ย้อนไทม์ไลน์ เจ้าชายแอนดรูว์ กับเรื่องอื้อฉาวที่กระทบภาพลักษณ์ราชวงศ์อังกฤษ

ภาพลักษณ์ ความสง่างาม และหน้าที่ต่อสาธารณะของ ราชวงศ์อังกฤษ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้สาธารณชนไว้วางใจในสถาบัน แต่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ เจ้าชายแอนดรูว์ (Prince Andrew, Duke of York) กลับกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตศรัทธาที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสถาบัน

ย้อนไทม์ไลน์ เจ้าชายแอนดรูว์ กับเรื่องอื้อฉาวที่กระทบภาพลักษณ์ราชวงศ์อังกฤษ

แต่ก่อนที่ชื่อของ เจ้าชายแอนดรูว์จะถูกเชื่อมโยงกับคดีอื้อฉาวระดับโลก ชีวิตของเขาเพียบพร้อม เป็นชนชั้นสูง เป็นนายทหารเรือ นักบินเฮลิคอปเตอร์ วีรบุรุษสงครามฟอล์กแลนด์ และพระโอรสองค์โปรดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร แต่เส้นทางชีวิตที่ดูมั่นคงนั้นเริ่มสั่นคลอนจากความสัมพันธ์กับชายที่ชื่อ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein)

ใช่ช่วงปี 1990 ถึงต้น 2000 เจ้าชายแอนดรูว์เริ่มรู้จัก เอปสตีนผ่านสังคมชนชั้นสูงระหว่างประเทศ โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง กิสเลน แมกซ์เวลล์ (Ghislaine Maxwell) เป็นคนแนะนำให้รู้จัก ซึ่งในเวลานั้น เอปสตีน ถูกมองว่าเป็นนักการเงินผู้ทรงอิทธิพล มีเครือข่ายมหาเศรษฐี นักการเมือง และคนดังทั่วโลก การคบหาสมาคมกับเขาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในสายตาสังคมชั้นสูง แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ ภายใต้ภาพลักษณ์ความสำเร็จนั้น ได้ซ่อนคดีอาชญากรรมทางเพศที่กำลังจะถูกเปิดเผยในอีกไม่กี่ปีต่อมา

ปี 2008 เอปสตีน รับสารภาพคดีเกี่ยวกับการค้าประเวณีผู้เยาว์ในสหรัฐอเมริกา และถูกจำคุกช่วงสั้น ๆ แม้คดีจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมอเมริกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าชายแอนดรูว์กลับไม่ได้สิ้นสุดลงทันที

ในปี 2010 ภาพของเจ้าชายแอนดรูว์ขณะเดินเคียงข้าง เอปสตีน ในสวนสาธารณะ Central Park ที่นิวยอร์ก ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังจาก เอปสตรีนเพิ่งพ้นโทษได้ไม่นาน ภาพนั้นไม่ได้เป็นเพียงภาพถ่ายธรรมดา แต่กลายเป็นภาพที่ทำให้สังคมเริ่มสงสัย และตั้งคำถามว่า เหตุใดพระราชวงศ์ระดับสูงจึงยังคงคบหาบุคคลที่เคยถูกตัดสินคดีทางเพศ จึงทำให้แรงกดดันจากสื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2011 เจ้าชายแอนดรูว์ประกาศยุติความสัมพันธ์กับ เอปสตีนและลาออกจากตำแหน่งผู้แทนการค้าของสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว

CAP/PLF Image supplied by Capital Pictures

ปี 2015 ชื่อของเจ้าชายแอนดรูว์ถูกกล่าวถึงในเอกสารทางศาลของสหรัฐ เมื่อหญิงสาวชื่อ เวอร์จิเนีย จิวฟรี (Virginia Giuffre) อ้างว่าเธอถูกบังคับให้มีความสัมพันธ์กับเจ้าชายตั้งแต่อายุ 17 ปี แต่เจ้าชายปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่มีการตั้งข้อหาทางอาญาในเวลานั้น แต่เรื่องราวดังกล่าวไม่เคยหายไปจากข่าว และชื่อของ เจ้าชายแอนดรูว์ยังคงถูกเชื่อมโยงกับคดีนี้อยู่เสมอ

ช่วงเดือนสิงหาคม 2019 เอปสตีน ถูกจับอีกครั้งในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศ ซึ่งเป็นคดีใหญ่ที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ดำเนินการ ข่าวดังกล่าวจุดชนวนความสนใจระดับโลกต่อเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเขา ไม่นานหลังจากนั้น เอปสตีน เสียชีวิตในเรือนจำ เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความสงสัยและทฤษฎีต่าง ๆ ในสังคม ขณะที่สื่อทั่วโลกหันไปจับตาบุคคลใกล้ชิดกับเขา และหนึ่งในนั้นคือ เจ้าชายแอนดรูว์

เดือนพฤศจิกายน 2019 เจ้าชายแอนดรูว์ตัดสินพระทัยให้สัมภาษณ์กับรายการ BBC Newsnight เพื่ออธิบายความสัมพันธ์กับ Epstein และปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่แทนที่จะช่วยกู้ภาพลักษณ์ การสัมภาษณ์ดังกล่าวกลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และกลายเป็นวิกฤตภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของราชวงศ์อังกฤษ ผู้ชมจำนวนมากวิจารณ์ว่า เจ้าชายแอนดรูว์ไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อ และคำอธิบายหลายประเด็นดูไม่น่าเชื่อถือ แรงกดดันจากสาธารณะจึงเพิ่มขึ้นทันที และอีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าชายแอนดรูว์ได้ประกาศถอนตัวจากพระกรณียกิจทั้งหมด

(Photo by Jonathan Raa/NurPhoto)

มาในปี 2020–2021 อัยการสหรัฐกล่าวหาว่าเจ้าชายไม่ให้ความร่วมมือเพียงพอในการสอบสวน ขณะที่ทีมกฎหมายของพระองค์ยืนยันตรงกันข้าม และในปี 2021 เวอร์จิเนีย จิวฟรี ได้ยื่นฟ้องทางแพ่งในนิวยอร์ก และศาลอนุญาตให้คดีดำเนินต่อ นั่นหมายความว่าเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายอังกฤษระดับสูงต้องเผชิญกระบวนการศาลในฐานะบุคคลทั่วไป

กระทั่งในเดือนมกราคม 2022 สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงถอดตำแหน่งทหารกิตติมศักดิ์และการใช้ฐานันดร HRH ในทางปฏิบัติจากเจ้าชายแอนดรูว์ เพื่อให้การต่อสู้คดีเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบัน หนึ่งเดือนต่อมา คดีสิ้นสุดลงด้วยการยอมความนอกศาล โดยไม่มีการยอมรับผิด

Mumby/Indigo/Getty Images

แม้คดีจะจบลงในทางกฎหมาย แต่ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงอยู่ เขาแทบไม่ปรากฏตัวในบทบาทสาธารณะอีก ไม่ได้กลับไปปฏิบัติภารกิจเหมือนเดิม และชื่อของเขายังคงถูกเชื่อมโยงกับเรื่องอื้อฉาวนี้อยู่เสมอ

ตลอดหลายปีต่อมา สถานะของเเจ้าชายแอนดรูว์ภายในราชวงศ์ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากสมาชิกระดับสูงที่เคยมีบทบาทสำคัญ กลายเป็นบุคคลที่ลดบทบาทลงอย่างมาก

กระทั่งวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 เรื่องราวก็กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เมื่เจ้าชายแอนดรูว์ถูกตำรวจควบคุมตัวในข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในหน้าที่ราชการ โดยสื่อมีการสันนิษฐานว่า เรื่องนี้อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ทั้งนี้มีการรายงานว่า เจ้าชายแอนดรูว์ถูกควบคุมตัวประมาณ 12 ชั่วโมง ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในสถานะ “อยู่ระหว่างการสอบสวน” ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เรื่องราวทั้งหมดกลับมาอยู่ในความสนใจของโลกอีกครั้ง


ดูแล

การเติบโตของผู้หญิงยุคใหม่ ดูแลผิว แบบNext Generation

ในยุคที่การดูแลผิวไม่ใช่แค่เรื่องของ “ขั้นตอน” แต่คือ “ไลฟ์สไตล์” และการสะท้อนตัวตน PrimaNest (พรีมาเนสท์) แบรนด์สกินแคร์ไทยที่สร้างชื่อเสียงในระดับเอเชีย ได้สร้างปรากฏการณ์ความละมุนครั้งใหม่ผ่านการคอลแลบร่วมกับ FAHFAHS (ฟ้า–ณภัทร คันธารักษ์) ศิลปินนักวาดภาพประกอบที่มีลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการร่วมงานในครั้งนี้ยังเล่าเรื่องราวการเติบโตของผู้หญิงในวัย Young Adult ที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานและการค้นพบความมั่นใจในแบบของตัวเอง

สะท้อนภาพลักษณ์ผู้หญิงยุคใหม่

สำหรับคาแรคเตอร์ของ FAHFAHS ในคอลเลกชันนี้ถูกออกแบบมาให้ดู “เติบโตขึ้นอย่างมีเสน่ห์” จากเด็กหญิงแสนอ่อนโยน สู่หญิงสาวที่ดูมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสดใสผ่านโทนสีพาสเทลและองค์ประกอบชวนฝันอย่างก้อนเมฆและดอกไม้

โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ “Your Next Generation Skin” ของ PrimaNest ที่มองว่าการดูแลผิวคือการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพื่อวันนี้ แต่เพื่อผิวที่ดูดีอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยเน้นความเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบของคนรุ่นใหม่

ไอเท็มคู่ใจสู้แสง

เพื่อการดูแลผิวในชีวิตประจำวันอย่างครบขั้นตอน เพราะการเลือกกันแดดที่ทั้งปกป้องและบำรุงได้ในตัวคือกุญแจสำคัญของผิวสุขภาพดี สูตรนี้ผสาน X6 Complex พร้อมเทคโนโลยี Encapsulated UV Filters ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากแสงแดด ควบคู่ Lipoaminoacid ที่ช่วยลดความร้อนสะสมบนผิว และรับมือรังสีสำคัญทั้ง UVA I, UVA II, UVB, Blue Light และ Infrared ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อสัมผัสบางเบา ซึมง่าย สบายผิว จึงเหมาะกับไลฟ์สไตล์เร่งรีบของคนยุคใหม่ที่ต้องการสกินแคร์ประสิทธิภาพสูงในขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก

ประสบการณ์ความละมุน

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแล้ว การคอลแลบครั้งนี้ยังมาพร้อมกับ Exclusive GWP Collection ลิมิเต็ดเอดิชัน อาทิ กระเป๋าพกพาพร้อมพวงกุญแจดีไซน์สุดคิวท์ และกระเป๋าสะพายทรงบักเก็ต ที่ออกแบบมาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์วันหยุดหรือวันทำงานได้อย่างลงตัว

คุณประภัสสร ทรัพย์อุไรรัตน์ Sale Director ของ PrimaNest เผยถึงการคอลแลบกันครั้งนี้ว่า“การร่วมมือพิเศษครั้งนี้สะท้อนแนวคิดของ PrimaNest ที่มองว่าการดูแลผิวไม่ใช่แค่ขั้นตอนในชีวิตประจำวัน แต่คือส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ เมื่อ Skincare ผสาน Lifestyle อย่างลงตัว จึงเกิดเป็นคอลแลบ PrimaNest x FAHFAHS ที่ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ผ่านงานศิลปะ คาแรคเตอร์ และประสบการณ์พิเศษที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้จริง” ซึ่งภายในงานเปิดตัว PrimaNest x FAHFAHS POP-UP Store ยังได้รับเกียรติจาก คุณพนาพรรณ ลิ่มพิสุทธิ์ Senior Manager, Product Marketing และคุณศิวาพร พรมเงิน Manager, Product Marketing จาก EVEANDBOY มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

แฟนๆ สามารถร่วมสัมผัสความน่ารักของคาแรคเตอร์ FAHFAHS ทดลองสินค้าใหม่จาก PrimaNest และเก็บโมเมนต์สุดละมุนจากคอลแลบ PrimaNest x FAHFAHS ได้ที่ PrimaNest x FAHFAHS POP-UP Store ณ EVEANDBOY สาขา Centerpoint Siam Square (Flagship Store) วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 – 5 มีนาคม 2569

#Primanest #Eveandboy #PRIMANESTXFAHFAHS #PRIMANESTxEVEANDBOY #UltimateHydraSunSerum

POP MART THAILAND

สายอาร์ตทอยห้ามพลาด POP MART เปิดสโตร์ใหม่ธีม The Monsters ที่ ZPELL

POP MART THAILAND เปิดประสบการณ์ใหม่ให้แฟน ๆ ชาวป๊อปกับการเปิดสโตร์แห่งใหม่ ณ ศูนย์การค้า ZPELL @ FUTURE PARK รังสิต ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Monsters” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของจักรวาลคาแรกเตอร์ยอดฮิต พร้อมยกขบวน Labubu และผองเพื่อนมาให้แฟนไทยได้อินแบบเต็มพิกัด

สโตร์แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ POP CULTURE และ ENTERTAINMENT ที่รวมทั้งอาร์ตทอย คอลเลกชันลิมิเต็ด และกิจกรรมพิเศษไว้ในจุดเดียว นับเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่ของสายสะสมอาร์ตทอยและแฟน POP MART ในประเทศไทย

The Monsters จากภาพสเก็ตช์สู่ปรากฏการณ์อาร์ตทอยระดับโลก

จักรวาล The Monsters ถือกำเนิดขึ้นในปี 2015 จากจินตนาการของศิลปิน Kasing Lung ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานนอร์สและนิทานพื้นบ้านยุโรป ก่อนพัฒนาเป็นคาแรกเตอร์ชื่อดังอย่าง Labubu เอลฟ์ฟันแหลมสุดกวน และผองเพื่อนสัตว์ประหลาดในป่าลึก

หลังจากร่วมงานกับ POP MART ในปี 2019 The Monsters ได้เติบโตสู่ปรากฏการณ์ระดับโลก กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความทรงจำและอารมณ์ของแฟน ๆ ทั่วโลก และในวาระครบรอบ 10 ปีครั้งนี้ จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเฉลิมฉลองการเดินทางแห่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

รวมคอลเล็คชั่น Labubu และ The Monsters ครบที่สุด

สโตร์ POP MART แห่งใหม่ที่ ZPELL รวบรวมคอลเล็คชั่น The Monsters ไว้อย่างครบครัน ทั้งคอลเล็คชั่นครบรอบ 10 ปี และไอเท็มยอดนิยม เช่น

  • MEGA LABUBU 400% และ 1000% Tenth Anniversary
  • THE MONSTERS 10th Anniversary Series – ZIMOMO Vinyl Plush Doll
  • THE MONSTERS 10th Anniversary Series Figures
  • พวงกุญแจ Plush Doll และฟิกเกอร์ยอดฮิต
  • ไลฟ์สไตล์ไอเท็ม เช่น เทียนหอม สายคล้องมือถือ และของใช้สุดคิวต์

นอกจากนี้ยังมีคอลเล็คชั่นยอดนิยมอื่น ๆ จาก POP MART ไม่ว่าจะเป็น Molly, Crybaby, DIMOO, Hirono, SKULLPANDA, PUCKY และ Twinkle Twinkle ให้แฟน ๆ ได้เลือกสะสมอย่างจุใจ

ไฮไลต์ Big Figure และเมนู Popsicle เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะไทย

หนึ่งในจุดเด่นของสโตร์คือ Big Figure ขนาดใหญ่ดีไซน์ “Microwave Oven” จาก POP MART THE MONSTERS Wacky Mart Series ซึ่งเป็นซีเคร็ทดีไซน์ ตั้งต้อนรับบริเวณหน้าร้าน พร้อมการพัฒนาเป็นแอนิเมชันเพื่อเพิ่มมิติความสนุกให้แฟน ๆ ได้สัมผัสโลกของคาแรกเตอร์อย่างมีชีวิตชีวา

อีกหนึ่งความพิเศษคือเมนู TWINKLE TWINKLE POPSICLE รส Strawberry Milk และ Mango Yuzu ที่สร้างสรรค์เพื่อแฟนไทยโดยเฉพาะ วางจำหน่ายเฉพาะช่วงวันที่ 18 – 22 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น


ลักซ์ชัวรี่บิวตี้แบรนด์

ลักซ์ชัวรี่บิวตี้แบรนด์ชื่อยาก ที่คุณภาพเริ่ดจนต้องเรียกให้ถูก

LUXURY BEAUTY NAMES YOU’VE PROBABLY BEEN AFRAID TO PRONOUNCE
มีใครบ้างที่รักแบรนด์ลักซ์ชัวรี่เหล่านี้จนใจละลาย เห็นแพ็กเกจจิ้งก็อยากได้ เห็นรีวิวก็ส่องไม่วางตา แต่พอถึงเวลาจะเอ่ยชื่อออกเสียง…กลับเงียบกริบเหมือนกดปุ่ม MUTE ไมค์โดยอัตโนมัติ

เพราะความจริงที่ไม่มีใครพูดดังๆ คือ เราอาจรู้จัก TEXTURE ของรองพื้นดีพอ ๆ กับ BEAUTY EDITOR รู้จัก INGREDIENT แทบทุกตัว แต่พอเจอชื่อแบรนด์บางชื่อเข้าไป ก็แอบมีจังหวะชะงักเล็ก ๆ ในหัวว่า…เอ๊ะ อ่านยังไงนะ หรือควรพูดเร็วๆ ให้ผ่านไปก่อนดี

ระหว่าง AUGUSTINUS BADER ที่สะกดเหมือนต้องตั้งสมาธิก่อนอ่าน ไปจนถึง MAISON FRANCIS KURKDJIAN ที่ยาวจนนึกว่าชื่อเมืองหลวงบ้านเรา โลกของ LUXURY BEAUTY ไม่ได้มีแค่สูตรลับของผิวสวย แต่ยังมี ‘SECRET CODE’ ทางภาษา ที่ทำให้คนอ่านถูกดูเป็น INSIDER ขึ้นมาทันที

คอนเท้นท์นี้ไม่ได้จะมาจับผิดว่าใครอ่านผิดหรือถูก เพราะเอาจริงๆ BEAUTY EDITOR เองก็เคยลังเลแอบกลัวโป๊ะแตกกับการเรียกชื่อของหลายแบรนด์ แต่จะพาไปทำความรู้จักชื่อแบรนด์ที่เรารักแแต่แอบเลี่ยงไม่กล้าเรียก พร้อมคำอ่านที่ถูกต้อง รวมถึงความหมาย และเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้รู้จักแบรนด์เหล่านี้ลึกขึ้นอีกนิด

เพราะบางครั้งความสนุกของโลกบิวตี้ ก็อยู่ตรงโมเมนต์ที่เราได้พูดชื่อแบรนด์โปรดออกมาอย่างมั่นใจ แล้วหันไปยิ้มให้เพื่อนเหมือนรู้กันว่า “โอเค เรานี่แหละเพื่อนสาว BEAUTY INSIDER ตัวจริง”

รักหมดใจ…แต่ชื่อเธออ่านยังไงเนี่ย? ทำความรู้จักลักซ์ชัวรี่บิวตี้แบรนด์ชื่อยาก (เติมS) ที่คุณภาพเริ่ดจนต้องเรียกให้ถูก

#01
AUGUSTINUS BADER
PRONUNCIATION: เอากุส-ที-นุสบา-เดอร์

BEHIND THE NAME
ตั้งตามชื่อศาสตราจารย์ AUGUSTINUS BADER นักวิจัยด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของแบรนด์
BRAND SNAPSHOT
สกินแคร์จากเยอรมนีที่โด่งดังอย่างรวดเร็วจากแนวคิดการช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเองผ่านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ภาพลักษณ์ผสมระหว่างความลักชัวรีและความจริงจังแบบสายวิจัย ทำให้กลายเป็นแบรนด์โปรดของคนดังและบิวตี้เอดิเตอร์ทั่วโลก

#02
PENHALIGON’S
PRONUNCIATION: เพน-ฮา-ลิ-กันส์

BEHIND THE NAME
ตั้งตามชื่อของ WILLIAM HENRY PENHALIGON ช่างตัดผมและนักปรุงน้ำหอมชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งแบรนด์ในลอนดอนช่วงศตวรรษที่ 19 ชื่อแบรนด์จึงสะท้อนความเป็น HERITAGE HOUSE แบบอังกฤษแท้ และความเชื่อมโยงกับราชสำนักอังกฤษ

BRAND SNAPSHOT
สำนักน้ำหอมจากอังกฤษที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดดเด่นทั้งด้านกลิ่นที่มีโครงสร้างคลาสสิกแต่แฝงความขี้เล่น แบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องการสร้าง NARRATIVE ให้แต่ละกลิ่นมีบุคลิกชัดเจน จึงเป็นที่รักของสาย NICHE FRAGRANCE ที่ต้องการความแตกต่างแต่ยังดูหรูและ TIMELESS


#03
OFFICINE UNIVERSELLE BULY
PRONUNCIATION: ออฟ-ฟิ-ซีน ยู-นิ-แวร์-แซล บู-ลี
BEHIND THE NAME

OFFICINE หมายถึงร้านปรุงยาแบบโบราณ / UNIVERSELLE หมายถึงสากล สื่อถึงร้านความงามที่รวบรวมศาสตร์และสูตรจากทั่วโลก
BRAND SNAPSHOT

แบรนด์ฝรั่งเศสที่ได้แรงบันดาลใจจากร้านปรุงยาในศตวรรษที่ 19 โดดเด่นด้วยบรรยากาศ HERITAGE และดีไซน์ที่ดูเหมือนวัตถุสะสม ผลิตภัณฑ์หลายชิ้นเน้นวัตถุดิบดั้งเดิม และประสบการณ์การใช้ที่แตกต่างจากบิวตี้กระแสหลัก


#04 
CLÉ DE PEAU BEAUTÉ
PRONUNCIATION: เคล-เดอ-โป-โบ-เต้
BEHIND THE NAME

CLÉ = กุญแจ / PEAU = ผิว / BEAUTÉ = ความงาม รวมความหมายคือ ‘กุญแจสู่ผิวสวย’ สื่อถึงแนวคิดว่าผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เป็นตัวช่วยไขความลับของผิวสวยในแบบลักชัวรี
BRAND SNAPSHOT
แบรนด์ระดับสูงจากญี่ปุ่นในเครือ SHISEIDO ที่สร้างภาพลักษณ์แบบฝรั่งเศส โดดเด่นทั้งสกินแคร์และเมคอัพที่เน้นงานผิวดูละเอียด เนียน และเปล่งประกายแบบดูแพงแต่ยังเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เมคอัพอาร์ทิสต์และบิวตี้อินฟลูเอนเซอร์เบอร์ต้นยกให้เป็นมาตรฐานของ ‘ผิวสวยระดับลักชัวรี”

#05
SUQQU
PRONUNCIATION: ซุค-คุ
BEHIND THE NAME
มาจากคำญี่ปุ่น “すっくと” หมายถึงการยืนอย่างสง่างาม มั่นคง และมีบุคลิกภาพ จะสังเกตได้จากการออกแบบโลโก้ของแบรนด์ให้เป็นการวางอักษรแนวตั้งเพื่อสื่อถึงความสง่างามตามปรัชญาของแบนด์
BRAND SNAPSHOT
เมคอัพลักชัวรีจากญี่ปุ่นที่เน้นความงามแบบ CLASSY งานผิวดูสุขภาพดีและการสร้างมิติใบหน้าอย่างแนบเนียน สีสันดูสุภาพแต่มีมิติความลึก ทำให้แบรนด์นี้โดดเด่นในกลุ่มคนที่ชอบลุคแพงแบบ UNDERSTATED ไม่ต้องแต่งแบบตะโกนแต่ก็สวยสะกด

#06
EMBRYOLISSE

PRONUNCIATION: ออง-บริ-โอ-ลิส
BEHIND THE NAME
มาจากคำว่า EMBRYON หรือ EMBRYO (เอ็มบริโอ)  ที่หมายถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต สื่อถึงการดูแลผิวตั้งแต่พื้นฐาน
BRAND SNAPSHOT
สกินแคร์สายเภสัชจากฝรั่งเศสที่อยู่คู่หลังเวทีแฟชั่นโชว์มานาน สูตรเรียบง่าย เน้นความชุ่มชื้นและการเตรียมผิวก่อนแต่งหน้า เป็นแบรนด์ที่ช่างแต่งหน้ามักเลือกใช้เมื่ออยากให้ผิวดูเรียบเนียนและเมคอัพติดทนแถมยัง เป็นสกินแคร์ชิ้นโปรดของหนุ่มหล่อ ‘แจ็คสัน หวัง’

#07
MAISON FRANCIS KURKDJIAN
PRONUNCIATION: เม-ซง ฟร็อง-ซิส เคิร์ก-จิ-ออง
BEHIND THE NAME

MAISON แปลตรงตัวว่า ‘บ้าน’ แต่ในโลกแฟชั่นและน้ำหอมหมายถึง ‘สำนัก’ หรือแบรนด์เฮาส์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ตั้งชื่อตาม FRANCIS KURKDJIAN นักปรุงน้ำหอมชื่อดัง
BRAND SNAPSHOT

สำนักน้ำหอมจากฝรั่งเศสที่โดดเด่นด้วยการสร้างกลิ่นร่วมสมัยแต่ยังคงความประณีตแบบคลาสสิก กลิ่นหลายตัวกลายเป็น SIGNATURE ของยุคใหม่ เพราะบาลานซ์ระหว่างความหรูและความเข้าถึงง่าย จนได้รับความนิยมทั้งในวงการแฟชั่นและคนรักน้ำหอม


CUISINE SOLUTIONS

CUISINE SOLUTIONS เฉลิมฉลองงาน International Sous-Vide Day ครั้งที่ 9

Cuisine Solutions ผู้นำระดับโลกด้านการปรุงอาหารแบบซูวีด (Sous-vide) จัดงานเฉลิมฉลอง วันซูวีดสากล (International Sous-Vide Day) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 9 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมการทำอาหารระดับโลก โดยจัดขึ้นในสามเมืองสำคัญ เริ่มต้นที่ Los Angeles ต่อด้วย Levallois-Perret ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะปิดท้ายที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นงานหลักของภูมิภาคเอเชียภายใต้เทศกาลอาหารระดับนานาชาติครั้งนี้

งานระดับโลกของนวัตกรรมด้านการทำอาหาร
กว่า 50 ปี การทำอาหารแบบซูวีดถือเป็นการปฏิวัติวงการอาหาร ปัจจุบันเทคนิคนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในครัวของเชฟชั้นนำและสถานประกอบการระดับแนวหน้าทั่วโลก International Sous-Vide Day เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการอัปเดตเทรนด์ และแนวทางการประยุกต์ใช้เทคนิคซูวีดล่าสุด ซึ่งยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มเชฟมืออาชีพ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลในศาสตร์แห่งอาหารอย่างต่อเนื่อง

การสาธิตเมนูที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ พร้อมให้แขกได้ลิ้มลอง

International Sous-Vide Day 2026 ในเอเชียจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร ผู้นำในอุตสาหกรรม และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ นำโดยผู้บริหารระดับสูง Antoine Grelet กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชีย พร้อมด้วย Mads Houlberg ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ และ Gérard Bertholon ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ระดับสากล ซึ่งได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการเติบโต และทิศทางในอนาคตของนวัตกรรมซูวีด

งานเริ่มต้นด้วยไฮไลต์การชิมอาหารที่สะท้อนความหลากหลายผ่านการสาธิตทำอาหารที่จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ สเตชั่นแรกนำเสนอเมนู Wellington ที่รังสรรค์ใน 3 แบบ ได้แก่ เนื้อวัว ปู และแซลมอนสอดไส้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมซูวีดในการสร้างความสม่ำเสมอ ความนุ่มละมุน และความคิดสร้างสรรค์ในการปรุงอาหาร

CUISINE SOLUTIONS เฉลิมฉลองงาน
International Sous-Vide Day
ครั้งที่ 9 ณ กรุงเทพฯ ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมการทำอาหาร

Antoine Grelet กรรมการผู้จัดการของ Cuisine Solutions Asia กล่าวว่า “แนวทางการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับโปรตีนกำลังกลายเป็นหัวใจของเทรนด์สุขภาพยุคนี้ โดยผู้บริโภคมองหาอาหารที่สะอาด มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์การใช้งาน ในบริบทนี้ ‘ไข่’ จึงเป็นวัตถุดิบที่โดดเด่น ทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการ ความหลากหลายในการนำไปใช้ และการเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย เมื่อผสานกับเทคนิคซูวีด ไข่สามารถถูกยกระดับสู่มาตรฐานพรีเมียมได้ ด้วยความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิ ความสม่ำเสมอของผลลัพธ์ และศักยภาพในการผลิตในปริมาณมากโดยยังคงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน”

“อาหารพร้อมรับประทานที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริโภควัย 18–45 ปีที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ กำลังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนยุคใหม่ แม้การทำอาหารที่บ้านจะลดลง แต่ความคาดหวังด้านคุณภาพ รสชาติ และคุณค่าทางโภชณาการกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคนิคซูวีดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ช่วยให้การขนส่งอาหารทำได้สะดวกขึ้น พร้อมคงคุณภาพและรสชาติได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ไม่ได้เสิร์ฟจากครัวโดยตรง” Antoine กล่าวเสริม

ระหว่างงาน ทีม Cuisine Solutions Asia เน้นย้ำว่าเทคนิคซูวีดไม่ได้เพียงยกระดับความคิดสร้างสรรค์ด้านอาหาร แต่ยังสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น พร้อมมองหาความสะดวกสบายในระดับพรีเมียม โดยแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการเติบโตของตลาดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีความสนใจในนวัตกรรมอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำบทบาทของเทคนิคซูวีดในฐานะเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ยุคใหม่

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ Cuisine Solutions โดยภูมิภาคเอเชียมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น จากแรงสนับสนุนของตลาดสำคัญอย่างฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ นอกจากนี้ Cuisine Solutions ยังได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบเพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อวัวปรุงสุกแบบสโลว์คุกไปยังสิงคโปร์เป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยบุกเบิกตลาดในประเทศไทยมาก่อน


Van Cleef & Arpels

Van Cleef & Arpels เผยโฉม ZODIAQUE เครื่องประดับจักรราศีสะท้อนตัวตน

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ความงดงามอันไร้ขอบเขตของจักรวาลได้กลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของ Van Cleef & Arpels เมซงชั้นสูงแห่งจัตุรัสว็องโดม ซึ่งถ่ายทอดความหลงใหลในดาราศาสตร์ผ่านผลงานเครื่องประดับที่ผสานศิลปะ ความเชื่อ และความหมายเชิงสัญลักษณ์เข้าไว้ด้วยกันอย่างละเมียดละไม คอลเล็คชั่น Zodiaque จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะบทสนทนาระหว่างท้องฟ้าและตัวตนของผู้สวมใส่ ผ่านสัญลักษณ์จักรราศีทั้งสิบสองที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวเฉพาะบุคคล

Van Cleef & Arpels เผยโฉม ZODIAQUE เครื่องประดับจักรราศีสะท้อนตัวตน

สำหรับฤดูกาลล่าสุด เมซงได้สืบสานมรดกแห่งเหรียญจักรราศีในรูปแบบใหม่ ด้วยการรังสรรค์สร้อยข้อมือประดับเหรียญขนาด 16 มิลลิเมตร ซึ่งออกแบบให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระไปตามจังหวะของผู้สวมใส่ เสมือนเครื่องรางประจำตัวที่สะท้อนตัวตนและช่วงเวลาแห่งชีวิตอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ความงดงามของคอลเล็คชั่นนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่สัญลักษณ์ แต่ซ่อนอยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์อันซับซ้อน เหรียญแต่ละชิ้นผ่านขั้นตอนการผลิตมากกว่าแปดขั้น ตั้งแต่งานออกแบบ ขึ้นแบบ หล่อโลหะ ไปจนถึงการแกะสลัก ขัดเงา และเก็บรายละเอียด เพื่อให้เกิดพื้นผิวแบบประติมากรรมนูนต่ำสองด้านที่ให้มิติราวกับเหรียญโบราณต้องแสง

สัญลักษณ์แต่ละราศีได้รับการตีความอย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวขนแกะของราศีเมษที่ถ่ายทอดผ่านการแกะลายทองอย่างละเอียดอ่อน หรือท่วงท่าสง่างามของราชสีห์ในราศีสิงห์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะประติมานวิทยาโบราณ ขณะที่ราศีกันย์ถูกนำเสนอผ่านภาพหญิงสาวเคียงคู่ยูนิคอร์น อันสะท้อนจินตนาการเชิงกวีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมซง

อีกด้านหนึ่งของเหรียญประดับด้วยตัวเลขโรมันระบุช่วงเวลาของจักรราศีตามธรรมเนียมตะวันตก เสริมความรู้สึกคลาสสิกเหนือกาลเวลา พร้อมตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับจักรวาล

นอกเหนือจากสร้อยข้อมือ เมซงยังนำเสนอจี้เหรียญจักรราศีในตัวเรือนทองคำสีขาว พร้อมตัวเลือกสายโซ่ความยาว 50 และ 70 เซนติเมตร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเปลี่ยนสไตล์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสวมเดี่ยวเพื่อความเรียบหรู หรือการเลเยอร์หลายชิ้นเพื่อสะท้อนเรื่องราวชีวิตที่แตกต่างกันในแบบเฉพาะตัว

แนวคิดนี้สะท้อนปรัชญาการออกแบบของ Van Cleef & Arpels ซึ่งมองว่าเครื่องประดับไม่ใช่เพียงวัตถุแห่งความงาม แต่เป็นภาษาทางอารมณ์ที่บอกเล่าตัวตน ความเชื่อ และความทรงจำของผู้ครอบครอง

แรงบันดาลใจจากหมู่ดาวไม่ได้ปรากฏขึ้นในคอลเล็กชันล่าสุด แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมซงมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เครื่องประดับในกลุ่ม La Boutique ไปจนถึงผลงานในทศวรรษ 1970 ที่เริ่มนำวัสดุหลากหลาย เช่น ไม้ล้ำค่า แม่มุก เพชร และรัตนชาติสีสันต่างๆ มาผสมผสานกับสัญลักษณ์จักรราศี

ความนิยมของโมทิฟนี้ดำเนินต่อเนื่องจนถึงยุคปัจจุบัน และถูกนำมาต่อยอดในโลกแห่งเรือนเวลา ผ่านแนวคิด Poetic Astronomy® ที่ผสมผสานกลไกนาฬิกากับความงดงามของจักรวาลอย่างน่าหลงใหล


กิ่ง ก้าน ใบ

กิ่ง ก้าน ใบ’ ฉลอง 2 ทศวรรษ ผ่านนิทรรศการ The 20 Years Ahead

เมื่อ “สวน” ไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของบ้าน แต่กลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนตัวตน ความรู้สึก และวิถีชีวิต การเดินทางตลอด 20 ปีของ กิ่ง ก้าน ใบ (Ging Gaan Bai) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการออกแบบภูมิทัศน์ หากคือการถักทอธรรมชาติให้กลายเป็นประสบการณ์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง

กิ่ง ก้าน ใบ’ ฉลอง 2 ทศวรรษ ผ่านนิทรรศการ The 20 Years Ahead

แบรนด์ออกแบบสวนสไตล์โมเดิร์นสัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เคยได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 สวนหมวด Urban Garden จากงาน RHS Chelsea Flower Show 2021 ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยสองสถาปนิก บอย–ธวัชชัย ศักดิกุล และ พลอย–พลอยทับทิม สุขแสง ได้เลือกเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 2 ทศวรรษผ่านนิทรรศการครั้งสำคัญ “The 20 Years Ahead” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ River City Bangkok

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลงานที่ผ่านมา แต่คือการเปิดประตูสู่อนาคต พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามใหม่ว่า “สวน” จะมีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์อย่างไรในวันข้างหน้า

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กิ่ง ก้าน ใบ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้สร้างฝันให้เจ้าของบ้าน ผ่านพื้นที่สีเขียวที่สะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย แต่ในนิทรรศการนี้ แบรนด์กลับเลือกพลิกบทบาทครั้งสำคัญ กลายเป็น “ลูกค้าของตัวเอง” เป็นครั้งแรก

บอย–ธวัชชัย และ พลอย–พลอยทับทิม เล่าว่า การออกแบบเพื่อตัวเองนำมาซึ่งทั้งความกดดันและความรู้สึกปลดปล่อยในเวลาเดียวกัน เพราะต้องตั้งคำถามกับมาตรฐานและตัวตนอย่างจริงจังที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการถ่ายทอดความเชื่อ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ที่สะสมมาตลอดสองทศวรรษโดยไม่มีข้อจำกัด ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการ แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อน “ความฝันของกิ่ง ก้าน ใบ” อย่างแท้จริง

The Living Exhibition : 5 สวนมหัศจรรย์ กับการเดินทางของอารมณ์

ภายใต้แนวคิด “The 20 Years Ahead : Future of Living begin in the garden” นิทรรศการถูกออกแบบให้เป็น The Living Exhibition ที่ผู้ชมจะได้เดินทางผ่าน 5 พื้นที่สวน เปรียบเสมือนการสำรวจจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

  • Garden of Stillness — จุดเริ่มต้นของความสงบ ชวนปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลงจากโลกภายนอก
  • Garden of Connection — เปิดประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
  • Garden of Motion — ไฮไลต์สำคัญของงาน ถ่ายทอดการเคลื่อนไหวของธรรมชาติผ่านแสง เงา และการเปลี่ยนผ่านของเวลา จากกลางวันสู่กลางคืน
  • Garden of Memory — พื้นที่กึ่งฝันกึ่งจริง ที่สะท้อนความทรงจำซึ่งค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงความสงบที่ลอยอยู่ในอากาศ
  • Garden of Imagination — จุดหมายปลายทางที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และธรรมชาติ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของสวนในอนาคต

หากเปรียบนิทรรศการนี้เป็นไดอารี่ชีวิต ห้อง Garden of Motion คือหน้าที่เต็มไปด้วยทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา เพราะเป็นพื้นที่ที่ทีมงานต้องทดลอง ปรับแก้ และพัฒนาจนถึงนาทีสุดท้าย ก่อนจะกลายเป็นสวนที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนที่สุด

Hidden Object รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนเรื่องราว 20 ปี

อีกหนึ่งเสน่ห์ของนิทรรศการคือกิมมิค Hidden Object วัตถุหรือข้อความเล็ก ๆ ที่ถูกซ่อนไว้ตามมุมต่าง ๆ เปรียบเสมือนเกม Treasure Hunt ซึ่งสะท้อนปรัชญาการทำงานของกิ่ง ก้าน ใบ ที่เชื่อว่าความหมายของสวนมักซ่อนอยู่ในรายละเอียด ไม่ใช่สิ่งที่เห็นในทันที

บางชิ้นอาจเป็นคำพูดบนก้อนหิน บางจุดซ่อนอยู่ใต้น้ำ หรือในมุมที่ต้องใช้เวลาในการสังเกต เปรียบเสมือนการเดินทางตลอด 20 ปีของแบรนด์ ที่ต้องค้นหาและเรียนรู้ทีละขั้น

หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจของนิทรรศการคือการนำแนวคิดแบบแฟชั่นและศิลปะมาผสานกับการออกแบบสวน ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเล่าเรื่อง การใช้วัสดุ แสง เงา หรือองค์ประกอบที่กระตุ้นอารมณ์ ทำให้สวนไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ธรรมชาติ แต่กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยที่สามารถรับรู้ได้เหมือนงานศิลปะหรือแฟชั่นโชว์หนึ่งคอลเล็กชั่น

ในยุคที่คนเมืองโหยหาธรรมชาติแต่มีข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่ แนวคิดของนิทรรศการจึงสะท้อนว่าการออกแบบสวนในอนาคตไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แต่ต้องเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้จริง

การเดินผ่านแต่ละโซนจึงเปรียบเหมือนการหยุดพักจังหวะชีวิต ให้ผู้ชมได้ฟังตัวเองมากขึ้น และตระหนักว่าอนาคตของการอยู่อาศัยอาจเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง “คน ธรรมชาติ และเวลา”

นิทรรศการ The 20 Years Ahead จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ Galleria 3 ชั้น 2 River City Bangkok พร้อมกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป และของที่ระลึกภายในงาน


โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ

โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ x S.Pellegrino จัดงาน HERitage Week: A Celebration of Women in Gastronomy 2026

โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ ร่วมกับ S.Pellegrino ประกาศการกลับมาอีกครั้งของงาน Women in Gastronomy ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองพลัง ความมุ่งมั่น และภูมิปัญญาของผู้หญิงที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญวงการอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบัน ระหว่างวันจันทร์ที่ 2 ถึงวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ห้องอาหารและบาร์รูฟท็อปซิกเนเจอร์ของโรงแรม โดยรวบรวมเชฟหญิง มิกโซโลจิสต์ และผู้ผลิตไวน์ชั้นนำ มาสร้างประสบการณ์พิเศษที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม

HERitage Week คือการยกย่องผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์รสชาติและประเพณีด้านอาหารอย่างแท้จริง โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของพวกเธอในการอนุรักษ์สูตรอาหารเหนือกาลเวลาและถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านอาหารสู่รุ่นต่อรุ่น แนวคิดนี้ยังสะท้อนบทบาทของผู้หญิงในวงการอาหาร ตั้งแต่เชฟไปจนถึงมิกโซโลจิสต์ ที่กำลังทลายข้อจำกัดและตีความประเพณีใหม่ผ่านความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย การนำเทคนิคคลาสสิกมาตีความใหม่ด้วยความเคารพต่อรากเหง้า ทำให้มรดกของอาหารไทยและอาหารโลกยังคงความร่วมสมัย พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในอนาคต

ปีนี้ HERitage Week ต้อนรับเชฟ มิกโซโลจิสต์ ผู้ผลิตไวน์ และชีสหญิงมากความสามารถมากมาย ที่มาร่วมกันเปลี่ยน บันยันทรี กรุงเทพ ให้กลายเป็นเวทีแห่งรสชาติ ความสง่างาม และมรดกทางอาหาร ผ่านเมนูและค็อกเทลที่สร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับงานนี้เท่านั้น

ในการจัดงานครั้งที่ 4 นี้ S.Pellegrino เป็นผู้สนับสนุนหลักในการตอกย้ำจุดยืนในการสนับสนุนพลังเสียงของผู้หญิงและการสร้างความเท่าเทียมในอุตสาหกรรมบริการ S.Pellegrino ในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน อาหารสนับสนุนและผลักดันผู้หญิงในวงการอาหาร โดยเฉพาะในเอเชีย ผ่านความร่วมมือและโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ

โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ ร่วมกับ S.Pellegrino นำเสนอ HERitage Week: A Celebration of Women in Gastronomy 2026 สัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองผู้หญิงในวงการอาหารและเครื่องดื่ม

Women in Gastronomy เปิดฉากในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 บนเรืออัปสรา กับค่ำคืน Women in Culinary Harmony โดยเชฟช่อเพชร ปานกลัด เชฟประจำเรืออัปสรา ร่วมกับ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ ผู้ก่อตั้งและเชฟเจ้าของร้าน Blue Elephant ที่บุกเบิกการยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลกด้วยประสบการณ์ยาวนานที่ผสานศาสตร์อาหารไทยและฝรั่งเศส โดยเชฟทั้งสองจะร่วมนำเสนอเซ็ทเมนูอาหารไทยชาววังแบบ 6 คอร์ส พร้อมตัวเลือกไวน์แพริ่ง ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน

วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 ห้องอาหารไบยุน นำเสนอ Timeless Traditions – Heritage of Chinese and Peranakan Cuisine โดยเชฟ เบห์ เกก เล้ง (Beh Gaik Lean) จาก อาร์นตี้ เกก เล้ง โอลด์ สคูล อีทเทอร์รี่ (Auntie Gaik Lean’s Old School Eatery) เมืองปีนัง เชฟหญิงคนแรกของมาเลเซียที่ได้ดาวมิชลินและหนึ่งในผู้ได้รับรางวัลที่อาวุโสที่สุดของมิชลิน นักชิมจะได้ลิ้มรสมื้ออาหารเปอรานากันผสานอิทธิพลอาหารจีนที่ปรุงอย่างประณีตในแบบ “โต๊ะ ปันจัง” หรือจัดสำรับแบบดั้งเดิมเป็นโต๊ะยาวสไตล์ครอบครัวที่อบอุ่นและคุ้นเคย

วันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 ห้องอาหารแซฟฟรอน กริลล์ จุดประกายทุกประสาทสัมผัสกับ Flame Meets Fine Dining โดย เชฟจักรกฤช ตุ่มมะโรงจาก ร่วมมือกับ เชฟนรี บุณยเกียรติ จากร้านเอ็บเบ้ (EBBE) ผู้ชนะรางวัล Best Chef Influence Award จาก Japan Expo Influencer Award 2025 ที่เป็นที่รู้จักจากแนวคิดการใช้เครื่องเทศและควันไฟอย่างยั่งยืน ผสานมรดกอาหารไทยกับความแม่นยำแบบญี่ปุ่น ทั้งสองเชฟจะร่วมสร้างสรรค์เมนูดีกุสเตชั่น 6 คอร์สที่ถ่ายทอดพลังแห่งไฟ พร้อมไวน์แพริ่งเพิ่มอรรถรส

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 พบกับบรรยากาศผ่อนคลายบนรูฟท็อปกับ Pizz A Zip Party ที่แซฟฟรอน สกาย การ์เด้น โดยเชฟแอนนา บอร์ราซี่ (Anna Borrasi) จากร้าน ไอโอ อิตาเลียน ออสเตเรีย แบงค็อก (iO Italian Osteria) ที่จะนำเสน่ห์อาหารอิตาเลียนสไตล์รัสติกแบบท้องถิ่นใจกลางกรุงเทพฯ ผ่านเมนูพิซซ่าหลากหลายที่ใช้เทคนิคดั้งเดิมเพื่อนำเสนอรสชาติแท้จริงที่เป็นเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ

ในค่ำคืนเดียวกัน สายป่าน-ศรสวรรณ์ วังบุญ จาก Æther จะรับหน้าที่บาร์เทนเดอร์รับเชิญที่ แซฟฟรอน สกาย การ์เด้น ขณะที่ มูนบาร์ ต้อนรับ พลอย-ศิริวรรณ สินพันธ์ จาก O.S.S Bar และ พลอย-ณัฐพร นนทพันธ์ จาก Pickwicks Chronicles กับค็อกเทลสร้างสรรค์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 พบกับ Wine Not and Cheese Night ที่ เวอร์ทิโก้ ทู ถ่ายทอดความกลมกลืนของไวน์ไทยและชีสฝีมือคนไทย โดย ไก่-รัชนิกร ศรีคง จาก Little Goat Farm โครงการฟาร์มทูเทเบิลที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและจริยธรรมในการผลิตวัตถุดิบ คู่กับไวน์จากเขาใหญ่ กรานมอนเต้ (GranMonte) โดยฝืมือการแพริ่งของ มีมี่-สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี ทายาทและผู้บริหารฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ของ กรานมอนเต้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการไวน์ไทยยุคใหม่


ส่วนที่ มูนบาร์ เป็นคิวของ ฟาง-วรรณพร จำปา จาก Mahaniyom Cocktail Bar และ แตงโม-นัฐริกา โพธิ์อ่องจาก Scofflaws กับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยค็อกเทลสุดสร้างสรรค์

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 กับ Sky High Thai Tapas Night ที่ เวอร์ทิโก้ รูฟท๊อฟ เชฟทิพา – ทิพาพร เพียรทอง ถ่ายทอดรสชาติไทยผ่านเทคนิคสมัยใหม่กับเมนูไทยพอดีคำที่ประณีตและร่วมสมัย เชฟทิพามีประสบการณ์ทำงานยาวนานกว่า 10 ปีในโรงแรมหรูมากมาย อาทิ โรงแรมซิกเซ้นส์ เกาะยาวน้อย (Six Senses Yao Noi) และ โรงแรมดับเบิ้ลยู มัลดีฟส์(W Maldives) และเป็นผู้เข้าแข่งขัน Top Chef Thailand เธอยังเป็นที่รู้จักจากความคิดสร้างสรรค์ ความสุขุม และความสามารถในการผสานสูตรอาหารเก่าแก่ของครอบครัวกับการ

นำเสนอร่วมสมัยที่ยกระดับแซฟฟรอนสู่การยอมรับในอุตสาหกรรม ในค่ำคืนนี้เชฟทิพาจะนำเสนอนิยามใหม่ของอาหารไทยแบบโมเดิร์นกับเมนูพิเศษมากมาย


ส่วนที่มูนบาร์ พบกับแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ Havana Club พลอย-ธัญชนก รินทร และ กิฟท์-วิศัลย์ศยา กลิ่นจันทร์ จาก Yào Rooftop Bar ที่จะมาร่วมกันสร้างสรรค์รายการเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ให้กับค่ำคืนแห่งค็อกเทลสุดประทับใจ

งาน Women in Gastronomy ปิดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 บนเรือแซฟฟรอน ครูซ กับดินเนอร์ HERitage of Taste – A Grand Culinary Gala ค่ำคืนไฮไลต์ในช่วงวันสตรีสากล (International Women’s Day) โดยเชฟ วิคกี้ เซบิยา (Vicky Sevilla) เชฟและเจ้าของร้านอาเรลล์ (Arrels) ร้านหนึ่งดาวมิชลินจากบาร์เซโลนาที่ชื่อของร้านแปลว่า “รากเหง้า” ในภาษาคาตาลัน เมนูในค่ำคืนนี้จึงโดดเด่นที่อาหารเมดิเตอร์เรเนียนร่วมสมัยที่ยึดโยงกับฤดูกาลและวัตถุดิบ เชฟวิคกี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ได้รับดาวมิชลินที่อายุน้อยที่สุดจะนำเสนอ     เทสติ้งเมนู 6 คอร์ส เริ่มด้วยคานาเป้และเครื่องดื่มต้อนรับ ก่อนเข้าสู่ประสบการณ์ดินเนอร์สุดพิเศษบนสายน้ำเจ้าพระยา

ปิดท้ายค่ำคืนที่เฉลิมฉลองพลังความสามารถของผู้หญิงที่มูนบาร์ กับพลอย-ศิริวรรณ สินพันธ์ จาก O.S.S Bar และ เมย์-ปิยฎา โม้อ้อน จาก Supanniga Group ที่จะมาร่วมกันสร้างสรรค์ค็อกเทลที่จะสร้างความประทับใจแก่นักดื่มทุกท่าน

รายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจากงาน Women in Gastronomy 2026 จะนำไปมอบให้กับสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง) จังหวัดปทุมธานี

โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ

โปรแกรม

วันจันทร์ 2 มีนาคม 2569

18:45 – 21:45

เรืออัปสรา

Women in Culinary Harmony
เซ็ทอาหารไทยชาววัง 6 คอร์ส ราคา 4,200 บาทสุทธิต่อท่าน
เซ็ทอาหารไทยชาววัง 6 คอร์ส ราคา 6,100 บาทสุทธิต่อท่าน พร้อมไวน์แพริ่ง

วันอังคาร 3 มีนาคม 2569

18:30 – 22:00
ห้องอาหารไบยุน

Timeless Traditions – Heritage of Chinese and Peranakan Cuisine
เซ็ทอาหารเพอรานากัน 9 อย่าง เสริฟในสไตล์โต๊ะ ปันจัง ราคา 2,499 บาทสุทธิต่อท่าน

วันพุธ 4 มีนาคม 2569
18:30 – 22:00

ห้องอาหารแซฟฟรอน กริลล์

Flame Meets Fine Dining
เซ็ท 6 คอร์ส ราคา 2,888 บาทสุทธิต่อท่าน
เซ็ท 6 คอร์ส ราคา 4,388 บาทสุทธิต่อท่าน พร้อมไวน์แพริ่ง

วันพฤหัสบดี 5 มีนาคม 2569

17:00 – 22:00

แซฟฟรอน สกาย การ์เด้น

Pizz A Zip Party
พิซซ่าไม่อั้น พร้อมเครื่องดื่ม 1 แก้ว ราคา 790 บาทสุทธิต่อท่าน
บาร์เทคโอเวอร์

สายป่าน – ศรสวรรค์ วังบุญ จาก Æther ที่ แซฟฟรอน สกายการ์เด้น

พลอย – ศิริวรรณ สินพันธ์ จาก O.S.S Bar และ พลอย – ณัฐพร นนทพันธุ์ จาก Pickwicks Chronicles  ที่ มูนบาร์

วันศุกร์ 6 มีนาคม 2569

19:00 – 22:30

เวอร์ทิโก้ ทู

Wine Not and Cheese Night
ไวน์เทสติ้ง เสิรฟ์คู่ชีสและชาร์คูเทอรี (Charcuterie) ราคา 1,999 บาทสุทธิต่อท่าน

บาร์เทคโอเวอร์
ฟาง-วรรณพร จำปา จาก Mahaniyom Cocktail Bar และ แตงโม-นัฐริกา โพธิ์อ่อง จาก Scofflaws ที่ มูนบาร์

วันเสาร์ 7 มีนาคม 2569
18:30 – 22:30

เวอร์ทิโก้
Sky High Thai Tapas Night

ทาปาสสไตล์ไทย พร้อมเครื่องดื่มไม่อั้น ราคา 1,599 บาทสุทธิต่อท่าน

บาร์เทคโอเวอร์
พลอย-ธัญชนก รินทร แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ Havana Club และ กิฟท์-วิศัลย์ศยา กลิ่นจันทร์ จาก Yào Rooftop Bar

วันอาทิตย์ 8 มีนาคม 2569

18:45 – 21:45

เรือแซฟฟรอน ครูซ

HERitage of Taste – A Grand Culinary Gala
เซ็ตเมดิเตอร์เรเนียน เฮอริเทจ 6 คอร์ส เทสติ้งเมนู ราคา 6,900 บาทสุทธิต่อท่าน
เซ็ตเมดิเตอร์เรเนียน เฮอริเทจ 6 คอร์ส เทสติ้งเมนู ราคา 8,800 บาทสุทธิต่อท่าน พร้อมไวน์แพริ่ง

บาร์เทคโอเวอร์
พลอย-ศิริวรรณ สินพันธ์ จาก O.S.S Bar และ เมย์-ปิยฎา โม้อ้อน จาก Supanniga Group ที่มูนบาร์

สำรองที่นั่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อโทร 0 2679 1200 หรืออีเมล [email protected]



ยูเซอรินเปิดตัว Eucerin DermoPure Clinical ยกระดับการดูแลปัญหาสิว

ยูเซอริน แบรนด์เวชสำอางผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวจากประเทศเยอรมนี เปิดตัว Eucerin DermoPure Clinical กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลปัญหาสิวในยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “New Era of Acne” ที่มองว่าสิวในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว และไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดิม ๆ อย่างฮอร์โมนหรือความมันเท่านั้น แต่เป็นผลลัพธ์ของหลายปัจจัยที่ซับซ้อน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การดูแลปัญหาสิวจำเป็นต้องครอบคลุมมากกว่าการรักษาเฉพาะจุด

จากข้อมูลเชิงลึกของยูเซอริน สิวสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวจากความเครียด สิวจากการทำงาน สิวจากการแต่งหน้า สิวจากมลภาวะ หรือสิวในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต เช่น first jobber หรือการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสิวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวัยรุ่น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกช่วงชีวิต

ด้วยความเข้าใจดังกล่าว ยูเซอรินจึงพัฒนา Eucerin DermoPure Clinical ให้เป็นโซลูชันดูแลผิวสำหรับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวในทุกระยะ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการปัญหาสิว ไปจนถึงการดูแลรอยสิวอย่างมั่นใจ โดยผสานการดูแลแบบคลินิคัลเข้ากับเทคโนโลยีและสารออกฤทธิ์เฉพาะของยูเซอริน ภายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Eucerin DermoPure Clinical ได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่  

  • Eucerin DermoPure Clinical Correcting Gel to Foam คลีนเซอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อดูแลปัญหาสิวและรอยสิวตั้งแต่ขั้นตอนการทำความสะอาด มีประสิทธิภาพในระดับเดียวกับการบำรุงผิว ด้วยสูตร The concentration of a serum in a cleanser ที่ผสาน 2% Salicylic Acid ร่วมกับ AHA, BHA และ PHA ช่วยลดความมันส่วนเกิน ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน และทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึก จากผลการทดสอบพบว่า 96% ของผู้ใช้ยืนยันว่าปัญหาสิวลดลงและรอยสิวดูจางลง พร้อมเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้
  • Eucerin DermoPure Clinical Triple Action ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการปัญหาสิวและรอยสิวอย่างเข้มข้น ด้วยแนวคิด The Power of Triple Correction ที่ดูแลปัญหาผิวใน 3 มิติ ได้แก่ สิว รอยสิว และสิวอุดตัน โดยผสาน 2% Salicylic Acid เพื่อช่วยลดการอุดตันและการเกิดสิวใหม่ เข้ากับ Thiamidol สารเอกสิทธิ์ของยูเซอรินที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ช่วยลดเลือนรอยสิวและรอยดำอย่างตรงจุด ผลการทดสอบทางคลินิกระบุว่าสามารถช่วยลดปัญหาสิวลง 66%, รอยสิวดูจางลง 80% และสิวอุดตันลดลง 62% ภายใน 2 สัปดาห์

เพื่อให้แนวคิดการดูแลปัญหาสิวในยุคใหม่เข้าถึงคนไทยอย่างครอบคลุม ยูเซอรินจึงออกแบบการสื่อสารและกิจกรรมเปิดตัวให้ครอบคลุมหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ Affiliators, KOL, เภสัชกร ไปจนถึงผู้บริโภคทั่วไป โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสิว การส่งต่อข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อการแนะนำสินค้า และการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับต้นเหตุของปัญหาสิวรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน

ยูเซอรินเปิดตัว Eucerin DermoPure Clinical ยกระดับการดูแลปัญหาสิวจากหลายสาเหตุ จัดการปัญหาสิวและรอยสิวได้อยู่หมัดใน 2 สัปดาห์

หนึ่งในไฮไลต์ของการสื่อสาร คือ การจัดงาน Eucerin DermoPure Clinical “Treat with Confidence” ณ Siam Square Walking Street ในรูปแบบ experiential lifestyle event ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าถึงกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะ พร้อมชวนให้ทุกคนกลับมามั่นใจในแบบของตัวเอง เพราะสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และทุกปัญหาสิวมีทางออก งานถูกจัดเป็นพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งตลอดทั้งวัน รวมหลากหลายโซนกิจกรรมที่เชื่อมการดูแลผิวเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่โซนทดลองผลิตภัณฑ์และล้างหน้าด้วย Eucerin DermoPure Clinical โซนถ่ายภาพและสร้างคอนเทนต์สำหรับโซเชียลมีเดีย โซนเกมและกิจกรรม “Play with Confidence” ไปจนถึงโซน “Make-up with Confidence” และโซนอาหารเพื่อสร้างบรรยากาศการใช้ชีวิตแบบครบทุกมิติ ภายในงานยังมีเวทีกลาง “Greet with Confidence” ที่มีศิลปินและดาราอย่าง นิว & เลิฟ, GELBOYS, โพก้าซัง & เพิ่มพูน และ เม็พ เม็พ มาร่วมสร้างสีสันและพบปะกับผู้ร่วมงานตลอดช่วงเย็น ทำให้งานเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการดูแลปัญหาสิวเข้ากับความสนุก ไลฟ์สไตล์ และความมั่นใจของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง  

ขณะเดียวกัน ยูเซอรินยังขยายแนวคิด “Treat with Confidence” ไปสู่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการจัดงาน SKINNOVATION DAY 2026 สำหรับเภสัชกรและพนักงานร้านยา มุ่งเสริมความรู้เชิงคลินิคัลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Eucerin DermoPure Clinical ทั้งในด้านสารประกอบทรงพลังต่างๆ และแนวทางการดูแลปัญหาสิวอย่างเหมาะสม ผ่านสัมมนา กิจกรรมเชิงปฏิบัติและเวิร์กช็อป เพื่อเสริมความมั่นใจให้เภสัชกรสามารถแนะนำโซลูชันที่เหมาะสมให้ผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง สะท้อนแนวทางการสื่อสารของยูเซอรินที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับการดูแลปัญหาสิวอย่างครบวงจร

ทั้งหมดนี้สะท้อนจุดยืนของยูเซอรินในฐานะแบรนด์เวชสำอางผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิว ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ผิวหนังและความเข้าใจในชีวิตจริงของผู้บริโภค Eucerin DermoPure Clinical จึงไม่ใช่เพียงกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาสิว แต่เป็นโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อรองรับปัญหาสิวในทุกระยะและทุกช่วงชีวิต ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาสิวสามารถกลับมาดูแลผิวและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


จากประติมากรรม สู่ Pivot Versace กระเป๋าบักเก็ตใบใหม่ของ Alex Consani

หากเป็นแฟนคลับเหล่านางฟ้า Victoria’s Secret คงรู้จักชื่อ Alex Consani เป็นอย่างดีเพราะเธอเป็นนางแบบทรานเจนเดอร์ที่คว้ารางวัล Model of the Year 2024 อีกทั้งยังเดินแบบให้หลายแบรนด์ดังระดับโลกมาแล้ว ด้วยความสามารถเรื่องการเดินแบบ และลุคแฟชั่นที่แสนโดดเด่นจึงทำให้เธอกลายเป็นที่จับตามอง อย่างล่าสุดในวันสบายๆ เธอยังปรากฏตัวด้วยลุคสุดชิค สวมเชิ้ตลายทางสีฟ้า-ขาว ที่แมตช์เข้ากับกางเกงเดนิม และแว่นตากันแดด ซึ่งไอเท็มที่สะดุดตาที่สด ต้องยกให้กับกระเป๋า Pivot หนังกลับสีเขียว ที่ส่งตรงมาจากรันเวย์  Spring/Summer 2026 จาก Versace

Pivot – Spring/Summer 2026

Versace นำเสนอกระเป๋ารุ่น Pivot เปิดตัวครั้งแรกบนรันเวย์ Spring Summer 2026 โดยตีความของกระเป๋าทรงบักเก็ตในรูปแบบที่เน้นสัมผัสและงานมิติประติมากรรม โดดเด่นด้วยฮาร์ดแวร์เอกลักษณ์ ถ่ายทอดพลังและเสน่ห์อันเย้ายวนอันเป็นหัวใจของ Versace

กระเป๋าประดับด้วยเมดูซ่าเอกลักษณ์ของแบรนด์ในเวอร์ชั่นที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ สัญลักษณ์อันโดดเด่นนี้ได้รับการบรรจุไว้ภายในแผ่นหนังทรงวงรีคล้ายมาการอง ถ่ายทอดไอคอนในมุมมองที่ชวนดึงดูด พร้อมมิติความลึกของสายตาเมดูซ่า ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรายละเอียดของเมดูซ่าที่ประดับอยู่บนประตูอาคาร Via Gesù 12 บ้านและ Atelier ดั้งเดิมของ Versace ในมิลาน

ทั้งนี้กระเป๋ายังออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตอย่างไร้ข้อจำกัด ซึ่งมาพร้อมหูจับแบบปรับเปลี่ยนได้ รองรับการใช้งานสองรูปแบบ สามารถสลับจากสายสะพายไหล่เป็นทรงถือได้อย่างลงตัว

กระเป๋า Pivot มีให้เลือกสองขนาด รังสรรค์จากหนังโทนสีเดียวและหนังสองสี รวมถึงหนังกลับสีสดใส ในพาเล็ตต์สีที่หลากหลาย ตั้งแต่สีไม้โรสวูด สีเขียวมะกอก และสีน้ำตาลมอคค่า ไปจนถึงการจับคู่สีที่โดดเด่นอย่างสีแทนผสานอะเมทิสต์ และสีเขียวแอ็บซินธ์


ภาพและข้อมูล: Versace

Kith Women x LISA

ซูมอิน Kith Women x LISA กับสองสไตล์ Hopeless Romantic และ After Dark

ต้องบอกว่าการที่ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล มาร่วมงานกับ Kith Women ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่คอลแลบธรรมดา เพราะเธอลงมาดีไซน์จริงในฐานะ Guest Designer พร้อมใส่ตัวตนของตัวเองลงไปเต็ม ๆ จนเกิดเป็นคอลเล็คชั่นที่มีคาแรกเตอร์ชัดมาก แบ่งออกเป็นสองโหมดคือ Hopeless Romantic กับ After Dark ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของตัวตนผู้หญิงในแบบที่ทั้งอ่อนโยนและทรงพลัง

ซูมอิน Kith Women x LISA กับสองสไตล์ Hopeless Romantic และ After Dark

แคมเปญนี้นำเสนอเรื่องราวของ LISA ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากหญิงสาวในโลกแห่งความฝัน สู่ตัวตนที่มั่นใจในยามค่ำคืน สื่อถึงบุคลิกที่ไม่หยุดนิ่งของเธอ ทั้งในบทบาทศิลปิน นักธุรกิจ และนักแสดง พร้อมตอกย้ำแนวคิดของ Kith Women ที่เชื่อว่าผู้หญิงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ โดยยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้เสมอ

คอลเล็คชั่นเริ่มต้นด้วยลุคโทนสีขาวและเนื้อผ้าโปร่งเบาอย่างลูกไม้ที่ทอโลโก้ Kith ลงไปในผืนผ้า รวมถึงเดรสผ้า modal blend ที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายและสวมใส่ง่าย ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนอารมณ์ไปสู่โทนสี Gunmetal และ Black ที่โดดเด่นด้วยวัสดุอย่างหนังแกะ เดนิม และเมช สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านจาก Hopeless Romantic สู่ After Dark

ไอเท็มเด่นในคอลเล็คชั่น ได้แก่ Hera Convertible Leather Coat เสื้อโค้ตหนังแกะที่สามารถปรับรูปทรงได้ด้วยซิป, Brei Embellished Bolero Jacket ที่ประดับดีเทลทั่วตัว, รวมถึงเซ็ตเดนิมหมุดโลหะอย่าง Deion Studded Denim Jacket และ Nari Mini Skirt ซึ่งสะท้อนความเท่แบบโมเดิร์น

คอลเล็คชั่นนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของ Kith Women เพราะให้ความสำคัญกับโครงสร้างและงานฝีมือมากขึ้นกว่าซีซั่นปกติ พร้อมไอเท็มเบสิกที่ LISA นำมาตีความใหม่ เช่น เสื้อเลเยอร์ริ่งผ้า modal cotton และกราฟิกพิเศษเฉพาะคอลเล็คชั่น

ในส่วนแอ็กเซสซอรี่ก็มีความแตกต่างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Lace Face Mask, Kith Crest Brooch, Lace Crochet Balaclava รวมถึงกระเป๋า Piper II ทรง micro-hobo ในวัสดุ mesh tulle พร้อมฮาร์ดแวร์โลโก้แบรนด์

ความน่าสนใจของคอลนีคือ สะท้อน “ตัวลิซ่า” ชัดมาก คนเดียวมีหลายโหมด ทั้งหวาน ทั้งเท่ ทั้งสตรีต ทั้งแกลม และที่สำคัญคือ ตรงกับแนวคิดของ Kith Women ที่อยากให้ผู้หญิงเปลี่ยนลุค เปลี่ยนอารมณ์ได้ โดยไม่ต้องทิ้งความเป็นตัวเอง


JAPAN EXPO THAILAND 2026 สร้างปรากฎการณ์ SOFT POWER

มหกรรมญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย JAPAN EXPO THAILAND 2026 สร้างไวรัลไปทั่วเอเชีย “ญี่ปุ่นครบจบที่นี่” โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด และเหล่าพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน ที่รวมใจกันจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ให้คุ้มค่าการรอคอย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

JAPAN EXPO THAILAND 2026 ครั้งที่ 11 “Japan Thai United as One – ญี่ปุ่นไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียว” ยังรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่สานสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน และตลอดไป

JAPAN EXPO THAILAND 2026 เปิดฉากความยิ่งใหญ่กว่า 20 โซน ทั้งในและนอกศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แบบจัดเต็ม ผลักดัน SOFT POWER ในด้านต่างๆ ที่กระตุ้นเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ให้เดินหน้าไปพร้อมๆ กัน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ การลงทุน การร่วมมือทางด้านธุรกิจ ด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านอาหาร แฟชั่น ท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม รวมไปถึงความบันเทิงทุกรูปแบบ ดนตรี ซีรีส์ เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติได้ชิม ช้อป และสัมผัสความเป็นวัฒนธรรมจากประเทศญี่ปุ่นอย่างยิ่งใหญ่กว่า 8 แสนคนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร่วมงานนี้ตลอด 3 วันเต็มอย่างคึกคักและสร้างกระแสไวรัลไปทั่วเอเชีย

เริ่มงาน วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดเวทีด้วยเหล่าศิลปินทั้งไทย และญี่ปุ่น ยกทัพความสนุกกันมาเสิร์ฟแบบจุกๆ อาทิ NAOMICHI HANAZONO ศิลปินญี่ปุ่นที่รักและผูกพันกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก ที่มาพร้อมกับการแสดงที่ผสมผสานเสียงร้องและการนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างงดงาม ส่วนในช่วงเย็นที่ทำเอาลานด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์แทบจะไม่มีที่ยืน เพราะได้ต้อนรับสองพระเอกคู่วายสุดฮอต “เก่ง-น้ำปิง” ร่วมสร้างความสนุกและสีสันบนเวทีใหญ่ เรียกเสียงกรี๊ดดดดกันแบบสุดๆ ซึ่งสองหนุ่มนอกจากจะโชว์ความหล่อแล้ว ยังโชว์น้ำเสียงเพราะๆ ให้เหล่าแฟนคลับได้ฟินเฟร่อแบบฉ่ำๆ อีกด้วย…!!!

ส่วน วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 มีพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่สุดอลังการ เปิดตัวด้วยโชว์วัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยจากพระเอกลิเกเงินล้าน แบงค์-ศรราม น้ำเพชร กับโชว์ในชุด “ระบำม้า” ต้อนรับปีม้าทองงดงามอย่างที่สุด จากนั้นเป็นโชว์จาก AVANTGARDEY สาวผมบ๊อบชุดนักเรียนที่สร้างปรากฎการณ์ “การเต้น” จนเป็นไวรัลทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นการแสดงที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้อย่างดีเยี่ยม สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานพิธีเปิดกว่าแสนคน

ช่วง Grand Opening ในงาน JAPAN EXPO THAILAND 2026 ได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ใจดีทั้งภาครัฐ และเอกชนมาร่วมพิธีเปิดอย่างคับคั่ง ซึ่งเต็มไปด้วยความประทับใจ ความภาคภูมิใจ และช่วงเวลาสำคัญ ที่ร่วมเปิดประตูสู่มหกรรมญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียอีกครั้ง ได้แก่ คุณยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด, คุณโทโมมิ โคบายาชิ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด, คุณโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา, คุณฐิตพล กาญจนะ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมส่งเสริมการขาย บริษัท โออิชิเทรดดิ้งจำกัด, คุณร่มเดช พิศาลพงศ์ กระทรวงต่างประเทศ และคุณฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดี กรมการค้าภายใน, คุณสรรวรส พุทธเจริญลาภ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, คุณกวิน ว่องกุศลกิจ กรรมการ คณะกรรมการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC, คุณมากิโกะ ยามาซากิ รองประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นกรุงเทพฯ (เจโทร), คุณทาดาชิ ฟุกุดะ ประธานมูลนิธิ UPDATE EARTH และผู้จัดการโครงการ ICT STARTUP LEAGUE, คุณฮาจิเมะ นาคาสุงิ ผู้อำนวยการบริหาร องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ (เจเอ็นทีโอ), ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ตำแหน่งรักษาการรองผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล, คุณมาซายูกิ คุริยามะ ผู้อำนวยการบริหาร เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ, คุณปรินดา วัฒนกุล หัวหน้าฝ่ายขายภายในประเทศ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), คุณอัตสึชิ โอคุโมริ รองนายกสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทย, คุณอลิสรา ศิวยาธร ผู้บริหารโรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ, คุณหรรษา เอกธุระประคัลภ์ Director of Siam Connection Sdn Bhd, คุณบุณฑริก กุศลวิทย์ ประธานกรรมการบริหาร ไมนิจิ อะคาเดมิคกรุ๊ป ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นครบวงจร และโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นไมนิจิ

JAPAN EXPO THAILAND 2026 ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของ Kazuya Kamenashi (คาซึยะ คาเมนาชิ) ศิลปินและนักแสดงระดับตำนานกับ Fan Meeting เอเชียทัวร์ครั้งแรกในประเทศไทยกับงาน Kazuya Kamenashi “TALK to Me” Fan Meeting ASIA TOUR 2026 in Bangkok ซึ่ง “หนุ่มคาเมะ” ได้สร้างโมเมนต์สุดประทับใจและความทรงจำที่ดีให้กับคนไทยแบบไม่รู้ลืม!!!

ด้านศิลปินหนุ่มอารมณ์ดี Koji Mukai (โคจิ มุไก) จาก วง Show Man ศิลปินลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นมากความสามารถ ก็ทำเอาผู้เข้าร่วมงานยิ้มไม่หุบ ด้วยความน่ารักและความเป็นกันเองในช่วง Talk Session พร้อม Special Guest อย่าง Kazuya Kamenashi ที่ทั้งคู่ก็ได้สร้างโมเมนต์ที่ดีระหว่างกัน และเรียกเสียงกรี๊ดดดด…..จากเหล่าแฟนคลับได้เป็นอย่างดี

ส่วนไอดอลแห่งชาติที่ครองใจแฟน ๆ ทั่วโลกอย่าง AKB48 ที่มาร่วมแสดงกับน้องสาวชาวไทย BNK48 และ CGM48 ในคอนเสิร์ตความร่วมมือพิเศษแห่งปี AKB48 × BNK48 × CGM48~48 Sister Group Collaboration Stage~『THE ABC HOUR ก็ทำเอาแฟนคลับหนุ่มๆ ใจละลายไปกับความน่ารัก ความสดใส และโมเมนต์ดีๆ ที่ประทับใจไปอีกนาน

นอกจากนี้ยังมีโชว์จากศิลปินและนักแสดงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างโมเมนต์สุดพิเศษและความประทับใจให้กับแฟนๆ ทั้ง BEYOOOOONDS, MANAKA INABA, RIKAKO SASAKI, avantgardey, ONE OR EIGHT, GOLDEN BOMBER from SHO KIRYUIN, THE SIXTH LIE, SCISS, FES☆TIVE, Kyushu Girls Wing, MyStage, READY TO KISS, SAY-LA, JAPANARIZM, Honey Spice Re., BANZAI JAPAN, ONE LOVE ONE HEART, AI HAYASE, MAO.A, Kirameki☆Unforent, FLAPSTAR, ≒JOY, ZIPANG, Ryuma Daise, sherbet , MOTOR HOTEL, Naomichi Hanazono, LIL LEAGUE, KID PHENOMENON, wannabes, Enishi, TEMPURA GIRLS, SATO TRIPLETS, MioMayo, W., Idol College, HOT DOG CAT, Future Cider, Takahashi Hiroto, Takuto Hamaya, SAKURADOLL, ELVA เป็นต้น

ด้านศิลปินไทยก็ไม่น้อยหน้า จัดโชว์ตลอด 3 วันเต็ม อาทิ Zee-Nunew, Timelied, Hearth-Poom, Rina Izuta, KAIMOOK, Mahnmook, COSMOS 2, COSMOS SUN, Bibbidii Entertainment, QViNT, MINDY, THX, Waga Creative, Shelly-Pundao,Boy Sompob กับการแสดงสุดพิเศษร่วมกับวงญี่ปุ่น MOTOR HOTEL สุดปัง!!!, TITA, Lookmhee-Sonya, 101KG, Move Along Journey, Vvibe, Top Piyawat, XI, Y2Z, Leng-Stamp, THE 52 ARENA, TIA51, HOWLS ร่วมด้วยเหล่าไอดอล Castella, Chocolatiere, SORA! SORA!, YAMI YAMI, Mirai Mirai, Dream:on, HatoBito, ANGeVIL✟, KNIGHT✠RES, V!NX, Seishin Kakumei, Terashi, KIRAKIRA♡ROMANCE, Kagekishi, Re:Reflect, Euphonie☆, Sumomo, Stellagrima*, IKINARI TELL ME, denshi220, HAPPYTAIL, 2nd Dimension, Fuyubi , DEADKAT, RE♡QUILL, #51NK, NyZas, SILVER LINING, Loli✧Lolitia, FiiMONiX ที่ร่วมกันสร้างความประทับใจให้กับเหล่าแฟนคลับและผู้เข้าร่วมงานอย่างที่สุด!!!

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นอีกวันที่ยิ่งใหญ่สุดๆ เพราะมีการมอบรางวัลเกียรติยศเพื่อเหล่า INFLUENCER กับรางวัล JAPAN EXPO THAILAND INFLUENCER AWARDS 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 และพิธีมอบรางวัล JAPAN EXPO AWARDS 2026 รางวัลแห่งเกียรติยศสำหรับบุคคลในแวดวงบันเทิง ผู้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง ที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น มอบรางวัลโดย สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น นำทีมโดย KOJI MUKAI from Snow Man เข้ารับรางวัลเกียรติยศศิลปินผู้สานสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น – ไทย เป็นต้น

ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดร้อนแรงฉลองครบรอบ 11 ปี JAPAN EXPO THAILAND 2026 จากสาวๆ วง BNK48 โชว์แบบจัดเต็ม นำทีมโดย รุ่น 3 เสิร์ฟความสนุกสุดเหวี่ยง ยกทัพสมาชิกมาร่วมโชว์ทั้งวง พร้อมเปิดตัวเพลงพิเศษ Celebration ส่งท้ายแก่สมาชิกรุ่นที่ 3 ก่อนจบการศึกษา เซอร์ไพร้สเปิดตัวเพลงหลักในอัลบั้มที่ 6 Ponytail to Shushu พร้อมประกาศสมาชิกใหม่ทั้ง 18 คน!!!

จากนั้นเป็น “พิธีปิดงาน” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารของ จี-ยู ครีเอทีฟ ศิลปินญี่ปุ่น และศิลปินไทยมาร่วมสร้างความสุข ความสนุกส่งท้ายให้กับผู้เข้าร่วมงานแบบเต็มอิ่มและอบอุ่นอย่างที่สุด แล้วพบกันใหม่กับ JAPAN EXPO THAILAND 2027 ฉลองครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น ในปี 2027 อีกด้วย

ติดตามภาพความประทับใจ “ญี่ปุ่นครบจบที่นี่” ในมหกรรมญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียกับ JAPAN EXPO THAILAND 2026 ครบรอบปีที่ 11 อย่างยิ่งใหญ่ ได้ที่www.japanexpothailand.com www.gyucreative.com Facebook : https://www.facebook.com/japanexpothailand/ IG : @japanexpothailand X : @JAPANEXPO_THAI Line@ : @japanexpothailand #GYUCREATIVE #ジーユークリエイティヴ #JapanExpoThailand2026 #ジャパンエキスポタイランド2026 #เจแปนเอ็กซ์โปไทยแลนด์2026 #BiggestAllJapanEventInAsia #JapanThaiUnitedAsOne #ญี่ปุ่นครบจบที่นี่ #日本のすべてここにあり

Valmont

Valmont เปิดตัวครั้งแรกในไทย ผ่านงาน The Art & Science of Timeless Beauty by Valmont

Valmont (วาลมองต์) แบรนด์สกินแคร์ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cellular Skincare เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ผ่านงาน “The Art & Science of Timeless Beauty by Valmont” ณ The Moonlight Hall, Jim Thompson Heritage Quarter เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ถ่ายทอดศาสตร์แห่งความงามระดับเซลล์ในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ท่ามกลางเหล่าเซเลบริตี้, KOLs, ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และพาร์ตเนอร์คนสำคัญจากแวดวง Retail, Hotel, Spa และ Medical Spa ชั้นนำ ที่มาร่วมสัมผัสโลกของ Valmont อย่างใกล้ชิด พร้อมการต้อนรับโดยบริษัท GS Luxury (Thailand) Co., Ltd. ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Valmont อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นำโดย Mr. Varun Asawani, CEO ซึ่งร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการนำศาสตร์แห่งความงามจากสวิตเซอร์แลนด์สู่ไลฟ์สไตล์พรีเมียมของผู้บริโภคไทย

Valmont

Valmont ถือกำเนิดจากคลินิก Valmont ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1905 บนฝั่งทะเลสาบเจนีวา ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยชื่อ Valmont มาจากการผสมคำว่า VAL – Valley (หุบเขาและลำธาร) และ MONT – Mountain (ภูเขา) สะท้อนถึงรากฐานอันลึกซึ้งของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ความบริสุทธิ์ และพลังชีวิตของผืนแผ่นดินสวิส ก่อนพัฒนาแบรนด์สู่ Valmont Cosmetics อย่างเป็นทางการในปี 1985 ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและศัลยกรรมความงาม ภายใต้การดูแลของ Dr. Nadia Avalle ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านความงามชั้นนำ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สุดพิเศษผ่านการผสานคอลลาเจนจากธรรมชาติ และ DNA HP (Highly Polymerized DNA) นวัตกรรมระดับเซลล์อันเป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นรากฐานของความเชี่ยวชาญด้าน Cellular Skincare ที่สืบทอดมายาวนานกว่า 40 ปี

Valmont

แบรนด์ยึดมั่นในปรัชญา Swiss Nature, Science และ Art หลอมรวมทรัพยากรธรรมชาติอันบริสุทธิ์เข้ากับวิทยาศาสตร์ชีวภาพขั้นสูง และสุนทรียศาสตร์แห่งการออกแบบ เพื่อสร้างสรรค์ความงามที่กลมกลืนจากภายใน สะท้อนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติในทุกช่วงวัยโดยไม่ฝืนกาลเวลา แต่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างสง่างาม ภายใต้คำขวัญ “When Art Meets Beauty” จากคุณ Sophie Vann Guillon CEO คนปัจจุบันของ Valmont

Valmont เปิดตัวครั้งแรกในไทย ผ่านงาน “The Art & Science of Timeless Beauty by Valmont” ถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ของความงามจากสวิตเซอร์แลนด์

หัวใจสำคัญของความเชี่ยวชาญด้าน Cellular Skincare ของ Valmont คือการใช้ DNA และ RNA ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นชีวภาพของเซลล์ผิว DNA จากปลาแซลมอนป่า ผ่านกระบวนการสกัดเฉพาะที่จดสิทธิบัตร ช่วยฟื้นฟูพลังเซลล์ผิว กักเก็บความชุ่มชื้น เสริมการสร้างผิวใหม่ และปกป้องผิวจากความเสื่อม ผสานกับน้ำแร่จากธารน้ำแข็งสวิสที่อุดมด้วยแร่ธาตุธรรมชาติ มอบผลลัพธ์ผิวแน่น อิ่มฟู และเปล่งปลั่งตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Valmont Wow Effect” อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

Valmont

สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทย Valmont ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ครบทั้ง 6 ไลน์ ได้แก่ Purity, Hydration, Luminosity, Vitality, V-Lift และ V-Firm พร้อมแนะนำแบรนด์ระดับไฮเอนด์ L’ELIXIR DES GLACIERS (อะลิเซีย เดอ กลาเซียร์) และเปิดตัวไลน์น้ำหอม STORIE VENEZIANE by Valmont (สตอรี่ เวเนเซียน บาย วาลมองต์) เป็นครั้งแรกในไทย ถ่ายทอดโลกแห่งความงามที่มากกว่าสกินแคร์ แต่คือไลฟ์สไตล์แห่งความสง่างาม ภายในงานแขกผู้มีเกียรติยังได้สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่านบริการ Hand Massage และการสาธิตศาสตร์การนวดหน้าแบบ Valmont ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการบำรุงในระดับมืออาชีพ สร้างมิติใหม่ของการดูแลผิวในแบบ Luxury Wellness

ไฮไลต์ของงานคือไอคอนิกไอเทม Valmont Prime Renewing Pack หรือ “แฮปปี้มาส์ก” ครีมมาส์กหน้าที่ขายได้หนึ่งกระปุกทุก ๆ สองนาทีทั่วโลก โดดเด่นด้วยคุณสมบัติช่วยเพิ่มความกระจ่างใส เผยผิวเรียบเนียน ลบเลือนร่องรอยความเหนื่อยล้า และเติมเต็มริ้วรอยในเวลาเพียง 5 นาที พร้อมกันนี้ Valmont ยังนำเสนอคอลเลกชัน Vitality ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการฟื้นบำรุงผิวระดับเซลล์ของแบรนด์ ด้วยนวัตกรรม DNA Silanol เอกสิทธิ์เฉพาะของ Valmont ที่ได้รับการยกย่องจากวงการวิทยาศาสตร์ มุ่งเป้าไปที่ทุกปัจจัยของผิวที่อ่อนเยาว์ เพื่อเผยผิวที่ดูสดใส เนียนนุ่ม และเปล่งปลั่งโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต คอลเลกชันนี้ออกแบบมาเพื่อทุกคนทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายด้วยเนื้อสัมผัสหลายระดับ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผิวแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง

Valmont

การเปิดตัว Valmont ในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการแนะนำแบรนด์สกินแคร์จากสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังเป็นการเปิดประสบการณ์แห่งศาสตร์และศิลปะของความงาม ที่หลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์พรีเมียม ถ่ายทอดนิยามของ Timeless Beauty ที่สง่างามเหนือกาลเวลาในแบบฉบับ Valmont อย่างแท้จริง และพร้อมให้บริการในไทยแล้ววันนี้ โดยบริษัท GS Luxury (Thailand) Co., Ltd. ติดต่อสอบถามข้อมูลจุดจำหน่ายและรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ValmontThailand


เปิดตำราโหงวเฮ้งสาว GIRL LOVE ทำไมหน้าตาแบบนี้ถึง ‘ทั้งสวยทั้งเฮง’

LUCKY GIRL FACE THEORY เปิดตำราโหงวเฮ้งสาว GIRL LOVE ทำไมหน้าตาแบบนี้ถึง ‘ทั้งสวยทั้งเฮง’

ช่วงปีที่ผ่านมากระแสสาวๆ GIRL LOVE เรียกได้ว่าฮอตแบบสร้างปรากฏการณ์ จากเคมีที่ชวนฟินไปจนถึงเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้แฟนคลับตกหลุมรักแบบไม่รู้ตัว

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะความนิยมของซีรีส์เพียงอย่างเดียว แต่พอมองลึกลงไปกลับพบว่า ‘โหงวเฮ้ง’ ของพวกเธอก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจ เพราะตามความเชื่อจีน ใบหน้าบางลักษณะถือเป็นโหงวเฮ้งแห่งความรุ่งเรือง โอกาส และเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คน

ไม่ใช่แค่ความสวยหรือฝีมือเท่านั้น แต่รายละเอียดเล็กๆ บนใบหน้าอย่างรูปทรงคิ้ว ดวงตา โหนกแก้ม หรือสัดส่วนโดยรวม ล้วนถูกมองว่าเป็นพลังงานที่ช่วยส่งเสริมเส้นทางชีวิตและความสำเร็จ และที่น่าสนุกคือ  เมคอัพสามารถช่วย ‘เสริมพลัง’ เหล่านั้นได้

ตรุษจีนนี้เลยอยากชวนมาส่องโหงวเฮ้งแบบฉบับสาว GIRL LOVE ผ่านมุมมองของสายบิวตี้ พร้อมทริคแต่งหน้าที่ช่วยดึงเสน่ห์ตามตำราจีนให้ชัดขึ้น งานนี้ไม่เฉพาะสาว GIRL LOVE เหล่าแฟนคลับอย่างพวกเราก็นำไปปรับใช้สวยตามเมนได้

หลิงหลิง

#01
RADIANT EYE ENERGY
ดวงตาประกายสดใส  
CHINESE PHYSIOGNOMY: ในตำราโหงวเฮ้งจีน ‘ดวงตา’ ถือเป็นศูนย์กลางของพลังชีวิต โดยแนวคิด “眼神有光” หรือดวงตามีแสง หมายถึงสายตาที่มีประกาย สดใส ไม่หม่น สื่อถึงเสน่ห์ ความจริงใจ และแรงดึงดูดตามธรรมชาติ

BEAUTY REFERENCE
LINGLING KWONG (@linglingkwong)
‘ดวงตาแบบกวางน้อย สวยสะกดจิต’
ดวงตาของ หลิงหลิง คอง เป็นตัวอย่างชัดของดวงตาแบบมีแสง รูปตากลมละมุนสไตล์หมวยที่ยังคงความคม ทำให้ลุคดูอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ประกายตาระยิบระยับคล้ายตากวางน้อย เพิ่มความน่ารักชวนเอ็นดู ขณะเดียวกันแววตาที่ดูขี้อ้อนเล็กๆ ก็สร้างแรงดึงดูดสูง มองแล้วไม่ได้แค่สวยแต่มีเสน่ห์ขวนหลง สายตาแบบนี้แหละ ‘ขออะไรแม่ให้หมดเลย’

BEAUTY EDITOR TIPS
วางประกายอายแชโดว์เน้นเฉพาะจุดกลางลูกตาแทนการทาทั้งเปลือกตาเพื่อสร้างจุดดึงดูดสาวยตา และเพิ่มไฮไลท์สีชมพูอ่อนใต้ตาล่างบางๆ เพื่อให้ตาขาวดูใสขึ้น เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ดวงตาดูมีชีวิตโดยไม่ต้องแต่งหนัก

RECOMMEND: DIORSHOW 5 COULEURS – LIMITED EDITION

#02

BALANCED SOFT NOSE
จมูกสมดุลนุ่มนวล
CHINESE PHYSIOGNOMY: จมูกคือ ‘วังทรัพย์’ จุดศูนย์กลางของโชคลาภ การเงิน และความมั่นคง จมูกที่ดีควรสันตรง ปลายมนเล็กน้อย และมีเนื้อพอดี เพราะเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการดึงดูดโอกาส พร้อมพลังในการเก็บทรัพย์และรักษาความสำเร็จไว้ได้อย่างสมดุล

BEAUTY REFERENCE

ORM KORNNAPHAT (@orm.kornnaphat)
‘จมูกละมุนลูกคุณหนู’

จมูกของน้องออมแทบจะเหมือนหลุดออกมาจากตำรา ด้วยสันเรียบสวย ปลายพุ่งแต่ยังมน มีเนื้อกำลังน่ารัก ดูน่าเอ็นดูและน่ามองแบบไม่ต้องพยายาม ความบาลานซ์นี้เองที่ทำให้ภาพรวมดูมีเสน่ห์ชวนหลง และตามความเชื่อยังสะท้อนพลังแห่งโชคดี ความมั่นคง และความสวยที่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกสบายใจ

BEAUTY EDITOR TIPS
แทนการลากคอนทัวร์ยาวตลอดสันจมูก ให้ลงเงาเป็นช่วงสั้น ๆ บริเวณใต้หัวคิ้วหรือช่วงต้นสันจมูก เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าสันจมูกเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงบน วิธีนี้ช่วยให้จมูกดูมีมิติและบาลานซ์ โดยยังคงปลายจมูกให้ดูนุ่มและมีเนื้อ ไม่แหลมแข็งเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะจมูกที่ตำราจีนมองว่าสื่อถึงความละมุนและความโชคดี
RECOMMEND: RARE BEAUTY WARM WISHES EFFORTLESS BRONZER STICK

ฟรีน สโรชา

#03
OPEN FOREHEAD ENERGY
หน้าผากเปิดรับ
ทรัพย์
CHINESE PHYSIOGNOMY
: หน้าผาก หรือ 天庭 ถือเป็นพื้นที่แทนโอกาสและเส้นทางชีวิตช่วงต้น ตำราจีนบอกว่าหน้าผากที่ดีควรดูเปิด โล่ง โค้งมนเล็กน้อย และมีความกระจ่าง เพราะความสว่างหมายถึงพลังงานที่ไหลเวียนดี ได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่ และมีโอกาสใหม่เข้ามาเสมอ

BEAUTY REFERENCE 
FREEN SAROCHA (@srchafreen)
‘หน้าผากออร่าคุณหนู’

ตามตำราโหงวเฮ้งจีน หน้าผากคือ ‘ตำแหน่งสวรรค์’ สื่อถึงวาสนา โอกาส และภาพลักษณ์โดยรวม ซึ่งหน้าผากของน้องฟรีนมีลักษณะโค้งมน โปร่ง และเปิดกำลังดีใม่มากไม่น้อย ถือเป็นจุดเด่นที่ช่วยเสริมเสน่ห์น่าเข้าหา ความคิดเปิดกว้างและพลังงานบวก

 ผิวหน้าผากที่รับแสงสวยยิ่งทำให้ออร่าดูสดใสแบบเป็นธรรมชาติ เมื่อนำมารวมกับลุคที่มักดูสุภาพจึงให้ฟีลสง่างามแบบ EFFORTLESS แม้จะยังเป็นสาวน้อยแต่ก็สวยแพง ยิ่งเปิดหน้าผากยิ่งดูสง่าชวนมอง

BEAUTY EDITOR TIPS
เมคอัพอาร์ทิสต์สายแฟชั่นมักสร้าง ILLUSION ของพื้นที่หน้าผากด้วยการวางความสว่างเฉพาะกลางหน้าผาก ไม่ใช่ไฮไลต์ชิมเมอร์แวววาว แต่เลือกสร้างไฮไลท์ด้วยวิธีที่แนบเนียนอย่างการใช้คอนซีลเลอร์สีสว่างกว่ารองพื้น แต้มบริเวณจุดรับแสงอย่าง หน้าผาก โหนกแก้ม ปลายจมูก ปลายคางเทคนิคนี้ช่วยให้ใบหน้าดูเปิด หน้าผากดูมีมิติทันทีแบบไม่โป๊ะ
RECOMMEND: MAKE UP FOR EVER HD SKIN CONCEALER

เบ็คกี้

BALANCED SOFT BROWS
คิ้วสมดุล ละมุนตามตำรา
CHINESE PHYSIOGNOMY
: คิ้ว สื่อถึงความสัมพันธ์และคนรอบตัว คิ้วที่ดีตามตำราจะมีความโค้งนุ่ม ไม่หักมุม ไม่ชี้เฉียงหรือตก เพราะสะท้อนบุคลิกที่เข้ากับคนง่าย มีเสน่ห์แบบอบอุ่น และมี NETWORK ที่ดี

BEAUTY REFERENCE
BECKY ARMSTRONG  (@beccca)
‘คิ้วหวานซ่อนพลัง’
ตามตำราโหงวเฮ้งจีน “คิ้ว” สื่อถึงเสน่ห์ บุคลิก และพลังความสัมพันธ์ ซึ่งคิ้วของน้องเบ็คกี้มีโครงสร้างชัดแต่เส้นคิ้วเบา โค้งกำลังดี จึงให้บาลานซ์ระหว่างความหวานกับความเซ็กซี่แบบเป็นธรรมชาติ ช่วยเสริม CHARISMA และทำให้ลุคดูมีพลังน่าดึงดูดความโค้งที่ไม่แข็งเกินไปทำให้ EXPRESSION ดูอบอุ่น น่าเข้าหาแต่ยังมีแรงดึงดูดซ่อนอยู่ คิ้วที่มีโครงสร้างชัดแบบนี้ยังช่วยส่งเสริมงานของเธอเพราะทำให้สื่อสารด้านการแสดงได้ชัดเจน

BEAUTY EDITOR TIPS
แทนการวาดคิ้วเต็มทั้งเส้น ช่างแต่งหน้ามืออาชีพจะเติมเฉพาะจุดที่ขาดด้วยปากกาเขียนคิ้วแบบลิควิด แล้วใช้คอนซีลเลอร์ใต้หางคิ้วเพื่อยกองศาเล็กน้อย วิธีนี้ช่วยให้คิ้วดูสดใส LIFTED แต่ยังละมุน ไม่แข็ง
RECOMMEND: ANASTASIA BEVERLY HILLS MICROSTROKE BROW PEN

BEAUTY EDITOR TALK
เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA

Kloset

Love That Last เส้นทาง 24 ปีที่ขับเคลื่อนด้วยความรักของ Kloset

ตลอดระยะเวลา 24 ปีของ Kloset ไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางของแบรนด์แฟชั่นไทยแบรนด์หนึ่ง แต่คือเรื่องราวของการเติบโต ความเปลี่ยนแปลง และการยืนหยัดอยู่กับตัวตนของตัวเองท่ามกลางโลกแฟชั่นที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยความรักในเสื้อผ้าและงานฝีมือ วันนี้ Kloset กลายเป็นชื่อที่ผู้หญิงหลายเจเนอเรชันคุ้นเคยและยังคงเลือกสวมใส่ เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ฤดูกาล แบรนด์นี้ยังคงชัดเจนในสิ่งที่เป็นและซื่อสัตย์กับหัวใจของการทำงานมาโดยตลอด

Love That Last เส้นทาง 24 ปีที่ขับเคลื่อนด้วยความรักของ Kloset

เบื้องหลังการเดินทางอันยาวนานนี้คือมุมมองของ คุณแก้ม – มลลิกา เรืองกฤตยา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kloset และ Kloset and Etcetera ที่เชื่อว่าข้อดีของการได้ทำในสิ่งที่รักคือความไม่เบื่อ แม้จะมีอุปสรรค แต่เมื่อไฟของแพสชันยังลุกโชนอยู่ จึงมีพลังฮึดสู้ในทุกวัน

Starting Point

“ความรักในเสื้อผ้าของแก้มไม่ได้เริ่มจากความฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ แต่เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างงานประดิษฐ์ การเย็บ ปัก และการลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก จากการซื้อเศษผ้ามาเย็บโบติดเสื้อเก่า ทดลองทำในแบบที่สนุกและเป็นตัวเอง เมื่อเติบโตขึ้น ความสนใจนั้นค่อย ๆ พัฒนาเป็นความหลงใหลในเสื้อผ้า งานฝีมือ และรายละเอียดของแพตเทิร์น

การได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาเปิดโลกแฟชั่นของแก้มให้กว้างขึ้น ทำให้แก้มเห็นว่าแม้จะมีเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ แต่ยังมี ‘พื้นที่ว่าง’ สำหรับงานในแบบที่แก้มเชื่อ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Kloset สไตล์เสื้อผ้าที่มีความเฟมินีน งานดีเทล เป็นแบรนด์ที่เกิดจากความคิดเรียบง่ายที่ว่า ถ้าเราชอบแต่งตัวแบบนี้ ก็น่าจะมีคนอื่นที่รู้สึกเหมือนกัน

ขณะที่ Kloset and Etcetera เน้นความน่ารัก สดใส มีลูกเล่น สนุกสนาน โดยเฉพาะการใช้ลายพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์ คืออีกบทของแบรนด์ที่ตอบโจทย์การสวมใส่ให้คล่องตัวขึ้น แต่ยังยืนอยู่บนดีเอ็นเอเดียวกัน

ตลอดเวลากว่า 24 ปีในการทำแบรนด์ Kloset และเกือบ 15 ปีกับ Kloset and Etcetera แก้มไม่เคยรู้สึกเบื่องานเลย แม้จะมีอุปสรรค มีวันที่ยาก หรือช่วงเวลาที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง แต่เมื่อได้ทำในสิ่งที่รัก แพสชันจะยังอยู่และทำให้เรายังอยากเดินต่อไปเสมอ”

Passion is in the Details

“การทำงานตรงนี้ แม้แพสชันจะยังคงอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่าความเหนื่อยล้าจะไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์โตขึ้น ความรับผิดชอบก็มากขึ้นด้วย จากวันที่เริ่มต้นทำแบรนด์ตอนอายุ 26 ปี ในวันที่ยังไม่มีภาระ ไม่มีครอบครัว และไม่มีใครต้องดูแลนอกจากตัวเอง วันที่เงินหมดบัญชีก็ยังไม่กลัว เพราะมีเพียงความฝันและความเชื่อว่า ‘อย่างไรก็ต้องไปต่อให้ได้’

จากทีมเล็ก ๆ ปัจจุบัน Kloset กลายเป็นองค์กรที่มีพนักงานเกือบร้อยชีวิต ทุกการตัดสินใจจึงไม่ได้กระทบแค่ตัวเอง แต่หมายถึงความมั่นคงของทีม ลูกน้อง และครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง

แก้มไม่ได้มองตัวเองเป็นดีไซเนอร์ แต่เป็น Entrepreneur (ผู้ประกอบการ) ที่รักแฟชั่น การทำ Kloset และ Kloset and Etcetera จึงไม่ใช่การทำตามใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบาลานซ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และความจริงของธุรกิจ บางชิ้นถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงตัวตนของแบรนด์ ขณะที่บางชิ้นถูกออกแบบมาเพื่อการขายจริง และบางครั้งก็ต้องกล้าตัด แม้จะรู้ว่าน่ารัก เพราะในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แต่กำลังซื้อน้อยลง ทุกการตัดสินใจจึงต้องละเอียดและซื่อสัตย์กับแบรนด์มากกว่าเดิม

หลังโควิด-19 โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งเทคโนโลยี ช่องทางการสื่อสาร วิธีการขาย และจำนวนแบรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ Kloset และ Kloset and Etcetera จะเป็นแบรนด์ที่อยู่มานาน แก้มก็ยังต้องถามตัวเองเสมอว่า ‘เรายังตามทันไหม’ การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้แบรนด์ยังเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่หลงทาง

หัวใจของ Kloset และ Kloset and Etcetera จึงอยู่ที่การรักษาดีเอ็นเอให้ชัดเจน ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร เสื้อผ้าอาจใส่ง่ายขึ้น ราคาอาจเข้าถึงได้มากขึ้น แต่คุณภาพ งานฝีมือ และรายละเอียดต้องไม่ลดลง เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ทันทีว่า ‘นี่คือ Kloset’ ”

Heartfelt Moment

“ความสุขของแก้มไม่ได้อยู่แค่ในวันที่ยอดขายดีหรือมีกำไร แต่คือการได้เห็นสิ่งที่อยู่ในหัวกลายเป็นชิ้นงานจริงที่มีคนเห็นคุณค่าและหยิบไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการได้เห็นผู้คนรอบตัวเติบโตไปพร้อมกัน

ทั้งทีมงานที่เริ่มจากวันแรกจนก้าวออกไปสร้างเส้นทางของตัวเอง กลายเป็นแบรนด์รุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ และอีกหลายคนที่กลับมาบอกว่า Kloset คือแรงบันดาลใจของพวกเขา สิ่งเหล่านี้มีความหมายกับแก้ม ทำให้เรารู้สึกว่าการเดินทางตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่สูญเปล่าเลย”


CHAGEE

CHAGEE ปักหมุด ICONSIAM เปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในไทย

CHAGEE เปิดตัว Flagship Store แห่งแรกในไทยอย่างยิ่งใหญ่ที่โซน The Veranda มาพร้อมดีไซน์ Chain Curtain สีทองสุดตระการตา และเมนู Exclusive ‘Ceylon Black Milk Tea’ ที่หาดื่มได้ที่นี่ที่เดียว

ชาจี แบรนด์ชาระดับนานาชาติ เปิดศักราชปี 2569 ด้วยก้าวสำคัญอันน่าตื่นเต้น เปิดตัวจุดหมายปลายทางใหม่ของคนรักชา “CHAGEE ICONSIAM” แห่งแรกในประเทศไทย ณ ICONSIAM ชั้น G โซน The Veranda และเป็นสาขาที่ 26 นับตั้งแต่วันแรกที่ชาจีเข้ามาเสิร์ฟความหอมละมุน อร่อย กลมกล่อมในไทย เฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการรังสรรค์เมนูใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะร้านแฟลกชิปแห่งนี้เท่านั้นอย่าง Ceylon Black Milk Tea (ชานมซีลอน) ที่สะท้อนคุณภาพการคัดสรรใบชาแท้และวัตถุดิบระดับพรีเมียมของแบรนด์อย่างแท้จริง พร้อมการปรากฏตัวครั้งสำคัญของพระเอกหนุ่มมาแรง “Bae In Hyuk” (แบอินฮยอก) ที่มาพร้อมออร่าและรอยยิ้มกระชากใจแฟนๆ สายชา สร้างโมเมนต์พิเศษชวนดื่มด่ำชารสชาติใหม่กันแบบลืมไม่ลงกับกิจกรรม Meet-and-Greet ที่เรียกเสียงกรี๊ดดังทั่วทั้งลาน CHAGEE ICONSIAM Exclusive Event ณ River Park ชั้น G ICONSIAM ยกระดับประสบการณ์การดื่มชาคุณภาพไปอีกขั้น ใจกลางแลนด์มาร์กระดับโลก

CHAGEE ICONSIAM แฟลกชิปสโตร์แห่งนี้ มาพร้อมกับชั้นลอยที่ขยายพื้นที่แห่งการพักผ่อนจากชั้นล่างสู่พื้นที่ส่วนตัวที่มาพร้อมกับบรรยากาศที่งดงาม โดยภายในร้านถ่ายทอดทั้งความร่วมสมัยและความผ่อนคลายผ่านวัสดุและโทนสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ทำให้ทุกพื้นที่ภายในร้านกลายเป็นพื้นที่แห่งความผ่อนคลาย แบ่งปันโมเมนต์พิเศษร่วมกัน ตามแนวคิด “CHAGEE Together” ในการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านช่วงเวลาดี ๆ ของการดื่มชา ให้ทุกคนได้หยุดพักจากความเร่งรีบ มานั่งจิบชาหอม อร่อย และกลมกล่อม พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศอันผ่อนคลายใจกลางแลนด์มาร์กระดับโลกอย่าง ICONSIAM

เมื่อก้าวเข้าสู่แฟลกชิปสโตร์ จะได้พบกับการออกแบบพื้นที่ด้านหน้าที่ประดับด้วยม่านโซ่สีทองที่โดดเด่นสะดุดตา ซึ่งได้กลายเป็นมุมถ่ายภาพสุดปังให้กับทุกคนตั้งแต่แรกเห็น พร้อมเติมเต็มบรรยากาศให้แตกต่างด้วยผลงานภาพวาดที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับศิลปินไทยอย่าง Pomme Chan (ปอม ชาน) ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะโดยเฉพาะการสร้างสรรค์งานภาพประกอบมามากกว่า 20 ปี โดยผลงานบนผนังภายในร้านถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของชาผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผสานภาพภูมิทัศน์ สัญลักษณ์ และช่วงเวลาในชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เส้นกริดในภาพช่วยนำสายตาให้ไหลไปตามเส้นทางการค้าและชีวิตของผู้คน พร้อมกับสอดแทรกลวดลายไทยร่วมสมัยและเป็นเอกลักษณ์ไว้ในภาพได้อย่างกลมกลืน ผลงานศิลปะชิ้นนี้จึงเป็นการหลอมรวมความงดงามของขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว พร้อมสะท้อนพลังและเสน่ห์ของ “ชา” ที่เชื่อมโยงผู้คน สถานที่ และเรื่องราวต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

ยิ่งไปกว่านั้น ได้เปิดตัวเครื่องดื่มเมนูเอ็กซ์คลูซีฟที่มีให้ลิ้มลองเฉพาะที่ ICONSIAM เท่านั้น คือ Ceylon Black Milk Tea (ชานมซีลอน) ซึ่งโดดเด่นด้วยรสชาติอันเข้มข้นและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สะท้อนความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเพื่อส่งมอบประสบการณ์การดื่มชาที่ดีที่สุดให้กับสายชา และยังได้เปิดตัวไอเทมสุดพิเศษ ได้แก่ แก้วเก็บอุณหภูมิขนาดกะทัดรัดพร้อมดีไซน์เฉพาะตัว CHAGEE Mini Vacuum Cup สี Starry Red และแก้ว CHAGEE Tumbler Cup สี Starry Red พร้อมโปรโมชันรับสาขาใหม่ที่จัดขึ้นเฉพาะในงาน Grand Opening เท่านั้นพร้อมเสิร์ฟเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ ดึง Bae In Hyuk มอบรอยยิ้มรับปีใหม่ให้กับแฟน ๆ อย่างเต็มอิ่ม

ไฮไลต์พิเศษของงานนี้ คือ การปรากฏตัวของ “Bae In Hyuk” (แบอินฮยอก) นักแสดงหนุ่มขวัญใจชาวไทยจากเกาหลีใต้ มาร่วมงานเปิดตัวร้านแฟลกชิปแห่งนี้ พร้อมกับมอบรอยยิ้มและความฟินแบบจุใจให้กับผู้โชคดีในช่วงกิจกรรม Meet-and-Greet ท่ามกลางบรรยากาศวานิลลาสกายที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในงานนี้ Bae In Hyuk ได้ลิ้มลองชาทั้ง 2 รสชาติด้วยกัน ได้แก่ BO•YA Jasmine Green Milk Tea (ชาเขียวมะลินม) เมนูขายดีและ Ceylon Black Milk Tea (ชานมซีลอน) เมนูเอ็กซ์คลูซีฟของแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในไทย ที่หนุ่ม Bae In Hyuk การันตีเลยว่า “อร่อยมาก ๆ” นอกจากนี้ยังได้รับชาเลนจ์ให้โชว์สกิลการชงชาในกิจกรรม Tea Barista : Tea Making ชงชานมเมนู Ceylon Black Milk Tea แบบสด ๆ บนเวที ประหนึ่งบาริสต้ามืออาชีพ และเสิร์ฟให้กับ Lucky Fan ได้ลิ้มลองความอร่อย พร้อมกับหยอดประโยคภาษาไทยสุดน่ารักเอาใจแฟน ๆ ชาวไทยอย่าง “คิดถึงแบแบมาก” ที่ทำเอาเสียงกรี๊ดดังสนั่นทั่วทั้งงาน แล้วปิดท้ายด้วยการแจกลายเซ็นลงบนคอลเลกชันพิเศษของชาจีเพื่อมอบให้กับ 10 Lucky Fans และเก็บภาพความประทับใจร่วมกับแฟน ๆ อย่างเป็นกันเอง สร้างโมเมนต์อิ่มเอมหัวใจตลอดทั้งงาน

สำหรับใครที่พลาดงาน Grand Opening ในครั้งนี้ สามารถมาสัมผัสประสบการณ์การดื่มชารูปแบบใหม่ได้แล้ววันนี้ที่ร้านแฟลกชิปแห่งแรกในประเทศไทย ณ ICONSIAM ชั้น G โซน The Veranda เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น.

ติดตามกิจกรรมสุดพิเศษและเมนูใหม่ก่อนใครได้ที่ Facebook, Instagram และ TikTok ของ CHAGEE Thailand และแอปพลิเคชัน

D2B Family

Big D2B Family 18 ปีที่ความรักไม่เคยหายไปจากใจ

ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความรักต่อศิลปินอาจขึ้นลงตามกระแส แต่ไม่ใช่กับแฟนคลับบ้าน Big D2B Family ที่แม้ ‘บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ หรือ บิ๊ก D2B จากไปกว่า 18 ปีแล้ว (วันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา คือวันครบรอบ 18 ปีที่บิ๊กจากไป) แต่ความรักที่แฟนๆ มอบให้ไม่เคยจางหาย กลับผูกพันแน่นแฟ้นถึงขั้นดูแลไปจนถึงครอบครัวของบิ๊ก ดังที่ ‘คุณอุดม กิตติกรเจริญ’ คุณพ่อของบิ๊กกล่าวไว้ว่า “แฟนคลับทุกคนเป็นของขวัญที่บิ๊กให้พ่อ”

แพรวคุยกับ ‘คุณจอย-วิไลพร เรืองเชื้อเหมือน’ และ ‘คุณขวัญอุมา-ธีรานุช เลิศคชสีห์’ สองตัวแทนทีมแฟนคลับที่จะมาเล่าถึงความรักที่อบอุ่นหัวใจครั้งนี้

The Beginning of Big D2B Family

คุณจอยเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของความรักและความผูกพันที่มีต่อบิ๊กว่า “เกิดจากความชอบ เหมือนเด็กทั่วไปที่มีศิลปินในดวงใจค่ะ ติดตามมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งตรงกับช่วงที่ D2B เดบิวต์พอดี เวลาเขาไปออกรายการช่องไหนเราก็ตามเปิดดูทุกรายการ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสไปเชียร์หน้าเวที เพราะสมัยนั้นตามศิลปินยากมาก

คุณขวัญเสริม “ใช่ค่ะ ยุค D2B ไม่เหมือนทุกวันนี้ เพราะตอนนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีข้อมูลตารางงานของศิลปิน ต้องคอยตามข่าวจากทีวีหรือหนังสือพิมพ์ ครั้งหนึ่งขวัญเคยไปรอเจอเขาตามงาน ตอนแรกก็กังวลเพราะไม่รู้ว่าศิลปินดังๆ จะหยิ่งไหม แต่พอเจอกันพี่บิ๊กเดินเข้ามาหาทันที ตอนนั้นยืนห่างกันไม่กี่เมตร เขาคุยเล่นกับเรา จนต้องหันไปถามเพื่อนที่มาด้วยกันว่า เขาเล่นกับเราจริงๆ ใช่ไหม เพราะพี่บิ๊กไม่ถือตัวเลย ธรรมชาติมาก ทำให้รู้เลยว่าผู้ชายคนนี้น่ารัก”

กระทั่งปี 2546 เมื่อนึกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กลายเป็นจุดพลิกทุกอย่างไปตลอดกาล คุณ จอยเล่าว่า “เราตามข่าวว่าอาการบิ๊กเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงแรกของการรักษาตัวทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่จู่ๆ อาการก็ทรุดลงกะทันหัน คุณหมอบอกว่ามีการติดเชื้อราในสมอง เนื่องจากสำลักน้ำเน่าเข้าปอด ซึ่งมีโอกาสรอดน้อยมาก จากนั้นก็เกิดอาการโคม่าเป็นเจ้าชายนิทรา ระหว่างนั้นเขาย้ายออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวต่อที่บ้านนานถึง 5 ปีเต็ม

“ช่วงนั้นทุกเสาร์-อาทิตย์ ที่บ้านบิ๊กจะเปิดให้แฟนคลับเข้าไปเยี่ยมได้ เราก็ลองเข้าไปเยี่ยมในฐานะ แฟนคลับคนหนึ่ง เพราะอยากไปให้กำลังใจ ได้เห็นบิ๊กนอนอยู่บนเตียงไกลๆ และมีโอกาสถามไถ่สารทุกข์ สุขดิบจากคุณพ่อคุณแม่ของบิ๊กบ้าง พวกท่านก็เอ็นดูแฟนคลับทุกคนที่เข้ามาหา นอกจากนี้ยังได้เจอกลุ่มแฟนคลับคนอื่นๆ คุยกันถูกคอจนเกิดเป็นความรู้สึกคุ้นเคย พอไปบ่อยๆ เหมือนเราไม่ได้ไปเยี่ยมศิลปินเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ไปหาพ่อแม่ของบิ๊กที่เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ และได้เจอแฟนคลับที่เหมือนพี่น้องของเราด้วย ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น

คุณขวัญเสริม “ตอนแรกเราเข้าไปด้วยเจตนาแค่อยากให้กำลังใจที่บิ๊กและคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้รู้ว่ายังมีคนที่รักและเป็นห่วง แต่ด้วยช่วงเวลาที่ยาวนานมาก จากที่เคยได้แต่มองคุณพ่อคุณแม่ดูแล พี่บิ๊กก็ไปร่วมช่วยเหลือบ้าง เช่น ช่วยยกตัว ทำกายภาพ เช็ดตัว พาคุณพ่อคุณแม่ไปซื้อของจำเป็น ช่วยกันคนละเล็กละน้อย

“ตอนนั้นขวัญยังเป็นน้องเล็กในกลุ่ม ช่วยอะไรไม่ได้มาก จึงตัดสินใจกลับไปคุยกับที่บ้านว่าอยากเรียนพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ขวัญสนใจอยู่ แล้วยิ่งได้มาเผชิญกับสถานการณ์ใกล้ตัวเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของเรา แต่ระหว่างที่เรียน จู่ๆ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2550 พี่บิ๊กก็จากโลกนี้ไป ตอนนั้นช็อกและเสียใจมาก คนที่ใจสลายที่สุดคงเป็นคุณพ่อคุณแม่ เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปี ท่านดูแลพี่บิ๊กไม่ห่าง 24 ชั่วโมง แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย 

“พวกเราทีมแฟนคลับจึงวางแผนจริงจัง อยากซัพพอร์ตคุณพ่อคุณแม่ทุกด้านเท่าที่จะทำได้ เพราะทุกคนคิดเหมือนกันว่าท่านคือญาติผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ซึ่งสมาชิกแฟนคลับบ้านหลัก Big D2B Family ที่อยู่ตั้งแต่วันแรกมีทั้งหมด 6 คน ได้แก่ พี่หนึ่ง (สุภาวดี จิระปัญญายุทธ) เคยทำหน้าที่ ช่วยพี่บิ๊กทำกายภาพตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงช่วยทำกายภาพให้คุณพ่อด้วย ต่อมาคือ พี่ขวัญ (ณัฐลภัส รัตนมีธนะกุล), มุ่ย (วรรณธิราภรณ์ สำ อางค์ผิว) และพี่จอย จะคอยซัพพอร์ตงานอื่นๆ เช่น ประสานงาน หรืออยู่เป็นเพื่อนคุณพ่อเวลาต้องเดินทางไปทำธุระ คนสำคัญอีกคนคือพี่เพ็ญ (วันเพ็ญ แถวไธสง) ที่ได้จากพวกเราไปแล้ว ถือว่าเป็นเสาหลักเลยค่ะ เพราะช่วงที่บิ๊กนอนติดเตียง พี่เพ็ญจะเป็นคนเฝ้าตอนกลางคืน ผลัดเวรให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักผ่อน ส่วนตัวขวัญเอง พอเรียนพยาบาลจบก็มาช่วยดูแลเรื่องยาให้ท่านทั้งสองคนด้วย”

Second Home

คุณจอยย้อนคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่ผ่านมาแล้วเล่าว่า “สิ่งที่ทำให้เรายังผูกพันยาวนานขนาดนี้ เพราะครอบครัวของบิ๊กค่ะ คุณพ่อคุณแม่ใจดีมาก ทั้งให้กำลังใจ ใส่ใจทุกคน และยังเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้กับเด็กๆ ทั้งเรื่องงาน ความรัก ไม่ว่าใครจะมาก่อนหรือหลัง ท่านจำได้หมดทุกคน 

คุณขวัญเสริม “ขวัญเคยถามน้องๆ แฟนคลับที่เข้ามาใหม่เหมือนกันว่า เข้ามาได้อย่างไร เพราะขวัญเองมีโอกาสเจอพี่บิ๊กตัวจริง ความผูกพันจึงยังมีอยู่ แต่น้องๆ ไม่เคยเจอเลย แต่น้องตอบว่า ชอบผลงานเพลงและเสียงร้องของพี่บิ๊ก เห็นเขาเป็นไอดอล พอถึงวันหนึ่งที่โตขึ้นจึงได้เข้ามาร่วมกลุ่มนี้ เหมือนมาตามความฝันในวัยเด็ก และเมื่อมาเจอทีมแฟนคลับที่อยู่กันแบบครอบครัวจริงๆ ทุกคนจึงรู้สึกเหมือนกันว่าที่นี่เป็นบ้านหลังที่ 2 และผูกพันกันจริงๆ ไม่ว่าใครเจอปัญหาอะไรมา บ้านหลังนี้ก็พร้อมโอบกอดพวกเราเสมอ”

A Promise We Keep

 “สำหรับขวัญ รวมถึงรุ่นน้องแฟนคลับทุกคน ต่อให้หลายคนไม่เคยเจอพี่บิ๊กเลย สิ่งแรกที่อยากบอกพี่บิ๊ก คือ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งในวันนี้มาจากพี่ บิ๊ก ขอบคุณที่ทำให้เรารู้จักคุณพ่อคุณแม่ ได้รู้จักครอบครัวนี้ จนกลายเป็น Big D2B Family ครอบครัวพวกเราแข็งแกร่งจริงๆ สิ่งที่พวกเราจะทำต่อจากนี้อาจไม่ใช่คำ สาบาน แต่เป็นการกระทำที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ทุกวันนี้เราไม่ทิ้งพี่บิ๊กคนที่เรารักไปไหน และเราจะเดินไปด้วยกันแบบนี้ต่อไป

“ส่วนจอย เราเคยบอกกับบิ๊กตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าไปในบ้านหลังนี้ว่าจะอยู่ตรงนี้นะ แม้ว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่แทนเขาในฐานะลูกได้ทั้งหมด แต่จะพยายามช่วยทุกอย่างเท่าที่แฟนคลับคนหนึ่งจะทำได้ จนถึงวันนี้ ความตั้งใจนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปีก็ขอยืนยันคำเดิม

“ด้วยรักและคิดถึงเสมอ”

จากคุณพ่อ…ถึงแฟนคลับ :

“พ่อดีใจมากๆ ที่มีแฟนคลับของบิ๊กทุกคนในชีวิต เวลาพ่อจะไปไหนก็มีพวกเขาคอยพาไปเสมอ ขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันตลอด ตั้งแต่บิ๊กจากไป 18 ปี วันแรกพวกเขาดูแลพ่อแบบไหน ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ทุกคนเหมือนลูกหลานในครอบครัว อบอุ่นมาก ไม่เคยเหงาเลย แฟนคลับทุกคนเป็นของขวัญที่บิ๊กให้พ่อจริงๆ ขอบคุณทุกคนจากใจจริงครับ”

จากคุณพ่อ…ถึงบิ๊ก :

บิ๊กเป็นยังไงบ้างลูก สบายดีนะ ไม่ต้องห่วงพ่อ แฟนคลับ ของบิ๊กทุกคนดูแลพ่อดีมาก ตอนนี้ลูกคงได้อยู่กับแม่แล้ว พ่อก็ยัง คิดถึงทั้งสองคนเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ความจริงอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานกว่านี้ แต่เมื่อถึงวันที่ต้องจากกัน พ่อก็รู้ว่าบิ๊กกับแม่ไปอยู่ในที่ที่สบายแล้ว ส่วนพ่อเองก็จะพยายามดูแลรักษาตัวเอง เพื่ออยู่ให้ได้นานที่สุดนะครับ รักเสมอ”



เรื่อง Prince ภาพ วรสันต์  

แกลมรับตรุษจีน! สำรวจ 7 ไอเท็มโทนสีแดง แฝงสัญลักษณ์มงคล

Happy Lunar New Year 2026! เมื่อถึงเทศกาล “ตรุษจีน” แพรว จึงอยากชวนทุกคนอัพเดทแฟชั่นไอเท็มโทนสีแดงคลาสสิก ที่มาพร้อมความหมายมงคล

ตรุษจีน ถือเป็นอีกช่วงเวลาที่บรรยากาศประเทศไทยเต็มไปด้วยความคึกครื้น เห็นได้จากท้องถนน หรือห้างสรรพสินค้า ที่ตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับเทศกาลมงคลนี้ รวมถึงผู้คนยังออกมาจับจ่ายใช้สอย เตรียมตัวต้อนรับสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีม้าไฟ

แน่นอนว่าในฟากฝั่งแฟชั่นก็โอบรับเทศกาลดังกล่าวเช่นกัน เพราะหลายแบรนด์ดังทั้ง Dolce & Gabbana, Gucci, Celine, Prada, Louis Vuitton, Valentino และ Fendi ก็ปล่อยไอเท็มสุดพิเศษที่ล้วนแฝงความหมายมงคลตามความเชื่อของประเทศจีน

เริ่มต้นด้วย Dolce & Gabbana ที่มาพร้อมเดรส Carretto Siciliano Print Dress โดดเด่นด้วยสีสันของ Carretto Sicliano ที่ถ่ายทอดผ่านลวดลาย รถม้า, ล้อประดับ, เลม่อน, ดอกไม้ และ “ม้า” ที่สะท้อนถึงนักษัตรของของปี 2569 ตามความเชื่อ ปีม้าไฟ ถือเป็นปีแห่งความทะเยอทะยาน กระตือรือร้น และการลงมือทำด้วยแรงปรารถนาที่ยากจะหยุดยั้ง

ต่อมา สีแดง สัญลักษณ์สุดคลาสสิกประจำตรุษจีน ตัวแทนของความสุข ความโชคดี ความเจริญรุ่งเรือง พลังอำนาจ และความมีชีวิตชีวา โดยในปีนี้มีแบรนด์ดังอย่าง Gucci, Celine, Prada และ Louis Vuitton ที่นำเฉดสีดังกล่าวมาตีความและรังสสรค์เป็นแฟชั่นไอเท็มมากมาย ทั้งเสื้อโค้ทผ้าวูลนาตเต้, เข็มขัดหนัง, กระเป๋า และผ้าพันคอ

สองสัญลักษณ์สุดท้ายคือ ไข่มุก สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ ที่ปรากฏตัวใน ต่างหูทรงหัวใจ จาก Valentino อีกทั้งยังมีสัญลักษณ์ลูกพลับและถั่วลิสง ซึ่งสื่อถึงคำอวยพรให้ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งดีๆ และความราบรื่นตลอดทั้งปี ที่แบรนด์หรูอย่าง Fendi หยิบมานำเสนอในรูปแบบชาร์มตุ๊กตาประดับกระเป๋า


ภาพ: Gucci, Dolce&Gabbana, Louis Vuitton, Fendi, Prada, Celine และ Velentino