เจาะลึก 7 น้ำหอม Louis Vuitton นาทีนี้ไม่ฉีดมีเอ้าท์!

เจาะลึก 7 น้ำหอม Louis Vuitton นาทีนี้ไม่ฉีดมีเอ้าท์!
เจาะลึก 7 น้ำหอม Louis Vuitton นาทีนี้ไม่ฉีดมีเอ้าท์!

การที่ Louis Vuitton ก้าวเข้าสู่อาณาจักรใหม่ ซึ่งก็คืออาณาจักรแห่งน้ำหอม ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมามองบนด้วยอาการปรามาสได้

เพราะนับตั้งแต่มีข่าวว่า Louis Vuitton เตรียมออกไลน์น้ำหอม กระทั่งรู้ว่าทางแบรนด์ได้ ฌาคส์ กาวาลิเยร์ แบลทรูด (Jacques Cavallier Belletrud) เพอร์ฟูเมอร์ผู้มากประสบการณ์มาเป็นคนรังสรรค์กลิ่น ผู้คนก็อื้ออึง เพราะแค่ลำพังชื่อของ มร.แบลทรูด ก็การันตีความหอมรัญจวนแบบเอ็กซ์คลูซีฟไปแล้วเกินครึ่ง

หลังจากนั้นน่ะเหรอ ไม่ว่าจะข่าวหลุยส์ วิตตองเปิดเวิร์กชอปน้ำหอมที่ใจกลางเมืองกราส รัฐโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งน้ำหอมของโลก แต่นั่นยังไม่สร้างแพชชั่นให้คนเฝ้าติดตามข่าวน้ำหอมของหลุยส์ วิตตองได้เท่ากับการได้รู้ว่า ณ ที่แห่งนี้คือบ้านเกิดของ มร.แบลทรูด ด้วย

แต่หากคุณกำลังคิดว่านักผลิตน้ำหอมคนนี้จะฝังตัวทำงานอยู่แต่ในบ้านเกิดของเขาละก็  ผิดแล้วล่ะ มร.แบลทรูดใช้เวลาตลอดหลายเดือนที่เขาจับมือกับหลุยส์ วิตตอง ทำงานในเวิร์กชอปสลับกับเดินทางไปตามที่ต่างๆ  ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่เป็นทวีปต่างๆ มากถึง 5 ทวีปด้วยกัน  ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมกับการทำงานภายใต้แบรนด์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งเรื่องการเดินทางนั่นเอง

และตอนนี้ Les Parfums Louis Vuitton น้ำหอมติดแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ก็พร้อมก้าวขึ้นสังเวียนชิงมงฯความหอมคู่กายของสาวๆ แล้ว ที่เด็ดคือการเปิดตัวในคราเดียวกันถึง 7 กลิ่นหอม ที่อุปมาว่าหากหญิงสาวคนใดก็ตามได้ใช้  เธอจะ ‘รู้สึก’ ราวกับได้ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

โรส เดส์ วองต์ส (Rose des Vents) 

Louis Vuitton

ภายใต้ความเป็นเพอร์ฟูเมอร์ มร.แบลทรูด ยังสนใจเรื่องเทคโนโลยีด้วย และครั้งนี้เขาได้นำการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้เป็นครั้งแรก  มันเป็นการสกัดกลิ่นโดยไม่ต้องใช้ความร้อน แต่ใช้วิธีรมด้วยก๊าซเย็นแทน  และเนื่องจากกลีบดอกไม้ไม่ได้สัมผัสกับความร้อน มันจึงไม่สูญเสียความหอมใดๆ โดยเขาใช้วิธีนี้มาทดลองกับดอกกุหลาบเซนทิโฟเลีย(Centifolia Rose) หรือเมย์โรส กุหลาบแห่งเดือนพฤษภาที่บานสะพรั่งในเมืองกราส จนได้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมบางเบาดุจแพรไหม เมื่อนำไปผสมกับน้ำมันเอสเซ้นส์ของกุหลาบตุรกี (Turkish rose) และน้ำมันเอสเซ้นส์ของกุหลาบบุลกาเรีย (Bulgarian rose) แล้วยังเติมฟลอเรนไทน์ ไอริสFlorentine iris) เวอร์จิเนียร์ ซีดาร์ (Virginia cedar) แถมเพิ่มความสไปซี่และมันวาวด้วยพริกไทย ทำให้กลิ่นหอมมีมิติมากยิ่งขึ้น ชวนให้รู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางทุ่งกุหลาบ อาบด้วยสีทองอร่ามราวกับแสงแรกในยามเช้า ดุจจะบอกว่าเราพร้อมแล้วที่จะเพื่อนร่วมทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกๆ การเดินทาง

ตูร์บิวลองซ์ (Turbulences)

Louis Vuitton

นอกจากกุหลาบแล้ว มร.แบลทรูดยังใช้การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์กับมะลิแกรนดิฟลอรัม ซึ่งหาได้ยากยิ่งในกราส โดยผสมเข้ากับดอกไม้ที่เปรียบประหนึ่งรักแรกพบของเขา นั่นก็คือดอกซ่อนกลิ่น หรือทิวบ์โรส(Tuberose) ห้วงเวลานั้นเขากับพ่อที่เป็นนักปรุงน้ำหอมเช่นกันกำลังเดินผ่านประตูเข้าไปในสวน พลันก้าวเดินของทั้งคู่ก็ต้องชะงักเพราะสะดุดกับกลิ่นหอมเย้ายวนที่ผสมผสานกันของกลีบดอกไม้สีขาว 2 ชนิด เป็นเรื่องยากที่จะแยกกลิ่นของดอกทิวบ์โรสออกจากกลิ่นของพุ่มมะลิในสวน  แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ มร.แบลทรูดทำไม่ได้ เขาใช้เวลาหลังจากนั้นอีกหลายเดือนเลือกสรรกลีบดอกทิวบ์โรส และดอกจัสมิน แกรนดิฟลอรัม (jasmine grandiflorum) จากเมืองกราสส์ ที่เหมาะสำหรับสร้างความทรงจำนั้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อผสมผสานเข้ากับดอกเมย์ โรสMay rose)ดอกแมกโนเลียจีน(Chinese magnolia) และน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิแซมบัค ที่ถูกปลูกเพื่อเพิ่มความหอมให้แก่ชาจีน สินค้าส่งออกยอดนิยมของจีน เจือด้วยกลิ่นหนังอ่อนๆ เพื่อสร้างมิติให้น่าหลงใหล เปรียบดังการเดินทาง แม้ว่าห่างหายไปก็ทำให้เกิดความปรารถนาแรงกล้าที่อยากจะแพ็คกระเป๋าออกเดินทางอีกครั้ง

ด็องส์ ลา โป (Dans la Peau)

Louis Vuitton

แน่นอนว่ามีน้ำหอมหลายกลิ่นที่ชวนให้นึกถึงเครื่องหนัง แต่ มร.แบลทรูด ได้สร้างกลิ่นพิเศษขึ้นใหม่หลังจากได้ไปเยี่ยมชมเวิร์กช็อปของหลุยส์ วิตตองมาหลายครั้ง ในบรรดากลิ่นหอมของหนังที่เขาได้ทดลอง กลิ่นที่เขาชอบที่สุดคือกลิ่นหอมเบาๆ ของหนังธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนังสีเบจอ่อนที่ใช้หุ้มหูและทำสายกระเป๋าเดินทาง ด้วยว่ามันหอมคล้ายดอกไม้ เขาจึงมอบหมายให้เวิร์กช็อปสกัดกลิ่นนี้ออกมา โดยนำหนังไปแช่แอลกอฮอล์จนได้เป็นเรซินอยด์สีเข้ม หลังจากนั้นก็นำสารนี้มาทำให้ใสอีกครั้งจนได้กลิ่นหอมที่ต้องการ เมื่อสัมผัสผิวแล้วจะให้กลิ่นหอมที่โดดเด่นและแตกต่าง ซึ่งออกจะเย้ายวนเกินไปเหมือนยามได้กลิ่นหนังเป็นครั้งแรก ดังนั้นเขาจึงเบรกความเข้มข้นด้วยความหอมหวานของผลแอพริคอท ความละมุนของดอกมะลิจากเมืองกราส และมะลิแซมบัคจากจีน ขณะเดียวกันก็เติมกลิ่นดอกนาร์ซิสซัส ดอกไม้เดี่ยวที่ทำให้นึกถึงทั้งยาเส้น ทั้งความเขียวของก้านดอกไม้ที่เพิ่งตัดใหม่ๆ กลิ่นของมันสามารถเร้าอารมณ์เพศได้อย่างแรง ตามด้วยกลิ่นของกลุ่มมัสก์ (musks) ที่มีความเย้ายวนที่สุดกลุ่มหนึ่ง ก่อเกิดเป็นมิติของกลิ่นที่เต็มไปด้วยเสน่หา เพื่อตอกย้ำว่าการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนานั้นน่าประทับใจเพียงใด

keyboard_arrow_up