นฤพนธ์ ประธานทิพย์

นฤพนธ์ ประธานทิพย์  จากชีวิตติดลบสู่การพิชิตมาราธอนระดับโลก

ในพาร์ตการทํางาน นฤพนธ์ ประธานทิพย์ รับตําแหน่งจีเอ็มและผู้ถือหุ้น บริษัทโค้ด พลัส จํากัดผู้นําเข้าเครื่องพิมพ์สําหรับโรงงานอุตสาหกรรม ขณะทีสายวิ่งรู้จักเขาในฐานะ “พี่นะ” นักวิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน จากชีวิตติดลบ ด้านสุขภาพกับนํ้าหนักตัว 103 กิโลกรัม กลายมาเป็นนักวิ่งมาราธอนระดับโลก

จุดเปลี่ยนจาก “สายชิม” สู่ “สายวิ่ง”

“สิบกว่าปีก่อนผมใช้ชีวิตเหมือนหลายคนที่ชอบของอร่อย โดยเฉพาะ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เย็นเติมเบียร์ จนน้ําหนัก 103 กิโลกรัม พอผลตรวจ สุขภาพแย่ก็ใช้วิธีกินยาลดไขมันช่วย

“ค่ำวันหนึ่งหลังจากดื่มเบียร์แล้วเผลอหลับที่โซฟา พอภรรยาปลุก ให้ขึ้นไปนอนที่ห้อง ผมแวะเข้าห้องน้ํา แล้วจู่ ๆ ก็เป็นลม หน้าฟาดกับ โถชักโครกหน้าผากแตก สลบไปเลย รู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงภรรยา เรียกเพื่อพาไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าต้องแอดมิตสองคืน คุณหมอบอกว่า จากที่ความดันโลหิตสูง ตอนที่ลุกเข้าห้องน้ําเกิดภาวะความดันต่ํา ทําให้ เป็นลมหมดสติ ซึ่งไม่ใช่แค่ความดัน ผมยังเป็นเบาหวาน ไขมันพอกตับ และโรคไตอีกด้วย ถึงเวลาต้องออกกําลังกายจริงจังแล้ว

“ความที่ไม่มีทักษะด้านกีฬาเลย ผมตัดสินใจเลือกการวิ่ง จะได้ไม่ต้องหาเพื่อนร่วมเล่น วันแรกไปที่สวนรถไฟ วิ่งไปได้แค่โค้งเดียวประมาณ 400 เมตรก็เหนื่อยมากจนน้ําตาไหล อาจเพราะเพิ่งออกจากโรงพยาบาล “ข้อดีอย่างหนึ่งของผมคือความใจสู้ เหมือนตอนเรียนหนังสือ ในชั้นเรียนผมไม่เข้าใจเลย ที่บ้านก็ไม่มีสตางค์ส่งไปเรียนพิเศษ ผมใช้วิธี กลับบ้านมาอ่านหนังสือเองทุกวัน คนอื่นอาจอ่านรอบเดียว แต่ผมอ่าน 4 – 5 รอบจนสามารถเอนทรานซ์ติดคณะวิศวะ จึงนําวิธีนั้นมาใช้กับการวิ่ง เพราะผมเชื่อในทฤษฎีทําซ้ํา แข็งใจออกมาวิ่งทุกวัน ซึ่งสิ่งที่ได้ระหว่างทาง คือทักษะ เมื่อทําบ่อย ๆ เราจะรู้ว่าถ้าลงเท้าแบบนี้แล้ววิ่งช้า งั้นลองปรับ มุมขาใหม่ แม้จะช้ากว่าการมีโค้ชช่วยสอน แต่วิธีนี้ทําให้ได้เรียนจากความ ผิดพลาดของตัวเอง

“วิ่งไปสักพักได้รับคําแนะนําให้สมัครวิ่งตามงานต่าง ๆ เริ่มจากมินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร พอเริ่มสนุกก็ขยับไปฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ก่อนจะตัดสินใจลงมาราธอนแรก 42 กิโลเมตร ตอนนั้นแค่อยากได้เหรียญ มาราธอนแรกในชีวิต แต่วันนั้นกลับบ้านแบบเจ็บขามากจนยกไม่ขึ้นไปหลายวัน

นฤพนธ์ ประธานทิพย์

ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์

หลังจากวิ่งในประเทศและต่างประเทศจนทำเวลาได้ดีที่สุดที่ โอซาก้ามาราธอน (3.30 ชั่วโมง) ผมได้รับแรงบันดาลใจให้รู้จักกับรายการ World Marathon Majors ซึ่งเป็นการวิ่งมาราธอนระดับโลก 6 สนาม ที่มอบเหรียญ Six Star Finisher ให้แก่ผู้ที่พิชิตครบ (โตเกียว, บอสตัน, ลอนดอน, เบอร์ลิน, ชิคาโก, และนิวยอร์กมาราธอน) และผมเริ่มต้นที่ โตเกียวมาราธอนปี 2017 และวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 3.20.42 ชั่วโมง ดีพอที่จะ ควอลิฟายไปงานบอสตันมาราธอนได้ ความตื่นเต้นในวันนั้นทำให้ผมร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ

ต่อมาผมพิชิต เบอร์ลินมาราธอน ด้วยเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตคือ 3.15.09 ชั่วโมง แม้จะมีหลายสนามที่ต้องเผชิญความยากลำบาก เช่น นิวยอร์กมาราธอน ที่ผมบาดเจ็บทุกครั้งก่อนลงสนาม และ บอสตันมาราธอนปี 2018 ที่ต้องวิ่งท่ามกลางอุณหภูมิต่ำกว่า $0^\circ\text{C}$ และฝนตกหนัก แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้และสามารถจบการแข่งขันได้ทุกครั้ง สำหรับ ลอนดอนมาราธอน ซึ่งล็อตโต้ไม่ได้ ผมใช้วิธีลงวิ่งในนามองค์กรการกุศล จนกระทั่งปิดท้ายด้วยเหรียญ ชิคาโกมาราธอนปี 2018 ทำให้ผมบรรลุเป้าหมายการเป็น Six Star Finisher เหรียญแรกได้สำเร็จ

“จากนั้นผมเริ่มวิ่งทริปต่างประเทศ อย่างสิงคโปร์มาราธอนฮ่องกงมาราธอน แต่ที่ทําเวลาได้ดีที่สุดคือโอซาก้ามาราธอน ที่เป็น โปรแกรมใหญ่รองจากโตเกียวมาราธอน ผมทําเวลาได้ 3.30 ชั่วโมง แล้วมี นักวิ่งญี่ปุ่นมาทักว่าถ้าคุณวิ่งเร็วอีก 5 นาทีจะได้ไปบอสตันมาราธอนแล้วนะ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักรายการ World Marathon Majors จึงลองหาข้อมูล ทําให้ทราบว่าเป็นรายการวิ่งระดับโลกที่มีนักวิ่งจากทั่วโลกมาตามล่าเหรียญ Six Star Finisher (เหรียญที่มอบให้นักวิ่งที่วิ่งครบ 6 รายการ World Marathon Majors ได้แก่ โตเกียวมาราธอน บอสตันมาราธอน ลอนดอน มาราธอน เบอร์ลินมาราธอน ชิคาโกมาราธอน และนิวยอร์กมาราธอน)

การเปลี่ยนแปลงชีวิต

ผมได้เป็น Six Star Finisher คนที่ 2 ของประเทศไทยเมื่อปี 2018 ผมจำโมเมนต์ที่เข้าเส้นชัยได้ดี พร้อมกอดผู้จัดการของ Abbott World Marathon Majors และกล่าวว่า “Marathon changed my life.”สิ่งที่ประทับใจไม่แพ้ความสำเร็จส่วนตัวคือ บรรยากาศของทุกสนาม ประชาชนในประเทศนั้น ๆ ให้ความร่วมมืออย่างดีมาก พวกเขาให้กำลังใจและนำขนมมาแจกตลอดทาง เพราะมองว่านักวิ่งคือแขกของประเทศ นอกจากนี้ น้ำใจจากคนไทยในต่างแดน ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร ทำให้การไปวิ่งรายการ World Marathon Majors แต่ละครั้งใช้เงินไม่มากนัก ผมพยายามสร้างวินัยในการวิ่งและ สร้างความสมดุลกับการทำงาน โดยตื่นตี 4-5 เพื่อออกมาวิ่งก่อนไปทำงานเสมอ การออกกำลังกายทำให้สุขภาพผมดีขึ้นมาก และบางครั้งก็ชวนภรรยาไปเที่ยวด้วย

ประโยชน์ที่มากกว่าเหรียญรางวัล

“นอกจากสุขภาพ เหรียญรางวัล ความภูมิใจ การวิ่งยังทําให้ผมได้รู้จัก เพื่อนเยอะ บางคนน่าเรื่องราวของผมไปลงในโซเชียลมีเดียของกลุ่มวิ่งทั่วโลก ได้รู้จักกับผู้จัดการแอบบอท เพราะต้องติดต่อกับเขาเรื่องการวิ่งเหรียญที่ 3 และ ผมน่าจะเป็นคนไทยคนเดียวทีได้ถ่ายภาพกับเคลวิน คีปทุม นักวิ่งมาราธอนเจ้าของ สถิติโลกด้วยเวลา 2.00.35 ชั่วโมง เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

“ผมจึงอยากบอกกับใครก็ตามที่กําลังเริ่มวิ่งว่าช่วงแรกอาจยังไม่มีความสุข ต้องอดทนท่า เพื่อสร้างวินัย ถือว่ายาก เพราะคนส่วนใหญ่ก่อนวิ่งจะคิดเยอะ บางทีใส่รองเท้าแล้วยังกลับไปนอน ผมก็เคยเป็น ผมแนะนําให้ใช้สูตรนี้ คือ ไม่ต้องคิด กัดฟันออกไปวิ่งเลย อย่างตั้งใจวิ่ง 10 กิโลเมตร แต่ตื่นมารู้สึกไม่อยากวิ่ง ให้บอกตัวเองว่าวันนี้วิ่ง 1 กิโลเมตรพอ หรือเดินแค่ 500 เมตรก็ได้ แค่ให้ได้ขยับ แข้งขา แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อเริ่มวิ่งแล้วจะวิ่งต่อไปได้เรื่อย ๆ เอง

“ส่วนใหญ่เวลาวิ่งแล้วเหนื่อยมาก ๆ ผมจะพักแป๊บหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว แล้วไปต่อได้ สมมติเราตั้งใจวิ่ง 10 กิโลเมตร แต่วิ่งได้ 5 กิโลเมตรแล้วรู้สึกอยากเลิก อย่าเพิ่งขึ้นรถกลับบ้าน ให้เปลี่ยนเป็นการเดินไปเรื่อย ๆ หัวใจจะเต้นน้อยลง ความ เหนื่อยหายไป สามารถวิ่งต่อได้

การจะวิ่งได้นานและได้ระยะไกลต้องพัฒนาสองอย่าง คือกล้ามเนื้อกับ ระบบหายใจ ด้วยการซ้อมอย่างสม่ําเสมอต่อเนื่อง แรก ๆ ผมวิ่งแค่ 400 เมตร ก็หอบแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ผมวิ่งมาราธอนและวิ่ง 100 กิโลเมตรได้ เพราะหัวใจได้รับ การพัฒนา ซึ่งต้องใช้เวลา

“ถ้าถามว่าผมเคยหยุดวิ่งบ้างไหม เคยตอนอยู่บนเครื่องบิน (หัวเราะ) เพราะ วิ่งไม่ได้ ถ้ามีโอกาสก็จะไปวิ่งตลอด บางคนไม่กล้าวิ่งเยอะเพราะกลัวเข่าพัง แต่ผม มีทฤษฎีส่วนตัวที่ว่าร่างกายจะรู้ว่าเราใช้ส่วนไหนเยอะ ส่วนนั้นจะแข็งแรง เหมือน ถ้าข้อศอกบ่อย ผิวตรงนั้นจะด้านขึ้นเรื่อย ๆ เพราะร่างกายรักษาตัวเอง ผม ไม่เคยมีปัญหาเข่าเลย อาจเพราะเน้นวิ่ง Endurance เป็นการวิ่งต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน ไม่ใช่สายสปีดแบบวิ่งเร็ว ๆ

“แล้วอีกข้อที่ได้มาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจคือสุขภาพจิต ที่เคยขี้โมโห หงุดหงิดง่าย หรือหัวร้อน พอได้ออกวิ่งแล้วอยู่กับตัวเอง 4 – 5 ชั่วโมง อารมณ์เย็นลงและเสถียรขึ้น ถึงวันนี้ผ่านมา 13 ปีแล้ว บอกตัวเองว่าอยากวิ่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ไหว “สําหรับผมไม่มีค่าว่า Junk Mile หรือการวิ่งที่ไม่มีประโยชน์ อย่างนักกีฬา เก่งๆ อาจมองว่าการวิ่ง 5 กิโลเมตรไม่ใช่การวิ่งที่มีคุณภาพหรือได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ สําหรับผมแค่วิ่ง 5 กิโลเมตรถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะได้เผาผลาญหลายกิโลแคลอรี จึงไม่มีทางสูญเปล่าแน่ๆ ฉะนั้นทําไปเรื่อย ๆ นะครับ วิ่งไม่ไหวก็เดินเร็ว 

“แล้วจะรู้ว่าการวิ่งให้อะไรมากกว่าที่คิด ไม่วิ่งก็ไม่รู้ครับ”


เรื่อง นิตยสารแพรว 

สัมภาษณ์ กิดดานันท์