หากจะนิยามรสชาติชีวิตของ ‘ปลา- อัจฉรา บุรารักษ์’ ตลอด 28 ปี ที่อยู่ในธุรกิจอาหาร รสนั้นคือ ความจัดจ้าน
หลายคนรู้จักเธอในฐานะอดีตแอร์โฮสเตสที่ตัดสินใจลาออกมาเปิดร้านไอศกรีมเล็กๆ ในซอยสุขุมวิท 24 และตั้งชื่อว่า iberry เธอไม่เคยคิดว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรพันล้านอย่าง iberry Group ที่ทุกวันนี้มีร้านอาหารในเครือ 20 กว่าแบรนด์ อาทิ ‘กับข้าวกับปลา’ ‘รสนิยม’ ‘ทองสมิทธ์’ ‘เบิร์นบุษบา’ และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวคือ ร้านสมูทตี้สายสุขภาพ ‘GAPPLE’ และ ‘สเลญวณ’ ร้านอาหารอีสาน-เวียดนาม
ในบรรดารายชื่อที่ว่ามา ต้องมีสักร้านที่คุณเคยเข้า และสิ่งที่ดึงดูดให้เรากลับไปที่ร้านของเธอซ้ำๆ ทั้งๆ ที่กรุงเทพฯ มีร้านอร่อยให้เลือกมากมาย ไม่ใช่แค่ความอร่อย หรือเพราะความสวย แต่มีอะไรมากกว่านั้น นี่คือคำตอบของความลับในความรักที่เธอมีต่ออาหาร
คุณปลามีวิธีทำร้านอาหารอย่างไร ให้อยู่ในใจลูกค้าคะ
“แบรนด์ดิ้งต้องชัด โปรดักส์ต้องใช่ สมัยนี้อะไรที่เข้าใจยากจะไม่เข้าไปอยู่ในสมองคน โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ต้องเลือกอะไรที่เข้าใจง่ายแล้วจะเข้าไปอยู่ในใจของเขาเอง บางคนนั่งอยู่ที่บ้าน แต่ใจคิดถึงก๋วยเตี๋ยวน้ำตกของทองสมิทธ์ สิ่งนี้เกิดจากองค์ประกอบหลายอย่าง นอกจากแบรนด์ดิ้งถูกต้อง บรรยากาศดี ถ้ารักษารสชาติได้เป๊ะทุกครั้ง เราจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ของเขา
“ที่จริงในความเข้าใจง่ายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างเกิดจากการทำจริง ศึกษาจริง ลงลึกเรื่องรสชาติ ต้องเข้าใจว่าลูกค้าชอบกินรสชาติแบบไหน เช่น จะทำก๋วยเตี๋ยวปลา ทำอย่างไรให้น้ำซุปอร่อยที่สุด ลวกเส้นอย่างไรให้เป๊ะที่สุด ทำลูกชิ้นอย่างไรไม่ให้คาว ทุกอย่างที่กินเข้าไปเราคิดมาหมดแล้ว
“ร้านอาหารจะอยู่รอดไหมในยุคนี้ ขึ้นกับว่าปรับตัวเร็วแค่ไหน โลกสมัยนี้เปลี่ยนเร็วมาก เราไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่ขายประสบการณ์ ทั้งบรรยากาศ บริการ ความเก๋ ความอร่อย ถึงจะยืนระยะได้ ธุรกิจอาหารในเมืองไทย เข้ามาง่ายก็จริง แต่จะอยู่ยาวได้หรือเปล่าก็อีกเรื่อง ต้องรักษามาตรฐาน จะถามลูกน้องเสมอว่า มีอะไรที่ทำให้ร้านเราอร่อยกว่านี้ได้อีกบ้าง อยากขยับลิมิตรสชาติ ขยับมาตรฐานการบริการให้สูงขึ้น ก็ต้องทำตัวเป็นนักเรียน ต้องเรียนจากเด็กสมัยนี้ด้วย”
ไปตรวจอาหารที่ร้านบ่อยไหมคะ
“ปกติจะทานร้านอาหารในเครือตลอดอยู่แล้ว แต่เรื่องรสชาติเกิดจากกระบวนการทำงานร่วมกัน เราจะทำ R&D (วิจัยและพัฒนา) ร่วมกับทีม เพื่อกำหนดรสชาติร่วมกัน และคนที่มีสิทธิ์ควบคุมรสชาติคือคนที่อยู่ใกล้ปลานี่แหละ เขาจะรู้รสชาติดี แล้วจะนำสิ่งนั้นไปตรวจในแต่ละสาขาจึงจะรักษามาตรฐานได้”
แต่การมีหน้าร้านมากกว่า 100 สาขา ไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ แบ่งทีมทำงานอย่างไร
“เราไม่ได้ทำงานโดยพึ่งคนใดคนหนึ่ง แต่จะแบ่งว่าใครรับผิดชอบแบรนด์ไหน ในแต่ละแบรนด์จะมีทีมหน้าบ้านที่ดูแลเรื่องเซอร์วิสและทีมหลังบ้านที่ดูแลเรื่องอาหาร พร้อมกับมีระบบตรวจสอบการทำงานที่เข้มข้นมาก อาหารที่ทุกคนเห็นบนโต๊ะ ถูกเตรียมพร้อมมาแล้ว มีการกำหนดสูตรอาหารที่ละเอียด ซึ่งแต่ละร้านจะมีคัมภีร์ของตัวเอง ตั้งแต่วิธีการเสิร์ฟ พนักงานแต่ละสาขามีกี่คน แต่ละโซนในต้องประจำกี่คน ไปจนถึงวิธีการทำอาหาร ต้องปรุงรสไหน หั่นชิ้นขนาดไหน ต้ม นึ่ง ผัด กี่นาที ทุกอย่างที่ทำสามารถวัดปริมาณได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าทำเป๊ะตามคัมภีร์ รสชาติจะเหมือนกันทุกสาขา
“อย่างทีมหลังบ้าน กระบวนการทำงานจะละเอียดมาก เช่น การจัดเก็บวัตถุดิบ เราต้องคำนวณทั้งช่วงเวลาการเก็บรักษา ปริมาณที่ใช้ เวลาในการจัดส่ง ทุกอย่างต้องเป๊ะ เพราะทำอะไรผิดเพียงนิดเดียว รสชาติอาหารเสียเลยค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจอาหารคือทีม ทุกคนถามปลาเสมอว่า ทำอย่างไรให้รสชาติอาหารออกมาได้ดีขนาดนี้ ก็ต้องยกเครดิตให้ทีมค่ะ”
วิธีสร้างทีมอย่างไร ให้ได้ผลงานตามที่ต้องการ
“ขั้นแรกคือเลือกคนที่มีมายด์เซ็ตดี ปลาให้ความสำคัญมากกว่าความสามารถด้วยซ้ำ เพราะมายด์เซ็ตเป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ มาจากพื้นฐานจิตใจของเขาเอง เนื่องจากบรรยากาศการทำงานของไอเบอร์รี่ กรุ๊ป เป็นแนวกระตือรือร้น ทุกคนมุ่งไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาทำงานที่นี่ หากไม่มีภาพเดียวกันจะอยู่ยากมาก ส่วนเรื่องความสามารถเราเจียระไนกันได้ ก่อนที่เขามาทำงานกับเราอาจเป็นหินที่ไม่เคยถูกขัดให้สวยงาม แต่เมื่อเราสอน มอบหมายงานให้เขา เขาจะเป็นบุคลากรที่อยู่ในเวอร์ชั่นถูกพัฒนาเสมอ
“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราขยายธุรกิจและเติบโตได้เร็ว เพราะมีเวทีให้ทีมงานแสดงศักยภาพ ทีมจึงเติบโตได้เร็ว เราไม่ได้มีร้านอาหารแค่ 1 สาขาแล้วทุกคนต้องรอต่อคิวขึ้นเป็นผู้จัดการ แต่ละปีเราเปิดร้านประมาณ 30-40 สาขา เด็กที่เก่งก็ถีบตัวเองขึ้นได้ ถ้าเขาพัฒนาตัวเองได้มากพอ เรามีตำแหน่งงานและเงินที่มากกว่ารออยู่เสมอ เด็กบางคนเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานธรรมดา ขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วย บางคนก็ไต่ขึ้นเป็น Supervisor, Assistance, Manager หรือเป็นถึง Area manager ก็ได้”
มายด์เซ็ตที่ดีคืออะไรคะ
“Growth Mindset …สำคัญมากค่ะ เป็นเรื่องของความอยากเรียนรู้ เขาต้องไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความพิเศษให้ตัวเองได้เสมอ แม้กระทั่งตัวปลาก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ถ้าเราชอบอยู่ที่เดิมๆ หรือติดในคอมฟอร์ดโซน จะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เลย ต้องนำตัวเองออกไปทำสิ่งใหม่ดูบ้าง ซึ่งปลาทำอยู่ตลอด เช่น เปิดแบรนด์ใหม่ ก็ออกนอกคอมฟอร์ดโซนเยอะ เพราะไม่รู้ว่าจะขายดีไหม รสชาติแบบนี้ไม่เคยทำ ทีมก็ไม่เคยทำ แบรนด์ยังไม่ติดตลาด จึงไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ทั้งหมดคือการพาตัวเองออกมาจากความสำเร็จเดิม ต้องทำแบบนี้ถึงจะเก่งขึ้น”
กลัวไหมคะ เวลาเปิดร้านใหม่
“กลัวทุกครั้ง ตื่นเต้น นอนไม่หลับ เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าจะชอบไหม รสชาตินี้อร่อยหรือยัง แบรนด์จะติดตลาดหรือเปล่า จะใช้คำว่าหมกมุ่นก็ได้เพราะจุดกำเนิดของแบรนด์คือปลาเอง แต่ข้อดีคือ ยิ่งกังวล ยิ่งต้องทำให้ดี ให้เป๊ะขึ้น เพราะถ้ามัวแต่กังวล คิดมาก ปัญหาจะไม่ถูกคลี่คลาย ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่ารสชาตินี้เป๊ะแล้วนะ หากเด็กยังไม่เก่งก็ต้องยิ่งเทรนด์
“ปลาเชื่อว่าธุรกิจอาหารไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่เป็นการขายประสบการณ์ แบรนด์ดิ้งต้องสวย โปรดักส์ต้องชัด รสชาติต้องดี โลเคชั่นต้องถูกต้อง เหมือนเราติดกระดุม ถ้าติดเม็ดแรกถูก เม็ดที่เหลือจะถูกหมด ชื่อร้านและโปรดักส์ สำคัญมากเราต้องแม่น
“อย่างชื่อร้าน ปลาคิดเองทุกชื่อ กว่าจะคิดออกแต่ละร้านปวดหัวนะคะ อย่าง ‘เบิร์นบุษบา’ ยากมาก คิดอยู่นานจนร้านใกล้จะเปิดแล้ว พยายามคิดชื่อที่ต่างจากร้านยำทั่วไป แต่อะไรยากๆ นี่แหละ ปลาก็ไม่ยอมแพ้ ทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จตามที่คิดไว้ เพราะฉะนั้นถ้าใกล้เดดไลน์ที่จะต้องเปิดร้านแล้ว หากยังไม่พร้อมจะเครียดและทรมานมาก เพราะเราไม่ใช่ผู้กำหนดวันเปิดร้าน ห้างก็ต้องตัดสินใจร่วมกัน”
เป็นคุณปลาไอเบอรี่ก็กดดันเหมือนกันนะคะ เพราะลูกค้าคาดหวังสูง
“กดดันสุดๆ ไม่อยากทำให้ลูกค้าผิดหวัง ความสำเร็จของร้านอื่นๆ ในเครือ ปลาถือว่าเป็นบุญเก่า แต่การเปิดแบรนด์ใหม่ ลูกค้าจะมาด้วยความคาดหวัง ถ้าตักเข้าปากแล้วไม่อร่อย เราเสียใจและเสียหน้าแน่นอน ยิ่งแบกความคาดหวัง ก็ยิ่งต้องขยัน
“ปลาคิดว่านับวันมนุษย์เรามีลิ้นที่ซับซ้อนขึ้น เพราะกินของอร่อยมากขึ้น วิธีการกินก็ไม่เหมือนเดิม ลูกค้าจึงโหยหาความเพอร์เฟ็คท์ในรสชาติ ที่จริงสำหรับคนที่คิดจะเปิดร้านอาหาร หากสามารถหาความถนัดด้านใดด้านหนึ่งได้จะดีมาก เพราะความชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งตอนนี้เมืองไทยแข่งขันสูง ถ้าทำไม่ดีจริง อยู่ยากมาก”
เรื่องยากที่สุดของการทำร้านอาหารคืออะไรคะ
“ยากทั้งหมดเลย แต่ที่สุดคือการควบคุมคน ทำอย่างไรให้ทีมงานแฮปปี้ ทำงานอยู่ด้วยกันนานๆ เพราะการสร้างทีมเป็นเรื่องโหดที่สุดในธุรกิจอาหาร คนที่ใช่ไม่ได้หากันง่ายๆ สำหรับที่นี่ เราให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม แบ่งตามความสามารถของแต่ละสาขาเลย ถ้าสาขาไหนขายดีก็จะได้เยอะ ส่วนทีมที่ทำงานส่วนกลางก็จะมีผลตอบแทนแยกให้ต่างหาก นอกจากเรื่องเงินที่จูงใจได้ ก็ต้องดูแลความรู้สึกด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าสปอยล์จนคุมยาก ต้องมีหลักการของตัวเอง ยิ่งมีสาขาเยอะ ลูกค้าเยอะ เด็กทำงานหนัก แต่เรามีหน้าที่ทำให้ทุกคนเดินไปข้างหน้า รักษามาตรฐานของสาขาเก่าได้ แต่ก็สามารถเปิดสาขาใหม่ได้ต่อเนื่อง
“ส่วนใหญ่ลูกน้องที่อยู่กับเรา นอกจากเรื่องรายได้ ก็คงเป็นความภูมิใจที่เขาได้ทำงานกับไอเบอร์รี่ กรุ๊ป เพราะแต่ละปีเราโตขึ้นเรื่อยๆ สามารถสร้างยอดขายที่ดี ถึงจะทำงานเหนื่อย แต่ผลลัพธ์ออกมาน่าภูมิใจ และ เราดูแลเด็กๆ เหมือนครอบครัว อย่างทีมบริหาร ทุกปีจะจัดทริปไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะสนับสนุนให้เด็กเห็นโลก อยากสร้างแรงบันดาลใจด้วยการพาเขาไปชิมอาหารใหม่ๆ ปลากินแบบไหนเขาก็ได้กินแบบนั้น และแต่ละปีเราจะทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อเทรนนิ่งพนักงาน พัฒนาทักษะทั้งด้านบริหารและบริการ”
ทุกวันนี้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่การทำธุรกิจของคุณปลาดูสวนทางกับเพื่อนบ้าน เพราะยังเปิดแบรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
“ปลาไม่ได้เปิดร้านเพราะใช้ความบ้าบิ่นหรือสัญชาตญาณ แต่ดูข้อมูลประกอบ ร้านของเราอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ เช่น Central Park ซึ่งวางแผนว่าจะเปิดทั้งหมด 8 แบรนด์ ตอนนี้เปิดไปแล้ว 5 แบรนด์ หรืออย่างที่สยาม พารากอน ก็มีหลายแบรนด์ของเราอยู่ในนั้น เรารู้จักฐานลูกค้าดี บวกกับอยู่ในธุรกิจนี้มานานจึงมองเห็นช่องโหว่ อะไรยังขาด อะไรที่ยังไม่มี เราจึงกล้าขยายแบรนด์เก่า ลองเปิดแบรนด์ใหม่ๆ ”
ฝันสูงสุดของคุณปลาคือการได้เปิดร้านอาหารที่ไหนคะ
“ตามมหานครต่างๆ ทั่วโลก เช่น นิวยอร์ค ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ อยากให้ร้านอาหารเราเป็นหน้าเป็นตาให้อาหารไทย แบรนด์ที่ปลาอยากพาไปคงเป็น ทองสมิทธ์, กับข้าวกับปลา และรสนิยม เพราะต่างชาติรู้จักและเข้าใจอาหารที่เราเสิร์ฟอยู่แล้ว เขารู้ว่าอะไรคือผัดไท ผัดซีอิ๊ว และก๋วยเตี๋ยว”
ทำธุรกิจอาหารมา 28 ปี มีวันที่เบื่อไหม
“ไม่เลย ยังสนุกค่ะ เคยคิดเหมือนกันว่า ทำไมฉันไม่เคยเบื่อ คงเพราะเป็นสิ่งที่ปลารัก ทุกคนมักถามว่า ทำไมปลาชอบทำธุรกิจนี้ ก็ตอบไปว่า ชอบเวลาที่ลูกค้ากินอาหารร้านเราแล้วเขาชมว่า อาหารอร่อยมาก ร้านสวยมาก ทำให้ชีวิตปลาฟูลฟิล คำชื่นชมของลูกค้าสร้างไฟให้เรา อีกเรื่องคือ เราได้ยกระดับอาหารไทย จากอาหารหน้าตาธรรมดา แต่สามารถแปลงโฉมให้คนรู้จัก ก็เป็นความฟินส่วนตัว
“ปลารู้สึกว่าเมืองไทยเป็นเมืองวิเศษ มีอาหารอร่อยเต็มไปหมด แต่ไม่ได้ถูกหยิบจับมาเล่าใหม่ เพราะฉะนั้นจึงมีเมนูมากมายให้เราอยากลอง ไอเดียจึงไม่ตีบตัน ที่จริงเราไม่ได้ทำอะไรใหม่เลย ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวเรือ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่ปลาเปิดลิ้นชักความทรงจำในสมอง นำประสบการณ์ที่เคยเห็น รสชาติที่เคยทาน สูตรอาหารโบราณที่เคยรู้ มาปรับเป็นรสชาติที่เราชอบเท่านั้นเอง อย่างข้าวมันไก่ มีเป็นร้อยกว่ารสชาติ แต่เราอยากเสนอรสของไอเบอร์รี่แบบนี้ ในบรรยากาศประมาณนี้ และปลาชอบเติมข้อมูลให้ตัวเอง ชอบออกไปเที่ยว สรรหาร้านอร่อย เปิด Pinterest ดูอินสตราแกรมบ่อยๆ ความสร้างสรรค์จึงไม่เคยหมด”
ทุ่มกับงานขนาดนี้ จัดลำดับความสำคัญในชีวิตอย่างไรคะ
“ลูกและครอบครัวคืออันดับหนึ่ง สุขภาพรองลงมา และตามมาด้วยงาน แต่สารภาพว่าก่อนหน้านี้เรื่อง Work -Life balance ไม่ค่อยบาลานซ์เท่าไร ทุกวันนี้พยายามอยู่กับลูก (น้องพิตต้า) มากขึ้น ก็ทำได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องสุขภาพก็เริ่มเป็นห่วงตัวเองเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนให้งานเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ดูแลตัวเอง ตอนนี้จึงต้องระวังเรื่องอาหารมากกว่าเดิม”
การชิมอาหารเยอะ ส่งผลกับร่างกายอย่างไรบ้าง
“ไม่ค่อยผอมไง (หัวเราะ) เพราะกินไม่ระวัง ช่วงนี้ต้องคุมเรื่องน้ำตาลในเส้นเลือดและคลอเลสเตอรอล เพราะช่วงปีที่แล้วไม่ค่อยแข็งแรง และปลามีปัญหาเรื่องการนอน คือหลับยากมากเพราะเครียด คิดเยอะ จนทุกวันนี้ต้องซื้อนาฬิกามาวัดว่าแต่ละคืนคุณภาพการนอนดีไหม ต้องปรับอะไร ก็ดีขึ้นมาหน่อย ที่หันมาใส่ใจสุขภาพเพราะปลาอยากมีเวลาอยู่กับลูกนานๆ เมื่อคิดถึงวันที่เราอายุมาก หากสุขภาพไม่แข็งแรง ก็จะเป็นภาระคนอื่น”
เวลางานยุ่งมากๆ เคยรู้สึกเสียดายไหมคะที่ใช้เวลากับลูกน้อยลง
“ไม่ถึงขั้นเสียดาย มีแค่ว่าบางครั้งปลานั่งอยู่กับลูก แต่ใจคิดเรื่องงาน เหมือนไม่ได้โฟกัสเขาเท่าที่ควร ทุกวันนี้จึงพยายามใช้เวลากับเขา ทุกปิดเทอมจะพาไปเที่ยวเมืองนอก ช่วงเปิดเทอมปลาจะขับรถไปส่งเขาที่โรงเรียนทุกเช้า และตอนเย็นจะพาลูกเข้านอน ส่วนสามีค่อนข้างแอ๊คทีฟในการดูแลลูกเหมือนกัน เพราะติดลูก หากช่วงที่ยุ่งมาก เช่น ต้องเปิดร้านเยอะๆ หรือต้องบินไปทำธุรกิจที่ต่างประเทศ ลูกก็เข้าใจนะ อาจเพราะบ้านเราสนิทกัน เขารู้ว่าในใจแม่ พิตต้าคืออันดับหนึ่ง และก็รู้ว่างานของแม่นั้น So Busy
“ลูกเห็นการทำงานของปลามาตลอด เพราะเวลาไปทำงาน เปิดสาขา ดูโลเคชั่น ก็จะเหน็บเขาไปด้วยตั้งแต่เกิด เขาเห็นกระบวนการทำงานของปลาเสมอ รู้ว่าแม่ชอบทำงาน แม่มีร้านเยอะ มีหลายแบรนด์ เขาเคยพูดว่า ‘พิตต้าจำร้านของแม่ได้หมดแล้ว’ จึงเข้าใจว่าปลาทำอะไร และเคยบอกว่า โตขึ้นมาก็อยากมาทำงานกับแม่ เวลาปลาชิมอาหาร บางครั้งก็ให้เขามาช่วยชิม ช่วยคิดเมนูด้วย อย่าง ไก่ทอด หรือ เลม่อนพาสต้า เขาก็ช่วยคิดเพราะชอบทาน ก็ขอให้เราใส่เข้าไปในร้านอาหารด้วย ซึ่งก็ใส่จริงๆ (ยิ้ม)”
ถ้าให้เปรียบชีวิตเป็นอาหารสักจาน ชีวิตของคุณปลาเป็นรสไหน
“ถ้าปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าเผ็ดร้อนมาก มีหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งการสร้างแบรนด์ใหม่ มีโอกาสให้ทำงานใหม่ๆ เหนื่อยแต่ก็สนุกอีกแบบ
“ปลารู้สึกว่าชีวิตนี้เกิดมาคุ้มมาก อยากทำอะไรก็ได้ทำ ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้ทำอะไรมากขนาดนี้ มีอะไรในสมองก็ได้ลองทำทั้งหมด เอาแค่ว่า ชื่อร้านที่เคยคิดไว้เล่นๆ เมื่อได้ถูกนำมาใช้จริงก็ดีใจแล้ว มันคือของขวัญในชีวิตนะ อาจเพราะปลาขยัน มีทีมที่ดี ไม่อยู่ในที่เดิมๆ และไม่ขายอะไรที่รู้ว่าดีอยู่แล้วอย่างเดียว แต่ตั้งหน้าตั้งตาเปิดแบรนด์ใหม่เพราะอยากเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวปรากฏขึ้นจริง จึงเลือกทำในสิ่งที่ยาก ทั้งๆ ที่เปิดแบรนด์เก่าอาจง่ายกว่า แต่ร้านเราก็จะมีแค่แบรนด์เดียว ในขณะที่ทุกวันนี้เราสามารถสร้าง 7-8 แบรนด์ได้ในห้างเดียว เพราะฉะนั้นเวลาเห็นคนต่อคิวแถวยาวเข้าร้าน มีความสุขมาก เป็นเหตุผลที่ทำให้ปลาอยากดูแลสุขภาพเพื่อให้ตัวเองมีแรงทำงานต่อไปเรื่อยๆ และอีกเหตุผลที่อยากมีชีวิตยืนยาว ก็เพื่ออยู่กับลูก อยากเห็นเขาเติบโต”
ชีวิตเมื่อเกิดมาใช้คุ้มขนาดนี้ เคยกลัวการจากลาไหม
“กลัวมากค่ะ แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ต้องเกิดกับทุกคน ที่กลัวเพราะทุกวันนี้ปลาได้ทำในสิ่งที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น ก็อยากมีชีวิตอยู่กับลูกนานๆ ปลามีลูกคนเดียว ไม่อยากให้เขาโดดเดี่ยว ถ้าปลาจะจากไป ก็อยากไปในวันที่เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ลูกจะได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต
“เป้าหมายตอนนี้ตั้งใจไว้ว่า ถ้างานเริ่มลงตัว จะโฟกัสกับครอบครัวและสุขภาพมากขึ้น ความสุขง่ายๆ ในชีวิตคนเราก็เท่านี้แหละ ถึงจะหาเงินได้ มีอิสระในการใช้จ่าย แต่สุขภาพก็สำคัญ ปลาเดินทางมาครึ่งชีวิตแล้ว ก็ควรจะดูแลตัวเองให้ดี และอีกสิ่งที่อยากเห็นคือ อยากให้ลูกน้องในทีมเติบโต ปลาว่า การสร้างธุรกิจ นอกจากเรื่องผลกำไร การเห็นเส้นทางชีวิตของคนในทีมโตไปพร้อมๆ กันมันฟินนะ
นั่นคือความสุขของปลา
เรื่อง Fai ภาพ วรสันต์
ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ได้ในนิตยสารแพรวฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569