จิตรกรรมฝีพระหัตถ์

พระปรีชาสามารถด้านศิลปะ ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับ จิตรกรรมฝีพระหัตถ์

เป็นที่ทราบกันดีว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญศาสตร์หลายแขนง ไม่เว้นแม้แต่ด้านศิลปะ ทั้งภาพถ่าย ภาพวาดจิตรกรรม ซึ่งพระองค์สนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

ต้องยอมรับเลยว่าพ่อหลวง หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทยทรงเป็นต้นแบบให้แก่พสกนิกรไทยได้ทุกสาขาอาชีพเลยจริงๆ เพราะพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน อย่างด้านศิลปะในส่วนจิตรกรรมภาพวาด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฝึกฝนและเริ่มวาดภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ด้วยพระองค์เองมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพระองค์ยังได้ทรงแลกเปลี่ยนความรู้กับศิลปินผู้ชำนาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างใกล้ชิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณเหม เวชกร, เขียน ยิ้มศิริ, ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์, ออสการ์ โคโคชกา ฯลฯ

ลักษณะ จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ ของพระองค์จะเป็นแนวจิตรกรรมร่วมสมัยหลายรูปแบบ ทั้งแบบเหมือนจริง (Realistic) ภาพเหมือนบุคคล (Portrait) ภาพทิวทัศน์ (Landscape) หรือแม้แต่แนวแบบเอกซ์เพรสชั่นนิสม์ (Expressionism) ที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก หรือแบบนามธรรม (Abstract) พระองค์ก็ยังทรงแสดงการวาดภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพระองค์ไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเห็นความสำคัญของทุกหยาดสี โดยไม่ปล่อยให้สีที่ใช้วาดนั้นแห้งเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

“…ในห้องเขียนรูปส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยทรงชี้ให้ผู้เขียนดูรูปที่ทรงเขียนเสร็จใหม่ๆ สียังเปียกอยู่ และตรัสเล่าพระราชทานว่า ‘รูปนี้ใช้สีเหลือค้างในกล่องมาละเลงให้มันหมดไปเสีย สีพวกนี้มีโอกาสใช้มันน้อย ถ้าไม่รีบใช้มันก็จะแข็ง ต้องเสียไปเปล่าๆ น่าเสียดาย’…”

(ทวี นันทขว้าง ศิลปินแห่งชาติ บทความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานจิตรกรรม”
จากหนังสือพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯถวายในโอกาสวันรัชดาภิเษก
9 มิถุนายน 2514)

จะเห็นได้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกษัตริย์ผู้มีอุปนิสัยประหยัดมัธยัสถ์ และใส่พระราชหฤทัยแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ นอกจากพระองค์จะทรงสนพระราชหฤทัยและทรงพระปรีชาสามารถด้านศิลปะแล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนและส่งเสริมศิลปะของไทยด้วย โดยได้พระราชทานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์เข้าร่วมการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ไปแสดงตามนิทรรศการต่างๆ อย่างท้องพระโรงวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร นิทรรศการพิเศษสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ หรือแม้แต่ส่งไปประเทศญี่ปุ่น ที่ Tokyo Fuji Art Museum และ OMM Exhibition Hall ก็ด้วยเช่นกัน

วันนี้แพรวจึงได้รวมภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์
ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาให้ได้ชมกัน

paint04
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่ปรากฏปีที่สร้าง สีน้ำมันบนผ้าใบ
paint03
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ.2504 สีน้ำมันบนผ้าใบ 74 x 59.5 ซม.
paint02
กุหลาบไทย พ.ศ.2504 สีน้ำมันบนผ้าใบ 68 x 57 ซม.
paint01
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ.2503 สีน้ำมันบนผ้าใบ 90 x 75 ซม.
paint05
ไม่ปรากฏชื่อ
จิตรกรรมฝีพระหัตถ์
สมเด็จพระราชบิดา พ.ศ.2504 สีน้ำมันบนผ้าใบ 38.5 x 28.5 ซม.
paint07
ไม่ปรากฏชื่อ
paint06
ไม่ปรากฏชื่อ

ข้อมูลและภาพ : นิตยสารแพรว ปีที่ 33 ฉบับที่ 774 (25 พ.ย. 54), http://www.supremeartist.org/thai/painting/index.html

Beauty Guide

Sadness Survival Beauty Guide แต่งสวยซ่อนโศก

ช่วงเวลาแห่งความทุกข์โศกของคนไทยทั้งประเทศทำให้เหมือนเวลาดำเนินไปอย่างเชื่องช้า บวกกับสภาพอากาศอึมครึมชวนจิตตกทำให้ยากที่จะหลุดจากบรรยากาอาลัย จนยังต้องเสียน้ำตากันเป็นระยะๆ

แต่ด้วยชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป สาวบิวตี้มืออาชีพจึงต้องรู้จักวิธีใช้อุปกรณ์ดีๆ เพื่อซ่อนริ้วรอยแห่งความโศกเศร้าให้มิดชิด อย่าให้ถึงกับเสียงานเสียการ ร้องไห้ได้แต่ต้อง Move On เรื่องนี้อุปกรณ์บิวตี้ช่วยได้…ขอแค่ใจสู้นะสาวๆ

1 หยุดขนมหวานหน้าจอ
ช่วงนี้ต้องระวังการกินเป็นสำคัญ เฝ้าดูพิธีการที่หน้าจอพร้อมแสน็คเป็นวิถีที่อันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว
ไอศครีม ช็อคโกแลต ป๊อปคอร์น ช่วยคลายเครียดก็จริงแต่กินไปร้องไห้ไปยิ่งทำให้สภาพทรุดโทรม ไม่ต้องไดเอ็ทจนผอมโกรก เพียงระวังของหวาน อย่างน้ำอัดลม ไอศครีมหรือเค้กที่มีน้ำตาล ซึ่งทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวหยาบและก่อให้เกิดสิว หากรู้สึกขาดน้ำตาลจริงๆ เปลี่ยนมาดื่มน้ำผักผลไม้ ชา หรือน้ำเต้าหู้แบบหวานน้อยจะสบายใจสบายหุ่นกว่า

2

เอาน้ำเย็นเข้าลูบ
อาการตาคล้ำยังกลบได้ด้วยคอนซีลเลอร์แต่ตาบวมนั้นซ่อนยากยิ่งกว่า พยายามอย่าร้องไห้แล้วหลับไปทั้งน้ำตา เพราะจะยิ่งทำให้บวมช้ำจนแก้ยากในเวลาเช้า หากต้องเสียน้ำตาก่อนนอนจริงๆ แนะนำให้ใช้น้ำเย็นล้างให้หน้าและดวงตาให้สะอาดก่อนประคบด้วยน้ำแข็งหรือเจลก่อนนอน เพื่อช่วยลดอาการบวมจนแต่งหน้าลำบาก

3-copy

อายครีมแช่เย็นมันเวิร์คมาก
สูตรรีเฟรชตัวเองจากอาการตาบวมช้ำแบบง่ายๆ คือนำอายครีมที่ใช้อยู่ไปแช่ตู้เย็นก่อนนำมาใช้ ความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดหดตัวลงดวงตาหายบวมได้อย่างว่องไว แนะนำว่าถ้าเลือกชนิดที่เป็นเนื้อสัมผัสเจลล์ได้จะเวิร์คมาก เพราะสามารถเก็บกักความเย็นได้ยาวนานกว่า

4

มาส์กหน้าแล้ว…มาส์กตาหรือยัง?
อายมาส์กที่เคยถูกมองข้ามเหมือนเป็นไอเท็มที่เกินความจำเป็น จะกลายเป็นฮ็อตก็คราวนี้ มาส์กใต้ตาทิ้งไว้ระหว่างดูทีวี เล่นอินเตอร์เน็ตเพื่อลดความบวมช้ำและหยาบกร้านบริเวณใต้ตา เช้าขึ้นมาแต่งหน้าง่ายขึ้นชัวร์

5

Corrector ดีๆ งานนี้ต้องมีไว้
คอนซีลเลอร์ช่วยกลบริ้วรอยบดบังได้แบบคร่าวๆ แต่สำหรับดวงตาที่ร้องไห้มาจนดำคล้ำ แนะนำให้ใช้คอร์เร็คเตอร์ที่มีสีโทนส้มหรือแซลมอนลงบางๆ ก่อนทับด้วยคอนซีลเลอร์ สีออกโทนแดงๆ ส้มๆ นี้เองคือสีคู่ตรงข้ามที่จะช่วยตัดสีคล้ำๆ เขียวๆ ใต้ตาให้หายไปโดยไม่ต้องกลบคอนซีลเลอร์แบบหนาหนัก
หรือหากฉุกเฉินไม่มีจริงๆ ลองแตะลิปสติกสีแดงส้มลงบริเวณใต้ตา เกลี่ยให้เนียนบาง แล้วกลบทับด้วยคอนซีลเลอร์อีกครั้งก็พอแทนกันได้

6

ลงคอนซีลเลอร์สไตล์คาร์ดาเชียน
แต้มคอลซีลเลอร์เป็นจุดเล็กๆ ใต้ตาแล้วเกลี่ยอาจช่วยได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าอยากบิ้วท์ให้ดวงตาที่ดูเศร้าสดใสขึ้นอีก ลงคอนซีลเลอร์สีอ่อนกว่าผิวจริงเป็นรูปสาเหลี่ยมคว่ำแบบที่สาวบ้านคาร์ดาเชียนนิยม แต่ต้องไม่ลืมเกลี่ยให้ดูเนียนกลมกลืนกับผิว ดวงตาจะกลับคืนความไบรท์สดใสอย่างน่าอัศจรรย์

7

เปลี่ยนสีอายไลเนอร์ด่วน!
ใครเคยระบายใต้ตาดำเป็นสาวร็อคชิค ช่วงนี้เว้นไว้ก่อนเพราะนอกจากจะดูไม่สุภาพสมเป็นช่วงไว้ทุกข์แล้ว การแต่งตาแนวนี้ยิ่งทำให้ดูหมองเศร้าได้ง่าย
เปลี่ยนจากการใช้อายไลเนอร์สีดำใต้ตา มาลองใช้อายไลเนอร์ชนิดดินสอสีเนื้อเขียนลงบนเส้นขอบตา ช่วยกลบรอยแดงจากการร้องไห้และความเหนื่อยล้ำที่โชว์บนดวงตา จะดูไบรท์สดใสขึ้นเยอะ

เรื่อง : Padcha_praewnista

สำรวจเส้นทาง ขสมก. ก่อนไปร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

นับตั้งแต่การประกาศจากสำนักพระราชวังเรื่องการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนถึงวันนี้ เหล่าพสกนิกรชาวไทยต่างก็ร่วมใจแสดงความอาลัยร่ำไห้กันทั้งแผ่นดิน และในวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2559 นี้ก็จะมีเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งที่จะเป็นการรวมพลังของประชาชนคนไทยทั้งชาติ ซึ่งจะมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณ

ดังนั้นการเดินทางไปยังพระบรมมหาราชวังในช่วงนี้จึงต้องมีการติดตามข่าวเป็นพิเศษ เนื่องจากประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาถวายลงนามและเคารพพระบรมศพต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์มีจำนวนมากนับแสนคน จึงจำเป็นต้องศึกษาเส้นทาง รวมถึงจุดที่มีรถรับ – ส่งเอาไว้ล่วงหน้า เพราะการเดินทางมาที่นี่ด้วยรถยนต์ส่วนตัวไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการปิดถนนบริเวณรอบพระบรมมหาราชวังในทุกจุด ซึ่งเส้นทางการมายังท้องสนามหลวงเพื่อร่วมในกิจกรรมนี้ ทางเว็บไซต์ ขสมก.ได้ให้ข้อมูลดังนี้

ข้อมูล/ภาพ : http://www.bmta.co.th
ข้อมูล/ภาพ : http://www.bmta.co.th

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่จะมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ยังมีการระบุข้อมูลหมายกำหนดการต่างๆเพื่อเตรียมความพร้อมจากอินสตาแกรมของคุณหญิงแมงมุม – ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล ไว้ว่า กิจกรรมดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 13.00 น. – 17.00 น. โดยให้ประชาชนที่มาร่วมงานแต่งกายด้วยชุดดำสุภาพ ส่วนในช่วงเวลาหลัง 22.00 น. ให้ผู้ที่มาร่วมงานแต่งกายด้วยชุดดำสุภาพ พร้อมกับนำเทียนขาวติดมาด้วย

how-to-go-to-sanamluang-1

ทั้งนี้ประชาชนที่มาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น จะยืนอยู่ ณ บริเวณตั้งแต่ด้านหน้าของสนามหลวงมาจนถึงถนนหน้าพระลาน สุดมายังหัวถนนหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร และต่อเนื่องล้อมรอบกำแพงของพระบรมมหาราชวังตามภาพ

how-to-go-to-sanamluang-2

 

 

รวมบทเพลงบีบหัวใจจากศิลปินไทย พร้อมใจกันแต่งเพลงรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9

เคยฟังเพลงอยู่ดีๆแล้วร้องไห้ตามไหม? หลังจากที่หลายคนได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ทำให้นำมาซึ่งความเศร้าเสียใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงเหล่านักร้อง ศิลปิน ที่ต่างก็ถ่ายทอดความรู้สึกไว้อาลัยผ่านบทเพลงที่พวกเขาแต่งขึ้น

แต่ละเพลงถูกกลั่นออกมาจากความรัก ความอาลัย ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างหาที่สุดไม่ได้ ถือเป็นบทเพลงที่เศร้าที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยฟังมาเลยก็ว่าได้ และนี่คือบทเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อรำลึกถึงพ่อหลวงของเราที่แพรวรวบรวมมา เชิญรับชมและรับฟังได้เลยค่ะ

1. 13 ตุลา หนึ่งทุ่มตรง – ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

เนื้อหาเกี่ยวกับความรู้สึกใดๆที่เกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 13 ตุลาคม ที่เราทุกคนได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นความรู้สึกของการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของใครหลายๆคน

2. พลังแสงอาทิตย์ – ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ft. คิว Flure (Prod. by ธิติวัฒน์ รองทอง)

บทเพลงให้กำลังใจ ถึงแม้วันนี้คนไทยเราต้องอยู่โดยไร้พ่อ แต่คำสอนของพ่อยังฉายแสงนำทางเราเสมอ เป็นพลังที่ไม่มีวันดับสูญ เหมือนกับแสงอาทิตย์ที่ยังขึ้นยามเช้าไม่เปลี่ยนผันไป

3. ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 – เสก โลโซ

เพลงนี้พี่เสก โลโซ แต่งขึ้นแทนอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยทั้งแผ่นดิน เจ้าตัวแต่งขึ้นเพื่อถวายความอาลัยและเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพี่เสกบอกว่าใช้เวลาแต่งเพลงนี้ไม่นาน เพราะคำทุกคำกลั่นออกมาจากความรู้สึกที่พูดไม่หมดจริงๆ

4. พ่อภูมิพล – แอ๊ด คาราบาว

เพลงพิเศษที่แอ๊ด คาราบาว แต่งขึ้นมาเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พ่ออยู่หัวภูมิพล” ของพสกนิกรชาวไทย ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทยอย่างไม่หยุดหย่อน

5. เล่าสู่หลานฟัง – สลา คุณวุฒิ

เป็นอีกบทเพลงหนึ่งจากครูสลา คุณวุฒิ ที่ฟังทีไรเป็นต้องน้ำตาไหลทุกที ครูสลาแต่งขึ้นเพื่ออยากจะบอกเล่าถึงความโชคดีของประชาชนชาวไทยที่มีพระราชาที่ดีที่สุดในโลก และจะได้เล่าให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเราฟังถึงความดีของท่าน

6. พ่อครับ – ฟองเบียร์

เพลงนี้เปรียบเหมือนการเขียนจดหมายฉบับหนึ่งใจความสั้นๆถึงพ่อที่จากไปแล้ว เป็นอีกเพลงหนึ่งที่เรียกได้ว่าแทนความรู้สึกของคนไทยได้เป็นอย่างดี

7. ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป – เป้ วงมายด์

เพลงนี้แต่งขึ้นจากความรู้สึกรักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ซึ่งชาวไทยทั้งชาติเรียกว่า “พ่อ” อยากจะส่งมอบความรู้สึกเหล่านี้ไปให้คนไทยรุ่นต่อๆไปที่อาจจะเกิดไม่ทันในรัชกาลที่ 9 ให้ได้รู้และซาบซึ้งว่าเหตุใดท่านจึงเป็นพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย

8. พ่อจ๋า – พริกไทย

เป็นเพลงสั้นๆแต่ความหมายกินใจคนฟังเหลือเกิน เนื้อหาพูดถึงการจากไปของพ่อ ถึงแม้พ่อจะจากไป แต่จะอยู่ในความคิดถึงของลูกตลอดไป

9. วันที่พ่อไม่อยู่ – ว่าน – ธนกฤต พานิชวิทย์

ว่าน – ธนกฤต เล่าว่าเขาเขียนเพลงนี้ด้วยหัวใจที่ภักดี หวังเพียงเพื่อจะสื่อสารถ้อยความทั้งหลายนี้ให้ลอยไปบนฟ้าไกล ลูกๆชาวไทยจะเดินตามรอยเท้าของพ่อ และจะช่วยกันดูแลประเทศไทยที่พ่อรักด้วยความจงรักภักดีไปจนลมหายใจสุดท้าย

10. สรรเสริญพระบารมี – ศิลปิน VieTrio และวง JEEB Bangkok

เพลงสุดท้ายคือเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่นำมาร้องใหม่โดยกลุ่มศิลปิน VieTrio และวง JEEB Bangkok ทั้งเนื้อร้องและทำนองเรียกน้ำตาเราได้ตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ

เรื่อง : saipiroon_แพรวดอทคอม

เลี้ยงลูกให้ดีงาม เดินตามคำสอนพ่อ จากพระบรมราโชวาทสู่แนวทางการปฏิบัติได้จริง

ในฐานะประชาชนของแผ่นดิน คงไม่มีการตอบแทนคุณใดดีไปกว่าการน้อมนำคำสอนของพ่อมาประยุกต์ใช้ในชีวิต เพื่อเป็นคนดีให้พ่อได้ภูมิใจ

จึงขอน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บางส่วนมานำเสนอ พร้อมสอดแทรกข้อคิดที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูลูกน้อย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ผู้อ่านไม่เพียงได้ปฏิบัติตามเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งต่อการดำเนินชีวิตตามพระบรมราโชวาทไปยังเจ้าตัวน้อย เปรียบเสมือนการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามในใจลูก สืบสานเจตนารมณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ให้คงอยู่ต่อไปไม่รู้จบ

1

“…เด็กๆต้องฝึกหัดอบรมทั้งกายทั้งใจให้เข้มแข็ง เป็นระเบียบ และสุจริต เพื่อประโยชน์ของตนในภายหน้า เพราะคนที่ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถควบคุมกายใจให้อยู่ในระเบียบและความดี ยากนักที่จะได้ประสบความสำเร็จและความเจริญอย่างแท้จริงในชีวิต…”

ความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทพระราชทานเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี พ.ศ.2526

สร้างความเข็มแข็งทางใจให้ลูกน้อย

ความเข้มแข็งทางใจ คือ ความสามารถในการจัดการกับปัญหาและวิกฤติของชีวิตให้สามารถฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งเกิดการเรียนรู้และเติบโตจากการเผชิญหน้ากับปัญหาและวิกฤติ ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการจัดการปัญหาหรือการมองปัญหาไม่เหมือนกัน ทั้งนี้การจะรับมือกับปัญหาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและประสบการณ์ในวัยเด็กเป็นสำคัญ

ทั้งนี้การสร้างความเข้มแข็งทางใจเป็นกระบวนการพัฒนาส่วนบุคคล เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานอารมณ์และจิตใจแตกต่างกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าในสถานการณ์เดียวกัน เด็กๆจะตอบสนองแตกต่างกันไป อีกทั้งสภาพแวดล้อม ค่านิยมของสังคมที่แตกต่างก็อาจส่งผลต่อการแสดงออกต่อปัญหาของเด็กๆต่างกันไปด้วย อย่างไรก็ดี พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมให้ลูกพัฒนาไปสู่การมีความเข้มแข็งทางใจได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

  • เด็กๆควรมีความรู้สึกผูกพันมั่นคงกับผู้เลี้ยงดูอย่างน้อยหนึ่งคนที่จะเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิต
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจเรื่องต่างๆเองบ้าง โดยที่คุณเป็นผู้สังเกตทัศนคติของลูกอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความรู้สึกต่อผลของการตัดสินใจไม่ว่าจะดีหรือร้ายได้ด้วยตัวเอง
  • ให้ลูกรู้ว่าคุณมีความห่วงใยในทุกสิ่งที่ลูกทำ และคุณคาดหวังว่าลูกจะทำทุกสิ่งทุกอย่างดีที่สุด ไม่ว่าดีที่สุดของลูกจะแค่ไหนก็ตาม พ่อแม่จะยอมรับและคอยให้กำลังใจเสมอ
  • มีส่วนร่วมในประสบการณ์ต่างๆที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษและเป็นตัวของตัวเอง สอนลูกให้เข้าใจวิธีการรับมือกับคำชมและคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ
  • เด็กๆจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ดีกว่า หากเขารู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ดังนั้นไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะทำงานเครียดเพียงใด ควรหาเวลาในแต่ละวันที่จะพูดคุยถามไถ่ความเป็นไปในชีวิตลูก แบ่งปันเรื่องราวในชีวิตประจำวันของคุณ ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานความเชื่อใจที่สำคัญระหว่างคุณและลูก
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำงานเพื่อคนอื่นๆ เช่น การเป็นอาสาสมัคร หรือพาลูกไปบริจาคสิ่งของให้ผู้ขาดแคลน กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ลูกรู้ถึงความสามารถของตนเอง และช่วยให้ลูกค้นพบตัวตนได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น อีกทั้งยังทำให้ลูกมองเห็นคุณค่าในตัวเองและในคนอื่นๆรอบตัวอีกด้วย
  • ทำให้ลูกรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว พ่อแม่รู้สึกขอบคุณที่มีลูกอยู่ในชีวิต มอบหมายให้ลูกดูแลสัตว์เลี้ยง ดูแลน้อง และงานบ้านอื่นๆที่เหมาะสมกับความสามารถของลูก
  • สอนลูกให้ยอมรับสิ่งที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ทุกคนมีความพิเศษเฉพาะตัว
  • สอนลูกให้รู้จักต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองด้วยวิธีที่เหมาะสม พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการพูดคุยด้วยเหตุผลและให้เกียรติซึ่งกันและกัน แม้จะมีความคิดไม่เหมือนกันก็ตาม

2

“การมีเสรีภาพนั้นเป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามความรับผิดชอบ มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ๙ กรกฎาคม 2514

เลี้ยงลูกให้มีเสรีภาพอย่างพอดี

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าเสรีภาพคือการทำอะไรก็ได้ตามความต้องการของตนเองโดยที่ไม่กระทบผู้อื่น ซึ่งความเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้องเสมอไปนัก เพราะการ “ทำอะไรก็ได้” แม้จะไม่กระทบต่อส่วนรวมโดยตรง แต่หากส่งผลเสียต่อตัวผู้กระทำเองก็ย่อมเกิดผลเสียต่อสังคมโดยรวมในทางอ้อมด้วย เช่น การใช้ยาเสพติด แม้ผู้เสพจะไม่ได้มีอาการคลั่งออกไปอาละวาดทำร้ายใคร แต่ผลเสียของการใช้ยาก็ย่อมทำให้ผู้นั้นมีความเจ็บป่วยทางกาย ทางใจ ไม่สามารถใช้ชีวิตหรือทำงานได้ตามปกติ ทำให้สังคมขาดบุคลากรที่มีคุณภาพไปอย่างน้อยหนึ่งราย คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนให้ลูกตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังคำกล่าวที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” นั่นเอง

การสอนลูกให้รู้จักใช้เสรีภาพอย่างมีขอบเขตจึงจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการฝึกระเบียบวินัย เช่น ภายในห้องส่วนตัวของลูก ลูกจะตกแต่งอย่างไรก็ได้ แต่ลูกก็มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาให้สะอาดเรียบร้อยด้วย หากลูกเลือกที่จะไม่ทำความสะอาดห้อง ลูกก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษของพ่อแม่ หรือการที่ห้องส่งกลิ่นเหม็นและเป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์ เป็นต้น อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าเสรีภาพต้องเกิดขึ้นภายใต้กฎระเบียบและการเคารพซึ่งกันและกัน พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้เสรีภาพอย่างเหมาะสม คอยให้คำแนะนำ และอธิบายให้ลูกฟังถึงการที่ลูกจะต้องรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ รวมทั้งควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็นและได้เรียนรู้ในชีวิตประจำวันด้วย

3

“การใช้จ่ายอย่างประหยัดนั้นจะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเอง และครอบครัวช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ที่ประหยัดเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 31 ธันวาคม 2502

สอนลูกรักรู้จักใช้เงิน

ว่าด้วยเรื่องการสอนลูกให้รู้คุณค่าของเงินและการรู้จักใช้เงินนั้น อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่จะว่าไปแล้วการใช้เงินเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา หากเราหาโอกาสที่เหมาะสมในการแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง และค่อยๆสอนสอดแทรกแนวคิดเรื่องการใช้เงินไปในชีวิตประจำวัน เด็กก็จะซึมซับได้เองโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงวัยของลูกในการสอนเรื่องการใช้เงิน เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นดังนี้ค่ะ

สอนลูกวัย 2 – 3 ขวบ สำหรับเจ้าตัวน้อยวัยนี้อาจยังไม่เข้าใจเรื่องคุณค่าของเงินเท่าใดนัก แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มสอนให้ลูกรู้จักชื่อเรียกและมูลค่าของเหรียญและธนบัตรชนิดต่างๆได้แล้ว โดยใช้วิธีเล่นสนุกๆอย่างการนำเหรียญวางไว้ใต้แผ่นกระดาษ แล้วใช้ดินสอระบายบนรอยนูนของเหรียญ เพื่อให้ลวดลายของเหรียญชนิดนั้นๆปรากฏขึ้นบนกระดาษ แล้วให้ลูกสังเกตว่าแต่ละเหรียญต่างกันอย่างไร พร้อมบอกมูลค่าของเหรียญชนิดนั้นๆ ก่อนจะให้ลูกหยิบเหรียญมาจับคู่กับรูปที่ปรากฏบนกระดาษ สำหรับธนบัตรอาจใช้กระดาษสีมาตัดและเขียนมูลค่าที่เท่ากับธนบัตรจริงๆ แล้วให้ลูกได้จับคู่ของจริงกับกระดาษสีที่ตัดไว้ เช่น ใช้กระดาษสีเขียวแทนแบงก์ยี่สิบ สีแดงแทนแบงก์ร้อย เป็นต้น

6

สอนลูกวัย 4 – 5 ขวบ หนูน้อยวัยนี้ชื่นชอบการเล่นบทบาทสมมุติ และโตพอที่จะเข้าใจเรื่องมูลค่าของเงินบ้างแล้ว ชวนลูกเล่นซื้อของขายของ โดยสลับให้ลูกเป็นทั้งคนขายและคนซื้อ ใช้เงินของเล่นในการจับจ่าย เปิดโอกาสให้ลูกได้ตั้งราคาสินค้าและเลือกซื้อของในงบที่กำหนด นอกจากนี้เวลาที่ออกไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของเข้าบ้าน ลองเปิดโอกาสให้ลูกได้ช่วยจดรายการของที่จะซื้อ และให้ลูกได้ลองดูป้ายราคาเพื่อเปรียบเทียบซื้อสินค้าที่คุ้มค่ามากที่สุด คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเหนื่อยในการพูดอธิบาย แต่ลูกจะได้ซึมซับเรื่องการรู้จักใช้เงินและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้เมื่อเขาโตขึ้น

สอนลูกวัย 6 ขวบขึ้นไป นอกจากจะชวนลูกไปซื้อของด้วยกันเหมือนกับการสอนลูกวัย 4 – 5 ขวบแล้ว คุณควรเริ่มปลูกฝังนิสัยรักการออม และฝึกให้ลูกรู้จักวางแผนการใช้เงินด้วยตัวเอง โดยให้เงินค่าขนมลูกในจำนวนที่แน่นอน ไม่ว่าจะให้เป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ สอนให้ลูกลองวางแผนใช้จ่ายเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ เมื่อครบเดือนแรกลองนั่งคุยกับลูกว่าลูกวางแผนอย่างไร และมีเงินเก็บเท่าไร คอยให้คำแนะนำและกำลังใจ ระวังที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือตัดสินการกระทำของลูกด้วยคำพูดในแง่ลบ เมื่อลูกออมเงินได้จำนวนหนึ่งก็ชวนลูกนำเงินไปฝากธนาคาร อธิบายถึงความสำคัญของการออม เปิดบัญชีในชื่อลูก ให้เขาเก็บรักษาสมุดบัญชีของตัวเอง ลูกจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

4

“การทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น ที่จะให้เป็นไปโดยราบรื่น ปราศจากปัญหาข้อขัดแย้ง ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะคนจำนวนมากย่อมมีความคิดความต้องการที่แตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง ท่านจะต้องรู้จักอดทนและอดกลั้น ใช้ปัญญา ไม่ใช้อารมณ์ ปรึกษากัน และโอนอ่อนผ่อนตามกันด้วยเหตุผล โดยถือว่าความคิดที่แตกต่างกันนั้นมิใช่เหตุที่จะทำให้เป็นข้อขัดแย้ง โต้เถียง เพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน แต่เป็นเหตุสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความกระจ่างแจ้งทั้งในวิถีทางและวิธีการปฏิบัติงาน”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น 17 ธันวาคม 2541

สอนลูกยอมรับความแตกต่าง อยู่อย่างเข้าใจ

ในสังคมเรานั้นมีความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมยุคใหม่ที่ทุกส่วนในโลกเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างง่ายดาย ความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ และทัศนคติต่างๆ แม้จะเป็นสิ่งธรรมดาที่มีอยู่ในสังคมมาช้านาน แต่เมื่อโลกที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ความแตกต่างเหล่านี้ก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องเผชิญกับความแตกต่างหลากหลายในด้านต่างๆในสังคมทุกๆวัน ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจความแตกต่างเหล่านั้นคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

การสอนลูกให้เข้าใจและรับมือกับความแตกต่างนั้น หัวใจสำคัญต้องเริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกค่ะ เริ่มต้นง่ายๆในชีวิตประจำวัน เช่น การไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือล้อเลียนรูปลักษณ์ของคนอื่นที่ไม่เหมือนเรา ไม่ให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ภายนอกมากกว่าความสำคัญของจิตใจ จริงๆการสอนเจ้าตัวน้อยในเรื่องนี้เป็นเหมือนการปลูกฝังทัศนคติที่ทำได้ตั้งแต่ลูกยังแบเบาะ เพราะในทุกๆวันลูกเฝ้ามองดูคุณเป็นแบบอย่างอยู่เสมอ เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบ ดังนั้นหากคุณต้องการให้ลูกมีแนวคิดในการดำรงชีวิตอย่างไร พ่อแม่เริ่มได้จากการเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น

  • สังเกตทัศนคติของตนเองอยู่เสมอ พยายามอย่าใช้ทัศนคติแบบเหมารวม รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นในเรื่องการเคารพความแตกต่างหลากหลายในสังคม
  • ระลึกอยู่เสมอว่าลูกคอยฟังสิ่งที่คุณพูดอยู่เสมอ แม้ว่าคุณไม่ได้พูดกับเขาก็ตาม ระวังถ้อยคำและน้ำเสียงที่คุณใช้พูดถึงคนที่แตกต่าง ไม่ควรล้อเลียนภาพลักษณ์ของคนอื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องตลก
  • เลือกหนังสือ เพลง หรือเรื่องราวตามสื่อต่างๆอย่างระมัดระวัง อิทธิพลของสื่อต่อการหล่อหลอมทัศนคติของคนเรามีพลังมากกว่าที่เราคาดคิด
  • หาโอกาสสอนและอธิบายให้ลูกฟังว่าการล้อเลียนคนอื่นที่ต่างจากเราเป็นการไม่ให้เกียรติและไม่สุภาพ อีกทั้งยังทำร้ายความรู้สึกของคนที่ถูกล้อเลียนอีกด้วย เช่น ในรายการทีวีที่ล้อเรื่องสีผิวหรือน้ำหนักของบุคคล เป็นต้น
  • สร้างสังคมแห่งการให้เกียรติและยอมรับซึ่งกันและกันในครอบครัว ยอมรับทักษะ ความชื่นชอบ และสไตล์ที่ต่างกันของลูกแต่ละคน ให้คุณค่ากับความเป็นตัวของตัวเองของสมาชิกในครอบครัว
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้พบปะผู้คนและสังคมที่หลากหลายด้วยการพาลูกทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เข้าค่ายฤดูร้อน หรือเป็นอาสาสมัครกิจกรรมเพื่อสังคม
  • อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการยอมรับความแตกต่างไม่ได้หมายถึงการยอมรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น คนที่รังแกคนอื่น แต่การยอมรับความต่างคือการเข้าใจว่าคนทุกคนมีสิทธิได้รับการยอมรับ ปฏิบัติ และให้เกียรติอย่างเท่าเทียมกัน7

ในความโศกเศร้า คุยกับลูกอย่างไร

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชาวไทย บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าที่ปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดินย่อมส่งผลต่อประชาชนตัวน้อยๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยคงต้องคิดตอบคำถามลูกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ถึงน้ำตาไหลทุกครั้งที่ดูข่าว ทำไม่คุณพ่อดูซึมๆ คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายก็ไม่สดใสเหมือนเดิม

ผศ. พญ.ปราณี เมืองน้อย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ มีข้อแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองในการพูดคุยกับลูกในเรื่องนี้ว่า ควรบอกลูกอย่างตรงไปตรงมา โดยเลือกใช้คำที่เด็กเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น “ในหลวงกลับไปอยู่บนสวรรค์แล้ว แม่เสียใจเพราะจะไม่มีโอกาสได้เห็นท่านอีก” โดยไม่ต้องอธิบายให้ซับซ้อน เพราะเด็กเล็กยังไม่เข้าใจเรื่องความตายมากนัก ในกรณีที่คุณแม่หรือสมาชิกในครอบครัวมีความโศกเศร้ามาก บรรยากาศในครอบครัวมีแต่ความหม่นหมอง เด็กๆอาจรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เพราะผู้ใหญ่มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไป คุณควรให้ความมั่นใจกับลูก รวมทั้งทำกิจวัตรประจำวันต่างๆกับลูกให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“พ่อแม่อาจใช้โอกาสนี้อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเศร้าโศกร้องไห้แล้ว ก็ต้องจัดการกับอารมณ์ของตัวเองและดำเนินชีวิตต่อไป เล่าให้ลูกฟังถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ความดียิ่งใหญ่ที่ท่านทรงทำให้ประชาชน ทำให้ท่านทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย เมื่อท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ทุกคนจึงเสียใจมาก บอกลูกว่าการทำความดีเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และถึงแม้ว่าผู้ที่ทำดีจะจากไป แต่ความดียังคงอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงเสมอ” ผศ. พญ.ปราณี กล่าวทิ้งท้าย

เรียบเรียงโดย : saipiroon_แพรวดอทคอม

ภาพ : Kate Napaphat

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสถึงสิ่งที่ทำให้ พ่อหลวง ทรงพระสำราญ คือการทอดพระเนตรเห็นคนไทยรักกัน

แม้มีเรื่องโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่จนหัวใจคนไทยแทบสลาย แต่คำสอนที่ พ่อหลวง พ่อของแผ่นดิน หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เพิ่งตรัสให้คนไทยตระหนักรู้ถึงหน้าที่ของตัวเองนั้น ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยหลายๆคนยังคงเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป และหากจะเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็คงเป็นเรื่องที่คนไทยหันมาให้ความสำคัญต่อพระบรมราโชวาทของพ่อหลวง และได้นำมาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง เพื่อก่อประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและสังคมกันมากขึ้น

 

prathep_05สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
มีพระราชดำรัชถึง พ่อหลวง
ปรากฏบนหนังสือ “ในหลวงของเรา” ไว้ดังนี้

“เวลาที่ทรงพระสำราญ คือ เวลาที่เสด็จออกวางโครงการพัฒนาประเทศ และเห็นว่าพระราชดำริคงจะมีประโยชน์ต่อประชาชนในเวลาที่เห็นผลจากโครงการต่างๆ อีกประการหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ทรงพระสำราญคือ การที่ได้ทอดพระเนตรเห็นประชาชนมีน้ำใจต่อท่านและประชาชนด้วยกัน ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะมีส่วนช่วยพระองค์ท่านได้ โดยการช่วยตัวเอง ช่วยเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ มีความรัก ความสามัคคี ทำตนเป็นพลเมืองดี เห็นแก่ชาติบ้านเมือง”

(พระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
หนังสือในหลวงของเรา)

เชื่อว่าภาพเหตุการณ์ดีๆที่เกิดขึ้นในระหว่างนี้และวันต่อๆไปนั้น ได้ทำให้พ่อหลวงที่อยู่บนฟ้าทรงพระสำราญ เปี่ยมสุข ดังที่เคยให้พระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม วันที่ 9 มิถุนายน 2549 ดังนี้

พ่อหลวง“…ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนทุกฝ่ายนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาได้ตลอดรอดฝั่ง…”

(พระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม 9 มิถุนายน 2549)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และในหลวงรัชกาลที่ 9

พ่อหลวง prathep_06 prathep_04 prathep_01 prathep_02

ทำดี มีน้ำใจต่อตนเองและคนอื่น

prathep_10 prathep_09 prathep_11 prathep_12 prathep_13

มาร่วมมือช่วยกันดูแลประเทศไทย บ้านของเราชาวไทยให้ดีกันเถอะ…


ที่มา : นิตยสารแพรว ปีที่ 33 ฉบับที่ 774 (25 พ.ย. 54)
ภาพ : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 774, Sriploi, Facebook – Natcha Preamkatok, Supitcha Prakham, นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินสยาม, Phu Nutd ,Silpakorn University

ทำความดีเพื่อพ่อ “เก่ง วงเฟลม” “เอก ซีซันไฟฟ์” บวชถวายเป็นพระราชกุศลอุทิศแด่ “พ่อหลวง”

ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งที่ขอ ทำความดีเพื่อพ่อ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ที่มีต่อ “พ่อหลวงของแผ่นดิน”

หลายคนมีวิธี ทำความดีเพื่อพ่อ ในแบบของตนเอง ซึ่งสำหรับ “เอก – สุดเขต จึงเจริญ” สมาชิกวง “Season Five” (ซีซันไฟฟ์) ตั้งใจบวชถวายเป็นพระราชกุศลอุทิศแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าพิธีอุปสมบทใน โครงการบรรพชาอุปสมบทจำนวน 89 รูป ไปแล้ววันนี้ (21 ตุลาคม 2559) เมื่อเวลา 12:30 น. ณ ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “สุสุทฺโธ” (สุ-สุท-โธ) แปลว่า ผู้บริสุทธิ์ยิ่งด้วยธรรม

“หลายคนมีวิธีทำความดีในแบบของตัวเอง ส่วนตนตั้งใจจะบวชถวายเป็นพระราชกุศลอุทิศแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเป็นการบวชพระครั้งแรกในชีวิต เมื่อคุณแม่และครอบครัวทราบข่าวก็เห็นด้วยและร่วมยินดี แม้จะมีเวลาเตรียมตัวไม่กี่วันก็ตาม ซึ่งจะเป็นการบวชทั้งหมด 15 วัน จำวัดที่นี่ 7 วัน ก่อนจะไปจำวัดที่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี ก่อนหน้าที่จะบวชตนเองได้มีโอกาสเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่พระองค์ทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนา ตนเลยรู้สึกว่าท่านเป็นพระเจ้าอยู่หัวที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ก็เลยเกิดความคิดว่า เราเองในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งที่ยังไม่เคยอุปสมบทเลย ก็น่าจะทำหน้าที่นี้เมื่อมีโอกาส การบวชครั้งนี้ก็เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน และเพื่อทดแทนบุญคุณบุพการีด้วย ซึ่งจะอุปสมบททั้งสิ้นเป็นเวลา 15 วัน”

อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “พ่อหลวง”

05

06

อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “พ่อหลวง”
พระสุสุทฺโธ

 

ขณะที่ “เก่ง นักร้องนำวงเฟลม” (อภิมงคล คูณธาการ) เจ้าของเพลงฮิต โอเคป่ะ? (Yes or No)
ได้เข้าอุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวงไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ วัดถ้ำโพธิ์ทอง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “อภิวัณโณ” แปลว่า ผู้มีความงดงาม ผู้มีบารมีธรรม

“วินาทีแรกที่ผมรู้ข่าว นี่คือสิ่งที่ผมคิดจะทำในวันที่ดวงใจแตกสลาย และผมก็ตั้งใจทำเลยโดยไม่ป่าวประกาศ และไม่รีรออะไรทั้งสิ้น ผมตั้งใจบวชให้พระองค์ท่าน ซึ่งสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้อาจจะเล็กน้อยมากๆ ถ้าเทียบกับพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยงานนี้จะมีแค่ครอบครัวและญาติที่ทราบครับ เพราะตั้งใจจะบวชแบบง่ายๆเรียบๆ เวลาที่ผมนึกถึงพระองค์ท่าน ผมจะเห็นภาพที่ท่านทรงงานหนักเพื่อคนไทยมาตลอด บุกป่า ลุยน้ำ ลุยฝน เพื่อประชาชนของท่านมากว่า 70 ปี ภาพที่ท่านเหงื่อไหล ไม่เคยทำเพื่อตัวเอง แต่ทรงทำเพื่อประชาชนอย่างเดียว ผมจึงตั้งใจบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจของผมและปวงชนชาวไทยตลอดไป ผมขอสัญญาว่าผมจะเป็นคนดีและปฏิบัติตามคำสอนของพ่อหลวงครับ”

ทำความดีเพื่อพ่อ

อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “พ่อหลวง”

พระอภิวัณโณ
พระอภิวัณโณ

 

นอกจากนี้ยังมีศิลปินค่าย “มี เรคคอร์ด” สังกัด “มิวสิคมูฟ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ฯ” อย่าง “เอ – พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ” หนึ่งในสมาชิกวง “พอส” ที่ขอร่วมบรรพชาอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 15 – 30 พฤศจิกายน 2559 ณ ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
แพรวขอร่วมอนุโมทนาบุญในการบวชครั้งนี้ด้วยค่ะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : Thai PR

จากวันนั้นถึงวันนี้ พระองค์ยังอยู่ในความทรงจำ ศาลากลางน้ำ ณ ทุ่งมะขามหย่อง

อีกหนึ่งความทรงจำของคนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็คือการได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์อย่างใกล้ชิด

ซึ่งเหตุการณ์ใหญ่ๆที่ทำให้ระลึกถึงได้เสมอก็คือเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯมาเปิดพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย เมื่อปี พ.ศ. 2539 นับจากนั้น 16 ปีผ่านไป พระองค์ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่อีกครั้ง ซึ่งในเวลานั้นต่างก็มีเหล่าพสกนิกรชาวไทยมาร่วมรับเสด็จอย่างมากมาย

img_3976

ภาพที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ ศาลากลางน้ำ ในพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย เมื่อปี พ.ศ. 2555 นำความปลาบปลื้มมายังคนไทยเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะในเวลานั้นไม่บ่อยนักที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปตามสถานที่ต่างๆเหมือนสมัยก่อน อีกทั้งยังทรงพระประชวรอยู่เป็นระยะๆด้วย

img_05821

การเสด็จพระราชดำเนินมาในคราวนั้นจึงเป็นการเสด็จฯครั้งสุดท้ายที่พระองค์มายังที่แห่งนี้ ที่ประทับ ณ ศาลากลางน้ำในวันนั้น ผู้คนต่างคอยรอรับเสด็จเพื่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างเนืองแน่น พร้อมกับการได้รับชมการแสดงต่างๆ ที่ทางสำนักพระราชวังร่วมกับหน่วยราชการจัดถวาย พระองค์ทรงโปรดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับการแสดงของศิลปินเพื่อชีวิต แอ๊ด คาราบาว ที่ได้นำพระนามของพระองค์มาร้อยเรียงแต่งเป็นบทเพลงได้อย่างน่าประทับใจ

img_0572

จวบจนวันนี้ศาลากลางน้ำที่พระองค์เคยเสด็จฯมาประทับก็ยังถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ทุกอย่างยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ให้คนไทยและคนในจังหวัดได้ระลึกถึงตลอดเวลาว่า ครั้งหนึ่ง ณ พื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เคยมีพระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯมาเยือน เพื่อติดตามงานในโครงการตามแนวพระราชดำริอย่างใกล้ชิด เก้าอี้ โต๊ะ บรรยากาศโดยรอบ อาจจะไร้ชีวิตชีวา แต่นี่ก็คือสิ่งสุดท้ายที่พระองค์ได้พระราชทานเอาไว้ให้ทุกคนเก็บไว้ในความทรงจำ

 

ภาพ : SRIPLOI / ธงชัย ไศลบาท

รวมแบบทรงผมและการแต่งกาย สง่างาม ถูกกาลเทศะ ไปสักการะพระบรมศพ

แนวทางการแต่งกายชุดดำเพื่อแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงเข้าร่วมพิธีถวายสักการะพระบรมศพ ควรแต่งกายอย่างไร วันนี้แพรว รวมแบบทรงผมและการแต่งกาย ที่เหมาะสมมาฝากกันค่ะ

สไตล์การแต่งกาย

สง่างามบ่งบอกความเป็นไทยด้วย ชุดไทยจิตรลดา หรืออาจเลือกชุุดที่สุภาพเรียบร้อยในดีไซน์ตะวันตกแบบต่างๆก็ได้ ซึ่งมีหลักการแต่งกายง่ายๆที่ควรจดจำคือ ชุดที่มีดีไซน์เรียบง่าย ไม่รัดรูป ไม่โป๊ (ไม่ใช่แฟชั่นจ๋าหลุดโลก แม้จะเป็นสีดำก็ไม่ถูกกาลเทศะ) เสื้อต้องมีแขน/กระโปรงต้องยาวเลยเข่า(อาจใส่ ถุงน่อง ด้วย เพิ่มความสุภาพเรียบร้อยได้อีก)/รองเท้ารัดส้น รองเท้าส้นสูงต้องปิดทั้งหน้าเท้า

รวมแบบทรงผมและการแต่งกาย
ชุดไทยจิตรลดา
รวมแบบทรงผมและการแต่งกาย
ชุุดที่สุภาพเรียบร้อยในดีไซน์ตะวันตกแบบต่างๆ

แบบทรงผม & เครื่องประดับ

การเกล้าผม เป็นการเลือกที่ดีที่สุด เพราะดูสุภาพเรียบร้อย ไม่เกะกะสายตา ซึ่งแพรวเลือกแบบการเกล้าผมของเหล่านางเอกหลากช่องมาให้เป็นไอเดียด้านล่างนี้แล้ว ส่วนเครื่องประดับอย่าง ต่างหู เน้นที่ไม่แฟชั่นจ๋า
ควรเลือกแบบเป็นตุ้มเล็กๆ
 ไม่ต้องยาวเฟี้ยวระย้าอลังการทิ่มสายตาตั้งแต่ร้อยกิโลเมตร
เช่นเดียวกับเครื่องประดับอื่นๆ อย่างสร้อยคอเป็นแผงวิบวับเพชรแทงตา
หรือโช้กเกอร์รัดรอบคอ ร็อคจ๋าพี่มาแล้วจ้า อะไรเทือกนั้นควรงดใส่ไปก่อนก็จะดี ให้ยึดหลักเรียบง่ายเข้าไว้

รวมแบบทรงผมและการแต่งกาย

ทับทิม ชุดดำ

แต้ว ชุดดำ

ขวัญ อุษามณี ชุดดำ

แพนเค้ก


หากไม่ต้องการเกล้าผม วิธีการทำผมให้ดูสุภาพ เรียบร้อย สำหรับสาวผมยาว
มีวิธีการทำง่ายๆ คือ การรวบผมเป็นหางม้า โดยวันนี้ที่แพรวหยิบมาให้ดูเป็นไอเดีย คือ

1. สไตล์รวบหางม้าของสาว น้ำตาล – พิจักขณา
/แสกกลาง/รวบหางม้าต่ำ/ม้วนโรลหางม้า เพิ่มวอลุ่มให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น

น้ำตาล พิจักขณา ชุดดำ

2. สไตล์รวบหางม้าของสาว มิว – นิษฐา
/หวีด้านหน้ารวบตึง/รวบหางม้าสูง/ปล่อยหางม้าแบบธรรมชาติ

มิว นิษฐา ชุดดำ

3. สไตล์รวบหางม้าของสาว เบลล่า – ราณี
/แสกกลาง/ดึงปอยผมด้านหน้าเล็กน้อย/รวบหางม้าต่ำ/ปล่อยหางม้าแบบธรรมชาติ

เบลล่า ราณี ชุดดำ

4. สไตล์รวบหางม้าของสาว มิ้นต์ – ชาลิดา
/แสกกลาง/ถักผมเปียด้านหน้าแล้วบิดเกลียวไปด้านหลัง/รวบหางม้าต่ำ/ปล่อยหางม้าแบบธรรมชาติ

มิ้นต์ ชาลิดา ชุดดำ


รวมแบบทรงผมและการแต่งกาย สง่างาม ถูกกาลเทศะ ไปสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙

13

18


เรื่อง : Red Apple_แพรวดอทคอม
ภาพ : IG@jordwphoto/IG@icepreechaya/IG@aummy101
IG@finaleweddingmagazine/IG@chartmakeup/IG@annethong

‘สุขพอที่พ่อสอน’ แอพพลิเคชั่นที่รวบรวมคำสอนของในหลวง

สวัสดีค่ะ อย่างที่ทราบกันว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศกำลังโศกเศร้าเสียใจต่อการจากไปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงของเรา แต่การจมปรักเสียใจอยู่ตลอดเวลา ก็มีแต่จะถอยหลังเข้าคลอง ดังนั้นจุ๊เลยอยากแนะนำแอปพลิเคชั่น สุขพอที่พ่อสอน เพื่อแสดงความเสียใจ และเป็นประโยชน์แก่ตัวเราค่ะ

1

แอพพลิเคชั่นนี้ชื่อว่า “สุขพอที่พ่อสอน”  ที่รวบรวมพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของในหลวง เป็นแหล่งข้อมูลให้ประชาชนและผู้สนใจสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกต้องและได้รับพระบรมราชานุญาติอย่างถูกต้อง โดยสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านอุปกรณ์ได้ทั้งระบบปฏิบัติการไอโอเอสและแอนดรอยด์เลยค่ะ
2

หลังจากที่จุ๊ดวน์โหลดมาครั้งแรก จะเห็นว่าแอพพลิเคชั่น “สุขพอที่พ่อสอน” แบ่งได้เป็น 4 หมวดหมู่ด้วยกัน ประกอบไปด้วย

พระราชดำรัส

3

กดเมนูเพื่อเลือกพระราชดำรัส หรือพระบรมราโชวาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 9 หมวด ได้แก่ การศึกษา การพัฒนา ความพอเพียง รู้จักสามัคคี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ประโยชน์ส่วนรวม คุณธรรมจริยธรรม ความสุข และความปรารถนาดี ความยุติธรรม

พระบรมฉายาลักษณ์

4

ผู้ใช้สามารถเลือกพระบรมฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจ ซึ่งสำนักงานราชเลขาธิการได้ขอพระราชทานมาจัดทำระบบเพื่อแอพพลิเคชั่นดังกล่าว เพื่อประกอบกับข้อความพระราชดำรัสที่เลือก

เลือกข้อความ

5

คุณสามารถเลือกพระราชดำรัส หรือพระบรมราโชวาท ที่ต้องการแบ่งปัน หรือเก็บไว้ ซึ่งในแอพพลิเคชั่นนี้มีให้เลือกถึง 88 พระราชดำรัสเลยล่ะค่ะ

ส่งต่อ

6

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนข้างต้น ผู้ใช้สามารถกดเมนูแบ่งปันไปยังโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก อีเมล หรือบันทึกลงเครื่อง เพื่อเก็บไว้เองก็ได้ค่ะ

แค่ศึกษาและปฏิบัติตามคำที่พ่อสอน แค่นี้ก็ท่านสุขใจแล้วค่ะ

ติดตามความเคลื่อนไหวของจุ๊ได้ที่ www.iamsorada.com

บทเพลงพระราชนิพนธ์

ไพเราะจับใจ รวม 48 บทเพลงพระราชนิพนธ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9

เพลงพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปรีชาญาณในเรื่องของดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 48 เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี 5 เพลง คือ “Echo“, “Still on My Mind“, “Old-Fashioned Melody“, “No Moon” และ “Dream Island

ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน นำไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการหรือวงสุนทราภรณ์ เพื่อให้แพร่หลายทั่วไป ปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็นเพลงยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ระยะหลังพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมาย ทำให้พระองค์ทรงไม่มีเวลาที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่ๆออกมา เพลงสุดท้ายที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ออกมาคือเพลง “เมนูไข่” เป็นเพลงแนวสนุกสนาน เนื้อร้องโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษาแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2538

1. แสงเทียน (Candlelight Blues)

เพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียน หรือ Candlelight Blues เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก ทรงพระราชนิพนธ์ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช เป็นงานทดลองของพระองค์ในจังหวะบลูส์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย

2. ยามเย็น (Love at Sundown)

เพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น หรือ Love at Sundown เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒ ทรงพระราชนิพนธ์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช เป็นงานทดลองของพระองค์ในจังหวะฟ็อกซ์ทร็อต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย และท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา แต่งคำร้องภาษาอังกฤษ 

3. สายฝน (Falling Rain)

เพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน หรือ Falling Rain เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๔๘๙ ขณะทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช เป็นงานทดลองของพระองค์ในจังหวะวอลท์ซ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงแต่งร่วมกับท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา

4. ใกล้รุ่ง (Near Dawn)

เพลงพระราชนิพนธ์ ใกล้รุ่ง หรือ Near Dawn เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 4 ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2489 ขณะทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ประพันธ์คำร้องภาษาไทย ส่วนคำร้องภาษาอังกฤษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ประพันธ์

5. ชะตาชีวิต (H.M. Blues)

เพลงพระราชนิพนธ์ ชะตาชีวิต หรือ H.M. Blues เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงพระนิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษ

6. ดวงใจกับความรัก (Never Mind the Hungry Men’s Blues)

เพลงพระราชนิพนธ์ ดวงใจกับความรัก หรือ Never Mind The Hungry Men’s Blues เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ในพ.ศ. ๒๔๙๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา วันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ หลังจากได้เสวยพระกระยาหาร และนักดนตรีได้รับประทานอาหารแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษ และพระราชทานชื่อว่า Never Mind the H.M Blues เป็นการตอบปริศนาคำทายที่ว่า H.M. แปลว่าอะไร ของเพลง H.M. Blues

7. มาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March)

เพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชวัลลภ หรือ Royal Guards March เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๗ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๙๑ ชื่อ “ราชวัลลภ” และพระราชทานให้เป็นเพลงประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ เพื่อไว้ใช้ในพิธีสวนสนาม หลังจากนั้น ผบ.กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ได้มอบหมายให้พันตรี ศรีโพธิ์ ทศนุต แต่งคำร้องภาษาไทยถวาย มีห้องเพลงยาวกว่าเดิม จึงขอพระราชทานทำนองเพิ่มเติมเพื่อให้เข้ากับคำร้องในการแก้ไขทำนองให้เข้ากับคำร้องนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) ช่วยตรวจทาน และได้พระราชทานนามเพลงพระราชนิพนธ์นี้ว่า “มาร์ชราชวัลลภ” (The Royal Guards March) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕

8. อาทิตย์อับแสง (Blue Day)

เพลงพระราชนิพนธ์ อาทิตย์อับแสง หรือ Blue Day เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 8 ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อวันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ขณะประทับแรมบนภูเขาในเมืองดาโวส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย

9. เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)

เพลงพระราชนิพนธ์ เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You) เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๙ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ขณะประทับ ณ เมืองดาโวส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทย

10. คำหวาน (Sweet Words)

คำหวาน หรือ Sweet Words เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๐ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

11. มหาจุฬาลงกรณ์ (Maha Chulalongkorn)

มหาจุฬาลงกรณ์ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 11 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง โดยมีท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา และ สุภร ผลชีวิน เป็นผู้ประพันธ์เนื้อเพลง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ให้เป็นเพลงประจำสถาบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิสิตและบุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะยืนตรงเมื่อเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ดังขึ้น

12. แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)

เพลงพระราชนิพนธ์ แก้วตาขวัญใจ หรือ Lovelight in My Heart เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๒ ทรงพระราชนิพนธ์ในพ.ศ. ๒๔๙๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นเพลงในจังหวะวอลท์ซ

ต่อหน้า 2

ในหลวงรัชกาลที่ 9

“ก็ปลื้มใจ ปลื้มใจว่ามีแม่ที่คนรัก…” พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 กษัตริย์ผู้รักแม่สุดดวงใจ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กษัตริย์ผู้ครองราชย์และดูแลทุกข์สุขประชาชนให้อยู่ใต้พระบารมีมากว่า 70 ปี พระองค์เปรียบเป็นศูนย์รวมใจของเหล่าพสกนิกรชาวไทย เป็นแสงสว่างชี้นำทางให้คนไทยเดินไปในเส้นทางสายกลาง พอเพียง มีความสุข เข้าใจความทุกข์ และเป็นกษัตริย์ที่คนไทยหลายสิบล้านคนเรียกพระองค์ว่า พ่อ

แม้ตอนนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา แต่พระบรมราโชวาท พระราชกรณียกิจทั้งหลาย รวมถึงเรื่องราวความรักต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หรือแม้แต่ความกตัญญูต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือที่นิยมเรียกพระนามว่า สมเด็จย่า ก็ยังคงสลักตราตรึงในใจของคนไทย เป็นต้นแบบที่ไม่มีวันสูญสลาย เพื่อให้คนไทยตระหนักและประพฤติปฏิบัติตาม

ในหลวงรัชกาลที่ 9ความกตัญญูรู้คุณต่อผู้ให้กำเนิดเป็นสิ่งสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ที่ได้ชื่อว่าลูกทุกคน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้พระองค์จะทรงงานหนักแค่ไหน แต่พระองค์ก็ยังทรงใส่พระทัยหาเวลามาอยู่และดูแลแม่อย่างสม่ำเสมอเรื่อยมา

พระองค์ทรงหาเวลามาเสวยข้าวร่วมกับสมเด็จย่าสัปดาห์ละ 5 วัน ในขณะที่พระองค์ต้องทรงงานกว่าพันโครงการตลอดทั้งสัปดาห์ เพื่อพัฒนาชีวิตชาวไทยให้อยู่ดีกินดีขึ้น พระองค์ไม่อายที่จะแสดงความรักต่อแม่ ทรงกอดและหอมแม่ ดูแลแม่ในยามที่ท่านประชวรเข้าโรงพยาบาล หรือแม้แต่พระองค์ประชวรเข้าโรงพยาบาลร่วมกับสมเด็จย่า พระองค์ก็ทรงอาสาเข็นรถนั่งให้สมเด็จย่าแทนนางพยาบาล

ในหลวงรัชกาลที่ 9เมื่อมีความโสมนัส ย่อมต้องมีความโทมนัสควบคู่กันไปเป็นสัจธรรม จากเหตุการณ์ที่สมเด็จย่าประชวร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมและมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จย่าว่า “อยากให้แม่สอนอีก” เหมือนเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ สมเด็จย่าตรัสกลับไปว่า “จะให้สอนอีกหรือ พระองค์ทรงภูมิรู้ เปี่ยมคุณธรรม สอนคนได้ทั้งประเทศ จะฟังคำสอนอะไรจากคนอายุมากคนหนึ่งอีกเล่า” พระองค์ทรงมีพระราชปรารภอย่างอภิชาตบุตรว่า “ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร สอนคนมากสักแค่ไหน แต่คำสอนของแม่ก็เป็นคำสอนที่ดีที่สุดของลูก คำสอนของแม่เหนือกว่าลูกเสมอ ลูกอยากฟังแม่สอนอีก”

จนกระทั่งวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ด้วยพระชนมายุ 94 พรรษา สร้างความโศกเศร้าเสียพระทัยต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นอย่างมาก ในวันนั้นพระองค์เฝ้าสมเด็จย่าอยู่จนถึงตี 4 ตี 5 เฝ้าอยู่ทั้งคืน จับมือแม่ กอดแม่ ปรนนิบัติแม่ จนกระทั่งแม่หลับ แล้วจึงเสด็จฯกลับ พอไปถึงวังได้มีโทรศัพท์แจ้งมาว่าสมเด็จย่าสวรรคต พระองค์จึงรีบเสด็จฯกลับไปศิริราช เห็นสมเด็จย่านอนหลับตาอยู่บนเตียง พระองค์ตรงเข้าไปคุกเข่า กราบลงที่หน้าอกแม่ ซบพระพักตร์นิ่งอยู่ที่หน้าอกแม่ แล้วค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาโดยมีน้ำพระเนตรไหลนอง สิ่งสุดท้ายที่พระองค์ทรงทำให้สมเด็จย่าคือ พระองค์ทรงหวีผมและแต่งตัวให้สมเด็จย่า ผู้เป็นแม่ให้สวยที่สุด

ในหลวงรัชกาลที่ 9นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเป็นที่รักต่อพสกนิกรชาวไทยแล้ว สมเด็จย่าที่ได้ให้พระราโชวาท คอยสั่งสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ทรงเป็นรักแท้ของพสกนิกรชาวไทยเช่นกัน ซึ่งพ่อหลวง พ่อของแผ่นดินของปวงชนชาวไทยนี้ได้ให้พระราชดำรัชถึงสมเด็จย่าในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาว่า

ได้เห็นความรัก ความนับถือ ที่คนทั้งชาติมีต่อท่านก็ปลื้มใจ ปลื้มใจว่ามีแม่ที่คนรัก…ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกัน ถ้าใครต่อใครเรียกว่า ‘สมเด็จย่า’ คนที่เรียกสมเด็จย่าก็เป็นหลานๆของเรา เป็นหลานเพราะว่าท่านเป็นแม่ แล้วท่านเป็นย่าของคนทั่วๆไป และเป็นสมเด็จย่าของลูกๆที่อยู่ข้างหลังนี้ ฉะนั้นเราก็เป็นญาติกันทั้งหมดนี้…”

(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย 4 ธันวาคม 2538)

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9เป็นรักแท้อันบริสุทธิ์ที่หาสิ่งใดเปรียบไม่ได้เลย และโชคดีสำหรับคนไทยที่ได้มีกษัตริย์ผู้ใกล้ชิดประชาชนเช่นนี้


ที่มา : นิตยสารแพรว ปีที่ 33 ฉบับที่ 774 (25 พ.ย. 54), หนังสือ มหาราชายอดกตัญญู
ภาพ : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 774, แฟนเพจ Facebook – Supitcha Prakham

“สันทัด สีนะวัฒน์” ชายผู้มีหน้าที่ดูแลพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9

ถ้าถามว่าอาชีพไหนเป็นอาชีพที่ดีที่สุด คงเป็นคำถามที่ตอบยากเหลือเกิน แต่สำหรับคนไทยเราเชื่อว่าอาชีพใดก็ตามที่ได้ทำงานถวายใต้เบื้องพระยุคลบาทช่างเป็นอาชีพที่น่าภูมิใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ เช่นเดียวกับคุณ “สันทัด สีนะวัฒน์” เขามีอาชีพเป็นช่างภาพส่วนพระองค์ วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์ของเขามาฝากกันค่ะ

“ผมเติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่จงรักภักดีและเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ – สวน สีนะวัฒน์ และคุณแม่ – พยอม สีนะวัฒน์ ซึ่งคุณเเม่ได้รับพระราชทานรางวัลศิลปินแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2530 สาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะงานผ้า) เเละท่านจากไปเมื่อปี พ.ศ.2551 ตลอดระยะเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านทอผ้าไหมยกทองถวายพระบรมวงศานุวงศ์เป็นระยะ ทั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

1-1

“การได้มีโอกาสทำงานถวายใต้เบื้องพระยุคลบาทในฝ่ายช่างภาพส่วนพระองค์จึงถือเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตของผม ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความจงรักภักดี ความศรัทธาและเทิดทูนที่ผมมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้ฝันของผมเป็นจริง

“หลังจากสำเร็จการศึกษา ผมเริ่มทำงานเกี่ยวกับการถ่ายภาพที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ซึ่งขณะนั้นสังกัดอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ท่านให้ความเมตตาผม โดยกรุณาเลือกผมให้ติดตามคณะจากกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปยังหลายประเทศในทวีปยุโรป

2

“ในเวลาต่อมาท่านได้ทราบว่าคุณขวัญแก้ว วัชโรทัย ต้องการผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานในฝ่ายช่างภาพส่วนพระองค์ ท่านจึงได้เขียนจดหมายฝากฝังผมให้เข้ามาทำงานในสวนจิตรลดา ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่ตลอดเวลาที่ทำงานที่นี่ผมได้รับความเมตตาจากคุณขวัญแก้วเช่นกัน

4

“ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ได้ทำงานในฝ่ายช่างภาพส่วนพระองค์ ผมได้เห็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย ทำให้มีกำลังใจเเละได้เตือนตนเองเสมอว่าพระองค์ท่านทรงงานหนัก เราซึ่งเป็นข้าราชบริพารต้องทำงานถวาย จะย่อท้อไม่ได้ และงานในหน้าที่ที่สำคัญอีกประการคือการอนุรักษ์ฟิล์มที่บันทึกพระราชกรณียกิจต่างๆไว้ตลอดระยะเวลา ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ โดยต้องจัดให้เป็นหมวดหมู่เเละสามารถสืบค้นได้ ถือเป็นสมบัติของแผ่นดิน

3

“ครอบครัวของผมตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี โดยพี่สาวสองคน คือ อาจารย์มณเฑียรและอาจารย์วงจันทร์ได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อน้อมเกล้าฯถวายโฉนดที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งพระองค์ท่านพระราชทานแก่กระทรวงสาธารณสุข จัดสร้างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสวนพยอม โดยมีเป้าหมายส่งเสริมความรู้สุขภาพและป้องกันโรคแก่ประชาชนก่อนที่จะมีอาการเจ็บป่วย ขณะนี้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติงบประมาณในการจัดสร้างโรงพยาบาลนี้แล้ว

“ในฐานะที่ทำงานรับผิดชอบเกี่ยวกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน ผมรู้สึกประทับใจในทุกๆภาพ เพราะได้เห็นพระจริยาวัตรที่ทรง ‘ทำให้ดู อยู่ให้เห็น’ โดยทรงทำเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานและในทุกๆเรื่อง

“สำหรับผมถือว่าในชีวิตนี้สมบูรณ์แล้ว ได้ทำงานที่ดี มีครอบครัวที่ดี เหนือสิ่งอื่นใด ได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท”

ที่มา : นิตยสารแพรว ปี 2555 ฉบับที่ 800

ส.ค.ส.พระราชทาน

เบื้องหลังคำอวยพรปีใหม่ ส.ค.ส.พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่บางคนอาจยังไม่เห็น

เป็นที่ตั้งตารอของพสกนิกรชาวไทยทุกๆปีเมื่อถึงคราวนับวันเริ่มต้นเข้าสู่ปีใหม่ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงมอบคำอวยพรลงบนบัตร ส.ค.ส.พระราชทานแก่ประชาชน ซึ่งความพิเศษนั้นคือ พระองค์ทรงนั่งพิมพ์คำอวยพรและออกแบบบัตร ส.ค.ส.พระราชทานด้วยพระองค์เอง

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและรวดเร็วในยุคปัจจุบันเข้าสู่คนไทยจำนวนมาก ความนิยมเรื่องการส่งบัตร ส.ค.ส. หรือบัตรส่งความสุขที่ผู้ส่งมักจะเขียนคำอวยพร ออกแบบวาดรูปลงบนบัตรเองเพื่อมอบให้แก่ผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง ฯลฯ โดยมีเหล่าไปรษณีย์เป็นตัวเชื่อมสานสัมพันธ์จึงค่อยๆลดน้อยลง โดยมีการพิมพ์ข้อความอวยพรผ่านสื่อหรือแอพพลิเคชั่นใหม่ๆขึ้นมาแทน อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) อินสตาแกรม (Instagram)

ส.ค.ส.พระราชทาน card_20 card_29ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ทรงมอบพระราชดำรัส คำอวยพรผ่านบัตร ส.ค.ส.พระราชทานแก่ชาวไทยทุกๆปีในช่วงหลัง พ.ศ.2549 เป็นต้นมา หลายคนอาจได้เห็นและเก็บสะสมบัตร ส.ค.ส.พระราชทานที่มีสีสันสวยงาม เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์กับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง แต่เมื่อมองย้อนขึ้นไปก่อนนั้น บัตร ส.ค.ส.พระราชทานจะเป็นภาพขาวดำ เรียบง่าย ที่สำคัญยังคงมีคำอวยพรที่สั้น กระชับ มีความหมายดีที่สื่อถึงช่วงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นตลอดในปีนั้นๆ

วันนี้แพรวจึงได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์มาให้ได้ชม ซึ่งพระองค์ทรงใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้พิมพ์บัตร ส.ค.ส.พระราชทานแก่ชาวไทยนั่นเอง

ส.ค.ส.พระราชทาน“เดี๋ยวนี้เด็กๆอายุ 10 ขวบเล่นคอมพิวเตอร์เป็น อย่างนี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่ามีปมด้อยขึ้นมาว่าเล่นคอมพิวเตอร์ไม่เป็น…แล้ววันหนึ่งก็มีคนหนึ่งเอาคอมพิวเตอร์มาให้ บอกว่าอันนี้เขียนดนตรีได้ ก็เลยรับเอาไว้ ที่จริงรับเอาไว้ เขาไม่ได้ให้  เพราะว่าไปซื้อมาก็เงินของเราเอง เราซื้อเราก็ยังกลัว มองดูแล้วไม่รู้ว่าจะทำยังไง แต่ถึงตอนปีใหม่ ก่อนปีใหม่นิดหนึ่งก็เอาคอมพิวเตอร์ไปตั้งในห้องทำงานแล้วก็จิ้มไป เขาบอกว่าเขียนหนังสือได้ เขียนรูปได้ ก็เริ่มลองเขียนหนังสือ เขียนสำหรับอวยพรปีใหม่ เป็นบัตร ส.ค.ส. แล้วก็เขียนๆไป เอ้อ…ออกมาได้ เขียนออกมาเป็นตัวได้ ก็แปลกดี”

(พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่นักศึกษา มศว. วิทยาเขตสงขลา
เมื่อ 28 กันยายน 2530)

โดยผู้ที่ทูลเกล้าฯถวายคอมพิวเตอร์คือ ม.ล.อัศนี ปราโมช เป็นคอมพิวเตอร์รุ่น Macintosh Plus ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ.2529 มีคุณสมบัติใช้งานง่าย สามารถพิมพ์โน้ตเพลงได้ง่าย และเชื่อมต่ออุปกรณ์ดนตรีได้ด้วย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงใช้คอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์เป็นต้นมา

บัตร ส.ค.ส.พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9

card_02 card_03 card_04 card_07 card_09 card_12 card_13 card_17 card_18

ที่มา : นิตยสารแพรว ปีที่ 33 ฉบับที่ 774 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554, www.beartai.com
ภาพ : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 774, http://www.ohm.go.th/th/monarch/card

คณะผู้บริหาร-ศิลปินแกรมมี่ ร่วมใจแสดงความอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ไม่ว่าจะเป็นใครอยู่แห่งหนใด เวลานี้คนไทยทุกคนต่างก็มีความรู้สึกสูญเสียเช่นเดียวกัน กับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น. ล่วงเลยมาถึงขณะนี้ต่างก็ได้เห็นความสมัครสมานสมัคคีของคนไทยที่ต่างร่วมใจแสดงความอาลัยแด่พระองค์โดยอย่างไม่มีข้อแม้

grammy-6

ผู้บริหาร พนักงาน พร้อมศิลปิน บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธีถวายสักการะ แสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๙ ณ บริเวณล็อบบี้อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส

เหล่าผู้บริหารและศิลปินแกรมมี่
เหล่าผู้บริหารและศิลปินแกรมมี่
ร่วมลงนามแสดงความอาลัย
ร่วมลงนามแสดงความอาลัย
คณะผู้บริหารบริษัท GMM Grammy
คณะผู้บริหารบริษัท GMM Grammy
บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว
บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว
ใหม่ เจริญปุระ
ใหม่ เจริญปุระ
ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินผู้ขับร้องบทเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เช่น ต้นไม้ของพ่อ ของขวัญจากก้อนดิน และราชาผู้ทรงธรรม
ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินผู้ขับร้องบทเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เช่น ต้นไม้ของพ่อ ของขวัญจากก้อนดิน และราชาผู้ทรงธรรม

 

 

“ใช้กระดุมเม็ดเดียว” งานออกแบบจากฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

อีกหนึ่งพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านแบบเสื้อโปโลพระราชทานที่ยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชประสงค์สนับสนุนให้คนไทยใช้สินค้าไทย จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้หอการค้าไทยสร้างตราสัญลักษณ์สินค้าที่เป็นของคนไทยภายใต้ชื่อ “สุวรรณชาด” ภายใต้โครงการ “ภูมิใจในตราสินค้าไทย” ซึ่งความหมายของตราสินค้าพระราชทาน “สุวรรณชาด” มาจากคำสองคำรวมกัน คือ สุวรรณ ซึ่งแปลว่า ทอง และชาด แปลว่า แดง รวมเป็น ทองแดง พ้องกับชื่อของ คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง ที่พระราชทานนามสกุลให้ว่า “สุวรรณชาด”

ในช่วงเวลานั้นที่พระองค์ท่านออกแบบเสื้อครอบครัวทองแดงออกมาจำหน่ายก็ขายดีจนผลิตไม่ทัน ต่อมาหอการค้าไทย โดยคุณพินิจ พรประภา ร่วมกับบริษัทไอซีซี ได้จัดทำเสื้อโปโลตามดีไซน์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ขึ้นมา ซึ่งเนื้อผ้าผลิตจากคอตต้อนหรือใยฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สวมใส่สบาย แล้วนำไปย้อมสี ครั้งแรกที่ทำออกมามีอยู่ด้วยกัน 5 สี ได้แก่ ขาว แดง เบจ น้ำเงิน และดำ ภายหลังมีพระราชประสงค์ให้เพิ่มสีเหลืองที่ทรงโปรดอีกหนึ่งสีด้วย

และยังมีพระราชวินิจฉัยต่อไปว่า เสื้อคอโปโลทั่วไปมักจะติดกระดุม 3 เม็ด ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ เพราะปกติในชีวิตจริงเรามักจะติดกระดุมเพียง 1 เม็ดเท่านั้น จึงทรงออกแบบให้ติดกระดุมแค่เม็ดเดียว นอกจากไม่สิ้นเปลืองแล้วยังสวยอีกด้วย

ส่วนตรงหน้าอกข้างซ้ายปักเป็นลายรูปศีรษะคุณทองแดง มีตัวหนังสืออยู่ด้านล่างว่า “ทองแดง” คอเสื้อด้านในไม่ทรงโปรดให้มีแถบหรือตรายี่ห้อที่มักจะสร้างความรำคาญเวลาสวมใส่ แต่ทรงโปรดให้ปักตรา “สุวรรณชาด” สีทองไว้ด้านหลังแทน

“แบบพระราชทานนี้คงต้องรียกว่าเป็นรอยัลดีไซน์ที่ต่างชาติต้องทึ่ง ครั้งแรกนั้นเป็นภาพครอบครัวทองแดง คราวนี้เป็นทองแดงเดี่ยวๆ พระองค์ท่านทรงพระอัจฉริยภาพมากที่ทรงนำทองแดงมาอยู่ในเสื้อ ถือเป็นการตลาดที่ยอดเยี่ยม ไม่มีใครเลียนแบบได้” คุณพินิจ พรประภา กล่าว

untitled
ภาพ : นิตยสาร แพรว ปีที่ 24 ฉบับที่ 558

ที่มา : นิตยสาร แพรว ปีที่ 24 ฉบับที่ 558 (25 พ.ย. 45)
ภาพปก: นิตยสาร แพรว ปี 2555 ฉบับที่ 798 /statuscope.co/th

รักในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่แพ้คนไทย “คนูลท์ โคลเซ่” ฝรั่งหัวใจไทย 100 %

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้ชายคนนี้แสดงความรักที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการเป่าทรัมเป็ตถวายพระพรทุกวันที่ 5 ธันวาคม และในทุกครั้ง ทุกที่เมื่อมีโอกาส เพื่อให้ทุกคนรับรู้และได้ยินเสียงที่เปล่งออกมาจากหัวใจเขาว่า “ผมรักในหลวง”

รู้จัก “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผ่านรูปที่มีทุกบ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเพื่อนร่วมงานกับคุณหทัย (ภรรยา) ที่ศูนย์สาธารณสุข เมืองมุนสเตอร์ ประเทศเยอรมนี เขามักเห็นเธอพกรูปบุคคลหนึ่งติดตัวตลอดเวลา นั่งในรถก็เห็น ไปที่บ้านก็เจอ จนต้องเอ่ยปากถามว่ารูปใคร นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้รับรู้เรื่องราวและพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9

“ช่วงเที่ยงพักกินข้าวเรามักคุยกันถึงเรื่องเมืองไทย สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อประชาชน เพื่อนชาวเยอรมันที่เคยมาเมืองไทยรักในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถมาก หทัยเองมักเล่าให้ฟังว่าคนไทยอยู่เย็นเป็นสุขได้เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ตอนนั้นผมไม่รู้จักเมืองไทยเลย เธอจึงชวนมาเที่ยว ลูกชายเธอพาผมไปดูหน่วยงานราชการต่างๆ พาไปเที่ยวเขื่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสร้าง เวลาดูทีวีหรืออ่านหนังสือ เขาอธิบายให้ผมฟังว่า ท่านทรงทำอะไรบ้าง ซึ่งไม่ว่าไปที่ไหนจะเห็นรูปท่านเสมอ ทำให้รู้ว่าคนไทยรักในหลวงรัชกาลที่ 9 และผมคิดว่าคงไม่มีแผ่นดินใดบนโลกใบนี้ที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินด้วยความเป็นธรรม เพื่อพสกนิกรอยู่เย็นเป็นสุขเท่าประเทศไทยอีกแล้ว ขนาดทุกวันนี้ท่านมีพระชนมายุมากแล้ว แต่ก็ยังทรงงานไม่หยุด”

musician_01-553x420

เป่าทรัมเป็ตถวายพระพร

“ผมรักในหลวงมากๆครับ” ตั้งแต่นั้นมาเวลาสถานทูตไทยในเยอรมนีเป็นเจ้าภาพจัดงานฉลองพระชนมพรรษาวันที่ 5 ธันวาคม และเชิญเขากับภรรยาไปร่วมงานด้วย เขามักจะเป่าทรัมเป็ตเฉลิมฉลองวาระพิเศษนี้ เพียงแต่เปลี่ยนจากเป่าเพลงทั่วไปเป็นเพลงพิเศษ โดยขอให้ภรรยาร้องเพลงเกี่ยวกับในหลวงให้ฟังแล้วเขาแกะโน้ตดนตรีเอง

“เพลงแรกที่ผมเป่าทรัมเป็ตได้คือ ‘สดุดีมหาราชา’ และเพลงพระราชนิพนธ์ ‘สายฝน’ ที่ภรรยาผมชอบเป็นการส่วนตัว จากนั้นเพลงอื่นๆก็ตามมา อย่าง ‘พ่อแห่งแผ่นดิน’ ‘ยามเย็น’ ‘ความฝันอันสูงสุด’ ‘ค่าน้ำนม’ ‘วอลซ์นาวี’ ‘ขอให้เหมือนเดิม’ ฯลฯ” คุณโคลเซ่เล่าพร้อมกับเปิดสมุดโน้ตที่เขียนชื่อเพลงภาษาไทยด้วยลายมือตัวเองให้ดูเพื่อยืนยัน

จนเมื่อเกษียณอายุทั้งเขาและภรรยาเดินทางกลับมาเมืองไทย น้องสาวคุณหทัยจึงแนะนำให้พาคุณโคลเซ่ไปเป่าทรัมเป็ตที่งาน “80 ชั่วโมงร่วมด้วยช่วยร้อง” ซึ่งจัดที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ปรากฏว่ามีผู้บริจาคช่วงที่เขาเป่าทรัมเป็ตได้เงินกว่า 200,000 บาท นับแต่นั้นมาเขาจึงถูกเชิญให้เดินสายเป่าทรัมเป็ตในงานฉลองพระชนมพรรษาหรืองานอื่นๆ เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และบางครั้งก็หาโอกาสเป่าทรัมเป็ตตามสถานที่ต่างๆที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวง วงเวียนใหญ่ ลานพระบรมรูปทรงม้า ฯลฯ เพื่อถวายพระพรและแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

“แรกๆไปเป่าที่ไหนก็มีปัญหา โดนแม่ค้า เทศกิจ คนขับรถตุ๊กๆแถวศิริราชไล่ให้ไปเป่าที่อื่น ทั้งที่ผมไม่ได้เกะกะใคร จนภรรยาซึ่งเป็นคนพาผมไปรู้สึกท้อและอาย ถึงกับทะเลาะกันก็มี แต่ผมให้กำลังใจเขาว่า ผมทำสิ่งเล็กๆน้อยๆเพื่อแสดงออกว่ารักในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นสิ่งพิเศษสุดสำหรับผม ทั้งที่ผมไม่ใช่คนไทยยังไม่เห็นอายเลย แล้วเขาจะอายทำไม ตอนนี้ภรรยาจึงพาไปเป่าทรัมเป็ตด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่ผมทำ

“พอเหนื่อยก็หยุด เปลี่ยนมาร้องเพลง ‘เถียนมีมี่’ หรือไม่ก็เพลงไทย ’ขอให้เหมือนเดิม’ แทน เพราะเป่าทรัมเป็ตต้องใช้พลังมาก เป่าได้อย่างมากแค่ 2 ชั่วโมง พอร้องจบผมยกมือไหว้และตะโกนว่า ผมรักในหลวงมากๆครับ ทรงพระเจริญๆ บางทีมีคนบริจาคเงิน ผมก็จะรวบรวมเงินไปบริจาคช่วยคนอื่นต่อ ล่าสุดเป่าทรัมเป็ตหาเงินบริจาคไปซื้อข้าวสาร อาหารแห้งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ”

musician_02-592x420

เดินตามรอยพ่อ

“เมื่อก่อนเวลาไปเป่าทรัมเป็ตตามสถานที่ต่างๆผมใส่เสื้อสีเหลือง ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีชมพูผูกไท ใส่สูท และสายรัดข้อมือสีส้มที่มีคำว่า ‘เรารักในหลวง’ สวมรองเท้าหนังขัดมันวับ มีพระบรมฉายาลักษณ์ใบเล็กๆ เป็นรูปสมเด็จย่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงฉายพระรูปร่วมกัน ใส่ซองพลาสติกติดที่กระเป๋าเสื้อ มีธงชาติไทยและธงตราสัญลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ติดไปด้วย

“ฝรั่งบางคนถึงกับเดินมาถามผมว่า ดูจากการแต่งตัวแล้วไม่ได้บ่งบอกว่าผมจน มาเป่าทรัมเป็ตอย่างนี้ไม่อายหรือ ผมบอกไปว่า เขามาเที่ยวเมืองไทยควรหัดเรียนรู้ว่าคนไทยรักในหลวง ผมมีภรรยาเป็นคนไทย ผมเป็นคนไทย และผมรักในหลวงรัชกาลที่ 9 การเป่าทรัมเป็ตไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่ผมมาแสดงถึงความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ถ้ามีคนบริจาคให้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผมไม่ได้นำไปใช้ส่วนตัว แต่เก็บไปบริจาคช่วยเหลือคนไทยต่อไป เพราะฉะนั้นผมเลือกที่จะเป่าทรัมเป็ตบริเวณที่มีคนไทย เพราะเขาฟังแล้วซาบซึ้ง มีความภาคภูมิใจ รางวัลที่ผมได้รับคือเสียงปรบมือจากคนไทยที่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำเพื่อแผ่นดินไทย ถ้าเป่าให้ฝรั่งฟังเขาก็แค่ยิ้มๆ เพราะไม่รู้เรื่อง

musician_03

“ทุกวันนี้ถ้าอยู่บ้าน ทุกหกโมงเย็นผมเป่าทรัมเป็ตเพลงชาติไทยกับเพลงสดุดีมหาราชาเพื่อถวายพระพร และตราบใดที่ปอดยังแข็งแรงผมจะแสดงออกซึ่งความรักในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการเป่าทรัมเป็ตตลอดไป  จนกว่าจะหมดลมหายใจสุดท้าย”

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 774 ปักษ์วันที่ 25 พ.ย. 54

ภาพ : Facebook – damnnakdontree

รถยนต์พระที่นั่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9

รถยนต์พระที่นั่งในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

แพรวเชื่อว่าพวกเราปวงชนชาวไทยทั้งประเทศคงอยากทราบถึงพระราชประวัติ ของใช้ส่วนพระองค์ พระราชจริยวัตรต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงรถยนต์พระที่นั่งในพระองค์ท่าน ที่คราใดมีขบวนเสด็จฯ เป็นต้องชะเง้อมองว่าคันไหนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประทับเป็นแน่ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่แพรวไปเจอเพจ Siam Bimmer เขียนโดย northyc ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่มีความหลงใหล และหลงรักเรื่องราวของรถยนต์พระที่นั่งในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงเป็นที่มาที่แพรวรวบรวมมาให้ได้ชมกัน

รถยนต์พระที่นั่งองค์แรก Mercedes-Benz 300SL Gullwing 1955
Mercedes-Benz 300SL Gullwing 1955

รถยนต์พระที่นั่งองค์แรก ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์รถยนต์พระที่นั่งโบราณในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ณ วังสุโขทัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ Mercedes-Benz 300SL Gullwing 1955

รถพระที่นั่ง Mercedes-Benz 300SL Gullwing 1955

Mercedes-Benz 300SL Gullwing 1955

รถยนต์องค์นี้เข้าประจำการเพื่อเป็นพระราชพาหนะในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2498 เป็นรถยนต์ที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม น้อมเกล้าฯถวายในสมัยนั้น แล้วได้มีการเปลี่ยนทะเบียนจาก 1ด – 0010 ไปเป็น 1ด – 1110 ในภายหลัง ซึ่งได้มีการเปิดให้นิตยสารทั้งในและต่างประเทศเก็บภาพและทำประวัติไว้อย่างงดงาม รถยนต์พระที่นั่งองค์นี้ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์ในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ เป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง และมีเพียง 8 คันในประเทศไทย ถือเป็นองค์ที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และยังคงเป็นรถที่สมบูรณ์มากที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ทราบว่ารถยนต์พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อปี ค.ศ. 2009 ได้ใช้งานไปเพียง 2,021 กิโลเมตร ด้วยอายุถึง 57 ปี ท่านทรงรักและดูแลรถยนต์พระที่นั่งองค์นี้อย่างดี


รถยนต์พระที่นั่ง Mercedes-Benz 600 SWB and 600 Pullman Landaulet

รถยนต์พระที่นั่ง Mercedes-Benz 600 SWB 1966
Mercedes-Benz 600 SWB 1966

Mercedes-Benz 600 SWB 1966

รถยนต์พระที่นั่ง Mercedes-Benz 600 SWB และ Mercedes-Benz 600 Pullman Landaulet ปัจจุบันทั้งสองคันได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ในคอลเล็คชั่นรถโบราณส่วนพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร

Mercedes-Benz รหัสตัวถัง W100 รุ่น 600 ทั้งสองคันนี้ เป็นอดีตรถยนตร์พระที่นั่งในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รถยนต์องค์ที่หนึ่งคือ 600 SWB 1966 หมายเลขทะเบียน 1ด – 0001 เป็นแบบตัวถังสั้น และจะมีแค่เพียง 4 ประตูเท่านั้น ใช้เครื่องยนต์ M100 6,322 cc V8 หรือเป็นเครื่องต้นแบบของตระกูล AMG ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ถูกใช้งานสนองเบื้องพระยุคลบาทมาเพียง 20,000 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น

รถยนต์พระที่นั่ง Mercedes-Benz 600 Pullman Landaulet
Mercedes-Benz 600 Pullman Landaulet

Mercedes-Benz 600 SWB และ 600 Pullman Landaulet

ภายในรถ Mercedes-Benz 600 Pullman Landaulet

รถยนต์องค์ต่อมาคือ 600 Pullman Landaulet หมายเลขทะเบียนปัจจุบัน ร.ย.ล. 9 สำหรับคันนี้มีความพิเศษกว่า 600 LWB มาก เพราะตัวถังจะยาวเหมือนกับลิมูซีนทั่วไปที่เราเคยเห็นกัน และองค์นี้ยังสามารถเปิดหลังคาส่วนหลังได้ หรือที่เรียกว่า “Landaulet” ใช้เครื่องยนต์ M100 6,322 cc V8 เช่นเดียวกับรุ่น 600 LWB และรถยนต์องค์นี้เป็นอีกหนึ่งองค์ที่มีความนิยมมากในพระมหากษัตริย์ประเทศต่างๆ และประเทศไทยก็มี 1 คันเท่านั้น และเคยมีนิตยสารต่างประเทศให้ข้อมูลไว้ว่า เป็น 1 ใน 32 คันในโลก สภาพเหมือนเดิมตั้งแต่ออกจากโรงงานมาเมื่อหลายสิบปีก่อน


รถยนต์พระที่นั่ง 300SEL 6.3 และ 450SEL 6.9

รถยนต์พระที่นั่งอีกหนึ่งองค์ที่หาได้ยากมากๆ ในประเทศไทย ในปัจจุบันเป็นคอลเล็คชั่นรถโบราณส่วนพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร อีกเช่นกัน

รถยนต์องค์แรกคือ Mercedes-Benz W109 300SEL 6.3 หมายเลขทะเบียน ร.ย.ล. 943 รถรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ค่อนข้างหายากของ Mercedes-Benz S-Class ในสมัยก่อน ซึ่งเราจะเรียกรหัสตัวถังว่า W109 แต่ในรุ่นปกติที่เราใช้กันจะเป็น W108 ซึ่ง W109 หาได้ยากกว่าในประเทศไทย สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ W109 จะเป็นรุ่นที่มีแต่รหัส SEL และจะใช้ตัวถังเดียวกับ W108 SEL แต่สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนคือ W109 จะมีแต่เกียร์ออโต้ กระจกเป็นระบบไฟฟ้า และมีระบบเซ็นทรัลล็อก และมีเพียงแค่ภายในแบบหนังแท้และผ้ากำมะหยี่ ส่วนระบบช่วงล่าง W109 มีแต่รุ่นที่เป็นถุงลมเท่านั้น

รถยนต์องค์ต่อไปคือ Mercedes-Benz W116 450SEL 6.9 หมายเลขทะเบียน 1ด – 0106 รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ใหญ่มากถึง 6900 cc และในไทยมีจำนวนไม่ถึง 10 คัน นี่คือหนึ่งในคันที่สภาพดีที่สุดในประเทศไทย


รถยนต์พระที่นั่ง Daimler-Benz 300 Automatic

รถยนต์พระที่นั่ง Rolls-Royce Phantom VI

Daimler-Benz เป็นรถพระที่นั่งทางราชการคันแรกของในหลวงรัชกาลที่ 9 ปัจจุบันรถยนต์พระที่นั่งโบราณ ร.ย.ล. 1 ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ใช้ทรงงานแล้ว (Daimler-Benz 300 Automatic, Rolls-Royce Phantom VI) ได้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์รถยนต์พระที่นั่งโบราณในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ณ วังสุโขทัย ทะเบียนกับธงยังคงเดิม เพียงแต่ไม่ได้รับการอุ่นเครื่องเลยตั้งแต่ย้ายไปพิพิธภัณฑ์

เชื่อไหมว่า รถยนต์องค์นี้คือพระราชพาหนะที่เรียกได้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้ทรงงานมากที่สุดถึง 30 ปี Rolls-Royce Phantom VI หมายเลขทะเบียน ร.ย.ล. 972


รถยนต์พระที่นั่ง Mercedes-Benz Maybach 62

และนี่คือพระราชพาหนะองค์สุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ Maybach 62 เป็นรถยนต์ที่มีความหรูหรามากที่สุดคันหนึ่งในโลกเลยก็ว่าได้ หมายเลขทะเบียน ร.ย.ล. 1

ต่อหน้า 2