DITP จัด Thai Night Hong Kong 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจบันเทิงไทยกับพันธมิตรทั่วโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรม “Thai Night Hong Kong 2026” ณ ห้อง Ballroom โรงแรม JW Marriott Hong Kong เขตบริหารพิเศษฮ่องกงสาธารณรัฐประชาชนจีน

เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงจากนานาประเทศโดยมีผู้แทนจาก อุตสาหกรรมบันเทิง นักลงทุน ผู้ผลิตคอนเทนต์ และสื่อมวลชนจากทั่วโลกเข้าร่วมงานกว่า 517 ราย โดยมีทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในงาน                     

เพื่อทรงสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจบันเทิงของไทยให้เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และขยายช่องทาง การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรม Thai Night Hong Kong 2026 จัดขึ้นภายในช่วงการจัดงาน Hong Kong International Film & TV Market (FILMART) 2026 ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ที่สำคัญ ของภูมิภาคเอเชีย โดยมีเป้าหมายเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย พร้อมนำเสนอศักยภาพของผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยต่อคู่ค้า นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก

สำหรับแนวคิดการจัดงานในปีนี้ ภายใต้ธีม “Reimagining Thailand” มุ่งนำเสนอประเทศไทยในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการผลิตภาพยนตร์และสื่อบันเทิงที่ครบวงจร โดยสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยทั้งด้านบุคลากร ความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ มาตรฐานการผลิตระดับสากล และความพร้อมของอุตสาหกรรมหลังการถ่ายทำ

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายประเทศได้ร่วมพบปะแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ พร้อมทั้งสำรวจโอกาสในการร่วมผลิต (Co-production) และการลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมการแสดงจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบันเทิงของไทย เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และมาตรฐานการผลิตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงไทย โดยการแสดงดังกล่าวได้นำเสนอความร่วมสมัยของคอนเทนต์ไทยผสานกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ และเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของผู้ประกอบการไทยสู่สายตานักลงทุนและพันธมิตรในอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ

ซึ่งการจัดงาน Thai Night Hong Kong 2026 ในครั้งนี้สะท้อนถึงความสนใจของผู้ผลิต นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบันเทิงจากทั่วโลกต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายตลาดและพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

เมื่อของหวานถูกแปลงโฉมเป็นบิวตี้ไอเท็ม FOOD FESTIVAL เวอร์ชั่นนี้ไม่เพิ่มแคลอรี่ แต่เติมความสวยให้ผิวได้เต็มๆ

ฟีดช่วงนี้มีแต่ของกินน่ารักน่ากินจนใจเริ่มทำใจไม่ไหว… ยิ่งราคา OVERPRICED ยิ่งสร้างดราม่าให้น่าปวดหัว งั้นขอสลับมาดูของหวานที่กินไม่ได้ แต่ผิวฟินกันดีกว่า

กับบิวตี้โปรดักส์ที่หยิบแรงบันดาลใจจากขนมและของกินมาเต็มๆ ทั้งกลิ่น ทั้งฟีล ชวนหิวแบบไม่ต้องรู้สึกผิด จากโทนผลไม้ฉ่ำๆ ไปจนถึงความละมุนของคาราเมล นม และชากลิ่นหอมละไมมีไปกระทั่งซอสเผ็ด

เมื่อความ ‘น่ากิน’ ถูกตีความใหม่ให้อยู่ในรูปของสกินแคร์และเมคอัพ มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกลิ่นหรือความรู้สึก แต่คือประสบการณ์ที่เชื่อมความเพลิดเพลินเข้ากับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ความหวานที่ไม่ได้มีไว้แค่ให้รู้สึกดี แต่ยังช่วยดูแลผิวให้สวยแข็งแรงขึ้นในทุกวัน

เมื่อของหวานถูกแปลงโฉมเป็นบิวตี้ไอเท็ม FOOD FESTIVAL เวอร์ชั่นนี้ไม่เพิ่มแคลอรี่ แต่เติมความสวยให้ผิวได้เต็มๆ

#01  
SEPHORA
SEPHORA X TABASCO LIP PLUMPER

ลิปกลอสที่หยิบความเผ็ดซ่าจากซอส TABASCO มาเล่นกับริมฝีปาก ฟีลเหมือนซอสพริกที่จี๊ดเบาๆ ให้ความรู้สึกอุ่นๆ ซ่าๆ พร้อมเติมความชุ่มชื้นด้วย HYALURONIC ACID จนปากดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว

#02 GUERLAIN
MANDARINE BASILIC HAND CREAM

แฮนด์ครีมกลิ่นแมนดารินฉ่ำๆ ที่ให้ฟีลเหมือนน้ำส้มสดผสมความหอมเขียวของใบโหระพา สดชื่นแบบเครื่องดื่มซิตรัสในช่วยซัมเมอร์ ปิดท้ายด้วยกลิ่นละมุนคล้ายฮันนี่บางๆ ทำให้ผิวมือเนียนนุ่ม หอมสะอาด

#03
FENTY SKIN
SALTED CARAMEL LIP MASK

ลิปมาสก์เนื้อพุดดิ้งนุ่มเด้ง ที่มีกลิ่นโทนคาราเมลหวานละมุนแบบของหวานพรีเมียม เคลือบริมฝีปากให้ชุ่มชื้นยาวนาน พร้อมเติมความฟูและความยืดหยุ่น ให้ปากดูอิ่มนุ่มเหมือนราวกับเจ้าขนมพุดดิ้งหอมหวาน

#04
CHARLOTTE TILBURY
UNREAL LIPS NECTAR OIL

ลิปออยล์กลิ่นสตรอว์เบอร์รีผสมวานิลลา มอบริมฝีปากฟีลเหมือนผลไม้หวานเคลือบเงาแบบถังหูลู่ เนื้อบางเบาแต่เคลือบปากให้ฉ่ำวาวแบบ GLASSY FINISH พร้อมบำรุงให้ปากนุ่มสุด JUICY ในปาดเดียว

#05
JILL STUART
LIP MASK MILK TEA BLEND

ลิปมาสก์กลิ่น MILK TEA หอมละมุนแบบเครื่องดื่มแก้วโปรด โทนนมๆ ชาๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นน่าหลงใหล เนื้อบาล์มเข้มข้นช่วยเคลือบและล็อกความชุ่มชื้น ทำให้ริมฝีปากนุ่มฟูเหมือนครีมนมในมิลค์ทีแก้วโปรด

#06
PATRICK TA
MAJOR MOISTURE LIP BALM
# ESPRESSO

ลิปบาล์มเนื้อครีมมี่นุ่มลื่น ที่หอมอร่อยราวกับของหวาน โทนกลิ่นแบบ GOURMAND มาพร้อมสี ESPRESSO เข้มข้นแนวเบอร์รี่ที่เซ็กซี่โดนเส้น เท็กซ์เจอร์แน่นแต่ไม่หนัก ช่วยบำรุงให้ปากเรียบเนียนดูสุขภาพดี

#07
HUDA BEAUTY
FAUX FILLER JELLY OIL

ลิปออยล์เนื้อเจลลี่ใส ที่ให้กลิ่นโทนพีชหวานฉ่ำ เนื้อสัมผัสให้ความรู้สึกเหมือนเยลลี่ผลไม้เด้งๆ บางเบา ไม่เหนอะหนะ ช่วยเคลือบปากให้เงาฉ่ำและชุ่มชื้นแบบเต็มอิ่ม

#08
FULLY
RED TOMATO JAM CLEANSER

คลีนเซอร์เนื้อแยมที่ดูเหมือนของหวานขวดเล็กๆ สัมผัสหนึบคล้ายแยมมะเขือเทศ แต่แท้จริงคือสครับที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน พอล้างออกผิวจะใส เนียน และดูสดขึ้นเหมือนมะเขือเทศลูกเต่งใส


ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน

“ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน”รวมพลังรักษ์ผ้าไทย สืบสานพระราชปณิธาน

ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์​และสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” โดยความร่วมมือกันของทั้ง 3 ฝ่ายคือ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดย รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท บิวตี้เจมส์ จํากัด โดย คุณสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ และชมรมเพลินไทยสมัยนิยม โดย หม่อมหลวงปุญยนุข เกษมสันต์ ประธานชมรมฯ

งานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ The Event Hall ชั้น 2 เซ็นทรัล ชิดลม ถือเป็นการรวมพลังของผู้คนในแวดวงสังคม และผู้มีจิตศรัทธาจากหลากหลายวงการ ที่พร้อมใจกันร่วมสืบสานพระราชปณิธาน และร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังแห่งการให้ เพราะรายได้จากการจัดงานครั้งนี้นําไปสมทบทุนสร้าง ศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและ รังสีรักษา (อาคาร 90 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งอย่างทั่วถึง

ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน
(แถวนั่ง) กรรณิกา ศิลปวรางกูร และ ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์
(แถวยืน) พญ.กริชา ไม้เรียง, สุริยน ศรีอรทัยกุล และ รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยภรรยา พันธ์ทิพย์ ชัชวาลย์

พลังแห่งการให้

หม่อมหลวงปุญยนุช เกษมสันต์ ประธานชมรมเพลินไทยสมัยนิยม หนึ่งในประธานร่วมของการจัดงาน ได้บอกเล่าถึงที่มาของงานนี้ว่า

“ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักกับคุณกรรณิกา ศิลปวรางกูร ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ คุณอา (ม.ร.ว.มณีพรรณ เกษมสันต์) และเป็นผู้มีจิตศรัทธาต่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอย่างมาก จากการที่ท่านได้มาร่วมงานระดมทุน เพื่อช่วยเหลือสังคมที่ดิฉันเป็นประธานจัดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะงานของชมรม เพลินไทยสมัยนิยมหรือพิพิธภัณฑ์ Chateau de la Porcelaine ทำให้ท่านเห็น ความสำเร็จในการช่วยเหลือโรงพยาบาลวชิรพยาบาล คุณกรรณิกาจึงปรารภกับ ดิฉันว่า อยากทำสิ่งดี ๆ เพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติบ้าง

“แต่หลังจากนั้นไม่นานข่าวการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้นำความโศกเศร้า สู่พสกนิกรทั่วทั้งประเทศ ดิฉันจึงตั้งใจให้การจัดงานครั้งนี้เป็นการเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณอเนกอนันต์ต่อพสกนิกรไทยอย่างหาที่สุดมิได้

“ด้วยเจตนารมณ์นี้ ดิฉันจึงได้เข้าพบ รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ทราบว่าขณะนั้นโรงพยาบาลกําลังจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา ณ อาคาร 90 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้จะมีงบประมาณการก่อสร้างแล้ว แต่ยังขาดงบประมาณสำหรับการตกแต่งภายในและเครื่องมือแพทย์เป็นจำนวนมาก

“ดิฉันได้หารือกับคุณหนึ่ง – สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บิวตี้เจมส์ จํากัด ซึ่งเคยร่วมงานกันมาตลอด และเห็นพ้องต้องกันที่จะช่วยหาทุนสนับสนุนทางโรงพยาบาล จึงนำไปสู่การผนึกกำลังของสามเจ้าภาพหลักในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติครั้งสําคัญนี้”

ผ้าไทยในพระบารมี

“งาน “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” จึงเป็นการรวมพลังแห่ง ความจงรักภักดีใน “สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย” และ “พลังแห่งการแบ่งปัน” โดยหัวใจสำคัญของงานคือ การเชิดชูพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพของเกษตรกรไทยซึ่งส่วนใหญ่มีฝีมือในการทอผ้า จึงทรงใช้ผ้าไทยเป็นกลไกในการ เสริมสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต ให้พวกเขาได้ภาคภูมิใจที่ทรงฉลองพระองค์ จากฝีมือการทอผ้าของราษฎรสู่เวทีโลก จนเกิดเป็นความนิยมอย่างกว้างขวาง อีกทั้ง ยังพระราชทาน “ชุดไทยพระราชนิยม” อันงดงามวิจิตรทั้ง 8 แบบให้สตรีไทยใช้เป็น แบบแผนในการแต่งกายตามวาระโอกาสที่เหมาะสม

อุษามณี ไวทยานนท์ และนางแบบในชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบใน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก Finale Wedding Studio
กษิดิศ ดุลยจินดา นําทีมผู้แสดงแบบ เสื้อพระราชทานชายไทยในรัชกาลที่ 9 จาก Finale Wedding Studio
(แถวนั่ง) ดร.นิริน พลวัน รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัท SiriWellness พร้อมด้วยโชคชัย มณีอนันตเศรษฐ์
(แถวยืน), สุดจิตร์ สุดจิตต์ และลูกสาว แพรวไพลิน สุดจิตต์ ผู้จัดแฟชั่นโชว์ยุครัชกาลที่ 4 – รัชกาลที่ 6 แห่ง Finale Wedding Studio โทร. 09-6919-8926

“ภายในงานนี้จึงจัดให้มีการแสดงแบบชุดไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาล ที่ 4 – รัชกาลที่ 9) จาก 4 ห้องเสื้อชั้นนํา Finale Wedding Studio, Supa East Glamor, Tik Couture และ Niramon Couture พร้อมด้วยหมวกสตรีจาก คุณชนภา ณ นคร โดยเฉพาะชุดไทยพระราชทานทั้ง 8 แบบจากแบรนด์ Finale Wedding Studio แสดงแบบโดยนักแสดงและนางแบบกิตติมศักดิ์”

สำหรับชุดไทยรัชสมัยรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งตรงกับยุโรปช่วงค.ศ.1920 เป็นต้นมา ถือเป็นยุคทองแห่งแฟชั่นแนว Gatsby และความเป็นเสรีนิยม โดยมีดนตรีแจ๊สเป็นตัวเชื่อมโยงและความนิยมนี้ได้เข้ามาในสังคมชั้นสูงของไทยเช่นกัน สตรีมีการออกงานสมาคมเคียงคู่บุรุษ มีการนำแบบเครื่องแต่งกายแนว Gatsby ที่มีควานหรูหราแบบตะวันตกมาประยุกต์ผสมผสานใส่คู่กับผ้าไทยยาวคลุมเข่าตามแบบวัฒนธรรมไทยได้สวยงามอย่างลงตัว !และแฟชั่นได้กลับมาเรียบง่ายอีกครั้งในยุครัชกาลที่ 8

โดยงานนี้ TIK Couture ได้ร่วมจัดแฟชั่นโชว์การกุศล “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” จำนวน 19 ชุด โดยได้แรงบันดาลใจจากชุดไทย สมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 9 ในการรังสรรค์ผลงานแฟชั่นโชว์เซ็ตนี้ ได้ใช้ผ้ายกดอก จากอำเภอปักธงชัย โดยศักดิ์สิทธิ์ บุญศักดาพร แห่ง TIK COUTURE ห้องเสื้อชั้นสูงแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ และสาขาใหม่บนถนนลาดพร้าว โชคชัย 4 แยก 3 กรุงเทพมหานคร

พรรณี – ไอโกะ ซาเอกิ / พรรณี ซาเอกิ และพิมนรา บุนนาค / แฟชั่นโชว์ยุครัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 จากการนำเสนอของห้องเสื้อ TIK COUTURE / พรรณี ซาเอกิ และฐิติพร ไพบูลย์ปรีดี
ผู้แสดงแบบห้องเสื้อ TIK COUTURE (แถวนั่ง) ไอโกะ ซาเอกิ และนิติรัตน์ เปลี่ยนขำ รองประธานกรรมการจัดงาน
(แถวยืน) ศักดิ์สิทธิ์ บุญศักดาพร, พิมพ์นารา บุนนาค, เกรียงชัย วิศิษฎ์สรอรรถ และฐิติพร ไพบูลย์ปรีดี

ในส่วนของแฟชั่นโชว์ชุดสตรีผ้าไทยตัดแบบสากลตอนต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดย SUPA EAST GLAMOR (สุภา อิสต์ แกลมเมอร์) ตั้งใจนำเสนอคอลเล็คชั่น “ในห้วงแห่งความสง่างาม When Grace Walked the World” ได้แรงบันดาลใจจากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการเยือนทวีปอเมริกาและยุโรป

วันนี้ผ้าไหมไทยมิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็น “ภาษาทางวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดความงดงามภูมิปัญญา และศักดิ์ศรีของชาติไทย สู่สายตานานาอารยประเทศอย่างสง่างามเหนือกาลเวลา รังสรรค์ผลงานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ด้วยผ้าไทยของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และช่างทอผ้าที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคุณสุภาพร เอ็ลเดรจ แห่งแบรนด์ SUPA EAST GLAMOR โทร.082-2739338, 099-6299878 FB/IG : SUPA East Glamor www.supahouse.com

สุภาพร เอ็ลเดรจ เจ้าของและดีไซเนอร์ แห่งแบรนด์ SUPA EAST GLAMOR
ภาพิมณ คงเฟื่องฟุ้ง พร้อมด้วยลูกสาว ด.ญ.เฌอมาลย์ คงเฟื่องฟุ้ง / กฤษกร อ่วมโพธิ์, เมธาวี จันทร์ศร และลูกสาว ด.ญ.กัญจนกัลย์ อ่วมโพธิ์ / ทอปัด อิงคานุวัฒน์ และอิสรียา ดุษฎีสุรพจน์ ผู้แสดงแบบ SUPA EAST GLAMOR
ดร.ศุภณิจ กุลศิริ รองประธานกรรมการ บริษัท รอยส์ แล็บ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Immune Medical Wellness ผู้แสดงแบบ SUPA EAST GLAMOR
แพทย์หญิง ธิชาพร จิตใจฉ่ำ รองประธานกรรมการบริหารเครือโรงพยาบาลกรุงไทย ผู้แสดงแบบ SUPA EAST GLAMOR
ลูก้า แบร์นาร์ดิเน็ตติ Managing Partner Mahanakorn Partners Group Co.,Ltd. และวิลาสินี เทพหัสดิน ณ อยุธยา Managing Partner Mahanakorn Partners Group Co.,Ltd. Official Legal Counsel of The Embassy of Switzerland in Bangkok ผู้แสดงแบบ SUPA EAST GLAMOR
ชไมพร​ รัตน์​นรา​ทร กรรมการ​ผู้จัดการ บริษัท​ชินอิจิ​ โปร​ เอน​จิเนีย​ริ่ง​ จำกัด​ ผู้แสดงแบบ SUPA EAST GLAMOR

ภาพิมณ คงเฟื่องฟุ้ง และด.ญ.เฌอมาลย์ คงเฟื่องฟุ้ง ผู้แสดงแบบ SUPA EAST GLAMOR

ภาพิมณ คงเฟื่องฟุ้ง ประธานบริหาร และผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่ง IFL Hospital & Clinic หนึ่งในนางแบบกิตติมศักดิ์ ได้บอกเล่าความรู้สึกที่มีโอกาสร่วมเดินแบบในครั้งนี้

“ดิฉันให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุน กิจกรรมที่เชื่อมโยงภาคสุขภาพ เข้ากับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือการมีส่วนร่วมกับงาน “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการกุศลให้กับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็ง และรังสีรักษา”

(แถวนั่ง) สุพนิต วีระกุล และนฤดี ภู่รัตนรักษ์ คณะนางแบบกิตติมศักดิ์ของห้องเสื้อ Niramon Couture และหมวกแฟชั่นจากชนภา ณ นคร มอบเสื้อและหมวกให้มาร่วมประมูล เพื่อนำรายได้สมทบทุนจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา
(แถวยืน) ด.ญ.รัชชตขวัญณ์ เศรษฐ์วรเดช, นิรมล จิรปิติ และศุภัคญาฎาร์ กัลยาณมิตร

ประมูลของล้ำค่า

อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงานคือ การประมูลของรักของสะสมล้ำค่า ที่คุณดาว-ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ยืนยันว่าแต่ละชิ้นคัดเฉพาะที่สุดของความพิเศษจริงๆ

“ครั้งนี้ที่มีผู้ใจบุญหลายรายพร้อมใจกัน มอบให้โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรตินำมาประมูล ไม่ว่าจะเป็น พระบรมสาทิสลักษณ์วันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผลงานภาพวาด เทคนิคสีน้ำมันของคุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ขนาด 90 x 110 เซนติเมตร ซึ่งเป็น ของสะสมส่วนตัวของดิฉันที่นำมาประมูลในงาน

“นอกจากนี้ยังมีของล้ำค่าอีกหลายรายการ เช่น กระเป๋าคลัตช์แบรนด์ Judith Leiber รุ่น Story Book บริจาคโดยคุณสุริยน ศรีอรทัยกุล ส่วนคุณ กรรณิกา ศิลปวรางกูร บริจาคชุดน้ำชาแอนทีคพอร์ชเลนเนื้อสีชมพู Haas & Czjzek แบรนด์เก่าแก่และมีชื่อเสียงของสาธารณรัฐเช็ก และผ้ายกทองขอบสังเวียนลวดลาย นกยูงมงคลทอลวดลายเต็มผืน 4 เมตรสีเหลืองทองที่ดิฉันร่วมกับคุณนิติรัตน์ เปลี่ยนขำ นำมาประมูล ซึ่งทุกชิ้นมีผู้ใจบุญที่ไม่ประสงค์ออกนามประมูลไว้หมดแล้ว นอกจากนี้ยังมีศิลปะวัตถุล้ำค่าอื่น ๆ อีกหลายรายการ และจากเงินสมทบของ ผู้ใหญ่ใจดี พรทิวา นาคาศัย, สุริยน ศรีอรทัยกุล และม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ จึงมี ยอดเงินบริจาคทั้งหมด 3,000,000 บาท

“ในฐานะที่ดิฉันรักและภูมิใจในผ้าไทยมาตลอด อยากให้คนรุ่นใหม่ตามรอย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสานและต่อยอด งานผ้าไทยจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ออกมาร่วมสมัย อย่างกิจกรรม “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งพระองค์มีพระวินิจฉัยแล้วว่า ผ้าไทยไม่ควรจำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้สูงวัย แต่ควรเป็นแฟชั่นที่คนรุ่นใหม่สวมใส่ด้วยความสุข หวังว่าผ้าไทยและชุดไทยจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยรุ่นใหม่ต่อไป สมดังพระปณิธาน

“ในโอกาสนี้ดิฉันขอขอบพระคุณและร่วมอนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบริจาคเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ด้วยค่ะ”


LOVE LANGUAGES นิยามของความรักผ่าน 3 เมซงจิวเวลรี่ระดับโลก

LOVE LANGUAGES เครื่องประดับแทน “คำรัก” ที่ไม่ต้องเอ่ย จาก 3 แบรนด์ชั้นนำของโลก ที่ถ่ายทอดความผูกพันอันงดงาม ประวัติศาสตร์ แนวคิด และงานฝีมืออันเหนือชั้นที่สืบทอดกันมาหลายทศวรรษอย่าง Cartier, Tiffany & Co. และ Van Cleef & Arpels ที่ต่างตีความความรักในแบบของตนเอง ตั้งแต่ความรักที่ “ยึดมั่น” อย่างแน่วแน่ ความรักที่เริ่มต้นจาก “คำสัญญา” อันชัดเจน ไปจนถึงความรักที่เป็น “จุดกำเนิด” ของชีวิตคู่

LOVE LANGUAGES นิยามของความรักผ่าน 3 เมซงจิวเวลรี่ระดับโลก

THE SYMBOL OF LOVE

หนึ่งในคอลเล็คชั่นที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักในวงการจิวเวลรี่คือ “LOVE Collection” จาก Cartier ซึ่งเริ่มต้นในปี 1969 โดยนักออกแบบเครื่องประดับ Aldo Cipullo ณ นครนิวยอร์ก ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเสรีภาพ การแสดงออก และความเท่าเทียมทางสไตล์

Aldo Cipullo เป็นนักออกแบบจิวเวลรี่เชื้อสายอิตาลี–อเมริกัน เกิดในเมืองเนเปิลส์ ก่อนจะย้ายมาเติบโตในกรุงโรม ครอบครัวของเขาทำธุรกิจเครื่องประดับตั้งแต่รุ่นพ่อ เขาจึงได้เรียนรู้ ทั้งการออกแบบและการผลิตตั้งแต่พื้นฐาน แล้วย้ายมาอยู่อเมริกาในปี 1959 เพื่อศึกษาต่อที่ School of Visual Arts ในนครนิวยอร์ก ภายหลังได้เข้ามาร่วมงานกับ Cartier ในปี 1969

Aldo Cipullo มีชื่อเสียงจากความสามารถในการผสานความเป็นศิลปะและดีไซน์สมัยใหม่เข้ากับการผลิตจิวเวลรี่ เมื่อเขาเข้ามาร่วมงานจึงทำให้เครื่องประดับของ Cartier ดูล้ำสมัยขึ้น ด้วยสไตล์เรียบง่าย แต่ทรงพลัง นำไปสู่การตีความความงามแบบใหม่ในยุคปลายศตวรรษที่ 20

โดยคอลเล็คชั่นที่สร้างชื่อให้เขาคือ “LOVE Collection” ที่กลายเป็นตัวแทนของ “คำสัญญาที่ยั่งยืน” ผ่าน Love Bracelet กำไลชิ้นไอคอนิกของ Cartier ที่ถูกออกแบบให้ล็อกด้วยสกรูและใช้ไขควงพิเศษในการสวมใส่และถอดออก ซึ่งเบื้องหลังดีไซน์ไม่ได้เริ่มจากโจทย์ทางการตลาด แต่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตของ Aldo Cipullo ที่ต้องเลิกรากับคนรักในช่วงนั้น เขาจึงตั้งคำถามว่าความรักจะมีสัญลักษณ์ที่ไม่ถูกถอดทิ้งได้ง่าย ๆ หรือไม่ นำไปสู่แนวคิดของเครื่องประดับที่ไม่สามารถสวมใส่หรือถอดออกเองได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและความตั้งใจจากทั้งสองฝ่าย

ในกระบวนการผลิตนั้น Love Bracelet ถูกสร้างขึ้นจากโครงสร้างสองชิ้นครึ่งวงที่ต้องประกบเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ก่อนขันสกรูทีละจุด ความแม่นยำของตำแหน่งสกรู การขึ้นรูปทองให้แข็งแรงแต่สวมใส่สบาย รวมถึงการขัดเงาพื้นผิวโลหะซึ่งล้วนต้องอาศัยความละเอียดระดับสูง โดยเฉพาะในรุ่นที่ประดับเพชร ที่ใช้การฝังแบบ Pavé (เทคนิคการฝังเพชรเม็ดเล็กจำนวนมากให้เรียงชิดกัน) บนพื้นผิวโค้ง โดยยังคงจังหวะของสกรูให้เด่นชัดไม่ถูกกลบ

แนวคิดของ LOVE ยังถูกต่อยอดไปยังแหวน สร้อยคอ และต่างหู โดยยึดโครงสร้างวงรีและรายละเอียดสกรูอันเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกว่าความรักในแบบ Cartier ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำพูด เพราะความหมายถูกฝังอยู่ในดีไซน์นั่นเอง

THE BEGINNING OF FOREVER

Tiffany & Co. ก่อตั้งขึ้นในปี 1837 ในนครนิวยอร์ก โดย Charles Lewis Tiffany ผู้ซึ่งไม่ได้มองเครื่องประดับเป็นเพียงสินค้าหรู แต่เป็นวัตถุที่ต้องมีความหมายทางศีลธรรมและความเชื่อถือ

ในยุคที่ร้านค้าจำนวนมากยังต่อรองราคาได้และยังไม่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า ชาร์ลส์เลือกเดินในทิศทางตรงข้าม เขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด “Fixed Price” หรือการตั้งราคาที่ชัดเจนและเท่าเทียม สำหรับลูกค้าทุกคน แนวคิดนี้นอกจากยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์แล้ว ยังถ่ายทอดมุมมองของเขาที่ว่าความสัมพันธ์ที่ดีต้องตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์และความชัดเจน ซึ่งต่อมากลายเป็นแก่นของการเล่าเรื่อง “ความรัก” ในแบบ Tiffany

ชาร์ลส์ยังผลักดันมาตรฐานคุณภาพในโลกอัญมณีอย่างจริงจัง โดยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐาน
เงินสเตอร์ลิงของสหรัฐอเมริกา (925 Sterling Silver) และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและการคัดเลือกเพชร
อย่างเข้มงวด ซึ่งหล่อหลอมภาพลักษณ์ของ Tiffany ให้เป็นแบรนด์ที่คู่ควรกับช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น
การหมั้นหมาย การแต่งงาน หรือการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1886 เมื่อ Tiffany เปิดตัว Tiffany Setting แหวนหมั้นที่ยกเพชรให้ลอยเด่นเหนือวงแหวนด้วยหนามเตยหกจุด เพื่อเปิดรับแสงจากทุกทิศทาง การออกแบบนี้เป็นทั้งนวัตกรรมเชิงช่างและทำให้เพชรกลายเป็นดาวเด่น ในฐานะตัวแทนของคำสัญญาระหว่างคนรัก กลายเป็นดีไซน์ของแหวนหมั้นในยุคโมเดิร์นที่คู่รักทั่วโลกยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

รายละเอียดของ Tiffany Setting ต้องอาศัยความแม่นยำสูง ตั้งแต่การคัดเลือกเพชร การจัดตำแหน่งหนามเตยให้สมดุล ไปจนถึงสัดส่วนของตัวเรือนที่ต้องรองรับเพชรอย่างมั่นคงโดยไม่บดบังแสง ความพิถีพิถันนี้สะท้อนปรัชญาที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่ว่า “ความรักคือการเริ่มต้นที่ต้องตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ”

แนวคิดดังกล่าวยังขยายต่อมาสู่คอลเล็คชั่นร่วมสมัยอย่าง Tiffany Knot คอลเล็คชั่นปี 1889 ที่นำสัญลักษณ์โบมานำเสนอในเครื่องประดับสมัยใหม่ สื่อถึงความเชื่อมโยงและสายสัมพันธ์ที่ไม่สิ้นสุดระหว่างคนรักกับคนสำคัญในชีวิต โดยวิธีการทำนั้น ช่างจะใช้การดัดเส้นโลหะผ่านเทคนิคพิเศษให้ไขว้เกี่ยวกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรง แต่ยังคงความอ่อนช้อย

นอกจากนี้ Tiffany & Co. ยังมีคอลเล็คชั่นเกี่ยวกับ “ความรัก” ที่ไม่ใช่แค่ Engagement Ring เท่านั้น
แต่ยังขยายไปสู่หลายคอลเล็คชั่นที่สื่อถึงความรัก ความผูกพัน และการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตคู่ เช่น Tiffany True,
Tiffany Harmony, Tiffany Soleste, Tiffany Novo โดยคอลเล็คชั่นเหล่านี้ยังวางขายอยู่ทุกปี และมีรุ่นใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในแต่ละซีซั่นให้เข้ากับรสนิยมที่แตกต่างกันของคู่รักยุคปัจจุบัน

BORN FROM LOVE

จะมีแบรนด์ไหนที่เชื่อมโยงเรื่องราวของความรักไปได้มากกว่า Van Cleef & Arpels ที่ถือกำเนิดจากงานวิวาห์ของ Alfred Van Cleef และ Estelle Arpels ในปี 1895

Alfred Van Cleef เติบโตมาในครอบครัวที่ทำงานด้านอัญมณีและการเจียระไน จึงมีความเข้าใจในอัญมณี
อย่างลึกซึ้งตั้งแต่พื้นฐาน ขณะที่ Estelle Arpels และพี่ชายของเธอ ได้แก่ Charles, Julien และ Louis
Arpels นำความเชี่ยวชาญด้านคอนเน็กชั่นการค้าและรสนิยมของชนชั้นสูงเข้ามาเสริม จนกลายเป็นรากฐาน
ที่แข็งแรงทั้งในเชิงศิลป์และธุรกิจ

ในปี 1906 Van Cleef & Arpels เปิดบูติกแห่งแรกที่ 22 Place Vendôme ย่านจิวเวลรี่อันหรูหราที่สำคัญ
ที่สุดของปารีส สะท้อนให้เห็นจุดยืนของเมซงในการเป็นจิวเวลรี่ชั้นสูงตั้งแต่เริ่มต้น โดยมุ่งสร้างสรรค์ผลงานสำหรับ“ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือความสัมพันธ์ที่มีความหมายเป็นพิเศษ เครื่องประดับของ Van Cleef & Arpels จึงมักถูกออกแบบขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเรื่องราวในชีวิตของผู้คน ตั้งแต่คู่รักระดับราชวงศ์ ไปจนถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เช่น ดยุกและดัชเชสแห่งวินเซอร์ เจ้าชายเรนีเยร์และเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก

ภายใต้มุมมองของ Alfred Van Cleef ความรักถูกถ่ายทอดอย่างละเมียดละไมผ่านสัญลักษณ์ ธรรมชาติและโชคชะตา แนวคิดนี้เด่นชัดในคอลเล็คชั่นไอคอนิกอย่าง Alhambra ที่เปิดตัวในปี 1968 ด้วยโมทีฟโคลเวอร์สี่ใบ ตัวแทนความโชคดี ความหวัง และการเดินทางร่วมกันของชีวิต มากกว่าความโรแมนติกแบบฉาบฉวย

Alhambra จึงกลายเป็นเครื่องประดับที่ผู้สวมใส่สามารถผูกความหมายส่วนตัวของตนเองเข้าไปได้ในทุกช่วงชีวิตในเชิงงานช่าง Van Cleef & Arpels โดดเด่นด้วยความประณีตที่ “ไม่อวดตัว” ตั้งแต่การขัดผิวพลอยให้เรียบเนียนราวผ้าไหม การจัดจังหวะลูกปัดทองรอบขอบอย่างสมดุล ไปจนถึงเทคนิคเอกสิทธิ์อย่าง Mystery Set™ ซึ่งจัดวางอัญมณีให้แนบชิดโดยไม่เห็นหนามเตยโลหะ เทคนิคนี้ต้องอาศัยความชำนาญสูงและเวลาที่ยาวนาน เปรียบเสมือนความสัมพันธ์ที่งดงามได้จากความเข้าใจและการทำงานร่วมกัน

แนวคิดเรื่องความรักยังถูกขยายไปสู่โลกของเวลาผ่านนาฬิกาในซีรีส์ Love Stories – Poetry of Time ที่ใช้กลไกและการเคลื่อนไหวเป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่คู่รักใช้ร่วมกัน ตอกย้ำแนวคิดของ Van Cleef & Arpels ที่เชื่อว่าความรักไม่ใช่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่คือการเดินทางที่ดำเนินไปพร้อมจังหวะของชีวิต




ศิลปะแห่งการสวมใส่: เจาะดีเทล BTS x Songzio บนเวที Arirang

เมื่อคอสตูมคัมแบค Arirang ของ BTS กลายเป็นบทกวีแห่งเกราะและตัวตน

การกลับมาของ BTS ในโชว์ Arirang ไม่ใช่แค่การคัมแบคทางดนตรี แต่คือ “performance art” ที่รวมแฟชั่น ประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะชุดจาก Songzio ที่ถูกนิยามว่าเป็น “Lyrical Armor” หรือชุดเกราะที่ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันร่างกาย แต่ปกป้องตัวตนและจิตวิญญาณ 

ดีไซน์ทั้งหมดหยิบแรงบันดาลใจจาก ฮันบก และชุดเกราะยุคโชซอน ผสานกับซิลูเอต avant-garde แบบประติมากรรม สร้างภาพของ “ฮีโร่” โดยสมาชิกแต่ละคนได้สวมใส่ชุดที่แตกต่างกันไป เพื่อแสดงถึงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว

RM — The Hero

เริ่มต้นด้วยลุคของ RM ที่สื่อถึงความเป็นผู้นำที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้ด้วยตัวเอง โครงชุดช่วงไหล่ที่ชัดและแข็งแรงทำให้ภาพรวมดูมั่นคง เหมือนเกราะที่ไม่ได้มีไว้แค่ป้องกัน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบที่เขาถืออยู่ตลอดเวลา เป็นความเท่ที่ไม่ได้เบาสบาย แต่เต็มไปด้วยน้ำหนักและความหมาย

Jin — The Artist

ในขณะที่ภาพรวมของคอลเลกชันมีความแข็งแรง ลุคของ Jin กลับโดดเด่นด้วยความนุ่มนวล เสื้อผ้ามีความพลิ้วและเส้นสายที่โค้งมน ทำให้ดูสบายตาและมีความละมุน เป็นเหมือนตัวแทนของความงามที่ยังคงอยู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่จริงจังและหนักแน่น

Suga — The Architect

คอสตูมของ Suga เต็มไปด้วยเส้นสายที่คมและแม่นยำ การจัดวางเลเยอร์ดูเหมือนผ่านการคำนวณมาอย่างละเอียด ราวกับพิมพ์เขียวของสถาปัตยกรรมที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นแฟชั่น ซิลลูเอตที่ออกมาไม่ได้เน้นการเคลื่อนไหว แต่เน้นความแข็งแรงของรูปทรง

J-Hope — The Sound Man

ลุคของ J-Hope เต็มไปด้วยพลังและความเคลื่อนไหว ดีเทลของชุดมีมิติที่ขยับตามร่างกาย ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวดูมีชีวิตและจังหวะ เป็นลุคที่ให้ความรู้สึกสนุก มีพลัง และสะท้อนตัวตนที่เปี่ยมไปด้วยเอเนอร์จี้ได้อย่างชัดเจน

Jimin — The Poet

สำหรับ Jimin ลุคของเขาให้ความรู้สึกเบา ละเอียด และลื่นไหล เสื้อผ้าดูพลิ้วเหมือนไร้น้ำหนัก สร้างบรรยากาศที่นุ่มนวลและชวนให้รู้สึกตาม เป็นความโดดเด่นที่ไม่ได้มาจากความชัดเจนของรูปทรง แต่เกิดจากอารมณ์ที่ค่อย ๆ ถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

V — The Seonbi

ขณะที่ลุคของ V มีความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความสง่างาม ซิลลูเอตที่นิ่งและเส้นสายที่สะอาดตา ทำให้ภาพรวมดูสุขุมและมีระดับ เป็นสไตล์ที่ไม่ต้องมีรายละเอียดมาก แต่ยังคงให้ความรู้สึกทรงพลังและน่าค้นหา

Jungkook — The Vanguard

ลุคของ Jungkook เน้นความคล่องตัวและความทันสมัย เสื้อผ้าดูทะมัดทะแมงและพร้อมเคลื่อนไหวตลอดเวลา สะท้อนภาพของพลังคนรุ่นใหม่ที่กล้าก้าวไปข้างหน้า เป็นความเท่ที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ


พญ.อัญธิกา ทิพรักษ์ SYM Clinic

เจาะเทรนด์โปรแกรมร้อยไหม ทางเลือกยกกระชับปรับรูปหน้า by พญ.อัญธิกา ทิพรักษ์ SYM Clinic

การยกกระชับปรับรูปหน้าด้วยการร้อยไหมยังคงเป็นเทรนด์ความงามที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและปัญหาของแต่ละบุคคล Exclusive Talk ครั้งนี้ แพรว จึงพาไปพูดคุยกับ ‘คุณหมออิ๋ว – พญ.อัญธิกา ทิพรักษ์’ (ว.42200)  แห่ง SYM Clinic ซึ่งปีที่ผ่านมาคว้ารางวัล ICONIC THREAD CARE TECHNIQUE SPECIALIST จากโปรเจ็กต์งานประกาศรางวัลความงามแห่งปี Praew Iconic Beauty 2025 ที่จะมาแชร์ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมร้อยไหมให้ทุกคนได้เข้าใจยิ่งขึ้นก่อนตัดสินใจทำสวยกันค่ะ  

พญ.อัญธิกา ทิพรักษ์ SYM Clinic

เทรนด์ยกกระชับปรับรูปหน้าปี 2026

“การยกกระชับใบหน้าในปัจจุบันมีหลากหลายวิธีการ สำหรับส่วนตัวหมอเอง หลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกคือกลุ่มเครื่องยกกระชับ ที่เน้นการยกกระชับแบบคงสภาพสัดส่วน หรือโครงหน้าเดิมไว้ ซึ่งมีเครื่องมือหลากหลาย ขึ้นอยู่กับปัญหาว่าเกิดขึ้นที่ผิวชั้นไหนมากที่สุด เพื่อช่วยให้เนื้อผิวคงสภาพความแน่นกระชับไว้ พร้อมบำรุงรักษาสภาพผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ถือว่ามีเครื่องมือเข้ามาหลากหลายมากๆ ซึ่งสามารถเจาะจงปัญหาและชั้นผิวได้ดีขึ้น

“อีกแนวทางคือการโฟกัสไปที่การปรับสัดส่วนของรูปทรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนเดิมที่เราไม่ชอบ หรือสัดส่วนที่ทำให้หน้าดูมีอายุ เช่น ร่องแก้ม กระเปาะแก้มล่างที่ห้อย ยกตัวอย่างคนไทยที่อายุน้อยจะไม่ค่อยชอบโหนกแก้มใหญ่ อาจใช้การดึงและการเติมโวลุ่มเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษา ซึ่งนั่นก็คือการร้อยไหมและการใช้สารเติมเต็ม

“โดยเทรนด์ปัจจุบันมีแนวโน้มใช้การผสมผสานเป็นหลัก โดยผสมผสานเทคนิคการรักษา เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของแต่ละบุคคล และมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งจะไม่ได้เจาะจงว่าอะไรดีที่สุด แต่จะกลับมามองว่าสิ่งที่ต้องการคือแบบไหน บวกกับการประเมินและวิเคราะห์สาเหตุตามโครงสร้างของชั้นผิว แล้วจึงเลือกวิธีการรักษาที่ตรงจุดและตอบโจทย์ค่ะ”

พญ.อัญธิกา ทิพรักษ์ SYM Clinic

โปรแกรมร้อยไหมตอบโจทย์ยกกระชับปรับรูปหน้า

“SYM Clinic มีคอนเซ็ปต์ในการยกกระชับปรับรูปหน้าคือการลำดับที่ชัดเจน ตั้งแต่การเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการว่าอยากแก้ปัญหาอะไร อยากได้แบบไหน เพราะคำว่ายกกระชับปรับรูปหน้ามันกว้างมาก จึงต้องเจาะลึกไปถึงโครงหน้าแบบที่ชอบ สัดส่วนที่ต้องการ และสไตล์ เช่น ต้องการดูเก๋ ดูเฉี่ยว ดูเด็ก ดูภูมิฐานตามวัย ดูเกาหลี ดูจีน เป็นต้น ซึ่งหมอมองว่าเรื่องนี้เป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหากไม่เข้าใจความต้องการจริงๆ ของผู้รับบริการ ก็อาจเลือกการรักษาไม่ตรงจุดตั้งแต่แรก

“สำหรับบริการหลักที่ถือเป็นจุดเด่นของเราคือโปรแกรมร้อยไหม ซึ่งเน้นไปที่การดึงเพื่อปรับสัดส่วนใบหน้า และได้ความตึงกระชับของผิวหน้าชั้นลึก โดยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราคือการออกแบบลักษณะการดึงไว้หลายรูปแบบ เพื่อเจาะในแต่ละส่วนของใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการดึงช่วงหางตา การดึงรัดโหนกแก้ม การดึงหน้าแก้มเพื่อยกร่องแก้ม การดึงกระเปาะแก้มล่าง หรือการดึงเหนียง ซึ่งผู้รับบริการสามารถเลือกจุดที่ต้องการได้ และเลือกรูปทรงหน้าแบบที่ชอบได้ ไม่ใช่การทำออกมาเป็นหน้าบล็อคเดียวกัน

“สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเราใช้ไหมที่มีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับเทคนิคนั้นๆ และเหมาะกับความหนาบางของผิวแต่ละคน เพราะปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดคือดึงแล้วผิวไม่เรียบ เป็นคลื่นๆ ซึ่งเกิดจากการร้อยผิดชั้นผิว โดยการร้อยไหมที่เหมาะสมกับโครงสร้างผิวของแต่ละบุคคลคือการร้อยชิดชั้น SMAS ปัญหารองลงมาคือการเลือกขนาดเส้นไหมใหญ่เกินไป และปัญหาร้อยไหมแล้วอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งสาเหตุเกิดจากเทคนิคการล็อคจุดเกาะไม่แน่น บวกกับคุณภาพของไหมที่เสื่อมเร็ว ทั้งนี้การร้อยไหมที่ดีในกรณีที่เป็นไหมละลายรุ่น 1 ปี ผลลัพธ์ควรจะอยู่ได้อย่างน้อย 6 เดือน หรือตามมาตรฐานคือ 8-12 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและบริเวณที่รักษา”

พญ.อัญธิกา ทิพรักษ์ SYM Clinic

4 โปรแกรมร้อยไหม เพื่อความต้องการที่แตกต่าง

“โปรแกรมร้อยไหมของ SYM Clinic มี 4 โปรแกรมย่อย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและปัญหาที่แตกต่างกันของผู้รับบริการแต่ละคน ดังนี้

“โปรแกรมร้อยไหมรัดโหนกแก้ม เหมาะกับคนที่ต้องการให้โหนกแก้มดูแคบลง และช่วงขมับเต็มขึ้น ใบหน้าดูละมุน หางตาเฉี่ยวขึ้นเล็กน้อย ดูสดใสขึ้น แต่ตาไม่ดุ โปรแกรมนี้ถือว่าได้รับความนิยม เพราะคนไทยส่วนมากไม่ชอบโหนกแก้มใหญ่

“โปรแกรมร้อยไหมหน้าเรียวยก SMAS เหมาะกับคนที่มีเนื้อแก้มที่ตกและคล้อยลงมา ทั้งหน้าแก้มและแก้มช่วงล่างแถวกรอบหน้า การร้อยไหมจะเน้นการยกชั้น SMAS ซึ่งเป็นแนวร้อยเฉพาะที่เราพิจารณาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

“โปรแกรมร้อยไหมยกหางตา เหมาะกับคนที่หางตาตก ดูเศร้า ไม่สดใส ซึ่งปัจจุบันเราออกแบบเทคนิค UpperLift ซึ่งเป็นเทคนิคซ่อนแผล โดยซ่อนรอยในไรผม ทำแล้วสามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำวันต่อได้ทันที สำหรับผลลัพธ์นอกจากจะช่วยยกหางตาแล้ว ยังช่วยให้หน้าดูเรียวขึ้นและรัดโหนกแก้มบางส่วน

“โปรแกรมร้อยไหมจมูก เป็นการร้อยไหมเพิ่มความโด่งของสันจมูก สำหรับคนที่ไม่ต้องการผ่าตัด และต้องการเปลี่ยนไม่เยอะ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้น สามารถไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

“สำหรับหัวใจสำคัญของการร้อยไหมให้ผลลัพธ์ตอบโจทย์และตรงใจ อันดับแรกคือการสื่อสารความต้องการให้ชัดเจน ต่อมาคือการเลือกเทคนิคที่ตอบสนองผลลัพธ์ให้ตรงจุด เพราะการร้อยไหมมีหลากหลายเทคนิค ที่สำคัญมากๆ อีกอย่างคือความสามารถของแพทย์ในการทำเทคนิคนั้นๆ ได้จริงและแม่นยำ เพราะในการร้อยไหม แค่คำนวณองศา หรือชั้นผิวผิดไปนิดเดียว ผลลัพธ์ที่ได้อาจต่างกันเยอะมาก ดังนั้นแพทย์จึงต้องอาศัยความชำนาญและมีการฝึกฝน สำหรับ SYM Clinic เราทำเรื่องนี้มานานกว่า 15 ปี และปัจจุบันเราเพิ่มความแม่นยำมากขึ้นด้วยการใช้อัลตราซาวด์เช็คว่าเส้นไหมที่ร้อยอยู่ในชั้นผิวที่ต้องการหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางบริเวณที่กะความลึกได้ยาก สุดท้ายคือการประเมินแบบองค์รวมตั้งแต่ก่อนการรักษา เพราะการร้อยไหมไม่สามารถช่วยแก้ไขได้ทุกเรื่อง ดังนั้นการวางแผนลำดับขั้นตอนที่ดีจะช่วยให้การยกกระชับปรับรูปหน้าตรงใจผู้รับบริการมากที่สุดค่ะ”


The CHANEL 25 Handbag

CHANEL เปิดตัวแคมเปญใหม่ “The CHANEL 25 Handbag” นำแสดงโดย Margot Robbie

CHANEL เปิดตัวแคมเปญใหม่ “The CHANEL 25 Handbag” นำแสดงโดย Margot Robbie ถ่ายทอดตัวตนผู้หญิงหลากหลายเวอร์ชั่น ผ่านฝีมือผู้กำกับ Michel Gondry

CHANEL เปิดตัวแคมเปญใหม่ “The CHANEL 25 Handbag” นำแสดงโดย Margot Robbie

CHANEL เปิดตัวแคมเปญใหม่สำหรับกระเป๋ารุ่นล่าสุด CHANEL 25 กับภาพยนตร์โฆษณาที่ได้ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส Michel Gondry มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราว นำแสดงโดยนักแสดงและโปรดิวเซอร์สาว Margot Robbie House Ambassador ของแบรนด์ พร้อมการปรากฏตัวพิเศษของนักร้องระดับไอคอน Kylie Minogue ซึ่งเป็นศิลปินที่ Margot Robbie ชื่นชอบมาโดยตลอด

แคมเปญครั้งนี้ถือเป็นการหวนร่วมงานกันอีกครั้งของ Michel Gondry หลังจากเคยกำกับมิวสิกวิดีโอเพลง Come Into My World ของ Kylie Minogue เมื่อปี 2002 ซึ่งกลายเป็นผลงานระดับไอคอน โดยในเวอร์ชั่นใหม่ เขาได้ตีความเรื่องราวในมุมร่วมสมัย ผ่านฉากที่ Margot Robbie เดินอยู่บนถนนในปารีสและได้พบกับตัวเองในหลากหลายเวอร์ชั่น แต่ละลุคถือกระเป๋า CHANEL 25 ในสไตล์ที่แตกต่างกัน สื่อถึงตัวตนที่หลากหลายของผู้หญิงยุคใหม่

เพื่อเป็นการอ้างอิงถึงมิวสิกวิดีโอในอดีต Kylie Minogue ยังปรากฏตัวแบบ cameo ในฉากที่มีบรรยากาศคล้ายย่านปารีส เพิ่มความสนุกและกลิ่นอายป๊อปให้กับภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้

นอกจากภาพยนตร์ แคมเปญยังมาพร้อมภาพถ่ายโดยช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง Craig McDean ซึ่งถ่ายทอด Margot Robbie ในหลากหลายลุค ทั้งสไตล์เรียบหรูและลุคแคชชวล เพื่อสะท้อนแนวคิดของกระเป๋าที่สามารถเข้ากับทุกบทบาทของผู้หญิงที่ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

กระเป๋า CHANEL 25 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2025 โดยหยิบแรงบันดาลใจจากเลขศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมนำโค้ดคลาสสิคของ CHANEL มาตีความใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหนังควิลต์ โซ่ร้อยหนัง และโลโก้ Double C ดีไซน์มาในทรงโฮโบที่นุ่มและใช้งานง่าย พร้อมกระเป๋าซิกเนเจอร์สองช่อง และมีให้เลือกถึง 4 ขนาด

ในแคมเปญนี้ยังเน้นรุ่น CHANEL 25 Mini ซึ่งมาในพาเลตต์สีหลากหลาย ทั้งสีดำ ขาว เบจ ส้มเข้ม น้ำตาล ชมพู เขียว น้ำเงิน เบอร์กันดี รวมถึงแบบทูโทน และมีให้เลือกหลายวัสดุ ตั้งแต่หนังลูกวัวเรียบ หนังเกรน หนังย่น หนังเงา ผ้าแคนวาส ไปจนถึงเดนิม สะท้อนความสง่างามแบบ effortless ที่ใช้งานได้จริงในทุกวัน


EssilorLuxottica เผยโฉมคอลเล็คชั่นแว่นตา SS26 ยุคใหม่ สะท้อนสไตล์และตัวตน

EssilorLuxottica เปิดตัวคอลเล็คชั่นแว่นตาประจำฤดูกาล Spring/Summer 2026 อย่างเป็นทางการ นำเสนอชุดการออกแบบที่สะท้อนความร่วมสมัย ความเป็นตัวของตัวเอง และความสง่างามแบบ effortless ได้อย่างลงตัว

โดยประกอบด้วยแว่นกันแดดและแว่นสายตาจากแบรนด์ Ray-Ban, Oakley, Oliver Peoples, Vogue Eyewear, Burberry, Coach, Emporio Armani, Miu Miu, Prada และ Versace คอลเล็กชั่นนี้โดดเด่นด้วยการผสานแรงบันดาลใจจากอดีตเข้ากับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ ถ่ายทอดออกมาเป็นดีไซน์ที่สวมใส่ง่าย และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีสไตล์

EssilorLuxottica เผยโฉมคอลเล็คชั่นแว่นตา SS26 ยุคใหม่ สะท้อนสไตล์และตัวตน

โดยในคอลเล็คชั่นนี้นำเสนอ 3 เทรนด์หลักที่กำหนดทิศทางของการออกแบบ ได้แก่ Droopy Curves, Pilot Craze และ Intellectual Rounds ซึ่งสะท้อนมุมมองใหม่ของรูปทรงแว่นตาในแบบที่ทั้งร่วมสมัยและใช้งานได้จริง

Oakley OO4065, Oliver Peoples OV5616SU and Prada PR D10S

1. Droopy Curves: ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 70s โดดเด่นด้วยกรอบทรงโค้งมนที่มีมุมลาดลงอย่างเป็นธรรมชาติ สะท้อนความพลิ้วไหวแบบ organic silhouette สร้างลุคที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างามอย่างมีเอกลักษณ์

Oliver Peoples OV5581U, Ray-Ban RX6550 and Coach HC7190

2. Pilot Craze: การกลับมาของแว่นทรงนักบิน ในฐานะไอเท็มคลาสสิกที่ใส่ง่ายในทุกวัน ผสานกลิ่นอายวินเทจเข้ากับความมั่นใจแบบร่วมสมัย พร้อมความเป็น gender-neutral ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

Miu Miu MUB11SU, Versace VE1320 and Oliver Peoples OV1376S

3. Intellectual Rounds: กรอบแว่นทรงกลมที่สะท้อนลุค “Librarian Chic” ด้วยการผสมผสานความเนี้ยบแบบ preppy เข้ากับวัสดุสไตล์เรโทร เช่น ลาย Havana โทนน้ำผึ้ง และโลหะคลาสสิก เสริมภาพลักษณ์ที่ดูฉลาด สุขุม และมีสไตล์

นอกจากดีไซน์แล้ว โทนสียังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของคอลเล็กชั่นนี้ โดย EssilorLuxottica คัดสรรพาเล็ตสีที่ช่วยเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบ ได้แก่

Oakley OO9529, Miu Miu MUB52S and Prada PR D03SD 

1. Midnight Darks: ทางเลือกใหม่ของสีดำ ด้วยเฉดสีเข้มลุ่มลึกอย่าง plum และ red wine ที่ให้ความรู้สึกสงบ หรูหรา และมีมิติ

Emporio Armani EA4270F, Coach HC8456D and Ray-Ban RX5453D

2. Calming Tones: โทนสีอ่อนละมุน เช่น butter yellow และ blue haze ที่สร้างความรู้สึกเบาสบายและสมดุล

Ray-Ban RX2223VF, Miu Miu MUB11SU and Prada PR C08S  

3. Mineral Striation: เฉดสีน้ำตาลและเขียวที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายของหินธรรมชาติ ถ่ายทอดความเป็น organic และ fluid

Burberry BE3169, Miu Miu MUB53S and Ray-Ban RB3925

4. Expressive Lenses: เลนส์สีแบบไล่เฉด (gradient) และ soft tint ที่เปลี่ยนแว่นตาจากเพียงอุปกรณ์ปกป้องสายตา สู่ไอเท็มแฟชั่นที่สะท้อนตัวตน โดยเฉพาะเฉด mustard yellow ที่โดดเด่นเป็นพิเศษในคอลเล็กชั่นนี้

คอลเล็กชั่น Spring/Summer 2026 จาก EssilorLuxottica จึงไม่ใช่เพียงแค่แว่นตาแต่คือการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม ดีไซน์ และสไตล์ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกถึงตัวตนอย่างอิสระ พร้อมคงไว้ซึ่งความคลาสสิกที่อยู่เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง


แฟชั่นเซ็ตพิเศษของ ‘ตั้ว – คณิศร และ เป็นต่อ – จีรภัทร’ 

#PraewDigitalCoverxTouPentor เสิร์ฟแฟชั่นเซ็ตพิเศษของ ‘ตั้ว-คณิศร และ เป็นต่อ-จีรภัทร’ นักแสดงจากซีรีส์เรื่อง ‘ใครในกระจก’  ให้แฟนๆ หายคิดถึง

  • Digital Editor : Minim
  • ช่างภาพ : Vorason Dvi-vardhana
  • สไตลิสต์ : Akaphol Ruthaiyanont
  • ชุด @dolcegabbana
  • เครื่องประดับ @apmmonaco @pacificagroup
  • รองเท้า @camper_thailand
  • Makeup & Hair : ติยานนท์ คำถวาย

SASOM เดินหน้าสร้าง Fashion Creator Ecosystem เปิดตัว Affiliate Program

SASOM แพลตฟอร์มรวมสินค้าแฟชั่นและของสะสมของแท้ ประกาศเปิดตัว SASOM Affiliate Program (SAP) อย่างเป็นทางการ เดินหน้าสร้าง Fashion Creator Ecosystem ที่เชื่อมต่อ Creator ผู้บริโภค และตลาดแฟชั่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ พร้อมวางรากฐานระยะยาวในการขับเคลื่อน Creator Economy ควบคู่ไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าสะสมในประเทศไทย

การเปิดตัวโปรแกรมครั้งนี้สะท้อนทิศทางเชิงกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการยกระดับบทบาทของ Creator จากผู้โปรโมตสินค้า ไปสู่ “พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ” ที่มีส่วนร่วมโดยตรงในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มและคอมมูนิตี้ โดยตั้งเป้าหมายมี Creator เข้าร่วมมากกว่า 5,000 ราย และคาดว่าโปรแกรมจะช่วยเพิ่มยอดขายรวมของแพลตฟอร์มได้ไม่น้อยกว่า 20% ภายในไตรมาสแรกของการดำเนินงาน พร้อมเปิดโอกาสให้ Creator ทุกระดับสามารถสร้างรายได้จากคอนเทนต์ในสไตล์ของตนเอง ผ่านการแชร์ลิงก์สินค้าและรับค่าคอมมิชชันจากยอดขายจริง ภายใต้โครงสร้างที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเติบโตได้ในระยะยาว

กษิต งานทวี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SASOM เปิดเผยว่า “เราเชื่อว่า Creator คือกลไกสำคัญของการตัดสินใจซื้อในยุคดิจิทัล และเป็นพลังขับเคลื่อน Brand Trust ที่ทรงอิทธิพลที่สุด SASOM Affiliate Program (SAP) จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อผลลัพธ์ระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ Creator สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จากคอนเทนต์ที่สะท้อนตัวตนจริง โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเป็นตัวเอง ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มก็สามารถขยายฐานผู้ใช้งานและสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ”

จุดแข็งของโปรแกรมอยู่ที่การรวมสินค้า Street Fashion, Luxury และ Collectibles ไว้ในที่เดียว พร้อมระบบตรวจสอบของแท้ก่อนจัดส่ง ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในตลาด สินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังช่วยให้ค่าคอมมิชชันต่อออเดอร์อยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์ม Affiliate ทั่วไป สร้างแรงจูงใจเชิงธุรกิจที่ชัดเจนแก่ Creator

นอกจากนี้ SASOM ยังพัฒนา SASOM Video Feed เพื่อเพิ่ม Traffic ภายในแพลตฟอร์มและเปิดพื้นที่ให้ Creator ถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งาน รีวิวสินค้า และไลฟ์สไตล์ผ่านวิดีโอโดยตรงบนแอป ซึ่งเป็นการเสริมโครงสร้าง Content-to-Commerce ให้ครบวงจร และช่วยสร้างยอดขายแบบต่อเนื่องในระยะยาวมากกว่าการทำแคมเปญระยะสั้น

ผู้เข้าร่วมโปรแกรมจะได้รับ Affiliate Link ส่วนตัว พร้อม Dashboard สำหรับติดตามยอดคลิก ยอดขาย และค่าคอมมิชชันแบบเรียลไทม์ รวมถึงโอกาสเข้าร่วมแคมเปญเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ในอนาคต โดย Creator ที่มีผลงานโดดเด่นจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งด้านสินค้า การทำคอนเทนต์ และกิจกรรมร่วมกับแบรนด์ เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบ Win-Win ระหว่างแพลตฟอร์มและคอมมูนิตี้

การเปิดตัว SASOM Affiliate Program ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการตลาด แต่เป็นการวางโครงสร้างเศรษฐกิจ Creator บนแพลตฟอร์มแฟชั่นที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ความโปร่งใส และการเติบโตไปพร้อมชุมชน สะท้อนวิสัยทัศน์ของ SASOM ในการยกระดับตลาดแฟชั่นไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ในระดับภูมิภาค พร้อมสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรงในระยะยาว


Madame Louise

Madame Louise เปิดตัว 2 ไอเท็ม ดูแลผิวครบทั้งภายในและภายนอก

Madame Louise เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ไอเท็ม ได้แก่ Liquid Collagen Dietary Supplement คอลลาเจนชนิดน้ำ และ Snow Lotus Duo Collagen Ampoule แอมพูลสูตรกลางวัน–กลางคืน ภายใต้แนวคิดการสร้างรูทีน self-care ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

Madame Louise เปิดตัว 2 ไอเท็มคอลลาเจนใหม่ ดูแลผิวครบทั้งภายในและภายนอก เพื่อผิวอิ่มฟู แข็งแรง ดูอ่อนเยาว์ตลอดวัน

Liquid Collagen Dietary Supplement มาในรูปแบบซองพร้อมรับประทาน รสลิ้นจี่ พกพาสะดวก พร้อมส่วนผสมอย่าง Nippi Collagen จากประเทศญี่ปุ่น, KireiCera® เซราไมด์จากจมูกข้าว, Vitamin C รวมถึงสารสกัดจาก Superberry, White Jelly Fungus และ Acerola Cherry ที่เป็นส่วนหนึ่งของสูตร

ฟื้นฟูผิวด้วย Snow Lotus Duo Collagen Ampoule สูตร Day & Night

ขณะที่ Snow Lotus Duo Collagen Ampoule มาในรูปแบบแอมพูล 2 สูตรในกล่องเดียว แบ่งเป็น Day Ampoule และ Night Ampoule ภายใต้แนวคิด 24-Hour Intelligent Skin System ที่ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละช่วงเวลา โดย Day Ampoule มาพร้อมส่วนผสมอย่าง Snow Lotus, Ceramide และ Hyaluronic Acid ส่วน Night Ampoule ผสานเทคโนโลยี Lactosome 55 รวมถึง Phyto DNA Rose, Collagen และ Hyaluronic Acid

ดูแลผิวแบบครบขั้นตอน เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า

ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการให้การดูแลตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผ่านผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม beauty & self-care ที่เน้นความสะดวก ใช้ง่าย และเข้ากับรูทีนในทุกวัน


Beauty and the Bag

Gucci เปิดตัวแคมเปญ Beauty and the Bag กับ Kate Moss และ Emily Ratajkowski

Beauty and the Bag: Gucci เปิดตัวแคมเปญใหม่ นำแสดงโดย Kate Moss และ Emily Ratajkowski ถ่ายทอดเสน่ห์เหนือกาลเวลาของกระเป๋าไอคอนิกของเมซง

Gucci เปิดตัวแคมเปญ Beauty and the Bag กับ Kate Moss และ Emily Ratajkowski

Gucci เผยโฉมแคมเปญล่าสุดที่สะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างผู้หญิงกับกระเป๋าใบโปรด ผ่านแนวคิดที่ว่ากระเป๋าไม่ได้เป็นเพียงแอ็กเซสซอรี แต่คือสิ่งที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกส่วนตัว และเมื่อมันกลายเป็นของชิ้นสำคัญ ก็ยากที่จะละสายตาหรือหยุดคิดถึงได้

แคมเปญครั้งนี้ได้สองไอคอนแห่งวงการแฟชั่นอย่าง Kate Moss และ Emily Ratajkowski มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของกระเป๋ารุ่นใหม่ของเมซง โดย Kate Moss ปรากฏตัวพร้อมกระเป๋า Gucci Borsetto ขณะที่ Emily Ratajkowski มาพร้อม Gucci Giglio สองดีไซน์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ผ่านรูปทรงคลาสสิกและวัสดุอันเป็นซิกเนเจอร์

ภาพแคมเปญถ่ายโดยดูโอช่างภาพระดับตำนาน Mert Alas และ Marcus Piggott ที่เน้นถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับกระเป๋าในมุมมองที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดย Borsetto มาในวัสดุ GG Canvas, หนังกลับสีน้ำตาล และหนังสีดำ ส่วน Giglio ปรากฏในโทนสีน้ำตาลเข้ม สีดำ และ GG Canvas คลาสสิก

ลุคทั้งหมดถูกสไตลิ่งด้วยเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีจาก Gucci ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของกระเป๋าแต่ละใบ ตั้งแต่ลุคมินิมอลไปจนถึงลุคที่เต็มไปด้วยลาย GG อย่างโดดเด่น สะท้อนตัวตนของผู้หญิงแต่ละคนผ่านรายละเอียดที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ แคมเปญยังถูกต่อยอดในรูปแบบวิดีโอที่กำกับโดย Bardia Zeinali ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวในบรรยากาศเหนือจริง กระเป๋า Gucci ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับความหลงใหลที่เพิ่มพูนไม่สิ้นสุด จนกลายเป็นภาพฝันที่รายล้อมตัวละครหลักอยู่ตลอดเวลา

แคมเปญนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของกระเป๋า Gucci ในตู้เสื้อผ้าของผู้หญิงยุคใหม่ ผ่านการนำเสนอวัสดุ รูปทรง และพื้นผิวที่ปรากฏซ้ำในทุกภาพและทุกเฟรม ก่อนจะพาผู้ชมกลับมาสู่จุดศูนย์กลางเดียวกัน นั่นคือกระเป๋าใบโปรดที่กลายเป็นหัวใจของทุกลุคอย่างแท้จริง


Credits 

Artistic Director: Demna

Photographers Endorsed: Mert & Marcus

Director: Bardia Zeinali

Stylist: Dogukan Nesanir

Make Up: Sam Visser

Hair: Cyndia Harvey

Talents: Kate Moss, Emily Ratajkowski

Primus Group เปิด Zeekr House แฟลกชิปใหม่ ย่านราชพฤกษ์  

Primus Group แรงไม่หยุด! รับอานิสงค์ตลาดรถ EV บูม ดันยอดรายได้ TOAVH พุ่งแตะ 12,000 ล้านบาท เร่งเสริมทัพขยายเครือข่ายธุริจ ทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท เปิด Zeekr House Primus แฟลกชิฟใหม่ ย่านราชพฤกษ์  พร้อมเปิดเกมรุกตลาดภาคเหนือ เตรียมผุดโชว์รูมเพิ่มในเชียงใหม่ ขยายกลุ่มลูกค้ารถ EV พรีเมี่ยม

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตเพียงเล็กน้อย ส่งผลทำให้ธุรกิจหลายภาคส่วนชะลอ อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การเร่งตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ของภาครัฐ ประกอบกับกลยุทธ์ทางการตลาดของ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างหลากหลาย และมีระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมากกว่า 74%

เช่นเดียวกับ Primus Group ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยอดขายอันดับ 1 ในหลายแบรนด์ที่บริษัทดูแล โดยในปี 2568 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 5,321 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มียอดขายรวม 3,211 คัน ส่งผลทำให้ TOAVH เติบโตกว่า 20% และมีรายได้รวมกว่า 12,000 ล้านบาท โดยมีธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์เป็นกลุ่มหลัก ที่มีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด

ด้วยการเติบโตของธุรกิจกลุ่มดีลเลอร์รถยนต์ สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง ตลอดจนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อ Primus Group ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการบริการระดับพรีเมียมแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า “Top of Mind Brand”

ล่าสุด Primus Group ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด Zeekr House Primus โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ของ Zeekr แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก โดยโชว์รูมแห่งนี้ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน CI ใหม่ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิดโชว์รูมระดับพรีเมียม–ลักชูรี ที่ผสานความหรูหรา ทันสมัย  และฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการที่ครอบคลุมทั้งด้านการจำหน่ายและบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า

นอกจากนี้ เพื่อการรองรับการเติบโตของตลาดรถ EV ในอนาคต ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของ Primus Group ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย Primus Group ได้รับความไว้วางใจจาก ZEEKR ประเทศไทย แต่งตั้งให้เป็นดีลเลอร์ Zeekr อย่างเป็นทางการ เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีแผนเปิด Zeekr House Primus สาขาเชียงใหม่อีก 1 แห่ง ภายในเดือนสิงหาคมศกนี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group กล่าวว่า Primus Group ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ การให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) การมีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและเลือกซื้อรถยนต์ การส่งมอบรถยนต์ ไปจนถึงการดูแลบริการหลังการขาย รวมทั้งงานซ่อมสีและตัวถัง  เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้วยหลักการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้ Primus Group ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านรางวัลความพึงพอใจของลูกค้า และรางวัลยอดขายอันดับ 1 จากหลายแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้แทนจำหน่าย สะท้อนถึงมาตรฐานการให้บริการระดับสูง และศักยภาพของทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ โดยแนวทางดังกล่าว จะนำมาใช้ในการบริหารงานและพัฒนา Zeekr House Primus ให้มีศักยภาพด้านบริการสูงสุดสำหรับลูกค้า Zeekr ด้วยเช่นกัน

Zeekr House Primus เป็นโชว์รูม Flagship แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ เป็นทำเลที่ตั้งสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ด้วยพื้นที่ใช้งานกว่า 2 ไร่ ภายในได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ Zeekr อย่างชัดเจน ด้านหน้าเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ Zeekr ครบทุกรุ่น ทุกแบบกว่า 6 คัน พร้อมโซนรับรองลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟ และบริการให้คำปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ ทั้งมีบริการอาหารว่าง-เครื่องดื่มที่เลือกสรรสำหรับลูกค้าคนสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง เหนือระดับ และตอบโจทย์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการส่งมอบรถยนต์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้าในช่วงเวลาสำคัญของการรับมอบรถยนต์ และการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Primus Group

ด้านศูนย์บริการหลังการขาย Zeekr House Primus ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งงานตรวจเช็ก ซ่อมแซม บำรุงรักษา รวมถึงงานซ่อมสีและตัวถัง ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสูง โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ Zeekr พร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีช่องซ่อมรวม 8 ช่อง รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ถึง 600 คันต่อเดือน

“การเปิด Zeekr House Primus บนถนนราชพฤกษ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเรา ในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านการบริการรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทย พร้อมรองรับการเติบโตของฐานลูกค้า Zeekr ที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

Zeekr House Primus สาขาราชพฤกษ์ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย โดยฝ่ายขาย เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30-18.00 น. และในวันอาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. ส่วนศูนย์บริการ เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.30-17.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 935 1555 หรือ  https://linktr.ee/Zeekr.Primus.Ratchaphruek


อีดงอุค

หล่อเกินต้าน! อีดงอุค เสิร์ฟความสนุก ความอบอุ่นหัวใจ

จบลงอย่างสวยงามและอบอวลด้วยความประทับใจ สำหรับงานแฟนมีตติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “LEE DONG WOOK 2025–2026 FANMEETING TOUR [MY SWEET HOME] in Bangkok 2026” ที่จัดขึ้นโดย CI Showbiz และการสนับสนุน UltraV Thailand ทำเอา BCC Hall เซ็นทรัลลาดพร้าว แทบลุกเป็นไฟจากพลังความรักของแฟน ๆ ชาวไทยที่มารวมตัวกันอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมต้อนรับการกลับมาเยือนประเทศไทยของพระเอกซูเปอร์สตาร์เกาหลี อีดงอุค ในรอบกว่า 9 ปี

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น สมกับคอนเซ็ปต์ “My Sweet Home” ที่เปรียบแฟน ๆ ชาวไทยเป็นบ้านหลังสำคัญของศิลปิน งานเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงบ่ายกับกิจกรรม Mini Talk สุดใกล้ชิดสำหรับผู้โชคดี ก่อนเปิดประตูต้อนรับแฟน ๆ เข้าสู่ฮอลล์ใหญ่ในช่วงเย็น กับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนคลับชาวไทย ที่มาร่วมสร้างความทรงจำแบบสุดฟินตลอดค่ำคืน

เปิดงานด้วยช่วง Welcome Drink ที่พระเอกหนุ่มชวนแฟน ๆ เข้าสู่โหมดเป็นกันเองแบบสุด ๆ พร้อมโชว์สกิลภาษาไทยด้วยประโยคชวนใจละลาย “ไปกินข้าวด้วยกันไหม” ก่อนจะพาเข้าสู่ชาเลนจ์สุดน่ารัก “หมู หมา กา ไก่” ที่ถูกดัดแปลงเป็นเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ หมูปิ้ง ต้มยำ” ซึ่งเจ้าตัวทั้งขำ ทั้งเอ็นจอยแบบสุด ๆ เรียกเสียงหัวเราะจากแฟนคลับได้สนั่นฮอลล์จนหยุดไม่อยู่

ต่อเนื่องด้วยช่วง Home Cinema ที่เจ้าของฉายา “ดวงตาโรแมนติก” ต้องทายภาพดวงตาของตัวเอง จากผลงานซีรีส์ต่าง ๆ งานนี้บอกเลยว่าไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะพระเอกหนุ่มอี ดงอุคตอบถูกครบทุกข้อ สมกับเป็นเจ้าของสายตาที่แฟน ๆ หลงรักทั่วเอเชีย

เข้าสู่ช่วง Multi Room ที่ทำเอาฮอลล์แตกอีกครั้ง เมื่อพระเอกหนุ่มปรากฏตัวใน “ชุดไทย” สุดหล่อจนโดนแซวหนักว่าเหมือนเจ้าบ่าวแห่ขันหมาก เหมาะกับตำแหน่ง “เขยไทย” แบบไม่มีข้อกังขา แถมเจ้าตัวยังดูจะปลื้มลุคนี้เป็นพิเศษอีกด้วย

ความน่ารักยังไม่หมด เมื่อเจ้าตัวโชว์มุมตะมุตะมิผ่านชาเลนจ์เต้นเพลง “ควีโยมิ” พร้อมท่าทางประกอบสุดคิ้วท์ที่ทำเอาแฟนคลับใจละลายกันทั้งฮอลล์ อีกหนึ่งโมเมนต์เรียกรอยยิ้มในช่วงเลือก Post-it จากแฟน ๆ เมื่อมีคำขอ “เลข 3 ตัว” จากพระเอกหนุ่ม ซึ่งเจ้าตัวก็จัดให้แบบไม่กั๊กเป็นเลข “278” ก่อนจะถามกลับแบบขำ ๆ ว่า “เอาไปซื้อหวยใช่มั้ย” พร้อมทิ้งท้ายว่า “ถ้าถูกแบ่งผมด้วยนะ” ทำเอาแฟนคลับหัวเราะกันลั่นแบบหยุดไม่อยู่

และข้อความสุดซึ้งจากอี ดงอุคที่เผยว่า ทุกครั้งที่มาเมืองไทย เขามักได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนคลับเสมอ รู้สึกซาบซึ้งและประทับใจอย่างมาก กับความรักที่ได้รับในครั้งนี้ และปิดท้ายค่ำคืนแห่งความประทับใจ ด้วยความรักจากแฟนคลับชาวไทย ที่ตั้งใจเซอร์ไพรส์ผ่าน VTR สุดซึ้งรวมโมเมนต์อันอบอุ่นพร้อมมอบดอกไม้ เค้ก และตุ๊กตาชุดไทยสุดคิ้วท์ ให้อี ดงอุค ท่ามกลางโปรเจต์ที่แฟนคลับร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความรักอย่างพร้อมเพรียง ทำให้ค่ำคืนนี้ยิ่งอบอุ่นและน่าจดจำ กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ตราตรึงใจของทุกคน ที่เต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ความประทับใจ และพลังแห่งความรักจากแฟนคลับชาวไทย ที่ถูกส่งไปถึง “อี ดงอุค” อย่างลึกซึ้งและงดงาม

สามารถติดตามงานดี ๆ แบบนี้ จาก CI Showbiz ได้ที่ facebook.com/cishowbiz

이동욱 #LeeDongWook #อีดงอุค #FanmeetingTour #MySweetHome #CIShowbiz #UltraV #LeeDongWookinBangkok

PraewItemsoftheWeek

นิยามความชิคผ่านรูปทรง กับ 7 Sculptor Earrings ประติมากรรมบนใบหู

Sculptor Earrings กลายเป็นหนึ่งในไอเท็มเด่นของยุค เพราะเทรนด์แฟชั่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “รูปทรง” มากกว่าความหวือหวา โดยกระแสนี้เติบโตมาพร้อมสไตล์มินิมัลและ Quiet Luxury ที่เน้นความน้อยแต่มาก รวมถึงลุคที่ต้องการ Statement ชัด ๆ ในชิ้นเดียว ต่างหูดีไซน์เชิงประติมากรรมจึงถูกหยิบมาแมตช์ทั้งกับลุคเรียบและเนี้ยบ ไปจนถึงลุคที่ต้องการความโดดเด่น

สำหรับดีไซน์ ต่างหูสไตล์นี้เต็มไปด้วยความหลากหลายของรูปทรงที่ แพรว จะพาทุกคนไปสำรวจพร้อมๆ กัน

Courrèges – Melting 33 Degrees Hoops Earrings (15,500 THB)

เริ่มต้นด้วยต่างหูห่วงทรงวงรียาวจาก Courrèges กับ Melting 33 Degrees Hoops Earrings ที่เหมาะสำหรับรูปหน้ากลม เพราะต่างหูดีไซน์นี้นอกจากให้ลุคที่ดูดมเดิร์นแล้ว ยังช่วยยืดสัดส่วนใบหน้าให้ดูเพรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

JACQUEMUS – The Raisin Earrings (16,000 THB)

ต่อมา หากใครมองหาความ มินิมัล ร่วมสมัย! ต้องไม่พลาด ต่างหูทรง Convex Oval หรือวงรีนูน “The Raisin Earrings” จาก JACQUEMUS รังสรรค์จากคอปเปอร์เคลือบสีเงินที่เล่นมิติแสงเงา นอกจากนี้ยังมีการผสานการสร้างผิวสัมผัสแบบ Brushed Texture ที่เพิ่มความนุ่มนวลให้กับไอเท็ม สำหรับต่างหูทรงนี้ถือเป็นอีกทรงที่ใส่ง่าย เพราะไม่เอะอะจนเกินไป แต่ก็สร้างความสะดุดตาให้กับลุคได้!

Acne Studios – Notepad Earrings (21,200 THB)

หากอยากเพิ่มลูกเล่นให้กับลุคสักหน่อย ต่างหูโลหะดีไซน์เก๋ในรูปทรง “แผ่นโน้ต” จาก Acne Studios ถือว่าตอบโจทย์ เพราะเป็นเครื่องประดับที่ให้ทั้งความสนุกและแฟชั่น โดยต่างหูคู่นี้โดดเด่นด้วยพื้นผิวกึ่งแมตต์สีเงิน ตัดด้วยดีเทลสีทองที่สร้างคอนทราสต์อย่างมีสไตล์ตามฉบับของแบรนด์

ALAÏA – Small Sculptural Earrings with Sharp Edges (25,800 THB)

สำหรับลุคที่โดดเด่นแบบตะโกน ขอยกให้ Small Sculptural Earrings with Sharp Edges จาก ALAÏA ต่างหูที่มีเส้นสายคมชัดและรูปทรงพีระมิดโค้งที่ดูแปลกตาแต่ลงตัว พร้อมทำให้มิติของใบหน้าดูเฉียบขึ้น สำหรับตัวเรือนผลิตจากทองเหลืองชุบทอง ให้ความเงางามและหรูหรา เรียกว่าใส่ต่างหูเพียงชิ้นเดียว ก็เปลี่ยนลุคเรียบๆ ให้ชิคขึ้นมาได้ทันตา

Maison Margiela – Four Stitches Earrings (38,700 THB)

หนึ่งในแบรนด์ที่แม้ไม่มีโลโก้ แต่ก็บอกความเป็นตัวเองได้อย่างดีอย่าง Maison Margiela ก็ปล่อย Four Stitches Earrings ต่างหูที่สะท้อนแนวคิด “ความไม่เปิดเผยตัวตน” ซึ่งโดดเด่นด้วยแผ่นเพล็กซิกลาสที่ฝังอยู่ในโครงโลหะ พร้อมเจาะช่องให้หมุดโลหะทั้งสี่จุดทะลุผ่าน กลายเป็นซิกเนเจอร์ Four Stitches อันเป็นเอกลักษณ์

Givenchy – Lucky Charms earrings in metal (42,000 THB)

แน่นอนว่าต่างหูเชิงประติมากรรม ไม่ได้มีเพียงรูปทรงที่เป็น Abstract เพียงอย่างเดียว แต่ยังอ้างอิงจากรูปทรงจากธรรมชาติ เช่น ต่างหูห่วงจากไลน์ Lucky Charms จาก Givenchy ที่มาพร้อมชาร์มเล็ก ๆ อย่างถั่ว นก และไข่ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Hubert de Givenchy ถือเป็นไอเท็มที่คอมพลีตลุคให้มีความน่ารักและหรูหราอย่างลงตัว

Bottega Veneta – Large Anemone Earrings (66,700 THB)

ปิดท้ายด้วยต่างหู Large Anemone Earrings จาก Bottega Veneta ที่ถ่ายทอดความพลิ้วไหว ผ่านเส้นสายโค้งลื่นไหลที่ดูอ่อนโยนแต่ทรงพลัง ตัวเรือนทำจากสเตอร์ลิงเงินเคลือบทอง 18k ให้ประกายโทน Yellow Gold ที่อบอุ่นและหรูหรา เหมาะสำหรับทั้งลุคออกงาน และในชีวิตประจำวัน


ภาพ: Courtesy of Brands

BenQ

BenQ เนรมิตบ้าน จัดงาน “Projector Experience” สัมผัสความบันเทิงระดับไฮเอนด์ในบรรยากาศบ้านจริง

BenQ ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีแสดงผลและโซลูชันภาพระบบดิจิทัล ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดโฮมโปรเจคเตอร์

BenQ จัดงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Projector Experience” ณ Haus 41 ลาดพร้าว พื้นที่บ้านสไตล์โมเดิร์นที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นโชว์รูมมีชีวิต เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสกับนิยามใหม่ของการพักผ่อน ผ่านการจำลองการใช้งานโปรเจคเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่เป็น “บ้านจริงๆ” อย่างสมบูรณ์แบบ

นายโรเจอร์ เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การจัดงานที่ Haus 41 ในครั้งนี้ เราต้องการให้ผู้บริโภคไม่ได้แค่มาดูสเปกสินค้า แต่ต้องการให้เขามา ‘สัมผัสความรู้สึก’ จริงๆ เมื่อมีโปรเจคเตอร์ BenQ อยู่ในบ้าน เราอยากให้ทุกคนเห็นว่าเทคโนโลยีของเราสามารถเปลี่ยนบรรยากาศของบ้านให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขและความบันเทิงระดับไฮเอนด์ได้อย่างเข้าถึงง่ายและลงตัวที่สุด”

BenQ เนรมิตบ้าน จัดงาน “Projector Experience” สัมผัสความบันเทิงระดับไฮเอนด์ในบรรยากาศบ้านจริง พร้อมเปิดตัว TK705i ยกระดับความสุขทุกตารางเมตรชูจุดเด่น BenQ TK705i รุ่นใหม่พร้อมโชว์เคส TK705STi GP520 และ GV50

แนวคิดหลักของงานในครั้งนี้ BenQ ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดของการจัดแสดงสินค้าในห้างสรรพสินค้าแบบเดิมๆ โดยเลือกใช้พื้นที่ของ Haus 41 เพื่อจำลองมุมต่างๆ ของบ้าน ตั้งแต่ห้องนั่งเล่นสุดหรู มุมพักผ่อนในห้องนอน ไปจนถึงพื้นที่สันทนาการ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เห็นภาพชัดเจนว่าโปรเจคเตอร์แต่ละรุ่นสามารถกลมกลืนไปกับการตกแต่งบ้าน และยกระดับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยได้อย่างไร

ไฮไลต์เด่น: เปิดตัว BenQ TK705i – นิยามใหม่ของความบันเทิง 4K จอใหญ่ ภายในงาน BenQ ได้เปิดตัวโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด TK705i ที่ออกแบบมาเพื่อคอกีฬาและเกมเมอร์โดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยความละเอียดระดับ 4K UHD และความสว่างสูงถึง 3,000 ANSI Lumens ทำให้ภาพคมชัดแม้เปิดไฟในห้อง มาพร้อมเทคโนโลยี MEMC ลดการเบลอของภาพในฉากเคลื่อนไหวเร็ว และ Input Lag ที่ต่ำเพียง 5ms มอบประสบการณ์เล่นเกมที่ลื่นไหลบนจอใหญ่สูงสุดถึง 150 นิ้ว พร้อมระบบ Smart Image Adaptation ที่ช่วยปรับโฟกัสและคีย์สโตนอัตโนมัติ ทำให้การติดตั้งในห้องนั่งเล่นเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

สัมผัสประสบการณ์ “Ceiling Cinema” กับ BenQ GV50 สำหรับโซนห้องนอน BenQ นำเสนอ GV50 โปรเจคเตอร์พกพาดีไซน์ล้ำที่ออกแบบมาเพื่อ Relax Lifestyle โดยเฉพาะ ด้วยฐานที่ปรับเอียงได้ถึง 135 องศา และหมุนได้ 360 องศา ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนอนดูหนังบนเพดานได้อย่างสะดวกสบาย มาพร้อมโหมดเสียง Ceiling Cinema Sound และระบบถนอมสายตา Night Shift Mode เปลี่ยนค่ำคืนธรรมดาให้กลายเป็นโรงหนังบนเพดานส่วนตัว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อและชาร์จ Nintendo Switch ผ่านสาย USB-C เพียงเส้นเดียว

โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์อัจฉริยะครอบคลุมทุกพื้นที่กับ GP520 และ TK705STi นอกจากนี้ยังมีโซนจำลองสถานการณ์ที่ตอบโจทย์ที่พักอาศัยยุคใหม่

BenQ GP520: ตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับห้องนั่งเล่นแบบ Open Space ด้วยความสว่าง 2,600 ANSI Lumens และเทคโนโลยี Intelligent Ambient Adaptation ที่ปรับความสว่างและสีภาพตามแสงในห้องและสีของผนังโดยอัตโนมัติ ให้ภาพ 4K ที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องตั้งค่าให้ยุ่งยาก

BenQ TK705STi: ตอบโจทย์ชาวคอนโดหรือพื้นที่จำกัดด้วยเลนส์แบบ Short Throw ที่สามารถฉายภาพยักษ์ขนาด 100 นิ้ว ได้จากระยะห่างเพียง 1.8 เมตร มอบความบันเทิงระดับ 4K ได้แม้ในห้องที่มีพื้นที่น้อย

ครบจบในเครื่องเดียวด้วย Google TV และ Netflix แท้ โปรเจคเตอร์ทุกรุ่นที่นำมาจัดแสดงมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Google TV และ Netflix ลิขสิทธิ์แท้ (Built-in) ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงคอนเทนต์สตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง YouTube, Disney+ และ Prime Video ได้ทันทีโดยไม่ต้องต่ออุปกรณ์เสริม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BenQ ในการส่งมอบโซลูชันความบันเทิงที่ใช้งานง่ายและครบวงจรที่สุด

งาน “Projector Experience” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวสินค้า แต่เป็นการนำเสนอทางเลือกใหม่ของการใช้ชีวิตที่บ้าน ให้ทุกคนได้เห็นว่าโปรเจคเตอร์ของ BenQ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาเติมเต็มความสุขในทุกตารางเมตรของที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

ติดตามข้อมูลรายละเอียดสินค้า TK705i ได้ที่ https://www.benq.com/th-th/projector/cinema/tk705i.html


แสนสิริ ยกระดับสุนทรียะแห่งการอยู่อาศัยผ่าน Sansiri Luxury Collection

Sansiri Luxury Collection สะท้อนวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำแถวหน้าของวงการอสังหาฯ The Forefront of Luxury

Sansiri Luxury Collection คอลเล็คชั่นของการรวมโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่และแฟล็กชิพซูเปอร์ลักชัวรี่ในแบบฉบับของแสนสิริ ที่บรรจงรังสรรค์ขึ้นอย่างละเมียดละไมจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมากว่าระยะเวลา 40 ปี นำเสนอความสมบูรณ์พร้อมของสุนทรียะแห่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตระดับเวิลด์คลาส ที่เปี่ยมด้วยรสนิยมแห่งการอยู่อาศัยอันเหนือระดับ สะท้อนความภาคภูมิอันเป็นหนึ่งเดียว ควรค่าและหายากแก่การครอบครองในฐานะของรักของสะสมอันมาจากความรักและความหลงใหล ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเหนือกาลเวลา

แสนสิริ ยกระดับสุนทรียะแห่งการอยู่อาศัย ให้ “บ้าน” เป็นดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต ผ่านการออกแบบโดยสถาปนิกและ      ดีไซเนอร์ระดับโลกผสานเข้ากับงานศิลป์และของสะสมล้ำค่าที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน สร้างจากวัสดุชั้นเลิศด้วยหัตถศิลป์ชั้นสูง พร้อมบริการที่เหนือความคาดหมายใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัย         ให้สมบูรณ์แบบ

Luxury is a vision without compromise 

การสะท้อนรสนิยมและตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร แสนสิริ มุ่งมั่นรังสรรค์คุณค่าอันยั่งยืน ที่ซึ่งผลงานของเราจะเติบโตและงดงามยิ่งขึ้นไปพร้อมกับกาลเวลา ในฐานะผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ สิ่งที่เราภาคภูมิใจ คือความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ทั้งใน ด้านคุณภาพของโครงการ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต กว่า 40 ปีที่แสนสิริยืนหยัดพิสูจน์ความเป็นผู้นำ เรายังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดเพื่อบันทึกไว้เป็นตำนานให้คนรุ่นหลังได้ครอบครองและจดจำตลอดไป

3 ปรัชญา สร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ

World-Class Design การออกแบบระดับเวิลด์คลาส

ทุกรายละเอียดของ Sansiri Luxury Collection คือ ภาพสะท้อน ประณีตศิลป์แห่งการออกแบบ แสนสิริร่วมมือกับสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำ ผสานงานศิลป์และเฟอร์นิเจอร์ จากแบรนด์ระดับโลกที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ ‘บ้าน’ เป็นเหมือนงานศิลปะที่ใช้ชีวิตได้จริง

Material & Craftsmanship คุณค่าแห่งวัสดุและหัตถศิลป์อันประณีต

ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เราคัดสรรวัสดุที่ดีที่สุด ร่วมกับงานหัตถศิลป์ระดับโลก จากสุดยอดช่างฝีมือ   อันประณีต เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ ‘บ้าน’ ของคุณอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Service and Unparalleled Living ที่สุดแห่งบริการเหนือระดับเฉพาะคุณ

แสนสิริ ตั้งใจมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ผ่านบริการที่เหนือความคาดหมาย ในทุกช่วงเวลาที่คุณจะได้รับ ด้วยความเข้าใจในทุกความปรารถนาของลูกบ้านอย่างลึกซึ้ง แม้แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณอาจมองข้ามก็ตาม


ภาพและข้อมูล: Courtesy of Brand

BEAUTY EDITOR TALK

คนไทยไม่ตายกล้องสด!! ปรากฏการณ์เอนเกจฉ่ำจากแฟชั่นวีค

คนไทยไม่ตายกล้องสด!! ปรากฏการณ์เอนเกจฉ่ำจากแฟชั่นวีค พร้อมนิยามใหม่ของมาตรฐานความขึ้นกล้อง

เหล่าคนดังชาวไทยที่ไปปรากฏตัวในแฟชั่นวีคครั้งล่าสุด สร้างเอนเกจมหาศาลระดับปรากฏการณ์ จนทั้งโลกต้องหันมามองในความฮ็อต อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กันคือ ‘ความสวยหล่อที่ไม่ตายกล้อง’ ของดาราไทย จนกลายเป็นไวรัลในนิยามของการ ‘ไม่ตายกล้อง Getty Images’

ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่ ‘เงื่อนไขของกล้อง’ ที่ไม่มีการรีทัช ไม่มีการจัดแสงประคอง และใช้เลนส์ที่เก็บทุกรายละเอียดแบบไม่ปรานี เมคอัพจึงต้องทำงานมากกว่าความสวยบนผิว แต่ต้องควบคุมทั้งแสง เงา และความสม่ำเสมอให้รอดในทุกแฟลช รองพื้นที่ไม่เพี้ยน ไฮไลต์ที่ไม่ลอย และเฉดดิ้งที่สร้างมิติได้โดยไม่แข็ง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ใบหน้ายังดูสมดุลแม้ถูกขยายผ่านกล้องสด

เมื่อผสานกับโครงหน้าของคนไทยและลูกครึ่งไทยที่มีสัดส่วนลงตัว รวมถึงพื้นผิวที่ละเอียดรองรับเมคอัพได้ดี บวกกับความเนี้ยบของทีมงานฝั่งเอเชียที่เชี่ยวชาญการเก็บดีเทลระดับไมโคร ลุคที่ออกมาจึงไม่เพียง ‘สวยในภาพ’ แต่ ‘รอดในความจริง’ ได้พร้อมกันทุกเฟรม

และนี่คือเหตุผลที่คำว่า ‘ไม่ตายกล้อง Getty’ ไม่ได้เป็นแค่คำชม แต่คือมาตรฐานใหม่ของความขึ้นกล้อง ลุคที่ยังคงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งการปรับแต่งใดๆ จากหลังเลนส์

แล้วเมคอัพแบบไหนกันที่ทำให้ภาพเหล่านี้ ‘รอด’ ได้จริงในทุกช็อต

LISA LALISA @lalalalisa_m
STREET STYLE ที่ให้ฟีลแคมเปญลักชัวรี

“ลุคของลิซ่าในแฟชั่นวีคครั้งล่าสุดถูกพูดถึงอย่างมากในมุมที่ภาพแคนดิดหรือ street style ที่แต่ละช็อตยังให้ความรู้สึกเหมือนภาพแคมเปญระดับลักชัวรี หลังจากไปสำรวจภาพของลิซ่ามาจากกล้องสารพัดแบบแล้วพบว่าหารูปหลุดไม่เจอ เธอดูสวยสดใสไปหมดทุกช็อต เมคอัพเน้นผิวที่เรียบ คุมความเงาได้ดี และไม่สะท้อนแฟลชจนเสียรายละเอียด ทำให้โทนผิวดูสม่ำเสมอในทุกสภาพแสง แม้ถูกจับด้วยกล้องสดที่ไม่มีการปรับแต่ง”

LINGLING KWONG @linglingkwong
GLASS SKIN ที่จริงใจ…สะอาดใสเหมือนอาบน้ำวันละ 7 รอบ

“หลิงหลิงคือหนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดใน SS26 ทั้งในแง่เอ็นเกจและภาพลุค โดยติด TOP EMV ของคนไทยทั่วโลก สิ่งที่แฟนๆ พูดถึงกันอย่างต่อเนื่องคือ ‘ผิวที่สะท้อนแสงแบบ GLASS SKIN แต่ไม่ลอย ไม่ปลอม’ เป็นความโกลว์ที่ยังเห็น TEXTURE ผิวจริงอยู่ ทำให้เมื่อโดนแฟลช ผิวไม่แบนและไม่มันเกินไป หลายคอมเมนต์ถึงกับบอกว่า ‘ภาพแคนดิดยังเหมือนถ่าย EDITORIAL’ ซึ่งถือเป็น RARE CASE มากในกล้องสด”

ORM KORNNAPHAT @orm.kornnaphat
PRETTY FACE THAT DRIVES ENGAGEMENT
“ออมขึ้นอันดับ 1 ของ EMV คนไทยในแฟชั่นวีคครั้งล่าสุด ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะแฟนคลับ แต่เพราะ ‘ภาพมันหยุดสายตาจริง’ จุดเด่นที่ถูกพูดถึงคือผิวที่มีมิติแบบ LUMINOUS BALANCE ไม่ฉ่ำ ไม่แมตต์ แต่พอดีจนกล้องอ่านแล้วดูแพงทันที โครงหน้าของออมยังช่วยให้แสงตกกระทบแล้วเกิดไดเมนชั่นที่สวยโดยไม่ต้องเฉดดิ้งมาก ทำให้หลายคนเรียกว่าเป็น ‘FACE ที่ช่วยแบกลุคได้จริง’”

FREEN SAROCHA @srchafreen
แคนดิดอย่างไรให้ดู ‘HIGH FASHION’

“ฟรีนเป็นหนึ่งในคนที่สร้าง IMPACT ต่อแบรนด์ระดับโลกของจริง โดยเคยทำ EMV ให้ VALENTINO ในระดับหลายล้านดอลลาร์ 

ในแฟชั่นวีค ลุคของเธอถูกพูดถึงเรื่อง ความ SOFT แต่ยังคง STRUCTURE ของหน้า ผิวดูละมุนแต่ไม่เบลอ รายละเอียดตา ปาก และกรอบหน้ายังชัดเมื่อถูกแฟลช เป็นความลงตัวของสาวหน้าหวานอ่อนเยาว์แต่ก็กลับมีความสง่าแบบผู้ใหญ่อยู่ในตัว ซึ่งต้องยกความดีให้ทั้งอินเนอร์ของน้องและเมคอัพที่บาลานซ์ระหว่าง SOFTNESS และ DEFINITION ได้ดี”

JEFF SATUR @jeffsatur

หล่อคมชัดแฝงความละมุน
“นอกจากความหล่อกระแทกตาลุคของหนุ่มเจฟถูกพูดถึงในฐานะลุคที่มีคาแรกเตอร์ชัด ไม่ใช่แค่ผิวสวย แต่จุดเด่นคือโครงหน้าที่มีโครงสร้างชัดเจน สะท้อนความเป็นลูกครึ่งไทย–อังกฤษ ทำให้ภาพมีมิติในตัวโดยไม่ต้องพึ่งการเฉดดิ้งหนัก เมคอัพงานนี้มีจุดโฟกัสที่ความละมุน โดยเฉพาะการปัดบลัชสูงบริเวณใต้ตา ไล่แบบระเรื่อ เพื่อยกช่วงกลางหน้าให้ดูสดใสอิ่มฟู ช่วยลดความตอบหรือผอมเกินไป ขณะเดียวกันยังคงความคมของโครงหน้าไว้ ผลคือภาพที่ยังมีเอกลักษณ์ แต่ไม่แข็ง กล้องจับแล้วให้ฟีล EDITORIAL มากกว่าความเป๊ะเรียบแบบไร้มิติ”

BEAUTY TIPS TO SURVIVE RAW CAMERAS
TIPS#01
เลือกรองพื้นให้ตรง UNDERTONE 
หาก UNDERTONE ของรองพื้นไม่ตรงกับผิวจริง ภาพที่ออกมาจะดูเทา ลอย หรือหมองทันที โดยเฉพาะเมื่อเจอแฟลชหรือแสงแข็ง
เทคนิคคือเลือกเฉดที่ตรง UNDERTONE ผิวจริงมากที่สุด ไม่สว่างหรืออมสีเกินไป เพื่อให้ผิวดูเป็นธรรมชาติและไม่เพี้ยนในกล้อง
MUST‑TRY PICKS : NARS NATURAL MATTE LONGWEAR FOUNDATION

TIPS#02
คุมความโกลว์ให้ถูกจุด
ผิวที่ขึ้นกล้องไม่ใช่ผิวที่ด้านสนิท ไม่ใช่โกลว์ไปทั้งหน้า แต่เป็นผิวที่มีความโกลว์ ‘เฉพาะจุด’ ใช้รองพื้นเนื้อบาง + เซ็ตแป้งเฉพาะบริเวณที่มัน และเพิ่มไฮไลต์แบบบางๆ ในจุดที่ควรมีแสงเพื่อผิวที่ดูมีมิติแต่ไม่สะท้อนแสงแรงเกินไป
MUST‑TRY PICKS : HUDA BEAUTY EASY BAKE LOOSE POWDER

TIPS#03
สร้างเงาแบบนุ่ม แทนการคอนทัวร์คมชัด
การคอนทัวร์เข้มและชัดเกินไปอาจดูแข็งหรือพลาดเกิดเงาเป็นคราบได้ในกล้องสด ควรใช้บรอนเซอร์หรือคอนทัวร์โทนอ่อน เบลนด์ให้เนียนไปกับผิว เพื่อสร้างเงาธรรมชาติ เป้าหมายคือให้ใบหน้าดูมีโครง โดยที่กล้องยังอ่านว่าเป็น ‘เงาจริง’ ไม่ใช่คอนทัวร์แบบตะโกน
MUST‑TRY PICKS : RARE BEAUTY WARM WISHES EFFORTLESS BRONZER STICK

TIPS#04
เลือกจุดเด่นหลักบนใบหน้าให้ชัดจุดเดียว
อย่าพยายามทำทุกส่วนให้เด่นเท่ากัน เช่น ตาเข้ม ปากจัด และแก้มชัดพร้อมกัน ให้เลือกโฟกัสหลักเพียงจุดเดียว แล้วบาลานซ์ส่วนอื่นให้ซอฟต์ลง ภาพที่ออกมาจะดูมีทิศทางและอ่านง่ายในกล้อง

MUST‑TRY PICKS :

  • ANASTASIA BEVERLY HILLS HAZE EYE SHADOW PALETTE MINI
  • YSL BEAUTY MAKE ME BLUSH BOLD BLURRING BLUSH
  • DIOR ADDICT SHINE LIPSTICK

  • BEAUTY EDITOR TALK
  • เรื่อง: PADCHA_PRAEWNISTA