JAEHYUN วง NCT เดบิวต์ในฐานะศิลปินเดี่ยวพร้อมกับอัลบั้มชุดแรก ‘J’

JAEHYUN วง NCT เดบิวต์ในฐานะศิลปินเดี่ยวพร้อมกับอัลบั้มชุดแรก ‘J’ ที่ปล่อยออกมาให้รับฟังเรียบร้อย ในวันที่ 26 สิงหาคม 2567 ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงทางออนไลน์ทั่วโลก เช่น iTunes, Apple Music, Spotify, Melon, Genie, FLO, QQ Music ฯลฯ เพื่อให้สมกับที่เป็นอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของแจฮยอน เขาจึงมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อเพลงและทำนอง ตลอดจนการคิดทิศทางของผลงานและชื่ออัลบั้ม ซึ่งชื่ออัลบั้ม ‘J’ ได้สื่อความหมายถึงความเป็นแจฮยอนมากที่สุด เพราะมาจากนิสัยส่วนตัวที่ชอบเขียนอักษรย่อ ‘J’ ไว้บนสิ่งของต่าง ๆ ของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ แจฮยอนได้พิสูจน์ทักษะการร้องและการแสดงที่โดดเด่นผ่านกิจกรรมกลุ่ม NCT , NCT 127 และ NCT DOJAEJUNG รวมถึงการนำเสนออารมณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านโปรเจกต์ช่องจัดเก็บเพลงของ NCT อย่าง ‘NCT LAB’ ในเพลง ‘Forever Only’ และ ‘Horizon’

อัลบั้มชุดแรก ‘J’ ของ แจฮยอนประกอบด้วยเพลงไตเติลชื่อว่า ‘Smoke’ เวอร์ชันภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษ และเพลงอื่น ๆ อีกหลากหลายบรรยากาศ รวมทั้งหมด 8 เพลง นับเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลายที่เขาสามารถแสดงออกมาให้เห็นผ่านอารมณ์และเสียงของตัวเอง โดยแจฮยอน ได้กล่าวแนะนำว่า “อัลบั้มที่เหมาะกับการฟังตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังพระอาทิตย์ตกดินไปจนถึงเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

สำหรับเพลงไตเติล ‘Smoke’ เป็นเพลงแนวฮิปฮอป อาร์แอนด์บี ผสมผสานเสียงร้องที่น่าหลงใหลและเสียงกีตาร์ริฟฟ์เข้ากับไลน์เบสที่เป็นจังหวะ อีกทั้งความน่าประทับใจยังอยู่ตรงท่อนคอรัสที่มีการปรับเสียงต่ำลงอย่างเรียบง่ายและติดหู เนื้อเพลงที่แจฮยอน มีส่วนร่วมในการเขียนพูดถึงช่วงเวลาสุดโรแมนติกในรถกับคนรัก ด้วยการนำมาเปรียบเทียบกับควันที่ลอยขึ้นมาจากบูมบ๊อกซ์พร้อมเสียงดนตรี ด้านมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้มีเนื้อหาของความหลงตัวเอง (Narcissism) โดยจะถ่ายทอดเรื่องราวราวกับภาพยนตร์เกี่ยวกับแจฮยอน ผู้รักตัวเองและผลักดันตัวเองจนถึงที่สุด ซึ่งการผลิตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดและกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตึงเครียดนี้ สามารถดึงดูดผู้ชมให้เข้าถึงอารมณ์เดียวกันได้เป็นอย่างดี

ในอัลบั้มชุดแรก ‘J’ ยังมี 2 เพลงที่ถูกปล่อยออกมาล่วงหน้าภายใต้ธีมเกี่ยวกับ ‘ดอกไม้’ แต่บรรยากาศแตกต่างกันอย่างเพลง ‘Dandelion’แนวอาร์แอนด์บีจังหวะปานกลางสุดสดใสร่าเริง บอกเล่าถึงความทรงจำอันบริสุทธิ์ของดอกแดนดิไลออนที่เบ่งบานบนท้องถนน และเพลง ‘Roses’ แนวอาร์แอนด์บีที่มีอารมณ์สุดเซ็กซี่ ชวนให้นึกถึงความทรงจำของดอกกุหลาบและความคิดถึงใครสักคน นอกจากนี้ ยังมีเพลง ‘Flamin’ Hot Lemon’ ที่แจฮยอน ร่วมเขียนเนื้อเพลงและเรียบเรียงกับ ‘Emotional Oranges’ ดูโอแนวอาร์แอนด์บี/ป๊อปชื่อดังของสหรัฐอเมริกา เปรียบเทียบ ‘Flamin’ Hot Lemon’ กับช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับใครสักคน, ‘Completely’ เพลงบัลลาดที่มีเสียงเครื่องสายและเปียโน สื่อความรู้สึกตรงไปตรงมาที่อยากจะทำความรู้จักและรักอีกฝ่ายให้มากขึ้นทุกวินาที, ‘Easy’ เพลงอาร์แอนด์บีจังหวะปานกลาง เนื้อเพลงถ่ายทอดความเจ็บปวดที่ไม่สามารถรู้ความรู้สึกของคนรัก แต่ก็ยังแสดงความโรแมนติกที่มีต่อคนรักอย่างเรียบง่าย และ ‘Can’t Get You’ เพลงอาร์แอนด์บีจังหวะปานกลางที่เต็มไปด้วยอารมณ์แจ๊ส เนื้อเพลงที่เขียนโดยแจฮยอนคนเดียว บรรยายฉากและความทรงจำตามสัญชาตญาณเกี่ยวกับคนที่ไม่สามารถนำออกไปจากความคิดตัวเองได้

ดื่มด่ำและเสพศิลป์ไปกับ THE MACALLAN DOUBLE CASK

The Macallan (เดอะ แมคคัลแลน) จัดงาน The Macallan Double Cask Pairing Dinner 2024 ณ CLARA Restaurant เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวผ่านผลงานภาพถ่ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกของงานจิตรกรรมแบบเฟลมิช (Flemish) ผลงานของ เอริค เมดิกัน เฮ็ค (Erik Madigan Heck) ช่างภาพชาวอเมริกัน และบอกเล่าความพิถีพิถันของซิงเกิ้ลมอลต์สก๊อตช์วิสกี้การเดินทางแห่งรสสัมผัสอันซับซ้อนสวยงามระหว่างไม้โอ๊คยุโรปและอเมริกันผ่านการบ่มในถัง sherry-seasoned ในเมืองเฆเรซ เดอ ลา ฟรอนเตรา (Jerez de la Frontera) ประเทศสเปน

เอริค เมดิกัน เฮ็ค ช่างภาพชาวอเมริกันผู้มีประสบการณ์มากมาย ต้องการสื่อสารผลงานครั้งนี้ด้วยภาพถ่ายสติลไลฟ์ โดยใช้เวลาเดินทางเพื่อหารสสัมผัสอันซับซ้อนสวยงามจากสุนทรียะเพื่อก้าวข้ามความท้าทาย และด้วยความเป็นเลิศที่ไม่ยอมอ่อนข้อ เขาจึงได้รังสรรค์ผลงานภาพถ่ายระดับมาสเตอร์พีซที่ร่วมรังสรรค์กับแบรนด์ The Macallan ด้วยแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกในช่วงยุคศตวรรษที่ 17 ซึ่งแสดงออกถึงรสชาติของชีวิต ด้วยการใช้กลิ่น สี และสัมผัส จากประสบการณ์การเดินทาง และการนำเอาส่วนผสมที่อยู่ในคอลเลกชันนี้ อาทิ แอปเปิ้ล ลูกจันทน์เทศน์ คาราเมล หรือแม้กระทั่งไม้โอ๊ค จนได้ออกมาเป็นผลงานชิ้นเอกอย่างภาพถ่ายสติลไลฟ์ The Macallan Double Cask Collection

โดยงานในครั้งนี้ The Macallan ได้รับเกียรติจากเชฟเจ้าของร้าน CLARA อย่าง คริสเตียน มาร์เทนา ให้เกียรติร่วมรังสรรค์เมนูดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีรสชาติสอดคล้องกับคอลเลกชันในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น อามูสบุช ชิ้นพอดีคำ ต่อด้วยเมนูซุปอย่าง Salmone ที่นำแซลมอนมาเป็นวัตถุดิบหลัก ผสมผสานกับ Burrata ชีสสดจากนมวัว ส้มคลีเมนไทน์ และ ใบโหระพา อีกทั้งยังมี Melone ที่ให้ความสดชื่นซึ่งผสานเข้ากันอย่างดีกับโอโทโร่ และโรยหน้าด้วยฟองน้ำมันมะกอก รวมทั้งเอาใจคนชอบเส้นด้วย Tagliolini พาสต้าโฮมเมดจากแบล็คทรัฟเฟิลและพาเมซานชีส ตามมาด้วย Manzo เจแปนิสวากิว เอ5 ราดด้วยซอสผลไม้ที่ให้ความสดชื่นอย่างแอปเปิ้ลและบลูเบอร์รี่ ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Caramello ที่ลงตัวด้วยซอสคาราเมล นมช็อคโกแลต และเฟยติน

คอลเลกชัน The Macallan Double Cask วางจำหน่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต บาร์ และร้านอาหารชั้นนำ ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.TheMacallan.com/en-my/Double-Cask

ป.ป.ส. จัดงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง”

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2567 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสร็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงเป็นองค์ประธาน งานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2567 “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” และทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พร้อมนิทรรศการเปิดตัวหนังสือ “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน” โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน ร่วมรับเสด็จ จำนวน 2,400 คน ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็คเมืองทางธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 20 ปี ของการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จทรงเป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดินแก่หมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใหม่ ประจำปี 2567 เพื่อเป็น “ทุนศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นศูนย์รวมจิตใจและพลังศรัทธาของเหล่าราษฎรให้ร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านชุมชนและชุมชนของตนเอง ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมสร้างความร่มเย็นเป็นสุขแก่ราษฎรอย่างยั่งยืน ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 – 2566  มีหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน จำนวน 27,560 แห่ง โดยในปีนี้ เพิ่มขึ้นอีก 1,087 แห่ง รวมทั้งสิ้น 28,647 หมู่บ้าน/ชุมชน และมีการขยายจำนวนหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินเพิ่มขึ้นทุกปี

โดยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เหล่าสมาชิกหมู่บ้านชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน ทุกแห่งล้วนมุ่งมั่น ตั้งใจ สร้างครอบครับให้อบอุ่น รวมพลังสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อป้องกัน เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหายาเสพติด บนแนวทางสันติวิธี ด้วยการให้อภัย ให้โอกาส ช่วยเหลือประคับประคอง พัฒนาคุณภาพชีวิตให้สามารถหลุดพ้นจากปัญหายาเสพติด และสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

“กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เป็นกองทุนที่มอบให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน โดยมีเป้าหมายมุ่งขจัดปัญหายาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ด้วยพลังความดีและความสามัคคีของชาวบ้าน โดยมีองค์ประกอบของกองทุน 3 ส่วน ได้แก่ ทุนศักดิ์สิทธิ์ คือ พระราชทรัพย์พระราชทานที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้สมทบงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นเงินขวัญถุงและเป็นศูนย์รวมจิตใจคนในหมู่บ้าน/ชุมชนให้ร่วมดำเนินงาน, ทุนศรัทธา การระดมเงินจากสมาชิกสมทบเข้ากองทุนแม่ของแผ่นดินในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงทุนทางสังคมของหมู่บ้าน/ชุมชนที่ต้องการไม่ให้มีปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านอย่างเป็นรูปธรรม และทุนปัญญา ที่ใช้พลังแห่งปัญญาในการหาวิธีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการระดมทุนเพื่อขยายกองทุน จนสามารถนำไปใช้จ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดของหมู่บ้านได้อย่างเพียงพอต่อไป

และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ ในวาระครบรอบการดำเนินงาน 2 ทศวรรษของกองทุนแม่ของแผ่นดิน ในปีพุทธศักราช 2567 ภายใต้แนวคิด “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการสดุดีพระเกียรติคุณพระบรมวงศานุวงศ์ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินจากพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บทเรียนในการดำเนินงาน รวมถึงนิทรรศการจากตัวแทนหมู่บ้าน/ชุมชน ต้นแบบ 11 แห่ง ภายใต้แนวคิด “ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” มาร่วมจัดแสดงอีกด้วย รวมถึงกิจกรรมเปิดตัว หนังสือที่ระลึกวาระพิเศษ หนังสือ “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน”

นอกจากนี้ยังมีปาฐกถาพิเศษ โดย พันตำรวจเอก ทวี  สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในหัวข้อ “ความสำคัญของกองทุนแม่ของแผ่นดินกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” และกิจกรรมการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ คุณปาน ธนพร , ศิลปินจากเวที Golden Song และการแสดงศิลปะวัฒนธรรม 4 ภาค

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” ทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ได้นำไปพัฒนาและต่อยอดเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อสร้างครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และรู้เท่าทันยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ท้ายนี้ ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนของตนเองได้ โดยการแจ้งเบาะแสยาเสพติด ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร.1386

Dermatige Aesthetics

เจาะเทรนด์ & ทริคบิวตี้ ‘หมอกลาง – หมอต่อ’ แห่ง Dermatige Aesthetics

เจาะเทรนด์บิวตี้ พร้อมเซฟทริคการทำสวยจาก ‘หมอกลาง – นพ.ณัฐณกัณฑ์ พิชยะวงศ์ภัค’ และ ‘หมอต่อ – นพ.ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี’ แห่ง Dermatige Aesthetics ที่จะพาคนรักสวยไปรู้จักกับหัตถการมาแรง ใครที่กำลังเล็งอยู่ ปักหมุดเลยค่ะ

เจาะเทรนด์ & ทริคบิวตี้ ‘หมอกลาง – หมอต่อ’ แห่ง Dermatige Aesthetics

‘3 แรงต้องเข้าแล้ว รักแรง หึงแรง โกรธแรง ใครกัน?? ต้องเช็กแล้ว!!’ ดวงรายสัปดาห์ 26 สิงหาคม-1 กันยายน 2567

‘3 แรงต้องเข้าแล้ว รักแรง หึงแรง โกรธแรง ใครกัน??’

ดวงรายสัปดาห์ 26 สิงหาคม-1 กันยายน 2567

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์          

การงาน  :   นับว่าชาวอาทิตย์ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ชนเดือนได้อย่างโล่งอกโล่งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีจิตสาธารณะ อยู่ในสายงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับสาธารณะกุศล สาธารณะประโยชน์ มูลนิธิ จิตอาสา  สังคมสงเคราะห์ หากคุณกำลังจะเข้าสู่สนามการแข่งขัน ไม่ว่าจะประมูลงาน ประกวดโครงการ จนกระทั่งสอบสัมภาษณ์ สอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เรียกว่าช่วงนี้ดวงเปิด มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ

การเงิน  :  ยินดีด้วยค่ะ สัปดาห์นี้เฮงๆ ปังๆ มีโอกาสได้รับผลตอบแทน หรือรางวัลจากการทำงาน เป็นไปได้ว่าจะมาในรูปของที่นา ที่สวน ตลาด หรือที่ดินก็ได้นะ ซึ่งก็มีโอกาสที่คุณจะมอบคืนกลับสู่สังคม หรือในทางศาสนาเลยด้วย เพราะช่วงนี้มีความใจบุญสุนทาน ทำบุญ ทำทาน สูงมาก

ความรัก  :  จากที่เคยพูดกัน 3 คำก็ทะเลาะกันแล้ว มีโอกาสที่จะกลายเป็นหนังคนละม้วนเลยล่ะ จากคู่กัดจะกลายเป็นคู่จิ้น ตัวติดกันตลอด แค่คุณหลุดออกนอกสายตาไปนิดเขาก็จะเรียกหาแล้ว เหมือนเด็กขาดความอบอุ่น   คนโสด  หากใครที่กำลังท้อแท้กับความรัก กำลังเหนื่อยกับความพยายามยื้อแย่งเขามาเป็นของคุณ ช่วงนี้มีเฮ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะมาซบอยู่ที่อกคุณ

สุขภาพ  :   ก็ยังวนๆ อยู่กับการรับประทานอีกล่ะ สัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะกลับมารับประทานเยอะอีก ก็ต้องระวังเรื่องน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงของมัน ของหวาน ของทอด ไว้เนิ่นๆ เลย จะได้ไม่ต้องเหนื่อยในภายหลัง

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  ชาวจันทร์ก็ยังอยู่กับการเป็นหญิงเก่ง เต็มไปด้วยความรู้ ความสามารถ และบารมีในสายตาของบุคคลภายนอก ติดๆ กันมาหลายสัปดาห์แล้ว สัปดาห์นี้ก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้ความครีเอทีฟ เช่น ศิลปิน ดนตรี นักเขียน ดีไซเนอร์ สถาปนิก ฯลฯ จากผลงานและชื่อเสียงของคุณที่เก็บสะสมมาตลอดเดือนนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าสัปดาห์นี้งานจะพุ่งเข้าหาจนเหนื่อยเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องกลัว จากความรู้ ความสามารถของคุณ เอาอยู่อยู่แล้ว

การเงิน  :  ก็ยังมีโอกาสที่จะทำงานสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อยู่ รวมถึงวางแผนการเงินที่ดีด้วย แม้ว่าสัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณจะใจป๋า เพลิดเพลินอยู่กับการสังสรรค์ปาร์ตี้  แต่อย่างไรคุณก็ยังจัดการควบคุมรายรับรายจ่ายของตัวเองได้อยู่

ความรัก  :  เรียกว่าเป็นเดือนแห่งความเป็นหญิงเก่งของชาวจันทร์ แม้คุณจะ lucky in game but unlucky in love  สัปดาห์นี้ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่ก็เป็นไปได้ว่าคุณจะหาทางออกให้กับชีวิตคู่ด้วยการ work hard & play hard แล้วล่ะ คนโสด  ก็เช่นกัน คุณยังคงเป็นหญิงเก่ง มีความเป็นตัวเองสูงมากในสายตาของหนุ่มๆ อยู่ ซึ่งสัปดาห์นี้มีโอกาสที่จะบวกภาพสาวเจ้าชู้เนื้อหอมเข้าไปด้วยนะ  

สุขภาพ  :  เช่นกัน ก็ยังเป็นสาวทรงพลังอยู่ ก็ยังคงต้องระวังความเจ็บป่วยจากการหักโหมทำงานหนัก รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา รวมถึงการดื่ม ซึ่งมีโอกาสที่น้ำหนักจะขึ้นได้ง่ายๆ

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน    สำหรับผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจต้องใช้ความสามารถทางด้านวาทศิลป์ในการติดต่อประสานงาน โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน สื่อสารองค์กร งานส่งเสริมการขายทุกประเภท เป็นไปได้ว่าสัปดาห์นี้คุณจะได้ใช้ความสามารถทางวาทศิลป์ไปทางบริหารจัดการ รวมถึงให้บริการรับเป็นที่ปรึกษาทางด้านต่างๆ งานอะไรที่ไม่เคยทำก็จะได้ทำและทำได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงสัมผัสที่ 6 ด้วย  อ้อ แต่ไม่ควรใจร้อน เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน กล้าได้กล้าเสียนัก เพราะจากงานง่ายๆ มีโอกาสพลาดเพราะความใจร้อนนี่ล่ะ!

การเงิน  :   มีโชคในเรื่องของทรัพย์สินและการลงทุน หาง่าย ใช้คล่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์นี้มีโอกาสหมดเงินไปกับการช็อปปิ้ง ของสวยๆ งามๆ จนเงินผันผวนขึ้นลงตลอดๆ จึงควรเก็บเงินไว้บ้าง

ความรัก  :   หลากหลายอารมณ์มากเลยค่ะสัปดาห์นี้ ทั้งร้อนแรง อ่อนไหว และโรแมนติก อ้อ ยังรวมถึงเหวี่ยงวีนด้วยนะ  คนโสด  สัปดาห์นี้ของชาวอังคารมา 3 แรงเลยค่ะ ทั้งรักแรง หึงแรง และโกรธแรง

สุขภาพ  :   มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากการปฏิบัติงาน รวมถึงการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานยาเพื่อรักษาโรคต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่นตามมา

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน   :  สัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวพุธดูเครียดๆ นะคะ แม้คุณจะมีโอกาสได้เป็นผู้นำริเริ่มโครงการใหม่ๆ มีลูกน้องที่น่ารักอยู่ในทีม แต่จากความเก่งของคุณก็เป็นที่มาให้เจ้านายคาดหวังผลสำเร็จค่อนข้างสูง จนเครียด แล้วประกอบกับความมั่นใจในตัวเอง ที่ใครก็เปลี่ยนแปลงหรือขัดขวางความคิดคุณไม่ได้ด้วย จึงกลายเป็นเครียดกำลังสอง จนได้ผลลัพธ์ออกมาคือความกดดัน  ดังนั้น ทางที่ดีควรอดทน รอคอย โอกาสและจังหวะ จนถึงสัมผัสที่ 6 ด้วย เพราะสัปดาห์นี้เซ้นส์คุณแม่นพอๆ กับความเก่งเลยทีเดียว     

การเงิน  :  จริงๆ คุณมีโอกาสที่โชคลาภจะมาแบบมั่นคงและไม่ขาดสายเลยทีเดียว แต่ก็ต้องดูให้ดี เพราะหากหลงเข้าไปพัวพันกับเงินสินบน หรือส่วยใดๆ ก็ตาม มีโอกาสที่จะล้มละลาย นำความเดือดร้อนมาให้ในชั่วพริบตาเลย  

ความรัก  :  สำหรับใครที่มีคู่ครองอายุอ่อนกว่า หากพูดถึงความรักความสัมพันธ์ของคุณก็ราบรื่นดี เข้าใจกันดี เช่นนั้นแล้วสัปดาห์นี้ก็อย่าเข้าไปซักถาม หรืออยากรู้อยากเห็นในเรื่องของเขามากกว่าเดิม เพราะมีโอกาสที่จะกลายเป็นความอึดอัดแทน คนโสด  หากใครชอบเด็กกรุบๆ สัปดาห์นี้มีเฮค่ะ แต่ก็อย่าเพิ่งไปอะไรกับเขาเยอะนะ เดี๋ยวจะพลาด เพราะเด็กคนนี้รักอิสระ  

สุขภาพ  :  จริงๆ คุณก็ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่สัปดาห์นี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่สุกๆ ดิบๆ ไม่สะอาดถูกสุขลักษณะ เพราะเป็นไปได้ที่อาหารจะเป็นพิษ หรือมีพยาธิ์ในลำไส้ ซึ่งไม่ธรรมดา เพราะมีความเสี่ยงที่จะต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :   สัปดาห์เดือนชนเดือนของชาวพฤหัสบดีที่จะบอกว่าให้เริ่มต้นด้วยการทำใจไว้หน่อย เพราะมีโอกาสที่คุณจะได้ทำงานที่ไม่ได้รัก ไม่ได้ถนัด หรือไม่ได้ชอบ แต่ก็ต้องทำ เพราะติดที่สัญญาหรือข้อตกลงที่เคยผูกพันกันไว้เนิ่นนาน เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวกับงานหรือธุรกิจที่ต้องใช้วาทศิลป์ในการติดต่อประสานงาน โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สื่อสารองค์กร สื่อมวลชน งานส่งเสริมการขายทุกประเภท ซึ่งดูเหมือนจะไปในสายดนตรี กวี ศิลป์ บันเทิง งานฝีมือ เย็บปักถักร้อย เสียด้วยสิ

การเงิน  :   จริงๆ คุณสามารถหาเงินได้ง่ายจากหลากหลายช่องทางอย่างไม่เดือดร้อน แต่สัปดาห์นี้อย่าเชื่อคำพูดใครง่ายๆ เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพหลอก รวมถึงมีโอกาสสูญเงินจากการลงทุน กู้หนี้ยืมสิน การรับประกัน  

ความรัก  :  สัปดาห์นี้หากมีบุคคลแปลกๆ เข้ามาตีซี้สร้างความสนิทสนมกับครอบครัวของคุณ ก็ไม่ควรเชื่อใจเขานะคะ เพราะเป็นไปได้ที่เขาจะไม่หวังดีทั้งทรัพย์สินและคนของคุณ คนโสด มีโอกาสที่คนรักเก่า ไม่ของคุณก็ของคนรักคุณจะกลับมาทวงความสัมพันธ์คืน ซึ่งคุณก็หวั่นไหวด้วยสิ  

สุขภาพ   :   มีความเสี่ยงที่ระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกายจะขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ จนถึงวูบกลางอากาศได้เลย ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมีสาเหตุมาจากพักผ่อนน้อย เลือดจาง ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหาร ผักผลไม้ รวมถึงวิตามินที่ช่วยในการบำรุงเลือด

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :  สำหรับผู้ที่เป็นหัวหน้างาน หัวหน้าโครงการ หัวหน้าชุดปฏิบัติงาน จนถึงเจ้าของธุรกิจ มีโอกาสเครียดและกดดันสูง เพราะจากชื่อเสียงและผลงานที่ดีงามของคุณ รวมถึงค่าตอบแทนที่ได้รับ จะเป็นสาเหตุให้เจ้านายคาดหวังในผลงานสูงมาก แล้วไม่ใช่แค่เจ้านายที่คาดหวัง คุณเองก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าบ้าบิ่นที่จะประสบความสำเร็จด้วย ซึ่งแทนที่จะงานหรือธุรกิจจะประสบความสำเร็จกลับมีความเสี่ยงที่งานจะสะดุดหยุดลงกลางคันได้ง่ายๆ ทางที่ดีควรหาเพื่อนหรือบริวารที่รู้ใจมาช่วยกันทำงาน หรือปรึกษาผู้มีความรู้มีประสบการณ์ด้วย  

การเงิน  :  มีโอกาสที่จะได้เงินจากอำนาจ วาสนาและบารมี แต่ขอเตือนว่า ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินที่ไม่ถูกต้อง เช่น เงินสินบน หรือส่วย รวมถึงไม่ควรค้ำประกัน หรือเซ็นสัญญากู้ยืมเงินให้ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกน้อง เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะรับผิดชอบแทน   

ความรัก :   ก็ยังอยู่กับการทำงานอยู่นะ ซึ่งสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณจะไม่ค่อยได้อยู่กับครอบครัวด้วย แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะคู่ครองคุณทำหน้าที่ดูแลบ้านได้อย่างดีเลย คนโสด  สัปดาห์นี้ชาวศุกร์เป็นมานะวูแมนค่ะ ทำงานหาเงินฉ่ำๆ ส่วนเรื่องความรัก หากยังไม่มีก็จะยังไม่มา แต่หากมีแล้วก็มีโอกาสแยกย้ายสูง เพราะด้วยเวลากับทิฐิที่แรงกล้าของคุณ

สุขภาพ  :  ไม่ควรหักโหมทำงานจนไม่ได้พักผ่อนหลับนอนอย่างเพียงพอ หรือรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ เพราะคุณมีโอกาสที่หัวใจจะอ่อนไหว สายตาจะอ่อนล้าได้ง่ายๆ แล้วไม่ธรรมดา มีความเสี่ยงที่จะรักษากันยาวเลยทีเดียว

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :   สำหรับชาวเสาร์ สัปดาห์นี้ก็ยังมีดวงเดินทางเข้ามาอยู่นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์ เดลิเวอรี่ การทูต โรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ เป็นไปได้ว่าคุณจะมีคนรู้จัก หรือญาติสนิทมาทาบทามให้เดินทางไปสัมมนา เทรนนิ่ง ดูงาน หรือขยายธุรกิจขยายสาขาไปยังต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ซึ่งสัปดาห์นี้มีโอกาสที่คุณประสบความสำเร็จกับการเดินทาง

การเงิน  :  หากคุณจะเดินทางไปเจรจาผลประโยชน์ มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เฮงๆ ปังๆ รวมถึงได้เงินโบนัส หรือเงินพิเศษด้วย    

ความรัก  :   สำหรับคู่แต่งงานใหม่ หรือกลับมาครองรักกันใหม่ มีโอกาสที่คุณจะเดินทางไปฮันนีมูนนะเนี่ย ก็ยอมๆ กันหน่อยนะคะ ไม่มีใครเป็นช้างเท้าหน้าและเท้าหลัง ก้าวไปพร้อมกันอย่างมีความสุข คนโสด  ช่วงนี้หน้าฝน ฟ้าแลบฟ้าผ่าบ่อยๆ ความรักของคุณก็เช่นกัน มีโอกาสที่คุณจะพบรักพร้อมกับสายฟ้า คาดว่าจะเดินทางมาไกลด้วยสิ  

 สุขภาพ   :  เลือดลมจะทำงานได้ไม่ค่อยดี เลือดจาง มีโอกาสหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นลมวูบได้ไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่นะคะ นอกจากนั้นเรื่องกระเพาะและลำไส้ก็ยังประมาทไม่ได้

ออม ปภาพินท์ วีระภุชงค์

ออม ปภาพินท์ ทายาทไทยนครพัฒนา กับการส่งต่อเรื่องราวดีๆ ในโครงการแพรวแชริตี้

ออม ปภาพินท์ วีระภุชงค์ ทายาทรุ่นที่สามของไทยนครพัฒนา กับการส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้กับโครงการแพรวแชริตี้ ซึ่งในปีนี้นิตยสารแพรวจะนำรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายกระเป๋าแบรนด์เนมของเหล่าเซเลบริตี้มอบให้กับ มูลนิธิบูรณะนิเวศ และ กองทุนคืนลมหายใจที่ไร้ฝุ่น

ความรู้สึกที่ได้ร่วมสนับสนุนกระเป๋าในงาน Praew Charity โดยรายได้มอบให้มูลนิธิที่ช่วยสิ่งแวดล้อม

“รู้สึกยินดีมาก ๆ เพราะว่าเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่ออมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Praew Charity ซึ่งเป็นงานที่นำกระเป๋าไปประมูล แล้วทางแพวก็จะไปมอบให้กับคนอื่นหรือทางมูลนิธิต่อ ก็เหมือนเป็นการส่งต่อบุญ ต่อกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกดีมาก ๆ ก็อนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วยค่ะ”

ความพิเศษหรือความผูกพันกับกระเป๋่าที่ได้ร่วมนำมาสนับสนุน

“กระเป๋าใบนี้เป็นรุ่น BOYY BAG เป็นรุ่นแรก ๆ ที่ออมเก็บเงินซื้อเองตอนเด็ก ๆ เป็นกระเป๋าหนังงู สามารถใช้ได้ทุกวัน มีความคลาสสิก จำได้ว่าเป็นใบที่เราอยากได้มาก ๆ ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย จำได้เลยว่าไปซื้อมาที่เซนทรัล ชิดลม ตั้งแต่ BOYY ยังไม่ดังขนาดนี้ นอกจากนี้เรายังได้สนับสนุนดีไซน์เนอร์คนไทยด้วย ก็เลยรู้สึกรักใบนี้มาก ๆ มีความผูกพันกับใบนี้”

แนะนำการมิกซ์แอนด์แมทต์กระเป๋าใบนี้กับเสื้อผ้า

เป็นสไตล์ที่ใส่ได้แบบทุกวัน มีความเป็น Casual อาจจะใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนก็ได้ เพราะกระเป๋าค่อนข้าง Luxury มีความเก๋ในแบบของมัน สามารถถือเป็นคลัทช์ สะพายข้าง หรือสะพายแบบครอสบอดีก็ได้ สามารถเอาไปทำงาน ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเดินทางไปต่างประเทศได้หมดเลย”

อยากบอกต่อถึงการให้และการมอบโอกาสให้แก่ผู้อื่นนั้น ทำให้ได้พลังบวกอย่างไรบ้าง

“ด้วยความที่เราอาจจะมีความโชคดีกว่าคนอื่น อาจจะเกิดในสังคมที่ดีกว่า ดังนั้นเราก็ต้องใช้ความโชคดีของเราให้เป็นประโยชน์ โดยการแบ่งปันไปให้กับผู้อื่น คล้ายกับการจุดเทียนส่งต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีคนจุดเทียน มันก็จะไม่สามารถไปต่อได้ แล้วเวลาที่มีผู้ให้ก็ต้องมีผู้รับเสมอ ออมเลยรู้สึกว่าถ้าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเป็นผู้ให้ เหมือนเป็นพลังบวกที่ส่งต่อกันให้แก่สังคม”

ปีนี้กับการฉลองครบรอบ 45 ปี ของนิตยสารแพรว รู้สึกอย่างไร

“รู้สึกดีใจมาก เพราะเป็นแฟนคลับแพรวมาตั้งแต่เด็ก อ่านมาตลอด จนตอนนี้ครบรอบ 45 ปี อยู่คู่กับสังคมไทยและคนไทยมาอย่างยาวนาน จึงสนับสนุนแพรวที่ได้ทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมมาโดยตลอด เราก็ติดตามและมองเห็นมาตลอด ไม่ได้เป็นแค่ผู้รับอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้ให้อีกด้วย รู้สึก Congratulations กับแพรว จะสนับสนุนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ”


ฉลองครบรอบ 95 ปี Jubilee Diamond ประกาศความเป็นที่สุดของเครื่องประดับแบรนด์ไทยระดับเวิลด์คลาส

ถือเป็นแบรนด์เครื่องประดับของไทยที่มีอายุยาวนานกว่า 95 ปี โดยส่งต่อประสบการณ์และองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นมายังเจนเนอเรชั่นที่ 4 ภายใต้การนำทัพของซีอีโอหญิงเก่งคนนี้  คุณอัญ-อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

ในโอกาสพิเศษที่ Jubilee Diamond ครบรอบ 95 ปี คุณอัญได้เตรียมสิ่งใหม่ๆ มาเซอร์ไพร้ส์ลูกค้ามากมาย ถือเป็นการ kick off สู่หนึ่งศตวรรษในฐานะผู้นำธุรกิจอัญมณีในประเทศไทย

เฉลิมฉลองความสำเร็จ

“เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยูบิลลี่ได้จัดงาน “Jubilee Diamond 95th Anniversary, The House of Excellence” เพื่อเฉลิมฉลองในฐานะแบรนด์เครื่องเพชรระดับมาสเตอร์พีชของคนไทยที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน นั่นเพราะเครื่องประดับเพชรยูบิลลี่ผลิตตรงตามมาตรฐานระดับเวิลด์คลาส นอกจากเพชรทุกเม็ดได้ผ่านการคัดสรรและนำเข้าจากแหล่งเจียระไนที่ดีที่สุดแล้ว ปีนี้เรามีเรื่องราวดีๆ และความพิเศษมากมาย เริ่มตั้งแต่ ยูบิลลี่ได้ร่วมกับบริษัทเพชรยักษ์ใหญ่ระดับโลก De Beers เจ้าของแบรนด์เพชรอันดับหนึ่งของโลก De Beers Forevermark ที่มีลูกค้าระดับซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู้ดใส่ไปร่วมงาน Red Carpet มาอย่างยาวนาน ได้นำเพชรมาตรฐาน และเพชร De Beers Forevermark Black Label Collection ท็อปเกรดในเรื่องความหายาก และที่สุดของความสวยงามและเปล่งประกาย มาจัดแสดงในงานนี้

“อีกหนึ่งไฮไลท์คือ แบรนด์  Love100 (เลิฟวันฮันเดรด) เพชรทรงกลม 100 เหลี่ยม ที่ออกแบบการเจียระไนโดยตระกูลทอลคอฟสกี้ (Tolkowsky) ช่างเจียระไนเพชรที่สืบทอดมาอย่างยาวนานที่สุดของโลกกว่า 200 ปี ผู้คิดค้นการเจียระไนเพชรทรงกลมที่เป็นมาตรฐานระดับโลกจนทุกวันนี้ ซึ่งภายในงานมิสเตอร์ฌองพอล ทอลคอฟสกี้ ทายาทรุ่นที่ 7 ได้เดินทางจากเบลเยี่ยมมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ

“รวมทั้งแบรนด์จากอิตาลี อย่าง Sinfonia d’Oro (ซินโฟเนียดิโอโร่) ถือเป็น Handcraft Gold Jewelry ฝีมือช่างทองชาวอิตาเลียน กับชิ้นงานที่เปล่งประกายเหมือนมีเพชรเม็ดเล็กๆ ซ่อนอยู่ภายใน ถือเป็น Italian Craftmanship งานคราฟท์ที่ประณีต และลอกเลียนแบบได้ยาก

“นอกจากนี้ โรงงานที่เมืองโทยามะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตเครื่องประดับของยูบิลลี่ทุกชิ้น ถือเป็นโรงงานที่มีนวัตกรรมการผลิตที่ทันสมัยอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเราทำงานร่วมกันมากว่า 25 ปี ด้วยโอกาสที่ยูบิลลี่ครบรอบ 95 ปี ทางโรงงานได้นำเครื่องประดับชิ้นพิเศษที่ชนะรางวัลระดับประเทศมาจัดแสดง ซึ่งไม่เคยจัดแสดงในประเทศญี่ปุ่นมาก่อนเลย ถือเป็นงานที่รวบรวมแบรนด์ชั้นนำระดับโลกทั้งจาก อิตาลี เบลเยียม อังกฤษ ญี่ปุ่น มารวมไว้ในงานนี้เพื่อลูกค้าของเราโดยเฉพาะ อัญเชื่อว่าไม่มีจิลเวลรี่ไทยแบรนด์ไหนที่สามารถทำได้แบบนี้มาก่อน

“งานนี้ยังเหมือนเป็นการ kick off ที่ทำให้ลูกค้าได้ทราบถึงนวัตกรรมต่างๆ ของเครื่องประดับเพชรยูบิลลี่ ซึ่งตั้งแต่ต้นปี เราได้ทำแคมเปญ “Craft for Excellence ที่สุดเรื่องเพชรเพื่อคุณ” โดยได้เชิญคุณแอฟ – ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ มาเป็น The Friend of Jubilee Dimond คนไทยคนแรกของแบรนด์ โดยเราต้องการที่จะสื่อสารความเป็น DNA หรือตัวตนของยูบิลลี่ออกไปสู่ลูกค้า โดยคุณแอฟเป็นเหมือนตัวแทนในการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นเวิลด์คลาสของยูบิลลี่

“เหตุผลที่เราเลือกที่จะ Kick off ในโอกาสครบรอบ 95 ปี เพราะปัจจุบันมีแบรนด์ไทยไม่กี่แบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 95 ปี วันนี้เราตั้งใจที่จะบอกกับทุกคนว่า ในอีก 5 ปี ยูบิลลี่จะเป็นแบรนด์ที่เข้าสู่หนึ่งศตวรรษหรือ 100 ปี ดังนั้นตั้งแต่ปีที่ 95 เราจะทำอะไรที่มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น เหมือนกับว่า เราแข่งกับตัวเองในทุกๆ ปี”

DNA ของยูบิลลี่ ไดมอนด์

“อัญถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ของยูบิลลี่ ซึ่งรุ่นเหล่ากง รุ่นอากง และรุ่นคุณพ่อ ได้ปูพื้นฐานให้กับเราเพื่อที่จะต่อยอดต่อไป แต่ด้วยสถานการณ์ สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน เราจึงต้องปรับตัวให้แมตช์กับสถานการณ์หรือความต้องการของลูกค้าในเจเนอเรชั่นนั้นๆ ซึ่งยูบิลลี่มี DNA ที่ถือเป็น Motto ของบริษัทเราคือ ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้แบรนด์ยูบิลลี่อยู่ในใจลูกค้า ดังนั้นอัญจะพูดกับทีมงานเสมอว่า แบรนด์เราก้าวมาสู่ปีที่ 95 จะต้องเป็นปีแห่ง Legacy ที่มีความใหม่เสมอ หรือ always fresh เพราะด้วยความที่แบรนด์เราเติบโตมาอย่างยาวนาน ไม่ได้แปลว่าจะต้องยึดติด แต่เราสามารถนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญตลอด 95 ปี มาต่อยอดเพื่อรับมือกับโลก และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ประสานกับเรื่องของดิจิตอล และเทคโนโลยี ยูบิลลี่ก็จะสามารถอยู่ในใจลูกค้า ในฐานะแบรนด์เครื่องประดับเพชรที่มีสิ่งใหม่ๆ คอยเสิร์ฟให้ลูกค้าอยู่เสมอค่ะ

“ปีนี้เป็นปีที่ 22 ของการทำงานที่ยูบิลลี่ของอัญค่ะ อัญเริ่มทำงานที่นี่ตั้งแต่อายุ 22 ปี ซึ่งไม่ได้มีไบเบิลที่จะบอกว่า ควรทำอย่างไร เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะเขียนจากกระดาษเปล่า โดยร่างขึ้นมาเองจากพื้นฐานของความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้าว่าเป็นอย่างไร แล้วสร้างรูปแบบโมเดลทุกอย่างของเราเองทั้งหมด จึงทำให้อัญชอบคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เสมอ  

“ด้วยประสบการณ์การทำงานในฐานะผู้บริหารกว่า 22 ปี อัญอาจจะไม่ได้รอบรู้ไปหมดทุกอย่าง แต่สิ่งที่อัญมีคือ ความตั้งใจ และการเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองทั้งกายและใจ  เรื่องการเตรียมความพร้อมทางใจ เมื่อเรามีองค์ความรู้เพียงพอ ก็จะมั่นใจในการตัดสินใจทำอะไรใหม่ๆ ประกอบกับการมีทัศนคติบวก ทุกการทำงาน ถ้าเราทำจนถึงที่สุดแล้ว ผลที่ออกมาไม่ว่าจะดีหรือร้าย ถือเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ ทำให้เราได้เรียนรู้ และพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ด้วยความที่ยูบิลลี่เป็นธุรกิจค้าปลีก เวลาผิดหวัง หรือดีใจได้เพียงไม่นาน เดี๋ยวก็ผ่านไป แล้วทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง เหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า ดีใจก็ไม่ต้องสุด  เสียใจก็ไม่ต้องสุด อัญว่าสิ่งที่สำคัญคือ สนุกกับสิ่งที่ทำทุกวันดีที่สุดค่ะ

“สำหรับการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย อัญดูแลรักษาสุขภาพอยู่แล้ว ชอบออกกำลังกาย อาทิตย์ละ 3-4 วัน และตรวจสุขภาพใหญ่ประจำปีมาตลอด เพราะเชื่อว่า ถ้าใจพร้อม ร่างกายพร้อมที่จะลุย  บวกกับการวางแผนและมีแนวความคิดแล้วว่าจะทำอะไร ก็จะสามารถทำงานนั้นๆ ออกมาได้อย่างเต็มที่”

Set New Standard

“ตลอดระยะเวลา 95 ปี ยูบิลลี่พยายามที่จะสร้างมิติใหม่ให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเพชรในประเทศไทยมาโดยตลอด ทุกวันนี้ ธุรกิจจิวเวลรี่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ซึ่งยูบิลลี่ถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะ การเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องการนำเครื่องประดับเพชรไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า จนทำให้เกิดแผนกเครื่องประดับขึ้นมา นั่นเพราะเราเริ่มเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หรืออาชีพนักขายเพชร เดิมประเทศไทยการที่จะขายเพชรได้ ต้องเป็นคนในครอบครัวหรือญาติเท่านั้น แต่เมื่อยูบิลลี่เกิดโมเดลธุรกิจในการที่จะขยายสาขาขึ้น จึงทำให้มีอาชีพนักขายเพชรเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเราได้สร้างนักขายเพชรไปแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคน และทุกคนสามารถหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้ ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง

“วันนี้เราได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการซื้อเครื่องประดับเพชร จากเดิมที่ไม่มีใครรู้จักเพชรน้ำ 100 ว่าคืออะไร หรือใบ certificated คืออะไร หลังจากยูบิลลี่พยายามอย่างหนักในการที่จะให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้า ทำให้ทุกวันนี้คนไทยจะตามหาซื้อเฉพาะเพชรสวยๆ ดีๆ จนตลาดต่างประเทศ หรือซัพพลายเออร์ถามอัญว่า ทำไมคนไทยใช้เพชรสเปคสูงจัง เพราะที่ต่างประเทศ เพชรประมาณ G color หรือ H color ถือเป็นน้ำเพชรที่สูงแล้ว แต่คนไทยใช้เพชร D color หรือเพชรน้ำ 100 เลยทีเดียว ทำให้วันนี้คนซื้อเพชรทุกคนจะต้องถามว่า มีใบเซอร์ไหม

“นอกจากนี้ ในอดีตจิวเวลรี่จะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่ยูบิลลี่สามารถทำให้เป็นบริษัทที่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และกลายเป็นบริษัทมหาชนได้ วันนี้ยูบิลลี่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นปีที่ 15 แล้ว ทำให้เรามีมุมมอง หรือเห็นโอกาสของอุตสาหกรรมอัญมณีในประเทศไทยกว้างขึ้น และเติบโตขึ้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราเป็นผู้บุกเบิกมาตลอด

“สำหรับการก้าวสู่หนึ่งศตวรรษของยูบิลลี่ อัญยังคงมี Passion ในสิ่งที่ทำ และพร้อมที่จะใส่เต็มร้อยให้กับองค์กร เพื่อต่อยอดให้ธุรกิจของเราเจริญงอกงาม และที่สำคัญคือการทำให้ลูกค้ามีความสุข อย่าง เพชรทุกเม็ดที่อัญเลือกให้กับลูกค้าคือสวยแล้ว แต่อัญจะคิดเสมอว่า สวยกว่านี้ได้อีกไหม ดีกว่านี้ได้อีกไหม รวมทั้งนวัตกรรมการผลิตตัวเรือน ถามว่าทำไมอัญจะต้องส่งไปทำที่โรงงานในประเทศญี่ปุ่น เพราะโรงงานแห่งนี้ผลิตให้กับแบรนด์ดังระดับโลก อัญยังใส่ใจไปถึงพนักงานของยูบิลลี่ เพราะหนึ่งในหน้าที่ของผู้นำองค์กรคือ การดูแลพนักงานให้ดี เพราะอัญเชื่อว่าถ้าพนักงานของอัญมีความสุข เขาก็จะดูแลลูกค้าอย่างดีเช่นเดียวกัน

“ในแง่ของการบริหารธุรกิจ การที่จะทำให้บริษัทอยู่ได้อย่างยั่งยืนนอกจากผลงานและผลประกอบการแล้ว สำหรับยูบิลลี่ ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะต้องได้รับนั้นมีส่วนสำคัญ เราต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ยูบิลลี่ให้อะไรมากกว่าที่เขาคาดคิด

“…นั่นคือสิ่งที่อยู่ในใจอัญมาตลอดค่ะ”

Rolex นำเสนอ Oceans Moment ร่วมอนุรักษ์มหาสมุทรทั่วโลก

Rolex ตระหนักดีถึงเรื่องความรับผิดชอบ จึงได้นำเสนอ Oceans Moment เพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญและเฉลิมฉลองให้แก่มหาสมุทรทั่วโลก Rolex ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานระดับนานาชาติเพื่อสำรวจท้องทะเลมาเป็นเวลากว่าเจ็ดสิบปี โดยในระยะแรกมีเป้าหมายเพื่อค้นหาความตื่นเต้นท้าทายจากการค้นพบสิ่งใหม่ ก่อนนำไปต่อยอดสู่การค้นคว้าวิจัยและแสวงหาแนวทางเพื่อปกป้องธรรมชาติ

ฝูงปลาคาร์ดินัลจำนวนมากแหวกว่ายเข้ามาเพื่อหลบเลี่ยงสิงโตทะเลแถบหมู่เกาะกาลาปากอส ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก  ในเดือนมกราคม ปี 2022 เขตอนุรักษ์ทางทะเลเฮอร์มันดาดได้ขยายอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 60,000 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นเขตห้ามทำประมงโดยรอบเกาะ ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองทางทะเลของเอกวาดอร์มากขึ้นอีก 5.9% © Cristina Mittermeier

ปัจจุบัน Rolex Perpetual Planet Initiative ได้ให้การสนับสนุนโครงการมากมายในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังดำเนินงานอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล การปกป้องผืนป่า และการอนุรักษ์ระบบนิเวศที่เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต เพื่อสร้างความมั่นใจว่า โครงการอันเป็นแรงบันดาลใจทั้งหมดที่ Rolex ให้การสนับสนุนนั้นได้รับความสนใจอย่างทั่วถึง แบรนด์จึงได้คัดเลือกโมเมนต์สำคัญที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพื่อฉายภาพโครงการและเรื่องราวของบุคคลผู้ที่ทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในแต่ละด้าน  Oceans Moment ถือเป็นโอกาสแห่งการเฉลิมฉลองให้กับผู้นำที่เป็นต้นแบบแห่งการลงมือทำเพื่อสร้างความเข้าใจและปกป้องท้องทะเล  อันเปรียบเสมือนหัวใจสีน้ำเงินของโลกใบนี้

สำรวจเพื่อปกป้อง

สิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนเกี่ยวโยงกับท้องทะเลโดยมิอาจแยกขาดจากกัน เพราะท้องทะเลเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนและยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนและดูดซับความร้อน ดังนั้น ท้องทะเลจึงเป็นเสมือนพันธมิตรที่ช่วยรักษาสภาพภูมิอากาศโลกที่ดีที่สุด การอนุรักษ์ท้องทะเลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างเร่งด่วน เพราะนอกจากจะปกป้องระบบนิเวศทางทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์จากอันตรายที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำเพื่อช่วยโลกใบนี้ด้วย

©FRANCK GAZZOLA / UNDER THE POLE

นาฬิกา Rolex Oyster ที่ผลิตขึ้นในปี 1926 ได้ร่วมเดินทางไปกับนักสำรวจสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดและจุดที่ลึกที่สุดของโลก ต่อมาในปี 1960 หลังจากที่ผู้ก่อตั้ง ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ ให้ความสนใจที่จะพัฒนานาฬิการุ่นใหม่ที่กันน้ำและทนต่อแรงดัน Rolex จึงได้นำยานสำรวจน้ำลึก Trieste ดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของร่องลึกมาเรียนา พร้อมกับนาฬิกาเรือนหนึ่ง ที่ระดับความลึก 10,916 เมตรจากพื้นผิวน้ำ

กว่า 50 ปีที่ผ่านมา โครงการต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Rolex ยังคงเปิดเผยความลึกลับของมหาสมุทร ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การสำรวจและอนุรักษ์ทางทะเลเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน เอ็มมานูแอล เปริเย่-บาร์ดูต์ นักสำรวจใต้ทะเลลึกและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Under The Pole (UTP) ซึ่งเป็นพันธมิตรของโครงการ Perpetual Planet Initiative กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องศึกษาและเปิดเผยเรื่องนี้เพื่อปกป้องท้องทะเล”

สานต่อพันธกิจครั้งใหม่

ซิลเวีย เอิร์ล (Sylvia Earle) เป็น Rolex Testimonee มาตั้งแต่ปี 1982  ในฐานะผู้บุกเบิกการสำรวจท้องทะเล เธอได้ทลายอุปสรรคที่ขวางกั้นมาเป็นเวลากว่า 50 ปี เอิร์ลใช้เวลาอยู่ใต้น้ำมากกว่า 7,000 ชั่วโมง เป็นผู้นำการสำรวจมากกว่า 100 ครั้ง และเป็นผู้สนับสนุนแถวหน้าในการอนุรักษ์ท้องทะเลทั่วโลกมายาวนาน
© Rolex/Bart Michiels

การเปิดตัวโครงการแนวคิดริเริ่ม Perpetual Planet Initiative ของ Rolex ในปี 2019 ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีมาอย่างยาวนานของแบรนด์ในการปกป้องโลกใบนี้เพิ่มมากขึ้น โดยหนึ่งในเสาหลักสำคัญของโครงการนี้คือความร่วมมือกับ Mission Blue ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดยซิลเวีย เอิร์ล นักสมุทรศาสตร์ (เป็น Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 1982) เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญทั่วโลก ที่เรียกว่า Hope Spot ซึ่งเป็นเสมือนพื้นที่แห่งความหวัง เอิร์ลถือเป็นผู้บุกเบิกด้านการสำรวจทางทะเล ซึ่งชื่อเสียงและผลลัพธ์จากการที่เธอได้สร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่

Sylvia Earle, photographed by fellow Testimonee David Doubilet.

นับตั้งแต่ที่ทั้งสองโครงการได้ร่วมมือกันในปี 2014 Rolex ได้ให้การสนับสนุนความพยายามของ Mission Blue ในการเดินหน้าปกป้องพื้นที่ทางทะเลให้ครอบคลุม 30% ของทั่วโลกภายในปี 2030 ตามเป้าหมายที่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature – IUCN) ได้กำหนดไว้เพื่อปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล  ปัจจุบัน เครือข่าย Hope Spot กว่า 160 แห่งในโครงการ Mission Blue ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ เช่น หมู่เกาะอะโซร์สและหมู่เกาะกาลาปากอส  

เมื่อไม่นานมานี้ ซิลเวีย เอิร์ล ยังเป็นผู้นำเดินหน้าสำรวจน่านน้ำของหมู่เกาะกาลาปากอส โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Perpetual Planet Initiative ทีมสำรวจได้สำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยของเต่าทะเล ทำแผนที่แหล่งอาหารของอาณาจักรเพนกวิน วัดระดับไมโครพลาสติก ฯลฯ เพื่อประเมินความสมบูรณ์โดยรวมของ Hope Spot หลังก่อตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลกาลาปากอส มานาน 25 ปี พวกเขาพบป่าสาหร่ายทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อว่าเติบโตได้เฉพาะในน่านน้ำที่เย็นกว่านี้มาก รวมถึงร่องรอยของดีเอ็นเอที่อาจเป็นของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในทางวิทยาศาสตร์มาก่อน

Beach cleanup on long Island. Sylvia Earle, Mission Blue and Alvania Lawen adressing the voluteers. Photographed during the shooting of the 2020 Mission Blue Documentary Film produced by BBC Studios.

Rolex สนับสนุนผู้ที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูทะเลและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผู้สร้างแรงบันดาลใจมากมายผ่านโครงการ Perpetual Planet Initiative ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Coral Gardeners ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในเฟรนช์โปลินีเซียที่ร่วมกันฟื้นฟูแนวปะการังและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของแนวปะการังไปทั่วโลก รวมไปถึงช่างภาพสายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชื่อดังระดับโลก อย่างคริสตินา มิตเตอร์ไมเออร์ และพอล นิกเลน ซึ่งจุดกระแสความสนใจให้ผู้คนหันมาเร่งลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในการอนุรักษ์ท้องทะเลและเป็นแรงบันดาลใจเชิงบวกในระดับโลก ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเลนส์ ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ Perpetual Planet Initiative

ยกระดับความร่วมมือทั่วโลก

Rolex ได้สร้างเครือข่ายนักอนุรักษ์ผ่านโครงการ Perpetual Planet Initiative ซึ่งเชื่อมโยงโครงการต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่กว่าการดำเนินงานของแต่ละโครงการ หนึ่งในความร่วมมือลักษณะนี้คือการผสานความเชี่ยวชาญในการสำรวจใต้น้ำลึกของโครงการ UTP เข้ากับองค์ความรู้ของหลุยส์ โรชา ซึ่งเป็นนักมีนวิทยา (Ichthyologist) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านปลาที่มีชื่อเสียงระดับโลก เจ้าของรางวัล Rolex Awards เพื่อร่วมกันสำรวจพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ในทะเลลึกในกัวเดอลูปเป็นครั้งแรก

Rolex มองไปถึงอนาคตเสมอ และได้ให้การสนับสนุนนักวิชาการของสมาคม Our World-Underwater Scholarship Society ผู้ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากสมาคม เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทะเล โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมนักสำรวจทางทะเลรุ่นใหม่

มหาสมุทรครอบคลุมพื้นที่เกือบสามในสี่ของพื้นผิวโลกและมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอย่างมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Rolex มีส่วนร่วมในการวิจัยและงานอนุรักษ์ทางทะเลครอบคลุมทั่วโลกอย่างแท้จริง โครงการที่ Rolex สนับสนุนใน 16 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสฟาลบาร์ดไปจนถึงมัลดีฟส์ เปรูไปจนถึงโปรตุเกส ได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ เช่น พะยูน ม้าน้ำ ฉลามวาฬ และฉลามขาว ด้วยการสนับสนุนโครงการสำรวจและอนุรักษ์ทางทะเลทั่วโลกอย่างไม่หยุดนิ่ง Rolex ยังคงมีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อปกป้องอนาคตของท้องทะเลต่อไป

เกี่ยวกับโครงการ PERPETUAL PLANET INITIATIVE

เป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษที่ Rolex ให้การสนับสนุนนักสำรวจผู้บุกเบิกและผลักดันขีดความสามารถเพื่อก้าวข้ามขอบเขตความพยายามของมนุษย์ บริษัทฯ ได้ต่อยอดจากการสนับสนุนการสำรวจเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ สู่การค้นหาแนวทางเพื่อปกป้องโลก พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนบุคคลและองค์กรในระยะยาว โดยใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความเข้าใจและแสวงหาวิธีแก้ปัญหาความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

การมีส่วนร่วมนี้สะท้อนชัดผ่านการเปิดตัวโครงการ Perpetual Planet Initiative อันเป็นแนวคิดริเริ่มในปี 2019 ซึ่งในช่วงแรกมุ่งเน้นไปที่การมอบรางวัล Rolex Awards for Enterprise รวมถึงความร่วมมือระยะยาวกับ Mission Blue และ National Geographic Society

©Rolex/Tim McKenna

ปัจจุบัน โครงการฯ ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรอื่นๆ กว่า 30 ราย  โดยมุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์ท้องทะเล การปกป้องผืนป่า และการอนุรักษ์โลกอันเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต พันธมิตรเหล่านี้ ได้แก่ คริสตินา มิตเตอร์ไมเออร์ และพอล นิกเลน, โครงการสำรวจ Under The Pole, โครงการ Monaco Blue, โครงการ Coral Gardeners, โครงการ Rewilding Argentina และ Rewilding Chile ซึ่งเป็นองค์กรในเครือของ Tompkins Conservation รวมถึงผู้ได้รับรางวัล Rolex Award for Enterprise Laureates อีกมากมาย

Rolex ยังสนับสนุนนักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ และนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ด้วยการมอบทุนการศึกษาและให้ทุนสนับสนุนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ Our World-Underwater Scholarship Society และ The Rolex Explorers Club Grants


ปีละหน! “City Exclusive" 17 กลิ่นเมืองทั่วโลกจาก Le Labo ช้อปได้ไม่ต้องบินแค่ก.ย.เท่านั้น พร้อมกลิ่นใหม่จาก เม็กซิโก

ปีละหน! “City Exclusive” 17 กลิ่นเมืองทั่วโลกจาก Le Labo ช้อปได้ไม่ต้องบินแค่ก.ย.เท่านั้น พร้อมกลิ่นใหม่จาก เม็กซิโก

ถึงเดือนที่สาวก Le Labo รอคอยกันอีกครั้งแล้ว เดือนที่จะสามารถซื้อน้ำหอมกลิ่นเมืองต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่ต้องบินกับ คอลเล็คชัน City Exclusive ด้วยน้ำหอม 17 กลิ่นประจำเมืองอันเป็นที่รักที่เดินทางออกจากบ้านเกิดมาสู่ประเทศไทยเพียงปีละครั้ง พร้อมด้วยกลิ่นใหม่ล่าสุดจากเมือง Mexico City กับกลิ่น CORIANDRE 39 ที่ Le Labo ทั้ง 3 แล็บ ได้แก่ Siam Paragon, EMSPHERE และ ICONSIAM ตั้งแต่วันที่ 1-30 กันยายนนี้เท่านั้น

นอกจากน้ำหอมใน Classic Collection ที่ครอบครองหัวใจของผู้คนมาแล้วทั่วโลก ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์อย่างน้ำหอมคอลเล็คชันพิเศษอย่าง “City Exclusive” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองต่างๆ รอบโลกที่พวกเราต่างหลงรัก โดยน้ำหอมเหล่านี้จะมีวางจำหน่ายเฉพาะในแล็บ Le Labo ของเมืองที่เป็นต้นกำเนิดกลิ่นนั้นๆ เท่านั้น ไม่มีวางจำหน่ายในที่แล็บอื่นๆ ไม่สามารถสั่งซื้อออนไลน์ ไม่มีบริการจัดส่ง และไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ชวนให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่าความสวยงามบางอย่างก็ต้องใช้ความพยายาม เพื่อจะได้ครอบครอง แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกเดือนกันยายนของทุกๆ ปีเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น ที่ Le Labo จะพาน้ำหอมจากคอลเล็คชัน City Exclusive นี้เดินทางจากเมืองต้นกำเนิดไปยังแล็บ Le Labo ทั่วโลก เพื่อออกตามหาผู้คนที่จะตกหลุมรักน้ำหอมเหล่านี้ อีกทั้งเพื่อให้ช่วงเวลานี้ของทุกๆ ปีกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการได้กลับมาพบเจอกับกลิ่นหอมและสถานที่ต่างๆรอบโลกที่เป็นที่รักของเรา เพื่อย้ำเตือนว่าการเฝ้ารอนั้นสามารถปลุกให้เราเห็นคุณค่าใหม่ๆ ได้เสมอ และความอดทนบางครั้งก็พาเราไปพบเจอจุดเริ่มต้นใหม่ๆ ได้

สำหรับคอลเล็คชันในปี 2024 นี้ มีกลิ่น City Exclusive ใหม่กับ CORIANDRE 39 กลิ่นที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเมือง Mexico City โดยชื่อของกลิ่นแปลความหมายได้ว่า “ผักชี” อันเป็นผักที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งความอุดมสมบูรณ์แข็งแรงและความน่าประหลาดใจที่แฝงอยู่ เหมือนกับเมือง Mexico City ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและประวัติศาสตร์อันหยั่งรากลึก คลอเคล้าไปด้วยเสียงนกร้องที่ผสานกับเสียงแห่งชีวิตชีวาใจกลางเมืองที่สัญจรไปมา แต่แฝงความน่าค้นหาอันไร้ขอบเขตที่รออยู่ในทุกๆ มุมของเมืองนี้ โดดเด่นด้วยกลิ่นของมะนาวและกลิ่นของใบผักชีในโทนอัลดีไฮด์ (Coriandre) สร้างกลิ่นหอมที่มีชีวิตชีวาให้สัมผัสแรก ก่อนที่จะเปิดทางให้กับกลิ่นโทนเขียวสะอาดสดชื่นค่อย ๆ เผยตัวออกมา ผสานกับกลิ่นมัสก์ที่ติดทนนานชวนหลงใหลตามฉบับของ Le Labo เป็นประสบการณ์ด้านประสาทสัมผัสที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างความเงียบสงบและความมีชีวิตชีวา เสมือนนั่งท่ามกลางธรรมชาติใน El Bosque de Chapultepec สวนสาธารณะ ขนาดใหญ่ใจกลางเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งเป็นความสุขสงบที่เติมเต็มด้วยเสียงนกร้องโต้ตอบกัน หรือโมเมนต์นั่งจิบเมซคาลในบรรยากาศเป็นกันเองในร้านกาแฟแถวย่าน La Condesa ก็ล้วนเป็นความรู้สึกที่ไม่ว่าได้สัมผัสก็ไม่อาจลืมได้ลง

นอกจากกลิ่น CORIANDRE 39 ใหม่ล่าสุดจากเมือง Mexico City แล้ว คอลเล็คชัน City Exclusives ยังประกอบไปด้วยน้ำหอมอีกทั้งหมด 16 กลิ่น ได้แก่ ALDEHYDE 44 จากเมืองดัลลัส (เท็กซัส) ที่ชวนพิศวงไม่เหมือนใคร, BAIE ROSE 26 จากเมืองชิคาโก้ ที่บรรเลงพริกไทยสีชมพูผ่านบทเพลงแจ๊สอย่างคึกคัก, BENJOIN 19 สะท้อนตัวตนของมอสโกมอบแด่จิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและผู้ที่ใช้ชีวิตตามกฎที่กำหนดเอง, BIGARADE 18 ที่รังสรรค์ให้เกาะฮ่องกงอันเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความหอมทั้งเก่าและใหม่อบอวลอยู่ในความทรงจำ, CUIR 28 นำเสนอกลิ่นหนังที่ให้ความรู้สึกเท่เหมือนมอเตอร์ไซค์คลาสสิกแล่นฉิวใจกลางเมืองดูไบ, CEDRAT 37 ที่สะท้อนความสนุกสนานและอิสรภาพกันกู่ก้องของเมืองเบอร์ลิน, CITRON 28 ตัวแทนจากเมืองโซลที่ผสานความเป็นขั้วตรงข้ามระหว่างประเพณีและความก้าวล้ำไว้อย่างสมดุล, GAIAC 10 ตัวแทนไออุ่นแห่งวัฒนธรรมจากเมืองโตเกียว, LIMETTE 37 คือตัวแทนของเมืองซานฟรานซิสโกรถที่ผสานความรู้สึกสะอาด สดชื่น ผ่อนคลายไว้อย่างโลดโผน, MOUSSE DE CHENE 30 สะท้อนความทรงพลังและสง่างามเหนือกาลเวลาของเมืองอัมสเตอร์ดัม, MYRRHE 55 ตัวแทนความสมดุลระหว่างความเก่าและใหม่ของนครเซี่ยงไฮ้, MUSC 25 กลิ่นหอมชวนฝันเสมือนเมืองลอสแองเจลิสที่แม้แต่นางฟ้ายังต้องหลงเสน่ห์, POIVRE 23 คือกลิ่นโทนอบอุ่นแต่เผ็ดร้อนที่หาได้ในเมืองลอนดอนตลอดทั้งปี, TABAC 28 กลิ่นซิการ์ในโทนอบอุ่นแต่ปลุกเราชีวิตชีวาและเย้ายวนใจ เหมือนยกถนน Wynwood จากไมอามีมาไว้ในขวดน้ำหอม, TUBEREUSE 40 ตัวแทนชีพจรชีวิตแห่งเมืองนิวยอร์ค, VANILLE 44 สะท้อนความเป็นเมืองแห่งความรักและเซ็กส์ของกรุงปารีส และกลิ่นที่ 17 ใหม่ล่าสุดอย่าง CORIANDRE 39 แห่งเมือง Mexico City

สัมผัสเอกลักษณ์ของเมืองทั่วโลกที่ทุกคนหลงรักไปกับคอลเลกชัน City Exclusive จาก Le Labo ในขนาด 15 มล. (5,750 บาท) 50 มล. (13,600 บาท) และ 100 มล. (19,300 บาท) ตั้งแต่วันที่ 1-30 กันยายน 2567 เท่านั้น ที่ Le Labo ทุกสาขา ทั้ง Siam Paragon, EMSPHERE และ ICONSIAM

และในรูปแบบ Discovery Size (500 บาท) และ Discovery Set (2,500 บาท) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2567 ที่ Le Labo สาขา Siam Paragon และ EMSPHERE

Photo: Courtesy of Brands



เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย

ทำความรู้จัก เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย คุณครูหล่อดีกรีเทพบุตรยี่เป็ง

ถือเป็นภาพยนตร์ม้ามืดที่มาแรงในตอนนี้เลยทีเดียวสำหรับ วิมานหนาม ผลงานล่าสุดจาก GDH ที่ได้กระแสตอบรับจากผู้ชมอย่างท่วมท้น โดยนอกจากผู้ชมจะพูดถึงฝีมือการแสดงของ 2 เจฟ ซาเตอร์ และ อิงฟ้า วราหะ แล้วอีกหนึ่งนักแสดงหน้าใหม่ที่ถูกพูดถึงอย่างมากคงหนีไม่พ้น “จิ่งนะ” ที่รับบทโดย เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย

สำหรับ หฤษฎ์ บัวย้อย เกิดวันที่ 19 ส.ค. 2542 ก่อนหน้านี้เคยโด่งดังบน  TikTok  ในฐานะคุณครูผู้สร้างตำนานครูภาษาไทยหล่อบอกต่อด้วย โดยในตอนนั้นเก่ง เป็นครูฝึกสอน วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา และในปี 2564 เก่ง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวด Mister Chinese Chiangmai  และในปีถัดมาได้รับรางวัลชนะเลิศ เทพบุตรยี่เป็งเชียงใหม่ปี 2565 และ รางวัล Mister yeepeng popular vote ในปี 2566 และหลังจากนั้นก็ได้เข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัวโดยปัจจุบันเป็นนักแสดงภายใต้สังกัด Domundi โดยผลงานล่าสุดคือ ซีรีส์เขมจิราต้องรอด (Khemjira The Series) และ ภาพยนตร์ วิมานหนาม

เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย

4 เรื่องไม่ลับแต่อาจไม่รู้ของ เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย นักแสดงน้องใหม่มาแรงจาก วิมานหนาม

นิยามความเป็น “เก่ง”

“ผมดูนิ่ง สุขุม คนภายนอกมักจะคิดว่าหยิ่ง เพราะผมไม่ทักใครก่อน เรื่องจริงคือผมแค่ไม่รู้ว่าจะเข้าหาเขายังไง แต่พอได้เข้าวงการบันเทิงก็ต้องปรับตัว ให้กล้าคุย กล้าเล่นมากขึ้น
“จุดเปลี่ยนที่ทําให้ผมอยากอยู่วงการบันเทิงคืออยากดูแลครอบครัวให้ดีขึ้น ตอนนี้อายุ 24 ปี รู้สึกว่าตัวเองควรจะเป็นเสาหลักของครอบครัวได้แล้ว ผมมีพี่สาว ซึ่งพี่ก็มีครอบครัวของตัวเองเหมือนกัน จึงรู้สึกว่าต้องแบ่งเบาภาระของที่บ้าน ทุกวันนี้ เวลาได้เงินมาจะส่งให้แม่ ซึ่งแม่บอกเสมอว่าเก็บเงินเอาไว้ใช้บ้าง แต่ผมไม่ค่อย ใช้อะไร เนื่องจากไม่ใช่สายช็อปปิ้ง ถ้าจะหมดเงินก็คือเรื่องกินอย่างเดียวครับ”

เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย

มุมลับ

“ผมเรียนจบคณะครุศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยพะเยา อยากเป็น ครูเพราะชอบอยู่กับเด็ก ชอบพลังความสดใสของเด็กที่เหมือนผ้าขาว เวลาเขา แสดงออกจะไม่มีฟิลเตอร์ โกรธคือโกรธ ดีใจคือดีใจ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ หน้าที่ ของครูคือการประคองว่าเด็กควรจะไปทางไหน เพราะเราไม่สามารถปลูกฝังหรือ สั่งได้ว่าเขาควรจะมีแนวคิดแบบใด เราเป็นแค่ไกด์นําทาง อนาคตถ้ามีโอกาส ผมก็ยังรักการเป็นครู แต่การเป็นนักแสดงคือสิ่งที่ชอบเหมือนกัน ด้วยความท้าทายและได้เปลี่ยนนิสัยให้ตัวเองกล้าแสดงออกมากขึ้นด้วย”

เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย

อินสุดใจ

“อินซีรี่ส์เกาหลีครับ เรื่องล่าสุดที่ดูแล้วร้องไห้คือ Queen of Tears เพราะ ผมเป็นติ่งคิมซูฮยอน เขาเล่นดีมาก ผมชอบดูซีรี่ส์แนวดราม่า ร้องไห้หนักๆ เหมือนได้ปลดปล่อย อีกเรื่องที่ทําให้น้ําตาไหลหนักเหมือนกันคือ Twenty-Five, Twenty-One ตอนนั้นรู้สึกหน่วงๆ เป็นสัปดาห์ พอมาเป็นนักแสดง การดูซีรี่ส์ไม่ใช่ แค่ความสนุกอย่างเดียว ต้องวิเคราะห์ไปด้วย ทั้งบท สีหน้า ท่าทาง มุมกล้องต่างๆ “เรื่องที่อินถัดมาคือการร้องเพลง สมัยเด็กผมเล่นกีตาร์ทั้งวัน แต่ไม่มั่นใจ ในเสียงตัวเอง คอมฟอร์ตโซนสําหรับผมคือร้องเพลงในห้องน้ําหรือห้องนอน แล้ว ตะโกนออกมาเพื่อให้เสียงไปถึง สุดท้ายก็คือเจ็บคอตลอด” (หัวเราะ)

เรื่องรัก ๆ

“พอโตขึ้นมุมมองความรักเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนมองว่าเป็นเรื่องของคู่รัก แต่วันนี้ความรักคือทุกอย่าง ทั้งครอบครัว แฟนคลับ เพื่อน รู้สึกว่าทุกคนคือ ความรัก ในฐานะผู้รับก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะตอนผมเป็นครู (ครูฝึกสอน ที่พะเยา) จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ให้ แต่วันนี้มีพี่ ๆ แฟนคลับให้ความรักกลับมา จึงเป็นความรู้สึกที่ตื้นตัน อย่างเวลาผมไปทํางานต่างจังหวัด แล้วพี่ ๆ แฟนคลับ นั่งรถตู้ 2 – 3 ชั่วโมงเพื่อมาเจอกัน ผมรู้สึกขอบคุณมาก จะตั้งใจทํางานให้เต็มที่ เพื่อตอบแทนให้เขามีความสุขครับ”

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ ครั้งแรกกับขนมไหว้พระจันทร์ มังกรเพชร! สุดอลังการ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

เสริมพลังมงคลปีมังกรทอง ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วย

 “Jubilee Diamond Sparkling Dynasty Mooncake Set” 

ชุดขนมไหว้พระจันทร์ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษมาพร้อมกับเครื่องประดับเพชรแท้จากยูบิลลี่ ไดมอนด์

Exclusive Collection : Fu Long The Dragon of Prosperity

สัญลักษณ์แห่งพลังและความมั่งคั่ง

ยูบิลลี่ ไดมอนด์พิถีพิถันออกแบบแพคเกจจิ้งสำหรับชุดขนมไหว้พระจันทร์ แรงบันดาลใจจาก ลวดลายมังกรนักษัตรประจำปี ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังที่จะมามอบพรเสริมพลังมงคล ความมั่งคั่งร่ำรวย และลายดอกโบตั๋นบานสะพรั่ง สื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและความโชคดี บนกล่องขนมไหว้พระจันทร์สีแดงทองสุดหรู โดยกล่องขนมไหว้พระจันทร์นี้สามารถประยุกต์เป็นกล่องเก็บเครื่องประดับเพชรได้อีกด้วย

ภายในชุดขนมไหว้พระจันทร์ประกอบด้วย เครื่องประดับเพชรแท้ 2 ชิ้น ได้แก่  เข็มกลัดมังกรรุ่น The Brilliance Guardian Dragon ราคา 20,000 บาท ดึงดูดโชคลาภความสำเร็จให้แก่ผู้ครอบครอง  และ สร้อยข้อมือเพชร Charm Dragon’s Blessing สร้อยข้อมือประดับด้วยเพชรน้ำ 99 E color จากแหล่งเจียระไนเพชรที่สวยที่สุดในโลก เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยมราคา 12,800 บาท รวมมูลค่า 32,800 บาท

เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ให้พิเศษยิ่งขึ้น ยูบิลลี่ ได้นำแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับเพชรมาสู่รสชาติอันหวานระรื่นรังสรรค์เป็นขนมไหว้พระจันทร์สุดพิเศษ และได้เชฟผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของขนมไหว้พระจันทร์ในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในการคัดสรรวัตถุดับชั้นเลิศ และรังสรรค์รสชาติไส้ขนมไหว้พระจันทร์ พร้อมการประทับด้วยลวดลายเพชรบนตัวขนมเพื่อสะท้อนความเปล่งประกายอันเล่อค่าจากยูบิลลี่ ไดมอนด์ แบรนด์เพชรแท้ระดับ World Class โดยแต่ละรสชาติได้เชื่อมโยงความหมายอันดีงามมาสู่ชุดขนมไหวพระจันทร์นี้ คิดค้นเป็นรสชาติ อันน่าหลงใหล ได้แก่  ทุเรียนหมอนทองไข่  ราชาแห่งผลไม้ สื่อถึง ราชาแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง, ทิรามิสุ  สื่อถึงพลังแห่งความสำเร็จ เปรียบเสมือนการเติมเต็มพลังงานบวกให้กับชีวิตของคุณ และพิเศษสำหรับปีนี้ กับ 2 รสชาติใหม่ กุหลาบ ลิ้นจี่ เบอร์รี่  สื่อถึง ความรักที่บริสุทธิ์ ความสุขสมปรารถนา ความรักที่ยั่งยืน และ เมลอนญี่ปุ่น ของขวัญจากธรรมชาติ สื่อถึงสุขภาพที่ดี และอายุยืนนานของคนที่คุณรัก

ยกระดับการเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ของคุณด้วย “Jubilee Diamond Sparkling Dynasty Mooncake Set” ชุดขนมไหว้พระจันทร์ระดับพรีเมียมพร้อมเครื่องประดับเพชรแท้ จาก ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษเป็นของขวัญอันล้ำค่าเแด่ผู้ที่เคารพรัก หรือเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลและนำพาความโชคดีมาสู่ตัวท่านเองและครอบครัว ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ 

เซตเครื่องประดับเพชรมงคล Fu Long  ราคาเข็มกลัด 20,000 บาท สร้อยมือ 12,800 บาท รวมราคา 32,800 บาท มาพร้อมขนมไหว้พระจันทร์ และราคา Early Bird 18,888 บาท วันนี้ -10 กันยายน 2567 จำกัดจำนวน 188 ท่านแรกตลอดรายการ

สั่งจองผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น (Online Exclusive) ที่เว็บไซต์  www.jubileediamond.co.th  

สั่งจองและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Jubilee Customer Center 02 625 1111หรือ Line: @jubileediamond https://lin.ee/SQIMwjD

กองทัพ พีค

ก้าวที่เติบโต ของ นักแสดง-ศิลปิน มากความสามารถ กองทัพ พีค

หลังจากฝากฝีมือไว้ใน ให้รักพิพากษา Dare to Love “กองทัพ พีค” ก็หายไปพักใหญ่ กลับมาครั้งนี้ เขามีทั้งงานแสดง 1 ใน 5 ตอนของละครฟอร์มยักษ์ ดวงใจเทวพรหม ละครอีกหลายเรื่อง รวมถึงงานเพลงที่เขาลงรายละเอียดทั้งหมดด้วยตัวเองมาฝากแฟน ๆ เพียบ

จากละครเรื่องแรกมาถึงเรื่องนี้ พีคคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

“เยอะครับ เพราะระหว่างทางได้เจออะไรมาพอสมควร ทําให้โตขึ้นกว่าเดิมครับ

“อย่างครั้งก่อนที่คุยกับ แพรว พีคยังเรียน Music Production (Point Blank Music School, London) ตอนนี้จบแล้วเรียบร้อย แต่ตอนนั้นมีช่วงที่ พอเรียนด้วย ทํางานด้วย แล้วเวลาที่อังกฤษต่างกับเรา ที่ 4 ยังเรียนออนไลน์ พอ 7 โมงไปกองถ่าย เป็นช่วงที่โหดพอสมควร แต่พอผ่านมาได้ก็ภูมิใจมากครับ”

กองทัพ พีค

มองตัวเองในเส้นทางนี้ไว้อย่างไร

“งานนี้ตรงกับความต้องการที่ผมอยากมอบความสุขให้ทุกคน รู้สึกว่าทุกคน รอคอยผลงานอยู่จากเรื่องแรก มาถึงเรื่องที่สอง ดุจอัปสร ซึ่งผมทําเพลงประกอบ ละครเองด้วย หวังว่าทุกคนจะชอบนะครับ (ยิ้ม) นอกจาก ดุจอัปสร เดี๋ยวจะมี แม่เลี้ยง, แสนรัก, รักมันปักใจ ที่ผมทั้งแสดงและทําเพลงประกอบ ได้ส่ง ความสุขให้ทุกคนสมความตั้งใจ จึงอยากทํางานตรงนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ”

แต่งเพลงเก็บไว้เยอะไหม

“เยอะเลยครับ 30 – 40 เพลงได้แล้วมั้ง ซึ่งใครที่ทํางานแต่งเพลงจะรู้ว่า ในจํานวน 100 เพลงอาจมีที่ใช้ได้แค่ 10 เพลง เพราะฉะนั้นมีข้อมูลอะไรก็แต่งเก็บ ไว้ก่อน แล้วค่อยหยิบมาพัฒนาต่อ ผมใช้เวลาว่างทุกช่วงที่มีโอกาส นึกอะไรออก ก็ต้องบันทึกลงคอมพิวเตอร์ไว้ ไม่งั้นนอนไม่หลับ”

ทราบว่าจะมีเพลงภาษาเกาหลีด้วย

“ครับ น่าจะได้ฟังกันช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ความจริง พีคทําเพลงนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2019 ที่ไปเกาหลีครับ แต่ไม่มีโอกาสได้ปล่อย เหมือน พอจะปล่อยก็ติดขัด เจอโควิดด้วย รอเวลามาจนรู้สึกว่าถ้าไม่ปักหมุดคงไม่ได้เริ่ม จึงทุ่มเวลาไปท่าเอ็มวีกับอะไรต่าง ๆ อีกไม่นานจะพร้อมละครับ แต่ไม่ใช่แนวเพลง หวานนะครับ ออกจะดุเดือดนิดหนึ่ง ชื่อเพลง VIP ประมาณว่าพวกคุณคือ VIP ของผม โชว์ถึงความแข็งแกร่งของคนคนหนึ่ง”

แฟน ๆ คงรอติดตามโชว์เต้นจากพีคด้วยนะ

“ครับ พีคเซตท่าเต้นเรียบร้อย มี Choreograph จากเกาหลีที่เขาเคย เต้นให้พี่ BTS มาเป็นทีมแดนเซอร์ ฝากติดตามนะครับ”

นอกจากงานแสดง เพลง ถ่ายโฆษณา มีอะไรที่อยากลองทำอีกไหม

“แฟชั่นครับ ความจริงก็ได้ลองแล้วแหละ ที่โซลแฟชั่นวีค ถ้ามีโอกาสก็ อยากไปที่อื่นเพิ่ม อย่างปารีส มิลาน แล้วก็อยากเล่นหนัง ซึ่งการทํางานตรงนี้มีทั้ง เบื้องหน้าและเบื้องหลัง ในฐานะที่พีคก็ทําอยู่ จึงเข้าใจพี่ๆ ทีมงานทุกคน เพราะรู้ว่า กระบวนการในการทํางานมันยาก เหนื่อย แต่ก็นั่นแหละครับ อยากลองลุยทั้ง เบื้องหน้าและเบื้องหลังทีเดียวพร้อม ๆ กันเลย หลายคนบอกว่าโฟกัสไม่ได้นะ แต่พี่คว่ามันอยู่ที่แบ่งเวลาให้เป็นมากกว่า”

ใน 1 วันของพีคแบ่งเวลายังใงบ้าง

“ถ้าเป็นวันที่มีถ่ายละคร พีคจะปล่อยให้เป็นพาร์ต ของละครเลย 6 โมงถึง 4 ทุ่ม กลับถึงบ้านประมาณ 5 ทุ่ม ครึ่ง กว่าจะล้างเครื่องสําอาง อาบน้ําสระผมเสร็จเที่ยงคืน แล้วก็ต้องนอนอ่านบทอีก พี่ครู้สึกว่าพาร์ตที่เป็นงานแสดง ก็ต้องทําให้เต็มที่ แล้วถ้าพอมีเวลาว่างในกองที่ทําเพลงได้ ก็จะนั่งเขียนเพลง หรือบางครั้งไปทํางานต่างจังหวัดก็มี ไอแพ็ดกับโทรศัพท์พกไว้ตลอด เพื่ออัดเสียงในห้องครับ”

ถ้ามีวันพัก พีคเลือกหาอะไร

“พี่คชอบไปทั้งทะเลและภูเขา ชอบที่เงียบสงบ ไม่ชอบคนเยอะ เพื่อพักผ่อน กับสีน้ําทะเลและเสียงคลื่น คือเวลาเจอคนเยอะ ๆ แล้วจะรู้สึกถูกดูดพลังน่ะ บางที ต้องหนีเข้าห้องน้ําไปพักก่อน”

พีคเป็นอินโทรเวิร์ตหรือเอกซ์ไทรเวิร์ต

“พีคก็เพิ่งรู้ตัวเองว่าน่าจะเป็นสองอย่างรวมกัน ก็คือเอกซ์โทรเวิร์ตใน หน้าที่การงาน แต่อินโทรเวิร์ตมาก ๆ ในเวลาส่วนตัว เคยลองไปเทสต์ METI (Myers-Briggs Type Indicator แบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ) ที่เขาเล่นกัน พีคเป็น ENFJ เรียกว่าลีดเดอร์ มีความเป็นเอกซ์โทรเวิร์ตอยู่ข้างนอกแล้วก็นํา ผู้คน แต่เวลาส่วนตัวหรือความคิดจะอินโทรเวิร์ตทันทีครับ”

ถ้าให้แทนตัวเองด้วยข้อความสั้น ๆ

“ถ้าตอนนี้คงเป็น “โตขึ้นเยอะ รู้จักโลกมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น” ซึ่ง อันนี้สําคัญที่สุด คือมนุษย์เราบนโลกใบนี้ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์หรอก ที่ผ่านมา ผมก็ได้เรียนรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง นํามาปรับปรุงและใช้ชีวิตได้ดีขึ้น”

เล่าให้ฟังหน่อยสิคะ

“พีคมีมุมส่วนตัวเยอะเหมือนกัน สมัยก่อนบางทีทําอะไรไปโดยไม่คิด พอโตขึ้นมาแล้วเรียนรู้ว่าอ๋อ โลกมันเป็นแบบนี้นะ วัฒนธรรมไทยเป็นแบบนี้ วัฒนธรรมที่จีนหรือเกาหลีเป็นอีกแบบ ได้อ่านหนังสือมากขึ้นด้วยแหละ
“ถ้ามีคําถามว่าพีคเป็นแบบไหน พีคเฮฮา เฟรนด์ลี่ แต่ก็จริงจังกับเรื่องงาน ประมาณเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ ทุกอย่างต้องเป๊ะ แต่เริ่มแยกส่วนถูกบ้างแล้วครับ ไม่ถึงกับตึงตลอดเวลา พยายามปรับ คือในชีวิตประจําวันอาจไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ ขนาดนั้นก็ได้ แต่เวลางานยอมไม่ได้ อะไรที่เห็นว่าไม่สมควรก็ต้องแย้งสู้เพื่อ ความถูกต้อง”

ถ้าเป็นมุม Unseen ที่คนไม่ค่อยรู้หรือคนคาดไม่ถึงล่ะ

“ขอยกเรื่องเวลาพีคทําเพลงแล้วกัน พีคไม่สามารถให้ใครเข้ามาอยู่ในโซน นั้นได้เลย จะเป็นเวลาที่สมองพีคใช้งานเยอะมากที่สุด แต่มันก็ผ่อนคลายมาก ที่สุด ย้อนแย้งนิดหนึ่ง แต่ก็แปลกดี ได้อยู่กับตัวเอง แล้วพอได้คิดและนําสิ่งที่ อยู่ข้างในหัวและข้างในใจออกมา โอเค หายเหนื่อย” อยากเห็นเวลาพีคมีความรักว่าจะโรแมนติกหรือเป็นแนวไหน “พีคโรแมนติกนะ อยากมอบแต่สิ่งดี ๆ ให้เขา ชอบเทคแคร์ดูแล ชอบทํา เซอร์ไพรส์มากกว่าเป็นฝ่ายรับ แล้วก็ทําทุกวันให้ดีที่สุด น่าจะประมาณนั้นครับ”

แล้วตอนนี้เรื่องหัวใจเป็นยังไงคะ

“ก็มีคนที่ถูกใจ แต่หลัก ๆ ยังโฟกัสที่งาน ซึ่งเวลาถูกถามเรื่องสเป็ค ที่จริง พีคไม่ได้มีตายตัวหรอกนะ แค่ต้องเป็นคนที่เข้ากันได้ เข้าใจเรา สบายใจเวลา อยู่ด้วยกัน พี่คว่าแค่นั้นพอแล้ว”

ถ้าเปรียบชีวิตตอนนี้เป็นเพลง จะเป็นแนวไหน และเนื้อหาประมาณไหนคะ

“ตอนนี้น่าจะแนวสู้ชีวิตครับ (หัวเราะ) แต่ยังมีความ โรแมนติกอยู่ในนั้นนะ เป็นฟีลไม่ยอมแพ้ พี่คิดว่าทุกคน ต้องมีช่วงที่ท้อ พีคก็เป็นเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องเพลงที่ รอมา 5 ปี ซึ่งไม่ใช่เวลาสั้น ๆ เลย แต่รู้สึกดีที่เราทํามันด้วย มือตัวเอง

“ไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายเวลาที่ผ่านมาเลย”

ข้อมูลจากนิตยสารแพรว

หน้าตาเว็บไซต์ หนึ่งในหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรม

ในภาคอุตสาหกรรมการบริการที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรมที่มีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ (เคย) เป็นแรงขับเคลื่อนลับๆ ของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตให้กับธุรกิจโรงแรม ก็คือ ‘หน้าบ้าน’ หรือ ‘เว็บไซต์’ ที่สามารถสร้างประโยชน์เชิงบวกมากมายให้กับทั้งผู้ประกอบการ และมอบผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจให้กับผู้เข้ารับบริการอีกด้วย

ด้วยความเข้าใจและประสบการณ์ในทำงานให้กับโรงแรมมาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ Placeworks ดิจิทัลเอเจนซี่ที่เป็นผู้นำและเป็นสเปเชียลลิสต์ในอุตสาหกรรมดิจิทัลโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรมการบริการโรงแรมและรีสอร์ท (Hotel Website Design Agency) สามารถพัฒนาการออกแบบดีไซน์หน้าตาเว็บไซต์และฟังก์ชันในการอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าโรงแรมและรีสอร์ทระดับลักชัวรี่ อาทิ โรงแรมดุสิตธานี, S Hotels & Resorts (SHR), Boutique Corporation and Travel & Leisure (Wyndham) และโรงแรมอีกกว่า 200 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์และออกแบบดิจิทัลโซลูชันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การออกแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ฟังก์ชันการใช้งานหลากหลายและครอบคลุม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการตลาดออนไลน์ รวมทั้งช่วยเพิ่มอัตราการจองโดยตรงผ่านโรงแรมและรีสอร์ท ด้วยการขับเคลื่อนกลยุทธ์จากข้อมูล เนื้อหา และดีไซน์ แบบครบวงจร หรือที่เรียกว่า “Digital Transformation”

จากวิสัยทัศน์ภายใต้การนำของ “ไรอัน พาร์คเกอร์” เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Placeworks ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดิจิทัลดีไซน์ (Digital Design) เขาได้นำความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญ บวกเข้ากับการเติบโตด้านดิจิทัลของประเทศไทย มาดีไซน์และนำเสนอตามแนวทางของบริษัทฯ พร้อมส่งมอบโซลูชันที่สะท้อนตัวตนอันโดดเด่นของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเฉพาะเจาะจง ในรูปแบบของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน โดย Placeworks ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการดีไซน์ไปจนถึงการดูแล ทั้งระหว่างการดำเนินงานและหลังการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าแต่ละแห่ง

“เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการในอุตสาหกรรมการบริการ โดยการนำความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีมาผนวกรวมเข้าด้วยกัน จากการทำงานให้กับโรงแรมและรีสอร์ทต่างๆ มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ทำให้เราเข้าใจดีว่าธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันกันทั้งในเรื่องความโดดเด่นและเรื่องของเทคโนโลยี Placework จึงมีเป้าหมายในการร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของโรงแรม และผู้ให้บริการทางด้านการการตลาด โดยหวังที่จะสร้างผลลัพธ์ในแง่ของยอดการจอง และการสร้าง Brand Awareness

ในอดีตเว็บไซต์โรงแรมมักจะเน้นความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันโรงแรมหันมาใช้กลยุทธ์การสร้างเว็บไซต์ที่สวยงามและมีลูกเล่นมากขึ้น เพื่อดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมและจองห้องพัก นอกจากนี้ทางโรงแรมยังสามารถเก็บฐานข้อมูลของลูกค้า เพื่อวางแผนกลยุทธ์สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้อย่างตรงจุด” ไรอัน กล่าว

สำหรับที่ผ่านมา Placework ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าภาคอุตสาหกรรมบริการไปในทิศทางเชิงบวกอย่างท่วมท้น เพราะการออกแบบดีไซน์ด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการทำตลาดในอุตสาหกรรมการบริการกับการทำตลาดของธุรกิจทั่วไปเป็นอย่างดี เครือโรงแรมระดับนานาชาติกล่าวชื่นชม Placeworks ถึงศักยภาพและความสามารถในการส่งเสริมด้านการตลาดออนไลน์ ซึ่งเห็นได้จากอัตราการใช้เวลาบนเว็บไซต์นานขึ้น คอนเวอร์ชันสูงขึ้น และที่สำคัญอัตราการจองที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

การพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยรักษามาตรฐานความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอันแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเป็นเลิศทางด้านนวัตกรรมเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมยกระดับการอำนวยความสะดวกให้กับอุตสาหกรรมการบริการ อีกทั้งยังสนับสนุนให้กลุ่มโรงแรมระดับโลก สามารถจัดการความซับซ้อนของเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานด้านออนไลน์อย่างยั่งยืน นับเป็นเป้าหมายในการดำเนินงานของ Placeworks

ติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทางเว็บไซต์ www.placeworks.co.th หรือเบอร์ติดต่อ โทร.089 659 8794

เจาะเทรนด์ & ทริคบิวตี้ ‘หมอกลาง – หมอต่อ’ แห่ง Dermatige Aesthetics

ถ้าพูดถึงเทรนด์บิวตี้ยุคนี้ ก็ต้องยกให้กับเหล่าหัตถการความงามต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทต่อคนรักสวยแบบครบทุกมิติ งานนี้ แพรว จึงขอพาทุกคนไปเจาะเทรนด์บิวตี้ พร้อมขอทริคการทำสวยดีๆ จาก ‘หมอกลาง – นพ.ณัฐณกัณฑ์ พิชยะวงศ์ภัค’ และ ‘หมอต่อ – นพ.ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี’ แห่ง Dermatige Aesthetics กันค่ะ

หัตถการลูกรักของสาวกบิวตี้ยุคนี้

หมอต่อ : “หัตถการที่ได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้ ผมมองว่าเป็นพวกตระกูลยกกระชับครับ โดยเฉพาะโปรแกรมอัลเทอราปี ที่ผู้รับบริการส่วนใหญ่ชื่นชอบ เพราะนอกจากจะช่วยยกกระชับผิวได้ถึงชั้น SMAS แล้ว ยังเป็นหัตถการที่ใช้เวลาพักฟื้นน้อย เจ็บน้อย เรียกว่าเป็นหัตถการที่ตอบโจทย์ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด ส่วนอีกหนึ่งหัตถการที่ครองใจผู้รับบริการที่มีปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ก็ต้องยกให้กับโปรแกรมโบเจนใหม่ครับ ซึ่งผมทดลองกับตัวเองแล้วได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ จึงกล้าที่จะแนะนำ ขณะเดียวกันผู้รับบริการส่วนใหญ่ก็รู้สึกประทับใจกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

“เชื่อว่าคนที่ติดตามเพจ Dermatige Aesthetics น่าจะเห็นว่าอีกหนึ่งหัตถการที่ได้รับความนิยมคือโปรแกรม ฉีดฟิลเลอร์เบโลจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งผู้รับบริการส่วนใหญ่ชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งเนื้อแข็งและเนื้ออ่อน ช่วยปรับแต่งรูปทรงปากได้ดี ถือเป็นอีกหนึ่งหัตถการยอดฮิตในเวลานี้เลยครับ”

หมอกลาง : “นอกจากหัตถการที่หมอต่อเล่าไป อีกหนึ่งโปรแกรมที่กำลังได้รับความสนใจคือโปรแกรม Reset ผิว Young ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์งานผิว ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น แตกต่างจากโปรแกรมดูแลผิวอื่นๆ ตรงที่ลดผลข้างเคียงของการอักเสบบนใบหน้า ผู้รับบริการส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกผิวดีขึ้น ถือเป็นหัตถการที่ทำแล้วคุ้มค่า”  

ทริคทำสวย…ต้องรู้

หมอต่อ : “สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงผู้รับบริการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการทำหัตถการความงามใดๆ ก็ตาม คือการเช็กคุณภาพและความปลอดภัยของเครื่องมือ ยกตัวอย่างโปรแกรมอัลเทอราปีที่มีเรื่องเครื่องแท้เครื่องปลอมที่ต้องระวัง อาจสังเกตได้จากราคาที่แตกต่างกันจนน่าตกใจ จึงอยากให้เช็กชัวร์ก่อนเสมอครับ”

หมอกลาง : “ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นให้ฟังว่า Dermatige Aesthetics ก่อตั้งขึ้นจากแรงบันดาลใจที่มาจากความต้องการของเราครับ และด้วยความที่เราได้ทดลองเครื่องมือและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยตัวเองก่อนเสมอ
จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมความมั่นใจได้ว่าทุกอย่างที่เราเลือกนำมาใช้เป็นของดีมีคุณภาพ รวมถึงโปรแกรมเสริมความงามต่างๆ ก็เป็นโปรแกรมที่เราชื่นชอบส่วนตัวและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ เพราะเรื่องการดูแลคุณภาพและความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำสวยอย่างปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ครับ”

เซอร์เวย์ 4 เรือนเวลา Swatch PROTEAM แรงบันดาลใจจากกีฬาผาดโผน

Swatch เปิดตัวคอลเล็คชั่น “Swatch PROTEAM” ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากกีฬาผาดโผนหลากหลายประเภท รวมถึงเหล่านักกีฬามากความสามารถจาก Swatch PROTEAM ไม่ว่าจะเป็น โคโค โฮ (Coco Ho) นักกีฬาเซิร์ฟผู้สร้างกระแสจากโอวาฮู ที่ใช้ทักษะอันน่าประทับใจของเธอเพื่อสร้างชื่อเสียงในวงการเซิร์ฟได้อย่างกว้างขวาง โดยเธอได้กวาดตำแหน่งและรางวัลมามากมายตั้งแต่ปี 2009 และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กผู้หญิงให้กล้าและมั่นใจทำในสิ่งที่ตนเองรัก แมตเธียส ดันดัว (Matthias Dandols) แชมป์โลกนักปั่น BMX ทางเรียบถึงเก้าสมัยด้วยทักษะการปั่นจักรยานอันชำนาญของเขา มาพร้อมกับความสามารถที่ไม่ธรรมดา แซม พิลกริม (Sam Pilgrim) นักปั่นเสือภูเขาไฟฟรีไรด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ด้วยลูกเล่นสองล้ออันผาดโผนสุดน่าทึ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬารุ่นใหม่ของหลายๆ คน และแอนดี้ แอนเดอร์สัน (Andy Anderson) นักสเก็ตบอร์ดมือโปรที่พลิกโฉมวงการสเก็ตบอร์ดด้วยความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่ไม่เหมือนใคร กล้าที่จะฉีกกรอบการเล่นสเก็ตบอร์ดให้แตกต่างจากเดิม

THE PILGRIM – TREAD ON IT

นาฬิกาตระกูล BIG BOLD ที่มาพร้อมกับสายนาฬิกาที่มีลายดอกยางล้อที่ไม่เหมือนใคร หน้าปัดโปร่งใสเนื้อแมตต์ที่มีลายซี่ของล้อจักรยาน หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® ที่จะช่วยบอกเวลาได้ในที่มืด และมากไปกว่าดีเทลพิเศษสำหรับเรือนนี้ จะมีชื่อของแซม พิลกริม (Sam Pilgrim) และลวดลายที่รับแรงบันดาลใจมาจากเสือภูเขาตรงลูปทั้งสอง และฟันตรงปุ่มกดสีแดงที่แสดงถึงรอยยิ้มของผู้ชนะได้แบบกวนๆ

TIME WITH ANDY ANDERSON

นาฬิกาที่ทำจากวัสดุ BioSource ดีไซน์ที่สลับซับซ้อนมาพร้อมกับโทนสีเหลืองและดำที่สะดุดตา ลวดลายของหัวดับเพลิงที่โยงกันทั่วสาย สื่อถึงหัวดับเพลิงจากที่แอนดี้ แอนเดอร์สัน (Andy Anderson) มักจะชอบไปเล่นสเก็ตบอร์ดทั่วโลก ด้านหน้าปัดพิมพ์ชื่อเมืองที่แอนดี้เคยได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวในปี 2021และยังมีลายเซ็นของเขาตรงลูปด้วย ส่วนด้านหลังสายนาฬิกาพิมพ์รูปเห็ดสีเหลืองล้อถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติให้ล้อกับหัวดับเพลิงที่มนุษย์สร้างขึ้นอีกด้านหนึ่ง

COCO HO BLU

นาฬิกาตระกูล SKIN IRONY ที่มีแรงบันดาลใจมากจากความเก๋และความสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติของโคโค โฮ (Coco Ho) รวมถึงเส้นทางกีฬาโต้คลื่นของเธอด้วย รูปทรงดูทะมัดทะแมง ตัวเรือนสแตนเลสสีทองที่บางเป็นพิเศษ หน้าปัดสีเหลือบพร้อมดีเทลสีเทอร์ควอยซ์ผสมผสานกับความเป็นมุกได้อย่างลงตัว

G-TURN

นาฬิกาตระกูล BIG BOLD ที่ทำจากวัสดุ BioSource โดยชื่อรุ่นนั้นได้มากจากท่าไม้ตายที่ แมตเธียส ดันดัว (Matthias Dandols) ชอบใช้ สายนาฬิกาโปร่งใสเนื้อแมตต์ มาพร้อมกับหน้าปัดสีทองที่มีแรงบันดาลใจมาจากเหรียญทองที่ตัวเขาได้พิชิตมาตลอดการเป็นนักปั่น BMX และดีเทลของหน้าปัดที่เป็นลายดอกยางล้อ วงแหวนตรงหน้าปัดเคลือบสาร Super-LumiNova® เพื่อให้เรืองแสงในที่มืดได้ ตรงขอบหน้าปัดมีตัวเลขที่เป็นวันที่สำคัญต่างๆในชีวิตของเขาและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สวมใส่


ภาพและข้อมูล: Swatch

จิม ทอมป์สัน พาออกเดินทางอย่างมีสไตล์ ณ หัวลำโพง แลนด์มาร์กสุดไอคอนิก

จิม ทอมป์สัน ชวนสัมผัสเสน่ห์สุดคลาสสิกของ ‘สถานีกรุงเทพ’ หรือที่เรียกติดปากว่า ‘สถานีหัวลำโพง’ สถานีรถไฟที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย ผ่านแฟชั่นเซตสุดพิเศษ ชวนนางแบบชื่อดัง น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 และเหล่าเพื่อนนายแบบ-นางแบบ มาถ่ายทอดการออกเดินทางครั้งพิเศษกับหลายลุคจากคอลเล็คชั่นใหม่ท่ามกลางบรรยากาศเปี่ยมเสน่ห์ของหัวลำโพง แลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าแห่งกรุงเทพฯ พร้อมชวนเหล่าแฟชั่นนิสต้าเพลิดเพลินกับลายพรินต์สุดไอคอนิกที่ดึงแรงบันดาลใจจากศิลปะการทอผ้าแสนประณีตและลวดลายพันธุ์ไม้ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของเมืองไทย

โดยจิม ทอมป์สัน ใส่ดีเทลความทันสมัยน่ามองเข้าไปในทุกไอเท็ม เพื่อให้ผู้สวมใส่ได้ครีเอตลุคสวย-เท่ทั้งในวันที่แวะเช็กอินโลเคชันเก๋ ๆ และวันที่อยากเดรสอัปอย่างมีสไตล์เพื่ออีเวนต์พิเศษ

เริ่มด้วยอีกหนึ่งลายพรินต์ไฮไลต์ของคอลเล็คชั่นนี้อย่าง Hill Tribe ลวดลายที่อินสไปร์มาจากแพทเทิร์นของผ้าทอพื้นเมืองที่เป็นงานหัตถศิลป์ของภาคเหนือ กลายมาเป็นลายพรินต์แนวกราฟิกในพาเลตส้ม-ชมพูละมุนตา เหล่า
พรินต์เลิฟเวอร์ต้องถูกใจลาย Hill Tribe บนหลากหลายไอเท็มทั้งเสื้อเบลาส์ เชิ้ต กางเกง และเดรส ที่ทำจากผ้าไหมคุณภาพสูงใส่สบาย

สำหรับไอเท็มคุณผู้ชาย จิม ทอมป์สัน ได้นำดอกลำดวน ดอกไม้พื้นถิ่นซึ่งพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มารังสรรค์เป็นลายพรินต์ Graphic Floral ใส่ความมินิมอลและกราฟิกเท่ๆ ให้ลวดลายฟลอรัลได้อย่างน่าสนใจ
ในคอลฯ นี้ ลาย Graphic Floral มาแต่งแต้มอยู่บนไอเท็มเสื้อเชิ้ตแขนสั้นและแขนยาว นำเสนอในโทนฟ้าอ่อนตัดสีน้ำตาล และในเวอร์ชันสีน้ำเงิน ชวนหนุ่ม ๆ มาเติมความสนุกให้การสไตล์ลิ่งลุคทั้งในวันชิล ๆ และวันทำงาน

ส่วนหนุ่ม ๆ ที่ชอบความเรียบง่ายของไอเท็มสีพื้น คอลเล็คชั่นนี้ก็มาพร้อม Jacket Shirt, Polo Shirt และซิกเนเจอร์ไอเท็มอย่าง Fishermen Pants ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกสำหรับคุณผู้ชาย ให้เลือกนำมาแมตช์กันได้ง่าย ๆ เพื่อเสริมความคูลกันแบบไม่มีเบื่อ

สุดท้ายกับซิกเนเจอร์แอกเซสซอรีที่ขาดไม่ได้อย่างผ้าพันคอในลวดลายสุดพิเศษตามแบบฉบับจิม ทอมป์สัน นำความงามของพืชพรรณดอกไม้มาไว้บนผืนผ้าไหมที่ช่วยคอมพลีตลุคเก๋ในทุกโอกาส อาทิ ลาย Floral Silk Twill และลายFloral Décor Silk Twill ในโทนสีสดใสมองเพลิน

การแวะเช็กอินที่หัวลำโพง เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ จิม ทอมป์สัน ในการเดินหน้าครีเอตแฟชั่นแคมเปญที่ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของโลเคชันอันงดงามของเมืองไทย ให้คนไทยและชาวต่างชาติได้ออกเดินทางอย่างมีสไตล์ สู่
เดสติเนชันใหม่ๆ ในภาคเหนือจรดใต้


ตู่-ณัฐพงศ์

ศิลปะที่เป็นมากกว่าของเล่น ตู่-ณัฐพงศ์ ผู้สร้าง Greenie & Elfie

ในตลาดอาร์ตทอยที่กําลังเติบโตแบบพุ่งทะยาน ท่ามกลางศิลปินมากหน้าหลายตาที่มีโอกาสได้แจ้งเกิด หนึ่งในผู้มาก่อนกาลคือ “คุณตู่ – ณัฐพงศ์ รัตนโชคสิริกูล” ผู้สร้างสรรค์คาแร็คเตอร์ Greenie & Elfie ที่ปีหน้า สองเพื่อนซี้จะฉลองครบรอบ 10 ปีแล้ว

ย้อนกลับไปในปี 2015 ในยุคที่โซเชียลมีเดียยังไม่บูม ไม่มีช่องทางการโปรโมตให้เลือกสรรอย่างวันนี้ คุณตู่กลับพาคาแร็คเตอร์โกอินเตอร์จนมีพาร์ตเนอร์ต่างชาติสนใจร่วมลงทุนการผลิต จนถึงวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน ที่ไม่ได้จับตามกระแสเสียทีเดียว แต่มาจากการรู้ความต้องการของแฟน ๆ และเหนืออื่นใดคือการรู้ใจตัวเอง

ตู่-ณัฐพงศ์

Greenie & Elfie

“ผมชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นและชอบวาดรูป กระทั่ง ม.6 แม่ถามว่าจะเรียนต่อด้านไหน ตอนนั้นก็รู้ว่าถ้าบอกแม่ ว่าอยากวาดภาพคงไม่เห็นด้วย เพราะสมัยก่อนไม่มีอาชีพรองรับนักวาดรูป จึงบอกว่าจะเรียนออกแบบตกแต่ง ภายใน เพราะดูเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวาดรูปที่สุดแล้ว ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงเลือกคณะนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะรู้สึกว่าคณะนี้เรียนหลากหลายด้าน

“ช่วงที่เรียนก็ทํางานเสริมไปด้วย ตอนนั้นมีคนมาจ้างให้วาดปกหนังสือที่รวมการ์ตูนญี่ปุ่นหลาย ๆ เรื่องที่แปล ในบ้านเรา ผมรับทํามาเรื่อย กระทั่งเรียนจบก็ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือการ์ตูนไทยชื่อ a.Comix แต่ทําได้ไม่นาน เพราะตลาดการ์ตูนไทยยังไม่เป็นที่นิยม ช่วงที่ออกจากงานมีคนแนะนําให้รู้จักกับพี่บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งตอนนั้น คริสติน (มารี นี่เวล) ศิลปินในสังกัดกําลังจะออกอัลบั้มเดี่ยว เขากําลังหาคนวาดตัวการ์ตูนบนปกอัลบั้มพอดี พี่บอยชอบลายเส้นจึงชวนมาทํางานด้วยกัน หลังจากนั้นก็มีโอกาสทํางานด้วยกันหลายโปรเจ็กต์ ผมเคยเป็น บรรณาธิการฝ่ายการ์ตูนให้นิตยสาร Katch และ Manga Katch ร่วมก่อตั้งบริษัทแอนิเมชั่น BeboydCG กับพี่บอย รวมทั้งเคยทําแอนิเมชั่นออกอากาศทางทีวี เช่น หลวงพ่อจํากับหมู่บ้านจักจั่น และ แดร๊กคูล่าต๊อก รวมถึงมีโอกาสทําการ์ตูนเรื่อง นาค ที่ฉายในโรงหนัง แต่รายได้ไม่คุ้มทุน พอถึงปี 2015 บริษัทแอนิเมชั่นที่ทํา
ด้วยกันก็ปิดตัวลง

“ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะทําอะไรต่อ รู้แค่ว่าที่ผ่านมาเราทํางานเกี่ยวข้องกับคาแร็คเตอร์มาหมดแล้ว กระทั่ง วันหนึ่งเพื่อนซึ่งกําลังเริ่มทําอาร์ตทอยบังเอิญมาเห็นภาพสเก็ตช์ของผม เป็นตัวการ์ตูนเด็กผู้หญิงที่สเก็ตช์เก็บไว้ ตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งเป็นปีที่ กรีนนี่” ลูกสาวของผมเกิด และการ์ตูนตัวนั้นผมก็ตั้งชื่อว่ากรีนนี่ ที่ตั้งชื่อนี้เพราะอยากให้ คนที่อยู่ใกล้มีความสุข สดชื่น สบายใจ เหมือนได้อยู่กับธรรมชาติ

“เพื่อนบอกว่าคาแร็คเตอร์น่ารักดีนะ ทําไมไม่ลองทําเป็นของเล่นดูล่ะ ประโยคนั้นจุดประกายความคิด เพราะที่ผ่านมาทําแอนิเมชั่นและการ์ตูนเยอะ แต่ไม่มีตัวไหนที่รักเป็นพิเศษ ผิดกับกรีนนี่ที่เปรียบเสมือนตัวแทนลูก ถ้าจะลงมือทําอะไรสักอย่างก็ควรเป็นกรีนนี่นี่แหละ ตอนนั้นก็คิดว่าอยากหาคู่หูให้ จึงนึกถึงช้างน้ํา ก่อนหน้านี้ ผมเคยทําตัวอย่างการ์ตูนเรื่อง อัมพวา ซึ่งเล่าถึงความลี้ลับของช้างน้ําที่มีพระธุดงค์เดินทางไปพบในป่าลับแล ในตํานานเล่าว่าถ้าช้างน้ําหลุดออกมาอยู่โลกภายนอกเป็นเวลา 7 วัน หากไม่กลับเข้าไปในป่าลับแลจะตาย ผม จับช้างน้ํามาดีไซน์ให้เหมือนนกฮัมมิ่งเบิร์ด ใช้ปีกเป็นหู พี่บอยช่วยตั้งชื่อให้ว่าเอลฟ์ ซึ่งมาจากคําว่า Elephant
ผสมกับค่าว่า Greenie”

ตู่-ณัฐพงศ์

เปิดตลาดต่างประเทศ

“พอตั้งใจว่าจะทํากรีนนี่เป็นของเล่น เพื่อนก็ชวนไปโชว์ผลงานในงานแฟร์ Hong Kong ToySoul ที่ฮ่องกง ช่วงปลายปี 2015 ผมปรับเรื่องดีไซน์เพิ่ม โดยตั้งคําถามว่าคนที่ซื้อจะได้อะไรจากคาแร็คเตอร์ตัวนี้ สิ่งแรก ที่นึกถึงกรีนนี่คือความสบายใจ อยากให้คนมองแล้วรู้สึกเหมือนมีลมพัดเย็น ๆ เห็นแล้วหายเหนื่อย จึงเป็นที่มา ที่กรีนนี่นั่งหลับตา แล้ววานให้รุ่นน้องช่วยปั้นเป็นโมเดลต้นแบบ นอกจากนี้ผมยังดีไซน์แบ็กกราวนด์ประกอบ เป็นรูปป่า พอกรีนนี้ไปนั่งในนั้น คนจะเห็นภาพมากขึ้น เพราะกรีนนี่ไม่เคยมีแอนิเมชั่นของตัวเอง คนไม่รู้จักมาก่อน เขาต้องขายได้ด้วยตัวเอง จึงต้องใช้ทุกศาสตร์ที่เคยทํามา เพื่อให้คนเห็น แล้วเข้าใจว่าของเล่นชิ้นนี้ต้องการสื่ออะไร

“ผมไปโดยไม่ได้หวังอะไรมาก แต่ปรากฏว่าบริษัทผลิตอาร์ตทอยชื่อ Unbox Industries ถูกใจ ขอซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิต เพราะเขามีโรงงานที่จีนอยู่แล้ว โดย จะออกต้นทุนให้ทุกอย่าง ที่ทําอย่างนี้เพราะเขาอยากซัพพอร์ตศิลปิน และอยากรู้ว่า ถ้าผลิตออกมาวางจําหน่าย คาแร็คเตอร์นี้จะไปได้ไกลขนาดไหน ผมก็ยินดีตกลงเลย ซึ่งล็อตแรกผลิตออกมาทั้งหมด 200 ตัว ใช้เวลาผลิตประมาณ 3 – 4 เดือน ผมขายครั้งแรกในเดือนเมษายน 2016 ที่งาน Thailand Comic Con สยามพารากอน ประมาณ 50 ตัว โดยตั้งราคาขายกรีนนี่กับเอลฟี่เป็นเซตคู่กัน เซตละ 2,800 บาท ตอนนั้นตื่นเต้น แอบคิดเหมือนกันว่าจะขายได้ไหม เพราะ ไม่มีใครรู้จักเราเลย ปรากฏว่าขายหมด ผมถามคนที่มาซื้อว่ารู้จักกรีนนี่ได้ยังไง เขาบอกว่าเห็นจากในงานนี่แหละ รู้สึกว่าน่ารักดีจึงซื้อไป พอจบจากงานที่สยาม พารากอนก็มีงาน Thailand Toy Expo ที่เซ็นทรัลเวิลด์ คนก็ตามไปซื้อจน ของไม่พอ ต้องลงชื่อจองไว้ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากครับที่ได้รับการสนับสนุนตั้งแต่คอลเล็คชั่นแรก

“หลังจากนั้นผมวางแผนเลยว่าแต่ละปีมีงานดีไซเนอร์ทอยที่ไหนบ้าง ซึ่ง สมัยก่อนบ้านเรายังไม่ฮิตเท่านี้ ส่วนใหญ่งานจะจัดที่ต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน และฮ่องกง จําได้ว่าตอนนั้นที่ไต้หวันจัดเดือนตุลาคม ผมก็ดีไซน์เป็นธีมฮัลโลวีน ส่วนที่ฮ่องกงจัดเดือนธันวาคม ผมก็ทําธีมคริสต์มาส จะดีไซน์เพื่อไว้ล่วงหน้า 2-3 เดือน แล้วส่งไปให้พาร์ตเนอร์ผลิต

“ทุกวันนี้ผมก็ยังบินไปไต้หวันกับฮ่องกงทุกปี ผมชอบไต้หวันมาก เพราะ ถ้าแฟน ๆ ชอบของเรา เขาจะชอบอยู่อย่างนั้น และมีความสนใจถึงที่มาที่ไปของ คาแร็คเตอร์ ซึ่งทุกวันนี้ไต้หวันก็ยังเป็นตลาดที่เติบโต และอีกประเทศที่อาร์ตทอยกําลังบูมคืออินโดนีเซีย เพราะคนเริ่มหันมาสะสมมากขึ้นและบินมาซื้อที่ไทยบ่อย

“นอกจากไปขายตามงานแฟร์ ผมก็ขายทีหน้าเพจตัวเอง Greenie & Elfie และในเว็บไซต์ของพาร์ตเนอร์ http://store.unboxindustries.info เราผลิต ครั้งละไม่มาก อยู่ที่หลักร้อยและไม่ผลิต ด้วยความที่ดูแลเองทุกอย่าง ไม่ได้มี ลูกทีม ทั้งการออกแบบ โปรโมต ประกาศขาย ไปจนถึงการจัดส่งของ ข้อดีคือ ได้รับฟีดแบ็กเร็ว อะไรดีหรือไม่ดี จึงแก้ปัญหาได้เร็ว”
แน่นอนว่าทุกการทํางานย่อมเจออุปสรรค สําหรับคุณที่มองว่าถ้าปัญหานั้น ไม่ใช่เรื่องซีเรียส ก็ไม่จําเป็นต้องมองให้ใหญ่เกินไป “การทํางานย่อมเจอปัญหาบ้าง เช่น โรงงานผลิตไม่ตรงใจเรา อาจจะเพี้ยนไปเล็กน้อย ก็แจ้งเขาไป ไม่ได้มอง ว่าเป็นเรื่องใหญ่ อาจเพราะอายุเยอะแล้วมั้งครับ (ยิ้ม) จึงรู้สึกปล่อยวางได้มากขึ้น ต่างจากแต่ก่อนที่ทุกอย่างต้องเป๊ะ ทุกวันนี้ซีเรียสเรื่องเดียวคือการปั้นโมเดลสามมิติ ที่ต้องทําออกมาให้เหมือนต้นแบบที่วาดไว้เป๊ะ ถ้าเหมือน 100 เปอร์เซ็นต์ยิ่งดี

“ตอนนี้มีคอลเล็คชั่นออกทุกเดือน มีคนถามเยอะเหมือนกันว่าทํามา คอลเล็คชั่นแล้ว ผมไม่ได้นับเลย แต่ก็น่าจะเยอะเหมือนกันนะ ล่าสุดท่าซีรีส์ของ เอลฟ์ ดีไซน์เป็นไซส์เล็ก ตั้งใจขายในราคาหลักร้อยเพื่อให้ทุกคนเข้าถึง และไม่ได้ ผลิตเป็นรุ่นลิมิเต็ด จะได้ไม่ต้องรีบซื้อ ตั้งใจว่าจะออกทุกเดือน เดือนละสี อย่าง ตอนนี้มีราว ๆ 30 สี สีละ 200 ตัว ปรากฏว่าแฟน ๆ อยากซื้อเก็บสะสมให้ครบทุกสี กลายเป็นออกมากี่ตัวก็หมด ดีใจมาก ๆ เลยครับ

“นอกจากทําคาแร็คเตอร์ของตัวเอง ที่ผ่านมายังมีโอกาสร่วมงานกับศิลปิน ท่านอื่น อย่างล่าสุดผมทําร่วมกับ Astro Boy ซึ่งเพิ่งจัดงาน Go Astro Boy GO! ที่สยามดิสคัฟเวอร์ไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายน นอกจากนั้นก็มี Labubu, Hello Kitty, SpongeBob, Ghostbusters และอีกหลาย ๆ แบรนด์
“ผมคิดว่าความน่ารักของโลกดีไซเนอร์ทอยคือศิลปินซัพพอร์ตกันและกันพวกเราเติบโตมาพร้อม ๆ กัน ถ้าย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว สมัยที่ยังไม่มีค่ายของเล่น เวลาไปออกงานแฟร์ที่ต่างประเทศ ศิลปินจะทําความรู้จักกัน ช่วยซัพพอร์ตงานของ อีกฝ่าย และถ้าเขาชอบงานผม ผมชอบงานเขา ก็ร่วมงานกันเลย เวลาทํางาน ต่างคนต่างออกแบบแล้วส่งให้กันดู โดยที่ชิ้นงานต้องมีส่วนผสมทั้งของเขาและเรา ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งแฟน ๆ ให้การต้อนรับดีมาก ยิ่งถ้าเขาเป็นแฟนคลับทั้งสองฝ่าย จะยิ่งฟัน หรืออย่างคอลเล็คชั่นที่ผมทําร่วมกับตัวการ์ตูน Creamy Mami ซึ่งเป็น คาแร็คเตอร์ที่ดังมากในญี่ปุ่น แฟน ๆ ก็ให้การตอบรับดีเช่นกัน

“เวลามีคนมาขอร่วมงาน ผมจะถามก่อนว่าทําไมถึงสนใจกรีนนี่กับเอลฟ์ ถ้าเขาชอบคาแร็คเตอร์เราและแนวคิดตรงกัน ก็อยากจะทํางานด้วยกัน ซึ่งแบรนด์ ที่ผมอยากร่วมงานด้วยในตอนนี้คือ Moomin และ Osamu Goods เพราะ เป็นแฟนคลับอยู่แล้ว”

ตู่-ณัฐพงศ์

ทําด้วยใจ ยังไงก็ Sold Out

“เวลาทํางานคิดว่าเหมือนทําของขวัญให้เพื่อนหรือให้ตัวเอง เพราะรู้ว่าเขา อยากได้อะไร ด้วยความที่ทําทุกอย่างเอง เวลาไปออกงานจะรู้จักแฟน ๆ เป็นอย่างดี กลุ่มคนที่ชอบกรีนนี่กับเอลฟี่ชอบอ่านหนังสือ นั่งร้านกาแฟ และเวลาที่เขามาคุย กับเรา เขาจะบอกความต้องการ เช่น อยากให้พี่ทําชิ้นเล็ก ๆ ที่พกพาง่าย จะได้ พาไปเที่ยวด้วย ผมจําได้ว่ายุคแรกที่เราทํากรีนนี่ตัวโตมีคนพกน้องไปเที่ยวจริง ๆ ทั้งที่พกยาก เพราะใหญ่มาก (ยิ้ม) เราก็ปรับตามความต้องการของเขา หรือตอนที่ ผมทําคอลเล็คชั่นกรีนนี่เสิร์ฟกาแฟ ก็มาจากเหตุที่ว่าภรรยาชอบดื่มกาแฟมาก ประเด็นหลักคือไม่ว่าคุณจะออกแบบอะไรก็ตาม ต้องทําของที่ตัวเองอยากได้และอยากเก็บไว้เองด้วย

ในฐานะศิลปินทีต้องสร้างสรรค์ผลงานทุกเดือน เคยมีวันที่นึกงานไม่ออกบ้าง ไหม “แน่นอนว่าต้องมีวันที่นึกอะไรไม่ออก ก็ต้องหยุดพักก่อน ไปดูหนัง อ่าน หนังสือ ออกนอกบ้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แล้วไอเดียจะมาเอง ที่สําคัญคือการ หาเป้าหมายในการทํางาน เวลาผลิตงานแต่ละชิ้นจะคิดเสมอว่าทําของชิ้นนี้เพื่อใคร เช่น ต้องทําเพื่อลูกค้าคนนี้นะ เขาอยากเอาไปเที่ยว หรือทําปลอบใจในวันที่เขาเครียด ต้องนึกเสมอว่ามีคนกําลังรอเราอยู่ เพราะถ้าออกไปเจอแฟน ๆ แล้วโดนถามกลับ มาว่าพี่จะมีอะไรใหม่ ๆ ออกมาไหม หากมัวแต่ขี้เกียจ ก็จะรู้สึกผิด (หัวเราะ) ผมอยากให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจที่มีชิ้นงานของเรา ต่อให้วันหนึ่งเขาเลิกซื้อแล้วก็ตาม แต่ก็ยังอยากให้เขารู้สึกดีกับกรีนนี่และเอลฟ์อยู่

“วันนี้ที่อาร์ตทอยบูมมาก ผมไม่เคยคิดเรื่องคู่แข่ง เพราะคิดว่าของเล่นก็ เหมือนกับเพลงหรือการ์ตูน ถ้ามีคนถามคุณว่าชอบการ์ตูนเรื่องไหน ชอบเพลงอะไร คําตอบมีเยอะมากใช่ไหมครับ เพราะคนเราชอบอะไรได้หลายอย่าง และโลกของอาร์ตทอยมีพื้นที่กว้างพอให้ทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าจะเจอกลุ่มคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กับคุณหรือเปล่า”

อยากเป็นศิลปิน ฟังทางนี้

“เมื่อก่อนผมคิดว่าการจะทําอาชีพนี้ต้องมีแพตเทิร์น เช่น ต้องวาดการ์ตูน ให้ฮิต แล้วค่อยขยับไปทําแอนิเมชั่น จากนั้นทํารายการทีวี ถ้าผลงานออกมาดี มีชื่อเสียง ถึงจะมีสิทธิ์ทําหนังโรง แล้วค่อยออกโปรดักต์ของตัวเอง แต่ยุคนี้เรา สามารถสลับขั้นตอนได้หมด เราทําของเล่นก่อน พอคนรู้จักค่อยไปทําหนังก็ได้ ทุกอย่างง่ายขึ้นเพราะอินเทอร์เน็ต หรือถ้าอยากรู้ว่าดีไซน์ที่ออกแบบมาดูดีหรือเปล่า ก็โพสต์ถามความเห็นเลย หรือถ้าสนใจศิลปินท่านไหน ก็อินบ็อกซ์พูดคุยได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากทําอะไร ต้องพาตัวเองไปอยู่ในวงการนั้น

“สิ่งสําคัญที่สุดคือต้องมีใจรักและให้คุณค่ากับชิ้นงาน ผมไม่อยากให้คิด ทางลัดว่าแค่ปั้นอะไรสักอย่างออกมาแล้วขายได้ก็เป็นศิลปินแล้ว แต่ต้องรัก คาแร็คเตอร์ของตัวเองด้วย ต้องถามว่าถ้าทําของมาขายในราคานี้ ตัวเราเองจะซื้อ หรือเปล่า และต้องตอบให้ได้ว่าลูกค้าเสียเงินซื้ออะไร จะได้อะไรกลับไป และหาก วางของเล่นชิ้นนี้ที่บ้าน จะสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างไร ทําให้เขาคิดถึงเรื่องอะไร เราต้องตอบสิ่งเหล่านี้ให้ได้ก่อน แต่ถ้าทําเพราะคนอื่น ๆ ทํา สักพักก็จะเบื่อ

“คุณอยากออกแบบอะไร ชอบแนวไหน ทําเถอะครับ เพราะตลาดนี้ไม่ได้ จํากัด ค่อยไปหาคนที่ชอบเหมือนคุณก็ได้ เพราะทุกคนชอบเป็นร้อยเป็นพันอย่าง คิดอย่างนี้แล้วจะสบายใจ ซึ่งเชื่อว่ายังไงก็จะมีคนที่ชอบในสิ่งที่คุณทํา”

อาชีพที่ได้รับค่าขอบคุณ

“เมื่อก่อนบ้านเราอาจไม่ค่อยให้คุณค่ากับคาแร็คเตอร์ แต่ทุกวันนี้วงการเติบโต มาก มีศิลปินออกแบบเก่ง ๆ เกิดขึ้นเยอะ ผมคิดว่าคาแร็คเตอร์จะเกิดประโยชน์ กับหลาย ๆ ภาคส่วน เช่น หน่วยงานรัฐอาจจะนําไปใช้เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการ อธิบายงานบางอย่างที่อธิบายเป็นคําพูดออกมายาก แต่ถ้าคนเห็นคาแร็คเตอร์ก็จะ เข้าใจคอนเซ็ปต์งานได้เร็วขึ้น

“ผมคิดว่าคงมีไม่กี่อาชีพในโลกที่เราทํางานได้รายได้ แล้วยังได้รับคําขอบคุณ เพราะทําให้เขารู้สึกดีกลับมาด้วย อาชีพนี้สร้างความสุขให้ผมหลายอย่าง ยังเคยคิด เลยว่าแม่น่าจะมีความสุขมาก ๆ ที่ได้เห็นว่าการวาดรูปก็เป็นอาชีพได้นะ และ รูปวาดก็เป็นตัวแทนของหลานสาวด้วย มันเติมเต็มความรู้สึกมาก ๆ ครับ และยิ่ง ได้ร่วมงานกับคาแร็คเตอร์การ์ตูนที่เราชอบ ก็ยิ่งรู้สึกดีมาก เพราะฉะนั้นหากมีใคร สักคนได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เราทํา ก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว ถ้าเห็นว่าผมทําได้ “คุณเองก็ทําได้เหมือนกัน”

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย เปิดตัวแบรนด์ ‘XPENG’ และยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘G6’

‘เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต’  วิสัยทัศน์อันเปี่ยมด้วยความหมายและแรงบันดาลใจ ของ มร. เหอ เสี่ยวเผิง (He Xiaopeng) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ (XPENG) เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะจากซีกโลกตะวันออก ไปสู่ตลาดรถยนต์ระดับโลก รวมถึงในเมืองไทย ที่วันนี้ เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ อย่างเป็นทางการ จัดงานเปิดตัวแบรนด์ พร้อมภูมิใจนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค เอ็กซ์เผิง รุ่น ‘จีซิกส์’ (G6) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเหล่าผู้ชื่นชอบยนตรกรรมไฟฟ้า ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานพร้อมสัมผัสอย่างใกล้ชิด ที่สเฟียร์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

มร. เจมส์ วู รองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน, เอ็กซ์เผิง มอเตอร์สกล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอัฉจริยะ และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทุกระดับ ที่หลงใหลในเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเราเชื่อว่าเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต ปัจจุบัน เอ็กซ์เผิง ได้รับความนิยมเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศแถบยุโรป รวมไปถึงตะวันออกกลาง เรามีนโยบายในการทำตลาดระดับโลก ผ่านความร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายในประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายในการจำหน่ายที่ครอบคลุม พร้อมบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ ผสานการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสม กับกลุ่มลูกค้าในประเทศไทย”

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจาก เอ็กซ์เผิง มอเตอร์ส ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ‘เอ็กซ์เผิง’ ยานยนต์ไฟฟ้าอัฉจริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบในประเทศไทย ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างลงตัว พร้อมนำเสนอมิติใหม่แห่งการเดินทางอย่างยั่งยืน”

++ XPENG แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ขับเคลื่อนสู่อนาคต ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

เอ็กซ์เผิง แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ก่อตั้งช่วงปี 2557 โดย มร. เหอ เสี่ยวเผิง (He Xiaopeng) ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า ‘เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต’ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับเทคโนโลยีล้ำสมัย พิสูจน์ได้จากสัดส่วนกว่า 40% ของพนักงานทั้งหมดร่วม 20,000 ชีวิต ทำงานอยู่ในแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันก้าวล้ำ ไปถึงยานยนต์บินได้ หุ่นยนต์สุดไฮเทคและอื่นๆ หลังจากนั้นเพียงสองปี เอ็กซ์เผิง ก็สามารถผลิตยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบรุ่นแรกสำเร็จ

จังหวะการขับเคลื่อนธุรกิจของ เอ็กซ์เผิง ก้าวหน้าเป็นลำดับ นอกจากแผนในการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแต่ละรุ่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ G3, P7, G9 เป็นต้น ยังนับเป็นก้าวสำคัญกับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (NYSE-New York Stock Exchange) ขณะเดียวกันก็ได้รุกตลาดเข้าสู่ประเทศแถบยุโรป เปิดโชว์รูมในหลากหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, สวีเดน และ เดนมาร์ก มีนำเสนอระบบขับอัตโนมัติบนทางหลวง (NGP-Navigation Guided Pilot) เป็นรายแรกในประเทศจีน พร้อมเปิดตัวแฟลกชิปสมาร์ทเอสยูวีรุ่น ‘G9’ ควบคู่ไปกับการเฉลิมฉลองในโอกาสที่รุ่น ‘P7’ ได้รับการผลิตครบ 100,000 คัน

สำหรับปีที่ผ่านมา เอ็กซ์เผิง ได้เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะสองรุ่น คือ อัลตร้าสมาร์ทเอสยูวีคูเป้ ‘G6’ และ ‘X9’ อัลตร้าสมาร์ทเอ็มพีวี 7 ที่นั่ง ที่พกพาเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ภายใต้โรงงานผลิต 3 แห่งในประเทศจีน คือ จ้าวชิง, กวางโจว และอู่ฮัน ที่มีกำลังผลิตรวมสูงกว่า 600,000 คันต่อปี พร้อมขยายการทำตลาดไปอีกหลายประเทศทั้งในยุโรป และทวีปอื่นๆ ทั่วโลก

++ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘XPENG G6’ ดีไซน์ผสานเทคโนโลยีที่ลงตัว

‘เอ็กซ์เผิง จีซิกส์’ ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบบ Ultra-Smart SUV Coupe ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากนัก
เขียนนิยายไซ-ไฟ (Sci-Fi) เป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบมอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง แบ่ง 2 รุ่นย่อย คือ G6 Standard
Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 505 กิโลเมตร และ G6 Long Range ชาร์จไฟเต็มขับได้ไกลสุด 625 กิโลเมตร มา
พร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ SiC Architecture ทั้งในส่วนระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ ส่งผลให้กินกระแส
ไฟต่ำ ความร้อนสะสมน้อย และประสิทธิภาพโดยรวมสูง ที่สำคัญติดตั้งเป็นส่วนเดียวกับตัวถัง เรียกว่า Cell Integrated
Body (CIB) ช่วยลดน้ำหนักและมีพื้นที่ห้องโดยสารกว้าง มีการอัพเดททั้งเฟิร์มแวร์และซอฟท์แวร์โดยอัตโนมัติ ผ่าน
ระบบออนไลน์ (OTA-Over The Air) ช่วยให้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยตลอดเวลา และช่วยให้ผู้ขับได้ใช้สิ่งที่ใหม่และทัน
สมัยก่อนใคร ขณะที่ห้องโดยสารสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายด้วยการตกแต่งล้ำสมัยแบบ ‘Intelligent cockpit’ มี
จอแสดงข้อมูลการขับ 10.2 นิ้ว พร้อมทัชสกรีน อเนกประสงค์ (จอกลาง) ขนาด 14.96 นิ้ว พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง
Full scenario voice assistant 2.0 รองรับ Real time continuous voice command recognition, การใช้งานแบบ
มัลติโซน และการใช้งานแบบออฟไลน์ เรียกว่าสวยล้ำด้วยรูปลักษณ์ผสานเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอย่างลงตัว

++ มั่นใจกับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด

ที่สำคัญ เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำตลาดในประเทศไทย ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์
เผิง’ ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตยุคใหม่ และเพิ่มความปลอดภัยใน
การขับมากยิ่งขึ้น ได้แต่งตั้งพาร์ทเนอร์จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการกลุ่มแรกในประเทศไทย ในเขตกรุงเทพฯ
ปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดหลักในแต่ละภูมิภาคจำนวน 12 แห่ง นำโดย เอ็กซ์เผิง รามคำแหง โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ
ครบวงจรที่ได้เปิดให้บริการแล้ว ต่อด้วย สุขุมวิท, ประดิษฐ์มนูธรรม, แจ้งวัฒนะ, ราชพฤกษ์, พัทยา, ราชบุรี, ขอนแก่น,
อุบลราชธานี, อุดรธานี, เชียงใหม่ และเอ็กซ์เผิง ภูเก็ต จะทยอยเปิดบริการเร็วๆ นี้ และยังมีผู้สนใจร่วมลงทุนจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

++รังสรรค์บริการครบวงจร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ภายใต้การบริหารโดยบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ผู้นำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและบริการครบวงจร มอบประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสู่ผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น สถานีอัดประจุไฟฟ้า บริการประกันภัย บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ลิสซิ่ง สินเชื่อรีไฟแนนซ์ และการเงินอย่างครบวงจร บริการหลังการขาย ซ่อมสีและตัวถัง เป็นต้น