การบินไทย

การบินไทย ฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Plus มอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับแก่สมาชิกตลอดปี 2569

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 33 ปี โปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) ด้วยการยกระดับประสบการณ์สมาชิก ROP ผ่านการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ กิจกรรมพิเศษ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดปี 2569 เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ โดยมี คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ พร้อมด้วย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมในงานแถลงข่าว ณ ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

การบินไทย

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญ “Rise to GOLD” ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก Royal Orchid Plus ระดับ Silver สามารถก้าวสู่สถานะ Gold Member ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมรับเอกสิทธิ์การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ น้ำหนักสัมภาระเพิ่มเติม และสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย Star Alliance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สมาชิก ทั้งกลุ่มที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง สมาชิกที่เคยถือสถานะ Gold รวมถึงสมาชิกที่อยู่ในช่วงใกล้ถึงสถานะ Gold     

ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ โดยผู้บริหารจากการบินไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด ทิศทาง และการพัฒนา Royal Orchid Plus ในอนาคต พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ “บาส” จากช่อง Go Went Go ที่ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักเดินทางและสมาชิก Royal Orchid Plus ถึงประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

การบินไทย

นอกจากนี้ การบินไทยยังเตรียมสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ตลอดทั้งปี อาทิ โปรโมชันร่วมกับ Mastercard ที่มอบ Bonus Miles เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมรายการ สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางการเงิน กิจกรรมในงาน “รักคุณเท่าฟ้า” รวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 30% สำหรับการแลกบัตรโดยสารรางวัลชั้นประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศของการบินไทย

ขณะเดียวกัน Royal Orchid Plus ได้ขยายประสบการณ์ของสมาชิกสู่มิติใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสะสมไมล์ แต่เป็น ecosystem ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับสมาชิก ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือพิเศษ เช่น  GDH Concert ซึ่งสมาชิกสามารถรับโบนัสไมล์และสิทธิประโยชน์พิเศษจากกิจกรรมได้ รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้ โดยสมาชิกสามารถร่วมกิจกรรมและรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำไมล์สะสมมาใช้แลกแพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี ของการบินไทย ครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus และครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays เราได้เตรียมกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เพื่อขอบคุณสมาชิก Royal Orchid Plus ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแคมเปญ Rise to GOLD และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของการบินไทยในการมอบประสบการณ์และคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิกทุกคน”

ทั้งนี้ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือช่องทางสื่อสารของการบินไทยและ Royal Orchid Plus

การบินไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งการสะสมไมล์ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าและความประทับใจให้แก่สมาชิกในทุกการเดินทาง


3 พรีเซ็นเตอร์ เอส เปิดแคมเปญ “est COLA 3×3 Basketball U-League” ด้วยลีกแข่งบาสสุด Awesome

“เอส” แบรนด์น้ำอัดลมขวัญใจ Gen Z สร้างปรากฏการณ์ฮ็อตทะลุกราฟให้ตลาดน้ำอัดลมอีกครั้ง จัดงานเปิดตัวแคมเปญการแข่งขัน “est COLA 3×3 Basketball U-League 2026” ลีกการแข่งขันบาส 3×3 ชิงแชมป์ประเทศไทยสุด Awesome ส่ง 3 พรีเซ็นเตอร์หนุ่มฮอตเอาใจคนรุ่นใหม่ “เจฟ ซาเตอร์” “มีน นิชคุณ” และ “พาย CIR*CRL” โชว์ความหล่อทะลุกราฟ-ชูททะลุห่วง นำทีมสร้างปรากฏการณ์สุด Awesome กับ “THE ICONIC est SHOOT” โชว์เปิดสนามสุดอลัง เพื่อเปิดตัวแคมเปญที่มาพร้อมการโชว์ Passion ของทั้ง 3 หนุ่ม รวมทั้งการท้าดวลมิชชั่นสุดเซอร์ไพรส์ “est SHOOT All-Star Match” บูสทุก Passion กับสเปเชียลเกสต์ตัวท็อปอย่าง วง CIR*CRL, แจ๊คกี้ จักริน และนักบาสทีมชาติไทยจากทีม Hi-Tech Basketball เฟรดดี้ ลิช, โอม ชนาธิป จักรวาฬ, เตเต้ อรรถพงษ์ ลีลาพิพัฒน์กุล และ จูเนียร์ อิมานุเอล ชิเนดุ เอเจสุ รวมทั้ง Rookies นักกีฬาบาส 3×3

3 พรีเซ็นเตอร์ เอส “เจฟ ซาเตอร์” “มีน นิชคุณ” “พาย CIR*CRL” ท้าดวลนักบาสฮ็อต เปิดแคมเปญ “est COLA 3×3 Basketball U-League” ลีกแข่งบาสสุด Awesome

ไฮไลต์ในค่ำคืนนี้ เริ่มด้วยขบวนพาเหรด “THE ICONIC est SHOOT” เปิดฉากด้วยทีมแดนเซอร์โบกธง “est SHOOT FLAG” เข้าจังหวะเพลงฮิปฮอปสุดมัน โดยมี “พาย CIR*CRL” และสมาชิกวง CIR*CRL นำทีมสตรีทแดนซ์ UDO เติมพลังแดนซ์แบบจัดเต็มความซาบซ่าในธีมของ BOOST THE IGNITION แล้วอัปเอนเนอร์จี้ต่อด้วย “มีน นิชคุณ” “แจ๊คกี้ จักริน” และ 4 หนุ่มนักบาส “เฟรดดี้ ลิช” “โอม ชนาธิป” “เตเต้ อรรถพงษ์” และ “จูเนียร์ อิมานุเอล” ที่ออกมาอย่างเท่ในลุคสปอร์ตสุด Awesome ในธีม SHOOT ATHLETIC POWER  ปิดท้ายด้วยโมเมนต์ที่ “เจฟ ซาเตอร์” รับหน้าที่คฑากรหล่อทะลุกราฟ ที่มาพร้อมธีม AWESOME RUNWAY OF GLORY ที่มาชวนทุกคน Shoot แพสชั่นไปด้วยกันอย่างอลังการ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ที่มาเชียร์ลั่นสนาม

อีกหนึ่งโมเมนต์สุด Awesome ภายในงานคือกิจกรรม “est SHOOT All-Star Match” ที่รวมพลังเหล่าพรีเซนเตอร์ ศิลปิน และนักบาสตัวตึงมาประชันสกิลบาสเกตบอลแบบจัดเต็ม แบ่งออกเป็น 2 ทีมสุดซ่า นำโดย ทีม Salty Strike ที่มี เจฟ     ซาเตอร์, พาย CIR*CRL, แซม CIR*CRL, ติวเตอร์ CIR*CRL, เฟรดดี้ ลิช, โอม-ชนาธิป ขณะที่ ทีม Lemon Dunk นำโดย มีน นิชคุณ, แจ๊คกี้ จักริน, เลออน CIR*CRL, พี CIR*CRL, เบน CIR*CRL, เตเต้ อรรถพงษ์, จูเนียร์ อิมานุเอล โดยมีน้อง ๆ นักกีฬาบาสเกตบอล 3×3 มาโชว์ฝีมือสุด Awesome ร่วมกับพี่ ๆ ศิลปินและพี่ ๆ นักบาสทีมชาติไทย บรรยากาศการแข่งขันเต็มไปด้วยเสียงเชียร์และความคึกคักตลอดเกม ทั้ง 2 ทีมต่างงัดสกิลชูทและลีลาการเล่นออกมาแบบสุดพลัง เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ ได้ตลอดการแข่งขัน ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่รวมทั้งความมันส์ ความลุ้น เสน่ห์ความ AWESOME และสกิลบาสที่มาพร้อมความสนุกแบบหลุดกราฟของหนุ่ม ๆ ไว้เกินต้าน

เจฟ ซาเตอร์ กล่าวว่า “ผมว่าบาสเกตบอลมันไม่ใช่แค่เกมกีฬาแข่งแพ้ชนะ แต่ยังเป็นคอมมูนิตี้ของคนมี Passion ที่อยากปล่อยของไปพร้อมกัน มันเป็นวัฒนธรรมร่วมของกีฬา ดนตรี แฟชั่น ฯลฯ ที่หลอมรวมกันได้อย่างลงตัว โดนเส้น  Gen Z และคนรุ่นใหม่ ตอนกิจกรรม “est SHOOT All-Star Match” คือก็สนุกและจริงจังกันมาก ได้ร่วมกิจกรรม ได้ใกล้ชิด ได้ส่งพลังให้ทุกคนที่อยู่ในสนามกีฬาด้วย แล้วที่พวกเราชูทได้ทะลุกราฟแบบไม่ต้องกลัวหมดพลังแบบนี้ได้ เพราะว่ามีตัวซีเคร็ตอย่าง “est Shoot Salty Lemonade” นวัตกรรมน้ำอัดลมล่าสุดของเอส ที่มีส่วนผสมของวิตามินบีคอมเพล็กซ์ เลยช่วยบูสต์พลังและความเปรี้ยวซ่าสดชื่นไปพร้อมกัน ฟีลสดชื่นแบบมีคาแรกเตอร์ ดื่มแล้วเรียกว่าได้บูสต์ความมั่นใจ ก่อนจะ SHOOT ความฝันของตัวเองออกไป ผมว่าเข้ากับคอนเซ็ปต์มาก ๆ ครับ”

ด้าน มีน นิชคุณ เผยความรู้สึกว่า “ผมเป็นสายสปอร์ตอยู่แล้ว พอได้มาเป็นพรีเซนเตอร์เอส ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ est COLA 3×3 Basketball U-League” ซึ่งถือว่าเป็นลีกการแข่งขันบาส 3×3 ชิงแชมป์ประเทศไทยสุด Awesome ในตอนนี้ เหมือนว่าเราได้อยู่ในโลกที่บาสเกตบอลเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนมาส่งพลัง Passion ไปด้วยกัน ผมไปแอบเชียร์น้อง ๆ นักบาส 3×3 แบบติดขอบสนาม ซึ่งแต่ละทีมก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง บางทีมเน้นสปีด บางทีมเน้นทีมเวิร์ก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือแววตาตอนเขาเล่น มันเต็มไปด้วยโฟกัสและความฝัน แถมงานก็ยังมีกิจกรรมให้เขียนข้อความส่งพลังเชียร์ให้น้อง ๆ บน Giant Basketball ต้องขอบคุณเอส ที่สร้างพื้นที่ “est Playground” ให้เป็น “Space of Passion” ทำให้ทุกคนได้มาปล่อยของ กล้า Awesome ในแบบของตัวเองมาก ๆ เลยครับ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ของเอสได้ที่ Facebook: est Cola ครับ”

ปิดท้ายด้วย พาย CIR*CRL ที่กล่าวว่า “ตื่นเต้นที่ได้ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์เอส กับ “พี่เจฟ” และ “พี่มีน” แล้วคืองานเปิดแคมเปญ est COLA 3×3 Basketball U-League” ยังเป็นการเปิดตัว “est Shoot Salty Lemonade” อย่างเป็นทางการอีกด้วย ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่ทะลุกราฟเหมือนยกเวทีคอนฯ หรือแฟนมีตมาไว้เลย ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบคือทั้งแดนซ์และเล่นบาส เรียกว่าได้ SHOOT พลังและตัวตนของเราออกไปให้ทุกคนเห็น วันนี้ est เอาบาสเกตบอลมารวมกับดนตรี การเต้น และกิจกรรมสนุกๆ ได้แบบลงตัวมากๆ มันเลยรู้สึกว่าโลกของสปอร์ตกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์มันมาเจอกัน จอยกันแบบลงตัวมากครับ จะบอกว่าชอบ “est Shoot Salty Lemonade” มากเลยครับ เพราะมันให้ฟีลซ่า รู้สึกเฟรช ดื่มแล้วทั้งอร่อย สดชื่น แบบมีพลังพร้อมจะแอคทีฟอีกรอบ”

สำหรับงานแถลงข่าวเปิดแคมเปญ “est COLA 3×3 Basketball U-League” และเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ “est Shoot Salty Lemonade” จัดขึ้น ณ CU Sport Complex จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ท่ามกลางบรรยากาศสุด Awesome โดยมีลูกบาสยักษ์ “BASKETBALL OF PASSION” ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมเขียน PASSION ของตัวเอง  หรือจะส่งข้อความให้กำลังใจน้อง ๆ นักบาสรุ่นใหม่ หรือจะถ่ายภาพเก็บโมเมนต์สุดซ่าแชร์ลงโซเชียลกันแบบเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีบูทแจกตัวอย่าง “est Shoot Salty Lemonade” ให้ผู้ร่วมงานได้ลองสัมผัสรสชาติความซ่า ทะลุกราฟตลอดทั้งวัน เพิ่มดีกรีความสนุกโดย 2 พิธีกรอารมณ์ดี “ก๊อตจิ ทัชชกร” และ “เลโอ โซสเซย์” ชูทความสนุกให้กับเหล่าแฟนคลับและกองเชียร์ของทุกทีมตลอดทั้งงาน

นอกจากนั้น เอส ยังให้การสนับสนุนลีกการแข่งขันบาสเกตบอลระดับเยาวชน “D-League Youth Basketball” โดยร่วมกับ บริษัท ไททาเลนท์ จำกัด และสมาคมกีฬาบาสแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนที่มีใจรักในกีฬาบาสเกตบอลได้แสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และเฟ้นหาดาวรุ่งในวงการบาสเกตบอลที่จะก้าวขึ้นเสริมทัพทีมชาติไทยในอนาคต

ติดตามความเคลื่อนไหวและสมัครแข่งขัน ได้ที่ www.bsatthai.org หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน Facebook: est Cola


สีสัน ความโรแมนติก และกลิ่นอายแห่งการเดินทางบนรันเวย์ Cruise 2027

คอลเล็คชั่น Cruise 2027 จาก Chanel, Dior, Gucci และ Louis Vuitton ต่างพาแฟชั่นฤดูรีสอร์ตกลับไปสู่บรรยากาศของการเดินทางอีกครั้ง

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของฤดูกาลนี้คือ “พาเลตสี” ที่เข้ามากำหนดอารมณ์ของทั้งคอลเล็คชั่น ตั้งแต่โทนพาสเทลอ่อนละมุนที่เหมือนถูกแสงแดดฤดูร้อนฟอกจนจาง สีฟ้าและน้ำเงินที่ชวนให้นึกถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สีแดงเข้มที่ให้ความรู้สึกเหมือนฉากหนึ่งในภาพยนตร์คลาสสิก ไปจนถึงเฉดสีน้ำตาลที่ให้ความหรูหรา

เริ่มต้นด้วยเฉดสีที่เห็นได้ชัดบนหลายรันเวย์ นั่นคือ “Sun Faded Pastels” หรือพาสเทลที่ดูเหมือนถูกแดดฤดูร้อนค่อยๆ ฟอกจนซีดละมุน ทั้งเหลืองครีม ชมพูอ่อน มิ้นต์หม่น และลาเวนเดอร์จางๆ สีเหล่านี้ช่วยทำให้เสื้อผ้าดูเบา โปร่ง และสบายตา พร้อมเติมกลิ่นอายโรแมนติก

ขณะที่ “Mediterranean Blue” ถ่ายทอดเสน่ห์ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านเฉดฟ้าอความารีนและน้ำเงินเข้ม ให้ทั้งความสดชื่น สุขุม และความผ่อนคลายแบบฤดูร้อนในยุโรป

ในอีกด้านหนึ่ง “Cinema Rouge” คือสีแดงที่เข้ามาเพิ่มความดรามาติกให้กับฤดูกาลนี้ ตั้งแต่แดงเชอร์รี่ แดงกำมะหยี่ ไปจนถึงแดงไวน์เข้ม ทุกเฉดล้วนให้ความรู้สึกเย้ายวน น่าค้นหา และดูทรงพลังราวกับฉากในภาพยนตร์คลาสสิก

ในด้าน “Café Noir” เฉดน้ำตาลเข้มตั้งแต่โกโก้ เอสเปรสโซ ไปจนถึงคาราเมลไหม้ ก็กลายเป็นอีกสีสำคัญที่ช่วยเติมความลุ่มลึกและความอบอุ่นให้กับลุค ทั้งบนหนัง เฟอร์ และผ้าโปร่งพลิ้ว จนกลายเป็นความหรูหราที่สุขุม และร่วมสมัยมากขึ้นสำหรับ Cruise 2027


ภาพ: Courtesy of Brand

คลาสสิกและหรูหรา มินิเดรส After Party “ญาญ่า อุรัสยา” จาก Louis Vuitton

สมฐานะเฮ้าส์แอมบาสเดอร์ประจำ Louis Vuitton เมื่อเมซงรังสรรค์มินิเดรสสีขาวให้ “ญาญ่า อุรัสยา” อีกหนึ่งชุด สำหรับลุคอาฟเตอร์ปาร์ตี้ที่ยังคงกลิ่นอายความสง่างามไว้ ด้วยซิลลูเอตเข้ารูปช่วงลำตัว และเพิ่มความสนุกสนานให้กับลุคด้วยกระโปรงสั้นทรงพอง

สำหรับซิลลูเอตของชุดโดดเด่นด้วยคอร์เซ็ตโครงเสริมที่ขึ้นรูปอย่างประณีต ไล่ต่อสู่กระโปรงทรงปลายแหลมแบบสองเลเยอร์ พร้อมโบเลโรคอสูงที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายย้อนยุค ตกแต่งด้วยแขนพัฟทรงวอลุ่ม สร้างสมดุลระหว่างพลัง ความสง่างาม และความอ่อนหวานแบบเฟมินีนได้อย่างลงตัว ดีเทลลายดอกไม้ที่ติดแต่งด้วยมือ ใช้เวลากว่า 400 ชั่วโมงในการรังสรรค์ และอีกกว่า 1,000 ชั่วโมงสำหรับการประกอบชุดเข้าด้วยกันด้วยความประณีตทุกขั้นตอน สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมืออันเหนือระดับของเมซง


Medici Playhouse

Medici Playhouse ดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งฟลอเรนซ์ในโรงละครแห่งรสชาติใจกลางหลังสวน

ดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งฟลอเรนซ์ในโรงละครแห่งรสชาติใจกลางหลังสวน

หากนิยามของความโรแมนติกคือการผสมผสานระหว่างศิลปะ รสชาติอาหาร และท่วงทำนองที่นุ่มนวล Medici Playhouse Italian Restaurant & Bar Bangkok ณ Hotel Muse Bangkok, Autograph Collection By Marriott คืออัญมณีเม็ดงามใจกลางย่านหลังสวนที่พร้อมจะเปลี่ยนการเฉลิมฉลองของคุณให้กลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่า ภายใต้บรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตระกูล Medici แห่งฟลอเรนซ์ ผู้อุปถัมภ์ศิลปินก้องโลกในยุคเรเนสซองส์ ที่นี่จึงเป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นพื้นที่ที่ดนตรีและมิตรภาพอยู่รวมกันอย่างลงตัว

บรรยากาศที่เปลี่ยนทุกมื้ออาหารให้เป็นดั่งงานศิลปะ

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ Medici Playhouse คุณจะพบกับการออกแบบที่เน้นความใกล้ชิดภายใต้แสงเทียนอันอบอุ่น ให้พลังงานเสมือนห้องไวน์อิตาลีคลาสสิกที่แฝงด้วยความลึกลับน่าค้นหา โทนการตกแต่งที่โดดเด่นสไตล์ Florence Renaissance มอบความรู้สึก Dramatic และหรูหราแบบ Understated Luxury ทำให้ที่นี่ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่โรแมนติกที่สุดในกรุงเทพฯ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่มองหาร้านอาหารฉลองครบรอบ หรือการออกเดทที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและมีระดับ

ความสุนทรีย์จากดนตรีสดและรสชาติอิตาเลียนต้นตำรับ

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Medici Playhouse แตกต่างคือประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ดื่มด่ำควบคู่ไปกับ Daily Live Music ดนตรีสดคุณภาพที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละคืน ตั้งแต่แนวแจ๊สคลับไปจนถึงกลิ่นอายโรงละครยุโรปวินเทจ เริ่มขับกล่อมทุกวันตั้งแต่เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป 

สัมผัสรสชาติอิตาเลียน-เมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นความละเมียดละไม ตั้งแต่พาสต้าโฮมเมดจานซิกเนเจอร์อย่าง Ravioli fiore ไปจนถึง Fusilli alla Zozzona ที่มอบประสบการณ์ Interactive สุดพิเศษด้วยการปรุงสดให้ชมถึงที่โต๊ะ เมื่อจับคู่กับไวน์พรีเมียมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทุกคำที่คุณลิ้มลองจึงไม่ใช่แค่การทานอาหาร แต่คือการดื่มด่ำกับศิลปะแห่งรสชาติอย่างแท้จริง

โมเมนต์พิเศษในพื้นที่แห่งความทรงจำ

ไม่ว่าจะเป็นวินาทีที่แสงไฟตกกระทบแก้วไวน์ในคืนฉลองครบรอบหรือวันเกิด ทุกรายละเอียดถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจ เปลี่ยนค่ำคืนสำคัญของคุณให้กลายเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำตลอดไปในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและเอ็กซ์คลูซีฟที่สุด

ข้อมูลและการติดต่อสำรองที่นั่ง

  • สถานที่ตั้ง: โรงแรม Hotel Muse Bangkok, Autograph Collection 55/555 ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี (ใกล้ BTS ชิดลม)
  • เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 17:30 – 00:00 น.
  • ดนตรีสดทุกวัน: เริ่มเวลา 19:00 น. เป็นต้นไป (ไม่มีค่า Cover Charge)
  • จองโต๊ะออนไลน์: https://bit.ly/47ZS62X
  • โทรศัพท์: +66 (0) 2 630 4000
  • LINE: @medicibkk เว็บไซต์: www.medicikitchenandbarbangkok.com
โชซึงยอน (WOODZ)

โชซึงยอน (WOODZ) สะกดทุกสายตา! คอนเสิร์ตในไทยจะไม่มีวันลืม

โชซึงยอน (WOODZ) สะกดทุกสายตา!“2026 WOODZ WORLD TOUR ‘ Archive. 1 ’ IN BANGKOK”จัดเต็มเสียงร้อง โปรดักชัน และโมเมนต์ที่ MOODZ ไทยจะไม่มีวันลืมโชซึงยอน (WOODZ)

สมการรอคอยของแฟน ๆ ชาวไทยอย่างแท้จริง สำหรับคอนเสิร์ต “2026 WOODZ WORLD TOUR ‘ Archive. 1 ’ IN BANGKOK” ของศิลปินมากความสามารถ “WOODZ” (โชซึงยอน) จากค่าย EDAM Entertainment ที่กลับมาระเบิดความมันส์บนเวทีประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 2 ปีครึ่ง พร้อมพาทุกคนดำดิ่งเข้าสู่โลกดนตรีของเขาตลอดระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมง ผ่านเซ็ตลิสต์แน่น ๆ และโชว์ดนตรีสดสุดเข้มข้นที่ทำเอา MOODZ ไทยกรี๊ดสนั่นทั้งฮอลล์ “BEX” บริษัทอีเวนต์ออกาไนเซอร์ในเครือเวิร์คพอยท์กรุ๊ป ร่วมกับ YJ PARTNERS และ PROUD2 ยังคงรักษามาตรฐานโปรดักชันระดับอินเตอร์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์คอนเสิร์ตที่ทั้งเข้มข้น อบอุ่น และเต็มไปด้วยพลังดนตรี โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 “2 รอบการแสดง” ณ ONE BANGKOK FORUM

เปิดโชว์อย่างดุเดือดด้วย “Bloodline” ตามด้วย “Downtown” และ “Dirt on my leather” ที่เรียกเสียงกรี๊ดตั้งแต่วินาทีแรก ก่อนจะต่อเนื่องความร้อนแรงด้วย “Dayfly”, “NA NA NA” และ “Love Me Harder” ที่ซึงยอนปล่อยพลังทั้งเสียงร้องและ Performance แบบเต็มศักยภาพ พร้อมโปรดักชันแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์สุดอลังการที่ยกระดับโชว์ให้เดือดยิ่งขึ้น อีกหนึ่งช่วงที่แฟน ๆ ประทับใจคือพาร์ทอารมณ์ลึกซึ้งกับ “GLASS”, “I’ll Never Love Again”, “Drowning” และ “CINEMA” ที่ทั้งฮอลล์ร่วมกันร้องไปพร้อมกัน ก่อนส่งต่ออารมณ์ด้วย “Different”, “Plastic” และ “NOID” ที่เผยเสน่ห์ทางดนตรีของ WOODZ ได้อย่างชัดเจน ทั้งความดิบ ความเปราะบาง และความเท่ในคนคนเดียว

แต่หนึ่งในโมเมนต์ที่เรียกเสียงฮือฮาและทำเอาแฟน ๆ ชาวไทยซึ้งกันทั้งฮอลล์ คือช่วงเซอร์ไพรส์พิเศษที่ WOODZ เลือกหยิบเพลง “ซ่อน(ไม่)หา – Jeff Satur” มาคัฟเวอร์บนเวที ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความตั้งใจ ส่งผ่านความรู้สึกอบอุ่นไปถึงแฟน ๆ ชาวไทยโดยตรง กลายเป็นโมเมนต์สุดพิเศษที่ทั้งเซอร์ไพรส์และตราตรึงหัวใจ MOODZ อย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การร้องเพลงไทย แต่เป็นเหมือนการสื่อสารความรู้สึกจากศิลปินถึงแฟน ๆ ผ่านบทเพลงที่ทุกคนรักร่วมกัน ก่อนจะเปลี่ยนอารมณ์กลับเข้าสู่โหมดร็อกเดือดอีกครั้งใน “To My January”, “The Spark”, “AMNESIA” และ “Busted” ความเดือดยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงท้ายโชว์กับ “Human Extinction”, “Smashing Concrete”, “Who Knows” และ “Stray” ที่ WOODZ วิ่งทั่วเวที ปล่อยพลังแบบไม่มีพัก พร้อมชวนแฟน ๆ กระโดดและร้องตามกันแบบสุดเสียง ก่อนจะเข้าสู่ Encore ที่แฟน ๆ รอคอยกับ “POOL”, “Multiply”, “STOP THAT”, “I hate you” และปิดท้ายค่ำคืนอย่างสมบูรณ์แบบด้วยเพลงฮิต “BUMP BUMP” ท่ามกลางเอฟเฟกต์สุดยิ่งใหญ่และเสียงกรี๊ดกระหึ่มทั่วทั้งฮอลล์

นอกจากโชว์สุดเข้มข้นแล้ว MOODZ ชาวไทยยังร่วมกันจัด Fan Project สุดพิเศษตลอดทั้ง 2 วันการแสดง ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ Message Banner ในเพลง “Love Me Harder”, “BUMP BUMP”, “NA NA NA” และ “To My January” ที่ทั้งฮอลล์พร้อมใจกันชูข้อความให้ WOODZ ได้เห็นเป็นภาพที่สวยงามและอบอุ่นหัวใจอย่างมาก รวมถึงในรอบวันอาทิตย์ แฟน ๆ ยังได้เซอร์ไพรส์เพิ่มเติมด้วย Fan VDO Project ที่ถ่ายทอดความรู้สึกและความรักที่มีต่อ WOODZ จนทำเอาบรรยากาศภายในฮอลล์เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเสียงเชียร์แห่งความประทับใจ เรียกได้ว่าสมศักดิ์ศรี “ตัวพ่อ Performance” จริง ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นพลังเสียงสด การเล่นกีตาร์สดบนเวที เสน่ห์การเอ็นเตอร์เทน หรือการสื่อสารกับแฟน ๆ WOODZ ก็ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนสร้างค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความทรงจำสุดพิเศษให้กับ MOODZ ไทยอีกครั้ง

แล้วมาร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่กับ WOODZ ด้วยกันอีกครั้งในอนาคต พร้อมติดตามข่าวสารกิจกรรมและข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ X: @BEX_Concert

อพาร์ทเมนท์ จางวอนยอง กับเฟอร์นิเจอร์ระดับนักสะสมที่กลายเป็นไวรัล

ส่องอพาร์ทเมนท์ จางวอนยอง ผ่านเฟอร์นิเจอร์สุดลักชัวรี่ ตั้งแต่ Dune Sofa ราคากว่า 3 ล้านบาท ไปจนถึงของตกแต่งสุด playful ที่กำลังได้รับการพูดถึงทั่วโลกออนไลน์

หลายวันมานี้ หากติตตามโซเชียลอยู่เป็นประจำ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บนฟีดอินสตาแกรมเต็มไปด้วยคอนเทนต์เปิดลิสต์เฟอร์นิเจอร์ใน อพาร์ทเมนท์ จางวอนยอง หนึ่งในสมาชิก IVE ผู้เป็นกระแสไวรัลอยู่เสมอ เช่นเดียวกับครั้งนี้ แค่เพียงเธอโพสต์ภาพที่อยู่ในที่พักของตัวเอง ก็ทำให้ใครหลายคนพากันไปโฟกัสกับของตกแต่งภายในห้องที่แต่ละชิ้นมีทั้งที่มา รายละเอียด และราคาที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในโลกโซเชียลยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อพาร์ทเมนท์ ของจางวอนยอง เหมือนเป็น Mood Board ของรสนิยมที่ผสมผสานระหว่าง ความหรูหรา นุ่มนวล และขี้เล่นไว้ในพื้นที่เดียวกัน

Ensemble Dune

ชิ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้น Ensemble Dune จาก Paulin, Paulin, Paulin โซฟาทรงโค้งขนาดใหญ่ ผลงานออกแบบของ Pierre Paulin ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวฝรั่งเศส และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์สายสะสมที่หายากมากในโลกอินทีเรียร์ร่วมสมัย

จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ คือรูปทรงโค้งมนคล้ายประติมากรรม ให้ความรู้สึกทั้งล้ำยุคและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน ส่วนราคานั้นก็สมฐานะไอเท็มไวรัล เพราะอยู่ที่มากกว่า 100,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 3 ล้านบาท เลยทีเดียว

Ghost Fireplace

ชิ้นที่คนสะดุดตาคือ Ghost Fireplace จาก EcoSmart Fire เตาผิงดีไซน์ใสที่ดูเหมือนกล่องแก้วลอยอยู่กลางห้อง แม้จะดูมินิมอล แต่ความจริงราคาก็แตะประมาณ 2,595 ดอลลาร์ หรือประมาณ 85,000 บาท โดยเสน่ห์ของเตาผิงอยู่ที่ความโมเดิร์น ซึ่งต่างจากเตาผิงแบบคลาสสิกที่มักให้ความรู้สึกหรูแบบผู้ใหญ่

Floor Lamp Erosia, Deko Object Cherries & Pink Sheep

นอกจากอพาร์ตเมนต์จางวอนยอง จะโดดเด่นไปด้วยเฟอร์นิเจอร์งานดีไซน์ระดับนักสะสม แต่ายในที่พักแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ซ่อนความสนุกสนานไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน

เช่น Floor Lamp Erosia โคมไฟตั้งพื้นทรงโค้งมนราวงานประติมากรรม ราคาประมาณ 3,433 ดอลลาร์, Deko Object Cherries จาก KARE พร็อพเชอร์รี่สุดน่ารัก ราคา 59.99 ยูโร รวมถึง Pink Sheep จาก Meier Germany และของตกแต่งรูปแกะสีชมพูราคาประมาณ 535 ยูโร จาก Meier Germany

ว่ากันว่าถ้า Dune Sofa คือความลักชัวรี่ในแบบงานออกแบบระดับ Museum-Worthy ของตกแต่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เติม “บุคลิก” ให้บ้านดูสนุกสนานและเฟมินีนมากขึ้น

Harcourt 1841 Coupes

สุดท้ายแก้วคริสตัลที่เติมกลิ่นอายแบบ Parisian Luxury “Harcourt 1841 Coupes” จาก Baccarat ราคาประมาณ 860 ดอลลาร์ และเป็นหนึ่งในดีไซน์ที่คลาสสิกที่สุดของ Baccarat ซึ่งอยู่คู่กับแบรนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ด้วยรูปทรงเหลี่ยม “Signature Cut Crystal” ทำให้แก้วรุ่นนี้ให้ภาพจำแบบ Old Money Aesthetic ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลัง

เมื่อดูจากดีเทลการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นแล้ว ก็ทำให้เห็นว่าเซ้นส์การตกแต่งบ้านของเธอไม่ธรรมดา เพราะนอกจากความสวยงาม ลักชัวรี่ที่เรามองเห็นแล้ว ก็ยังสะท้อนตัวตนสนุกสนาน และน่ารักของเธอได้เป็นอย่างดี


ภาพ: Instagram @for_everyoung10

Gucci เปิดตัว “The Original Sinner” แคมเปญใหม่ร่วมกับ Jannik Sinner

Gucci เปิดตัวแคมเปญใหม่ “The Original Sinner” ร่วมกับ Jannik Sinner แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ที่ร่วมงานกับเฮาส์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปี พร้อมพาโลกแฟชั่นกลับไปสำรวจเสน่ห์ของกีฬาเทนนิสอีกครั้ง ผ่านมุมมองที่ทั้งร่วมสมัย ขี้เล่น และเต็มไปด้วยตัวตนอันชัดเจน

ชื่อของแคมเปญครั้งนี้เป็นการเล่นคำจากนามสกุลของนักเทนนิสชาวอิตาเลียน โดยคำว่า “Sinner” ถูกนำมาต่อยอดเป็นแนวคิดที่พูดถึงความเป็น “Original” หรือความเป็นต้นฉบับในแบบของตัวเอง ซึ่งก็สะท้อนตัวตนของ Jannik Sinner ได้อย่างชัดเจน ทั้งในฐานะนักกีฬาและบุคคลแห่งวงการแฟชั่นยุคใหม่

ภาพสำคัญของแคมเปญคือการเปลี่ยนลูกเทนนิสให้กลายเป็นแอปเปิล สัญลักษณ์ที่แฝงทั้งความสนุกและความหมายเชิงสัญลักษณ์ สื่อถึงพลัง ความสดใหม่ และจิตวิญญาณอันแตกต่างที่เขานำเข้ามาสู่ทั้งสนามแข่งขันและโลกสไตล์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เทนนิสถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของ Gucci โดยความสัมพันธ์ระหว่างเฮาส์กับกีฬาชนิดนี้ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค 1970s เมื่อ Gucci เริ่มนำกลิ่นอายของเทนนิสไลฟ์สไตล์เข้าสู่โลกแฟชั่นผ่านแอ็กเซสซอรี่และงานออกแบบ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนากลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับ Jannik Sinner ที่ตลอดเส้นทางอาชีพ เขามักสร้างภาพจำใหม่ๆ ให้กับวงการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าชัยในรายการระดับเมเจอร์ หรือการสร้างโมเมนต์แฟชั่นไวรัลจากการถือกระเป๋าดัฟเฟิล Gucci แบบคัสตอมลงสนามแข่งขัน ทุกการปรากฏตัวของเขาดู effortless แต่ยังคงทรงพลังในแบบที่เป็นตัวเอง

เนื่องในโอกาสเปิดตัวแคมเปญ Gucci ยังเตรียมจัดแสดงสื่อ Out of Home บริเวณ Bibliothèque François Mitterrand กรุงปารีส พร้อมการปรากฏตัวพิเศษของ Jannik Sinner ที่ร้าน Gucci สาขา Avenue Montaigne อีกด้วย


ภาพและข้อมูล: Courtesy of Brand

แสนสิริ จับมือ Thairath Plus+ เปิดแคมเปญ “Behind The Design by Sansiri”

“ดีไซน์” ในวันนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องของความสวยงามหรือฟังก์ชันการใช้งานอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของผู้คนในสังคมเมืองอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป จากการรับสารแบบทางเดียว สู่การมีส่วนร่วมและการตีความที่ลึกขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้านนี้ กำลังทำให้ “วิธีเล่าเรื่องของแบรนด์” ต้องปรับตัวตาม จากการสื่อสารแบบเดิมที่เน้นการบอกเล่า ไปสู่การเปิดพื้นที่ให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ และการมีส่วนร่วมของผู้คนในวงกว้าง

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว แสนสิริประกาศจับมือกับ Thairath Plus+ เพื่อเปิดบทใหม่ให้กับแพลตฟอร์ม “Behind The Design” ขยายขอบเขตจากคอนเทนต์ด้านการออกแบบ สู่การสำรวจดีไซน์ในบริบทของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวิตร่วมสมัย

แสนสิริเขย่าบทบาทแบรนด์ รวมทีม Thairath Plus+ สร้างแคมเปญ “Behind The Design by Sansiri” เล่าดีไซน์ผ่านหลากเรื่องราวร่วมสมัย

จาก Storytelling สู่ “บทสนทนา” ที่เปิดกว้างหลากหลายขึ้น

ที่ผ่านมา Behind The Design ทำหน้าที่บอกเล่าเบื้องหลังของการออกแบบ ทั้งแนวคิดทางสถาปัตยกรรม การเลือกใช้วัสดุ และองค์ประกอบทางศิลปะ ไม่ได้จำกัดกรอบอยู่บนแค่เรื่องของ ความสวยงาม ความหรูหรา และมากมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่บอกเล่าเพื่อสะท้อนเรื่องราวของการอยู่อาศัยในทุกเซกเมนต์

และในปี 2026 แสนสิริขยับแพลตฟอร์มนี้ไปอีกขั้น จากการเล่าเรื่องโดยแบรนด์ สู่ “พื้นที่บทสนทนา” ที่เปิดให้เกิดการร่วมสร้างสรรค์และตีความจากหลากหลายมุมมอง การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแสนสิริในการขยับบทบาท จากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ไปสู่แบรนด์ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนบทสนทนาด้านวัฒนธรรม

เมื่อดีไซน์ไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกออกแบบ แต่คือเรื่องเล่าในชีวิตประจำวัน

ภายใต้แนวคิด “Sansiri Design Leader” คอนเทนต์ในเฟสใหม่นี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจสิ่งของและพื้นที่ที่คุ้นเคย ผ่านมุมมองที่ลึกขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้น การเปลี่ยนผ่าน ไปจนถึงการตีความใหม่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น “รูปปั้นสิงโต” สัญลักษณ์แห่งผู้นำ สู่เรื่องราวของอีโก้ สัญญะ และป็อปคัลเจอร์ หรือ “แชนเดอเลียร์” จากแหล่งกำเนิดแสง สู่สัญลักษณ์ของความหรูหรา ทุกองค์ประกอบถูกนำเสนอในฐานะความหมายที่เชื่อมโยงกับยุคสมัยและการใช้ชีวิต

Thairath Plus+ กับบทบาท Co-Creator ของบทสนทนา

ความร่วมมือกับ Thairath Plus+ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายช่องทางการสื่อสาร แต่เป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบ Editorial Co-Creation โดย Thairath Plus+ ทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ในการตีความและขยายมุมมองของดีไซน์ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง

เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “Design Conversation” ที่เชื่อมโยงไปสู่ Micro Community ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Gen Z สายครีเอทีฟ ศิลปะ หรือไลฟ์สไตล์ ที่มีความสนใจเฉพาะตัวและต้องการมุมมองที่ลึกมากกว่าคอนเทนต์ทั่วไป

Behind The Design ในบทใหม่ จึงไม่ใช่เพียงคอนเทนต์ของแบรนด์ แต่คือพื้นที่ที่เปิดให้ผู้คนได้เข้าใจ ตีความ และเชื่อมโยงดีไซน์กับชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงองค์ประกอบของการอยู่อาศัย สู่การเป็น “ความหมาย” ที่สะท้อนวิธีคิด ไลฟ์สไตล์ และบริบทของแต่ละยุคสมัย การขยับครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร แต่คือการขยับบทบาทของแสนสิริให้เข้าไปอยู่ในบทสนทนาด้านวัฒนธรรม ที่เปิดกว้างให้หลายมุมมองเข้ามาร่วมสร้างความหมายร่วมกันอย่างแท้จริง

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Behind The Design ในเฟสใหม่ ที่จะค่อย ๆ เปิดมุมมองของดีไซน์ให้ลึกขึ้น กว้างขึ้น และเชื่อมโยงกับชีวิตมากกว่าที่เคย มาร่วมติดตามการเดินทางของบทสนทนานี้ได้ผ่านคอนเทนต์ซีรีส์รูปแบบต่าง ๆ บน Thairath Plus+ ได้แล้ววันนี้


กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

บทเรียนชีวิต 70 ปี ของศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

หากลองเสิร์ชชื่อ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นอกจากประวัติที่บอกว่าเป็นหนึ่งในนักกฎหมายแนวหน้าของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีและกฎหมายธุรกิจครอบครัวไทย

สิ่งถัดมาที่คุณจะเห็นคือตำแหน่ง “ประธาน” ที่เรียงยาวเหยียด

ตั้งแต่ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 2 สมัยแล้ว ประธานกรรมการบริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัดประธานกรรมการธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) อดีตประธานกรรมการบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด และยังเป็นประธานกรรมการในอีกหลาย ๆ บริษัท

แต่ครั้งนี้ แพรว จะไม่คุยเรื่องงานเพียงอย่างเดียวแต่ขอเน้นเรื่องราวการใช้ชีวิตที่น้อยคนจะรู้ ตั้งแต่วิธีคิดที่ทำให้เดินทางมาถึงวันนี้ ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จจนอีโก้พุ่งทะยานถึงขีดสุด ก่อนจะพบสัจธรรม ที่เปลี่ยนมายด์เซตในการมองโลก

นี่คือบทเรียนที่ใช้เวลาตกตะกอนถึง 70 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จ แต่คือความหมายของการใช้ชีวิต

จากเด็กบ้านนอกใต้สุดแดนสยาม วันนี้เขาได้เป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ บทเรียนชีวิต 70 ปี ของศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

อาจารย์เริ่มสนใจกฎหมายตั้งแต่เมื่อไรคะ

“เป็นความบังเอิญนะ ผมเกิดที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สมัยเด็กมีความฝันอยากเป็นนายอำเภอ เพราะพี่ชายเรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นนักปกครอง และด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัดก็รู้สึกว่าโตขึ้นเป็นนายอำเภอก็มั่นคงดี แต่ปรากฏว่าผมสอบรัฐศาสตร์ไม่ติด แต่ไปติดภาคสมทบของคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเลือกไว้เป็นอันดับที่ 5 ตอนนั้นผมไปเรียนนิติฯด้วยความไม่มั่นใจ แต่พี่ชายสนับสนุนเพราะจบจากคณะนี้ก็มีการงานมั่นคงได้ ปรากฏว่าพอเข้าเรียนแล้วชอบ เพราะอาจารย์สอนดี เนื้อหาสนุก คงเป็นเพราะกฎหมายอยู่ในชีวิตของเรา ตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าเรียนจบแล้วอยากจะไปเป็นนักการเมืองที่เบตง

ทำไมถึงอยากเป็นนักการเมืองคะ

“สมัยนั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาพอดี เป็นยุคของนักเคลื่อนไหว เราก็อยากเป็นนักการเมือง อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้าได้เป็นนายกเทศมนตรีก็ฟังดูดีหรือไม่ก็เป็นผู้พิพากษา อัยการ จึงโฟกัสว่าหลังเรียนจบจะทำงานเป็นข้าราชการไม่เคยคิดอยากทำงานเอกชน แต่บังเอิญว่าหลังเรียนจบผมสอบเนติบัณฑิตผ่านเรียบร้อย ถ้าจะสอบเป็นผู้พิพากษาก็ต้องรอสอบตอนอายุ 25 ปี ส่วนถ้าอยากสอบอัยการ ก็ต้องรอสอบตอนอายุ 23 ปี ตอนนั้นผมอายุ 21 เอง จึงใช้เวลาว่างไปกับการสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศ แต่สอบไม่ติด จึงคิดว่าไปทำงานธนาคารฆ่าเวลาแล้วกัน

“ผมสมัครเป็นพนักงานสินเชื่อที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสาทร ทำหน้าที่พิมพ์สัญญา ต่อสัญญา ไม่ได้อยู่ฝ่ายกฎหมายด้วยซ้ำ ต่อมาย้ายไปทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ก็สนุกดีครับ ได้รู้จักพี่ ๆ เยอะมาก ช่วงนั้นใช้ชีวิตตามประสาคนหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบ ตกเย็นหลังเลิกงานไปเที่ยวกินเบียร์ ลงเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายก็เรียนไม่จบ เพราะใช้ชีวิตประมาท ไม่เข้าเรียน ที่ชิลขนาดนี้คงเพราะที่บ้านฐานะดี มีกิจการ จึงไม่เดือดร้อน กระทั่งวันหนึ่งคิดได้ว่าจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างนี้ไม่ได้แล้ว

“คนที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคือพี่ชายที่แนะนำว่าลองไปทำงานที่บริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ไหม เป็นสำนักงานกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพิ่งมาเปิดในเมืองไทย ตอนแรกก็ลังเลนะ เพราะเป็นบริษัทต่างชาติ เขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งผมไม่เก่งเลย คิดว่าไม่เอาหรอก ทำงานอยู่ธนาคารดีกว่าได้เงินเดือนรวมโบนัสเกือบ 8,000 บาท ชีวิตก็สบายอยู่แล้ว แต่พี่ชายบอกว่าอยากให้ลองมาทำงานที่นี่เพื่อหาประสบการณ์ ผมกลับไปคิดดูก็รู้สึกว่าหากมีเป้าหมายอยากจะเป็นผู้พิพากษา ถ้าทำงานอยู่ธนาคาร ใช้ชีวิตเกเรต่อไปคงไปไม่ถึงไหน จึงตัดสินใจลาออกและมาทำงานที่เบเคอร์ฯ แทน

“ผมเริ่มงานปี 2521 เป็นทนายคนที่ 6 ของบริษัท ความตั้งใจคือมาฝึกภาษา ฝึกกฎหมาย ทำงานฆ่าเวลารอสอบ ไม่มีความคิดที่จะเจริญรุ่งเรืองในอาชีพการงานที่นี่หรอก ที่ไหนได้ ไปๆ มาๆ อยู่ยาวถึง 43 ปี” (หัวเราะ)

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

อะไรทำให้อาจารย์อยู่เบเคอร์ฯ ยาวนานขนาดนั้นคะ

“ผมสอบเป็นผู้พิพากษาไม่ผ่าน ขาดไป 5 คะแนนเท่านั้น (ยิ้ม) เปลี่ยนชีวิตเลยนะ จำได้ว่ารุ่นผมคนสอบเป็นผู้พิพากษาทั้งหมด 800 คน คนที่สอบผ่านมีเพียง 18 คนเท่านั้น ผมเชื่อว่าชีวิตคงถูกกำหนดมาเป็นอย่างนี้ พอรู้ว่าคงไม่มีวันได้เป็นผู้พิพากษา จึงเปลี่ยนมายด์เซ็ตใหม่ หันมามุ่งมั่นกับงานกฎหมายแทน ตั้งใจทำงานมากขึ้น เพราะ 4 ปีแรกของการทำงานผมทำแค่ให้ผ่านไปวัน ๆ

“ตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ผมได้เงินเดือนเพียง 4,000 บาท น้อยกว่าเงินเดือนที่เก่าตั้งเท่าหนึ่ง ถ้าที่บ้านไม่มีฐานะ ผมคงทำงานที่นี่ไม่ไหวหรอก แต่ที่อดทนทำเพราะตอนนั้นแอบหวังในใจว่า ถ้าทำงานผ่านโปร 3 เดือน เจ้านายคงเพิ่มเงินเดือนให้ อย่างน้อยก็คงเท่ากับที่ได้จากธนาคาร ปรากฏว่าผ่านไป 3 เดือนเงินเดือนยังเท่าเดิม ไปถามเจ้านาย เขาก็ขึ้นเงินเดือนให้นะ แต่ขึ้นมา 200 กลายเป็น 4,200 บาท ถือว่าน้อยมาก (ยิ้ม)

“พอพี่ที่ทำงานเก่ารู้เรื่องเงินเดือนผมก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม บอกว่าจะให้เงินเดือนเท่าเดิมด้วย ช่วงนั้นสับสนพอสมควรว่าจะกลับไปดีไหม เปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับเพื่อนเยอะ ทำไมเพื่อนได้เงินเดือนเยอะกว่า ทำไมเราได้เงินเท่านี้ งานก็หนัก แต่เปรียบเทียบไปก็เป็นทุกข์ ไม่มีประโยชน์ ผมทำที่เบเคอร์มาได้สักพักแล้ว หากกลับไปทำงานธนาคารจะเสียทุกอย่างที่ทำมา จึงตัดสินใจเดินหน้า ตั้งใจทำงานมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ผมบอกน้อง ๆ รุ่นหลังเสมอว่าเวลาทำงานอย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น มันไม่ได้อะไร แค่ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ”

การตั้งใจทำงานช่วยเปิดโอกาสให้ชีวิตมากแค่ไหนคะ

“หลายเรื่องมาก พอทำงานได้ดี บริษัทก็ให้โอกาสส่งไปฝึกงานที่ต่างประเทศ ได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ และได้ทุนไปเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อว่าทำวิทยานิพนธ์เรียนจบยากมาก เพราะเขียนกันเป็นเล่มๆ แต่ผมอ่านหนังสือล่วงหน้าไปเยอะ รู้แม้กระทั่ง ว่าจะทำหัวข้อ ‘การค้าต่างตอบแทน’ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนจบไว คนอื่นใช้เวลาเรียน 2 ปี แต่ผมเรียนจบภายในปีเดียว ที่จริงคนที่ทำให้ผมเรียนจบเร็วขนาดนี้คือภรรยา เขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เก่งภาษาอังกฤษกว่าผมเยอะ จึงช่วยตรวจทานวิทยานิพนธ์ให้ ถ้าไม่มีเขาคงเรียนไม่จบ เพื่อนยังบอกผมเลยว่าปริญญาใบนี้ต้องแบ่งครึ่งให้ภรรยาด้วย” (ยิ้ม)

เจอภรรยาได้อย่างไรคะ

“เขาเป็นเลขานุการของเจ้านายผมที่เบเคอร์ฯ คือผมทำงานหนักมาก ไม่มีเวลาเจอผู้หญิงที่ไหนหรอก จึงจีบเลขาฯ เจ้านายเสียเลย (หัวเราะ) ตอนที่ผมได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ เราแต่งงานกันแล้ว เขาก็ตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพอผมเรียนจบก็มีครอบครัวแล้ว จึงเริ่มวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ตั้งใจว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ของเบเคอร์ฯให้ได้”

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

เพราะอะไรถึงอยากเป็นพาร์ตเนอร์คะ

“คือจุดสูงสุดของการทำงาน คุณจะได้ส่วนแบ่งผลทำไรจากบริษัท ได้เงินเดือนที่มากขึ้น ได้ตำแหน่งการงาน และช่วยต่อยอดโอกาสชีวิต เป็นเป้าหมายของคนทำงาน ซึ่งพาร์ตเนอร์ที่นี่มีสองระดับ คือ Local Partner (หุ้นส่วนของกรุงเทพฯ) และ Principal Partner (หุ้นส่วนทั่วโลก) หลังจากทำงานมา 9 ปี ก็ได้เป็น Local Parter ตอนอายุ 30 เท่านั้นพออายุ 35 ก็ขยับไปเป็น Principal Partner”

รีวิวชีวิตผู้บริหารให้ฟังหน่อยค่ะ

“ทำงานหนักมาก แต่ทำให้คนรู้จักผมเยอะเช่นกัน เพราะในปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผมได้พูดเรื่องการฟื้นฟูกิจการ ให้ความรู้เรื่องกฎหมายล้มละลาย ฯลฯ สื่อจึงมาสัมภาษณ์เยอะ คนก็รู้จักเยอะ จนบางคนคิดว่าผมเป็นเจ้าของเบเคอร์ฯ ซึ่งที่จริงไม่ใช่

“ช่วงนั้นผมอายุ 40 กว่า ๆ ทำงานที่เบเคอร์ฯ มาเกือบ 20 ปีแล้ว คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาก จึงมีอัตตาสูง อีโก้เยอะ เวลาทำงานผมจะฟังเฉพาะลูกน้องที่เก่ง มีประสบการณ์ พูดง่ายๆ ว่าฟังเฉพาะคนที่ฉลาด ถ้าเป็นเด็กนี่ไม่ต้องมาพูดกับผมเลยนะ เพราะไม่ฟัง ตอนนั้นผมไม่มีความเห็นอกเห็นใจต่อ ลูกน้อง เวลาพูดจาก็ไม่มีน้ำเสียง คิดว่าตัวเองเก่งมาก จึงทำให้คนรอบตัวไม่ค่อยกล้าเสนอความคิดเห็น ซึ่งเจ้านายไม่ควรทำอย่างนั้น เจ้านายควรฟังลูกน้องทุกคน”

อะไรทำให้เปลี่ยนไปคะ

“ชีวิตผมมุ่งแต่งานจนไม่มี Work-Life Balance ไม่ค่อยสนใจครอบครัว ตอนนั้นผมให้ภรรยาลาออกจากงานมาดูแลลูก ๆ สองคนเต็มตัว ส่วนผมก็หาเงินเพราะฉะนั้นจึงห่างเหินกับลูก ช่วงเช้าที่ควรจะเป็นเวลาไปส่งลูกที่โรงเรีย ผมแทบไม่ไป จะไปเฉพาะงานสำคัญเท่านั้น ความสนิทสนมกับลูกจึงมีไม่มากเท่าภรรยา

“จุดเปลี่ยนในชีวิตคือตอนที่ผมอายุ 50 พบว่าภรรยาป่วยด้วยโรคมะเร็งรังไข่ ปกติโรคนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ 5 ปี แต่ภรรยาผมสู้มาเป็น 10 ปี แล้วจากไปตอนผมอายุ 60 ช่วง 10 ปีที่รักษาตัว ผมได้เห็นสัจธรรมของชีวิต เดิมทีผมไม่สนใจศาสนาแต่พอมีทุกข์ก็เริ่มปฏิบัติธรรม เริ่มปล่อยวางอัตตา

“หลังจากที่ภรรยาจากไป ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ผมคิดว่าเรายังไม่ได้คุยกันอีกหลายเรื่อง คิดว่าเขาคงมีเรื่องที่ค้างคาใจ แต่คงเพราะเขาเองก็ไม่อยากคุย ส่วนผมก็ไม่อยากถาม เพราะกลัวจะทำให้เขาไม่สบายใจ ถึงแม้เขาจะทำพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว ได้เห็นลูกคนเล็กสอบติดจุฬาฯแล้ว และผมก็สัญญาว่าจะดูแลคุณแม่ของเขาเป็นอย่างดี แต่คิดว่าเขาคงมีเรื่องในอดีตที่ค้างคา แม้กระทั่งเรื่องการจัดงานศพเรายังไม่เคยคุยกันว่าคุณอยากจัดงานศพแบบไหน ไม่เชิงว่ากลัวหรือถือเรื่องความตาย แค่ไม่คิดว่าเขาจะไปเร็วขนาดนั้น เพราะมีบางช่วงที่อาการเขาดีขึ้น ขนาด วันสุดท้ายผมยังหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ แต่สุดท้ายก็จากไป

“เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมบอกคนอื่นเสมอคือ สิ่งที่คุณทำได้ในเวลานี้คือการให้เวลากับครอบครัวเพราะต่อให้มีเงินในบัญชีมากขนาดไหนก็ทดแทนเวลาที่เสียไปไม่ได้ ที่ผ่านมาผมให้เวลากับครอบครัว น้อยไป ตอนภรรยาเสีย ผมรู้เลยว่าตัวเองมีช่องว่างกับลูก ๆ เยอะ คือลูกรักผมนะ แต่ก็ไม่เหมือนคนที่สนิทกัน”

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

เคยนึกเสียดายเวลาที่ใช้ไปกับการทำงานไหมคะ

“ไม่เลย อะไรที่เกิดขึ้นนั้นดีเสมอ ผมคิดว่าการทำงานหนักทำให้เราได้ประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้มีโอกาสอย่างวันนี้ และสิ่งที่เจอในที่ทำงานก็มีทั้งทุกข์และสุข สองสิ่งนี้สอนให้เราเข้มแข็งและสอนให้มองไปข้างหน้า เพียงแต่ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงแบ่งเวลาให้กับครอบครัวดีกว่านี้ ฝึกตัวเองให้คิดถึงมรณานุสติมากขึ้น เพราะพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาถึงก่อน ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า”

การจากไปของภรรยาทำให้อาจารย์หันมาทำ ชีวามิตร ใช่ไหมคะ

“ใช่ครับ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้งชีวามิตร เป็นผู้ชักชวนผม ซึ่งก็มาจากการที่ผมสูญเสียภรรยานี่แหละ คุณหญิงบอกว่าอยากทำบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมด้าน Palliative Care หรือการดูแลแบบประดับประคอง อยากให้ผมไปช่วยหน่อย จึงเป็นที่มาของ ‘บริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม’ เป้าหมายของเราคือการวางแผนดูแลชีวิตในระยะสุดท้าย ซึ่งทำมาเกือบจะครบ 10 ปีแล้ว เรายังเป็นพันธมิตรสนับสนุนการทำงานของ ‘เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม’ ที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เลือกจะรักษาตัวที่บ้าน โดยมีทีมแพทย์เข้าไปดูแล  เป้าหมายของการทำงานที่นี่คือผมอยากให้คนตระหนักถึงการวางแผนชีวิตหลังจากที่เราจากไปแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมาก คนไทยยังรู้น้อยเกินไป เราทุกคนควรมีพินัยกรรมชีวิตหรือ Living Wil

“ตอนนี้เราได้ทำสมุด ‘Living & Leaving Note’ หรือ ‘สมุดเพื่อนชีวิต ให้คุณจดความตั้งใจและข้อมูลจำเป็นให้คนที่อยู่ข้างหลังรับรู้ ทั้งเรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าวของ สัตว์เลี้ยงที่จะให้จัดการต่อ ไปจนถึงวิธีการจัดงานศพ เพื่อให้เขาสานต่อทุกอย่างตามที่เราปรารถนาจริงๆ และผมคิดว่าการดูแลแบบประคับประคองในยุคนี้สำคัญ ควรมีแผนก Palliative Care ในทุก ๆ โรงพยาบาล อย่างที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ก็เพิ่งมีเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งผมนำเงินทำบุญที่ได้จากงานศพภรรยารวมกับเงินทำบุญวันเกิดครบ 60 ปี ค่าลิขสิทธิ์หนังสือที่ผมเขียนบางส่วน รวมถึงเงินตัวเอง ทั้งหมด 6 ล้าน บริจาค ตั้งเป็นกองทุนให้กับศูนย์ชีวาภิบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

อาจารย์คุยเรื่องวางแผนการตายกับลูก ๆ บ้างไหมคะ

“ลูกยังไม่ยอมคุย (ยิ้ม) แต่ผมเขียนไว้ทั้งหมดแล้ว พินัยกรรมก็ทำแล้ว ในชีวิตนี้ผมเหลือแค่ลูกสองคน การจัดการมรดกจึงง่าย ผมเขียนไว้ทุกอย่างเลยว่างานศพอยากจัดแบบไหน หนังสืองานศพ ก็เตรียมไว้แล้วด้วย เขียนไว้ตังแต่ปี 2565 แต่คิดว่าเมือผมอายุ 72 ปีก็อยากจะเขียนหนังสืองานศพใหม่เป็นเรือง ‘ธรรมะกับธุรกิจครอบครัว’ ซึ่งเริ่มเขียนแล้วในตอนนี้ เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์

“หลังจากที่ผมจากไป เงินส่วนหนึ่งอยากตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือคนรุ่นหลัง ผมโชคดีมากที่มาได้ไกลขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าเด็กบ้านนอกจากอำเภอเบตง ใต้สุดแดนสยาม วันหนึ่งจะได้เป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ มาไกลกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ”

ชีวิต 70 ปีที่ผ่านมาสอนอะไรอาจารย์บ้าง

“ผมคิดว่าชีวิตที่มาได้ถึงวันนี้มีอยู่ 5 ข้อ ข้อแรก สิ่งที่ถูก แม้ไม่มีคนทำก็ยังถูก สิ่งที่ผิด แม้มีคนทำก็ยังผิด’ ความถูกต้องสำคัญมาก การทำผิดแม้จะทำเพียงครั้งเดียวก็ยังผิด เรื่องนี้ผมอ่านมาจากหนังสือ ปัญญาวิชาชีวิต ที่เขียนโดยเคลย์ตัน เอ็ม. คริสเตนเซน แปลโดยคุณ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเยอะมาก ผู้เขียนเป็นอาจารย์ที่สอนด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเขียนไว้ว่าคนเก่ง ๆ ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดติดคุกเพราะโกงเยอะมาก เพราะยิ่งมีความรู้เยอะ ก็ยิ่งทำผิดเยอะ เนื่องจากคนพวกนี้คิดว่าเงินเป็นคำตอบเดียวในชีวิต และเข้าโลภเพราะอยากได้ทรัพย์สินกับอำนาจ”

อาจารย์ทำงานด้านกฎหมาย น่าจะเจอคนติดสินบนเยอะไหมคะ

“เจอเยอะ มีคนขอติดสินบนผมก็เยอะ เช่น ให้ไม่ทำคดี หรือจะให้เงินเพื่อเร่งดำเนินเอกสารให้เสร็จเร็วขึ้น แต่ผมไม่เคยรับ ต้องชื่นชมที่บ้านที่สอนผมเรื่องความถูกต้องมาอย่างดี

“ผมคิดว่ามนุษย์ทุกวันนี้ทุกข์ก็เพราะกิเลส ตัณหา สงครามที่เกิดขึ้นเพราะทุกคนอยากได้อำนาจ อยากได้เงิน ล่าสุดผมอ่านหนังสือเรื่อง อู้เหวย ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นหลักการที่สอนเรื่องการไม่กระทำเพื่อให้เกิดผล นั่นคือกระทำเพื่อจำเป็น อย่าฝืนธรรมชาติ อย่าโลภมาก”

เราจะแยกได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำเป็นเพราะโลภหรือเพราะอยากเจริญก้าวหน้า

“แต่ก่อนผมก็สับสนเรื่องนี้เหมือนกัน หลังจากการเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรอบที่ 1 คิดว่าควรมาเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวาระที่ 2 ดีไหม ตอนนั้นสับสนว่าควรทำอย่างไรดี จะดูโลภอยากมีอำนาจหรือเปล่า

“กระทั่งวันหนึ่งผมได้ฟังเทศน์ พระอาจารย์ชยสาโรบอกว่า ถ้าทำงานด้วยตัณหา คืออยากได้อำนาจไปทำสิ่งที่ผิดนั้นไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเราทำด้วยฉันทะ คือความพอใจ เต็มใจที่จะทำ มีความรักในงาน อยากมีความเจริญก้าวหน้าและมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งนี้ไม่ใช่ตัณหา แม้จะทำเพื่อตัวเราบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เพื่อเราเพียงคนเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมรับตำแหน่งนี้ในปี 2568 เพราะฉะนั้นความสำเร็จของผมวันนี้ไม่ใช่เงินหรืออำนาจ แต่อยู่ที่ผมได้ทำงานที่พอใจ มีแพสชั่นทำงานแล้วได้รับการยอมรับว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ เราก็อยากทำต่อ”

 ข้อ 2 ล่ะคะ

“ต้องหมั่นลงทุน หาความรู้ด้วยการอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าหลังเกษียณจากบริษัทเบเคอร์ฯ ผมจะไม่ทำอะไรอีกแล้ว จะไปพักผ่อน ต่างจังหวัด ตีกอล์ฟ ไปเที่ยว แต่ทำได้ไม่นาน เพราะพอลองใช้ชีวิตอย่างนั้นแล้ว รู้สึกไม่มีประโยชน์เลย ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ ชีวิตที่ดีต้องสงบเย็นและเป็นประโยชน์ด้วย จึงลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง และยังทำงานจนถึงวันนี้

“ส่วนข้อที่ 3 คือ ทำตัวให้พร้อม รอรับโอกาส หากคุณมีความรู้ โอกาสเข้ามา คุณไปต่อได้เลย แต่ถ้าคุณไม่พร้อม เมื่อโอกาสมาถึง คุณจะไม่ไปไหนโอกาสเป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ

“และข้อที่ 4 ถ้าเจอความทุกข์ ให้ใช้ความพยายาม อย่าท้อแท้  ไม่ว่าคุณจะมาจากกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จ บางเรื่องไม่ต้อง ตั้งความหวังไว้สูง แต่ทำให้ดีที่สุด เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทุกเรื่องไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข มันย่อมผ่านไป ไม่มีอะไรอยู่ถาวร

“ชีวิตนี้ผมเจอมาหมดแล้ว ทั้งความสุข ความหมดหวัง ผิดหวัง แต่ก็ต้องจำไว้ว่าเดี๋ยวมันก็จบ ถ้าไม่ปล่อยวางก็ลำบาก ทำให้ชีวิตมีความทุกข์ หลายคนถามว่าทำไมผมมีความสุข ผมตอบว่า ไม่คิดมาก กินอิ่ม นอนอุ่น แบบที่พระอาจารย์ไพศาลเคยว่าไว้ ทำเท่านี้เลย ต้องไม่คิดในสิ่งที่เป็นภาระ อย่างวันไหนอยู่กับครอบครัว ก็ทิ้งงานไว้ที่ทำงานเลย จะได้อยู่กับครอบครัวจริง ๆ

“ข้อสุดท้ายคือ ‘ความกตัญญู’ คนเราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วย ตัวเอง ต้องมีคุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ สถาบันการศึกษา กัลยาณมิตร ที่ช่วยเหลือเรา เราจึงต้องมีความกตัญญูรู้คุณคน”

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

สิ่งที่เราควรทำในวันนี้คืออะไรคะ

“อยู่กับวันนี้ อยู่กับปัจจุบัน ดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุดในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ อย่าไปตอบแทนในวันที่เขาจากไปด้วยการจัดงานศพใหญ่โต ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ผมมองว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดกับทุกคน แต่เราจะรับกับทุกข์โศกอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ผมคิดว่าหลังจากสูญเสียภรรยา ความตายเป็นเรื่องปกติเพราะคนที่เรารักที่สุดได้จากไปแล้ว ถ้าผมอยู่กับมันได้ ก็อยู่ได้เอง ผมเคยรู้สึกเสียใจ แล้วอย่างไรล่ะ สุดท้ายเราไม่สามารถทำอะไรได้ดีกว่านี้

“เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้พ่อแม่คุณอยากกินอะไร ให้กินเลย อยากทำอะไรให้ทำอย่าไปห้าม แล้วเตรียมเรื่องความตายให้พร้อม ตัวเราก็ด้วย ต้องนึกถึงเรื่องมรณานุสติ อยู่ด้วยความไม่ประมาท มนุษย์เราวางแผนทุกอย่างในชีวิต ทั้งการเงิน การแต่งงาน แต่เราไม่เคยวางแผนการจากไปให้มีคุณภาพ ซึ่งสำคัญมาก”

ขออนุญาตถาม ถ้าวันสุดท้ายในชีวิตมาถึง อาจารย์เตรียมจะทำอะไรคะ

“วันนั้นถ้าผมนอนอยู่บนเตียง จะบอกลาคนที่รักให้พร้อม อย่าให้เขาเป็นทุกข์ เพราะเราไปสบายแล้ว นอนฟังธรรมะ ถึงวันนั้นถ้าอ่านหนังสือไม่ไหว ก็จะให้คนอื่นอ่านหนังสือให้ฟัง หากก่อนหน้านั้นมีเวลา ก็อยากเจอคนรู้จัก ขออภัยคนที่เคยมีเรื่องค้างคา ทำได้เท่านี้ก็เพอร์เฟ็กต์แล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่คาใจ ไม่โกรธเคืองใคร ก็ไปสบาย

“นี่แหละชีวิต”


อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569

เรื่อง Fai ภาพ อิทธิศักดิ์ บุญปราศภัย

‘ถูกใจเด็กที่ทำงานเดียวกัน ใช่คุณไหม?? เช็กเลย!!’ดวงรายสัปดาห์ 25-31 พฤษภาคม 2569

‘สั้นๆ เลย ถูกใจเด็กที่ทำงานเดียวกัน!!’

ดวงรายสัปดาห์ 25-31 พฤษภาคม 2569

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :   ชาวอาทิตย์ปิดท้ายเดือนพฤษภาคมพร้อมกับการเริ่มต้นใหม่แบบดุเดือดเลือดพล่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานที่ต้องเดินทางติดต่อประสานงานตามสถานที่ต่างๆ ภายในสัปดาห์นี้มีความเป็นไปได้ที่คุณจะได้บุกเบิกเริ่มต้นงานใหม่ๆ ที่มีผลต่อการก้าวหน้าในอนาคต และมีโอกาสตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งหน้าที่การงานหรือผลประโยชน์อย่างบ้าคลั่ง  ยิ่งหากคุณเป็นคนทำงานที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ และไม่สนใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังจะเกิดการขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนอาจเกิดผลร้ายและกระทบต่อหน้าที่การงานได้อย่างกะทันหัน

การเงิน  :  ก็ยังให้ความสำคัญกับผลของงานมากกว่าเงินหรือผลตอบแทนอื่นๆ อาจเพราะคุณสามารถวางแผนการใช้เงินได้ดีอยู่แล้วจึงไม่ห่วงกังวลใดๆ แต่หากสัปดาห์นี้อยากจะลงทุน ก็ขอให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจ เพราะการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง  

ความรัก  :  ชาวอาทิตย์ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการทำงาน จากความเก่งของคุณจะนำภัยและความแตกแยกมาสู่ครอบครัวอย่างช่วยไม่ได้ เพราะทำให้คุณกลายเป็นจุดสนใจของเพศตรงข้าม มีเกณฑ์ทะเลาะกันบ้านแตกเลยนะเนี่ย  คนโสด  ทั้งเก่ง ทั้งเจ้าเสน่ห์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากสัปดาห์นี้จะมีหนุ่มๆ มาเขม่นกันเพื่ออยากเดทกับคุณ

 สุขภาพ  :  ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเจ็บตัวอย่างไม่คาดคิดในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องระวังคือ บาดแผลจากมีดหรือของมีคม นอกจากนี้ยังต้องระวังโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ  

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สัปดาห์ปิดท้ายปลายเดือนของชาวจันทร์ต้องบอกว่า คุณมากับอีโก้ล้วนๆ ภายใน 7 วันนี้หากลองได้ตัดสินใจอะไรแล้ว ถือว่าเด็ดขาด ไม่มีใครจะขัดขวางหรือทัดทานคุณได้ เพราะคุณจะไม่เปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างได้ปริปากแสดงความคิดเห็นใดๆ จากนั้นคุณก็จะหมกตัวอยู่กับงานนั้นจนไม่เป็นอันกินอันนอน ซึ่งจากพฤติกรรมนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกอิจฉาริษยา และใส่ร้ายป้ายสีจากคนรอบข้าง จนอาจเกิดผลร้ายและกระทบกับหน้าที่การงานได้อย่างกะทันหัน    

การเงิน  :   จริงๆ คุณให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานมากกว่ามูลค่าของเงิน ขณะที่ในความเป็นจริง สัปดาห์นี้คุณมีโอกาสที่จะหมุนเงินจนเหนื่อย ด้วยสาเหตุมาจากความใจดีใจอ่อนของคุณที่หยิบยื่นเงินให้กับคนอื่นได้โดยง่าย จนกลายเป็นถูกหลอก

ความรัก  :  สัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าชาวจันทร์จะให้ความสำคัญกับงานมากกว่าเวลาของครอบครัว ก็อย่าวางใจว่าคู่ครองคุณจะเข้าใจ เพราะมีแนวโน้มว่าจะเริ่มคิดต่างจนกลายเป็นขัดแย้งกัน  คนโสด  สัปดาห์นี้ชาวจันทร์น่าจะตัดสินใจได้แล้วว่า การซ่อนรักไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าการตั้งอกตั้งใจทำงานหาเงิน  

สุขภาพ  :  ต้องระวังจะได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานอย่างกะทันหัน นอกจากนั้นยังต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่สุกๆ ดิบๆ  ไม่สดสะอาด รสจัด เพราะมีความเสี่ยงที่จะท้องเสีย อาหารเป็นพิษ มีพยาธิในลำไส้  

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   ต้องบอกว่าชาวอังคารขึ้นสัปดาห์ปิดท้ายปลายเดือนด้วยความอึดอัดคับข้องใจนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานหรือเกี่ยวข้องกับเอ็นเทอร์เทน นักร้อง นักแสดง นักดนตรี สถานบันเทิง ภายใน 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้ทำงานทางด้านการติดต่อประสานงาน ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายขาย รวมถึงนักแปล หรือผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านภาษา แต่ต้องทำใจหน่อยนะ ว่าเป็นงานที่คุณไม่ได้รัก ไม่ได้เลือก ไม่ถนัด แต่ที่ต้องทำเพราะติดที่สัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาใจหรือสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร    

การเงิน  :  สัปดาห์นี้มีความเป็นไปได้ว่า คุณจะกระโดดจากโลกของบุญมาสู่โลกเอ็นเทอร์เทน เพราะฉะนั้นจึงมีความเสี่ยงที่คุณจะหมดเงินกับการดื่มกิน ดูคอนเสิร์ต เดท ก็ต้องระวังจะถูกคนใกล้ชิดหรือคนรักหลอก

ความรัก  :  ชาวอังคารสงบไม่ไหวแล้ว สัปดาห์นี้มีโอกาสตกหลุมรักกับคนที่ไม่ใช่คู่ครอง ที่น่ากลัวกว่านั้นคือตัดสายสัมพันธ์ไม่ขาดด้วย คนโสด ก็เช่นกัน สัปดาห์นี้อารมณ์รักของชาวอังคารร้อนแรงมาก หากไปสปาร์คกับคนโสดก็ไม่มีปัญหา แต่เป็นไปได้ว่าคุณจะไปติดบ่วงคนมีเจ้าของนี่สิ แล้วก็พัลวันพันตู ตัดไม่ขาดอีก

สุขภาพ  :  สำหรับนักดื่ม นักเที่ยว ต้องระวังอุบัติเหตุ ดื่มไม่ขับทันที ไม่มีข้ออ้าง นอกจากนั้นต้องระวังพวกโรคเลือด ดีซ่าน ไวรัสตับอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองไม่ดี

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :   อยากบอกว่า ชาวพุธมีโอกาสเฮปิดท้ายสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ครองตำแหน่งผู้นำ ทั้งการทหาร การทูต นักธุรกิจระดับสูง เจ้าของกิจการทุกประเภท หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานะคนไม่สำคัญ เข้าผู้ใหญ่ไม่ติด เพื่อนสนิทก็หักหลัง ชิงหนีเอาตัวรอดไปก่อน ภายใน 7 วันนี้เป็นไปได้ว่า จากไฟในการทำงานที่ยังระอุอยู่เสมอ มีโอกาสให้คุณกลับมาท้อปฟอร์ม ดูดีขึ้นในสายตาของผู้ใหญ่ เพื่อนร่วมงานและเจ้านายก็เมตตาเอ็นดู จนมีโอกาสได้ปรับตำแหน่งหน้าที่การงาน

การเงิน  :  มีโอกาสที่คุณจะเสียเงินให้กับคนรักอย่างไม่คาดการณ์มาก่อน แต่จากความสามารถของคุณก็สามารถกู้กลับมาได้ไม่ยาก แต่ก็อย่ามองข้ามรายจ่ายของผู้สูงอายุในบ้านที่กำลังรอคุณอยู่  

ความรัก  :   เป็นไปได้ว่าชาวพุธสัปดาห์นี้ค่อนข้างขี้เหงา อ่อนไหว และโรแมนติก เรียกร้องความสนใจจากคนในครอบครัวมากมาย ขณะเดียวกันก็อย่าลืมผู้สูงอายุในบ้าน เพราะท่านก็ต้องการคุณ คนโสด จริงๆ คนที่คุณกำลังคบอยู่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ดังนั้น อย่าเพิ่งสัญญิงสัญญาอะไรกัน เพราะคุณน่าจะเหมาะกับผู้ใหญ่  

สุขภาพ   :  เด่นมากเรื่องระบบปัสสาวะ ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะมีความเสี่ยงที่กรวยไตและกระเพาะปัสสาวะจะมีปัญหา นอกจากนั้นยังต้องระวังการหกล้ม หรือบาดเจ็บกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงขาและหลัง

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนของชาวพฤหัส ในหัวใจของคุณยังเต็มอยู่ด้วยการบริการ สามารถทำงานได้ทุกตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแล้วคุณก็ทำได้ดีด้วย สามารถไปยืนอยู่แถวหน้าของงานนั้นๆ แต่สำหรับสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าความคิดของคุณจะลิงโลดทะยานจนใครก็ตามไม่ทัน โดยที่คุณก็ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จ จนไม่แคร์แม้จะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องก็ตาม ดังนั้น จึงเป็นการดีหากคุณจะรับงานอิสระ หรือทำงานของตัวเอง

การเงิน  :  มีเงินเข้ามาแต่ก็ไม่แน่นอน ขึ้นๆ ลงๆ เข้าๆ ออกๆ กว่าจะใช้เงินให้รอดสัปดาห์นี้ได้ก็แทบแย่ แต่ก็ยังนับว่าแต้มบุญคุณดี เพราะมีโอกาสได้รับเงินพิเศษ เงินรางวัล หรือเงินปันผล

ความรัก  :  สัปดาห์นี้ชาวพฤหัสมีโอกาสที่หัวใจจะไม่สงบเสียแล้ว สำหรับคนมีคู่ครองอยู่แล้วก็พยายามหักห้ามใจไว้นะคะ เพราะมีโอกาสที่คุณจะมีปากเสียงกับคู่ครองในประเด็นมือที่สาม     คนโสด  เจ้าชู้ค่ะ ขณะเดียวกันคุณก็ชอบที่จะเปลี่ยนโลกของเขาให้เป็นโลกของฉัน แต่หากผิดหวังแล้วก็จำจนตายเลย

สุขภาพ   :  คิดมาก ชอบเก็บเรื่องไร้สาระมาคิด ย้ำคิดย้ำทำ จนเกิดความเครียด มีความเสี่ยงที่จะลงกระเพาะ อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เพราะฉะนั้นจึงควรมองโลกในแง่ดี คิดบวก

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   ชาวศุกร์จ๋า อย่าเพิ่งเหนื่อยจ้า ลุกขึ้นมาก่อน เพราะคุณมีโอกาสปิดดีลส่งท้ายสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนอย่างสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวศุกร์ที่ทำงานในสายงานอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน อาคารสำนักงาน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เป็นไปได้ว่าภายใน 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศ หรือต่างจังหวัด เพื่อทำสัญญาซื้อขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ต่างๆ บอกเลยว่า งานนี้ควรทำการบ้านอย่างหนัก ทบทวน พร้อมหาเหตุผลประกอบ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

การเงิน  :  จริงๆ คุณสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง หากสัปดาห์นี้คุณกำลังลงทุนกับคู่รัก หรือคู่ครอง ผู้ใหญ่จะสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

ความรัก :   เป็นสัปดาห์ที่คุณตั้งความหวังเรื่องบ้าน รวมถึงการตั้งหลักปักฐาน กับคู่ครองมาก เสียจนกลายเป็นความคิดเห็นขัดแย้งกัน คนโสด ชาวศุกร์ตั้งมาตรฐานคนที่จะมาเป็นแฟนว่า ต้องเข้ากันได้ทั้งความคิดและทัศนคติ ทำงานเก่ง เป็นไปได้ว่าก็ยังคงโสดต่อไป  

 สุขภาพ  :  อย่ากลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะมีโอกาสที่จะโกโซบิ๊ก นอกจากนั้นหากจะออกนอกสถานที่ก็ควรให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็นพิเศษ ทั้งอาหาร ที่พัก และสถานที่สาธารณะ เพราะมีโอกาสที่คุณจะนำเชื้อไวรัสกลับบ้านมาด้วย

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  ก็ยังจูงมือผู้ใหญ่มาปิดท้ายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมอยู่นะคะ เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้ในสายตาของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่ผู้หญิงจะมองว่าคุณสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี มีโอกาสได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าคุณจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงจนไม่ใส่ใจถึงความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้าง ซึ่งนั่นจะส่งผลเสียทั้งกับงานและกับคุณอย่างน่าเสียดาย จึงควรเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย   

การเงิน  :  มีโชคลาภอย่างมั่นคงและเข้ามาไม่ขาดสาย จากผู้ใหญ่ผู้หญิง ซึ่งคุณจะให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานมากกว่ามูลค่าของเงิน ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะใช้ไปกับการเลี้ยงดูปูเสื่อบริวารและเพื่อนฝูง

ความรัก  :   เป็นสัปดาห์ที่คุณจะได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าครอบครัวอย่างมีความสุข แต่กระนั้นก็ตามปลายสัปดาห์คุณก็ยังอดที่จะแวบไปทำงานไม่ได้  คนโสด  สั้นๆ สำหรับชาวเสาร์ มีโอกาสถูกใจเด็กในที่ทำงานเดียวกัน

สุขภาพ   :   แม้ชาวเสาร์จะดูแลรักษาสุขภาพตัวเองอย่างดี แต่สัปดาห์นี้ก็อย่าประมาท เพราะมีโอกาสที่คุณจะเกิดการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้นยังต้องระวังมดลูก รวมถึงคุณแม่หลังคลอด อย่าเพิ่งยกของหนัก เดี๋ยวแผลจะปริ  

Camper

CAMPER “Right Niko” รองเท้าทรงบัลเล่ต์แบบโมดูลาร์ที่คุณสร้างได้เอง

Camper คอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2026 นำเสนอ Right Niko รองเท้าบัลเล่ต์แบบโมดูลาร์ที่ออกแบบมาเพื่อการปรับแต่ง โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

CAMPER “Right Niko” รองเท้าทรงบัลเล่ต์แบบโมดูลาร์ที่คุณสร้างได้เอง

ผลิตจากชิ้นส่วนสองชิ้นที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ รองเท้ารุ่น Right Niko สามารถประกอบใหม่ ถอดเปลี่ยน ผสมผสาน และซ่อมแซมได้ เพื่อยืดอายุการใช้งานและลดทอนความจำเป็นในการเปลี่ยนใหม่ มุ่งเน้นที่ความทนทานและการซ่อมแซมที่ง่าย นวัตกรรมการออกแบบล่าสุดของ Camper มีเป้าหมายเพื่อลดของเสียให้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็เพิ่มมูลค่าของรองเท้าแต่ละคู่ให้สูงสุด

รองเท้า Right Niko ผสานสองแนวคิดของแบรนด์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ความเรียบง่ายแบบผู้หญิงของรองเท้าบัลเลริน่ารุ่น Right ปีค.ศ. 2005 ที่มีพื้นรองเท้าแบบสองส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบแบบโมดูลาร์ของ Roku ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น ผลลัพธ์ที่ได้คือดีไซน์ที่ปรับแต่งได้เฉพาะตัว ผสานจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานของ Right และแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมของ Roku เข้าด้วยกัน

รองเท้า Right Niko ได้ชื่อมาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “สองชิ้น” โดดเด่นด้วยวัสดุรีไซเคิลและโครงสร้างสองชิ้นที่ไม่ใช้กาว ทำให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์ พื้นรองเท้าด้านนอกทำจาก TPU รีไซเคิลที่ยืดหยุ่นได้ จับคู่กับส่วนบนถักทอแบบ 3 มิติที่ระบายอากาศได้ดี ผลิตจาก CYCLEYARN® ของ Camper ซึ่งเป็นเส้นใยสิ่งทอที่ได้จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิต ทำให้เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งแล้วมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

รองเท้า Right Niko สามารถซื้อได้ทั้งแบบครบชุดหรือแยกชิ้น คอลเลคชั่นนี้เปิดตัวสองสไตล์ใหม่ คือ ทรงบัลเลริน่าและทรงแมรี่ เจน โดยแต่ละแบบมีให้เลือกสองสี ทำให้สามารถผสมผสานกันได้ถึง 16 แบบ ในหลายโทนสี ตั้งแต่ดำไปจนถึงเบอร์กันดีและแดงสด


เปิด 3 ชุดแต่งงานของ ญาญ่า – ใหม่ ดาวิกา – คิมเบอร์ลี่ จาก Louis Vuitton, Gucci และ Dior

เมื่อพูดถึงลุคเจ้าสาวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ชุดแต่งงานของเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยจากแฟชั่นเฮาส์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Gucci และ Dior ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญที่แฟนแฟชั่นจับตามอง โดยทั้ง “ญาญ่า อุรัสยา”, “ใหม่ ดาวิกา” และ “คิมเบอร์ลี่” ต่างปรากฏตัวในชุดวิวาห์สั่งตัดพิเศษที่สะท้อนตัวตน ความสง่างาม และงานฝีมือชั้นสูงของแต่ละเมซงออกมาได้อย่างโดดเด่น

ญาญ่า อุรัสยา – Louis Vuitton

เริ่มต้นที่ “ญาญ่า อุรัสยา” กับงานฉลองมงคสมรส ณ ประเทศนอร์เวย์ บ้านเกิดของเจ้าสาวที่เพิ่งผ่านพ้นไป ในฐานะ House Ambassador ของ Louis Vuitton เมซงจึงเลือกตัดชุดวิวาห์เป็นพิเศษให้กับเธอ โดยเดรสโดดเด่นด้วยโทนสีขาวบริสุทธิ์ โดดเด่นด้วยงานปักลูกไม้ชั้นสูงบนผ้าทูล ถ่ายทอดความงดงามอย่างละเอียดอ่อนทั่วทั้งชุด พร้อมประดับไข่มุกและคริสตัลเม็ดเล็กนับพันด้วยงานปักมือ รวมถึงถุงมือที่เข้าชุดกันอย่างประณีต

อีกหนึ่งดีเทลที่ช่วยเติมความสง่างามให้ลุคนี้ คือเวลผ้าไหมทูลปักลวดลายเข้าชุด และชายกระโปรงลากยาวที่พลิ้วไหวอย่างงดงาม เสริมให้ลุคเจ้าสาวของญาญ่าดูเรียบหรู โรแมนติก และเหนือกาลเวลาในทุกมุมมอง ก่อนคอมพลีตลุคด้วยต่างหูรุ่น Idylle จาก Louis Vuitton High Jewelry Collection พร้อมเมคอัพลุคละมุนจาก La Beauté Louis Vuitton

ใหม่ ดาวิกา – Gucci

เมื่อย้อนเวลากลับไป เราก็จะได้เห็นความสวยงาม เหนือกาลเวลาของอีกหนึ่งลุคเจ้าสาว นั่นคือ ใหม่ ดาวิกา แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Gucci ที่ถ่ายทอดความโรแมนติกผ่านงานลูกไม้สีขาวไอวอรี่ที่ปกคลุมทั่วทั้งชุด

ชุดดังกล่าวได้รับการออกแบบในลักษณะสองเลเยอร์ โดยเลเยอร์ด้านในมาในดีไซน์คอร์เซ็ตลูกไม้รัดใต้อก ช่วยขับซิลูเอตของเจ้าสาวให้ดูโปร่งบางและสง่างาม ก่อนต่อเข้ากับกระโปรงลูกไม้ลวดลายดอกไม้ ขณะที่ด้านนอกตกแต่งด้วยผีเสื้อจากผ้าลูกไม้กีย์ปูร์ในรูปแบบสามมิติ เพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับชุดอย่างอ่อนหวาน ซึ่งชุดนี้ใช้เวลาตัดเย็บกว่า 120 ชั่วโมง

ในช่วงงานเฉลิมฉลอง ใหม่ได้ถอดชุดเลเยอร์ด้านนอกออก เผยให้เห็นเดรสเกาะอกเข้ารูปที่ยังคงใช้ลูกไม้ลวดลายเดียวกัน ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับเจ้าสาวโดยยังคงความหรูหราเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังมีเวลผ้าทูลยาวตกแต่งชายลูกไม้ และรองเท้าที่ตัดเย็บจากผ้าชนิดเดียวกับชุด พร้อมประดับสัญลักษณ์ Bamboo คริสตัล รวมถึงสลักชื่อของเจ้าสาวไว้ภายในรองเท้า เพื่อสร้างชิ้นงานที่ออกแบบขึ้นสำหรับเธอเพียงคนเดียว

คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส – Dior

ปิดท้ายด้วย “คิมเบอร์ลี่” House Ambassador ของ Dior กับชุดแต่งงานโอต์ กูตูร์สำหรับงานเลี้ยงฉลองสมรส ที่สะท้อนความประณีตในแบบฉบับ Dior ผ่านงานตัดเย็บชั้นสูงและผ้าลูกไม้กีย์ปูร์ลายดอกอันละเอียดอ่อน

นอกจากซิลูเอตที่ดูสง่างามแล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือแถบผ้าคาดศีรษะปักลวดลายอย่างประณีต ซึ่งช่วยเติมกลิ่นอายความคลาสสิกและความหรูหราให้ลุคเจ้าสาวดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนงานฝีมือชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงได้อย่างชัดเจน

แม้ลุคทั้งหมดจาก Louis Vuitton, Gucci และ Dior ต่างสะท้อนนิยามของเจ้าสาวร่วมสมัยผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือความงดงามเหนือกาลเวลาที่เกิดขึ้นจากรายละเอียดและงานฝีมืออันประณีตของแต่ละเมซง


ภาพ: Instagram @Urassayas, @davikah และ @kimmy_kimberley

เรียบหรูและโรแมนติก เปิดลุควิวาห์ของ ญาญ่า อุรัสยา ณ ประเทศนอร์เวย์

หนึ่งโมเมนต์ที่แฟนแฟชั่นจับตามอง คือการปรากฏตัวของ “ญาญ่า อุรัสยา” ในวันสำคัญ ณ ประเทศนอร์เวย์ กับลุคเจ้าสาวที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของความเรียบหรู โรแมนติก และสง่างามได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับพิธีแต่งงาน Louis Vuitton รังสรรค์ชุดวิวาห์สั่งตัดพิเศษให้กับญาญ่าในโทนสีขาวบริสุทธิ์ โดดเด่นด้วยงานปักลูกไม้ชั้นสูงบนผ้าทูลที่เผยรายละเอียดอย่างประณีตและละเอียดอ่อนทั่วทั้งชุด พร้อมประดับไข่มุกและคริสตัลเม็ดเล็กนับพันด้วยงานปักมือ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง

อีกหนึ่งดีเทลที่ช่วยเติมความสง่างามให้ลุคนี้ คือเวลผ้าไหมทูลปักลวดลายเข้าชุด และชายกระโปรงลากยาวที่เคลื่อนไหวอย่างพลิ้วไหว เพิ่มบรรยากาศโรแมนติกเหนือกาลเวลาให้กับเจ้าสาวได้อย่างงดงาม

ในลุคนี้ญาญ่ายังคอมพลีทลุคด้วยต่างหูรุ่น Idylle จาก Louis Vuitton High Jewelry Collection พร้อมเมกอัพลุคละมุนจาก La Beauté Louis Vuitton ที่ช่วยขับเสน่ห์ความสวยแบบธรรมชาติให้ยิ่งโดดเด่น

ขณะที่ย้อนกลับไปช่วงดินเนอร์ก่อนวันแต่งงาน เจ้าสาวเลือกสวมเดรสสั่งตัดพิเศษจาก Stolen Studios กับเดรสสีขาวทรงสลิปเดรสที่มาพร้อมซิลูเอตเรียบโก้ ตกแต่งดีเทลบริเวณสะโพกอย่างประณีต โดยหนึ่งในรายละเอียดที่หลายคนพูดถึง คือข้อความ “Since 2011” ที่ถูกปักไว้บริเวณปลายแขนเสื้อ เพื่อสื่อถึงจุดเริ่มต้นความรักของทั้งคู่

โดยลุคดังกล่าวยังคอมพลีทด้วยรองเท้าส้นสูงประดับคริสตัลจาก Louis Vuitton ถ่ายทอดภาพของเจ้าสาวที่ดูเรียบง่าย แต่ยังคงความหรูหราและมีเสน่ห์ในทุกมุมมอง


NCT JNJM พร้อมระเบิดเคมีสุดลงตัวในแฟนมีตติ้งคู่ครั้งแรก

จากมิตรภาพยาวนานกว่า 10 ปี สู่แฟนมีตติ้งคู่ครั้งแรกที่ทุกคนไม่ควรพลาด ไปพิสูจน์เคมีสุดลงตัวกับ NCT JNJM ร่วมกันในวันที่ 8 สิงหาคม 2026 นี้

SM True จับคู่การรวมตัวที่ดีที่สุดในทุกด้านของ JENO (เจโน่) และ JAEMIN (แจมิน) ในนามยูนิต NCT JNJM (เอ็นซีที เจโน่แจมิน) มาโปรยเสน่ห์มัดใจแฟนคลับชาวไทย กับทัวร์แฟนมีตติ้งครั้งแรก 2026 NCT JNJM FANMEETING TOUR [DUALITY] # BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2026 เวลา 17:00 น. ณ อิมแพ็ค อารีน่า
NCT JNJM จุดกระแสความร้อนแรงให้วงการเพลง ด้วยการเดบิวต์อย่างเป็นทางการพร้อมมินิอัลบั้มชุดแรก ‘BOTH SIDES’ ที่ส่งให้พวกเขาขึ้นแท่น Half-Million Seller ด้วยยอดจำหน่ายถล่มทลายเกิน 5 แสนอัลบั้ม หลังปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมตอกย้ำความนิยมระดับโลกด้วยการกวาดอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงและอัลบั้มชั้นนำทั้งในเกาหลี, ญี่ปุ่น (Oricon Daily Albums) และจีน (QQ Music Digital Albums Chart)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NCT JNJM ถือเป็นที่สุดแห่งความลงตัวจากการทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ช่วงเป็นเด็กฝึกหัดจนถึงการทำกิจกรรมในนาม NCT และ NCT DREAM อีกทั้งในเดือนมกราคมปี 2026 JENO และ JAEMIN ยังได้โชว์ทักษะการแสดงและเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัวผ่านการรับบทนำในละครสั้นเรื่อง ‘WIND UP’ ซึ่งสร้างสถิติยอดผู้ชมสะสมทะลุ 5 ล้านวิว ภายในเวลาเพียง 5 วันหลังเปิดตัว ด้วยพื้นฐานจากการแสดงบนเวทีที่ยอดเยี่ยมและพลังงานที่เปี่ยมล้น รวมถึงขอบเขตทางดนตรีที่กว้างขวาง ทำให้พวกเขาสามารถสร้างตัวตนและเสน่ห์ที่หลากหลายได้อย่างชัดเจน จนได้รับความรักอย่างมหาศาลจากแฟนคลับทั่วโลก

สำหรับคีย์เวิร์ดสำคัญอย่าง “DUALITY” ถูกใช้เป็นคอนเซปต์หลักในการโปรโมตของทั้งคู่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มินิอัลบั้มจนถึงชื่อทัวร์แฟนมีตติ้งในครั้งนี้ เพื่อสื่อถึงภาพลักษณ์สองด้านที่แตกต่างแต่เติมเต็มกันได้อย่างไร้ที่ติ ระหว่าง JENO ผู้โดดเด่นด้วยการแสดงอันแข็งแกร่งและเสน่ห์บนเวทีที่สะกดทุกสายตา กับ JAEMIN ที่มาพร้อมเสน่ห์อันผ่อนคลายและทัศนคติที่เฉียบคมจากทักษะอันเป็นเลิศ ซึ่งทั้งสองสมาชิกต่างนำเสนอตัวตนและสีสันเฉพาะตัวออกมาได้อย่างอย่างเด่นชัด ก่อนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบ โดยผลงานเหล่านี้จะพิสูจน์ให้เห็นถึงการผนึกกำลังเพื่อถ่ายทอด “สุนทรียภาพแห่งสองขั้ว” ที่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังที่สุด
2026 NCT JNJM FANMEETING TOUR [DUALITY] จะเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ ซึ่งบัตรทั้ง 3 รอบการแสดง รวมไปถึงที่นั่งในโซนจำกัดการมองเห็น ถูกจับจองหมดเกลี้ยงทันทีที่เปิดจำหน่าย ก่อนจะออกเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในเอเชีย ได้แก่ โตเกียว, จาการ์ตา, มาเก๊า, เกาสง และปิดท้ายความประทับใจ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่เหล่า NCTzen (เอ็นซีทีเซ็น : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ชาวไทยต่างเฝ้ารอ

เตรียมพบกับช่วงเวลาอันแสนพิเศษ ผ่านการแสดงหลากหลายเวที และช่วงต่าง ๆ ที่จะเผยภาพลักษณ์สองขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจน พร้อมพิสูจน์ความสมบูรณ์แบบของเคมีที่แตกต่างแต่ลงตัวเมื่ออยู่เคียงคู่กัน เพราะไม่ว่าจะ Up, Down, Left, Right ด้านไหนก็ใช่ ด้านไหนก็ถูกใจ NCTzen อย่างแน่นอน
เปิดจำหน่ายบัตรรอบสมาชิก “NCTzen DREAM” Membership (GL) Pre-Sale ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2026 เวลา 19:00 น. – 23:59 น. รอบสมาชิก JOY-CLUB Pre-Sale วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2026 เวลา 11:00 น. – 15:59 น. และรอบบุคคลทั่วไป วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2026 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ทิคเก็ต ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com/event/NCTJNJM_DUALITY_BANGKOK บัตรนั่งราคา 6,500 (DUALITY PACKAGE) / 6,000 / 5,200 / 4,500 / 3,600 / 2,600 / 2,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ซื้อบัตร

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของคอนเสิร์ตได้ทางบัญชีโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของ SM True : Facebook (เฟซบุ๊ก) facebook.com/smtruethailand, Instagram (อินสตาแกรม) instagram.com/smtruethailand, X (เอ็กซ์) x.com/SMTrueThailand และ TikTok (ติ๊กต๊อก) tiktok.com/@smtruethailand สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อบัตรได้ทาง Counter Service : อีเมล [email protected] และไลน์ออฟฟิเชียล @counterservice

Wink Boy คัมแบ็ค! พัค จีฮุน เตรียมกลับมาจัดเต็มความฟินอีกครั้งในรอบ 3

จาก ‘ดันจงฟีเวอร์’ สู่ตัวจริงบนเวที! ‘พัค จีฮุน’ เตรียมเสิร์ฟความฟินพร้อมชวนเมย์ไทยร่วมสร้างโมเมนต์สุดพิเศษในงานแฟนคอน 11 ก.ค. นี้

แฟนคลับชาวไทยเตรียมหัวใจวิ้งค์!! ไปกับเจ้าของฉายา Wink Boy อย่าง “พัค จีฮุน” (Park Jihoon) นักร้องและนักแสดงมากความสามารถ ที่กำลังโกยความนิยมและความรักจากแฟนคลับทั่วโลก หลังภาพยนตร์ The King’s Warden ที่เจ้าตัวแสดงนำ โด่งดังและเกิดกระแส ‘ดันจงฟีเวอร์’ ทั้งในเกาหลีใต้และต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยหลังเข้าฉายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำเอาคอหนังอินหนักรีเควสอยากเจอตัวจริงเสียงจริงของหนุ่มจีฮุนกันแบบสุดๆ

งานนี้เจ้าตัวรับเรื่องอย่างไว รีบประกาศข่าวดีเตรียมมาเจอแฟนคลับชาวไทยแบบใกล้ชิด ในงาน 2026 PARK JI HOON ASIA FANCON [RE:FLECT] in BANGKOK ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ณ IDEA LIVE BRAVO BKK โดยจะเปิดขายบัตรในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง www.triplech.com บัตรราคา 5,900 / 4,900 / 3,900 / 2,900 บาท เรียกได้ว่านาทีนี้ ‘เมย์ไทย’ (May : ชื่อแฟนคลับ) ต้องรีบล็อกคิวกันให้พร้อม เพราะสนามชิงบัตรกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

สำหรับ พัค จีฮุน ไม่ได้คัมแบ็คระเบิดฟอร์มเพียงแค่ในพาร์ทการแสดงเท่านั้น แต่ยังกลับมาในฐานะนักร้องอีกครั้งในรอบ 3 ปี กับผลงานอัลบั้ม RE:FLECT ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ ที่เฝ้ารอเสียงร้องสุดละมุนและไฮโน้ตทรงพลังของเขาอีกครั้ง และแน่นอนว่าในแฟนคอนครั้งนี้ แฟนๆ จะได้เต็มอิ่มกับเพลงฮิต สนุกไปกับโชว์และใจฟูกับโมเมนต์สุดพิเศษที่หนุ่มจีฮุนเตรียมมามอบความสุขและใช้เวลาร่วมกับเมย์ไทยอย่างคุ้มค่าทุกวินาที นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์อีกมากมายที่เตรียมไว้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ
หนุ่มจีฮุนพร้อมเสิร์ฟความฟินจัดเต็ม!! เมย์ไทยห้ามพลาด… มาวิ้งค์ทั้งใจไปกับ Wink Boy ของพวกคุณ!!” ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Triple Check Thailand ทุกช่องทาง

VFC & BB Clinic

VFC จับมือ BB Clinic เปิดตัวศูนย์ผู้มีบุตรยากและสุขภาพองค์รวมครบวงจรแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท

เพื่อตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบของครอบครัวในทุกมิติ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร VFC ในเครือโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ร่วมกับ BB Clinic จัดงานเปิดตัว VFC & BB Clinic (Sukhumvit 11) อย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ชาคริต ศึกษากิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เวชธานี จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ พร้อมเชิญครอบครัวคนบันเทิงและแขกผู้มีเกียรติ อาทิ สัณณ์ชัย- ธัญญาเรศ เองตระกูล, สุชาติ สินรัตน์, จตุพร สารสินธ์, ศ.นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์, วราวุธ เจนธนากุล – อัธนียา เอี่ยมวสันต์, จิน ธรรมวัฒนะ – รติชา แพงทรัพย์ มาร่วมแสดงความยินดี

สองพันธมิตรชั้นนำ VFC และ BB Clinic จับมือต่อยอดความสำเร็จ เปิดตัวศูนย์ผู้มีบุตรยากและสุขภาพองค์รวมครบวงจรแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท พร้อมชวนคุณพ่อคุณแม่คนบันเทิงแชร์ประสบการณ์ตรงกับการสานฝันสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ

ดร.นพ. ตุลวรรธน์ พัชราภา ผู้อำนวยการปฏิบัติการ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “VFC ในเครือโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดให้บริการดูแลลูกค้ามาแล้วกว่า 15 ปี ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ และทีมนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง Embryologist ที่มีประสบการณ์ทำงานด้านพันธุศาสตร์และตัวอ่อนมายาวนาน และได้รับใบรับรองจากสมาคมด้านการเจริญพันธุ์และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนแห่งยุโรป (ESHRE : European Society of Human Reproduction and Embryology) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรทางการแพทย์ด้านการเจริญพันธุ์หรือการมีบุตรยากที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยพิสูจน์ได้ด้วยอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์ (Success Rate)ที่สูงมากกว่า 80% ถือเป็นผลงานระดับแถวหน้าของโลก นอกจากนี้ เรายังเป็นศูนย์ผู้มีบุตรยากที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน CCPC ด้านมีบุตรยากจาก JCI สหรัฐอเมริกา รายแรกของโลก ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเราดูแลตัวอ่อนของคุณด้วยมาตรฐานและเทคโนโลยีระดับสากลจริง ๆ โดยการที่เราขยายศูนย์มาที่สุขุมวิท 11 เพราะเราต้องการเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ผู้ใช้บริการ และครั้งนี้ก็พิเศษมากครับ เพราะเป็นการจับมือร่วมกับ BB Clinic ซึ่งจะสร้างมิติใหม่ให้กับวงการ เพราะเราไม่ได้มองแค่ความสำเร็จของการทำให้ตั้งครรภ์ แต่เรามองไปถึงเรื่องของเวลเนสและความงามของคุณแม่แบบครบวงจร และในฐานะที่ VFC & BB Clinic เป็นส่วนหนึ่งของเครือโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เราจึงสามารถดูแลทุกขั้นตอนของการสร้างครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเริ่มต้นวางแผนมีบุตร การฝากครรภ์ การคลอด ไปจนถึงการดูแลลูกน้อย ภายใต้มาตรฐานเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ

สินีนารถ เองตระกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ศูนย์ฯ แห่งนี้เรายึดพันธกิจที่สำคัญคือ ”ความสำเร็จและความอบอุ่นใจที่ใกล้ชิดคุณมากขึ้น“ เราให้ความสำคัญซึ่งเริ่มตั้งแต่วิเคราะห์และแก้ปัญหาความพร้อมในการเตรียมตัวมีบุตรและสภาวะจิตใจซึ่งแตกต่างกันไปเฉพาะบุคคล โดยคัดกรองการผสานศาสตร์แห่งความงามและสุขภาพองค์รวม (Aesthetic & Wellness) เพื่อให้เข้ากับเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ได้อย่างลงตัว จึงทำให้ผู้รับบริการมีโอกาสได้รับความสำเร็จในการมีบุตรอย่างสูงสุด เรายังใส่ใจในการฟื้นฟูดูแลภาพลักษณ์ความงามหลังคลอดให้อีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าในทุกช่วงเวลาทั้งก่อนและหลังคลอด เราจะเลือกสรรวิธีการดูแลเฉพาะตัว และมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่คุณได้ตลอดเวลา ภายใต้บรรยากาศ และทำเลที่ตั้งที่จะให้คุณได้รู้สึกอบอุ่นเป็นส่วนตัวและใกล้ชิดคุณมากยิ่งขึ้นจริงๆ“

ภายในงาน ยังได้ฟังประสบการณ์ตรงจากผู้ที่มาใช้บริการจริง ไม่ว่าจะเป็น โบว์-เบญจวรรณ อาร์ดเนอร์ นักแสดงจากช่อง 3 ที่มาใช้บริการในการฝากไข่ นอกจากนั้น ยังมีเคสที่มาปรึกษาคุณหมอด้านการมีบุตร อาทิ คู่รัก แอนดรูว์-กรเศก และ แพร-ปภาดา โคนินทร์ , ปุณภัท-วรารัตน์ อภิชญาวรกุล ที่มาพร้อมน้องเคเดน มาร่วมบอกเล่าประสบการณ์การเตรียมตัวมีบุตร และบอกเล่าถึงบริการที่เรียกว่าประทับใจในทุกช่วงเวลา

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้ารับการปรึกษาที่ VFC & BB Clinic สุขุมวิท 11 สอบถามรายละเอียดหรือนัดหมายคิวได้ทาง 095-370-7522 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ www.v-ivf.com
Facebook https://www.facebook.com/share/17H1REESeZ/?mibextid=wwXIfr


ครั้งแรกในพื้นที่ประวัติศาสตร์ LOUIS VUITTON จัดแฟชั่นโชว์ CRUISE 2027 ใน The Frick Collection

สำหรับ Cruise 2027 ดีไซเนอร์อย่างNicolas Ghesquière พา Louis Vuitton กลับสู่นิวยอร์กอีกครั้ง พร้อมเลือก The Frick Collection เป็นสถานที่จัดโชว์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในเชิงแฟชั่นและวัฒนธรรม เพราะนี่คือครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเก่าแก่แห่งนี้เปิดพื้นที่ให้กับแฟชั่นโชว์ ท่ามกลางบรรยากาศของสถาปัตยกรรมยุค Gilded Age และคอลเล็กชั่นศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ทำให้โชว์ครั้งนี้เหมือนเป็นการเชื่อมโยงแฟชั่น ศิลปะ และตัวตนของมหานครนิวยอร์กเข้าด้วยกัน

สำหรับแรงบันดาลใจของคอลเล็กชั่นนี้มาจาก “ความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้” ของนิวยอร์ก ไม่ว่าจะเป็นความหรูหราแบบอัปทาวน์กับพลังดิบของดาวน์ทาวน์ วัฒนธรรมลักชัวรี่กับสตรีตคัลเจอร์ หรืออดีตกับอนาคต ซึ่งดีไซเนอร์ได้ถ่ายทอดออกมาผ่านเสื้อผ้าที่ผสมงานตัดเย็บแบบยุโรปเข้ากับสไตล์อเมริกันร่วมสมัย นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงถึง Keith Haring ศิลปินระดับไอคอนแห่งยุค 1980 ผ่านลายกราฟิกและเครื่องประดับหลายชิ้น โดยเฉพาะกระเป๋าที่นำภาษาภาพของ Haring มาตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น

ด้านเสื้อผ้า คอลเล็คชั่นนี้เต็มไปด้วยการเล่นกับความคอนทราสต์อย่างชัดเจน ตั้งแต่เสื้อระบายดรามาติกที่จับคู่กับกางเกงกีฬา แจ็กเก็ตโครงเฉียบคมกับกระโปรงสั้นทรงสปอร์ต ไปจนถึงการใช้ผ้าเมทัลลิก หนังเงา ผ้าซาติน และพื้นผิวหลากหลายภายในลุคเดียว สีสันยังคงโดดเด่นแบบป๊อปอาร์ต ทั้งสีเงิน เหลืองไฟฟ้า แดงสด และลายกราฟิกขาวดำ ขณะเดียวกัน Louis Vuitton ยังแทรกเอกลักษณ์ด้านการเดินทางของแบรนด์ ผ่านรายละเอียดกระเป๋าทรงทรังก์ ฮาร์ดแวร์วินเทจ และแอ็กเซสซอรีที่ดูเหมือนกับงานประติมากรรมมากกว่าเครื่องประดับทั่วไป

Cruise 2027 จึงเป็นอีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่สะท้อนตัวตนของ Nicolas Ghesquière ได้ชัดเจนที่สุด ทั้งความล้ำสมัย ความเป็นศิลปะ และความสามารถในการทำให้เสื้อผ้าที่ดูซับซ้อน กลับมีพลังและสวมใส่ได้จริงในเวลาเดียวกัน


ภาพ: Courtesy of Brand