ไฟนอลไฟลุก! ทำถึง ‘MISS TRANS THAILAND 2024 Presented by Masterpiece Hospital’

ในที่สุดการเดินทางของเวทีประกวดสาวทรานส์ระดับชั้นนำของประเทศไทย อย่าง Miss Trans Thailand 2024 Presented by Masterpiece Hospital” จัดโดย ‘หมอนก-แพทย์หญิง อัญชลี ชีวาจร’ ในฐานะ CEO ผู้ถือลิขสิทธิ์  MISS TRANS THAILAND ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการจาก บริษัท มาสเตอร์สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช โดย CEO ดาว – ลภัสรดา เลิศภานุโรจ ในค่ำวันพุธที่ 19 มิถุนายน 2567 ณ MCC Hall The Mall Lifestore Bangkapi ท่ามกลางแขกคนสำคัญจากหลากหลายวงการ 

​บรรยากาศภายในงานต้องบอกว่าอลังการงานสร้าง ทั้ง “จัดเต็ม จัดหนัก จัดแน่น” เพื่อให้สมกับเป็นเวทีประกวดสาวทรานส์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย มีเหล่านางงาม ดารา เซเลบริตี อินฟลูเอนเซอร์ และกองทัพสื่อมวลชน ตบเท้าเข้าร่วมงานคับคั่ง

งานนี้ “พี่ดาว มาสเตอร์พีช” ถือโอกาสควงคู่ชีวิต “พี่จุ๋ม – จิญรัช ภัทรวรนิชท์” ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท ไลท์ซอร์ส จำกัด และเจ้าของธุรกิจ JIYA แบรนด์สกินแคร์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง พร้อมตอกย้ำความหวานชื่นหลังจัดพิธีมงคลสมรสไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยทั้งคู่ขอเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงแสดงความยินดีกับการผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยไทยเราเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศที่ 3 ในเอเชีย ถัดจากไต้หวัน และเนปาล

บรรยากาศการประกวด เริ่มต้นจากความภาคภูมิใจในความเป็นสาวทรานส์จากทั่วประเทศ บนเวทียิ่งใหญ่อลังการ โดยการเปิดตัวสาวทรานส์ตัวแทนจาก 53 จังหวัด ที่ฟาดฟันความงามแบบสวยสมมง ชนิดไม่มีใครยอมใคร

​จากนั้นเวทีได้ลุกเป็นไฟโชติช่วง เมื่อสาวทรานส์ตัวแทนทุกจังหวัดขึ้นมาโชว์ความสะพรึงแบบจึ้งและจิกตาแตกในรอบชุดว่ายน้ำ “Swimming Suit Competition” ซึ่งเป็นชุดที่สาวทรานส์ได้รังสรรค์กันขึ้นมาเองอย่างสุดฝีมือในคอนเซ็ปต์ “The Glamourous and Shine’ ในวันประกวดรอบ Trans Swimsuit ก่อนหน้า

มาถึงช่วงนาทีระทึกใจ วินาทีลุ้นระทึกอีกครั้งกับการเริ่มประกาศผลรางวัลจากรองชนะเลิศทั้ง 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

​รองชนะเลิศอันดับ 1 คนแรก ได้แก่ ซีเกมส์ – มินท์ธิตา อ่อนดำ จ.สุพรรณบุรี  

รองชนะเลิศอันดับ 1 คนที่สอง ได้แก่ เนม – สุชาภัสร์ คำตั๋น จ.เชียงใหม่

รองชนะเลิศอันดับ 1 คนที่สาม ได้แก่  นานา – ศศิญารินทร์ จันทรัตน์ จ.สงขลา

​รองชนะเลิศอันดับ 1 คนที่สี่ ได้แก่ ละออ – เนตรนภา จิตไทสง จ.ชลบุรี

​ถึงเวลาประกาศผลรางวัลใหญ่กับสาวทรานส์ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ สปอย – วชิรญาณ์ ขัติยวงค์ จ.ลพบุรี เป็นผู้คว้ามงกุฏเพชรเกียรติยศ จาก God Diamonds มูลค่า 250,000 บาท พร้อมสายสะพายประจำตำแหน่ง, เข็มกลัดเพชรแท้ By วรวิทย์ไดมอนแอนท์จิวเวอรี่ มูลค่า 50,000 บาท, ช่อดอกไม้จากมาลัยสยาม รางวัลเงินสดมูลค่า 200,000 บาท, รางวัล Gift Voucher มูลค่า 500,000 บาท จาก Masterpiece Hospital, ทุนประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล มูลค่า 2 ล้านบาท และ ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาทต่อครั้ง จากไทยประกันชีวิต และ Gift Voucher ผลิตภัณฑ์ Pherone มูลค่า 20,000 บาท

​ทั้งนี้คณะ ‘Miss Trans Thailand 2024 Presented by Masterpiece Hospital’ จะพร้อมใจกันปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตลอดระยะเวลา 1 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Reflection” ภาพสะท้อนของสาวทรานส์ยุค 2024 ที่ไม่ใช่แค่เพศ แต่เป็นการทำประโยชน์เพื่อสังคมในทุกมิติ และการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Soft Power ไทย ร่วมเป็นกำลังใจให้กับพวกเธอในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย

‘จัสมิน’ เปิดตัวคอลเลคชั่นหรู ‘The Stride’ พร้อมเปิดตัว ‘ต้าเหนิง กัญญาวีร์ สองเมือง’ เป็น Friend of Jasmin คนแรก ในรอบ 50 ปี

จัสมินเปิดตัว ‘The Stride’ คอลเลคชันเครื่องประดับที่มาพร้อมกับแนวคิดของการก้าวผ่านทุกช่วงเวลาไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยยังคงความเป็นตัวตนของตัวเองไว้ในทุกย่างก้าวของการเดินทาง … ซึ่งในคอลเลคชันใหม่นี้ ประกอบไปด้วยเครื่องประดับเพชรหลากหลายชิ้น ที่มีความเรียบหรู ดีไซน์ที่เหมาะสมกับทุกช่วงเวลาและสามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาส ซึ่งเครื่องประดับทุกชิ้นผ่านกระบวนการผลิตอย่างประณีตและพิถีพิถัน ทางแบรนด์ริเริ่มรังสรรค์คอลเลคชันนี้โดยยึดถือความเชื่อที่จะทำให้ผู้สวมใส่ได้เปล่งประกายในทุกวัน Jasmin ‘Everyday Shining’ ซึ่งเป็นคติหลักของแบรนด์

คุณภา โสภาพรรณ ทรัพย์มณีอนันต์ รองประธานกรรมการบริหาร จัสมิน จิวเวลรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า ‘การเปิดตัวครั้งนี้เป็นอีกคอลเลคชันที่แสดงถึงตัวตนของจัสมินที่ยึดมั่นในความเป็นตัวเองอย่างไม่ปรุงแต่ง และได้นำเสนอคอลเลคชันสุดพิเศษนี้ที่การดีไซน์ตัวเพชร เป็นการนำเอาเพชรทรงเอเมอร์รัลคัท (Emerald Cut Diamonds)  ซึ่งเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์และแสดงความสวยงามได้อย่างแตกต่างมาใช้เป็นแกนหลักของเครื่องประดับทุกชิ้นในคอลเลคชัน อีกทั้งการมี ‘ต้าเหนิง’ เป็น Friend of JASMIN คนแรกในรอบ 50 ปี ถือเป็นความพิเศษที่สุด เพราะไม่เพียงภาพลักษณ์ของต้าเหนิงจะสะท้อนถึงความเป็นแฟชั่นที่มีระดับแล้ว ต้าเหนิงเองยังมีความเป็นตัวตนของตัวเองอย่างชัดเจนซึ่งตรงกับสิ่งที่จัสมินเชื่อมาตลอด 50 ปี’

สำหรับคอลเลคชัน The Stride ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่สาขาใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปของแบรนด์จัสมิน ณ ห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา นอกจากการเปิดตัวคอลเลคชันสุดพิเศษและ Friend of JASMIN คนแรกแล้ว ทางแบรนด์ยังได้มีการจัด workshop และพาช่างฝีมือผู้ชำนาญการมาสาธิตการทำเครื่องประดับเพชรภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความประณีตในการผลิตอีกด้วย โดยการเปิดตัวครั้งนี้มีแขกในวงการมาร่วมงานกันอย่างอบอุ่น อาทิ คุณสู่ขวัญ บูลกุล, คุณจ๋า ยศสินี, คุณเอมมี่ มรกต, คุณเปิ้ล จริยดี สเปนเซอร์, คุณแนน ปิยะดา และแขกผู้มีเกียรติอีกมากมาย

ร่วมสัมผัสและค้นพบความงามในแบบของคุณ กับคอลเลคชัน The Stride ได้แล้ววันนี้ที่ JASMIN ทุกสาขา

CITIZEN

CITIZEN Journey Beyond Time การเดินทางของจังหวะชีวิต  สู่การคว้าชัยชนะ

CITIZEN เปิดตัวแคมเปญ Journey Beyond Time เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางที่อยู่ในทุกจังหวะของชีวิต ภายใต้สโลแกน “Better Starts Now” (“เริ่มตอนนี้ ดีกว่า”) พาค้นหาแรงบันดาลใจในการก้าวเดินบนเส้นทางที่คาดหวังและเต็มไปด้วยอุปสรรค การเผชิญกับบททดสอบความมุ่งมั่นและจิตใจของตัวเองที่เข้ามาท้าทายในแต่ละช่วงเวลา สู่การคว้าชัยชนะและการเดินทางสู่เป้าหมายใหม่ ของ 3 นักกีฬา

นำโดย ปอป้อ – ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย, เจมส์-เฮย์วอร์ด เพรสคอท, สกาย กิ่งโพยม ผ่านเครื่องหมายของเวลา CITIZEN 6 รุ่น 6 สไตล์ ที่เดินไปในทุกจังหวะของชีวิต ได้แก่ Tsuyosa NJ0151-88L, Promaster Automatic NY0129-07L, Promaster Diver 200m NY0125-83E, Eco-Drive Promaster Diver BN0166-01L และ BN0165-55L, Eco Drive Promaster BN0197-08A

ปอป้อ – ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักกีฬาแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย ที่สามารถเดินตามความฝันคว้าอันดับคู่ผสมมือหนึ่งของโลกมาครองได้สำเร็จ พร้อมหมุดหมายใหม่ในการคว้าชัยชนะในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์

โดยเรือนเวลาที่สะท้อนถึงจังหวะชีวิตและตัวตนของ ปอป้อ – ทรัพย์สิรี ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสุขุม และ พลังบวก ผ่านนาฬิกา CITIZEN Tsuyosa NJ0151-88L หน้าปัด สีน้ำเงินเข้ม การ์เดียนขนาด 40 มิลลิเมตรสายสเตนเลสสตีล ดีไซน์สปอร์ตหรู อินทิเกรเตดสำรองพลังงานนานถึง 40 ชั่วโมงและ Promaster Automatic NY0129-07L หน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม การ์เดียน ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 41 มิลลิเมตรสายยาง Synthetic Rubber Strap กันน้ำลึก 200 เมตร

“Journey Beyond Time ขอป้อคือ การทุ่มเทไปให้สุด ไม่หยุดที่จะเดินตามความฝันของตัวเองในทุกๆ จังหวะของชีวิต แม้ระหว่างทางมันอาจมีอุปสรรคบ้าง ถ้าเราก้าวข้ามผ่านไปได้ก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งของป้อเอง เริ่มเล่นตั้งแต่ 9 ขวบ และมีความฝันว่าอยากติดทีมชาติ อยากเป็นมือหนึ่งของโลก ป้อก็ซ้อม ลงแข่งๆ มาเรื่อยๆ จนมาติดทีมชาติตอนอายุ 15 ปี และใช้เวลา 15 ปี ได้ขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกและแชมป์โลก ตอนนี้เหลือโอลิมปิกซึ่งเป็นอีกหนึ่งความฝันที่อยากไปให้ถึง” ปอป้อ – ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย กล่าว

เจมส์-เฮย์วอร์ด เพรสคอท หนุ่มหล่อนักบาสเกตบอลลูกครึ่งไทย-นิวซีแลนด์ กับการเดินทางในบทบาทนักกีฬาบาสเกตบอลดาวรุ่งทีมชาติไทย และบททดสอบสำคัญของชีวิต สู่จังหวะชีวิตครั้งใหม่บนเส้นทางวงการบันเทิงความท้าทาย การค้นพบตัวตนในบทบาทนักแสดง

ในแคมเปญนี้ เจมส์-เฮย์วอร์ด ได้ถ่ายทอดช่วงเวลาการเดินทางและการค้นพบเส้นทางใหม่ ผ่านนาฬิกาออโตเมติก CITIZEN Promaster Diver 200m NY0125-83E หน้าปัดสีดำขอบทอง ขนาด 41 มิลลิเมตร สายสเตนเลส สตีล และ Eco-Drive Promaster Diver BN0166-01L หน้าปัดสีน้ำเงินไล่เฉดสีเขียว ขนาด 44.8 มิลลิเมตร  สายยาง Synthetic Rubber Strap สีดำ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Eco-Drive หรือ แบตเตอรี่ที่สำรองพลังงานแสงอาทิตย์ และกันน้ำลึก 200 เมตร

“บาสเกตบอลเป็นจุดเริ่มต้น Journey Beyond Time ของเจมส์ เริ่มเล่นบาสตอน ม.1 ฝึกซ้อมมาเรื่อยๆ จนได้ทุนการศึกษาเป็นนักกีฬาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตื่นแต่เช้าออกกำลังกาย ซ้อมบาส เลิกเรียนก็ซ้อมบาส และไปคัดตัวก็ติด Fiba U16 ปี 2017 เยาวชนทีมชาติ มีแพลนจะได้ไปแข่งที่ประเทศเลบานอน แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะเกิดการแพร่ระบาดโรคโควิด เหมือนจังหวะชีวิตที่ก้าวพลาดไปกำลังก้าวขึ้นไปและอยู่ๆ ก็กลับมาจุดเดิม แต่ในขณะเดียวกันเพราะบาสเกตบอลทำให้เจมส์มีโอกาสก้าวสู่เส้นทางใหม่ เป้าหมายใหม่ คือ การเป็นนักแสดง ทุกวันนี้ก็ยังเล่นบาสอยู่ เพราะบาสเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ได้พบโอกาสใหม่ๆ เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างก็เพราะบาสเกตบอล” เจมส์-เฮย์วอร์ด เพรสคอท กล่าว

สกาย กิ่งโพยม ลูกชายคนเก่งของ ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ซูเปอร์โมเดลเมืองไทย มาถ่ายทอดเรื่องราวจุดเริ่มต้นของจังหวะชีวิต บนเส้นทางนักกีฬาว่ายน้ำ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน ความมุ่งมั่น และการนำพาจิตใจก้าวผ่านความผิดหวัง สู่การเดินตามความฝันการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ นำเสนอผ่าน CITIZEN Eco-Drive Promaster Diver รุ่น BN0165-55L หน้าปัดสีฟ้าสดใส ขนาด 44 มิลลิเมตร สายสเตนเลสสตีล และ Eco-Drive Promaster รุ่น BN0197-08A หน้าปัดสีขาวขอบดำ ขนาด 44.5 มิลลิเมตร สายยาง Synthetic Rubber Strap สีดำสุดเท่ ซึ่งทั้ง 2 รุ่น เป็นเทคโนโลยี Eco-Drive สำรองพลังงานแสงอาทิตย์

“คุณแม่พาสกายว่ายน้ำตอน 6 ขวบ ตั้งแต่นั้นมาสกายไม่เคยหยุดว่ายน้ำเลย Journey Beyond Time ของสกายคือ ความสนุกที่ได้ว่ายน้ำกับเพื่อนๆ ได้ซ้อม แข่งขัน สกายได้เรียนรู้ถึงการมีระเบียบวินัย ตอนแข่งขันแพ้ก็รู้สึกเสียใจ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาเริ่มใหม่ ถ้าเราอยากชนะเราต้องฝึกซ้อมจนกว่าเราจะชนะ และเรียนรู้ในสิ่งที่ผ่านมา พร้อมกับการที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุดและเรียนรู้ที่จะยืนอยู่จุดนั้นให้นานที่สุด” สกาย กิ่งโพยม กล่าว 


รุส วารุส

รุส วารุส จากดาวติ๊กต๊อกสู่ศิลปินผู้มุ่งมั่นเยียวยาโลกทั้งใบด้วยบทเพลง

หลังเคยสร้างปรากฏการณ์ “ถอย” และ “เอาไว้ค่อยคุย” ร่วมกับวง GLISS และเพลง “ทางผ่าน” ของ Pure Kanin (เพียว คณิน) วันนี้ครอบครัวดนตรีที่สร้างผลงานด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่อย่าง BH BrickHouse ขอแนะนำ รุส วารุส (Rus Warus) เด็กหนุ่มวัย 20 จากจังหวัดสตูลที่อยากให้ทุกคนรู้จักบ้านเกิดของเขาและพร้อมจะโอบกอดและเยียวยาโลกทั้งใบด้วยบทเพลงที่เขาสร้างสรรค์    

รุส วารุส

สำหรับรุสเป็นเด็กหนุ่มที่เติบโต ในจังหวัดสตูล เมืองที่เต็มไปด้วยความสงบ เรียบง่ายแบบชาวมุสลิม และมาพร้อมจิตใจที่รักในธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ หนังสือ งานอาร์ต แต่รุสเต็มไปด้วยความตั้งใจอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะทุกคนได้รู้จักบ้านเกิดตัวเองผ่านบทเพลงของเขา จนได้เข้ามาเดินทางสายดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก และผ่านการลองผิดลองถูกในฐานะศิลปินน้องใหม่เป็นเวลานับปี แบบไม่เคยลดละความมุ่งมั่น 

ก่อนที่จำทำเพลงให้กับตัวเองและกลายเป็นที่นิยมบนแพลตฟอร์ม TikTok โดยที่หลายๆ คลิปคัฟเวอร์ของเขา มียอดชมหลักล้าน จนได้โคจรพบกับ BH BrickHouse บ้านหลังใหม่ที่มีแพชชั่นทางดนตรีเต็มเปี่ยม และจริงใจกับศิลปินเสมอ รุสและทีมงานที่เป็นเหมือนครอบครัว ก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดจนพบเคมีที่ลงตัว จนตัดสินใจร่วมงาน โดยทางค่ายได้เพาะบ่มต่อยอดเจียระไน ความเป็นศิลปินของรุสจนถึงจุดที่เขาได้ขึ้นเวทีใหญ่ และร่วมงานกับทีมงานมืออาชีพเพื่อสร้างผลงานเดบิวต์ชิ้นแรก ซึ่งระหว่างทางที่ผ่านมา รุสก็ได้เพื่อนร่วมทางที่สัมผัสเสน่ห์ของเขา เข้ามาติดตามเป็นแฟนเพลงจำนวนมากในแทบทุกแพลตฟอร์มโซเชียล 

และในเวลาที่เหมาะสม ทุกคนได้รู้จักตัวตนผ่านเพลงใหม่ “ส่วนหนึ่งของเธอ (Part of You)” ผลงานที่มาพร้อมเรื่องราวของ คนที่เลือกจะมอบทั้งหมดของความรัก ความหวังดี ความจริงใจ ความเป็นห่วง รวมทั้งชีวิตและร่างกาย ให้กับคนที่ตัวเองรัก ส่วนดนตรีเพลงนี้จะเป็นแนวบัลลาร์ดร็อค ผสมผสานซูเกซซึ่งเป็นแนวดนตรีที่มีซาวด์กีตาร์แปลกหู จนสามารถสร้างบรรยากาศ Cinematic จนทุกคนสามารถเห็นภาพสิ่งที่ทางรุสต้องการสื่อ แถมมิวสิควิดีโอที่ตั้งใจเป็นพลังใจให้กับคนที่พบว่าชีวิตวัยผู้ใหญ่นั้นไม่สวยงามแบบที่หวัง ก็ยังได้ยอดฝีมือแห่งวงการภาพยนตร์อย่าง นราธิป ชัยณรงค์ มากำกับด้วย 

แม้ว่าเขาจะเป็นศิลปินน้องใหม่ แต่การทำงานครั้งนี้ เขาได้รับการสนับสนุนจากรุ่นพี่ในวงการมากมาย ทั้งเนื้อเพลงที่ได้ อู๋-รสิก ดุษฎีพรรณ์  ผู้สร้างผลงานเพลงฮิตตลอดกาล “สองรัก” จากวง ZEAL ขณะที่ทำนอง เป็นฝีมือของ โดม-ปิยะบุตร ศิริสัมพันธ์ มือคีย์บอร์ดวง GLISS ซึ่งโดม และ นิว-สิรภพ คมขำ นักร้องนำวง GLISS ก็ได้ดูแลเป็นโปรดิวเซอร์เพลง “ส่วนหนึ่งของเธอ (Part of You)” เพื่อให้น้องชายคนเล็กของบ้าน BH BrickHouse มีผลงานที่เหมาะสมกับเขาที่สุด ก่อนที่ตัวเพลงทั้งหมด จะถูกส่งให้ทางสตูดิโอ Salpotstudios ในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อมิกซ์ดนตรีให้สมบูรณ์ที่สุดสำหรับผู้ฟัง 

เพียงแค่ 1 วันหลังจากที่ปล่อยผลงานออกไป เพลง “ส่วนหนึ่งของเธอ (Part of You)” ก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม จากทุกคนที่ถูกฮีลใจด้วยผลงานเพลงนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่เกินคาดสำหรับเด็กหนุ่มวัย 20 อย่างรุส วารุส 

“ส่วนหนึ่งของเธอ (Part of You)” ถือเป็นปฐมบทของรุส วารุส บนเส้นทางดนตรี เพราะถึงแม้จะพูดน้อย แต่เขาพร้อมแล้วที่จะเปิดตัวตนทุกด้าน เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักผลงานเพลงของเขา สามารถติดตามผลงานเพลงของเขาได้ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง และคอนเทนต์ที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและเผยการเติบโตของรุสที่ YouTube BH BrickHouse

Saint Laurent "Le 5 à 7 supple"

กระเป๋า Saint Laurent “Le 5 à 7 supple” ดีไซน์เรียบหรู แมชต์ได้ทุกลุค

กำลังขึ้นแท่นเป็นอีกหนึ่งกระเป๋าที่สาวๆ ควรมีติดตู้ไว้สักใบสำหรับ Saint Laurent “Le 5 à 7 supple” กระเป๋าดีไซน์สวย เรียบหรู มาพร้อมวัสดุอย่างหนังลายเกรนที่ทําให้เป็นรอยได้ยาก

ซูมอิน Le 5 à 7 supple ไซส์ Small สี Dusty Grey จาก Saint Laurent ที่เป็นที่ถูกใจของ 3 สาว อย่าง ฟิล์ม รชานันท์ วิว เบญญาภา และ พิมมา พิมพ์มาดา ที่ล่าสุดได้โพสต์รูปคู่ของพวกเธอกับกระเป๋าใบนี้ในไอจีส่วนตัว

นอกจากความสวยของดีไซน์กระเป๋าแล้ว คุณสมบัติพิเศษของประเป๋าใบนี้คือการใช้วัสดุอย่างหนังลายเกรนที่ทําให้เป็นรอยได้ยาก สะดวกและแมตช์กับไลฟสไตล์เร่งรีบได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ให้สัมผัสที่อ่อนนุ่มและยังประดับด้วยโลโก้ Cassandre สีบรอนซ์อ่อน ไม่ว่าจะแต่งตัวแบบไหน แบบลุคชิลๆในวันสบายๆ ไปจนถึงลุคจัดเต็มพร้อมทําคอนเทนต์ กระเป๋าใบนี้ก็สามารถช่วยเสริมลุคให้ดูเรียบหรู มีสไตล์ตามแบบฉบับของ Saint Laurent


“ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าตั้งใจและไม่กลัว ก็ทำได้ทุกอย่าง” …มานิต อุดมคุณธรรม

ความรู้สึกตอนที่ต้องลาออกจากโรงเรียนแล้วช่วยที่บ้านทำงาน เป็นอย่างไรคะ

            “คือคนจน หน้าที่เราคือต้องช่วยครอบครัว รู้ตัวว่าไม่มีทางที่จะได้เที่ยวเล่นเหมือนเพื่อน เพราะนึกถึงความอยู่รอดเป็นหลัก เมื่อเรามีพ่อขี้เหล้า แม่หาเงินคนเดียวด้วยการเย็บปักถักร้อยและขายล็อตเตอร์รี่ ที่โตมาได้ก็เพราะแม่ประคับประคองจึงรู้สึกว่าต้องช่วยแม่มาตั้งแต่เด็ก ขี่จักรยานจากสวนดุสิตมาเยาวราชเพื่อช่วยแม่ขายล็อตเตอร์รี่ให้หมด พออายุ 15 พี่ชายทำเสื้อผ้าขายส่งที่ภาคอีสาน เราก็ช่วยไปวิ่งขายที่ภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีใครสอน อาศัยดูจากรุ่นพี่ที่เขาทำกัน อะไรที่ทำให้ครอบครัวอยู่รอด ต้องทำทุกอย่าง”

มีธุรกิจของตัวเองตอนไหนคะ

“ช่วยพี่ชายอยู่พักใหญ่ ผมดูแล้วว่าธุรกิจเขาคงไม่รอด ถ้าไม่แยกออกไปจะช่วยอะไรไม่ได้ จึงขอจักรเย็บผ้า 3 คัน กับผ้าอีกกองแล้วออกไปทำธุรกิจเอง ตอนนั้นเลิกเรียนแล้ว ส่วนเรื่องทุนผมโชคดีได้รับการช่วยเหลือจากนายห้างชาวอินเดีย ที่เขาส่งผ้ามาให้พี่ชายตลอด วันหนึ่งเขาป่วย ผมไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ให้กำลังใจว่าไม่ต้องกลัวนะ หนี้สินที่ค้างอยู่ ยังไงก็จะรับผิดชอบ ความที่เราเป็นเด็กและแสดงสปิริต เขาจึงประทับใจและช่วยสนับสนุน

            “ตอนนั้นมีเพื่อนเห็นฝีมือเราในเชิงการบริหาร การจัดการเสื้อผ้า ชวนไปหุ้นทำกางเกงยีนส์แบรนด์ ‘รีน่า ยีนส์’ พี่ชายเห็น อยากร่วมด้วย จึงร่วมมือกันขยายธุรกิจกลายเป็น ‘พีเจยีนส์’ ที่สามารถครองยอดขายอันดับหนึ่ง ในประเทศไทยยาวนานถึง 14 ปี ดังระเบิดจนกระทั่งมาเลเซีย สิงคโปร์ ติดต่อขอไปขาย จากนั้นจึงคิดทำห้างฯโรบินสัน มาจากตัวละคร ‘กัปตันโรบินสัน ครูโซ’ จากนิยายชื่อเดียวกัน เพราะเป็นคนกล้าเผชิญอุปสรรค  เริ่มต้นที่สาขาอนุสาวรีย์ พอประสบความสำเร็จก็ขยายสาขาที่ราชดำริ”

มีกลยุทธ์การตลาดอย่างไรคะ

          “ภาษาจีนมีคำพูดว่า ‘ลูกวัวไม่รู้จักเสือ’ สถานะเราคือลูกวัว ซึ่งราชดำริตอนนั้นมีเสือที่ยิ่งใหญ่มาก 2 ตัว คือไทยไดมารู กับ เซ็นทรัลชิดลม  ผมไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ ฐานะการเงินก็ไม่มั่นคง มีแต่คำว่า บ้า กับ บอ เพราะดันไปสร้างห้างอยู่ในที่ยักษ์ใหญ่ แล้วที่สำคัญไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่

            “ตอนนั้นพยายามคิดในเชิงการตลาดว่า เรามีจุดขายอะไร ก็ต้องขายความแปลก สมัยก่อนห้างฯนิยมสร้างเป็นพื้นที่เต็ม เปิดโถงเจาะแค่ให้บันไดเลื่อนขึ้นเท่านั้นเอง แต่ของโรบินสัน ราชดำริ เราทำเป็นโถงโล่งเจาะสูงทั้ง 6 ชั้น ลูกค้าได้เห็นภาพใหญ่ ซึ่งเป็นต้นแบบของห้างยุคนี้ และเราเป็นห้างแรกในเมืองไทยที่มีลิฟท์แก้วทำเป็นสีเงินกับกับสีทอง นั่นคือความแปลกของตัวห้าง

            “เราคิดต่อว่า คนไทยชอบภาพลักษณ์ ตึกสวยจริง แต่เป็นความสวยในซอย ขณะที่คู่แข่งเขาสวยที่ถนนใหญ่ ความรู้สึกต่างกัน จะหากิมมิกอะไรให้ลูกค้ามาหา อะไรทำให้คนอยากซื้อของ ก็คิดว่า ซื้อของที่ไหนราคาก็เหมือนกัน ลดราคาก็ใกล้ๆ กัน แต่ของพิเศษคือต้องได้อะไร เป็นที่มาของโปรเจ็คต์ ซื้อครบ 600 บาท ได้กระดาษชำระ 6 ม้วน ถ้าพูดในเชิงมาร์เก็ตติ้ง ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะคุณเปิดร้านใหม่ แต่ทะลึ่งแจกกระดาษชำระ มันไม่ใช่ของมงคล แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น เพราะเป็นของที่ทุกคนต้องใช้ และมองว่า พฤติกรรมอยากได้ กับพฤติกรรมที่ยัดเยียดให้ ไม่เหมือนกัน ซื้อของห้างอื่น 600 บาทไม่ได้ของ แต่ซื้อกับเราได้ทันที คนเราต้องการของถูกและดี ปรากฏว่า ได้ผล ดังระเบิด”

กลายเป็นผู้บุกเบิกการตลาดให้ห้างอื่นๆ

            “ใช่ ไม่ใช่แค่นั้น เราบุกเบิกแม้กระทั่งวิธีการตกแต่งร้าน เป็นห้างแรกในเมืองไทยที่จัดไฟคริสต์มาส ฟู้ดคอร์ทเราก็ดังที่สุด หรืออย่างร้านกาแฟ เราใช้กาแฟบด คนชอบมาก เป็นร้านอันดับหนึ่งในราชดำริสมัยนั้น และที่ฮือฮามากที่สุดคือ โปรโมชั่น ‘ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน’ เราลดราคามอเตอร์ไซค์ เปียโน เพราะเป็นสินค้าราคาแพง แต่คุณลดให้ตั้งครึ่งราคา  มีคนต่อคิวยาวข้ามคืน กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ส่งผลให้มีคนชวนไปทำธุรกิจเยอะ เรียกว่า โรบินสันกลายเป็นที่หนึ่งในยุคนั้น”

พอถึงวันที่ต้องตัดสินใจปล่อยมือ ทำใจนานไหมคะ

            “ตอนนั้นประมาท พอชื่อเสียงธุรกิจเราดี แบงค์ต่างประเทศให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าเมืองไทย จึงกู้ข้างนอกตลอด ซึ่งจากที่ผมคุยกับผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจหลายๆ คนเขาก็ยืนยันว่า กู้ต่างประเทศดีกว่า เพราะไทยคงไม่มีทางลดค่าเงิน ถ้าลดเมื่อไหร่ เศรษฐกิจจะพัง พอเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเปรี้ยงเดียวเท่านั้น โอ้โฮ เหมือนล้มทั้งยืน ดอกเบี้ยจากที่ต้องจ่าย 5-6 เปอร์เซ็นต์ พุ่งไป 27 เปอร์เซ็นต์ ไม่นับค่าเงินของต่างประเทศที่สูงกว่าบ้านเราเป็นเท่าตัว ถึงจุดหนึ่งจึงต้องตัดสินใจขายโรบินสันให้กับเซ็นทรัล เพราะประคองตัวเองไม่อยู่ และอีกเหตุผลคืออยากให้พนักงานอยู่รอดด้วย

            “ตั้งแต่ผมทำธุรกิจมา โรบินสัน คือเรื่องท้าทายมากที่สุด เพราะเราอยู่ในโลเคชั่นที่ห่วย เปอร์เซ็นต์เจ๊งสูง แต่ชนะได้ด้วยมาร์เก็ตติ้ง เป็นการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดมากที่สุด แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”

คุณมานิตสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก พอมาถึงรุ่นลูกๆ เขาทำงานสบายกว่าไหมคะ

          “ไม่เลย ตอนรีน่า (รีน่า อุดมคุณธรรม) ลูกสาวคนโตเกิด ผมยังฐานะไม่ดี ต้องนั่งรถเมล์ เพราะไม่มีรถยนต์ มีแต่มอเตอร์ไซค์คันจิ๋ว อย่างตอนภรรยาท้อง (สุรีรัตน์ อุดมคุณธรรม) ผมไม่เคยคิดจะฝากท้องหรือไปหาหมอ นั่นคือเรื่องที่น่าเขกกบาลตัวเองมากที่สุด เพราะมุ่งแต่ทำงาน ตอนเขาปวดท้องคลอด ผมพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดตามยถากรรมเพราะจะคลอดแล้ว มาสำนึกตอนนี้ว่า เราแย่มาก ทำแต่งาน แต่ก็นั่นแหละเพราะความลำบาก ทำให้ลูกสาวได้เรียนรู้ชีวิตตั้งแต่เด็ก ตอนนี้เขาก็มาช่วยดูแลธุรกิจน้ำแร่ 6ty Degrees

“ส่วนลิลลี่ (ลิลลี่ อุดมคุณธรรม) ลูกสาวคนที่สอง มีพลังความคิดสู้ตายไม่แพ้พี่ ตอนนี้เขาดูแลโรงแรมบุราสาหรี่ ที่ภูเก็ตและหลวงพระบาง รวมทั้งโรงแรมไอซ์แลนด์เอสเคป และเซี่ยงไฮ้แมนชั่นที่เยาวราช ส่วนลูกชายคนสุดท้อง-กายสิทธิ์ (กายสิทธิ์ อุดมคุณธรรม) ทำร้านอาหารชื่อ ‘กระเพราคุณพ่อ’ เพราะพ่อชอบกินกะเพรา (ยิ้ม)”

แนะนำเรื่องการทำงานให้ลูกๆ อย่างไรบ้างคะ

 “ผมปูพื้นฐานให้เขาแต่เด็ก อย่างเวลาผมสร้างห้างหรือทำร้านใหม่ๆ ก็พาลูกไปด้วย ให้เขาได้เห็นวิธีการว่า การเป็นผู้นำ ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น ไปเช้า กลับดึก คุณต้องเห็นปัญหาดีกว่าคนอื่นถึงจะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าทุกครั้งที่ไป คุณเอาแต่ชี้นิ้วอย่างเดียว คุณจะเป็นเจ้านายที่ไม่เห็นปัญหา ใช้แต่อำนาจสั่งการ เวลาลูกไปกับผม เขาจะเห็นว่าเราไปทำงาน ไม่ได้ไปเป็นนาย บรรยากาศหน้างานไม่มีคำว่าเจ้านายด้วยซ้ำ เราซื้อก๋วยเตี๋ยวไปฝากทีม ช่วยเขาคิดแก้ปัญหา ให้ทีมมีกำลังใจทำงาน เพราะไม่มีเขา เราก็อยู่ไม่ได้

“การทำงานต้องลงพื้นที่จริง อย่างการทำธุรกิจน้ำแร่ ตอนผมซื้อที่ดินที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีคนบอกว่าบริเวณนี้มีน้ำพุร้อน แต่ยังไม่เห็นด้วยตา ก็ตามไปดู ปรากฏว่ามีจริงๆ และมีถึง 30 บ่อ การลงพื้นที่ทำงานเอง ทำให้เราได้รู้ว่าอุณหภูมิน้ำมีหลากหลาย และน้ำแร่ที่ได้มาตรฐานสูงก็ควรจะอยู่ที่ 60 องศา เพราะเชื้อโรคอยู่ไม่ได้ แถมยังมีแร่ธาตุสูงถึง 16 ชนิด พอเห็นเองกับตา รู้เลยจุดแข็งคืออะไร จะสร้างจุดขายยังไง นอกจากเรื่องคุณประโยชน์ ผมทำการตลาดด้วยบริการส่งถึงบ้าน ซึ่งไม่มีใครทำมาก่อน”

ในฐานะผู้บริหารที่มีหลายธุรกิจ คุณมานิตหาสมดุลจัดการงานและชีวิตส่วนตัวยังไงคะ

 “ผมถามกลับ สิ่งสำคัญของชีวิตคืออะไร?”

ใช่ความสุขไหมคะ?

          “สำหรับผมคือสุขภาพ ถ้าสุขภาพไม่ดี ความสุขไม่มีทางเกิด เรื่องที่สำคัญมากคือ ต้องออกกำลังกาย มนุษย์เราเมื่อก่อนล่าสัตว์จึงแข็งแรง แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องออกไปล่า แต่กินอาหารสามมื้อห้ามื้อ  บางทีก็กินอาหารขยะ กินคอเลสเตอรอล ลืมคิดไปว่า ยิ่งอายุเยอะ กระดูกยิ่งอ่อนแอ การเคลื่อนไหวช้าลง แต่กลับให้ร่างกายแบกน้ำหนักสองเท่า สามเท่า สุขภาพจะดีได้ยังไง?

            “ผมเองต้องกลับมาดูแลสุขภาพ เพราะเคยเป็นสโตรก แล้วเอาชนะมาได้ด้วยใจสู้ พอถึงวันนี้จะอายุ 80 ปีแล้ว ต้องสร้างสมดุลระหว่างอายุกับร่างกายให้ดี ก่อนหน้านี้เคยหนัก 67 กิโล ตอนนี้เหลือ 58 กิโล ต้องหนักประมาณนี้จึงจะบาลานซ์กับมวลกระดูก

“นอกจากนี้ผมเลือกกินอาหารที่มีคุณค่า ไม่กินจุบจิบ ไม่กินหวาน เพราะอันตรายที่สุด ที่สำคัญคือคุณต้องควบคุมตัวเอง  อย่าเห็นแก่ความอร่อย เพราะนี่คือชีวิต  ทุกวันนี้เจอใคร ผมจะเทศน์เรื่องนี้ (หัวเราะ) อย่างเด็กๆ ที่ออฟฟิศ ถ้าเห็นว่าเขาน้ำหนักขึ้น ให้เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรืออย่างเพื่อนเข่าไม่ดี ก็แนะนำให้ขี่จักรยาน ที่ชอบเตือนคนรอบข้างเพราะรู้สึกว่า เพื่อนมนุษย์ควรกระตุ้นสิ่งที่ดีให้กัน และผมเองก็ทำอย่างนั้น เวลาอยู่ออฟฟิศก็ไม่ใช้ลิฟต์ ไปทำงานก็ปั่นจักรยาน บางวันก็ปั่น 40 กิโลในกรุงเทพฯ รวมทั้งมาปั่นขึ้นเนินที่ Swan Lake ด้วย เพราะการปั่นขึ้นเนินจะช่วยให้หัวใจแข็งแรง นอกจากนี้จักรยานยังสอนเรื่องการใช้สติ เพราะต้องดูหนทางด้วย”

เล่าถึงตอนเป็นสโตรกหน่อยค่ะ

“ตอนทำโรบินสัน เรามุ่งจะประสบความสำเร็จ ความเครียดสูง ร่างกายอ่อนแอ มันคงสะสมมาตลอด เส้นเลือดไปแตกขณะที่นั่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่เชียงใหม่ ประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ชาไปทั้งตัว พอไปถึงโรงพยาบาลหมอบอกว่า คุณมานิต สโตรกคุณแตกที่แกนกลางสมองนะ ซึ่งบริเวณนั้นเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เก็บซอฟต์แวร์ เลือดไหลไปลงตรงนั้น ทำให้โปรแกรมทั้งหมดหายไป ร่างกายซีกขวาเป็นอัมพฤกษ์ไม่มีแรง ซีกซ้ายแค่พอขยับได้ หมอบอกว่าผมมีเวลา 6 เดือนในการฟื้นฟูร่างกายด้วยการทำกายภาพ และใน 3 เดือนแรกจะต้องฟื้นฟูให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำไม่ได้ ร่างกายจะไม่เหมือนเดิม ตอนนั้นภรรยาบินไปหา ผมบอกว่า ขอแค่ 2 วันนี้ ช่วยประคองหน่อยนะ แต่หลังจากนี้ต่อให้ต้องคลานก็ต้องปล่อยให้คลานไป ใจสั่งเลยต้องหาย สุดท้ายก็หายจริงๆ”

“ต้องบอกว่าก่อนหน้าจะเป็นสโตรก ผมเคยวิ่งมาราธอนมาก่อน เริ่มวิ่งตอนอายุ 39 ช่วงที่ทำงานที่โรบินสันเหมือนกัน ตอนนั้นผมเครียดมากจึงต้องออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยทำเลย เพราะสมัยเด็กบ้านยากจน มุ่งแต่ทำงาน โตขึ้นมาก็ทำแต่งาน กลายเป็นขาไม่มีเรี่ยวแรง ผมใช้วิธีถ่วงถุงทรายที่ขาขณะวิ่งด้วยเพื่อให้มีกล้ามเนื้อ และด้วยความบ้า มาราธอนครั้งแรกในชีวิตผมลงสนามที่ 42 กิโลเลย ใช้เวลาซ้อม 1 ปี วิ่งไปเรื่อยๆ วันละ 10 กิโล 20 กิโล 30 กิโล จำได้ว่าวันลงสนามจริง ตอนที่วิ่งถึงกิโลเมตรที่ 33 แค่จะเดินยังไม่ไหว แต่ใช้ใจสั่งว่า ต้องทำให้ได้ จาก 33 กิโล ก็ค่อยๆ มีแรงไปที่ 35 กิโล พอถึงกิโลเมตรที่ 40 ความรู้สึกทำไม่ได้ ไม่มีแล้ว ชีวิตนี้ผมจบมาราธอนมา 3 ครั้ง การวิ่งมาราธอนทำให้รู้ว่า ร่างกายแข็งแกร่งแค่ไหน เพราะมาราธอนซื้อที่ใจ นั่นคือพลังจิต 100 เปอร์เซนต์ ผมคิดว่าถ้าชนะมาราธอน คุณจะชนะทุกอย่าง

“ใน 3 เดือนที่หมอกำหนดเวลา พอต้องทำกายภาพ ผมก็คิดถึงตอนที่ฝึกมาราธอน เพราะแขนขาไม่มีแรง จำได้ว่าเวลาเพื่อนมาเยี่ยม เขาเห็นผมจับตุ๊กตายางแล้วมือผมสั่นจนทำหล่น ใครเห็นก็คงปลงอนิจจังว่า ต้องตายแน่ๆ (หัวเราะ) เพราะตุ๊กตาเบาขนาดนั้นยังจับไม่ได้ แต่ผมไม่อายฝึกจับบ่อยๆ อย่างเรื่องขา ผมใช้วิธีถ่วงถุงทรายที่ขา ข้างละ 2 ถุง พอจะนอนค่อยถอดออก อันนี้คิดเองนะ หมอไม่ได้สั่ง ผ่านไปหนึ่งเดือน อาการดีขึ้น 5-6 เปอร์เซ็นต์ ขาเริ่มมีแรง นอกจากนี้พยายามเดินให้มากที่สุด อย่างเวลาพยาบาลเอารถเข็นมารับ ผมไม่ยอมนั่ง ฝืนเดิน แล้วคนเป็นอัมพฤกษ์ขาจะเป๋ เพราะไม่มีแรงบิด เราต้องฝืนบิดมันกลับมาให้เดินตรง ฝึกทุกวันจนทำได้ มือขวาที่ไม่มีแรง ก็คิดวิธีเอามือซ้ายประคองมือขวาไว้ข้างใต้ แล้วเอามือจุ่มกระบะทราย ค่อยๆ ฝึกกำทราย ยกทรายขึ้น ฝึกเป็นเดือน จนมือขวาแข็งแรงขึ้น

“และสิ่งที่ทำให้ผมกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมคือ จักรยาน พอเริ่มหายดี เดินได้ ขยับได้ ก็ไปขี่จักรยาน คนรอบตัวก็ต่อว่า ‘ป่วยแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ (หัวเราะ) รู้ไหมว่าขี่จักรยานแล้วล้ม ตายทั้งเป็นเลยนะ’ ผมก็รับปากไปอย่างนั้นว่าไม่ไปๆ แต่ขี่จากคอนโดตรงหลังสวนไปสวนลุมพินี เพราะเป็นเส้นทางที่รถไม่เยอะและใช้ระยะทาง 1 กิโลเมตร ขี่ทุกวัน เห็นผลไวมาก เพราะจักรยานช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดี ทำให้นิ้วสามารถขยับได้เหมือนเดิม และจักรยานก็ทำให้ผมหายขาดจากสโตรก ร่างกายคืนกลับมา 99  เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน จนหัวหน้ากายภาพบำบัดชมแล้วชวนผมให้มาช่วยคิดโปรแกรมทำกายภาพกับผมที่โรงพยาบาล (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นถ้าใจไม่สู้ ไม่มีทางหายแน่นอน”

แสดงว่าตอนป่วย ไม่เคยท้อใจเลยใช่ไหมคะ

            “ผมคิดแต่ว่าจะชนะ คุณถึงจะมีพลัง แต่ถ้าคุณคิดว่าขอแค่ให้เดินได้ก็พอ คุณไม่มีทางไม่ชนะ ผมเคยไปช่วยกายภาพคนที่เป็นสโตรก พบว่ายากมาก ผมกับหัวหน้ากายภาพเห็นแล้วว่า เขาเดินท่าผิดปกติเพราะขาบิด นั่นหมายถึงประสาทสั่งการอาจจะเสีย ก็เตือนเขาว่า เดินอย่างนี้ไม่ได้นะ จะไม่หาย ต้องฝืนเดินให้ตรง พอเขาตอบกลับว่า ‘ถ้าฉันล้ม ใครรับผิดชอบ’ ผมคิดเลยว่าถ้าถามอย่างนี้คงช่วยไม่ได้ เพราะใจเขาไม่สู้ ถ้าคุณอยากหาย คุณต้องฝืนตัวเอง”

สำหรับคุณมานิต สโตรกสอนอะไรคะ

            “สอนว่าชีวิตต้องไม่ยอมแพ้ สโตรกบอกถึงสังขารที่บกพร่อง แต่ข้อบกพร่องจะมากขึ้น เมื่อพลังจิตอ่อนแอ หรือจิตใจยอมแพ้ เช่นเดียวกับชีวิต มนุษย์เรามักง่าย บางครั้งต้องการโชว์ผลงาน ทำตั้งนานแล้วไม่มีผลงานกลัวจะเสียหน้าจึงเลิกทำกลางคัน คุณทำอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าตั้งเป้าแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งจะสำเร็จได้ ต้องไม่มีพลังลบให้บั่นทอนใจ ผมคิดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าตั้งใจและไม่กลัว เราจะทำได้ทุกอย่าง ขอให้สิ่งนั้นบริสุทธิ์และสุจริต ลงมือทำเลย”

            “หลักการนี้ใช้กับทุกเรื่อง อย่างการทำธุรกิจ มันยาก แต่ถ้าเราตั้งมายด์เซ็ตว่าต้องทำให้สำเร็จ ถ้ามีปัญหาก็ต้องแก้ตามที่ตั้งใจไว้ อย่าเพิ่งล้มเลิกเป้าหมายกลางคัน ทำให้เต็มที่” 

อีกเรื่องที่หลายคนสงสัยคือ คุณมานิตมีภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย ขัดกับภาพนักธุรกิจทั่วไป

            “Easy, Simple, No Condition คือคติของผมน่ะ ผมเรียนรู้หลักการ 20/80 จากคุณอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งหลักการนี้เป็นของนักปราชญ์ชาวอิตาลีชื่อ วิลเฟรโด พาเรโต ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต หลักเขามีอยู่ว่า บางครั้งเราลงมือทำอะไรสักอย่าง โดยใช้เวลา 20 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถให้ประโยชน์ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ กลับกันบางเรื่องทุ่มเวลาไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ให้ผลแค่ 20 เปอร์เซ็นต์  เช่น การประชุมใช้เวลาเยอะ แต่บางครั้งให้ผลลัพธ์น้อย เพราะฉะนั้นคนบริหารประชุมต้องแม่นและเด็ดขาด ต้องรู้ว่าอะไรคือสาระ อะไรไม่ใช่ สำหรับผม ถ้ารู้สึกว่านอกเรื่อง ก็ตัดจบเลย

“หรืออย่างข้าวของที่คุณใช้ ลองสังเกตดู เสื้อผ้าที่หยิบบ่อยๆ จากตู้ มีแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ที่เหลือมักไม่ได้ใช้ เมื่อก่อนผมก็มีเสื้อผ้ามากมาย พอใช้หลักการนี้ ผมก็ทิ้งเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็น เพราะบางครั้งเราเก็บไว้ด้วยความเสียดาย ด้วยความงก ไปจนถึงคำว่า ‘เผื่อ’ ซึ่งเสียทั้งพื้นที่และเวลา แทนที่คุณจะเปิดตู้ เลือกเสื้อผ้า 5 นาที ให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่มักต้องใช้เวลาเลือกแล้วเลือกอีก ทั้งที่สุดท้ายก็หยิบเสื้อผ้าตัวเก่งใน 20 เปอร์เซ็นต์ นั้น”

            “ถ้าต้องมีเยอะเพราะเป็นเรื่องงาน เรื่องจำเป็น ก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคุณมีเยอะ ซื้อเยอะเพราะอยากโชว์ออฟ ต้องแต่งตัวดีๆ ไม่อย่างนั้นกลัวคนอื่นจะดูถูก อยากให้ลองคิดว่า ชีวิตเราต้องอยู่กับคำว่า ดูถูก ดูผิดหรือ ทำไมไม่อยู่กับความมั่นคงของตัวเอง อยู่ด้วยความภูมิใจและความสามารถ ทำไมคุณถึงสร้างความรู้สึกไม่ดีกับหน้าตาตัวเอง คุณไม่ได้ขอเงินใคร แล้วทำไมศักดิ์ศรีคุณจะไม่มี ทำไมต้องให้สังคมตัดสิน คุณควรภูมิใจในเอกลักษณ์ของตัวเองสิ”

เมื่อก่อนคุณมานิตเคยซื้อของแพงๆ หรือห่วงหน้าตาไหม

            “เสื้อผ้าแพงๆ ไม่เคยซื้อ แต่ซื้อรถ สมัยก่อนเขานิยมว่า เวลาเอาเงินเข้าธนาคารต้องขับรถเบนซ์ เราก็พยายามหารถเบนซ์มาขับจนได้ พอรู้หลักการ 20/80 ทิ้งรถเลย เพราะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ทุกวันนี้ปั่นจักรยานไปทำงาน ส่วนรถยนต์ถ้าจะใช้ ยี่ห้ออะไรก็ได้”

            “ส่วนเรื่องห่วงหน้าตา สมัยอยู่โรบินสัน ถ้าคุณจะนัดเจอผม ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 วัน บางครั้งให้เขารอเป็นเดือน เพราะผมหน้าใหญ่ ใครนัดมารับหมด อยากโชว์ออฟว่าตัวเองใหญ่ ส่วนเดี๋ยวนี้ถ้าจะคุยเรื่องไม่มีสาระ ผมไม่คุย แต่ถ้าคุยเรื่องที่เป็นประโยชน์ จะนัดผมพรุ่งนี้ แล้วตารางผมว่าง ก็ยินดี ทำแบบนี้ชีวิต Simple เลย เพราะเวลามีค่า”

ทุกวันนี้รู้สึกพอใจกับสิ่งที่มีแล้วยังคะ

            “ความพอของมนุษย์ไม่มี ถ้ามีคือบวช (หัวเราะ) เมื่อไหร่ที่คุณทำธุรกิจต้องมีเป้าหมาย สำหรับผมเป้าหมายคือต้องชนะ คุณต้องไขว่คว้าหาความรู้ หาคนเก่งมาช่วยคุณ แต่สิ่งที่อยากทำมากๆ ตอนนี้คือ เรื่องที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะ”

มีวิธีทำธุรกิจให้บาลานซ์เรื่องผลกำไรและประโยชน์อย่างไรคะ

“โปรเจ็กต์ Swan Lake สอนผมว่า มนุษย์อย่าทำลายธรรมชาติ เมื่อก่อนพื้นที่ 200 ไร่ตรงนี้เป็นเขาหัวโล้น ผมเปลี่ยนใหม่ทุกอย่าง ปลูกต้นไม้ใหม่ทั้งหมดกว่า 40,000 ต้น ขุดสระน้ำกว่า 7 สระ การทำธุรกิจนี้มันเริ่มเปลี่ยนจิตใจผม จากเดิมที่ทำธุรกิจเพื่อหาผลประโยชน์ ผมเริ่มเห็นแล้วว่าน้ำกับต้นไม้ คือเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ตาย ถ้าไม่มีต้นไม้ ไม่มีอากาศ โครงการผมสร้างพื้นที่ป่ามากกว่าที่อยู่อาศัย และแต่ก่อนเราเคยเปิดสอนการทำแปลงผักออแกนิค ให้ชาวบ้านเข้ามาทำงานกับเราทั้งหมด 15 วัน สอนครบทุกอย่าง โดยจ่ายค่าแรงขั้นต่ำให้ด้วย เพื่อให้เขาไปต่อยอดได้ แต่ตอนนี้พอต้นไม้โตขึ้น มันบังแสงอาทิตย์ โปรเจ็กต์นี้จึงเลิกไป นี่คือการบาลานซ์การทำธุรกิจและประโยชน์ของชาวบ้าน ธุรกิจก็ทำ ก็ขายเต็มที่ แต่สิ่งให้ ก็เต็มที่เหมือนกัน

            “อีกโปรเจ็กต์ที่ผมกำลังทำตอนนี้อยู่ที่เชียงดาว นอกจากซื้อที่ดินไว้สำหรับทำธุรกิจน้ำแร่ ผมมีที่จำนวนหนึ่ง กำลังให้ผู้เชี่ยวชาญทดลองเลี้ยงปลา ไก่ ห่าน แบบออร์แกนิก ไม่ได้เลี้ยงเพื่อทำธุรกิจแล้วหวังรวยคนเดียว แต่อยากจะสอนชาวบ้าน ฟรีๆ ให้เขาเอาความรู้ไปใช้ทำมาหากินได้ และผมก็วางแผนไว้ว่า อยากให้เชียงดาวเป็นเมืองของจักรยาน จะลงทุนซื้อจักรยานจากญี่ปุ่น ประมาณ 1,000 คัน คันละประมาณ 3,000-4,000 บาท แต่ขายให้ชาวบ้านในราคา 1,000 บาทเท่านั้น เพื่อให้คนที่นี่มีสุขภาพที่ดี เพราะชาวนา ชาวไร่ พออายุ 60 ขึ้นไป เขาแทบไม่ออกกำลังกาย นั่ง นอนอยู่ที่บ้านเป็นหลัก หากสังเกตดูตามต่างจังหวัดคนป่วยเยอะมาก นี่คือสิ่งที่อยากจะทำโดยไม่เคลือบแฝงธุรกิจหรือโปรโมตตัวเอง พอแอดติจูดเปลี่ยนว่าเราอยากทำเพื่อสังคม เพราะฉะนั้นจะงกไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะถ้าคุณงก หวังแต่กำไร คุณจะไม่ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น”

ธุรกิจยุคนี้การแข่งขันสูง หัวใจหลักที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร

            “มาร์เก็ตติ้ง คุณต้องมองตลาดให้ทะลุ และที่สำคัญคือของต้องดีจริง อย่าโกหก สมัยนี้การต่อสู้ดุเดือด แต่ถ้าของคุณดีจริงจะ คุณจะกลัวอะไร ที่คุณกลัวเพราะของคุณไม่ดีจริง และถ้าคุณโกหก คนเขาก็สัมผัสได้ อนาคตจะไม่มีใครเชื่อถือ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องเป็นเรื่องจริง

“หลักต่อมาคือต้องจริงใจกับลูกค้า ต้องสนับสนุนลูกค้าให้ขายดี พอเราจริงใจ เวลาเกิดปัญหาอะไรเขาจะช่วยเหลือ แม้กระทั่งลูกน้องก็เหมือนกัน ความจริงใจสำคัญมาก เขาทำงานตรงไหนบกพร่องต้องสอน  ต้องพูดเรื่องจริง แล้วเขาจะไว้ใจ”

ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหมคะ

            “อยากสอนไทเก๊ก จะบอกว่าการเล่นไทเก๊กคือความสุขในทุกวันนี้ก็ได้ ผมเล่นมา 30 ปีแล้ว มันช่วยฝึกจิต เหมือนการปฏิบัติธรรมขั้นสูง เพราะคุณต้องมีสติกับการเคลื่อนไหว ตอนนี้อยากส่งต่อความรู้ให้คนอื่น เรียกว่าสร้างทายาทมารับช่วงต่อ

            “ถ้าเป็นเป้าหมายอื่นๆในชีวิต ผมมองว่าครอบครัว ต้องเป็นทีมเวิร์คที่ดี รัก สามัคคี ปรองดองกัน ส่วนธุรกิจ ตั้งใจทำอะไรต้องประสบความสำเร็จ เพราะชีวิตคุณอยู่ได้เพราะงาน ที่ช่วยเลี้ยงดูครอบครัว ถ้าเจอปัญหาก็ใช้ความคิดและความตั้งใจ แก้ไขกันไป

            เป้าหมายคือเท่านี้เลย (ยิ้ม)


เรื่อง Fai
ภาพ วรสันต์

ใหม่! ไฟน์ไลน์ปรับผ้านุ่มเข้มข้น ออลเดย์เฟรช กำจัดกลิ่นอับได้อยู่หมัด ด้วยเทคโนโลยี SUN SCENT TECH ผ้าหอมสดชื่นนาน 24 ชม.

ไฟน์ไลน์ (Fineline) ผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าครบทุกขั้นตอน หนึ่งในแบรนด์สินค้าคุณภาพภายใต้ นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) บริษัทสินค้าอุปโภคชั้นนำสัญชาติไทย คุณภาพระดับสากล ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่ช่วยดูแลชีวิตประจำวันของทุกคนให้ได้รับความสะดวกสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อช่วยยกระดับความสุขของผู้บริโภคให้ทุกวันดียิ่งขึ้น  ส่งไอเท็มความนุ่มหอมใหม่ สำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วย ไฟน์ไลน์ปรับผ้านุ่มเข้มข้น ออลเดย์เฟรช เพื่อผ้านุ่ม หอมสะอาดสดชื่น พร้อมพลังปกป้องจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัว

ใหม่! ไฟน์ไลน์ปรับผ้านุ่มเข้มข้น ออลเดย์เฟรช (Fineline Softener All Day Fresh) ผ้านุ่มฟูหอมนาน ลดกลิ่นอับชื้น ช่วยให้ผ้าเรียบ รีดง่ายขึ้น โดดเด่นด้วยคุณสมบัติของเทคโนโลยี SUN SCENT TECH ที่ไม่ว่าจะตากผ้าในร่ม พื้นที่จำกัด หรือตากผ้ากลางคืน ก็กำจัดกลิ่นอับได้อยู่หมัด มอบกลิ่นหอมสะอาดเหมือนแดดยามเช้า รวมทั้งปกป้องเสื้อผ้าระหว่างสวมใส่จากกลิ่นเหงื่อและกลิ่นไม่พึงประสงค์ นาน 24 ชม. ผสานพลังในการดูแลและปกป้อง เพื่อผ้านุ่ม รีดง่าย ถนอมผ้า และคงสีสัน แม้ผ่านการซักหลายครั้ง ให้แนวกลิ่นหอมกำลังดี ที่ทุกคนในครอบครัวชื่นชอบ

คุ้มค่า ราคาดี กลิ่นหอมโดนใจ ต้องลอง! ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้น ไฟน์ไลน์ ออลเดย์เฟรช นุ่มหอม สดชื่น 24 ชม. ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัวมี 2 กลิ่นให้เลือก ได้แก่ มอร์นิ่งเฟรช (สีฟ้า) หอมสะอาดสดชื่น ยิ้มรับวันใหม่แบบสุดเฟรช และบลูมมิ่งเฟรช (สีชมพู) หอมหวานละมุนด้วยกลิ่นดอกไม้นานาพรรณ สดใสทั้งครอบครัว ขนาด 450 มล. ราคา 65 บาท และ ขนาด 1,150  มล. ราคา 165 บาท พร้อมมีโปรโมชั่น 1 แถม 1 (ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2567)     วางจำหน่ายที่ โลตัส ,ซีเจ, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, กรูเมต์ มาร์เก็ต, บิ๊กซี, หรือช้อปออนไลน์ได้ทาง 7- Delivery, Shopee, Lazada, Konvy ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง FB: FinelineThailand, IG: @finelinethailand, TikTok: @finelinethailand, Line Official Account: @NEOdealDD

วิน-นานิ-เจมีไนน์-โฟร์ท

วิน-นานิ-เจมีไนน์-โฟร์ท บินลัดฟ้าร่วมฟรอนต์โรว์ชมงานแฟชั่นระดับโลก

ไอคอนิกแฟชั่น วิน-นานิ-เจมีไนน์-โฟร์ท ยกทีมบินลัดฟ้าฟรอนต์โรว์ชมงานแฟชั่นระดับโลก “Milan Fashion Week Men Show SS2025”

ส่งตรงโททัลลุคแบบที่เรียกว่าทำถึงมากกับการอวดโฉมระดับอินเตอร์อีกครั้ง สำหรับ 4 ไอคอนิกแฟชั่นสุดฮอตอย่าง “วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร, นานิ หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ, เจมีไนน์ นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์, โฟร์ท ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล” จาก “GMMTV” คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของเมืองไทย ที่ยกทีมบินลัดฟ้าไปร่วมชมงานแฟชั่นโชว์สุดยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง “Milan Fashion Week Men Show SS2025” ณ เมือง       มิลาน ประเทศอิตาลี กับคอลเลคชั่น Men’s Spring Summer 2025 ซึ่งถือเป็นงานที่เหล่าคนที่ชื่นชอบแฟชั่นรอคอยและจับตามองแฟชั่นโชว์ของแต่ละแบรนด์ รวมไปถึงไอเท็มชิ้นเด็ดอีกด้วย

โดยเริ่มจากหนุ่ม “วิน” กับตำแหน่ง Brand Ambassador ของ Prada ที่ปรากฏตัวอวดโฉมในชุดเซตผ้าวูลสีน้ำตาลเรียบหรูโดดเด่น พร้อมร่วมนั่งฟร้อนโรลชมโชว์ในคอลเลคชั่น Prada Men’s Spring/Summer 2025 Fashion Show เรียกว่าออร่าพุ่งสุดๆ เลยทีเดียว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางการต้อนรับสุดอบอุ่นจากเหล่าแฟนๆ และภายในงานหนุ่มวินยังได้ถ่ายภาพร่วมกับศิลปินดาราระดับโลกมากมายอีกด้วย #Prada2025

ส่วนฟากของหนุ่ม “นานิ” ก็มาในลุคเสื้อเชิ้ตลายเสือสุดกร้าวใจจากแบรนด์ Dolce & Gabbana และร่วมชมโชว์ Dolce & Gabbana SPRING SUMMER 2025 Men’s Collection โดยภายในงานนี้นอกจากหนุ่มนานิจะได้ร่วมชมโชว์แล้ว ก็ยังได้พบปะพูดคุยกับดีไซน์เนอร์ของแบรนด์อีกด้วย#DolceGabbana #DGSS25

ปิดท้ายด้วย 2 หนุ่มฮอต “เจมีไนน์-โฟร์ท” กับโททัลลุคที่ดูหล่อแบบตะโกนจากแบรนด์ ZEGNA ในคอลเล็กชั่น Summer 2025 เข้าร่วมงานและชมโชว์ ZEGNA SUMMER 2025 FASHION SHOW ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานนี้ทั้ง 2 หนุ่ม “เจมีไนน์-โฟร์ท” ได้พบปะพร้อมถ่ายภาพร่วมกับเหล่าคนดังระดับโลก ท่ามกลางการต้อนรับของเหล่าแฟนๆ ที่มาให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก #ZEGNASUMMER25   ทั้งหมดนี้นับเป็นการตอกย้ำกับภาพลักษณ์การเป็นแฟชั่นไอคอนิกของ “วิน-นานิ-เจมีไนน์-โฟร์ท”   ที่เอาอยู่ทุกลุคในงานแฟชั่นโชว์ระดับโลกอย่างแท้จริง

Luminox ฉลองครบรอบ 35 ปี เปิดตัวนาฬิกาฮีโร่สุดพิเศษ “Heritage Collection”

Luminox แบรนด์นาฬิกาคุณภาพระดับโลก ฉลองครบรอบ 35 ปีของประวัติศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาทางการทหารระดับแนวหน้าที่ร่วมรังสรรค์กับสุดยอดหน่วยรบทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “Heritage Collection” นาฬิกาฮีโร่ 3 รุ่น ซึ่งสื่อถึง 3 อาณาเขตปฏิบัติการของหน่วยซีลกองทัพเรือ (Navy SEALs) คือ ทางทะเล ทางบก และทางอากาศ สะท้อนความภูมิใจในเกียรติประวัติอันยาวนานที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์เรือนเวลาอันทรงคุณค่า

นับเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษแล้วที่ Luminox ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการนาฬิกา ด้วยการเป็นพันธมิตรร่วมกับ Navy SEALs รังสรรค์นาฬิกาทางการทหารระดับแนวหน้าที่เปี่ยมด้วยคุณภาพระดับโลก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับประวัติศาสตร์อันทรงเกียรตินี้ ในวาระครบรอบ 35 ปีของแบรนด์ Luminox จึงถือโอกาสเปิดตัวนาฬิกา 3 รุ่นใหม่ล่าสุด ในคอลเลคชั่นพิเศษ “Heritage Collection” โดยทยอยเผยโฉมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนจัดงานเปิดตัวอย่างใหญ่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ณ Event Arena ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีหนุ่มฮ็อต “แดน” หรือ “คิมอินฮยอน” ยูทูบเบอร์ชาวเกาหลี น้องเล็กของพี่จองและคัลแลนจากช่อง Cullen HateBerry และนักแสดงสาว “มารี เบรินเนอร์” ร่วมเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ด้วย

สำหรับเรือนเวลา 3 รุ่นพิเศษใน “Heritage Collection” ประกอบด้วย นาฬิการุ่น Navy SEAL Original 3001.H (heritage) ที่สื่อถึงปฏิบัติการทางทะเล, รุ่น F-117 NIGHTHAWK® x Skunk Works® 6442.H สื่อถึงปฏิบัติการทางน่านฟ้า และรุ่น RECON Point Man 8825.H ที่สื่อถึงปฏิบัติการทางบก โดยแต่ละรุ่นล้วนสร้างสรรค์ขึ้นด้วยนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Luminox

เริ่มที่รุ่นแรก Navy SEAL Original 3001.H (heritage) ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากปฏิบัติการทางทะเลของ Navy SEALs โดยยังคงมีกลิ่นอายของนาฬิกา Navy SEAL รุ่นก่อนเอาไว้ แต่ปรับปรุงใหม่ แฝงรายละเอียดที่สื่อความหมายเกี่ยวกับการเป็นพันธมิตรกับ Navy SEALs ทางทะเลไว้ได้อย่างลงตัว จุดเด่นคือตัวเลข “30” สีแดงบนขอบหน้าปัด ซึ่งสื่อถึงเวลา 30 ปีที่นาฬิการุ่น Original Navy SEAL 3000 เปิดตัวเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1994 รวมถึงปลายเข็มวินาทีที่ทำเป็นลูกศรสีแดง เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านเวลา นอกจากนี้ยังออกแบบให้เป็นนาฬิกาที่มีความทนทานและเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยกลไกระบบ Swiss quartz ETA คุณภาพสูง กระจกหน้าปัดทำจากคริสตัลแซฟไฟร์ และขอบหน้าปัดเป็นสแตนเลสสตีล

รุ่นต่อมาที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายน คือ F-117 NIGHTHAWK® x Skunk Works® 6442.H ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่านักบินเครื่องบินขับไล่ล่องหนเมื่อ 25 ปีก่อน สร้างสรรค์ออกมาเป็นเรือนเวลาที่สื่อถึงปฏิบัติการทางน่านฟ้า โดยความพิเศษของรุ่นนี้คือการนำดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Skunk Works® หน่วยลับสุดยอดทางเทคโนโลยีโซลูชั่นและนวัตกรรมการบินขั้นสูงของ Lockheed Martin ที่ดูแลด้านการออกแบบเครื่องบินให้กับหน่วยรบทางอากาศสหรัฐอเมริกา มาผสานเข้ากับความเป็น Luminox ได้อย่างลงตัว ไฮไลต์คือโลโก้ของ Skunk Works® ที่ใช้เทคโนโลยี Super-LumiNova® ประทับไว้บริเวณเลข 6 นาฬิกา จะเรืองแสงให้เห็นได้ราง ๆ ในยามกลางวันหรือที่ที่มีแสงสว่าง และจะเห็นชัดเจนขึ้นในยามค่ำคืนหรืออยู่ในที่มืด นอกจากนี้บริเวณฝาหลังตัวเรือนยังสลักโลโก้ Skunk Works® และ Lockheed Martin เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยลับสุดยอดทางเทคโนโลยีโซลูชั่นและนวัตกรรมการบินขั้นสูงของหน่วยรบทางอากาศสหรัฐอเมริกาด้วย และที่พิเศษอีกอย่างคือตัวเลขกลับหัวบนขอบหน้าปัด เพื่อให้ผู้ใช้อ่านเวลาได้สองเขตเวลา (Timezone) ในเรือนเดียว นาฬิกาเรือนนี้จึงไม่เพียงเป็นเพื่อนคู่กายสำหรับนักบินกองทัพอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่ใจสำหรับผู้ที่รักในการผจญภัยอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยรุ่น RECON Point Man 8825.H ตัวแทนหน่วย Navy SEALs ที่ปฏิบัติการทางบก ซึ่งมีกำหนดการเปิดตัวใน
เดือนมิถุนายนเช่นกัน นาฬิการุ่นนี้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่หน่วยลาดตระเวนนำทุกหน่วย โดยออกแบบให้เป็น
นาฬิกาคุณภาพสูงในดีไซน์เรียบง่าย ครบครันด้วยคุณสมบัติการใช้งานขั้นสูง มีมาตรวัดความเร็วในการเคลื่อนที่พร้อม
เครื่องหมาย KM (กิโลเมตร) และ MI (ไมล์) บนหน้าปัด อีกทั้งยังมีจุดบอกทิศทั้ง 4 สลักไว้ตรงกรอบหน้าปัดด้านใน จึง
เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับหน่วยทหารและนักสำรวจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่สำรวจนำทางในภารกิจและการผจญ
ภัย ไม่ว่าจะภูมิประเทศแบบใดก็ตาม

นับเป็นการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ โดยสะท้อนเรื่องราวการเป็นพันธมิตรระหว่าง Luminox และ Navy SEALs ผ่านนาฬิกาแต่ละรุ่นที่ถึงพร้อมด้วยนวัตกรรมและความแม่นยำได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเมื่อเมื่อจิตวิญญาณของ Navy SEALs มาบรรจบกับความเชี่ยวชาญของ Luminox ก็ก่อเกิดเป็นเรือนเวลาสุดพิเศษที่ดีที่สุดแห่งยุค

และแน่นอนว่าเหมือนเช่นนาฬิกาทุกเรือนที่ผ่านมา เรือนเวลาทั้ง 3 รุ่นใน “Heritage Collection” มาพร้อมเทคโนโลยี
แสงอันเป็นเอกสิทธิ์ของ Luminox ที่มองเห็นได้ในทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะมืดแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Nick
North ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัย พัฒนา ทดสอบ และประเมินผล (RDT&E) ของ Navy SEALs ยกให้ Luminox เป็น
นาฬิกาที่เชื่อถือได้มากที่สุดสำหรับการปฏิบัติการพิเศษของหน่วย

และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับวาระครบรอบ 35 ปี Luminox ขอมอบโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อนาฬิกา
Luminox ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2567 รับส่วนลดทันที 10%-20% พร้อมของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เมื่อซื้อครบ
15,000 บาท รับกระเป๋าผ้า Luminox มูลค่า 1,090 บาท ซื้อครบ 20,000 บาท รับเสื้อโปโล Luminox มูลค่า 1,290
บาท และเมื่อซื้อครบ 30,000 บาท หรือซื้อนาฬิการุ่น Heritage Collection ได้รับหมวก Luminox มูลค่า 2,190 บาท
พิเศษสุด! เมื่อซื้อนาฬิการุ่น Heritage Collection ครบ 3 เรือน รับทันที COLLECTOR BOX สุดหรู มูลค่า 5,290 บาท ที่
Luminox Central @ Central World

ไฮไลท์

 3 เหตุผลที่ไม่ควรพลาดการแสดงของ ไฮไลท์ (HIGHLIGHT )

 

ใครมีบัตรแล้วยกมือขึ้น!! ขอแสดงความยินดีจากหัวใจเพราะคุณคือผู้โชคดีที่กำลังจะได้รับของขวัญสุดพิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว กับงาน HIGHLIGHT LIVE 2024 [LIGHTS GO ON, AGAIN] IN BANGKOK ที่ทั้ง 4 หนุ่ม HIGHLIGHT ยุน ดูจุน (YOON DUJUN), ยาง โยซอบ (YANG YOSEOP), ลีกีกวัง (LEE GIKWANG) และ ซนดงอุน (SON DONGWOON) เตรียมเอาไว้อย่างจัดเต็ม กับความตื่นเต้นที่รอแทบไม่ไหว ที่จะได้พบกับ “ไลท์ไทย” (Light ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการของ HIGHLIGHT) ในรอบ 6 ปี

ใครมีบัตรแล้วกำไว้ให้แน่น เตรียมชุดให้พร้อม! แล้วมาเจอกัน ส่วนใครที่ยังไม่มีบัตร อ๊ะๆ ไม่ต้องเสียใจ เพราะยังพอบัตรและที่นั่งดีๆ ให้พอได้จับจอง แต่หากคุณยังลังเล ยังไม่ชัวร์ว่าจะมาหรือไม่มาดี แนะนำมาฟัง 3 เหตุผลดีๆ ที่ไม่ควรพลาดคอนเสิร์ตครั้งนี้จาก หนุ่มๆ HIGHLIGHT

ไฮไลท์

ข้อที่หนึ่ง สำหรับ HIGHLIGHT LIVE 2024 [LIGHTS GO ON, AGAIN] IN BANGKOK นอกจากจะเป็นงานแรกในรอบ 6 ปีที่เมืองไทยของพวกเขาแล้ว ยังถือเป็นงานฉลองครบรอบการเดบิวต์ 15 ปี ของหนุ่มๆ อีกด้วย ซึ่งหากคุณเป็น Beauty และ Light บอกตรงนี้เลยว่าห้ามพลาดงานนี้อย่างแรง!!

ข้อที่สอง หลังจากที่พวกเขาได้ใช้ชื่อ HIGHLIGHT มานานถึง 8 ปี กลับมาครั้งนี้พวกเขายังได้รับสิทธิ์ในการใช้เครื่องหมายการค้า ‘BEAST’ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของ Highlight X BEAST เราจะพลาดได้อย่างไร

และข้อที่สาม กับเพลงที่ชาว Beauty และ Light คิดถึงบอกตรงนี้ว่ามีมาให้พวกเราได้รำลึกความหลังกันแน่นอน และเพิ่มความพิเศษแบบอัดแน่นไปอีกกับเพลงใหม่ เพลงฮิต สเตจที่ยังไม่เคยได้ดูจากที่ไหน รับรองจะได้รับชมจากคอนเสิร์ตครั้งนี้แน่นอนคุณน้า และกลับมาครั้งนี้ทั้ง 4 หนุ่มเขากลับมาในลุคที่โตขึ้น ความคาริสม่าเอย ความหล่อเอย ของผู้ชายในวัย 30 กร้าวใจกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ไฮไลท์

นี่เป็นเพียงเสี้ยวเดียวกับเหตุผลที่ว่าทำไมต้องมาดูกับตา มาชมให้ได้อินได้ฟินด้วยตัวเอง กับ คอนเสิร์ต HIGHLIGHT LIVE 2024 [LIGHTS GO ON, AGAIN] IN BANGKOK ใครยังไม่มีบัตร จิ้มเลยที่  https://www.lightsgooninbkk.com  แล้วมาเจอกัน วันที่ 30 มิถุนายน 2024 ณ แจ้งวัฒนะฮอลล์ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ รับรองสนุกมันส์แบบสิบเต็มสิบ!

#HIGHLIGHT_LIVE_2024_ASIA_TOUR #HIGHLIGHT_ASIA_TOUR #LIGHTS_GO_ON_AGAIN #LIGHTS_GO_ON_AGAIN_IN_BKK #오엔기획 #ONworldwide #하이라이트 #HIGHLIGHT #비스트 #BEAST #하이라이트X비스트 #HIGHLIGHTXBEAST

จีไอเดิล

เวิล์ดทัวร์ปี 2024 ใน 14 เมืองของเกิร์ลกรุ๊ปเคป็อป จีไอเดิล (G)I-DLE

(G)I-DLE ได้ประกาศรายละเอียดเวิล์ดทัวร์ครั้งที่ 3 ของพวกเธอซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือน สิงหาคม 2567 ในชื่อทัวร์ว่า “2024(G)I-DLE WORLD TOUR [iDOL]” ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปเคป็อปที่มีสมาชิก 5 คน ได้แก่ มิยอน (MIYEON), มินนี่ (MINNIE), โซยอน (SOYEON), อูกี (YUQI), and ชูฮวา (SHUHUA) เตรียมเปิดทัวร์ในครั้งนี้ที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ณ KSPO DOME ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ หลังจากนั้นพวกเธอจะไปพบกับแฟนๆ ทั่วโลกอีก 14 เมือง ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง, โตเกียว, ทาโคมา, โอ๊กแลนด์, อนาไฮม์, ฮิวสตัน, โรสมอนต์, เบลมอนต์ พาร์ค, ไต้หวัน, กรุงเทพฯ, มาเก๊า, เมลเบิร์น และซิดนีย์

จีไอเดิล

สำหรับโชว์ที่กรุงเทพฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคม 2567 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี โดยผู้จัด “เออีจี พรีเซ้นต์ เอเชีย” (AEG Presents Asia) และ “ไอมี่ไทยแลนด์” (iMe Thailand) โดยงาน “2024 (G)I-DLE WORLD TOUR [iDOL] IN BANGKOK” จะเปิดขายบัตรในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป บัตรราคา 6,900 (NEVERLAND VIP PACKAGE) / 5,900 / 4,900 / 3,900 และ 2,900 บาท (บัตรนั่งทุกที่นั่ง) ผ่านทาง www.thaiticketmajor.com

จีไอเดิล

สาวๆ (G)I-DLE ได้จัดเวิล์ดทัวร์ครั้งที่สองกับงาน “2023 (G)I-DLE WORLD TOUR [I am FREE-TY]” ไปเมื่อปีก่อน และถือว่าเป็นทัวร์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับการแสดง 24 รอบ ใน 18 ประเทศทั่วโลก สามารถดึงดูดแฟนๆ ทั่วโลกด้วยการแสดงที่น่าทึ่ง และการแสดงสดที่ไร้ที่ติ ทำให้เกิดความคาดหวังในเวิล์ดทัวร์ครั้งที่ 3 นี้เพิ่มมากขึ้นกับรูปแบบโชว์ใหม่ๆ ที่พวกเธอกำลังเตรียมพร้อมโชว์ให้แฟนๆ ทั่วโลกได้ชมกัน ในขณะเดียวกัน (G)I-DLE พวกเธอก็เพิ่งไปโชว์ศักยภาพระดับโลกที่งานเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Head In The Clouds New York 2024 ที่เมืองนิวยอร์ค มาด้วย

ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีสุดฮอต (G)I-DLE (มิยอน, มินนี่, โซยอน, อูกี และชูฮวา) ศิลปินจาก CUBE Entertainment เดบิวต์ในปี 2561 ด้วยมินิอัลบั้มแรก [I am] ‘LATATA’ กับเพลงเปิดตัวของพวกเธอ ‘LATATA’, ‘HANN(Alone)’, ‘Senorita’, และ ‘DUMDi DUMDi’ ด้วยคอนเซปต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเพลง จึงทำให้พวกเธอได้รับความนิยมไปทั่วโลก

ในปี 2565 เพลงไตเติ้ล ‘TOMBOY’ จากอัลบั้มเต็มชุดแรก ต่อด้วยเพลง ‘Nxde’ จากมินิอัลบั้มที่ 5 ของพวกเธอนั้น ทำให้วงประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพลงติดชาร์ตทั้งในประเทศ และทั่วโลก ติดชาร์ต iTunes ใน 40 ประเทศทั่วโลก และยังเปิดตัวบน Billboard 200 ชาร์ตเพลงของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย หลังจากนั้นพวกเธอจึงกลายเป็นเกิร์ลกรุ๊ปเคป็อปวงแรกที่ติด 40 อันดับแรกใน Media Base และเป็นวงแรกที่เข้าสู่ชาร์ต Billboard Pop Airplay ด้วย ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้พวกเธอกลายเป็นไอคอนแห่งปี 2566 เลยทีเดียว

จีไอเดิล

นอกจากนี้เพลง ‘Queencard’ จากมินิอัลบั้มที่ 6 ยังติดชาร์ตเพลงในประเทศ และสร้างสถิติใหม่ได้รับตำแหน่ง ‘million sellers’ อีกด้วย ล่าสุดในปี 2567 อัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ของพวกเธอก็ติดชาร์ตอัลบั้ม อันดับที่ 2 บนชาร์ต iTunes ใน 24 ประเทศทั่วโลก รวมถึงชาร์ตอัลบั้ม iTunes Worldwide ของสหรัฐอเมริกา และยุโรปอีกด้วย นอกจากนี้นักเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดบิวต์ที่พวกเธอติดชาร์ต U.S. iTunes Top 100 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความโดดเด่น และโด่งดังของพวกเธออย่างชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (G)I-DLE ได้กลับมาพร้อมกับความสำเร็จในการแสดงบนเวที และทำสถิติยอดขายกว่า 1.53 ล้านชุดในสัปดาห์แรกกับอัลบั้มใหม่ล่าสุด ‘2(Two)’ ซึ่งแซงหน้ายอดขายสัปดาห์แรกของมินิอัลบั้มที่ 6 ที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้กับอัลบั้ม ‘I feel’ ที่มียอดขาย 1,163,395 ชุด ความสำเร็จในครั้งนี้ตอกย้ำสถานะความปังความฮอตของพวกเธอได้เป็นอย่างดี ด้วยยอดขายรวมกว่า 2 ล้านชุด ซึ่งถือเป็นอีกสถิติที่สูงสุดในอาชีพศิลปินเลยทีเดียว

Chaumet en Scène

งดงามไม่รู้ลืม รวมเหล่าเซเลบริตี้ร่วมงาน เปิดตัว Chaumet en Scène

Chaumet เปิดตัวคอลเล็คชั่นเครื่องประดับชั้นสูงล่าสุดอย่าง Chaumet en Scène โดยงานนี้มีคนดังระดับโลกร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ อาคารสมาคม Scuola Grande di San Rocco เมืองเวนิช ประเทศอิตาลี

เมื่อวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2024 ณ ใจกลางสาธารณรัฐเวนิส Chaumet (โชเมต์) ได้เปิดตัวคอลเล็คชั่นเครื่องประดับชั้นสูงใหม่ล่าสุดอย่าง Chaumet en Scène ที่อาคารสมาคม Scuola Grande di San Rocco ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นสถานที่สำหรับค่ำคืนสุดพิเศษ

ผลงานเครื่องประดับจากคอลเล็คชั่นนี้ได้รับการเปิดตัวชิ้นต่อชิ้นอยู่ภายใต้ภาพวาดเหนือเพดานจากอัครศิลปินยุคเรเนอซองค์ และเนื่องในโอกาสสุดพิเศษในครั้งนี้ มีเหล่าเซเลบริตี้และ Friends of the Maison เข้าร่วมงานมากมาย เลือกสวมใส่เครื่องประดับที่เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นจากโชเมต์ และต่างเพลิดเพลินไปกับการแสดงสุดพิเศษจากนักร้องชาวอังกฤษอย่าง โซฟี เอลลิส-เบ็กซ์เตอร์

นักแสดงหญิงชาวเกาหลีใต้ ซอง เฮเคียว (Song Hye Kyo) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโชเมต์และ Friends of the Maison เลือกสวมเครื่องประดับ Voltige ประกอบขึ้นด้วยสร้อยคอทองคำขาวประดับเพชรเจียระไนทรงรี 10.18 กะรัต ต่างหูทองคำขาวประดับเพชรทรงรีเจียระไน 2 เม็ด และแหวนทองคำขาวประดับเพชรวงรี 5.03 กะรัตจากคอลเล็คชั่น Chaumet en Scène

เกา หยวนหยวน (Gao Yuan Yuan) นักแสดงหญิงชาวจีน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโชเมต์และ Friends of the Maison เลือกสร้อยคอทองคำขาว Harmonie ประดับด้วยเพชรทรงลูกแพร์ 8.72 กะรัต แลพเพชรเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร แซฟไฟร์ทรงกลม และยังเลือกสวมแหวนจากชุด Harmonie เช่นเดียวกัน ประกอบด้วย ทองคำ เพชร และแซฟไฟร์จากคอลเล็คชั่น Chaumet en Scène

เอมิเลีย คลาร์ก (Emilia Clarke) นักแสดงหญิงชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลก สวมสร้อยคอและแหวน Mélodie ตัวเรือนทองคำขาวและเพชรจากคอลเล็คชั่น Chaumet en Scène นอกจากนี้ยังเลือกสวมต่างหูทองคำขาวประดับเพชรจากคอลเล็คชั่น Joséphine Eclat Floral อีกด้วย

อินเตอร์เนชันแนลแอมบาสเดอร์ของโชเมต์อย่าง ชา อึน อู (Cha Eun Woo) นักแสดงและนักร้องชาวเกาหลีใต้ได้เลือกเข็มกลัดทองคำขาว Trompe L’Œil ประดับด้วยกระดุมไข่มุกสีเทาน้ำหนัก 7.56 กะรัต เพชรเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร ไข่มุกเม็ดทรงกลม จากคอลเล็คชั่น Chaumet en Scène

อายะ อาซาฮินะ (Aya Asahina) นักแสดงและนางแบบชาวญี่ปุ่น แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโชเมต์ สวมเครื่องประดับชุด Souveraine สร้อยคอทองคำขาวประดับมรกตโคลอมเบียเจียระไนทรงเหลี่ยมน้ำหนัก 17.28 กะรัต ต่างหูทองคำขาวประดับด้วยมรกตโคลอมเบียเจียระไนทรงกลมจำนวน 7.71 และ 7.15 กะรัต

ยาร่า อัล นัมลาห์ (Yara Al Namlah) นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียและ Friends of the Maison ประดับด้วยสร้อยคอ Bee My Love สีโรสโกลด์และทองคำขาว พร้อมด้วยเพชรที่เจียระไนด้วยเทคนิคพิเศษอย่าง Taille Impératrice 10 เม็ด รวมน้ำหนักนาว 5.8 กะรัต พร้อมต่างหูเพชรเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร และแหวนโรสโกลด์ประดับเพชรจากคอลเล็คชั่นเดียวกัน

นักแสดงหญิงชาวอเมริกัน เคลลี่ รัธเทอร์ฟอร์ด (Kelly Rutherford) สวมสร้อยคอ Joséphine Valse Impériale ตัวเรือนทองคำขาวประดับเพชร และต่างหูจากคอลเล็คชั่น Joséphine Aigrette

โคโค่ โรช่า (Coco Rocha) นางแบบชั้นนำจากแคนาดาและ Friends of the Maison สวมใส่สร้อยคอทองคำขาว Iris ที่ปรับเปลี่ยนได้ ประดับด้วยอัญมณีสปิเนลสีชมพูเจียระไนทรงเหลี่ยม 24.26 กะรัต พร้อมด้วยต่างหูและแหวน Iris จากคอลเล็คชั่น Le Jardin de Chaumet

นางแบบ สเตลล่า แม็กเวลล์ (Stella Maxwell) สวมสร้อยคอทองคำขาวจากชุด Tulipe ประดับด้วย
อัญมณีสปิเนล 10.71 กะรัต โกเมน และเพชรเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร พร้อมด้วยแหวนในทองคำขาวประดับด้วยสปิเนล โกเมน และเพชรจากคอลเล็คชั่น Le Jardin de Chaumet

อเล็กซ์ รีเวียร์ (Alex Rivière) นักธุรกิจและ Friends of the Maison ได้เลือกสร้อยคอ Soir de Fête ทำจากทองคำขาว ประดับด้วยเพชรสีเหลือง พร้อมต่างหูที่เข้ากัน

ไบรอัน ยัมบาว (Bryan Yambao) อินฟลูเอนเซอร์ชาวฟิลิปปินส์เลือกสวมสร้อยคอและต่างหูจากคอลเล็คชั่น Torsade de Chaumet

โดยในระหว่างการแสดงของนักร้องชาวอังกฤษ โซฟี เอลลิส-เบ็กซ์เตอร์ (Sophie Ellis-Bextor) เธอเลือกสวมสร้อยคอ Ondulation ที่ทำจากทองคำสีเหลือง ประดับด้วยอัญมณีทัวร์มาลีนอินดิโคไลต์น้ำหนัก 30.5 กะรัตและแซฟไฟร์สีเหลือง โดยเธอยังได้สวมแหวนทองคำสีเหลืองประดับด้วยแซฟไฟร์สีเหลืองจากคอลเล็คชั่นเดียวกัน พร้อมสวมใส่แหวน Skyline ทองคำประดับเพชร


‘ริฮานนา’ มิวส์คนใหม่ของ J’ADORE น้ำหอมของผู้หญิงที่มีอำนาจ น่าค้นหา และเป็นอิสระ

ความตัวแม่ตัวมัม! ล่าสุด Parfums Christian Dior แต่งตั้ง ‘แม่ริริ – ริฮานนา’ @BADGALRIRI ขึ้นแท่นมิวส์คนใหม่ของ J’ADORE ตอกย้ำความฮ็อตความเริ่ดฉ่ำ เป็นตัวแทนน้ำหอมของผู้หญิงที่มีอำนาจ น่าค้นหา และเป็นอิสระ

โดย J’ADORE มีกลิ่นหอมแสนพิเศษที่เปลี่ยนกลิ่นดอกไม้ให้กลายเป็นการรวมตัวของความดึงดูด สร้างความเย้ายวนใจได้อย่างไม่ต้องพยายาม ภายใต้ความมีเอกลักษณ์ของกลิ่นดั้งเดิม อย่างดอกกระดังงาที่ให้กลิ่นสไตล์ Fruity Floral ดอกกุหลาบ Damascus จากตุรกีให้ฟีลนุ่มนวล ดอกมะลิ Grandiflorum จากเมืองกราซ กลิ่นสดใสแบบแอปริคอทและแยม ดอกมะลิลาอินเดียที่มาพร้อมกับกลิ่นอบอุ่นแบบดอกส้ม และดอกซ่อนกลิ่นอินเดียที่มีสีขาวสวยงามชวนหลงใหล ทรงขวดก็ชูโรงความเป็นผู้หญิงเช่นเดียวกับน้ำหอมภายใน นอกจากจะอวดโฉมส่วนเว้าโค้งด้วยขวดทรงคนโทโบราณที่สร้างสรรค์โดยคริสเตียน ดิออร์ ประดับด้วยสร้อยคอเผ่ามาไซที่มีชื่อเสียง ราวกับอัญมณีที่สวยสง่าบนลำคอ


พาอัพเดต “Therma FX” เฟิร์มผิว ลิฟต์หน้าล่าสุดจาก THE KLINIQUE

Praew Survey ครั้งนี้ขอเสิร์ฟความสวยด้วยการพาไปทำความรู้จักกับโปรแกรม “Therma FX” โปรแกรมเฟิร์มผิว ลิฟต์หน้า ตัวใหม่! จาก THE KLINIQUE คลินิกความงามที่สาวกบิวตี้หลายคนเลือกปักหมุดความสวย พร้อมบอกต่อความเริ่ดกันแบบปากต่อปาก โดยเฉพาะเรื่องการยกกระชับผิว ปรับรูปหน้า และลดริ้วรอย ที่ขึ้นชื่อมาก

สำหรับ “โปรแกรมเฟิร์มผิว ลิฟต์หน้า” ตัวใหม่จาก THE KLINIQUE มาพร้อมกับความดีงามตรงที่ช่วยยกกระชับผิวและปรับรูปหน้าได้ในคราวเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นหัตถการที่ไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ โดยกระบวนการทำงาน คือ การผสมผสานนวัตกรรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA อย่าง Monopolar Radio Frequency และเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ OSCA Technology หรือ Optimal Shot Control Algorism ที่ช่วยให้สามารถส่งผ่านพลังงานที่มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อสร้างความร้อนได้อย่างจำเพาะในชั้นหนังแท้ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างและการจัดเรียงคอลลาเจนในผิวใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้ง “Therma FX” จาก THE KLINIQUE นี้ยังได้รับพัฒนาจนประสบความสำเร็จในการสร้าง Accu-Dermis Deep Heating ซึ่งเป็นการสร้างความร้อนในชั้นหนังแท้อย่างจำเพาะ และมีปริมาณที่สูงอย่างเพียงพอในการกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ซึ่งช่วยให้ผิวมีคุณภาพดีขึ้น โดยเป็นการทำงานร่วมกันของ Skin Impedance Checking System ระบบตรวจสอบความต่างศักย์ของผิว เพื่อการปรับค่าพลังงานที่เหมาะสม Skin Temp. Tracking Sensor ระบบการตรวจวัดอุณหภูมิผิวอัตโนมัติแบบรีลไทม์ และ Pressure Sensor การตรวจสอบแรงกดระหว่างหัวทิปและผิวหนัง เพื่อส่งพลังงานลงสู่ผิวได้เต็มที่ทุกช็อต

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้โปรแกรม “Therma FX” จาก THE KLINIQUE ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่กำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้

  • ผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ขาดความตึงกระชับ
  • มีไขมันสะสมส่วนเกินที่ใบหน้า เช่น แก้ม เหนียง
  • รูขุมขนกว้าง และผิวสัมผัสไม่เรียบเนียน
  • ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ช่วยให้ผิวกระชับ แลดูอ่อนเยาว์
  • ต้องการยกกระชับปรับรูปหน้า โดยไม่พึ่งการทำศัลยกรรม

ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์ THE KILNIQUE ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวพรรณมากว่า 15 ปี จึงได้พัฒนาเทคนิคการรักษาที่มีความจำเพาะต่อปัญหาผิวที่มีความหลากหลายในแต่ละคนได้ และประสบความสำเร็จในการสร้างความประทับใจในผลลัพธ์หลังการรักษาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ Therma FX ยังมาพร้อมกับ EXcellent Pain Relief System ที่ช่วยปลอบประโลมผิวให้รู้สึกสบายมากขึ้น โดยที่ยังคงมีประสิทธิภาพในการรักษาได้เต็มที่ ทั้งการสร้างความเย็นสำหรับปกป้องผิวชั้นบนในขณะที่ความร้อนได้ถูกส่งผ่านไปยังชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไป และการสั่นของหัวทิปที่จะช่วยให้ผิวสามารถทนต่อปริมาณความร้อนที่ถูกส่งผ่านลงไปได้อย่างราบรื่น ช่วยให้แพทย์สามารถให้ปริมาณพลังงานในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างเต็มที่มากกว่าเดิม

เรียกว่าทั้งดีต่อผิวและดีต่อใจเลยทีเดียว สำหรับ “Therma FX” จาก THE KLINIQUE เอาเป็นว่าหากใครกำลังมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย หรืออยากปรับรูปหน้า ก็ตามไปปักหมุดความสวยกันที่ THE KLINIQUE ได้เลย

THE KLINIQUE

เว็บไซต์ : www.theklinique.com

เฟซบุ๊ก : www.facebook.com/TheKliniqueMedicalClinic

อินสตาแกรม : www.instagram.com/theklinique

ไลน์ออฟฟิเชียล : @theklinique

โทร. 08-0000-9800, 08-8887-8900, 08-2353-1999, 08-3553-1999

วังวนสงครามชนชั้น (Hierarchy)

วังวนสงครามชนชั้น (Hierarchy) ซีรีส์ชนชั้นในโรงเรียนมัธยมปลาย

เจาะความสนุกของซีรีส์เกาหลีกระแสแรง วังวนสงครามชนชั้น (Hierarchy) บอกเล่าชนชั้นในโรงเรียนมัธยมปลาย ที่ชีวิตของนักเรียนแต่ละคนขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของครอบครัวและสถานะทางสังคมของผู้ปกครอง

 เปิดตัวซีรีส์เกาหลีแนวดราม่าในโรงเรียนเรื่องใหม่ วังวนสงครามชนชั้น (Hierarchy) ที่ว่าด้วยการเปิดโปงความลับดำมืดที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมของโรงเรียนมัธยมปลายจูชินอันทรงเกียรติ ที่ซึ่งมีเพียงเหล่าชนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถเข้าเรียนได้ และมีเพียงนักเรียนระดับท็อป 0.01% เท่านั้นที่เป็นผู้คุมกฎภายในโรงเรียน แต่ทว่าการมาถึงของนักเรียนใหม่ที่เก็บงำความลับบางอย่างไว้กลับสร้างรอยร้าวให้โลกที่เข้มงวดนั้น เรื่องราวดราม่าเข้มข้นว่าด้วยการแบ่งแยกชนชั้น และความลับดำมืดในโรงเรียนไฮโซเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของแบฮยอนจิน ที่มีส่วนร่วมในการกำกับซีรีส์ดัง อาทิ  เล่นแร่แปรวิญญาณ ภาค 2 (Alchemy of Souls Part 2), Big Mouth และ สตาร์ทอัพ (Start-Up) พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านนักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่ที่มารวมตัวกันในเรื่องนี้อย่างคับคั่ง ทำให้ วังวนสงครามชนชั้น (Hierarchy) เป็นซีรีส์ที่น่าจับตามอง และห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!   

วังวนสงครามชนชั้น  (Hierarchy)

โรงเรียนที่นักเรียนระดับท็อป 0.01% เป็นผู้คุมกฎ

ดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อยู่หมัดด้วยพล็อตเรื่องที่เล่าถึงระบบชนชั้นในโรงเรียนมัธยมปลายจูชิน เมื่อสถานะของนักเรียนแต่ละคนขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของครอบครัวและสถานะทางสังคมของผู้ปกครอง และระบบอันแสนแข็งแกร่งและเข้มงวดนี้ก็คือภาพสะท้อนเส้นสายความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของบรรดาผู้ใหญ่ที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา ผู้กำกับแบฮยอนจินกล่าวว่า “ตัวละครแต่ละตัวต่างก็ดิ้นรนเพื่อปกป้องสิ่งที่มีค่าสำหรับตนเองอยู่ในโลกแห่งชนชั้นที่ดูจะไม่มีวันทำลายลงได้เลย และโลกใบนั้นก็สร้างขึ้นโดยพวกผู้ใหญ่นั่นเองครับ” ด้านผู้เขียนบทชูฮเยมี กล่าวเสริมว่า “ซึรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่จะได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตนเอง เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สับสนและอารมณ์ที่หลากหลายเป็นครั้งแรก และพยายามจะออกไปจากระบบชนชั้นที่เข้มงวด”

เรื่องอื้อฉาวของวัยรุ่น ถ่ายทอดโดยทัพนักแสดงรุ่นใหม่มาแรง

หลังจาก Netflix ได้แจ้งเกิดนักแสดงหน้าใหม่จากผลงานแนวซีรีส์วัยรุ่นมาแล้วมากมาย ทั้ง แอปเลิฟเตือนรัก (Love Alarm), ชมรมลับ ธุรกิจรัก (Extracurricular) และ มัธยมซอมบี้ (All of Us Are Dead) ทัพนักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่ที่มากับเคมีอันเหนือชั้นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผู้ชมตั้งตารอ ไม่ว่าจะเป็น โนจองอี จากผลงานเรื่อง นักล่ากลางนรก (Badland Hunters), Our Beloved Summer: ร้อนนั้นเรารักกัน และ 18 Again: ย้อนรัก ย้อนวัยฝัน รับบทเป็น จองแจอี ลูกสาวคนโตของแจยูลกรุ๊ปและเป็น “ราชินี” ของโรงเรียนมัธยมปลายจูชิน รวมถึง อีแชมิน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมในผลงานเรื่อง โรแมนซ์ฉบับเร่งรัด (Crash Course in Romance) มารับบทเป็นคังฮา นักเรียนใหม่ที่มาพร้อมความลับบางอย่าง และพร้อมจะคว่ำระบบชนชั้นของโรงเรียนมัธยมปลายจูชิน

นอกจากนี้ยังมี คิมแจวอน จากผลงานเรื่อง คิงเดอะแลนด์ (King the Land) และ Our Blue: เวลาสีฟ้าหม่น กลับมาในบท คิมรีอัน ผู้อยู่สูงสุดของชนชั้นในจูชิน และจะเผยด้านโรแมนติกกับจองแจอีคนเดียวเท่านั้น แต่ชีวิตอันสมบูรณ์แบบของเขากลับต้องสั่นคลอนเพราะคังฮา, จีฮเยวอน ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานเรื่อง Annarasumanara: โอม รักเอยจงมา (The Sound of Magic) รับบทเป็น ยุนเฮรา ผู้เต็มไปด้วยความอิจฉาและปรารถนาจะเป็นราชินีคนใหม่ของจูชิน และ อีวอนจอง ที่เคยคว้ารางวัล Best New Actor จากผลงานเรื่อง My Perfect Stranger รับบท อีอูจิน ตัวละครที่ต้องทำตัวเชื่อฟังพ่อแม่เพื่อสนับสนุนแคมเปญหาเสียงของพ่อ แต่แท้จริงกลับซุกซ่อนความลับอีกด้านไว้

ผู้กำกับแบฮยอนจินกล่าวอย่างเชื่อมั่นในตัวนักแสดงเหล่านี้ว่า “นักแสดงแต่ละคนมีความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะถ่ายทอดตัวละครของตนเองครับ”

ชั้นเชิงสัญลักษณ์ของโลกแห่งชนชั้น

โลกใน วังวนสงครามชนชั้น นั้นแบ่งออกเป็นสองขั้ว ระหว่างเหล่านักเรียนจากครอบครัวชนชั้นสูงที่เกิดมาพร้อมอภิสิทธิ์ กับนักเรียนทุนที่เข้ามาผ่านกระบวนการอันเข้มงวด ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น ‘หน้าที่ของผู้สูงส่ง’ ในการช่วยเหลือผู้ที่ต้อยต่ำกว่า ผู้กำกับแบฮยอนจินให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการออกแบบและถ่ายทอดภาพของโรงเรียนมัธยมปลายจูชิน ที่ซึ่งบังคับใช้กฎระเบียบแตกต่างกันไปตามสถานะทางสังคมของแต่ละคน เขากล่าวว่า “เราใช้สีของเนคไทที่แตกต่างกันเพื่อสื่อถึงสถานะทางสังคมที่ต่างกัน สีของเนคไทจึงกลายเป็นการตราหน้าที่แสดงให้เห็นอย่างเปิดเผยว่าระบบชนชั้นทางสังคมของจูชินมีความเข้มงวดมากขนาดไหน โรงเรียนมัธยมปลายจูชินภาคภูมิใจในระบบชนชั้นและอำนาจของตนเอง โดยไม่เคยมีใครท้าทายระบบนี้มาก่อน เราอยากให้ภาพของโรงเรียนออกมาดูหรูหราและสลับซับซ้อน เราจึงใส่ใจรายละเอียดของแต่ละพื้นที่กันมากๆ ซึ่งรวมทั้งการออกแบบ ผิวสัมผัส และการจัดวางแสง เป็นต้นครับ” นอกจากนี้ ผู้กำกับยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ผู้ชมจะได้เห็นรายละเอียดที่แฝงไว้ในฉากต่างๆ ซึ่งเป็นการอุปมาเชิงสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดผ่านสถานการณ์ของแต่ละตัวละคร เช่น บันไดที่เป็นสัญลักษณ์หมายถึงชนชั้นทางสังคมอีกด้วย

รักษาสิวอย่างไรให้ถูกวิธี ลดปัญหาโดยไม่ทำร้ายผิว

แน่นอนว่าปัญหาสิวถือเป็นปัญหากวนใจสำหรับใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคนวัยไหนก็สามารถเกิดปัญหาสิวได้ ดังนั้น หลายคนจึงมองหาวิธีรักษาสิวที่เห็นผลได้จริง แต่หากทำการรักษาด้วยตนเองอย่างไม่ถูกวิธีก็อาจทำให้ปัญหาแย่ลงได้อีกด้วย

ในบทความนี้จึงได้รวบรวมวิธีรักษาสิวแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาสิวอย่างถูกวิธี รวมถึงไม่ทำร้ายผิวไปมากกว่าเดิม จะมีวิธีไหนที่เหมาะกับคุณบ้าง สามารถติดตามและอ่านต่อได้ด้านล่างนี้เลย!

สาเหตุของการเกิดสิวมีอะไรบ้าง?

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีรักษาสิว เราควรทำความรู้จักกับต้นตอของปัญหากันก่อน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวนั้นมาจากการอุดตันของรูขุมขนเป็นส่วนใหญ่ เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป ก็จะทำให้แบคทีเรีย C.acne เพิ่มขึ้น รวมถึงหากมีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วก็อาจอุดตันภายในรูขุมขนได้เช่นกัน 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้เช่นกัน ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก เช่น

  • ฮอร์โมน
  • กรรมพันธุ์
  • ความเครียด
  • อาหาร
  • มลภาวะ
  • แสงแดด

ประเภทของวิธีรักษาสิว ทำอย่างไรถึงจะหายดี?

เมื่อเกิดปัญหาสิว หลายคนอาจหมดความมั่นใจไปได้ เพราะอาจมีทั้งรอยดำ รอยแดง หรือสิวประเภทต่าง ๆ บทใบหน้าและร่างกาย ดังนั้น ในหัวข้อนี้จะมาแนะนำวิธีลดสิวอย่างถูกวิธี ไม่ทำให้สิวเห่อกว่าเดิม จะมีวิธีอะไรบ้าง ไปดูกัน

รักษาสิวด้วยยาภายนอก

การรักษาสิวด้วยยาภายนอก ถือเป็นวิธีรักษาสิวที่เริ่มต้นได้ง่ายดายที่สุด โดยยาลดสิวมีส่วนผสมหลากหลายประเภท สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาสิวของคุณเอง ทั้งนี้ หากต้องการให้ได้ที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนการเริ่มใช้ยาทารักษาสิว

รักษาสิวด้วยยารับประทาน

วิธีแก้สิวอีกหนึ่งทางที่สามารถทำได้ที่บ้านคือ การรักษาสิวด้วยยารับประทาน โดยส่วนมากมักรับประทานยาในกลุ่ม Tetracycline หรือ Doxycycline เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการใช้ร่วมกับยาทา เพื่อให้ปัญหาสิวหายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รักษาสิวด้วยเลเซอร์

การเลเซอร์สิว ถือว่าเป็นตัวช่วยอย่างมากหากรักษาด้วยยาทาหรือยารับประทานไม่หาย โดยการเลเซอร์สิวจะมีผลข้างเคียงต่อผิวน้อย และยังช่วยรักษารอยสิวได้ร่วมด้วย ในปัจจุบัน มีเลเซอร์หลากหลายประเภทที่ใช้ลดสิว ไม่ว่าจะเป็น Dual Yellow Laser, Diode Laser, Nd:YAG Laser หรือ VBeam เป็นต้น

รักษาสิวด้วยการกดสิว

วิธีรักษาสิวอุดตันที่ได้ผลชัดเจนก็คือการรักษาสิวด้วยการกดออกนั่นเอง แต่วิธีนี้จะรักษาได้แค่สิวอุดตันหัวเปิดเท่านั้น ทั้งยังไม่ได้มีส่วนช่วยในการลดการเกิดของสิว เพียงแค่รักษาที่ปลายเหตุ

พบแพทย์เพื่อรักษาสิว สะดวกสบายด้วยการนัดออนไลน์

สิ่งที่ถือว่าเป็นการรักษาสิวที่ตรงจุดที่สุดคือการเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เพราะแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาสิวจะสามารถวินิจฉัย รวมถึงหาวิธีทำให้สิวหายที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคนนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสิวผด, รักษาสิวอักเสบ, รักษาสิวอุดตัน หรือรักษาสิวฮอร์โมน หากคุณปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก็จะสามารถรักษาให้หายได้อย่างถูกวิธี เราขอแนะนำ SkinX แอปพลิเคชันในการพบแพทย์ทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว หรือปัญหาผิวหนังอื่น ๆ ก็สามารถขอคำปรึกษาได้ เลือกเวลาตามที่สะดวกแล้วกดจองคิวได้ในทันที ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปคลินิก!

สรุปเกี่ยวกับการรักษาสิว

เราสามารถรักษาสิวได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหาสิว รวมถึงความเหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสิวด้วยยาทา, ยารับประทาน, การเลเซอร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ หากต้องการรักษาสิวอย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ควรเข้าปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากแพทย์จะสามารถวินิจฉัยให้กับคนไข้รายบุคคล และในปัจจุบัน ได้มีแอปพลิเคชันพบแพทย์ทางออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการรักษาสิวแล้ว สามารถดาวน์โหลด SkinX ผ่านทาง Play Store หรือ App Store เพื่อจองคิวได้เลย

ติดขอบรันเวย์! Prada เผยคอนเซ็ปต์สุดคอนทราสต์ใน Spring/Summer 2025

‘ความจริงในโลกจินตนาการ’ ฟังดูแล้วอาจย้อนแย้ง แต่ ‘Prada

‘ เลือกคอนเซ็ปต์นี้มารังสรรค์ให้เกิดเป็นไอเท็มหลากชิ้นในคอลเล็คชั่น Spring/Summer 2025

แพรวชวนทุกคนมาติดขอบรันเวย์อีกครั้งใน Milan Fashion Week 2025 กับแบรนด์เลื่องชื่ออย่าง Prada ที่ครั้งนี้ ‘Miuccia Prada’ และ ‘Raf Simons’ จับมือกันมารังสรรค์คอลเล็คชั่นใหม่ Spring/Summer 2025 ที่ยังคงความเรียบง่าย และมินิมอลไว้ผ่านคอนเซ็ปต์ ‘ความจริงในโลกจินตนาการ’

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า PRADA ยังคงความเรียบง่ายไว้บ่นไอเท็มทุกชิ้น แต่ในคอลเล็คชั่นนี้หากมองให้จะเห็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ได้รับการซ่อนเอาไว้ตั้งแต่ดีเทลรอยยับ รอยเปื้อนที่สื่อถึงความไม่สมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังมีไอเท็มที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่ไม่สมส่วน ไม่ยาวเกินไปก็อาจจะกลายเป็นครอปไปโดยปริยาย นอกจากนี้ยังมีอีกไอเท็มที่สะดุดตานั่นคือกางเกงขายาวทที่มองไกลๆ อาจเห็นเหมือนสวมเข็มขัดอยู่แต่เมื่อเขยิบระยะเข้ามาใกล้อีกหน่อย จะพบว่าไอเท็มชิ้นนี้เป็นการพริ้นต์ลายเข็มขัดลงไป กลายเป็นภาพลวงตาที่สมบูรณ์แบบ

หากให้เปรียบเทียบโลกจินตนาการที่ว่าคงหมายถึงไอเท็มที่ปรากฏอยู่ในคอลเล็คชั่นนี้ และใส่ดีเทลที่เหมือนความสมจริงที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์ลงไปนั่นเอง


ข้อมูล, รูปภาพ: PRADA

Dr. Martens Thailand ฉลองเปิดสาขาใหม่ ณ เซนทรัลเวิลด์ พร้อมมอบโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Dr. Martens (ดร.มาร์ตินส์) ฉลองเปิดสาขาใหม่ล่าสุด ณ ศูนย์การค้า เซนทรัลเวิลด์ ในโซน Atrium ชั้น 3 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 80 ตารางเมตร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมรองรับลูกค้าใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ชูจุดขายร้านใหม่ด้วยคอนเซปต์แบรนด์ “Made Strong” ตอกย้ำวิสัยทัศน์แบรนด์ในการผลิตสินค้าที่โดดเด่นด้านความทนทาน รองรับการใช้งานในทุกสถานการณ์ และเพื่อเป็นการฉลองเปิดสาขาใหม่ Dr. Martens ได้จัดกิจกรรมมอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อต้อนรับลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน เพียงซื้อสินค้าครบ 5,000 บาท รับฟรี กระเป๋า Dr. Martens canvas ครอสบอดี้ มูลค่า 690 บาท เฉพาะสาขาเซนทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 14 กรกฎาคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

Dr. Martens สาขาใหม่ล่าสุด นอกจากความโดดเด่นเรื่องการดีไซน์ร้านที่ผสมผสานรวมดีเอ็นเอเฉพาะของแบรนด์และจุดเด่นเรื่องโทนสีร้านแล้ว ยังถูกเติมเต็มไปด้วยสินค้าที่ไลฟ์สไตล์น่าสนใจในแต่ละหมวดหมู่ อาทิ โซนรองเท้าชายและหญิง, รองเท้ายูนิเซ็กซ์, กระเป๋า, ถุงเท้า และ เชือกผูกรองเท้า พร้อมรับชมโซนไฮไลต์ภายในร้านอย่าง “In the Spotlight” มุมจัดแสดงรองเท้าบนแผงดีไซน์สีเหลือง-ดำ เสริมเอกลักษณ์เพิ่มความโดดเด่นด้วยไฟตัวอักษรประดับ LED ซึ่งคอลเลกชันที่จะนำมาจัดแสดงจะเป็นรองเท้ารุ่นที่ได้รับความนิยมระดับตำนาน เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจถึง 4 รุ่น ได้แก่

รองเท้าบูท The 1460 Boot

รองเท้าบูทรุ่นในตำนานที่เป็นที่นิยมตลอดกาล มอบความมั่นใจทุกครั้งที่สวมใส่ ด้วยพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาให้สวมใส่สบาย ทนทาน เด้งรับเมื่อสัมผัสพื้น ให้คุณสัมผัสประสบการณ์ความแกร่งในทุกสถานที่ที่ไป รองเท้ารุ่นนี้ ยังคงดีไซน์ที่เหนือกาลเวลาไว้ตั้งแต่ 1 เมษายน 1960 วันแรกที่เปิดตัว ผลิตขึ้นจากวัสดุ Smooth Leather ให้ผิวสัมผัสกึ่งมันกึ่งด้าน เดินขอบรองเท้าด้วยด้ายสีเหลืองระหว่างตัวรองเท้าและพื้นรองเท้าอันเป็นเอกลักษณ์

รองเท้า The 1461 Shoe

รองเท้าที่เรียกได้ว่ายังคงเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ ถูกออกแบบสำหรับใช้งานในพื้นที่การทำงานต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว ด้วยดีไซน์รองเท้าที่โดดเด่นทำให้รองเท้ารุ่นนี้กลายเป็นรุ่นยอดนิยมบนท้องถนน สะท้อนไลฟ์สไตล์ของเหล่าคนที่กล้าจะเป็นตัวของตัวเองผ่านแฟชั่นของผู้สวมใส่ มอบความคลาสสิกเหนือกาลเวลาด้วยการคงรูปแบบดีไซน์แบบดั้งเดิม รวมถึงการเย็บด้วยด้ายสีเหลืองบริเวณขอบรองเท้าอันเป็นเอกลัษณ์จวบจนถึงปัจจุบัน

รองเท้าบูท The 2976 Chelsea Boot   

รองเท้าบูทในรุ่น Chelsea ดีไซน์คลาสสิกที่เป็นที่จับตามองในทุกยุคสมัยมากว่า 5 ทศวรรษ มอบความแตกต่างที่เรียบหรูด้วยดีไซน์แบบไร้เชือก ผลิตจากวัสดุที่ให้ความทนทาน ยึดเกาะพื้นได้ดี จึงทำให้ผู้สวมใส่ใช้งานได้อย่างคล่องตัวแม้ต้องสวมเข้าหรือถอดออกบ่อยครั้ง จัดเป็นรองเท้าคู่โปรดที่สามารถหยิบมาสวมใส่ได้ในทุกสถานการณ์

รองเท้าบูท The Jadon Boot

ที่สุดแห่งนวัตกรรมการออกแบบที่มอบไลฟ์สไตล์อันยอดเยี่ยมให้แก่ผู้สวมใส่มากว่า 10 ปี ด้วยแนวคิดที่ไม่ซ้ำใคร ทำให้รุ่นนี้เป็นรองเท้าที่สะท้อนตัวตน และบ่งบอกถึงทัศนคติความกล้าหาญให้ผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี พื้นรองเท้าถูกดีไซน์ให้เป็นร่องลึก รับกับการยึดเกาะบนพื้นผิวเปียกหรือขรุขระให้เป็นไปอย่างราบรื่น ขอบรองเท้าสีเหลืองเป็นเอกลักษณ์ และเพิ่มซิปด้านในรองเท้าเพื่อสวมใส่และถอดออกอย่างคล่องตัว

สามารถชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่หน้าร้าน Dr. Martens ทั้ง 4 สาขา ได้แก่ สาขาสยาม เซ็นเตอร์ ชั้น M, สาขาเมกา บางนา ชั้น 1, สาขาเอ็มสเฟียร์ ชั้น M และ สาขาใหม่ล่าสุด เซนทรัลเวิลด์ ชั้น 3 โซน Atrium

สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลสินค้าของ Dr. Martens เพิ่มเติม ท่านสามารถเยี่ยมชมผ่านช่องทาง

Facebook: https://www.facebook.com/Dr.MartensAirwairThailand

Instagram: https://www.instagram.com/drmartensthailand

LINE ID: @drmartens.th