เครียดแล้วกินไม่หยุด

เครียดแล้วกินไม่หยุด เกิดจากอะไร? พร้อมแชร์ 5 วิธียับยั้งใจให้หยุดกินอาหารมากเกินไป

เครียดแล้วกินไม่หยุด เกิดจากอะไร? พร้อมแชร์ 5 วิธียับยั้งใจให้หยุดกินอาหารมากเกินไป

ตั้งแต่เกิดโควิด-19 เราต่างกำลังปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบนิวนอร์มอล ทำให้เราเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกาย การทำงาน และการกิน ความเปลี่ยนแปลงฉับพลันทั้งหมดเหล่านี้และความจำเป็นในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เรารู้สึกเครียดได้

“ซูซาน โบเวอร์แมน” นักโภชนาการระดับโลก จึงคิดว่าเป็นวาระอันดีที่จะได้พูดถึงความเครียดและวิธีการรับมือ หลายคนอาจรู้สึกประหลาดใจที่ได้รู้ว่าความวิตกกังวลและความเครียดอาจแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบการกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นการกินตามอารมณ์หรือการกินเพราะความเครียด

เครียดแล้วกินไม่หยุด 6

การกินเพราะความเครียดคืออะไร

การหินเพราะความเครียดหรือการกินตามอารมณ์ มีความหมายตามชื่อของมัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกินอาหารเพื่อให้ลืมความรู้สึกเลวร้ายที่กำลังเผชิญ โดยหวังว่าอาหารจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

บางครั้งคือการตัดสินใจอย่างมีสติ แต่บ่อยครั้งก็เป็นเพียงการตัดสินใจชั่ววูบเพื่อหวังจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ามีต้นสายปลายเหตุจากอะไร ความเครียดและความเบื่อหน่ายอาจก่อให้เกิดการกินตามอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอยู่กับบ้านและรายล้อมด้วยของกินตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะสั่งอาหารจานโปรดที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออาหารปกติ หรือทำอาหารเองที่บ้านด้วยเครื่องปรุงและส่วนประกอบที่มีอยู่จำกัด ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจมีพฤติกรรมการกินอาหารที่แตกต่างจากที่คุ้นเคย 

ความเครียดอาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าหรือความเศร้า ดังนั้น อาหารที่มีประโยชน์จึงน่ากินน้อยกว่าอาหารที่ถูกปาก อาหารถูกปากที่มีแคลอรีสูงจะกระตุ้นการหลั่งสารเคมีบางชนิดในสมองที่ทำให้รู้สึกดี แต่ก็ทำให้อยากกินอีก และการกินมากเกินไปก็จะทำให้น้ำหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะทำให้กินเยอะขึ้นไปอีก เป็นวงจรเลวร้ายที่ควรหลีกเลี่ยง

5 วิธีในการป้องกันการ เครียดแล้วกินไม่หยุด

เครียดแล้วกินไม่หยุด 5

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรทำในเวลานี้คือ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ และฝึกนิสัยการกินอาหารที่ดีเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีหยุดการกินตามอารมณ์

  • ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

คุณทราบดีว่าอารมณ์กระตุ้นให้เกิดการกินเพราะความเครียด ดังนั้น ทำไมจึงไม่ยอมรับมัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หากเราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เหงา หรือเบื่อหน่ายในบางครั้ง ความรู้สึกอาจจะแย่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตราย และคุณไม่จำเป็นต้อง “แก้ไข” มัน ปล่อยให้อารมณ์เกิดขึ้นและผ่านไปโดยไม่ต้องเอาใจไปจมกับมัน

เครียดแล้วกินไม่หยุด 1

  • หาทางเลือกอื่นๆ นอกจากการกิน

การเดินเร็วหรือชาสมุนไพรสักแก้วอาจคลายเครียดได้ดีกว่าการกินอาหาร ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องกินอาหาร ให้ลองกินอาหารกรุบกรอบเนื้อแข็ง เนื่องจากสามารถคลายความเครียดได้ด้วยการขยับกล้ามเนื้อขากรรไกร ลองกินอาหารว่างเป็นอัลมอนด์ ถั่วเหลืองสักหนึ่งกำมือ หรือเบบี้แครอท

  • กินอาหารตรงเวลา และอย่าข้ามมื้ออาหาร

กินอาหารให้ตรงเวลา เมื่อเกิดความเครียด คุณอาจจะเลื่อนเวลากินอาหารหรือแม้กระทั่งข้ามมื้อนั้นไปเลย และจะส่งผลให้ระดับพลังงานของคุณลดน้อยลงเกินควร และคุณอาจลงท้ายด้วยการกินอาหารมากเกินไปในมื้อถัดไป ถ้าความเครียดคือตัวทำลายความอยากอาหาร ลองกินอาหารปริมาณน้อยลง แต่บ่อยมากขึ้นในระหว่างวัน

เครียดแล้วกินไม่หยุด 3

  • ลดคาเฟอีน

ผู้คนมักรู้สึกขาดพลังงานเมื่อเกิดความเครียด และหันไปพึ่งคาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งอาจขัดจังหวะการนอนในเวลากลางคืน ถ้าคาเฟอีนทำให้คุณตื่นในเวลากลางคืน ให้ลองดื่มกาแฟและชาที่ไม่มีคาเฟอีนแทน

  • ฝึกกินอาหารอย่างมีสติ

การกินอาหารอย่างมีสติ หมายความว่าคุณต้องพยายามรับรู้ถึงสัญญาณของความหิวและความอิ่มภายในร่างกาย นอกจากนี้ คุณยังต้องตระหนักถึงสิ่งที่ทำให้คุณอยากกินอาหาร การกินอย่างมีสติจะช่วยให้คุณสามารถเลี่ยงการกินมากเกินไป และทำให้คุณเพลิดเพลินกับอาหารมากยิ่งขึ้น แม้จะกินน้อยลง นอกจากนี้ คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่คุณเลือกกินมากยิ่งขึ้น

เครียดแล้วกินไม่หยุด 2เครียดแล้วกินไม่หยุด 4

ในช่วงเวลาเช่นนี้ คุณไม่ควรจำกัดสิ่งที่กิน แต่ควรให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด เพื่อรับโภชนาการที่เหมาะสมที่สุดและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดี 


ขอบคุณข้อมูลและภาพ : ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

ข้อมูลอ้างอิง

ภาพ Cover : Pexels

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

8 กฎฟิตหุ่น ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ ให้ได้ผล และถูกวิธี

“นมแลคโตสฟรี” คืออะไร มีประโยชน์ ความแตกต่าง และใครบ้างที่ควรดื่มนมชนิดนี้

เวลาไหนที่เหมาะสมในการกิน “อาหารเสริม” และกินแบบไหน จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด