DROP BY DOUGH แบรนด์โดนัทสัญชาติไทย บุกสาขาแรกใจกลางฮ่องกง

จากความชื่นชอบเล็ก ๆ ในการแวะชิมโดนัทระหว่างการเดินทางของ โอ๊ต–ณรงค์ฤทธิ์ ศรีตลานนท์ และ โอ๊ตซึ–เฉลิมพล อัครภิญโญกุล สองผู้ก่อตั้ง ได้ต่อยอดกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์แบรนด์ DROP BY DOUGH ร้านโดนัทโฮมเมดที่เปิดสาขาแรกเมื่อปี 2562 และในวันนี้ก้าวสู่บทใหม่ด้วยการเปิดสาขาแรกในต่างประเทศ ใจกลางเกาะฮ่องกง

DROP BY DOUGH แบรนด์โดนัทสัญชาติไทย บุกสาขาแรกใจกลางฮ่องกง

โอ๊ต–ณรงค์ฤทธิ์ ศรีตลานนท์ และ โอ๊ตซึ–เฉลิมพล อัครภิญโญกุล

ชื่อชื่อแบรนด์มาจากการเล่นคำระหว่าง “Drop by” ที่หมายถึงการแวะมาเยี่ยม และ “Dough” ซึ่งคือหัวใจของการทำโดนัท สื่อถึงพื้นที่ที่ใคร ๆ ก็สามารถแวะเข้ามานั่งพัก จิบกาแฟ พูดคุย หรือใช้เวลาสบาย ๆ พร้อมลิ้มลองโดนัทอบสดใหม่ที่ทำกันทุกวัน

สำหรับสาขาฮ่องกง ยังคงคอนเซ็ปต์ความเรียบง่ายและอบอุ่น ด้วยการเลือกใช้ผนังกระเบื้องดินเผาและเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผสานกลิ่นหอมของกาแฟและโดนัทสดใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับชาวเมืองที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ

เอกลักษณ์ของ DROP BY DOUGH อยู่ที่การทำโดนัททุกชิ้นด้วยมือ ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ รังสรรค์ออกมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ครองใจแฟน ๆ อย่าง Raspberry Rose, Classic Vanilla, Nutella Hazelnut และ Kyoto Matcha & Red Bean

พิเศษสำหรับสาขาฮ่องกง ทางร้านยังนำเสนอเมนูเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Pistachioooooo โดนัทสอดไส้คัสตาร์ดพิสตาชิโอเข้มข้น โรยด้วยถั่วพิสตาชิโอเต็มคำ และเมนูที่สะท้อนกลิ่นอายไทยอย่าง Mango Kati ที่ผสมผสานความหอมหวานของมะม่วงกับกะทิ เชื่อว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งรสชาติที่คนฮ่องกงตกหลุมรัก

หากใครเดินทางมาท่องเที่ยวที่ฮ่องกง สามารถแวะมาชิมโดนัทสัญชาติไทยที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้คุณได้ทุกวันที่ DROP BY DOUGH at Central Hong Kong เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 19:00 น. 


“JAY B” ส่งข้อความพิเศษถึงอากาเซ่ ก่อนเปิดขายบัตรคอนเสิร์ต 2025 JAY B CONCERT [TAPE:RE LOAD FINALE] IN BANGKOK 27 ก.ย. นี้!

หลังจากสร้างความประทับใจในคอนเสิร์ตเมื่อต้นปีที่ผ่านมา JAY B (เจบี) ศิลปินคุณภาพแห่ง MAUVE Company เตรียมกลับมามอบความทรงจำบทสุดท้ายแบบ Finale ให้กับอากาเซ่ชาวไทยอีกครั้ง กับคอนเสิร์ตที่ทุกคนรอคอย 2025 JAY B CONCERT [TAPE:RE LOAD FINALE] IN BANGKOK ซึ่งถือเป็นบทสรุปทางดนตรีและการเดินทางร่วมกันตลอดซีรีส์ TAPE ที่เจบีตั้งใจมอบให้แฟน ๆ อย่างเต็มหัวใจ

โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้จะจัดขึ้นทั้งหมด 2 รอบการแสดง ในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน และ วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18:00 น. ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี พร้อมเปิดขายบัตรอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ บัตรราคา 9,900 / 7,900 / 6,900 (บัตรยืน) / 6,500 / 5,900 / 5,500 / 4,500 / 3,900 / 3,500 และ 2,900 บาท พร้อมสิทธิพิเศษมากมายสำหรับแฟน ๆ ชาวไทยแบบจัดเต็ม เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนวันกดบัตร JAY B ได้ส่งคลิปข้อความสุดพิเศษถึงอากาเซ่ชาวไทยทุกคนแบบอบอุ่นหัวใจ ด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่หลายคนคิดถึง โดยเจ้าตัวกล่าวว่า

“สวัสดีครับทุกคน JAY B GOT7 นะครับ ทุกคนสบายดีกันไหมครับ หลังจากที่ได้จัดคอนเสิร์ตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้เตรียมคอนเสิร์ตครั้งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มาสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกับทุกคน นั่นก็คือ 2025 JAY B CONCERT [TAPE:RE LOAD FINALE] IN BANGKOK ครับ ถ้าอย่างนั้นอากาเซ่ทุกคนครับ มาเจอกันวันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ IMPACT ARENA นะครับ บ๊ายบาย ขอบคุณครับ”

แค่คำทักทายก็ใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว! การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตธรรมดา แต่คือ การปิดฉาก “เทปแห่งความทรงจำ” อย่างสมบูรณ์แบบ ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ความผูกพัน และพลังของเสียงดนตรีที่ส่งถึงกันระหว่างเจบีและแฟนคลับทุกคน การันตีความประทับใจโดยทีมผู้จัดคอนเสิร์ตมือโปรที่เจบีไว้วางใจมาโดยตลอดอย่าง BEX (บริษัทในเครือเวิร์คพอยท์กรุ๊ป) กลับมาร่วมงานอีกครั้ง เสริมทัพด้วยพันธมิตรอย่าง YJ PARTNERS และ PROUD2 ที่เตรียมสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับแฟน ๆ 

เพื่อนรักมาอ้อนขนาดนี้แล้ว อากาเซ่ก็ต้องวอร์มนิ้วรอให้ดี เตรียมตัว เตรียมใจ และกดบัตรมาเจอเจบีพร้อมกัน! ย้ำอีกครั้ง บัตรจะถูกจำหน่ายในวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ขอให้อากาเซ่ทุกคนได้บัตรโซนที่ต้องการ โดยสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมและข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ X: @BEX_Concert 


TAKARA WONG เฉลิมฉลองการครบรอบ 10 ปี

Inspiration ของ TAKARA WONG Studios  Collection Spring/Summer 2026 นั้น TAKARA WONG เฉลิมฉลองการครบรอบ 10 ปี หรือ #TAKARAWONG10th ในปีนี้ด้วยการนำเอารากเหง้าของการแต่งกายของคุณพ่อคุณแม่ แต่งตัวแบบ Western หรือ Cowboy Style ให้ตั้งแต่เด็กจนโต รวมถึงเสื้อผ้า Western Style รองเท้าบู๊ทหนังทรง Western และลายฉลุ การปัก เดินดิ้น และคัตติ้งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ความทรงจำวัยเด็กหวนย้อนกลับมาให้เราอยากทำในวาระที่แบรนด์ครบรอบ 10 ปี และการกลับมาครั้งนี้ได้มีโอกาสแสดงผลงาน ณ มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เราจึงนำเอาวัฒนธรรม Hip-Hop มาผสมผสานกับWestern/Country/Cowboy Style ออกมาเป็น “Urban Cowboy”

ในโชว์ที่เพิ่งเดินจบไปในวันแนวของ New York Fashion Week ที่ผ่านมา โดยการ Casting แบบครั้งนี้ ทางแบรนด์เลือกใช้คนธรรมดา และคนผิวสีทั้งหมด 11 ลุค เพื่อตอกย้ำและสรรเสริญสดุดีความ Matter และต้นกำเนิดของวัฒนธรรม Hiphop อีกด้วย


A Progressive Thai-Chinese Cuisine

A Progressive Thai-Chinese Cuisine by Chef Pam. With 5 Elements, 5 Senses: Taste Chef Pam’s (World’s Best Female Chef) memories of her culinary journey in heritage home of 120 years old building passed down from her ancestor as 4th generation POTONG’s Traditional Medicine House situated in the heart of Yaowaraj (Chinatown Thailand)

POTONG is the multi-award winning restaurant and is the only MICHELIN Star restaurant that also awarded 1-Diamond from Black Pearl Guide in Chinatown Thailand. Currently ranked #1 TOP25 Restaurant in Bangkok, #13 in ASIA, and #13 in World Best restaurant and voted World Best New Restaurant from Condé Nast Traveller’s Hot List.


“ Hand-crafted Mooncakes ”

เทศกาลไหว้พระจันทร์มหามงคลปี 2025 ส่งความสุข ความปรารถนาดีด้วยขนมมงคลจาก Bakery Hut ผู้นำด้านขนมมงคลของประเทศไทย

ขนมไหว้พระจันทร์ระดับพรีเมี่ยม คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี มีทั้งแบบดั้งเดิม และแบบแป้งนุ่ม ปราศจากสารกันบูด มีไส้ที่ไม่เหมือนใครกว่า 100 ไส้ มากที่สุดในไทย หาทานได้ที่นี่ ที่เดียว! บรรจุลง Classic Gift Box & Luxury Limited Edition Gift Box ให้เลือกสรรมากมายหลายแบบ (2,4,8 ชิ้น)

ไส้ Signature ที่พลาดไม่ได้ : ไส้เอสเพรซโซ่ลำไยสีทอง, ไส้เมี่ยงคำ, ไส้โตเกียวบานาน่า, ไส้อุเมะ บ๊วยญี่ปุ่น, ไส้บิสคอฟคาราเมล, ไส้แบล๊คทรัฟเฟิล แมคคาเดเมีย (นำเข้าจากอิตาลี), ไส้ส้มยูซุมิยาซากิ, ไส้พีชญี่ปุ่น, ไส้องุ่นเคียวโฮ, ไส้บัตเตอร์ไวท์มอลต์, ไส้คัสตาร์ดไข่เค็มลาวา, ไส้ตุ๊บตั๊บ, ไส้มะม่วงน้ำปลาหวาน, ไส้ชานมไต้หวัน, ไส้กุหลาบลิ้นจี่เบอรืรี่ , ไส้ชาไทย ฯลฯ


จุดเริ่มต้นยุคใหม่! ภาพยนตร์สั้น The Tiger นำเสนอ Gucci ในฉบับ Demna Gvasalia

เปิดยุคใหม่ของ Gucci ด้วยความอลังการ! เมื่อ Demna Gvasalia นั่งแท่นครีเอทีฟไดเรกเตอร์และเดบิวต์คอลเล็คชั่นแรกอย่าง Gucci: La Famiglia เป็นที่เรียบร้อย แบรนด์จึงถือจัดงานสุดพิเศษอย่าง งานฉายภาพยนตร์สั้นรอบปฐมทัศน์เรื่อง The Tiger ผลงานของผู้กำกับระดับรางวัลออสการ์ Spike Jonze และ Halina Reijn ณ มิลาน ประเทศอิตาลี

The Tiger เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดคอลเล็กชั่น Gucci: La Famiglia หรือนิยามความเป็น “Gucciness” ที่เผยสัมผัสของความเซ็กซี่ หรูหรา และท้าทาย ผ่านการตีความรหัสของแบรนด์ที่สะท้อนมิติที่แตกต่างกันไปของแต่ละตัวตน ตลอดจนความงามของศิลปะในแบบฉบับอิตาเลี่ยนสไตล์ที่ผสานทั้งความสง่างามความเป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง โดยองค์ประกอบสำคัญความเป็นเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของแบรนด์ปรากฏให้เห็นตลอดคอลเล็คชั่น ผ่านการเล่าเรื่องของอนาคตผสานกลิ่นอายของอดีต ผ่านวิสัยทัศน์ของ Demna

โดยในครั้งนี้ “ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่” Gucci Brand Ambassador นักแสดงหนึ่งเดียวจากประเทศไทย ได้เข้าร่วมงานดังกล่าว โดยปรากฏตัวในโททัลลุค La Diva จากคอลเล็คชั่น La Famiglia พร้อมเครื่องประดับและรองเท้าจากคอลเล็คชั่นเดียวกัน

ทั้งนี้ภายในงานยังคับคั่งด้วย Gucci Brand Ambassador และเหล่าคนดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Demi Moore, Gwyneth Paltrow, Jin วง BTS, Song Weilong, Park Gyu Young และอีกมากมายที่มาร่วมสร้างบรรยากาศสุดพิเศษในค่ำคืนที่เป็นดั่งจุดเริ่มต้นแห่งยุคใหม่ของ Gucci

หากใครอยากชมภาพยนตร์สั้น The Tiger ว่าจะสามารถถ่ายทอด Gucci ในศักราชใหม่ได้ดีมากน้อยเพียงใด? สามารถรับชมได้ทุกช่องทางของ Gucci ทั้งเว็บไซต์ Gucci.com, YouTube, IG หรือ Facebook


ข้อมูลและภาพ: Courtesy of GUCCI

งานใหญ่เอาใจคนรักสิ่งแวดล้อม Bangkok Climate Action Week

งานใหญ่เอาใจคนรักสิ่งแวดล้อม Bangkok Climate Action Week จัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ผสานการท่องเที่ยว การออกแบบ และความยั่งยืน

โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพฯ ร่วมกับ เฟ็น ดีซายเนอร์ส มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน บางกอก ไคลเมทแอคชั่น วีค (Bangkok Climate Action Week) 2025 ครั้งแรก ซึ่งจัดโดยกรุงเทพมหานคร ร่วมกันนำเสนอการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บนพื้นที่ของโรงแรม เรานำเสนอจัดกิจกรรมหลากหลายที่ครอบคลุมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กิจกรรมเวลเนส และการแสดงผลงานจากผู้ผลิตท้องถิ่นที่มีแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยเปิดรับผู้คนทั่วไปและผู้ทำงานในด้านการท่องเที่ยว วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 เริ่มต้นด้วยกิจกรรม รันนิ่ง คลับ (running club) จากสวนเบญจกิติมายังโรงแรม เลือกชม เลือกซื้อสินค้าจากกรีน มาร์เก็ต ที่ห้องอาหาร บางกอก เทรดดิ้ง โพสต์ เพลิดเพลินกับกิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคลาสเวลเนส เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ กิจกรรมศิลปะและงานฝีมือ แต่ละกิจกรรมจัดขึ้นโดยแบรนด์ที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม บนพื้นที่ภายในโรงแรม ทั้งในห้องประชุมและสวนกลางแจ้ง

ตลอดทั้งสัปดาห์ โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพฯ นำเสนอเมนูใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ห้องอาหารบางกอก เทรดดิ้ง โพสต์ และห้องอาหารนิมิตร มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้มาเยือน นอกจากนี้ โรงแรมยังจะจัดแสดงผลงานศิลปะที่คัดสรรโดย แมงโก้ อาร์ท เฟสติวัล (Mango Art Festival) ในบริเวณต่างๆ ของโรงแรม นำเสนอผลงานจากศิลปินท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของงานศิลปะกับการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

วันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพฯ ร่วมกับ เฟ็น ดีซายเนอร์ส จัดกิจกรรมแบ่งปันความรู้ในหัวข้อ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Responsible Travel Meets Green Design)ณ ห้องอาหาร บางกอก เทรดดิ้ง โพสต์ ชั้นล็อบบี้ โดยเชิญผู้นำในกลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว ร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็นถึงนวัตกรรมที่กำลังขับเคลื่อนแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและการดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถเติบโตไปพร้อมกัน

137 พิลลาร์ กรุงเทพฯ มีบริการรถรับส่งฟรี ทุก 30 นาที ระหว่างเวลา 08:00 – 21:15 น. ไป-กลับระหว่าง เอมควอเทียร์และสถานีบีทีเอสพร้อมพงษ์ (ด้านหน้าร้านดิออร์ และ เซโฟรา)

ความร่วมมือครั้งนี้ ส่งเสริมผู้เข้าร่วมงานในการมีส่วนร่วมกับผู้นำด้านความยั่งยืน เข้าร่วมประสบการณ์เชิงโต้ตอบ และได้รับแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์สำหรับการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม โครงการนี้เน้นให้เห็นว่าทุกรายละเอียดมีส่วนช่วยสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ โทร 02 079 7000 หรือติดต่อ LINE Official Account (@137pillarshotels)

เอสป้ามาแน่ เวิลด์ทัวร์ครั้งที่สามในประเทศไทย เปิดจองบัตร 3–5 ต.ค. นี้!

aespa วงที่เรียกได้ว่ามีแนวทางทางดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ชัดเจนและทรงอิทธิพลจนเป็นผู้นำแห่งยุค พวกเธอกำหนดเทรนด์ให้กับวงการเค-ป็อป ผ่านการนำเสนอผลงานที่แตกต่างอย่างโดดเด่น มอบเป็นประสบการณ์สุดแปลกใหม่ให้กับผู้ฟัง พร้อมครอบครองเพลงเมกะฮิตที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง อาทิ ‘Next Level’, ‘Drama’, ‘Supernova’, ‘Armageddon’, ‘Whiplash’ อีกทั้งความนิยมของวงและสมาชิกยังคงขยายฐานอย่างต่อเนื่องทั้งในเกาหลีใต้และระดับสากล การันตีด้วยสถิติอันยิ่งใหญ่ที่ยืนยันถึงความเหนือชั้น อาทิ เพลงไตเติล ‘Supernova’ จากอัลบั้มเต็มชุดแรกขึ้นแท่นอันดับ 1 เพลงเค-ป็อปที่ดีที่สุดแห่งปี 2024 เลือกโดย Billboard สื่อดังของสหรัฐอเมริกา, การคว้ารางวัล ‘Group of the Year’ จากงาน ‘Billboard’s Women in Music 2025’, อัลบั้มเต็มชุดแรก ‘Armageddon’ ได้รับรางวัลอัลบั้มเค-ป็อปที่ดีที่สุดจากงาน 2025 Korean Music Awards (KMA) และอื่น ๆ

ปี 2025 นี้ aespa   ได้ปล่อยซิงเกิลฮิตติดหู ‘Dirty Work’ ในเดือนมิถุนายน เรียกกระแสตอบรับร้อนแรงทำลายสถิติเดิมสู่อันดับสูงสุดของวง ด้วยการเปิดตัวที่อันดับ 5 บนชาร์ต Billboard Global 200 และอันดับ 2 บนชาร์ต Billboard Global Excl. U.S. ต่อมาในช่วงต้นเดือนกันยายน aespa   เขียนนิยามใหม่ให้กับคำว่า ‘Rich Man’ ในแบบฉบับของตัวเอง กับมินิอัลบั้มชุดที่ 6 ‘Rich Man’ถ่ายทอดเสน่ห์ที่เปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ พูดถึงการรักและเคารพตัวเอง อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จติดชาร์ตเพลงระดับโลกมากมาย และมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าทะลุ 1.11 ล้านชุด สานต่อสถานะ Million Seller ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 7 ของพวกเธอ

สำหรับเวิลด์ทัวร์ครั้งที่สาม ‘2025 aespa LIVE TOUR – SYNK : aeXIS LINE’ เปิดฉากอย่างอลังการ ณ KSPO DOME กรุงโซล เมื่อวันที่ 29–31 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งบัตรจำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกที่นั่งแม้แต่ที่นั่งจำกัดทัศนวิสัย จากนั้นเตรียมเดินหน้าจัดทัวร์อารีนาสเกลเกินหมื่นที่นั่งทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่ฟุกุโอกะ วันที่ 4-5 ตุลาคม, โตเกียว วันที่ 11-13 ตุลาคม, ไอจิ วันที่ 18-19 ตุลาคม, โตเกียว วันที่ 8-9 พฤศจิกายน, กรุงเทพฯ วันที่ 15-16 พฤศจิกายน และโอซาก้า วันที่ 26-27 พฤศจิกายน รวม 16 รอบการแสดง ในคอนเสิร์ตครั้งนี้มีการเรียงลำดับ และการเล่าเรื่องราว ที่สื่อถึงสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของ aespa   โดยเฉพาะชื่อ ‘aeXIS LINE’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘Axis Line’ หรือ ‘แกนกลาง’ aespa   จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางของคอนเสิร์ตครั้งนี้ พวกเธอจะดำเนินการแสดงภายใต้แนวคิด ‘จุดเริ่มต้นของความสามัคคี’ ร่วมกับผู้ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งก็คือ MY ที่สำคัญ คอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 15-16 พฤศจิกายนนี้ aespa   ได้สร้างสถิติใหม่ตอกย้ำความซูเปอร์เฟมัสในประเทศไทยอีกครั้งในฐานะ ‘เกิร์ลกรุ๊ปเค-ป็อปเจน 4 วงแรก ที่สามารถจัดคอนเสิร์ต ณ อิมแพ็ค อารีน่าได้ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2’ ต่อจากคอนเสิร์ต ‘2024 aespa LIVE TOUR – SYNK : PARALLEL LINE – in BANGKOK’ เมื่อเดือนกันยายน 2024 ที่บัตรจำหน่ายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว การกลับมาครั้งนี้พวกเธอเตรียมโชว์การแสดงสุดแข็งแกร่งสะท้อนเส้นทางของวงที่ส่งต่อพลังบวก ความเป็นอิสระ และความมั่นใจอยู่เสมอ ผ่านเพลงโซโล่ใหม่ของ KARINA (คาริน่า) GISELLE (จีเซลล์) WINTER (วินเทอร์) และ NINGNING (หนิงหนิง) ไปจนถึงเพลงจากอัลบั้มใหม่ที่จะได้รับชมและรับฟังเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตลอดจนเพลงฮิตนับไม่ถ้วน ร่วมด้วยโปรดักชันคุณภาพสูงและการตกแต่งเวทีที่มีรายละเอียดเข้ากับแต่ละเพลง ซึ่งช่วยยกระดับศักยภาพอันโดดเด่นของ aespa   ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อความร่วมมือระหว่าง aespa   และ MY (มาย) เริ่มต้นขึ้น แกนกลางที่อยู่เหนือทุกจินตนาการจะถูกค้นพบอย่างน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในวันที่มีความหมายอันน่าจดจำนี้ ณ คอนเสิร์ต ‘2025 aespa LIVE TOUR – SYNK : aeXIS LINE – in BANGKOK’ เปิดจำหน่ายบัตรรอบสมาชิก “MY” Membership (GL) Pre-Sale ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2025 เวลา 19:00 น. – 23:59 น., รอบสมาชิก JOY CLUB Pre-Sale วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2025 เวลา 11:00 น. – 15:59 น. และรอบบุคคลทั่วไป วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2025 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com

'เจฟ ซาเตอร์'

‘เจฟ ซาเตอร์’ ฮ็อตไม่หยุด โกอินเตอร์เปิดเอเชียทัวร์ที่ประเทศญี่ปุ่น

‘เจฟ ซาเตอร์’ ฮ็อตไม่หยุด! เปิดเอเชียทัวร์ที่ญี่ปุ่นประเทศแรก แง้มการเตรียมตัวก่อนเจอแฟนๆ พร้อมเผยโปรเจกต์ใหม่ที่ทุ่มเทสุดตัว

เจฟ-วรกมล ซาเตอร์ ศิลปินป๊อปสตาร์หนุ่มผู้เต็มไปด้วยเสน่ห์และความสามารถที่กำลังมาแรงสุดๆ ในขณะนี้ ตอกย้ำความฮอตด้วยบทบาทใหม่ในฐานะ Brand Ambassador ของแบรนด์ความงามแห่งโลกอนาคตอย่าง TIMEPHORIA (ไทม์โฟเรีย) โดยหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เจฟได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงการทัวร์คอนเสิร์ตที่กำลังเริ่มต้นอย่างร้อนแรง รวมถึงการเตรียมตัวอย่างทุ่มเทกับโปรเจกต์ใหม่ที่แฟนๆ ต้องจับตามอง

เอเชียทัวร์เริ่มต้นที่ญี่ปุ่นอย่างสวยงาม

เจฟเล่าถึงความรู้สึกดีใจที่ได้กลับไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก โดยบอกว่าแม้จะเคยไปร่วมงานเทศกาลดนตรี Summer Sonic มาแล้ว แต่การทัวร์เดี่ยวครั้งนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน “คนญี่ปุ่นน่ารักมากๆ ครับ หลายคนอาจจะคิดว่าเขาจะดูคอนเสิร์ตแบบนิ่งๆ แต่จริงๆ แล้วเขาจอยมาก ร้องเพลงภาษาไทยของเราได้ด้วย”

นอกจากนี้เจฟยังเผยว่าในแต่ละประเทศที่จะไปทัวร์ ทั้งอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทเป และฮ่องกง เขาจะมีการเตรียมตัวในเรื่องของภาษาเพื่อใช้พูดคุยกับแฟนๆ รวมถึงจะเตรียมเพลงพิเศษที่เป็นเพลงภาษาของแต่ละประเทศไปร้องให้ฟังกันอีกด้วย

ทุ่มเทสุดตัวกับบทบาทการแสดงใหม่

นอกจากงานเพลงแล้ว เจฟยังแง้มถึงโปรเจกต์การแสดงใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งเป็นบทบาทที่ท้าทายและแตกต่างไปจากเดิมที่ทุกคนเคยเห็น “เป็นบทบาทที่ใหม่ที่ทุกคนไม่เคยเห็น ผมเองก็ไม่เคยเห็น และก็ทำการบ้านอย่างหนักไปเวิร์กช็อปเพื่อให้มันออกมาดี” เจฟเผยว่าถึงแม้จะไม่ได้หยุดพักตั้งแต่ช่วง Summer Sonic ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นงานที่เขารักและมีความสุขที่ได้ทำ ซึ่งแฟนๆ น่าจะได้เห็นผลงานชิ้นนี้กันในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน

TIMEPHORIA(ไทม์โฟเรีย) ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในฐานะแบรนด์แรกที่นำเสนอคอนเซ็ปต์ความงามแห่งโลกอนาคต (Futuristic-Beauty) มาพร้อมลิปสติกคอลเลกชันล่าสุด The GALAXY Collection ที่ผสานนวัตกรรม “เทคโนโลยีอณูเม็ดสีขนาดนาโน” (Nano-Particle Technology) พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว Brand Ambassador คู่แรกของแบรนด์ คว้าสองศิลปินและนักแสดงไอคอนแห่งยุค “เจฟ-วรกมล ซาเตอร์” และ “พรีม-ชนิกานต์ ตังกบดี” ตัวแทนสองขั้วแห่งจักรวาลความงามที่แตกต่างแต่เติมเต็มกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อถ่ายทอดปรัชญา #BeautyWithoutLimits
โดยอง

บันทึกความประทับใจจากคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบของโดยอง NCT

โดยอง วง NCT พาคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบกลับมาสร้างความทรงจำครั้งที่2 พร้อมเซอร์ไพรส์เพลงไทย “รักนาน ๆ” และโปรเจกต์สุดอบอุ่นจาก NCTzen

DOYOUNG วง NCT สลักความประทับใจ ณ ประตูแห่งความทรงจำที่เปิดขึ้นในคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งที่สอง ‘2025 DOYOUNG CONCERT [ Doors ] in BANGKOK’ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2025 เวลา 18:00 น. และวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2025 เวลา 17:00 น. ณ ธันเดอร์โดม ตอกย้ำถึงพลังความนิยมสุดแข็งแกร่งกับการที่บัตรจำหน่ายหมดเกลี้ยงทั้ง 2 รอบการแสดง รวมแล้วมีผู้ร่วมงานเกือบหมื่นคน

โดยอง

คอนเซปต์หลักของคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือ ‘Doors’ (ดอส์) ที่สื่อถึงการตามหาความทรงจำและอารมณ์ต่าง ๆ ที่ได้พบเจอเมื่อประตูแห่งความทรงจำถูกเปิดออก องค์ประกอบทุกอย่างตั้งแต่เซ็ตลิสต์ วีซีอาร์ และการกำกับเวทีจึงถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงเข้ากับคีย์เวิร์ด ‘ประตู’ ได้อย่างลงตัว ร่วมด้วยวงดนตรีสดแบบเต็มวงช่วยขับกล่อมเพลงทั้งหมดจากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ‘청춘의 포말 (YOUTH)’ ที่เข้าถึงความรู้สึกของวัยรุ่น และอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สอง ‘Soar’ จุดประกายความกล้าฝัน หลอมรวมกันเป็นเวทีที่ส่งให้ DOYOUNG (โดยอง) ส่องแสงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเต็มที่ พร้อมยืนยันถึงสถานะ ‘ศิลปินสายโวคอลชั้นนำตัวแทนแห่งวงการ “เค-ป็อป”

เมื่อไฟดับลงและแสงเลเซอร์ยิงเป็นรูปบานประตูที่เปิดขึ้น DOYOUNG (โดยอง) ปรากฏตัวอย่างสง่างามกับพลังเสียงที่ปลุกทุกคนจากความมืดในเพลงแนวร็อก ‘깊은 잠 (Wake From The Dark)’ ตามด้วยการโชว์เสียงอันหนักแน่นใน ‘댈러스 러브 필드 (Dallas Love Field)’, ‘나의 바다에게 (From Little Wave)’, ‘반딧불 (Little Light)’ และ ‘Lost In California’ พร้อมพาผู้ชมดื่มด่ำไปกับเสียงร้องกังวานคลอเปียโนในบัลลาด ‘온기 (Warmth)’, ‘끝에서 다시 (Rewind)’ และ ‘편한 사람 (Just Friends)’ ที่ผสานเสียงละมุนกับกีตาร์อะคูสติก ไปจนถึงเพลงโปรดของแฟน ๆ อย่าง ‘안녕, 우주 (Memory)’, ‘Time Machine’, ‘자전거 (First Step)’ และ ‘쏟아져오는 바람처럼 눈부시게 너란 빛이 비추더라 (Be My Light)’ ถึงเวลาไฮไลต์ที่ทุกคนตั้งตารอคอยกับ ‘บาร์แจ๊สของ DOYOUNG’ ที่ยกวงดนตรีแจ๊สมาบรรเลงแบบสด ๆ เพื่อถ่ายทอดบทเพลงที่เรียบเรียงใหม่ในแบบฉบับของเขา ปล่อยเสน่ห์อันน่าหลงใหลชวนดื่มด่ำไปกับเสียงร้องที่ผ่อนคลายและไพเราะในเพลง ‘YESTODAY’ ของ NCT U, เพลงเดี่ยวของเขา ‘내가 됐으면 해 (Serenade)’, เพลงประกอบละคร ‘Like a Star’, เพลง ‘우산 (Love Song)’ ของ NCT 127 และเพลง ‘Perfume’ ของ NCT DOJAEJUNG ที่เจ้าตัวโชว์ทักษะเปียโนในช่วงท้ายเติมเต็มความสนุก

โดยอง

ถึงเวลาไฮไลต์ที่ทุกคนตั้งตารอคอยกับ ‘บาร์แจ๊สของ DOYOUNG’ ที่ยกวงดนตรีแจ๊สมาบรรเลงแบบสด ๆ เพื่อถ่ายทอดบทเพลงที่เรียบเรียงใหม่ในแบบฉบับของเขา ปล่อยเสน่ห์อันน่าหลงใหลชวนดื่มด่ำไปกับเสียงร้องที่ผ่อนคลายและไพเราะในเพลง ‘YESTODAY’ ของ NCT U, เพลงเดี่ยวของเขา ‘내가 됐으면 해 (Serenade)’, เพลงประกอบละคร ‘Like a Star’, เพลง ‘우산 (Love Song)’ ของ NCT 127 และเพลง ‘Perfume’ ของ NCT DOJAEJUNG ที่เจ้าตัวโชว์ทักษะเปียโนในช่วงท้ายเติมเต็มความสนุก

โดยอง

เซอร์ไพรส์สุดพิเศษที่ทำให้ค่ำคืนนี้ยิ่งน่าจดจำคือ การที่ DOYOUNG (โดยอง) ได้เตรียมบทเพลงภาษาไทยสะท้อนความรู้สึก ‘รักนาน ๆ’ มาร้องคัฟเวอร์ ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความหมาย ขณะเดียวกัน ทางด้านแฟนคลับ NCTzen (เอ็นซีทีเซ็น : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญของคอนเสิร์ตในครั้งนี้ ก็ได้เตรียมโปรเจกต์ส่งแรงสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการแปรกล่องไฟรูป “행운 (ความโชคดี) ” ที่สื่อถึง DOYOUNG (โดยอง) และ “DO US”, ที่คาดผมรูปกระต่ายและใบโคลเวอร์ รวมถึงป้ายเชียร์ “หากใบโคลเวอร์คือสัญลักษณ์แห่งความโชคดี DOYOUNG (โดยอง) ก็เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความโชคดีของพวกเรา” และ “ประตูแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า คือ คำสัญญาว่าเราจะกลับมาพบกันใหม่”

ในช่วงอังกอร์คอนเสิร์ตมีการร้อยเรียงเพลงอย่างมีความหมาย จากเพลงแรกที่แต่งเอง ‘새봄의 노래 (Beginning)’ สู่คำมั่นสัญญาว่าจะพบกันอีกในอนาคต ‘미래에서 기다릴게 (Eternity)’ และเพลงดั่งที่พักพิงใจ‘쉼표 (Rest)’ ก่อนจะเดินขอบคุณผู้ชมทั่วเวทีและกลับไปยังหลังบานประตูที่ปิดลงเป็นสัญญาณว่าคอนเสิร์ตอันน่าประทับใจนี้ได้จบลงแล้ว

โดยอง

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง กับ 25 บทเพลง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “บานประตู” ที่อัดแน่นไปด้วยเสียงดนตรีและเรื่องราวอันจริงใจจาก DOYOUNG (โดยอง) ได้ถูกเปิดออกเพื่อพาทุกคนร่วมโบยบินสู่ความทรงจำอันมีค่า ไม่ว่าจะเปิดบานไหนและเมื่อใดก็ล้วนเต็มไปด้วยความสุขที่ DOYOUNG (โดยอง) และ NCTzen (เอ็นซีทีเซ็น) ร่วมกันสร้างขึ้นมา เช่นเดียวกับช่วงเวลานี้ที่จะถูกสลักไว้เป็นอีกหนึ่งความทรงจำอันไม่มีวันลืมเลือน

เดอะแบก..แบกอย่างไร ให้รอด 

‘เดอะแบก’ ศัพท์ที่กลุ่มคนเจน Y รู้จักดี ในฐานะวัยทำงานที่กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลสมาชิกในครอบครัวหลาดกหลายวัย ทั้งลูก ภรรยา-สามี ไปจนถึงพ่อแม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้าน ที่ต้องดูแลจัดการการเองทั้งหมด สิ่งที่ตามมาคือความเครียดและภาระในการจัดการ คำถามคือ หากคุณยังต้องรับหน้าที่นี้ต่อไป จะแบกอย่างไรไม่ให้หนักกายและใจเกินไป ‘คุณน้ำ -ธนธร กาญจนิศากร’ จากเพจ NamFinance มีคำแนะนำ

1.แบกด้วยสติ

       “สำหรับเดอะแบก สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ สร้างพลังให้ตัวเองว่า เราสุดยอดมากนะที่กลายเป็นคนควบคุมเงินและมีอำนาจเหนือกว่าทุกคนในบ้าน อยากให้มองว่าทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ฉันควบคุมได้ เพราะน้ำเข้าใจว่า คนที่เป็นเดอะแบก ย่อมมีความเครียดที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง 

         “สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือ เช็คลิสต์ความเครียดที่คุณเจอ เช่น มีรายได้ไม่แน่นอน, พ่อแม่ไม่สบาย, สับสนกับเส้นทางชีวิตตัวเอง ฯลฯ จากนั้นเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง เดอะแบกหลายคน ยกให้ภาระครอบครัวเป็นอันดับต้น และให้ความสำคัญกับตัวเองท้ายสุด แต่น้ำกลับคิดว่า ยิ่งแบกเยอะ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้น ชีวิตเราจะกลายเป็นเหมือนสุภาษิตที่ว่า ‘เตี้ยอุ้มค่อม’ ขอให้คิดใหม่ว่า คุณต้องรอดก่อน จึงจะช่วยคนอื่นได้ ไม่อย่างนั้นจะพังทั้งครอบครัว

         “ข้อต่อมาคือ คำนวนรายได้ของคุณว่าเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นเท่าไร หากพบว่าแทบไม่มีเงินเหลือใช้ส่วนตัว ต้องคุยกับครอบครัวว่า คุณกำลังเจอสถานการณ์อะไรอยู่ เพราะหลายครั้งที่เดอะแบกเก็บปัญหาไว้ ทำให้บางครอบครัวไม่ทราบความทุกข์ร้อน เขาจึงยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทั้งที่จริงแล้วคนในครอบครัวอาจช่วยคุณได้ เช่น ถ้าพ่อแม่มีหนี้ ก็ต้องดูว่าท่านมีทรัพย์สินอะไรที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้บ้าง แล้วนำมาช่วยตรงนี้

         “สำหรับบ้านที่มีหนี้สิน สิ่งที่ไม่แนะนำคือ อย่านำหนี้ของพ่อแม่ มาเป็นหนี้ของเรา เพราะในทางกฎหมาย คุณไม่จำเป็นต้องรับสภาพหนี้แทนพ่อแม่ หากวันหนึ่งท่านเสีย หนี้จะหายไปพร้อมกับท่าน และที่สำคัญคือ หนี้ใครคือหนี้คนนั้น เขาต้องรับผิดชอบเอง เราไม่สามารถรับผิดชอบให้ใครบางคนสร้างหนี้ได้ตลอดชีวิต

          “สำหรับกรณีที่ต้องดูแลคนในครอบครัวระยะยาว น้ำอยากให้คุณมีบัญชีออมใจหรือบัญชีความสุข ไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่คุณชอบ เพราะคนเป็นเดอะแบก ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบจะชี้มาที่คุณคนเดียว ย่อมเครียดและวิตกหลายอย่าง การมีบัญชีที่ได้ซื้อความสุขให้ตัวเอง และการพยายามหาเวลาว่างให้ได้พกบ้างย่อมสำคัญ เพราะส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ ไม่กล้าใช้เงินซื้อความสุขให้ตัวเอง น้ำอยากเตือนว่า ในวันที่คุณถือเงิน มีคนเข้าแถวรอรับเงินจากคุณมากมาย อย่าจ่ายเงินให้ตัวเองเป็นคนสุดท้าย เพราะคุณกำลังใช้ชีวิตตัวเองเช่นกัน ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการใช้เงิน เพราะทุกบาท ทุกสตางค์ คุณหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง”

2.เก็บเงินสำรอง ก่อนลงทุน

         “ในโลกที่ไม่แน่นอน เดอะแบกย่อมวิตกกังวลถึงปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก แต่ความเสี่ยงจากภายนอกจะน้อยลง ถ้ารู้จักสร้างความเข้มแข็งทางการเงินให้ตัวเองก่อน  สิ่งสำคัญคือ ควรดูบัญชีว่ามีเงินสำรองอยู่เท่าไร เพราะส่วนใหญ่เมื่อมีเงินเหลือ สิ่งแรกที่คนมักทำคือ อยากนำเงินไปลงทุน แต่ที่จริงก่อนจะลงทุนอะไรก็ตาม ควรตั้งคำถามว่า เรามีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอแล้วหรือยัง เพราะถ้ามีเงินสำรองมากพอ ต่อให้มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเข้ามา เราจะยังสามารถประคับประคองชีวิตต่อไปได้อย่างน้อย 3-6 เดือน แต่ถ้าไม่มีเงิน คุณจะไม่มีเวลาคิด ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าวันต่อวัน 

         “หากถามน้ำว่า ควรจะเก็บเงินสำรองฉุกเฉินมากขนาดไหน ขึ้นกับปัจจัยของแต่ละคนค่ะ อย่างแรกคือต้องดูอาชีพ ถ้าอาชีพการงานมั่นคงและมีงานประจำ เงินสำรองฉุกเฉินอาจจะอยู่ที่ 3-6 เดือน แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ รายได้ไม่แน่นอน เงินสำรองควรอยู่ที่ 6-12 เดือน   

         “ข้อต่อมาคือ ต้องคำนวณว่า แต่ละเดือนต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายมากขนาดไหน ถ้าต้องรับผิดชอบพ่อแม่ ลูก ฯลฯ เงินสำรองฉุกเฉินควรจะอยู่ที่ 1 ปีขึ้นไป ข้อสุดท้ายก็คือขึ้นกับประสบการณ์ส่วนตัว  บางคนเก็บเงินสำรองฉุกเฉินหลักล้าน เพราะเขาเคยเจอเหตุการณ์ที่คุณพ่อต้องผ่าตัดฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ซึ่งต้องวางเงินมัดจำที่ 1 ล้านบาท เขาจึงต้องมีเงินก้อนนี้สำรองไว้ เพราะฉะนั้นเงินสำรองฉุกเฉินมีหลายมิติขึ้นกับชีวิตของแต่ละคน อย่างน้ำจะเก็บเงินฉุกเฉินไว้ที่ 3-6 เดือน เพราะรับผิดชอบชีวิตตัวเองเป็นหลักและมีเงินจากหลายช่องทาง เเงินจำนวนนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว”

3.เกษียณไม่ใช่เรื่องไกลตัว

       “สิ่งที่ทุกคนต้องเจอรวมถึงเดอะแบกด้วยก็คือ วันเกษียณ แต่เรามักชะล่าใจ เพราะรู้สึกว่าอีกนานกว่าจะเกษียณ แต่วันที่การเกษียณมาถึง ความเสี่ยงจะเยอะมาก ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังรวมถึงสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องลงทุนและดูแลตั้งแต่วันนี้คือ สุขภาพและสภาพคล่องทางการเงินในวันเกษียณ 

         “การลงทุนของแต่ละคนจะขึ้นกับสไตล์ ประสบการณ์ ความรับผิดชอบส่วนบุคคล สำหรับน้ำจะเก็บเงินสำหรับการออมและเกษียณอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับประกันชีวิต อย่างเงินเกษียณจะไม่เก็บในบัญชีเงินฝาก แต่จะเก็บไว้ในกองทุนรวม โดยให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้ เพราะคิดเสมอว่า อะไรที่เราไม่เก่ง ก็ให้คนถนัดหรือผู้เชี่ยวชาญคอยทำแทน 

“นอกจากนี้ก็จะลงทุนด้วยการซื้อทองค่ะ น้ำเก็บสะสมทองมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ถึงทองจะแพงก็ยังซื้อเพราะรู้สึกว่า เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงในระยะยาว ณ ปัจจุบันการซื้อทองมีหลากหลายรูปแบบ เช่น สามารถซื้อครึ่งสลึง หรือจะซื้อผ่านแอพฯ ซื้อขายทองคำ แล้วค่อยไปรับของจริงได้ อีกแบบคือกองทุนรวมทองคำ ที่เราไม่ได้ทองแต่จะได้เงินปันผลที่ผันผวนไปตามราคาทอง 

         “สุดท้ายเราควรตั้งเป้าหมายในวัยเกษียณ สำหรับน้ำ เป้าหมายคือการมีชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ เมื่อเป้าหมายชัด การใช้ชีวิตและการใช้เงินจะไม่สับสน ควรตั้งยอดไว้เลยว่าอยากเก็บเงินเกษียณไว้ที่กี่บาท เพื่อวางแผนว่าเราจะเก็บเงินวันนี้อย่างไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นในวัยเกษียน ในแต่ละปีควรทำบันทึกสินทรัพย์ ว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ ลงทุนไปกับอะไรบ้าง เช่น หากเป้าของคุณคือ วันเกษียณอยากมีเงิน 10 ล้าน จึงต้องเก็บเงินเดือนละ 10,0000 บาทในกองทุน พอสิ้นปีค่อยรีเช็คว่า เงินที่เก็บใกล้ถึงเป้าหมายแล้วยัง ถือว่าเป้านี้เป็นกำลังใจให้ตัวเองก็ได้

         “สำหรับเดอะแบกที่อยากลงทุนหรือเก็บเงินออม น้ำแนะนำว่า เงินที่นำมาออมหรือลงทุน ต้องไม่ตึงจนเกินไป เป็นจำนวนเงินที่สามารถเก็บได้สม่ำเสมอ โดยยึดตามความเป็นจริงของชีวิต เช่น ถ้ามีเงินอยู่ 100 บาท ใช้ 80 บาท เหลือเก็บ 20 บาท เราก็เก็บเท่านี้ แต่เก็บสม่ำเสมอทุกวัน อย่างทองก็ซื้อได้นะคะ แต่ซื้อเป็นสลึงหรือซื้อแบบกองทุนอย่างที่เล่าไป ไม่ต้องใช้เงินก้อนจ่าย แล้วค่อยเพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อสภาพคล่องดีขึ้น น้ำคิดว่าเงินน้อยไม่ใช่ปัญหาในการออม ปัญหาคือไม่เริ่มเก็บต่างหาก 

         “อย่ามองว่าการเป็นเดอะแบก ต้องหมายถึงการแบกภาระผู้อื่นเพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่าคุณยังมีชีวิต มีความฝัน และความหวังของตัวเองให้แบกและดูแลเช่นกัน เพราะฉะนั้นคงวางแผนชีวิตตั้งแต่วันนี้

       “ชีวิตจะได้มีแต่สิ่งดีๆ ให้แบกค่ะ”


เรื่อง Fai

ย้อนวัยเยาว์ SANDY LIANG Spring/Summer 2026 แรงบันดาลใจจากความทรงจำวัยเด็ก

น่ารักจนหวนคิดถึงวัยเด็ก สำรวจรันเวย์ SANDY LIANG คอลเล็คชั่น Spring/Summer 2026 โลกที่ผสมผสานระหว่าง “ความเป็นจริง” และ “จินตนาการ”

เคยรู้สึกสุขปนเศร้าจากการคิดถึงสมัยประถม มัธยม หรือมหาวิทยาลัยกันบ้างไหมคะ? ความรู้สึกเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเราเห็นสถานที่ ผู้คน หรือสิ่งของในความทรงจำ ซึ่งภาวะดังกล่าวมีชื่อเรียกในทางการแพทย์ว่า “Nostalgia” นั่นเอง เกริ่นมาประมาณนี้ หลายคนคงเริ่มสงสัยกันแล้วว่าเกี่ยวกับ SANDY LIANG Spring/Summer 2026 อย่างไร แพรว พาไปสำรวจพร้อมกันค่ะ

บ่อยครั้งที่หากถามถึงของเล่นวัยเด็ก คงหนีไม่พ้นบรรดาตุ๊กตาหน้าตาน่ารักที่เราสามรถจับมาแต่งตัวได้ตามใจชอบ รวมถึงแผ่นเกมโปรดอย่าง The Sims เกมจำลองที่ให้เราสร้างคาแร็คเตอร์มาลองใช้ชีวิตเสมือนจริง สำหรับคอลเล็คชั่น Spring/Summer 2026 จาก SANDY LIANG เกิดขึ้นด้วยแนวคิดการสร้างตัวตนด้วยตัวเอง เป็นการเล่นสนุกไปกับความจริงและจิตนาการ

คอลเล็คชั่นนี้ได้นำองค์ประกอบแสนขี้เล่นอย่าง ลวดลายกระต่าย, ลายพริ้นต์กรอบรูปจากตู้สติ๊กเกอร์, โมเดลของเล่น, เสื้อผ้าจิ๋วของตุ๊กตา, กระดุมยักษ์ และโบ มาประดับบนไอเท็มหลากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ, มินิเดรส, กางเกง, กระเป๋า และรองเท้า นอกจากนี้ยังมีป้ายสินค้าที่ขยายใหญ่จนเกินความเป็นจริงติดอยู่ แถมข้อความเล็กๆ “Ah, Forgive me for my 1st kiss” ไว้ด้วย เป็นกิมมิกที่ทั้งน่ารักและชวนให้คิดถึงวัยเยาว์จริงๆ


ข้อมูล: hypebeast.com, environman.co.th และ sandyliang.info

ภาพ: sandyliang.info

Gucci Shift

Gucci Shift เมื่อการเคลื่อนไหวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมสมัย

Gucci เปิดตัว Gucci Shift สนีกเกอร์ที่ชวนให้ทุกก้าวรู้สึกเบา คล่องตัว และเต็มไปด้วยสไตล์ ราวกับ “ก้าวข้าม” กรอบเดิม ๆ ของรองเท้าผ้าใบแบบคลาสสิก สนีกเกอร์รุ่นนี้เผยโฉมครั้งแรกที่โชว์ Cruise 2026 ณ ฟลอเรนซ์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และก็เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าแฟชั่นนิสต้าทันที

Gucci Shift เมื่อการเคลื่อนไหวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมสมัย

โครงสร้างที่บางเบาและทรงเตี้ยใกล้พื้นทำให้ใส่สบายตลอดวัน แต่ยังคงความเป็น Gucci ด้วย Web stripe ดีเทลซิกเนเจอร์ที่เชื่อมโยงราก heritage เข้ากับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว

สำหรับผู้หญิง

Gucci Shift เล่นสนุกกับการผสมผสานวัสดุ ไม่ว่าจะเป็น mesh GG โปร่งเบา หนังกลับนุ่ม หรือแถบยืดด้านข้างที่ให้ความรู้สึก deconstructed ดูสบาย ๆ แต่หรูหรา โซลแบนเรียบที่ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าบัลเล่ต์ทำให้รองเท้าดูพลิ้วบางเหมือนกำลังเต้นรำ รายละเอียดเล็ก ๆ แต่โดดเด่นอย่างชาร์ม Interlocking G สีทองอ่อน และห่วง Web ที่ส้น ก็ทำให้สนีกเกอร์คู่นี้ “หวานแต่เฉี่ยว” ได้พร้อมกัน

สำหรับผู้ชาย

Gucci Shift ขับเคลื่อนความโมเดิร์นผ่านลุคที่ดูคมชัดขึ้น ทั้งแถบ Web ที่ลิ้นและส้น การเย็บด้านข้างที่หยิบแรงบันดาลใจจากลาย Web และพื้นรองเท้าที่สลักโลโก้ขนาดใหญ่ บอกเลยว่าคู่นี้ไม่ใช่แค่สนีกเกอร์ แต่คือไอเท็มชิ้นเด่นที่ใส่แล้วพร้อมลุยทุกสไตล์

Gucci Shift จึงไม่ใช่แค่ “รองเท้ารุ่นใหม่” แต่คือบทใหม่ของการเคลื่อนไหวในแฟชั่น ที่เบา คล่องตัว และชิคพอที่จะก้าวไปพร้อมคุณในทุกจังหวะชีวิต


‘อินกับการไม่ผูกมัด ตัวจริง ตัวปลอมก็สุขทั้งนั้น ใช่คุณไหม?? ต้องเช็ก!!’ ดวงรายสัปดาห์ 22-28 กันยายน 2568

‘อินกับการไม่ผูกมัด ตัวจริง ตัวปลอมก็สุขทั้งนั้น’

ดวงรายสัปดาห์ 22-28 กันยายน 2568

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์          

การงาน  :   สำหรับชาวอาทิตย์ก็ยังมีโอกาสได้เป็นผู้นำต้อนรับสัปดาห์ปลายเดือนอยู่นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางด้านงานช่างฝีมือ รวมถึงงานที่เกี่ยวกับมวลชน เช่น นักการเมือง นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ นักการทูต นักวิทยาศาสตร์ เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณมีโอกาสได้บุกเบิกริเริ่มโครงการใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน เรียลเอสเตท อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ  ด้วยวิญญาณความเป็นผู้นำและความเชื่อมั่นในตัวเองจะทำให้คุณกล้าคิดกล้าทำ ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ซึ่งจะเป็นข้อเสียให้งานดำเนินไปอย่างไม่คล่องตัว ทางที่ควรใช้สติ ปัญญา ทบทวนแก้ไขปัญหา หาจังหวะและเวลาที่ถูกต้อง รวมถึงใช้เซ้นส์ในการตัดสินใจ    

การเงิน  :  มีโอกาสได้เงินจากอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน แต่คาดว่าในเบื้องต้น คุณน่าจะลดราคา เพื่อแลกกับชื่อเสียงก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ต้องหมุนจนเหนื่อยล่ะ

ความรัก  :   มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับบ้านใหม่ ที่ดิน การตกแต่งบ้านใหม่ ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้น ที่ต้องแลกกับเวลาที่อยู่ด้วยกันจะลดน้อยลง  คนโสด  ชาวอาทิตย์สัปดาห์นี้จะอยู่ในช่วงบูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใด อาจกำลังอยู่ในช่วงกำลังมองหาเรือนหอ ขณะเดียวกันคุณก็พลีชีพให้กับการทำงานเหนือสิ่งอื่นใดเหมือนกัน ช่วงนี้ก็เลยเหนื่อยกับการแยกร่างหน่อยล่ะ

สุขภาพ  :  ออฟฟิศซินโดรมมาเยือนแล้วนะคะ หากนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ เส้นจะเริ่มยึด ปวดคอ บ่า ไหล่ ก็ต้องพยายามลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ ชั่วโมง หรือออกกำลังกายบ้าง เช่น โยคะ ว่ายน้ำ จนถึงนวดแก้อาการ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  ก็ยังคงเป็นสัปดาห์แห่งความสำเร็จของชาวจันทร์อยู่นะคะ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการอะไร ทำงานทางด้านไหน เป็นไปได้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จในทุกๆ เรื่อง ทั้งงานเก่าที่ถูกดองมานานข้ามปี หรืองานใหม่ที่กำลังริเริ่มบุกเบิกแบบพลีกายถวายชีวิตจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

การเงิน  :   ก็ยังมีความโชคดีในเรื่องของการลงทุนและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความเสี่ยง แต่เป็นไปได้ว่าเงินจะยังไม่มาในทันที ต้องรอจนกว่างานจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ต้องระวังความใจดีที่จะทำให้คุณเสียทรัพย์

ความรัก  :  แม้ชาวจันทร์จะ lucky in game แต่กับชีวิตรักและครอบครัวเป็นไปได้ว่าคุณจะซีเรียสถึงเครียดมาก กลับบ้านก็ยังพกงานมาทำด้วย จนกลายเป็นไม่มีเวลาให้กับครอบครัวไปเลย คนโสด  คาดว่าจะเป็นสัปดาห์ที่คุณอยู่กับตัวเองมากกว่าสังคม เพราะฉะนั้นหากจะมีรักก็คงเป็นคนใกล้ๆ ตัวนี่ล่ะ   

สุขภาพ  :  สัปดาห์นี้โรคภัยที่เกิดจากการหักโหมในการทำงานเด่นมากเลย มาหมดทั้งระบบกระเพาะอาหาร ลำไส้ เช่น โรคกระเพาะ ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย รวมถึงอาการทางประสาท เช่น ปวดศีรษะ ไมเกรน

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน   ต้องบอกว่าเป็นสัปดาห์ที่ชาวอังคารต้องพยายามรักษาตัวให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงาน การประนีประนอม นักประชาสัมพันธ์ ฝ่ายขาย รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์การแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่น ทั้งด้านผลประโยชน์และตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือถูกบังคับด้วยเดทไลน์ ซึ่งคุณจะเครียดและกดดันจนมีความเสี่ยงที่จะปะทะได้ง่ายมาก ดังนั้น จึงควรเตรียมหาวิธีเซฟตัวเองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้รอดจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้

การเงิน  :   มีโอกาสที่คุณจะเสียเงินให้กับคนรัก หรือคนใกล้ชิดอย่างไม่รู้ตัวมาก่อน เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุนหรือให้เงินใครควรพิจารณาให้รอบคอบ หรือไม่ก็หาข้อมูลให้ดี

ความรัก  :  ระวังจะมีปากเสียงกันแบบที่คุณไม่เชื่อหูว่า คู่ครองจะใช้คำนี้กับคุณ ซึ่งจะฝังอยู่ในใจกลายเป็นจุดดำที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจเขาอีกต่อไป คนโสด  กำลังมีความรักอยู่หรือเปล่าคะ สืบให้แน่ก่อนค่อยเดินต่อ เพราะเป็นไปได้ว่าเขาอาจมีคนรักอยู่แล้ว

สุขภาพ  :   ระวังจะได้รับบาดเจ็บที่จะเกิดจากของมีคมต่างๆ  ขับรถก็อย่าประมาท นอกจากนั้นยังต้องระวังอวัยวะในช่องท้อง เช่น มดลูก ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะถึงมีดหมอ  

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  :   สำหรับสัปดาห์นี้ชาวพุธก็ยังคงสตรองอยู่นะคะ เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้ริเริ่มบุกเบิกงานใหม่ หรือได้โยกย้ายตำแหน่งไปอยู่ในส่วนที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ท้าทายขึ้น เหมาะกับจริตคุณ แต่ใดๆ ก็ดี ความไฟแรง ความสตรอง ไม่รับฟังใคร ตัดสินใจอย่างรวดเร็วของคุณ มีโอกาสที่จะทำให้คุณตัดสินใจอย่างขาดสติจนนำไปสู่ความเสียหายอย่างไม่ควรเกิดขึ้น เกิดความขัดแย้งกับผู้ร่วมงานจนงานสะดุดหยุดลงกลางคัน แล้วเมื่อนั้นคุณมีโอกาสถูกซ้ำเติมทันที

การเงิน  :   หากเงินกำลังขาดมือ สัปดาห์นี้ก็น่าจะพอหายใจได้คล่องบ้าง เพราะเงินที่ลงทุนไปมีโอกาสที่พอจะได้กำไรกลับมาบ้าง ทางที่ดีก็อย่าใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย เก็บเงินไว้บ้าง

ความรัก  :  หากใครที่อยู่ในสถานะไม่เปิดเผย เป็นโลกใบที่สอง ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ แม้คุณจะพยายามเรียกร้องเวลาจากคู่ของคุณ แต่ก็ไม่ผิดหวังมาตลอด มาสัปดาห์นี้เป็นไปได้ว่าคุณจะเริ่มสตรองขึ้น ไม่รอแล้ว ออกไปหาเลย คนโสด  เป็นไปได้ว่าสัปดาห์นี้คุณจะรู้สึกอินกับการไม่ผูกมัด ไม่ว่าจะเป็นตัวจริง หรือตัวปลอมก็มีความสุขทั้งนั้น

สุขภาพ   :   สำหรับชาวพุธสัปดาห์นี้อย่าหยุดอยู่เฉยๆ ค่ะ เพราะคุณจะป่วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใจ ควรหากิจกรรมทำเพื่อให้ลืมความเครียด ความกดดัน พอดีเลยค่ะ บิ๊กคลีนนิ่งบ้าน เพราะในดวงคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นภูมิแพ้ด้วย

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับชาวพฤหัสก็ยังเป็นสัปดาห์ที่ยังคงต้องตื่นตัวอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  การแพทย์ สาธารณสุข การเงิน การธนาคาร ฯลฯ มีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะมีโอกาสได้เข้าสู่การแข่งขัน ไม่ว่าจะประมูลงาน ประกวดราคา หรือสอบสัมภาษณ์ เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปได้ที่จะเป็นงานพิเศษนอกเหนือจากงานประจำ ซึ่งคุณพยายามทำทุกวิถีทาง แม้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมก็ตาม เพื่อจะให้ได้งานนี้ ก็ต้องไปลุ้นกัน ส่วนงานประจำนั้นคุณสามารถจะอยู่ได้ยาวเลย

การเงิน  :  เป็นสัปดาห์แห่งความโชคดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด มีโอกาสได้เงินตอบแทนจากการทำงาน ซึ่งคุณก็พยายามประหยัดอยู่นะ แต่อย่าเชื่อคนง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่มีหลักการและเหตุผล

ความรัก  :   สัปดาห์นี้นับว่าเป็นครอบครัวที่น่ารัก อยู่กันอย่างมีความสุข บันเทิงเริงรมย์ แม้ว่าคุณจะไม่เคยบอกว่ารักเลย แต่การแสดงออกก็ทำให้ทุกคนรู้ว่า คุณรักพวกเขามากแค่ไหน คนโสด อยากบอกชาวพฤหัสว่า หากรักใครก็แสดงออกให้เขารู้ไปเลย เพราะเป็นไปได้ว่าหากผิดหวังครั้งนี้จะสร้างรอยร้าวในใจคุณไปอีกนานเลย

สุขภาพ   :    ทางกายยังไม่น่าห่วงเท่ากับทางใจ เพราะหากใจไม่สบาย เก็บเรื่องไร้สาระมาคิด มีความเครียด กังวล ก็จะส่งผลให้กายเจ็บป่วยไปด้วย เพราะฉะนั้นควรหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลาย ปล่อยวาง มองโลกในแง่ดี  

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  :   ก็ยังคงต้องพยายามให้มากขึ้นนะคะสำหรับชาวศุกร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจกับครอบครัว หรือคนรัก หากยังเสนองานไม่ผ่าน หรือกำลังรออนุมัติโครงการ สัปดาห์นี้มีลุ้น เพราะมีความเป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้มีโอกาสที่คุณจะได้เข้าไปร่วมงานกับผู้หญิง อาจเป็นญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิท ในธุรกิจที่ต้องใช้อารมณ์และความรู้สึกในการแสดงออก เช่น งานบันเทิง นักแสดง โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ดีไซเนอร์ ฯลฯ จนถึงสินค้าและบริการที่มีส่วนประกอบของน้ำ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นทางของคุณ ทำแล้วมีความสุข  

การเงิน  :   เป็นไปได้ว่าเงินจะไม่พอใช้ แม้คุณจะมีโอกาสได้รับเงินปันผลจากธุรกิจครอบครัวก็ตาม แต่คิวชอปปิ้ง กิน เที่ยว กับเพื่อนสาวก็รออยู่

ความรัก :   สัปดาห์นี้อยากบอกชาวศุกร์ที่เพิ่งแต่งงาน แม้ว่าคุณจะทั้งรักทั้งหลงคู่ครองของตัวเองมากจนไม่ออกจากห้องกันเลยทีเดียว แต่ก็มีความเสี่ยงที่เพื่อนหญิงสุดที่รักจะหาโอกาสแทรกตัวเข้าไปได้นะคะ  คนโสด  เป็นไปได้ว่าคุณจะหลงใหลได้ปลื้มเพื่อนหญิงใกล้ตัวแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว จนอะไรก็เกิดขึ้นได้

สุขภาพ  :   ก็ยังต้องระวังเลือดลมอยู่นะคะ พวกเลือดจาง สำหรับสัปดาห์นี้คาดว่าจะมาจากการดื่ม และเที่ยวกลางคืน ติดๆ จนไม่ได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นช่วงนี้ฝนตกฉ่ำตลอด จึงต้องระวังจะเป็นไข้หวัด ปอดบวมด้วย

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  ก็ยังคงเป็นสัปดาห์แห่งจิตอาสาของชาวเสาร์อยู่นะคะ คุณมีความสุขกับการช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นนักสังคมสงเคราะห์ นักปรัชญา คนทำงานในองค์กรมูลนิธิ หรือศาสนา ด้วยแล้ว เป็นไปได้ว่าในรอบ 7 วันนี้คุณจะได้เข้าไปช่วยเหลือทางด้านการติดต่อประสานงาน หรือการบริหารจัดการ รวมถึงให้บริการคำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆ ทางที่ดีอย่าใจร้อน หรือสติแตก เพราะจะทำให้คุณเครียดไปตลอดสัปดาห์เลย

การเงิน  :  จริงๆ คุณพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กินง่ายอยู่ง่าย ทำบุญให้ทานบ้าง แต่เป็นไปได้ว่าในรอบสัปดาห์นี้คุณจะมีโอกาสในการลงทุน ก็อย่าเพิ่งทุ่มจนหมดกระเป๋า เพราะการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง

ความรัก  :  จะบอกว่า เบื่อๆ อยากๆ ก็ได้นะคะสำหรับชีวิตคู่ แต่คาดว่าสัปดาห์นี้ความโรแมนติกจะมีมากกว่า  คนโสด  จริงๆ คุณก็เริ่มจะปลงกับความรักไปแล้ว แต่สัปดาห์นี้คุณจะกลับมาฝันเฟื่องถึงความรัก อยากหาคนกอดอีกครั้ง

สุขภาพ   :  วัยทองมาเยือนแล้วนะคะ พวกกระดูกผุ กระดูกพรุน จึงต้องรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเสริม ขณะที่ไขมัน หรือน้ำตาลควรลด เพราะโรคหัวใจ ไขมันในเลือดก็ตามมาด้วย

ปล่อยใจให้ Flow… ปีที่ท้าทายชีวิตของ แพม ประนัปดา พรประภา

คนทั่วไปมองว่าเธอคือ Working Woman ที่เหมือนชีวิตมีครบทุกอย่าง แต่

ความจริงชีวิตของคุณแพม- ประนัปดา พรประภา ผู้บริหารอาณาจักรสยามกลการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามดนตรียามาฮ่า จำกัด และผู้ก่อตั้ง Dragonfly 360 ก็เคยเจอช่วงเวลาที่โดดเดี่ยว และยังต้องการคนที่เข้าใจ ให้ความช่วยเหลือ‘ 

       หากมองอีกด้าน นี่อาจกลายเป็นภาพที่สังคมตีกรอบว่าชีวิตเธอคงมีแต่เรื่องสมบูรณ์แบบเท่านั้น ตรงข้ามกับความจริงของธรรมชาติที่ชีวิตมนุษย์ทุกคนล้วนมีทั้งเรื่องสมหวังและไม่ได้ดั่งใจ และปีนี้อุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาได้สอนให้เธอปล่อยว่าง หลุดจากกรอบที่สร้างให้ตัวเอง ถ้าเปรียบกับ Dragonfly เธอก็คือแมลงปอที่กำลังเติบโต

ทราบว่าปีนี้ Dragonfly Summit จัดขึ้นเป็นครั้ง ที่ 3 เล่าถึงคอนเซ็ปต์ให้ฟังหน่อยค่ะ

         “เท้าความก่อนว่าในปี 2019 เป็นปีแรกที่จัดงาน เราใช้คอนเซ็ปต์ Wo-Men สร้างความเท่าเทียมให้ผู้หญิง ส่วนปีที่แล้วเราทำธีม Heal หมายถึงการเยียวยา จึงคิดว่าไหน ๆ ฮีลจิตใจกันไปแล้ว ปีนี้มาทำเรื่อง Flow หรือการปล่อยชีวิตให้ลื่นไหลดีกว่า ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 – 28 กันยายน ณ พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน กรุงเทพฯนี้ค่ะ

วิทยากรปีนี้มีใครน่าสนใจบ้างคะ

         “เยอะเลยค่ะ เช่น Mo Gawdat เขาคืออดีต Chief Business Officer Moonshot ของ

Google เขียนหนังสือเรื่อง Solve for Happy แพมรู้จักเขาเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งเขาเสียลูกชายวัย 21 ปี ไม่ใช่ธรรมชาติที่พ่อแม่จะเสียลูกก่อน จึงทำมิชชั่นว่าหลังลูกจากไป เขาจะมีความสุขได้อย่างไร แล้วค้นหาวิธีที่ช่วยให้ชีวิตมีความสุขอีกครั้ง

         “อีกคนคือ Matthew Walker ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนและ นักเขียนหนังสือชื่อดัง Why We Sleep (เล่มแปลภาษาไทยในชื่อ นอนเปลี่ยนชีวิต) แพมสนใจท่านนี้มาก เพราะในฐานะ ที่ตัวเองนอนยาก อยากฟังว่าเขามีวิธีจัดลำดับความสำคัญให้นอนดีขึ้นได้อย่างไร

วิทยากรที่เชิญมาระดับโลกทั้งนั้น ติดต่อยากไหม

         “แพมคิดว่าไม่ยากเลย ถ้าเขามีความตั้งใจเดียวกันกับเรา เพราะมีสปีกเกอร์บางท่านที่เราเคยชวนแล้วเขาปฏิเสธ เราก็ไม่ตื้อ สิ่งที่ยากกว่าคืองานของเราจัดแค่ปีละ 2 วัน มีทั้งการพูด แสดงดนตรี เวิร์กช็อป และต้องให้ผู้เข้าร่วมงาน 2,000 คนต้องทำกิจกรรมพร้อมกัน จะทำอย่างไรให้เขาได้พลังงานกลับไป ซึ่งไม่ง่าย เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นงานสองวัน แต่เราก็วางแผนกันเป็นปี”

ทราบว่าปีนี้มาในคอนเซปต์ Flow

         “ใช่ค่ะ เราจะแบ่งแกนหลักของงานเป็นสองด้าน คือ

Wellbeing การมีสุขภาพจิตที่ดี กับ Leadwell หรือการเป็นผู้นำที่ดี สาเหตุที่แพมอยากทำธีมนี้เพราะสภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ในฐานะที่เป็นผู้นำบางครั้งเราคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ยิ่งคอนโทรลยิ่งกดดัน และแพมได้พิสูจนแล้วว่าหากเรายอมปล่อยบ้าง ชีวิตจะยิ่งโฟลว์

         “ที่จริงคำว่า Flow มีหลายความหมายนะคะ หนึ่ง คือปล่อยไปตามสถานการณ์ ไม่ไปฝืน แค่ยอมรับและปรับตัวให้ได้ สอง คือการอยู่ในภาวะไหลลื่นเมื่อกำลังโฟกัสกับบางสิ่งบางอย่างจนลืมเรื่องอื่น ๆ สาม โฟลว์ยังเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ แพมสังเกตว่าเมื่อเรามองธรรมชาติ เราจะเห็นความโฟลว์บางอย่าง เช่น แม่น้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ หรือใบไม้ที่พัดไปตามลม ที่จริงธรรมชาติสอนเราเกี่ยวกับการเป็นอิสระและปล่อยวางเยอะ เพียงแต่ในฐานะมนุษย์ เราชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเอง”

เคยตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองไหมคะ

         “เคยค่ะ ในฐานะซีอีโอแพมชอบควบคุมทุกอย่าง (หัวเราะ) จะบอกว่าเป็น Control Freak ก็ได้ คือจะลงรายละเอียดยิบมาก เวลาสั่งงานเหมือนยิงจรวด แต่กลายเป็นว่าวิธีนี้ทำงานเหนื่อย เพราะต้องคุมเองทุกอย่างและก็ชินกับความคิดที่ว่า ถ้างานชิ้นไหนทำเองได้ก็จะทำ เพราะเร็วและคล่องกว่า กลายเป็นเรายิ่งเหนื่อย แถมไม่ได้ส่งเสริมศักยภาพหรือมอบอำนาจการตัดสินใจให้พนักงานด้วย ทำให้ทีมตัดสินใจไม่เป็น รวมแล้ววิธีการทำงานแบบนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราและคนอื่นง่ายขึ้น จึงเริ่มเรียนรู้ว่าถอยบ้างก็ได้ ปล่อยให้คนอื่นลุยบ้าง ถึงแม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้อย่างที่ต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทีมจะเก่งขึ้น แล้วเราก็เหนื่อยน้อยลง”

เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารเหมือนกันนะคะที่ต้องถ่ายเทอำนาจและไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้เลย

         “ใช่ค่ะ ท้าทายมากที่ต้องให้คนอื่นตัดสินใจเอง แม้แต่ในฐานะแม่ก็เช่นเดียว เรามักไม่อยากเห็นลูกพลาด แต่ก็รู้ว่าต้องปล่อย เพราะหนึ่งในวิธีที่เขาจะเรียนรู้ได้ คือเรียนรู้จากความผิด การทดลองคือหนทางเดียวเท่านั้น

         “กับชีวิตตัวเองก็เหมือนกัน ตลอดชีวิตการทำงานแพมเจออุปสรรคมาเยอะ แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาแพมเจอเรื่องยากที่สุด จนลังเลว่าจะจัดงาน Dragonfly ดีไหมเพราะสภาพจิตใจแย่มาก ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น จึงตัดสินใจโทร.หาซินดี้ (สิรินยา บิชอพ) กับวู้ดดี้ (วุฒิธร มิลินทจินดา) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดงานว่า ‘ปีนี้เราขอไม่ทำนะ’ ทั้งสองคนตอบกลับมาว่า ‘ไม่ พวกเราจะทำ แต่ยูน่ะไม่ต้องทำ’ แต่ในฐานะ Founder ที่ชอบควบคุมทุกอย่าง ก็คิดในใจว่าเราปล่อยได้เหรอ แต่เราไม่ไหวจริงๆ สุดท้ายจึงยอมปล่อยและพักไปเลยหนึ่งเดือนเต็ม ๆ”

การตัดสินใจปล่อยในครั้งนั้นส่งผลอย่างไรคะ

         “เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตเลยค่ะ เพราะเมื่อชีวิตแย่ ทุกอย่างพัง ทุกคนลุกขึ้นมาจัดการทุกอย่างแทน ไม่ใช่แค่ Dragonfly แต่ยังรวมถึงทุกบริษัทที่แพมดูแล อย่างชินดี้กับวู้ดดี้ก็มีความรู้สึกเป็นเจ้าของงานมากขึ้น หรือในส่วนของ ธุรกิจ ทีมก็เก่งขึ้น ตัดสิ้นใจเองได้ เมื่อแพมกลับไปทำงาน งานของเราก็น้อยลง มีเวลาพักมากขึ้น

         “แพมได้เรียนรู้ว่าอุปสรรคครั้งนั้นไม่ได้หมายถึงล้มเหลว แต่คือบทเรียนที่ทำให้เติบโต ทั้งยังทำให้คนอื่นเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแพม แต่ก่อนคนมักคิดว่าแพมเป็น Strong Working Woman ที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ ชีวิตมีครบทุกอย่าง ซึ่งค่อนข้างว้าเหว่นะคะ เพราะทุกคนพึ่งแพมตลอดเวลา เหมือนเราไม่ได้รับอนุญาตให้ทำผิด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทุกคนหันมาช่วยแพม เขาเข้าใจว่าเราก็ต้องการความช่วยเหลือ ทุกคนเริ่มมองเห็นว่าแพมคือมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องมีทั้งการให้และรับ

         “ก่อนหน้านี้แพมเคยคิดว่าตัวเองพลาด แต่ทุกวันนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่ มันคือของขวัญจากพระเจ้าที่ทำให้แพมโตขึ้น และได้เรียนรู้ว่าควรทิ้งในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต แพมคิดว่าหลายคนก็คงติดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่เขาไม่โชคดีพอที่จะก้าวออกมาได้ ไม่ว่าจะจากสถานการณ์การเงินหรือชีวิตคู่ แต่แพม รู้สึกว่าตัวเองยังโชคดีที่หลุดพ้นออกมาได้

         “เพราะฉะนั้นโปรเจกต์ Dragonfly ในปีนี้ที่เล่าถึงเรื่อง Flow ส่วนหนึ่ง ก็มาจากเรื่องราวของตัวเองด้วย มันจึงทรงพลังมาก เพราะให้ใจกับงานนี้จริงๆ”

จุดเริ่มต้นที่ทำโปรเจกต์ Dragonfly คืออะไรคะ

         “จุดประสงค์แรกของ Dragonfly คือแพมอยากส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงให้มีความเท่าเทียมในทุก ๆ ด้าน หากย้อนไปวัยเด็ก แพมเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้ชาย โตมากับการเล่นแข่งรถ ฟันดาบ ชินกับการเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องเล่นรถแข่งแทนแต่งตัวบาร์บี้ บวกกับที่บ้านทำธุรกิจที่เป็นผู้ชายมากๆ

         “กระทั่งมีอยู่ปีหนึ่งแพมย้ายไปอยู่นิวยอร์ก และได้มีโอกาสไปงานสัมมนา

Women in the World ที่พูดถึงเรื่องพลังของผู้หญิง ซึ่งช่วยเปิดโลกหลาย ๆ อย่าง รู้สึกว่าทำไมในเอเชียไม่มีใครพูดเรื่องเหล่านี้บ้าง พอกลับมาเมืองไทย ตอนนั้นเริ่มมีคนทำโปรเจกต์รณรงค์เกี่ยวกับสิทธิสตรีแล้ว บวกกับได้เจอรุ่นน้องที่มีความเจ็บปวดจากความไม่เท่าเทียมมาด้วย ก็คิดว่าตัวเรามีความสามารถ มีเครือข่าย น่าจะช่วยเหลือผู้หญิงได้ จึงเป็นที่มาของDragonflyโดยใช้แมลงปอเป็นสัญลักษณ์เพราะเป็นเครื่องหมายของการเปลี่ยนแปลงและเติบโต เราเชิญสปีกเกอร์ผู้หญิงชื่อดังมาพูดถึงความเท่าเทียมและเปิดขายบัตรให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งได้รับฟิดแบ็กค่อนข้างดี เพราะลึก ๆ ผู้หญิงเอเชียก็รู้สึกถึงความไม่เท่าเทียม แต่อาจเพราะที่ผ่านมาเสียงของเราไม่ดังเท่าไร เมื่อได้จัดงานสัมมนาในพื้นที่ที่ปลอดภัย ทุกคนจึงเปล่งเสียง ตัวเองได้”

ฟีดแบ็กเป็นอย่างไรคะ

         “มีทั้งเศร้าและดีค่ะ อย่างเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกเศร้าคือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีผู้หญิงอายุ 25 เขียนมาหาแพมว่าเขาว่ายน้ำไม่ได้ เพราะพ่อแม่ไม่อยากให้ผิวเสีย ฟังแล้วรู้สึกว่าปัญหาที่ผู้หญิงเคยเผชิญเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทำไมปัจจุบันถึงยังมีอยู่นะ แปลว่าการเปลี่ยนแปลงค่านิยมหรือแนวคิดในสังคมไทยเราเปลี่ยนช้ามาก ส่วนในแง่กำลังใจก็มี มีคนญี่ปุ่นเขียนมาบอกว่าขอบคุณที่จัดงานนี้นะ เพราะนี่คือ สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ

         “แพมรู้สึกว่าสังคมไทยอาจคิดว่าให้โอกาสผู้หญิงเยอะแล้ว แต่ถ้าเจาะลึกจริง ๆ ก็ยังไม่ใช่ ช่วงโควิดที่ผ่านมาผู้หญิงเบิร์นเอ้าต์กันเยอะมากนะคะ เพราะหน้าที่การเลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ออกไปทำงาน ยังตกเป็นของผู้หญิงทั้งหมด ไม่ได้มีการแบ่งความรับผิดชอบ แพมยอมรับว่าผู้หญิงไทยเก่งมาก แต่แค่เพราะเราเก่งไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่าง”

จากปีแรกที่ Dragonfly จัดเพื่อความเท่าเที่ยมของผู้หญิง ทราบมาว่าปีนี้มีการรีแบรนด์ใหม่

         “ใช่ค่ะ ปีนี้เราเปลี่ยนมาเป็นเพื่อคนทุกคน แพมรู้สึกว่าถ้าเราสอนแต่ผู้หญิงอย่างเดียว ไม่ได้ให้ความรู้ผู้ชายด้วย กลายเป็นเราต้องสู้อยู่ฝั่งเดียว ซึ่งเราจะเหนื่อยมาก จึงรีแบรนด์ใหม่ว่าอยากเข้าใจความเท่าเทียมซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคน เพราะฉะนั้นภายใต้ธีม Flow เรามีแกนหลักอย่างคำว่า Leadwell คือทำตัวเองให้เป็นผู้นำที่ดีก่อนทั้งร่างกายและจิตใจ จึงจะเป็นผู้นำคนอื่นได้ ซึ่งเราพบว่า ผู้ชายสนใจงานนี้มากกว่าที่คิดนะคะ จำได้ว่าตอนจัดงานปีแรกสปอนเซอร์ที่มาร่วมเป็นองค์กรของผู้ชายไปแล้ว 99 เปอร์เซ็นต์ ก็คิดว่าเขาคงต้องการรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

         “แพมคิดว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก คนเบิร์นเอ๊าต์เยอะขึ้น เพราะเราเชื่อมต่อกับโซเชียลตลอดเวลา เมื่อก่อนเลิกงาน 5 โมงเย็น กลับบ้านพักผ่อนแต่ตอนนี้ไม่มีคำว่าหยุดWork-Life No Balance กลายเป็นเทรนด์ของยุคนี้ห้ามหยุด ห้ามพัก ไม่อย่างนั้นคุณจะพลาดโอกาส เราไม่สนใจสุขภาพ เราสนแค่ Productivity มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ป่วย ซึ่งอันตรายนะ แพมจึงอยากให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญของการพัก

         “ถ้าให้เปรียบเทียบกับรถยนต์ รถทุกค้นต้องหยุดวิ่งและเติมน้ำมัน และหากวิ่งเร็วเกินไปเครื่องยนต์จะร้อนมาก เพราะฉะนั้นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้ต้องพัก เมื่อได้หยุด Productivity จะสูงกว่าเดิม ซึ่งเรื่องนี้แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ถ้าเป็นเด็กไฟแรงอาจมีกำลังสั้นเหลือ ขยันมาก แต่เรา ก็ต้องสร้างเครื่องมือให้เขารู้ว่าคุณต้องพัก“

ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายในเมืองไทยนะคะ เพราะหลายองค์กรชินกับการทำงานเกินเวลาหรือทำงานในวันหยุด

         “นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารต้องถามตัวเองว่าแล้วพนักงานมี Productivity หรือเปล่า ส่วนตัวแพมพยายามใช้ Work-Life Balance กับพนักงานตลอดเวลา เช่น หากประชุมครบ 1 ชั่วโมง แพมต้องขอให้ทุกคนลุกขึ้นมาขยับร่างกาย หรือช่วงพักเที่ยง ที่สยามกลการจะปิดแอร์ เพื่อให้คนออกไปกินอาหารข้างนอก พอถึง 17.00 น. เราปิดไฟแล้ว เพื่อให้ทุกคนกลับบ้าน แพมคิดว่าสุขภาพมาก่อนเรื่องอื่น เพราะถ้าเราป่วยก็เท่ากับเสียวันทำงานไปแล้ว 5 วัน ขณะเดียวกันน้อยครั้งมากที่จะมีงาน ด่วนจริง ๆ ทุกอย่างสามารถรอถึงพรุ่งนี้ได้

         “แพมเห็นตัวอย่างเรื่องนี้จากคุณพ่อและน้องชาย ทุกคนตื่นเช้ามาก เวลาทำงานก็คือทำงาน พอถึง 5 โมงเย็นกลับบ้าน 3 ทุ่มครึ่งเข้านอนแล้ว ซึ่งการนอนสำคัญนะคะ ถ้านอนไม่มีคุณภาพแล้วยังต้องฝืนร่างกายทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม มนุษย์อดทนทำงานได้ค่ะ แต่คงเหมือนซาก สู้กลับไปพักจะดีกว่า”

คุณแพมเคยเบิร์นเอ๊าต์ไหมคะ

         “เคยค่ะ แต่ก่อนแพมเป็น Workaholic ทำงานไม่หยุด Productivity จ๋ามาก คือเวลาทำงานก็ไปสุด ช่วงเริ่มทำงานใหม่ ๆ แพมทำทั้งที่สยามกลการและเริ่มธุรกิจแฟชั่นทำมัลติแบรนด์ร่วมกับเพื่อน ๆ รูทีนคือทำงานที่สยามกลการ 8.00 น. – 17.00 น. พอกลับถึงบ้านก็จะไปทำธุรกิจของตัวเองต่อตั้งแต่ 19.00 น. – 01.00 น. เพราะทำงานตามเวลาของนิวยอร์ก ใช้ชีวิตอย่างนี้ราว 5-6 ปี ตอนนั้นเราเด็กพอที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นได้ แต่ก็แลกด้วยการเป็นโรคนอนไม่หลับ

         “สาเหตุคือแพมทำงานหนักจนสมองไม่ได้หยุด เหมือนพื้นที่เก็บความทรงจำเต็ม จำอะไรไม่ค่อยได้ ส่งผลให้หลับไม่ลง ซึ่งทรมานที่สุด แต่ก่อนแพมติดยานอนหลับ พออยากจะเลิกก็พยายามหาทางรักษาทุกวิถีทาง แต่ไม่หาย ตัดสินใจ หักดิบด้วยการเลิกกินยาเด็ดขาด ซึ่งหมอเคยเตือนว่าไม่ดีต่อร่างกาย ควรจะค่อย ๆ ถอน แต่เพราะดื้อจึงไม่ฟัง ซึ่งการหักดิบเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดในชีวิต เหมือนจะตายเลยค่ะ ใจสั่น กินอะไรไม่ลง ซึมเศร้า ผ่านไปสองอาทิตย์เหมือนร่างกายได้ดีท็อกซ์ครั้งใหญ่ เริ่มหลับได้โดยไม่ต้องพึ่งยา และอีกวิธีที่ช่วยให้นอนดีขึ้นคือการนั่งสมาธิ เป็นวิธีบริสุทธิ์ที่สุดในการเยียวยาตัวเอง เพราะเกิดจากเราเองล้วน ๆไม่ต้องให้ใครช่วย ไม่ต้องกินยา ที่สำคัญฟรีด้วยค่ะ (หัวเราะ)

         “นอกจากนั่งสมาธิ เวลาพักผ่อนก็พยายามพักจริง ๆ อย่างทริปล่าสุดไปเที่ยวกาลาปากอสกับลูกชาย (น้องภาโรห์ พรประภา) ก็พกคอมพิวเตอร์ไป แต่แพม ตัดสินใจไม่เปิดคอมเลย ซึ่งดีมาก พอกลับมาทำงานทุกคนทักว่าหน้าตาสดใสขึ้นคงเป็นเพราะได้เบรกจริง ๆ แถม Productivity พลุ่งพล่านมาก”

ทริปนี้เปลี่ยนวิธีคิดอย่างไรคะ

         “สุดๆ หนึ่ง เราไม่ได้เที่ยวเมือง เพราะฉะนั้นไม่ได้กินหรูอยู่สบาย สอง กิจกรรมที่ทำแอดเวนเจอร์มาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แพมดำน้ำเย็นลึก 20 เมตร ซึ่งแพมเกลียดความเย็น ทักษะดำน้ำก็แย่มาก ดำลงไปเกือบตาย เสร็จจากผจญภัยที่กาลาปากอสต้องไปปืนเขาที่เปรู ซึ่งก่อนหน้าจะออกเดินทางนิ้วก้อยที่เท้าแพมหักมาเดือนกว่า แต่เราวางแผนทริปนี้มานานมาก ไม่อยากเปลี่ยนแพลน ก็อดทนยอมเดินขึ้นเขาสูง 3,200 เมตร หายใจก็ลำบาก นิ้วก้อยก็หัก ที่สำคัญคือก่อนปีนเขาเจ้าหน้าที่ให้แพมกินยากันอาการแพ้ความสูง แต่กลายเป็นแพ้ยา ผื่นขึ้นทั้งตัว ผลข้างเคียงคือนอนไม่หลับ ตลอดทริปนั้นแพมได้นอนคืนละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ต้องฝืนปีนเขาวันละ 8 ชั่วโมง แต่ท้ายสุดแล้วแพมก็ผ่านมาได้ทุกอย่าง

         “ทริปนี้จึงเปลี่ยนความคิดในมุมที่ว่าบางครั้งมนุษย์จำกัดชีวิตตัวเองมากเกินไป ถ้าแพมมัวจำกัดตัวเองว่าเกลียดน้ำเย็น ไม่ดำหรอก หรือนิ้วก้อยเจ็บ ปืนเขาไม่ได้หรอก เราจะทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ และความกลัวไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น อีกเรื่องคือถ้ารู้ว่าไม่ชอบอะไรจริงๆ เราปฏิเสธได้ อย่างทริปนี้แพมได้รู้ตัวแล้วว่า ตัวเองไม่ชอบการดำน้ำเลย เพราะฉะนั้นครังหน้าคงผ่านแล้วละ อะไรไม่อยากทำไม่ต้องฝืนก็ได้”

หัดเชย์โนกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วยไหมคะ

         “ด้วยค่ะ ทุกวันนี้ถ้าต้องอยู่กับคนที่ทำให้แพมไม่มีความสุข จะไม่เกรงใจเลย ที่จะขอปฏิเสธไม่ไปดินเนอร์หรือร่วมงานกับเขา แน่นอนว่าหลายครั้งเราต้องทำตามหน้าที่ แต่ถ้าไม่จำเป็น แพมจะไม่ใช้เวลากับสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะคิดว่าเวลาคือสิ่งมีค่า เริ่มรู้สึกถึงเรื่องนี้เพราะอายุเพิ่มขึ้น เรารู้ว่าทุกอย่างมีวันจบ ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดกาล บวกกับคนรอบข้างป่วยเยอะ เสียชีวิตไปแล้วก็มี เพราะฉะนั้น ชีวิตไม่แน่นอน เราอาจจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ จึงสำคัญมากว่าจะใช้เวลาไปกับใครและอะไร”

มีวิธีจัดการเวลาอย่างไร

         “ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้ให้แค่ผ่านไป แต่ต้องใช้อย่างมีคุณภาพ เช่น ถ้าแพมนั่งอยู่กับลูก แต่ใช้เวลาไถมือถือเป็นชั่วโมงอย่าไปนั่งตรงนั้น สู้วางมือถือลงแล้วใช้เวลา 10 นาทีคุยกับเขายังดีกว่า คุณภา ที่เราใช้ไปกับสิ่งต่าง ๆ สำคัญมาก และเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งว่าถ้าเราใส่ใจกับอะไร สิ่งนั้นจะเติบโต ส่วนสิ่งไหนที่เราไม่ให้เวลาก็จะเฉา

         “เวลาที่ใช้ในขณะนี้ อันดับหนึ่งคือต้องดูแลตัวเอง ทั้งจิตใจและร่างกาย แพมออกกำลังกายทุกวัน พยายามออกไปอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น แต่ก่อนให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นก่อนตัวเองเสมอ แต่พอได้ทำโปรเจกต์ Dragonfly ก็พบว่าถ้าเราไม่โอเคคนรอบข้างจะเดือดร้อนหมด

         “รองจากตัวเอง แพมให้ความสำคัญกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะท่านอายุมากแล้วและท่านให้แพมมาเยอะเหลือเกิน สิ่งเดียวที่ท่านต้องการจากแพมคือเวลา ส่วน อีกคนสำคัญในชีวิตก็คือลูกชาย“

ความสุขในวันนี้คืออะไรคะ

         “คือเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ เช่น กอดคุณพ่อคุณแม่ กอดลูก กอดหมา บางทีการได้อยู่คนเดียว ได้ฟังเพลงนาน ๆ หรือได้เห็นพระอาทิตย์ตก ซึ่งพระอาทิตย์ก็ตกอยู่ทุกวันนะ แต่ถ้าวันไหนใจเรานิ่งพอ เราจะเห็นความสวย เห็นสีรุ้งของพระอาทิตย์ ความสุขคือแค่นี้เลย ไม่จำเป็นต้องพิสดาร         “ความสุขเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดในทุก ๆ วันค่ะ”


เรื่อง Fai
ภาพ อิทธิศักดิ์

Try Everything

“Try Everything” mindset ใหม่จาก ALDO ที่อยากชวนให้ทุกคน กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะรีเฟรชสไตล์ หรือเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ภายในงานมีดารามาร่วมถ่ายทอดตัวตนผ่าน ALDO Try Everything Collection อาทิ ต้า นันคุณ @ta_nannakun , อัส นิติธร @usnttr , อิน อินทิรา @__inthira และ นัทตี้ ณฐมน @natty_ntm มาร่วม Try ALDO New Collection ทั้งรองเท้าและกระเป๋าที่ช่วยเติมเต็มลุคในแบบใหม่ๆ

ALDO พร้อมอยู่เคียงข้างทุกก้าว เพื่อมอบทั้งความมั่นใจ ความสบาย และแรงบันดาลใจให้กับทุกคน ร่วมค้นหาตัวตนผ่าน ALDO Try Everything Collection ได้แล้ววันนี้ที่ ร้าน ALDO ทุกสาขา และ www.aldo.co.th


ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก กับบทบาทที่หลากหลายและชีวิตที่ลงตัว

ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ คือหนึ่งในนักแสดงที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้ ด้วยความสามารถในการเข้าถึงทุกตัวละครอย่างลึกซึ้ง พร้อมกับทัศนคติการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมสุข เธอได้พิสูจน์แล้วว่า ชีวิตที่ลงตัวคือการยอมรับความสุขจากทุกสิ่งรอบตัว

BAI1
ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ มาร่วมงานคลีนดี มี BARRIER SKINTIFIC X BAIFERN SKINTIFIC ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุดสำหรับไลน์โปรดักส์ทำความสะอาดผิวหน้า ณ Sphere Gallery 1, ชั้น M, EmSphere

นักแสดงมากฝีมือผู้ไม่ยึดติดกับเป้าหมาย

ในวงการบันเทิง ใบเฟิร์นได้พิสูจน์ตัวเองผ่านบทบาทที่หลากหลาย ตั้งแต่สาวน้อยน่ารักในภาพยนตร์ “สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก” ไปจนถึงบทบาทที่ท้าทายในละครอย่าง “ใบไม้ที่ปลิดปลิว” ที่ทำให้เธอได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม ความสามารถในการเข้าถึงตัวละครอย่างลึกซึ้ง ทำให้เธอเป็นที่ต้องการของคนทำงานในวงการ

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ใบเฟิร์นเปิดเผยว่าเธอเป็นคนที่ไม่ค่อยตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ ในชีวิตมากนัก เธอชอบที่จะมีความสุขกับการทำงานในแต่ละวันอย่างเต็มที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ

เคล็ดลับผิวสตรอง

เริ่มต้นที่การล้างหน้าอย่างอ่อนโยน เพื่อไม่ทำร้าย Skin Barrier ใบเฟิร์นเลือก SKINTIFIC กับ 2 สูตรไฮไลท์: 5X Ceramide Low pH Cleanser (สีฟ้า) ช่วยเสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรงทุกวัน และ MSH Niacinamide Brightening Cleanser (สีชมพู) ที่ช่วยลดหมองคล้ำ มอบผิวสะอาด เนียนนุ่ม และไม่แห้งตึง

ความทุกข์หนึ่งเดียวในชีวิต…น้องหมาแสนซน

แม้ชีวิตในวงการจะดูราบรื่น แต่ใบเฟิร์นก็มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่บ้าง นั่นคือเรื่องความซนของน้องหมาที่บ้าน ที่ชอบฉี่ใส่โซฟาหรืออุจจาระกลางบ้านเวลาที่รู้สึกไม่พอใจ ซึ่งเธอบอกว่าเป็น “ความทุกข์เดียวในชีวิต” ที่ทำให้ต้องหาครูฝึกมาช่วยดูแล แต่ในความวุ่นวายนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของใบเฟิร์นที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง แต่เป็นคนธรรมดาที่มีความสุขและความทุกข์ในแบบที่ทุกคนเป็น

ความสัมพันธ์ที่แฟนๆ ลุ้น

สำหรับแฟนๆ ที่รอชมผลงานของใบเฟิร์น เธอก็ได้แง้มถึงโปรเจกต์ละครที่ต้องเก็บเป็นความลับ ซึ่งคาดว่าจะได้ชมกันในปีหน้า แม้จะอึดอัดกับการเก็บความลับ แต่ก็เป็นสัญญาณว่าในปีหน้าเราจะได้เห็นเธอในบทบาทใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นอย่างแน่นอนนอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกับ นาย ณภัทร เธอตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่ติดอยู่แล้ว” ซึ่งสร้างความหวังให้แฟนคลับที่คอยเชียร์ให้ทั้งคู่กลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง

VERSACE EMBODIED เปิดแคมเปญพลังแห่งวัฒนธรรม ถ่ายทอดตัวตนและจิตวิญญาณ

หากจำกัด “VERSACE EMBODIED” ว่าเป็นเพียงแคมเปญอาจไม่ถูกทั้งหมด เพราะนี่ถือเป็น “บทสนทนา” ระหว่างบุคคลและกลุ่มขับเคลื่อนวัฒนธรรม โดยมีผลงานศิลปะอย่าง ภาพถ่าย บทกวี ดนตรี และภาพยนตร์ เป็นสื่อกลางในการปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์อันสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ด้วยผู้คน สถานที่ และสัญลักษณ์ที่บ่งบอกคุณค่าอย่างลึกซึ้ง

สำหรับผลงานในแคมเปญครั้งนี้ เป็นการปลุกเร้าความจริงทั้งทางอารมณ์และร่างกาย ผสมผสานกับสิ่งของ Archive ของ Versace มีทั้งหมด 8 ผลงาน ได้แก่

Medusa, via Gesù, 12 ภาพถ่ายโดย Camille Vivier, 2025

ผลงานนี้ถ่ายทอดรูปหล่อบรอนซ์ของเมดูซาที่ประดับบนประตูบ้านและสตูดิโอออกแบบดั้งเดิมของ Versace ณ มิลาน พร้อมด้วยสิ่งของจาก Achieve ของแบรนด์ ผลงานจากช่างภาพผู้มีสไตล์เหนือจริง อย่าง Camille Vivier

ฤดูร้อนทางตอนใต้ของอิตาลี  ภาพถ่ายโดย Andrea Modica, 2025

สำหรับภาพเยาวชนที่ออกสำรวจทางตอนใต้ของอิตาลี อันเชื่อมโยงกับมรดกทางเมดิเตอร์เรเนียนของแบรนด์ เป็นผลงานจากช่างภาพผู้มีชื่อเสียงด้านภาพขาวดำอย่าง Amdrea Modica

แคตตาล็อก Versace ‘Istante’ ภาพถ่ายโดย Steven Meisel, ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 1997

ผลงานชิ้นต่อไปมาจากช่างภาพผู้มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ Versace ตั้งแต่ยุค 1980 นั่นคือ Steven Meisel โดยรูป “Istante” นี้มาจาก Achieve ของเขาที่ถ่ายในเมืองนิวยอร์ก

‘Untitled’ ภาพวาดโดย Collier Schorr, 2025

Collier Schorr ศิลปินและช่างภาพ ถ่ายทอดภาพบุคคลในมุมมองที่ตรงไปตรงมาและท้าทาย สะท้อนความใกล้ชิดและเสน่ห์เย้ายวนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผ่านชุดภาพวาดต้นฉบับ

Bronzi di Riace, ราว ค.ศ. 460–450 ก่อนคริสตกาล จัดแสดงที่ Palazzo del Quirinale, 1981

ภาพถ่ายรูปปั้นบรอนซ์สองร่างในสภาพเปลือย เปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่ Palazzo del Quirinale ในปี ค.ศ. 1981 ถ่ายทอดพลังแห่งความเป็นชายและสายตาของผู้เฝ้ามอง โดยช่างภาพนิรนาม เผยให้เห็นความเย้ายวนอันสง่างามต่อสายตาผู้ชมที่กำลังตื่นตะลึง

‘Put It Back’, บทกวีโดย Eileen Myles, 2025

‘Put It Back’ คือบทกวีที่สะท้อนความรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ ตอบสนองต่อความใกล้ชิดและพลังทางกายภาพอันเป็นแก่นแท้ของ Versace โดยผลงานดังกล่าวเป็นของ Eileen Myles กวีและนักเขียนนวนิยาย ผู้เบลอเส้นแบ่งระหว่างรูปแบบงานเขียนด้วยภาษาที่ดิบและตรงไปตรงมา

Binx on a bike. ภาพถ่ายโดย Stef Mitchell, 2025

ภาพถ่ายที่สะท้อนเสน่ห์แห่งอิสรภาพและความเยาว์วัย ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีอันท้าทายและสดใหม่ของ Versace ได้รับการถ่ายทอดผ่าน Binx Walton นางแบบและศิลปิน จากเลนส์ของ Stef Mitchell ผู้มีชื่อเสียงด้านภาพถ่ายเชิงใกล้และทรงพลัง

นอกจากภาพและบทกวีดังกล่าวแล้ว แคมเปญนี้ยังมีวีดีโอในชื่อผลงาน ‘Ponyboy’ ที่สร้างสรรค์พื้นที่สำหรับการแสดงออกทางร่างกายอย่างอิสระ การเชื่อมต่อ และชุมชนผ่านการเต้นรำ สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความตรงไปตรงมาและเสรีภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของ Versace ซึ่งกำกับโดย Olly Elyte


ภาพและข้อมูล: Courtesy of VERSACE