‘วาเลนไทน์ปีนี้ของคุณจะได้หรือจะอด?? ต้องเช็กแล้ว!!’ ดวงรายสัปดาห์ 9-15 กุมภาพันธ์ 2569

‘วาเลนไทน์ปีนี้ของคุณจะได้หรือจะอด??

ดวงรายสัปดาห์ 9-15 กุมภาพันธ์ 2569

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :  เข้าสู่สัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับชาวอาทิตย์แล้วเหมือนเวลาจะควบคู่อยู่ทั้งโลกวิชาการ และโลกบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้สติปัญญา ความสามารถเฉพาะตัว หรือต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักบริหาร นักการเมือง นักปกครอง เจ้าของกิจการ ผู้นำทางการทหาร รวมถึงทางการต่างประเทศ เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับโลกแห่งความบันเทิง ดนตรี แอลกอฮอล์ สิ่งเทาๆ ที่ชีวิตนี้คิดว่า คงจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยว แต่ใดๆ ก็ตาม ไม่ควรเอนเอียงเห็นดีเห็นงามกับคนที่สนับสนุนคุณอย่างเดียว เพราะจะทำให้เสียการปกครอง       

การเงิน  :  สัปดาห์นี้ชาวอาทิตย์ชิล เพราะนอกจากเก่งกับการหาเงิน ด้วยการรับเป็นที่ปรึกษาตามหน่วยงานต่างๆ แล้ว ยังมีการวางแผนเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจ้อบพิเศษพวกงานสีเทาที่จะมีเข้ามาอีก ก็เก็บเงินไว้บ้างนะคะ 

ความรัก  :  สัปดาห์วาเลนไทน์สำหรับชาวอาทิตย์ ก็ต้องบอกว่า คุณยังใช้ชีวิตปกติ คือทำงานๆๆ ส่วนครอบครัวก็จะอยู่กับกฎระเบียบเป๊ะปังเหมือนที่เป็นมา แต่เมื่อถึงวันวาเลนไทน์ก็จะมีบ้างที่คุณจะพากันไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน แต่เอ ใช่คนที่อยู่ด้วยกันหรือเปล่าน้า คนโสด  ชาวอาทิตย์สัปดาห์นี้ก็ยังมีลุ้นว่า จะได้พบใครในวันวาเลนไทน์หรือเปล่า เหมือนจะเป็นชาวต่างชาติด้วยนา   

 สุขภาพ  :  สัปดาห์นี้หลุดแล้วค่ะกับคำว่า ‘อ้วน’ อาจเพราะงานหนักจนไม่มีเวลารับประทานอาหาร ก็ควรระวังความเจ็บป่วยจะมาพร้อมกับการโหมงานหนัก เช่น ปวดศีรษะ ไมเกรน หัวใจและเส้นเลือด นอกจากนั้นยังมีการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ก็ต้องเพิ่มเรื่องการขับขี่อีก     

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สัปดาห์ที่สองของชาวจันทร์อยากบอกว่า อย่าเพิ่งดีใจกับโอกาสดีๆ ที่จะเข้ามา เพราะมันคือภาพลวงตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานช่างฝีมือทุกประเภท หรืองานเพื่อมวลชน เช่น นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ นักการทูต ฯลฯ ด้วยฝีมือและมันสมองระดับอัจฉริยะของคุณ จึงมีความเป็นไปได้ว่า ในรอบสัปดาห์นี้บุคคลที่สนิทสนม เช่น เพื่อนฝูง ญาติมิตร จะมาทาบทามให้คุณไปร่วมงานด้วย ซึ่งคุณก็คาดหวังกับความสำเร็จในงานนี้สูงมาก แต่เพราะดวงคุณยังไปได้ไม่สุด เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขลุกขลักไปหมด เอกสารทางราชการจะผิดพลาด เสี่ยงต่อการเป็นคดีความ ทางที่ดีควรหาเพื่อนที่รู้ใจมาช่วยกันทำงาน หรือปรึกษาผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ด้วย  

การเงิน  :   เป็นไปได้ว่าคุณจะทำงานเพื่อชื่อเสียงมากกว่าเงิน แต่แม้คุณจะแสดงจุดยืนว่าไม่รับ แต่ก็จะมีเงินปันผลมาให้เล็กๆ น้อยๆ  ซึ่งคุณก็จะคืนกลับด้วยการเลี้ยงทีมงาน หรือลูกน้อง ก็ต้องระวัง ไม่ควรรับอาสากู้เงิน หรือเซ็นค้ำประกัน ซื้อบ้าน ซื้อรถให้ใคร เพราะมีโอกาสที่คุณจะชดใช้แทน

ความรัก  :  สัปดาห์วาเลนไทน์ของชาวจันทร์ปีนี้ คาดว่าจะต้องประทับอยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกนาน คาดว่าจะมีเซอร์ไพร์ส คนโสด  มีโอกาสที่คุณจะได้พบรักในวันวาเลนไทน์ แบบสายฟ้าแลบ ปุ๊บปั๊บไปอยู่ด้วยกันเลย

สุขภาพ  :  ออฟฟิศซินโดรมมาเยี่ยมแล้วนะคะ หากนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมๆ นานเกินไปจะเริ่มปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ ล้าไปหมดจนทำงานไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ นอกจากนั้นยังมีภาวะเลือดน้อย เลือดจาง หน้ามืด เป็นลม โรคหัวใจก็มา อย่าประมาท  

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   สำหรับสัปดาห์ที่สองของชาวอังคารนับว่าเป็นสัปดาห์ที่พิเศษ เพราะคุณมีเทพพระอังคารสถิตอยู่ในดวงชะตา ซึ่งเป็นความเหนื่อยพิเศษ และหนักพิเศษ ตามอิทธิพลของเทพพระอังคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานอสังหาริมทรัพย์  อาคาร สำนักงาน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ จนถึงงานสีเทาด้วย คาดว่าในรอบ 7 วันนี้หากจะมีเรื่องราวมากมายเข้ามาให้คุณต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงและเป็นไป ก็อย่าได้แปลกใจ ก้มหน้าทำไป เพราะคุณก็ลุยแรงแบบไม่สนใครด้วย  

การเงิน  :  รายได้มาจากความขยันของตัวเองเลย ซึ่งคาดว่าบ้านและที่ดินก็ยังสร้างรายได้ให้คุณ แต่ก็ระวัง อย่าไปยุ่งกับเงินที่มาแบบไม่ถูกต้อง เพราะจะเสียทั้งเงินและชื่อเสียง  

ความรัก  :  สัปดาห์วาเลนไทน์ของชาวอังคารคาดว่า คุณจะยุ่งขิงกับการทำงาน หรือไม่ก็เรื่องบ้าน ประมาณซ่อมบ้าน ตกแต่งต่อเติมบ้าน รวมถึงคนในบ้าน จนลืมวันพิเศษนี้  คนโสด  ก็ยังมีโอกาสได้พบคนที่ถูกใจในวันวาเลนไทน์ แต่เวลาพิเศษของคุณต้องช่วงชิงจึงจะได้มา    

สุขภาพ  :  มีความเสี่ยงที่จะปวดขา เส้นตึง เส้นยึด จนเดินไม่ปกติ สำหรับคุณผู้หญิงควรระวังมดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ จะมีปัญหา หากยังไม่เคยผ่าตัด ในช่วงนี้มีเกณฑ์ผ่าตัดนะคะ

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :  จากดุเดือดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาสัปดาห์นี้คุณค่อนข้างจะนิ่งแบบจำใจ เพราะเป็นไปได้ว่างานหรือโครงการที่เสนอไปจะไม่ได้รับการอนุมัติหรือเห็นชอบ จนคุณต้องอยู่นิ่งๆ แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ อีโก้สูง จึงมีความเป็นไปได้ว่าคุณไม่หยุดที่จะเสนองาน โดยไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดหรือความเห็นของคนในทีมเลย ดังนั้น แม้จะสำเร็จ ได้เริ่มต้นงานใหม่ เริ่มมองเห็นเป้าหมายแล้ว แต่ก็มีโอกาสที่จะเดินไปเดียวดาย ต้องไปหาทีมงานใหม่เอาข้างหน้า        

 การเงิน  :  ต้นสัปดาห์คาดว่ายังขาดมือ รายจ่ายเยอะ เป็นไปได้ว่าคุณต้องไปหยิบยืมเงิน หรือกู้เงินมาใช้เพื่อให้รอดจากวิกฤติ แต่ในช่วงปลายสัปดาห์งานที่เสนอไปจะทำเงินมาให้บ้าง  

ความรัก  :   สัปดาห์วาเลนไทน์ของชาวพุธต้องบอกว่า อย่าคาดหวัง เพราะคู่ครองมีโอกาสจะไปฉลองวาเลนไทน์กับคนอื่น แม้จะรู้ แต่ก็อย่าถามอะไรจุกจิก หรือแสดงความหึงหวง เพราะเสี่ยงจะเป็นวาเลนไทน์เดือดได้ คนโสด ก็เช่นกัน จริงๆ สัปดาห์นี้คุณมีเสน่ห์กับเพศตรงข้าม มีความเจ้าชู้ จึงมีโอกาสที่จะได้พบคนถูกใจ แต่ต้องทำใจ เพราะคุณจะไม่มีตัวตนในชีวิตเขา  

สุขภาพ   :   สำหรับนักดื่ม นักรัก วาเลนไทน์นี้ควรระวังอย่างหนัก อย่าฉลองจนลืมป้องกันเหตุด่วนที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นยังต้องระวังโรคระบบย่อยอาหาร ต่อมทอนซิลอักเสบ และหลอดลมอักเสบ  

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ชาวพฤหัสจะยิ่งแอ็กทีฟมากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานการติดต่อประสานงาน การบริหารจัดการ จนถึงการให้บริการคำแนะนำในด้านต่างๆ หากใครที่ยังไม่ได้เป็นผู้บริหาร หรือหัวหน้า เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้รับการโปรโมท โดยที่คุณก็จะสวมวิญญาณผู้นำเต็มสตรีม ใครคิดเห็นแตกต่าง หรือทักท้วง คุณก็โนสน โนแคร์ บุกตะลุยงานแบบไม่กลัวใคร จึงต้องระวัง เพราะการตัดสินใจที่ขาดสติจะนำมาซึ่งความเสียหายที่ไม่ควรเกิดขึ้น ควรใจเย็นๆ หาโอกาสและจังหวะ รวมถึงใช้เซนส์ในการตัดสินใจ

การเงิน  :  ต้นสัปดาห์อย่าเพิ่งทุ่มลงทุน เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะหมุนเงินจนเหนื่อย กระทั่งปลายสัปดาห์แล้วก็พอจะได้เงินกลับมาบ้าง  

ความรัก  :  สัปดาห์วาเลนไทน์ของชาวพฤหัสต้องบอกว่า โรแมนติกทีเดียว ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแบบประนีประนอม แต่ก็มีบ้างที่คุณจะรู้สึกอึดอัด เพราะคู่ครองไม่ให้ไปไหนไกลจากสายตาเลย คนโสด  ก็ยังเป็นสัปดาห์ที่สวยงามของชาวพฤหัส เพราะคุณยอม ว่าอย่างไรว่าตามกัน แต่เหมือนกับคุณก็ไม่หยุดอยู่แค่คนเดียวนะ

 สุขภาพ   :  หลีกเลี่ยงไปฉลองวาเลนไทน์แบบแซ่บๆ พวกอาหารสุกๆ ดิบๆ รสจัด เพราะหากคุณท้องเสีย อาหารเป็นพิษ คงไม่สนุกแน่ นอกจากนั้นยังต้องระวังพวกโรคหัวใจ และโรคทางสมองด้วย  

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   สัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ แม้ไฟในการทำงานของชาวศุกร์จะยังแรงดีไม่มีตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานทางการทหาร การทูต นักธุรกิจระดับสูง จนถึงงานทางด้านสื่อสารมวลชน แต่ก็อย่าประมาท เพราะแผนงานที่คุณคิดว่าแม่นเป๊ะปัง ในรอบ 7 วันนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะมีปัญหาและอุปสรรคเข้ามาจากรอบทิศให้คุณต้องปรับตัวรับมือชนิด 360 องศา เรียกว่ากว่าจะผ่านไปได้ก็เหนื่อยสาหัสเลย

การเงิน  :  มีความสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างดี ยิ่งสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าจะมีโชคในการหาเงินนอกบ้านด้วย ซึ่งคุณก็จะเก็บหอมรอมริบอย่างดี แต่ก็ยังอดให้คนอื่นหยิบยืมไม่ได้    

 ความรัก :   เป็นสัปดาห์วาเลนไทน์ของชาวศุกร์ที่สุดแสนจะโรแมนติก ก็ขอให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เพราะหากคาดหวังหรือเปรียบเทียบกับคู่อื่น จะเป็นทุกข์ทันที คนโสด  หากวาเลนไทน์ปีไหนๆ ก็ร้างคู่ ปีนี้มีโอกาสได้เฮนะคะ เป็นอีกวาเลนไทน์ที่จะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานเลย  

สุขภาพ  :  อย่าทำงานเพลินจนไม่ยอมไปปัสสาวะนะคะ เพราะมีความเสี่ยงที่กระเพาะปัสสาวะและกรวยไตจะมีปัญหา นอกจากนั้นโรคภัยต่างๆ เป็นไปได้ว่าจะเกิดจากความเครียดและความกดดันในเรื่องต่างๆ

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  สัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับชาวเสาร์นับเป็นสัปดาห์ที่จิตใจอ่อนไหว ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานอสังหาริมทรัพย์ เรียลเอสเตท อาคาร สำนักงาน ฯลฯ  มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีจินตนาการที่กว้างไกล มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับสายงานการออกแบบ สถาปนิก ดีไซน์ จนถึงโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ  แต่เพราะไอเดียของคุณล้ำเกินบรรยายให้เข้าใจ จึงมีโอกาสที่จะถูกตัดตอน เพื่อไม่ให้เสียของ ควรทำเองจะดีกว่า  

การเงิน  :   มีโอกาสสร้างรายได้จากบ้าน อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติที่มาจากมรดก ก็ต้องระวัง เพราะมีโอกาสที่คุณจะใจดีสามารถที่จะหยิบเงินให้ใครได้ง่ายๆ เลย แล้วไม่คาดหวังว่าจะได้คืนด้วย  

ความรัก  :   สัปดาห์วาเลนไทน์ของชาวเสาร์ต้องบอกว่า มีแต่งานกับงาน หากจะไปฉลองด้วยกัน หัวข้อที่คุยกันเห็นจะไม่พ้นเรื่องงาน  คนโสด  วาเลนไทน์นี้อย่าปิดกั้นนะคะ เพราะมีโอกาสที่จะไม่ใช่แค่หญิงแท้ หรือชายแท้ แต่จะมี LGBTQ เข้ามาจีบเลย

สุขภาพ   :  สัปดาห์นี้ต้องระวังเรื่องระบบน้ำย่อย กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี และต่อมน้ำเหลือง แล้วไม่ใช่แค่ธรรมดา เพราะมีความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นโรคร้าย

เมทัลชีทราคา

เมทัลชีทราคาปี 2026 เช็กก่อนซื้อ เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน

เมทัลชีทราคาปี 2026 มีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบมีราคาเท่าไร เช็กราคาล่าสุดได้ที่นี่ พร้อมวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับงานก่อสร้างแบบต่าง ๆ สำหรับเจ้าของบ้านและผู้รับเหมา

เมทัลชีท ราคาปี 2026 เช็กก่อนซื้อ! พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับงานก่อสร้าง

การวางแผนก่อสร้างหรือต่อเติมบ้านในปีนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการอัปเดตราคาเมทัลชีทล่าสุดปี 2026 เพื่อให้สามารถบริหารงบประมาณได้อย่างแม่นยำ และเลือกใช้แผ่นหลังคาเมทัลชีทได้อย่างเหมาะสม บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าเมทัลชีทราคาประมาณเท่าไรในปัจจุบัน พร้อมแนะนำการเลือกความหนาให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง เพื่อให้ได้เมทัลชีทที่มีคุณภาพในราคาสมเหตุสมผล และเป็นการเช็กข้อมูลให้ชัวร์ก่อนตัดสินใจซื้อ

เมทัลชีทคืออะไร?

เมทัลชีท (Metal Sheet) คือแผ่นเหล็กรีดลอนที่ผ่านกระบวนการเคลือบป้องกันสนิมด้วยอลูซิงค์ (Aluzinc) หรือเคลือบสี เพื่อเพิ่มความทนทานต่อสภาพอากาศและการกัดกร่อน นิยมใช้เป็นวัสดุมุงหลังคาในงานก่อสร้างเนื่องจากมีน้ำหนักเบา สวยงาม ทันสมัย ทั้งยังมีสีสันและคุณสมบัติให้เลือกหลากหลาย

คุณสมบัติและข้อดีของเมทัลชีท

จุดเด่นของเมทัลชีทคือความแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา ทำให้ช่วยลดภาระการรับน้ำหนักของโครงสร้างอาคาร สามารถติดตั้งได้รวดเร็ว ช่วยประหยัดค่าแรงและเวลา นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นในเรื่องการระบายน้ำ การสะท้อนความร้อน ความสวยงาม และยังมีสีสันให้เลือกหลายเฉด

 เปรียบเทียบเมทัลชีทกับวัสดุอื่น

เมื่อเทียบกับวัสดุมุงหลังคาอื่น ๆ เมทัลชีทได้เปรียบในเรื่องของความเร็วในการก่อสร้าง น้ำหนักเบากว่า และลดโอกาสรั่วซึมได้เพราะมีรอยต่อน้อยกว่า แม้ในเรื่องของเสียงรบกวนขณะฝนตกจะดังกว่าวัสดุอื่นเล็กน้อย แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบุฉนวนกันร้อน หรือเลือกใช้เมทัลชีท PU Foam

ในส่วนของงบประมาณ ราคาเมทัลชีทต่อตารางเมตรในบางเกรดอาจสูงกว่ากระเบื้องลอนคู่ทั่วไป แต่เมื่อคำนวณถึงโครงสร้างและการติดตั้งจะพบว่าค่าแรงมุงหลังคาเมทัลชีทจะถูกกว่า ดังนั้น การเลือกใช้แผ่นเมทัลชีทราคาเหมาะสมจึงช่วยควบคุมงบประมาณในภาพรวมได้ดีกว่าวัสดุมุงหลังคาอื่น ๆ

ราคาเมทัลชีทขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง?

ราคาแผ่นเมทัลชีทมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับเกรด คุณสมบัติ และผู้ผลิต โดยปัจจัยหลักที่มีผลกับราคา ได้แก่ 

  • ประเภทการใช้งาน (หลังคา / ผนัง / รั้ว) : เมทัลชีทแต่ละประเภทถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน เช่น เมทัลชีทสำหรับหลังคาจะต้องรับแรงลม แดด และฝนได้ดี จึงมักมีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและการเคลือบที่ดีกว่า ทำให้ราคาสูงกว่าแบบที่ใช้ทำผนังหรือรั้ว ซึ่งเน้นความสวยงามและการติดตั้งที่ง่ายกว่า
  • ความหนาของเมทัลชีท : ความหนาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาโดยตรง แผ่นเมทัลชีทราคาสูงมักมีความหนามากกว่าแผ่นเมทัลชีทราคาถูก มีความแข็งแรง ทนทานต่อการยุบตัว และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ขณะที่เมทัลชีทราคาถูกแผ่นบาง ๆ จะเหมาะกับงานที่ไม่ต้องรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกมากนัก
  • รูปแบบลอนและการเคลือบผิว : ลอนแต่ละแบบมีผลต่อความแข็งแรงและรูปลักษณ์ ยิ่งเป็นลอนที่ออกแบบพิเศษหรือมีขั้นตอนการผลิตซับซ้อน แผ่นเมทัลชีทก็จะมีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ การเคลือบผิว เคลือบสีพิเศษ หรือเคลือบสะท้อนความร้อน ก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มราคาเมทัลชีทให้แพงขึ้น
  • แบรนด์และการรับประกัน : เมทัลชีทจากแบรนด์ที่มีมาตรฐานการผลิตชัดเจนและมีการรับประกันสินค้า มักมีราคาสูงกว่าแบรนด์ทั่วไป เนื่องจากผู้ผลิตลงทุนในคุณภาพวัตถุดิบ เทคโนโลยีการผลิต และบริการหลังการขาย ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานในระยะยาว

เมทัลชีทราคาเท่าไหร่?

แผ่นเมทัลชีทมีหลายความหนาให้เลือกใช้งาน แต่ละความหนาจะเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน และจะมีราคาแตกต่างกัน ดังนี้

 เมทัลชีทหนา 0.23 – 0.28 มม.

เป็นแผ่นเมทัลชีทราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับการมุงหลังคาขนาดเล็กหรือที่พักอาศัยชั่วคราว เน้นติดตั้งง่ายและรวดเร็ว ประหยัดงบประมาณ โดยราคาเมทัลชีทขนาดนี้จะอยู่ที่เมตรละประมาณ 120–145 บาท

เมทัลชีทหนา 0.30 – 0.35 มม.

เหมาะกับงานหลังคาทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรงเพิ่มขึ้นอีกระดับ เช่น หลังคากันสาด หลังคาโรงรถ หลังคาส่วนต่อเติม หรือผนังรั้วบ้าน ให้ความแข็งแรงปานกลาง โดยราคาแผ่นเมทัลชีทขนาดนี้จะอยู่ที่เมตรละประมาณ 140–165 บาท

เมทัลชีทหนา 0.35 – 0.40 มม.

เป็นขนาดที่เหมาะกับการใช้มุงหลังคาบ้าน อาคาร หรือโรงงานขนาดเล็ก มีความแข็งแรงมากขึ้น ทนต่อแสงแดดและน้ำฝนได้ดี และมีอายุการใช้งานยาวนาน ราคาหลังคาเมทัลชีทขนาดนี้อยู่ที่เมตรละประมาณ 160–185 บาท

เมทัลชีทหนา 0.40 – 0.47 มม.

ความหนานี้เหมาะกับการใช้มุงหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องการความแข็งแรงสูงและทนต่อการใช้งานหนัก โดยหลังคาเมทัลชีทขนาดนี้มักมีราคาอยู่ที่เมตรละประมาณ 185–200 บาท

เมทัลชีทหนา 0.47 มม. ขึ้นไป

เป็นแผ่นเมทัลชีทราคาสูงที่สุด โดยราคาตลาดจะอยู่ที่เมตรละประมาณ 280–300 บาท เหมาะกับงานหลังคาโรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่ที่ต้องการโครงสร้างแข็งแรงเป็นพิเศษ หรืออาคารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ต้องเจอลม พายุ หรือเจอฝนตกหนักบ่อย

มองหาเมทัลชีทราคาคุ้มค่า กันร้อนดี มีคุณภาพ เลือกใช้ บลูสโคป แซคส์® คูล

หากกำลังมองหาแผ่นเมทัลชีทราคาคุ้มค่ากับการใช้งานในระยะยาว นอกจากความหนาแล้ว ควรมองถึงคุณสมบัติด้านการป้องกันความร้อนและความทนทานด้วย แผ่นเมทัลชีท บลูสโคป แซคส์® คูล เป็นอีกตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วย Cool Coating Technology ที่ช่วยสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ลดการสะสมความร้อนใต้หลังคา ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายมากขึ้น พร้อมความทนทานต่อแดดและฝน สีสวยยาวนาน ไม่ซีดจางง่าย เป็นหลังคาเมทัลชีทที่ให้ความคุ้มค่าในภาพรวม ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Website : ศูนย์เมทัลชีทบลูสโคป

Line : @bluescopeth

FB : BlueScope Thailand

Call center : 02-333-3030


 

SIRENA

40 ปี SIRENA มนต์เสน่ห์รองเท้าเจ้าสาวที่รังสรรค์จากหัวใจ สู่มาสเตอร์พีซระดับโลก

วันแต่งงานเปรียบเสมือนการเริ่มต้นก้าวสำคัญของชีวิต รองเท้าเจ้าสาวจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ นั่นเพราะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเจ้าสาวก้าวเดินอย่างสง่างาม ตั้งแต่วินาทีแรกที่ปรากฏตัวจนถึงนาทีสุดท้ายของงานเฉลิมฉลอง ดังนั้นการเลือกรองเท้าที่สวย ใส่สบาย และมีความหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้วันแต่งงาน สมบูรณ์แบบที่สุด

ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี แบรนด์รองเท้าเจ้าสาว SIRENA ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์รองเท้าเจ้าสาวอันดับ 1 ในประเทศไทย และเพิ่งคว้ารางวัล “The Best Bridal Shoes” จากงาน PRAEW THE BEST OF WEDDING 2025 ซึ่ง “พ.ญ. พัชรวรรณ ตันติรุ่งโรจน์ชัย” และ “คุณศรัณย์พร ตันติรุ่งโรจน์ชัย” ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่แห่งแบรนด์ SIRENA มุ่งมั่นนำเสนอผลงานที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านดีไซน์ที่ตอบโจทย์ในสไตล์ เฟมินีน โรแมนติก สง่างาม และ หรูหรา แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพสูงสุด โดยรองเท้าทุกคู่เป็นผลงานจากฝีมือช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งทุกคู่รังสรรค์ผ่านทักษะฝีมือแรงงานขั้นสูงระดับโอต์กูตูร์

จุดเริ่มต้นจากความผิดหวังที่แปรเปลี่ยนเป็นวิสัยทัศน์

“พ.ญ. พัชรวรรณ” ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์รองเท้าเจ้าสาว SIRENA ไม่ได้เริ่มต้นจากแค่ธุรกิจ แต่เกิดจากความรักของผู้ที่รักรองเท้าดุจชีวิต ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “คุณแม่ศรินทร์ญา ตันติรุ่งโรจน์ชัย” อดีตเด็กหญิงตัวเล็กๆที่ชอบขัดรองเท้าให้คุณพ่อคุณแม่ เมื่อท่านทั้งสองมองกลับมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและชื่นชม เกิดเป็นความทรงจำที่ประทับใจและกลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้ “คุณแม่ศรินทร์ญา” ใฝ่ฝันที่จะสร้างสรรค์รองเท้าที่สามารถส่งต่อความสุขให้กับเจ้าของทุกคน

แต่เส้นทางความฝันนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในช่วงแรกของการก่อตั้งร้านรองเท้า “คุณแม่ศรินทร์ญา” ยังไม่มีเงินทุน จำเป็นต้องอาศัยเพื่อนและรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยมาช่วยออกทุน โดยในระหว่างการทำงานร่วมกันนี้เอง “คุณแม่ศรินทร์ญา” ได้พบรักกับหนึ่งในหุ้นส่วนจนได้แต่งงานกัน

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกธุรกิจคือช่วงที่วางแผนแต่งงาน แม้ว่า “คุณแม่ศรินทร์ญา” จะเป็นเจ้าของโรงงานรองเท้าที่ส่งออกไปทั่วโลก และมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมวงการทำรองเท้าทั่วประเทศกว่า 500 แห่ง แต่กลับไม่สามารถหารองเท้าที่เข้ากับชุดเจ้าสาวของเธอได้อย่างที่ต้องการ เนื่องจากในยุคนั้นรองเท้าสำหรับงานแต่งงานยังถูกจัดเป็นเพียงรองเท้าออกงานทั่วไป ไม่ค่อยเข้ากับชุดแต่งงานเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นสีหรือวัสดุที่นำมาใช้

ความผิดหวังในครั้งนั้นกลายเป็นความตั้งใจที่แน่วแน่และเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ “คุณแม่ศรินทร์ญา”  ตัดสินใจลงมือทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน นั่นคือการทำรองเท้าเจ้าสาวที่ถูกออกแบบขึ้นอย่างพิถีพิถัน ตัดเย็บจากผ้าไหมซาตินสีขาวละมุน สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี ทำให้สวมใส่สบายในระยะเวลาที่ยาวนาน และส่งเสริมความสง่างามของชุดวิวาห์ เพื่อกลายเป็นเจ้าสาวที่สมบูรณ์แบบในวันสำคัญที่สุดของชีวิต จากวันนั้น รองเท้าเจ้าสาวโดยช่างฝีมือคนไทยที่มีทักษะฝีมือขั้นสูงจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อส่งออกไปให้เจ้าสาวทั่วยุโรป สร้างชื่อเสียงให้คุณค่าของฝีมือแรงงานไทยก้าวไกลไปสู่เวทีสากล และในปีนี้ก็เป็นโอกาสครบรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ร้านรองเท้าร้านแรกได้ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ความมุ่งมั่นและหัวใจของ SIRENA ยังคงอยู่ครบทุกการก้าวเดิน

สง่างามบนความสบายที่มองไม่เห็น

“คุณศรัณย์พร” เผยว่าตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา SIRENA ยืนหยัดความเชื่อที่ว่า “รองเท้าเจ้าสาวคือสัญลักษณ์ของความรักนิรันดร์” รองเท้าทุกคู่จึงถูกออกแบบให้สะท้อนภาพลักษณ์ที่หรูหรา สง่างาม และโรแมนติก สามารถเนรมิตผู้สวมใส่ให้เปล่งประกายราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายของตัวเอง รองเท้าเจ้าสาวที่ดีต้องมีทั้งความสวย ใส่สบาย และมีคุณภาพ เพื่อให้เจ้าสาวสามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นใจและสง่างามในทุกโมเม้นต์สำคัญ

ความพิเศษของรองเท้า SIRENA พิถีพิถันในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโดยช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ผ่านการฝึกฝนจากศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำรองเท้าจากอิตาลีและอังกฤษ เพราะช่างทำรองเท้าทั่วไปไม่สามารถรังสรรค์รองเท้าแต่งงานที่มีรายละเอียดซับซ้อนเช่นนี้ได้ ดังนั้นช่างส่วนใหญ่เปรียบเสมือน ปรมาจารย์ด้านรองเท้าแต่งงาน ที่สั่งสมประสบการณ์มามากกว่าครึ่งชีวิต อีกทั้งผลงานที่ผลิตจากโรงงานของเรายังสร้างชื่อให้กับแบรนด์ลูกค้าต่างชาติจนสามารถคว้ารางวัล ‘The British Bridal Awards’ ในสาขา ‘Best Bridal Shoe’ ที่ประเทศอังกฤษ มาแล้วหลายสมัยซ้อน

ในเรื่องการคัดสรรวัตถุดิบ SIRENA ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะในรองเท้าทุกๆ คู่มีรายละเอียดพิเศษซ่อนอยู่ จึงจำเป็นที่จะต้องคัดสรรวัตถุดิบที่พิเศษสุดจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะผ้าไหมซาตินที่เป็น Signature สำหรับรองเท้าเจ้าสาว SIRENA นำเข้าจากประเทศอิตาลี โดยเลือกซัพพลายเออร์ที่ดีที่สุด โรงงานนี้ผลิตให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แบรนด์แฟชั่นดังๆ จากอิตาลี และฝรั่งเศส หลายแบรนด์ก็ใช้ผ้าที่ทำจากโรงงานนี้

อย่างไรก็ตามรองเท้า SIRENA ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หลากหลาย โดยในแต่ละคอลเลกชันมักจะมีผลงานจากดีไซเนอร์ต่างชาติร่วมสร้างสรรค์ แต่คอลเลกชันปัจจุบันถูกออกแบบโดย “พ.ญ. พัชรวรรณ ตันติรุ่งโรจน์ชัย” ดีไซเนอร์ประจำแบรนด์ ซึ่งมีความพิเศษไม่เหมือนใครเพราะยังใช้พื้นฐานทางการแพทย์มาเติมเต็มมุมมองด้าน สรีระและการรองรับเท้า ทำให้รองเท้า SIRENA ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังสวมใส่สบาย และมีเสน่ห์เฉพาะตัว”

การได้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญ

“พ.ญ. พัชรวรรณ” ผู้บริหารและดีไซเนอร์เผยว่า “ความสุขของ SIRENA คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในวันสำคัญของคู่รัก เพราะเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มให้ทั้งคุณเจ้าบ่าว และเจ้าสาวก้าวเดินได้อย่างมั่นใจและสง่างาม การได้เป็นส่วนหนึ่งของก้าวใหม่ของชีวิตของเขาเหล่านั้น ทำให้มีหลายๆคนที่แม้จะแต่งงานไปเมื่อ 10 หรือแม้แต่ 20 ปีที่แล้ว ก็ยังจดจำถึงความสุขความประทับใจตอนที่ใส่รองเท้า SIRENA ได้ และกลับมาพูดคุยกัน ทำให้เราได้เจอโมเมนต์ประทับใจมากมาย

เรามีความยินดีทุกครั้งที่ได้ฟังเสียงสะท้อนจากเจ้าสาว SIRENA ที่สละเวลามาแบ่งปันประสบการณ์การสวมใส่ให้กับเรา นอกจากจะเป็นกำลังใจสำคัญแล้ว เสียงเหล่านี้ยังช่วยให้เรานำไปต่อยอดและพัฒนารองเท้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในทุกรายละเอียด หนึ่งในโมเมนต์ที่สร้างความตื้นตันใจให้กับทีมงานเป็นอย่างมาก คือครั้งหนึ่งมีทีมงานบังเอิญได้ชมวีดีโอรีวิวจากลูกค้าซึ่งเป็นนักธุรกิจหญิงชื่อดังท่านหนึ่ง โดยเธอกล่าวถึงรองเท้า SIRENA ว่าเป็น “รองเท้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในชีวิต” สำหรับเธอ ไม่ใช่รองเท้าที่ราคาแพงที่สุด แต่เป็นรองเท้าที่มี มูลค่าทางจิตใจ อย่างที่สุด และเป็นรองเท้าที่เธอจะเก็บรักษาไว้ตลอดไป สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งที่ SIRENA มอบให้กับลูกค้านั้น ไม่ใช่แค่รองเท้าที่สวยงามและสวมใส่สบาย เท่านั้น แต่คือ ความทรงจำอันล้ำค่าที่สุด ในชีวิตของพวกเขาค่ะ”

Global Bridal Shoes Brand

“คุณศรัณย์พร” มีมุมมองต่อการเติบโตของ SIRENA “ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การแต่งงานของคู่รักอาจจะไปอยู่ในยุคการเฉลิมฉลองความเป็นตัวเอง คู่รักจะให้ความสำคัญกับการจัดงานในรูปแบบที่สะท้อนตัวตนจริง ๆ มากขึ้น ชุดแต่งงานและรองเท้าจึงต้องมีสไตล์เฉพาะตัว ไม่ใช่สิ่งที่ “ใครๆ ก็เลือก” อีกต่อไป ทำให้พิธีแต่งงานเต็มไปด้วยเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ 

แม้ในขณะนี้เทคโนโลยีอย่าง AI กำลังเข้ามามีบทบาททั้งในการออกแบบและในอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น แต่สำหรับ SIRENA เราเลือกที่จะยืนหยัดบนเส้นทางที่ต่างออกไป รองเท้าของเรายังคงเป็นงานแฮนด์เมดเป็นหัวใจหลัก เพราะความอ่อนละมุนและความประณีตของงานฝีมือคือเสน่ห์ที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ และยิ่งในอนาคตที่แรงงานฝีมือหายากขึ้น งานแฮนด์เมดจะยิ่งทรงคุณค่าอย่างแท้จริง

เป้าหมายต่อไปของ SIRENA คือการก้าวสู่การเป็น Global Bridal Shoes Brand จากประเทศไทยเป็นตัวแทนที่ทำให้โลกได้เห็นว่าแบรนด์ไทยและช่างฝีมือไทยมีคุณภาพและจิตวิญญาณระดับสากล เราตั้งใจจะสานต่อการสร้างสรรค์รองเท้าที่ผสาน ความงาม ความสบาย และความหมายในทุกก้าวเดิน เพื่อรองรับความฝันของคู่บ่าวสาวจากทุกมุมโลกให้เป็นจริง”

ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ภารกิจสู้โลกเดือดของ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

30 กว่าปีที่ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทุ่มชีวิตให้กับการอนุรักษ์ทะเล ท่ามา หมดแล้วตั้งแต่เป็นรองคณบดีคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและ

สิ่งแวดล้อม มีผลงานการเขียนมากกว่า 100 เล่ม รวมถึงเจ้าของเพจ Thon Thamrong- nawasawat ที่มี “เพื่อนธรณ์” ติดตามราว 280,000 คน พูดได้ว่าเขาคือนักวิทยาศาสตร์ ทางทะเลที่มีคนติดตามเยอะที่สุดในยุคนี้ หลังจากเลือกเดินทางสายนี้มาตั้งแต่ ม.3 ความท้าทายในวันนี้คือการต่อสู้กับช่วงเวลาที่ โลกกําลังเข้าใกล้จุดเดือดที่สุด กลายเป็นแรง ผลักดันที่ทําให้เขายังต้องปกป้องทะเลต่อไป

โลกร้อนไฟลุก

“เมื่อช่วงต้นปีผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ ประเทศอาร์เจนตินา ชิลี และบราซิล เป้าหมายคืออยากไปดูกราเซียหรือธารน้ําแข็งที่เทือกเขาอาร์เจนตินา ของโลกในทุ่งน้ําแข็งนี้มีแอนดีส อยู่ที่เมืองเอส คาลาฟาเต (EL Calatate) ที่แคว้นพาตาโกเนีย ประเทศ เป็นเทือกเขายาวที่สุดในโลกและมีธารน้ําแข็งขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 เป็นกราเซียเพียงไม่กี่แห่งที่มนุษย์สามารถเดินเข้าไปชมได้ ธารน้ําแข็งเป็นร้อย ๆ แห่ง ผมได้เห็นก้อนน้ําแข็งยักษ์และรูรั่วซึ่งเกิดจากภาวะ โลกร้อน ซึ่งรูรั่วนี้เป็นสิ่งที่ทําให้น้ําแข็งหลุดออกมาเป็นก้อน ๆ ปัจจุบันรูดังกล่าว เยอะขึ้นและใหญ่ขึ้น เพราะโลกร้อนมากขึ้น สอดคล้องกับที่ปีนี้ทาง UN ประกาศ ให้เป็นปีอนุรักษ์ธารน้ําแข็งสากล เพราะสถานการณ์การน้ําแข็งลดลงอย่างน่าเป็นห่วง นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าไม่เกิน 50 ปีธารน้ําแข็งอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโลกจะ หายไป และกว่าจะฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลานับหมื่นหรือแสนปี 

“ปัญหานี้อาจดูไกลจากบ้านเรา แต่สุดท้ายจะส่งผลกระทบถึงกรุงเทพฯครับ ที่หลายคนไม่รู้คือปริมาณนํา 2 ใน 3 ของโลกอยู่ที่ธารน้ําแข็ง เมื่อธารน้ําแข็ง ละลาย ระดับน้ําทะเลจะสูงขึ้น เพราะฉะนั้นที่เราต่างกลัวกันว่าสักวันกรุงเทพฯ จะจมน้ํามีโอกาสเป็นจริง เพราะเมื่อน้ําในทะเลสูง น่าก็จะยังอยู่ในเมือง ไม่สามารถ ระบายออกได้ เพราะฉะนั้นใน 60 – 80 ปีข้างหน้า ปริมาณน้ําท่วมในกรุงเทพฯ อาจจะสูงขึ้น 1 – 2 เมตร เราเคยคุยถึงการอพยพเมืองหรือสร้างเขื่อน สําหรับการ อพยพคงเป็นเรื่องยาก เพราะเราลงทุนการคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจต่างๆ ไว้มาก ส่วนการสร้าง เรียนท่าได้ครับ แต่ต้องใช้เงินจํานวนมหาศาลเช่นกัน เป็นโจทย์ใหญ่ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

“เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่าหากสถานการณ์ความ รุนแรงของโลกร้อนเต็ม 10 คะแนน ผมจะให้คะแนน เท่าไร ผมคงให้ที 11 คะแนน หรืออาจจะ 20 คะแนนก็ได้นะ เพราะที่ผ่านมาเราประเมินสถานการณ์ต่ํามาตลอด อย่างปีที่ผ่านมาโลกร้อนเพิ่มขึ้น 1.5 องศา ซึ่งก่อนหน้านั้นเราคาดการณ์ว่าคงอีกนานที่โลกจะร้อนถึงเบอร์นี้แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นแล้วและเร็วมากด้วย เพราะฉะนั้นสถานการณ์โลกร้อนในวันข้างหน้ายากจะคาดเดาว่าต้องเจอกับอะไร เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกเคยเจอกับเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน เราไม่มีข้อมูลในอดีตและ ทําได้เพียงคาดเดาเท่านั้น จะรุนแรงขนาดไหนไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือไม่มีทางเบาไปมากกว่านี้ เนื่องด้วยปริมาณ ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาหาลายสถิติในทุก ๆ ปี 

“คนที่ได้รับผลกระทบมหาศาลคือเด็กที่เพิ่งเกิดในยุคนี้ครับ กว่าเขาจะเรียนจบแล้วเริ่มทํางานก็อีกหลายปี ซึ่ง ณ วันนั้นโลกก็คง ร้อนจัดแล้ว กว่าโลกจะเริ่มเย็นลง เขาอาจจะอายุ 70 ปีแล้ว (เนื่องด้วยกฎหมาย Net Zero ที่เราทํากันวันนี้ อาจจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการควบคุมการใช้ก๊าซ เรือนกระจกในอีกราว ๆ 50 – 60 ปีข้างหน้า) เขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เผชิญกับ โลกร้อนที่รุนแรงที่สุด และสร้างตัวในยุคที่โลกกําลังเดือดจัด จะเจอกับปรากฏการณ์ Rain Bomb หรือฝนตกหนักเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากโลกร้อนขึ้น เราไม่สามารถ พยากรณ์ได้ว่าฟ้าจะระเบิดเมฆก้อนนี้ตรงไหน และเมื่อน้ําท่วม เขาต้องเสีย ค่าใช้จ่ายซ่อมบ้านมหาศาล การเดินทางสัญจรในเมืองหลวงจะยากขึ้น เพราะน่า ระบายออกไม่ได้ ส่วนอากาศจะร้อนมาก เคยมีการคาดเดาว่าภายใน 15 ปีข้างหน้า อุณหภูมิของเมืองไทยจะแตะที่เลข 50 องศา นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น”

ธรณ์ช่วยโลก

ฟังดูแล้วปัญหาหลายข้อหาทางออกยากและใหญ่เกินรับมือ แม้นั่นคือ ความจริงที่มนุษย์ต้องเจอในอนาคต แต่เท่าที่มีเวลา ณ ขณะนี้ โครงการช่วยเหลือ สิ่งแวดล้อมของ ดร.ธรณ์ในหลาย ๆ โปรเจ็กต์กําลังเยียวยาธรรมชาติ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามมากกว่าเดิม

“ตอนนี้เรากําลังเพาะพันธุ์ปะการังรุ่นใหม่ เพื่อฝึกให้กลายเป็นสายพันธุ์ที่ต้าน โลกร้อน โดยฝึกให้อยู่ในน้ําร้อนได้ตั้งแต่เด็ก และพยายามทุ่มพลังรักษาพ่อแม่พันธุ์ ที่อยู่กับสภาพน้ําเดือดได้ ซึ่งผมทําอยู่หลายแห่ง มีไซต์งานศึกษาอยู่ที่เกาะสิมิลัน ระยอง เกาะพีพี เกาะผี รวมถึงมัลดีฟส์ แต่ละสถานที่ปะการังจะตายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจุดเสี่ยง อย่างจังหวัดระยองเป็นพื้นที่น้ําตื้น ปะการังที่อยู่แถวนั้นมีโอกาส ผมได้นําปะการังที่ตัวเองเพาะเลี้ยงไว้หลายปีไปทําการทดลองที่นี่ เพื่อให้เห็นปัญหาชัดเจนว่าโลกร้อนส่งผลกระทบต่อปะการังอย่างไรตายง่ายที่สุดปรากฏว่ากลายเป็นปะการังฟอกขาวไปเกือบทั้งหมด เห็นได้ชัดเลยว่าความร้อนส่งผลกระทบกับปะการังมาก ในขณะเดียวกันถ้านําปะการังไปเลี้ยงที่เกาะสิมิลันจะรอด เพราะแถบนั้นนํ้าลึกมากกว่า สุดท้ายเราสามารถเพาะปะการังได้ราว 20,000 ตัว แต่ ถ้าเทียบกับปริมาณมหาศาลที่ตายไป เราช่วยไว้ได้ไม่ถึง 0.01 เปอร์เซ็นต์ หาก ปะการังตายมากขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ทะเลจะไร้บ้าน ไร้แหล่งอาหาร และปะการังยังมีประโยชน์เรื่องการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไปด้วย

“โปรเจ็กต์ต่อมาคือหญ้าทะเล ซึ่งมีประโยชน์ ในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดปริมาณก๊าซ- เรือนกระจก ผมตั้งหน่วยวิจัยหญ้าทะเลซึ่งทําต่อเนื่อง มา 15 ปีแล้ว มีไซต์งานศึกษาอยู่หลายแห่ง เรามีโรง เพาะเลี้ยงหญ้าทะเลที่ศรีราชา มีบ่อเลี้ยงหญ้าทะเลอยู่ที่ คลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีแปลงเพาะแม่พันธุ์ ที่กระบี่ และมีบ่อเลี้ยงหญ้าทะเลให้พะยูนกินที่สมุทร สงคราม โดยเราถือลิขสิทธิ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเล จาก 1 ต้นจนกลายเป็น 300 หน่อได้ ซึ่งยังไม่มีใคร ทําได้ ถึงขั้นที่ญี่ปุ่นต้องบินมาเรียนรู้งานกับเรา ตอนนี้ สถานการณ์หญ้าทะเลน่าเป็นห่วง เมื่อโลกร้อนหญ้าทะเล ก็ตายเกือบหมด ผมต้องใช้วิธีเก็บหญ้าไว้ในบ่อ 2 – 3 ไร่ รอจังหวะที่น้ําไม่ร้อน กับดูว่าถ้าลําต้นแข็งแรงเมื่อไร ค่อยน่าไปปลูกในทะเล

“นอกจากนี้เรายังมีหน่วยขยะทะเล ดูแลเรื่อง ไมโครพลาสติกโดยเฉพาะ ซึ่งเราจะตรวจดูจากแหล่งที่มา ว่ามาจากที่ไหน จะได้ไปลดสาเหตุในเรื่องนั้น โดย ไมโครพลาสติกส่วนใหญ่เป็นพลาสติกประเภท PP และ PE ซึ่งเป็นถุงพลาสติกแกะกล่องพลาสติกใส่อาหาร ตอนนี้สถานการณ์ไมโครพลาสติก น่าเป็นห่วง เพราะกระจายไปทั่วอ่าวไทย ความน่ากลัวคือเมื่อสัตว์น่ากินเข้าไปแล้ว ยังไม่ตายวันนี้ แต่จะสะสมอยู่ในร่างกาย ที่นี้ด้วยวงจรชีวิตสัตว์ เช่น ปลาทูมีชีวิต อยู่ได้แค่ปีเดียว สารพิษยังสะสมไม่เต็มที่ แต่เมื่อมนุษย์จับปลาทูมากินเป็นประจํา สิ่งนี้จะสะสมอยู่ในร่างกายของเราและกลายเป็นมะเร็ง ทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ ไอลดขยะในทะเลให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเม็ดโฟมและไมโครพลาสติก

“แม้ว่าอีก 2 ปีผมจะเกษียณ แต่ผมคงไม่สามารถเลิกงานที่ท่าได้หรอกครับ ผมตัดสินใจทําอาชีพนี้ตั้งแต่ ม.3 เพราะผมรักทะเลมาตั้งแต่เด็ก ทะเลคือความ ท้าทาย ทะเลเร้าใจตรงทีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทําให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ อีกหนึ่ง ความท้าทายคือจะทําอย่างไรให้คนหันมารักทะเลมากกว่านี้ ส่วนคนที่รักทะเล อยู่แล้ว ผมอยากให้เขามีทางไปต่อ อยากให้เขามีแหล่งความรู้ไว้ศึกษา มีกิจกรรม เกี่ยวกับทะเลให้เขาได้ร่วมอนุรักษ์นั่นคือความรักที่ยั่งยืนและเติบโตไปพร้อมกัน”


ข้อมูล นิตยสารแพรว

เรื่อง FAI

ภาพ วรสันต์

ร้อนกว่าการเมืองก็ต้องแดดประเทศไทย ใครจะเข้าคูหาอย่าลืมทากันแดด!

ช่วงเวลาเข้าคูหาแบบนี้ เลยขอชวนประชาชนชาวบิวตี้มาเปิดเวทีเลือกตั้ง ให้ กันแดด แต่ละตัวขึ้นมาชูนโยบายกันแบบชัดๆ ใครกันแดดจริง โปรงใสไม่หมกเม็ด

ใครเหมาะกับจะเข้ามาดูแลผิวของเราที่ต้องเจอทั้งแดด มลภาวะ เจอหน้าจอทุกวัน

เพราะในประเทศที่แดดแรงไม่แพ้ประเด็นการเมือง ก่อนออกไปใช้สิทธิ์เลือกอนาคตของประเทศ อย่าลืมเลือก ‘ตัวแทนปกป้องผิว’ กันแดดที่พร้อมทำงานให้คุณทุกวัน ลิสต์นี้รับประกันความโปร่งใสไว้ใจได้ ทา กันแดด แล้วเจอกันหน้าคูหาค่ะ!

กันแดด

#1
CLÉ DE PEAU BEAUTÉ UV PROTECTIVE CREAM SPF 50+ PA++++
นโยบาย: “ผิวแพงคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน”
กันแดดสายอภิสิทธิ์ที่ไม่รบกวนเมคอัพให้มัวหมอง ด้วย ADAPTABLE INNERSHIELD TECHNOLOGY เสริมเกราะผิวจากรังสี UV พร้อมปล่อยแสงดีเข้าสู่ผิว ให้ผิวดูโกลว์ ริ้วรอยซอฟต์ลง เหมาะกับคนที่ลงคะแนนให้ความหรู นวลเนียน มอบลุคผิวผู้ดีแบบมีเสถียรภาพระยะยาว

กันแดด

#2
SK-II GENOPTICS AIRY UV CREAM SPF 50+ PA++++
นโยบาย: “หนึ่งหลอด หนึ่งเสียง เปลี่ยนผิวได้จริง”
ผู้สมัครสายปฏิรูปที่มาพร้อมนโยบาย 5-IN-1 รวมมอยส์ ไบรท์ เฟิร์ม กันแดด และไพรเมอร์ไว้ในขั้นตอนเดียว เนื้อบาง ละมุน ให้ผิวสว่างสดใสทันที พร้อมผลลัพธ์ระยะยาว เหมาะกับคนที่ไม่อยากผ่านหลายด่าน หลายขั้นตอน ก่อนจะได้ผิวดี

กันแดด

#3

WELPANO X ALWAYSFLUKE PRE-MAKEUP SUN PROTECTION SPF 50+ PA++++
นโยบาย: “อ่อนโยน โปร่งใส เข้าใจประชาชนสายเมคอัพ”

กันแดด CLAIM-FREE ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริง เนื้อบาง ซึมไว ไม่ขุย ไม่ดรอป ทำหน้าที่เหมือนไพรเมอร์ พร้อมปกป้องครบ UVA, UVB, BLUE LIGHT และ IR เหมาะกับคนที่ต้องการรัฐบาลผิวที่ไม่ซับซ้อน แต่ผลลัพธ์ต้องจบสวยทุกวัน

#4
SHISEIDO THE PERFECT PROTECTOR SPF 50+ PA++++

นโยบาย: “พร้อมชนทุกสภาพอากาศ ไม่หวั่นแรงกดดัน”
ผู้สมัครสายภาคสนามที่เก่งขึ้นเมื่อเจอแดด เหงื่อ น้ำ และมลภาวะ ด้วย SYNCHROSHIELD™ TECHNOLOGY เกราะผิวแข็งแรงขึ้นตามสถานการณ์จริง เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งและต้องการกันแดดที่ทำงานจริงมากกว่าแค่นโยบายขายฝัน

#5
ELIXIR DAY CARE REVOLUTION SPF 50+ PA++++

นโยบาย: “ผิวมั่นคง ไม่ใช่แค่รอดวันนี้”
ผู้สมัครสายบริหารระยะยาว ที่วางแผนผิวล่วงหน้า ไม่ใช่แก้เฉพาะหน้า รวมไพรเมอร์ มอยส์ และ ANTI-AGING UV CARE ไว้ในขั้นตอนเดียว ฟื้นบำรุงคอลลาเจนด้วย MICRO UV TECHNOLOGY เนื้อเนียน ผิวอิ่ม สิวไม่ขึ้น เมคอัพติดทน เหมาะกับคนที่เชื่อในผิวดีแบบมีเสถียรภาพ

เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA

กระเป๋า Gucci Jackie

Gucci Jackie จากไอเท็มยุค 50s สู่สถานะ ‘ของมันต้องมี’ ในทุกยุคสมัย

ถ้าพูดถึงกระเป๋าที่เป็นไอคอนตลอดกาล Gucci Jackie คือชื่อที่ต้องอยู่ในลิสต์ ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกที่ยังใช้ชื่อว่า Fifties Constance มาจนถึงวันที่ชื่อ Jackie กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโก้หรู กระเป๋าใบนี้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าสไตล์ที่แท้จริงไม่มีวันตกยุค ไม่ว่าจะหยิบมาสะพายในยุค 50s หรือแมทช์กับลุคในพ.ศ. นี้ Jackie ก็ยังคงดูเลอค่าและบอกเล่าตัวตนของผู้หญิงที่สวมใส่ได้อย่างงดงามเสมอ

Gucci Jackie จากไอเท็มยุค 50s สู่สถานะ ‘ของมันต้องมี’ ในทุกยุคสมัย

The Beginning: “Fifties Constance” (1950s)

ในช่วงปี 1950–1958 Gucci เปิดตัวกระเป๋าทรงโฮโบภายใต้ชื่อเดิมว่า “Fifties Constance” กระเป๋าโดดเด่นด้วยรูปทรงโค้งมน สายสะพายไหล่ และโครงสร้างที่เน้นความคล่องตัวในการใช้งาน ดีไซน์ในยุคนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงสมัยใหม่ในยุคหลังสงคราม ที่ต้องการความหรูหราแบบใช้งานได้จริง

The Iconic Era: Jackie Kennedy (1960–1970)

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อ Jacqueline Kennedy Onassis สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ภรรยาของ John F. Kennedy เลือกใช้กระเป๋ารุ่นนี้เป็นประจำ ภาพถ่ายของเธอที่ถือกระเป๋า Gucci ใบนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้กระเป๋ากลายเป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ที่เรียบหรูและสง่างาม Gucci จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อกระเป๋ารุ่นนี้เป็น “The Jackie” เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ และนับเป็นการสร้างตำนาน It-Bag อย่างแท้จริง

Sexy Reinvention: Tom Ford  (2000s)

ในช่วงต้นยุค 2000s กระเป๋า Jackie ถูกนำกลับมาตีความใหม่โดย Tom Ford ดีไซน์ในยุคนี้เน้นความเซ็กซี่ หรูหรา พร้อมวัสดุและสัดส่วนที่ตอบโจทย์แฟชั่นของผู้หญิงยุคใหม่ ทำให้ Jackie กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในกลุ่มแฟชั่นนิสต้าและเซเลบริตี้

Refined Revival: Frida Giannini (2009)

ในปี 2009  Frida Giannini ได้นำกระเป๋า Jackie ได้รับการฟื้นฟูภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้ง หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการนำ กลไกปิดแบบ piston lock คลาสสิก กลับมาใช้อีกครั้ง

Modern Revival: Alessandro Michele (2010–2020)

ภายใต้การนำของ “Alessandro Michele” Gucci นำ Jackie กลับมาอีกครั้งในชื่อ “Jackie 1961” พร้อมการตีความที่ผสมผสานระหว่าง Heritage ของแบรนด์และความเป็นแฟชั่นร่วมสมัย ดีไซน์ในยุคนี้คงโครงสร้างเดิมไว้ แต่ใช้สีสันจัดจ้านหรือพาสเทล งานกราฟิก และองค์ประกอบต่าง ๆ ให้เข้ากับสมัยใหม่มากขึ้น

Jackie 2024

ในเดือนมีนาคม 2024 Gucci ได้เปิดตัว Jackie Shoulder Bag เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของกระเป๋าไอคอนิกรุ่นนี้ ดีไซน์ในครั้งนี้มาพร้อมกับการเปลี่ยนระบบปิดกระเป๋าเป็น Hook Closure และสายสะพายผ้าแบบปรับความยาวได้ แทนที่ Piston Lock และสายถอดได้แบบคลาสสิกในอดีต

Spring 2026 Ready-to-Wear Collection

สำหรับ Spring 2026 Ready-to-Wear Collection ของ Gucci ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวผลงานชุดแรกภายใต้การนำของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนปัจจุบันอย่าง Demna Gvasalia กระเป๋า Jackie ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ดูร่วมสมัยและสอดรับกับทิศทางใหม่ของแบรนด์มากยิ่งขึ้น

การตีความในครั้งนี้ทำให้กระเป๋ามีรูปทรงที่ทันสมัยขึ้น พร้อมการเลือกใช้วัสดุและรายละเอียดใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าแคนวาสแจ็กการ์ดลายโมโนแกรมที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม หนังลูกวัวสไตล์วินเทจ และหนังแพะ ซึ่งช่วยเพิ่มมิติและความหรูหราให้กับดีไซน์โดยรวม


ภาพ : Courtesy of Gucci

Freya Skye

ประกายแสงแห่งยุค Freya Skye ศิลปินดาวรุ่งดวงใหม่วัย 16 ปี จากอังกฤษ

หลังจากปล่อยเพลงให้แฟน ๆ ฟังกันมาสักพัก ในที่สุดวันนี้ Freya Skye ศิลปินดาวรุ่งดวงใหม่วัย 16 ปีจากอังกฤษ ก็ได้ฤกษ์ปล่อย stardust อีพีแรกในชีวิตอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว หลังจากส่งเพลง “silent treatment” เข้าไปติดใน Top 40 Radio ได้สำเร็จ รวมถึงได้รับการตอบรับจากแฟน ๆ อย่างล้นหลามกับทัวร์คอนเสิร์ต Stars Align ที่บัตรขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว โดยเธอจะเริ่มทัวร์ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ และเธอจะแสดงสดเพลงในอีพีนี้ให้แฟน ๆ ชมเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Freya Skye กล่าวถึงอีพีแรก stardust ของเธออย่างตื่นเต้นว่า “ตื่นเต้นมาก ๆ ที่ในที่สุด EP แรกของฉัน stardust ก็ได้ปล่อยออกมาแล้ว! ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้มาก และภูมิใจกับสิ่งที่ออกมามาก ๆ ทุกเพลงใน stardust คือชิ้นส่วนหนึ่งของตัวฉันในช่วงเวลาที่เขียนเพลงนั้น ๆ อาจจะดูยุ่งเหยิง จริงใจ และมีความแตกสลายอยู่ในตัวเองบ้าง แต่เมื่อรวมกันแล้ว ทุกเพลงก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้ครบถ้วน

“อีพีนี้พูดถึงการโอบรับเศษเสี้ยวเหล่านั้น และปล่อยให้มันคงอยู่ในแบบที่มันเป็นจริง ๆ ฉันหวังอย่างมากว่าทุกคนจะสามารถเชื่อมโยงกับเพลงเหล่านี้ได้ และรักทุกเพลงในแบบเดียวกับที่ฉันรัก อีพีนี้ให้ความรู้สึกเหมือนก้าวสำคัญครั้งแรกของฉันในเส้นทางดนตรี และเป็นก้าวที่ฉันตื่นเต้นมากจริง ๆ”

ดาวรุ่งสาวเขียนและทำงานร่วมกับทีมโปรดิวเซอร์ และนักแต่งเพลงระดับแนวหน้า ทั้ง Julia Michaels (ที่เคยร่วมงานกับ Sabrina Carpenter, H.E.R.), ดูโอเจ้าของรางวัลแกรมมีอย่าง Mattman & Robin (ที่เคยร่วมงานกับ Taylor Swift), Johan Carlsson (ที่เคยร่วมงานกับ Ariana Grande) รวมถึงนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกหลายคน ทำให้อีพี stardust อัดแน่นไปด้วยเพลงที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ ถ่ายทอดพัฒนาการของ Freya Skye ในฐานะหนึ่งในนักร้อง นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่น่าสนใจที่สุดในยุคนี้

การเติบโตของศิลปินสาวเรียกได้ว่าพุ่งแรงแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่เพลง “silent treatment” ไต่ชาร์ต Top 40 Radio อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเพลงแจ้งเกิดในอังกฤษ และยังได้รับการโปรโมตอย่างต่อเนื่องจาก BBC Radio 1 และ Capital Radio ขณะที่เพลงของเธอกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย ด้วยเนื้อเพลงที่แสดงถึงความจริงใจ ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง และมีลายเซ็นในการแต่งเพลงที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของ Freya Skye เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพียงไม่กี่เดือนเธอกวาดยอดสตรีมกว่า 1,500 ล้านครั้ง มียอดวิววิดีโอสั้นหลายพันล้านวิวบน TikTok, Instagram และ YouTube พร้อมฐานแฟนทั่วโลกกว่า 7 ล้านคน และทัวร์ที่บัตรขายหมดภายในไม่กี่วินาที การปล่อยอีพี stardust จึงตอกย้ำว่าเส้นทางบนถนนสายดนตรีของ Freya Skye ไม่ได้แค่กำลังพุ่งขึ้น แต่กำลังเปล่งประกายอย่างร้อนแรง พร้อมฉายแววป็อปสตาร์คนต่อไป

skii

SK-II เปิดตัวชุด SKINPOWER RE-NEW ผสานนวัตกรรมของศาสตร์การชะลอวัย

SK-II แบรนด์สกินแคร์ชั้นนำระดับโลก กับการค้นพบความจริงที่จะเปลี่ยนมุมมองเรื่องเวชศาสตร์ชะลอวัยของทุกคนอีกครั้ง

ด้วยเทคโนโลยีวิเคราะห์ใบหน้าที่ยกระดับไปอีกขั้น ทำให้ SK-II ค้นพบว่าภาวะผิวร่วงโรยเฉียบพลัน (Cliff-Aging) ไม่ได้เกิดจากความหย่อนคล้อยของผิวหรือร่องแก้มอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เกิดจากการหย่อนคล้อยอย่างช้าๆ บริเวณแก้มส้ม (Apple Cheek) ซึ่งมักถูกมองข้ามอยู่เสมอ

การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของ SKINPOWER RE-NEW Cream นวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก SK-II ที่ออกแบบมาเพื่อมอบการลดเลือนริ้วรอยแบบครบวงจร สร้างผิวที่ดูแน่นกระชับระดับสูงสุด ด้วยการเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับ 3 จุดสำคัญบนใบหน้า พร้อมยกกระชับบริเวณหน้าแก้มให้ตื้นขึ้นถึง 7.8 มม.

skii

SK-II เปิดตัวชุด SKINPOWER RE-NEW ล่าสุด ผสานนวัตกรรมของศาสตร์การชะลอวัย ที่ช่วยเสริมความงามจากภายในสู่ผิวอิ่มฟูดูกระชับมากกว่าที่เคย

เทคโนโลยีล่าสุด เพื่อการลดเลือนริ้วรอย

รู้หรือไม่ว่า แค่คอลลาเจนอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ผิวของคุณดูอิ่มฟูได้ โครงข่ายคอลลาเจนจำเป็นต้องได้รับการพยุงและยกกระชับด้วยโปรตีนคอมเพล็กซ์ ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะกับโมเลกุลต่างๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ผิวอิ่มฟูจากภายในสู่ผิวภายนอก

ด้วยดีไซน์ใหม่ที่สะดุดตา และเนื้อครีมสัมผัสนุ่มดุจกำมะหยี่ที่ซึมทันทีเมื่อสัมผัสผิว SK-II SKINPOWER RE-NEW Cream สูตรล่าสุด อัดแน่นด้วยพลังจาก PITERA™ ส่วนผสมอันเป็นเอกลักษณ์ของ SK-II ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างการยึดเกาะของผิว พร้อมยกกระชับผิวจากภายใน

เสริมประสิทธิภาพด้วย Coumaric Acid ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และสารสกัดจากดอกโบตั๋น ที่ช่วยเพิ่มความกระชับของผิว ไม่เพียงลดเลือนริ้วรอยเท่านั้น แต่สัมผัสได้ว่าผิวยกกระชับ อิ่มฟู เปล่งปลั่งขึ้นอีกระดับ

ผิวอิ่มฟู เต่งตึง : ผลลัพธ์ที่สัมผัสได้

ผลทดสอบทางคลินิกเผยว่า SKINPOWER RE-NEW Cream มอบทั้งผลลัพธ์ที่สังเกตได้ทันที และผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มความอิ่มฟูของผิวอย่างต่อเนื่อง เสริมเกราะป้องกันผิว เติมความชุ่มชื้น และเพิ่มความกระชับได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

เพียงหนึ่งวันหลังใช้ คุณจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ โดยผิวมีความอิ่มฟูขึ้น 47% เต่งตึงขึ้น 51% และรู้สึกกระชับขึ้น 43%

ภายใน 4 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งชัดเจนขึ้น โดยริ้วรอยร่องแก้มดูจางลง 22% ขณะที่ผู้ใช้กว่า 70% รู้สึกว่าผิวอิ่มฟูขึ้น และ 56% รู้สึกว่าบริเวณแก้มส้ม (Apple Cheek) ยกกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

skii

ซีรีส์ผลิตภัณฑ์ SK-II SKINPOWER RANGE ประกอบด้วย

  • SKINPOWER RE-NEW Cream and Airy Cream
  • NEW SKINPOWER Eye+ Line Filler Cream
  • SKINPOWER RE-NEW Essence

ชุดผลิตภัณฑ์ SKINPOWER RE-NEW เพื่อการดูแลผิวอีกระดับพร้อมวางจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ SK-II ทุกสาขา


"ผีใช้ได้ค่ะ"

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ” สู่ “สายใยที่ไม่มีวันขาด”

วงการจิวเวลรี่ไทยกลับมาสร้างความเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อแบรนด์เครื่องประดับสัญชาติไทย PATTARAPHAN จัดงานเปิดตัวแหวนดีไซน์พิเศษ ‘THE LOOVE’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง ‘A Useful Ghost – ผีใช้ได้ค่ะ’ โดย 185 Films ภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์บนเวทีระดับนานาชาติ ด้วยการคว้ารางวัล Grand Prize AMI Paris ในเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival 2025 โดยภาพยนตร์ A Useful Ghost – ผีใช้ได้ค่ะ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความรักเหนือธรรมชาติของวิญญาณหญิงสาวที่เวียนวนกลับมาหาคนรักอีกครั้ง ผ่านการสิงอยู่ในเครื่องดูดฝุ่น ซึ่งเปรียบเสมือนภาพแทนของความผูกพันที่ไม่อาจตัดขาด แม้ความตายจะเข้ามาขวางกั้น แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาตีความใหม่และถ่ายทอดสู่ผลงานการออกแบบแหวน ‘THE LOOVE’ โดยหยิบเอา รูปทรงของสายเครื่องดูดฝุ่น มาแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายที่โอบรัดและหมุนวน สื่อถึงความรักที่มีแรงดึงดูดระหว่างคนสองคน ให้กลับมาพบกัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ซึ่งแหวน ‘THE LOOVE’ ถือเป็น Exclusive Limited Design และเป็นการ Collaboration ครั้งแรก ระหว่างแบรนด์จิวเวลรี่ ‘PATTARAPHAN’ กับภาพยนตร์ ‘A Useful Ghost – ผีใช้ได้ค่ะ’ โดยมีเจ้าของ แบรนด์ คุณนก-ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค ร่วมครีเอตและดีไซน์โดยบริษัท iSM Bangkok และ Friday Industries ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการหลอมรวมระหว่างศิลปะภาพยนตร์และงานออกแบบเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง ผ่านนิยามของความรักที่แปลกใหม่ลึกซึ้ง และงดงามอย่างไร้จุดสิ้นสุด โดยมีนักแสดงและเซเลบริตี้สายแฟชั่นเข้าร่วมงานเปิดตัวอย่างคับคั่ง อาทิ โมสต์ วิศรุต, สกาย วงศ์รวี, พีช พชร, พลอย หอวัง, มายด์ ลภัสลัล, พาย สุนิษฐ์, เบสท์ ณัฐสิทธิ์, เชา ชวลิต, ไมเคิล พิว และ คิ้ว อนงค์นาถ ณ PATTARAPHAN Flagship Store ทองหล่อ 13 เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

#THELOOVE #PATTARAPHAN #AUsefulGhost

คู่จิ้น

จาก คู่จิ้น ในจอสู่คู่คิดพลังบวก แรงบันดาลใจบทใหม่ของคน Gen Z

ในยุคที่วงการบันเทิงเต็มไปด้วยกระแสที่มาไวไปไว แต่ชื่อของ “เล้ง–ณัฐพล นิลดอนหวาย” และ “แสตมป์–พรวิศิน เรืองนุกูล” กลับค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นคงและสง่างาม สิ่งที่ทำให้แฟนคลับหลงรักพวกเขา ไม่ใช่เพียงแค่เคมีที่เข้ากันในซีรีส์ ลอยแก้ว Loykaew First Love แต่คือ “หัวใจ” และ “ตัวตน” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามไม่เคยทรยศใคร

เล้ง–ณัฐพล ผู้เชื่อมั่นในความพยายาม

หากเปรียบเล้งเป็นสีสัน เขาคือสีโทนอุ่นที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและนุ่มนวล  เล้งเริ่มต้นจากเวทีประกวด ซึ่งเป็นจุดหลอมละลายความกลัวและสร้างความมั่นใจ เขาไม่ได้ก้าวสู่บทนำตั้งแต่วันแรก แต่สะสมประสบการณ์ด้วยคติที่ว่า “พยายามให้มากกว่าคำว่าหวัง” ตัวตนและสไตล์ เล้งมีภาพลักษณ์ที่สุขุม เรียบหรู และอบอุ่น สไตล์ของเขาคือการสะท้อนความให้เกียรติและกาลเทศะ ทุกลุคของเขาบนพรมแดงจึงดูสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับเล้ง ชื่อเสียงคือโบนัส แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการเป็น “แรงบันดาลใจ” เขาต้องการบอกทุกคนว่าความพยายามไม่เคยทรยศใคร และการทำงานร่วมกับคนอื่นต้องอาศัยพลังแห่งความจริงใจและการเติบโตไปพร้อมกันโดยไม่ต้องแข่งกับใคร

แสตมป์ พรวิศิน พลังแห่งการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง

ก้าวแรกจากศูนย์ แสตมป์เริ่มต้นจากงานเล็ก ๆ อย่างการเป็น Extra และนักรีวิว เขาเก็บเกี่ยวทุกโอกาสโดยไม่มีข้อเกี่ยงงอน เพราะเขารู้ดีว่า “โอกาสไม่ได้มาทุกวัน” ความพร้อมเสมอคือสิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นออกมา ตัวตนและสไตล์ แสตมป์สะท้อนความมั่นใจผ่านแฟชั่นที่ร่วมสมัย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาไม่ได้แค่สวมเสื้อผ้า แต่เขาสวม “ความเชื่อมั่น” ลงไปในทุกชุด ทำให้ทุกลุคของเขาดูมีชีวิตชีวาและเข้าถึงง่าย

อย่างไรก็ตามแสตมป์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่แท้จริง เขาเชื่อว่าผู้ชมไม่ได้รักแค่ตัวละครที่เขาเล่น แต่รักในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ หัวใจสำคัญของเขาคือ “การรับฟัง” เพื่อนำมาพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพ

เจฟ ซาเตอร์

เจฟ ซาเตอร์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความมั่นใจและความเท่ในแคมเปญล่าสุดของ Ray-Ban

Ray-Ban เปิดตัวแคมเปญล่าสุด “Effortless Style for the Modern Urbanite” พร้อมเผยโฉม “เจฟ ซาเตอร์” แบรนด์แอมบาสเดอร์ ร่วมถ่ายทอดแคมเปญ พร้อมด้วยเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งบนเวทีและในชีวิตจริง เจฟนำเสนอมุมมองของแว่นตาไอคอนิกของ Ray-Ban ผ่านสไตล์ที่ดูเรียบง่ายแต่ชัดเจน สะท้อนจังหวะของชีวิตเมืองใหญ่ได้อย่างมีชั้นเชิง

เจฟ ซาเตอร์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความมั่นใจและความเท่ในแคมเปญล่าสุดของ Ray-Ban

ท่ามกลางฉากหลังของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยพลังและความเคลื่อนไหว แคมเปญนี้ถ่ายทอด ความมั่นใจในช่วงเวลาธรรมดาของชีวิตประจำวัน ผ่านมุมมองของ “เจฟ ซาเตอร์“ ที่สวมแว่นตา Ray-Ban ซึ่งผสานฟังก์ชันการใช้งานเข้ากับดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวและมีเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว ดีไซน์คลาสสิกอย่างทรง Aviator และแว่นทรงรีแบบไร้กรอบ (Rimless oval) สะท้อนมรดกแห่งการออกแบบอันแข็งแกร่งของแบรนด์ พร้อมตีความใหม่ในแบบร่วมสมัยที่ผสมผสานสไตล์ วัฒนธรรม และกลิ่นอายชีวิตคนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ในฐานะตัวแทนของแคมเปญ เจฟ ถ่ายทอดตัวตนของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เต็มไปด้วยพลัง ความมั่นใจ และความเรียบหรูอย่างมีสไตล์ ทั้งในลุคแว่นสายตาและแว่นกันแดดที่สะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Ray-Ban ได้อย่างชัดเจนในทุกช่วงเวลาของชีวิตคนเมือง

“สำหรับผม Ray-Ban คือสไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา” เจฟ กล่าว “แคมเปญนี้คือการพูดถึงความเรียบง่ายและความมั่นใจผ่านชีวิตประจำวัน และผมภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณนั้นผ่านดีไซน์ที่เป็นทั้งไอคอนและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน”

แว่นกันแดด 

  • RB3767  

Ray-Ban ตอกย้ำกระแสความนิยมของแว่นกันแดดแบบไร้กรอบ (Rimless Sunglasses) ที่กลับมาอีกครั้งในวงการแฟชั่น ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบลุคมินิมอล เรียบง่ายแต่ดูแพง ดีไซน์ที่ทันสมัยสามารถเข้ากับได้ทั้ง ลุคสบาย ๆ ไปจนถึงลุคทางการ มอบสัมผัสที่เบาสบายขณะสวมใส่ ด้วยดีไซน์เลนส์แบบไร้กรอบ และสีที่มีให้เลือกสรรมากมาย

  • RB3925

Aviator Max ถ่ายทอดพลังแห่งวิวัฒนาการของไอคอนเหนือกาลเวลา ด้วยดีไซน์ที่หนาและมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แว่นกันแดดรุ่นนี้สะท้อนความแข็งแกร่งและความมั่นใจที่ร่วมสมัย อาศัยผลลัพธ์จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษของ Ray-Ban นี่คือการตีความใหม่ของ Mega Aviator ที่ประกาศชัดว่าตำนานที่แท้จริงไม่มีวันจางหาย แต่จะถูกสร้างสรรค์ใหม่ให้ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

แว่นสายตา (Optical)

  • RX7260F

แว่นตารุ่นนี้เป็นแบบ Unisex ที่ผสานกรอบหน้าไนลอนทรงสี่เหลี่ยมเข้ากับขาแว่นโลหะเส้น ถ่ายทอดความคลาสสิกเหนือกาลเวลา พร้อมมอบความสบายตลอดวันขณะสวมใส่ มาในเฉดสี Havana และสีโปร่งใส ที่ใส่ง่ายและไม่มีวันตกยุค

  • RX8781D

กรอบแว่นไทเทเนียมรุ่นนี้โดดเด่นด้วยน้ำหนักเบาแต่ แข็งแรง ทนทาน เหมาะสำหรับการสวมใส่ตลอดทั้งวัน สีเงินเงาเพิ่มความเนี้ยบอย่างมีระดับ ขณะที่ทรงสี่เหลี่ยมช่วยเสริมรับกับรูปหน้าได้หลากหลาย แว่นรุ่นนี้จึงพร้อมเติมเต็มลุคให้ดูมีสไตล์และมั่นใจในทุกโอกาส


GrabThumbsUp Awards 2026

แกร็บฟู้ด เปิดลิสต์ 100 สุดยอดร้านอาหารแห่งปีจากเวที “GrabThumbsUp Awards 2026”

ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย! กับงานประกาศรางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 เวทีอันทรงเกียรติที่แกร็บฟู้ด แอปสั่งอาหารอันดับ 1 ในประเทศไทย* จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่อง “สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” ที่ผ่านการการันตีคุณภาพและได้รับความไว้วางใจในมาตรฐานความอร่อยจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างแท้จริง  โดยปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “The Taste of Trust” เพื่อตอกย้ำมาตรฐานและคุณภาพความอร่อยที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากพลังเสียงของผู้ใช้บริการจริง

แกร็บฟู้ด เปิดลิสต์ 100 สุดยอดร้านอาหารแห่งปีจากเวที “GrabThumbsUp Awards 2026”

ไฮไลต์ของงานประกาศรางวัลปีนี้ คือการร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อมอบรางวัลพิเศษให้กับร้านอาหารและบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านวัฒนธรรมอาหาร อันได้แก่

รางวัล “สุดยอดผู้นำอาหารไทยสู่เวทีโลก” ที่มอบให้กับ ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador และรางวัล “สุดยอดผู้สร้างสรรค์รสชาติแห่งปี” ซึ่งตกเป็นของ SOURI แบรนด์ขนมแฟตการองที่หยิบเสน่ห์รสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษเฉพาะจังหวัด พร้อมด้วยรางวัล “สุดยอดร้านอาหารส่งเสริมการท่องเที่ยว” ที่มอบให้กับ 5 ร้านอาหารขึ้นชื่อที่เปรียบเสมือนแลนด์มาร์กความอร่อยประจำภูมิภาค ได้แก่ สุกี้ช้างเผือก (เหนือ) ภูเก็ตทีค คอฟฟี่บาร์ (ใต้), ล่าวัวพัทยา (ตะวันออก) ประสิทธิ์โภชนา (อีสาน) และ ทองสมิทธ์ (กลาง)

การมอบรางวัล “GrabThumbsUp Awards 2026” ในปีนี้ยังคงความเข้มข้น โดยทุกร้านต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งรสชาติ มาตรฐานการบริการ การบริหารจัดการร้าน ตลอดจนเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการจริงด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่า 4.6 (จากคะแนนเต็ม 5) ซึ่งในปีนี้มีร้านอาหารมากกว่า 900 ร้านทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก โดยมีเพียง 100 ร้านเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัล สุดยอดร้านอาหารแห่งปี ไปครอง โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • สุดยอดร้านขายดีแห่งปี (Delivery) ได้แก่ Jian Cha (เจี้ยนชา) แบรนด์ชาพรีเมียมสัญชาติไทยที่โดดเด่นด้วยเมนูชาผลไม้สดคุณภาพสูง และ สุดยอดร้านอาหารขายดี (Dine Out) ได้แก่ Kanori ร้านที่จุดเทรนด์ซูชิแฮนด์โรลในประเทศไทย นำเสนอประสบการณ์ซูชิบาร์แนวใหม่พร้อมวัตถุดิบสดใหม่ระดับพรีเมียม
  • สุดยอดร้านดาวรุ่งมาแรงแห่งปี ได้แก่ UNO Coffee ร้านกาแฟที่กลายเป็นกระแสด้วยการนำเสนอเมล็ดกาแฟพรีเมียมสายพันธุ์ ‘เกอิชา’ ในราคาที่เข้าถึงได้ เสิร์ฟในแก้วสีเงินอันเป็นเอกลักษณ์ 
  • สุดยอดร้านขวัญใจโลกโซเชียลแห่งปี ตกเป็นของ 3 ร้านดังที่สร้างกระแสไวรัลอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ หม้อแม่จูน แกงกะทิรสชาติเข้มข้นถึงเครื่อง, หอมหมี่ บะหมี่ไข่ดอง ร้านบะหมี่เส้นนุ่มพร้อมซอสรสเด็ดส่งตรงจากเชียงใหม่ และ ผักฉ่ำคำหอม ร้านอาหารมังสวิรัติรสชาติกลมกล่อมถูกใจชาวโซเชียล
  • สุดยอดแบรนด์ยอดฮิตชาวต่างชาติ ได้แก่ Holey Artisan Bakery ร้านเบเกอรี่โฮมเมดสไตล์อาร์ติซานที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพวัตถุดิบและความพิถีพิถัน โดยเฉพาะเมนูขนมปังและบรันช์ที่ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มเอ็กซ์แพตอย่างต่อเนื่อง
  • สุดยอดร้าน Celebrity แห่งปี ได้แก่ ข้าวแกง LA โดย เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร นำเสนอเมนูอาหารไทยรสชาติเข็มข้น, BURNT Bangkok ร้านแซนด์วิชพรีเมียมโดย สกาย-วงศ์รวี นทีธร และ NOOD’S ร้านบะหมี่คลุกเครื่องแน่นโดย อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ
  • สุดยอดนักชิมแห่งปี รางวัลพิเศษสำหรับผู้ขับเคลื่อนวงการอาหารที่ร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการส่งมอบความอร่อย ได้แก่ กี้ซดโอปโซ้ย (โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล และ ปุ๊กกี้-ปวีณ์นุช แพ่งนคร), สเตฟาน จากรายการครัวอ้ายฟาน (สเตฟาน-ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์), Bow Kanyarat (โบว์-กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ) และ Ccaptainch-Ploychava (กัปตัน-ชลธร คงยิ่งยง และ พลอย-ชวพร เลาหพงศ์ชนะ)

พร้อมกันนี้ เพื่อฉลองการก้าวสู่ปีที่ 5 ของเวที GrabThumbsUp Awards  แกร็บฟู้ด ยังได้ประกาศปรับโฉมตราสัญลักษณ์ของซับแบรนด์ GrabThumbsUp ให้มีความทันสมัยและส่งเสริมภาพลักษณ์พรีเมียมเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้เป็นหนึ่งเดียว มุ่งสร้างการจดจำและเชื่อมต่อความไว้วางใจกับผู้บริโภคครอบคลุมทั่วภูมิภาคอาเซียน


Amazing Thailand

งามสง่าในแบบไทย รวมลุคเหล่าคนดังบนพรมแดง Amazing Thailand

งานเปิดตัว ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยสู่สายตาโลกอย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนริมเจ้าพระยาที่เปล่งประกาย

พรมแดงในงานเปรียบเสมือนรันเวย์แห่งอัตลักษณ์ไทย เหล่าดาราร่วมกันนำเสนอแฟชั่นร่วมสมัยที่ผสานแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม ผ่านชุดและเครื่องประดับจากแบรนด์ไทยชั้นนำ ทุกลุคสะท้อนความสง่างาม ทันสมัย และพลังของความเป็นไทยได้อย่างลงตัว สะกดทุกสายตาอย่างแท้จริง

งามสง่าในแบบไทย รวมลุคเหล่าคนดังบนพรมแดง Amazing Thailand

เริ่มต้นด้วยลุคเรียบหรูคลาสสิกของ “วิน – เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” ด้วยสูทกำมะหยี่สีดำเล่นเทกเจอร์อันโดดเด่น ซิลลูเอทโอเวอร์ไซซ์เสริมบุคลิกให้ดูสง่าและทรงพลัง เติมดีเทลด้วยเข็มกลัดสีทองเพิ่มความโดดเด่นให้กับลุคพรมแดงค่ำคืนนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ตามมาด้วย “บลู – พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ” ดาวรุ่งแห่งวงการบันเทิงและไอคอนแฟชั่น มาพร้อมชุดภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Touch of Thai” จากแบรนด์ PATTARAT เสื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อราชปะแตนที่นำมาประยุกต์ใหม่เป็นเสื้อครอปพอดีช่วงเอว จับคู่กับกางเกงขาม้าร่วมสมัย เพิ่มกิมมิกความเป็นไทยด้วยอาร์ตพีซดอกพุดซ้อน ผลงานฝีมือประณีตจากแบรนด์ SARRAN สื่อถึงความเจริญเติบโต และความปรารถนาดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ต่อด้วย “กลัฟ – คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” โดดเด่นด้วย Golden Flower Brooch เข็มกลัดรูปดอกไม้ทองคำอันวิจิตรจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI ถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตผ่านแรงบันดาลใจจากรวงข้าว สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และรากฐานความเป็นไทย ผสานเข้ากับดอกไม้นานาชนิด สะท้อนความงามเหนือกาลเวลาและจิตวิญญาณของงานฝีมือชั้นสูง

ถัดมากับนักแสดงสาวสวย “แต้ว – ณฐพร พรประภา” มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “สุวรรณภูมิ” โดดเด่นด้วยชุดลายผ้าสีทองหลายเฉดสลับซับซ้อนด้วยเส้นสายธรรมชาติ คอมพลีทลุคไทยคอนเทมโพรารีด้วยต่างหูเพชร ROSE, สร้อยข้อมือเพชร ATLAS และแหวนเพชร AQUA จาก S.MANEEPHAND เครื่องประดับเพชรแท้ที่ขับออร่าให้เปล่งประกายดุจงานศิลป์บนเรือนร่าง

ต่อมากับนางแบบมากความสามารถ “โยเกิร์ต – ณัฐฐชาช์ บุญประชม” สะกดสายตาด้วยชุดสไบพาดบ่าผสมผสานตะเบงมานในรูปแบบโมเดิร์น สะท้อนความเป็นไทยอย่างร่วมสมัยจากแบรนด์ NICHp เสริมด้วยเครื่องประดับจาก Gems Pavilion สร้างสมดุลระหว่างความเป็นไทยกับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งโมเมนต์สะกดทุกสายตาบนพรมแดงนี้ ต้องยกให้ “เดียร์น่า ฟลีโป” นักแสดงหญิงลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส
ในชุดจาก Patarasiri Regalia งานฝีมือที่ใช้เวลากว่า 900 ชั่วโมง ในการร้อยเรียงลูกปัดอย่างประณีตทั่วทั้งชุด ผสานลวดลายไทยดั้งเดิมให้เปล่งประกายดุจอัญมณีล้ำค่าที่สวมได้จริง สะท้อนความวิจิตรบรรจงและคุณค่าของงานโอต์กูตูร์แบบไทย

ด้าน“เชอรีน – ณัฐจารี หรเวชกุล” ถ่ายทอดความสง่างามในชุดจากแบรนด์ Poem Couture ที่ได้แรงบันดาลใจ
จากความสง่างามของ Ethereal Greek Goddess ผ่านเทคนิคการเดรปผ้าที่โอบรับสรีระอย่างประณีตสมบูรณ์แบบ ส่งให้ลุคนี้ทั้งทรงพลัง อ่อนช้อย และสง่างาม

ปิดท้ายด้วย“รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น” นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์เชื้อสายไทย-เซเนกัล โดดเด่นในลุคไทยคอนเทมโพรารีด้วยเสื้อจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่ได้แรงบันดาลใจจากตะเบงมาน นำมาตีความใหม่ให้โมเดิร์น จับคู่กับกางเกงจากแบรนด์ ASAVA คอมพลีทลุคไทยร่วมสมัยที่สามารถสัมผัสความเป็นไทยได้ตั้งแต่แรกเห็น

ลุคทั้งหมดของเหล่าดาราบนพรมแดงในค่ำคืนแห่งการเปิดตัว Amazing Thailand Ambassador นั้นได้นำเสนอเสน่ห์แฟชั่นไทยในมุมมองใหม่ สะท้อนความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมเข้ากับการออกแบบที่ร่วมสมัยทุกซิลลูเอท ทุกเครื่องประดับ เปล่งประกายด้วยเรื่องราวของความเป็นไทยที่สง่างามและทรงพลัง


'สไบ X แบ็กกี้ยีนส์'

‘สไบ X แบ็กกี้ยีนส์’ แต่งหน้าให้เข้าผ้าไทย ในวันที่สไบมาเจอยีนส์ MODERN THAI MAKEUP FOR THE SABAI X DENIM ERA

จากกระแสพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยของสมเด็จพระพันปีฯ ที่ทำให้ผ้าไทยไม่เคยเลือนหายไปจากวิถีการแต่งกายของคนไทย ต่อเนื่องด้วยความร้อนแรงของซีรีส์ ‘เขมจิราต้องรอด’ ที่ปลุกผ้าไทยให้กลับมามีพลังอีกครั้งในโลกป๊อปคัลเจอร์ ก่อนจะถูกตอกย้ำอย่างชัดเจนผ่านเอ็มวีของ ‘กระแต อาร์สยาม ที่หยิบความเป็นไทยมาผสานกับจังหวะร่วมสมัย จนกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย

กระแส สไบ X แบ็กกี้ยีนส์ จึงกลายเป็นลุคไวรัลที่ทั้งเซเลบริตี้และสายคอนเทนท์ต่างหยิบมาสร้างสรรค์ผลงานกันอย่างเมามัน ไม่มีใครอยากตกเทรนด์ เมื่อสไบถูกถอดออกจากกรอบเดิมๆ แล้วนำมาแมตช์กับแบ็กกี้ยีนส์ เทรนด์นี้จึงไม่ได้เล่าแค่เรื่องแฟชั่น แต่คือการ มิกซ์แอนด์แมตช์ อัตลักษณ์ไทยให้เข้ากับวัฒนธรรมคอนเทนท์ของคนรุ่นใหม่ และแน่นอนว่า ‘เมคอัพ’ คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ลุคนี้สมบูรณ์

ต้องละมุนพอจะกลมกลืนกับความงดงามของผ้าไทย แต่ก็ต้องคม ชัด และทนแดด เพื่อให้ถ่ายคอนเทนท์ออกมาแล้วสวยจริง ไม่หยา ไม่พัง และดูดีทุกเฟรม

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

SABAI X DENIM BEAUTY INSPO
กระแต อาร์สยาม (@KT_KRATAE8)

BEAUTY DETAILS
ตัวแม่ผู้เขย่ากระแสสไบ X แบ็กกี้ยีนส์ให้ยิ่งร้อนแรง โดดเด่นด้วยการเลือกใช้ลิปสติกสีแดงในโทนแบบไทยที่รับกับสีสไบอย่างลงตัว สีปากทำหน้าที่เป็นจุดโฟกัสหลัก ช่วยขับผิวสีแทนให้ดูอุ่นละมุนและทรงพลังยิ่งขึ้น

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

โยชิ รินรดา ธุระพันธ์ (@YOSHIRINRADA)
BEAUTY DETAILS
โยชิมาทำไม? โยชิมาโชว์ไฮไลท์ผิวโกลว์ใสที่รับแสงได้สวยสุดๆ โดยความโดดเด่นของไฮไลท์เข้ากับความแวววาวของลายปักสไบอย่างพอดี ทำให้ผิวและผ้าดูเสริมกันอย่างลงตัว และขึ้นกล้องเป็นพิเศษในแสงธรรมชาติช่วง GOLDEN HOUR

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

แอนนา เสืองามเอี่ยม (@ANNASNGA_10)
BEAUTY DETAILS
แอนนาเสือ เสืออะไรจะหวานได้ใจขนาดนี้ แอนนาเลือกใช้ริมฝีปากสีชมพูพาสเทลให้กลมกลืนกับสไบ ผสานกับเมคอัพดวงตาที่เบา โปร่ง และซอฟต์ลงจากลุคสายฝอที่เป็นภาพจำ ทำให้ภาพรวมออกมาหวานละมุนแบบความงามไทยร่วมสมัย ดูสบายตา และสวยแพงอย่างเป็นธรรมชาติ

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

นิโคล – NICOLE NAM (@NICOLENAMXO)
BEAUTY DETAILS
นิโคลสะบัดสไบในแบบที่เป็นตัวของตัวเองแบบจัดเต็ม เล่นกับความคอนทราสต์ด้วยเมคอัพสายฝอเต็มขั้น ผิวแทนโกลว์ คอนทัวร์คม ไฮไลท์สะท้อนแดด และริมฝีปากสีนู้ดน้ำตาลอมพีช ช่วยสร้างคอนทราสต์ระหว่างความหรูของผ้าไทยกับความดิบเท่ของยีนส์ได้อย่างลงตัว

‘สไบ X แบ็กกี้ยีนส์’ แต่งหน้าให้เข้าผ้าไทย ในวันที่สไบมาเจอยีนส์ MODERN THAI MAKEUP FOR THE SABAI X DENIM ERA

SABAI X DENIM MAKEUP GUIDE

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

#01 ผิวต้องรอด กล้องถึงจะรัก
เริ่มต้นที่ผิวที่ดูดีแบบไม่พยายามมาก สกินแคร์ควรเน้นเนื้อบาง ซึมไว และให้ผิวดูเรียบมากกว่าฉ่ำ เพราะแดดเมืองไทยไม่เคยปรานี ไพรเมอร์ที่ช่วยเบลอผิวและคุมมันเฉพาะจุดจะทำให้เมคอัพติดทนขึ้นโดยไม่หนา เมื่อผิวพร้อม กล้องก็จะเก็บงานผิวได้สวยปัง
RECOMMEND:
KANEBO CREAM IN DAY
KANEBO THE PRIMER

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

#02 รองพื้นต้องนัว มีออร่า แต่ไม่ขาวลอย
เลือกรองพื้นเนื้อกึ่งแมตต์หรือซอฟต์แมตต์ที่ให้ผิวดูแพงและไม่สะท้อนแสงแรงเกินไป เฉดสีควรเป็นโทนอุ่นหรือเป็นกลาง เพื่อเข้ากับสีสไบที่มักอยู่ในโทนทอง แดง เขียว หรือคราม
RECOMMEND:
HUDA BEAUTY EASY BLUR NATURAL AIRBRUSH FOUNDATION
TOM FORD BEAUTY ARCHITECTURE RADIANCE HYDRATING FOUNDATION SPF 50+

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

#03 ดวงตาและคิ้วต้องละมุนแบบไทยร่วมสมัย
คิ้วทรงธรรมชาติที่มีความฟุ้งเล็กน้อยช่วยบาลานซ์ลุคให้ดูซอฟต์ไม่แข็งเกินไป ส่วนดวงตาแนะนำโทนน้ำตาลทอง แชมเปญ หรือพีชนู้ดที่มีชิมเมอร์ละเอียด เพื่อสะท้อนแสงอย่างพอดีโดยไม่แย่งซีนผ้าไทย
RECOMMEND:
ANASTASIA BEVERLY HILLS BROW WIZ
HOURGLASS CURATOR EYESHADOW PALETTE

สไบ X แบ็กกี้ยีนส์

#04 เมคอัพแบบไทย ต้องสู้แดดเมืองไทย
การเซ็ตผิวควรทำอย่างมีสติ ใช้แป้งฝุ่นเฉพาะจุดที่จำเป็น พกกระดาษซับมันแทนการโบกแป้งซ้ำ อย่าลืมพกเซ็ตติ้งสเปรย์ไว้ซ่อมเมคอัพหลังเผชิญแดดเป็นเวลานาน
RECOMMEND:
CLÉ DE PEAU BEAUTÉ  REFINING PRESSED POWDER REFINING PRESSED POWDER
MAKE UP FOR EVER MIST & FIX MATTE SETTING SPRAY


เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA

Benz Primus

Benz Primus ครองยอดขายอันดับ 1 ตอกย้ำ Primus Group ผู้นำตลาดรถพรีเมี่ยม

Primus Group ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในธุรกิจยานยนต์ระดับพรีเมี่ยม หลัง Benz Primus ได้รับรางวัลอันดับ 1 ยอดจำหน่ายรถยนต์ MercedesBenz ในประเทศไทย จากเวที ARPC 2026 สะท้อนความเป็นผู้นำด้านคุณภาพ การบริการและความเชื่อมั่นจากลูกค้า

ในโอกาสนี้  “ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ” ประธาน กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group และ TOAVH ขึ้นรับมอบรางวัลผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ยอดเยี่ยม อันดับ 1 ในระดับองค์กร เขตพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูง “มาร์ติน ชเวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ในงานประชุมผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ประจำปี 2026 ภายใต้ชื่องาน Annual Retail Partner Conference 2026 (ARPC 2026) จัดขึ้นโดย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ณ โรงแรมลาบาริส เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

Benz Primus

สำหรับรางวัลทรงเกียรติสูงสุด ที่ได้รับมีทั้งหมด 4 รางวัล แบ่งเป็นระดับองค์กร 2 รางวัล และระดับบุคคล 2 รางวัล ได้แก่ 

1. Primus Autohaus: รางวัลอันดับ 1  Star Pilot Showroom Performance 2025 (Bangkok)

2. Primus Pattaya: รางวัลอันดับ1  Star Pilot Showroom Performance 2025 (Up Country)

3. ชนม์สิตา สร้อยสิงห์คำ (ปุ้ย) จาก Primus Autohaus : รางวัล Best of C-Class (ยอดจำหน่าย C-Class สูงสุด) จากงาน Motor Expo 2025

4. สาวิตรี พุ่มเกื้อ (อุ๊) จาก Primus Autohaus : รางวัล The Winner of Smile Award – Excellence in Sales Customer Satisfaction 2025

Benz Primus ครองยอดขายอันดับ 1 ตอกย้ำ Primus Group ผู้นำตลาดรถพรีเมี่ยม

“ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ในเครือ Primus Group ทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารเครือข่าย การให้บริการลูกค้า และการพัฒนาศักยภาพของทีมงานที่มีระบบและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Primus Group ก้าวเป็นผู้นำในธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ในระดับพรีเมี่ยม ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในระยะเวลาอันรวดเร็ว” นายณัฏฐวุฒิ กล่าว

Benz Primus

จิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group เปิดเผยว่า ด้วยนโยบายหลักของ Primus Group ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ในการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานของเครือข่ายธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การขาย การส่งมอบรถยนต์ จวบจนการบริการหลังการขาย ส่งผลทำให้ Benz Primus ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจากลูกค้าด้านการขายและบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทแม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานด้านต่างๆ เป็นอย่างดี ทำให้ Benz Primus สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นและก้าวขึ้นครองตำแหน่งผู้แทนจำหน่าย Mercedes-Benz ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ในระดับองค์กร และระดับบุคคล ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงรางวัลการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอีกด้วย

“Primus Group พร้อมเดินหน้าพัฒนาและยกระดับการบริหารงาน ในการดูแลลูกค้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างครบถ้วนในทุกมิติ”    จิระพล กล่าวทิ้งท้าย


Minor Reserve Collection

Minor Hotels ประกาศการลงนามโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ใหม่ระดับลักซ์ชัวรี่ Minor Reserve Collection

ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) หนึ่งในเจ้าของและผู้นำด้านการบริหารโรงแรมระดับโลก ประกาศลงนามโครงการแรกภายใต้แบรนด์ลักซ์ชัวรี่คอลเลคชั่นใหม่ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น (Minor Reserve Collection) ได้แก่ อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา (Aventora Resort Baía Formosa, Minor Reserve Collection) โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2028 ณ รัฐรีโอกรานเดโดนอร์เต(Rio Grande do Norte) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Eco-tourism) ของประเทศ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่นเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเป็นแบรนด์ลักชัวรีในรูปแบบซอฟต์แบรนด์ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางผู้แสวงหาประสบการณ์การเข้าพักอย่างเหนือระดับ นำเสนอตัวตนและ

Minor Reserve Collection

ความประณีตอย่างมีรสนิยม โดยโรงแรมแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมการตกแต่งอันโดดเด่นหาตัวจับยาก เพื่อมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจที่พบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ซึ่งทุกการมาเยือนที่พักในเครือไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่นผู้เข้าพักจะสัมผัสได้ถึงรสนิยม ความใส่ใจในทุกรายละเอียด และจิตวิญญาณของแต่ละจุดหมายปลายทางได้เป็นอย่างดี

อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา, ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ซึ่งมี Gremi International Group เป็นเจ้าของ พร้อมเดินหน้าสร้างแลนด์มาร์กระดับลักชัวรีแห่งใหม่ ณ เมืองบาเอีย ฟอร์โมซา (Baía Formosa) ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ซึ่งกำลังเติบโตเป็นอย่างมากในด้านการท่องเที่ยว รีสอร์ตแห่งใหม่นี้จะประกอบด้วยห้องพักจำนวน 50 ห้อง และเรสซิเดนซ์จำนวน 28 ยูนิต ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของที่พักภายในโครงการได้

Minor Reserve Collection

แขกผู้เข้าพักและผู้อยู่อาศัยจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับเวิลด์คลาส ผ่านห้องอาหารแบบ All-day dining, ห้องอาหารแบบสเปเชียลตี้, บาร์แอนด์กริลริมสระว่ายน้ำ รวมไปถึงล็อบบี้เลานจ์อันอบอุ่น สำหรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ ที่รีสอร์ตและพื้นที่โดยรอบยังมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย อาทิ ไคท์เซิร์ฟ (kite surfing), กีฬาโต้คลื่น (surfing), ซับบอร์ด (Stand-up paddleboarding) และการพายเรือคายัคในป่าชายเลน ควบคู่ไปกับฟิตเนสเซ็นเตอร์ สตูดิโอออกกำลังกาย และสปาภายในรีสอร์ต นอกจากนี้ ยังมี คิดส์คลับ (Kids’ Club) และห้องสมุดที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจร ที่ผสมผสานทั้งความเพลิดเพลิน การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และการผ่อนคลายไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้เมืองบาเอียฟอร์โมซา ในรัฐรีโอกรานเดโดนอร์เต ผู้เข้าพักจะได้ใกล้ชิดกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันเลื่องชื่อมากมาย อาทิ เนินทรายเจนิปาบู (Genipabu Dunes) ใกล้เมืองนาตาล (Natal), อ่าวบาเอีย ดอส โกลฟินโยส (Baía dos Golfinhos หรือ Dolphin Bay) และ หาดปีปา (Pipa Beach) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องผืนป่าแอตแลนติกอันเขียวชอุ่ม หน้าผาสูงตระหง่าน และระบบนิเวศทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นถิ่นอาศัยของโลมาและเต่าทะเล นอกจากนี้ เมืองนาตาลซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ ยังได้รับสมญานามว่า “City of the Sun” จากจำนวนวันแดดจ้ามากกว่า 300 วันต่อปี รวมไปถึงภูมิประเทศชายฝั่งที่หลากหลาย ทั้งพื้นที่ป่าชายเลน และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ มาตาแอตแลนติกา(Mata Atlântica) อันทรงคุณค่า ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์อันน่าหลงใหลให้เมืองแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

Minor Hotels ประกาศการลงนามโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ใหม่ระดับลักซ์ชัวรี่ Minor Reserve Collection

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Gremi International ในการประกาศการลงนามโครงการแรกภายใต้ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ซึ่งเป็นแบรนด์คอลเลคชั่น ใหม่ของเราในกลุ่มลักชัวรี โครงการแห่งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของบราซิล ซึ่งมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ปีปา (Pipa) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของประเทศ” ดิลิป ราชากาเรีย (Dillip Rajakarier) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าว “ในขณะเดียวกัน ความต้องการด้านการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีและกิจกรรมกีฬาทางน้ำที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยดึงดูดนักเดินทางที่มองหาที่พักซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสานความสะดวกสบาย การผจญภัย และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้”

อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา, ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น มาพร้อมความสะดวกสบายด้านการเดินทาง โดยสามารถเชื่อมต่อจากทั้งสนามบินนานาชาติ Governador Aluízio Alves ในเมืองนาตาล และ สนามบินนานาชาติ João Pessoa ในรัฐปาราอีบา ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 60 นาที จากทั้งสองสนามบิน

Minor Reserve Collection

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.minorhotels.com/en/new-openings/aventora-resort-baia-formosa-minor-reserve-collection

ปัจจุบัน ไมเนอร์ โฮเทลส์ ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตใน 58 ประเทศทั่วโลก โดยมีโรงแรมในเครือเปิดให้บริการแล้วจำนวน 5 แห่งในประเทศบราซิล ภายใต้แบรนด์ ทิโวลี (Tivoli), เอ็นเอช คอลเลคชั่น (NH Collection) และ NH (เอ็นเอช) พร้อมแผนการขยายธุรกิจในอนาคตอีกหลายโครงการ รวมถึงการเตรียมเปิดตัวแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกอย่างอนันตรา (Anantara) เป็นครั้งแรกในประเทศบราซิลเร็วๆ นี้อีกด้วย


THE LEGEND ALL-STARS ORCHESTRA CONCERT

เตรียมพบกับปรากฏการณ์ทางดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ THE LEGEND ALL-STARS ORCHESTRA CONCERT กับเหล่าดวงดาวระดับตำนาน 🌟

  • บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์
  • ปุ๊ อัญชลี
  • ป้อม ออโต้บาห์น
  • ปั่น ไพบูลย์เกียรติ
  • บิลลี่ โอแกน
  • ลีเดีย ศรัณย์รัชต์

ที่จะมาร่วมสร้างนิยามใหม่ ให้กับบทเพลงฮิตยุค 80s–2000s ถูกถ่ายทอดใหม่ผ่านวงออร์เคสตราอันทรงพลังจาก Thailand Phil POPS Orchestra ที่พร้อมสะกดทุกโสตประสาท🎻

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางดนตรี ที่จะติดตรึงใจไม่รู้ลืม

🗓️ วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 📍 One Bangkok Forum .

พิเศษรอบ Early Bird 31 ม.ค.- 4 ก.พ. 2569 รับส่วนลด 20% (จำนวนจำกัด)

ราคาบัตร Early-Bird (ราคาปกติ) • 4,800.- (จากปกติ 6,000.-) • 4,000.- (จากปกติ 5,000.-) • 3,600.- (จากปกติ 4,500.-) • 3,200.- (จากปกติ 4,000.-) • 2,800.- (จากปกติ 3,500.-) • 2,400.- (จากปกติ 3,000.-) • 2,000.- (จากปกติ 2,500.-) • 1,600.- (จากปกติ 2,000.-)

📍เปิดจำหน่ายบัตร Early-Bird ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. – 4 ก.พ. 2569 จำหน่ายบัตรทาง Thaiticketmajor : https://cooll.ink/The_Legend_All-Stars_Orchestra/

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและข่าวสารได้ที่: Facebook: Sudsapda Instagram: @sudsapda #TheLegendAllStarsOrchestraConcert #burinandthesoulsmith #บ้านและสวนConcertSeries #SuudEntertainment #AMEImaginative

สตรีทอาร์ต

เมื่อ สตรีทอาร์ต สุดสร้างสรรค์ มาทำหน้าที่คุ้มครองชุมชน

“จะดีแค่ไหน? ถ้า สตรีทอาร์ต ที่อยู่บนกำแพง ไม่ได้มีหน้าที่แค่ความสวยงาม แต่ยังเป็นเกราะคุ้มกันความปลอดภัยให้คนในชุมชน” เตรียมพบกับการพลิกโฉมย่านทรงวาด-ตลาดน้อย เมื่อสำนักงาน คปภ. เปลี่ยนสีสันของกราฟิตี้ให้กลายเป็นความอุ่นใจในโปรเจกต์ “INSURANCE STREET SENSE”

Bangkok Design Week 2026 เทศกาลออกแบบที่เสริมศักยภาพกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติบุกชุมชนเก่าย่านทรงวาด-ตลาดน้อย สัมผัสเสน่ห์ศิลปะกลางกรุง พร้อมเรื่องราวประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย-จีนที่สืบทอดมายาวนาน โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสตรีทอาร์ตครั้งนี้ เปิดตัว “INSURANCE STREET SENSE” มุ่งผลักดันคนรุ่นใหม่ร่วมสัมผัสพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนการปรับโฉมทางม้าลาย และติดตั้งไลต์ติ้งตกแต่งบริเวณทางข้าม สร้างความโดดเด่นและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้สัญจรไปมา ตลอดระยะเวลาจัดงาน ตั้งแต่วันนี้-8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ HUGS Songwat ถนนทรงวาด ผ่านผลงานศิลปะกราฟิตี้ เสวนา และกิจกรรมที่มีให้เห็นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เผยว่า เป็นครั้งแรกที่ คปภ. เดินหน้าสู่ชุมชนด้วยภาพลักษณ์ใหม่ มอบพลังดูแลคุณภาพชีวิตผู้คนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน “จากความคุ้มครองทางความปลอดภัย สู่ความคุ้มครองทางวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้สิ่งมีค่าของชุมชนถูกลืมเลือน เพราะ Someone On Your Side: คปภ. อยู่ข้างๆ คุณ” โดยขับเคลื่อนผ่านหลัก S.O.S ที่เป็นมากกว่าสัญญาณความช่วยเหลือ แต่คือหลักการพัฒนาชุมชนใน 3 มิติ ได้แก่ S-Secure domestic เปลี่ยนชุมชนให้ปลอดภัย พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นO-Out risk Opportunity สร้างระบบจัดการความเสี่ยง เพิ่มโอกาสเข้าถึงประกันภัยให้คนในชุมชนS-Sustainable Future สร้างความมั่นคงในชีวิตและคุ้มครอง อนาคตที่ดีให้คนรุ่นต่อไป

สำหรับไฮไลต์ภายในงาน พบกับการออกแบบกราฟิตี้บนอาคารทรงเก๋อย่าง HUGS Songwat โดยศิลปินชื่อดัง “ภิชญ ศรีระพงษ์” (BEERPITCH) นักออกแบบ Typography Art ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์แฟชั่นชั้นนำนำเสนอผลงานลวดลาย Geometric ที่ผสานเรื่องราวชุมชนเข้ากับโลโก้ OIC สัญลักษณ์สำนักงาน คปภ. สื่อถึงความปลอดภัย การปกป้อง และการลดความเสี่ยง ตอกย้ำแนวคิด “ศิลปะบนพื้นที่สาธารณะคุ้มครองอัตลักษณ์ชุมชน เช่นเดียวกับประกันภัยที่คุ้มครองผู้คนในทุกมิติชีวิต” ได้เป็นอย่างดีพบกับมาสคอตสุดคิวต์ “น้องพิทักษ์” ตัวแทนนักคุ้มครองที่คอยต้อนรับทุกคน พร้อมชวนเล่น Photo Booth: Photo Effect แชะ & แชร์ แล้วติดแฮชแท็ก #OICONYOURSIDE #BKKDW2026 เพื่อรับเครื่องดื่มแก้วพิเศษที่หน้างาน   

นอกจากนี้ยังมีเซเลบริตี้ชื่อดัง “โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” และเจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ มาร่วมชื่นชมผลงานสตรีทอาร์ต พูดคุย และแชร์มุมมองในการใช้สตรีทอาร์ต สื่อสารเรื่องประกันภัยโดยสำนักงาน คปภ. อีกด้วย

โดนัท มนัสนันท์ กล่าว งานนี้ถือเป็น Soft Power ระดับชุมชนที่ชาญฉลาด ในการนำศิลปะที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่าการอ่านคู่มือต่างๆ ที่สำคัญคือการที่ คปภ. เลือกย่านทรงวาด-ตลาดน้อย ที่มีประวัติศาสตร์และงานดีไซน์อยู่แล้ว ทำให้รู้สึกว่า ‘ประกันภัย’ เป็นเรื่องทันสมัย เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ และเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลชีวิตที่เข้าถึงได้จริงๆ             

ด้าน เจมส์ ธีรดนย์ กล่าว ขอบคุณ คปภ. ที่ชวนมาร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากได้เสพงานอาร์ตเท่ๆ ยังได้สัมผัสเสน่ห์กราฟิตี้ที่เต็มไปด้วยพลังการแสดงออก เชื่อว่าผลงานนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญและจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแน่นอน​

พลาดไม่ได้! กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ HUGS Songwat ถนทรงวาด สามารถติดตามข้อมูลได้ทาง:

Facebook: oicthailand 

Website: www.oic.or.th 

Youtube: @oic.thailand

Instagram: @oic.thailand

X: oic_thailand

TikTok: oicthailand

#OICSTREETSENSE  #OICONYOURSIDE 

#ประกันภัยใกล้ฉัน  #OICอยู่ข้างๆคุณ  #คปภ.อยู่ข้างๆคุณ

#BKKDW2026  #BangkokDesignWeek  #DesignSOS