ไม่มีพระราชวังไหนในโลกเหมือนวัง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ต้นแบบความสุขที่ยั่งยืน

ไม่มีพระราชวังไหนในโลกเหมือน…พระตำหนักจิตรลดาฯ

พระราชวังของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นไม่เหมือนวังอื่นๆ ซึ่งหรูหราอลังการด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงาม เพราะที่นี่มีเพียงสิ่งปลูกสร้างเรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยแนวทางสู่ความสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งพระองค์ท่านทรงวางไว้ให้เราหมดแล้ว

untitled-8

untitled-4

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%b2“ไม่มีพระราชวังไหนในโลกเหมือนพระตำหนักจิตรลดาฯที่เต็มไปด้วยบ่อเลี้ยงปลาและไร่นาทดลอง อีกทั้งผองโคนม ผสมด้วยโรงสี และโรงงานหลากหลาย จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่า ในประเทศไทยไม่มีช่องว่างระหว่างเกษตรกรและพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทำงานอย่างหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินด้วยพระองค์เอง” เบื้องต้นคือคำกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลของพลอากาศเอก หะริน หงสกุล ประธานรัฐสภา ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2523

เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นไม่เหมือนวังอื่นๆ ซึ่งหรูหราอลังการด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงาม เพราะที่นี่มีเพียงสิ่งปลูกสร้างเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย มีทุ่งนา โรงงาน และโรงเรือนมากมาย แต่กลับดึงดูดผู้คนจํานวนมากจากทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้เข้ามาเยี่ยมชมทุกปี ทุกคนต่างมาเพื่อดูว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงทําสิ่งใดเพื่อประชาชนคนไทยบ้าง แล้วจะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านได้ทรงวางแนวทางสู่ความสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ให้เราหมดแล้ว

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%b21สถานที่ในเขตพระราชฐาน พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิตแห่งนี้ เป็นจุดกำเนิดของโครงการทั้งสิ้นกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชดําริ แล้วทรงใช้ที่ประทับส่วนพระองค์เพื่อศึกษาทดลองโครงการต่างๆตามแนวพระราชดําริด้วยพระองค์เอง เพื่อหาแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรให้แก่ประชาชน โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดําเนินงานทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาของชื่อ “โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา”

untitled-31

untitled-6พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปลูกป่าและทำนามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 โดยเริ่มจากในบริเวณสวนจิตรลดา เพราะไม่ไกลจากพระตำหนักสักเท่าไหร่ เวลาที่ทอดพระเนตรจะทรงเห็นได้ชัด แล้วยังมีพระราชดําริว่าการที่ชาวนาปลูกข้าวได้เพียงครั้งเดียวต่อปีนั้นไม่เพียงพอต่อการบริโภค จําต้องพัฒนาสายพันธุ์ข้าวซึ่งโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง และใช้เวลาไม่นาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นําข้าวพันธุ์ต่างๆทั่วประเทศมาทดลองปลูกในแปลงนาทดลองส่วนพระองค์ ทั้งยังมีการศึกษาวิธีทํานาและการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อบํารุงดิน ก่อนจะนําความรู้ไปเผยแพร่แก่เกษตรกร

ofadq8en2zwqs7odfhg-o

untitled-5

คุณแก้วขวัญ วัชโรทัย เคยกล่าวไว้ว่า “จากการเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ พระองค์ทรงเห็นว่าประเทศเราเป็น ประเทศเกษตรกรรม จีงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดทําโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในเขตพระราชฐาน สวนจิตรลดา ทรงใช้เรื่องนี้เป็นตัวอย่าง เป็นโครงการทดลอง ผมคิดว่าคงจะเป็นแห่งเดียวในโลกที่ภายในพระราชวังมีกิจกรรมแบบนี้”

ยังมีโครงการในพระราชดําริอีกมากมาย เราเพียงต้องมองให้เห็น และนําแนวทางที่พระองค์ได้ทรงวางไว้ไปปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สุขของตัวเราเองและเพื่อพ่อหลวงของเราทุกคน

เรื่อง : แพรวดอทคอม

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา โทร 0-2282-7171-4, 0-2282-1150-1

 

ชาตินี้ไม่มีวันลืม โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี ผู้เคยฉายพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในชีวิตที่เกิดมา คงมีไม่กี่คนที่จะมีโอกาสได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพระเจ้าแผ่นดิน สิบปีก่อนหน้านี้ สำหรับโอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี จึงมีเรื่องเล่าความทรงจำมากมาย ที่ครั้งหนึ่งสมัยเขาอายุเพียง 19 ปี นั้นมีบุญเหลือเกินที่ได้เข้าไปรับใช้งานในสำนักพระราชวัง ในฐานะของช่างภาพ

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2549 ในพระราชพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ นับว่าเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นช่างภาพให้สำนักพระราชวัง เพื่อเก็บภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เสด็จพระราชดำเนินมาในพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้

ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี หรือโอ๊ต ในวันนั้นยังเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่พยายามเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพจากอาจารย์นพดล อาชาสันติสุข ซึ่งท่านเป็นเลขาฯสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ได้เปิดโอกาสชวนเขาให้ไปทำงานให้สำนักพระราชวัง ซึ่งโอ๊ตได้บรรยายถึงความรู้สึกตอนนั้นว่า

“ตอนนั้นผมอายุประมาณ 19 ปี ยังเรียนหนังสืออยู่ และก็มีทำงานพิเศษถ่ายภาพด้วย พอดีอาจารย์ผมท่านสอนถ่ายภาพ และท่านเป็นเลขาฯสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยด้วย ทางกระทรวงกลาโหมได้ติดต่อขอช่างภาพ อาจารย์เลยคัดช่างภาพเข้าไปเพื่อให้ทำงานนี้

“ผมพูดอะไรไม่ออก มันคือครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 และได้ใกล้ขนาดนี้ ตอนนั้นทั้งตื่นเต้นและรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตผมมาก วินาทีที่ผมเห็นพระองค์ประทับอยู่ในรถยนต์พระที่นั่ง คือเร็วมากจนผมไม่กล้าที่จะละสายตาไปไหน คิดแต่ว่าต้องฉายพระบรมฉายาลักษณ์เท่านั้น ซึ่งระยะใกล้มากประมาณ 5-10 เมตรเอง และภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ผมได้มาคือเห็นพระองค์จากด้านข้างเป็นส่วนใหญ่ เพราะผมถูกให้อยู่ประจำตำแหน่งนั้นเพื่อฉายพระบรมฉายาลักษณ์

king-of-thailand-9

“ผ่านมา 10 ปี วันนี้ผมก็ยังระลึกถึงความรู้สึกนั้นได้เสมอ ผมว่าตัวเองโชคดีมาก แต่พอทราบเรื่องจากประกาศสำนักพระราชวังเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างจากคนไทยคนอื่นๆ ไม่เคยรู้สึกหดหู่ขนาดนี้ เพราะที่ผ่านมาผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนอุ่นใจที่มีพระองค์ตลอดเวลา”

 

 

 

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับพระปรีชาสามารถด้านดนตรี

“นั่นลูกศิษย์เรา” พระสุรเสียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อ ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ สุดประทับใจในชีวิตสายดนตรี

เป็นเรื่องราวที่ดีที่ควรค่าแก่การบอกต่อ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 มิได้ทรงสอนแค่การเล่นดนตรี แต่ทรงสอนการใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงหน้าที่ของตัวเองและมีสติอยู่เสมอ

อย่างที่ทราบกันนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถ ถนัดและเชี่ยวชาญหลายด้าน ไม่เว้นแม้แต่ด้านดนตรี ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงเป็นต้นแบบให้แก่คนไทยหัวใจรักดนตรี ได้หลงรักในเสียงเพลงและพยายามฝึกฝนเล่นดนตรีตามรอยพ่อหลวงของแผ่นดินจนประสบความสำเร็จ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแซ็กโซโฟน
แซ็กโซโฟน เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดอย่างจริงจังมาตั้งแต่มีพระชนมพรรษาเพียง 14 พรรษา

ในหลวงรัชกาลที่ 9 สนพระราชหฤทัยเรื่องดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาวิชาดนตรีขั้นพื้นฐานอย่างจริงจังตามคําแนะนําจากพระอาจารย์อย่างเข้มงวดนานกว่า 2 ปี ทรงได้รับการฝึกฝนตามแบบการดนตรีอย่างจริงจัง เครื่องดนตรีที่พระองค์ท่านโปรดคือ เครื่องเป่าทุกชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเป็ต แล้วยังทรงกีตาร์และทรงเปียโนได้ด้วย พระองค์ท่านโปรดการทรงดนตรีมาก โดยเฉพาะดนตรีแจ๊ส ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีประเภทนี้มาก โดยหนังสือพิมพ์โฮโนลูลู แอดเวอร์ไทซิ่ง ได้ถวายพระนามว่าพระองค์ทรงเป็น “ราชาแห่งดนตรีแจ๊ส” เลยทีเดียว

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า ราชาแห่งดนตรีแจ๊ส

ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ทายาทของ ดร.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สมาชิกวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ได้มาเล่าถึงเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมด้วยความทรงจำอันมีคุณค่า ที่เคยมีโอกาสเล่นดนตรีร่วมกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และมีความประทับใจที่ติดแน่นอยู่ในชีวิตของ ดร.ภาธร นั่นคือ พระสุรเสียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่รับสั่งกับเขาว่า “นั่นลูกศิษย์เรา”

“ตั้งแต่เริ่มจำความได้ คุณพ่อก็พาผมเข้าเฝ้าฯในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนนั้นอายุประมาณ 3 – 4 ขวบ ท่านเล่าว่า คืนก่อนจะไปเฝ้าฯ ผมซ้อมกราบเท้าคุณพ่ออยู่หลายรอบ (หัวเราะ) แต่พอถึงเวลาจริง เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯมาถึงห้องทรงวิทยุ อ.ส. ด้วยความเป็นเด็กและตื่นเต้น ผมจึงไม่ได้ก้มลงกราบ คุณพ่อตกใจ รีบถามใหญ่ว่าเพราะอะไร ผมตอบไปตามประสาเด็กว่า ตอนอยู่ที่บ้านคุณพ่อไม่ได้ใส่รองเท้า แต่พระองค์ท่านทรงฉลองพระบาท จึงไม่ได้กราบ เมื่อพระองค์ท่านทราบก็ทรงพระสรวล นั่นคือครั้งแรกในการเข้าเฝ้าฯของผม (ยิ้ม)

“จากนั้นเรื่อยมาทุกวันศุกร์ที่คุณพ่อไปเล่นดนตรีกับวง อ.ส. ครอบครัวผมได้เข้าเฝ้าฯอีกหลายครั้ง และสิ่งที่ผมซึมซับมาตลอดคือ บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่คุณพ่อเล่นเป็นประจำ กระทั่งผมอายุราว 12 ขวบ คุณพ่อพาไปเข้าเฝ้าฯอีกครั้ง ได้เห็นพระองค์ท่านทรงแซ็กโซโฟน ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเครื่องดนตรีชนิดนี้เลย รู้แต่เพียงว่าเสียงที่เปล่งออกมาไพเราะมาก จึงอยากเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้เหมือนพระองค์ท่าน

“เมื่อกลับถึงบ้าน คุณพ่อเปิดกล่องใบใหญ่หยิบแซ็กโซโฟนออกมาให้ผมดู พร้อมกับเล่าว่า เป็นเครื่องที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแด่คุณพ่อ ใช้ถวายการสอนแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อสมัยยังทรงเป็นนักเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา ผมถือว่ามีบุญมากที่มีโอกาสเริ่มหัดเล่นแซ็กโซโฟนด้วยเครื่องนี้ โดยเรียนกับคุณครูที่เป็นทหารอากาศ เพราะคุณพ่อบอกว่าพ่อลูกสอนกันเองไม่ถนัด

“เรียนอยู่เกือบปีก็ได้รับโอกาสเข้าร่วมเล่นในวง อ.ส. พระองค์ท่านทรงดนตรีตรงกลางวง คุณพ่อเล่นเปียโนอยู่ด้านขวา ส่วนผมเป็นกลุ่มเครื่องเป่า ก็จะอยู่อีกข้างหนึ่ง ผมจําได้แม่นว่าครั้งแรกที่ร่วมเล่นกับวงตื่นเต้นมากครับ เข้าไปถึงก็ได้โน้ตเพลงให้เล่นตามนั้นเลย ซึ่งความพิเศษของวง อ.ส. คือ เป็นวงไม่ใหญ่ คนไม่เยอะ แต่น่าสนใจตรงดนตรีที่พระองค์ท่านโปรดเล่นในขณะนั้นเป็นดนตรีบิ๊กแบนด์ ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี 15 – 20 ชิ้น แต่เรามีกันแค่ 10 คน ซึ่งวิธีที่พระองค์ท่านทรงทําคือ ใช้เครื่องอัดเสียงแบบเทปขนาดใหญ่อัดแยกเครื่องดนตรีทีละชิ้น กระทั่งได้เป็นเพลงที่รวมกันเป็นวงบิ๊กแบนด์จริงๆ  ถือเป็นเทคนิคพิเศษที่ทรงคิดและปรับใช้เอง ไม่มีใครทำได้ในสมัยนั้น (ยิ้ม)

“ชีวิตผมเปลี่ยนจากเด็กผู้ชายธรรมดากลายเป็นนักดนตรีที่มีนัดประจำทุก 2 ทุ่ม คืนวันศุกร์กับวันอาทิตย์ เป็นช่วงเวลาพิเศษของผมที่ได้เล่นดนตรีกับพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาส่วนพระองค์ ไม่มีพิธีรีตอง และเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ท่านทรงได้พักผ่อนจากการทรงงานมาทั้งสัปดาห์ จากนั้นพระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานทุนการศึกษาส่วนพระองค์ให้ผมไปศึกษาต่อด้านดนตรีที่ต่างประเทศจนจบปริญญาเอก โดยทุกช่วงปิดเทอมผมจะกลับมาเข้าเฝ้าฯพระองค์ท่าน

“พระองค์ท่านมีพระเมตตามาก ทรงสอนดนตรีสมาชิกในวง ทรงแนะนำวิธีการเล่นต่างๆ ซึ่งตอนนั้นผมยังคงใช้อัลโต้แซ็กโซโฟนตัวเดิมที่คุณพ่อได้รับพระราชทานมา ต่อมาพระองค์ท่านพระราชทานเทนเนอร์แซ็กโซโฟนและอัลโต้แซ็กโซโฟนด้วย จนช่วงที่ผมเรียนปริญญาโท พระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้ผมเล่นคลาริเน็ต จึงพระราชทานอีกเครื่องหนึ่ง และทรงพระเมตตาสอนด้วยพระองค์เอง

“เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯไปประทับที่หัวหิน วง อ.ส.จึงเปลี่ยนไปซ้อมทุกวันเสาร์แทน และไม่ว่าพระองค์ท่านจะเสด็จฯแปรพระราชฐานไปที่ใด พวกเราก็พร้อมจะตามไป ช่วงแรกแต่ละคนต่างขับรถยนต์ส่วนตัวไป แต่ช่วงหลังอายุมาก ขึ้นเลข 7 เลข 8 กันหมดแล้ว พระองค์ท่านจึงพระราชทานรถตู้ไว้ใช้สำหรับเดินทาง โดยผมรับหน้าที่ต่อจากคุณพ่อที่เป็นนายวง คัดเลือกว่าสัปดาห์นี้จะเล่นเพลงอะไรบ้าง โดยเฉพาะเพลงแจ๊สที่พระองค์ท่านโปรดเป็นพิเศษ

ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ เป่าแซ็กโซโฟน
ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี

“ครั้งที่ประทับใจที่สุดคือ งานเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นงานเลี้ยงภายใน จัดที่พระราชวังบางปะอิน พอช่วงดึก พระองค์ท่านจะทรงดนตรี แต่ปรากฏว่าไม่มีใครนำเครื่องดนตรีไปเลย มีเพียงผมที่นำแซ็กโซโฟนติดตัวไปด้วย พระองค์ท่านจึงรับสั่งให้ผมขึ้นไปเล่นก่อน ตอนนั้นแขกในงานต่างประหลาดใจว่าผมคือใครกัน แต่แล้วก็มีพระสุรเสียงมาจากโต๊ะของพระองค์ท่านว่า นั่นลูกศิษย์เราซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินพระองค์ท่านรับสั่งเรียกผมเป็นลูกศิษย์ ประทับใจมากครับ (ยิ้ม)

“ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ได้ถวายงานรับใช้ พระองค์ท่านทรงให้ความเป็นกันเอง ทรงพระเมตตา และทรงเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในวันนี้ เพราะพระองค์ท่านมิได้ทรงสอนแค่การเล่นดนตรี แต่ทรงสอนการใช้ชีวิตด้วย ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่าการเล่นดนตรีในวงก็เหมือนกับการที่เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ทุกคนล้วนมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน ไม่มีใครเด่นกว่าหรือใหญ่กว่าใคร และพระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งสักครั้งว่า เราเป็นกษัตริย์ เป็นหัวหน้าวง พระองค์ท่านทรงเป็นได้ทุกตำแหน่ง และทรงสอนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องรู้หน้าที่ตัวเอง

เช่นเดียวกับการใช้ชีวิต ที่ต้องรู้หน้าที่ของตัวเองและมีสติอยู่เสมอ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงกลองชุด

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเปียโน

ได้ฟังเรื่องราวแล้ว แพรวเชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านในการเดินสายดนตรี

 

ที่มา : นิตยสารแพรว ปี 2559 ฉบับที่ 883 (10 มิ.ย. 2559)
ภาพ : Facebook – damnnakdontree

“ทรงเรียบร้อย ทรงเป็นช่างฝีมือดี ฉลองพระองค์จะไม่เลอะสีหรือกาวเลย” เรื่องเล่าจากรั้ววัง

“…ในหลวงรัชกาลที่ ทรงเรียบร้อย แล้วทรงเป็นช่างฝีมือดี ฉลองพระองค์จะไม่เลอะสีหรือกาวเลย…” 

 

เรื่องราวแสนพิเศษจากเหล่าทายาทของผู้ที่เคยถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ อย่างใกล้ชิด ถ่ายทอดเป็นความประทับใจส่งต่อมายังรุ่นลูก และพวกเขายังได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สืบเนื่องมาจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต และหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี พระธิดาและพระโอรสของพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กับหม่อมเจ้าหญิงพรพิมลพรรณ (วรวรรณ) รัชนี ได้ถวายงานในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาทั้งสององค์

“ท่านพ่อทรงเป็นนักกีฬามาตั้งแต่ยังทรงเป็นนักเรียน ทรงกีฬาแทบทุกชนิด แต่โปรดเรือใบเป็นพิเศษ ทรงต่อเรือใบเอง โดยทรงซื้อแบบเรือใบ (Pattern) มาจากเมืองนอก หาซื้อไม้อัดมาตัดตามแบบแล้วประกอบเป็นลำเรือขึ้นมา เมื่อต่อเป็นลำเรือสำเร็จแล้ว ท่านพ่อทรงนำไปแล่นที่ทะเลหัวหิน เวลานั้นทรงเรือกรรเชียงเพื่อทรงออกพระกำลังในตอนเช้า เมื่อพระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นท่านพ่อทรงเรือใบที่ต่อเอง ก็มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯและรับสั่งว่า อยากทรงเรือใบ และจะทรงต่อเรือเอง ตั้งแต่นั้นท่านพ่อได้เข้าเฝ้าฯที่วังสวนจิตรลดา เพื่อร่วมต่อเรือใบกับพระองค์ท่านจนเรือใบลำแรกสำเร็จ และพระราชทานนามว่า “ราชปะแตน”

“ท่านพ่อทรงนิพนธ์ในหนังสือตอนหนึ่งว่า ’…ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเรียบร้อย แล้วทรงเป็นช่างฝีมือดี ฉลองพระองค์จะไม่เลอะสีหรือกาวเลย…’ ขณะที่ท่านพ่อเลอะเต็มตัวไปหมด ต่อมาทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯเริ่มทรงเรือใบด้วย ซึ่งตอนนั้นดิฉันพอมีพื้นฐานด้านการเป็นลูกเรืออยู่บ้าง เพราะติดตามท่านพ่อไปพัทยาทุกสัปดาห์ ซึ่งดิฉันและน้องๆพอจะแล่นเรือใบเป็นจากการที่เคยเป็นลูกเรือของท่านพ่อกันทุกคน เวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ ๙ และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯทรงเรือใบประเภทเอนเตอร์ไพร้ส์ ซึ่งมีผู้เล่นสองคน ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเรือใบกับท่านพ่อดังที่รับสั่งว่า ท่านพ่อเป็นทั้ง ‘ครู’ ภาษาไทย (Teacher) และ ‘ครูว์’ ภาษาอังกฤษ (Crew ลูกเรือ) ของพระองค์ท่าน”

การได้ตามเสด็จทรงเรือใบนี้ ทำให้มีเหตุการณ์ที่ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อปี พ.ศ. 2506 คุณหญิงนาวอายุได้ 24 ปี

“ตอนนั้นไปส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ ๙ และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯทรงแข่งเรือใบไปสวนสนประดิพัทธ์ จำได้ว่าคุณแม่เป็นลูกเรือของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ส่วนท่านพ่อทรงเรือใบประเภทโอเค (International OK Class) ที่เล่นคนเดียว ไม่ต้องมีลูกเรือ

“ครั้งนั้นพระองค์ท่านไม่ทรงมีลูกเรือ ทรงหันมาหาลูกเรือ แล้วทรงชี้มาที่ดิฉันให้มาทำหน้าที่ลูกเรือถวาย รู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิต ระหว่างทำหน้าที่เป็นลูกเรือราชปะแตนถวายรู้สึกประหม่ามาก…เมื่อเรือพระที่นั่งราชปะแตนแล่นผ่านหมู่เรือรักษาการณ์ ทหารเรือทั้งลำตั้งแถวถวายความเคารพ ดิฉันตื่นเต้นมาก ดูแถวทหารเรือในเรือรักษาการณ์ แล้วดูใบเรือ คอยดึงคอยผ่อนไม่ให้ใบเรือสะบัด บางครั้งก็ต้องขึ้นไปถ่วงนอกเรือไม่ให้เรือเอียง แต่ในที่สุดผลการแข่งขันทรงได้ที่สอง รางวัลเป็นไฟแช็กสลัก ‘วันเพ็ญ 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดัจฉราพิมล’ ดิฉันยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดีจนทุกวันนี้

“เมื่อขึ้นฝั่งหลังจบการแข่งขัน พระองค์ท่านมีรับสั่งเล่าให้ใครๆฟังถึงดิฉันว่า ‘เขานั่งหน้าอย่างนี้ (คุณหญิงนาวทำคิ้วขมวด) ตลอดเวลา’ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมที่ดิฉันไม่เคยลืมเลือน”

จนเมื่อปี พ.ศ.2538 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดียวกับงานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ดิฉันได้ไปร่วมงานพระบรมศพแทบทุกวัน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อดิฉันคราวได้ตามเสด็จไปทรงสกีที่เมืองซาเนนโมเซอร์ (Saanenmõser) สวิตเซอร์แลนด์

untitled
หม่อมราชวงศ์ดัจฉราพิมล รัชนี

“วันหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๙ รับสั่งกับดิฉันเรื่องน้ำท่วมว่า ‘จะให้ช่วยไปถ่ายรูปมาว่าน้ำท่วมที่ตรงไหนบ้าง’ เวลานั้นดิฉันใช้กล้องถ่ายรูปธรรมดาของตัวเอง ภาพจึงออกมาเบลอๆ ไม่ชัด จึงพระราชทานกล้อง Minolta พร้อมกับทรงสอนอย่างละเอียด จากนั้นก็เริ่มถ่ายรูปทูลเกล้าฯถวายทุกวัน ทรงให้การบ้านว่ามีพระราชประสงค์ทอดพระเนตรอะไรตรงไหน ดิฉันก็ไปถ่ายมาถวาย

“บางครั้งมีรับสั่งว่า ‘ไปดูตอม่อถนนบางนา-ตราด’ด้วยความไม่รู้ก็กราบบังคมทูลถามว่า ต้องไปถึงจังหวัดตราดเลยไหมเพคะ รับสั่งกลับมาว่า ‘ไม่ต้องถึง’ (หัวเราะ)

“วันรุ่งขึ้นก็ตรงไปใต้สะพาน สำรวจตอม่อทุกสะพานถนนบางนา-ตราด ทำให้พบปัญหาว่าบางแห่งที่น้ำไม่สามารถไหลผ่านได้เพราะมีคนไปสร้างบ้านอยู่ใต้สะพานขวางทางน้ำไหล บางแห่งก็ทิ้งกองโฟมไว้ จึงกั้นทางน้ำ ตอนไปดูสภาพน้ำท่วมที่ถนนเจริญนครและจรัญสนิทวงศ์ น้ำท่วมสูงมาก ต้องถอดรองเท้าลงเดิน ก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับชาวบ้านแถวนั้นว่าต้องการอะไร จนมาถึงบ้านริมคลองบางกอกน้อยหลังหนึ่งตรงข้ามวัดศรีสุดาราม เป็นของคุณยายเล็ก หนูพิมพ์ทองบอกว่า อยากได้เรือท้องแบน เพราะน้ำเข้าบ้านจนไม่มีที่นอน ดิฉันก็กลับมากราบบังคมทูล วันรุ่งขึ้นก็พระราชทานเรือท้องแบนหนึ่งลำ คุณยายเล็กซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก แม้น้ำจะลดเป็นปกติแล้ว คุณยายก็ยังคงนอนบนเรือท้องแบนนั้นจนวันสุดท้ายของชีวิต…

“หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้นก็โปรดเกล้าฯให้ดิฉันมาช่วยงานที่มูลนิธิโครงการหลวง ปัจจุบันเป็นเลขานุการประธานมูลนิธิโครงการหลวงประจำกรุงเทพฯ รองประธานคณะกรรมการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาฝ่ายงานหัตถกรรม มูลนิธิโครงการหลวง เป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมที่ชีวิตนี้ได้ถวายการรับใช้ และเป็นบุญของชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์เช่นพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้…”

ที่มา : นิตยสาร แพรว ปี 2559 ฉบับที่ 883 (10 มิ.ย. 59)
ภาพ : Thailandimage

ในหลวง

14 เรื่องเล่าพระราชอารมณ์ขันของในหลวง เก็บไว้อ่านยามคิดถึงพ่อ!

แพรวได้รวบรวมเรื่องเล่ามุมน่ารัก พระราชอารมณ์ขันของในหลวงที่เกิดขึ้นตามพระจริยวัตรของพระองค์ท่าน ยามเมื่อเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่เป็นประจำ เรื่องราวบางส่วนนี้เมื่อได้ฟังแล้วยอมรับว่าอดอมยิ้มตามไม่ได้จริงๆ 

att00008b

“วันนี้ฉันเป็นในหลวง…คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ…”
ระยะแรกราวปี พ.ศ.2498 เป็นต้นมา คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวลนั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับ แก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงเสด็จฯมาถึงแล้ว

วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตกแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ ต้องให้ในหลวงเสด็จฯก่อน แล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้…”วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ”…ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทาง ไม่ลอดซุ้มดังกล่าว

วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมคณะข้าราชบริพารผู้ติดตาม และมีพระดำรัสทักทายกับชายผู้นั้นที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า “วันนี้ฉันเป็นในหลวง…คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ…”


“แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้  แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย”
มีเรื่องหนึ่งเคยฟังจากผู้ใหญ่เล่าเมื่อนานมาแล้ว มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนหนึ่งกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จฯมา คนที่อยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็นก็บอกว่า “เฮ้ย จับดีๆหน่อยสิ อย่าให้แกว่ง” ในหลวงทรงจับบันไดให้ เขาก็บอกว่า “เออ ดีๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง” (สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงาน ยังไม่ผ่านโปร) พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงทรงจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อนจะตกบันได รีบลงมาก้มกราบ ในหลวงตรัสกับช่างว่า “แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้  แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย”


“ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด”
เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านให้เพื่อนๆฟังตั้งหลายเรื่อง วันนี้เริ่มเรื่องนี้ก่อนแล้วกันนะ เรื่องมีอยู่ว่า เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2513 วันนั้นท่านเสด็จฯไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา ท่านก็เสด็จฯตามเขาเข้าไปในบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่และมุงหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้าง จนมีคราบดำๆจับ ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วง เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ จึงกระซิบทูลว่า ควรจะทรงทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยพระราชทานผู้ติดตามจัดการ  แต่ท่านก็ทรงดวดเอง กรึ๊บเดียวเกลี้ยง ตอนหลังรับสั่งว่า “ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด” ซึ้งไหมล่ะ???


“ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?
เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งพ่อหลวงเสด็จฯไปที่ตลาดสด ทรงแวะไปเสวยก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเห็นก็สงสัย จึงทูลถามท่านว่า “ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?” ท่านไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มๆ ทรงจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวแล้วตรัสชมว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย ส่วนแม่ค้ามารู้ทีหลังว่าเป็นท่านก็ได้แต่ปลื้ม


“ผู้หญิงตกเป็นของใคร?”
บางครั้งในหลวงของเราก็ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เช่น ชาวเขาคนหนึ่งได้กราบบังคมทูลร้องทุกข์ว่าเขาได้ให้หมูสองตัวกับเงินก้อนหนึ่งแก่เมีย แต่พอเมียได้เงินแล้วกลับหนีตามชู้ไป พระองค์ก็ทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และให้ปล่อยภรรยาไปตามใจของเธอ ญาติของทั้งสองฝ่ายก็พอใจ รับสั่งเล่าด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า “แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป…ผู้หญิงคนนั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน” รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล สักครู่หนึ่งหญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย “ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้…”


“สามร้อยตุ่ม”
มีหลายหนที่ทรงงานติดพันจนมืดสนิท ท่ามกลางฝูงยุงที่รุมตอมเข้ามากัดบริเวณพระวรกาย รอบพระศอ พระกร พระพักตร์ รวมทั้งแมลงต่างๆที่เข้ามารุมรบกวนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะยังทรงทอดพระเนตรแผนที่อยู่ภายใต้แสงไฟฉายที่มีผู้ส่องถวายอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน อย่างมากที่ทรงทำคือโบกพระหัตถ์ปัดไล่เบาๆเท่านั้น ครั้งหนึ่งมีรับสั่งเล่าเรื่อง “ยุง” ด้วยพระอารมณ์ขันว่า

“…ที่บางจาก แต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง กลับมาขาบวมแดง  ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดง ลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี..”


“แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว”
พระองค์ท่านเสด็จฯไปที่จังหวัดสกลนครเพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าฯ เพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก ในหลวงรับสั่งถามว่า “แขนเจ็บไปโดนอะไรมา” ชายคนนั้นตอบว่า “ตกสะพาน” แล้วในหลวงรับสั่งกลับไปอีกว่า “แล้วแขนอีกข้างหนึ่งล่ะ” ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า “แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว” ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล


“ไม่เคยชิมสักที”
พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรทางภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรด มีความเค็ม พระองค์จึงรับสั่งถามกับชาวบ้านที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า “ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม” ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า “ไม่เคยชิมสักกที” ในหลวงก็รับสั่งกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จว่า “ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ”


“…เราจับได้แล้ว…”
ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ…ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ “ก้าวไกลไทยทำ” วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 The BOI Fair 1995 Commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej’s Reign” (Board of Investment Fair 1995 BOI) หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น “พิภพใต้ทะเล” โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด “Magic Vision” น้ำลึก 20,000 Leagues จะมีช่วงให้เห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆสีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่า…ถ้าใครจับปลาได้ เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “เราจับได้แล้ว” พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ “อยู่ในนี้” ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้…


“…ทุกข์ยามดึก…”
พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพระดาบส อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข…การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟังและติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ จึงทรงทราบความลำบาก ความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย

…ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอ กดคีย์ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี

…ที่จัดได้ว่าโชคดีคือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ “ปทุมวัน” กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อนเนื่องจากหิวโหย ไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสาร จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า “โปรดเกล้าฯพระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้”


“ทรงพระนามว่าเกาะช้าง”
ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถามข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า “เกาะนั้นชื่ออะไร” ข้าราชการทูลตอบว่า “เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะยะค่ะ” ตรัสว่า “ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ” (ถ้างงก็กลับไปอ่านอีกรอบ)


“ส่งเสี่ยกลับวัง”
เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จฯออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งเสด็จฯไปโดยลำพัง มีครั้งหนึ่งระหว่างจะเสด็จฯกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า “ไปไหมเสี่ย” ปรากฎว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัย ก็ตรัสจ้างไปยังพระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้ นึกว่าเป็นข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวัง ทหารสั่งวันทยาวุธเท่านั้นแหละ ซาเล็งถึงรู้ว่าเสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร


“เรียกน้าสิยาย!!”
วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาทหลวง ทีนี้ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาท แล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง แล้วหญิงชราท่านนั้นก็พูดว่า…ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดกับในหลวงว่า ยายอย่างโน้นยายอย่างนี้อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ มิได้รับสั่งตอบว่ากระไร

ทีนี้พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤทัยหรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เพราะพระองค์ตรัสว่า “เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าสิถึงจะถูก”


“ชื่อเดียวกันเลย”
เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวงดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน เพราะเรียนมาตั้งแต่เล็กแต่ไม่เคยได้ใช้ เมื่อออกงานใหญ่จึงตื่นเต้นประหม่า ซึ่งเป็นธรรมดาของคนทั่วไป และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน หรือกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระราชานุกิจต่างๆนานัปการ

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ เคยเล่าให้ฟังว่า ด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมีมากล้น จนบางคนถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูลฯ จึงมีผิดพลาดเสมอ แม้จะซักซ้อมมาเป็นอย่างดีก็ตาม

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า “พลตรีภูมิพลอดุลยเดช” ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน…” เมื่อคำกราบบังคมทูล ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า “เออ ดี เราชื่อเดียวกัน…” ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าฯต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้กราบบังคมทูลรายงานตื่นเต้นจนกระทั่งจำชื่อตนเองไม่ได้

 

ข้อมูลและภาพ : doisaengdham.org
เรียบเรียง : Ppee_แพรวดอทคอม

 

“30 บาทรักษาได้หรือไม่ คนยากจนจะมีโอกาสไหม” จากพระทนต์พระราชาสู่รากฟันเทียมประชาชน

“30 บาทรักษาได้หรือไม่ คนยากจนจะมีโอกาสไหม” จากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยประชาชนในเรื่องของรากฟันเทียม นับเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมทางทันตแพทย์ครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง “รศ. ทพ. ดร.ปฐวี คงขุนเทียน” และ “วรวุฒิ กุลแก้ว”

1 ทันตแพทย์ 1 วิศวกร สองผู้ผลิตสู่คนไข้ของพระราชา แม้ทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกเขาจึงได้ร่วมวันคืนที่มีทั้งน้ำตาแห่งความท้อแท้ และน้ำตาแห่งความปีติยินดีร่วมกัน หมอปอมหรือทันตแพทย์ปฐวีเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า “เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงรับการรักษาด้วยรากพระทนต์เทียมที่ทำจากไททาเนียม ก็ทรงพอพระทัยมาก รับสั่งถาม ผศ.วิจิตร ธรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูงว่า ’30 บาทรักษาได้หรือไม่ คนยากจนจะมีโอกาสไหม’ อาจารย์วิจิตรกราบบังคมทูลว่า ‘เนื่องจากเมืองไทยยังผลิตไม่ได้ ราคาค่ารากเทียมต่อซี่รวมการรักษาจึงเป็นแสนบาท’

01

“พระองค์ท่านจึงมีรับสั่งต่อว่า ถ้าสมเด็จพระราชชนนียังมีพระชนมชีพ อยากให้รักษาด้วยรากฟันเทียม เพราะบ่นว่าเจ็บเสมอเวลาใช้พระทนต์ปลอม ฉะนั้นทันตแพทย์อย่าคิดจะรักษาอย่างเดียว ให้ค้นคว้าและวิจัยด้วย จากกระแสพระราชดำรัสวันนั้น จึงกลายเป็นโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เยอรมนี มาเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์วิจิตรจึงเชิญมาร่วมงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เพราะที่เยอรมนีเรื่องรากฟันเทียมถือเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ซึ่งผมคิดว่าศักยภาพของทันตแพทย์ไทยน่าจะทำได้ อาจารย์จึงเริ่มตั้งทีมคิดค้นร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง ซึ่งขณะนั้นเข้าเป็นโครงการในสำนักงาน สวทช. (สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาฯ และมหิดล กระทั่งได้ตัวต้นแบบรากฟันเทียม”

คุณวรวุฒิ อดีตวิศวกรบริษัทปูนซีเมนต์ ยอมรับว่าแม้เคยทำเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร ใช้อะไหล่เป็นล้านชิ้น แต่เครื่องมือผลิตรากฟันเทียมที่มีอุปกรณ์เพียง 7 ชิ้นนี้ ถ้าไม่ใช่เป็นการทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คงถอดใจ “เมื่อปี พ.ศ.2549 – 2550 เรื่องรากฟันเทียมยังใหม่มาก จึงไม่มีใครสนใจยอมลงทุนสร้างโรงงาน ผมมองว่าโครงการนี้ทำเพื่อถวายในหลวง จึงกู้เงิน 30 ล้านบาทในนามส่วนตัว รู้ว่าถ้าโครงการนี้สำเร็จจะมีเงินงบประมาณในการซื้อเพื่อให้บริการประชาชน แต่ปรากฏว่าสร้างโรงงาน สร้างเครื่องมือเสร็จ ความที่เมืองไทย ณ ขณะนั้นไม่มี พรบ.เครื่องมือแพทย์ เราจึงต้องให้ทางคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านสาธารณสุขมาตรวจมาตรฐาน

02

“โดยมีข้อกำหนดว่าด้วยกฎหมายเครื่องมือแพทย์เทียบเท่ากับกฎหมายของอเมริกา เป็นกฎหมายที่คุ้มครองประชาชน 500 ล้านคนในสหภาพยุโรป หากเมื่อไหร่ที่ได้รับการประทับตรา คนไข้จะไม่มีอันตรายจากผลิตภัณฑ์นั้นเลย สามารถขายได้ในยุโรป นี่ละคือจุดเริ่มต้นของน้ำตา ปรากฏว่าผลิตไป ตรวจไป พัฒนาไปก็ไม่ผ่านมาตรฐานสักที ผมเริ่มติดหนี้ธนาคาร เงินที่เตรียมไว้สำหรับเงินเดือนพนักงานต้องนำมาจ่ายหนี้ ดูสภาพการณ์แล้วไม่น่ารอด อะไรจะเกิดก็เกิด ผมทำเพื่อพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อประเทศชาติ อย่างไรต้องทำให้จบ ไม่น่าเชื่อว่าเพราะพระบารมีจริงๆ หลังจากที่ทั้งผมและทีมของหมอปอมกัดฟันเดินหน้าต่อ ในที่สุดรากฟันเทียมของคนไทยก็ผ่านการรับรองมาตรฐานเทียบเท่ายุโรป”

หมอปอมเล่าถึงประสบการณ์ตอนออกหน่วยแพทย์ว่า “เราเริ่มอบรมทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศที่เข้าโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เพราะการผ่าตัดใส่รากฟันเทียมเป็นการรักษาขั้นสูง ทันตแพทย์ต้องได้รับการฝึกอบรมก่อนจึงจะให้การรักษาได้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยคือผู้สูงอายุทั่วประเทศ 10,000 คน ครั้งหนึ่งที่ไหนผมจำไม่ได้ แต่คำที่คุณลุงท่านหนึ่งพูด ชีวิตนี้คงลืมไม่ได้ ‘ตอนที่ไม่มีที่ทำกิน ในหลวงก็มาดูแลให้มีที่ทำกิน ไม่มีน้ำ ท่านก็หาน้ำมาให้ พอแก่ไม่มีฟันเคี้ยว ท่านก็พระราชทานฟันปลอม วันนี้ฟันปลอมไม่แน่น ก็พระราชทานรากฟันเทียมให้อีก’

“ผมเข้าใจที่ท่านเคยรับสั่งว่า ‘ทำงานกับเราไม่มีเงินจะให้ นอกจากได้ดื่มด่ำความสุขด้วยกัน’ เป็นเช่นนั้นจริงๆ” คุณวรวุฒิเสริมว่า “ปีที่แล้วเราไปพัทลุง เครื่องบินลงที่หาดใหญ่ แล้วต่อรถตู้เข้าไปในพื้นที่ คนไข้มารอประมาณ 2,000 คน คืนนั้นพายุเข้า ฝนตก ไฟดับ น้ำท่วม วันรุ่งขึ้นขณะที่เราเดินทางกลับ ปรากฏว่าน้ำท่วมทางขาด ผมติดเสื้อตราสัญลักษณ์ ภปร.ไปด้วย ก็ขอบารมีพระองค์ทรงช่วยคุ้มครองให้กลับไปขึ้นเครื่องได้ เพราะเป็นไฟลต์สุดท้าย พอวนรถกลับ เจอชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์สวนมา ผมให้ช่วยนำทางไปที่สนามบิน แม้จะเสนอเงิน 500 บาท แต่เขาไม่ไป ผมบอกว่าเป็นคณะแพทย์มาฝังรากฟันเทียมให้ผู้ป่วยที่พัทลุงถวายในหลวง คำว่า ‘ในหลวง’ ลุงรีบสตาร์ทมอเตอร์ไซค์นำทางให้เลย วันนั้นพอขึ้นเครื่องปุ๊บ รู้สึกเหมือนรอดตาย”

1

วันแห่งความปลื้มปีติหลังจากโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา พวกเขายังต่อยอดพัฒนาทำฟันเทียมเฉพาะซี่ และเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หมอปอมเป็นตัวแทนเล่าถึงวินาทีนั้นว่า “วันเข้าเฝ้าฯ นำโดยศาสตราจารย์พิเศษ ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช หัวหน้าทันตแพทย์ประจำพระทนต์ สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงคือ พระองค์ท่านทอดพระเนตรทุกคนและทีละคนจนครบทั้งคณะ และทอดพระเนตรวิดีโอที่เราบันทึกตอนออกหน่วย ยิ่งถึงตอนที่ทันตแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลในชนบทพูดว่า ‘ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่พอได้ทำโครงการนี้เหมือนได้รับใช้ใกล้ชิดใต้เบื้องพระยุคลบาท’ พระองค์ท่านแย้มพระสรวล เราเห็นภาพนั้นแล้วชื่นใจ พระองค์ท่านรับสั่งว่า ‘ขอบใจทุกคน รู้ว่ายากลำบาก แต่มีประโยชน์’ ขณะที่พระองค์ท่านรับสั่งคำว่า ‘ขอบใจทุกคน’ ทรงทอดพระเนตรพวกเราทุกคน และพระสุรเสียงแต่ละคำชัดเจน วินาทีนั้นผมไม่อยากได้อะไรแล้ว นี่คือสูงสุดของการได้เกิดเป็นคนไทย”

คุณวรวุฒิเสริมว่า “หลังจากที่พวกเราเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวาย ปรากฏว่าพระองค์ท่านพระราชทานกลับคืนมายังหน่วยทันตกรรมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช เป็นผู้อำนวยการ ดังนั้นเราต้องนำฟันเทียมพระราชทานไปแจกจ่ายให้กับประชาชน จึงเกิดโครงการฟันเทียมและรากฟันเทียมพระราชทาน 999 ชุด พร้อมกับจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิศูนย์ทันตนวัตกรรม โดยผมลาออกจากงานประจำมาเป็นเลขาธิการมูลนิธิเช่นกันกับหมอปอม เหนือสิ่งอื่นใดคือที่พระองค์รับสั่งครั้งแรก ณ วันนี้เป็นจริงแล้วครับ คือ 30 บาทรักษาได้”

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 774 ปักษ์วันที่ 25 พ.ย. 54

ในหลวงรัชกาลที่ 9

เผยมุมโรแมนติกในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรักพระราชินี ‘เหมือนเคย’ มิเปลี่ยนตั้งแต่แรกเจอ

เรื่องราวความรักระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นเรื่องราวที่คนไทยได้ฟังเมื่อใด หรือฟังซ้ำเกินหนึ่งครั้งก็ยังคงซาบซึ้ง ประทับใจมิเคยเปลี่ยน

ตั้งแต่เรื่องราว “รักแรกพบ” ในมุมของในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ “เกลียดแรกพบ” ในมุมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อพระองค์ทั้งสองได้พบกันครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวเกลียดแรกพบ ก่อนจะกลายเป็นความรักผ่านโทรทัศน์ช่อง BBC จากสารคดี Soul of a Nation – The Royal Family of Thailand (ศูนย์รวมใจของชาติ – พระราชวงศ์ไทย) ซึ่งเคยออกอากาศเมื่อปี พ.ศ.2523 ว่า

ในหลวงรัชกาลที่ 9“เกลียดแต่แรกพบ เพราะพระองค์ตรัสว่าจะเสด็จมาถึงในเวลาสี่โมงเย็น แต่กลับเสด็จมาถึงในเวลาหนึ่งทุ่ม ทรงปล่อยให้ฉันยืนรออยู่ตรงนั้น และได้แต่ซ้อมถอนสายบัว ซ้อมแล้วซ้อมอีก ดังนั้นจึงเป็นความเกลียดแต่แรกพบ

“จากนั้นมันก็คือความรัก เป็นสิ่งธรรมดาๆ ที่คุณเคยได้ยิน รักแรกพบ ฉันไม่รู้ว่าพระองค์ทรงรักฉัน เพราะขณะนั้นฉันมีอายุเพียง 15 ปี และตั้งใจว่าจะเป็นนักเปียโน นักเปียโนคอนเสิร์ต

“พระองค์ประชวรอย่างหนักและพำนักอยู่ในโรงพยาบาล ตำรวจโทร.แจ้งพระราชชนนีของพระองค์ และพระราชชนนีเสด็จไปทันที แต่แทนที่จะตรัสทักทายพระราชชนนี พระองค์ทรงหยิบรูปของฉันออกมาจากกระเป๋า โดยที่ฉันไม่ทราบเลยว่าทรงมีรูปของฉันอยู่ และตรัสว่า ‘ช่วยไปตามเธอมา ฉัน…ฉันรักเธอ ช่วยไปตามเธอมา’

“ฉันคิดเพียงว่าจะอยู่กับผู้ชายที่ฉันรักเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงเรื่องหน้าที่และภาระในฐานะพระราชินีเลย”

ในหลวงรัชกาลที่ 9หลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ได้จัดพระราชพิธีหมั้นและพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ครองคู่เคียงข้างกันในทุกช่วงยามทั้งทุกข์และสุข นำพาความสุขสู่ใจชาวไทยกันถ้วนหน้า ถึงแม้ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงงานหนักเพราะทรงรักและห่วงใยพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่ใดเปรียบไม่ได้แค่ไหน แต่ความรักและความห่วงใยที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นรักแรกพบ และเป็นรอยยิ้มของพระองค์ ตามที่พระองค์เคยได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไว้ว่า She is my smile. ก็ไม่น้อยลงไปตามกาลเวลาเลย

ล่าสุด ทางเฟซบุ๊กชื่อว่า Pinkan Tansuwanrat หรือคุณกุ๊ก-ปิ่นกาญจน์ ตันสุวรรณรัตน์ ลูกสาวของพลเรือเอก สุวรรณ ตันสุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการพิเศษ กรมราชองครักษ์ ผู้ถวายงานใกล้ชิดในหลวง ก็ได้โพสต์เรื่องราวความรักสุดแสนโรแมนติกระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไว้ดังนี้

ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในหลวงรัชกาลที่ 9นับเป็นเรื่องราวความรักของทั้งสองพระองค์ที่หลายคนไม่เคยรับรู้มาก่อน และเมื่อได้รับรู้แล้วก็ทำให้ลูกของพ่อหลวงซาบซึ้งและประทับใจไปตามๆ กัน เพราะนอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต การรู้จักขยันอดทน หรือประหยัดอดออมแล้ว พระองค์ยังเป็นต้นแบบในฐานะคู่รัก คู่ชีวิต ที่คอยหมั่นเติมความรักให้แก่กันเหมือนวันแรกที่ได้เลือกพระราชินีมาเป็นคู่ชีวิต

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9


เพลง เหมือนเคย – บอย โกสิยพงษ์

ข้อมูลและภาพ : แฟนเพจ Facebook: Pinkan Tansuwanrat, Supitcha Prakham

เรื่องเล่าจาก ดร.ธรณ์ เมื่อมหาปราชญ์ชวนจักรพรรดิญี่ปุ่นไปดูปลาที่คณะประมง

ทุกคนทราบว่าราชวงศ์ไทย – ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษ หลายคนทราบว่าปลานิลมาจากความสัมพันธ์ดังกล่าว แต่น้อยคนทราบว่า #ก่อนปลานิลยังมีปลาบู่ เมื่อสองกษัตริย์ชวนไปชมปลา #การทูตหยุดโลก #คือความหมายของเหลือเชื่อ

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็น “มีนกร” (คำนี้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลา เด็กประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เรียกตัวเองว่า “มีนกร” มาแต่ไหนแต่ไร)

พระองค์ทรงสนใจเรียนรู้เรื่องปลา จนจบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ ขณะนั้นพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมาร

ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างสองกษัตริย์ เริ่มจากกษัตริย์ของไทยเสด็จฯไปทรงเยือนญี่ปุ่นใน พ.ศ.2506 (27 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน) ก่อนเชิญมกุฎราชกุมารเสด็จเยือนไทย

มกุฎราชกุมารจากญี่ปุ่นเสด็จเยือนไทยในเดือนธันวาคม พ.ศ.2507 ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และจัดโปรแกรมช่วงหนึ่งให้ “ไปทอดพระเนตรปลา”

หากอ่านผ่านๆคุณอาจไม่คิดอะไร แต่ถ้าพิจารณาสักนิด มกุฎราชกุมารจากญี่ปุ่น มหาอำนาจแห่งเอเชีย เสด็จมาไทยเป็นครั้งแรก เราจะชวนไปดู “ปลา” ไหมครับ?

เป็นใครก็คงส่ายหน้า เป็นใครก็คงคิดไม่ถึง

เขามาเยือนเป็นครั้งแรก เราต้องจัดประชุมให้หนัก พูดคุยกันเรื่องการบ้านการเมือง มีงานเลี้ยงใหญ่โต ใครจะคิดถึงโปรแกรม “ไปดูปลา” แต่พระมหากษัตริย์ไทยคิด และเป็นความคิดที่ “หลุดกรอบ” มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอะเจอ

คนรุ่นนี้มักพูดกันถึงความคิดแปลกใหม่ เราเบื่อการยึดติด เบื่อโน่นนี่นั่น ถึงเวลานอกกรอบ เคยทราบไหมครับว่าใครคือผู้ “นอกกรอบ” ที่แท้จริง และนอกกรอบมาเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

คนชอบปลามาเยือน ก็ต้องพาเขาไปดูปลาสิ

เป็นความคิดที่ห้าวหาญจนสุดจะจินตนาการไหว เมื่อคิดว่าทั้งผู้ต้อนรับและผู้มาเยือนเป็นกษัตริย์ ไม่มีใครทราบว่ามหากษัตริย์ของไทยคิดเช่นไร แต่ถ้าให้ผมวิเคราะห์ ผมคิดว่าท่านอาจคิดถึงประวัติศาสตร์ เพราะเคยมีคนทำมาก่อนหน้านั้น และทำจนสำเร็จ

ย้อนไปเดือนมีนาคม พ.ศ.2433 มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียตอบรับคำเชิญของในหลวงรัชกาลที่ 5 ถือเป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์ชั้นสูงจากประเทศมหาอำนาจในยุโรปเสด็จมาเยือนไทย ในครั้งนั้นคือการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงการ “คล้องช้างครั้งสุดท้าย” ที่ช้างป่าถูกต้อนมากว่า 300 ตัว กลายเป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืมของมกุฎราชกุมาร ผู้ต่อมาทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ซาร์นิโคลัสที่ 2

และเมื่อสยามเดือดร้อนถึงขีดสุด รอบด้านล้วนตกเป็นอาณานิคม มหาอำนาจต่างชาติถึงขั้นเตรียมแบ่งประเทศเรา ในหลวงรัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องเสด็จฯไปยุโรปเพื่อแสดงว่าเราเจริญแล้ว มิใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ประเทศเดียวที่ต้อนรับเราด้วยไมตรีจิตคือรัสเซีย

เมื่อภาพคิงจุฬาลงกรณ์ประทับคู่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ยุโรป ประเทศอื่นถึงยอมรับและต้อนรับพระองค์ จนทำให้ไทยยังคงเป็นไทยจนทุกวันนี้ และนั่นคือการทูตหยุดโลกที่เริ่มต้นจาก “ช้าง”

การทูตหยุดโลกเริ่มต้นอีกครั้งจาก “ปลา” ที่กษัตริย์แห่งไทยพามกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นไปทอดพระเนตร สถานที่คือพิพิธภัณฑ์ประมง ตั้งอยู่ในคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ทำงานของผม

บันทึกบอกไว้ มกุฎราชกุมารทรงพระสำราญมาก หยิบขวดโน้นยกขวดนี้ขึ้นมาดู รวมถึง “ปลาบู่”

ปลาบู่ดังกล่าวเป็นปลาบู่ที่พบในเมืองไทยเป็นครั้งแรกของโลก ตัวแรกๆที่ค้นพบและถูกนำมาศึกษาจนเป็นตัวอย่างต้นแบบอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

นั่นยังไม่แปลกอะไร แต่ความสำคัญมี 2 ประการ

1) ปลาบู่ชนิดนี้มีชื่อว่า “ปลาบู่มหิดล” ตั้งชื่อเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

2) ปลาบู่ชนิดนี้ค้นพบและตั้งชื่อโดย ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ

มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นรักปลาเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อทรงทราบว่าปลาบู่ถูกตั้งชื่อตามพระราชบิดาของกษัตริย์ไทย ความประทับใจย่อมก่อเกิด

อย่าเอาความคิดเราไปตัดสินครับ ในสายของนักอนุกรมวิธาน การที่จะมีชื่อใครสักคนเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นเกียรติสุดๆ และชื่อนั้นถูกบันทึกไว้ใน พ.ศ.2496 นานแสนนานในครั้งที่โลกเรายังไม่ก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้

การตั้งชื่อสัตว์ต้องมีที่มาที่ไป ในครั้งนั้น ดร.สมิธ ถวายชื่อให้เพราะพระบรมราชชนกทรงช่วยกิจการประมงไทยให้ตั้งต้นได้ รวมถึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ส่งคนไปเรียนเมืองนอกในสาขาวิชาด้านนี้ ก่อนกลับมาเป็นบรมครูสอนพวกเรารุ่นต่อมา

ผมยังมีข้อ 2 นั่นคือ ดร.สมิธ ผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกา ในหลวงรัชกาลที่ 6 ขอตัวมาเมื่อจัดตั้ง “กรมรักษาสัตว์น้ำ” เพื่อเป็นเจ้ากรมคนแรก เพราะคนไทยยังไม่มีความรู้ทางนี้เลย ดร.สมิธถือเป็น “ระดับเทพ” แห่งวงการมีนวิทยาในยุคนั้น ใครศึกษาเรื่องปลาล้วนต้องรู้จักท่าน จึงไม่น่าแปลกใจที่มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นทรงหยิบขวดนี้ขึ้นมาดู พร้อมอุทานว่า “นี่เป็นปลาที่ ดร.สมิธเก็บหรือ?” (มีบันทึกอ้างอิง มิใช่คิดเอาเองครับ) และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความประทับใจสุดๆ จนกลายเป็นความสนิทสนมเป็นการส่วนพระองค์

เมื่อได้ใจ “คนรักปลา” ต่อมาใน พ.ศ.2508 พระองค์จึงขอพระราชทาน “ปลานิล” จากมกุฎราชกุมารญี่ปุ่น ผมเชื่อเหลือเกินว่าพระองค์ทรงเล็งเห็นอยู่แล้ว คนไทยต้องการโปรตีนเพื่อพัฒนาร่างกาย พัฒนาสมอง แต่โปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นใดล้วนมีราคาแพงเกินกว่าที่ชาวบ้านสามัญชนจะหากินได้ทุกวี่วัน มีแต่ปลาและปลาเท่านั้นที่ชาวบ้านจับได้ กินได้ และคนไทยก็กินปลามาแต่โบราณ เพียงแต่ขาดปลาที่เลี้ยงง่าย โตไว อยู่ได้ในทุกแหล่งน้ำ และไม่รบกวนระบบนิเวศเกินไป

ปลานิลอ้วน เนื้อเยอะและอร่อย ปลานิลที่มีถิ่นกำเนิดจากลุ่มแม่น้ำไนล์ จึงเป็นปลาที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ตรงนี้มีข้อสงสัย พระองค์ทราบได้อย่างไรว่าต้องเป็นปลานิล?

คำตอบคือ เรากำลังพูดถึงใคร?

กรุณาเข้าใจว่าเรากำลังพูดถึง “มหาปราชญ์”

มกุฎราชกุมารถวายปลานิล 50 ตัวให้ด้วยความยินดี จากนั้นก็ตายไป 40 ตัว (ตามคำบอกเล่า) เหลือเพียง 10 ตัว พระองค์จึงรีบนำกลับมาเลี้ยงเองในวังสวนจิตรลดา หากใครสงสัยคำว่า “มหาปราชญ์” ที่ผมระบุไว้ น่าจะสิ้นสงสัยตรงนี้

คนที่แต่งเพลงได้เกือบ 50 เพลง สร้างและเล่นเรือใบก็ได้ ทำฝนเทียมก็ได้ เลี้ยงปลาที่คนอื่นเลี้ยงไม่รอดให้รอด คนแบบนั้นควรจะเรียกว่าอะไรครับ?

และอย่าลืมว่าท่านเป็นกษัตริย์ มีภารกิจมากมายมหาศาล มหาปราชญ์จึงเป็นคำที่ถูกต้องทุกประการ ไม่ได้มีการยอยศให้เกินเหตุ

หนึ่งปีผ่านไป พระองค์ตั้งชื่อ “ปลานิล” ให้เชื่อมโยงกับชื่ออังกฤษ (Nilotica – ปลาแม่น้ำไนล์) ก่อนพระราชทานให้กรมประมง 10,000 ตัว เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนเลี้ยง

ขอบอกวันที่สักนิด มกุฎราชกุมารถวายปลานิล 50 ตัวในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2508 พระองค์มีปลาเหลือ 10 ตัว เลี้ยงและขยายพันธุ์ พระราชทานให้กรมประมง 10,000 ตัว ในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2509

ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ปลา 10 ตัวกลายเป็น 10,000 ตัว (ยังไม่รวมที่พระองค์เก็บไว้) ผมไม่ทราบจะอธิบายเช่นไร? มีอิทธิฤทธิ์ บุญบารมี?

แต่มีคำบอกเล่าว่า พระองค์ไม่เสวยปลานิลด้วยเหตุผลง่ายๆ “เลี้ยงมาเหมือนลูก จะไปกินลงได้อย่างไร” (ถ้อยคำจากคำบอกเล่า)

บุญบารมีคงมีจุดเริ่มมาจาก “เลี้ยงมาเหมือนลูก”

ทรงทุ่มเทฟูมฟักเหมือนเศรษฐีดูแลเอาใจใส่ปลาราคาแพงเพื่อเลี้ยงไว้ประดับบารมี

เผอิญพระองค์ทรงฟูมฟักปลานิล ไม่ใช่เพราะสวยดี ประดับบารมีได้ แต่เพราะปลานิลคือปลาที่พระองค์ทรงตั้งใจไว้ว่าจะเป็นทางออกให้ประชาชนชาวสยาม

เวลาผ่านมา 50 ปี ผมไม่ต้องหาตัวเลขใดๆมายืนยันว่าพระองค์ทรงประสบความสำเร็จ ขอเพียงคุณเดินไปตามตลาด คุณเห็นปลานิลย่าง ปลานิลทอดบนตะแกรงบ้างไหม?

มีปลาใดราคาถูกเท่านี้ มีเนื้อมากเท่านี้ และทุกคนกินได้กินดีดังเช่นปลานิล

ผมเพิ่มตัวเลขให้เพื่อความชัดเจน ปัจจุบันเมืองไทยผลิตปลานิลได้ปีละ 220,000 ตัน จากฟาร์ม 300,000 แห่ง สร้างงานให้ผู้คนเรือนล้าน ประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาล จนเป็นปลาส่งออกลำดับต้นๆ ของเมืองไทย

นำทุกอย่างกลับมาคิดใหม่

พ.ศ.2506 เสด็จฯไปทรงเยือนญี่ปุ่น

พ.ศ.2507 มกุฎราชกุมารเสด็จมา พาไปดูปลาบู่

พ.ศ.2508 ขอปลานิลมาเลี้ยง 50 ตัว

พ.ศ.2509 พระราชทานปลา 10,000 ตัวให้กรมประมง

พ.ศ.2559 ปลามากกว่า 220,000 ตันต่อปี สร้างงานให้คนนับล้าน เป็นโปรตีนราคาถูกและดีที่สุดของประเทศนี้

ผมพูดถึง “การทูตหยุดโลก” มาหลายครั้ง แต่ยังไม่อธิบายความหมายให้ชัดเจน

ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว

การทูตหยุดโลก = ปลาบู่ = ปลานิล = คนไทยมีกิน = คนมีงานทำ

เป็นสมการแสนง่าย แต่ใคร่ขอถามว่า แล้วใครจะคิดได้?

แล้วใครจะคิดได้เมื่อกว่า 50 ปีก่อน แล้วใครจะมองการณ์ไกลขนาดนั้น

สมัยผมเป็น สปช. เราช่วยกันทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี แค่นั้นยังปวดหัวแทบตาย

บางคนพูดว่าจะคิดไปได้ยังไงไกลขนาดนั้น บางคนบอกว่าสิงคโปร์ มาเลเซียเขาทำหมดแล้ว เขาก้าวหน้าไปไกลกว่าเราตั้งนาน

20 ปี? ก้าวไกลไปกว่าเราตั้งนาน?

50 ปี ปลาบู่ ปลานิล คน 66 ล้าน คิดคนเดียว ทำจนจบ

ยังไม่พูดถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองประเทศ ไม่พูดถึงปรากฏการณ์ที่ไม่มีมาก่อน เมื่อองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น “ไว้ทุกข์” ให้พระสหายผู้สนิทสนมกว่า 50 ปี

ไว้ทุกข์ให้กับ “บุรุษผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในเรื่องปลา”

ไม่ใช่ค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่เชี่ยวชาญเก่งกาจในวิทยาศาสตร์เรื่องปลา

แต่ทำให้ปลา 10 ตัวกลายเป็น 220,000 ตันต่อปี

ทำให้ “ปลา” กับ “คน” มาเชื่อมต่อกันอย่างสุดที่ใครจะเปรียบได้

ผมไม่ตั้งใจเขียนบทความนี้ให้คุณร้องไห้ เพราะผมเขียนไม่ไหวแล้ว บทความ “โลกร้อน” ทำเอาผมเกือบตาย

ผมตั้งใจจะสื่อให้ชัดเจนว่า ทำไมผมถึง “กราบ”?

ผมไม่เคยกราบเพราะเขาบอกให้กราบ ไม่เคยกราบเพราะเขาสอนให้กราบ

ไม่เคยกราบเพราะคนอื่นเขากราบกัน ผมไม่กราบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

ผมกราบ “ความจริง” เท่านั้น

ผมกราบสยบแทบเท้า กราบด้วยหัวจิตหัวใจ

กราบเพราะผมเห็นประจักษ์

กราบแทบเท้าพระองค์ท่าน

คำว่า “เหลือเชื่อ” ถูกใช้กันจนเกร่อ

แต่สำหรับผมแล้ว อย่างนี้สิถึงเป็น “เหลือเชื่อ”

คิดได้ไง…ทำได้ไง…เหลือเชื่อ

จึงทรุดกายกราบซบหน้าแนบดินด้วยความอาลัย

บุรุษผู้สร้างสิ่งที่ไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการได้

อย่างนี้สิมันถึงต้องกราบ อย่างนี้สิมันถึงต้องร้องไห้

ร้องให้ใจสลาย…

ร้องเพราะยิ่งค้น ยิ่งเขียน จึงยิ่งรู้ว่าเราสูญเสียมากเกินไป

มันมากเกินไปจริงๆ!

หมายเหตุ – ผมไม่เคยก้าวล่วงความคิดส่วนตัวของใคร จะคิดอย่างไรกับพระองค์ท่านเป็นสิทธิ์ของคุณ

ว่าแต่…คุณเคยกินปลานิลไหมครับ?

…..

ที่มา – งานเขียนชุดนี้ผมตั้งใจทำเพื่อเป็นบทเรียนของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ผมกำลังจะนำไปสอน มีทั้งหมด 3 ตอน “โลกร้อน” “จากปลาบู่ถึงปลานิล” และ “จับปลาอย่างไร”

ผมใช้ถ้อยคำธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไม่ถนัดในการใช้ราชาศัพท์ และผมตั้งใจเขียนให้คุณอ่านเข้าใจง่าย

ผมยินดีให้คุณแชร์ไปใช้ประโยชน์ได้ แต่หากมีการตีพิมพ์ รบกวนติดต่อผมก่อนครับ เพราะแต่ละเรื่องใช้เวลานานมาก และใช้เวลาร้องไห้นานกว่า

เรื่อง : ดร. ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์

ภาพ : ชีวจิต

 

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตอบคำถามที่หลายคนอยากรู้ หน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างไร?

ถ้าใครได้มีโอกาสดูคลิปวิดีโอเก่าๆที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสื่อต่างๆ จะเห็นได้ว่ามีคำถามอยู่คำถามหนึ่งที่สื่อทุกสื่อต้องถามพระองค์เกี่ยวกับหน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างไร และเราเชื่อว่ามีหลายคนอยากรู้คำตอบข้อนี้จากพระองค์เหมือนกัน แพรวจึงถือโอกาสไปรวบรวมบทสัมภาษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ตอบคำถามเหล่านี้มาให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2503 นั้น บรรดานักหนังสือพิมพ์อเมริกันได้กราบทูลถามถึง “หน้าที่พระเจ้าแผ่นดินของพระองค์เป็นอย่างไร” ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสตอบด้วยพระปรีชาว่า

“หน้าที่ของคนหนังสือพิมพ์กับหน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือ ทำให้เกิดความเข้าใจและความถูกต้องอันดีขึ้นในมวลชน ข้าพเจ้าก็พยายามทำหน้าที่เช่นนั้น ชั่วแต่ว่าต้องทำด้วยพิธีรีตองและยศอย่างมากไปหน่อยตามธรรมเนียม”

1

นายซิมเมอร์มาน ผู้แทนนิตยสาร LOOK ของสหรัฐอเมริกา ขอพระราชทานสัมภาษณ์ในการที่พระองค์ทรงมีความรู้สึกว่า อะไรคือสิ่งตอบแทนในการที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ซึ่งมีพระราชดำรัสว่า

“ความรู้สึกที่เป็นรางวัลตอบแทนอันยิ่งใหญ่ที่สุดของข้าพเจ้าก็คือ การที่ยังมีชีวิตอยู่และไม่ถูกเชิญออกไปให้พ้นจากราชบัลลังก์ โดยแท้จริงแล้วข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ก็โดยที่ประชาชนเลือกกันขึ้นมา ดังนั้น ถ้าหากประชาชนของข้าพเจ้าไม่ปรารถนาในตัวข้าพเจ้าอีกต่อไปแล้ว ประชาชนนั่นแหละจะเป็นผู้เชิญให้ข้าพเจ้าออกไป และก็เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็จะเป็นคนว่างงานนั่นเอง”

2

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ละฉบับที่ผ่านมาในแต่ละยุคสมัยได้กำหนดฐานะของพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขของชาติ แต่การประกอบพระราชกรณียกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรเป็นวัตรปฏิบัติที่อยู่นอกเหนือจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศจากบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงของอังกฤษ (BBC) ซึ่งขอพระราชทานสัมภาษณ์เมื่อปี พ.ศ.2522 เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ความตอนหนึ่งว่า

“…การที่จะอธิบายว่าพระมหากษัตริย์คืออะไรนั้น ดูเป็นปัญหาที่ยากพอสมควร โดยเฉพาะในกรณีของข้าพเจ้า ซึ่งถูกเรียกโดยคนทั่วไปว่าเป็นพระมหากษัตริย์ แต่โดยหน้าที่ที่แท้จริงแล้วดูจะห่างไกลจากหน้าที่ที่พระมหากษัตริย์ที่เคยรู้จักหรือเข้าใจกันมาแต่ก่อน หน้าที่ของข้าพเจ้าในปัจจุบันนั้นก็คือ ทำอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ ถ้าจะถามว่าข้าพเจ้ามีแผนการอะไรบ้างในอนาคต คำตอบก็คือ ไม่มี เราไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราก็จะเลือกทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วสำหรับเรา…”

3

นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนนิตยสาร NATIONAL GEOGRAPHIC เมื่อปี พ.ศ.2525 มีพระบรมราโชธิบายถึงประสบการณ์ในพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ ความตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อข้าพเจ้าจะมารับหน้าที่นี้เมื่อ 36 ปีที่แล้วนั้น ข้าพเจ้าอายุเพียงแค่ 18 ปี ในเวลานั้นทุกอย่างดูทรุดโทรมไปหมด ในวันนั้นเก้าอี้และพรมก็ขาดเป็นรู พื้นแตกคร่ำคร่า วังทั้งวังก็เกือบจะพังลงมาเวลานั้นสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ไม่มีใครสนใจกับอะไรทั้งสิ้น ข้าพเจ้าต้องค่อยๆก่อสร้างทุกๆอย่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ใช้วิธีทุบทิ้ง ข้าพเจ้าต้องค่อยๆทำไปทีละเล็กทีละน้อย เป็นเวลา 36 ปีเข้าไปแล้ว ดังนั้นเราอาจเรียกรัชกาลนี้กระมังว่า เป็นรัชกาลแห่งการปฏิรูป ขนบธรรมเนียมเก่าแก่ถูกรักษาไว้และเปลี่ยนแปรมาโดยลำดับ เราเรียนรู้และได้ประสบการณ์ว่า ขนบประเพณีดั้งเดิมอาจนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งเพื่อชีวิตในปัจจุบันและอนาคต…” และ “…ตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินในปัจจุบันนี้ไม่มีหน้าที่ที่จะบริหารประเทศ ต้องมีฝ่ายบริหารทำให้งานการทุกอย่างของชาติดำเนินไปได้ด้วยดี ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัวโดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นและก็ช่วยกันทำ…”

4

อย่างไรก็ตาม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชกรณียกิจต่างๆจึงเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ทรงทราบดีว่า พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญและความหวังของประชาชนดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2546 ความตอนหนึ่งว่า

“…การปกครองสมัยนี้แปลกดี กลับไปเหมือนอย่างเก่า กฎหมายประชาชนรับผิดชอบ ตอนนี้คนที่เดือดร้อนคือข้าพเจ้าเอง เดือดร้อนท่านรองนายกฯมาบอกว่า ทรงเป็นซูเปอร์ซีอีโอ แล้วใช้คำอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ว่าเข้าใจว่าเป็นซูเปอร์ซีอีโอ เราก็ลงท้าย เราก็รับผิดชอบหมด ประชาชนทั้งประเทศโยนให้พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบหมด ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญนะ รัฐธรรมนูญบอกเอาไว้ว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย นี่ท่านแถวนี้ก็เป็นนักกฎหมาย แล้วกฎหมายก็บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่รับผิดชอบอะไรเลย ตกลงเราไม่รับผิดชอบประเทศชาติ เมืองไทยไม่มีใครรับผิดชอบเลย ใครจะรับผิดชอบ…”

6

ตลอด 70 ปีบริบูรณ์ที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมากที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก แม้ในยามที่ทรงพระประชวรก็ยังทรงงานอยู่ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินตลอด 24 ชั่วโมง หากจะเปรียบประเทศไทยเป็นดังรูปพีระมิด พระองค์ก็เปรียบดังประทับอยู่บนยอดพีระมิดของสังคม แต่เป็นพีระมิดหัวกลับ นั่นหมายถึงว่า พระองค์ได้ประทับอยู่ด้านล่าง ทำให้ทรงต้องเป็นผู้รองและแบกรับปัญหาทุกๆอย่างของประชาชน จึงมีรับสั่งกับบรรดาบุคคลที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆอยู่เสมอว่า…“ความทุกข์ของประชาชนนั้น รอไม่ได้”

นิตยสารแพรวจึงขอกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันสุดจะพรรณนา เป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม และขอถวายพระพร ขอจงทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญของปวงเหล่าพสกนิกรไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 883 ปักษ์วันที่ 10 มิถุนายน 2559

ซาบซึ้งตราตรึงใจ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙

ย้อนรำลึกถึงพระราชดำรัสสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่สร้างความประทับใจและซาบซึ้งแก่เหล่าพสกนิกรไทยเป็นอย่างยิ่ง แม้ชาวต่างประเทศที่ได้ฟังก็พลอยชื่นชมประทับใจไปด้วย เมื่อครั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศตั้งคำถามถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

“อะไรเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อประเทศชาติและต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย”

คำถามจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศในที่ประชุมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ ที่ได้ถามกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งพระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งตอบว่า

“ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งในข้าฝ่าละอองธุลีพระบาท เป็นข้าราชบริพารของพระมหากษัตริย์ และข้าพเจ้าก็มีความภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ถือกำเนิดใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเช่นนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงมีความสำคัญและเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย สถาบันนี้มีบทบาทเป็นเส้นชีวิตในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ เป็นแหล่งที่มาของกำลังขวัญ เป็นสถานะแห่งความชื่นชมของประชาชน และเป็นสถาบันที่ยึดเหนี่ยวประเทศเข้าไว้ด้วยกัน”

 

06
ภาพ : IG@longlivetheking901
08
ภาพ : FB@thailandimage
 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
ภาพ : IG@longlivetheking901

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจ
พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในหลวง
ภาพ : thailandimage

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์
และในส่วนของพระองค์เอง ตามรอยเบื้องพระยุคลบาททั้งในประเทศและต่างประเทศ

01
ภาพ : นิตยสารแพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 550 (25 กรกฎาคม 2545) หน้า 96-104 (ปี 2545)
02
ภาพ : นิตยสารแพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 550 (25 กรกฎาคม 2545) หน้า 96-104 (ปี 2545)
ภาพ : นิตยสารแพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 550 (25 กรกฎาคม 2545) หน้า 96-104 (ปี 2545)

ที่มา : นิตยสารแพรว ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๕๕๐ (๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕)

วิทิตนันท์ โรจนพานิช

วิทิตนันท์ โรจนพานิช นักปีนเขาชื่อดัง…”ใจ” ดวงนี้พลีเพื่อ “พ่อ”

วิทิตนันท์ โรจนพานิช กับครั้งหนึ่งที่ยอมมอบชีวิตเพื่อ “พ่อ”

วิทิตนันท์ โรจนพานิช คือนักปีนเขาที่หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้าง ถอยกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้ได้สร้างปรากฏการณ์แห่งความจงรักภักดีด้วยการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภูเขาสูงที่สุดในโลกของทวีปเอเชีย เพื่อแสดงถึงความรักและศรัทธาที่เขามีต่อ “ในหลวง” พร้อมกับหลั่งน้ำตาแห่งความปีติที่สามารถทําภารกิจสุดโหดท้าทายความอึดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทําได้

วิทิตนันท์ โรจนพานิช ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเหนือศีรษะ หลังปีนยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ
ภาพนี้เมื่อครั้งปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อ 9 ปีก่อน

เหมือนที่เขาบอกเราว่า “ชีวิตผมทําอะไรก็ได้ที่อยากทํา เผอิญสิ่งที่ผมทํามันยาก และต้องแลกมาด้วยชีวิต นั่นย่อมหมายความว่า ผมได้มอบชีวิตถวายแด่พระองค์ท่านแล้ว”

คุณหนึ่งจึงอยากสร้างประจักษ์พยานอีกสิ่งหนึ่งที่ทําให้คนเห็นว่า เขารักพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มากขนาดไหน และพระองค์ท่านทรงเป็นแรงบันดาลใจ สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนทํางานวงการบันเทิงที่ไม่เคยปีนภูเขาเลยให้สามารถปีนยอดเขาสูงที่สุดในโลกได้ เพราะฉะนั้นพระเจ้าอยู่หัวคือฮีโร่สําหรับเขา ที่สามารถทําให้เป็นอย่างนี้ได้โดยเริ่มจากการตัดสินใจก้าวข้ามความกลัวที่สร้างขึ้นมาเอง และเขาแสดงให้ทุกคนเห็นว่าได้ข้ามไปแล้ว และยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ต้องก้าวข้ามไปเรื่อยๆ

วิทิตนันท์ โรจนพานิช ชูพระบรมฉายาลักษณ์ที่ยอดเขาคาร์สเทนซ์พีระมิด
ชูพระบรมฉายาลักษณ์ที่ยอดเขาคาร์สเทนซ์พีระมิด ยอดเขาสูงที่สุดของทวีปออสเตรเลีย

“ผมต้องการบอกให้ทุกคนรู้ว่า พระมหากรุณาธิคุณและความรักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ ได้ปกแผ่ไพศาลไปทั่วทั้ง 7 ทวีป เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหน มักเจอคนไทยอยู่ทั่ว ทุกคนรักในหลวงเหมือนกัน”

ชูพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 บนยอดเขาวินสันแมสซิฟ
บนยอดเขาวินสันแมสซิฟ ที่ความสูง 4,000 กว่าเมตร

คุณหนึ่งยังเล่าถึงความรู้สึกของการปีนเขาแต่ละลูกได้เป็นผลสําเร็จว่า “การปีนเขาแต่ละแห่งยากมาก แต่ทุกครั้งที่ทําสําเร็จ ผมรู้สึกรักพระองค์ท่านมาก ที่ปีนเขาทุกลูกแล้วร้องไห้ เพราะเป็นความปีติ รู้สึกตื้นตัน เพราะสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทําเพื่อพสกนิกรยากกว่าสิ่งที่ผมทํามากมายนัก ถ้าผมปีนเขาพลาด ผมตายคนเดียว แต่ถ้าท่านพลาด หมายถึงพสกนิกรทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเดิมพันใหญ่มาก แต่ท่านไม่เคยทรงทําพลาดเลย ทั้งที่ไม่ต้องทรงทําขนาดนี้ก็ได้ ทําให้ผมรู้สึกว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีพระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมและรักเรามากขนาดนี้

“ถามว่าทําไมผมถึงรักและศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ทรงทํา เพราะผมไปเห็นด้วยตามาแล้ว ตั้งแต่เด็กผมถูกสอนมาว่าให้รักในหลวงเหมือนทุกคนนั่นแหละ บ้านผมอยู่ริมถนนลาดพร้าว เวลามีตํารวจมายืนเป็นจุดๆ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก นั่งกับคุณทวด คุณย่า ยืนรอดูขบวนเสด็จ 3 ชั่วโมง ไม่กล้าเข้าไปดื่มน้ำที่บ้าน กลัวกลับมาไม่ทัน แค่ได้เห็นพระองค์ท่านเสี้ยววินาที รู้สึกดีจังเลย พอโตเป็นนักศึกษา ผมถามตัวเองว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทําคือการสร้างภาพหรือเปล่า ที่ทรงทํานั้นจริงไหม

ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 บนยอดเขาอากอนกากวา
ภาพนี้ที่ยอดเขาอากอนกากวา สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้

“กระทั่งมีโอกาสเข้าไปในวังสวนจิตรลดากับพี่ชาย ในใจนึกเทียบกับพระราชวังต่างๆ ในยุโรปที่เราเคยเห็น ใหญ่โตโอฬาร เต็มไปด้วยทอง พอมาวังสวนจิตรลดา ทําไมมีแต่ทุ่งนา ตึกเก่าๆ มีเครื่องยนต์กลไกเต็มไปหมด ถามพี่ชายว่าทําไมเป็นแบบนี้ ไม่มีทองเลย วัดต่างจังหวัดยังสวยกว่าอีก ทําให้ผมเริ่มคิดตรวจสอบ ไตร่ตรองตามหลักโยนิโสมนสิการ

“จากนั้นผมตามไปดูโครงการชัยพัฒนา โครงการในพระราชดําริต่างๆ คุยกับชาวบ้านตามต่างจังหวัด เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พวกชาวเขาเผ่าอีก้อและแม้วที่เลิกทําฝิ่น หันมาปลูกผักเมืองหนาว ตอนนั้นเขามีรายได้เดือนละหมื่นนะครับ ทุกวันนี้รายได้เป็นแสน ทํางานมีความสุขอยู่บนภูเขา สิ่งเดียวที่เขาบอกคือ เพราะในหลวงบอกให้ทําอย่างนี้ เขาเชื่อในหลวง และคําว่า ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ มีมานานแล้ว พระองค์ท่านทรงสอนคนให้รู้จักเพียงพอก่อน คนเราถ้ารู้จักพอแล้ว จิตจะนิ่ง ไม่รุ่มร้อน ทําทุกอย่างด้วยความมีคุณธรรมและด้วยใจบริสุทธิ์ ปลอดโปร่ง เมื่อถึงเวลา ทุกอย่างจะมาเอง

ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 บนยอดเขาคิลิมันจาโร
ส่วนภาพนี้ที่ยอดเขาคิลิมันจาโร ยอดเขาสูงที่สุดของทวีปแอฟริกา
ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 บนยอดเขาเอลบรุส
ต่อให้เหนื่อยยากสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน แต่เมื่อสามารถปีนถึงยอดเขาเอลบรุส ยอดเขาสูงที่สุดของทวีปยุโรป ที่ความสูงกว่า 5,000 เมตรได้สําเร็จ รอยยิ้มทั้งน้ำตากับการชูพระบรมฉายาลักษณ์ “ในหลวง” จึงเป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถแสดงออกถึงพลังศรัทธาและความจงรักภักดีที่เขามี

“การไปเห็นด้วยตานี่แหละ ที่ทําให้ผมรักและศรัทธาต่อแนวทางที่พระองค์ท่านทรงทํา และทรงสอนคนไทยมาตลอด 60 กว่าปี โดยไม่เคยทรงละทิ้งพวกเราเลย ความรักของพระองค์ท่านยิ่งใหญ่มาก”

เรื่อง : แพรวดอทคอม

 

เรื่องเล่าคนในวัง…รู้ไหมว่า 14 ปีที่แล้ว พระราชินีของเรา ได้ทำสิ่งนี้ให้กับคนไทย

จากการทำงานอย่างใกล้ชิดของบรรดาข้าราชการที่ถวายงานในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ในวันนี้ได้กลายเป็นความสำเร็จที่พระองค์ทรงสร้างไว้ให้กับคนไทยอีกครั้ง

ความสุขไม่ได้เกิดจากการที่มีเงินทองมากมาย แต่จะเกิดขึ้นได้เมื่อมนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายใจไม่ลำบาก มีอาชีพ มีรายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวอย่างพอเพียง และนี่ก็เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยราษฎรมาโดยตลอด โครงการตามพระราชดำริฯ ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้น จึงเกิดทั่วทุกภาคของประเทศมานานกว่า 40 ปี
และเมื่อ 14 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดำริอีกครั้ง จากความห่วงใยที่พระองค์มีต่อสถานการณ์ชายแดนบริเวณดอยดำ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2545 ซึ่งทางดร.จรัลธาดา กรรณสูต ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ ได้เล่าถึงเรื่องนี้ให้ฟังว่า
“พระองค์มีความห่วงใยในราษฎรมาก ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2545 ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพื้นที่ ณ จุดสูงสุดของยอดดอยดำ ต.เมืองแหง อ.เวียงแห จ.เชียงใหม่ เนื่องจากห่วงใยในสถานการณ์ชายแดนบริเวณดอยดำ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” ครอบคลุมพื้นที่ 161,850 ไร่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งการสร้างรายได้ทางการเกษตร เพาะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ พระองค์ทรงรับสั่งต่อคณะผู้ติดตามว่า ให้หาปลาที่เลี้ยงได้ดีในที่มีอากาศหนาว รับประทานอร่อยมาให้ชาวบ้าน จากนั้นพระองค์ทรงรับสั่งถามผมว่า

‘เราจะทดลองเลี้ยงปลาน้ำเย็นที่นำมาจากต่างประเทศดีไหม เลี้ยงได้ไหม จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมไหม’

โครงการตามพระราชดำริ
ปลาเทราต์ที่ได้จากการเพาะพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปลาจากต่างประเทศชนิดแรกที่นำเข้ามาทดลองเพาะพันธุ์จนสำเร็จ

เวลานั้นคณะทำงานจึงได้ศึกษาและดำเนินการตามพระราชดำริ โดยครั้งแรกได้นำปลาเรนโบว์เทราต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศแคนาดามาทดลองเลี้ยงที่นี่ก่อน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2550 ได้มีพระราชดำริให้ศึกษาพันธุ์ปลาต่างประเทศชนิดอื่นมาเพาะเลี้ยงเพิ่มเติม ซึ่งทางรัฐบาลรัสเซียก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวายไข่ปลาไซบีเรียน สเตอร์เจียน จึงพระราชทานให้กรมประมงนำไข่มาฟักที่โรงเพาะฟักบนดอยอินทนนท์ และนำไปทดลองเลี้ยงที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยดำ ซึ่งด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ทำให้ในวันนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลาสเตอร์เจียนได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในแถบอาเซียน

โครงการตามพระราชดำริ
เนื้อปลาสเตอร์เจียน

หลังจากที่ใช้เวลาเพาะเลี้ยงกว่า 8 ปี ซึ่งผลผลิตที่สำคัญนอกจากได้เนื้อปลาสเตอร์เจียนที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยแล้ว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นที่ต้องการของตลาดแล้ววัตถุดิบสุดล้ำค่าอย่าง “คาเวียร์” จากปลาสเตอร์เจียน ซึ่งเป็นของราคาแพงและมีชื่อเสียงระดับโลก เราก็สามารถผลิตได้ในประเทศแล้วเช่นกัน

โครงการตามพระราชดำริ
เมนูจากเนื้อปลาสเตอร์เจียน ที่ใช้เวลาเพาะพันธุ์ถึง 8 ปี จนสามารถนำมาทำอาหารได้ เมนูนี้มีชื่อว่า Baked Sturgeon Fillet,Mediterranean Style Vegetable and Saffron Beurre Blance

ทางคณะทำงานเมื่อครั้งที่ทราบว่าเราสามารถผลิตคาเวียร์เองได้แล้ว ก็ได้นำไปถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเสวย ทั้งสองพระองค์ทรงรับสั่งว่ารสชาติดีแล้ว เหมือนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ”

โครงการตามพระราชดำริ
คาเวียร์ที่ได้จากการเพาะพันธุ์ปลาสเตอร์เจียนในประเทศ
โครงการตามพระราชดำริ
คาเวียร์ที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้แล้ว ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูรสชาติล้ำเลิศที่ชื่อว่า Caviar Malossol,Fresh Sea Urchin,Yuzu Cream

นอกจากปลาเทราต์ ปลาสเตอร์เจียน และคาเวียร์ ที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองจากการริเริ่มของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ 14 ปีก่อนแล้ว อีกหนึ่งโครงการที่สำคัญคือ โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนีนาถ ซึ่งดร.สมชาย ธรณิศร ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการฯ ได้เล่าให้ฟังว่า

โครงการตามพระราชดำริ
เนื้อห่านหัวสิงห์

“เมื่อปี 2551 ประเทศจีนได้ทูลเกล้าฯ ถวายไข่ห่านหัวสิงห์ จำนวน 100 ฟอง เพื่อทรงใช้ในโครงการตามพระราชดำริฯ ทรงพระราชทานให้กรมปศุสัตว์นำไปฟักไข่ และทดลองเลี้ยงในโครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านยางกลาง จ.อ่างทอง จนสามารถเพาะพันธุ์เองได้ และเจริญเติบโตได้ในทุกภาคของประเทศ อีกทั้งยังเป็นห่านพันธุ์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก และนำมาประกอบอาหารได้ทั้งแบบตะวันตกและตะวันออกอีกด้วย”

โครงการตามพระราชดำริ
ดอกเกลือ ผลผลิตจากโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ที่จ.เพชรบุรี

ต่อจากนั้นผู้ถวายงานยังได้เล่าอีกว่า เคยมีบุคคลท่านหนึ่งถวายที่ดินติดทะเลกับพระองค์ พระองค์ก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่กลับสร้างพื้นที่นั้นให้เป็นโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริฯ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรทางทะเลที่ถูกต้องไม่ทำลายสภาพแวดล้อมแก่ชาวบ้าน ลดปัญหาการตัดป่าชายเลน จึงได้จัดทำฟาร์มแบบ Zero Waste ซึ่งที่นี่ก็สามารถสร้างผลผลิตที่มีมูลค่า สร้างรายได้ให้กับราษฎรมากมาย โดยเฉพาะการทำนาเกลือ ที่สามารถผลิตดอกเกลือ วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการปรุงอาหารชั้นเลิศซึ่งมีราคาสูง

โครงการตามพระราชดำริ
ผักสดปลอดสารพิษมากมาย ผลผลิตจากโครงการตามพระราชดำริสถานีพัฒนาการการเกษตรที่สูง

นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้เป็นไรน้ำเค็ม ที่สามารถขายเป็นอาหารของสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ รวมถึงผงเกลือสำหรับใส่ในตู้เลี้ยงปลาทะเลเพื่อปรับสภาพน้ำให้เหมือนน้ำทะเลจากธรรมชาติ
ปัจจุบันนี้ทุกโครงการตามพระราชดำริที่พระองค์ทรงริเริ่มให้พัฒนาขึ้น สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับราษฎรเป็นอย่างดี และเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่วัตถุดิบหลายชนิดจากต่างประเทศที่เคยนำเข้ามาในราคาสูง เราสามารถผลิตขายเอง และมีทานในประเทศได้แล้ว
และนี่ก็คือพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยมาโดยตลอด…ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ภาพ : มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
นิตยสารแพรวและแพรวดอทคอม

สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรฯ เล่าถึง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” สมัยทรงผนวชอยู่สำนักเดียวกัน

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีของพระภิกษุ พระองค์ทรงมีขันติอย่างยิ่ง

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเรื่องราวต้นแบบความอดทน เมื่อครั้งทรงผนวชที่วัดบวรฯ เป็นเวลา 15 วันในปี พ.ศ.2499
โดยสมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้เปิดเผยเรื่องราวครั้งแรก

buddha“ในสมัยนั้นอาตมาเป็นพระใหม่ ก็สังเกตเห็นว่าพระองค์ท่านทรงตั้งพระราชหฤทัยปฏิบัติด้วยความศรัทธา กิจวัตรประจำวันคือเสด็จฯไปบิณฑบาตในวังหรือในส่วนราชการบ้าง แล้วก็เสด็จฯไปบิณฑบาตให้ประชาชนได้ใส่บาตรตามปกติ ดังนั้นคนใส่บาตรให้พระองค์ท่านไม่ใช่ว่าต้องพิเศษจากไหน

“ทรงเคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีของพระภิกษุ พระองค์ทรงมีขันติอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ในพระอุโบสถวัดเวลาทำวัตรสวดมนต์จะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ทิศตะวันตกสำหรับพระเก่าที่ประจำอยู่ที่วัด ส่วนทิศตะวันออกคือส่วนของพระองค์ท่านกับพระที่บวชตามเสด็จ เวลาทำวัตรสวดมนต์ พระองค์ท่านจะประทับนังพับเพียบหันพระบาทไปทางทิศตะวันออก แล้วประทับอยู่แบบนั้นโดยที่ไม่พลิกพระบาทหันมาทางทิศตะวันตกเลยสักครั้ง เป็นเวลาเกือบชั่วโมง ทั้งช่วงเช้า บ่าย เพราะตามธรรมเนียม ผู้บวชทีหลังต้องเคารพนับถือพระใหญ่ที่บวชมาก่อน ซึ่งท่านทรงศึกษามาก่อนผนวชแล้ว ถึงนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทุกประการ ขนาดอาตมาในฐานะที่บวชเณรมานาน แค่มาบวชพระปีเดียวกับพระองค์ท่านก็ยังปฏิบัติสู้ท่านไม่ได้

img_60041“อย่างไรก็ตาม แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัย ก็อยากให้ประชาชนชาวไทยปฏิบัติบำเพ็ญตนตามคำสอนทางพระพุทธศาสนา คิดดี ทำดี ละเว้นความชั่ว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล”

นอกจากนี้พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯยังกล่าวอีกว่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหารเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะทรงผนวช ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน เวลา 20.00 น. ณ พระอุโบสถ และในวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 15.00 น. ณ ตำหนักเพ็ชร

เรื่อง : แพรวดอทคอม

ภาพ : http://thaprajan.blogspot.com/2010/12/blog-post.html

“ปลูกข้าวที่เชียงรายอยากให้ทำต่อไป” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสแก่เบิร์ด – ธงไชย ศิลปินผู้ใช้ชีวิตตามหลักพ่อหลวง

เป็นเรื่องซาบซึ้งตรึงใจสำหรับศิลปินซูเปอร์สตาร์ เบิร์ด – ธงไชย แมคอินไตย์ ที่เคยได้มีโอกาสเข้าไปถวายงานร้องเพลงเฉพาะพระพักตร์เนื่องในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 50 ปี และในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสประโยคที่ทำให้หัวใจที่แห้งเหือดของเบิร์ดที่เพิ่งเสียคุณแม่ไป กลับมาสดใสอีกครั้ง “ปลูกข้าวที่เชียงรายอยากให้ทําต่อไปนะ เบิร์ดเป็นคนดีที่หนึ่ง”

ศิลปินยอดนิยมอมตะ เบิร์ด – ธงไชย แมคอินไตย์ มีโอกาสได้เข้าไปถวายงานร้องเพลงเฉพาะพระพักตร์เนื่องในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 50 ปี หลังจากร้องเสร็จได้เข้าเฝ้าฯส่งเสด็จฯกลับ ซึ่งเบิร์ดได้เล่าให้แพรวฟังว่า

“…เบิร์ดลงกราบพร้อมกับถือโอกาสจับพระบาทของทั้งสองพระองค์เอาไว้ สมเด็จพระนางเจ้าฯมีรับสั่งว่า ‘ร้องเพลงไพเราะมาก’ แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ ในหลวงรับสั่งว่า ‘ปลูกข้าวที่เชียงรายอยากให้ทําต่อไปนะ เบิร์ดเป็นคนดีที่หนึ่ง’ เบิร์ดกราบทูลตอบว่า ‘รับใส่เกล้าพระพุทธเจ้าข้า’ เนื้อตัวตอนนั้นขนลุกไปหมด ในใจปลื้มจนไม่รู้จะปลื้มอย่างไร  เพราะหมายถึงพระองค์ท่านทรงอ่านเรื่องที่เบิร์ดเคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน แพรว จึงทรงทราบว่าบ้านที่เชียงรายปลูกข้าว…พอส่งเสด็จฯเสร็จแล้วกลับขึ้นรถได้เท่านั้น เบิร์ดร้องไห้ซะ กลับถึงบ้านรีบจุดธูปเล่าให้แม่ฟัง แต่แม่คงเห็นแล้ว เพราะเบิร์ดพารูปแม่ติดใส่กระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกซ้ายเข้าวังด้วย พลังใจจากการได้เข้าเฝ้าฯครั้งนั้นทำให้ใจเบิร์ดที่เคยหดหายเพราะแม่เพิ่งจากไปไม่นาน กลับมาสดใสอีกครั้ง ซึ่งชีวิตนี้คิดว่าครั้งนั้นคือสูงสุดแล้ว…”

เบิร์ด ธงไชยย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2545 แพรวได้ไปเยือนบ้านไร่อุดมสุขที่จังหวัดเชียงราย ของศิลปิน เบิร์ด – ธงไชย ที่ได้ออกแบบร่วมกับพี่ชายที่เป็นสถาปนิก โดยหวังให้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับคุณแม่ โดยวันนี้แพรวจะขอย้อนไปโฟกัสยังบ้านไร่อุดมสุข สถานที่พักกายใจที่เบิร์ด – ธงไชย ได้นำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นหลักแนวทางในการใช้ชีวิต

“หลังจากนั้นเบิร์ดก็เกิดความคิดตามพระราชดำรัส เพราะไปเจอภาพฝีพระหัตถ์ของในหลวง ซึ่งพระองค์ท่านทรงวาดเอาไว้ในหนังสืออะไรสักอย่าง เป็นเรื่องเกี่ยวกับพอมีพอกินนี่แหละ เลยมาคิดกับพี่ๆว่า อย่าสักแต่มีบ้านเลย เรามาทำให้คนในพื้นที่ได้มีอะไรทำดีกว่า ลูกหลานเขาจะได้ไม่ต้องออกไปข้างนอก เขาปลูกอะไรอยู่ เราก็ช่วยหาทางที่จะให้เขาเกิดรายได้จากสิ่งที่เขาทำอยู่ เช่น ข้าว ลำไย ลิ้นจี่ พริก โดยทำโรงอบเพื่อเป็นแหล่งรับผลผลิตของหมู่บ้านเราหรือหมู่บ้านใกล้เคียง

“เบิร์ดทำตลาดให้เขาด้วย รับซื้อเขาด้วยราคากลาง ราคาอย่างที่เขาแฮ็ปปี้ เขาไปที่อื่นอาจจะไม่ได้อย่างนี้ อย่างราคาพริกนะ ขึ้นลงเหมือนกับราคาหุ้น เช้าถูก เย็นแพง เบิร์ดก็เอาพริกมาจากทั่วประเทศเลย แล้วทำวิจัยและทดลองปลูกขึ้นมา เสร็จแล้วแจกพันธุ์พริกให้กับชาวบ้าน พอเขาปลูกเสร็จก็เอาผลผลิตมาส่ง ได้เงินกลับไป

“แล้วเราไม่ได้ทำกันสุ่มสี่สุ่มห้านะ เราได้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาช่วยทำการวิจัยเป็นโครงการเลยว่าดินเราควรจะปลูกอะไร วิจัยน้ำว่ามีไนโตรเจน ออกซิเจนแค่ไหน พอที่จะปลูกพืชไร่ไหม นี่คือสาเหตุที่บ้านเบิร์ดต้องมีบึงกว้างๆ และมีน้ำพุเพื่อให้เกิดออกซิเจนในน้ำ เพื่อเอามาหมุนเวียน เลี้ยงปลาก็ได้ สูบเข้าเครื่องกรองเอามาใช้ในบ้านก็ได้ นาไร่ต่างๆเราก็สูบน้ำนี้ไปใช้ เบิร์ดตั้งใจมากที่จะทำให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

“เบิร์ดบอกชาวบ้านว่าให้ดูแลครอบครัว ดูแลที่ดินกันให้ดี แล้วเบิร์ดจะดูแลเขาให้มีงานทำ ใครมีปัญหาอะไรก็ให้มาพูดคุยกัน อย่าถึงขนาดขายที่ ไม่มีตังค์ก็มาบอกกันได้ ช่วงที่สร้างบ้านเขาก็มีรายได้ประมาณหนึ่ง พอโรงอบเสร็จ และเราสามารถรับซื้อผลิตผลของเขาได้ ลูกหลานผลัดต่อไปจะได้ไม่ต้องไปหางานที่อื่น เพราะเขามีนามีไร่ที่สามารถทำผลิตผลส่งได้”

เบิร์ด ธงไชย
บ้านนี้เบิร์ดออกแบบเอง ให้ง่ายๆเข้าไว้ เลยออกมาสูงๆ โปร่งๆ โล่งๆ ใหญ่ๆ เหมือนศาลาการเปรียญ ส่วนทะเลสาบหลังบ้านสร้างเป็นรูปหัวใจ ตกเย็นเบิร์ดจะพายเรือเล่น มองลงไปสิ เห็นปลาเพียบเลย
เบิร์ด ธงไชย
แปลงเพาะพริก อีกหน่อยถ้าทำคุณภาพดีๆได้ จะบอกให้ทั่วเลยว่านี่แหละ Bird’s Chilli

เบิร์ด ธงไชย เบิร์ด ธงไชยพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพ่อหลวง หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นประโยชน์ที่คนไทยควรยึดถือนำไปปฏิบัติจริงๆ ดังเช่นเบิร์ด – ธงไชย ที่ได้นำมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต สร้างสุขแก่ตน สร้างประโยชน์ต่อคนอื่นๆ

 

ที่มา: นิตยสาร แพรว ปี 2558 ฉบับที่ 871 (10 ธ.ค. 58) หน้า 108-125, นิตยสาร แพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 538 25 ม.ค.45 หน้า 180-185 (ปี 2545)

ชุดไว้ทุกข์

In the mood of mourning ย้อนรอยประวัติศาสตร์ของชุดแห่ง “ความรัก ความคิดถึง และคราบน้ำตา” 

เป็นเวลากว่า 500 ปีแล้วครับ ที่มนุษย์ (สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล สัตว์ที่มีจิตใจสูง) ได้คิดหาเครื่องแต่งกายเพื่อการ “ไว้ทุกข์” ให้กับบุคคลอันเป็นที่รัก แม้ว่าจะมีให้เห็นในหลากโทนสี ทั้งม่วงเข้ม เทา ขาว หรือแม้กระทั่งเขียวเข้ม แต่ท้ายที่สุดแล้ว “สีดำ” ก็เป็นสีที่ถูกเรียกหามากที่สุด

Pound_Praewnista ขอพาย้อนกลับไปดูที่มาของชุดไว้ทุกข์ จากกว่า 100 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน เพราะทุกเรื่องราวมีที่มา และเพราะว่า “เสื้อผ้า” ไม่ใช่เพียงสิ่งนอกกาย

b9ff6d74625a33f8da2b1dcd2edd4ce42e8abb00

2 22

ไม่สามารถระบุวันเริ่มต้นที่แน่ชัดได้ครับ ว่าใครคือผู้ริเริ่มคนแรกของโลกที่ลุกขึ้นมาบัญญัติให้มีการแต่งกายเพื่อวาระแห่งการไว้ทุกข์ แต่จากหลักฐานหลายแหล่งให้ความสำคัญไปที่พวกยุโรเปียน (ชาติที่มักยกตัวเองเป็นผู้นำด้านเสื้อผ้า) เป็นกลุ่มแรกที่ใส่ เพราะในช่วง Middle Age หรือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 – 15 ยุโรปได้ออกกฎ แต่ไม่ใช่กฎหมายนะครับ เป็น Sumptuary Laws คือกฎระเบียบของเหล่าผู้ร่ำรวยหรือผู้ดีเก่ายุคนั้น ต้องเข้าใจอย่างนี้ครับว่าค่าที่ยุโรปมีประวัติศาสตร์ยาวนาน กลุ่มขุนนางเก่าแก่ก็มีมาก แต่ในขณะที่การค้ายุคนั้นก็เริ่มเจริญรุ่งเรือง คนรวยใหม่ก็มีเพิ่มขึ้น ชนชั้นที่คิดว่าตัวเองต้องเลิศต้องเก๋กว่าคนอื่นๆก็เลยออกกฎนี้ขึ้นมา เป็นกฎและระเบียบของเครื่องแต่งกาย ทั้งงานมงคล งานร้าย งานน้ำชา และอีกหลายๆงานครับ! แม้หลายเสียงจะบอกว่าพวกเขาออกกฎเพื่อแบ่งชนชั้นทางสังคม แต่ลึกที่สุดในใจผมว่า “ถ้าพวกเขาไม่รู้สึกเสียใจ รำลึก และคิดถึงผู้ตาย” ชุดไว้ทุกข์คงไม่ถูกระบุไว้ในกฎแน่ๆ ซึ่งกฎนั้นก็คือ ขุนนางทั้งหลายต้องใส่ชุด “สีดำ” เพื่อเข้าพิธีศพนั่นเอง โดยชุดในยุคนั้นหนักไปที่การใช้ผ้าหรูหรา ซึ่งความยาวของผ้าคือตัวชี้ฐานะ และนิยมตกแต่งปลายด้วยผ้าเครป (Crape) สีขาวหรือสีดำ ที่สำคัญต้องมีหมวกใบใหญ่เป็นการคอมพลีตลุคอันสมบูรณ์ หลังจากนั้นไม่นาน “โทนดำ” ที่ว่านี้ก็ส่งอิทธิพลถึงชุดของพระสงฆ์ พ่อค้า จนถึงคนทั่วไปทั้งชายและหญิงในเวลาต่อมา

แม้ว่าการใส่ “ชุดไว้ทุกข์” จะเกิดขึ้นในยุคกลางของยุโรป แต่โลกกลับยอมรับความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของเครื่องแต่งกายนี้ในยุคทองของยุควิกตอเรีย (Victoria Era) หรือในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เหตุเพราะสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) ทรงสวมใส่ฉลองพระองค์สีดำตั้งแต่การจากไปของเจ้าชายอัลเบิร์ต (Prince Albert) ตั้งแต่ปี 1861 จนถึงวันสุดท้ายของพระองค์เอง (ปี 1901) นั่นด้วยเพราะพระองค์ทรงเข้าพระทัยถึงความเศร้าโศกอย่างที่สุด พระองค์ไม่เพียงแค่อยากบอกให้โลกรับรู้ว่าพระองค์ทรงทุกข์ แต่พระองค์ทรงต้องการบอกตัวเองว่านอกเหนือจากความเสียใจที่มีนั้น คุณค่าของความเป็นคนที่รักและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกสูญเสียเป็นเช่นไร

1 5 12

ซึ่งทั้งหมดนั้นได้ทำให้เกิดบรรทัดฐานแห่งการใส่ชุด “ไว้ทุกข์”  โดยเน้นไปที่หญิงม่าย (Widow) จะยึดถือการไว้ทุกข์ยาวนานเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน ซึ่งมีหลักการในการแต่งต่างกันออกไป

ปีแรก (Full Mourning) จะใส่ชุดสีดำเท่านั้น ไม่มีการปักประดับใดๆทั้งสิ้น ต้องสวมผ้าปิดหน้าตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกบ้าน ไม่คบค้าสมาคมถ้าไม่จำเป็น แม้กระทั่งกับลูกด้วยเช่นกัน

ปีที่ 2 (Second Year) มีเครื่องประดับปักประดับเพิ่มได้ เช่น ตัวชุด ปลายกระโปรง ชายแขนเสื้อมีการตกแต่งขอบด้วยลูกไม้หรือเครปได้ตามสมควร แต่โทนสียังคงเป็นสีดำเท่านั้น

ครึ่งปีสุดท้าย (Half Mourning) ชุดสามารถเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำได้ นั่นคือสีเทา สีม่วง หรือสีม่วงก่ำ

5 52

“ชุดไว้ทุกข์” แบบที่ว่านี้ได้ถูกยึดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนาน เริ่มต้นจากการเป็น “ชุดเพื่อความเศร้าโศก” สู่ “ชุดเพื่อมารยาททางสังคม” ซึ่งผู้ที่เรียกตัวเองว่า “มนุษย์” พร้อมใจกระทำเรื่อยมา แต่ด้วยความรุ่มรวยของดีเทลชุดและความฟุ่มเฟือยของการจัดเตรียม ชุดไว้ทุกข์แบบเดิมจึงถูกลบเลือนไปในที่สุด จนเข้าสู่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความฟุ่มเฟือยที่ว่าจึงถูกลดทอนลงเหลือแค่ “สีดำ” แต่ความหมายทั้งหมดยังคงเดิม นั่นก็เพื่อ “รำลึกถึงผู้เป็นที่รัก” และเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ถึงความเสียใจที่มากเกินกว่าจะพูดออกมาได้ เสื้อผ้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องฉาบฉวย เฉกเช่นกับความรู้สึก “รัก คิดถึง” ที่มากทวีใจ แต่ต้องทนกับความ “สูญเสีย” และการจากไปของบุคคลอันเป็นที่สุดของดวงใจก็ด้วยเช่นกัน

และถ้าการสวมชุดเพื่อ “ไว้ทุกข์” คือการแสดงความรักอีกทางหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ เพราะอย่างน้อยชุดนั้นก็เป็นพลังอย่างหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาหัวใจที่ทุกข์ให้ดีขึ้นได้ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับหัวใจของแต่ละคน

ด้วยรักและคิดถึงสุดหัวใจ

เรื่อง :  pound_Praewnista

ทรงคุณค่าต่อจิตใจ กล้องที่ระลึกพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ในหลวง

หากพระหัตถ์ของพ่อหลวงไม่เคยห่างจากแผนที่ฉันใด
กล้องถ่ายรูปก็อยู่เคียงข้างพระศอของพ่อฉันนั้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช กับพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของประชาชนคนไทยและทั่วโลก

ดังนั้นหากย้อนกลับไปใน พ.ศ.2539 ช่วงพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พระราชพิธีกาญจนาภิเษก แบรนด์กล้องสุดหรูอย่าง Leica เองก็ได้เคยสร้างสิ่งที่มีคุณค่าทางใจให้กับประชาชนชาวไทย ด้วยการออกจำหน่ายกล้องฟิล์ม (Rangefinder) รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น Leica M6 Golden Jubilee เพื่อเป็นที่ระลึกแด่ ๕๐ ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ซึ่งตัวบอดี้และเลนส์ถูกชุบด้วยทองคำแท้ 24 เค ประทับตราพิธีกาญจนาภิเษก มาพร้อมเลนส์ Summicron 50mm f/2 โดยกล้องทองคำนี้ถูกผลิตมาเพียง 700 ตัว ในราคา 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ในสมัยนั้น) จัดทำมาเพื่อให้ซื้อสะสมเป็นที่ระลึก รายได้ทูลเกล้าฯถวายเพื่อใช้สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

กล้องที่ระลึกพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ในหลวง

leica-m6-golden-jubilee-edition

leica-m6-golden-jubilee-edition-3

leica-m6-golden-jubilee-edition-4

เรียบเรียง : Red Apple_แพรวดอทคอม
ที่มา/ภาพ :thaimedicalnews.com

หมอก้อง-สรวิชญ์ ขอตามรอยคำสอนพ่อ “ผู้ปิดทองหลังพระ”

พันตรี นพ.สรวิชญ์ สุบุญ
แพทย์ตรวจรักษาสำนักงานแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

“พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผมเห็นชัดที่สุดและพยายามทำให้ได้คือ ทรงสอนให้ปิดทองหลังพระ จะมีคนเห็นหรือไม่ ไม่ต้องสนใจ ปิดไปเรื่อยๆ แล้วทองก็จะล้นมาที่หน้าองค์พระเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นผมคิดแค่ว่า ทำความดีก็อยากให้คนอื่นชื่นชอบ ทำให้มีกำลังใจและรู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่ แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเคยเรียกร้องอะไรเลย ทรงทำความดีทุกวัน จนความดีเหล่านั้นปรากฏให้ประชาชนได้เห็นเองจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งยิ่งใหญ่มาก

“วันหนึ่งผมมีโอกาสได้ฟังเทศน์จากพระรูปหนึ่งว่า คนเราจะทำความดีเพื่ออะไร ถ้าทำเพื่อจะได้ดี แล้วหนีในสิ่งที่เคยทำไม่ดีไว้ ความคิดนั้นผิด เพราะความดีกับความเลวแยกกัน พระรูปนั้นสอนอีกว่า ทำไมหมอไม่คิดแค่ว่า ทำความดีเพื่อให้รู้ว่ายังมีความดีหลงเหลืออยู่บนโลก แค่นี้เพียงพอแล้ว

“แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ให้ความดีจารึกอยู่บนโลก แต่พระองค์ทรงทำความดีเพราะทรงรักประชาชนทุกคนที่เป็นเหมือนลูกของพระองค์ แล้วเราในฐานะประชาชนจะทำอย่างไรที่ให้พระองค์ท่านทรงเหนื่อยน้อยลง จะทำอย่างไรให้คนที่ไม่รักชาติบ้านเมืองได้มีสติพิจารณาทบทวน แต่ผมเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ การพูดให้ทุกคนทราบว่า พระองค์ท่านทรงทำอะไรบ้าง ผมยอมรับว่าเคยรู้สึกเหนื่อย ท้อจนอยากจะหยุด แต่ความท้อเหล่านั้นหายไปเมื่อได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว

“ถ้าถามผมตอนอายุ 8 ขวบว่ารักในหลวงเพราะอะไร ผมคงตอบว่า เพราะในหลวงรักประชาชน ซึ่งเป็นคำตอบที่พูดต่อๆกันมา ไม่ได้มาจากใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอโตขึ้นได้รับทราบและผ่านเหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับพระองค์ท่าน ทำให้รู้แล้วว่า ทำไมผมรักในหลวง…

“เพราะพระองค์ท่านรักผม และรักทุกคนบนแผ่นดินไทยมากกว่าสิ่งอื่นใด”

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 823

พระนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 4 แบบ

จากบทสัมภาษณ์ของคุณฮิโรมิ อินาโยชิ นักออกแบบชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ออกแบบพระนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ชุดที่ท่านผู้อ่านเห็นอยู่นี้ ในวารสาร “ในวงการพิมพ์” (http://www.thethaiprinter.com) กล่าวไว้ว่า การได้รับโอกาสเป็นผู้ออกแบบ “พระนามบัตรในหลวง” นั้น มีที่มาจากการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบสัญลักษณ์และสีในงานของสหประชาชาติ ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี เมื่อปี พ.ศ.2545 และมีบุคคลในสำนักพระราชวังไปเห็นฝีมือ จึงให้ความสนใจและหารือถึงการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อถวายในหลวง เนื่องในโอโกาสครบรอบ 75 พรรษา โดยสรุปสุดท้ายที่การออกแบบนามบัตรจำนวน 4 แบบ ดังนี้

พระนามบัตรพระนามบัตร

แบบที่ 1 มีคอนเซ็ปต์มาจากตัว “A” ซึ่งเป็นพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 คือ “อดุลยเดช” และส่วนของจุดสีที่อยู่ภายในแทนสีของแก้วนพรัตน์ หรืออัญมณี 9 ประการ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์

แบบที่ 2 มีคอนเซ็ปต์มาจากการพนมมือไหว้ของคนไทย อันเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อได้ถึงความเป็นคนไทย ขณะเดียวกัน ก็มีจุดสีของแก้วนพรัตน์รายล้อมอยู่ภายใน สื่อถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ของไทย

แบบที่ 3 มีคอนเซ็ปต์มาจากเครื่องดนตรี คือ แซ็กโซโฟน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเป็นพิเศษ และมีจุดสีของแก้วนพรัตน์แสดงเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์อีกเช่นกัน

แบบที่ 4 มีคอนเซ็ปต์มาจากพระนาม “ภูมิพล” ซึ่งเมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะขึ้นต้นด้วยตัว “B” แล้วออกแบบรูปร่างทำเป็นปีกพญาครุฑ ภายในบรรจุจุดสีของแก้วนพรัตน์ แสดงเอกลักษณ์พระมหากษัตริย์ เพื่อให้เป็นในแนวทางเดียวกันทั้งหมด

เป็นที่น่าสังเกตว่า การออกแบบ “พระนามบัตร” จะเน้นภาพสัญลักษณ์มากกว่าการสื่อความหมายด้วยภาษาของตัวอักษรดังที่ปรากฎในนามบัตรทั่วไป โดยที่คุณฮิโรมิอธิบายว่า จริงๆแล้วการออกแบบนามบัตรทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง ถ้าพูดถึงระดับนานาชาติจะนิยมทำสัญลักษณ์มากกว่าใช้ภาษาของตัวอักษร

นามบัตรที่ดีจะไม่นิยมพิมพ์ชื่อตัวเองหรือชื่อบุคคลขนาดใหญ่ ตัวหนังสือจะออกแบบเพียงให้ดูเป็นมันขึ้นมาและสื่อภาษาเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คงไม่จำเป็นต้องเน้นชื่อ และไม่จำเป็นต้องใส่ที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ สื่อเพียงแค่เป็นพระมหากษัตริย์ของไทยก็เพียงพอ

คุณฮิโรมิกล่าวว่า จริงๆแล้วการออกแบบสัญลักษณ์ไม่เหมือนกับภาพวาดทั่วไปที่มองเห็นของจริงแล้ววาดภาพเหมือนออกมา แต่งานออกแบบของตนเองไม่ได้มองภาพจริงแล้ววาดภาพเหมือน แต่เป็นการใช้จินตนาการนึกภาพออกมาเป็นสัญลักษณ์แทนตัวบุคคล

เมื่อถามว่าความคิดขณะออกแบบตั้งใจเพื่อให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้พระราชทานแก่บุคคลอื่นด้วยหรือไม่ คุณฮิโรมิหัวเราะก่อนตอบว่า ก็เห็นพระองค์ท่านมีการพระราชทานเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการมีรับสั่งให้พิมพ์เพิ่มด้วย โดยใช้โรงพิมพ์ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการ แต่พระนามบัตรซึ่งเป็นการออกแบบสัญลักษณ์นี้เป็นการใช้ส่วนพระองค์มากและไม่เป็นทางการ เพราะส่วนที่เป็นทางการพระองค์ท่านก็มีตราประจำรัชกาล หรือตราสัญลักษณ์เนื่องในโอกาสต่างๆอยู่แล้ว ความคิดขณะออกแบบจึงไม่ได้มุ่งให้เป็นงานเป็นการมากนัก

อย่างไรก็ตาม ความคิดขณะออกแบบนั้น สิ่งที่คำนึงถึงอย่างมากคือเรื่องระบบการพิมพ์ ซึ่งจะต้องมีลูกเล่นให้แปลกตา มีความหมายและลูกเล่นที่ไม่ซ้ำแบบใคร หรือทำการพิมพ์ลอกเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ “ระบบการพิมพ์จะค่อนข้างพิถีพิถัน อย่างเช่น การใช้สีพิเศษ กระดาษก็จะต้องเป็นของ Arjo Wiggins Fine ซึ่งเป็นกระดาษของฝรั่งเศส เครื่องพิมพ์ก็จะกำหนดให้ต้องใช้เครื่องพิมพ์โรแลนด์และไฮเดลเบิร์กเท่านั้น รวมทั้งอื่นๆซึ่งจะมีการกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยให้โรงพิมพ์ดำเนินการทั้งหมดเลย รวมทั้งจะเข้าไปดูแลและควบคุมการพิมพ์งานด้วยตัวเองด้วย” ขั้นตอนการพิมพ์ “พระนามบัตร” จะทำการพิมพ์สีพื้นก่อน แล้วทำการพิมพ์ฟอยล์ตบท้าย โดยในส่วนจุดสีของนพรัตน์หรือสีอัญมณีทั้ง 9 เม็ด จะต้องพิมพ์ทั้งหมด 18 สี กล่าวคือ พิมพ์ครั้งแรกจำนวน 9 สีหรือ 1 รอบ และพิมพ์ 9 สีอีก 1 รอบทับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าแต่ละสีจะมีการพิมพ์ 2 ครั้ง โดยกว่าจะได้งานออกมาดังที่ตั้งใจต้องทำการปรู๊ฟถึง 12 ครั้ง

 

ที่มา Pantip.com : JabKungIT