ย้อนไทม์ไลน์ เจ้าชายแอนดรูว์ กับเรื่องอื้อฉาวที่กระทบภาพลักษณ์ราชวงศ์อังกฤษ
ภาพลักษณ์ ความสง่างาม และหน้าที่ต่อสาธารณะของ ราชวงศ์อังกฤษ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้สาธารณชนไว้วางใจในสถาบัน แต่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ เจ้าชายแอนดรูว์ (Prince Andrew, Duke of York) กลับกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตศรัทธาที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสถาบัน
ย้อนไทม์ไลน์ เจ้าชายแอนดรูว์ กับเรื่องอื้อฉาวที่กระทบภาพลักษณ์ราชวงศ์อังกฤษ

แต่ก่อนที่ชื่อของ เจ้าชายแอนดรูว์จะถูกเชื่อมโยงกับคดีอื้อฉาวระดับโลก ชีวิตของเขาเพียบพร้อม เป็นชนชั้นสูง เป็นนายทหารเรือ นักบินเฮลิคอปเตอร์ วีรบุรุษสงครามฟอล์กแลนด์ และพระโอรสองค์โปรดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร แต่เส้นทางชีวิตที่ดูมั่นคงนั้นเริ่มสั่นคลอนจากความสัมพันธ์กับชายที่ชื่อ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein)
ใช่ช่วงปี 1990 ถึงต้น 2000 เจ้าชายแอนดรูว์เริ่มรู้จัก เอปสตีนผ่านสังคมชนชั้นสูงระหว่างประเทศ โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง กิสเลน แมกซ์เวลล์ (Ghislaine Maxwell) เป็นคนแนะนำให้รู้จัก ซึ่งในเวลานั้น เอปสตีน ถูกมองว่าเป็นนักการเงินผู้ทรงอิทธิพล มีเครือข่ายมหาเศรษฐี นักการเมือง และคนดังทั่วโลก การคบหาสมาคมกับเขาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในสายตาสังคมชั้นสูง แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ ภายใต้ภาพลักษณ์ความสำเร็จนั้น ได้ซ่อนคดีอาชญากรรมทางเพศที่กำลังจะถูกเปิดเผยในอีกไม่กี่ปีต่อมา
ปี 2008 เอปสตีน รับสารภาพคดีเกี่ยวกับการค้าประเวณีผู้เยาว์ในสหรัฐอเมริกา และถูกจำคุกช่วงสั้น ๆ แม้คดีจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมอเมริกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าชายแอนดรูว์กลับไม่ได้สิ้นสุดลงทันที
ในปี 2010 ภาพของเจ้าชายแอนดรูว์ขณะเดินเคียงข้าง เอปสตีน ในสวนสาธารณะ Central Park ที่นิวยอร์ก ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังจาก เอปสตรีนเพิ่งพ้นโทษได้ไม่นาน ภาพนั้นไม่ได้เป็นเพียงภาพถ่ายธรรมดา แต่กลายเป็นภาพที่ทำให้สังคมเริ่มสงสัย และตั้งคำถามว่า เหตุใดพระราชวงศ์ระดับสูงจึงยังคงคบหาบุคคลที่เคยถูกตัดสินคดีทางเพศ จึงทำให้แรงกดดันจากสื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2011 เจ้าชายแอนดรูว์ประกาศยุติความสัมพันธ์กับ เอปสตีนและลาออกจากตำแหน่งผู้แทนการค้าของสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว

ปี 2015 ชื่อของเจ้าชายแอนดรูว์ถูกกล่าวถึงในเอกสารทางศาลของสหรัฐ เมื่อหญิงสาวชื่อ เวอร์จิเนีย จิวฟรี (Virginia Giuffre) อ้างว่าเธอถูกบังคับให้มีความสัมพันธ์กับเจ้าชายตั้งแต่อายุ 17 ปี แต่เจ้าชายปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่มีการตั้งข้อหาทางอาญาในเวลานั้น แต่เรื่องราวดังกล่าวไม่เคยหายไปจากข่าว และชื่อของ เจ้าชายแอนดรูว์ยังคงถูกเชื่อมโยงกับคดีนี้อยู่เสมอ
ช่วงเดือนสิงหาคม 2019 เอปสตีน ถูกจับอีกครั้งในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศ ซึ่งเป็นคดีใหญ่ที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ดำเนินการ ข่าวดังกล่าวจุดชนวนความสนใจระดับโลกต่อเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเขา ไม่นานหลังจากนั้น เอปสตีน เสียชีวิตในเรือนจำ เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความสงสัยและทฤษฎีต่าง ๆ ในสังคม ขณะที่สื่อทั่วโลกหันไปจับตาบุคคลใกล้ชิดกับเขา และหนึ่งในนั้นคือ เจ้าชายแอนดรูว์
เดือนพฤศจิกายน 2019 เจ้าชายแอนดรูว์ตัดสินพระทัยให้สัมภาษณ์กับรายการ BBC Newsnight เพื่ออธิบายความสัมพันธ์กับ Epstein และปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่แทนที่จะช่วยกู้ภาพลักษณ์ การสัมภาษณ์ดังกล่าวกลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และกลายเป็นวิกฤตภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของราชวงศ์อังกฤษ ผู้ชมจำนวนมากวิจารณ์ว่า เจ้าชายแอนดรูว์ไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อ และคำอธิบายหลายประเด็นดูไม่น่าเชื่อถือ แรงกดดันจากสาธารณะจึงเพิ่มขึ้นทันที และอีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าชายแอนดรูว์ได้ประกาศถอนตัวจากพระกรณียกิจทั้งหมด

มาในปี 2020–2021 อัยการสหรัฐกล่าวหาว่าเจ้าชายไม่ให้ความร่วมมือเพียงพอในการสอบสวน ขณะที่ทีมกฎหมายของพระองค์ยืนยันตรงกันข้าม และในปี 2021 เวอร์จิเนีย จิวฟรี ได้ยื่นฟ้องทางแพ่งในนิวยอร์ก และศาลอนุญาตให้คดีดำเนินต่อ นั่นหมายความว่าเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายอังกฤษระดับสูงต้องเผชิญกระบวนการศาลในฐานะบุคคลทั่วไป
กระทั่งในเดือนมกราคม 2022 สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงถอดตำแหน่งทหารกิตติมศักดิ์และการใช้ฐานันดร HRH ในทางปฏิบัติจากเจ้าชายแอนดรูว์ เพื่อให้การต่อสู้คดีเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบัน หนึ่งเดือนต่อมา คดีสิ้นสุดลงด้วยการยอมความนอกศาล โดยไม่มีการยอมรับผิด

แม้คดีจะจบลงในทางกฎหมาย แต่ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงอยู่ เขาแทบไม่ปรากฏตัวในบทบาทสาธารณะอีก ไม่ได้กลับไปปฏิบัติภารกิจเหมือนเดิม และชื่อของเขายังคงถูกเชื่อมโยงกับเรื่องอื้อฉาวนี้อยู่เสมอ
ตลอดหลายปีต่อมา สถานะของเเจ้าชายแอนดรูว์ภายในราชวงศ์ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากสมาชิกระดับสูงที่เคยมีบทบาทสำคัญ กลายเป็นบุคคลที่ลดบทบาทลงอย่างมาก

กระทั่งวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 เรื่องราวก็กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เมื่เจ้าชายแอนดรูว์ถูกตำรวจควบคุมตัวในข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในหน้าที่ราชการ โดยสื่อมีการสันนิษฐานว่า เรื่องนี้อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน
ทั้งนี้มีการรายงานว่า เจ้าชายแอนดรูว์ถูกควบคุมตัวประมาณ 12 ชั่วโมง ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในสถานะ “อยู่ระหว่างการสอบสวน” ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เรื่องราวทั้งหมดกลับมาอยู่ในความสนใจของโลกอีกครั้ง















































































































