Häagen-Dazs เปิดตัวคอลเล็กชันไอศกรีมใหม่ Emily in Paris พร้อมให้ลิ้มรสความอร่อยระดับพรีเมี่ยมสไตล์ปารีสแล้ววันนี้

Häagen-Dazs (ฮาเก้น-ดาส) สุดยอดไอศกรีม ร่วมมือกับ Paramount Consumer Products เปิดตัวคอลเล็กชันไอศกรีมใหม่ Emily in Paris (เอมิลี่ในปารีส) สำหรับซีรีส์ยอดฮิตชื่อเดียวกันที่ฉายทาง Netflix ซึ่งผลิตโดย MTV Entertainment Studios ของ Paramount และสร้างสรรค์โดยผู้อำนวยการผลิต Darren Star (ซีรียส์และหนังยอดนิยมอย่าง Beverly Hills 90210, Sex and the City และ Younger) โดยคอลเล็กชันไอศกรีมเอมิลี่ในปารีส เริ่มวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่คาเฟ่ฮาเก้น-ดาส ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่จำหน่าย และช่องทางการสั่งสินค้าออนไลน์ทั่วประเทศไทย ช่วยเพิ่มอรรถรสในการดูซีซั่นใหม่ของซีรีส์เอมิลี่ในปารีส

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสมผสานไอคอนด้านความหรูหรา และสไตล์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แฟนซีรีส์ #BeMoreEmily ด้วยคอลเล็กชันไอศกรีมลิมิเต็ดเอดิชั่น และกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้สัมผัสเสน่ห์ของซีรีส์ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มที่

เส้นทางการเดินทางของฮาเก้น-ดาส และ เอมิลี่ในปารีสนั้นคล้ายคลึงกัน โดยทั้งคู่เกิดในอเมริกา ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปเติบโตที่ฝรั่งเศส และมีแฟนคลับอยู่ทั่วทุกมุมโลก แคมเปญใหม่นี้จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนทุกคนให้มาดื่มด่ำกับจิตวิญญาณที่แท้จริงของทั้งตัวละครเอมิลี่ นครปารีส และฮาเก้น-ดาส และร่วมเฉลิมฉลองความรักที่ฮาเก้น-ดาส และ เอมิลี่ในปารีส มีต่อฝรั่งเศส รวมไปถึงสไตล์ และความอร่อยที่โดดเด่นไม่เป็นรองใคร

พบกับคอลเล็กชันไอศกรีมสุดพิเศษเอมิลี่ในปารีส และ ฮาเก้น-ดาสที่คุณไม่ควรพลาด!

ฮาเก้น-ดาสและเอมิลีในปารีส ฉลองความร่วมมือสุดพิเศษนี้ด้วยการเปิดตัวคอลเล็กชันไอศกรีมลายใหม่ ที่มาพร้อมกับรสชาติยอดนิยมที่ครองใจคนทั่วโลกอย่าง “รสสตรอว์เบอร์รี” เอาใจแฟน ๆ ที่ชื่นชอบการลิ้มลองประสบการณ์ใหม่ ๆ ตอบโจทย์ความอร่อยระดับพรีเมี่ยม

พบกับมิลค์เชคสตรอว์เบอร์รีสุดหรูได้ที่ฮาเก้น- ดาสคาเฟ่ โดยการผสมผสานไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีเนื้อเนียนละมุนที่ทำมาจากสตรอว์เบอร์รีแท้ เติมเต็มเข้ากับความอร่อยด้วยวิปครีมเข้มข้นลงตัว สัมผัสและลิ้มลองความละมุนและมนต์เสน่ห์ของนครปารีสได้ในทุกคำ

เค้ก Mon Amour Paris เป็นเค้กสุดอลังการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามและสไตล์ของเอมิลี่ คูเปอร์ ตัวเอกของเรื่อง เค้กนี้ประกอบด้วยชั้นของไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีรสชาติสุดฮิตประจำฤดูกาล ห่อหุ้มด้วยช็อกโกแลตเข้มข้น และประดับด้วยชิ้นช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ๆ อย่างสวยงาม แต่ละชิ้นแทนเอกลักษณ์ของซีรีส์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นหมวกเบเรต์ที่เป็นไอเทมติดตัวของเอมิลี่ รองเท้าส้นสูงคู่โปรด หรือหอไอเฟล ลองจินตนาการถึงช่วงเวลาพิเศษที่ได้ตัดเค้กนี้ในงานเลี้ยงครั้งต่อไป และสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้กับทุกคน ด้วยการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบกับทำให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์ความเป็นปารีสอย่างน่าทึ่ง

มาโพสท่าปรับลุคเป็นเอมิลี่ไปกับฮาเก้น-ดาส

พิเศษสำหรับแฟน ๆ ที่รอคอยการกลับมาอีกครั้งของซีรีส์ เอมิลี่ในปารีส ภาคใหม่ล่าสุด ฮาเก้น-ดาสและเอมิลี่ในปารีสยังได้ร่วมกันจัดทำสินค้าพรีเมี่ยมคอลเล็กชันพิเศษขึ้น เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าจากคาเฟ่ฮาเก้น-ดาส มูลค่าตั้งแต่ 999 บาท ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมนี้ รับฟรีทันทีกระเป๋าสะพายสุดเอ็กซ์คลูซีฟในดีไซน์เอมิลี่ในปารีสและฮาเก้น-ดาส ที่ทั้งรูปทรงและลวดลายของตัวกระเป๋าถูกออกแบบให้สะท้อนความเก๋ไก๋และคลาสสิคในใบเดียวกันตามสไตล์แฟชั่นในแบบเอมิลี่ เป็นโมเมนต์ความหวานพิเศษ ๆ ในแบบฉบับไอศกรีมฮาเก้น-ดาส โดยผู้ที่ได้รับกระเป๋ายังสามารถถ่ายภาพของตัวเองเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียสนุก ๆ กับฮาเก้น-ดาส

เฉลิมฉลองร่วมกันไปกับชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนาน, สไตล์ และการหาความสุขให้ตัวเอง

คุณ Manuel Garabato, the Häagen-Dazs Marketing Director กล่าวว่า การทำงานร่วมกับเอมิลี่ในปารีสครั้งนี้เปรียบเสมือนเป็นการฉลองความคล้ายคลึงระหว่างทั้งสองแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นความผูกพันที่มีกับประเทศฝรั่งเศส มีสไตล์ที่โดดเด่น และชื่นชอบในการมอบความสุขให้กับตัวเองซึ่งสะท้อนกับปรัชญาของเราที่กล่าวว่า Don’t Hold Back! อย่ารีรอที่จะเป็นตัวเอง และภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นซึ่งใกล้เคียงกับตัวละครของเอมิลี่ที่คาแร็คเตอร์สะท้อนความหลงใหลในการหาความสุขให้ตัวเองด้วยแรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่นอันเต็มเปี่ยม เรารู้สึกตื่นเต้นกับการร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อให้แฟน ๆ ของทั้งสองแบรนด์ได้ดื่มต่ำไปกับมนต์เสน่ห์แห่งนครปารีสผ่านรสชาติ และประสบการณ์แสนพิเศษภายใต้การทำงานร่วมกันในครั้งนี้

ผู้สนใจสามารถไปที่คาเฟ่ไอศกรีมฮาเก้น-ดาส ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป เพื่อลิ้มลองรสชาติและประสบการณ์แบบเอมิลี่ในปารีสได้ทั่วประเทศ, ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่จำหน่าย และช่องทางการสั่งสินค้าออนไลน์ ติดตามรับข่าวสารได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียพร้อมติดแฮชแท็ก #BeMoreEmily เพื่อร่วมฉลองรสชาติ และสไตล์ในแบบเอมิลี่ในปารีสไปกับฮาเก้น-ดาส

คาเฟ่ฮาเก้น-ดาสทั้ง 20 สาขาทั่วประเทศไทย จะจำหน่ายสินค้าในคอลเล็กชันเอมิลี่ในปารีส โดยมีสินค้า อาทิ มิลค์เชครสสตรอว์เบอร์รีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม เค้ก Mon Amour Paris และอื่น ๆ เพื่อให้ผู้สนใจได้ร่วมลิ้มรสชาติแห่งความหรูหรามีสไตล์แบบนครปารีสในทุกวันตลอดกิจกรรม

ค้นหาสาขา หรือสถานที่จำหน่ายและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าได้ที่เว็บไซต์ https://www.haagendazs.co.th/ หรือติดต่อเราทางช่องทางโซเชียลมีเดีย Instagram @Haagendazsthailand หรือ Facebook @HaagenDazsThai

“NEO” ร่วมถวายสดุดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา “วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567”

เพื่อร่วมถวายสดุดี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา “วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567”  บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) ผู้ทำการตลาด ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคชั้นนำของไทย โดย ชวลิต รัตนเสรีชัย (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการกิจการองค์กร เป็นตัวแทนมอบผลิตภัณฑ์ในเครือ ได้แก่ ไฟน์ไลน์, ดีนี่, บีไนซ์ และ สมาร์ท กว่า 5,000 ชิ้น เพื่อมอบให้แก่ผู้บริจาคโลหิตในวันดังกล่าว โดยมี ปิยนันท์ คุ้มครอง (ที่ 3 จากขวา) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านการจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย รับมอบ ณ  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถ.อังรีดูนังต์ เมื่อวันก่อน         

ศรราม น้ำเพชร

ชีวิตจริงหลังโรงลิเก ของ พระเอกลิเกเงินล้าน ศรราม น้ำเพชร

พระเอกลิเกเงินล้าน ค่าตัวสูงที่สุดในเวลานี้ คงไม่มีใครเกิน “แบงค์ – ศรราม เอนกลาภ” เจ้าของคณะในวัย 27 ปี แต่กว่าจะประสบความสําเร็จ มีแม่ยก พ่อยกทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างทุกวันนี้ เส้นทางชีวิตไม่เหมือนบทบาทในวิกลิเก เพราะนับตั้งแต่เริ่มขึ้นแสดงตอน 4 ขวบ จากนั้นเขาก็ต้องใช้ความมานะอดทน มีวินัยและใจสู้เป็นเครื่องนําทางมาตลอด

ลูกหลานลิเก

“แบงค์รู้ตัวเองตั้งแต่เด็กเลยว่าเกิดมาเพื่อเล่นลิเก ทั้งเป็นหน้าที่และเป็น มรดกงานที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจให้รับช่วงต่อ ผมโตมากับบรรยากาศที่เห็นคุณพ่อ เป็นพระเอกลิเก ก่อนหน้าจะรักกับคุณแม่ เดิมท่านอยู่ในคณะมนตรี มนต์รัก ที่จังหวัดอ่างทอง ใช้ชื่อในวงการว่ามนต์รัก เอนกลาภ ส่วนคุณแม่เป็นเจ้าของ คณะจําเนียรน้อยที่พระนครศรีอยุธยา และเป็นนางเอกด้วย ใช้ชื่อว่าดวงแก้วลูกท่าเรือ

“สมัยก่อนนักแสดงลิเกไม่ว่าจะหญิงหรือชายไม่สามารถมีครอบครัวได้ไม่อย่างนั้นแม่ยกพ่อยกหรือแฟนคลับจะไม่ค่อยสนับสนุน ทําให้ตอนที่แบงค์ ยังเล็กคุณพ่อคุณแม่ประสบปัญหาด้านการเงิน ไม่ค่อยมีงานจ้าง ถึงขั้นว่าคุณพ่อ จะเลิกเล่นลิเกแล้วไปทํางานที่ญี่ปุ่นเพื่อส่งเงินกลับมา ช่วงนั้นครอบครัวเราทุกข์มาก ร้องไห้ทุกวัน กระทั่งพี่เอ – ไชยา มิตรชัย โทร.มาชวนท่านให้ไปเล่นที่คณะประมาณ 3 เดือน ซึ่งช่วงนั้นพี่เอมีงานแสดงทุกวัน จนคณะลิเกจําเนียรน้อยของคุณแม่เริ่ม มีเจ้าภาพติดต่อมา ทําให้มีโอกาสกลับมาตั้งตัวและมีชื่อเสียงอีกครั้ง”

ศรราม น้ำเพชร

ลิเกเด็ก

“เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ คุณพ่อนําแรงบันดาลใจที่ได้จากพี่เอมาตั้งคณะลิเกเด็ก “ศรราม น้ําเพชร” โดยกู้เงินเพื่อน ๆ มาเพื่อลงทุน เรียกว่ายอมเสี่ยงเลย เจ๋ง ก็ไม่เป็นไร ผลปรากฏว่าประสบความสําเร็จอย่างมาก

“จ๋าได้ว่าคุณพ่อกําหนดตารางการซ้อมจากที่ท่านเคยเรียนนาฏศิลป์มาก่อนโดยให้แบงค์และหลานมาซ้อมลิเกทุกเย็นวันศุกร์ ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์จะซ้อม เช้า – เย็น ครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง ทุกคนจะมานอนที่บ้านด้วยกัน ต้องฝึก เหมือนกันหมด เรียกได้ว่ากินข้าวหม้อเดียวกัน ส่วนวันธรรมดาก็ไปเรียนตามปกติ ช่วงตั้งคณะแรกๆ งานแสดงไม่ได้มีทุกวัน ประมาณเดือนละ 6 – 7 งาน

“เวลาได้รางวัลคืนละร้อยสองร้อยก็รู้สึกภูมิใจว่าเราไม่ได้ได้เงินมาฟรี ๆ นะ

มาจากการที่เราลงแรงทํางาน เมื่อเริ่มโตขึ้น มีอิสระในการเก็บเงินมากขึ้น ก็รู้สึก ว่าสิ่งที่ได้กลับมาจากการทํางานคุ้มค่ากับที่เหนื่อย ยิ่งทําให้ทุกวันตื่นเช้ามาแล้ว ต้องรีบทํางาน อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ เพราะครอบครัวไม่ได้ร่ํารวย

“แรกๆ แบงค์ไม่รู้หรอกว่าความรับผิดชอบคืออะไร รู้แค่ว่าต้องตั้งใจซ้อม เพื่อให้พ่อเห็นว่าลูกตั้งใจและรําเก่ง สั่งให้รําก็ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อย่างปกติรา รอบละ 5 นาทีทุกคนล้าแล้ว แต่เรายังขอซ้อมต่ออีก จนพี่ๆ โวยว่าอะไรจะขนาดนั้น คือเรากําลังสนุกไงครับ

“ถามว่าซ้อมโหดไหม ก็มีตีครับ เพราะคุณพ่อต้องคุมเด็กหลายคน ถ้าไม่จริงจังคงเอาไม่อยู่ ถ้าทําผิดกฎท่านจะมาพร้อมไม้หวายที่เราเรียกกันว่า ไม้ประจําตําแหน่ง แม้ลูกจะเด็กสุดในคณะก็ไม่มีอภิสิทธิ์นะครับ ยิ่งต้องเป็น ตัวอย่างที่ดี

“ทุกคนในคณะจะมีพื้นฐานเหมือนกันหมด เพราะคุณพ่อสอนเท่ากัน ไม่มี กว่าลูกต้องได้มากกว่าคนอื่น อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะเก็บไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แค่ไหน รวมไปถึงบทบาทในการแสดง คุณพ่อจะสอนเสมอว่าบทจะเป็นอย่างไร มากหรือน้อย ถ้าตั้งใจเล่นให้คนจดจํา คุณก็จะมีชื่อเสียงได้ ลิเกเล่นคนเดียว จะเหนื่อยมาก ทุกคนต้องช่วยกันส่งช่วยกันรับ คนดูจึงจะรู้สึกว่าโอ้โฮ คณะนี้ เล่นดี ดูแล้วมีความสุขจังเลย ฉะนั้นทุกคนมีความสําคัญ บางเรื่องแบงค์มีบทน้อย ก็ต้องทําเต็มที่ แต่ส่วนมากคนจ้างจะเลือกเรื่องที่ศรรามออกเยอะ ๆ เหมือนเรา เป็นคนแบกคณะ ยิ่งเราเล่นดี คนยิ่งมองเห็น งานก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

“สมัยก่อนเวลาไปแสดงที่ไหน เราเดินทางด้วยการเหมารถสองแถวเฉพาะ

นักแสดง ส่วนพวกเวทีและวงปี่พาทย์จะมีรถแยกไปต่างหาก ทุกวันก่อนจะไป สถานที่จัดงาน นักแสดงทุกคนต้องมาแต่งหน้าที่บ้านพ่อก่อน

“จากนั้นถือเป็นโชคดีของคณะศรราม น้ําเพชร ที่บริษัท Rose Video ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Rose Media ชวนบันทึกวิดีโอเพื่อจําหน่าย ซึ่งเขามีฐานลูกค้า ดูลิเกอยู่แล้ว เริ่มจากวางขาย 5,000 แผ่น ปรากฏว่าขาดตลาดในเวลารวดเร็ว ทําให้คณะศรราม น้ําเพชร เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น จึงมีงานบันทึกเทปอย่างต่อเนื่อง “ตอนนั้นคณะศรราม น้ําเพชร เป็นลิเกเด็กคณะแรก ๆ ทุกวันนี้ต้องเรียกว่า เป็นลิเกวัยรุ่นขึ้นไป และมีคนรุ่นใหม่สนใจมาเล่นลิเกกันเยอะกว่าหลายปีก่อน”

เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

“ตอนนี้ผมอายุ 27 ปีแล้ว พอคิดทบทวนสิ่งที่ผ่านมา ยิ่งรู้สึกว่าเราเกิดมา เพื่อสิ่งนี้จริงๆ ทั้งเรื่องการแสดงที่คุณพ่อสอน บางช่วงที่เราต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า จากที่ไม่คิดว่าจะผ่านได้ ก็ผ่านมาแบบราบรื่น ซึ่งหลายอย่างเป็นความ ท้าทาย การแสดงลิเกไม่ใช่ว่าแค่เล่นลิเก บางเรื่องเราต้องรับบทหนัก ต้องเปลี่ยน

บทบาทตัวเอง เมื่อได้ทํามากขึ้นก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่าทําไมเราทําได้ แบงค์เชื่อว่าตัวเอง มีพรสวรรค์ด้านนี้ ด้วยความที่เราเป็นสายเลือดลิเกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งปู่ย่า ตายายเป็นลิเกหมดเลย บวกกับการมีพรแสวง ทําให้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ผม เชื่อว่าพรสวรรค์อาจทําให้เราได้เปรียบคนอื่นนิดหน่อย แต่พรแสวงทําให้เราเก่ง “ปีนี้คณะศรราม น้ําเพชร งานเยอะเลยครับ ช่วงเข้าพรรษางานจะแน่น เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ช่วงหน้าฝนอย่างน้อย 3 เดือน คือกรกฎาคม สิงหาคม และ กันยายน ส่วนใหญ่จะมีวันว่างรวม ๆ กัน 20 – 30 วัน แต่ปีนี้กรกฎาคมก็เต็ม สิงหาคมก็เต็ม ส่วนกันยายนถ้าแบงค์ไม่ได้ขอคุณแม่ล็อกวันหยุดไว้เพื่อไปเที่ยว ก็คงเต็มทั้งเดือน

“งานที่นอกเหนือจากลิเกก็เยอะด้วยครับ อย่างงานแสดง ออกรายการต่าง ๆ ถ้าไม่มีความสุข ไม่มีแพสชั่นในการทํางาน ก็คงแอบเหนื่อยหรือท้อบ้าง แต่แบงค์ ไม่เคยรู้สึกอย่างนั้น จริง ๆ นะครับ ยิ่งงานเยอะกลับยิ่งมีแพสชั่นมากขึ้น ยังเคยถาม ตัวเองว่าทําไมไม่เหนื่อยบ้างเลย (หัวเราะ) แสดงว่าเรามีความสุขกับการทํางานจริงๆ “อาจจะมีบ้างที่มีความคิดแว่บเข้ามาว่าอยากไปดูหนังรอบดึกกับแก๊งเพื่อน

สมัยเรียน ปวช. (ศรรามจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ) แต่สุดท้ายก็จบตรงที่ว่าไม่ดูหรอก เดี๋ยวเย็นต้องไปเล่นลิเกแล้ว หน้าที่ต้องมาก่อน ดูหนังเมื่อไรก็ได้ อาจเพราะเราทําเป็นรูทีนทุกวันและต้องทําให้เต็มที่ ละทิ้งไม่ได้ “ตั้งแต่คุณพ่อเสียไป 2 ปีที่แล้ว ผมต้องดูแลและรับช่วงต่อในคณะลิเก จริง ๆ รู้มาตั้งนานแล้ว คิดว่าถ้าคุณพ่อวางมือก็ต้องเป็นผมกับพี่สาว (น้ําเพชร เอนกลาภ) ตอนนั้นผมอายุ 25 ปี รู้สึกว่าโอ้โอ ปัญหาเยอะ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กับการบริหารองค์กรที่มีคนนับร้อยชีวิต ทํางานกับคน ปัญหาก็ร้อยแปด แต่แบงค์ โชคดีที่ไม่ได้บริหารคนเดียว มีคุณแม่ พี่สาว พี่เขย ช่วยกันดูแล”

ศรราม น้ำเพชร

ชีวิตจริงหลังโรงลิเก

“ชีวิตประจําวันของแบงค์จะวนอยู่ประมาณนี้ คือดูตารางงานก่อนว่ารุ่งขึ้นมี งาน ถ้ามีถ่ายรายการทีวีตอนเช้า แบงค์จะนอนตี 5 หรือตี 5 ครึ่ง ตื่น 8 โมงเช้า เพื่อให้ไปทันนัดแต่งหน้าตอน 9 โมงเช้า ถ่ายเสร็จประมาณบ่าย 3 เดินทางไปแสดง ลิเกต่อ กลับบ้านเข้านอนอีกที่ตี 5 หรือตี 5 ครึ่ง

“ฟังแล้วคงคิดว่าแบงค์ทํางานหนักมากใช่ไหม ก็จริงครับ (หัวเราะ) อย่าง ตอนที่ถ่ายละครต้องไปถึงกองตอน 7 โมงเช้า เสร็จตอน 2 ทุ่ม ไปเล่นลิเก กว่า จะได้นอนอีกทีตี 5 (หัวเราะ) ความจริงก็มีวันว่างที่ได้นอนยาว ๆ บ้าง แต่ผมนอน ได้มากสุด 6 ชั่วโมงก็ตื่นแล้วครับ ไม่อย่างนั้นจะเวียนหัว เหมือนร่างกายไม่ชินกับ

การนอนนาน ๆ

“พอได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกก็คือโอเค ไปทํางาน ลุกจากเตียงทันทีแม้จะนอน ไปแค่ 2 – 3 ชั่วโมงก็ตาม เพราะผมไม่อยากไปงานช้า เหมือนเป็นการฝึกตัวเอง ไปด้วย เราทํางานกับคนหมู่มาก ต้องไม่ทําให้คนที่ร่วมงานกับเราลําบากใจหรือรู้สึก อึดอัดกับการร่วมงานกับเรา นี่แหละคือคําว่าวินัย แบงค์อยากให้คนที่ได้ร่วมงาน ด้วยสนุกและมีความสุข เพราะแบงค์เป็นคนสนุกสนานเฮฮา

แต่ก็ผ่านมานาน

“แต่ก็เคยมีเรื่องที่ทําให้ทุกข์หรือเสียน้ําตานะครับ กับเรื่องความรัก เป็น ประสบการณ์ที่ทําให้แบงค์ทุกข์มากที่สุดจนกระทบการทํางาน มากแล้ว พอดึงตัวเองกลับมาได้ ก็ไม่คิดบั่นทอนตัวเองอีก “ส่วนเรื่องที่ทําให้เครียดสุด ๆ คือช่วงโควิดระบาด เพราะไม่รู้ว่าอนาคต จะเป็นอย่างไร สถานการณ์จะปกติเมื่อไร เนื่องจากรายจ่ายเท่าเดิม แต่รายรับหาย แล้วคุณพ่อป่วยช่วงนั้นด้วย ต้องใช้เงินในการรักษา แต่เมื่อทุกอย่างปลดล็อก เรา โชคดีที่ยังเป็นที่รักและไว้ใจของผู้จ้างงาน จึงมีงานเข้ามาจนผ่านมาถึงทุกวันนี้ ที่ผ่านมาผมไม่เคยแสดงความเครียดให้ใครเห็นนะ เพราะเราเป็นผู้นํา แบงค์ อาจจะคิดมาก แต่ก็ไม่จมอยู่กับสิ่งนั้นนาน ๆ แป๊บเดียวก็มูฟออนแล้ว เคยมี เหตุการณ์ที่แบงค์โดนโกงเงิน เพราะอยากพาคณะลิเกไปจัดแสดงที่ประเทศเยอรมนี กับอเมริกา เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติได้ชมศิลปวัฒนธรรมไทย ความที่เวลานั้น ไม่มีใครสนับสนุน จึงกรุยทางเอง ทั้งหาเงิน ติดต่อกับคนไทยที่โน่น โดยที่ ไม่ได้เช็กให้ชัวร์ ใครเตือนก็ไม่ฟัง ที่สุดถูกโกงเงินไปหลายล้านบาท พอรู้ว่าเขาโกง ผมตัดเลย ไม่เครียดกับสิ่งที่เสียไปแล้ว คิดว่าอาจจะยังไม่ถึงเวลาของเรา แต่ จําเป็นบทเรียนว่าจะต้องไม่ผิดช้า แล้วตั้งหน้าตั้งตาทํางานเก็บเงินใหม่

“เพราะเหตุการณ์นั้นทําให้แบงค์มีวินัยในการใช้เงินและเก็บเงิน วันข้างหน้า เราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรที่ต้องใช้เงิน ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น บริหาร จัดการการใช้เงินได้ดีขึ้นกว่าตอนวัยรุ่น คือมาถูกทางแล้ว

“อยากฝากถึงน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ เราต้องซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ทํา ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ รู้ว่าตัวเองกําลังทําอะไร แล้วอย่าเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงานหรือคนอื่น เพราะต้นทุนแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่เราเปรียบเทียบหรือแข่งขันกับคนอื่น อาจจะดูเหมือนเป็นแรงผลักดัน แต่สุดท้ายจะให้ผลเสียมากกว่า ฉะนั้นแข่งกับตัวเองดีกว่า”

ผลักดันลิเกสู่เวทีโลก

“แบงค์ภูมิใจที่ได้เกิดมาทําอาชีพลิเก ถึงใครจะมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรํากิน แต่ทําให้เรามีกินทุกวันนี้ แม้จะไม่ได้ร่ํารวย เลิศหรู แต่เราก็สามารถดํารงชีวิตได้ อย่างมีความสุข ดูแลจุนเจือครอบครัวและทีมงานได้ การที่แบงค์ไปออกรายการ ต่าง ๆ ในนามของพระเอกลิเกคณะศรราม น้ําเพชร เพื่อประชาสัมพันธ์อาชีพลิเก ให้คนไทยได้รู้จักเพิ่มขึ้น จะคนสองคนก็ยังดี

“ฝันของผมยังคงอยากเห็นลิเกโกอินเตอร์ อยากเห็นภาพที่คณะศรราม น้ําเพชร ไปแสดงเต็มทีมที่ต่างประเทศ แต่อาจด้วยค่าจ้างหรือกระแสของลิเก ยังไม่ถึงจุดนั้นเหมือนหมอลํา เพราะลิเกของเราคือโชว์ ไม่ได้เป็นคอนเสิร์ต แบงค์ เชื่อว่าคนไทยที่ต่างประเทศรู้จักลิเกและคณะศรราม น้ําเพชร ถ้าวันหนึ่งมีใครหรือ หน่วยงานไหนสนับสนุน ก็คงมีวันนั้น

“ผมอยากให้คนทั่วโลกได้เห็นและสัมผัสกับการแสดงลิเกมากกว่านี้ ตอนนี้ ผมกับพี่จิมมี่ (ผู้จัดการ) กําลังพยายามหาลู่ทาง เราไม่ได้ไปแค่ตัวเองหรือคณะ ของเรานะครับ แต่นําคําว่าลิเกไทยไปด้วย สิ่งที่จะได้รับกลับมาคือพี่น้องอาชีพ ลิเกด้วยกัน เละประเทศไทย

“เพราะแบงค์เชื่อว่าลิเกเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ก้าวสู่ระดับโลกได้ครับ”

Heliconia Music เปิดตัวซิงเกิลใหม่ “มิม ณลานี” “THE MAN OF THE HOUR” สุดร้อนแรง..กระแทกอารมณ์สาวยุคใหม่    

ก้าวเข้ามาเป็นศิลปินลำดับที่ 2 ของค่าย Heliconia Music ภายใต้คอนเซ็ปต์ Based on True Story  “มิม” ณลานี เพ็ญโรจน์ สาวน้อยวัย 18 ปีที่ขอเดินตามรอยพี่สาว “นีน” ณลีนา เพ็ญโรจน์ กับซิงเกิลแรก “THE MAN OF THE HOUR” ที่จรดปากกาเขียนเพลงสะท้อนมุมมองความรักของสาวยุคใหม่ที่ไม่ยอมให้ผู้ชายมาเอาเปรียบ กับดนตรีแนว Soul ย้อนยุคแบบ Motown ผสมกลิ่นอาย Electro Pop ซึ่งน้องมิม กล่าวว่า

“มิมมีความชื่นชอบในด้านดนตรีอยู่แล้ว ในวัยเด็กได้เรียนเปียโน เรียนร้องเพลง เรียนเต้น และ สามารถเล่น Ukulele ได้ด้วย เป็นคนฟังเพลงหลากหลายสไตล์ โดยเฉพาะเพลงสนุกๆ จริงๆแล้วในตอนเด็กเป็นคนขี้อายเลยอาจจะไม่ได้ค่อยร้องเพลง แต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง และเริ่มหัดเขียนเพลงเองจนถึงปัจจุบัน แรงบันดาลใจหลายๆด้านมิมก็ได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อ (กิติกร เพ็ญโรจน์) เป็นอย่างดี

สำหรับเพลง THE MAN OF THE HOUR เพลงสากลเพลงแรกของมิมเป็นเรื่องจริง “Based on True Story” ที่เกิดขึ้นรอบๆตัว จากการใช้ชีวิตใน High School แล้วมิมก็หยิบเอามาเล่าซึ่งมันเป็นเรื่องราวความรักช่วงวัยรุ่น พูดถึงหนุ่มฮอต สุดป็อปที่สุดในโรงเรียน ชอบทำตัวโดดเด่น โดยเฉพาะในกลุ่มสาวๆ ชอบหลงตัวเอง เจ้าชู้ไปเรื่อย จนไม่แคร์ความรู้สึกของผู้หญิง แต่การทำตัวแบบนี้มันจะไม่ได้ผลกับเรา เพราะต่อให้จะเป็นหนุ่มหล่อที่สุดในโรงเรียน ถ้าชอบหลอกหรือทำให้คนเสียใจฉันก็ขอบาย  เพลง THE MAN OF THE HOUR เป็นเพลงที่มิมแต่งขึ้นเพื่อถ่ายทอดมุมมองของสาวยุคใหม่ ที่จะไม่ยอมให้ใครมาหลอก แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นหนุ่มหล่อก็ตาม ส่วนแนวดนตรีจะเป็นแนว Soul ย้อนยุคแบบ Motown ผสมกลิ่นอาย Electro Pop ร่วมสมัย ที่มีจังหวะสนุกๆ ชวนโยกชวนเต้น และมีความเป็น Fashion อยู่ในเพลงด้วย”

ติดตามชมมิวสิควีดีโอเพลง THE MAN OF THE HOUR ของ “มิม” ณลานี เพ็ญโรจน์  ได้ใน Heliconia Music  หรือทุกแพลตฟอร์มวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นี้

Disney Toy Expo Thailand 2024

งานนี้จัดเต็มทำถึง  Disney Toy Expo Thailand 2024

Disney Toy Expo Thailand 2024 วันแรกสุดคึกคักแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ตบเท้านำของเล่นของสะสมมาโชว์เต็มลานเซ็นทรัลเวิลด์

เปิดฉากวันแรกอย่างยิ่งใหญ่  สิ้นสุดการรอคอยงานใหญ่แห่งปีของสาวกแฟนพันธุ์แท้ดิสนีย์แห่ร่วมงานคับคั้ง   เรียกว่าหลายคนที่มาร่วมงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  งานนี้จัดเต็มทำถึง   เพราะเป็นครั้งแรกในไทยและในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ที่ยกกองทัพของเล่นของสะสมทุกคาแรคเตอร์ที่แฟนๆ ชื่นชอบจาก  Disney ,Pixar ,Marvel และ Star Wars  ภายใต้ชื่องาน   Disney Toy Expo Thailand 2024 งานที่รวบรวมสินค้าลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการมากมาย ของสะสมจากแบรนด์ระดับโลกสินค้ารุ่นลิมิเต็ด คอลเลคชันใหม่จากความร่วมมือของศิลปินชื่อดัง พร้อมเสริฟความบันเทิงใกล้ชิดเหล่าคาแรคเตอร์ดิสนีย์ที่มามอบความสุขสนุกสนานส่งตรงจากต่างประเทศ งานนี้เนรมิตพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น1ถึงชั้น3 ให้เป็นแหล่งรวมความสุขสนุกสนานและย้อนความทรงจำในวัยเด็ก ตลอด4วันเต็ม เปิดให้เข้าชมฟรีทั้งงาน ตั้งแต่15-18 สิงหาคมนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการงานของเล่นของสะสมเลยทีเดียว

คุณปรีชา อาชามงคล ผู้อำนวยการลิขสิทธิ์สินค้าอุปโภคบริโภคประจำประเทศไทยและเวียดนาม และคุณชาญวิทย์ วิทยสัมฤทธิ์ Chief Executive Officer บริษัท ทอยโทเปีย จำกัด ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดงาน  พร้อมพบกับนักแสดง และนักร้องสุดฮอต โฟร์ท- ณัฐวรรธน์  จิโรชน์ธิกุล  ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การเป็นแฟนพันธุ์แท้ดิสนีย์  และสนุกสุดฟินกันแบบฉ่ำๆ กับการแสดงมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก LYKN    ปิดท้ายด้วย Mickey & Friends คาแรคเตอร์จะออกมาทักทายแฟนๆอีกด้วย

โดยงานนี้ได้รับความร่วมมือจาก บริษัท อาซากิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน), บริษัท เอส เอฟคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ขวัญชนกโปรดักชั่น จำกัด,บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทอยโทเปีย จำกัด

Disney Toy Expo Thailand 2024
Disney Toy Expo Thailand 2024

ภายในงานบรรยากาศสนุกสุดฟินที่แต่ละแบรนด์ต่างครีเอตบูธและสินค้าได้อย่างน่าตื่นตาและน่าสนใจทั่วทุกบริเวณงานทั้ง 3ชั้น   มีแบรนด์ชั้นนำเผยโฉมสินค้าแปลกใหม่ของหายาก  และเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่สุดพิเศษจากแบรนด์ ต่างๆอาทิ Royal Selangor มาพร้อมกับ BE@RBRICK IRONMAN เปิดตัวครั้งแรกของโลก AppleSheepที่เตรียมเปิดตัวสินค้าจากการร่วมมือสุดพิเศษกับศิลปินชื่อดังระดับโลก ซิโมเน่เล็กจ์โน่ Simonelegno  ( Tokidoki)  ไอคอนสตรีทอาร์ตที่มีคาแรคเตอร์เป็นเอกลักษณ์น่าสนใจ นำลายเส้นสไตล์น่ารักอันเป็นเอกลักษณ์มาสู่ Mickey & Friends ด้วย Collection เสื้อผ้าเครื่องประดับหลากหลายอย่างที่เต็มไปด้วยสีสัน

และความสนุกสนาน ,แบรนด์Sheepเปิดตัวเคสโทรศัพท์ ลาย Spider-Man  โดยมี วิน – เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร มาร่วมงาน และ Asaki ที่มาพร้อมกับ Box Set สุดพิเศษ ปิดท้ายด้วย Wongdek Toysland ที่มาพร้อมการเปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุดจากแอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง Cars จาก Pixar

พร้อมพบกับบรรดาแบรนด์ของเล่นของสะสมชั้นนำระดับโลกมากมาย อาทิเช่น  LEGO,Royal Selangor, Threezero,funko,Loungefly ,URDU,BEAST KINGDOM, Makeitloud และ AppleSheep รวมร้านค้าทั้งหมดมากกว่า 40 บูธ   นอกจากได้พบสินค้าแล้วยังมีกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น การแจก Voucher ผ่าน Shopee Live และโปรโมชั่นประจำบูธลุ้นรับของรางวัลมากมาย

 Meet & Greet กับ Mickey &Friends ที่มาสร้างความสนุกสนานอบอุ่นหัวใจให้กับผู้ชมทั่วโลกมานานหลายทศวรรษเตรียมเปิดรับโอกาสสุดพิเศษที่จะได้พบปะ และทักทายกับ Mickey พร้อมผองเพื่อนที่พวกเขาจะปรากฏตัวตลอด 4 วัน ภายในงาน DisneyToy Expo Thailand 2024 เพื่อพบกับแฟนๆ ชาวไทย

กิจกรรมพิเศษจากกลุ่มแฟนชาวไทย การแสดงร้องเพลงจากกลุ่มแฟนๆโดย DMCT จะทำการแสดงขับร้องบรรดาเพลงฮิตของดิสนีย์อันเป็นที่รักของทุกคน ผ่านกลุ่มแฟนๆมากความสามารถพวกเขาตัวกันด้วยความหลงใหลในดนตรีของดิสนีย์โดยพวกเขาเคยถ่ายทำเพลงดิสนีย์เวอร์ชั่นของตัวเองมาแล้วด้วย มาร่วมย้อนสู่วัยเด็กที่ชวนคิดถึงและร้องเพลงท่วงทำนองที่คุ้นเคยผ่านเพลงโปรดของแฟนๆ

บูธจากกลุ่มแฟนๆ โดย 501st Thailandหากคุณเป็นแฟนของ Star Wars ห้ามพลาดบูธของ 501st Legion Thailand กลุ่มแฟนๆที่จะแต่งกายด้วยแรงบันดาลใจจากความหลงใหลใน Star Wars พร้อมเปิดโอกาสในการถ่ายรูปรับของที่ระลึกตามธีม และอื่นๆ อีกมากมาย

การแสดงคอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก LYKN กลุ่มศิลปินบอยแบนด์ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยโดยพวกเขาจะมาสร้างสีสัน มอบความสนุกสนานให้กับแฟนๆ และผู้เข้าร่วมงาน

พบกับงาน  Disney Toy Expo  Thailand 2024    ตลอด 4 วันเต็ม เปิดให้เข้าชมฟรีทั้งงาน ตั้งแต่วันนี้ – 18สิงหาคม 2567  ภายในพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์  สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ Instagram DTX Thailand 2024

JENNIFER BEHR

เจ้าสาวสายลักซ์ชู ต้องมี! JENNIFER BEHR แบรนด์เครื่องประดับจากนิวยอร์ก อัพลุคสวยยูนีค

ถ้าให้พูดถึงแฮร์แอ๊กเซสซอรี่ส์ระดับลักซ์ชัวรี่สวยหยดมีสไตล์ ต้องยกให้ผลงานของดีไซนอร์สาวนิวยอร์กที่ก่อตั้งแบรนด์ JENNIFER BEHR ตามชื่อตัวเองในปี 2005 และเติบโตเรื่อยมาจนเป็นที่ไว้วางใจจากเซเลบริตี้คนดังที่มีชื่อเสียงมากมาย ทั้งเทย์เลอร์ สวิฟต์, บียอนเซ่, นาตาลี พอร์ตแมน, เลห์ตัน มีสเตอร์ และบรี ลาร์สัน ที่ใส่ขึ้นเวทีออสการ์มาแล้ว

JENNIFER BEHR

เจ้าสาวสายลักซ์ชู ต้องมี! JENNIFER BEHR แบรนด์เครื่องประดับจากนิวยอร์ก อัพลุคสวยยูนีค

ดีเอ็นเอของแบรนด์เน้นแฮร์พีซในดีไซน์เรียบหรู งานทุกชิ้นเป็นงานแฮนด์เมดมีความยูนีค สร้างสรรค์ไม่ซ้ำกัน นอกจากงานดีไซน์ที่ป็นจุดเด่นแล้วยังใช้วัสดุคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้า คริสตัลสวารอฟสกี้ ขนนก มุกเม็ดงาม มาสร้างสรรค์ชิ้นงานให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จากจุดนี้กลายเป็นจุดแข็งของแบรนด์ที่ครองใจคนดังมากมายจนเป็นที่รู้จัก และได้ก้าวเข้าสู่สายเวดดิ้งในเวลาต่อมา จนเป็นที่ชื่นชอบของเจ้าสาวที่ต้องการเนรมิตลุคสวยยูนีคไม่ซ้ำใคร

JENNIFER BEHR

เพื่อให้ลูกค้าเลือกสไตล์ที่ตอบโจทย์ ในเว็บไซต์ www.jenniferbehr.com จึงแยกหมวดหมู่สายแฟชั่น หรือสายเจ้าสาวที่จะมีแยกย่อยลงไปอีกให้เลือกตามความชอบ ตั้งแต่ดอกไม้ มุก คริสตัล ทั้งสไตล์โบฮีเมียนและแบบโมเดิร์น รวมถึงสไตล์งานต่าง ด้วย เช่น งานหมั้น งานพิธี อาฟเตอร์ปาร์ตี้ และแม้แต่เพื่อนเจ้าสาวก็มีให้เลือกเครื่องประดับเก๋ๆ จาก JENNIFER BEHR เช่นกัน 

JENNIFER BEHR

สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าจะเลือกเครื่องประดับผมชิ้นไหนให้เข้ากับชุดเจ้าสาวดี หรือต้องการครีเอตเครื่องประดับในสไตล์ตัวเอง สามารถจองคิวผ่านออนไลน์ จะมีสไตล์คอนซัลแทนต์ให้คำปรึกษาด้วย เริ่ดไปอีก


ภาพ : www.jenniferbehr.com

CHANEL & CINEMA – TOKYO LIGHTS โปรเจ็กต์พิเศษเพื่อผู้สร้างภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่น

ชาเนลมีความภูมิใจที่จะประกาศเปิดตัวโปรเจ็กต์ CHANEL & CINEMA – TOKYO LIGHTS เพื่อให้สอดคล้องกับ ความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์

โปรเจ็กต์พิเศษนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้สร้างภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ภายใต้การอุปถัมภ์ของบุคคลสำคัญในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่าง ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ (Hirokazu Kore-eda) ผู้สร้างภาพยนตร์ที่คว้ารางวัล Japan Academy Film Prize หลายรางวัล รางวัล Asian Film Award รางวัล César และรางวัลชนะเลิศ Palme d’Or ในเทศกาลภาพยนตร์ เมืองคานส์ปี 2018 จากภาพยนตร์เรื่อง Shoplifters

“ตอนนั้น ผมกำลังมองหาพันธมิตรที่จะร่วมมือกับเรา เพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในวงการภาพยนตร์ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เรากำลังทำงานร่วมกับชาเนลในโปรเจ็กต์หนึ่ง เพื่อมอบพื้นที่สำหรับความร่วมมือใหม่ๆ โปรเจ็กต์นี้จะน่าตื่นเต้นมากแน่ๆ” ฮิโรคาสุ โคเรเอดะกล่าว

โปรเจ็กต์นี้จะมอบแพลตฟอร์มให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงออกและการเข้าถึงเครือข่ายผู้กำกับมืออาชีพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าหาญ และเสรีภาพของผู้กำกับรุ่นเยาว์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

กาเบรียล ชาเนล (Gabrielle Chanel) โด่งดังมาพร้อมกับภาพยนตร์และมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับผู้กำกับชื่อดัง ซึ่งเป็น ผู้กำหนดประวัติศาสตร์ของวงการนี้ เธอออกแบบคอสตูมสำหรับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในฮอลลีวูดและจากนั้นในปารีส ด้วยการสร้างสรรค์อันทันสมัยซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาแห่งยุคสมัย ซึ่งมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของกลุ่มภาพยนตร์ French New Wave และผู้กำกับของยุคนั้น

ปัจจุบัน แบรนด์ชาเนลยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์การบุกเบิกและความมุ่งมั่นของ ผู้ก่อตั้ง โดยการสร้างสรรค์คอสตูมสำหรับภาพยนตร์ และร่วมมือกับนักเขียน สถาบัน และงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงมากที่ สุดในโลก ชาเนลช่วยให้แต่ละโปรเจ็กต์มีอิสระและความเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริงด้วยความเคารพอย่างสูงสุดต่อการแสดงออกทางศิลปะของผู้สร้างภาพยนตร์

โปรเจ็กต์ระยะยาวนี้เน้นยํ้าถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ชาเนลในการสนับสนุนการสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต รวมถึงการมีส่วนช่วยในการพัฒนาชุมชนศิลปะทั้งของญี่ปุ่นและระดับโลก


สมุดภาพประวัติศาสตร์ “สิริราชกัญญานารีรัตน์ Thai Craft Wisdom Legacy” เฉลิมพระเกียรติ 38 พรรษา

เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน ราชกัญญา จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 38 พรรษา ในวันที่ 8 มกราคม 2568 กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำ สมุดภาพประวัติศาสตร์ “สิริราชกัญญานารีรัตน์ Thai Craft Wisdom Legacy” เฉลิมพระเกียรติ 38 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน ราชกัญญา เพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์ และ พระอัจฉริยภาพ ในการฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าและหัตถศิลป์พื้นถิ่นของไทย ให้มีความร่วมสมัยและเป็น ที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านแนวคิด “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน : Sustainable Fashion”

วันที่ 14 ส.ค. 67 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมฟีนิกซ์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวโครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์ “สิริราชกัญญานารีรัตน์ Thai Craft Wisdom Legacy” เฉลิมพระเกียรติ 38 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายณัฐวัสส์ วิริยานภาภรณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรม/หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ คณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน นายธนันท์รัฐ ธนเสฎฐการย์ นายศิริชัย ทหรานนท์ นายภูภวิศ กฤตพลนารา รวมถึงผู้ประกอบการ OTOP และสื่อมวลชน ร่วมในงานเป็นจำนวนมาก

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่หลักในการทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งชาวมหาดไทยล้วนสำนึกในพระกรุณาคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการสืบสาน  รักษา และต่อยอด พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนถึงการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ มาเป็นแนวทางในการหนุนเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านงานหัตถศิลป์หัตถกรรม ด้วยพระองค์ทรงมีความสนพระทัยตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ด้วยการตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกหนแห่ง ซึ่งพื้นที่ที่เสด็จนั้นล้วนแต่มีความยากลำบาก ทำให้ได้ทรงซึมซับและถูกหล่อหลอมให้เป็น “เจ้าฟ้าหญิงนักพัฒนา” และเมื่อทรงเจริญวัย พระองค์เสด็จไปทรงงานเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ด้วยการ coaching ทำให้ประชาชนคนไทยในทุกถิ่นที่ได้มีความอยู่ดี กินดี มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคงในการเลี้ยงดูจุนเจือตนเอง และครอบครัวให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 63 ความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

คำว่า “แก้ไขในสิ่งผิด” เราต้องรู้จักสำรวจตรวจสอบการใช้ชีวิตของเราเองว่ามีสิ่งใดที่ทำให้ส่งผลในด้านไม่ดีในชีวิต เช่นเดียวกัน ในด้านงานหัตถศิลป์หัตถกรรม พระองค์ได้พระราชทานลายผ้าพระราชทานเพื่อปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ของช่างทอผ้าและผู้ประกอบการได้มีทำให้เกิดผลงานที่มีลวดลาย รูปแบบทันสมัย ที่เหนือไปกว่าคำว่า “สืบสาน รักษา” ด้วยการ “ต่อยอด” เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเลือกหา ซึ่งถือเป็นการแก้ไขในสิ่งผิดด้านความเชื่อ เพราะไม่ใช่ของเก่าไม่ดี แต่เราต้องต่อยอดด้วยลวดลายใหม่ เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้มากขึ้น โดยพระองค์ได้พระราชทาน “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือความสุขที่ได้สวมใส่ผ้าไทยในทุกที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส ทุกช่วงวัย พระองค์ทรงน้อมนำพระราชดำริที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงรื้อฟื้นให้ผืนผ้าไทยทุกผืนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการต่อยอดงานด้านแฟชั่นดีไซน์และวิชาการทางแฟชั่น และพระราชทานลายผ้า ได้แก่ ผ้ามัดหมี่ลายพระราชทาน “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” และล่าสุด คือ “ลายสิริ     วชิราภรณ์” อีกทั้งพระราชทานแนวคิด Sustainable Fashion และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” แก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถกรรม ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้สร้างสรรค์และ    ผู้สวมใส่ เป็นการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้ระดับมาตรฐานสากล ที่ทุกกระบวนการสร้างสรรค์ได้สนองแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จนทำให้ผืนผ้าไทยทุกวันนี้      “ผ้าไทย” ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้อันมหาศาลกว่า 70,000 ล้านบาทให้กับคนไทย” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการจัดพิมพ์หนังสือ “สิริราชกัญญานารีรัตน์ Thai Craft Wisdom Legacy” คือ 1) เป็นการถวายพระกำลังใจแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระผู้ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถและพระราชทานแนวทางให้คนมหาดไทย ได้ทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นราชสีห์ผู้จงรักภักดี ผู้ทำหน้าที่อำนวยประโยชน์อำนวยสุขและอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนคนไทย อันเป็นการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะได้ร่วมกันทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข” อย่างยั่งยืนสืบไป 2) ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติโดยรวม ทั้งการจารึกแนวทางการสนองพระดำริของพระองค์เพื่อเป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นใหม่และอนุชนคนรุ่นหลังว่า เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงมีแนวทางการทรงงานเพื่อทำให้คนปรับเปลี่ยนทัศนคติและความรู้ความเข้าใจแต่เก่าก่อนให้ได้รับการปรับกลวิธี แนวทาง วัสดุอุปกรณ์ ด้วยความอดทน เพื่อพัฒนาชิ้นงานให้เกิดความเป็นเลิศ และในแง่ประวัติศาสตร์บ้านเมือง จำเป็นต้องมีการจดจารจารึกไว้ เพื่อไม่ให้สิ่งดี ๆ ที่พระองค์พระราชทานไว้นั้นต้องลบหายลางเลือนไป ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานแก่เยาวชนโครงการค่ายผู้นำเยาวชนจิตอาสา หลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ รุ่นที่ 1 ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “…ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์หรือความเป็นมาของชาติบ้านเมือง ทั้งที่ดี ทั้งที่ไม่ดี เราก็จะรู้ว่าอะไรมันดี อะไรเป็นประโยชน์ อะไรมันไม่ดี เพราะว่ามันมีของดี มันก็มีของไม่ดี มันมีของถูก มันก็มีของผิด ก็สำคัญที่ว่า จะเปิดใจศึกษาว่าอะไรมันถูก อะไรมันผิด อะไรมันเป็นประโยชน์ อะไรมันไร้ประโยชน์ แต่อย่างที่บอกว่าประวัติศาสตร์มีทั้งของเลวชั่วร้าย และก็มีทั้งของที่ดี…แต่ที่สำคัญ คือ เราต้องเอาบทเรียนมาใช้…” เรียกอีกอย่างว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ให้กับข้าราชการและประชาชนคนไทยทุกคน เป็น “จดหมายเหตุ” บันทึกเรื่องราว ทำให้เราสามารถบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ได้สะดวก รวดเร็ว ง่ายดายขึ้น อย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พระองค์ได้พระราชทานหนังสือ Sustainable City ให้แก่ตน พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน) และนางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านกรมการปกครอง (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน) และพระราชทานพระดำรัสว่า “เป็นหน้าที่ของคนมหาดไทยทำให้เกิด Sustainable Village จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนโครงการ “หมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” ขยายผลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนในแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชนให้เกิดความยั่งยืนในชีวิต “เพราะคำตอบของการพัฒนาอยู่ที่หมู่บ้าน” ด้วยการสร้าง “ทีม” มีระบบคุ้มบ้าน มีโครงสร้างการดูแลคนในหมู่บ้าน เป็น “ผู้นำต้องทำก่อน” หมั่นพูดคุย ประชุม สร้างพลังความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชน ให้เกิดความเหนียวแน่น เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามภูมิสังคม มีการปลูกพืชผักสวนครัว การจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน ในทุกอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ “76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน” ที่พุ่งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตาม SDGs ทั้ง 17 ข้อ เพื่อจะได้ร่วมกันทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข” อย่างยั่งยืนสืบไป

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก กล่าวว่า หนังสือ “สิริราชกัญญานารีรัตน์ Thai
Craft Wisdom Legacy” เป็นการจดจารจารึกบันทึกการเสด็จทรงงานในทุกด้านตลอด 4 ปีรวม 40 ครั้ง ซึ่งเป็นพระ
กรุณาคุณที่พระองค์ทรงพระเมตตาแก่กระทรวงมหาดไทย และคณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ลงไป coaching
การประกวดผ้า ซึ่งเราได้ลงพื้นที่ถึงใต้ถุนบ้าน โดยมีข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ทำงานเคียง
ข้างกับคณะทำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งทุกปีจะมีเรื่องราวที่สนุกสนาน เป็นความทรงจำที่ดีที่พวกเราทุกคนได้ร่วม
ถวายงานพระองค์ท่าน จนทำให้พี่น้องช่างทอผ้า และผู้ประกอบการ ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตจนถึงปัจจุบัน และ
ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน ซึ่งจุดเด่นที่พวกเราสัมผัสได้ถึงน้ำพระทัยอันใหญ่ยิ่ง คือ เราจะเห็นได้ว่าอะไร

ที่มาจากประชาชน พระองค์ท่านจะทรงโปรดและประทับและตรัสถามพูดคุยอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะตรัสถามเสมอว่า
“เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก”

นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและเจ้าของกิจการ แบรนด์เธียเตอร์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกในพระดำริฯ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในด้านแปรรูปและออกแบบตัดเย็บที่ตนมีความเชี่ยวชาญ ถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการและช่างทอผ้าทั่วประเทศ ซึ่งจากวันแรกจนถึงปัจจุบัน เราจะเจอทั้งกลุ่มใหม่บ้าง และกลุ่มเก่าบ้าง ซึ่งเราได้รับ feedback ว่า เมื่อนำไปปรับปรุงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในสิ่งที่ดีขึ้น

ดร. ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ นักการทหาร และศิลปิน ซึ่งพระองค์มีพระกรณียกิจเยอะมาก ดังนั้น เวลาทรงงานบนโต๊ะทรงงานถือเป็นเวลาที่มีค่า จึงจะทรงเข้มงวด และทรงดุ เพราะทรงย้ำเสมอว่า จะเป็นการดึงสติให้ทุกคนได้ฟังและจดจ่อกับงานตรงหน้า ขอให้ฟังแล้วทำตาม “ผลงานต้องสวยและคุณภาพดีด้วย” ซึ่งในปีถัดมา ทุกคนต่างกลับมาทูลถวายรายงานเป็นเสียงเดียวกันว่า ขายดีขึ้นมาก

นายภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์แบรนด์ Issue กล่าวว่า ในฐานะนักออกแบบที่ได้มีโอกาสลงไป
ทำงาน เราจะได้รับโจทย์จากพระองค์ท่านมาก่อน และจะทรงตรัสถามหลังจบการลงพื้นที่ว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง พี่
น้องช่างทอผ้าได้รับผลอย่างไร ซึ่งช่วงแรกตนรู้สึกเกร็ง แต่หลังจากได้ทำงานร่วมกับทุกท่านทำให้ได้เห็นการ
เปลี่ยนแปลงของผลงานในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ฅ
เป็นผู้เปรียบเสมือนผู้ใหญ่ในครอบครัวที่ให้คำปรึกษาในทุกเรื่อง ท้ายนี้ ตนภาคภูมิใจที่ได้สนองงานและทำงานร่วมกับ
ทุกท่าน จึงขอให้พวกเราทุกคนได้เก็บความภูมิใจและความประทับใจนี้ไว้ตลอดไป

นางนิชาภา แซมลำเจียก หรือ ผึ้ง ประธานกลุ่มเพชปุระ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า สัญลักษณ์ Sustainable Fashion
ที่พระองค์พระราชทานให้เรา เป็นสัญลักษณ์รับรองผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นสัญลักษณ์แรกของโลก โดย
เมื่อครั้งตนได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชุมที่ฮ่องกง ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศ
ต่าง ๆ และตนขอย้ำว่า สัญลักษณ์ Sustainable Fashion เป็นการเปิดชีวิตให้กับตนเองและชุมชน ถ้าทุกคนทำงานบน
พื้นฐานของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มันจะทวีค่าจนเราไม่สามารถที่จะประเมินได้ว่า “คุณค่ามันมีมากขนาดไหน” แต่สิ่งที่
เป็นรูปธรรม คือ ผลงานได้รับความสนใจสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างล้นหลาม

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด E-book สมุดภาพประวัติศาสตร์ “สิริราชกัญญานารีรัตน์” ได้ทาง https://thailandotop.org/e-book/?r3d=thai-craft-wisdom-legacy#1

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก นำเสนอประสบการณ์ใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Unleash The Iconic Brit Power’

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ผู้นำเข้าและจำหน่ายยนตรกรรม แอสตัน มาร์ติน อย่างเป็นทางการ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ชวนสัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ นำเสนอตำนานอันยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Unleash The Iconic Brit Power’ พร้อมสัมผัสหลากหลายยนตรกรรมสปอร์ตสัญชาติอังกฤษ ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 111 ปี ที่โชว์รูม คริส-คราฟท์ ประเทศไทย ภายในโครงการ ริเวอร์เดล มารีน่า จังหวัดปทุมธานี

ธเนศร์ อนุจารีอาภา ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก กล่าวว่า “วันนี้ แอสตัน มาร์ติน ได้มีการปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ ‘Unleash The Iconic Brit Power’ โดยเน้นไปที่ดีไซน์อันงดงามของดีไซน์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความประณีตในทุกรายละเอียด ควบคู่กับสมรรถนะที่พัฒนาจากเทคโนโลยีของรถแข่งฟอร์มูลาวัน”

++ Aston Martin ยนตรกรรมสปอร์ตหรูสัญชาติอังกฤษ ที่น่าหลงใหลที่สุดในโลก

แอสตัน มาร์ติน เป็นยนตรกรรมสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งช่วงปี 2456 ก่อตั้งโดย ไลโอเนล มาร์ติน กับ โรเบิร์ต แบมฟอร์ต ปีนี้ นับว่าครบรอบ 111 ปี ซึ่งทั้งคู่สร้างรถแข่งร่วมกัน เพื่อไปแข่งรายการ แอสตัน คลินตัน ฮิลล์ไคล์ม (Aston Clinton Hillclimb) และคว้าแชมป์ได้สำเร็จ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเกย์ดอน ประเทศอังกฤษ

จุดเด่น คือ ปรัชญาการออกแบบ ‘Golden Ratio’ ที่แตกต่างและไม่ซ้ำใคร ผสานความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมอันเหนือชั้น ก้าวข้ามขีดความจำกัดของนวัตกรรมและความหรูหรา ผ่านการรังสรรค์โดยทีมดีไซน์เนอร์ระดับโลก ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลอันทันสมัยเข้ากับมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมการออกแบบดั้งเดิม ส่งผลให้เป็นยนตรกรรมที่เปี่ยมด้วยความงดงาม ที่มาพร้อมประสิทธิภาพเชิงอากาศพลศาสตร์เหนือระดับ

ปัจจุบัน แอสตัน มาร์ติน ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะเป็นแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงระดับหรูของอังกฤษที่น่าครอบครองที่สุดในโลก ด้วยการผสมผสานดีไซน์เปี่ยมเสน่ห์ เข้ากับความเป็นเลิศเชิงวิศวกรรม และงานฝีมือสุดประณีต

ยนตรกรรม แอสตัน มาร์ติน ทุกรุ่น ทุกคัน เปรียบเสมือนผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ และวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของแบรนด์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดยนตรกรรมลักชัวรี่สปอร์ตของโลก

++ สัมผัสแก่นแท้แห่งความเป็น Iconic British Luxury

ภายในงานมีการจัดแสดงยนตรกรรม แอสตัน มาร์ติน หลากรุ่น อาทิ ดีบีเอ็กซ์707 (DBX707) หนึ่งในเอสยูวีที่แรงที่สุดในโลก, ดีบี12 คูเป้ (DB12 Coupe) ที่สุดแห่งยนตรกรรมซูเปอร์ทัวเรอร์ที่สามารถขับได้ทุกวัน, ดีบี12 โวลานเต้ (DB12 Volante) เวอร์ชั่นเปิดหลังคาท้าสายลมที่ยกระดับความเร้าใจทุกมิติ รวมถึง แวนเทจ เอฟวัน อิดิชั่น (Vantage F1 Editon) ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษของยนตรกรรมสปอร์ตพันธุ์แท้ ได้แรงบันดาลใจจากเซฟตี้คาร์ที่ใช้ในการแข่งฟอร์มูลาวัน ผลิตจำกัดและทรงคุณค่า เพื่อนักสะสมโดยเฉพาะ

++ Aston Martin ‘TIMELESS’ รถมือสองสภาพดี การันตีคุณภาพจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ

แอสตัน มาร์ติน ‘timeless’ คือ ยนตรกรรมมือสองสภาพดี ที่ผ่านการคัดสรรและการันตีคุณภาพ โดยผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท แอสตัน มาร์ติน ลากอนดา ประเทศอังกฤษ และเพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ก็มีโปรแกรมเพิ่มระยะรับประกัน (Extended Warranty) ที่สามารถซื้อเพิ่มได้สูงสุดนาน 10 ปี

แอสตัน มาร์ติน ยังคงมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมลักชัวรี่สปอร์ต ที่ได้รับการยกย่องจากผู้คนทั่วโลก ให้เป็นไอคอนที่เติมเต็มความเร้าใจให้ทุกการขับ ตามแบบฉบับของยนตรกรรมอังกฤษพันธุ์แท้

Airport Look เยือนไทยครึ่งล้าน! ซูมอิน 4 ไอเท็ม Louis Vuitton ของ แบมแบม

มาไทยทั้งที Outfits ครึ่งล้านไปเลย! ซูมอิน 4 ไอเท็ม Louis Vuitton ของ แบมแบม

ถึงประเทศไทยเรียบร้อยสำหรับ แบมแบม Got7 หรือ แบมแบม กันต์พิมุกต์ ที่มาเตรียมตัวเพื่อขึ้นแสดง “BAMESIS SHOWCASE TOUR” ที่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งประเทศเราถือเป็นที่แรกที่แบมแบมเลือกมาแสดงเพอร์ฟอร์มแมนซ์เพลงใหม่ๆ ให้เราได้ชม ก่อนตระเวนไปยังประเทศอื่นๆ แน่นอนว่าเมื่อเขาเป็นถึงแบรนด์แอมบาเดอร์ประจำ Louis Vuitton เราจึงขอมาเจาะไอเท็ม Airport Look กันสักหน่อย เพราะบวกเลขคร่าวๆ ลุคนี้แล้ว มูลค่าครึ่งล้านทีเดียว!

ไอเท็มแรก Embellished Cotton Hoodie เสื้อฮู้ดผ้าฝ้ายเจอร์ซีย์นี้ได้แรงบันดาลใจจาก Far West ของแฟชั่นโชว์ Fall/Winter 2024 โดดเด่นด้วยการประดับจากอัญมณีเทอร์ควอยซ์และมุก ราคาประมาณ 65,000 บาท

ชิ้นที่สองเรียกว่าราคาแรงที่สุดในลุคนี้ นั่นคือ กระเป๋ารุ่น Speedy Bandoulière 40 ราคา 403,000 บาท ที่ Pharrell Williams ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของเมซงออกแบบกระเป๋ารุ่นนี้ขึ้นใหม่จากหนังลูกวัวลายเกรนที่ให้สัมผัสนุ่มละมุนเป็นพิเศษพิมพ์ลาย Monogram ด้วยเทคนิคซิลค์สกรีนคุณภาพสูง เอฟเฟ็กต์อ่อนจางเล็กน้อยให้ความรู้สึกเสมือนพิมพ์ลงบนแคนวาส ด้านในบุหนังแกะเพิ่มสัมผัสหรูหราคลาสสิกลงตัว

ชิ้นต่อไปคือผ้าพันคอรุ่นLV Dynasty Brooch ที่รังสรรค์ขึ้นจากผ้าไหมตกแต่งกราฟิกสีดำประดับลายจิวเวลรี่ สไตล์คาวบอยคลาสสิก นอกจากนี้ยังมีลายพิมพ์ Monogram เอกลักษณ์พิเศษประจำแบรนด์ สนนราคา 18,900 บาท

สุดท้ายเครื่องประดับที่ห้อยอยู่ตรงกระเป๋าคือ Pearls Chain Belt and Bag ไอเท็มหรูหราสไตล์เวสเทิร์น ที่มาช่วยยกระดับกางเกงหรือกระเป๋าใบโปรด เพราะเป็นชาร์มห้อยสายโซ่คล้อง จากแฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่นประจำฤดูกาล Fall-Winter 2024 โดยไอเท็มประกอบด้วยโซ่ 2 เส้น เส้นหนึ่งร้อยไข่มุกแก้วสีขาว ลูกปัดสีฟ้า Turquoise คู่กับโซ่เส้นหนาสีทองประดับชาร์มประทับลาย LV Lovers ราคา 28,000 บาท


รูปภาพ: Newsen และ Louis Vuitton

ข้อมูล: Louis Vuitton

ดีวานา เปิดตัว Phenomenon Collection กลิ่นแรก “Revital Moss Garden” ปลุกความสดชื่น คืนพลังให้ชีวิต ดั่งมอสที่ปกคลุมผืนป่า

ผลพวงจากสภาวะโลกรวน ทำให้กระแส Sustainable หรือ การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ถือเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่มาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากแบรนด์หรูชั้นนำต่างมุ่งสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น ‘ดีวานา’ (divana) ในฐานะผู้นำด้านสปาสุขภาพความงามและผลิตภัณฑ์เครื่องหอมในตลาดระดับสากล ที่เชื่อในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และมุ่งมั่นก้าวสู่แบรนด์ที่ยั่งยืน ด้วยคอนเซ็ปต์ “divana foster longevity: to make humans live longer, healthier, and happier” จึงไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับความยั่งยืน ด้วยการคัดสรรพลังมหัศจรรย์จากธรรมชาติ พร้อมนำเสนอบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังได้เปิดตัว Revital Moss Garden กลิ่นแรกที่เปิดตัวในคอลเลกชั่น Phenomenon Collection – The Mavelous Nature ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้ง 8 ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตของมนุษย์ด้วยพลังมหัศจรรย์จากธรรมชาติ โดยจุดเด่นของ Revital Moss Garden คือความมหัศจรรย์ของกลิ่นหอมที่สกัดจากธรรมชาติด้วยส่วนผสมของหญ้ามอสสีเขียว เปลือกยูคาลิปตัส และก้านดอกลาเวนเดอร์ ที่ชวนให้รู้สึกได้ถึงความสงบและสดชื่น ช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณให้กลับมามีชีวิตชีวา เหมือนดั่งผืนมอสที่ปกคลุม และสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าได้อย่างมหัศจรรย์

ธเนศ จิระเสวกดิลก ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท ดีวานา กรุ๊ป กล่าวว่า “ดีวานามุ่งมั่นในการทรานส์ฟอร์มแบรนด์สู่ความเป็น SUSTAINABLE LUXURY หรือการสร้างคุณค่าแห่งความยั่งยืน ด้วยการนำเสนอผ่าน 3 คุณค่าหลักของดีวานา ได้แก่ สุขภาพ (Wellness) ธรรมชาติ (Natural) และ การบริการ (Hospitality) โดยนิยามความยั่งยืนที่สร้างคุณค่าของดีวานา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเสนอประสบการณ์ผ่านคุณค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ และงานบริการเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงวิธีคิดที่เคารพในตัวตนให้เกียรติคนรอบข้าง รวมถึงการใส่ใจสังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย พร้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ เพื่อสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมการหมุนเวียน กระตุ้นให้เกิดการลด (Reduce), การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้วัสดุก่อนจะกลายเป็นขยะ (Upcycling)”

“ภารกิจของเราจากนี้ นอกจากการใช้วัตถุดิบ plant-based ที่ปลอดภัยและมากคุณค่า ยังรวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก โดยตั้งใจว่าภายในปี 2030 ดีวานาจะปรับใช้วัสดุให้สามารถนำมารีไซเคิลได้ทั้งหมด และลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2035 นอกจากนี้เรายังวางแนวทางปฏิบัติ (Code of Conduct) เพื่อให้มั่นใจว่าตลอดทั้ง Supply Chain ของเรา มีเป้าหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และตอนนี้เราได้เริ่มดำเนินโครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์ของดีวานา เพื่อส่งกลับไปยังโรงงานรับรีไซเคิล โดยลูกค้าสามารถส่งคืนให้ดีวานา หรือส่งให้กับทางโรงงานได้เลยโดยตรง”

นอกจากนี้ดีวานายังจะสร้างแนวทางที่ยั่งยืนมุ่งเน้น ESG ด้วยยุทธศาสตร์ 4 ลด 4 เพิ่ม ซึ่งได้แก่ ลดการใช้ไฟฟ้า,ลดการใช้น้ำ,ลดการสร้างขยะ และลดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับหลัก 4 เพิ่ม ได้แก่ เพิ่มแนวคิดและวัสดุที่เน้นเรื่องความยั่งยืน, เพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงาน, เพิ่มการมีส่วนร่วมกับชุมชุนและ เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านพัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท ดีวานา กรุ๊ป เสริมว่า “ด้วยพันธกิจของแบรนด์ที่ชัดเจนนี้เอง กลายเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านพลังของธรรมชาติ จึงกลายเป็นที่มาของ Phenomenon Collection: The Marvelous Nature ซึ่งเป็นคอลเล็กชันกลิ่นหอม 8 กลิ่นพิเศษจาก 8 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์และให้ความรู้สึกที่แตกต่าง อาทิ North Star Guidiance เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางให้ความรู้สึกสงบนิ่ง และอบอุ่นใจ, Awaken Sunrise ให้ความรู้สึกรีเฟรช ฟื้นฟูพลัง ลดความเหนื่อยล้า, Full Moon Wisdomให้ความรู้สึกโรแมนติก หลงใหล น่าจดจำ, Miracle Snowdrop ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เสริมสร้างจินตนาการ, Rainbow Dream ให้ความรู้สึกถึงการเปล่งประกายของความหวังและความฝัน, Aurora Symphony ให้ความรู้สึกลึกลับ ทรงคุณค่าและทรงพลัง, กลิ่น Serene Glacier ให้ความรู้สึกสนุกสนาน มีชีวิตชีวา และล่าสุดกลิ่น Revital Moss Garden ให้ความรู้สึกถึงการฟื้นฟูร่างกาย เติมเต็มจิตวิญญาณ”

“โดยที่ทั้ง 8 ปรากฏการณ์ที่เราเลือกมา มีทั้งรูปแบบที่เราพบเจอและสัมผัสได้ในทุกๆวัน หรือบางปรากฏการณ์จะเกิด
เฉพาะบางพื้นที่ และบางเวลาเท่านั้น แต่ทุกๆปรากฏการณ์สามารถช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้เราค้นพบถึงความ
มหัศจรรย์ของธรรมชาติ เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างแท้จริง อย่างเช่นกลิ่น Revital Moss Garden ที่ช่วย
ฟื้นฟูจิตใจหรือเติมพลังชีวิตให้กับเราได้ เพราะมอสคือจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศน์ที่มีอายุมากกว่า 450 ล้านปี เป็น
เสมือนตัวแทนแห่งความชุ่มชื่นและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ต้นหญ้ามอสที่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่าช่วยกักเก็บพลัง
ชีวิตและจิตวิญญาณของป่าให้ยังคงความสมบูรณ์ เพียงแค่เราได้สัมผัสกับผืนมอส สามารถช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตของเรา
ได้เป็นอย่างดี

ภายในงานยังได้ 2 คนดังหัวใจสีเขียว นำโดย มารีญา พูนเลิศลาภ ผู้ก่อตั้งโครงการ SOS Earth จัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจให้แก่คนรุ่นใหม่ถึงป่าไม้และระบบนิเวศ และอเล็กซ์ เรนเดล ดารานักแสดงผู้สนใจสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา สร้างความเข้าใจผ่านกิจกรรมแบบ Edutainment มาร่วมแชร์มุมมองและไอเดียในการทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น

มารีญา พูนเลิศลาภ กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากที่ได้มาร่วมเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงให้กับดีวานา แบรนด์เครื่องหอมที่พร้อมส่งต่อแนวคิดรักษ์โลกผ่านสินค้าและกระบวนการที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะแนวคิดของแบรนด์ที่มองว่าธรรมชาติคือยารักษาที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการนำสารสกัดจากธรรมชาติมาใช้ หรือ การนำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาส่งต่อพลังงานดีๆ เพราะแม้จะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่เชื่อว่าทุกคนสามารถสัมผัสรู้สึกได้ เหมือนกับตัวเอง เวลาที่รู้สึกไม่มีความสุข ก็มักจะไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกถึงอิสระอย่างบอกไม่ถูก ทำให้รู้สึกดีและเหมือนได้เยียวยาจิตใจ”

ขณะที่อเล็กซ์ เรนเดล เสริมว่า “ดีใจที่เห็นเรื่องการรักษ์โลก ไม่ใช่แค่เทรนด์ ที่เป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพราะ จริงๆ แล้วความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของคนใดคนหนึ่งหรือคนที่พร้อม แต่เป็นภาระและความรับผิดชอบของทุกคน โดยแต่ละคนอาจจะมีวิธีทำให้โลกนี้ดีขึ้นหรือยั่งยืนขึ้นในแบบที่ต่างกัน แต่อย่างน้อยการที่เห็นทุกคนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะแบรนด์ต่างๆ ออกมาแสดงจุดยืน ผมมองว่าเป็นอะไรที่ดีมากๆ ในการสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่สังคมและนำไปสู่การร่วมมือร่วมใจในการทำอะไรบางอย่างที่เป็นรูปธรรม”

นอกจากนี้ภายในงานยังให้ทุกท่านได้สัมผัส “กิจกรรมอาบป่า” ซึ่งเป็นศาสตร์การบำบัดสุขภาพที่มีต้นกำเนิดจาก
ประเทศญี่ปุ่น โดยมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ คุณนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), คุณปวริศา เพ็ญชาติ, คุณขวัญข้าว เศวตวิมล, คุณณิชชา บุณยากร,
ดร.ภาดาภัสสรณ์ ภาดาพิลาสธานันทร์ และ คุณประภาพรรณ ธีระพันธุ์ เป็นต้น

ร่วมสัมผัสกลิ่นหอมของ “Moss Garden” ผ่านผลิตภัณฑ์ room diffuser, body oil และ hand cream จาก “ดีวานา” ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ดีวานาทุกสาขา หรือที่ Facebook : divana และ Instagram : @divana_global

เมื่อลาย Unikko ปรากฏอยู่บนเดนิมคอลเล็คชั่นแรกของ Marimekko

พลิกโฉมประวัติศาสตร์ เมื่อ Marimekko เปิดตัวเดนิมคอลเล็คชั่นแรก ‘Marimekko Maridenim‘ ที่ยังคงซิกเนเจอร์ลวดลาย Unikko ไว้เป็นอย่างดี

Marimekko ดีไซน์เฮ้าส์จากฟินแลนด์ เปิดตัวคอลเล็คชั่นเดนิมเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ Marimekko Maridenim ในเดือนสิงหาคม 2024 จุดพลิกโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Marimekko ซึ่งจะเป็นเหมือนแคนวาสผืนล่าสุดสำหรับสร้างสรรค์ลวดลายศิลปะภาพพิมพ์ของแบรนด์ โดย Marimekko ได้ยึดแนวทางการออกแบบที่เรียกว่า The Jeans Redesign ของมูลนิธิ Ellen MacArther ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

Marimekko Maridenim เปิดตัวครั้งแรกบนรันเวย์โคเปนเฮเกน แฟชั่นวีค เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 โดยเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ Marimekko’s Fall/Winter 2024 ซึ่งการปรากฏโฉมที่หลายคนรอคอยครั้งนี้ Marimekko ได้นำเสนอเดนิมคุณภาพสูง ที่มาพร้อมสไตล์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ด้วยลวดลาย Unikko อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง Unikko เป็นผลงานของ Maija Isola ที่กำลังฉลองครบรอบ 60 ปีในปีนี้  

เดนิมพรีเมียมจาก Marimekko มีให้เลือก 3 ทรง ทั้งทรง straight, ทรง wide, และทรง barrel มาพร้อม 4 เฉดสีสุดคลาสสิก mid indigo, light indigo, black และ washed black ตัวลาย Unikko ใช้เทคนิคพิมพ์ด้วยเลเซอร์ที่ใช้ความร้อนแทนการใช้น้ำเพื่อสร้างลวดลายบนผืนผ้า 

รีเบกก้า เบย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Marimekko กล่าวว่า “เมื่อเราเริ่มนึกถึงเดนิม มันรู้สึกเหมือนเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ กับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่เราทำอยู่ – เสื้อผ้าที่ใส่ง่าย ใส่ได้หลายโอกาส จะจับคู่กับส้นสูง มิกซ์กับไอเท็มลายทาง ใส่ทับเสื้อเชิ้ต หรือจะใส่กับเสื้อลายพิมพ์ต่างๆ ก็ได้ Marimekko Maridenim เป็นผืนแคนวาสล่าสุดสำหรับการสร้างสรรค์ ที่ยิ่งนานวัน ก็จะยิ่งดูดี” 


ภาพและข้อมูล: Marimekko

nimit

NIMITR ร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งบนชั้น 27 ของ 137 Pillars Bkk

ห้องอาหารนิมิตรและรูฟท็อปบาร์ ตั้งอยู่บนชั้น 27 ของโรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ อันหรูหราในย่านพร้อมพงษ์ นำวัตถุดิบจากฟาร์มของครอบครัววงศ์พันเลิศและจากหลากหลายภูมิภาคในประเทศมารังสรรเมนูอาหารไทยที่มีชีวิตชีวา ในฐานะแบรนด์โรงแรมลักซ์ชัวรี่บูติกซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและด้วยความแน่วแน่ของเจ้าของที่ต้องการนำเสนอสมุนไพรและเครื่องเทศท้องถิ่นอันมากด้วยคุณค่าทางโภชนาการและให้รสชาติอาหารที่ไม่เหมือนใคร  ห้องอาหารนิมิตรพร้อมให้บริการอาหารไทยร่วมสมัยที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์

ฟาร์มของครอบครัววงศ์พันเลิศในจังหวัดราชบุรี มีการปลูกพืชสมุนไพร เช่น ขมิ้น กระชาย และขิง ซึ่งเป็นส่วนผสมของอาหารไทยรสชาติกลมกล่อมที่ห้องอาหารนิมิตร การทำฟาร์มและการเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งยังสามารถมั่นใจได้ในคุณภาพและความสดใหม่ “เนื่องจากเราปลูกสมุนไพรของเราเอง เราจึงรู้สึกเชื่อมโยงกับอาหารที่เสิร์ฟในห้องอาหารนิมิตร และนั่นเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เรายึดมั่นในคุณค่าหลักของเราและสานต่อภารกิจแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พร้อมทั้งสนับสนุนธุรกิจและเกษตรกรในท้องถิ่น” นิดา วงศ์พันเลิศ ผู้จัดการทั่วไปของ 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กล่าว

ผู้รับประทานอาหารสามารถออกแบบประสบการณ์อาหารมื้อค่ำตามความต้องการ จากเมนูอะลาคาร์ท หรือเซทอาหารค่ำ 4 คอร์ส ที่นำเสนอคุณค่าของอาหารไทย เติมเต็มมื้ออาหารด้วยไวน์ท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษจากกราน-มอนเต้ โรงกลั่นไวน์ชั้นนำของประเทศไทย

อาหารเรียกน้ำย่อยจานแนะนำ “เมี่ยงคำหอยเชลล์” ผสมผสานสมุนไพรและผักนานาชนิด ทั้งตะไคร้ มะพร้าว หอมแดง คลุกเคล้าซอสเมี่ยงคำราดลงบนหอยเชลล์วางบนใบชะพลูทอดกรอบ ให้รสชาติที่กลมกล่อมในทุกคำ สำหรับอาหารประเภทยำ เราภูมิใจเสนอ “เนื้อวากิวไทยย่างเสิร์ฟพร้อมยำใบชะครามและไข่เป็ดต้มยางมะตูม” ใบชะครามซึ่งพบมากในจังหวัดชายฝั่งทะเลของประเทศไทยปรุงรสด้วยการยำแบบไทย และกะทิเพิ่มความหอมมัน รับประทานกับเนื้อวากิวย่างความสุกพอเหมาะได้อย่างลงตัว มอบความสดชื่นและกลิ่นหอมที่ผสมผสานกันเป็นรสชาติกลมกล่อม

สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารไทยแบบดั้งเดิม พลาดไม่ได้กับน้ำพริกอันโดดเด่น “ปูหลน” อาหารจากภาคกลางของประเทศไทยปรุงจากปูนิ่มคุณภาพสูง เนื้อปู มะพร้าว พริก และสมุนไพรนานาชนิด เสิร์ฟคู่กับผักและสมุนไพรท้องถิ่น เชิญชวนให้ผู้ลิ้มลองได้เพลิดเพลินกับวิธีการรับประทาน ด้วยการจิ้มผักและสมุนไพรกับปูหลนอันเข้มข้น ในส่วนของอาหารประเภทต้ม เรานำเสนออาหารจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ต้มแซ่บไข่มดแดงปลาทูน่าย่าง” ผสมผสานสมุนไพร ทั้งตะไคร้ มะกรูด ข่า และใบโหระพา เข้ากับไข่มดแดงกรอบและปลาทูน่าย่าง เกิดรสสัมผัสที่ลงตัว

อาหารจานหลักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยสีเหลืองสดใส “แกงเหลืองปลาแซลมอน” อาหารจากภาคใต้ยอดนิยมจานนี้ได้สีเหลืองสดมาจากเครื่องเทศและสมุนไพรที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ให้รสชาติเข้มข้นกับเนื้อปลาแซลมอนคุณภาพดีและโรยหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอนเพิ่มความพิเศษให้กับรสสัมผัส เมนูหลักอีกจานที่พลาดไม่ได้คือ “ไก่ย่างซอสมะขาม” ที่เชฟของเราได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารไทยดั้งเดิมอันเป็นที่นิยมในการรับประทานสมุนไพร เชฟได้รังสรรเมนูอาหารไทยร่วมสมัยนี้ด้วยการย่างเนื้อลูกไก่คุณภาพดีโดยรักษาความนุ่มของเนื้อ เสิร์ฟพร้อมซอสมะขามและสมุนไพรหลากหลาย เป็นตัวเลือกอาหารที่ดีสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นพิเศษ

ดื่มด่ำไปกับอาหารไทยสุดสร้างสรรค์ เพลิดเพลินกับทิวทัศน์เส้นขอบฟ้าอันน่าหลงใหลของเมืองหลวงยามค่ำคืน พร้อมค้นพบคุณประโยชน์อันมากมายของสมุนไพรและเครื่องเทศจากหลากหลายภูมิภาคของประเทศไทย ที่ห้องอาหารนิมิตรบนชั้น 27 โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ

สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02 079 7000 หรือติดต่อผ่านไลน์ ออฟฟิศเชียล LINE Official Account (@137pillarshotels)

Victoria’s Secret เผยรายชื่อ 5 โมเดลแรกในแฟชั่นโชว์ 2024

หลังจากปี 2019 รันเวย์ Victoria’s Secret ก็หายไปท่ามกลางกระแสที่คนเรียกร้องอยากให้กลับมา จนกระทั่งเมื่อต้นปีที่แบรนด์ออกมาประกาศผ่านบัญชีผู้ใช้อินสตาแกรมอย่างเป็นทางการว่า พวกเขากำลังจะกลับมาอีกครั้งในปี 2024 ในบริบทที่เปลี่ยนไป จึงทำให้แฟนๆ ของเหล่านางฟ้าทั้งหลายตั้งตารอคอยพร้อมความคาดหวัง

จนเมื่อไม่นานมานี้ Victoria’s Secret เผยไลน์อัพ 5 โมเดลแรกที่จะมาร่วมสร้างสีสันบนแฟชั่นโชว์ 2024 ไม่ว่าจะเป็น Grace Elizabeth, Devyn Garcia, Paloma Elsesser, Taylot Hill และ Mayowa Nicholas ซึ่งหลังจากปล่อยไปได้ไม่นานมีกระแสมากมายเกิดขึ้นตามมา ทั้งด้านดีและด้านลบ ส่วนหนึ่งตื่นเต้นและรอคอยให้ถึงวันแสดงโชว์เร็วๆ แต่อีกด้านกลับไม่ยอมรับ และเรียกร้องให้โมเดลคนเก่ากลับมา

ทางแบรนด์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับความคิดเห็นที่เกิดขึ้น จึงคอมเมนต์กลับใต้โพสต์ดังกล่าวบนช่องทางออฟฟิเชียลของตน ใจความประมาณว่า “ขอความร่วมมือให้เลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม และส่งกำลังใจให้นางแบบของเราด้วย” ซึ่งการไม่ยอมรับของคนกลุ่มหนึ่งอาจมาจากการเลือกางแบบหุ่นพลัสไซส์ร่วมด้วย เพราะเมื่อเทียบกับสแตนดาร์ดนางแบบบนรันเวย์ Victoria’s Secret สมัยก่อนแล้วต้องมีหุ่นเพรียวบางเท่านั้น

Grace Elizabeth
Devyn Garcia
Paloma Elsesser
Taylot Hill
Mayowa Nicholas

แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ 5 รายชื่อแรกที่ได้รับการเปิดเผยเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะมีใครอีก ต้องรอติดตามไปพร้อมกันนะคะ


ข้อมูล: @victoriassecret

รูปภาพ: @victoriassecret, @lovegrace_e, @devynfaithgarcia, @palomija, @taylor_hill และ @mayowanicholas

Social Diamond เปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับงาน Eternal Sparkle

 Social Diamond (โซเชียลไดมอนด์) จัดงานอีเวนต์สุดพิเศษ “Eternal Sparkle” พร้อมชวนแขกคนสำคัญร่วมสัมผัสความงดงามของ Jewelry และเครื่องเพชรที่ผ่านการออกแบบอย่างประณีตและพิถีพิถัน พร้อมเปิดตัวคอลเล็คชั่นสุดพิเศษเฉลิมฉลองเดือนแห่งวันแม่ จัดแสดงเครื่องเพชรที่มีดีไซน์โมเดิร์นจากการผสมผสานเพชรสองรูปทรงอันแตกต่างและนำมาประกอบรวมเป็นชิ้นเดียว

โดยมีเหล่าศิลปินและเซเลบริตี้ อาทิ เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา, พลอย-พลอยพยัพ ศรีกาญจนา, เตยยี่-ประภัสสร กาญจนสูตร, พัดพัด-รัตน์ฟ้า ไชยชื่นจิตต์, พัชรีภรณ์ และ พรรณพร วิกิตเศรษฐ์ ที่มาร่วมชื่นชมความเปล่งประกายผ่านเครื่องเพชรในงานครั้งนี้ ที่ โรงแรม Capella Bangkok

ภายในงานได้เปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุด อย่าง Eternal Sparkle ที่ได้นำเอาแล็บไดมอนด์มาออกแบบและรังสรรค์ชิ้นงานเครื่องประดับด้วยการนำเพชรที่เจียระไนในรูปทรงที่แตกต่างมาทำดีไซน์ใหม่เป็นชิ้นงานเดียว ภายใต้คอนเซ็ปต์ Mom & Me เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับเดือนแห่งวันแม่ในปีนี้ ซึ่งอัญมณีแต่ละเม็ดเป็นตัวแทนสื่อถึงความรักของคนสองคน

โดยการเลือกใช้พลอยอัญมณีมาเพิ่มความพิเศษในชิ้นงาน อย่างเช่น ต่างหูแล็บไดมอนด์ทรงหยดน้ำจับเข้าคู่กับอความารีนทรงเอเมอรัลคัต โดยอวามารีนสีฟ้าเปรียบเสมือนตัวแทนของแม่ และเพชรน้ำงามเปรียบเสมือนตัวแทนของลูกสื่อถึงการผสานรวมความรักของทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรูปทรงของพลอยอัญมณีสั่งทำแบบพิเศษตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างอิสระ

ภายในงานนอกจากมีการจัดแสดงเครื่องประดับคอลเล็คชั่นสุดพิเศษจาก Social Diamond แล้วนั้นยังมีไฮไลต์เป็นนิทรรศการให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับที่มาของแล็บไดมอนด์ โดยแขกภายในงานสามารถทำ Personalize Quiz ที่สามารถบอกได้ว่าเพชรรูปทรงไหนที่สื่อถึงบุคลิกและนิสัยของเราได้มากที่สุด พร้อมกับเวิร์คช็อปเฉลิมฉลองวันแม่จากพาร์ทเนอร์ อาทิ Touch-Up Station ให้สาว ๆ เพิ่มความมั่นใจจาก Estée Lauder เอ็กซ์คลูซีฟทอล์กด้าน Personal Color Guide จาก Glow with Zepp, Hair styling ด้วยผลิตภัณฑ์จาก Fiona Franchimon กับ ปอ ศจิกา ทองสุข, Gown Styling โดย Miss Modern, เวิร์คช็อปจัดดอกไม้จาก For Love and Blooms, บูธ Calligraphy ลงบนการ์ดวันแม่จาก Lettering.in.the.Cloud ให้ทุกคนเพลิดเพลินไปกับเทรนด์ใหม่ล่าสุดที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้หญิงทุกคนในโอกาสพิเศษครั้งนี้


IHG Hotels & Resorts จับมือกับ Action Against Hunger เพื่อขจัดความไม่มั่นคงทางอาหาร

IHG Hotels & Resorts หนึ่งในบริษัทโรงแรมชั้นนำระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือระยะยาว ร่วมกับองค์กรเอกชนเพื่อสาธารณะประโยชน์ระดับโลก (NGO) อย่าง Action Against Hunger เพื่อรับมือกับปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารและขจัดความหิวโหยของผู้คนนับล้านคนทั่วโลก

มีประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลกโดยประมาณ ต้องเผชิญกับความกังวลในการหาอาหารมื้อถัดไป จากปัญหาทั้งในด้านความยากจน ความขัดแย้ง ระบบการจัดการอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ และรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดย IHG ซึ่งมีโรงแรมในเครือกว่าหลายพันแห่งในกว่า 100 ประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในประเด็นดังกล่าว จึงได้มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสนับสนุนงานด้านการบรรเทาภัยพิบัติและฝึกอบรมทักษะ จากคำมั่นสัญญาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนกว่า 30 ล้านคนตามแผนการดำเนินธุรกิจอย่าง ‘Journey to Tomorrow’

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ Action Against Hunger ได้ดำเนินการป้องกัน ตรวจพบและรับมือกับภาวะการขาดแคลนอาหาร ด้วยโปรแกรมที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการคัดกรอง ให้ความช่วยเหลือ และการดูแลต่อเนื่อง มาดำเนินการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แอฟริกาตะวันออก แอฟริกากลาง แอฟริกาตะวันตก เอเชีย อเมริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่ง IHG ได้ช่วยสนับสนุนและให้เงินทุนเพื่อผลักดันโครงการด้านโภชนาการของ Action Against Hunger โดยเน้นไปที่การคัดกรองและสังเกตอาการของเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการช่วยเหลือชุมชน  นอกจากนี้ IHG จะเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นสำคัญนี้ ให้แก่แขกผู้เข้าพักในโรงแรมต่างๆกว่าหลายล้านคนทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผ่านการบริจาคคะแนนจาก IHG One Rewards ให้กับโครงการนี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

โดยทุก ๆ การบริจาค 10,000 คะแนน สามารถช่วยสนับสนุนการตรวจคัดกรองภาวะทุพโภชนาการของเด็กได้ถึง 124  คน ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการได้รับการดูแลที่จำเป็น และโดยเฉลี่ยแล้วคะแนน 7,500 คะแนน ยังสามารถสนับสนุนเด็กที่ตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารให้ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ซึ่งช่วยให้พวกเขากลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้อีกครั้ง

Elie Maalouf CEO ของ IHG Hotels & Resorts กล่าวว่า “อาหาร ถือเป็นหัวใจสำคัญของโรงแรมและการบริการของเรา ที่ช่วยหล่อเลี้ยงผู้คนและชุมชน แต่ก็ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่มีผู้คนอีกนับล้านยังคงขาดแคลนอาหาร แม้จะมีผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องสำหรับคนทั้งโลกก็ตาม”

ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ หากสังคม องค์กร และธุรกิจร่วมมือกัน ซึ่ง IHG Hotels & Resorts รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรร่วมกับ Action Against Hunger ในการช่วยชีวิตผู้คนเหล่านี้ โดยนอกเหนือจากความร่วมมือที่ยาวนานกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ อีกมากมาย เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับโลกที่ทุกคนได้รับคุณค่าทางโภชนาการอย่างทั่วถึง พร้อมได้รับการต้อนรับที่ดีและเล็งเห็นความสำคัญอยู่เสมอ

Ashwini Kakkar Chair, Action Against Hunger International Network กล่าวว่า “แม้ปัญหาด้านภาวะขาดแคลนอาหารจะเป็นความท้าทายในวงกว้าง แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราจะสามารถยุติความหิวโหยของทุกคนได้อย่างถาวร ซึ่งการบรรลุวิสัยทัศน์นี้ นับเป็นก้าวที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง  โดยเรารู้สึกขอบคุณสำหรับความมุ่งมั่น ความสามารถ  และความเป็นผู้นำของ IHG ในการผลักดันภารกิจนี้ เนื่องจากความขาดแคลนอาหาร ทำให้ผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งในด้านการเรียนรู้ การทำงาน การมุ่งตามความฝัน และการเข้าถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งการสนับสนุนของ IHG จะช่วยผลักดันภารกิจในการสร้างโลกที่ทุกชีวิตสามารถเข้าถึงโภชนาการที่ดีได้

ส่วนหนึ่งของเป้าหมาย True Hospitality for Good ของ IHG  ภารกิจในครั้งนี้ จะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่าง IHG และโรงแรมในท้องถิ่นที่มีอยู่ ในการตั้งเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบอาหารในชุมชน ตั้งแต่การฝึกอบรม การใช้เครื่องมือเพื่อลดขยะจากอาหาร ตลอดไปจนถึงการนำอาหารส่วนเกินไปช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน โดยปัจจุบัน IHG มีพันธมิตรที่มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงด้านโภชนาการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น องค์กรธนาคารอาหารท้องถิ่น, No Kid Hungry ในสหรัฐอเมริกา, OzHarvest ในออสเตรเลีย, VietHarvest ในเวียดนาม และ Too Good To Go ในยุโรป

*ทุกการบริจาคจะมอบให้กับองค์กรการกุศล Action Against Hunger ในอังกฤษและเวลส์ หมายเลข 1047501  

หรูหราสไตล์ชาวปารีเซียง 3 กระเป๋า Cartier ของ Lily Collins

หรูหราสไตล์ชาวปารีเซียงเป็นอย่างไร? มาส่องผ่าน 3 กระเป๋า Cartier ของ Lily Collins ไปด้วยกัน

มีใครกำลังรอ Emily in Paris ซีซั่น 4 อยู่บ้างไหมคะ? ว่ากันว่า เรื่องราวของครั้งนี้ยังคงเล่าถึงชีวิตการทำงานของเอมิลี่ และเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์แสนยุ่งเหยิงที่รอให้เราร่วมลุ้นไปพร้อมกัน ซึ่งหากใครเป็นแฟนตัวยงคงรู้ว่าแฟชั่นของเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงมากเพียงใด บทความนี้เราจึงพาทุกคนไปส่อง 3 กระเป๋าของ Lily Collins นักแสดงนำของเรื่อง ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ถ่ายถอดแคมเปญล่าสุดของ Cartier

Cartier- C De Cartier East-west Bag กระเป๋าสีดงเชอร์รี่ใบนี้จาก Certier รังสรรค์ขึ้นจากหนังลูกวัว ตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์สีทอง โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ที่ประดับอยู่ตรงกลางกระเป๋า สำหรับฟังก์ชั่นเหมาะสำหรับคนที่มีสัมภาระเยอะ เพราะมีช่องใส่ของขนาดใหญ่ อีกทั้งสายสะพายที่มาในดีไซน์เส้นใหญ่ทำมาจากหนังแกะ ทำให้ไม่รั้งไหล่จนเกินไป ราคา 119,000 บาท

ต่อมา Cartier – Chain Bag Mini, Panthere De Cartier Bag สีเขียวใบนี้มากับความเรียบหรู แน่นอนว่าโดดเด่นด้วยอะไหล่ Panthere De Cartier ที่เป็นสัญลักษณ์เสือดาวซิกเนเจอร์ของคอลเล็คชั่นและแบรนด์ นอกจากนี้สายโซ่ยังสามารถถอดออกและปรับเปลี่ยนกระเป๋าสะพายเป็นคลัทช์ได้ ราคา 98,500 บาท

สุดท้ายกระเป๋าที่เหมาะสำหรับ Everyday Bag อย่าง Tote Bag, C de Cartier ใบนี้ผลิตจากหนังลูกวัวให้ผิวสัมผัสที่นุ่มนวลและหรูหรา ด้านนอกของกระเป๋าปั๊มลวดลายประจำ Cartier และด้านในแบ่งเป็นช่องใส่สัมภาระ 3 ช่อง พร้อมช่องซิปอีก 1 ช่อง ไม่ว่าจะของเยอะแค่ไหน ใบนี้ก็เอาอยู่แน่นอน ราคาประมาณ 99,000 บาท


ภาพและข้อมูล Instagram @cartier

ไฟน์ไดนิ่ง

เปิดประสบการณ์ ไฟน์ไดนิ่ง เมนูสุดพรีเมียมจากรังนกแท้คุณภาพ

สก๊อต รังนกแท้ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านรังนกแท้ของไทย ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มรังนกแท้ในประเทศไทย ยกระดับคุณภาพและภาพลักษณ์สินค้าไปอีกระดับ เปิดประสบการณ์สุดพรีเมียมจากรังนก สู่แคมเปญ “SCOTCH X MAN TABLES” Fine Dining Experience with Scotch Premium Golden Bird’s Nest ครั้งแรกที่ สก๊อต รังนกแท้ ร่วมกับ Man Tables รังสรรค์คอร์สเมนูสุดพิเศษจากรังนกแท้สีเหลืองทองจากถ้ำธรรมชาติ คุณภาพระดับพรีเมียม ให้เป็นอาหารจานล้ำค่า ในรูปแบบไฟน์ไดนิ่ง โดยรอบแรกจัดแบบเอ็กซ์คลูซีฟซิทดาวน์ดินเนอร์ ได้รับเกียรติจากบรรดาเซเลบริตี้อย่าง “ญาญ่า” เขมณัฐฏ์ ชุลีเกียรติ, “แป้ง” อัฌชา เจริญรัศมีเกียรติ, “เอ๋” พรทิพย์ สกิดใจ, “หนิง” ปณิตา พัฒนาหิรัญ, “ฮาน่า” ทัศนาวลัย จักรพงษ์, และ “กระแต” ศุภักษร เรืองสมบูรณ์ ร่วมลิ้มลองเมนูพิเศษที่ร้าน Man Tables สาทร เมื่อค่ำคืนก่อน โดยมี คุณสมบูรณ์ ชวาลเวชกุล ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด และ คุณอรวดี สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

คุณสมบูรณ์ กล่าวว่า เชฟแมนเป็นชาวจีนฮ่องกงผู้มีประสบการณ์การทำอาหารมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันคือประธานผู้บริหารและเชฟผู้บริหารใหญ่ของกลุ่มห้องอาหารซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการคัดสรรวัตถุดิบพรีเมียมมารังสรรค์เป็นเมนูแปลกใหม่ ในรสชาติที่ไม่เหมือนใคร แต่รสชาติอร่อยล้ำและลงตัว และครั้งนี้สก๊อตมีความยินดีมากที่ได้ร่วมกับเชฟแมนนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ แก่ผู้บริโภค โดยนำรังนกแท้สีเหลืองทองจากถ้ำธรรมชาติ 100% มาปรุงเป็นอาหารจานพิเศษ

ด้าน เชฟ ไว ยิน แมน (Wai Yin Man) เผยว่า ที่ผ่านมาคนจะนิยมรับประทานรังนกในรูปแบบของหวาน เพราะหลายคนไม่รู้ว่ารังนกสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ ครั้งนี้จึงได้ร่วมกับสก๊อตนำรังนกแท้สีเหลืองทองเกรดพรีเมียมมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารคาวหลากหลายชนิด ด้วยการคิดค้นเมนูใหม่และลงมือปรุงจนได้รสชาติที่ลงตัว พร้อมเสิร์ฟให้ทุกคนได้ชิมกันในค่ำคืนนี้ นับเป็นอีกหนึ่งในการรังสรรค์เมนูเพื่อให้กลุ่มลูกค้าได้เพลิดเพลินกับรสชาติความอร่อย ที่แปลกใหม่จากวัตถุดิบชั้นเลิศ อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน“

สำหรับคอร์สเมนูในครั้งนี้ เริ่มต้นความอร่อยด้วย ฮะเก๋ารังนก ตัวแป้งผสมด้วยน้ำแก้วมังกร ส่วนด้านในเป็นไส้กุ้ง ออนท็อปด้วยรังนก ต่อด้วย อะโวคาโดรังนก โดยเชฟนำอะโวคาโดไปปั่นเป็นเนื้อมูส แล้วออนท็อปด้วยรังนก กินแล้วช่วยเรียกความสดชื่น จานถัดมาเป็น ซุปไก่รังนก จากไก่ 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 400 กรัมตุ๋นจนได้ที่ แล้วใส่รังนกลงไปเข้ากันได้ดีทีเดียว ต่อด้วย ปลายัดไส้รังนก เชฟนำเยื่อไผ่มายัดไส้ด้วยรังนก นำไปวางบนเนื้อปลา แล้วนึ่งพร้อมกัน ส่วนเมนูซิกเนเจอร์ที่เชฟการันตีว่ากินแล้วจะติดใจ ต้องยกให้ กระเพาะปลารังนก โดยเชฟเลือกใช้กระเพาะปลาน้ำลึกจากนิวซีแลนด์ มาตุ๋นกับซอสเป๋าฮื้อ เคี่ยวจนเข้าเนื้อ แล้วใส่รังนกลงไปเพิ่มความอร่อย อีกเมนูที่ว้าวไม่แพ้กัน คือ เผือกรังนก โดยนำเผือกไปกวนจนได้เทคเจอร์คล้ายซอส แล้วออนท็อปด้วยรังนก เวลาตักกินจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานอย่าง พุดดิ้งรังนก เนื้อเนียมนุ่ม กินคู่กับรังนกเข้าได้ดีมากๆ”

ไฟน์ไดนิ่ง

สำหรับแคมเปญ “SCOTCH X MAN TABLES” Fine Dining Experience with Scotch Premium Golden Bird’s Nest พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้ววันนี้ โดยจัดให้มีเพียง 10 รอบสุดพิเศษ ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 6.30-8.00 P.M. ตลอดเดือนสิงหาคม ถึง ต้นเดือนกันยายนนี้ สำรองที่นั่งล่วงหน้าที่ IG @chefmantables 095-454-8978, 061-038-8222 ราคา Course  8,800 บาท ++ ปีนี้ สก๊อต รังนก ยังเพิ่มความแปลกใหม่ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่จะถึงนี้ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์รุ่นพิเศษสอดไส้ สก๊อต รังนกแท้ 2 ไส้พิเศษ คือ ถั่วแดง และลูกบัว เหมาะเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษอีกด้วย