ภารกิจสู้โลกเดือดของ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
30 กว่าปีที่ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทุ่มชีวิตให้กับการอนุรักษ์ทะเล ท่ามา หมดแล้วตั้งแต่เป็นรองคณบดีคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม มีผลงานการเขียนมากกว่า 100 เล่ม รวมถึงเจ้าของเพจ Thon Thamrong- nawasawat ที่มี “เพื่อนธรณ์” ติดตามราว 280,000 คน พูดได้ว่าเขาคือนักวิทยาศาสตร์ ทางทะเลที่มีคนติดตามเยอะที่สุดในยุคนี้ หลังจากเลือกเดินทางสายนี้มาตั้งแต่ ม.3 ความท้าทายในวันนี้คือการต่อสู้กับช่วงเวลาที่ โลกกําลังเข้าใกล้จุดเดือดที่สุด กลายเป็นแรง ผลักดันที่ทําให้เขายังต้องปกป้องทะเลต่อไป

โลกร้อนไฟลุก
“เมื่อช่วงต้นปีผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ ประเทศอาร์เจนตินา ชิลี และบราซิล เป้าหมายคืออยากไปดูกราเซียหรือธารน้ําแข็งที่เทือกเขาอาร์เจนตินา ของโลกในทุ่งน้ําแข็งนี้มีแอนดีส อยู่ที่เมืองเอส คาลาฟาเต (EL Calatate) ที่แคว้นพาตาโกเนีย ประเทศ เป็นเทือกเขายาวที่สุดในโลกและมีธารน้ําแข็งขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 เป็นกราเซียเพียงไม่กี่แห่งที่มนุษย์สามารถเดินเข้าไปชมได้ ธารน้ําแข็งเป็นร้อย ๆ แห่ง ผมได้เห็นก้อนน้ําแข็งยักษ์และรูรั่วซึ่งเกิดจากภาวะ โลกร้อน ซึ่งรูรั่วนี้เป็นสิ่งที่ทําให้น้ําแข็งหลุดออกมาเป็นก้อน ๆ ปัจจุบันรูดังกล่าว เยอะขึ้นและใหญ่ขึ้น เพราะโลกร้อนมากขึ้น สอดคล้องกับที่ปีนี้ทาง UN ประกาศ ให้เป็นปีอนุรักษ์ธารน้ําแข็งสากล เพราะสถานการณ์การน้ําแข็งลดลงอย่างน่าเป็นห่วง นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าไม่เกิน 50 ปีธารน้ําแข็งอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโลกจะ หายไป และกว่าจะฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลานับหมื่นหรือแสนปี
“ปัญหานี้อาจดูไกลจากบ้านเรา แต่สุดท้ายจะส่งผลกระทบถึงกรุงเทพฯครับ ที่หลายคนไม่รู้คือปริมาณนํา 2 ใน 3 ของโลกอยู่ที่ธารน้ําแข็ง เมื่อธารน้ําแข็ง ละลาย ระดับน้ําทะเลจะสูงขึ้น เพราะฉะนั้นที่เราต่างกลัวกันว่าสักวันกรุงเทพฯ จะจมน้ํามีโอกาสเป็นจริง เพราะเมื่อน้ําในทะเลสูง น่าก็จะยังอยู่ในเมือง ไม่สามารถ ระบายออกได้ เพราะฉะนั้นใน 60 – 80 ปีข้างหน้า ปริมาณน้ําท่วมในกรุงเทพฯ อาจจะสูงขึ้น 1 – 2 เมตร เราเคยคุยถึงการอพยพเมืองหรือสร้างเขื่อน สําหรับการ อพยพคงเป็นเรื่องยาก เพราะเราลงทุนการคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจต่างๆ ไว้มาก ส่วนการสร้าง เรียนท่าได้ครับ แต่ต้องใช้เงินจํานวนมหาศาลเช่นกัน เป็นโจทย์ใหญ่ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
“เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่าหากสถานการณ์ความ รุนแรงของโลกร้อนเต็ม 10 คะแนน ผมจะให้คะแนน เท่าไร ผมคงให้ที 11 คะแนน หรืออาจจะ 20 คะแนนก็ได้นะ เพราะที่ผ่านมาเราประเมินสถานการณ์ต่ํามาตลอด อย่างปีที่ผ่านมาโลกร้อนเพิ่มขึ้น 1.5 องศา ซึ่งก่อนหน้านั้นเราคาดการณ์ว่าคงอีกนานที่โลกจะร้อนถึงเบอร์นี้แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นแล้วและเร็วมากด้วย เพราะฉะนั้นสถานการณ์โลกร้อนในวันข้างหน้ายากจะคาดเดาว่าต้องเจอกับอะไร เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกเคยเจอกับเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน เราไม่มีข้อมูลในอดีตและ ทําได้เพียงคาดเดาเท่านั้น จะรุนแรงขนาดไหนไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือไม่มีทางเบาไปมากกว่านี้ เนื่องด้วยปริมาณ ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาหาลายสถิติในทุก ๆ ปี
“คนที่ได้รับผลกระทบมหาศาลคือเด็กที่เพิ่งเกิดในยุคนี้ครับ กว่าเขาจะเรียนจบแล้วเริ่มทํางานก็อีกหลายปี ซึ่ง ณ วันนั้นโลกก็คง ร้อนจัดแล้ว กว่าโลกจะเริ่มเย็นลง เขาอาจจะอายุ 70 ปีแล้ว (เนื่องด้วยกฎหมาย Net Zero ที่เราทํากันวันนี้ อาจจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการควบคุมการใช้ก๊าซ เรือนกระจกในอีกราว ๆ 50 – 60 ปีข้างหน้า) เขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เผชิญกับ โลกร้อนที่รุนแรงที่สุด และสร้างตัวในยุคที่โลกกําลังเดือดจัด จะเจอกับปรากฏการณ์ Rain Bomb หรือฝนตกหนักเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากโลกร้อนขึ้น เราไม่สามารถ พยากรณ์ได้ว่าฟ้าจะระเบิดเมฆก้อนนี้ตรงไหน และเมื่อน้ําท่วม เขาต้องเสีย ค่าใช้จ่ายซ่อมบ้านมหาศาล การเดินทางสัญจรในเมืองหลวงจะยากขึ้น เพราะน่า ระบายออกไม่ได้ ส่วนอากาศจะร้อนมาก เคยมีการคาดเดาว่าภายใน 15 ปีข้างหน้า อุณหภูมิของเมืองไทยจะแตะที่เลข 50 องศา นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น”

ธรณ์ช่วยโลก
“ฟังดูแล้วปัญหาหลายข้อหาทางออกยากและใหญ่เกินรับมือ แม้นั่นคือ ความจริงที่มนุษย์ต้องเจอในอนาคต แต่เท่าที่มีเวลา ณ ขณะนี้ โครงการช่วยเหลือ สิ่งแวดล้อมของ ดร.ธรณ์ในหลาย ๆ โปรเจ็กต์กําลังเยียวยาธรรมชาติ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามมากกว่าเดิม
“ตอนนี้เรากําลังเพาะพันธุ์ปะการังรุ่นใหม่ เพื่อฝึกให้กลายเป็นสายพันธุ์ที่ต้าน โลกร้อน โดยฝึกให้อยู่ในน้ําร้อนได้ตั้งแต่เด็ก และพยายามทุ่มพลังรักษาพ่อแม่พันธุ์ ที่อยู่กับสภาพน้ําเดือดได้ ซึ่งผมทําอยู่หลายแห่ง มีไซต์งานศึกษาอยู่ที่เกาะสิมิลัน ระยอง เกาะพีพี เกาะผี รวมถึงมัลดีฟส์ แต่ละสถานที่ปะการังจะตายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจุดเสี่ยง อย่างจังหวัดระยองเป็นพื้นที่น้ําตื้น ปะการังที่อยู่แถวนั้นมีโอกาส ผมได้นําปะการังที่ตัวเองเพาะเลี้ยงไว้หลายปีไปทําการทดลองที่นี่ เพื่อให้เห็นปัญหาชัดเจนว่าโลกร้อนส่งผลกระทบต่อปะการังอย่างไรตายง่ายที่สุดปรากฏว่ากลายเป็นปะการังฟอกขาวไปเกือบทั้งหมด เห็นได้ชัดเลยว่าความร้อนส่งผลกระทบกับปะการังมาก ในขณะเดียวกันถ้านําปะการังไปเลี้ยงที่เกาะสิมิลันจะรอด เพราะแถบนั้นนํ้าลึกมากกว่า สุดท้ายเราสามารถเพาะปะการังได้ราว 20,000 ตัว แต่ ถ้าเทียบกับปริมาณมหาศาลที่ตายไป เราช่วยไว้ได้ไม่ถึง 0.01 เปอร์เซ็นต์ หาก ปะการังตายมากขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ทะเลจะไร้บ้าน ไร้แหล่งอาหาร และปะการังยังมีประโยชน์เรื่องการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไปด้วย
“โปรเจ็กต์ต่อมาคือหญ้าทะเล ซึ่งมีประโยชน์ ในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดปริมาณก๊าซ- เรือนกระจก ผมตั้งหน่วยวิจัยหญ้าทะเลซึ่งทําต่อเนื่อง มา 15 ปีแล้ว มีไซต์งานศึกษาอยู่หลายแห่ง เรามีโรง เพาะเลี้ยงหญ้าทะเลที่ศรีราชา มีบ่อเลี้ยงหญ้าทะเลอยู่ที่ คลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีแปลงเพาะแม่พันธุ์ ที่กระบี่ และมีบ่อเลี้ยงหญ้าทะเลให้พะยูนกินที่สมุทร สงคราม โดยเราถือลิขสิทธิ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเล จาก 1 ต้นจนกลายเป็น 300 หน่อได้ ซึ่งยังไม่มีใคร ทําได้ ถึงขั้นที่ญี่ปุ่นต้องบินมาเรียนรู้งานกับเรา ตอนนี้ สถานการณ์หญ้าทะเลน่าเป็นห่วง เมื่อโลกร้อนหญ้าทะเล ก็ตายเกือบหมด ผมต้องใช้วิธีเก็บหญ้าไว้ในบ่อ 2 – 3 ไร่ รอจังหวะที่น้ําไม่ร้อน กับดูว่าถ้าลําต้นแข็งแรงเมื่อไร ค่อยน่าไปปลูกในทะเล
“นอกจากนี้เรายังมีหน่วยขยะทะเล ดูแลเรื่อง ไมโครพลาสติกโดยเฉพาะ ซึ่งเราจะตรวจดูจากแหล่งที่มา ว่ามาจากที่ไหน จะได้ไปลดสาเหตุในเรื่องนั้น โดย ไมโครพลาสติกส่วนใหญ่เป็นพลาสติกประเภท PP และ PE ซึ่งเป็นถุงพลาสติกแกะกล่องพลาสติกใส่อาหาร ตอนนี้สถานการณ์ไมโครพลาสติก น่าเป็นห่วง เพราะกระจายไปทั่วอ่าวไทย ความน่ากลัวคือเมื่อสัตว์น่ากินเข้าไปแล้ว ยังไม่ตายวันนี้ แต่จะสะสมอยู่ในร่างกาย ที่นี้ด้วยวงจรชีวิตสัตว์ เช่น ปลาทูมีชีวิต อยู่ได้แค่ปีเดียว สารพิษยังสะสมไม่เต็มที่ แต่เมื่อมนุษย์จับปลาทูมากินเป็นประจํา สิ่งนี้จะสะสมอยู่ในร่างกายของเราและกลายเป็นมะเร็ง ทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ ไอลดขยะในทะเลให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเม็ดโฟมและไมโครพลาสติก
“แม้ว่าอีก 2 ปีผมจะเกษียณ แต่ผมคงไม่สามารถเลิกงานที่ท่าได้หรอกครับ ผมตัดสินใจทําอาชีพนี้ตั้งแต่ ม.3 เพราะผมรักทะเลมาตั้งแต่เด็ก ทะเลคือความ ท้าทาย ทะเลเร้าใจตรงทีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทําให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ อีกหนึ่ง ความท้าทายคือจะทําอย่างไรให้คนหันมารักทะเลมากกว่านี้ ส่วนคนที่รักทะเล อยู่แล้ว ผมอยากให้เขามีทางไปต่อ อยากให้เขามีแหล่งความรู้ไว้ศึกษา มีกิจกรรม เกี่ยวกับทะเลให้เขาได้ร่วมอนุรักษ์นั่นคือความรักที่ยั่งยืนและเติบโตไปพร้อมกัน”

ข้อมูล นิตยสารแพรว
เรื่อง FAI
ภาพ วรสันต์