เช็คเลย “ตกขาว แบบไหนไม่ธรรมดา” อย่าปล่อยไว้ไม่ไปหาหมอเพราะความอาย!!

วันนี้ แพรวดอทคอม มีบทความดีๆ มีประโยชน์ แต่สาวๆ หลายคนมักมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญมาฝากค่ะ เรื่องของ ตกขาว หรือระดูขาว เป็นของเหลวที่ถูกขับออกจากช่องคลอดของผู้หญิงทุกคน ซึ่งปกติจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ต้องเจอกับตกขาวผิดปกติและปล่อยไว้ไม่ไปหาหมอเพราะความอาย!! ตกขาว แบบไหนต้องไปหาหมอ ปริมาณตกขาวของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นต้องเปรียบเทียบกับตัวเอง ว่าแต่เดิมเคยมีปริมาณตกขาวช่วงก่อนมีรอบเดือน กลางรอบเดือน และหลังรอบเดือนเป็นอย่างไร หากมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณมากขึ้นจนผิดสังเกต ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นการตกขาวผิดปกติ ลักษณะเปลี่ยนไป ปกติตกขาวจะเป็นน้ำขุ่นๆ แปรตามช่วงรอบเดือน โดยช่วงก่อนและหลังประจำเดือนจะขุ่นมากกว่าช่วงกลางรอบเดือน แต่ถ้าตกขาวมีลักษณะขุ่นมากขึ้น จนบางครั้งอาจข้นเหมือนแป้งเปียกหรือคราบนม ตกขาวนี้อาจเกิดจากเชื้อรา สี โดยทั่วไปควรเป็นสีขาวขุ่น อาจมีเหลืองนวลๆ หรือขาวเหลืองนิดๆ แต่ถ้าเริ่มเหลืองเขียว ออกเป็นหนอง ถือว่าไม่ปกติ ตกขาวสีเหลือง เกิดจากติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด มักมีสีเหลืองแต่ไม่ข้นมาก บางครั้งมีฟอง มีอาการคัน และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ส่วนใหญ่เกิดจากโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์หรือจากสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด เช่น ผ้าอนามัยแบบสอด หรืออุปกรณ์ทางเพศ เป็นต้น ตกขาวสีเหลืองหรือสีขาวขุ่น มีสาเหตุมาจากเชื้อรา ลักษณะตกขาวมีความข้น กลิ่นคล้ายนมบูดเมื่อปัสสาวะจะมีอาการแสบคัน เพราะช่องคลอดเกิดการระคายเคือง อาจลุกลามจนเกิดอาการแสบแดงบริเวณขาหนีบ ตกขาวลักษณะนี้มักเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะหรือในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยใช้ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิต้านทาน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น ตกขาวสีเขียว เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด จากการมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรค เช่น โรคหนองใน เป็นต้น ตกขาวมีสีเขียวหรือสีเหลืองปนเขียว มีกลิ่นเหม็นคาวปลา บางรายมีอาการคันและปวดแสบขณะปัสสาวะ ตกขาวสีน้ำตาล ส่วนใหญ่เกิดจากผนังมดลูกลอกตัวช้า มักพบหลังจากมีประจำเดือน ซึ่งในช่วงที่มีประจำเดือนผนังมดลูกยังไม่ทันลอกตัวหมด […]

กู๊ดบายกลิ่นตัวแรงแฝงความอับชื้น…ผิวสุขภาพดีวันฝนพรำ

ฝนที่ตกติดต่อกันหลายวันแบบนี้ก็ทำเอาคนรอบตัวไม่สบายไปหลายคน ทั้งโรคทั่วไป และปัญหาโรคผิวหนัง หรือไม่ใช่โรคแต่มี กลิ่นตัว ที่แรงจนน่าเอือม หากไม่อยากป่วยก็ต้องเตรียมรับมือกันให้พร้อม เริ่มตั้งแต่ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง กินอิ่มด้วยอาหารที่ครบคุณค่าทางโภชนาการ นอนหลับอย่างเพียงพอ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายก็คือการป้องกันค่ะ วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับแพทย์หญิงเพ็ญลดา ครุธโกษา (หมอแหวว) ว่าโรคผิวหนังอะไรที่พบบ่อยในสถานการณ์เปียกปอน ชุ่มฉ่ำ เฉอะแฉะแบบนี้กันบ้าง 1. โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นน้ำกัดเท้า หรือเชื้อราที่เท้า  กลาก เกลื้อน หรือที่เรามักเรียกว่าอาการคันในร่มผ้านั่นเอง ซึ่งเกิดได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เรียกว่าตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเล็บกันเลยทีเดียว จริงๆแล้วเชื้อราสามารถพบได้ในผิวหนังของคนปกติ แต่จะไม่ก่อโรคจนกว่าร่างกายเราจะสร้างสภาวะแวดล้อมให้ราเจริญเติบโตได้ นั่นก็คือการสวมใส่เครื่องนุ่งห่มที่เปียกชื้นอยู่เป็นระยะเวลานาน นอกจากความเปียกชื้นของเสื้อผ้าที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้ราเจริญเติบโตได้แล้ว การที่ผิวหนังเปียกชื้นเป็นเวลานาน ผิวจะอ่อนนิ่มกว่าปกติ ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราสามารถรุกรานเข้าสู่ผิวหนัง ก่อให้เกิดโรคง่ายขึ้น 2. โรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากการแพ้ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูง จะทำให้ผิวหนังอ่อนแอง่าย ยิ่งคนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังอยู่แล้วเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีกว่าเดิม ทำให้ผิวหนังอ่อนแอมากขึ้น อาจมีอาการกำเริบได้โดยไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน หรืออาจมาจากการที่สัมผัสน้ำฝนที่ผ่านการชะล้างทั้งจากมลพิษในอากาศ หรือน้ำที่ผ่านอาคารบ้านเรือนมาสัมผัสผิวของเราประกอบไปด้วยเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ทำให้เกิดผื่นคันตามที่ต่างๆ อาจจะแค่ใบหน้าหรือทั่วทั้งร่างกายเลยก็สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นหากใบหน้าสัมผัสน้ำฝนแล้วมีอาการคัน อย่าอิดออดที่จะทำความสะอาดโดยเร็ว 3. ปัญหาสุขภาพผิวหนังอีกอย่างที่พบได้บ่อยในหน้าฝนคือ กลิ่นตัว แม้จะไม่ถึงขนาดเป็นโรค แต่ก็เป็นปัญหาที่น่ารำคาญอีกเรื่องที่จัดว่าใหญ่โตเลยทีเดียว […]

อุต๊ะ! พลิกวิกฤติเท้าเสี่ยงมีเชื้อรา ด้วย 5 เคล็ดลับ ดูแลเท้ารับหน้าฝนสุดง่าย

สาวๆ หลายคนพกร่มติดตัวป้องกันเม็ดฝนที่จะตกลงมา ซึ่งก็ช่วยให้เนื้อตัวไม่เปียกฝน เลี่ยงไม่สบาย หรือป่วยไข้ได้ระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝนที่ตกหนักก็ทำให้พื้นหรือถนนมีน้ำกักขัง จนบางทีก็ต้องเดินลุยน้ำเหล่านั้นไปทำงานหรือกลับบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งช่วงนี้เห็นไอเดียเก๋ๆ ฝ่ากระแสสายฝนอย่าง รองเท้าพลาสติกลายน่ารักๆ ไว้พกติดตัวใส่คลุมรองเท้าสำหรับเดินลุยฝน ก็นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สาวๆ ที่ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นอย่าง รองเท้าส้นสูง ส้นเตี้ย หรือรองเท้าผ้าใบ เอาไว้ใส่เวลาเดินลุยน้ำสกปรก เพื่อป้องกันเชื้อราที่จะเกิดขึ้นบนเท้า จนอาจทำให้เกิดโรคทางผิวหนัง หรือโรคน้ำกัดเท้าตามมาได้ แต่ก็มีหลายคนอีกเช่นกัน ที่เลือกเดินลุยน้ำไปเลย (แค่ของในกระเป๋าสะพายก็เยอะจนแบกไม่ไหวแล้ว!) วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับดูแลเท้า หลังเดินลุยน้ำมาฝากกัน มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

keyboard_arrow_up