี้จึงถูกมองว่าเป็น “สมดุลใหม่ของลักชัวรี่” ที่ช่วยให้ Prada Group เข้าถึงลูกค้าที่กว้างขึ้น ทั้งสายมินิมัล สายแฟชั่นนิสต้า ไปจนถึงสายกลามัวร์หรูหราแบบจัดเต็ม

(Photo by Joan Cros/NurPhoto via Getty Images)

แต่ถึงแม้ดีลจะเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร แต่เสน่ห์ของ เวอซาเช่ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นลายบาโรกอันเป็นเอกลักษณ์ สีทองเจิดจ้า หรือดีไซน์ที่เฉลิมฉลองรูปร่างของผู้สวมใส่ ซึ่งสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญคาดหวังคือ

  • การยกระดับงานหัตถศิลป์
  • การบริหารเชิงกลยุทธ์ที่โฟกัสการเติบโตระยะยาว
  • การขยายตลาดในเอเชียที่เข้มแข็งขึ้นภายใต้ร่มเงาของ Prada Group

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวดีล คือภาพใหญ่ของวัฒนธรรมอิตาเลียนในวงการแฟชั่นที่กำลังฟื้นบทบาทอย่างโดดเด่น ทั้ง ปราด้า, มิว มิว และ เวอซาเช่ ล้วนเป็นแบรนด์ที่มี DNA อิตาเลียนเข้มข้น การรวมตัวกันในชายคาเดียวกันจึงเสมือนการประกาศว่าเสียงของแฟชั่นอิตาลีจะดังก้องในเวทีโลกอีกครั้ง


อ้างอิงข้อมูลจาก: Reuters, AP News, PBS Newshour, The Guardian และ Vanity Fair

‘รักเปรียบเทียบ รักเก่ารักใหม่ รักปัจจุบันดีที่สุด ใช่คุณไหม?? เช็กเลย!!’ ดวงรายสัปดาห์ 8-14 ธันวาคม 2568

‘รักเปรียบเทียบ รักเก่ารักใหม่ รักปัจจุบันดีที่สุด’

ดวงรายสัปดาห์ 8-14 ธันวาคม 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :   ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ สำหรับงานหรือธุรกิจของชาวอาทิตย์น่าจะเป็นไปในทางที่ดี คุณมีโอกาสใช้ปฏิภาณไหวพริบและความคล่องตัวของตัวเองมาใช้กับการทำงานได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือธุรกิจทางด้านบัญชี นักข่าว นักประชาสัมพันธ์ นักกฎหมาย ฯลฯเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้ คุณจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้ใหญ่ที่เก่งฉกาจระดับปรมาจารย์ ในงานหรือธุรกิจทางด้านการเกษตร ศิลปะวัฒนธรรม ออกแบบตกแต่งสวน หรือสินค้าโอทอป ซึ่งจะเวิร์คมากๆ   

การเงิน  :  จริงๆ คุณวางแผนการเงินและการใช้เงินได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าผู้ใหญ่จะให้ทั้งงานและเงินแบบรัวๆ รวมทั้งมีโอกาสได้เงินจากการซื้อ-ขาย หรือให้เช่า ที่นา ที่สวนด้วยนะ  

ความรัก  :   หากใครที่กำลังไม่แน่ใจในชีวิตคู่ของตัวเองว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ สัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าจะจบลงด้วยข้อคิดดีๆ จากผู้ใหญ่จนคุณกับคู่ครองสามารถปรับความเข้าใจกันได้   คนโสด  ก็ยังคงเป็นรักเปรียบเทียบอยู่นะคะ แต่สัปดาห์นี้คุณจะเปรียบเทียบระหว่างรักเก่ากับรักใหม่ ก็ต้องบอกว่า รักใหม่นี้ไม่ไก่กา

สุขภาพ  :   สำหรับชาวอาทิตย์ที่ขี้โรคอยู่แล้ว ต้องระวังโรคที่เป็นจะอาการหนักขึ้นจนต้องพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะในช่องท้อง และ มดลูก นอกจากนั้นยังมีภาวะขาดสารอาหารบางชนิดด้วย จึงควรรับประทานอาหารเสริมพวกวิตามินต่างๆ  

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์ใหม่ของชาวจันทร์นี้ก็ต้องบอกว่างดงาม เพราะเทพพระจันทร์ซึ่งเป็นเทพประจำวันเกิดได้สถิตอยู่ในดวงของคุณ นั่นหมายถึงว่าหากใครทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ หรือเป็นอาร์ทิสต์ อยู่แล้ว สัปดาห์นี้ด้วยอิทธิพลของเทพพระจันทร์ ความครีเอทีฟก็จะล้ำเลิศขึ้นไปอีก สามารถคิดงานได้ระดับมาสเตอร์พีซเลยทีเดียว เป็นไปได้ว่าผู้ใหญ่ผู้หญิงก็จะสนับสนุนคุณ ก็ต้องระวังความทิสต์ของคุณที่จะสูงตามไปด้วย ใครวิจารณ์ผลงานเป็นต้องคุยกันยาว จึงมีโอกาสที่งานจะสะดุดหยุดลงอย่างน่าเสียดาย เพราะฉะนั้นความครีเอทีฟจึงควรมาพร้อมกับการเปิดใจและเวลาที่เหมาะสมด้วย  

การเงิน  :  หากช่วงนี้คิดงานอะไรออกมา มีโอกาสที่ผู้ใหญ่ผู้หญิงจะสนับสนุน อาจเป็นการซื้องาน หรือให้ทุนไปทำงาน แต่ก็ต้องระวังในการใช้เงิน เพราะคุณมีโอกาสที่จะหมุนเงินจนเหนื่อยเลย     

ความรัก  :   อิทธิพลของเทพพระจันทร์จะทำให้คุณโลเลไม่แน่ใจในความรัก ทั้งๆ ที่สัปดาห์นี้มีโอกาสที่สมาชิกในครอบครัวจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้า ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าจากบรรยากาศแห่งความสุขจะกลายเป็นการขัดแย้งอย่างน่าเสียดาย คนโสด เช่นกัน อิทธิพลของเทพพระจันทร์ที่อ่อนโยนจะส่งผลให้เกิดความรักขึ้นได้กับทุกเพศ ไม่เฉพาะแต่ชายจริงหญิงแท้ ยังรวมไปถึง LGBTQ+ที่มีโอกาสได้พบกับรักแท้ สัปดาห์นี้ไม่ต้องลังเลแล้ว

สุขภาพ  :  ต้องระวังอวัยวะในช่องท้อง ยิ่งหากใครที่เพิ่งผ่าตัด หรือผ่าคลอด ควรพักผ่อนให้เต็มที่ อย่ายกของหนัก หรือทำงานหนัก เพราะมีโอกาสที่แผลจะอักเสบ ส่วนของแซ่บของดอง สัปดาห์นี้งดก่อน เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะท้องเสีย มีพยาธิ์ในลำไส้

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   ต้องบอกว่าเป็นอีกสัปดาห์ที่ดีของชาวอังคาร มีโอกาสได้บุกเบิกงานใหม่หรือได้โยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ไปสู่ความก้าวหน้าในปีม้า แต่ก็จะเป็นลักษณะของม้าจำศีล ธรรมะธรรมโม ไม่โลดโผน  ในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้เข้าไปทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางศาสนา หรือพิธีกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกษตร ศิลปะวัฒนธรรม งานออกแบบตกแต่งสวน หรือต้นไม้ และสินค้าโอท้อป ซึ่งเป็นงานที่คุณพอใจ ทำแล้วมีความสุข  

การเงิน  :   วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณจะยึดหลักความพอเพียง ใช้เงินแบบสมเหตุสมผลมากขึ้น แล้วยิ่งประหยัดก็ยิ่งเพิ่ม มีโอกาสได้เงินจากการซื้อ-ขาย หรือค่าเช่าที่นา ที่สวน ตลาด  

ความรัก  :  หากใครที่เคยรักสวยรักงาม แต่งเติมเสริมแต่งเสน่ห์ให้กับตัวเองตลอดๆ มาถึงสัปดาห์นี้คุณจะกลับมาสู่ธรรมชาติในตัวเองมากขึ้น แล้วเป็นไปได้ว่าคุณจะได้พบความรู้สึกที่แท้จริงของคนที่อยู่ข้างตัวคุณ คนโสด  ความสวยงามภายนอกสามารถแต่งเติมได้ แต่ความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของคุณนั้นไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน เช่นกันกับชาวอังคาร หากคุณกลับมาเป็นตัวของตัวเอง คุณจะได้พบกับคนที่ใช่

สุขภาพ  :  วัยทองมาเยี่ยมเยือนแล้วนะคะ พวกกระดูกและฟันจะมีปัญหา ตั้งแต่กระดูกผุ กระดูกพรุน และกระดูกบาง ต้องระวังให้มาก จากเรื่องเล็กมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้  

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  เป็นสัปดาห์ที่ดีงามของชาวพุธที่เป็นเถ้าแก่ ไม่ว่าจะเถ้าแก่เนี้ย หรือเถ้าแก่น้อย เปิดธุรกิจที่บ้าน หรือฟรีแลนซ์ ทำงานอิสระ จะบอกว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในสายงานช่าง นักวิทยาศาสตร์ คิดค้น ทดลอง ซึ่งไม่ใช้สเกลระดับธรรมดา แต่เป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับชาวโลก ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ คุณมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้ใหญ่ที่เก่งระดับปรมาจารย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การเรียนรู้งานอย่างยิ่ง  

การเงิน  :  นับเป็นโชคของแม่บ้าน และผู้ที่มีธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายย่อย จะมีผู้ใหญ่เสนองานดีๆ ให้คุณ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นกล่องก่อนเงินน้า  

ความรัก  :  เป็นสัปดาห์ที่คุณให้ความสำคัญกับคู่ครอง และครอบครัวตัวเองมากเสียจนอาจลืมผู้ใหญ่ในบ้านไปเลย แต่เชื่อเหอะว่า พวกท่านจะไม่อยู่เงียบๆ ปล่อยให้คุณลืม คนโสด สำหรับสัปดาห์นี้มีโอกาสที่ผู้ใหญ่จะเข้ามามีบทบาทในการเลือกแฟน หากมีแฟนอยู่แล้วก็มีโอกาสที่รักจะไม่เป็นสุข เพราะคุณรักเดียวใจเดียวและบูชาความรักม๊ากมาก

สุขภาพ   :  แม้จะเป็นแม่บ้าน แต่หากนั่งเล่นโทรศัพท์ทั้งวันทั้งคืน ก็สามารถเป็นออฟฟิศซินโดรมได้ หากคุณมีพฤติกรรมดังนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะปวดเมื่อย เส้นตึง เส้นยึด จึงควรหาหมอนวดมานวดคลายเส้นบ้าง หรือฝึกโยคะ เหยียดยืดเส้นก็ดี

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สัปดาห์นี้ก็ยังมีผู้ใหญ่ผู้หญิงคอยดูแลคุณอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับการเกษตร ศิลปวัฒนธรรม ออกแบบตกแต่งสวน ต้นไม้ สินค้าโอทอปด้วยแล้ว เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้ผู้ใหญ่ผู้หญิงท่านนั้นจะสนับสนุนและส่งเสริมคุณ มอบหมายงานชิ้นใหม่ให้รับผิดชอบ ก็ต้องบอกว่า คุณควรเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นให้มากๆ ดูจังหวะและเวลาที่เหมาะสม เพราะด้วยความเป็นผู้นำในตัวของคุณที่จะไม่ยอมให้ใครมาขวางความคิด ซึ่งจะมีผลต่อการทำงาน แทนที่จะเริ่มต้นด้วยดีกับกลายเป็นความขัดแย้ง  

การเงิน  :   เริ่มต้นด้วยดี มีผู้ใหญ่ผู้หญิงช่วยเหลือเรื่องเงินทอง มีโอกาสกินสมบัติเก่าของพ่อแม่ เช่น ที่ดิน ที่สวนไร่นา แต่ก็ควรบริหารจัดการดีๆ เพราะปลายสัปดาห์มีดวงหมุนเงินจนเหนื่อยเลย

ความรัก  :  ก็ยังมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าสมาชิกในครอบครัว ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปได้ด้วยดี อบอุ่น   คนโสด  ก็ยังคงเป็นวันแห่งความรักของชาวพฤหัส และยิ่งดีขึ้นไปอีกว่ามีโอกาสได้อยู่กับคนที่จริงใจและจริงจัง

สุขภาพ   :  ก็ยังอยู่ในช่วงที่ต้องระวังความเจ็บป่วยในช่องท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องมดลูก หรือหากเพิ่งผ่าคลอด ก็ให้ระวังอย่ายกของหนัก หรือทำงานหนัก เดี๋ยวจะระบม นอกจากนั้นยังต้องระวังพวกของแซ่บและของสดที่จะทำให้ท้องเสีย เพิ่มพยาธิ์ในลำไส้ด้วย

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   จะบอกว่าเป็นสัปดาห์แห่งการสร้างบุญบารมีของชาวศุกร์เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้บุกเบิกเรียนรู้งานใหม่ๆ ในทางบุญ ในสายสงเคราะห์ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นนักบวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่คุณจะได้เรียนรู้กับผู้ใหญ่ที่มีบุญบารมีทางด้านนั้นๆ แล้วที่นับว่าดีมากขึ้นไปอีกคือ ท่านเหล่านั้นเมตตาสนับสนุนและส่งเสริมให้คุณได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้  

การเงิน  :  เป็นสัปดาห์ที่คุณจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งมาจากความขยันและความเก่งของคุณ ก็พยายามเก็บเงินไว้บ้าง เพราะคุณก็ใช้เต็มที่เหมือนกัน  

ความรัก :  สัปดาห์นี้ ชาวศุกร์มีช่องทางหรือโอกาสให้สร้างบุญบารมีก็ควรใช้เวลานี้ให้เกิดคุณค่าให้มากที่สุด ส่วนครอบครัวก็ปล่อยให้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ไปก่อน คนโสด  สำหรับคนรักของชาวศุกร์ในรอบสัปดาห์นี้คงต้องเป็นผู้ใหญ่ มีบุญบารมี ข้อสำคัญต้องเก่ง สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ในทุกๆ เรื่อง  

สุขภาพ  :   จริงๆ สัปดาห์นี้คุณพลังเยอะ หากจะมีโรคภัยก็จะเป็นการรับประทานอาหารที่มากกว่าปกติ ซึ่งจะมาพร้อมน้ำหนักที่มากขึ้น และก็อาการภูมิแพ้อากาศตามอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  จะบอกว่าเป็นสัปดาห์ที่สดใสของชาวเสาร์ก็ได้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจด้านความสวยความงาม บันเทิง ศิลปิน ดนตรี ฯลฯ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ให้ได้เข้าไปทำงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับงานเอ็นเทอร์เทน เช่น ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ต หรือจ๊อบใหม่เข้ามา ซึ่งเป็นไปได้ว่าคุณจะได้รับความเมตตาเอ็นดูจากเพื่อนร่วมงาน และเจ้านาย จนมีชื่อเสียงโดดเด่นอย่างมาก   

การเงิน  :  มีโอกาสได้รับเงินจากความสิเน่หา รวมถึงสามารถทำรายได้อย่างงดงามจากงานเอ็นเทอร์เทน ขณะเดียวกันคุณก็ใจดี สงเคราะห์ไปหมด ทั้งเพื่อนฝูงและญาติพี่น้อง  

ความรัก  :  ต้องหนักแน่นและเข้าใจกันอย่างมาก เพราะสัปดาห์นี้คุณโดดเด่นมาก รวมถึงเสน่ห์ ใครๆ ก็อยากใกล้ชิดคนดัง ก็ต้องระวังคนสนิทสูงวัยที่อาจเป็นประเด็นให้คุณกับคู่ครองเข้าใจผิด คนโสด  สำหรับสัปดาห์นี้ชาวเสาร์ ถูกใจผู้สูงวัยแล้วล่ะ แล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้และเร็วมากด้วย  

 สุขภาพ   :   คำว่า ‘อ้วน’ พูดเบาๆ ก็เจ็บ ยิ่งสัปดาห์นี้ ฉ่ำทั้งอาหาร ทั้งแอลกอฮอล์ เลย จึงต้องระวังน้ำหนักและภัยจากการมึนเมาและขาดสติ ที่มีความเสี่ยงให้คุณลื่นหกล้ม พลัดตกบันไดได้ง่ายๆ

‘เพิร์ล– พีค’

ทำความรู้จัก ‘เพิร์ล– พีค’ คู่เคมีใหม่จากละคร สลักรักในแสงจันทร์

หลังจากละคร สลักรักในแสงจันทร์ (Love In The Moonlight) จากช่อง One31 จบลงอย่างสวยงามมาพร้อมกระแสโซเชียลถล่มทลาย นอกจากพล็อตโรแมนติกเข้มข้น ละครเรื่องนี้ยังแจ้งเกิดคู่เคมีใหม่อย่าง ‘เพิร์ล ศัจกร’ และ ‘พีค ภีมพล’ ที่โคจรมาพบกันครั้งแรก

ก่อนเข้าวงการบันเทิง ชีวิตของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง

พีค      “ตอนเรียนม.ปลายโรงเรียนชายล้วน ผมชอบลงรูปในอินสตาแกรม แล้วจู่ๆ ก็มีพี่ผู้กำกับท่านหนึ่งมาเห็นและทักมาชวนไปแคสต์ติ้ง ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจด้านนี้เลย เพราะตั้งใจว่าจะเป็นวิศวกร จึงปฏิเสธแต่สุดท้ายพี่เขาก็ทักผ่านเพื่อนของผมคนหนึ่ง แล้วชวนให้ผมกับเพื่อนไปแคสต์ด้วยกันสองคน พอไปถึงก็ได้เจอพี่ผู้กำกับ ก็นั่งคุยกันเฉยๆ ไม่มีการแสดงอะไร ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากนั้น เขาก็ติดต่อมาบอกว่าอยากให้มาร่วมโปรเจกต์หนึ่ง ผมก็คิดแค่ว่า ถือเป็นการลองไปทำอะไรใหม่ๆ ไม่ได้คิดว่าจะกลายเป็นอาชีพ แล้วเปลี่ยนชีวิตเราไปขนาดนี้”

เพิร์ล    “ของผมนี่คนละเรื่องเลยครับ เพราะก่อนเข้าวงการ ผมเป็นนักกีฬาเต็มตัว ซ้อมเทนนิสแทบทุกวัน บางวันก็มีแข่งต่างจังหวัดหรือกรุงเทพฯ ตอนนั้นตั้งใจมากว่าอยากเป็นนักเทนนิสอาชีพ จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมได้เข้าวงการคือ มีพี่นักแสดงท่านหนึ่งไปเห็นผมตอนแข่งเทนนิส เขาก็ชวนให้ไปลองแคสต์ แต่ผมยังอยู่ในช่วงแข่งขัน จึงไม่ได้โฟกัส กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มแข่งน้อยลง เพราะต้องโฟกัสเรื่องเรียนมากขึ้น จึงเริ่มคิดว่าอยากลองทำอย่างอื่นดูบ้าง ก็เลยคุยกับพี่คนเดิม เขาแนะนำให้ลองไปเรียนการแสดง เราก็รู้สึกว่าเป็นอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจดี จนกระทั่งได้มาลองทำอาชีพนี้ก็รู้สึกว่าชอบครับ จึงตัดสินใจเดินเส้นทางสายนี้อย่างจริงจัง”

เพราะอะไรถึงชอบงานแสดง

เพิร์ล    “สำหรับผม การแสดงคือความจริงที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวที่รู้ดีว่าไม่ใช่ของจริง แต่สำหรับตัวละครแล้ว ทุกอย่างในโลกของเขาล้วนเป็นความจริง เวลานักแสดงสวมบทบาท เหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในโลกอีกใบ และฉากนั้นก็มักเกิดเมจิกบางอย่าง ทั้งจากตัวละครที่เราเล่นเอง จากการปฏิสัมพันธ์กับนักแสดงคนอื่นๆ ซึ่งบางครั้งในชีวิตจริงอาจไม่มีวันได้เกิดขึ้น แต่ในงานแสดงสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เสมอ มันมหัศจรรย์มากครับ

พีค       “ผมว่าการแสดงอยู่กับเราตั้งแต่เด็ก เราซึมซับผ่านหนัง ละคร เพลงแบบไม่รู้ตัว เมื่อก่อนก็เคยมองว่าการแสดงเป็นเรื่องง่าย ได้กระโดด ต่อย ตี ดูเท่ แต่พอได้ลองทำแล้วไม่ง่ายเลย ผมจึงอยากทำให้ดีขึ้นในทุกโปรเจกต์ จึงกลายเป็นความท้าทายใหม่ในทุกครั้งที่ได้แสดง รู้ตัวอีกที ผมก็มีแพชชั่นกับงานนี้ไปแล้ว รู้สึกรักและเห็นคุณค่าในการแสดงเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน”

จำ First Impression ที่เจอกันครั้งแรกได้ไหม

พีค       “จำได้ครับ เราเจอกันตอนออดิชั่นละครเรื่องสลักรักในแสงจันทร์ ตอนเห็นเขาครั้งแรก ดูนิ่งๆ  ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยถามอะไร และจำได้ว่าตอนจับมือกันในซีน มือเขาหนามาก (หัวเราะ)

เพิร์ล   “ส่วนผมไม่ได้สังเกตอะไรเยอะครับ เพราะวันนั้นไปออดิชั่น ตื่นเต้น ก็เลยโฟกัสแค่บท แค่ทักทายกันตามปกติ และรับรู้ว่าคนนี้คือพีค


แล้วเริ่มสนิทกันตอนไหนคะ

เพิร์ล   “เริ่มสนิทตอนรู้ว่าได้เล่นเรื่องนี้ด้วยกันครับ เพราะหลังจากคอนเฟิร์มตัวละคร ทุกคนมีเวลาเตรียมงานค่อนข้างน้อย จึงต้องมาเจอกันแทบทุกวัน ผมว่าพีคเป็นคนนิสัยง่ายๆ ทำงานก็ง่าย ตอนแรกที่ยังทำงานด้วยกันก็ยังเกร็ง จำได้เลยว่าซีนแรกต้องถ่ายที่วัดท่าไม้ แล้วต้องปีนต้นมะม่วงด้วย (หัวเราะ) บวกกับยังจับทางคาแรคเตอร์ไม่ถูก ยังไม่รู้วิธีเข้าหาตัวละคร ก็ยังต้องไปปีนบนต้นไม้อยู่อย่างนั้น

พีค  “แล้วเป็นการออกกองวันแรกด้วย ไม่ได้มีแค่เราแต่มีพี่ๆ ทำงานหลายคนจึงรู้สึกเกร็ง และเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มแสดง จึงยังไม่รู้ว่าคาแรคเตอร์จะไปทิศทางไหน เพราะตอนเปิดกล้อง เรายังเห็นภาพไม่เยอะ แต่ผมรู้สึกว่า พอเล่นละครด้วยกัน เราสองคนคลิ๊กกันง่าย เพราะนิสัยเหมือนกันตรงที่สบายๆ อะไรก็ได้ มีเรื่องให้คุยกันเยอะ ทั้งเรื่องหนัง เพลง มายเซ็ต แทบไม่ต้องปรับจูนกันเลย เพราะก่อนหน้านี้เราเวิร์กช็อปกันเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นซีนสำคัญ เช่น ซีนเจอกันครั้งแรก ฉากเลิฟซีน ซีนที่ต้องทะเลาะกัน ซึ่งตอนเวิร์กชอปก็มีมวลความเขินและเกร็งบ้าง”

การเล่นละคร Boy’s love ท้าทายยังไงบ้าง

พีค   “ผมเคยเล่น BL มาก่อนหน้านี้ แต่ก็ห่างหายไปมากและยุคนั้นยังไม่ได้แข่งขันสูงขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้กดดันว่า ต้องเด่นหรือดังกว่าใคร แค่ทำการแสดงของเราให้เต็มที่ ไม่ได้จำแนกว่า การแสดง BL ต้องต่างจากละครทั่วไป ถ้าดูผลงานตัวเองแล้วชอบ แฟนคลับชอบ ก็โอเคแล้วครับ จึงไม่รู้สึกกดดันเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่าคาดหวังไหม ก็คาดหวังอยู่นะ ทั้งพีค เพิร์ล ทีมงาน ผู้กำกับ ทุกคนคาดหวังให้ผลงานประสบความสำเร็จและมีคนรักละครของเรา เราจึงตั้งใจทำมาก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะคาดหวังครับ”

เพิร์ล   “ของเพิร์ลก็รู้สึกเหมือนกันครับ ขึ้นชื่อว่า BL ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต่างจากละครทั่วไป แล้วตอนแรกผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในวงการ BL มันใหญ่แค่ไหน แข่งขันกันประมาณไหน จนได้เริ่มถ่าย เริ่มโปรโมท ไปเดินสายหลายงาน ได้เจอเพื่อนๆ หลายคน ได้เห็นว่ามีรางวัลสำหรับ BL เยอะมาก แต่ก็มีกดดันบ้างว่าคนดูจะชอบหรือเปล่า เวลาเจอแรงกดดันหรือกำลังเครียด ผมก็จะคุยเล่นกับพีค พอได้คุย ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ความกดดันก็ค่อยๆ หายไป

พีค      สำหรับพีค ถ้าเจอเรื่องกดดันหรือเครียดมากๆ จะถอยออกมาก่อน แล้วหายใจเข้า-ออกลึกๆ ซึ่งช่วยได้เยอะ ทำให้เราใจเย็น เห็นภาพรวม และเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่า และสุดท้ายมันก็ผ่านไป สักพักก็ลืมแล้ว ฉะนั้นเวลามีอะไรก็จงให้เวลากับมัน ไม่ต้องไปเร่งหาทางออก สุดท้ายชีวิตเราก็ต้องเดินหน้าต่อไปอยู่ดี

เพิร์ล    “เดินหน้าไปเจอกับความเครียดเรื่องใหม่ หยอกๆ” (หัวเราะ)

รู้สึกประทับใจอะไรอีกฝ่ายบ้าง

พีค       “เพิร์ลเป็นแนวช็อตฟีล ตั้งแต่อยู่ในวงการมาเกือบ 10 ปี  ไม่เคยเจอใครช็อตได้เก่งเท่าเขา ไม่รู้ว่าในตัวมีกระแสไฟฟ้ากี่โวลต์ แต่มันคือคาแรกเตอร์ของเขา  คือเพิร์ลเป็นคนจริงใจ บางทีก็จริงใจเกิน คิดอะไรก็พูดแบบนั้น บางทีก็ไม่คิด พูดไปก่อน (หัวเราะ) แต่ก็เป็นเสน่ห์ที่แฟนคลับชอบ

“อีกอย่างคือฃอยู่ด้วยแล้วสบายใจ สงบ ไม่วุ่นวาย ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกกันตรงๆ ไม่ต้องเดาว่าเขาเป็นอะไร การอยู่ด้วยกันของเราจึงราบรื่นมาก”

เพิร์ล   ด้วยความที่เราทำงานด้วยกัน ทั้งตอนโปรโมต ตอนถ่ายละคร หรือเวลาสัมภาษณ์ ผมได้เห็นหลายมุมของเขา รู้สึกประทับใจว่าเขาอยู่ในวงการมานาน และประสบการณ์ก็หล่อหลอมให้เขาอยู่เป็น (หัวเราะ) คือเขาทำงานเก่ง ผมได้เรียนรู้จากเขาเยอะเลยครับส่วนนิสัยของเขาเป็นคนสบายๆ อยู่ด้วยแล้วสบายใจโรแมนติก ใช้อารมณ์นำพา ค่อนข้างติสต์ สุดท้ายคือชอบสไตล์การแต่งตัวของเขา เพราะเท่ดี (ยิ้ม)

คิดว่าจุดแข็งของอีกฝ่ายที่เติมเต็มจุดอ่อนของเรา มีอะไรบ้าง

พีค       “เพิร์ลเป็นซัพพอร์ตเตอร์ที่ดีมาก เพราะบางครั้งผมก็ไม่รู้จะเข้าสังคมยังไง รู้สึกว่า อยู่ของเราแบบนี้ก็สบายแล้ว ก็เพราะฉะนั้นการมีเพิร์ลอยู่ด้วย ช่วยนำพาให้เราไปเจอคนใหม่ๆ  

เพิร์ล    “อย่างที่พีคบอกว่า ผมพูดก่อนคิด (หัวเราะ) บางครั้งพีคก็จะสะกิดว่า อันนี้ไม่ต้องพูดนะ (หัวเราะ) เหมือนช่วยกรองสิ่งที่ผมพูดให้ดียิ่งขึ้น”

อยากลองเล่นบทบาทแบบไหนอีกคะ

เพิร์ล    “อยากลองเล่นบทที่ตัวละครมีปัญหาเกี่ยวกับร่างกาย จิตใจ หรือสมอง ถ้าได้เล่นบททางจิตก็จะยิ่งดีเลยครับ อยากให้ตัวละครมีปมที่ผิดปกติ รู้สึกน่าสนใจมาก แล้วก็อยากไปเจอคนที่มีอาการแบบนั้นจริงๆ เพราะอยากเข้าใจในตัวเขา น่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ อีกอย่างผมอยากลองทำงานเบื้องหลังด้วย ทั้งเขียนเรื่อง ทั้งกำกับ”

พีค      “ผมอยากรับบทที่หลากหลายขึ้น เปลี่ยนลุคผมไปเลยก็ได้เอาให้เซอร์ไพรส์คนดูว่า ‘เฮ้ย พีคเล่นบทนี้ก็ได้ด้วยเหรอ’ อาจจะมีหนวดก็ได้นะ (หัวเราะ)

เพิร์ล    “เคยเล่นเป็นชาวสวนแล้วยัง”

พีค       “ยังเลย อาจจะเป็นอะไรแบบนั้นก็ได้ หรือเป็นบทที่พลิกคาแรกเตอร์ให้ชาเลนจ์ตัวเอง ได้ฝึกสกิล แอคติ้งมากขึ้น เรื่องเส้นทางในวงการ ผมว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ลอง อย่างละครเวที ผมเคยเล่นแล้ว แต่ก็อยากลองเล่นเวทีใหญ่ๆ ได้ร้องเพลง เรื่องงานเพลงก็อยากทำ ผู้กำกับก็อยากลองเป็น ถ้ามีโอกาสก็อยากทำให้หมดเลยครับ”

ถ้ามีแฟนคลับที่เพิ่งรู้จักเพิร์ล-พีค อยากให้เขาเห็นอะไร

พีค       “ตอนนี้มีคนใหม่ๆ เข้ามารู้จักเราเยอะนะครับ ผมก็อยากรู้จักทุกคนเหมือนกันนะครับ อยากรู้ว่าแฟนคลับเป็นคนยังไง ชอบอะไร ทำอะไร แล้วก็อยากให้เขามารู้จักเราด้วยว่าเพิร์ลกับพีคเป็นคนแบบไหน ด้วยความที่เวลาเราอยู่ด้วยกัน เราจะเล่นตลกใส่กัน มันมีมวลบางอย่างที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ผมก็อยากให้แฟนใหม่ๆ ได้มาลองสัมผัสมวลแบบนี้ไปพร้อมกับเรา”

เพิร์ล    “ใช่ๆ คือช่วงหลังๆ เราเจอแฟนคลับเยอะขึ้น แล้วเราสังเกตว่ากฎแห่งแรงดึงดูดมันทำงานจริงๆ นะ เหมือนแฟนคลับหลายคนมีนิสัยใจคอคล้ายๆ กับพวกเรา เหมือนที่เขาบอกว่า ‘แฟนคลับก็คือตัวศิลปิน’ แบบโดนเส้นเดียวกัน (หัวเราะ) เพราะงั้นถ้ามีคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันแล้วเข้ามาเจอเรา ก็อยากให้เปิดใจลองทำความรู้จักกันเยอะๆ”

อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ

พีค       “อยากขอบคุณทุกคนมากๆ ครับ ขอบคุณตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้ ขอบคุณที่เข้ามาทำให้เราได้รู้จักกัน ได้มีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของผมมาก ผมหวังว่าทุกคนจะมีความสุข เหมือนกับทุกครั้งที่ผมมีได้เจอทุกคน”

เพิร์ล   “ขอบคุณทุกคนที่ซัพพอร์ตกันมาตลอด เวลาเห็นพี่ๆ โพสต์ถึงเรา ก็รู้สึกว่า เขาคิดถึงเราขนาดนี้เลยเหรอ บางคนก็บ่นคิดถึงทุกวัน เหมือนแม่ที่บอกคิดถึงเราทุกวัน (หัวเราะ) รู้สึกดีมากที่มีคนรักเราแบบนี้”


เรื่อง Prince ภาพ อิทธิศักดิ์

The Berry Joy

The Berry Joy คัมแบ็ก! Driscoll’s เสิร์ฟเบอร์รีหวานฉ่ำถึงใจกลางกรุง

เตรียมพบกับเทศกาลแสนหวานฉ่ำส่งท้ายปี! Driscoll’s ผู้นำตลาดเบอร์รีสดระดับโลก พร้อมกลับมาสร้างความสนุกเป็นปีที่สอง กับโรดโชว์สุดพิเศษ พาไปสัมผัสกับ The Berry Joy ที่ทุกคนรอคอย เชิญชวนมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข ลิ้มรสเบอร์รีแสนอร่อย และสัมผัสคุณประโยชน์มากมายจากราสป์เบอร์รีและบลูเบอร์รี ได้ที่รถบรรทุก Berry Mobile สุดน่ารัก

มาฉลองฤดูกาลแสนหวานไปกับ Driscoll’s

เตรียมเพลิดเพลินกับเบอร์รีสด ๆ ที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น สายกินที่พลาดไม่ได้กับของอร่อย สายสุขภาพที่กำลังมองหาคุณประโยชน์จากเบอร์รี หรือผู้ที่ต้องการเติมความหวานต้อนรับวันหยุดพักผ่อน ก็สามารถมาเติมเต็มความสุขได้ที่โรดโชว์ Driscoll’s

หลังจากการต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา โรดโชว์ Driscoll’s พร้อมกลับมาส่งมอบความสุขอีกครั้ง โดยรถบรรทุก Berry Mobile สุดน่ารัก จะแวะไปสร้างสีสันทั้งหมด 3 สถานที่สุดฮิต ได้แก่

  • 6 ธันวาคม 2568: สยามสแควร์ ซอย 3
  • 18–19 ธันวาคม 2568: สามย่านมิตรทาวน์
  • 20–21 ธันวาคม 2568: เซ็นทรัล อีสต์วิลล์

กิจกรรมสุดพิเศษรออยู่ที่โรดโชว์

  • ลิ้มลองความหอมหวานของเบอร์รี: ดื่มด่ำไปกับความหวานจากธรรมชาติ ที่ซ่อนอยู่ในราสป์เบอร์รีและบลูเบอร์รีแสนอร่อยจาก Driscoll’s! เพียงติดตามโซเชียลมีเดียของ Driscoll’s  ก็สามารถรับเบอร์รีสด ๆ ฟรีไปเพลิดเพลินได้ทันที
  • ค้นพบประโยชน์ของเบอร์รี: เรียนรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของเบอร์รี Driscoll’s ที่สามารถช่วยเติมความสดใส และเต็มไปด้วยสิ่งดี ๆ จากธรรมชาติ
  • เก็บภาพโมเมนต์สุดน่ารัก: แบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขที่โรดโชว์ Driscoll’s พร้อมแชะภาพกับถ้วยเบอร์รีสุดน่ารัก และรถบรรทุก Berry Mobile สีสันสดใส 
  • E-book สำหรับเด็ก ๆ: สามารถดาวน์โหลด E-book จาก Driscoll’s ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดน่ารักและกิจกรรมแสนสนุก เพื่อเสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ เพียงติดตามโซเชียลมีเดียของ Driscoll’s ก็สามารถสนุกกับการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

Driscoll’s และ Drop By Dough ร่วมเนรมิตเมนูซีซันนอลที่อร่อยจนหยุดไม่ได้

นอกจากกิจกรรมโรดโชว์สุดพิเศษแล้ว ในปีนี้ Driscoll’s ยังพร้อมส่งมอบความสุขผ่านการร่วมมือกับ Drop By Dough  ร้านโดนัทโฮมเมดสัญชาติไทย เพื่อรังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความแตกต่างที่ลงตัวระหว่างขนมโดนัทเนื้อนุ่มและเบอร์รีสดจาก Driscoll’s ซึ่งจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับรสชาติที่อัดแน่นไปด้วยความสุขในทุกคำที่ลิ้มลอง 

เชิญชวนเหล่าคนรักเบอร์รีมาลิ้มลองโดนัทสองรสชาติสุดเอกซ์คลูซีฟที่สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน ไม่จะว่าเป็นรส Raspberry Pistachio มาพร้อมรสชาติหลากหลายมิติ ท็อปปิ้งด้วยครีมและถั่วพิสตาชิโอหอมมันกรุบกรอบ ผสานกับไส้ราสป์เบอร์รี ชูความหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ ปิดท้ายความอร่อยด้วยราสป์เบอร์รีลูกโต จาก Driscoll’s ต่อมาคือ รส Blueberry Cream Cheese โดดเด่นด้วยเทกซ์เจอร์ครีมชีสเนียนนุ่ม ครัมเบิ้ลกรุบกรอบหอมเนย บลูเบอร์รีสดจาก Driscoll’s และไส้บลูเบอร์รีสุดเข้มข้น รวมกันเป็นรสชาติเปรี้ยวอมหวานที่ลงตัวในทุกคำ

เตรียมพบกับเมนูสุดพิเศษอีกมากมาย ทั้ง โดนัทไอศกรีม และโดนัททาวเวอร์ ซึ่งทุกเมนูล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยผสานเบอร์รีอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลได้อย่างลงตัว เมนูซีซันนอลสุดลิมิเต็ดเหล่านี้ จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2568 เท่านั้น! พลาดไม่ได้ที่จะแบ่งปันความหวานและช่วงเทศกาลอันอบอุ่นนี้แก่คนพิเศษของคุณ

ร่วมสนุกลุ้นรับ The Berry Joy!

Driscoll’s ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสนุก และแบ่งปันความอร่อยจากเบอร์รี่คุณภาพเยี่ยม เพื่อลุ้นรับของรางวัล Driscoll’s Berrylicious Giftset ภายในเซ็ตประกอบด้วย กระเป๋าเก็บความเย็นสุดเก๋ ถ้วยโยเกิร์ต ถุงใส่ขนมที่สามารถรียูสได้ คู่มือรวมสูตรเบอร์รี และเบอร์รีสดจาก Driscoll’s

ร่วมสนุกง่าย ๆ เพียงแชร์ภาพความอร่อยของเบอร์รี Driscoll’s ลงโซเชียลมีเดียพร้อมแฮชแท็ก #BerryliciousMoment แท็กและติดตามอินสตาแกรม @DriscollsAsia หรือเฟซบุ๊ค Driscoll’s Thailand กิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 และจะประกาศผลผู้โชคดีใต้โพสต์กิจกรรม ในวันที่ 6 มกราคม 2569 อย่าลืมซื้อเบอร์รี แชะโมเมนต์แห่งความทรงจำ และฉลองเทศกาลนี้ด้วยกันกับ Driscoll’s นะ!

เบอร์รีแห่งความสุขจาก Driscoll’s

เบอร์รีจาก Driscoll’s ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้คนได้เพลิดเพลินกับการรับประทานเบอร์รีที่สดใหม่และเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ :

  • ราสป์เบอร์รี: อร่อย ไร้กังวล แคลอรี่ต่ำ อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • บลูเบอร์รี: เมนูทานเล่นที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เบอร์รีทุกผลของ Driscoll’s จึงถูกเก็บเกี่ยวด้วยมืออย่างพิถีพิถัน เพื่อรักษาความสดใหม่และเนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อน นับตั้งแต่ไร่สู่โต๊ะอาหาร จะมีเพียงแค่เกษตรกร และคุณเท่านั้นที่ได้สัมผัสเบอร์รี  ซึ่งความมุ่งมั่นนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าเบอร์รีทุกผลจะตรงตามมาตรฐานสูงสุดของ Driscoll’s ทั้งในด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และความยั่งยืน


สมองเสื่อม

สมองเสื่อม อาการเป็นอย่างไร การวินิจฉัย และการรักษาที่ต้องรู้

สมองเสื่อม วิธีสังเกตอาการที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการรักษา

สมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วยและคนรอบข้าง การเข้าใจอาการ สาเหตุ การวินิจฉัย และแนวทางการรักษา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้คุณและครอบครัวสามารถรับมือกับโรคนี้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด


สังเกตอาการสมองเสื่อม เป็นอย่างไรบ้าง

สมองเสื่อม อาการ

สมองเสื่อม ไม่ใช่แค่ความหลงลืมตามปกติเมื่ออายุมากขึ้น แต่ภาวะสมองเสื่อมเป็นภาวะที่การทำงานของสมองถดถอยลงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยอาการจะค่อย ๆ เกิดขึ้น และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสามารถสังเกตได้จากหลายด้าน ดังนี้

  • หลงลืมง่าย : อาการสมองเสื่อมระยะเริ่มต้นที่พบบ่อยคือการลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น ลืมเหตุการณ์สำคัญ ลืมชื่อคนใกล้ชิด หรือถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ
  • อารมณ์ผันผวน : ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวผิดปกติโดยไม่มีเหตุผล
  • บุคลิกเปลี่ยนไป : จากที่เคยเป็นคนร่าเริงหรือเข้ากับคนง่าย อาจกลายเป็นคนเฉยเมย เก็บตัว หรือจากคนใจดีอาจกลายเป็นคนฉุนเฉียว และอาจจะขี้ระแวงมากขึ้น
  • เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ยาก : อาการของโรคสมองเสื่อม ผู้ป่วยอาจใช้เวลานานในการทำความเข้าใจข้อมูลใหม่ ๆ หรือไม่สามารถจดจำสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ได้ ทำให้ทำกิจกรรมหรืองานที่ไม่คุ้นเคยได้ลำบาก
  • พูดและเขียนได้ไม่คล่อง : อาการโรคสมองเสื่อมที่สังเกตได้ชัดอีกอย่างคือ มีปัญหาในการใช้ภาษา เช่น ใช้คำผิด ลำดับประโยคไม่ถูก หรือนึกคำที่ต้องการพูดไม่เจอ ทำให้สื่อสารได้ยากขึ้น
  • ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง : สำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อม การทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้เองอย่างง่ายดาย เช่น แต่งตัว กินข้าว หรือการดูแลตัวเองในบ้าน อาจกลายเป็นเรื่องยาก ต้องมีการช่วยเหลือจากผู้อื่น
  • นอนไม่หลับ เห็นภาพหลอน : ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาด้านการนอนหลับ เช่น นอนหลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ หรือมีอาการเห็นภาพและได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง

หาสาเหตุภาวะสมองเสื่อม เกิดจากอะไรได้บ้าง

ภาวะสมองเสื่อม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความชราเพียงอย่างเดียว แต่เกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

  • โรคอัลไซเมอร์ : เป็นกลุ่มอาการที่เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง ทำให้การสื่อสารของระบบประสาทแย่ลง ส่งผลให้ความจำและการเรียนรู้ถดถอยลงเรื่อย ๆ และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
  • การได้รับสารพิษหรืออุบัติเหตุทางสมอง : การได้รับสารเคมี แอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่ทำลายเซลล์สมอง รวมถึงผู้ที่มีประวัติศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงหรือบ่อยครั้ง ก็อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น
  • โรคหลอดเลือดสมอง : เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ทำให้สมองขาดออกซิเจนและสารอาหาร จนเซลล์สมองบางส่วนตาย นอกจากจะทำให้เกิดอาการอ่อนแรง ทรงตัวไม่ดี และพูดไม่ชัดแล้ว ยังนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมในระยะยาวได้
  • โรคที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างสมอง : โรคบางโรคที่ส่งผลต่อสมองโดยตรง เช่น ภาวะโพรงน้ำในสมองโต เนื้องอกในสมอง หรือโรคที่ทำให้การทำงานของตับและไตผิดปกติเรื้อรัง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมได้เช่นกัน
  • การติดเชื้อและความผิดปกติของร่างกาย : โรคบางชนิดสามารถส่งผลกระทบต่อสมองได้โดยตรง เช่น การติดเชื้อ HIV ซิฟิลิส หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ รวมถึงภาวะขาดวิตามินบี 12 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้

การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยแพทย์ ทำได้อย่างไร

สมองเสื่อม วินิจฉัย

การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม แพทย์จะทำการประเมินจากหลายด้าน เพื่อระบุสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

  • การตรวจร่างกายและซักประวัติ : เริ่มจากการพูดคุยเพื่อสอบถามเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ซักประวัติสุขภาพของผู้ป่วยและคนในครอบครัว เพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยง จากนั้นจะตรวจร่างกายโดยละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท
  • การตรวจสอบศักยภาพของสมอง : ใช้แบบทดสอบเฉพาะทางเพื่อประเมินความสามารถทางสติปัญญา เช่น ความจำ การใช้ภาษา การคิดคำนวณ การรับรู้เวลาและสถานที่ รวมถึงความสามารถในการวางแผนและการตัดสินใจ
  • การตรวจภาพสมอง : การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์อย่าง MRI หรือ EEG เพื่อดูโครงสร้างสมองและคลื่นไฟฟ้าสมอง เช่น การฝ่อของสมอง เนื้องอก หรือความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง
  • การตรวจเลือด : เพื่อหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อม เช่น ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ ตับ และไต รวมถึงระดับวิตามินบี 12 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง : ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาเจาะน้ำไขสันหลัง เพื่อตรวจหาสารบางอย่างที่บ่งชี้ถึงโรคสมองเสื่อมบางชนิด หรือการติดเชื้อที่อาจเป็นสาเหตุ

สมองเสื่อมมีแนวทางการรักษาอย่างไร รักษาแล้วหายขาดไหม

โรคสมองเสื่อม วิธีรักษาจะแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม โดยมีแนวทางหลัก ๆ 2 วิธี ดังนี้

  • รักษาตามสาเหตุ หากเกิดจากภาวะที่รักษาได้ ก็จะมุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ที่รักษาด้วยการควบคุมความดัน การใช้ยาต้านไวรัสรักษาอาการติดเชื้อ การปรับสมดุลฮอร์โมนไทรอยด์ หรือการให้วิตามินเสริมกรณีขาดวิตามิน
  • รักษาแบบประคับประคอง สำหรับโรคที่ส่งผลต่อภาวะสมองเสื่อมแบบถาวร เช่น อัลไซเมอร์ การรักษาจะมุ่งเน้นที่การชะลออาการและเพิ่มคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยอาจใช้ยาเพื่อชะลอการเสื่อมของสมอง ควบคู่ไปกับกิจกรรมฟื้นฟูสมอง เช่น กิจกรรมฝึกความจำ รวมถึงการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวอย่างใกล้ชิด

สมองเสื่อม เฝ้าระวัง ตรวจพบไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

สมองเสื่อม เป็นภาวะที่การทำงานของสมองถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ความหลงลืมตามวัย โดยมีอาการหลากหลาย เช่น หลงลืมง่าย อารมณ์แปรปรวน และบุคลิกเปลี่ยนไป การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยอาจเป็นการรักษาที่ต้นเหตุหรือดูแลแบบประคับประคองเพื่อชะลออาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

หากมีอาการน่าสงสัยว่าเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองเสื่อม เช่น อาการหลง ๆ ลืม ๆ ในวัยรุ่นหรือในผู้สูงอายุ อย่าละเลย แนะนำให้ไปตรวจได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระราม 9 วินิจฉัยโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเข้ารับการรักษาได้ทันที

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


Baan Ninya รามอินทรา 83

บ้านแนวคิดใหม่ “Baan Ninya รามอินทรา 83” โดยเซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์

“Baan Ninya รามอินทรา 83” บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมที่ออกแบบจากอินไซท์จริงของครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งพื้นที่ส่วนตัวและการใช้เวลาร่วมกัน สร้างสมดุลแห่งการใช้ชีวิตผ่านดีไซน์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

Baan Ninya รามอินทรา 83

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ จำกัด เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวโครงการบ้านแนวคิดใหม่ “บ้านนินญา รามอินทรา 83” บ้านเดี่ยว 3 ชั้นระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Where You Re-found Lives” ที่มุ่งสร้างพื้นที่อยู่อาศัยคุณภาพที่มอบทั้งพื้นที่ส่วนตัวและสร้างสมดุลแห่งการใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวสามารถออกแบบความสุขใหม่ได้ในทุกมุมของบ้าน รองรับการเติบโตของทุกช่วงชีวิต

“บ้านนินญา รามอินทรา 83” ได้ถูกออกแบบถ่ายทอดแนวคิด “Home with Privacy for All Passions”ผ่านการออกแบบที่เข้าใจทั้งมิติของความเป็นส่วนตัวและการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวได้อย่างลงตัว มาพร้อม ฟังก์ชันเล่นระดับ ดีไซน์พิเศษพื้นที่ส่วนตัว “PRIVACY LAYERING SPACE” พื้นที่ที่ออกแบบมาให้คุณพบความสุขส่วนตัวที่สุดในแบบคุณ โดย บ้านนินญา รามอินทรา 83 พร้อมเปิดให้เข้าชมครั้งแรก วันที่ 29-30 พฤศจิกายนนี้

บ้านนินญา สู่ พื้นที่ที่ให้ทุกชีวิตเติบโตไปพร้อมกัน

Baan Ninya รามอินทรา 83

แบรนด์ Baan Ninya สะท้อนถึงแผนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของ เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ที่มุ่งสร้างพอร์ตธุรกิจที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า พร้อมสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นโดย บ้านนินญา ถูกวางตำแหน่งแบรนด์เพื่อเจาะกลุ่ม ครอบครัวยุคใหม่รายได้สูงที่มองหาบ้านที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ดังนั้น บ้านนินญาจึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่ที่ให้ทุกชีวิตเติบโตไปด้วยกัน

คุณ กรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนา ‘บ้านนินญา’ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงของครอบครัวยุคใหม่ เราไม่ได้แค่สร้างบ้าน แต่เราสร้าง ‘พื้นที่แห่งความสุขที่เข้าใจความต้องการของทุกคนในครอบครัว’ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิต ที่เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในทุกช่วงชีวิต”

โครงการ“บ้านนินญา” ถูกพัฒนาภายใต้มาตรฐานระดับสูงของ เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ทั้งในด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรม ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยแบบ 7 ขั้นตอน (7-Step Security) และการดูแลหลังการขายโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พร้อมรับประกันโครงสร้างนานถึง 5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพระยะยาว

เปิดตัว “Baan Ninya รามอินทรา 83” โดยเซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ บ้านแนวคิดใหม่ที่ออกแบบจาก “แรงบันดาลใจและรูปแบบการใช้ชีวิตจริง” ของครอบครัวยุคใหม่

Where You Re-found Lives” นิยามใหม่ของการอยู่อาศัย

Baan Ninya รามอินทรา 83

ภายใต้แนวคิดหลักในการออกแบบ ‘Where You Re-found Lives’ ที่มาพร้อมจุดเด่นของบ้านที่แตกต่าง ‘Home with Privacy for All Passions’ บ้านนินญาตั้งใจมอบความหมายใหม่ของคำว่า “บ้าน” ให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถค้นพบความสุขในรูปแบบของตนเองได้อีกครั้ง ทั้งในมิติของความเป็นส่วนตัวและการใช้เวลาร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว

หัวใจของการออกแบบโครงการ คือเราเชื่อว่าสร้างบ้านที่ดี คือบ้านที่เข้าใจผู้อยู่อาศัยครบทุกมิติ แนวคิดของบ้านนินญาจึงเริ่มต้นจากอินไซท์ของครอบครัวยุคปัจจุบัน ที่ต้องการทั้งเวลาของตัวเอง (Privacy) และเวลาร่วมกัน (Family Time) จนกลายมาเป็นแนวคิดหลักของการออกแบบที่เรียกว่า ‘Privacy Layering Space’ บ้านที่ออกแบบให้มีพื้นที่ส่วนตัวในทุกมิติ ท่ามกลางความสุขส่วนรวม ที่ออกแบบร่วมกันอย่างลงตัว มาพร้อมฟังก์ชันเล่นระดับ ดีไซน์พิเศษ โดย ‘Privacy Layering Space’ ถือเป็นจุดเด่นในการออกแบบที่ ผสานความเข้าใจผู้อยู่อาศัยเข้ากับงานสถาปัตยกรรม โดยบ้านแต่ละหลังจะมีความสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและการพื้นที่ส่วนกลางสำหรับทั้งครอบครัว อีกทั้งยังมีฟังก์ชันพิเศษอย่าง

  • Privacy Loft: ห้องอเนกประสงค์ที่สามารถออกแบบปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ทำงาน หรือเติมเต็มแพสชันส่วนตัว
  • Private Step Platform: พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกัน โดยไม่รบกวนพื้นที่ของกันและกัน

บ้านนินญา รามอินทรา 83 กับทำเลทองย่าน รามอินทรา

Baan Ninya รามอินทรา 83

บ้านนินญา รามอินทรา 83 คือโครงการแรกที่ถ่ายทอดแนวคิดการอยู่อาศัยยุคใหม่อย่างครบถ้วน ด้วยดีไซน์ที่พิถีพิถัน และตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพย่านรามอินทรา ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้อยู่บนถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก ติดมอเตอร์เวย์สาย 9 รวมถึงอยู่ใกล้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย–มีนบุรี) สถานีรามอินทรา ก.ม.9 และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนฉลองรัช ใกล้ เซ็นทรัล รามอินทรา และเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ทำให้ย่านนี้เป็นทำเลที่สะดวกสบาย แต่ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบ

การออกแบบที่ใส่ใจและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง

Baan Ninya รามอินทรา 83

บ้านนินญา รามอินทรา 83 เป็นบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม 3 ชั้น  แบบบ้านในโครงการถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้รูปแบบการใช้ชีวิตจริงของครอบครัวในยุคนี้ โดยมีแบบบ้านให้เลือกถึง 3 รูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่คู่แต่งงานใหม่ ครอบครัวขนาดกลาง ไปจนถึงครอบครัวหลายเจเนอเรชัน ได้แก่แบบบ้าน Soul, Spirit และ Serenity พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 252–313 ตร.ม. มาพร้อม 4 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ โดดเด่นด้วยพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวในรูปแบบ Privacy Loft ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตาม Passion และที่จอดรถ 3 คัน นอกจากเรื่องการออกแบบดีไซน์ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เราใส่ใจในรายละเอียด เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพในการอยู่อาศัยในระยะยาว โดยโครงสร้างของบ้านเราใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น ผนัง Q-CON ซึ่งสามารถช่วยกันเสียงและรักษาอุณหภูมิภายในบ้านได้ดี และสะดวกยืดหยุ่นต่อในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ในอนาคต นอกจากนี้ ลูกบ้านยังสามารถมั่นใจได้ในความปลอดภัยด้วยระบบรักษาความปลอดภัย 7 ขั้นตอน (7-Step Security System) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Double Gate, License Plate Recognition ลูกบ้านเข้า-ออก โครงการด้วย AI อ่านป้ายทะเบียน, Visitor Management System ระบบบันทึกข้อมูล สำหรับ Visitors ที่มาติดต่อ รวดเร็ว และแม่นยำ, CCTV ทั้งถนนเมนและถนนซอย, Security Gard ดูแล 24 ชั่วโมง, รั้วรอบโครงการเสริมเหล็กแหลม สร้างความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย รวมทั้ง Magnetic Sensor & Shock Sensor ที่ประตู-หน้าต่าง ตรวจสอบการเปิด – ปิด และตรวจจับแรงสั่นสะเทือน ของบานประตูและหน้าต่าง นอกจากนี้ยังมีทีมบริหารนิติบุคคลมืออาชีพจาก เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ คอยดูแลบริการหลังการขายอย่างครบวงจร

เอกสิทธิ์เฉพาะ Central Citizens รับสิทธิพิเศษจากเครือเซ็นทรัล พร้อมเติมเต็มคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

ลูกบ้านของ เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ทุกโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษเพื่อสร้างประสบการณ์เหนือระดับไปกับสิทธิประโยชน์ในเครือเซ็นทรัล ทั้งที่จอดรถในห้างเซ็นทรัลที่เตรียมไว้ให้เฉพาะลูกบ้านของเราเท่านั้น และรับสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย ครบครันทั้งด้าน Dining, Shopping, Lifestyle และ Travel อาทิ Tops, Robinson, Powerbuy, Centara Hotel ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างให้ประสบการณ์ในการอยู่อาศัยที่บ้านนินญาเป็นมากกว่าความสบายเพียงในบ้าน แต่คือการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติอย่างแท้จริง

ทุกรายละเอียดและความใส่ใจในการออกแบบบ้านนินญา รามอินทรา 83 คือความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานของ เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบเชิงวิศวกรรม การคัดสรรคุณภาพวัสดุที่ดี มีมาตรฐาน และการใส่ใจในการออกแบบดีไซน์ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่สอดรับกับวิถีชีวิตการอยู่อาศัยที่แท้จริง ตลอดไปจนถึงการดูแลบริการหลังการขาย เพื่อส่งมอบคุณภาพและความน่าเชื่อถือในระยะยาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://residence.centralpattana.co.th หรือ โทร. 02 021 9999