เจ้าหญิงแห่งเวลส์

แฟชั่นที่งดงามและยั่งยืนของ เจ้าหญิงแห่งเวลส์ บนพรมแดง BAFTA 2026

การปรากฏตัวของ แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์  ในงาน British Academy Film Awards ปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของค่ำคืน เพราะนอกจากจะเป็นการกลับมาร่วมงานอีกครั้งในรอบหลายปีแล้ว ยังสะท้อนสไตล์ที่พระองค์เลือกมาตลอด คือ ความสง่างามแบบคลาสสิค และการใส่ใจเรื่องความยั่งยืนในแฟชั่น

แฟชั่นที่งดงามและยั่งยืนของ เจ้าหญิงแห่งเวลส์ บนพรมแดง BAFTA 2026

(Photo by Neil Mockford/FilmMagic)

เจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จมาพร้อมกับ เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานของ BAFTA โดยทั้งสองพระองค์ปรากฏตัวบนพรมแดงด้วยลุคที่ดูลงตัวและสุภาพสง่างาม สร้างความประทับใจให้กับสื่อและผู้ชมทั่วโลก

ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนคือชุดราตรีสีชมพูโทนบลัชจาก Gucci ซึ่งเจ้าหญิงแห่งเวลส์ เคยสวมใส่มาแล้วเมื่อปี 2019 ชุดเดรสผ้าชีฟองที่มีเลเยอร์พลิ้วไหวและการไล่เฉดสีอย่างนุ่มนวล ถูกนำกลับมาใส่อีกครั้งพร้อมเข็มขัดกำมะหยี่สีเบอร์กันดี การเลือกใส่ชุดเดิมซ้ำเช่นนี้สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืนที่พระองค์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และยังแสดงให้เห็นว่าการสไตลิ่งใหม่สามารถทำให้ลุคเดิมดูสดอีกครั้งได้

ในส่วนของเครื่องประดับ เจ้าหญิงทรงเลือกชิ้นงานจากคอลเล็คชั่นของราชวงศ์อังกฤษ โดยเฉพาะต่างหูเพชร Greville Chandelier Earrings ที่มีความโดดเด่นและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ รวมถึงสร้อยข้อมือสไตล์อาร์ตเดโคของ Queen Mary ซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้ลุคโดยรวม ขณะที่กระเป๋าคลัตช์และรองเท้าโทนเมทัลลิกช่วยเติมความทันสมัยให้กับชุดได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งรายละเอียดที่หลายคนสังเกตคือการเลือกโทนสีของทั้งสองพระองค์ เจ้าชายวิลเลียมทรงสวมสูทกำมะหยี่สีเบอร์กันดี ซึ่งเข้ากับเข็มขัดของชุดเจ้าหญิงเคทอย่างพอดี ทำให้ภาพรวมดูเป็นคู่ที่กลมกลืนและสง่างาม

ลุคในค่ำคืนนี้ยังสะท้อนทิศทางแฟชั่นในปี 2026 ได้อย่างชัดเจน ทั้งการกลับมาของโทนสีชมพูในชุดราตรี ซิลูเอตที่พลิ้วไหวแบบโรแมนติก และแนวคิดการใช้เสื้อผ้าอย่างคุ้มค่า ซึ่งกำลังกลายเป็นแนวโน้มสำคัญของแฟชั่นระดับโลก

การปรากฏตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาสู่พรมแดงเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลด้านแฟชั่นมากที่สุดคนหนึ่งของยุค ผู้ที่สามารถทำให้เสื้อผ้าเดิมกลับมาน่าสนใจได้อีกครั้ง ด้วยการเลือกสไตล์อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับโอกาส


DISCTOPIA CONCERT

DISCTOPIA CONCERT ปรากฏการณ์รวมศิลปินโคตรฮิต

ATIMESHOWBIZ (เอไทม์โชว์บิส) ผู้จัดคอนเสิร์ตระดับแนวหน้าของเมืองไทย เตรียมเสิร์ฟคอนเสิร์ต เอาใจวัยรุ่นยุค 2000’s กับการรวมศิลปินดังยุคแผ่นดิสก์ที่คิดถึง ใน “DISCTOPIA CONCERT” (ดิสก์โธเปีย คอนเสิร์ต)“ปรากฏการณ์รวมศิลปินโคตรฮิต ยุคแผ่นดิสก์ถล่มเมือง!” ย้อนกลับทุกความ ทรงจำกับเพลงดังที่วัยเราร้องตามได้ พบกับ 9 ศิลปินดังยุคแผ่นดิสก์ อาทิ BANK PREETI (แบงค์ ปรีติ) – ร็อคไอคอนสุดเอกลักษณ์ , DA ENDORPHINE (ดา เอ็นโดรฟิน) – ดีว่าส์ ทรงพลังเพลงดังนับไม่ถ้วน , ETC. (อีทีซี) – วงดนตรีเสียงดี ฝีมือแน่น!, FLURE (ฟลัวร์) – วงร็อคสุดทรงพลัง , LIPTA (ลิปตา) – ดูโอ้ที่มีเพลงแมสตลอด 20 ปี, SCRUBB (สครับ) – ศิลปินเจ้าของ คลังเพลงแอบรักตลอดกาล , SLOT MACHINE (สล็อตแมชชีน) – วงร็อคล้ำหน้า คุณภาพระดับสากล!! , TATTOO COLOUR (แทททู คัลเลอร์) – วงดนตรีสุดวาไรตี้ อินดี้สายแมส!! และ ZEAL (ซีล) – วงร็อคเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดเท่!! วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ BITEC LIVE งานนี้จัดเต็ม 9 ชม.!! ตั้งแต่ 16.00 น.เป็นต้นไป

บอกเลยว่างานนี้เตรียมเพลย์ดิสก์พร้อมกัน เตรียมตัวมันส์ให้เวทีสะเทือน!! เริ่มจำหน่ายบัตร วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป ราคาบัตร 4,500 / 4,000 / 3,800 / 3,500 / 3,000 / 2,800 / 2,500 / 2,000 และ 1,800 บาท (บัตรนั่งทุกราคา) ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา คอนเสิร์ตนี้ บัตรนั่งทุกที่ แต่มันส์ได้เต็มที่ทุกเพลง!! ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ATIMESHOWBIZ ทุกช่องทาง #BEACHBOYS2025 #ATIMESHOWBIZ

ประกันรถยนต์ EV

รถไฟฟ้า vs รถน้ำมัน ประกันต่างกันอย่างไร? สิ่งที่เจ้าของรถต้องรู้

รถไฟฟ้า และ รถน้ำมัน ประกันต่างกันตรงไหนที่คุณควรรู้

กระแสรถยนต์ไฟฟ้า EV ในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว หลายครอบครัวเริ่มหันมาพิจารณารถไฟฟ้าเป็นทางเลือกหลัก ทั้งจากเหตุผลเรื่องสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เปลี่ยนไป แต่เมื่อพูดถึงประกันรถยนต์ คำถามที่ตามมาคือ รถไฟฟ้าและรถน้ำมันต้องทำประกันต่างกันหรือไม่ ความคุ้มครองเหมือนกันแค่ไหน เบี้ยประกันต่างกันเพราะอะไร และมีเงื่อนไขเฉพาะอะไรที่เจ้าของรถควรรู้ ความจริงคือแม้โครงสร้างพื้นฐานของประกันภัยรถยนต์จะคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล แต่รายละเอียดเชิงลึกของความเสี่ยง เทคโนโลยี และต้นทุนการซ่อม ทำให้ประกันรถยนต์ EV และรถน้ำมันมีปัจจัยพิจารณาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หากเข้าใจความต่างตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เลือกแผนประกันได้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว

ความต่างเชิงโครงสร้างความเสี่ยงและต้นทุนที่สะท้อนในประกัน

ประเด็นแรกที่ควรเข้าใจคือโครงสร้างความเสี่ยงของรถทั้งสองประเภท รถน้ำมันมีระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นหลัก ความเสี่ยงด้านความเสียหายมักเกี่ยวข้องกับระบบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบเชื้อเพลิง และชิ้นส่วนกลไกจำนวนมาก การประเมินความเสี่ยงของบริษัทประกันจึงอ้างอิงข้อมูลสถิติที่มีมายาวนาน ทั้งอัตราการเกิดอุบัติเหตุ ค่าอะไหล่ และระยะเวลาในการซ่อม ขณะที่รถไฟฟ้ามีโครงสร้างระบบขับเคลื่อนแตกต่างออกไป ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นหัวใจหลัก แม้จำนวนชิ้นส่วนกลไกจะน้อยกว่า แต่ชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่มีมูลค่าสูงและมีเทคโนโลยีเฉพาะทาง การประเมินความเสียหายจึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ศูนย์ซ่อมต้องมีอุปกรณ์และมาตรฐานความปลอดภัยที่รองรับระบบไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการซ่อมโดยรวม

อีกปัจจัยหนึ่งคือมูลค่ารถและต้นทุนอะไหล่ รถไฟฟ้าหลายรุ่นยังมีราคาตัวรถสูงเมื่อเทียบกับรถน้ำมันในระดับใกล้เคียงกัน เมื่อมูลค่าทุนประกันสูง เบี้ยประกันก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามหลักการประกันภัย นอกจากนี้ อะไหล่บางรายการของรถไฟฟ้ายังต้องนำเข้า และต้องใช้เวลารอการจัดส่งนานกว่าในบางกรณี บริษัทประกันจึงต้องคำนวณความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการซ่อมอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกัน รถน้ำมันแม้จะมีค่าอะไหล่บางประเภทไม่สูงเท่ารถไฟฟ้า แต่จำนวนชิ้นส่วนที่สึกหรอได้มีมากกว่า และมีความเสี่ยงเรื่องการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน

ในแง่ความคุ้มครอง หลักการพื้นฐาน เช่น ความเสียหายจากอุบัติเหตุ การชน การพลิกคว่ำ ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติ ยังคงอยู่ในกรอบใกล้เคียงกัน แต่สำหรับรถไฟฟ้า ผู้เอาประกันควรให้ความสำคัญกับรายละเอียดเกี่ยวกับแบตเตอรี่ ระบบชาร์จ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุซึ่งกระทบต่อชุดแบตเตอรี่แรงดันสูง การประเมินว่าต้องซ่อมหรือเปลี่ยนทั้งชุด รวมถึงเงื่อนไขเกี่ยวกับอุปกรณ์ชาร์จที่ติดตั้งภายในบ้าน ในบางกรณีอาจต้องพิจารณาความคุ้มครองเพิ่มเติมหรือเงื่อนไขเฉพาะตามที่บริษัทกำหนด ขณะที่รถน้ำมันมักไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบลักษณะนี้ แต่จะมีประเด็นเรื่องระบบเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ที่แตกต่างออกไป

อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือพฤติกรรมการใช้งาน รถไฟฟ้ามักถูกใช้ในเมือง ระยะทางต่อวันอาจไม่ไกลมาก และมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงติดตั้งมาในตัว ซึ่งอาจมีผลต่อสถิติการเกิดอุบัติเหตุในระยะยาว ส่วนรถน้ำมันมีการใช้งานหลากหลาย ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด วิ่งทางไกลบ่อยครั้ง ความเสี่ยงจึงกระจายตัวต่างกัน บริษัทประกันจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาเบี้ยและเงื่อนไข นอกจากนี้ การระบุชื่อผู้ขับขี่ อายุผู้ขับขี่ และประวัติการเคลม ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญไม่ว่ารถประเภทใด

เลือกประกันให้เหมาะกับรถและไลฟ์สไตล์การขับขี่

เมื่อเข้าใจความแตกต่างเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือการเลือกแผนประกันที่สอดคล้องกับการใช้งานจริงของตนเอง เจ้าของรถไฟฟ้าควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองเกี่ยวกับชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง และเงื่อนไขการซ่อมในศูนย์หรืออู่ที่ได้มาตรฐาน ส่วนเจ้าของรถน้ำมันควรพิจารณาความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากการใช้งานในรูปแบบของตนเอง เช่น การขับทางไกลบ่อยครั้ง หรือการใช้งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูง การอ่านรายละเอียดเงื่อนไข ความคุ้มครอง และข้อยกเว้นอย่างรอบคอบ จะช่วยลดความเข้าใจผิดเมื่อต้องเคลมในอนาคต

รู้ใจประกันภัย อีกทางเลือกที่ช่วยให้ทั้งผู้ใช้รถไฟฟ้าและรถน้ำมันสามารถศึกษารายละเอียดแผนประกันได้อย่างโปร่งใส ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย ลูกค้าสามารถดูข้อมูลความคุ้มครอง เงื่อนไขเฉพาะ และปรับแผนให้เหมาะกับความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจทำประกันรถ โดยไม่ต้องพึ่งพาการคาดเดาหรือข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน การมีข้อมูลที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นทำให้การตัดสินใจเลือกประกันไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของความคุ้มค่าและความเหมาะสมกับรถแต่ละประเภท

ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะเลือกขับรถไฟฟ้าหรือรถน้ำมัน ประกันภัยยังคงเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ ความแตกต่างของเทคโนโลยีและต้นทุนซ่อมสะท้อนออกมาในรายละเอียดของความคุ้มครองและเบี้ยประกัน การทำความเข้าใจความต่างเหล่านี้อย่างละเอียด จะช่วยให้คุณเลือกแผนที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มครองและงบประมาณ และเมื่อเลือกบริษัทที่สื่อสารเงื่อนไขชัดเจนอย่าง รู้ใจ คุณก็สามารถขับรถได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะรู้ว่าความคุ้มครองที่มีนั้นสอดคล้องกับความเสี่ยงของรถที่คุณใช้อยู่จริง


“เก่ง-น้ำปิง” เตรียมหอบความสดใสและผิวออร่าไปปักหมุดที่อิตาลี!

นาทีนี้ความฮอตของ “เก่ง หฤษฎ์” และ “น้ำปิง นภัสสร” แรงดีไม่มีตกจริงๆ เพราะนอกจากตารางงานจะแน่นเอี๊ยดแทบทุกวัน ทั้งงานอีเวนต์และสายแฟชั่น ล่าสุดทั้งคู่เพิ่งไปร่วมงาน ‘An Exclusive Launch Dinner Dual Ear Of Lifting’ เพื่อเปิดตัวเทคโนโลยียกกระชับและฟื้นฟูผิว 2 รุ่นใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมในแดนกิมจิอย่าง Density (เดนซิตี้) และ LinearZ (ลีเนียร์ซี) โดย JEISYS Medical Inc. ผู้ผลิตและพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์และความงามชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้พร้อมแชร์ทริคการดูแลผิวฉบับคนรุ่นใหม่ที่เน้นความเป๊ะแบบเป็นธรรมชาติ

เก่ง – หฤษฎ์ บัวย้อย กล่าวว่า “ในฐานะนักแสดงที่ต้องดูแลตัวเองตลอดเวลา ทั้งเรื่องรูปร่างและผิวพรรณ ต้องเจอกล้องความละเอียดสูงและการทำงานที่ใช้พลังงานเยอะ การดูแลผิวให้ดูดีอยู่เสมอจึงสำคัญมาก เทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นนาน ถือว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่จริงๆ”

ด้าน น้ำปิง – นภัสกร ปิงเมือง กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น แต่ก็อยากได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงจนเกินไป ซึ่ง 2 เทคโนโลยีใหม่อย่าง Density และ LinearZ ที่เน้นกระตุ้นคอลลาเจนจากภายในและค่อยๆ เห็นผล จึงน่าสนใจมาก เป็นอีกตัวอย่างของนวัตกรรมที่ช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ ซึ่งน้ำปิงคิดว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากดูแลผิวในยุคนี้ครับ”

แต่ที่ทำเอาแฟนคลับใจฟูสุดๆ คือช่วงสัมภาษณ์เปิดใจก่อนบินลัดฟ้ามุ่งหน้าสู่ประเทศอิตาลี เพื่อร่วมงานระดับโลกอย่าง MOSCHINO MILAN FASHION WEEK 2026 ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 นี้

“อย่างแรกเลยคือต้องทำตัวให้สบายที่สุด ตอนนี้คือเริ่มเก่งแล้วครับ ตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นอยากให้ทุกคนได้เห็นลุกแล้ว ตั้งแต่ฟิตติงจนถึงวันนี้อยากให้ทุกคนเห็นความตั้งใจของเรา แล้วก็ครั้งแรกของพวกเรามันไม่ได้ง่ายเลย มันมีความตื้นตัน อยู่ในโอกาสนั้นมันอาจจะเป็นวันธรรมดาของบางคน แต่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับ เก่ง-น้ำปิง ทำตัวไม่ถูก เก่งเสริมว่าจริงๆ ก็บอกให้น้องทั้งตัวสบายๆ แต่เราน่าจะตื่นเต้นกว่า พร้อมครับพร้อมมาก”

Orlebar Brown รีสอร์ตแวร์จากอังกฤษ เปิดตัวคอลเล็คชั่น Spring 2026 ที่สง่างามริมทะเล

Orlebar Brown แบรนด์รีสอร์ตแวร์สัญชาติอังกฤษ เปิดตัวคอลเล็คชั่น Spring 2026 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพลังและความสนุกของสวนสนุก (funfair) สะท้อนการยกระดับเสื้อผ้ารีสอร์ตสำหรับผู้ชายให้ดูร่วมสมัย เรียบหรู และสวมใส่ได้หลากหลายโอกาสมากขึ้น พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่บูติก Orlebar Brown สาขา Central Phuket สาขา ICONSIAM และสาขา EmQuartier

คอลเล็คชั่น Spring 2026 โดดเด่นด้วยการเล่นกับพื้นผิวและความตัดกันขององค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นลายกราฟิก ลายทาง บนผ้าเซียร์ซักเกอร์ (seersucker) การจับคู่สี และโทนสี Neutral ที่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้อย่างชัดเจนพร้อมด้วยดีเทลซิกเนเจอร์อย่างการเดินเส้น piping การเย็บ topstitching ลายทาง และลายเพสลีย์ ถูกนำมาตีความใหม่ในโทนสีน้ำเงินเนวีและออฟไวท์ เสริมด้วยเฉดสีร่วมสมัยเพื่อเพิ่มมิติให้ลุคโดยรวม

ไฮไลต์ประจำซีซันนี้ยังมีสูทผ้าเซียร์ซักเกอร์ เสื้อเชิ้ตปักลาย และลายพิมพ์ที่ให้กลิ่นอายสุภาพบุรุษอย่างประณีต พร้อมการเลือกใช้วัสดุพรีเมียมอย่างผ้าไหม เพื่อเพิ่มความลุ่มลึกของพื้นผิวและความประณีตให้กับตู้เสื้อผ้าในทุกโอกาส

ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า

ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า เปรียบเทียบราคาเที่ยวบิน จองง่าย

ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นให้คุ้ม เริ่มต้นง่ายในไม่กี่คลิก

ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า

การเดินทางจากกรุงเทพสู่เมืองยอดฮิตของญี่ปุ่นอย่างโอซาก้า กำลังเป็นเส้นทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยที่อยากสัมผัสทั้งอาหารอร่อย ช้อปปิ้งจุใจ และสวนสนุกระดับโลก ซึ่งการเลือกตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้าที่เหมาะสม คือจุดเริ่มต้นของทริปที่ราบรื่น หากกำลังมองหาดีลคุ้ม ๆ สามารถเช็กราคาและเปรียบเทียบเที่ยวบินเพื่อดูตัวเลือกเที่ยวบินกรุงเทพโอซาก้าจากหลายสายการบินแบบครบในที่เดียว ทั้งไฟลต์ตรงและไฟลต์แวะพัก

ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนล่วงหน้า หรือมองหาโปรโมชันแบบเร่งด่วน การเลือกช่วงเวลาและสายการบินที่ใช่ จะช่วยให้ทริปญี่ปุ่นของคุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ และยังรองรับการเดินทางขากลับด้วยได้อย่างสะดวก


จองตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า ล่วงหน้าดีอย่างไร?

การวางแผนจองตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า ล่วงหน้าช่วง 3–6 เดือนก่อนเดินทาง จะช่วยเพิ่มโอกาสได้ตั๋วราคาคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือฤดูท่องเที่ยวยอดนิยมที่เที่ยวบินกรุงเทพโอซาก้ามักเต็มเร็วและราคาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การเตรียมตัวเร็วทำให้มีตัวเลือกตั๋วเครื่องบินที่หลากหลายกว่าทั้งไฟลต์บินตรงและไฟลต์แวะพัก

นอกจากนี้ การจองตั๋วล่วงหน้ายังเปิดโอกาสให้เลือกช่วงเวลาบินที่เหมาะสม เช่น ไฟลต์เช้าเพื่อไปถึงโอซาก้าเร็วขึ้นและมีเวลาเที่ยวเต็มวัน รวมถึงช่วยให้วางแผนที่พัก กิจกรรม หรือบัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงตั๋วเต็มก่อนวันเดินทาง และยังสามารถจัดการเส้นทางขากลับในช่วงเวลาที่สะดวกได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


สายการบินที่ให้บริการจากกรุงเทพไปโอซาก้า มีที่ไหนบ้าง?

ปัจจุบันมีหลายสายการบินให้บริการในเส้นทางกรุงเทพ โอซาก้า ทั้งแบบบินตรงและแวะพัก โดยสามารถเลือกตามงบประมาณและเวลาที่สะดวก สายการบินยอดนิยม ได้แก่ Thai Airways, Japan Airlines, All Nippon Airways, AirAsia X, Scoot Airlines และ Peach Aviation ซึ่งให้บริการเที่ยวบินกรุงเทพไปโอซาก้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี เมื่อเปรียบเทียบราคาแต่ละสายการบินจะพบว่าช่วง Low Season มักได้ดีลตั๋วเครื่องบินที่คุ้มค่า และสามารถจัดการเส้นทางขากลับได้ในแพ็กเกจเดียวกัน


3 จุดท่องเที่ยวสำคัญในโอซาก้า ห้ามพลาดเมื่อบินตรงจากกรุงเทพ

3 จุดท่องเที่ยวสำคัญในโอซาก้า

เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า แล้ว ก็ถึงเวลาวางแผนเที่ยวให้คุ้มค่ากับทุกนาทีที่ใช้ในญี่ปุ่น เพราะโอซาก้าเป็นเมืองที่เที่ยวได้ทั้งปี

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

ปราสาทโอซาก้าคือแลนด์มาร์กสำคัญที่สะท้อนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างชัดเจนที่นักท่องเที่ยวมักไม่พลาดแวะชมวิวเมืองจากด้านบน โดยเฉพาะช่วงซากุระบานที่สวยงามเป็นพิเศษ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม รายล้อมด้วยสวนกว้างขวางที่สวยงามตลอดทั้งปี

Dotonbori

ศูนย์รวมสตรีทฟู้ดและแหล่งบันเทิงชื่อดังที่เต็มไปด้วยป้ายไฟนีออนสุดคึกคัก บรรยากาศยามค่ำคืนยิ่งเพิ่มสีสันให้การเที่ยวโอซาก้าสนุกยิ่งขึ้น พร้อมทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ และราเมงต้นตำรับที่นักท่องเที่ยวควรมาลอง

Universal Studios Japan

Universal Studios Japan คือเหตุผลหลักที่หลายคนตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกรุงเทพโอซาก้าโดยเฉพาะ เพราะเป็นสวนสนุกระดับโลกที่รวมเครื่องเล่นธีมภาพยนตร์ชื่อดังไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโซน The Wizarding World of Harry Potter หรือ Super Nintendo World


เตรียมตัวอย่างไรก่อนเดินทางจากกรุงเทพไปโอซาก้า

ก่อนออกเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า การเตรียมตัวให้พร้อมจะช่วยให้ทริปราบรื่นและลดความกังวลระหว่างเดินทาง

  • ตรวจสอบพาสปอร์ตให้มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน
  • ลงทะเบียน Visit Japan Web ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกเมื่อเดินทางถึงญี่ปุ่น
  • จองที่พักให้เรียบร้อยตามวันเดินทาง
  • แลกเงินเยนเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายเบื้องต้น
  • เตรียมซิมการ์ดหรือ Pocket Wi-Fi สำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ตตลอดทริป
  • ซื้อประกันเดินทาง เพิ่มความอุ่นใจจนถึงวันกลับ
  • เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะกับฤดูกาล (หนาวช่วง ธ.ค.–ก.พ. / ร้อนชื้นช่วง มิ.ย.–ส.ค.)

เมื่อเตรียมครบทุกข้อ การเดินทางก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น และทริปโอซาก้าจะสนุกได้เต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ


เคล็ดลับจองตั๋วเครื่องบินกรุงเทพไปโอซาก้ากับ Traveloka ดีอย่างไร?

ใครกำลังวางแผนเที่ยวโอซาก้า สามารถจองตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า และที่พักผ่านแอป Traveloka ได้เลยเพราะใช้งานง่าย ครบจบในที่เดียว และช่วยเปรียบเทียบราคาได้สะดวก เหมาะทั้งสายวางแผนล่วงหน้าและสายตัดสินใจเร็ว ซึ่งจุดเด่นที่หลายคนชอบเมื่อจองผ่านแอป มีดังนี้

  • ค้นหาและเปรียบเทียบเที่ยวบินกรุงเทพ–โตเกียว ได้หลายสายการบินในหน้าเดียว เห็นราคาชัดเจน เลือกตามงบและช่วงเวลาได้ง่าย
  • จองตั๋วเครื่องบินและที่พักในขั้นตอนเดียว ไม่ต้องสลับหลายเว็บไซต์ ประหยัดเวลา
  • มีตัวกรอง (Filter) เลือกที่พักตามงบประมาณและทำเล รวมทั้งมีคะแนนรีวิวจากผู้เข้าพักจริง
  • แสดงรีวิวและคะแนนที่พักอย่างละเอียด พร้อมภาพประกอบ ช่วยตัดสินใจได้มั่นใจก่อนกดจอง
  • โปรโมชันและดีลพิเศษสำหรับเที่ยวบินและโรงแรม ช่วยให้ได้ราคาคุ้มค่ามากขึ้น
  • รองรับการชำระเงินหลายช่องทาง ทั้งบัตรเครดิต, บัตรเดบิต หรือผ่อนชำระ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
  • ระบบยืนยันการจองรวดเร็ว พร้อมรายละเอียดครบในแอป ตรวจสอบข้อมูลการเดินทางได้ตลอดเวลา

การจองผ่านแอป Traveloka ที่รวมทั้งตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้ครบ ทำให้ขั้นตอนไม่ซับซ้อน กดไม่กี่ครั้งก็ได้ไฟลต์และที่พักถูกใจในราคาที่เหมาะกับงบของตัวเอง


วางแผนให้พร้อมก่อนบิน ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า จองง่ายผ่านแอป Traveloka

การเดินทางไปโอซาก้าจะราบรื่นและสนุกมากขึ้นหากมีการเตรียมตัวตั้งแต่ต้น ทั้งการเลือกช่วงเวลาเดินทาง เช็กเอกสารให้ครบ ไปจนถึงวางแผนที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวล่วงหน้า เมื่อทุกอย่างพร้อม ทริปก็จะเต็มไปด้วยความสบายใจและใช้เวลาได้คุ้มค่า

การจองตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ โอซาก้า ผ่านแอป Traveloka เป็นอีกตัวช่วยที่หลายคนเลือกใช้เพราะรวมทั้งเที่ยวบินและที่พักไว้ในที่เดียว เปรียบเทียบราคาได้ง่าย เห็นรายละเอียดชัดเจน และจัดการทุกอย่างได้ในไม่กี่ขั้นตอน ช่วยประหยัดทั้งเวลาและเงิน เมื่อวางแผนดีตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ทริปโอซาก้าก็จะกลายเป็นประสบการณ์ที่สนุกเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับขั้นตอนการจองที่ยุ่งยากอีกต่อไป


Platapian x PhedMark ปรากฏการณ์ “กะเพราเขย่าลอนดอน”

บริษัท ภัทราไฟน์ไทยคูซีน จำกัด  (Patara Fine Thai Cuisine Limited) ดำเนินกิจการร้านอาหารไทยชื่อดังภายใต้แบรนด์ “Patara” (ภัทรา) และ “Platapian” (ปลาตะเพียน) ในประเทศอังกฤษ ประกาศลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ บริษัท เผ็ดมาร์ค จำกัด (PhedMark) ร้านกะเพราขวัญใจมหาชนจากประเทศไทย เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญสุดพิเศษภายใต้ชื่อ “Platapian x PhedMark” โดยมี คุณเกษสุดา ไรวา กรรมการบริหาร บริษัท ภัทราไฟน์ไทยคูซีน จำกัด คุณกำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณวิทูร ศิลาอ่อน รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย คุณปรมา ไรวา Specialty & Global Division Director บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และคุณมาร์ค วีนส์ (Mark Wiens) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและแบรนด์ คุณกมล ชอบดีงาม กรรมการบริหาร คุณพงศ์เทพ อนุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนดิ้งและออกแบบ บริษัท เผ็ดมาร์ค จำกัด ร่วมลงนามในข้อตกลง ณ ร้านภัทรา ทองหล่อ 19 เมื่อเร็วๆ นี้

คุณปรมา ไรวา Specialty & Global Division Director กล่าวถึง ความร่วมมือในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อนำเสนอ “Co-Branded Product” เมนูข้าวผัดกะเพราที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย โดยดึงเอาเอกลักษณ์ความเผ็ดร้อนจัดจ้านอันเป็นตำนานของ PhedMark มาผสมผสานกับความประณีตและวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมในแบบฉบับของ Platapian เพื่อมอบประสบการณ์รสชาติไทยแท้ที่หาตัวจับยากให้แก่ชาวลอนดอนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสเมนูอาหารไทยที่ถูกใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ  ซึ่งแคมเปญนี้จะมีขึ้น ณ ร้าน Platapian (15 Greek Street, London W1D 4EP, United Kingdom) ย่าน Soho ใจกลางกรุงลอนดอน ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2569 ถึง 15 พฤษภาคม 2569 เท่านั้น โดยเชื่อมั่นว่า แคมเปญนี้จะไม่ใช่แค่การขายอาหาร แต่เป็นการเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของเมนู “กะเพรา” ให้เป็นที่รู้จักในฐานะ King of Thai Street Food อย่างสง่างามในตลาดยุโรป

สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในลอนดอน หรือมีแผนจะเดินทางไปในช่วงเวลาดังกล่าว เตรียมพบกับความเผ็ดร้อนที่จะทำให้ Soho ต้องสะเทือนได้ที่ร้าน Platapian ตามวันและเวลาที่กำหนด


เทยเที่ยวไทย

เสิร์ฟลุคแฟชั่นสุดพิเศษจาก “เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง”

พวกแกเป็นไงมั่ง? เสิร์ฟลุคแฟชั่นสุดพิเศษจาก “ป๋อมแป๋ม, ก๊อตจิ, กอล์ฟ และ เจนนี่” ที่ชวนให้ทุกคนคิดถึง ก่อนเจอกันในงาน “เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง” ✨

  • Digital Editor : Minim
  • สไตลิสต์ : UnseenUp
  • ช่างภาพ : BomTana
  • ผู้ช่วยช่างภาพ : Manatvibes

The Language of Costume เสื้อผ้าสะท้อนบทบาท Bridgerton ซีซั่น 4

เพราะเครื่องแต่งกายไม่ใช่เพียงความสวยงาม! เปิดตู้เสื้อผ้า Bridgerton ซีซั่น 4 ไขบทบาทที่ซ่อนอยู่ในคอสตูมสุดอลังการ

แม้อาจเคยเข้าใจว่า เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า ของตัวละครในซีรีส์หรือภาพยนตร์เป็นเพียงองค์ประกอบเติมเต็มความสวยงาม แต่ความจริง “คอสตูม” ยังเป็นเครื่องมือที่สะท้อนบทบาทของตัวละคร ทุกซิลลูเอท เฉดสี และวัสดุ ล้วนผ่านการตีความและออกแบบอย่างตั้งใจจากทีมสไตลิสต์ เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ สถานะทางสังคม รวมถึงพัฒนาการของคาแร็คเตอร์ให้ชัดเจนที่สุด

โดยเฉพาะใน Bridgerton ซีซั่น 4 ที่งานออกแบบเครื่องแต่งกายไม่ได้เพียงคงความหรูหราตามแบบรีเจนซี แต่ยังขับเน้นตัวตนของแต่ละคาแร็คเตอร์ ซึ่งครั้งนี้ แพรว จะชวนทุกคนมาสำรวจเครื่องแต่งกายที่สะท้อนบทบาทของตัวละครไปด้วยกัน

Silhouette of Silence
– Sophie Baek –

หากสังเกตชุดแม่บ้านของ โซฟี แบ็ค ทั้ง 3 ชุด ได้รับการออกแบบให้มีโทนสีเข้ม นอกจากเหตุผลต่อความสะดวกในการเปรอะเปื้อนแล้ว สีเข้มยังยากต่อการมองเห็น ไม่เป็นจุดสนใจ และง่ายต่อการกลืนหายไปกับฉากหลัง เช่นเดียวกับซิลลูเอตเรียบง่าย ไม่สะดุดตา เหมาะสำหรับเป็นคอสตูมของ สาวใช้ผู้ไร้ตัวตน 

ถึงครั้งหนึ่ง โซฟี แบ็ค เคยสวมเดรสสีฟ้าพาสเทลของดาฟนี่ ณ บ้านพักต่างอากาศของตระกูลบริดเจอร์ตัน แต่เธอก็ยังคงมวยผมในทรง Maid Bun ถือเป็นฉากที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้เธอจะหลีกหนีไปไกลจากโลกความเป็นจริง แต่เธอก็ไม่อาจลบเส้นคั่นชนชั้นระหว่าง เบเนดิกต์ ออกไปได้

The Artist Heir
– Benedict Bridgerton –

ซีซั่นนี้ใครตกหลุมรักหนุ่มอาร์ตติสแห่งบ้านบริดเจอร์ตันบ้างคะ? สำหรับตัวละครนี้ดีไซเนอร์ได้ถ่ายทอดความรักอิสระผ่านลุคที่ไม่ยึดติดความเนี้ยบ อย่างการสวมเสื้อเชิ้ตปลดกระดุม ซึ่งตรงข้ามกับแอนโทนี่ และคอลิน สองหนุ่มผู้แทนภาพลักษณ์ตามขนบสังคมชั้นสูง

นอกจากนี้เขายังสวมเสื้อที่มีดีเทลระบายตกแต่งบริเวณคอเสื้อ ให้ความรู้สึกเซ็กซี่และโรแมนติก ชวนนึกถึง วิลเลียม เชคสเปียร์ ตัวละครจากภาพยนตร์เรื่อง Shakespeare in Love ที่ทีมผู้ออกแบบได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเป็นต้นแบบคอสตูม เบเนดิกต์ บริดเจอร์ตัน

Power is Black
– Araminta Gun –

มาถึงอีกหนึ่งตัวละครผู้ทรงอำนาจในซีซั่นนี้ นั่นคือ อรามินตา! ตั้งแต่การเปิดตัวมาจนถึงอีพีล่าสุด คงสรุปได้ว่า ลุคของเธอมี สีดำ เป็นไอคอนิกประจำตัว ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่าสีดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์แทนความร้ายกาจ ตามตัวร้ายในอุดมคติ แต่ความจริงดีไซเนอร์เพียงต้องการสร้างคาแร็คเตอร์ให้โดดเด่นจากตัวละครหญิงในบริดเจอร์ตัน

โจทย์แรกที่ทีมออกแบบได้รับคือ บุคลิกของอรามินตาคล้ายกับ แอนนา วินทัวร์ ดีไซเนอร์จึงออกแบบให้เสื้อผ้ามีดำ พร้อมซิลลูเอตอันเฉียบคม เพื่อสะท้อนความน่าเกรงขาม นอกจากนี้ชุดของเธอยังมีดีไซน์ปิดมิดชิด เหมือนกับตัวตนแสนลึกลับของเธอ

Polished Debutantes
– Rosamund & Posy

สำหรับสองพี่น้อง โรซามันด์ และโพซี่ เธอปรากฏตัวในเสื้อผ้าสีหวานที่มองเผินๆ อาจคล้ายหญิงสาวในสังคมผู้ดี แต่แท้จริง กลับซ่อนความคมชัดไว้ในซิลลูเอตที่ทันสมัย ผสานดีไซน์ยุค 50s – 70s เข้ากับโครงสร้างสูท Lilli Ann ทำให้ได้ลุคที่เนี้ยบ มีพลังมากกว่า พร้อมทั้งยังสะท้อนเงาของ อรามินตา ผู้เป็นแม่ไว้อีกด้วย

Second Bloom
Violet Bridgerton

สุดท้ายกับตัวละครที่ยกให้สดใสสุดในซีซั่นนี้ นั่นคือ ไวโอเล็ต บริดเจอร์ตัน กับการกลับมาที่อ่อนเยาว์กว่าครั้งไหนๆ นอกจากหน้าตาที่เต็มไปด้วยความสุข ดูสดชื่นแล้ว เสื้อผ้าของเธอยังมีโทนสีที่สว่างขึ้น มาพร้อมดีเทลผ้าพริ้วไหว และเดรสที่เผยเนินอกอย่างพอเหมาะ ให้ความรู้สึกเซ็กซี่ ชวนหลงใหล 

ว่ากันว่า ลุคของเธอในซีซั่นนี้ทำหน้าที่บอกเป็นนัยว่า เธอไม่ได้รับบทเป็นเพียงเสาหลักครอบครัว แต่เป็นผู้หญิงที่กลับมามีความรักอีกครั้ง

ทั้งหมดนี้เป็นความสนุกของเสื้อผ้าที่สะท้อนบทบาทของตัวละคร แน่นอนว่าไม่ใช่เพียง 5 คนนี้เท่านั้น แต่ทุกคาแร็คเตอร์ล้วนมีเครื่องแต่งกายที่นิยามถึงตัวตน

ส่วนบทสรุป รักต้องห้ามระหว่างเพชรเม็ดงาม เบเนดิกต์ บริดเจอร์ตัน และโซฟี แบ็ค สาวใช้ประจำตระกูล จะลงเอยกันอย่างไร? ต้องรอชมด้วยตัวเองนะคะ


ภาพ: Netflix และ Getty Images

ข้อมูล: Vogue, Fashion Magazine

ก้าวไปอีกขั้น! DERMOND ไฟน์จิเวลรี่เฮาส์สัญชาติไทยใน Bangkok Gems and Jewelry Fair

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 73 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (GIT) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569

ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ DERMOND แบรนด์ไฟน์จิวเวลรี่เฮาส์สัญชาติไทยกว่า 34 ปี ผู้สืบทอดความเชี่ยวชาญด้านเพชรมากว่า 3 ทศวรรษ และได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน Top 100 Jewelry & Watch Brands of the World ประจำปี 2025 จาก Luxury Lifestyle Awards และหนึ่งในสมาชิกของ World Luxury Chamber of Commerce (WLCC) ได้รับเกียรติเฝ้ารับเสด็จ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของที่ระลึก นำโดยนาย สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และครอบครัว นำเสนอผลงาน Chic Collection – The Unconventional Classic ที่สะท้อนความงดงามอันแตกต่าง แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์งานหัตถศิลป์ช่างฝีมือไทยที่ผสานความร่วมสมัยแก่ผู้เข้าชมงานทั้งจากนานาชาติและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

“บางกอกเจมส์” นับเป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก และเป็นเวทีการค้าที่ช่วยส่งเสริมการส่งออก โดยเชื่อมโยงวงการอัญมณีและเครื่องประดับไทยกับผู้ซื้อจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยปัจจุบัน Bangkok Gems เติบโตอย่างก้าวกระโดด และได้รับการยอมรับให้เป็นงานแสดงสินค้าจิวเวลรี่สำคัญ 1 ใน 4 ของโลก


ภาพและข้อมูล: Courtesy of Brand

Jimmy Choo

Jimmy Choo เปิดตัวแคมเปญเจ้าสาว The Rules of Engagement นำโดย Gabbriette

Jimmy Choo เปิดตัวแคมเปญเจ้าสาวล่าสุดภายใต้ชื่อ The Rules of Engagement โดยได้ Gabbriette ไอคอนผู้เปี่ยมด้วยบทบาทอันหลากหลาย มาร่วมถ่ายทอดแคมเปญ

Jimmy Choo เปิดตัวแคมเปญเจ้าสาว The Rules of Engagement นำโดย Gabbriette

Gabbriette ผู้เปี่ยมด้วยความมั่นใจ สัญชาตญาณอันเฉียบคม และความเป็นตัวของตัวเองอย่างแรงกล้า ซึ่งกำลังเตรียมงานวิวาห์ของเธอในปลายปีนี้นั้น ได้ถ่ายทอดพลังแห่งเสน่ห์ดึงดูดและความสมจริง สู่เรื่องราวของแคมเปญอย่างทรงพลัง โดยเสนอนิยามสไตล์เจ้าสาวผ่านเลนส์ของการแสดงออกทางตัวตนและความสุข มากกว่ากรอบค่านิยมดั้งเดิม ภาพวิดีโอถูกนำมาใช้เพื่อปลุกชีวิตให้กับแคมเปญ พร้อมเผยเสน่ห์ขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ

The Rules of Engagement ถูกถ่ายทอดในรูปแบบลิสต์เชิงหยอกล้อว่าด้วย “7 กฎเหล็ก” ของ Gabbriette ต่อธรรมเนียมงานแต่งงาน ตั้งแต่แนวคิดด้านสไตลิ่งอย่าง “รองเท้าหนึ่งคู่ไม่เคยพอ” ไปจนถึงความหมายที่แท้จริงของวันสำคัญ “นี่คือเรื่องของความรัก และการดูสวยสะกดสายตา แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรัก” เพราะเธอคือนิยามของเจ้าสาวยุคใหม่อย่างแท้จริง 

ผลงานภาพถ่ายและวิดีโอกำกับโดย Mark Kean พร้อมสไตลิ่งโดย Vanessa Coyle ทุกลุคสะท้อนตัวตนอันโดดเด่นของ Gabbriette ขณะเดียวกันยังคงความอ่อนหวานและความเฟมินีนอย่างไร้ที่ติ แคมเปญนำเสนอรองเท้าดีไซน์ใหม่จากคอลเลกชัน Bridal 2026 เคียงคู่กับเฮาส์ซิกเนเจอร์ ผ่านชุดภาพที่สะกดสายตาและทรงพลัง

The Bridal Collection 2026

สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ความรัก และการเริ่มต้นบทใหม่ “ไข่มุก” คือองค์ประกอบความงามที่ผูกพันกับ จิมมี่ ชู มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะใน ฺBridal Collection ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของเฮาส์ได้อย่างชัดเจน

รุ่น SACORA คือสเตทเมนต์แซนดัลที่สะกดทุกสายตาด้วยการประดับด้วยไข่มุกกว่า 1,969 เม็ด ขณะที่ AURELIE ผสานดีเทลไข่มุกและคริสตัลเข้ากับลูกไม้โรแมนติกอย่างประณีต และซิกเนเจอร์ของเฮาส์ยังคงปรากฏในคอลเลกชันนี้ รวมถึง SAEDA รองเท้าส้นสูงที่โดดเด่นด้วยสายแองเคิลเล็ตอันเรียบหรู และ AZIA รุ่นประดับคริสตัลทั่วทั้งรองเท้าด้วยหินประมาณ 5,453 เม็ด 

ในส่วนของดีไซน์ Bridal ใหม่นี้ เปิดตัวด้วย FAIZ รองเท้าส้นสูงที่ถ่ายทอดเสน่ห์อันเฟมินีนและโครงสร้างเชิงประติมากรรมของลูกไม้ เผยซิลูเอตที่ทั้งอ่อนโยนและเฉียบคมในคราวเดียวกัน และ FAYA รองเท้าส้นสูงผ้าซาตินสีแดง ประดับโบว์กรอสเกรนและซีล JC Monogram ชวนให้นึกถึงจดหมายรักจากยุคอดีต

ปิดท้ายด้วยแอ็กเซสซอรีไอคอนิกที่ช่วยเติมเต็มตู้เสื้อผ้าวันวิวาห์ของเจ้าสาวยุคใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยกระเป๋า BON BON ที่นำเสนอทั้งเวอร์ชันผ้าซาตินสีไอวอรี่และแบบประดับไข่มุกดูขี้เล่น แต่ยังคงความสง่างามเหนือกาลเวลา ทุกชิ้นงานถูกออกแบบเพื่อให้สวมใส่ จดจำ และทะนุถนอมไว้แม้หลังผ่านพ้นวันสำคัญไปแล้วก็ตาม


พิมสิริ นาคสวัสดิ์

รู้จัก พิมสิริ นาคสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง The Parrot กับแนวคิดแฟชั่นที่ออกแบบเพื่อความมั่นใจ

ย้อนกลับไป เส้นทางชีวิตของ คุณเพลิน – พิมสิริ นาคสวัสดิ์ น่าจะมุ่งหน้าสู่โลกธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ด้วยเติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจด้านพลังงานลมและเครื่องจักรอัตโนมัติ เรียนจบด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้งยังมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา

แต่จากปัญหาของสาวไซส์มินิที่อยากมีเสื้อผ้าใส่พอดีตัว กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ The Parrot แบรนด์เสื้อผ้าที่คุณเพลินทุ่มเทพลังกายและพลังใจให้เติบโตด้วยความรัก

รู้จัก พิมสิริ นาคสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง The Parrot กับแนวคิดแฟชั่นที่ออกแบบเพื่อความมั่นใจ

Unplanned Path

“จุดเริ่มต้นที่ทำให้เพลินคิดจะทำแบรนด์ เกิดจากการที่เพลินตัวเล็ก มีปัญหาเรื่องการหาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วพอดีตัว เลยเริ่มจากการออกแบบเสื้อผ้าให้ตัวเองก่อน กระทั่งมีเพื่อน ๆ เห็นและอยากใส่ด้วย จากจุดเล็ก ๆ นั้นจึงค่อย ๆ พัฒนาเป็นแบรนด์ The Parrot

“แต่การทำเสื้อผ้าไม่ได้หยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเรื่องไซส์ เพราะเพลินใช้พื้นที่ของแบรนด์เป็นที่ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และตัวตนผ่านงานออกแบบ ความรักในสิ่งที่ทำจึงค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเป็นการสื่อสารในแบบของตัวเองผ่านงานดีไซน์แต่ละชิ้น

“เพลินมองว่าข้อดีของการได้ทำในสิ่งที่รักคือการตื่นขึ้นมาในทุกวัน พร้อมความรู้สึกว่า ‘อยากไปทำงาน’ เป็นส่วนที่ช่วยเติมพลังงานดี ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ และเมื่อเรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ พลังงานนั้นก็จะค่อย ๆ สะท้อนออกมาในรูปของผลงานที่เติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับเราในทุกวัน

“ความรู้สึกนี้สะท้อนอยู่ชัดเจนในแบรนด์ The Parrot ตั้งแต่ชื่อแบรนด์ที่แปลว่า ‘นกแก้ว’ นกที่สามารถพูดและสื่อสารได้ ซึ่งเพลินตั้งใจให้เป็นหัวใจของคอนเซ็ปต์แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับลูกค้า หรือการสื่อสารกันเองภายในสตูดิโอ The Parrot จึงเป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอัปเดตสิ่งใหม่ ๆ และเรียนรู้ร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกวันของการทำงานไม่ซ้ำเดิม เปิดโลก และไม่หยุดอยู่กับที่”

Runway Moment

“หนึ่งในโมเมนต์ที่ทำให้เพลิน ‘ตกหลุมรักงานนี้มากกว่าเดิม’ คือวันที่ได้เห็นผลงานของตัวเองเดินอยู่บนรันเวย์เป็นครั้งแรก เมื่อเสื้อผ้าทั้งคอลเล็กชั่นถูกสวมใส่โดยนางแบบพร้อมกัน และได้เห็นแขกที่มาร่วมงานเลือกใส่ชุดของแบรนด์ด้วยรอยยิ้ม ความมั่นใจ และเสียงปรบมือที่ส่งต่อเป็นกำลังใจ ทำให้เพลินรู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่าในผลงานจริง ๆ

“แน่นอนว่าการทำในสิ่งที่รักและการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายคือการบาลานซ์ระหว่างการสื่อสารงานออกแบบในแบบที่อยากทำกับข้อจำกัดของโลกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การลงทุน หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อาจทำให้ไม่สามารถทำทุกอย่างได้เต็มที่อย่างใจคิด แต่สำหรับเพลิน นี่คือโจทย์ที่ดีที่ช่วยให้ได้คิดและวางแผนในระยะยาว บางคอลเล็กชั่นอาจเหมาะกับลูกค้ากลุ่มหนึ่ง ขณะที่คอลเล็กชั่นถัดไปอาจสื่อสารกับอีกกลุ่มหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกผลงานต้องคงตัวตนของแบรนด์ The Parrot ไว้”

Proudly Present

“ฟีดแบ็กที่เติมเต็มหัวใจที่สุดสำหรับเพลิน ไม่จำเป็นต้องเป็นคำชมที่ยิ่งใหญ่ แต่คือคำพูดง่าย ๆ จากลูกค้า เช่น ‘ใส่ไปทีไรก็มีคนชม’ หรือ ‘เพื่อนถามว่าชุดของแบรนด์อะไร’ เพราะนอกจากจะทำให้เราภูมิใจในฐานะคนออกแบบแล้ว ยังทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกภูมิใจไปพร้อมกัน เพราะเขาคือคนที่ได้รับคำชมนั้นโดยตรง

“ในฐานะแฟชั่นดีไซเนอร์ สิ่งที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้เพลินในทุกวันนี้คือการได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเติบโตขึ้นมา เพลินเชื่อว่าคนไทยมีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์สูงมาก จนทำให้รู้สึกว่าแม้จะมีประสบการณ์ในวงการมาพอสมควรแล้ว แต่การออกแบบก็ยังไม่เคยสิ้นสุด ยังมีมุมมองใหม่ ๆ ให้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ คอยผลักดันให้เราอยากสร้างผลงานดี ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

“หากต้องเลือกหนึ่งคำที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ The Parrot ได้ชัดที่สุด คำนั้นคือ ‘Thoughtful’ เพราะทุกผลงานเกิดจากการคิดอย่างรอบคอบทั้งในแง่ของการออกแบบ ฟังก์ชันการใช้งาน และการเลือกวัสดุ ขณะเดียวกันลูกค้าของแบรนด์ก็เป็นกลุ่มคนที่ Thoughtful เช่นกัน คือเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล และรู้จักแต่งกายให้เหมาะสมตามกาลเทศะ ดังนั้นคำว่า Thoughtful จึงไม่ใช่แค่คำอธิบายแบรนด์ แต่เป็นตัวตนร่วมกันของทั้งคนทำและคนใส่

“เพลินอยากให้คนที่ใส่รู้สึกเป็นตัวเองและมั่นใจในทุกวัน”


มะเร็งระยะสุดท้าย

เครียดลงกระเพาะ กินปิ้งย่างบ่อย? อุทาหรณ์ที่ต้องสู้กับ มะเร็งระยะสุดท้าย

เรื่องราว “ครั้งหนึ่ง” ของ คุณต่าย – ตติยาพร คงคาทิพย์ สาวสวยวัย 28 ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว และเตรียมเริ่มต้นชีวิตคู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ต้องเผชิญกับข่าวร้ายที่คาดไม่ถึง…เมื่อได้รู้ว่า ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 4 และถ้าได้รับการรักษาช้ากว่านี้เพียง 2 เดือน อาจจะหมดโอกาส “ใช้ชีวิต” ในวันนี้ 

เครียดสะสม 

“รู้ตัวมาตลอดว่า เครียดกับทุกเรื่อง อาจเพราะต่ายเป็นลูกคนเดียว จึงอยากเป็นที่รักของทุกคน มักจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป ว่าเขาจะคิดอย่างไรกับเรา ไม่ชอบเราหรือเปล่า และก่อนหน้านี้ต่ายทำงานด้านการเงิน จะเครียดเรื่องการหารายได้ พอทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ก็จะรู้สึกผิดหวัง และกดดันตัวเอง จนทำให้มีอาการความเครียดลงกระเพาะ และเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ต้องแอดมิทโรงพยาบาลเกือบทุกเดือน ประกอบกับไม่ค่อยระวังเรื่องการรับประทาน ชอบทานพวกส้มตำ ปูปลาร้า ของหมักดอง โดยเฉพาะอาหารปิ้งย่าง ต่ายทานอาทิตย์ละ 2-3 วัน รวมทั้งพวกน้ำอัดลม ชานมไข่มุก ลาเต้เย็น 

“ก่อนที่จะตรวจเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ประมาณ 6-8 เดือน อยู่ดีๆ ก็เกิดผื่นคันขึ้นตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เริ่มเป็นที่หลังก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปที่แขนขา คุณหมอวินิจฉัยว่า แพ้แชมพูหรือไม่ก็แพ้สบู่ แต่ทานยาแก้แพ้ก็ไม่หาย จากผื่นคันธรรมดาก็ค่อยๆ กลายเป็นเหมือนลมพิษ ยิ่งเกาก็ยิ่งคันหนักขึ้น ถึงขั้นนอนไม่หลับ ทรมานจนเคยคิดอยากให้ชีวิตจบๆ ไป จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ขนาดนี้

“ต่ายรักษาอยู่ประมาณ 3-4 เดือน เปลี่ยนโรงพยาบาลไป 3 แห่ง คุณหมอก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ จนไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ คุณหมอสั่งเจาะเลือดไปตรวจอย่างละเอียด แล้วพบว่า ต่ายเป็นโรคหลอดเลือดอักเสบ (ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายหลอดเลือด ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ) คุณหมอให้ทานยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบประมาณ 2 เดือน ลมพิษที่เป็นอยู่ก็หายไปหมดเลย 

“แต่หลังจากหยุดยาไปไม่นาน ผื่นคันก็กลับมาอีก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นลมพิษเหมือนครั้งแรก จากนั้นเริ่มมีคนรอบข้างทักว่า ทำไมผอมลง ตอนนั้นแค่รู้สึกไม่อยากอาหาร จากน้ำหนักประมาณ 48 กิโลกรัม ผ่านไป 3-4 เดือนเหลือ 44-45 กิโลกรัม ซึ่งตัวเองมองว่าไม่ได้ลดเยอะมาก อาจเพราะกำลังจะแต่งงาน ผอมลงอย่างนี้ก็ดีจะได้ใส่ชุดเจ้าสาวได้สวยๆ 

“จากนั้นอาการต่างๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งก็มาครบ เริ่มจากมีอาการอ่อนเพลีย ทุกวันต่ายจะต้องฟุบที่โต๊ะทำงานเพื่องีบตอนกลางวัน แล้วเวลาเดินขึ้นบันได แค่ชั้นเดียวก็หอบ มีอาการไอแห้งๆ คิดไปเองว่าตัวเองคงเหนื่อย พอตกเย็นมักจะมีไข้ต่ำๆ และมีเหงื่อออกตอนกลางคืนเยอะมาก จนเปียกชุ่มไปทั้งตัว เข้าใจเอาเองว่าเพราะอากาศร้อน คือพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานา เพราะต่ายไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งตอนอายุ 28 ปี

“จนวันที่ไปเติมฟิลเลอร์ที่ปาก แล้วปากมีอาการบวมผิดปกติ ตอนค่ำไปทานข้าวกับที่บ้าน เริ่มรู้สึกร่างกายผิดปกติ อาการเหมือนจะเป็นลมตลอดเวลา กลับถึงบ้านมีไข้สูง 38 องศาเซลเซียล รู้สึกเหนื่อยมาก แบบแค่พูดก็เหนื่อยแล้ว และมีไอแห้งๆ ควบคู่ไปด้วย รุ่งเช้าแค่ลุกก็แทบไม่ไหว จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล กะว่าไปนอนให้น้ำเกลือน่าจะดีขึ้น 

“เมื่อคุณหมอฟังอาการทั้งหมด จึงให้แอดมิททันที แล้วส่งไปเอ็กซเรย์ปอด ตอนค่ำผลเอ็กซเรย์พบว่า มีก้อนดำๆ ขนาดใหญ่อยู่บริเวณช่องอก วันรุ่งขึ้นจึงไปทำ CT – Scan แล้วพบว่า ก้อนดำๆ มีขนาดเกือบ 10 เซนติเมตร เบียดตรงหลอดลมกับหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต่ายหอบและไอแห้งๆ ตลอด แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าก้อนดำๆ เป็นอะไร คุณหมอสัณนิฐานว่า อาจจะเป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลืองก็ได้ ต้องเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจก่อน แต่มาทราบจากญาติที่เป็นพยาบาลว่า ต่ายมีลิ่มเลือดที่ปอดและตับโตด้วย 

“แต่ยังไม่ทันได้เจาะชิ้นเนื้อ คุณพ่อคุณแม่ก็เดินเรื่องให้ต่ายย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช กับรศ.นพ.วีรภัทร โอวัฒนาพานิช ซึ่งคุณหมอก็ส่งไปเจาะชิ้นเนื้อ ครั้งแรกไม่พบอะไร คุณหมอจึงเปลี่ยนเป็นอีกวิธีคือการทำ Biopsy ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะและดูดเซลล์ชิ้นเนื้อ”

รับมือมะเร็ง 

“ระหว่างนั้นฝ้ายแอบหาข้อมูลมาบ้างแล้วว่า ตัวเองน่าจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จึงไม่ได้ตกใจอะไรเมื่อลูกพี่ลูกน้อง ที่เป็นหมออยู่โรงพยาบาลศิริราช มาบอกว่า พี่ต่ายเป็นมะเร็งนะ แต่เป็นมะเร็งอะไรรอให้คุณหมอเจ้าของไข้มาบอกก็แล้วกัน วันนั้นคือวันที่ 29 กรกฎาคม ปี 2020 

“ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกเสียใจว่า ทำไมต้องเป็นเรา? แล้วทำไมต้องเกิดขึ้นในช่วงที่กำลังจะแต่งงานด้วย จึงตัดสินใจคุยกับแฟนเลยว่า  เราเพิ่งคบกันได้ไม่นาน ไม่รู้ว่าต่ายจะตายเมื่อไร อาจจะต้องจากกันเร็วๆ นี้ก็ได้ อยากให้เขาไปเจอคนดีๆ อย่ามาเสียเวลากับต่ายเลย เขากลับบอกว่า ไม่ไปไหนทั้งนั้น 

ตั้งใจว่าจะยังไม่บอกป๊ากับม๊า เพราะป๊ากำลังจะผ่าตัดไส้เลื่อน ไม่อยากให้เขาเป็นกังวล แต่สุดท้ายก็มาหลุดตอนไปเยี่ยมป๊าที่โรงพยาบาล แฟนเข้าไปกอดม๊าแล้วร้องไห้ ทีนี้รู้กันหมดเลย แต่ป๊ากับม๊ากลับไม่แสดงอาการเสียใจหรือร้องไห้เลยนะ เข้มแข็งมาก ต่ายเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานนี้ว่า ความจริงแล้วช่วงนั้นเขาสองคนแอบร้องไห้ทุกวันเพราะสงสารลูก

“กลับมาที่ผลการตรวจของต่าย ที่คุณหมอเจ้าของไข้แจ้งว่า ต่ายเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (ส่วนใหญ่พบบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอหรือช่องอก สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้) ซึ่งเป็นมะเร็งระดับเด็กอนุบาล มีโอกาสรักษาให้หายขาดสูงมาก รักษาด้วยการให้ยาคีโม ทั้งหมด 12 ครั้ง ติดต่อกัน 12 วัน ซึ่งคุณหมอไม่เคยบอกว่า ต่ายเป็นมะเร็งระยะที่ 4 เพราะกลัวจะใจเสีย แต่มาบอกหลังจากร่างกายตอบสนองต่อการรักษาแล้ว  

“ตอนนั้นต่ายไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเลย เคยได้ยินแต่ว่า ใครเป็นโรคนี้ต้องตายทุกคน เพราะยาคีโมที่ให้แรงมาก จึงทำให้ต่ายกลัวการให้คีโม แต่กลัวที่สุดคืออาการอาเจียน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการให้คีโม  เพราะต่ายเป็นโรคกลัวอาเจียน (โรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง เกิดจากความกลัวอย่างรุนแรง) คงเพราะตอนเด็กๆ เคยโดนน้องอาเจียนใส่ ถ้าต่ายเห็นอาเจียน จะมีอาการแพนิคขึ้นมาทันที

“แต่หลังจากให้ยาคีโมไป 4 ครั้ง ต่ายไม่มีอาการแพ้เลย คุณหมอจึงให้ทำ เพทซีทีสแกน (PET/CT Scan) เพื่อตรวจดูว่าเซลล์มะเร็งยุบตัวลงไปบ้างไหม สรุปว่าจาก 10 เซนติเมตร เหลือ 4 เซนติเมตร ถือว่าตอบสนองดีมากต่อการรักษา ยิ่งทำให้เรามีกำลังใจ กระทั่งถึงการให้คีโมครั้งที่ 8 ต่ายมีอาการเหงื่อออกตอนกลางคืนกลับมา ยังคิดว่า ตัวเชื้อมะเร็งยังคงไม่หมด เดี๋ยวให้คีโมครบ 12 ครั้งก็น่าจะดีขึ้น

“ซึ่งเมื่อให้คีโมครบ 12 ครั้ง ตามหลักแล้วเราต้องเว้นไปประมาณ 1 หรือ 2 เดือน แล้วค่อยกลับมาทำเพทซีทีสแกนอีกครั้ง พบว่า ก้อนมะเร็งยังเหลืออยู่แม้จะขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร แต่ถือว่ายังมีเชื้อมะเร็งอยู่ จึงให้เว้นอีกประมาณ 1 เดือน แล้วกลับมาทำเพทซีทีสแกนใหม่ คราวนี้ขนาดก้อนมะเร็งโตขึ้นเป็น 1 เซนติเมตรกว่าๆ และมีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่หลอดลมและใต้คาง”

ปรับสูตรใหม่

“คราวนี้ชีวิตเปลี่ยนเลย เพราะคุณหมอต้องให้ยาคีโมสูตรใหม่ที่แรงกว่าเดิมหลายเท่า  โดยให้ทั้งหมด 6 ครั้ง โดยในหนึ่งครั้งต้องให้คีโมติดต่อกัน 3 วัน และต้องให้ควบคู่ไปกับยามุ่งเป้าด้วย เพื่อช่วยให้ยาตอบสนองกับตัวโรค ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์ในการหายที่สูงกว่า แต่คุณหมอก็เป็นห่วงว่า ต่ายจะรับกับค่าใช้จ่ายในการรักษาไหวไหม เพราะยาพุ่งเป้า ขวดละ 1.8 แสนบาท และต้องใช้ทั้งหมด 24 ขวด โชคดีเวลานั้นโรงพยาบาลมีโครงการงานวิจัยเกี่ยวกับยามุ่งเป้าพอดี จึงทำให้ลดค่าใช้จ่ายเหลือไม่ถึงล้านบาท

“แต่ยาคีโมสูตรใหม่นี้ ทำให้สภาพร่างกายสะมักสะมอมมาก จากสูตรแรกที่ต่ายยังลั้นลาทานขนมและพิซซ่าได้ เจอสูตรนี้เข้าไป ต่ายนอนร้องไห้เลย เพราะรู้สึกเหนื่อยมาก ผมร่วงตั้งแต่ให้ครั้งแรก แล้วผิวไหม้ไปหมดทั้งตัว พยายามบำรุงตัวเอง ต้องฝืนกินพวกโปรตีนทุกอย่าง ดื่มนมทางการแพทย์ วันละ 4 แก้ว ทานอาหารพวกหมู ไก่ ไข่ต้ม แต่ต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ไม่ค้างคืน ไม่หมักดอง ไม่ทานผักสดผลไม้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้ค่าเลือดของต่ายผ่านตลอด สามารถให้คีโมได้ต่อเนื่องจนจบ 

“ส่วนอาการอาเจียน ต่ายเตรียมขอยาแก้อาเจียนกับคุณหมอกันไว้ล่วงหน้า เป็นยานอก ราคาเม็ดละ 3,000 บาท ที่มีฤทธิ์ครอบคลุมถึง 7 วัน จึงไม่มีอาการอาเจียนระหว่างการให้คีโมสูตรที่ 2 เลย

  “แม้การรักษาครั้งนี้ จะทำให้ต่ายเริ่มรู้สึกหมดหวัง ไม่ได้กลัวตายนะคะ แต่กลัวว่า ถ้าไม่มีเรา ป๊ากับม๊าจะอยู่อย่างไร โชคดีที่แฟนคอยให้กำลังใจตลอด เพราะเขารู้ว่าต่ายชอบเที่ยวมาก เวลารู้สึกท้อ เขาจะพูดว่า มีสถานที่เที่ยวอีกหลายแห่งที่เรายังไม่ได้ไปด้วยกันเลย จะรีบไปไหน อยู่เที่ยวด้วยกันก่อน(ยิ้ม)”

ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

“สุดท้ายคุณหมอบอกว่า การให้เคมีบำบัดชนิดเข้มข้นสูง จะทำลายทั้งเซลล์มะเร็ง และเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกเกือบทั้งหมด ทำให้จำนวนเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดถูกทำลายจนลดลงต่ำมาก หากจะให้การรักษาโรคมะเร็งได้ผลดี ต่ายควรปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยใช้เซลล์ตนเอง เป็นการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกของเรามาเป็นแหล่งปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ แล้วค่อยใส่กลับคืนสู่ร่างกาย เช่นเดียวกับการถ่ายเลือด แล้วภายในไม่กี่วันร่างกายจะค่อยๆ สร้างเซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือดขึ้นมาใหม่ ทีแรกก็ลุ้นกับคุณหมอว่าร่างกายจะพร้อมไหม เพราะต่ายให้ยาคีโมมาเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ผ่านค่ะ เพราะพยายามโด๊ปทุกอย่าง โดยเฉพาะนมทางการแพทย์  อัดแบบเต็มที่เลย

   “ช่วงที่รอคิวการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐ กว่าจะได้คิวต้องใช้เวลา ระหว่างนั้น ต่ายจะต้องให้คีโมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คิว เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยและทรมานเหลือเกิน ร้องไห้แบบไม่ไหวแล้ว แฟนเห็นต่ายมีสภาพอย่างนั้นแล้วสงสารมาก จึงออกไปจุดธูปหน้าบ้าน พูดตะโกนออกไปดังๆ ว่า เจ้ากรรมนายเวรของต่ายจะจองล้างจองผลาญกันไปถึงไหน ถ้ายังทำกันอย่างนี้ จะไม่ทำบุญให้แล้ว และจะสาปแช่งทุกวันเลย…เชื่อไหมคะ หลังจากแฟนพูดเสร็จ ไม่เกิน 15 นาที โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าได้คิวปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ให้มาโรงพยาบาลพรุ่งนี้เลย 

“การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ถือว่าเป็นการรักษาที่หนักสุดในชีวิตแล้วค่ะ เพราะต่ายต้องนอนเฉยๆ อยู่ในห้องประจุลบที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศา เป็นเวลา 21 วัน และเกิดอาการข้างเคียงมากมาย ตั้งแต่เจ็บปาก เจ็บคอเหมือนมีมีดมาบาด แล้วเหม็นอาหารทุกอย่าง ทานอะไรไม่ได้เลย นอกจากเจลลี่ 2-3 คำ เรียกว่ากินทั้งน้ำตา แล้วต้องใส่แพมเพิสตลอด เพราะถ่ายออกมาแบบไม่รู้ตัวเลย 

“เวลาป๊า ม๊า และแฟนมาเยี่ยมก็ได้แค่ยืนโบกมือให้กำลังใจจากประตูกระจกข้างนอก เพราะช่วงนั้นร่างกายมีโอกาสติดเชื้อสูงมาก ตอนนั้นอยู่ได้ด้วยกำลังใจของตัวเองล้วนๆ แล้วก็มีตุ๊กตาโพนี่สีขาว 2 ตัวที่แฟนซื้อให้ เป็นเหมือนลูกสาวลูกชายคอยอยู่เป็นเพื่อน ถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในเวลานั้น

“แม้จะเป็นช่วงเวลาที่หนักหนา แต่กลับทำให้จิตใจต่ายสงบมาก เป็นครั้งแรกที่อยู่กับตัวเองได้นานขนาดนี้ ได้สวดมนต์และนั่งสมาธิทุกวัน หลังจากครบ 21 วันแล้ว ก็ออกมาอยู่ห้องปกติจนกว่าค่าเลือดจะอยู่ในระดับปกติ คุณหมอบอกว่าหลังจากปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้ว ร่างกายเราจะกลับไปเป็นเด็ก วัคซีนที่เคยได้ไปตอนเด็กๆ อย่าง วัคซีนโปลิโอ ก็ต้องฉีดใหม่ทั้งหมด เพราะร่างกายจะติดเชื้อได้ง่ายมาก สรุปแล้วต่ายใช้เวลาในการรักษาโรคมะเร็งทั้งหมด 2 ปี

“หลังออกจากโรงพยาบาลก็ต้องไปตรวจเช็กค่าเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดทุกอาทิตย์ ซึ่งทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ถัดมาอีก 3 เดือน คุณหมอนัดมาทำเพทซีทีสแกน ผลออกมามะเร็งเคลียร์หมดแล้ว ตอนนั้นคือดีใจมาก รีบไปแก้บนชุดใหญ่เลยค่ะ จากนั้นก็ทำเพทซีทีสแกนทุกสามเดือน ทุกวันนี้ต่ายไม่ได้ทำเพทซีทีสแกนมา 2 ปีแล้วค่ะ

“เมื่อได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง ต่ายปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยการหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน จะไม่ทานอาหารแปรรูป หรือของหมักดองอีกเลย แล้วหันกลับมาออกกำลังกาย เริ่มจากเบาๆ ก่อน อย่าง เล่นพิลาทิส คาร์ดิโอ อาทิตย์ละประมาณ 4-5 วัน และพยายามปล่อยวางเรื่องที่ทำให้ใจเราเครียด ส่วนเรื่องงานตอนนี้ไม่เครียดแล้ว เพราะเปลี่ยนงานใหม่แล้วค่ะ

“สำหรับคนที่เพิ่งตรวจเจอหรือกำลังรักษามะเร็ง ต่ายเข้าใจว่าทุกคนรู้สึกอย่างไร ท้อแท้ขนาดไหน แต่อยากจะบอกว่า นวัตกรรมในการรักษาดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะมาก แล้วแพทย์เก่งๆ ก็มีมาก ต่ายเห็นคนที่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 แล้วคุณหมอบอกว่า เขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่เดือน แต่เขาอยู่ได้อีกเป็น 10 ปี  

“ต่ายอยากให้กำลังใจผู้ป่วยทุกคน คงไม่บอกว่าให้สู้ๆ เพราะเชื่อว่าทุกคนสู้อยู่แล้ว เราอาจจะท้อได้ แต่ต้องไม่ถอย ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของผล 

“แค่รู้ว่า เราสู้เต็มที่และเต็มความสามารถแล้วก็พอค่ะ”

SUNN (Cong Duong)

SUNN (Cong Duong) หนุ่มเวียดนามความสามารถจึ้ง

เปิดวาร์ปความปัง ! ไม่รู้จักไม่ได้แล้ว “SUNN (Cong Duong)” หนุ่มเวียดนามหล่องานดีพูดไทยไฟแล่บ จากซีรีส์แนวตั้งเรื่อง “SCREEN TOGETHER ดูหนังคนเดียวกับคุณ” ของค่าย “DEE HUP HOUSE”

 โดนตกจนหัวใจ “Y” กันเป็นแถว เพราะ Dee Hup House สร้างเรื่องหนักมาก เซอร์ไพรส์เอาใจแฟนซีรีส์กับโปรเจ็กต์ Vertical Series (ซีรีส์แนวตั้ง) เป็นครั้งแรก เสิร์ฟความฟินต่อเนื่อง 3 เรื่อง 3 สไตล์ SCREEN TOGETHER ดูหนังคนเดียวกับคุณ ตามมาด้วย LOVE TRUCK รักสองแถว ก่อนปิดท้ายด้วย INFLULOVER ไลฟ์ดีนัก รักดีมั้ย รันวงการซีรีส์วายตั้งแต่ต้นปีกันเลยทีเดียว

นอกจากพล็อตเรื่องที่สนุกชวนฟิน รวมถึงเคมีของแต่ละคู่แล้ว ความสามารถและเสน่ห์ของนักแสดงก็ถูกพูดถึงไม่น้อย โดยเฉพาะ SUNN (Cong Duong) หนุ่มเวียดนามหน้าหล่อพูดไทยชัดแจ๋ว จากซีรีส์เรื่อง SCREEN TOGETHER ดูหนังคนเดียวกับคุณ รายนี้ดาเมจแรงมาก ทำเอาหลายคนอินจัดอยากมีโมเมนต์ตกหลุมรักในโรงหนังกับเขาบ้าง แถมยังโดนตกเต็ม ๆ กับเพลงเพราะ ๆ ท้ายซีรีส์ที่เจ้าตัวฝากเสียงร้องไว้กับซิงเกิลที่มีชื่อว่า Heartbeat Crush Ost. Dee Hup House Special Gifts 2026 (Vertical Series) หล่องานดี ความสามารถจึ้งเบอร์นี้ ไม่เปิดวาร์ปได้ไง นาทีนี้จะพาไปส่องโปรไฟล์ของหนุ่มคนนี้ SUNN (Cong Duong)

นักแสดงหนุ่มชาวเวียดนามวัย 32 ปี เกิดวันที่ 15 มิถุนายน 2537 มาพร้อมส่วนสูง 180 ซม.น้ำหนัก 67 กก. พูดได้ถึง4 ภาษา ได้แก่ เวียดนาม, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และไทย พกสกิลครบเครื่อง ร้อง เต้น และเล่นเปียโน ก่อนหน้านี้หนุ่มซันได้ฝากผลงานการแสดงไว้หลายเรื่อง อาทิ I Feel You Linger In The Air (2023), Hidden Agenda (2023), Cong Tu Bac Lieu (2024) และ Mua He Dep Nhat (2024) ก่อนมาร่วมโปรเจ็กต์ Vertical Series (ซีรีส์แนวตั้ง) ของค่าย Dee Hup House กับซีรีส์เรื่อง SCREEN TOGETHER ดูหนังคนเดียวกับคุณ คู่กับ กรีน-พงศธร ผดุงเกียรติวงศ์ ระเบิดเคมีเคใจตกแฟนซีรีส์ไปตาม ๆ กัน

ใครที่อยากรู้จักหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้น ตามไปส่องไลฟ์สไตล์ ผลงาน รวมถึงความเคลื่อนไหวได้ทาง Instagram : congduongxx และ TikTok : @sunncongduong และสามารถต่อติดความฟิน พร้อมรับชมซีรีส์เรื่อง SCREEN TOGETHER ดูหนังคนเดียวกับคุณ ที่เจ้าตัวรับบทนำ และซีรีส์ร่วมโปรเจ็กต์อีก 2 เรื่อง LOVE TRUCK รักสองแถว และ INFLULOVER ไลฟ์ดีนัก รักดีมั้ย ได้ที่ YouTube และ TikTok ของทาง Dee Hup House ส่วนใครที่อยากฟังเพลงประกอบซีรีส์เรื่องนี้สามารถกดเข้าไปฟังพร้อมปั่นวิวได้ที่ลิงค์

ขอแอบกระซิบทิ้งท้ายว่า เร็ว ๆ นี้ หนุ่มซันจะมี Cover เพลงไทยให้แฟน ๆ ได้ติดตามกันถึง 3 เพลง และได้เริ่มปล่อยเพลงแรก (เพลงลั่นทม) กันไปแล้ว ฝากให้กำลังใจและติดตามได้ทาง YouTube : Dee Hup House

ALYSA LIU

ALYSA LIU สาวฮอตแห่งลานน้ำแข็ง กับ HALO HAIR ที่เล่าเรื่องการเติบโตของเธอ

Alysa Liu สาวนักฟิกเกอร์สเกตชาวอเมริกันวัย 20 ปี ที่กลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ฮอตที่สุดบนโซเชียลตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพราะฝีมือระดับท็อป แต่เพราะตัวตนแบบ Gen-Z ของเธอที่โดดเด่นทั้งในและนอกสนาม

เธอเติบโตมากับคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวเชื้อสายจีน ในครอบครัวที่สนับสนุนให้เธอเป็นตัวเองเสมอ Alysa เริ่มเล่นฟิกเกอร์สเกตตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และสร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์สหรัฐฯ ที่อายุน้อยที่สุดในวัยเพียง 13 ปี พร้อมท่ากระโดดระดับ Triple Axel และ Quad ที่ทำให้ทั้งวงการต้องจับตา

จากนั้นเธอเลือกพักการแข่งขันในช่วงที่กำลังพุ่งแรงที่สุด พร้อมเหตุผลเรียบง่ายว่า “ฉันแค่อยากใช้ชีวิตของตัวเอง”

และการกลับมาครั้งล่าสุดของเธอในการแข่งขันระดับโลก กลายเป็นโมเมนต์ที่หลายคนเรียกว่า “comeback ที่สวยที่สุด” เธอเล่นได้อย่างมั่นใจ สะอาด และนิ่ง คว้าเหรียญทองพร้อมรอยยิ้มของเด็กสาวที่กำลังสนุกกับสิ่งที่ทำอย่างแท้จริง

“ฉันเล่นสเกตได้ดีที่สุดตอนที่ฉันมีความสุข”

เหตุผลที่เธอกลายเป็นไวรัล จึงไม่ใช่แค่เหรียญรางวัล แต่คือพลังบางอย่างที่แตกต่าง  ความสดใส และความกล้าที่จะเคารพความรู้สึกของตัวเอง

ALYSA LIU สาวฮอตแห่งลานน้ำแข็ง กับ HALO HAIR ที่เล่าเรื่องการเติบโตของเธอ

ALYSA LIU

THE HALO HAIR THAT WENT VIRAL

หนึ่งในสิ่งที่ไวรัลที่สุดเกี่ยวกับ Alysa คือทรงผมที่เรียกว่า “Halo Hair” ผมที่มีแถบสีบลอนด์และน้ำตาลจัดวางเป็นวงรอบศีรษะแบบเฉพาะตัว ซึ่งเธออธิบายว่ามีแรงบันดาลใจจาก “วงปีของต้นไม้”

แถบสีแต่ละวงบนศีรษะของเธอไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นเหมือนบันทึกการเติบโตในแต่ละช่วงชีวิต

“ฉันชอบคิดว่าตัวเองเหมือนต้นไม้ ที่ทุกๆ ปีจะมีวงใหม่เพิ่มขึ้น วงนั้นคืออายุและการเติบโตของฉัน”

สไตล์นี้โดดเด่นชนะใจคนทั้งโลก เพราะแตกต่างจากภาพจำของฟิกเกอร์สเกตที่มักเน้นทรงผมเรียบเนี้ยบ Alysa ทำให้เส้นผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องตัวตนของเธอเอง

ALYSA LIU

HOW TO CREATE HALO HAIR

• เริ่มจากทำสีฐานเข้มก่อน จากนั้นวาดแถบสีบลอนด์เข้ม-อ่อนเป็นวงรอบศีรษะ โดยช่างผมจะทำแบบ Freehand เพื่อให้ชั้นสีไล่ประกายทั่วศีรษะ

• หากอยากทำตาม ควรเผื่อเวลา เพราะขั้นตอนจริงอาจใช้ประมาณ 3–5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนแถบสีและเฉดที่ต้องการ

HAIR STYLIST’S TIP

“การจัดวางแถบสีให้เป็นวง และการเลือกเฉดให้มีคอนทราสต์ คือสิ่งที่ทำให้ลุคนี้มีเอกลักษณ์และโดดเด่นกว่าไฮไลต์ทั่วไป”

ALYSA LIU

POST-COLOR HAIRCARE ROUTINE

• ใช้แชมพูและครีมนวดสำหรับผมทำสี เพื่อช่วยให้สีสดและไม่ซีดเร็ว

PRODUCT RECOMMENDED:
KÉRASTASE CHROMA ABSOLU BAIN RICHE CHROMA RESPECT NOURISHING PROTECTIVE SHAMPOO

• ทรีตเมนต์เข้มข้นสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

PRODUCT RECOMMENDED:
OUAI FINE TO MEDIUM HAIR TREATMENT MASQUE

ALYSA LIU

• ใช้ออยล์หรือเซรั่มที่ปลายผมทุกครั้งก่อนจัดแต่ง

PRODUCT RECOMMENDED:
HAIR RITUEL BY SISLEY PRECIOUS HAIR CARE OIL

• หลีกเลี่ยงความร้อนสูงบ่อย ๆ และใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความร้อน เพื่อลดการซีดและแห้งเสีย

PRODUCT RECOMMENDED:
PERCY & REED HEAT PROTECT SPRAY

THE LIPSTICK MOMENT

ก่อนขึ้นรับเหรียญทอง เธอถูกจับภาพว่าเดินหาลิปสติกและทาอย่างตั้งใจก่อนขึ้นเวที โมเมนต์เล็ก ๆ นี้กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วในโซเชียล

จากการสังเกตของแฟนๆ ไอเท็มที่เธอใช้คือผลิตภัณฑ์จาก RARE BEAUTY โดยโทนสีที่หลายคนคาดว่าใกล้เคียงที่สุดคือ ‘DELIGHT’ เฉดชมพู-น้ำตาลอบอุ่นที่เข้ากับลุคของเธออย่างลงตัว และที่น่ารักคือเมื่อ SELENA GOMEZ ผู้ก่อตั้ง RARE BEAUTY เห็นคลิปเธอใส่ผลิตภัณฑ์นั้น ก็ร่วมแสดงความยินดีว่า “SHE’S JUST LIKE ME FR.” บน INSTAGRAM ของแบรนด์ด้วย 


เอ็มที แอสเสท ทุ่มงบกว่า 200 ล้าน  รังสรรค์ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น แมทเทอร์ ติวานนท์

บริษัท เอ็มที แอสเสท จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ด้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม คอมมูนิตี้มอลล์ ล่าสุดเตรียมขยายพอร์ตการลงทุน ประกาศทุ่มงบกว่า 200  ล้านบาท เปิดตัวโรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น แมทเทอร์ ติวานนท์ โรงแรมระดับอินเตอร์เนชั่นแนลแห่งใหม่ใจกลางย่านเศรษฐกิจและการประชุมสำคัญย่านกรุงทพฯตอนเหนือและนนทบุรี พร้อมตอบโจทย์ทั้งนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และนักกอล์ฟจากทั่วโลก โดยคาดว่าจะช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวและการจัดประชุมของประเทศไทย ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดร.วรพจน์ กันตพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มที แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า
“ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยวระดับโลก และได้รับการโหวตให้เป็น Destination of the Year 2025 จากนิตยสาร Travel + Leisure ด้วยความโดดเด่นด้านวัฒนธรรม อาหาร และการบริการที่อบอุ่นเป็นเอกลักษณ์ ‘ดินแดนแห่งรอยยิ้ม’ การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ แต่ยังเป็นการ เพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและ MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Exhibitions) ของประเทศอีกด้วย ซึ่งล่าสุดได้มอบหมายให้บริษัท PCL Hospitality ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรม มาดูแลทั้งด้านการบริหารโรงแรมและการตลาดแบบครบวงจรอีกด้วย”

เอ็มที แอสเสท ขยายพอร์ตการลงทุน ประกาศทุ่มงบกว่า 200 ล้านรังสรรค์ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์นแมทเทอร์ ติวานนท์ ปักหมุดทำเลทอง ย่านอิมแพค– สนามกอล์ฟ รองรับงานประชุม MICE และ อีเวนท์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

จุดแข็งและปัจจัยสู่ความสำเร็จ

  • แบรนด์ระดับโลก – มาตรฐานการบริการระดับอเมริกัน “เบสท์ เวสเทิร์น”  ที่มีเครือข่ายกว่า 4,300 แห่ง 100 เมืองทั่วโลก และสมาชิก 65 ล้านคน
  • ทำเลศักยภาพสูง – ใกล้ Impact เมืองทองธานี ศูนย์กลางงานประชุมและคอนเสิร์ตระดับโลก รวมถึงสนามกอล์ฟยอดนิยม
  • การเดินทางสะดวก – ใกล้ทางด่วนศรีสมานและสนามบินดอนเมืองเพียง 10 กิโลเมตร

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน – โรงแรมฯ ประกอบด้วยห้องพัก 68 ห้อง ประกอบด้วย 5 รูปแบบ  บริการรถรับส่ง ฟิตเนส ห้องประชุมด้วยระบบเทคโนโลยี ทันสมัย และห้องอาหารนานาชาติ  โดยสุดยอด  เชฟมากประสบการณ์ รองรับทั้งนักธุรกิจและกลุ่มครอบครัวชาวไทยและ ต่างชาติ

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบบูรณาการ

การเปิดตัวโรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น ติวานนท์ จะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับระบบเศรษฐกิจแบบองค์รวม (Ecosystem)  อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการจ้างงาน การท่องเที่ยว การอุปโภคบริโภค ร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และบริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ นอกจากนี้ยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักธุรกิจให้เข้ามาใช้บริการในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม MICE ที่มีมูลค่ามหาศาล  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมได้ที่ www.bwmattertiwanon.com   โทร 02 589 8828


โปรคลั่งรัก SERENA e-POWER 8 วันเท่านั้น! – โอกาสเดียวที่พลาดไม่ได้!

ปล่อยให้หัวใจนำทาง…แล้วให้ SERENA e-POWER no. 1 mid-size MPV นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ที่พร้อมพาคุณ และครอบครัวไปได้ไกลกว่าเดิม!

โปรแรงเฉพาะ 8 วันเท่านั้น!* 21 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% (ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน) พร้อมส่วนลดพิเศษ 40,000 บาท ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง NPP 1 ปี

‘*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด


Fashion is Art เดรสโค้ด Met Gala 2026 ที่นิยามศิลปะผ่านเรือนร่าง

ความสนุกของการตีโจทย์กลับมาอีกครั้ง เมื่อ Met Gala 2026 ประกาศเดรสโค้ด Fashion is Art ชวนดีไซเนอร์และแขกทุกคนร่วมรังสรรค์ศิลปะผ่านเรือนร่าง

เตรียมนับถอยหลังสู่ความสนุกของวงการแฟชั่นกับงานพรมแดงสุดยิ่งใหญ่อย่าง Met Gala ที่จะวนกลับมาเจอกันในทุกปี สำหรับ 2026 นี้ งานจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม ซึ่งเมื่อไม่นานนี้เดรสโค้ดก็ได้ประกาศออกมาเป็นทางการว่า Fashion is Art จะเป็นโจทย์หลักที่ให้แขกผู้มีเกียรติได้ร่วมตีความว่า เรือนร่าง ที่เปรียบเสมือนผ้าใบ เหล่าดีไซเนอร์จะมีวิธีการสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร

โดยประธานร่วมของงาน Met Gala 2026 ได้แก่ Beyoncé, Nicole Kidman, Venus Williams และ Anna Wintour ขณะที่คณะกรรมการต้อนรับ ซึ่งมี Anthony Vaccarello และ Zoë Kravitz ร่วมเป็นประธาน ประกอบด้วย Sabrina Carpenter, Doja Cat, Gwendoline Christie, LISA, Sam Smith และอีกหลายราย

ล่าสุดมีการประกาศเพิ่มเติมว่า Adut Akech, Angela Bassett, Sinéad Burke, Rebecca Hall, Aimee Mullins, Tschabalala Self, Amy Sherald และ Chase Sui Wonders จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการต้อนรับด้วย

แน่นอนว่ารายชื่อแขกที่ได้รับเชิญจะเก็เป็นความลับ จนกว่าจะถึงวันจันทร์แรกของเดือนพฤษภาคม!

Costume Art

สำหรับเดรสโค้ด Fashion is Art ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณของ “Costume Art” นิทรรศการที่ประกอบด้วยวัตถุจัดแสดงกว่า 400 ชิ้น ในแกลอรี่ใหม่  Condé M. Nast Galleries ใกล้กับ Great Hall โดยนิทรรศการดังกล่างจะนำเครื่องแต่งกายจาก The Costume Institute มาจัดวางเคียงคู่กับภาพวาด ประติมากรรม และผลงานศิลปะอื่น ๆ ที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ศิลป์ยาวนานกว่า 5,000 ปี โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มจัดแสดง ได้แก่ Naked Body, Classical Body, Pregnant Body, Aging Body, Anatomical Body และ Martal Body

การจัดแสดงจะวางชิ้นงานบนแท่นเพื่อสะท้อนความเท่าเทียมระหว่างประเภทของร่างกาย อีกทั้งหุ่นสำหรับแสดงชุด ส่วนของศีรษะยังได้รับการออกแบบพิเศษด้วยวัสดุผิวเหล็กขัดเงา ออกแบบโดย Samar Hejazi ที่ตั้งใจสะท้อนภาพผู้ชมให้เห็นตนเองในเครื่องแต่งกายเหล่านั้น

ไฮไลท์ของนิทรรศการ

  • สูทปี 2022–23 โดย Glenn Martens สำหรับ Y/Project ร่วมกับ Jean Paul Gaultier จัดแสดงคู่กับประติมากรรมหินอ่อน Diadoumenos ศตวรรษที่ 1–2
  • A walking Dress ปี 1883 จัดวางคู่กับภาพ “Study for A Sunday on La Grande Jatte” ปี 1884 ของ Georges Seurat
Study for "A Sunday on La Grande Jatte", 1884.
  • ชุดปี 1997–98 จาก Comme des Garçons จัดแสดงร่วมกับผลงาน “Figure in Rotation” ปี 1917 ของ Max Weber

Costume Art จะจัดแสดงที่ The Met Fifth Avenue ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2026 ถึง 10 มกราคม 2027


ข้อมูล: Met Museum และ Vogue

ภาพ: Getty Image