Beyond Skywalk Nangshi

เปิดตัว Beyond Skywalk Nangshi พร้อมจุดชมวิวพื้นกระจกสูงและยาวที่สุดในไทย แลนด์มาร์คแห่งใหม่สุดอันซีนที่พังงา

“กะตะกรุ๊ป รีสอร์ท ประเทศไทย” ประกาศก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยการพลิกโฉมแบรนด์ “บียอนด์” (Beyond) ภายใต้แนวคิด “Colors of Beyond” สาดสีสันการพักผ่อนและท่องเที่ยวให้เจิดจรัสกว่าเคยมีมา พร้อมสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ “บียอนด์ สกายวอล์ค นางชี” (Beyond Skywalk Nangshi) แลนมาร์คแห่งใหม่สุดอันซีนที่พังงา โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ที่ไม่มีใครเทียบได้ของทะเลอันดามันและภูเขาเสม็ดนางชีอันตระการตา พร้อมเปิดให้บริการในปี 2567

เปิดตัว “บียอนด์ สกายวอล์ค นางชี” พร้อมจุดชมวิวพื้นกระจกสูงและยาวที่สุดในไทย แลนด์มาร์คแห่งใหม่สุดอันซีนที่พังงา

ห้องพักแต่ละห้องได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบความสะดวกสบายและมีสไตล์ท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเงียบสงบ และมีไฮไลท์คือ ‘บียอนด์ สกายวอล์ค’ (Beyond Skywalk) ทางเดินพื้นกระจกลอยฟ้าที่สูงและยาวที่สุดในประเทศไทย ที่เชื้อเชิญนักเดินทางให้มาดื่มด่ำไปกับความมหัศจรรย์ของวิวหลักล้านสุดอันซีนที่ไม่เหมือนใคร ด้วยความยาว 180 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 80 เมตร กระจกสามชั้นหนา 30 มิลลิเมตร สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จิบเครื่องดื่มและเพลิดเพลินไปกับวิวหลักล้านสุดอันซีน เก็บภาพไปแชร์ให้ชาวโซเชียลได้ชื่นชม ตั้งแต่โมงยามของพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก และแสงเรืองรองของทางช้างเผือกเหนือทะเลอันดามัน ราคาเข้าชมพร้อมเครดิตอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 500 บาท นักเรียน/เด็ก ราคา 300 บาท และเด็กเล็กเข้าชมฟรี (ราคานี้เป็นช่วงเปิดตัว หมดเขต 29 กุมภาพันธ์นี้) เปิดให้บริการแล้ว


นิยามความหรูหราใหม่ในทองหล่อย่านของกรุงเทพฯ

สัมผัสนิยามใหม่แห่งความหรูหราของทองหล่อ ย่านที่มีชีวิตชีวาที่สุดแห่งหนึ่งบนถนนสุขุมวิทในกรุงเทพฯ ด้วยการออกแบบตกแต่งอันเป็นเอกลักษณ์ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทยช่างสิบหมู่โบราณ มานำเสนอความเป็นไทยร่วมสมัยผ่านการผสมผสานและออกแบบทั่วโรงแรม ทำให้โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท เป็นโรงแรมดีไซน์เก๋เหมาะกับยุคสมัย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างเหนือระดับและสมบูรณ์แบบ ให้กับเหล่านักเดินทางได้รู้สึกประทับใจมิรู้ลืมเลือน ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีทองหล่อ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำร้านอาหาร บาร์รูฟท็อปอีกทั้งสีสันยามค่ำคืนของกรุงเทพฯเหล่านักเดินทางสามารถสัมผัสประสบการณ์หลากหลายอันมีเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดาย

ไม่ว่าจะเลือกผ่อนคลายไปกับห้องพักและห้องสวีทที่ทันสมัย โชว์วิวเมืองที่สวยงาม เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หรูหราโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท ยังพร้อมให้บริการคลับอินเตอร์คอนติเนนตัลแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่อวดวิวสวยใจกลางเมืองพร้อมชวนสัมผัสบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินอันงดงาม ลิ้มลองอาหารเลิศรสในร้านอาหารและบาร์อันหลากหลายของโรงแรมฯ อันจะทำให้ทองหล่อกลายเป็นศูนย์กลางของอาหารและเครื่องดื่มที่ดีที่สุดในย่านที่มีสีสันของกรุงเทพฯ แห่งนี้นอกจากนี้แขกผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสกับที่สุดแห่งประสบการณ์ผ่อนคลาย และเติมความมีชีวิตชีวาและความรู้สึกสงบผ่อนคลายเมื่อใช้บริการที่เดอะ สปา บาย หาญ สปาหรูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกอันล้ำค่าแห่งภูมิปัญญาไทยและญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน ที่จะเป็นเสมือนการต้อนรับทุกท่านสู่จุดหมายปลายทางที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งบนถนนสุขุมวิท ที่จะทำให้การมาเยือนกรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นที่น่าจำตลอดไป

จุดเด่นของโรงแรม

ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านทองหล่อที่มีชีวิตชีวาที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท เปรียบดังสวรรค์ของความหรูหรา เรียบหรูมีเอกลักษณ์เฉพาะตนตั้งแต่การออกแบบภายในที่น่าตื่นตาตื่นใจจนถึงประสบการณ์ของแขกผู้เข้าพักที่ผสมผสานในความเป็นไทยที่เห็นได้ชัดในทุกรายละเอียดทั่วโรงแรม สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมประกอบด้วย

-ห้องพักและห้องสวีท 241 ห้องที่ออกแบบด้วยความพิถีพิถันพร้อมอวดวิวเมืองสุดสวย สิ่งอำนวยความสะดวกที่หรูหรา อ่างอาบน้ำเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว สมาร์ททีวีขนาด 55 นิ้ว เทคโนโลยีโครมคาสต์ที่ทำให้คุณสามารถส่งภาพจากมือถือขึ้นทีวีและสมาร์ทลำโพงบลูทูธไร้สายไอโฮม

-ผลิตภัณฑ์อาบน้ำแบรนด์หรูจากยุโรปไบรีโด (BYREDO)

-ห้องเพรสซิเดนเชียล สวีท ขนาด 200 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ชั้น 30ประกอบด้วยห้องนอนที่มีอ่างอาบน้ำห้องทำงาน ห้องรับประทานอาหาร ห้องประชุมขนาดเล็กพร้อมห้องน้ำห้องนั่งเล่น ระเบียงส่วนตัวด้านนอกพร้อมสระว่ายน้ำแบบแช่ในพื้นที่นอกชาน วิวเมืองแสนสวย เหมาะสำหรับการพักผ่อนหรูหราไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับการจัดงานเลี้ยงสุดเอ็กซ์คลูซีฟกลางเมืองอีกด้วย

-สัมผัสประสบการณ์แห่งโลกของอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วทุกมุมโลก อาทิเดอะ ล็อบบี้เป็นเลาจน์ต้อนรับสำหรับพบปะและงานสังคมในทุกเวลาเน้นอาหารและเครื่องดื่มอาฟเตอร์นูนทีและเครื่องดื่มสไตล์เก๋เอวา บราสเซอรีห้องอาหารที่ให้บริการตลอดทั้งวันสำหรับลิ้มลองอาหารจากทั่วทุกมุมโลกโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการบินและโร้ก ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์น่าค้นหาและยังเป็นพื้นที่จัดงานอเนกประสงค์อีกด้วย

-ห้องประชุมและจัดงานเลี้ยง ที่เน้นแสงธรรมชาติวิวเมืองเน้นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะสำหรับทั้งการจัดงานแบบออนไซท์และไฮบริด

-บริการคลับ อินเตอร์คอนติเนนตัล อวดวิวเมืองสุดสวยพร้อมชมพระอาทิตย์ตกดินใจกลางทองหล่อ

คลับอินเตอร์คอนติเนนตัล

(CLUB INTERCONTINENTAL)

เพลิดเพลินกับวิวที่สวยงามของพระอาทิตย์ตกดินที่ชั้น 31

 พร้อมอาหารว่างทั้งวัน อาฟเตอร์นูนทีและค็อกเทลในช่วงเย็น

การจัดประชุมสัมมนาและงานจัดเลี้ยง

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท เป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการประชุมสัมมนาและงานเลี้ยงขนาดเล็กถึงกลาง สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้สูงสุด 300 คน ในห้องบอลรูมและห้องจัดประชุมบนพื้นที่กว่า 685 ตารางเมตรที่เน้นแสงธรรมชาติอาหารและเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย เทคโนโลยีทันสมัยเหมาะสำหรับจัดงานทั้งแบบออนไซท์และไฮบริด

ห้องประชุมบนชั้น 3 พร้อมพื้นที่เอนกประสงค์เด่นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

สามารถจัดงานทั้งแบบออนไซท์และไฮบริด

บริการจุดชาร์จรถไฟฟ้าและที่จอดรถอัตโนมัติที่สะดวกสำหรับ 160 คัน

-ห้องประชุมบนชั้น 3 พร้อมพื้นที่เอนกประสงค์เด่นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

-สามารถจัดงานทั้งแบบออนไซท์และไฮบริด

-บริการจุดชาร์จรถไฟฟ้าและที่จอดรถอัตโนมัติที่สะดวกสำหรับ 160 คัน

-ห้องเพรสซิเดนเชียล สวีท ขนาด 200 ตารางเมตรที่ชั้น 30 พร้อมระเบียงส่วนตัวด้านนอกเหมาะสำหรับจัดงานสังคมและงานเลี้ยงส่วนตัวแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟวิวใจกลางเมืองสุดสวย

การเดินทางมายังโรงแรม

จากสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินนานาชาติดอนเมือง

รถแท็กซี่30 ถึง 60 นาที

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์+ รถไฟฟ้าบีทีเอส 40 ถึง 60 นาที

รถรับ-ส่งสนามบิน + รถไฟฟ้าบีทีเอส 40 ถึง 60 นาที

FENDI Mini Origami กระเป๋าพับได้ที่มาพร้อมขนาดกะทัดรัดและความโชคดี

ซูมอินทุกดีเทล FENDI Mini Origami กระเป๋าพับได้ที่มาพร้อมขนาดกะทัดรัด เพิ่มเติมความลูกเล่น และความสนุกให้กับกระเป๋าด้วยชาร์ม FENDI Fortune Teller รุ่นใหม่ที่ใช้คู่กันแล้วยิ่งโชคดี

FENDI Mini Origami กระเป๋าพับได้ที่มาพร้อมขนาดกะทัดรัดและความโชคดี

กระเป๋า Origami ถูกออกแบบมาเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบระหว่างสองรูปทรงที่แตกต่างกัน อย่างกระเป๋าทรง cubic bucket และ กระเป๋าช็อปเปอร์สี่เหลี่ยมคางหมูแบบเรียบ ผ่านโครงสร้างที่ซับซ้อนและสายหนังขนาดเล็กที่บริเวณด้านข้าง

ชื่อของ Origami ได้มาจากเทคนิคการพับกระดาษแบบโบราณของญี่ปุ่นซึ่งเป็นการเปลี่ยนแผ่นกระดาษให้เป็นอุปกรณ์ตกแต่ง เปิดตัวพร้อมกับขนาด Large และ Medium ด้วยสไตล์มินิที่เหมาะแก่การพกพาสิ่งของจำเป็นทั้งหมด มาพร้อมสายสั้นและยาวเพื่อง่ายต่อการสะพายไหล่ โดยสัดส่วนที่กะทัดรัดทำให้แอ็คเซสเซอรี่สามารถเปลี่ยนจากลุคกลางวันเป็นลุคกลางคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

พาเลทสีอันโดดเด่นของคอลเลคชั่น FENDI Women’s Spring/Summer 2024 นี้มีสีสันที่สดใสเมื่อนำมาอยู่บนหนังเกรนอันล้ำค่าบนกระเป๋า Mini Origami มาในสีพาสเทลอย่าง สีฟ้าอ่อน สีน้ำตาล ‘gianduia’ และสีน้ำเงิน slate blue นอกจากนี้ยังเพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยกระเป๋าเวอร์ชั่นสีเหลือง vitaminic yellow และสีแดง lava red

โดยรุ่นพิเศษของกระเป๋า Mini Origami มีความแตกต่างด้วยการใช้หนังงู (Karung leather) ซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติด้วยโทนสีเบจเพื่อเน้นถึงความสวยงามของลวดลาย 

สานต่อเอกลักษณ์ของเมซงด้วยการสร้างสรรค์ที่เพิ่มความสนุกสนาน กระเป๋า Mini Origami ถูกเติมเต็มลูกเล่นใหม่ด้วยชาร์ม FENDI Fortune Teller ซึ่งเกมนี้เริ่มจากการเลือกตัวเลข โดยเปิดและปิด fortune teller ตามจำนวนที่เลือก จากนั้นเลือกหนึ่งด้านแล้วจึงเปิดออกเพื่ออ่านคำตอบจากข้อความที่ซ่อนอยู่ นำมาสู่การเป็นไอเท็มชาร์มซึ่งสามารถนำมาห้อยเพื่อเพิ่มความสนุกสนานบนกระเป๋า Mini Origami หรือบนกระเป๋าใบโปรดได้ ชาร์ม FENDI Fortune Teller จากหนังสองสีที่แมชกับพาเลทสีของคอลเลคชั่น FENDI Women’s Spring/Summer 2024 และในท้ายที่สุดจึงปั๊มโลโก้ของ FENDI บริเวณด้านนอก


วาสลีน เผยผลวิจัยล่าสุด ความท้าทายด้านสุขภาพผิวที่ผู้หญิงข้ามเพศชาวไทยต้องเผชิญ

วาสลีน เผยผลวิจัยล่าสุด ความท้าทายด้านสุขภาพผิวที่ ผู้หญิงข้ามเพศชาวไทย ต้องเผชิญ

วาสลีน เชื่อว่าผิวที่สวยงาม คือ ผิวสุขภาพดี สำหรับผู้หญิงข้ามเพศที่กำลังอยู่ในช่วงกระบวนเปลี่ยนผ่านสู่การข้ามเพศ ความสวยงามมีบทบาทสำคัญในเส้นทางของพวกเธอ จากผลวิจัยล่าสุด โดยวาสลีน ผู้หญิงข้ามเพศมากกว่า 9 ใน 10 คน เชื่อว่าการมีผิวพรรณที่น่าพึงพอใจส่งผลต่อความรู้สึกเป็นผู้หญิงและความมั่นใจในตัวเองของพวกเธอเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ผู้หญิงข้ามเพศชาวไทย 98% ยังต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเธอในช่วงการเปลี่ยนแปลง

3 ใน 4 ของผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังและความรู้สึกไม่สบายผิวระดับปานกลางถึงรุนแรงในช่วงระหว่างและหลังกระบวนการข้ามเพศ วาสลีน จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นร่วมกับผู้หญิงข้ามเพศ ผ่านการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในประเทศไทย เพื่อจัดการกับปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในช่วงการใช้ฮอร์โมนบำบัด เช่น ผิวไวต่อแสง หมองคล้ำง่าย ผิวระคายเคือง สีผิวไม่สม่ำเสมอ และผิวแพ้ง่าย จากนั้น ผ่านการทดสอบทางคลินิก เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพในการปรับสมดุล เสริมสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

วาสลีน ประเทศไทย จึงได้เปิดตัวนวัตกรรมล่าสุด วาสลีน โปร เดอร์มา ทรานซิชั่น บอดี้ โลชั่น (Vaseline Pro Derma Transition Body Lotion) ที่ผ่านการทดสอบทางคลินิก และพัฒนาร่วมกับผู้หญิงข้ามเพศ เพื่อผู้หญิงข้ามเพศ เป็นครั้งแรก วาสลีน โปร เดอร์มา ทรานซิชั่น บอดี้ โลชั่น เริ่มวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านวัตสันทั่วประเทศไทยและช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป

จากผลวิจัยพบว่า 90% ของผู้หญิงข้ามเพศต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านในช่วงกระบวนการเปลี่ยนแปลง เพื่อรับมือกับหลากหลายความกังวลที่เกิดขึ้น ผู้หญิงข้ามเพศกว่า 78% จึงทุ่มเทกับความพยายามด้านความงามเพื่อแสดงออกถึงความเป็นผู้หญิง และการมีผิวสุขภาพดีนั้นเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ

นอกจากนี้ วาสลีนยังได้จับมือกับยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินวาดภาพประกอบหญิงข้ามเพศชาวไทย ในการออกแบบขวดผลิตภัณฑ์วาสลีน โปร เดอร์มา ทรานซิชั่น บอดี้ โลชั่น “เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่คิดค้นขึ้นเพื่อผู้หญิงข้ามเพศโดยเฉพาะ ลวดลายผีเสื้อบนขวดนั้นสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ที่แสดงออกถึงอิสรภาพและการเฉลิมฉลอง” เธอกล่าว


เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย

ฉลอง 9 ปี เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ผู้นำธุรกิจหัตถการเสริมความงาม 

เนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ​มุ่งมั่นขับเคลื่อนแนวทางการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยอย่างไม่หยุดนิ่ง ในปี 2567 นี้ บริษัทฯ ก็ได้มาพร้อมกับแผนกลยุทธ์ธุรกิจ ภายใต้แนวคิด พลังแห่งความมั่นใจ (The Power of Confidence) วางแผนเดินหน้าเป็นผู้นำสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้จัดทำดัชนีชี้วัดความมั่นใจในตนเองของคนไทย (Self-Confidence Index) ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อนำทางองค์กรเดินหน้าสู่ Sustainability Model สร้างรากฐานความมั่นใจของคนไทยอย่างยั่งยืน 

โดยแผนธุรกิจประจำปีที่ 9 ที่ตั้งเป้าไปที่ผลักดันสร้างความมั่นใจในสังคมไทย เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญอยู่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. Build Business with Confidence ก้าวสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจหัตถการเสริมความงามอย่างมั่นใจ 

สำหรับปีนี้ยังคงสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความสำเร็จในการเป็นผู้นำธุรกิจเวชศาสตร์ความงาม ด้วยยอดขายทะลุเป้า 2,000 ล้านบาท หรือเติบโตอย่างโดดเด่นเหนือกว่าทิศทางตลาดแบบ Double Digit ที่ 30% 

2. Blend Sustainable Work with Confidence ก้าวสู่องค์กรใส่ใจโลกกับโครงการสร้างความยั่งยืน

นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและผู้บริโภค เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทยยังมุ่งสร้างองค์กรที่ใส่ใจในความยั่งยืนไปสู่ชุมชนและสังคม ริเริ่มที่จะพัฒนาแนวคิดและโครงการด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมร่วมกับคู่ค้าคลินิกและคนในองค์กรไปพร้อมๆ กัน เริ่มต้นจากการผลักดันโครงการจัดการขยะและการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์เสริมความงามและอุปกรณ์อย่างถูกวิธี ภายใต้ชื่อว่า “Merz Aesthetics Zero Waste” ประกอบด้วย 2 โครงการย่อย โครงการ Merz Aesthetics Set Zero Office Waste และ โครงการ Merz Aesthetics Set Zero Aesthetics Waste 

3. Bring Self-Confidence Insight to Life เผยดัชนีชี้วัดความมั่นใจในตนเองของคนไทย ต่อยอดพันธกิจองค์กร

ในปีนี้ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ประกาศจัดทำดัชนีชี้วัดความมั่นใจในตนเองของคนไทย  “Self-Confidence Index” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย  เพื่อเจาะลึกอินไซด์ของผู้บริโภคในด้านความมั่นใจและต่อยอดสู่แคมเปญการสื่อสารที่ยั่งยืน ซึ่งได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็นที่ปรึกษาดูแลการวิจัยในภาพรวม

โดยทั้ง 3 กลยุทธ์ธุรกิจในปี 2567 นี้ล้วนเป็นการตอกย้ำจุดยืนของเมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจหัตถการความงามอันดับ 1 อย่างมั่นใจ โดยมีความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ และให้ความสำคัญกับดัชนีชี้วัดความมั่นใจในตนเองของคนไทย เสมือนเป็นเครื่องมือหลักที่จะนำทางแคมเปญการสื่อสารต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

เภสัชกรหญิงกิตติวรรณ รัตนจันทร์ ผู้บริหารสูงสุด เมิร์ซ เอสเธติกส์ ไทยแลนด์ และสิงคโปร์

ทั้งนี้ในช่วงค่ำ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จัดงานฉลองความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่ เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 9 กับงาน 9th Merz Aesthetics Gala Haus of Heroes โดยได้เนรมิตห้อง Crystal Hall โรงแรม The Athenee ให้กลายเป็น “บ้านเลขที่ 9 Haus of Heroes” ที่เปรียบเสมือนเป็นบ้านอันแสนอบอุ่นเพื่อต้อนรับเหล่าฮีโร่ในชุดกาวน์กับค่ำคืนสุดพิเศษ ที่เป็นจุดกำเนิดของความงาม ความดูดี และความสำเร็จ สู่ความเป็นผู้นำธุรกิจหัตถการเสริมความงาม พร้อมเดินหน้าสร้างความมั่นใจให้คนไทยอย่างยั่งยืน

​โดยภายในงานได้มีการประกาศเกียรติคุณให้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและพาร์ทเนอร์จากคลินิกความงามชั้นนำทั้งจากประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ในหลากหลายสาขา นอกจากนี้ก็ยังมี นักแสดง ศิลปิน และเซเลบริตี้ชื่อดังระดับประเทศ มาร่วมมอบความความสุขและรอยยิ้มให้กับแขกที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยมี “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” ร่วมเล่นเปียโนและขับกล่อมเพลงเพราะๆ ในรูปแบบ Piano & I จัดเต็ม ร่วมแจมกับพระเอกซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” พร้อมโชว์เสียงอันทรงพลังกับนักร้องตัวแม่ “แก้ม-วิชญาณี เปียกลิ่น” และตื่นตาตื่นใจไปกับนางงามระดับโลก “แอนโทเนีย โพซิ้ว” รองอันดับ 1 MISS UNIVERSE 2023 ที่มาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณ รวมถึง “จอย-รินลณี ศรีเพ็ญ” และ “แบม-ปิติภัทร คูตระกูล” ก็มาร่วมทำหน้าที่พิธีกรภายในงานด้วย ก่อนจะปิดท้ายงานด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก “ลิฟท์ – ออย” และ “มอส ปฏิภาณ”

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย
เพราะเธอคือความรัก

รวมความน่ารักของเหล่าทาสและเจ้านายสี่ขา เพราะเธอคือความรัก

สมเป็นอีเว้นต์วาเลนไทน์ที่ใจฟู เพราะเต็มไปด้วยความน่ารักของเหล่าทาสและเจ้านายสี่ขาเลย สำหรับงาน Central Westville x Praew “You are my valentine เพราะเธอคือ ความรัก”  งานที่อัดแน่นด้วยความรัก จากการร่วมมือกันของ เซ็นทรัลเวสต์วิลล์ และ นิตยสารแพรว ชวนคุณ และเพื่อนซี้สี่ขา มาทำกิจกรรมเติมความรักด้วยกันในวันวาเลนไทน์พร้อมส่งต่อความสุขให้กับ ‘มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (สมทบทุน ผ่านบัญชี โครงการแพรวแชริตี้ เลขบัญชี 116 – 4 – 58459 – 9) ซึ่งจัดขึ้น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ชั้น G

เพราะเธอคือความรัก

สำหรับกิจกรรมในงานนี้อัดแน่นไปด้วยแอคทิวิตี้ที่น่าสนใจ อาทิ น้องหมาสุดน่ารักจาก Axotic cafe, D.I .Y จี้ปลอกคอสุดคิวต์, เพ้นต์ถ้วยชามเซรามิก, อาหารโฮมเมดสำหรับน้องหมา, ชวนเหล่าทาสลิ้มรสคุกกี้จาก The Rolling Pinn และพลาดไม่ได้กับมุม Photoshoot ถ่ายปกกับนิตยสารแพรว พร้อมคอสตูมจาก Glitter Pooch พร้อมรับรูปสวยๆ จากเครื่องปริ้นท์ Canon กลับบ้าน

น้องหมาสุดน่ารักจาก Axotic cafe
น้องหมาสุดน่ารักจาก Axotic cafe
คอสตูมจาก Glitter Pooch
D.I .Y จี้ปลอกคอสุดคิวต์
D.I .Y จี้ปลอกคอสุดคิวต์ จาก happybuddy.co
เพ้นต์ถ้วยชามเซรามิก
เพ้นต์ถ้วยชามเซรามิก จาก Arttra_Potterry
วาดรูปสัตว์เลี้ยงสีน้ำ จาก Catadog Family
อาหารโฮมเมดสำหรับน้องหมา
อาหารโฮมเมดสำหรับน้องหมา จากแบรนด์ Holistik Pet Food
ชวนเหล่าทาสลิ้มรสคุกกี้จาก The Rolling Pinn

ด้านกิจกรรมบนเวทีพบกับช่วง  PET TALK พูดคุยกับคุณอัญ-กัลณัฏร์ชา ตรีวรพันธ์ เจ้าของ Asia Empire Animal Hospital ซึ่งเป็นอดีตผู้ป่วยซึมเศร้าที่หายจากโรคได้เพราะน้องแมวบำบัด พร้อมพบกับ น้องไทเกอร์ และน้องหนำเลี๊ยบ

คุณอัญ-กัลณัฏร์ชา ตรีวรพันธ์

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ตื่นเต้นคงหนีไม่พ้นRED CARPET ขบวนของเหล่าทาสและเจ้านายสี่ขา คุณสุภิชา ปวีณพงษ์พัฒน์ กับ น้องมะลิ,คุณยุทธภูมิ แก้วเข้ม กับ น้องหมูทะและน้องเป๊ปซี่,คุณอัญ-กัลณัฏร์ชา ตรีวรพันธ์ กับน้องไทเกอร์และน้องหนำเลี๊ยบ,คุณกอล์ฟ-สุรัมภา หยกโชติสกุล กับ น้องชาล็อต, คุณไบรอัน ชิน กับน้องนิวเยียร์,คุณพลอยฝน-เฌอปัฐน์ กิตติพรวริษฐ์  กับน้องดัมมี่,คุณญี่ปุ่น-ธนัฐ ธนจิระชัย กับน้องอู่จี๊,คุณบิ๊ว-วิมลทิพย์ จารุกิจพิพัฒน์ กับน้องจูโน่ และ โฮจี,คุณเพชร-เพชรรัตน์ ศฤงคารเจษฎา กับน้องอาร์เธอร์,คุณเมนี่-ภาดาภัสสรณ์ ภาดาพิลาสธานันทร์ กับน้องฟูลมูน, คุณกฤษณะ หงษ์ศิริกุล และ กฤษณา ชูพรหมแก้ว กับแมวอินฟลูเอนเซอร์เสี่ยทรัฟเฟิล,ขวัญข้าว-อิงค์อัณณ์ รุ่งเรืองโชคหิรัญ กับน้องดอลลาร์ ,คุณพีช-กานต์พิชชา เกียรติขจรฤทธิ์ กับน้องคาซ่า,คุณปอย อัญธิญาน์ อธิคีรีวัฒน์ หมา กับน้องไมโล,คุณน้ำ-ชดาเกตุ กลัดทิม กับน้องโจจิ,คุณตั๊ก-อิสริยภรณ์ หิรัญประทีป กับน้องข้าวเหนียว ,คุณยูโด-ภัทรวดี จิตประไพ จากเพจ The Fluffy Bears  กับน้องปุยปุย,คุณมธุนาฏ ซอโสตถิกุล กับน้องโจลี่ และปิดท้ายแบบฟินๆ ด้วย มอส-ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐและ แบงค์ มณฑป เหมตา ที่มากับน้องจูหลง

มอส-ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐและ แบงค์ มณฑป เหมตา ที่มากับน้องจูหลง

นอกจากนี้ยังมีเหล่าคนดังยังมาแชร์ มอส-ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ,แบงค์-มณฑป เหมตา,โอห์ม-ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ และ บุ๋น-นพณัฐ กันทะชัย มาแชร์ความน่ารักซนซ่าของเหล่าน้องๆ สี่ขา ส่งท้ายงานนี้อย่างชุ่มชื่นหัวใจ

มอส-ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ & แบงค์-มณฑป เหมตา และน้อจูหลง
โอห์ม-ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ กับ น้องโบอิ้ง และน้อง บราวนี่
บุ๋น-นพณัฐ กันทะชัย และน้องไจแอนท์

I’m a Robot Girl! Zendaya ฟื้นคืนชีพชุดหุ่นยนต์ปี 1995 จาก Mugler

Zendaya ฟื้นคืนชีพ ‘Robot Girl’ ลุคไอคอนิกที่หลับใหลมา 29 ปีของ Mugler ในงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ ‘Dune’ ซีซั่น 2

ตาค้างกันทั้งงาน และไวรัลทั่วโซเชียล เมื่อดาวเด่นอย่าง ‘Zendaya‘ ปรากฏตัวในงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง ‘Dune’ ภาค 2 ที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในลุคสุดทึ้งกับชุดหุ่นยนต์ที่รู้จักกันในชื่อ ‘Robot Girl’ หนึ่งในผลงานคอลเล็คชั่นโอต์ กูตูร์ Fall/Winter ปี 1995 จาก Mugler ไม่แปลกใจที่ลุคนี้จะสะดุดตาคนทั่วโลก เพราะดีไซน์ที่ถูกเก็บรายละอียดมาอย่างดีทั้งวัสดุที่เหมือนกับเหล็กหุ้มหนัง รวมถึงส่วนเว้าส่วนโค้งที่ถูกจัดวางเพื่อขับสรีสะมาเป็นอย่างดี ทั้งนี้นักแสดงของเรายังปรับลุคเล็กน้อย เพิ่มความไฮแฟชั่นโดยการสวมสร้อยคอจาก bulgari อีกด้วย


ภาพ: Mugler

ฮิตติดลมบน! ส่อง Rally The Bag กระเป๋าหลักพันของอินฟลูฯ สายแฟ(ชั่น)

หันไปทางไหนก็เห็นแต่คนสะพาย Rally The Bag! พาส่องทุกดีเทลของกระเป๋าหลักพันที่กำลังฮิตในช่วงนี้

ไหนๆๆ สายแฟ(ชั่น) คนไหนชอบช้อปปิ้งออนไลน์กันบ้างคะ ถ้าอยู่ในวงการนี้เดาว่าคงจะรู้จักแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ ‘Rally Movement’ กันแน่นอน เพราะก่อนมี Pop-Up Store ตามห้างดังต่างๆ แฟชั่นแบรนด์ดังกล่าวก็มีจุดเริ่มต้นจากโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2017 เช่นกัน ซึ่งหากให้จำกัดเอกลักษณ์ด้วยหนึ่งคำ ‘ความโมเดิร์น’ นี่แหละจะเป็นคำตอบที่อธิบายได้ดีที่สุด

โดยไอเท็มต่างๆ ของแบรนด์ถูกออกแบบมาในดีไซน์เบสิก สวมใส่ง่ายจริงในชีวิตประจำวัน เหมือนกับ Rally The Bag ที่กำลังเป็นเทรนด์ในช่วงนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นบรรดาอินฟลูฯ สายแฟชั่น หรือคนทั่วไปก็หลงรักกระเป๋าใบนี้สุดๆ ชนิดที่วางขายเพียงไม่กี่นาที คำว่า ‘Sold Out’ ก็ปรากฏบนหน้าจอเว็บไซต์

เริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหมคะว่า กระเป๋าอะไรถึงได้ฮ็อตขนาดนั้น? ฉะนั้นเรามาหาคำตอบไปพร้อมกันดีกว่า สำหรับเจ้า Rally The Bag มาในทรง Bucket จุของได้แบบหนำใจ ทอลายโลโก้ด้วยเทคนิค Sturdy Stretch Knit เห็นแบบนี้แต่เขาเคลมไว้ว่าน้ำหนักเบา แข็งแรงทนทาน นอกจากนี้หูกระเป๋ายังทำจากหนังวีแกนอีกด้วย และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นกระดุมลายโลโก้ RM ซึ่งเป็นกิมมิกเล็กๆ ที่แบรนด์ตั้งใจใส่ไว้นั่นเอง จากที่พูดมาทั้งหมดสนนราคาที่ 2,490 บาท ก็ไม่แปลกใจ เพราะถูกและดีนี่เองที่ทำให้ Out of Stock จนต้องเปิดพรีออเดอร์


ภาพและข้อมูล: Rally Movement

เปิดตัว Cento นิยามใหม่การบริการอาหารเชิง ‘Hospitality House’

ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Cento (เชนโต้) ที่นำเสนอนิยามใหม่ของอาหารอิตาเลียนที่แตกต่าง ณ ใจกลางกรุงเทพฯ โดยเร็วๆ นี้จะเปิดให้บริการรอบพิเศษตั้งแต่วันที่ 20-29 กุมภาพันธ์ สำหรับแขกผู้มีเกียรติของทางร้านที่ได้รับเชิญ และพร้อมเปิดให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปแบบเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มีนาคม ที่จะถึงนี้ โดยสามารถจองโต๊ะเพื่อสัมผัสประสบการณ์พิเศษล่วงหน้าได้ก่อนใครที่ https://centobangkok.com/reservations/

Cento ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองที่สะดวกต่อการเดินทาง ณ 120 ศาลาแดง 1/1 สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500 โดยไม่ได้เป็นแค่เพียงร้านอาหารแต่นำเสนอนิยามใหม่ของการบริการที่ครบครันแก่กลุ่มลูกค้าในเชิง ‘Hospitality House’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะความเรียบง่ายและการให้บริการด้านอาหารที่โดดเด่นและไม่ยุ่งยากสไตล์อิตาเลียนแท้  ยึดหลักปรัชญาอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบเข้าใจง่ายและคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าอย่างซื่อสัตย์ เน้นการนำเสนอเมนูอาหารอิตาเลียนแท้ที่ไม่เหมือนใครพร้อมชูวัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อรังสรรค์มื้ออาหารที่แสนเรียบง่ายแต่โดดเด่นในรสชาติ ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กน้อย ทั้งเสริมความรักและความห่วงใย

Cento เป็นโปรเจกต์ที่เกิดจากความตั้งใจอย่างถ่องแท้ของคุณ Manuel Palacio (มานูเอล ปาลาซิโอ) ผู้คร่ำหวอดมือฉมังในอุตสาหกรรมการบริการมายาวนานถึง 25 ปี โดยเส้นทางด้านอาชีพของเขาเริ่มต้นขึ้นที่ กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อเขาอายุ 14 ปี และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างการเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Pirata Group ซึ่งปัจจุบันให้บริการลูกค้าเกือบ 2 ล้านคนต่อปีในประเทศฮ่องกง โดยนำเสนออาหารและสไตล์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะ อิตาเลียน สแปนิช อินเดียน ญี่ปุ่น เปรู และอีกมากมาย

ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมาอย่างโชกโชนจนเรียกได้ว่าชำนาญในวงการนี้ของเขา ทำให้เขาได้เลือกกรุงเทพฯ เพื่อเปิดตัว Cento ซึ่งปฏิรูปแนวคิดของร้านอาหารทั่วไปสู่คอนเซ็ปต์ที่ถูกนำมาเล่าใหม่อย่าง ‘Hospitality House’ ที่แสดงความเป็นตัวตนและมีความสำคัญอย่างมากสำหรับเขา อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงเส้นทางอันยิ่งใหญ่ในวงการตลอด 25 ปีที่ผ่านมาของเขา ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงความรักในทุกสิ่งที่เขาทำและคิดค้น โดยเฉพาะการรังสรรค์และยกระดับโลกของการบริการและวงการร้านอาหารที่ยากที่จะเทียบเคียงได้แก่กลุ่มลูกค้ามากมายที่ได้รับความประทับใจกลับไปในทุก ๆ ครั้งที่ได้มาเยี่ยมเยือน

Manuel Palacio, ผู้ก่อตั้ง Cento กล่าวว่า “จุดประสงค์หลักของร้าน Cento คือการเปิดประสบการณ์ของการบริการที่อบอุ่นเสมือนอยู่ที่บ้านของคนสนิท ชูความเรียบง่ายอย่างมีคลาส ให้ความสำคัญดั่งนิยามที่ว่า “น้อยแต่มาก” ตอกย้ำการรับรองลูกค้าที่มาเยี่ยมเยือนอย่างใจจริง”

“สำหรับอาหารของเราที่ได้เลือกสรรแก่ลูกค้านั้นต้องขออธิบายว่าเป็น ‘อาหารอิตาเลียนโดยแท้’ เมนูต้นตำรับที่ทานง่ายถูกปากในทุก ๆ วัน ปรุงด้วยวัตถุดิบสดใหม่คุณภาพสูง ใส่ใจในทุกรายละเอียดที่นำเสนอโดยทีมบริการที่ทุ่มเทด้วยหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้นร้านของเราก้าวข้ามไปมากกว่าแค่การรับประทานอาหาร แต่คำว่า Cento คือ ‘Hospitality House’ ไม่ได้แค่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนแบบธรรมดา แต่สะท้อนถึงความทุ่มเทอย่างแน่วแน่ของทีมงานทุกคนของเราที่มีต่อลูกค้าในร้านซึ่งเป็นหัวใจของเรา”

ตั้งแต่เพลย์ลิสต์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อเพิ่มบรรยากาศ ไปจนถึงลิสต์ไวน์ที่คัดสรรอย่างลงตัวโดยประสบการณ์ที่ลูกค้าพึงได้รับเมื่อเข้ามาใช้บริการที่ Cento นั้นครอบคลุมการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสุนทรีย์ของบรรยากาศที่ร้าน การต้อนรับที่อบอุ่น ลิสต์ไวน์ที่ได้ผ่านการเลือกสรรมาอย่างดี และเมนูอาหารที่ใส่ใจทุกรายละเอียด”

ทีมครัวของ Cento นำโดยเชฟคุณ Mutaro Balde (มูทาโร่ บัลเด้) ซึ่งจบจากโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อก้องโลกของ Joel Rebuchon และ Alain Ducasse ณ ที่ร้านลูกค้าจะได้พบกับเมนูที่ถูกคิดค้นและรังสรรค์ขึ้นพิเศษซึ่งประกอบด้วยขนมปัง ครูโด พาสต้า และโดยอย่างยิ่งเมนูย่างต่าง ๆ ที่เป็นหัวใจสำคัญของครัว Cento  ทั้งนี้แทนที่การเลือกดื่มรายการไวน์แบบเดิม ๆ Cento มีห้องไวน์โดยเฉพาะที่รวบรวมไวน์ที่คัดสรรมาแล้วกว่าร้อยรายการเพื่อเติมเต็มประสบการณ์และล้อไปกับเมนูอาหารต่าง ๆ ได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ร้านสามารถสำรวจคอลเลกชันไวน์นี้ได้ร่วมกันกับทีมงาน Cento ไม่ว่าจะเป็นตัวเลือกไวน์ที่คุ้นเคยและรสชาติใหม่ ๆ ที่ลองแล้วติดใจ นอกจากนี้ยังมีค็อกเทลอิตาเลียนคลาสสิกสุดพิเศษมากมาย เช่น Negronis, Spritzes, Sours และ Martinis ที่พร้อมรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายอีกด้วย

ท้ายนี้งานออกแบบภายในร้านของ Cento ได้รับการออกแบบโดยคุณ Max Trullas Moreno (แม็กซ์ ตรูลาส โมเรโน) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ MTM Design Studios สตูดิโอออกแบบภายในอันโด่งดังซึ่งเป็นหนึ่งในสตูดิโอออกแบบที่ล้ำสมัยที่สุดในกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นในด้านนำเสนอการต้อนรับและการบอกเล่าเรื่องราวผ่านการออกแบบ

Cento จะเปิดให้บริการสำหรับมื้อเย็นเท่านั้น (ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นต้นไป) โดยเวลาทำการดังนี้ ร้านอาหาร: วันอังคารถึงวันเสาร์ 17.30 – 00.00 น บาร์: เปิดตั้งแต่ 17:30 น. – 00:00 น

ขณะนี้ Cento เปิดให้จองโต๊ะเพื่อร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่พร้อมกันในวันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป โดยสามารถสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ www.centobangkok.com หรือ 02 023-7100 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและอัพเดทล่าสุดของ Cento สามารถติดตามได้ที่ช่องทาง  Instagram และ Facebook ผ่าน @centobangkok หรือทางไลน์ที่ centobangkok

CELINE เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์ พร้อมคอลเล็คชั่น “LES GRANDS CLASSIQUES”

CELINE เปิดตัว CELINE LES GRANDS CLASSIQUES POP UP STORE แห่งใหม่ล่าสุด ณ CENTRAL EMBASSY พร้อมนำเสนอคอลเล็คชั่น “LES GRANDS CLASSIQUES COLLECTION” เสื้อผ้าสุภาพสตรี ประจำฤดูร้อน 2024 ที่ยังคงถ่ายทอดจิตวิญญาณของ HEDI SLIMANE ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

CELINE เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์ พร้อมคอลเล็คชั่น “LES GRANDS CLASSIQUES”

HEDI ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มีต่อโลกแฟชั่นและพร้อมก้าวข้ามกำแพงแฟชั่นแบบไร้เพศ ด้วยการถ่ายทอดคอลเล็คชั่น      “LES GRANDS CLASSIQUES” โดยเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่มีท่วงท่าแห่งความสง่างามและโดดเด่น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถแสดงออกได้ถึงความแข็งแกร่งและความทะมัดทะแมงดั่งเช่นผู้ชายออกมาได้เป็นอย่างดี

โดย HEDI ได้ผสานเรื่องราวในยุคสมัยแห่งความวินเทจคลาสสิคเข้ากับความหรูหราของศิลปะในยุคสมัยใหม่ ประกอบกับความขบถในด้านความรู้และแฟชั่น ทำให้คอลเล็คชั่น “LES GRANDS CLASSIQUES” เต็มไปด้วยเสน่ห์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

CELINE LES GRANDS CLASSIQUES POP UP STORE แห่งนี้ได้รวบรวมไอเท็มชิ้นเด่นที่น่าสนใจ อาทิ เครื่องหนังอย่างกระเป๋ารุ่น TRIOMPHE ที่สามารถสะพายได้แบบ Genderless, เสื้อสูทลายทางทรงโอเวอร์ไซส์ , สปอร์ตแจ๊กเก็ต, กางเกงยีนส์ขาบาน, กางเกงสกินนี่ขายาว หรือรองเท้าบูตหนังยาว ที่ล้วนแสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอของ CELINE ที่ชัดเจนและเฉียบคมอยู่เสมอ

นอกเหนือจากเสื้อผ้าและกระเป๋าแล้ว POP-UP STORE แห่งนี้ยังถูกเติมเต็มให้คอมพลีทด้วยไอเท็มจากไลน์เครื่องหอม  เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน ตลอดจนแอคเซสเซอรี่หลากหลายรูปแบบจาก MAISON Collection ที่รังสรรค์ขึ้นมาด้วยความประณีตและใส่ใจในรายละเอียด อย่างกระเป๋าใบเล็กขนาดพกพา กระเป๋าเดินทางหนังแคนวาส และของใช้ภายในบ้านอีกมากมาย ทำให้ CELINE LES GRANDS CLASSIQUES POP UP STORE ณ Central Embassy สามารถขยายความเชี่ยวชาญของ HEDI นำไปสู่อัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และสามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณของ CELINE ได้อย่างสมบูรณ์โดยแท้จริง

ร่วมสัมผัสประสบการณ์แบบสาวปารีเซียงไปกับ CELINE LES GRANDS CLASSIQUES POP UP STORE ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ชั้น G


โอลิเวีย ร็อดริโก

ทริคสไตล์ลิ่งผมสวยสไตล์ Old Hollywood แบบ ‘โอลิเวีย ร็อดริโก’

โอลิเวีย ร็อดริโก นักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอเมริกันวัย 20 ปี สร้างความฮือฮาบนบนเวทีประกาศรางวัลดนตรีสุดยิ่งใหญ่แห่งปีอย่าง Grammy Awards 2024 ที่ผ่านมา ด้วยการโชว์เพลง “Vampire” ซิงเกิ้ลนำจากอัลบั้มล่าสุด “Guts” ในลุคแวมไพร์สุดแซ่บ พร้อมชุดเดรสสีแดงเลือดและลิปสติกสีแดงแมตช์ชุด และว้าวให้สุดกับลุคพรมแดงที่โด่ดเด่นไม่แพ้กันด้วยชุดจาก Versace พร้อมเมคอัพและทรงผมสวยคลาสสิกที่มีกลิ่นอาย Old Hollywood ครั้งนี้จึงขอนำเคล็ดลับจาก เคลย์ตัน ฮอว์กิน (Clayton Hawkins) ช่างผมตัวจริงของเธอที่จะมาเผยเทคนิคและวิธีการอย่างละเอียดจากการเนรมิตทรงผมสุดปัง

ซึ่งลุคสวยคลาสสิก โอลิเวีย ร็อดริโก นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์ Old Hollywood ทั้งลุคบนพรมแดงและบนเวทีรางวัลแกรมมี่ เคลย์ตัน ฮอว์กินส์ แฮร์สไตล์ลิสต์ประจำตัวของเธอ เป็นผู้ครีเอททรงผม และเขาได้เผยวิธีการเนรมิตทรงผมสวยสะกดแบบละเอียด พร้อมเผยเคล็ดลับสร้างลุคโดดเด่นสะดุดสายตาที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน

  1. เคลย์ตันเริ่มเสกลุคสวยด้วยการชโลมมูสเพิ่มวอลลุ่มลงบนผมเปียก โดยเฉพาะบริเวณโคนผม จากนั้นจึงเริ่มเป่าผมแห้งโดยใช้เครื่องเป่าผม Dyson Supersonic™ Professional Edition พร้อมหัวต่อเป่าผมแบบเสริมกำลังลมระดับมืออาชีพ โดยใช้ความร้อนและลมระดับกลาง
  2. เมื่อผมสลวยแห้งสนิท เคลย์ตันใช้อุปกรณ์เป่าผมและจัดแต่งทรง Dyson Airwrap™Multi-styler พร้อมแกนม้วนผม Airwrap™ long barrel ขนาด 1.2 นิ้ว ที่ความร้อนและลมระดับกลาง เพื่อเป่าและม้วนผมส่วนโมฮอว์กของโอลิเวียเพื่อเพิ่มวอลลุ่ม จากนั้นเซ็ตผมด้วยโรลม้วนผม โดยม้วนออกจากใบหน้า
  3. ต่อไปเป็นการลอนผมของโอลิเวีย โดยใช้เครื่องหนีบผม Dyson Corrale™ ที่ตั้งค่าความร้อนระดับกลาง เคลย์ตันแบ่งเส้นผมเป็นช่อขนาดเท่าๆ กัน หนีบม้วนออกจากใบหน้าให้เป็นลอนในทิศทางเดียวกัน
  4. หลังจากม้วนผมครบทุกช่อ เคลย์ตันใช้สเปรย์จัดแต่งทรงผมฉีดเพื่อล็อคให้ผมอยู่ทรงสวยยาวนาน จากนั้นถอดโรลม้วนผมด้านหน้าออก แล้วแปรงผมทั้งศีรษะออกโดยใช้หวีซี่ห่าง เคลย์ตันแนะนำว่าการแปรงผมในตอนสุดท้ายเคล็ดลับระดับโปรสำหรับการทำทรงผมสไตล์ Old Hollywood ให้สวยเหมือนกับโอลิเวีย
  5. สุดท้าย เคลย์ตันเปลี่ยนจากการแสกกลางแบบปกติ มาเป็นการแสกข้างที่สวยงาม ผลลัพธ์ที่ได้คือทรงผมสุดคลาสสิก สวยงาม และเข้ากับโอลิเวียมาก
LOS ANGELES, CALIFORNIA – FEBRUARY 04: (FOR EDITORIAL USE ONLY) Olivia Rodrigo attends the 66th GRAMMY Awards at Crypto.com Arena on February 04, 2024 in Los Angeles, California. (Photo by Lionel Hahn/Getty Images)

Photo: Getty Image


ปีเตอร์ ธูนสตระ

รักแท้อยากดูแลกัน ปีเตอร์ ธูนสตระ & จอย สุจิตรา ต่อสู้โรคธาลัสซีเมีย

ตำนานพระเอกสายฝอที่หล่อคงกระพันสุดๆ “ปีเตอร์ ธูนสตระ” อดีตพระเอกละครดัง “ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด” กลับมาฮือฮาอีกครั้งหลังรับเล่นมิวสิควีดีโอ “ฟ้ารักพ่อ” ขึ้นแท่นชูการ์แด๊ดดี้ ป๋าสายเปย์โดนใจทั้งสาวแท้สาวเทียม ซึ่งชีวิตจริงโรแมนติกกับแฟนสาว “จอย สุจิตรา” แบบสุดๆ ครองชีวิตคู่กันมายาวนาน ก้าวเข้าสู่ปีที่13 แถมยังดูแลซึ่งกันและกัน จับมือต่อสู้โรคร้ายแบบหวานมากมาย ล่าสุดควงกันมาเติมความหวาน เล่าเรื่องรักผ่านรายการ โต๊ะหนูแหม่ม กับพิธีกรตัวแม่ หนูแหม่ม สุริวิภา เมื่อฝ่ายหญิงต้องเผชิญโรคธาลัสซีเมียป่วยมาแต่กำเนิด

ปีเตอร์ ธูนสตระ

กว่าจะมีวันนี้ต้องเจอกับอุปสรรคความรักมากมาย?

ปีเตอร์ : “ตอนแรกชวนไปทานข้าว ชวนไปดูหนังไม่รู้ว่าเค้าป่วย เค้าต้องไปโรงพยาบาล ต้องไปทุกเดือน ผมไม่เข้าใจศัพท์ทางการแพทย์ เค้าใช้คำว่าให้เลือด ไม่ได้รับ ผมก็งงว่าเค้าไปบริจาคเลือดหรอ ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าเค้าป่วย”
จอย : “จอยเป็นธาลัสซีเมีย เป็นตั้งแต่กำเนิดต้องไปเติมเลือดที่โรงพยาบาลตลอด คือเลือดจะหมดไปเอง ระยะเวลา1เดือนเราใช้ชีวิตประจำวันยังไง เลือดจะหมดไปเรื่อยๆ เหมือนรถยนต์ที่นำมันหมดก็ต้องไปเติมน้ำมัน ไปทุกเดือนที่หมอนัดแล้วก็ต้องมียาประจำที่กินทุกวัน”

แล้วสำหรับคู่เราดูแลกันยังไงบ้าง?

ปีเตอร์ : “ตอนที่ได้ยินก็ตกใจ เราโชคดีที่เกิดมาตลอดชีวิตสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่ได้เจออะไรแบบนี้ตอนที่เค้าเล่าให้ฟังตอนแรกก็ไม่เข้าใจ ก็ให้เค้าเขียนให้อ่านหน่อยเดี๋ยวผมจะไป Google เอง จะให้เข้าใจเป็นภาษาตัวเอง พอเข้าไปอ่านเค้าตกใจมากว่ามันเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก มันเป็นโรคทางพันธุกรรมไม่สามารถเลือกได้เกิดมาก็เป็น ตอนนั้นคิดว่าเกิดมาเพิ่งเจอคนที่รักที่ชอบแต่ว่าเค้าเป็นโรคนี้ พูดตรงๆก็ไม่รู้ว่าเค้าจะอยู่ได้นานแค่ไหน เราก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับคนคนนี้ แต่ก็ไปคิดมาเค้าน่ารักมาก คิดว่าถ้าให้เค้าเข้ามาในช่วงชีวิตสั้นแล้วออกไปมันไม่เวิร์ค เค้าเป็นคนน่ารักขนาดเจอสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้เค้ายังมีรอยยิ้ม ไม่ได้เศร้าร้องไห้หรือบ่นกับชีวิต เค้าเจออุปสรรคแบบนี้แต่ว่าเค้ายังมีมุมมองที่ดี มันก็เหมือนกับว่าเราได้แรงบันดาลใจได้สิ่งที่ดีกลับมาด้วย ก็ลองดูกันต่อไปจนได้ของดีกลับมาด้วย ปรากฏว่าเข้ากันได้ดีจนมีวันนี้”

ปีเตอร์ ธูนสตระ

คุณปีเตอร์ดูแลจอยดีแค่ไหน?

จอย : “ดูแลดีมากๆ อย่างที่บอก เป็นความรักที่ดีมาก โชคดีที่สุดในชีวิต”

ตอนนี้วางเป้าหมายในชีวิตคู่ไว้ยังไงบ้าง?

ปีเตอร์ : “คือวางเป้าหมายไว้ว่าให้เราสองคนมีความรู้สึกดีให้แก่กันและกัน ให้มีสุขภาพดียาวนาน แล้วใช้เวลาที่มีให้กันอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ไม่มีอุปสรรคหนักเข้ามา ชีวิตอาจจะส่งอะไรหนักๆเข้ามาแต่ว่าเราควบคุมความรู้สึกมันได้ ก็เลยคิดว่ามีความสุขดีๆให้กัน”

เลอโนโว ปลุก Spider-Senses ร่วมกับ ‘Madame Web’ 

เตรียมพบกับภาพยนตร์แอ็คชันซูเปอร์ฮีโร่หญิงเรื่องใหม่จาก Columbia Pictures “มาดามเว็บ (Madame Web)” ที่เหล่าสาวกจักรวาล Sony’s Spider-Man Universe รอคอย ร่วมกับ เลอโนโว แจกเซอไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟน ๆ มาร์เวลและเลอโนโวโดยเฉพาะ สัมผัสประสบการณ์อันตื่นเต้นและติดตามเรื่องราวอันน่าพิศวงพร้อมกันได้แล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

เรื่องราวระทึกขวัญที่เต็มไปด้วยความลึกลับน่าค้นหาของหญิงสาวผู้มีพลังหยั่งรู้เหนือสรรพสิ่ง โดยมีนักแสดงนำอย่าง ดาโกต้า จอห์นสัน (Dakota Johnson) มารับบท คาสซานดร้า เว็บบ์ (Cassandra Webb) แพทย์ฉุกเฉินแห่งแมนฮัตตันที่มีนิมิตพิเศษมองเห็นอนาคตได้หลังจากประสบอุบัติเหตุ ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวในอดีต และการพยายามเอาชีวิตรอดจากวายร้ายพร้อมกับหญิงสาวอีก 3 คน ที่โชคชะตาได้โยงใยพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน

เพื่อเป็นการต้อนรับการเข้าฉาย “มาดามเว็บ (Madame Web)” ในโรงภาพยนตร์ ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์แล็ปท็อปเกมมิ่งที่ร่วมรายการของเลอโนโว จะมีสิทธิ์รับเสื้อยืด Madame Web รุ่น Limited Edition เป็นของขวัญสมนาคุณพิเศษทันที เมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เกมมิ่งในซีรีส์ Lenovo Legion และ Lenovo LOQ ที่ร่วมรายการ ได้แก่ Legion 5i; Legion Pro 5i; Legion Slim 5; LOQ 15 และ LOQ 16 ณ ร้านค้าพันธมิตรอย่างเป็นทางการของเลอโนโวทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2567 นี้

ตรวจสอบรายการผลิตภัณฑ์ ข้อกำหนดและเงื่อนไขทั้งหมดได้ที่ LINK 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lenovo.com/th หรือ https://www.facebook.com/LenovoTH

RML รุกกลยุทธ์ ‘CARETAKER’ สร้างสรรค์กิจกรรมที่ไม่เหมือนใคร

RML (บริษัทไรมอนแลนด์จำกัดมหาชน) ผู้นำวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่และอัลตร้าลักชัวรี่ที่ส่งมอบสุดยอดประสบการณ์การดูแลลูกค้ามากว่า 36 ปี รุกกลยุทธ์ ‘CARETAKER’ สร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ให้กับลูกค้าคนสำคัญ ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ประเดิมแคมเปญแรกของปี’67 จับมือ เอ็ม สปา อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้พัฒนาและบริหารจัดการสปาชั้นนำของโลกในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป จัดงาน RML X Longevity Hub by Clinique La Prairie’ สุดยอดโปรแกรมตรวจสุขภาพ รับการปรึกษา และทรีทเมนต์ดูแลสุขภาพองค์รวมครบวงจรแบบรายบุคคล ให้กับลูกค้าคนสำคัญของ RML ที่ ลองจิวิตี้ ฮับ บาย คลินิก ลา แพรรีศูนย์ดูแลสุขภาพระดับอัลตร้าลักชัวรี่จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนชั้น 15 โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีแขก VIPs จากแวดวงธุรกิจต่างๆ มาร่วมกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หนิง-ปัญญชลีเพ็ญชาติ, เปิ้ล-จริยดีสเป็นเซอร์, เล็ก-กรกนกยงสกุล, อ๋อย-อุไรพรเฉลิมทรัพยากรและพรรษ-พรรษมนพจนประพันธ์ 

นาย กรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร RML กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ  RML ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ โดยในปีนี้เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบสุดยอดการดูแลลูกค้าไปอีกขั้น ภายใต้กลยุทธ์ ‘CARETAKER’ เพื่อสร้างประสบการณ์เหนือระดับในทุกมิติ และครองความเป็น Top of Mind หรือ เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า ซึ่งในปีนี้เราได้วางแผนที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ครอบคลุม 3 มิติที่สำคัญ ได้แก่

  • The Moments Behind Velvet Rope เปิดประสบการณ์ และเติมเต็มความเป็นที่สุดของลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์ ผ่านอีเวนต์ที่ลูกค้าคนสำคัญได้ VIP access ดั่ง celebrities จากแบรนด์พันธมิตรชั้นนำที่มีชื่อเสียงด้านลักชัวรี่ ไลฟ์สไตล์จากหลากหลายวงการ
  • The Special Treats เติมเต็มความประทับใจ กับการดูแลอย่างต่อเนื่องผ่านของขวัญในช่วงเวลาพิเศษต่างๆ ของลูกค้าคนสำคัญได้อิ่มเอมกับทุกโมเม้นต์ เพื่อขอบคุณทุกความเชื่อใจที่มอบให้ RML มาโดยตลอด
  • The Benefits & Perks เติมเต็มความคุ้มค่า กับสิทธิพิเศษทั้งจาก RML เองรวมถึง Benefits ต่างๆ จากแบรนด์พาร์ทเนอร์มากมาย ที่สงวนไว้เพื่อลูกค้าของ RML เท่านั้น

นาย หฤษฏ์ ลักษณะโยธินเกิดทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสผู้บริหารฝ่ายการตลาด RML กล่าวเสริมว่า “เราประเดิมงานแรกของปีนี้ ภายใต้แคมเปญ ‘RML X Longevity Hub by Clinique La Prairie’ โดยร่วมมือกับ ลองจิวิตี้ ฮับ บาย คลินิก ลา แพรรี ศูนย์ดูแลสุขภาพระดับอัลตร้าลักชัวรี่จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดโปรแกรมยกระดับ Well-Being ผ่านเวิร์คช็อป ‘Health and Detox Purity’ มุ่งเน้นการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อร่างกายที่แข็งแรง และแลดูอ่อนเยาว์ เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ดัชนีมวลกาย พร้อมบริการให้คำแนะนำข้อมูลสุขภาพเชิงลึกในด้านต่างๆ ก่อนเข้ารับบริการโปรแกรมทรีทเมนต์เพื่อบำบัดและฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคลในวันเดียวกัน”

ด้านนางสาว สุทธิดา สุทธิพงษ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ – สปาแอนด์เวลเนสจาก บริษัท เอ็มสปา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าสุขภาพที่แข็งแรงไม่ได้เป็นเพียงการไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณอีกด้วย จึงนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้จัดเวิร์คช็อปเพื่อยกระดับ Well-Being ส่งมอบความรู้ เพื่อการสร้างสุขภาพที่สมดุลจากภายในสู่ภายนอกให้กับลูกค้าคนสำคัญของ RML ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ระดับลักชัวรี่และอัลตร้าลักชัวรี่ ที่เอาใจใส่ในคุณภาพชีวิตของลูกค้าเช่นเดียวกัน โดยคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์เช่นนี้อีกในอนาคต”

เพลียเรื้อรัง

นอนเต็มอิ่มแต่กลับไม่มีแรง ใช่ ‘เพลียเรื้อรัง’ หรือไม่? ควรแก้ยังไง ก่อนส่งผลเสียสุขภาพกายและใจ

สัญญาณเตือนจากร่างกายอย่าง อาการเพลีย ไม่สดชื่น ไม่มีแรง อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ทำให้เกิดการไม่สบายตัว เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามตัว จนเกิดภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome หรือ CFS) นอกจากส่งผลต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตใจ ให้หดหู่ ห่อเหี่ยว ท้อแท้ ไร้พลังงานที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนอย่างเคยได้ ซึ่งวิธีการแก้ไขอาการ เพลียเรื้อรัง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • ทำงานหนักเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานระดับเซลล์ไม่ดี
  • ความเครียดสะสม
  • อายุที่มากขึ้น
  • โรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น เบาหวาน โลหิตจาง ภาวะตับทำงานผิดปกติ หรือการใช้ยารักษาโรคบางอย่าง เช่น การให้เคมีบำบัด การฉายแสง
  • ฮอร์โมนไม่สมดุล ได้แก่ ฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนต่อมหมวกไต ฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าสู่วัยทอง
  • ขาดวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินบี วิตามินดี แมกนีเซียม สังกะสี เป็นต้น

ซึ่งถ้าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด หรือไม่ถูกวิธีก็จะกลายเป็นอาการเรื้อรัง เบื้องต้นนี่คือวิธีการแก้อาการอ่อนเพลียด้วยตัวเองง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน ดังนี้

  • กินอาหารให้หลากหลายและดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยอาจเพิ่มในส่วนของวิตามินบี วิตามินดี แมกนีเซียม สังกะสี ซึ่งพบได้ในอาหารประเภท ธัญพืช เนื้อสัตว์ นม ไข่ เป็นต้น
  • นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
  • หาวิธีผ่อนคลายความเครียด หากิจกรรมที่ชอบทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง นั่งสมาธิ เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ บุหรี่
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่หักโหมเกินไปจนร่างกายเกิดอาการล้าได้
  • กินอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มพลังงาน ลดอาการอ่อนเพลีย ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ไม่มีเวลา หรือต้องการทางลัดเร่งด่วน เช่น Vitamin B Complex, CoenzymeQ10, NMN เป็นต้น

ทั้งนี้ ถ้าหากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตัวเองแล้วก็ยังไม่หาย ควรไปพบแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม ในปัจจุบันการแพทย์ทางชะลอวัยและป้องกัน มีวิธีการตรวจหาสาเหตุของอาการเพลียจากภายในลึกถึงระดับเซลล์ ตรวจได้ละเอียดและดีกว่าการตรวจสุขภาพทั่วไป

Source: พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)

Photo: Pexels


บอลลูน

“มิ้น-ภัทรนันท์” แห่ง iParty BKK 10 ปี กับบอลลูนแห่งความสุข

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ลูกโป่ง” หลากสีสัน แปลกตา ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในงานต่างๆ ทั้งงานปาร์ตี้ วันเกิด หรือแม้แต่งานวิวาห์ ลูกโป่งช่วยสร้างบรรยากาศให้งานต่างๆ อบอวลไปด้วยความรัก ความสุขและความสนุก ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังลูกโป่งดีไซน์เก๋ไก๋เหล่านี้ คือ คุณมิ้น – ภัทรนันท์ ศิริเจริญแสง เจ้าของธุรกิจ iParty BKK ที่วันนี้ธุรกิจเดินทางเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว และยังเติบโตต่ออย่างต่อเนื่องด้วยงานดีไซน์และลูกเล่นใหม่ๆ ที่ชวนให้ติดตาม บอกเลยว่าหัวใจหลักของงานนี้ คือความรักในสิ่งที่เธอทำล้วนๆ

ความชอบ + ช่องว่างของตลาด = ธุรกิจใหม่

คุณมิ้นเล่าถึงช่วงแรกของการมาจับธุรกิจบอลลูนว่า “ย้อนกลับไปสมัยที่มิ้นยังเป็นนักศึกษา สังเกตว่าตอนนั้นงานปาร์ตี้อย่างวันเกิดส่วนใหญ่มีแค่เค้กกับดอกไม้ มิ้นรู้สึกว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ถ้าเพิ่มลูกโป่งจะทำให้ความรู้สึกตอนที่จัดงานเติมเต็มมากขึ้น อีกอย่างคือเวลาถ่ายรูปก็สวย สนุกขึ้น เหมือนลูกโป่งไปเพิ่มให้งานสมบูรณ์ขึ้นไปอีก

“ส่วนตัวมิ้นเอง ชอบความครีเอทีฟตั้งแต่เด็ก แม้จะเรียนจบมาสายบริหาร แต่ชอบจัดงานปาร์ตี้ตามเทศกาล อย่างฮาโลวีน คริสต์มาส มีฉายโปรเจ็คเตอร์บนดาดฟ้า ชวนเพื่อนๆ มาดูหนังกัน ตอนไปเรียนต่อที่อเมริกาก็มีจัดปาร์ตี้ตลอด แล้วทุกงานที่จัด มิ้นก็ให้ความสำคัญกับการมีโมเมนต์พิเศษที่น่าจดจำ

“เมื่อมองเห็นโอกาสที่จะได้นำความรู้เชิงธุรกิจมาบวกกับความถูกจริต จึงได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนเข้ามาทำธุรกิจ iParty BKK ซึ่งก็มาจากว่า ฉันชอบจัดปาร์ตี้ นี่แหละ (หัวเราะ) โดยช่วงเริ่มแรก iParty BKK มีหน้าร้านเป็นป๊อปอัพเล็กๆ ที่ The Circle ราชพฤกษ์ก่อน เน้นขายลูกโป่งอัดแก๊สฮีเลียม สามารถสกรีนชื่อได้ หรือมีของตกแต่งเป็นกระดาษฟอยล์พู่สวยๆ สร้างเป็นภาพจำ น่าตื่นเต้นว่าลูกโป่งทำอะไรได้มากขนาดนี้ หลังจากนั้นเริ่มรับออเดอร์ที่ลูกค้าสามารถ customize (ปรับแต่ง) รูปแบบและสีสันเองได้มากขึ้น

“ขณะเดียวกัน ความที่ลูกโป่งเป็นธุรกิจใหม่ ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เราจึงต้องสร้างภาพจำให้ผู้คนเห็นบ่อยๆ เริ่มจากการทำงานกับดารา เซเลบฯ บุคคลที่มีชื่อเสียง โดยให้ลูกโป่งเขาไปใช้ในงาน เช่น งานปาร์ตี้ งานวันเกิด หลังจากนั้นก็มีคนสนใจทำตามจนเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา ที่สุดก็ไปเข้าตาพวกแบรนด์หรือองค์กรต่างๆ จากนั้นเราก็ค่อยๆ เติมลูกเล่นอย่างอื่นเข้าไป เพราะมิ้นมองมาแต่แรกแล้วว่า คงไม่ได้ทำแค่ลูกโป่ง แต่อยากทำให้เป็นงานปาร์ตี้ที่น่าจดจำ โดยเราจะดีไซน์ว่างานไหนเหมาะกับอะไร ให้มีความแตกต่างในแต่ละงาน ถ้าต้องเพิ่มอะไรเข้าไปที่นอกจากลูกโป่งเพื่อให้งานคอมพลีตและน่าประทับใจจริงๆ เราก็จะเพิ่มค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแบ็คดรอปที่ใช้ตกแต่ง  หรืออย่างทุกวันนี้ เราไม่ได้มีแค่ลูกโป่งแต่ยังมี bubble house บ้านพองลมที่มีลูกโป่งลูกเล็กๆ หมุนอยู่ข้างใน หรือ  iParty Pool สระลูกบอลพร้อมไม้ลื่น ไว้ให้เด็กๆ เล่นได้ เป็นต้นค่ะ”

มุ่งเน้นให้พนักงานมีส่วนร่วมเคล็ดลับสร้างทีมให้แข็งแกร่ง

“แต่ช่วงที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ถือว่าค่อนข้างหนัก เจอทั้งความท้าทายและอุปสรรคหลายอย่าง เพราะลูกโป่งมีความเปราะบางจึงมีข้อจำกัดเรื่องของเวลา บางชนิดก็ไม่สามารถพองตัวอยู่ได้นานๆ แต่พอเราต้องรับงานขนาดใหญ่ขึ้น ก็ยากขึ้นไปอีก เพราะต้องเลือกลูกโป่งชนิดที่สามารถอยู่ได้เป็นสัปดาห์ หรือการสั่งล่วงหน้าก่อนส่งแค่ไม่กี่ชั่วโมง ตอนนั้นก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่ระหว่างที่เจอปัญหาก็กลายเป็นว่า เราได้เรียนรู้ และนำกลับมาจัดการกับระบบ ทำอย่างไรไม่ให้เลท จนทุกวันนี้สามารถส่งงานให้ได้ภายในวันที่สั่งเลย หรือเรื่องคุณภาพของงาน ทำอย่างไรไม่ให้พลาด เราก็มีการจัดทีม QC ขึ้นมา เพื่อเทสต์ลูกโป่งที่ได้มาใหม่ให้ชัวร์ว่าไม่มีจุดรั่ว สูบลมไปแล้วลูกโป่งไม่ฟีบเร็ว เป็นต้น เมื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดก็ทำให้ไม่เกิดปัญหา

“พูดง่ายๆ ว่าในช่วงแรก เรายังลองผิดลองถูกกันอยู่ ทั้งเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลูกโป่ง และในเรื่องของระบบที่ยังไม่มีความเสถียรทำให้เกิดความล่าช้าในระบบ แต่ตลอด10 ปีที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้มากขึ้น มีการเซ็ตระบบขึ้นมาและพัฒนาอยู่ตลอด พนักงานที่ทำงานกับเราก็ยังเป็นทีมเดิมที่ทำมาตั้งแต่แรก ประสบการณ์ทำงานของทีมจึงแน่นตามอายุร้านที่เปิดมา นอกจากนั้น เรายังสนับสนุนให้พนักงานเติบโต มีการส่งทีมงานไปเรียนทำลูกโป่งที่ต่างประเทศ คอยสังเกตว่าพนักงานคนไหนถนัดอะไร อย่างถ้าเห็นว่าพนักงานคนนี้เก่งวาดรูป ก็จ้างครูมาสอนเพิ่มเติมให้เขาที่ร้าน แล้วให้เขามาเพ้นต์ลายลูกโป่งของร้าน ทำให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมว่า เขามีส่วนช่วยครีเอทอะไรใหม่ๆ ให้ร้านเราแตกต่างจากร้านอื่น ในขณะเดียวกันก็มีความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน ไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองย่ำอยู่กับที่ค่ะ”

ความแปลกใหม่และไว้ใจได้ คือหัวใจหลักของธุรกิจ

​​“หัวใจหลักของแบรนด์คือ การเป็น trend setter เราไม่เคยมองว่าแบรนด์อื่นมีอะไร แต่จะมองว่าเเบรนด์เราไม่มีอะไร แล้วในตลาดยังขาดอะไร สิ่งใดที่จะทำให้เราแตกต่าง เราจึงเน้นเรื่องความแปลกใหม่มาก่อนกาล อย่างลูกโป่งของเรานั้น ก็สั่งมาจากหลากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ เพราะลูกโป่งแต่ละประเทศมีจุดที่เด่นไม่เหมือนกัน อย่างพวกลูกโป่งลิขสิทธิ์ดิสนีย์ ลายการ์ตูน ควรจะมาจากประเทศอเมริกา เพราะให้สีชัด ตรงตามคาแร็คเตอร์ เป็นต้น หรือ ช่อดอกไม้ที่ทำจากลูกโป่ง เราก็เป็นเจ้าแรกๆ ที่เริ่มทำในไทย แล้วมิ้นค่อยทำการตลาด โดยการดึงตัวบุคคลอย่างอินฟลูเอนเซอร์ ดาราที่เรามองว่าจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ของเราได้ดีมาช่วยโปรโมทจนเป็นกระแส ต้องบอกเลยว่าก่อนที่จะได้รับการตอบรับที่ดีขนาดนี้ ทางทีมงานมีการออกแบบวางแผนงานกันมาอย่างดีและตั้งใจ

​​“จุดที่ 2 ความไว้วางใจ ความสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบหรือเติมความสนุกให้กับงาน ที่ทีมของเราสามารถแนะนำลูกโป่งให้เหมาะสมกับการใช้งาน และความสวยงาม รวมทั้งดีไซน์ให้เหมาะ เติมเต็มกับงาน และดูพิเศษกว่างานอื่นๆ นอกจากนี้เรายังจัดหาสินค้าหลากหลาย สินค้านำเข้า และเสนอไอเดียเพื่อคอมพลีตงานปาร์ตี้ให้ลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ทีมเราได้รับโจทย์ให้จัดงานปาร์ตี้คริสต์มาส ซึ่งทีมเราได้ไปสรรหาต้นคริสต์มาสจริงนำเข้ามาจากประเทศแคนนาดาเพราะลักษณะพิเศษรูปทรงสวยทั้ง 4 ด้าน มีกิ่งก้านสาขาที่แข็งแรง คงตัวได้ดี เหมาะกับการแขวนของประดับตกแต่ง และที่สำคัญยังเป็นพันธุ์ที่เชื่อว่ามีกลิ่นหอมที่สุดในโลก

 ซึ่งนอกจากลูกโป่งแล้ว เรายังมองว่าอะไรก็ตามที่ทำให้งานปาร์ตี้เติมเต็มได้สมบูรณ์แบบที่สุด เราจะพยายามหามาให้ เรียกได้ว่านี่คือจุดเด่นของร้าน

​​“นอกจากนี้ เรามีทีมหลังบ้านเยอะ เวลาที่มีงานขนาดใหญ่หรือช่วงที่มีเทศกาลสำคัญๆ ลูกค้าจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความผิดพลาดภายในงาน ร้านของมินต์สามารถทำให้ถึงแม้ว่าจะจัดงานใหญ่พร้อมกันทั้ง 7 สาขาก็ตาม เพราะทีมมีความเป็นมืออาชีพ อีกจุดคือความรวดเร็วสั่งวันนี้ก็สามารถได้วันนี้ รีบใช้งานทางร้านทำให้ได้ ก็เป็นจุดที่เป็นความไว้วางใจ​

​​“สำหรับแผนต่อจากนี้ อย่างที่บอกไปว่ามิ้นชอบสร้างวัฒนธรรมใหม่เกี่ยวกับลูกโป่ง เราจึงมองไว้ว่า อยากนำพาลูกโป่งเข้าไปเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานแต่งงาน ไม่ใช่แค่งาน Hen Night (เลี้ยงส่งเจ้าสาว) แต่เป็นการตกแต่งหลักของงานแต่งงานเลย เพราะทุกวันนี้คนมักใช้ดอกไม้เป็นหลัก แต่เรามีลูกโป่งใหม่ๆ หลายแบบที่ให้ลุคเท่และหรูหรา อย่างลูกโป่งที่เป็นเนื้อเมแทลลิก ก็ถือเป็นอีกความท้าทายที่อยากฝากให้ทุกคนติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา และเร็วๆ นี้ ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ทาง iParty BKK มีของขวัญพิเศษที่เหมาะกับทุกคนที่กำลังมองหาของขวัญให้ผู้รับประทับใจ อย่างบอลลูนหัวใจยักษ์ ที่บอกเลยว่าแค่ถือไปมอบให้ใคร รับรองว่าคนต้องหันมองตลอดทางค่ะ(ยิ้ม)

This image has an empty alt attribute; its file name is S__13132265_0-1024x1000.jpg

​​“สุดท้าย มิ้นมองว่าธุรกิจของเราเป็นร้านที่ขายความสุข และโมเมนต์พิเศษ จึงไม่ได้หยุดแค่ที่ลูกโป่ง แต่อะไรที่ทำแล้วงานดูพิเศษขึ้น ครบขึ้น ได้สร้างประสบการณ์และความสุขให้ลูกค้า เราก็ยินดีทำเต็มที่ค่ะ ขอแค่ให้คุณลูกค้าประทับใจ เราก็มีความสุขแล้ว”

ไขที่มา ‘รูปทรงหัวใจ’ สัญลักษณ์ยอดฮิตในไอเท็มแห่งความรัก

รู้หรือไม่! ‘รูปทรงหัวใจ’ ที่เป็นกิมมิกของไอเท็มช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์มีที่มาจากอะไร

ช่วงนี้มองไปทางไหนบรรยากาศก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักในวันวาเลนไทน์ เพราะไม่ว่าจะสถานที่หรือไอเท็มไหนๆ ที่วางขายเป็นคอลเล็คชั่นพิเศษก็พากันประดับประดาด้วยสีแดง ชมพู ดอกกุหลาบ และสัญลักษณ์ ‘หัวใจ’ ที่เราแสนคุ้นตาเมื่อพูดถึงคำว่า ‘ความรัก’

หากพูดถึงสัญลักษณ์ของ’ความรัก’ รูปหัวใจคงเป็นลิสต์ลำดับแรกที่เรานึกถึง แต่ทุกคนเคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่า ทำไมหัวใจถึงวาดด้วยรูปทรงแบบนี้ ‘❤’ ? เพราะหน้าตาของมันก็ไม่ได้ละม้ายคล้ายกับอวัยวะที่ใช้สูบฉีดเลือดเลย ฉะนั้นเราขอพาทุกคนมาไขข้องใจนี้ไปด้วยกัน

หากค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตคงเห็นมาหลายข้อสันนิษฐาน ไม่ว่าจะเป็น ❤ ถูกเลียนแบบขึ้นมาจากผลของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่า ‘silphium’ ซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคต่างๆ รวมถึงยังเป็นสมุนไพรที่ช่วยคุมกำเนิดในสมัยกรีกโรมันโบราณ ทำให้คนเชื่อว่าพืชดังกล่าวมีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับเพศและความรัก

และอีกทฤษฎีหนึ่งก็บอกไว้ว่ารูปทรงของหัวใจมาจากใบไอวี่ที่เป็นตัวแทนของความนิรันดร์ เพราะไม่ว่าฤดูกาลจะผันเปลี่ยนอย่างไรต้นไม้ชนิดนี้ก็ยังเขียวชอุ่มอยู่เสมอ คนจึงนำมาใช้แทนสัญลักษณ์ของความรักนั่นเอง

ใครจะคิดว่าสัญลักษณ์ ‘รูปทรงหัวใจ’ บนไอเท็มช่วงวาเลนไทน์จะมีความซับซ้อนขนาดนี้ และเราก็หยิบมาฝากถึง 2 ทฤษฎี หลังจากอ่านจบแล้วคิดว่าอันไหนพอเป็นไปได้มากที่สุดเอ่ย?


กลุ่มอลิอันซ์เปิดโผ 5 ความเสี่ยงสำคัญของธุรกิจไทย

กลุ่มอลิอันซ์ เปิดเผยรายงาน Allianz Risk Barometer ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลเชิงลึกของนักบริหารความเสี่ยงกว่า 3,000 คน ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในประเทศไทยในปี 2567 ชี้ให้เห็นว่า การเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นความเสี่ยง 2 อันดับแรกที่มีคะแนนด้านความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ตามมาด้วยภัยทางไซเบอร์ (อันดับ 3) เช่น มัลแวร์เรียกค่าไถ่ การละเมิดข้อมูลและการหยุดชะงักด้านไอที ภัยไฟไหม้และการระเบิด (อันดับ 4) และเทคโนโลยีใหม่ (อันดับ 5) เช่น ความเสี่ยงจากผลกระทบของ AI และรถยนตร์ไฟฟ้า 

ลาร์สไฮบุทสกี้กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอลิอันซ์อยุธยาประกันภัยจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกำลังกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ บริษัทต่างๆจำเป็นต้องใหความสำคัญกับแผนการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ สามารถรับมือกับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวได้”

ประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากภัยทางธรรมชาติ น้ำท่วมในภาคใต้คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อครัวเรือนนับหมื่น นับตั้งแต่น้ำท่วมซึ่งเริ่มขึ้นธันวาคมปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนกว่า 70,000 หลังคาเรือนในจังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส บริการรถไฟบางแห่งในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งติดกับมาเลเซียกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังจากปิดไปหลายวัน เนื่องจากรางรถไฟทรุดตัว ช่วงฤดูฝนในประเทศไทยมักเกิดน้ำท่วมทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดโดยฝีมือมนุษย์อาจทำให้ฝนตกหนักมากขึ้น

การผลิตข้าวนอกฤดูกาลในเอเชียมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัญหาความแห้งแล้ง ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ลดลง และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะทำให้ผลผลิตลดลงในช่วงต้นปี 2567 ทำให้อุปทานไม่เพียงพอ ส่งผลให้ราคาอาหารสูงขึ้น จากการวิเคราะห์ของผู้ค้าข้าวและนักวิเคราะห์ ประเทศไทยซึ่งผลิตข้าวมากเป็นอันดับ 2 ของโลก อาจจะผลิตข้าวนอกฤดูลดลงในไตรมาสแรก และคาดว่าจะมีการส่งออกข้าวน้อยลง 

นอกจากนั้นความเสี่ยงในเรื่องเทคโนโลยีใหม่โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ยังเป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องสนใจและคำนึงถึงโดยลาร์สแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่า “การเร่งพัฒนา AI ในปี 2566 ช่วยให้เกิดโอกาสอย่างมากสำหรับธุรกิจต่างๆ และสังคมโดยทั่วไป ในขณะเดียวกัน ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลที่จะตามมาของเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ ซึ่งปัญหาหลายอย่างที่เรากังวลว่าจะเกิด ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ศักยภาพของ AI ในการพลิกโฉมธุรกิจจะพัฒนาขึ้นไปอีก โดยจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรมและทุกด้านของชีวิตตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ในฐานะเทคโนโลยีอเนกประสงค์”

เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ผลกระทบด้านความเสี่ยงจาก AI ถือเป็นความเสี่ยงอันดับที่ 5 ของประเทศไทย สื่ออย่างบางกอกโพสต์รายงานว่า 72% ของผู้สำเร็จการศึกษาชาวไทยอาจตกงานเพราะ AI ภายในปี 2573 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานธุรการและการจัดการสำนักงานทั่วไปที่ขาดทักษะเฉพาะด้าน นอกจากแผนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบด้าน AI แล้ว แนวทางสำคัญของยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติของประเทศไทยที่เปิดตัวในปี 2565 ได้แก่ การปรับปรุงความสามารถด้านการศึกษาและกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับ AI รายงานความคืบหน้าในเดือนสิงหาคม 2566 ให้ข้อมูลไว้ว่า รัฐบาลได้อนุมัติแผนการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะด้าน AI แล้วเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของภาคอุตสาหกรรม